รายงานการวจิ ัยเพ่อื พัฒนาการเรียนรู้ การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นคณติ ศาสตร์ เรื่อง วงกลม ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 โดยการจัดการเรยี นรู้ใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-based learning หรอื PBL) กบั การจัดการเรียนรู้แบบปกติ โดย นางสาวศศธิ ร สงิ หธรรม ครูชานาญการพิเศษ กลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ โรงเรียนปากเกรด็ จงั หวัดนนทบุรี
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้สาเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดีด้วยความกรุณา และให้ คาปรึกษาในการทาวิจัยจากคณะผู้บริหาร โรงเรียนปากเกร็ด ท่ีได้ช่วยให้คาช้ีแนะ อนุเคราะห์ข้อมูล และช่วยให้คาปรึกษาระหว่างการทารายงานการวิจัย ทาใหก้ ารทารายงานการวิจัยเป็นไปอยา่ งราบรืน่ มี ความสมบรู ณม์ ากย่งิ ขึ้น ผู้วิจัยรู้สึกซาบซง้ึ และขอขอบพระคุณเป็นอย่างสงู ขอขอบพระคุณคณะครูกลุ่มสาระคณิตศาสตร์โรงเรียนปากเกร็ดที่ได้อานวยความสะดวกและ ให้ความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการทาวิจัยในคร้งั น้ี ขอบคุณนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปากเกร็ด ปีการศึกษา 2564 ที่ได้ให้ความร่วมมือในการดาเนินการจนทาให้การวิจัยคร้ังนี้ สาเรจ็ ลุล่วงด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ฉบับน้ี ขอมอบเป็นเครื่องบูชา พระคุณบิดา – มารดา และครูอาจารย์ทุกท่าน ที่ได้อบรมส่ังสอนประสิทธิ์ประสาทความรู้ท้ังปวงแก่ ผวู้ จิ ยั ศศิธร สงิ หธรรม
ช่ือเรอ่ื ง รายงานการวจิ ยั เพอื่ พัฒนาการเรยี นรู้การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนคณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง วงกลมของนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 โดยการจดั การเรียนรใู้ ชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem- based learning หรอื PBL) กับการจดั การเรียนรูแ้ บบปกติ ชื่อผู้วิจยั นางสาวศศิธร สงิ หธรรม บทคดั ย่อ รายงานการวิจัยเพื่อพฒั นาการเรียนรู้การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนคณิตศาสตร์ เร่ือง วงกลม ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 โดยการจดั การเรียนรู้ใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem- based learning หรอื PBL) กับการจดั การเรยี นรแู้ บบปกติ กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/2 และนักเรียนชั้น มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/5 ทีก่ าลงั ศกึ ษาอย่ใู นภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 ของโรงเรียนปากเกร็ด ซง่ึ คัดเลือกโดยสุ่มเฉพาะเจาะจง ระยะเวลาในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยดาเนินการทดลองสอนด้วยตนเองใน ภาคเรียนที่ 2 การศึกษาในคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ใช้เวลาทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 คาบ คาบละ 50 นาที โดยกลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีการทดสอบหลังเรียน และกลุ่มควบคุมไดร้ ับการจดั การเรยี นรู้แบบปกติ มกี ารทดสอบหลังเรียน โดยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลมเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ ค่าสถิติ ที่ใชท้ ดสอบ คือ t – test for dependent Sample ผลวิจัยพบวา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง วงกลมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 หลังจากการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) สูงกว่าการจัดการ เรียนร้แู บบปกติ อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติที่ระดับ 0.01
สารบญั หนา้ เรือ่ ง ก กติ ติกรรมประกาศ ข บทคัดยอ่ สารบญั 1 บทที่ 1 บทนา 2 2 ที่มาและความสาคัญ 3 วัตถุประสงค์ 3 สมมติฐาน 4 ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะได้รบั 4 ขอบเขตของการวจิ ัย นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 5 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ ง 8 แนวคิดเกี่ยวกบั การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ 8 8 หลกั การสอนคณิตศาสตร์ 9 แนวทางการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ 10 การจดั การเรียนรู้โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน 11 ความเปน็ มาของการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน 14 ความหมายของการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 15 ลกั ษณะสาคัญของการจดั การเรียนรู้โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน 15 กระบวนการการจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน 16 บทบาทของครผู ู้สอนท่ีจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน 17 การจดั การเรยี นรแู้ บบปกติ 17 ความหมายของการจดั การเรยี นรู้แบบปกติ 17 ขน้ั ตอนการจัดการเรียนรแู้ บบปกติ 17 การแกโ้ จทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 18 ความหมายของปญั หาคณติ ศาสตร์ 19 ความหมายของการแก้โจทยป์ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ 19 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนคณติ ศาสตร์ 20 ความหมายของผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นคณิตศาสตร์ ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์
บทที่ 3 วธิ ีดาเนินการศึกษาคน้ คว้า 22 กาหนดขอบเขตการทาวจิ ัย และแบบแผนการทดลอง 23 เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจยั 23 การสร้างเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย 25 เกบ็ รวบรวมข้อมูล 26 การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสถติ ทิ ี่ใช้ 28 บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 28 สญั ลกั ษณท์ ่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล 28 การวิเคราะหข์ ้อมลู ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 29 29 บทที่ 5 สรุปผล อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ 30 สรปุ ผลการวิจัย อภปิ รายผล ข้อเสนอแนะ บรรณานกุ รม ภาคผนวก
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้สาเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดีด้วยความกรุณา และให้ คาปรึกษาในการทาวิจัยจากคณะผู้บริหาร โรงเรียนปากเกร็ด ท่ีได้ช่วยให้คาช้ีแนะ อนุเคราะห์ข้อมูล และช่วยให้คาปรึกษาระหว่างการทารายงานการวิจัย ทาใหก้ ารทารายงานการวิจัยเป็นไปอยา่ งราบรืน่ มี ความสมบรู ณม์ ากย่งิ ขึ้น ผู้วิจัยรู้สึกซาบซง้ึ และขอขอบพระคุณเป็นอย่างสงู ขอขอบพระคุณคณะครูกลุ่มสาระคณิตศาสตร์โรงเรียนปากเกร็ดที่ได้อานวยความสะดวกและ ให้ความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการทาวิจัยในคร้งั น้ี ขอบคุณนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปากเกร็ด ปีการศึกษา 2564 ที่ได้ให้ความร่วมมือในการดาเนินการจนทาให้การวิจัยคร้ังนี้ สาเรจ็ ลุล่วงด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ฉบับน้ี ขอมอบเป็นเครื่องบูชา พระคุณบิดา – มารดา และครูอาจารย์ทุกท่าน ที่ได้อบรมส่ังสอนประสิทธิ์ประสาทความรู้ท้ังปวงแก่ ผวู้ จิ ยั ศศิธร สงิ หธรรม
บทท่ี 1 บทนา ท่มี าและความสาคัญของวจิ ัย การศึกษานับเป็นปัจจัยที่สาคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของคนในประเทศเพราะรากฐานของ ชาติ คือ คน รากฐานของคนคือ การศึกษา คนที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างความเจริญที่ย่ังยืนในอนาคตได้ การเตรียมคนที่มีคุณภาพเพื่อเป็นผู้นาด้านต่าง ๆ จึงเป็นเร่ืองที่สาคัญ ที่จะนาพาชาติให้เจริญก้าวหน้า การปรับโครงสร้างทางการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาต้องทาอย่างจริงจังและจริงใจต้องร่วมมือกัน เพื่อใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุดทางการศึกษา การฝึกฝนคนทมี่ ีสติปัญญาให้ได้เป็นผู้นาในการแกป้ ัญหาตา่ งๆ อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นผู้นาในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ อันเป็นกาลังสาคัญในการบริหาร และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ต้องสร้างคนเก่งหัวกะทิข้ึนมาเพ่ือเป็นผู้นาทางวิชาการในอนาคต แม้ว่าเราจะใช้เงินทองสักเท่าไรก็ตาม ถ้าทาได้ก็ย่อมมีความคุ้มค่าเป้าหมายของการจัดการศึกษาตาม แผนการศึกษาชาติคือ การพัฒนาคนและคุณภาพของคนให้เป็นผู้ท่ีมีปัญญารู้จักเหตุและผล รู้จัก แก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทันการเปล่ียนแปลงมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มุ่งพัฒนาพฤติกรรม ทางสังคมที่ดีงามท้ังในการทางานและการอยู่ร่วมกันจะเห็นว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันได้ให้ ความสาคัญในเร่ืองการแกป้ ัญหา วตั ถุประสงค์ประการหน่ึงในการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์คือ ให้ ผู้เรียน ได้เรียนรวู้ ิธีการแกป้ ัญหา ฝึกกระบวนการคิด ทาใหผ้ ู้เรียนรู้จักการคิดวเิ คราะห์หาเหตุผล การแก้ปญั หา ควรจะเป็นจุดเน้นท่ีสาคัญในหลักสูตรคณิตศาสตร์เป็นเป้าหมายพ้ืนฐานในการสอนคณิตศาสตร์ และ เป็นอนั หน่งึ อันเดียวกับการเรยี นคณติ ศาสตร์ การแก้ปัญหาเป็นส่งิ สาคัญ สามารถใช้เปน็ เครื่องมือในการ เรยี นรูแ้ นวคดิ และทกั ษะต่างๆ ทางคณติ ศาสตร์ (วชั รี กาญจน์กรี ติ. 2554 : 73) คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งต่อความสาเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถ วิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถ่ีถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณติ ศาสตรย์ งั เป็นเคร่ืองมอื ในการศกึ ษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อ่นื ๆ อนั เป็นรากฐาน ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับ นานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จงึ จาเปน็ ต้องมกี ารพัฒนาอยา่ งต่อเน่ือง เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้อง กับสภาพเศรษฐกิจ สงั คม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีเจรญิ ก้าวหน้าอย่างรวดเรว็ ในยุค โลกาภิวัฒน์ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560 : 10) นอกจากนี้แล้วคณิตศาสตร์ยังเป็นเคร่ืองมือในการ ศกึ ษาศาสตรอ์ ่ืนๆ ซึ่งการทจี่ ะทาใหก้ ารเรียนการสอนบรรลเุ ป้าหมายตามสาระการเรียนรู้คณิตศาสตรไ์ ด้ น้ัน ครูผู้สอนควรเร่ิมจากการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเรียนคณิตศาสตร์ ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีจะให้ได้ผลดี ควรส่งเสริมใหน้ ักเรียนทากิจกรรมกลุ่มร่วมกัน ซ่ึงเป็น วิธีการหนึ่งที่จะสามารถนามาใช้ในการแก้ปัญหาในเร่ืองการสอนท่ีมีนักเรียนจานวนมากได้ และยังเป็น การส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นร่วมกันและร่วมกันทากิจกรรมการเรียนรู้ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551 : 27)
2 จากการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสาระการเรียนร้คู ณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปีท่ี 4 โรงเรียนปากเกร็ด ประจะปีการศึกษา 2564 พบว่าภาพรวมของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์ท่ีต่ากว่าร้อยละ 70 ของคะแนนทั้งหมด ตามนโยบายประกัน คะแนนของโรงเรียน และจากการสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในการเรียนสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ พบว่า มีปัญหาหลัก 2 ประการดังนี้ คือ 1) นักเรียนขาดความกระตือรอื ร้นในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2) การจัดกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการบรรยายและถามตอบตามหนังสือเรียน ซ่ึงไม่สามารถกระตุ้นให้ นกั เรยี นสนใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เท่าท่คี วร จากประเดน็ ดังกล่าวผู้วจิ ยั จงึ ได้ศึกษาทฤษฎีการ จดั การเรียนรแู้ ละวิธีการสอนแบบต่างๆ พบว่า ในการสอนคณติ ศาสตร์นัน้ ควรอาศยั วิธกี ารสอนท่ีจะชว่ ย สง่ เสรมิ พัฒนาการของผเู้ รยี นให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งวิธกี ารจดั การเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem- based Learning) หรือ PBL เป็นรูปแบบการสอนที่สามารถนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ของผู้เรียนท่ีดีมากวิธีหนึ่ง คือ ทาให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา และคิดอย่าง สร้างสรรค์ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนและได้ลงมือปฏิบัติมากขึ้น ยังมีโอกาสออกไปแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง ท้ังภายในและภายนอกสถานศึกษา ในส่วนของผู้สอนก็ลดบทบาทของการเป็นผู้ควบคุมใน ช้ันเรียนลง กันผู้เรียนมีอานาจในการจัดการควบคุมตนเอง สามารถหาความรู้ใหม่ได้ตามความประสงค์ ผู้เรียนต้องทางานเป็นกลุ่ม กาหนดข้ันตอนการเรียนรู้เป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ การกาหนดปัญหา การ ระดมสมอง การวิเคราะห์ปัญหา การวางแผนการศึกษาค้นคว้า การสร้างประเด็นการเรียนรู้และ ประยุกต์ใช้ข้อมูลเพ่ือแก้ปัญหา และการสรุปผลและรายงานผล มีบทบาทให้กาลังใจผู้เรียนในการ อภิปรายและเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ และช่วยประธานกลุ่มขับเคลื่อนการอภิปรายและรักษาเวลา ให้ กลุ่มได้ดาเนินการตามวัตถุประสงค์ รวมถึงตรวจสอบความเข้าใจของกลุ่มและสุดท้ายคือและประเมิน การแสดงออกของสมาชิกในกลุม่ (ภทั ราวดี มากม.ี 2555) จากเหตุผลดังกลา่ วมาขา้ งต้นส่งผลให้ผวู้ ิจยั ในฐานะท่ีเป็นครผู ู้สอนรายวิชาคณิตศาสตร์ สนใจท่ี จะศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลมสาหรับนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กับ การจัดการเรียนร้แู บบปกติ วา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นคณิตศาสตรจ์ ะแตกตา่ งกันหรอื ไม่ วตั ถุประสงค์ 1. เพื่อเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนคณิตศาสตรห์ ลงั เรยี น เรื่อง วงกลม ของนักเรยี นช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กับ การจัดการเรียนรูแ้ บบปกติ สมมติฐาน 1. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นคณติ ศาสตรห์ ลังเรียน เรือ่ ง วงกลมของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) สูงกว่าการจัดการ เรยี นร้แู บบปกติ
3 ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั จากการวิจัย 1. นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 มีความรู้ความเข้าใจในการคณิตศาสตร์ เรื่องวงกลม ดว้ ยการจดั การเรียนรูใ้ ช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-based learning หรอื PBL) เพ่ิมขน้ึ 2. ได้แนวทางสาหรับผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ในการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลม สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem- based learning หรอื PBL) 3. ผลการวิจยั เป็นแนวทางสาหรับผสู้ อนในการปรับปรุงการจัดการเรยี นการสอน เรอ่ื ง วงกลม ขอบเขตของการวจิ ัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง 1.1 ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่กาลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 ของโรงเรียนปากเกร็ด จานวน 2 ห้อง 1.2 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 และ 4/5 ของ โรงเรียนปากเกร็ดจานวน 59 คน จากห้องเรียน 2 ห้อง เพื่อใช้เป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง กลุ่มควบคุม 1 ห้อง ซึ่งคัดเลือกโดยการเลือกแบบเจาะจง โดยกาหนดให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/5 เป็นกลุ่ม ควบคุม และนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4/2 เปน็ กลมุ่ ทดลอง 2. เนือ้ ทใี่ ช้ในการวจิ ัย เนื้อหาท่ีใช้ในการวิจัยเป็นเน้ือหากลุ่มสาระคณิตศาสตร์เร่ือง วงกลม ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) หลักสูตร สถานศึกษาโรงเรียนปากเกรด็ 3. ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการวจิ ัย ระยะเวลาในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยดาเนินการทดลองสอนด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 ใชเ้ วลาทดลองสอน 10 คาบ คาบละ 50 นาที 4. ตัวแปรทศี่ ึกษา 4.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรอื PBL) และ การจัดการเรยี นร้แู บบปกติ 4.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เร่ือง วงกลม ของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรือ PBL) และ การจัดการเรยี นร้แู บบปกติ
4 นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรือ PBL) หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้จากปัญหา ผ่านกระบวนการทางานเป็นกลุ่ม มีอิสระใน ตนเองทจี่ ะศึกษาค้นคว้าภายใต้ปญั หาที่ครูผสู้ อนกาหนดให้ ฝึกใหผ้ ูเ้ รียนไดพ้ ัฒนาทักษะการคดิ วิเคราะห์ และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ รู้จักช่วยเหลือซ่ึงกันและกันในการทางาน ครูผู้สอน เปน็ เพยี งผู้คอยใหค้ าแนะนาและจดั สภาพแวดล้อมแหง่ การเรยี นรู้ 2. การจดั การเรยี นรแู้ บบปกติ หมายถงึ การจดั การเรียนรู้ที่เนน้ ครูผสู้ อนเปน็ สาคญั โดยครูจะ เปน็ ผูถ้ ่ายทอดความรู้ไปยงั นักเรยี นดว้ ยวธิ ีการพูด อธบิ าย และนกั เรยี นมสี ่วนร่วมในกิจกรรมการสอน นอ้ ยเพยี งแค่ฟงั และจดบนั ทึกตามทีค่ รบู อกเท่านัน้ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งวัดได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบท่ีผศู้ ึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นเพื่อ ใช้วัดผลก่อนเรียนและหลังเรียนกลุม่ สาระคณติ ศาสตร์ เรื่อง วงกลม สาหรบั นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 เปน็ แบบทดสอบชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ 5. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ตัวเลขที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียน โดย เปรียบเทยี บความแตกต่างของคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ตัวแปรตาม ตวั แปรต้น การจัดการเรียนรู้ใช้ปญั หาเป็นฐาน ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นคณติ ศาสตร์ (Problem-based learning หรอื PBL) เรื่อง การเรียงสบั เปลีย่ น การจัดการเรียนรูแ้ บบปกติ ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กย่ี วข้อง การวจิ ยั ครั้งนี้ ผ้วู จิ ยั ไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และไดน้ าเสนอตามหวั ขอ้ ต่อไปนี้ 1. แนวคดิ เก่ียวกับการจัดการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์ 1.1 ความสาคัญของคณติ ศาสตร์ 1.2 หลักการสอนคณติ ศาสตร์ 1.3 แนวทางการจดั การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ 2. การจัดการเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) 2.1 ความเปน็ มาของการจัดการเรียนร้โู ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน 2.2 ความหมายของการจดั การเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน 2.3 ลกั ษณะสาคัญของการจดั การเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน 2.4 กระบวนการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2.5 บทบาทของครใู นการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2.6 การประเมินผลในการจัดการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน 3. การจดั การเรยี นรู้แบบปกติ 3.1 ความหมายของการจัดการเรยี นรแู้ บบปกติ 3.3 กระบวนการของการจัดการเรยี นรูแ้ บบปกติ 4. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ 4.2 ความหมายของแบบทดสอบผลวดั สัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 4.3 ประเภทของแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ 4.4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 5. งานวิจัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง 5.1 งานวจิ ัยในประเทศ 1. แนวคดิ เกีย่ วกับการจดั การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ 1.1 ความสาคัญของคณิตศาสตร์ สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2554, 1) ได้กล่าวว่า แท้จรงิ แล้ว คณิตศาสตร์มีประโยชน์นานัปการ แต่มีประเด็นที่สาคัญและครูคณิตศาสตร์ควรชี้แจงให้นักเรียนเห็น คณุ ค่าของการเรียนคณติ ศาสตรม์ ีอยู่อย่างน้อย 3 ประเดน็ หลัก ดงั นี้ 1. เรียนเพื่อนาไปใช้ในการดารงชีวิต และใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษา วิทยาการต่างๆ ในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และศิลปะศาสตร์ ตลอดจนศาสตร์ อ่ืนๆ ที่เกยี่ วข้อง ท้งั น้เี พราะเราจาเป็นต้องใชค้ ณติ ศาสตร์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม กบั กิจกรรมส่วนใหญ่ใน
6 ชวี ิตประจาวัน มีการนาคณติ ศาสตร์ไปใช้อธิบายปรากฏการณ์หรือเหตกุ ารณต์ ่างๆ และคาดการณ์ถงึ ผล ที่อาจเกดิ ข้ึน ทาใหเ้ ราสามารถเตรียมตวั รบั สถานการณ์ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ 2. เรียนเพื่อการเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพ ทั้งนี้เพราะคณิตศาสตร์เป็น วิทยาการแขนงหน่ึงท่ีเป็นท้ังศาสตร์และศิลป์ มีบทบาทสาคัญในการพัฒนาความคิดของมนุษย์ทาให้ มนุษย์มีความคิด สร้างสรรค์คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและ สถานการณไ์ ด้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ ทาให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหา และนาไปใช้ ในชีวิตประจาวนั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม 3. เรียนเพ่ือศึกษาถึงอารยธรรม ท่ีนามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของมนุษยชาติ ท้ังนี้เพราะคณิตศาสตร์เป็นอารยธรรมท่ีมีวิวัฒนาการอันยาวนานมาตั้งแต่สมัยดึกดาบรรพ์ จนถึง ปจั จุบันโดยไม่หยุดน่ิง ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันลึกซ้ึง และความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ของคนแต่ ละยุคสมัยใน การสร้างความเจริญรุ่งเรือง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเราให้ดีขึ้น จากความสาคัญ ของคณิตศาสตร์ ดังกล่าว สรุปได้ว่า คณิตศาสตร์มีความสาคัญอย่างยิ่งและถือเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ทุกคนที่มีส่วนเก่ียวข้องกับคณิตศาสตร์ทาให้คิดเป็น แก้ปัญหาเป็นทาให้สามารถคาดการณ์ วางแผน การตดั สินใจ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไดอ้ ย่างถูกตอ้ งและเหมาะสม การเคารพในกฎกติกาของสังคม และ การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ตลอดจนสามารถนาความรู้ทาง คณิตศาสตร์ประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ อย่างกวา้ งขวาง เพ่อื พัฒนาคนหรือทรพั ยากรมนุษย์เขา้ ส่สู งั คมใหมใ่ นยุคโลกาภวิ ฒั น์ วัชรี กาญจน์กีรติ (2554) คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญอยางย่ิงตอการพัฒนาความคิดของ มนุษยทาใหมนุษยมีความคิดสรางสรรค คิดอยางมีเหตุผล เปนระบบ ระเบยีบ มีแบบแผน สามารถ วิเคราะหปญหาและสถานการณไดอยางถี่ถวนรอบคอบ ทาใหสามารถคาดการณ วางแผน ตัดสินใจ และแกปญหาไดอยางถูกตอ้ งและเหมาะสม ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ท่ีมีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาความคิดของ ผเู้ รียน ทาให้วางแผน ตัดสินใจ และคิดอย่างมีเหตุผล อีกท้ังคณิตศาสตร์ยังเป็นพ้ืนฐานในการเรียนวิชา อ่ืนๆ อีกด้วย ดังนั้นผู้เรียนทุกคนต้องเข้าใจธรรมชาติของวิชาคณิตศาสตร์เพื่อเป็นพ้ืนฐานในการ ศึกษาศาสตร์อ่นื ๆ ดว้ ย 1.2 หลักการสอนคณติ ศาสตร์ วัชรี กาญจน์กีรติ (2554 : 14) ได้กล่าวถึงหลักการสอนคณิตศาสตร์ไว้ว่า หลักการสอน คณิตศาสตร์ท่ีสาคัญคอื 1. สอนให้ผเู้ รียนเกิดมโนทศั น์หรือได้ความรทู้ างคณติ ศาสตร์จากการคดิ และมีส่วนร่วม ในการทากจิ กรรมกับผอู้ ่ืน ใช้ความคิดและคาถามท่นี ักเรียนสงสัยเป็นประเดน็ ในการอภิปราย เพื่อให้ได้ แนวคดิ ทหี่ ลากหลาย และเพือ่ นาไปสูข่ อ้ สรปุ 2. สอนให้ผู้เรียนเห็นโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ ความสัมพันธ์และความต่อเน่ืองของ เนอื้ หาคณติ ศาสตร์
7 3. สอนโดยคานึงว่าจะให้นักเรียนเรียนอะไร (What) และเรียนอย่างไร (How) น่ันคือ ตอ้ งคานงึ ถึงท้งั เน้ือหาวิชาและกระบวนการเรยี น 4. สอนโดยการใช้สงิ่ ที่เป็นรปู ธรรมอธิบายนามธรรม หรือการทาให้สิ่งที่เป็นนามธรรม มากๆ เป็นนามธรรมที่ง่ายข้ึนหรือพอท่ีจะจนิ ตนาการได้มากขึ้น ทั้งนีเ้ นอ่ื งจากมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ บางอย่างไมส่ ามารถหาสอื่ มาอธิบายได้ 5. จดั กจิ กรรมการสอนโดยคานึงถึงประสบการณ์และความรู้พ้นื ฐานของนกั เรียน 6. สอนโดยใช้การฝึกหัดให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ทั้งการฝึกรายบุคคล การฝึกเป็นกลุ่ม การฝึกทักษะย่อยทางคณิตศาสตร์ และการฝึกทักษะรวมเพ่ือ แกป้ ญั หาทซ่ี ับซอ้ นมากขนึ้ 7. สอนเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหา สามารถให้เหตุผล เช่ือมโยงสอื่ สาร และคิดอยา่ งสร้างสรรค์ ตลอดจนเกดิ ความอยากรอู้ ยากเห็นและนาไปคิดต่อ 8. สอนให้นักเรียนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคณิตศาสตร์ในห้องเรียนกับคณิตศาสตร์ ในชีวติ ประจาวนั 9. ผู้สอนควรศึกษาธรรมชาติและศักยภาพของผู้เรียน เพื่อจะได้กิจกรรมการสอนให้ สอดคล้องกบั ผูเ้ รยี น 10. สอนให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ รู้สึกว่าวิชาคณิตศาสตร์ไม่ยาก และมีความสนกุ สนานในการทากจิ กรรม 11. สังเกต และประเมินการเรียนรู้ และความเข้าใจของผู้เรียนขณะเรียนในห้อง โดย ใช้คาถามสนั้ ๆ หรือการพดู คุยปกติ พิริยา เลิกชัยภูมิ (2556 : 13) ได้กล่าวถึงหลักการจัดการสอนทางคณิตศาสตร์ไว้ว่า การท่ี ผูส้ อนมคี วามรเู้ ก่ียวกับหลักการจัดการเรยี นรู้มากอ่ นน้ัน จะทาใหผ้ สู้ อนสามารถเตรียมการจัดการเรียนรู้ เลือกวิธีการจัดการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับบทเรียน เพื่อให้การจัดการเรียนรู้บรรลุ จุดมุ่งหมายที่ต้ังไว้ ทั้งน้ีผู้สอนยังต้องคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ความพร้อมและ ความรู้พ้ืนฐานของผู้เรียน ควรเลือกใช้ส่ือที่เหมาะสม ระยะเวลาในการใช้ส่ือท่ีเหมาะสม รวมไปถึงการ ประเมินผลท้ังตัวผู้สอนและตวั ผู้เรียนเอง ดังน้ันในการวิจัยครั้งนี้จึงนาเกมมาประกอบการจัดการเรียนรู้ เพ่ือสร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลินในการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ร่วมทากิจกรรมในระหว่างเรียน เป็นการ สร้างบรรยากาศในการเรียนซ่ึงจะส่งผลต่อเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธ์ิในการเรียนใน กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมมีข้ันตอนการนาเสนอเป็นลาดับข้ัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระใน การ ทางาน รว มท้ั งเป็นการ เตรี ยมคว ามพร้อมให้ผู้เรีย นเป็นร าย กลุ่ มเพื่ อเป็น พื้นฐ าน ใน การ เรี ยน รู้ คณติ ศาสตรใ์ นแตล่ ะหวั ขอ้
8 1.3 แนวทางการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์ วัชรี กาญจน์กีรติ (2554 : 16) ได้กล่าวถึงแนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ไว้ ว่าแนวการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้ประสบความสาเร็จโดยให้นักเรียนมองเห็นว่า คณิตศาสตร์เป็นสิ่งท่ีมีความหมาย จากการมีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่นักเรียน 3 ประเภท คือ 1. ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเป็นรูปธรรม ( concrete learning experience) หรือ กรเรยี นรขู้ ้นั “ลงมือกระทา” เปน็ ประสบการณ์ท่นี ักเรยี นไดก้ ระทากับวัตถุสง่ิ ของต่างๆ ควบคูไ่ ปกับ สัญลกั ษณ์ซ่งึ จะชว่ ยให้นกั เรยี นเห็นว่าสญั ลักษณ์นั้นมีความหมาย 2. ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ทีเ่ ป็นกง่ึ รปู ธรรม (semi concrete learning experience) หรือการเรียนรู้ข้ัน “การเกิดภาพในใจ” เป็นการจัดประสบการณ์ท่ีให้นักเรียนได้รับสิ่งเร้าทาง สายตาควบคู่ไปกับสัญลักษณ์ ซ่ึงจะช่วยให้นักเรียนเห็นว่าสัญลักษณ์นั้นมีความหมาย นักเรียนไม่ต้อง กระทากบั วตั ถุแต่สังเกตหรือดูภาพของวัตถุ 3. ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นนามธรรม (abstract learning experience) หรือ การเรยี นรู้ข้นั “คิดนามธรรม” เปน็ ประสบการณ์ที่นักเรียนได้รับโดยใชส้ ัญลกั ษณ์เพยี งอย่างเดียวไม่ ตอ้ งมีการกระทากบั วัตถหุ รือรบั สิง่ เรา้ ทางสายตา 2. การจัดการเรยี นร้โู ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) 2.1 ความเป็นมาของการจัดการเรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน ไพศาล สุวรรณน้อย. (2558) ได้กล่าวไว้ว่าแนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ ท่ีนักจิตวิทยา ทางการศึกษา นามาเปน็ ประเด็นในการถกเถยี งกนั มีอยู่ 2 กล่มุ คือ 1. กลุ่มทฤษฎีการเรยี นร้เู ชงิ พฤตกิ รรมนิยม (Behaviorist learning theory) ในกลุ่มน้ี เชื่อว่าความรู้มีอยู่มากมายในโลก แต่ความรู้ที่สามารถถ่ายโยงมายังผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรมน้ันมีเพียง เล็กน้อยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเชื่อมโยงระหว่างส่ิงเร้ากับการตอบสนอง นักจิตวิทยาท่ี ไดร้ บั การยอมรับกนั ในกลุม่ น้ี คือ สกนิ เนอร์ (Skinner) 2. กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้เชิงพุทธิปัญญานิยม (Cognitive learning theory) มีความ เชื่อว่าความรู้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างที่มีลักษณะเฉพาะ (particular structure) กับ สงิ่ แวดลอ้ มทางจิตวิทยา (psychological environment) ของผู้เรยี นแต่ละบุคคล การเรียนรูจ้ ะเกิดข้ึน ก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ปรับเปลี่ยนโลกภายในของตน โดยอาศัยกระบวนการปฏิสัมพันธ์ท่ีเกิดจากการรับ ความรู้ใหม่เข้าไปในสมอง หรือจากการปรับเปลี่ยนความรู้เก่าให้เข้ากับความรู้ใหม่ นักจิตวิทยาท่ีได้รับ การยอมรับแนวคิดมากทสี่ ดุ ใน กลมุ่ น้ี คือ เพยี เจท์ (Piaget) 9
2.2 ความหมายของการจัดการเรยี นร้โู ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน ทิศนา แขมมณี (2554) กล่าวว่าการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก เป็นการจัดสภาพการณ์ ของการเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นเคร่ืองมือในการช่วยให้ผู้เรียนรู้ตามเป้าหมาย โดยผู้สอนอาจนา ผู้เรียนไปเผชิญสถานการณ์ปัญหาจริงหรืออาจจัดภาพการณ์ให้ผู้เรียนปัญหา และฝึกกระบวนการคิด วเิ คราะหป์ ัญหา แก้ปัญหาร่วมกันเปน็ กลุ่ม ซ่ึงช่วยให้ผู้เรยี นเกิดความเข้าใจในปัญหาน้ันอย่างชดั เจน ได้ เห็นทางเลือกและวิธีการท่ีหลากหลายในการแก้ปัญหา รวมท้ังช่วยให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ และ กระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ ผเู้ รียนจะตอ้ งฝึกฝนสร้างความรู้ด้วยตนเอง การเรียนรูท้ ักษะต่างๆ จะต้อง ให้มีประสทิ ธิภาพถึงขั้นทาไดแ้ ละแก้ปญั หาได้ ครูจะมีบทบาทต่างไปจากเดิม จากผู้ถ่ายทอดความรู้เป็น การให้ความร่วมมืออานวยความสะดวก และช่วยเหลือผู้เรียนในการเรียนรู้ มีการประเมินตาม จุดมุ่งหมายในลักษณะท่ียืดหยุ่นกันไปในแต่ละบุคคล ใช้วิธีการท่ีหลากหลายทั้งจากการประเมินด้วย ตนเอง การประเมนิ จากเพอื่ น การประเมนิ แฟม้ ผลงาน ไพศาล สุวรรณน้อย (2558) ได้กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem- based learning หรือ PBL) เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบ สรา้ งสรรค์นยิ ม (Constructivism) โดยให้ผู้เรียนสรา้ ง ความรใู้ หม่ จากการใช้ปญั หาท่ีเกิดขึ้นจริงในโลก เป็นบริบทของการเรียนรู้(Learning Context) เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิด แก้ปัญหารวมท้ังได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษาไปพร้อมกันด้วย การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการทางานที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาเป็นหลัก ถ้า มองในแง่ของยุทธศาสตร์การสอน PBL เป็นเทคนิคการสอน ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลง มือปฏิบัติด้วย ตนเอง เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตนเอง จะทาให้ผู้เรียนได้ฝกึ ทักษะในการคิดหลายรูปแบบ เชน่ การคิด วิจารณญาณ คิดวิเคราะห์ การคิดสงั เคราะห์ การคดิ สรา้ งสรรค์ ฯลฯ มัณฑรา ธรรมบุศย์ (2556) กล่าวว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นรูปแบบการ เรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนจากแนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม(constructivism) โดยให้ผู้เรียน สร้างความรู้ใหม่ จากการใช้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นบริบท (context) ของการ เรียนรู้ เพ่อื ให้ผู้เรยี นเกิดทกั ษะในการคิดวเิ คราะห์และคิดแกป้ ัญหา รวมท้งั ได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขา ที่ตนศึกษาด้วย การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการทางานที่ต้องอาศัยความ เขา้ ใจ และการแก้ไขปญั หาเป็นหลกั
10 จากการศึกษาความหมายของการจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานขา้ งต้น สามารถสรปุ ไดว้ ่า การจดั การเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน หมายถึง กระบวนการเรยี นรู้ทผ่ี เู้ รยี นสร้าง องค์ความร้จู ากปัญหา ผา่ นกระบวนการทางานเปน็ กลุม่ มีอิสระในตนเองที่จะศกึ ษาค้นควา้ ภายใต้ ปัญหาที่ครูผสู้ อนกาหนดให้ ฝึกให้ผเู้ รียนได้พัฒนาทักษะการคดิ วเิ คราะห์ และความสามารถในการ แกป้ ัญหาทางคณิตศาสตร์ รจู้ ักช่วยเหลือซง่ึ กนั และกนั ในการทางาน ครูผสู้ อนเปน็ เพียงผู้คอยให้ คาแนะนาและจัดสภาพแวดล้อมแห่งการเรยี นรู้ 2.3 ลักษณะสาคญั ของการจัดการเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน ไพศาล สุวรรณน้อย (2558) ได้กล่าวไว้ว่ารูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหา เปน็ ฐาน หรอื PBL มีลกั ษณะสาคัญดงั นี้ 1. ให้ผู้เรียนเปน็ ศนู ย์กลางของการเรียนรู้อยา่ งแทจ้ รงิ 2. จดั ผู้เรยี นเป็นกล่มุ ย่อย ๆ ใหม้ ีจานวนกลุ่มละประมาณ 5–8 คน 3. ผู้สอนทาหน้าทีเ่ ป็นผูอ้ านวยความสะดวก (facilitator) หรอื ผใู้ ห้คาแนะนา (guide) 4. ใช้ปญั หาเปน็ ตัวกระตุ้น (สิ่งเร้า) ให้เกิดการเรียนรู้ 5. ลกั ษณะของปัญหาที่นามาใช้ ต้องมีลักษณะคลุมเครือ ไม่ชัดเจน มวี ิธแี ก้ไขปัญหาได้ อย่างหลากหลาย อาจมีคาตอบได้หลายคาตอบ 6. ผู้เรียนเปน็ ผูแ้ กป้ ญั หาโดยการแสวงหาขอ้ มูลใหม่ ๆ ด้วยตนเอง 7.การประเมนิ ผล ใชก้ ารประเมินผลจากสถานการณ์จรงิ (authentic assessment) ดู จากความสามารถในการปฏิบัติของผู้เรียนในขณะทากิจกรรมการเรียนรู้ (Learning process) และ พจิ ารณาจากผลงานทเ่ี กิดขน้ึ จากการเรียนรู้ (Learning product) ภัทราวดี มากมี (2555) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) หรือ PBL เป็นรูปแบบการสอนท่ีสามารถนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ดีมากวิธี หน่ึง คือ ทาให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา และคิดอย่างสร้างสรรค์ ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในการเรียนและได้ลงมือปฏิบัติมากข้ึน ยังมีโอกาสออกไปแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทั้งภายในและ ภายนอกสถานศึกษา ในส่วนของผู้สอนก็ลดบทบาทของการเป็นผู้ควบคุมในช้ันเรียนลง กันผู้เรียนมี อานาจในการจัดการควบคุมตนเอง สามารถหาความรู้ใหม่ได้ตามความประสงค์ผู้เรียนต้องทางานเป็น กลมุ่ กาหนดขั้นตอนการเรยี นรเู้ ป็น 6 ข้นั ตอน ได้แก่ การกาหนดปญั หา, การระดมสมอง, การวิเคราะห์ ปัญหา, การวางแผนการศึกษาค้นคว้า, การสร้างประเด็นการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ข้อมูลเพ่ือแก้ปัญหา และการสรุปผลและรายงานผล มีบทบาทให้กาลังใจผู้เรียนในการอภิปรายและเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ และช่วยประธานกลุ่มขับเคลื่อนการอภิปรายและรักษาเวลา ให้กลุ่มได้ดาเนินการตามวัตถุประสงค์ รวมถงึ ตรวจสอบความเข้าใจของกลมุ่ และสุดท้ายคือและประเมนิ การแสดงออกของสมาชกิ ในกลุ่ม
11 2.4 กระบวนการการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน ศุภวรรณ สีแสงแก้ว และคณะ (2559) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เปน็ ฐานไว้วา่ ขัน้ ตอนเรียนรู้แบบการใช้ปญั หาเป็นฐานแบง่ ออกเป็น 7 ขัน้ ตอนดังนี้ ขั้นตอนท่ี 1 อธิบายคาศัพท์ท่ีไม่เข้าใจ (Clarifying unfamiliar terms /concepts) นักศึกษาอ่านโจทย์ ในเอกสารท่ีแจกให้ และทาความเข้าใจคาศัพท์และข้อความที่ปรากฏอยู่ในโจทย์ ปัญหาให้ชัดเจน หากมีคาศัพท์หรือแนวคิด (Concepts) ในโจทย์ /ปัญหา /สถานการณ์ /เหตุการณ์ ท่ี ยงั ไมเ่ ข้าใจ ต้องค้นคว้า เพิม่ เติม เพ่ือทาความเข้าใจและอธิบายปญั หาให้ชัดเจน ขั้นตอนที่ 2 ต้ังปัญหา (Problem definition) สมาชิกกลุ่มร่วมกันอภิปรายตีความ เน้ือหาจากโจทย์ / ปัญหา / สถานการณ์ / เหตกุ ารณ์ เพ่อื ระบุปญั หาหลักที่แทจ้ ริง ขั้นตอนท่ี 3 ระดมสมอง (Brainstorm) สมาชิกกลมุ่ ร่วมกันระดมสมองวิเคราะห์ปญั หา โดยอาศยั ความร้เู ดิมของสมาชกิ ในกลุ่มทุกคน และทกุ ความคิดมีคา่ ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ปัญหา (Analyzing the problem) สมาชิกกลุ่มร่วมกันระดม สมอง เพ่ือวิเคราะห์ / จาแนก องค์ประกอบของปัญหา และร่วมกันต้ังสมมุติฐาน แสดงความสัมพันธ์ ขององค์ประกอบที่วิเคราะห์ได้จากข้ันตอนที่ 3 โดยใช้ความรู้ / ประสบการณ์ท่ีมีอยู่ เรียงลาดับ ความสาคญั ของปญั หา หากไมแ่ น่ใจควรใสเ่ ครอ่ื งหมายสงสยั (?) ไว้เพอ่ื การสืบค้นตอ่ ไป ข้ันตอนท่ี 5 กาหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Formulating learning objectives) ผู้เรียนในกลุ่มร่วมกันระบุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ โดยกาหนดวัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้ขนึ้ จากโครงสร้าง ความสมั พนั ธข์ ององคป์ ระกอบของปัญหา โดยเฉพาะในประเดน็ ท่ยี ังไม่มีความรู้แน่ชัด หรือเปน็ ประเด็น ถกเถยี งในข้นั ตอนที่ 3 และ 4 ซึ่งยังไมแ่ นใ่ จ ร่วมกันสรุปว่าสว่ นใดรแู้ ล้ว สว่ นใดท่ียังไม่รู้ หรือจาเป็นต้อง ไปค้นคว้าเพิ่มเตมิ เพื่อจะได้อธิบายปัญหานนั้ ขั้นตอนที่ 6 คน้ ควา้ หาความรดู้ ้วยตนเอง (Self-directed learning) นกั ศกึ ษารวบรวม ข้อมูล สารสนเทศจากแหล่งต่างๆ ตามที่สมาชิกแต่ละคนได้รับมอบหมายจากกลุ่ม และทาความเข้าใจ เพอื่ ตอบประเด็นหรอื คาถามในข้นั ตอนท่ี 5 ขั้นตอนท่ี 7 รายงานต่อกลุ่ม (Reporting) สมาชิกกลุ่มแต่ละคนนาเสนอข้อมูล สารสนเทศ ท่ีค้นคว้าและทาความเข้าใจเป็นอย่างดีมาแล้ว ให้สมาชิกทุกคนฟัง เพื่อแลกเปล่ียนเรียนรู้ กับสมาชิกแต่ละคน และนาสารสนเทศทั้งหมดมาสังเคราะห์เป็นคาตอบ / คาอธิบาย โจทย์หรือ กรณศี ึกษาทไี่ ดร้ ับมอบหมายและนาเสนอในกลมุ่ ใหญเ่ พอ่ื การแลกเปลยี่ นเรียนรู้
12 ไพศาล สุวรรณน้อย (2558) ได้กล่าวไว้ว่า จากการศึกษาผลงานวิจัยด้านพัฒนาการเรียน สอนท่ีใช้ PBL ท้ังในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานและ ระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศท่ี อาศัยลักษณะสาคัญของการจัดการเรียนรู้แบบ PBL เป็นกรอบในการออกแบบขั้นตอนการจัดการ เรียนรพู้ บว่ามกี ารพัฒนารูปแบบการจัดการเรยี นรู้ท่ีแตกต่างกนั ตามข้ันตอนของกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ิม จากรูปแบบพื้นฐานท่ีมี7 ข้ันตอนหลัก แล้วมีการปรับขยายหรือเพิ่มข้ันตอนกิจกรรมการเรียนรู้จนมีถึง 11 ขั้นตอน ในท่ีนี้ขอเสนอ 4 รูปแบบคือ แบบ 7, 9, 10 และ 11 ขั้นตอน เพ่ือให้ศึกษาความแตกต่าง ของแตล่ ะรูปแบบ จะได้เลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสมกับระดบั ของผเู้ รียนและลักษณะเฉพาะ ของเนือ้ หาวชิ าท่ีจะ จดั การเรยี นรดู้ ว้ ย PBL รปู แบบท่ี 1 แบบ 7 ขัน้ ตอน ลกั ษณะสาคญั ของกิจกรรมการเรียนร้ใู นแต่ละข้ันตอนมีดังน้ี 1. Clarifying unfamiliar terms กลุ่มผเู้ รียนทาความเขา้ ใจคาศัพท์ ขอ้ ความท่ปี รากฏ อยู่ในปัญหาให้ชัดเจน โดยอาศัยความรู้ พื้นฐานของสมาชิกในกลุ่มหรือการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตาราหรอื สื่ออน่ื ๆ 2. Problem definition กลุ่มผู้เรียนระบปุ ัญหาหรอื ขอ้ มูลสาคัญรว่ มกัน โดยทุกคนใน กล่มุ เข้าใจปญั หา เหตุการณ์ หรือ ปรากฏการณ์ใดทกี่ ล่าวถึงในปญั หานนั้ 3. Brainstorm กลุ่มผู้เรยี นระดมสมองวิเคราะหป์ ัญหาตา่ งๆ และหาเหตุผลมาอธบิ าย โดยอาศัยความรู้เดิมของ สมาชิกกลุ่ม เป็นการช่วยกันคิดอย่างมีเหตุมีผล สรุปรวบรวมความรู้และ แนวคิดของกลุ่มเก่ียวกับ กลไกการเกิดปัญหา เพื่อนาไปสู่การสร้างสมมติฐานท่ีสมเหตุสมผลเพื่อใช้ แก้ปัญหานน้ั 4. Analyzing the problem กลุ่มผู้เรียนอธิบายและต้ังสมมติฐานท่ีเชื่อมโยงกันกับ ปัญหาตามทีไ่ ดร้ ะดมสมองกนั แล้วนาผลการวิเคราะห์มาจัดลาดบั ความสาคญั โดยใชพ้ ้ืนฐานความรู้เดิม ของผูเ้ รียน การแสดงความคดิ อย่างมเี หตุผล 5. Formulating learning issues กลุ่มผู้เรียนกาหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อ ค้นหาข้อมูลทจ่ี ะอธบิ ายผลการวเิ คราะหท์ ่ีต้งั ไว้ ผเู้ รยี นสามารถบอกได้ว่าความรู้สว่ นใดรู้แล้ว สว่ นใดต้อง กลบั ไปทบทวน สว่ นใดยงั ไม่รู้หรือจาเปน็ ตอ้ งไปคน้ ควา้ เพิ่มเติม 6. Self-study ผู้เรียนค้นคว้ารวบรวมสารสนเทศจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เพือ่ พัฒนาทักษะการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง (Self-directed learning) 7. Reporting จากรายงานข้อมลู สารสนเทศใหม่ที่ได้เข้ามา กลุ่มผเู้ รียนนามาอภิปราย วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตามวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ แล้วนามาสรุปเป็นหลักการและแนวทางเพื่อนาไปใช้ โอกาสตอ่ ไป รปู แบบที่ 2 แบบ 9 ข้ันตอน ลักษณะสาคญั ของกิจกรรมการเรยี นร้ใู นแตล่ ะขัน้ ตอนมีดังน้ี 1. อ่านสถานการณ์โดยละเอียดทาความเข้าใจกับคาและความหมายของคาใน สถานการณ์ โดยอาศัยความรพู้ ้นื ฐานของสมาชิกภายในกลุ่มหรือเอกสารตารา
13 2. นิยามปัญหา หรือระบุสถานการณ์ โดยแสวงหาความคิดเห็นแบบระดมสมองอย่าง มีเหตผุ ล และวิจารณญาณ 3. วิเคราะห์ปัญหา หรือสถานการณ์ โดยแสวงหาความคิดเห็นแบบระดมสมองอย่างมี เหตผุ ล และวิจารณญาณ 4. ตง้ั สมมตฐิ าน โดยพยายามตงั้ สมมติฐานใหม้ ากทส่ี ุดเทา่ ทจ่ี ะมากได้ 5. จัดลาดบั ความสาคญั ของสมมตฐิ าน พิจารณาขอ้ ยตุ สิ าหรับสมมติฐานทป่ี ฏิเสธได้ 6. กาหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้จากสมมติฐาน ท่ีได้เลือกไว้พิจารณาว่าต้องหา ความรเู้ รื่อง อะไรบา้ ง 7. ศกึ ษาค้นควา้ หาความรู้เพม่ิ เตมิ จากภายนอกกลมุ่ เชน่ เอกสาร ตารา ผ้เู ช่ียวชาญ 8. สังเคราะห์ค้นควา้ หาความรเู้ พ่ิมเตมิ จากภายนอกกลุ่ม เชน่ เอกสารตาราผเู้ ช่ยี วชาญ 9. สรุปการเรียนรู้หลักการและแนวคิดจากการแก้ปัญหาโดยนาความรู้มาเสนอต่อ สมาชกิ รปู แบบที่ 3 แบบ 10 ขนั้ ตอน ลักษณะสาคญั ของกจิ กรรมการเรยี นรใู้ นแตล่ ะขัน้ ตอนมีดงั น้ี 1. ผูเ้ รียนเผชญิ ปัญหาท่ีคลมุ เครอื 2. ผูเ้ รียนถามคาถามในสิ่งท่สี นใจจากสถานการณ์ - โดยใช้ IPF question 3. การดาเนนิ การคน้ หา – เริ่มจากคาถาม IPF 4. เขียนแผนผงั การคน้ ปญั หา และจัดลาดบั ความสาคญั 5. การสารวจปญั หา/สบื เสาะ – เพ่อื ช่วยกาหนดกลยทุ ธข์ องกลุ่ม 6. การวเิ คราะห์ – ผู้เรยี นรับผิดชอบต่อการวิเคราะห์ผล 7. การเรียนรู้ซ้า – เสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้ต่อกัน เกิดความเข้าใจใหม่และนาไปใช้ แก้ปัญหาและนิยามปัญหา ถา้ ไม่ชดั เจนไปเรียนรู้เพ่ิม 8. การสรา้ งแนวคาตอบและข้อแนะนา – สรา้ งความรจู้ ากผลลัพธท์ ่ีได้ 9. ส่ือความหมายผลลัพธ์ท่ีได้ 10. การประเมินผล-โดยครู ผู้เรียน และเพ่ือน รูปแบบที่ 4 แบบ 11 ขัน้ ตอน ลกั ษณะสาคญั ของกิจกรรมการเรยี นรูใ้ นแตล่ ะขัน้ ตอนมีดังน้ี 1. จดั กลมุ่ แนะนาสมาชกิ 2. กาหนดวัตถุประสงค์ 3. ศึกษาปัญหาที่ได้รับขยายรายละเอยี ดของปัญหา 4. กาหนดประเดน็ ประเด็นในการเรยี นรู้ 5. กาหนดวัตถปุ ระสงค์ของแผนดาเนินการ 6. ทาความตกลงกนั ในเรื่องของขอ้ มูลทจ่ี ะต้องศึกษา 7. กาหนดแหลง่ เรยี นรู้
14 8. รวบรวมความร้ทู ีไ่ ด้มาจากการค้นคว้าสร้างการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง 9. ทาความเขา้ ใจซา้ อีกกบั ความรู้ทไ่ี ดร้ ับใหม่ 10. เลือกวิธใี นการแกป้ ัญหา/ นาเสนอวิธกี ารแกป้ ัญหา 11. การประเมนิ ผล 2.5 บทบาทของครผู ้สู อนทจี่ ัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เดือนงาม นามเมือง (2552) ได้กล่าวถึงบทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน หรอื PBL ไวด้ งั นี้ 1. เป็นผอู้ อกแบบการเรยี นรู้ 2. เป็นที่ปรึกษาให้คาแนะนา โดยใช้คาถามประเภท ทาไม หมายความว่าอย่างไร ข้อเทจ็ จริงเปน็ อยา่ งไร 3. เปน็ ผูป้ ระเมิน สานักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ ( สิรินทรา มินทะขัติ. 2556 : 27 ; อ้างอิง จาก สานักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้.2550 : 9-13) ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้สอนที่ จดั การเรยี นร้โู ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานไวว้ ่า ผู้สอนมีบทบาทโดยตรงตอ่ การจัดการเรยี นรู้ ดังน้ันลกั ษณะของ ผู้สอนท่ีเอ้อื ต่อการจดั การเรยี นรู้แบบใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน ควรมลี กั ษณะดงั นี้ 1. ผสู้ อนต้องม่งุ ม่ัน ตัง้ ใจสงู รูจ้ ักแสวงหาความรเู้ พอ่ื พฒั นาตนเองอยเู่ สมอ 2. ผู้สอนต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลเข้าใจศักยภาพของผู้เรียนเพ่ือสามารถให้ คาแนะนา ช่วยเหลือผูเ้ รียนได้ทุกเม่อื ทุกเวลา 3. ผู้สอนต้องเข้าใจขั้นตอนของแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอย่าง ถอ่ งแท้ชดั เจนทกุ ข้ันตอน เพ่อื จะไดแ้ นะนาใหค้ าปรกึ ษาแก่ผู้เรียนไดถ้ ูกตอ้ ง 4. ผู้สอนตอ้ งมีทักษะและศักยภาพสูงในการจัดการเรียนรู้ และติดตามประเมินผลการ พฒั นาของผู้เรียน 5. ผู้สอนต้องเป็นผู้อานวยความสะดวกด้วยการจัดหา สนับสนุนสื่ออุปกรณ์เรียนรู้ให้ เหมาะสมเพยี งพอ จัดเตรียมแหล่งเรยี นรู้ จัดเตรยี มหอ้ งสมุด อินเทอร์เนต็ ฯลฯ 6. ผู้สอนต้องมีจิตวทิ ยาสร้างแรงจูงใจแก่ผู้เรียน เพ่ือกระต้นุ ให้ผู้เรียนเกดิ การต่ืนตัวใน การเรยี นรู้ตลอดเวลา 7. ผู้สอนต้องช้แี จงและปรับทศั นคติของผู้เรียนใหเ้ ข้าใจ และเห็นคุณคา่ ของการเรยี นรู้ แบบนี้ 8. ผู้สอนต้องมีความรู้ ความสามารถ ด้านการวัดและประเมินผลเรียนตามสภาพจริง ใหค้ รอบคลุมทง้ั ด้านเนอื้ หา ทักษะกระบวนการ และเจตคติใหค้ รบทกุ ขัน้ ตอนของการจัดการเรยี นรู้
15 อานุภาพ เลขะกุล (2558) บทบาทของครูหรอื ผู้สอนประจากลุ่มจะทาหน้าท่สี นับสนุนและ เป็นท่ีปรึกษาในการเรียนกลุ่มย่อย เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้มิได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ นักศึกษาโดยตรง ทักษะการตั้งคาถามที่เหมาะสมจึงเป็นทักษะท่ีจาเป็นของครูหรือผู้สอนประจากลุ่ม บทบาทท่ีสาคัญได้แก่ การกระตุ้นและส่งเสริมกระบวนการกลุ่ม การช่วยประธานควบคุมกิจกรรมกลุ่ม ให้กลุ่ม ดาเนินการตามข้ันตอนของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน และเนน้ ให้ผู้เรียนตระหนักว่าการเรียนรู้เป็นความรับผดิ ชอบของผู้เรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนเอาความรู้เดิม ที่มีอยู่มาใช้อภิปรายหรือแสดงความคิดเห็น ช่วยสนับสนุนให้กลุ่มสามารถต้ังประเด็นหรือวัตถุประสงค์ การเรียนรู้ได้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินว่าถูก หรือผิด ส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินการเรียนรู้ของตนเอง รวมทัง้ เป็นผู้ประเมินทักษะของผู้เรียนและกลุ่ม พร้อมการใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลบั 3. การจัดการเรยี นร้แู บบปกติ 3.1 ความหมายของการจดั การเรียนรแู้ บบปกติ รัชณี เครือจันทร์ (2557 : 8) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบปกติไว้ว่า การ สอนแบบปกติ หมายถึง การสอนโดยใช้กิจกรรมตามคู่มือของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี เสาวณี แก้วสามสี (2560 : 143) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบปกติไว้ว่า การเรียนแบบปกติ หมายถึง วิธีการสอนท่ีดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบของสถาบันการ ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยครูจะเป็นผู้ถ่ายทอดเนื้อหาไปยังผเู้ รยี น อาภรณ์ ใจเที่ยง (จุฑาภรณ์ หวังกุหลาบ. 2557 : 33 ; อ้างอิงจาก อาภรณ์ ใจเท่ียง. 2540:7) ไดใ้ หค้ วามหมายของวธิ ีการสอนแบบปกติไว้วา่ วธิ กี ารสอนแบบปกติ หรอื วธิ กี ารสอนโดยการบรรยายว่า เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ตามวัตถุประสงคท์ ี่กาหนดโดยการพูด เล่าอธบิ าย สิ่งทต่ี ้องการ สอนให้แก่นักเรียน โดยที่นักเรียนจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสอนน้อยเพียงแต่ฟัง จดบันทึกหรือ ซกั ถามบางคร้งั แลว้ ประเมนิ การเรียนรขู้ องนักเรียนดว้ ยวธิ ใี ดวธิ หี น่งึ จากการศกึ ษาความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบปกติข้างตน้ สามารถสรปุ ไดว้ ่า การ จัดการเรียนรู้แบบปกติ หมายถงึ การจัดการเรยี นรู้ทเ่ี น้นครูผ้สู อนเป็นสาคัญ โดยครจู ะเป็นผถู้ ่ายทอด ความรไู้ ปยงั นักเรียนดว้ ยวิธกี ารพดู อธิบาย และนกั เรียนมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมการสอนน้อยเพียงแค่ฟัง และจดบันทึกตามทค่ี รูบอกเท่าน้ัน
16 3.2 ขัน้ ตอนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ วัชรา เล่าเรียนดี ( กุลฤดี รัศมีสวัสด์ิ. 2557 : 46 ; อ้างอิงจาก วัชรา เล่าเรียนดี. 2549 : 129) ไดก้ ล่าวถงึ ขนั้ ตอนการจดั การเรียนรู้แบบปกติไว้ดังนี้ 1. ขั้นนา หมายถึง การนาเข้าสู่บทเรียน ทบทวนความรู้เดิม แจ้งวัตถุประสงค์การ เรียนรู้ และนาผูเ้ รยี นเขา้ ส่เู นอื้ หาใหม่ 2. ขัน้ สอน หมายถึง การเสนอเนอื้ หาการเรียนให้กับผ้เู รียน โดยครูผสู้ อนใช้การอธบิ าย การสนทนาซักถาม โต้ตอบปากเปล่า อภิปราย การทาแบบฝึกหัด การใช้หนังสือ รูปภาพประกอบการ สอน 3. ข้ันสรุปและประเมินผล หมายถึง การสรุปเนื้อหาการเรียนให้กับผู้เรียน หลักการ รว่ มกัน และการตรวจสอบเพอ่ื วินิจฉยั วา่ นักเรยี นบรรลวุ ัตถุประสงคก์ ารเรียนร้ทู ่กี าหนดไว้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2557 : 9) ได้เสนอแนวทางในการ จัดการเรียนแบบปกติ ซึง่ มี 6 ขั้นตอน ไดแ้ ก่ 1. ขั้นทบทวนพ้ืนฐานความรู้เดิม เป็นขั้นที่ครูจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวน ความรู้เดมิ ก่อนทจี่ ะเรยี นเน้ือหาใหม่ 2. ขั้นสอนเนื้อหาใหม่ มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้กิจกรรมต่างๆ พร้อมๆกับการใชส้ ่ือการสอนตามลาดบั ดังนี้ 2.1 ใช้ของจริง ใหผ้ เู้ รยี นปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยใช้ของจริงประกอบกิจกรรมนัน้ ๆ 2.2 ใช้รูปภาพ เปลี่ยนส่ือประกอบกิจกรรมจากของจริงและรูปภาพแล้วครูใช้ เคร่ืองหมายแทนเพอ่ื ใหผ้ ้เู รยี นเขา้ ใจ 3. ขัน้ สรปุ เป็นวธิ ลี ดั ใหผ้ ้เู รียนทดลองปฏิบัติ สงั เกตและช่วยกันสรปุ 4. ขั้นฝึกทักษะ เมื่อผู้เรียนสรุปหลักการได้แล้ว ผู้เรียนจะฝึกจากบัตรงานแบบฝึกหัด จากหนงั สือเรยี น หรือแบบฝึกหดั ท่ีครูสรา้ งข้นึ 5. ขั้นนาความรู้ไปใช้อาจให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติจากสถานการณ์จาลอง โดย คาดหวงั ว่าผเู้ รียนจะนาไปใช้ในชวี ติ จรงิ ได้ 6. ข้ันการประเมิน เป็นข้ันของการตรวจสอบเพื่อวินิจฉัยว่า ผู้เรียนบรรลุตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดไว้หรือไม่ อาจทดสอบโดยใช้แบบฝึกหัดให้ทา หากนักเรียนทาไม่ได้ จะ ไดร้ ับการสอนซ่อมเสรมิ ก่อนเรียนเนือ้ หาใหมต่ ่อไป
17 4. การแกโ้ จทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 4.1 ความหมายของปัญหาคณติ ศาสตร์ สัญญา ภัทรากร (2552 : 48) ให้ความหมายว่า ปัญหาคณิตศาสตร์ หมายถึง สถานการณ์ หรือคาถามทางคณิตศาสตร์ที่ต้องการคาตอบ ซ่ึงไม่สามารถหาคาตอบได้ในทันที ต้องใช้ทักษะความรู้ ทางคณิตศาสตร์และประสบการณ์ท่ีมีอยู่ในการหาคาตอบของสถานการณ์หรือคาถามนั้นโดยท่ียังไม่รู้ วธิ กี ารหรอื ขน้ั ตอนทจ่ี ะไดค้ าตอบของสถานการณ์นนั้ ได้ทันที จากการศึกษาความหมายของปัญหาคณิตศาสตร์ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ปัญหา คณิตศาสตร์ หมายถึง สถานการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ ท่ีต้องใช้ทักษะความรู้ทางคณิตศาสตร์ โดยอาศยั บทนยิ าม ทฤษฎบี ท ทไี่ ดเ้ รียนรมู้ าแกไ้ ขปญั หา 4.2 ความหมายของการแก้โจทยป์ ัญหาทางคณติ ศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 7) ได้ กล่าวถึงความหมายของการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ไว้ว่า การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ หมายถึง กระบวนการในการประยุกต์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ ขั้นตอน/กระบวนการแก้ปัญหา ยุทธวิธีแก้ปัญหา และประสบการณท์ ี่มีอยู่ ไปใช้ในการคน้ หาคาตอบของปญั หา ยุพิน พิพิธกุล (บุญรัตน์ ฐิตยานุวัฒน์. 2553 : 48 ; อ้างอิงจาก ยุพิน พิพิธกุล. 2549 : 82) ได้ให้ความหมายของการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ไว้ว่า โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ว่าเป็นปัญหาที่ ผูเ้ รียนจะต้องค้นหาความจริงที่อาศยั นิยามหมู่ ทฤษฎีบทต่างๆทจ่ี ะถกู นามาใช้ หรือสรุปสิง่ ใหม่ที่ผู้เรียน ยังไม่เคยเรียนมาก่อน หรือปัญหาเก่ียวกับวิธีการ การพิสูจน์ ทฤษฎีบทปัญหาท่ีเก่ียวกับเนื้อหา คณิตศาสตร์ ซงึ่ ลว้ นเป็นปญั หาท่ีต้องอาศัยกระบวนการทางคณิตศาสตรเ์ ขา้ มาแกไ้ ข 5. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณติ ศาสตร์ 5.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนคณติ ศาสตร์ ชานนท์ จันทรา (2554 : 14) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ว่า เป็นระดับความสามารถของผู้เรียนเก่ียวกับความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและสมรรถภาพทางสมองด้า น ต่างๆ ทั้งในส่วนของเนื้อหาสาระ ข้อเท็จจริงที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ และมโนทัศน์แต่ละเร่ือง จากการจัด กิจกรรมการเรยี นรูต้ ามทกี่ าหนดไวใ้ นหลกั สตู ร
18 เยาวดี รางชัยกุล วิบูรณ์ศรี (2552) กล่าวว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิส่วนใหญ่ท่ีสร้างข้ึน มักจะมีความมุ่งหมายท่ีสาคัญ คือ เพื่อใช้วัดผลการเรียนรู้ด้านเน้ือหาวิชาและทักษะต่างๆของแต่ละ สาขาวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชาท้ังหลายท่ีจัดสอนในระดับช้ันเรียนต่างๆของแต่ละโรงเรียน ลกั ษณะของแบบสอบผลสัมฤทธิ์มที ั้งที่เปน็ ข้อเขียน และท่ีเป็นภาคปฏบิ ตั จิ รงิ จากการศึกษาความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ ซ่ึงวัดได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรอื่ ง การเรียนสับเปล่ียน กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 เปน็ แบบทดสอบแบบ ปรนัยชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก 5.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ ศศิธร แม้นสงวน (2556 : 260) ได้กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ว่าเป็นเครื่องมือ สาหรบั ผสู้ อนทจี่ ะใช้ในการตรวจสอบผลการเรียนรรู้ วมถึงพฤตกิ รรมต่าง ๆ จากการเรยี นหรือการจดั การ เรียนรู้ของครู เพื่อประเมินว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในระดับใด บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้มากน้อยเพียงใด เป็นไปตามมาตรฐานตัวชี้วัดอย่างไร ซึ่งแบบทดสอบ จะต้องมีคุณภาพ ผ่านการสร้างอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ มีความถูกต้องเท่ียงตรง เช่ือถือได้ มี กระบวนการหลักการสร้างแบบทดสอบตามหลักวิชาการ เยาวดี รางชัยกุล วิบูรย์ศรี (2552 : 16) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบทสี่ ร้างข้ึน เพ่ือใชว้ ัดผลของการเรียนการสอนหรือเป็นแบบทดสอบมาตรฐานท่ีใช้ สาหรบั วดั ทักษะหรือความรทู้ ไี่ ดเ้ รยี นรู้มา พิชิต ฤทธ์ิจรูญ (2552 : 96) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ไว้ว่า เป็นแบบทดสอบท่ีใช้วัดความรู้ ทักษะและความสามารถทางวิชาการท่ีผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่า บรรลุผลสาเรจ็ จามจุดประสงคท์ ่ีกาหนดไว้เพยี งใด จากการศกึ ษาความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนขา้ งต้น สามารถสรุป ได้วา่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถงึ แบบทดสอบที่ผู้ศกึ ษาคน้ ควา้ สรา้ งขึน้ เพื่อใช้ วดั ผลกอ่ นเรยี นและหลังเรียนกล่มุ สาระคณิตศาสตร์ เรือ่ ง การเรยี นสับเปล่ียน สาหรับนกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 เป็นแบบทดสอบชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 20 ข้อ
19 5.3 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ ศศิธร แม้นสงวน (2556 : 261) ได้กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มี 2 ประเภท ดงั นี้ 1. แบบทดสอบท่ีครูสร้างขึ้น มุ่งใช้วัดผลผู้เรียนเฉพาะกลุ่มผู้สอน มีลักษณะเป็น แบบทดสอบข้อเขียน (Paper test) 1.1 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective test) แบบทดสอบท่ีกาหนดปัญหาแล้วให้ ผเู้ รียนแสดงคาตอบโดยการเขียนแสดงความรู้ ความคิดเจตคติได้อยา่ งเตม็ ท่ี 1.2 แบบทดสอบปรนัย (Objective test) เป็นแบบทดสอบท่ีกาหนดให้เขียนตอบ ส้ัน ๆ เป็นแบบทดสอบถกู -ผิด แบบทดสอบเตมิ คา ส้นั ๆ แบบจับคู่ แบบเลือกตอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบทม่ี ่งุ วัดผลสมั ฤทธข์ิ องผู้เรียนท่ัวไป ซึ่ง สรา้ งโดยผเู้ ชย่ี วชาญ มีการคิดวิเคราะห์ ปรับปรุงจนมีคณุ ภาพ มาตรฐาน พรอ้ มพรรณ อุดมสนิ (2554 : 29) ได้แบง่ แบบทดสอบที่ครผู ูส้ อนเป็นผู้สรา้ งขึ้นเอง เป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบอัตนัย (Subjective Test or Essay Test) เป็นแบบทดสอบท่ีกาหนดปัญหา หรือคาถามให้ผู้ตอบแสดงความรู้ ความเข้าใจ และความคิดต้ังแต่กว้างท่ีสุดจนถึงแคบที่สุดหรือ เฉพาะเจาะจงตามที่โจทย์กาหนด การใช้ภาษาในการเขยี นข้ึนอยกู่ ับตัวผู้สอบ แบบทดสอบนสี้ ามารถวัด ได้หลายๆ ด้านในแต่ละข้อ เช่น วัดความสามารถในการใช้ภาษา ความคิด การจัดระเบียบของความรู้ การแสดงออกทางอารมณ์ เจตคติและอนื่ ๆ 2. แบบปรนัย (Objective Test) หมายถึง แบบทดสอบที่กาหนดคาตอบให้แล้ว ผูต้ อบจะตอ้ งตดั สนิ ใจเลอื กข้อที่ต้องการ หรือพิจารณาขอ้ ความที่ให้ว่าถูก หรือผิด ซ่ึงข้อสอบชนิดนแ้ี บ่ง ออกเปน็ แบบถูกผิด (True – False) แบบเติมคา (Completion) หรือแบบตอบสัน้ ๆ (Short Answer) แบบจับคู่ (Matching) แบบจัดลาดบั (Arrangement) และแบบเลือกตอบ (Multiple Choices) แบบทดสอบทั้งสองลักษณะดังกล่าว ต่างมีข้อดี และข้อเสียต่างกัน การใช้แบบทดสอบให้ เหมาะสม ต้องคานงึ ถึงเนอื้ หาวัดได้ตรงตามจดุ ประสงค์และครอบคลุมมากทีส่ ดุ 5.4 การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ ศศธิ ร แมน้ สงวน (2556 : 261) ไดก้ ลา่ วถึงขน้ั ตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มดี ังน้ี 1. วเิ คราะห์หลักสตู รและสรา้ งตารางวเิ คราะหห์ ลกั สตู ร 2. กาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นพฤติกรรมเป็นผลการเรียนรทู้ ่ีผู้สอนกาหนดและ คาดหวังจะให้เกิดขึน้ กบั ผเู้ รียน โดยผู้สอนจะกาหนดไว้ล่วงหน้าสาหรับเป็นแนวทางในการจัดการเรยี นรู้ และการสรา้ งขอ้ สอบวดั ผลสมั ฤทธิ์
20 3. กาหนดชนดิ ขอ้ สอบ 4. เขียนขอ้ สอบ 5. ตรวจทาน 6. จัดพมิ พแ์ บบทดสอบ 7. ทดลองสอบเพื่อนาผลมาวเิ คราะหข์ ้อสอบ 8. แกไ้ ขปรับปรุงแล้วไดแ้ บบทดสอบฉบับจริง สสวท. (2555 : 30) ได้กล่าวถึงแนวทางในการสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพ สรุปเป็น ขั้นตอนไดด้ ังน้ี 1. ศึกษาจุดมุ่งหมายของการวัดผลประเมินผล สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชวี้ ัด และเน้อื หาท่ีต้องการ 2. วิเคราะหเ์ นอ้ื หาและระดับพฤติกรรมท่ตี ้องการวัด 3. กาหนดรูปแบบของข้อสอบที่จะใช้ในแบบทดสอบให้สอดคล้องกบั เนื้อหาและระดับ พฤติกรรมท่ีต้องการวัด และควรใช้รูปแบบที่หลากหลายเพ่ือให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความรู้ ความสามารถอย่างเตม็ ศกั ยภาพ 4. กาหนดจานวนขอ้ สอบ การกระจายของเน้ือหาสาระท่ีต้องการทดสอบและเวลาที่ใช้ ทดสอบ 5. สร้างขอ้ สอบตามที่กาหนด โดยคานึงถงึ เทคนคิ ของการสร้างขอ้ สอบ และสอดคลอ้ ง กับจดุ มงุ่ หมายของการวัดผลประเมินผล 6. ตรวจสอบความถูกต้องของเน้ือหา ความเทยี่ งตรง และความเปน็ ปรนยั ของขอ้ สอบ 6. งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง 6.1 งานวจิ ยั ในประเทศ นนทกร อรุณพฤกษากลุ .(2558 : 365) ได้ศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถ ในการแก้ปัญหาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง พันธุศาสตร์ ใน 3 หวั ข้อ (การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และการตรวจสอบอัตลักษณ์ บุคคล) โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียนในแต่ละหัวข้อ และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาระหว่างหัวข้อ โดยกลุ่มท่ี ศึกษาเป็นนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 จานวน 35 คน ของโรงเรียนขนาดใหญ่แห่งหน่ึงใน กรุงเทพมหานคร เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจดั การเรียนร้โู ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) ใบกิจกรรมวัดความสามารถในการแก้ปัญหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนมีความ แตกต่างอยา่ งมีนยั สาคญั (p < 0.05) โดยหลงั เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรยี นในทกุ หัวขอ้ เนือ้ หา และ
21 2) ความสามารถในการแกป้ ญั หาของนกั เรยี นระหว่างหวั ข้อเนอื้ หามีความแตกต่างกัน (p < 0.05) โดยมี แนวโน้มเพิ่มขึ้น บุญมี จันทร์สวัสด์ิ.(2557) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปญั หาเป็นฐานกับการจัดการเรยี นรู้โดยวิธปี กติ กฎและข้อบงั คับทางอากาศเรอื่ ง กฎการบินด้วยสายตา การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนรู้ (2) การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐานกับการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ิธีปกติในรายวิชา 01337306 กฎ และข้อบังคับทางอากาศ เร่ือง กฎการบินด้วยสายตา ว่ามีความแตกต่างหรือไม่แตกต่างกัน (3) เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ในรายวิชา 01337306 กฎ และข้อบังคับทางอากาศ เรื่อง กฎการบินด้วยสายตา วา่ มีความพึงพอใจอย่ใู นระดับใดจากผลการศกึ ษา เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมท่ีใช้ปัญหาเป็นฐานด้วยการจัดกลุ่มการเรียนรู้เป็น กลุ่มย่อย กลมุ่ ละ 4-5 คน ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากบั 54.00 คะแนน และ 39.50 คะแนน ตามลาดับและทาการเปรยี บเทียบผลการเรยี นรูร้ ะหว่างการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานกับวิธีปกติเป็นฐาน พบวา่ มีคา่ เฉลย่ี ของคะแนนหลงั การเรียนไม่แตกตา่ งกัน โดยมีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 54.00คะแนน และ 56.00 คะแนน ตามลาดับ จากการท่ีให้นักศึกษาตอบ แบบสอบถามความพึงพอใจภายหลังจากการสิ้นสุดกิจกรรมของนักศึกษาต่อการเรียนการสอนโดยใช้ ปัญหาเป็นฐานจานวน 20 คน ได้รับคืนแบบสอบถามกลับมาครบ 20 แบบสอบถาม พบว่านักศึกษามี ความพงึ พอใจในรปู แบบการเรียนการสอนโดยรวมอยใู่ นระดับปานกลาง (ค่าเฉลยี่ = 3.43)
บทที่ 3 วธิ ดี าเนินการศึกษาค้นคว้า การวิจัยในคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เร่ือง วงกลม ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ โดยมีหัวข้อใน การดาเนนิ การวจิ ัยดังน้ี 1. กาหนดขอบเขตการทาวิจยั และแบบแผนการทดลอง 2. เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัย 3. การสรา้ งเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวิจัย 4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 5. การวเิ คราะห์ข้อมลู และสถิตทิ ่ใี ช้ 1. กาหนดขอบเขตการทาวจิ ัย และแบบแผนการทดลอง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่กาลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรยี นปากเกร็ด จานวน 2 ห้อง 1.2 กลุม่ ตวั อย่าง นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4/2 และ 4/5 ของโรงเรยี นปากเกร็ดจานวน 59 คน จากห้องเรยี น 2 ห้อง เพ่ือใช้เป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง กลุ่มควบคุม 1 ห้อง ซ่ึงคัดเลือกโดยการเลือกแบบเจาะจง โดย กาหนดให้นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 เป็นกลุ่มควบคุม และนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/2 เป็น กลมุ่ ทดลอง 1.3 ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย ระยะเวลาในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดาเนินการทดลองสอนด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 ใช้เวลาทดลองสอน 10 คาบ คาบละ 50 นาที 1.4 เนอ้ื ท่ใี ช้ในการวจิ ัย เน้ือหาที่ใช้ในการวิจัยเป็นเนื้อหากลุ่มสาระคณิตศาสตร์เร่ือง วงกลม ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐานพุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) หลักสูตร สถานศกึ ษาโรงเรียนปากเกร็ด 1.5 แบบแผนการทดลอง การศึกษาในครั้งน้ีเปน็ การวิจยั เชิงทดลอง ใช้เวลาทดลอง 3 สปั ดาห์ สัปดาหล์ ะ 4 คาบ คาบละ 50 นาที โดยกลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีการทดสอบหลังเรียน และกลุ่ม ควบคุมไดร้ ับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ มีการทดสอบหลงั เรยี น
23 2. เครือ่ งมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั ในการวิจัยเพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เรื่อง วงกลม ของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดการเรียนรูใ้ ช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กบั การจดั การเรียนรู้แบบปกติ ผวู้ จิ ัยได้กาหนดเครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ไว้ดังน้ี 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถการแก้ปัญหา เรอื่ ง วงกลม โดยการจัดการเรยี นรใู้ ช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรอื PBL) 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถการแก้ปัญหา เรอื่ ง วงกลม โดยการจัดการเรยี นร้แู บบปกติ 2.3 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนหลงั เรียน 3. การสรา้ งเคร่ืองมอื ท่ใี ช้ในการวิจัย ในการวจิ ยั คร้งั นี้ ผู้วิจัยไดส้ รา้ งเครื่องมือทใ่ี ช้ในการวิจยั มดี ังนี้ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถการ แก้ปัญหา เร่ือง วงกลม โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรือ PBL) 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถการ แก้ปญั หา เรอ่ื ง วงกลม โดยการจัดการเรียนร้แู บบปกติ 3.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลม เป็นแบบ เลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 20 ขอ้ ขน้ั ตอนในการสรา้ งและพัฒนาเครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลม โดยจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็น ฐาน (Problem Based Learning หรอื PBL) ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ขน้ั ตอนการสรา้ งแผนการจัดการเรยี นรู้ มดี งั น้ี 1.1 ศึกษาเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง รายละเอียดเก่ียวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem Based Learning หรือ PBL) เพื่อเป็นแนวทางในการจัดเนื้อหาและกิจกรรมการ เรียนรใู้ ห้เหมาะสม 1.2 ศึกษาหลักสูตรสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์พื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) และศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน ปากเกร็ด มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรอื PBL)
24 1.3 ศึกษาสาระการเรียนรู้เร่ือง วงกลมจากหนังสือเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์พ้ืนฐาน ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับ ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560 ) 1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เร่ือง วงกลมโดยจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรือ PBL) สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จานวน 2 แผน โดยแต่ ละแผนประกอบด้วย จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือการเรียนรู้ การวัด ประเมนิ ผล และจานวนชัว่ โมง ซง่ึ แตล่ ะแผนมดี งั น้ี แผนการจัดการเรียนรู้ 1 เรือ่ ง วงกลม จานวน 10 คาบ 1.5 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างเสร็จแล้วเสนออาจารย์ท่ีปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญวิชา คณิตศาสตร์ ผู้เช่ยี วชาญด้านส่อื ชุดการสอน ได้ตรวจสอบความถกู ต้อง พร้อมทง้ั คณุ ภาพของสอื่ การสอน เพอ่ื นาผลท่ไี ด้รบั มาปรบั ปรุงและแก้ไข 2. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลม โดยจัดการเรียนรู้ แบบปกติ ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ข้นั ตอนการสร้างแผนการจดั การเรียนรู้ มีดังนี้ 2.1 ศกึ ษาเอกสารงานวิจัยที่เกีย่ วขอ้ ง รายละเอยี ดเกี่ยวกับการจดั การเรยี นร้แู บบปกติ เพ่ือ เป็นแนวทางในการจัดเน้ือหาและกจิ กรรมการเรยี นรู้ใหเ้ หมาะสม 2.2 ศึกษาหลักสูตรสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์พื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) และศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน ปากเกร็ด มาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชว้ี ัด ในการจัดการเรียนร้แู บบปกติ 2.3 ศึกษาสาระการเรียนรู้เรื่อง วงกลมจากหนังสือเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) 2.4 สร้างแผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง วงกลม โดยจัดการเรยี นรู้แบบปกติ สาหรบั นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 จานวน 1 แผน โดยแต่ละแผนประกอบด้วย จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการ เรียนรู้ กจิ กรรมการเรียนรู้ สอ่ื การเรยี นรู้ การวัดประเมนิ ผล และจานวนชว่ั โมง ซง่ึ แตล่ ะแผนมดี งั น้ี แผนการจดั การเรยี นรู้ 1 เร่อื ง วงกลม จานวน 10 คาบ 2.5 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างเสร็จแล้วเสนออาจารย์ท่ีปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญวิชา คณิตศาสตร์ ผู้เชย่ี วชาญดา้ นสอ่ื ชดุ การสอน ได้ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง พร้อมทัง้ คุณภาพของสอื่ การสอน เพือ่ นาผลท่ไี ดร้ บั มาปรบั ปรุงและแกไ้ ข
25 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นคณิตศาสตร์หลงั เรยี น แบบทดสอบ เรอื่ ง วงกลมทผ่ี วู้ จิ ยั สรา้ งขึน้ เปน็ แบบเลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 1 ชุด 20 ขอ้ โดยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นคณติ ศาสตร์หลัง มีขน้ั ตอนการสรา้ งแบบทดสอบ ดังน้ี 4.1 ศึกษาหลักสูตรสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์พื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) และศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน ปากเกรด็ 4.2 ผู้วิจัยดาเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง วงกลมเปน็ แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 1 ชดุ จานวน 30 ขอ้ 4.3 ผู้วิจัยนาแบบทดสอบไปตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดย นาแบบทดสอบไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เช่ียวชาญ เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาว่า ข้อสอบแตล่ ะขอ้ สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ แล้วนามาปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนา 4.4 นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์ เร่ือง วงกลม มาตรวจเพ่ือ วิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอานาจจาแนก (r) โดย คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.20 - 0.80 และมีอานาจจาแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป 4.5 นาผลการวิเคราะหข์ ้อสอบมาพิจารณาคัดเลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น วิชาคณิตศาสตร์ จานวน 1 ชุด เป็นข้อสอบหลังเรียน จานวนชุดละ 20 ข้อ ที่ผ่านเกณฑ์และครอบคลุม จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ แล้วหาค่าความเชื่อของแบบทดสอบแบบปรนยั โดยใช้สูตร KR - 20 ของคเู ดอร์ - ริชาร์ดสนั (Kuder-Richardson method) 4.6 นาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณติ ศาสตร์ ที่ผ่านการตรวจสอบและแก้ไข แลว้ ไปทดสอบกบั นักเรียนกลุม่ ตัวอยา่ ง 4. เกบ็ รวบรวมข้อมลู ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ผู้วจิ ัยดาเนนิ การตา่ งๆ เพอ่ื การเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยมขี ั้นตอนดังต่อไปน้ี 4.1 ดาเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ กลุ่มทดลอง สอนโดยการจัดการ เรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรือ PBL) และกลุ่มควบคุม สอนโดยการจัดการ เรยี นรู้แบบปกติ 4.2 ทดสอบหลังเรียน (post - test) ทั้ง 2 กล่มุ โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนฉบับหลังเรียน เรื่อง วงกลมสาหรับช้ันมัธยมศึกษาที่ 4 ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน แล้วบันทึกผลลงในแบบ บนั ทกึ ผลการทดสอบหลังเรยี น 26
4.3 นาคะแนนทดสอบหลังเรียนทั้ง 2 กลุ่ม ไปวิเคราะห์ ตามวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบ สมมติฐานเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เรื่อง วงกลมของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กับ การจัดการเรียนรู้แบบปกติ 5. การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถิตทิ ใี่ ช้ 5.1 การวิเคราะห์ข้อมูล 1) วิเคราะห์หาประสิทธภิ าพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ 5.2 สถิติทใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล 5.2.1 สถิตพิ น้ื ฐาน 1) ค่าร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตร ������ ������ = ������ × 100 เม่อื ������ แทน ร้อยละ ������ แทน ความถ่ีทีต่ ้องหารแปลงให้เป็นร้อยละ ������ แทน จานวนความถ่ที ัง้ หมด 2) คา่ เฉลยี่ เลขคณติ (Mean) โดยใชส้ ตู ร ∑ ������ ������̅ = ������ เม่ือ ������̅ แทน คะแนนเฉล่ยี ∑ ������ แทน ผลรวมของคะแนนทงั้ หมด.od]6j, ������ แทน จานวนผู้เรยี นในกลุ่ม 3) สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สตู ร ������ ∑ ������2 − (∑ ������)2 ������. ������. = √ ������(������ − 1) เมื่อ ������. ������. แทน สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานของคะแนน ∑ ������2 แทน ผลรวมท้งั หมดของคะแนนแต่ละตวั ยกกาลงั สอง 27
(∑ ������)2 แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมดยกกาลังสอง ������ แทน จานวนนักเรียนในกลุ่ม 5.3 สถติ ิท่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 1) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ใช้สูตร t-test (Dependent) (กรมวิชาการ. 2551 : 150) ∑ ������ ������ = ; ������������ = ������ − 1 √������ ∑ ������2 − (∑ ������)2 ������ − 1 เม่ือ ������ แทน ค่าวกิ ฤต t ∑ ������ แทน การนาเอาผลตา่ งของคะแนนหลงั เรยี นกบั คะแนนกอ่ นเรยี นของแตล่ ะ คนมารวมกัน ∑ ������2 แทน การนาเอาผลตา่ งของคะแนนหลังเรียนกับคะแนนกอ่ นเรยี นของแต่ละ คนยกกาลงั สองแลว้ นามารวมกนั ������ แทน จานวนนักเรียนท้ังหมด (∑ ������)2 แทน การนาเอาผลตา่ งของคะแนนหลงั เรียนกบั คะแนนกอ่ นเรียนของแตล่ ะ คนมาบวกกนั แล้วยกกาลงั สอง 2) การเปรียบเทียบระหว่างการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานกับการเรียนแบบปกติ (t-test Independent) (กรมวิชาการ. 2551 : 152) ������ = ���̅̅���1̅ − ���̅̅���2̅ √((������1 − 1)������12 + (������2 − 1)������22 ) (������1������1−������2������2 ) ������1 + ������2 − 2 เมอื่ ������ แทน ค่าสถิติใช้ในการเปรียบเทียบค่าวิกฤตในการแจกแจงแบบ t เพ่ือ ทราบความมีนยั สาคญั ���̅̅���1̅, ���̅̅���2̅ แทน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มเป้าหมายท่ีเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กับการเรียนแบบปกติ ตามลาดบั ������1������2 แทน ขนาดของกลุ่มเปา้ หมายที่เรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กับการ เรียนแบบปกติ ตามลาดบั ������1������2 แทน ความแปรปรวนของกลุ่มเป้าหมายท่ีเรียนโดยใช้ปัญหาเป็น ฐาน กบั การเรยี นแบบปกติ ตามลาดับ
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เรื่อง วงกลม ของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กับ การจัดการเรยี นรแู้ บบปกติ ผู้วิจัยได้ใชส้ ัญลกั ษณใ์ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดังนี้ n แทน จานวนนักเรยี นในของกลมุ่ ตวั อย่าง x แทน คะแนนเฉล่ยี S.D. แทน ค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานของคะแนน t แทน คา่ สถติ ิทไี่ ด้จากการคานวณ (t-test) ** แทน มีนัยสาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .01 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง วงกลม ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 4 หลังจากการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กบั การจัดการเรยี นร้แู บบปกติ วิธีการจัดการเรียนรู้ n คะแนนรวม X S.D. t Sig. โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน 41 20 14.22 2.84 2.91 0.00 การเรียนแบบปกติ 18 20 12.24 3.47 ** มีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดับ .01 จากตาราง พบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) เร่ือง วงกลม ของกลุ่มทดลอง ที่ใช้การจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) คะแนนเต็ม 20 คะแนน มีค่าเฉลี่ย 14.22 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.84 ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง วงกลม ของกลุ่มควบคุมที่ใช้การจัดการเรียนแบบปกติ คะแนนเต็ม 20 คะแนน มีค่าเฉล่ีย 12.24 ค่า เบ่ียงเบนมาจรฐาน 3.47 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียโดยการทดสอบค่าสถิติท่ีได้จากการ คานวณ (t-test) แบบ independence พบว่าค่า t เท่ากับ 2.91 และค่า Sig. เท่ากับ 0.00 ซึ่งมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง วงกลมของ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังจากการจัดการเรยี นรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรอื PBL) สงู กวา่ การจัดการเรียนรูแ้ บบปกติ
บทท่ี 5 สรุปผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เร่ือง วงกลม ของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กับการ จัดการเรียนรแู้ บบปกติ สามารถนาเสนอรายละเอียดการสรุป อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ ตามลาดบั ดังต่อไปนี้ สรปุ ผลการวจิ ัย การวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เร่ือง วงกลมของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจดั การเรียนรู้ใชป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กบั การจัดการเรียนร้แู บบปกติ สรปุ ผลการวิจยั ได้ ดงั น้ี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ เร่ือง วงกลม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 หลังจากการ จัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) สูงกว่าการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.01 อภปิ รายผล การวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เร่ือง วงกลม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กบั การจดั การเรยี นรู้แบบปกติ ผู้วจิ ัยนาเสนอการอภปิ รายผลได้ ดังนี้ จากผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลังเรียน (Post-test) เรอื่ ง วงกลม ของกลุ่มทดลองที่ ใช้การจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) คะแนนเต็ม 20 คะแนน มี ค่าเฉล่ีย 14.22 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 2.84 ส่วนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง วงกลม ของกลุ่ม ควบคุมท่ีใช้การจัดการเรียนแบบปกติ คะแนนเต็ม 20 คะแนน มีค่าเฉล่ีย 12.24 ค่าเบี่ยงเบนมาจรฐาน 3.47 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียโดยการทดสอบ ค่าสถิติที่ได้จากการคานวณ (t-test) แบบ independence พบว่าค่า t เทา่ กบั 2.91 และคา่ Sig. เท่ากบั 0.00 ซ่ึงมีนยั สาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.01 แสดง ว่าผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง วงกลมของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 หลังจากการจัดการ เรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) สูงกว่าการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เนอ่ื งจาก การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เกิดข้ึนจาก แนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) โดยให้ผู้เรียนสร้าง ความรู้ใหม่ จากการ ใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลกเป็นบริบทของการเรียนรู้(Learning Context) เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิด วิเคราะห์และคิดแก้ปัญหารวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษาไปพร้อมกันด้วย การเรียนรู้โดย ใช้ปญั หาเปน็ ฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการทางานทีต่ อ้ งอาศยั ความเข้าใจและการแกไ้ ขปญั หาเป็นหลัก 30 ถ้ามองในแง่ของยุทธศาสตร์การสอน PBL เป็นเทคนิคการสอน ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลง มือปฏิบัติด้วยตนเอง เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตนเอง จะทาให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการคิดหลายรูปแบบ เช่น การคิดวิจารณญาณ
คิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ (ไพศาล สุวรรณน้อย , 2558 ) การเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) หรือ PBL เป็นรูปแบบการสอนท่ีสามารถนามาใช้ในการพัฒนา คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ดีมากวิธีหนึ่ง คือ ทาให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา และคิด อย่างสร้างสรรค์ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนและได้ลงมือปฏิบัติมากขึ้น ยังมีโอกาสออกไปแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง ทัง้ ภายในและภายนอกสถานศึกษา ในส่วนของผู้สอนก็ลดบทบาทของการเป็นผคู้ วบคุมในชั้นเรยี น ลง กันผู้เรียนมีอานาจในการจัดการควบคุมตนเอง สามารถหาความรู้ใหม่ได้ตามความประสงค์ผู้เรียนต้อง ทางานเป็นกลุ่ม กาหนดข้ันตอนการเรียนรู้เป็น 6 ข้ันตอน ได้แก่ การกาหนดปัญหา, การระดมสมอง, การ วิเคราะห์ปัญหา, การวางแผนการศึกษาค้นคว้า, การสร้างประเด็นการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ข้อมูลเพ่ือ แก้ปัญหา และการสรุปผลและรายงานผล มีบทบาทให้กาลังใจผู้เรียนในการอภิปรายและเรียนรู้ตาม วัตถุประสงค์ และช่วยประธานกลุ่มขับเคล่ือนการอภิปรายและรักษาเวลา ให้กลุ่มได้ดาเนินการตาม วัตถุประสงค์ รวมถึงตรวจสอบความเข้าใจของกลุ่มและสุดท้ายคือและประเมินการแสดงออกของสมาชิกใน กลุ่ม (ภทั ราวดี มากม,ี 2555) ขอ้ เสนอแนะ 1. จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เรื่อง วงกลม ของนักเรียนช้ัน มธั ยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) สงู กวา่ การ จัดการเรียนรู้แบบปกติ ดังน้ันครูผู้สอนควรศึกษาข้ันตอน และเทคนิคการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มาประยกุ ตใ์ ชก้ ับการเรยี นในบทต่อๆไป 2. ครูควรกระตุ้นให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดด้วยตนเอง ก่อนจะถามเพื่อนร่วมกลุ่ม เพื่อเปิดโอกาสให้ นักเรยี นไดเ้ รียนรู้อยา่ งเตม็ ที่ 3. ครูผู้สอนต้องดูแลนักเรียนให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม และให้คาปรึกษากับกลุ่มนักเรียนท่ีมีปัญหาและ ตรวจสอบความถูกต้องของคาตอบด้วย 4. ครูควรมีการเตรียมการสอนเป็นอย่างดี และเตรียมกิจกรรมเพ่ิมเติมสาหรับนักเรียนท่ีเก่ง เพ่ือให้ เกดิ ประโยชนก์ บั ครูผ้สู อนและกับนักเรียน ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ต่อไป 1. ควรมกี ารเปรยี บเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนกบั กอ่ นเรียน ของนักเรียนท่ใี ช้ ปญั หาเป็นฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) กับกล่มุ นกั เรยี นที่เรียนรแู้ บบปกติ 2. ควรศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานกับเน้ือหา คณิตศาสตร์เร่ืองอน่ื ๆ 3. ควรศึกษาตัวแปรตา่ งๆท่ีมีผลต่อการเรียนของนักเรียนหลังจากการเรยี นโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เช่น ความคงทนในการเรยี นรู้ แรงจูงใจ ปัญหา และอปุ สรรค เปน็ ตน้
ภาคผนวก แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 5
รายวิชา คณิตศาสตร์ (เพิ่มเติม 2) รหสั วิชา ค 31202 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ คณิตศาสตร์ หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 เรขาคณิตวิเคราะห์ หน่วยการเรยี นย่อย ภาคตัดกรวย ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 เรอ่ื ง โจทยป์ ญั หาและการนาไปใช้ เวลา 1 ช่วั โมง ใชส้ อนวันที.่ .......... เดือน............................................... พ.ศ. ....................... 1. สาระสาคัญ วงกลม (Circle) คือ เซตของจุดทง้ั หมดในระนาบทห่ี ่างจากจุด ๆ หนงึ่ ทตี่ รึงอยู่กับท่เี ปน็ ระยะทางคงตัว จดุ ตรึงท่อี ยู่กับท่ีน้ี เรียกวา่ จุดศูนย์กลาง (Center) ของวงกลมและระยะทางคงตัวดังกล่าว เรียกวา่ รัศมี (Radius) ของวงกลม 2. ผลการเรียนรู้ 3.1 ดา้ นความรู้ (Knowledge) 1) นักเรียนสามารถวิเคราะห์โจทยป์ ญั หาและการนาไปใช้ได้ และสามารถอธิบายขัน้ ตอน การหาคาตอบพรอ้ มตรวจสอบคาตอบได้อยา่ งถูกต้อง 2) แบบฝึกทักษะ 3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (Process) 1) ความสามารถในการส่ือสาร 2) ความสามารถในความคดิ 3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ 5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 3.3 ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (Attitude) 1) ความใฝเ่ รยี น ใฝ่รู้ 2) ความมงุ่ มน่ั ในการทางาน 3) ความมวี ินัย 4) ความซ่ือสัตย์ 5) การมีจิตสาธารณะ
3. สาระการเรียนร้เู พม่ิ เตมิ - สมการวงกลมทีม่ ีจุดศูนยก์ ลางอยู่ที่ (h, k) และรัศมียาว r หนว่ ย คอื (x – h)2 + (y – k)2 = r2 สมการน้เี รียกวา่ รปู แบบมาตรฐานสากลของสมการวงกลม - วงกลมทมี่ ีจดุ ศนู ย์กลางอยู่ทจ่ี ดุ กาเนิดและรศั มียาว 1 หน่วย เรยี กวา่ วงกลมหนงึ่ หนว่ ย (unit circle) และมสี มการเป็น x2 + y2 = 1 4. กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4.1 กิจกรรมห้องเรยี นกลบั ดา้ น 1) ครใู หน้ กั เรียนไปศึกษาเน้ือหาในวีดโี อการศกึ ษา หรือใน http://www. ดงั น้ี - โจทยป์ ระยุกต์การนาไปใช้ มคี วามยาวของวิดโี อ 12.57 นาที - โจทยก์ ารหาเส้นสมั ผัสวงกลมและการหาความยาวของเส้นสัมผัสวงกลม มคี วามยาวของ วิดีโอ 16.30 นาที - เฉลยการบ้านวงกลมและกราฟความสัมพันธ์ ขอ้ 1 – 5 มคี วามยาวของวิดีโอ 8.47 นาที - เฉลยการบา้ นวงกลมและกราฟความสัมพันธ์ ข้อ 6 – 8 มคี วามยาวของวดิ ีโอ 17.20 นาที 2) นกั เรียนบันทึกส่งิ ที่ไดจ้ ากการศกึ ษาเนื้อหาในวดิ ีโอ เพ่ือนามาสอบถามครูในชั่วโมงเรยี นหรอื นาไปพฒั นาต่อยอดทางความคิดทีค่ รใู หน้ ักเรียนต้ังขน้ึ เพ่ือสอบถามพูดคุยกนั ในกลุ่มกลมุ่ ไลน์ (เครอื ข่าย ออนไลน์อ่ืน ๆ) 4.2 กจิ กรรมในหอ้ งเรยี น ขัน้ ท่ี 1 นาเขา้ สูบ่ ทเรยี น 1) ครูแจ้งแนวทางการเรยี นการสอนทีจ่ ะเรียนในชั่วโมงน้ใี หน้ กั เรียนทราบ 2) ครูใช้การถามตอบเพื่อตรวจสอบความรเู้ บื้องต้นของนักเรียนเกย่ี วเนือ้ หาท่ีได้ไปศึกษาในวดิ โี อ เรอ่ื ง วงกลมและกราฟความสมั พนั ธ์ ขนั้ ที่ 2 กจิ กรรมการเรยี นรู้ 3) ครใู ห้นกั เรียนซักถามเกี่ยวข้อสงสยั จากการศึกษาวดิ ีโอ และครูไดอ้ ธิบายเพิม่ เติมเพ่ือให้เกดิ องค์ความรกู้ ับนักเรียน 4) ครใู ห้นกั เรยี นนัง่ ตามกลมุ่ ท่ีจดั แบง่ กลุ่มนักเรยี นในช่ัวโมงท่ีผา่ นมา กลุม่ ละ 4 คน เก่ง ปาน กลาง และอ่อน (1 : 2 : 1) เพือ่ ทากิจกรรมกลมุ่ โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ 5) ขณะนักเรยี นรว่ มกนั ทาแบบฝึกหดั ครูไดซ้ ักถามนกั เรียนเป็นระยะว่ายงั ไม่เขา้ ใจเนื้อหาหรอื แบบฝึกทกั ษะ โดยไดอ้ ธบิ ายเพม่ิ เติม
ขนั้ ที่ 3 สรุปความคิดรวบยอด 6) ครูและนักเรยี นร่วมกันสรุปเนือ้ หาความรู้เบ้ืองตน้ เกยี่ วกับวงกลม - สมการวงกลมท่มี ีจดุ ศูนย์กลางอยทู่ ่ี (h, k) และรัศมยี าว r หนว่ ย คอื (x – h)2 + (y – k)2 = r2 สมการน้ีเรยี กว่า รูปแบบมาตรฐานสากลของสมการวงกลม - วงกลมที่มจี ุดศนู ย์กลางอยู่ทีจ่ ดุ กาเนิดและรศั มยี าว 1 หนว่ ย เรยี กวา่ วงกลมหนึ่งหน่วย (unit circle) และมีสมการเป็น x2 + y2 = 1 5. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้ 1) คมู่ ือการใชแ้ บบฝึกทักษะคณติ ศาสตร์ เร่ือง ภาคตัดกรวย โดยใช้การเรยี นรแู้ บบห้องเรยี นกลับด้าน รายวิชาคณติ ศาสตร์ (เพิม่ เติม 2) รหัสวชิ า ค 31202 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2561 2) คู่มือวชิ าคณิตศาสตร์ (เพ่ิมเตมิ ) ม.4 3) หนงั สอื เรียนคณิตศาสตร์ (เพม่ิ เตมิ ) ม.4 แหล่งเรยี นร้เู พมิ่ เติม 1) วีดโี อการศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทียม 2) http://www. 3) หอ้ งสมดุ โรงเรียนปากเกร็ด 6. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
การวดั ผล การประเมนิ ผล วธิ กี ารวัดผล เครอ่ื งมอื วดั ผล 1. ผ่านเกณฑ์ประเมนิ ร้อยละ 80 2. ผ่านเกณฑป์ ระเมินสมรรถนะ 1. การประเมินความรู้ (K) 1. แบบบนั ทกึ การสงั เกต การเรียนรู้ รอ้ ยละ 80 - แบบทดสอบกอ่ นเรียน พฤติกรรมระหว่างเรยี น 3. ผา่ นเกณฑป์ ระเมินคุณลักษณะ 2. การประเมินทักษะ/กระบวนการ (P) 2. แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ อันพึงประสงค์ ร้อยละ 80 - สังเกตจากการตอบคาถามและ อนั พึงประสงค์ การรว่ มกิจกรรม 3. แบบทดสอบก่อนเรียน 3. การประเมินคุณลกั ษณะ อนั พึงประสงค์ (A) - สังเกตพฤติกรรมระหวา่ งเรียน เกณฑก์ ารประเมนิ ผล รอ้ ยละ 80 ข้นึ ไป หมายถงึ ดมี าก ร้อยละ 70 – 79 หมายถึง ดี ร้อยละ 60 – 69 หมายถึง ปานกลาง รอ้ ยละ 50 – 59 หมายถึง พอใช้ ต่ากวา่ ร้อยละ 50 หมายถงึ ไมผ่ า่ นเกณฑ์ 7. ความเหน็ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษาหรือผู้ทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย
ข้อเสนอแนะ แผนการจัดการเรียนรูส้ อดคล้องกับหลักสตู ร มีกจิ กรรมการเรยี นการสอนที่หลากหลายและ......... มีวดั ประเมนิ ตามสภาพจริง ลงชอ่ื ........................ ....... ( นางสาวศศธิ ร สงิ หธรรม ) หัวหน้ากล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ 8. บนั ทกึ ผลหลงั การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน 1. ผลการสอน สอนไดต้ ามแผนการจดั การเรยี นรู้
สอนไม่ได้ตามแผนจดั การเรียนรู้ เน่ืองจาก .........การเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ทาให้การ เรยี นการเรยี นการสอนชา้ กวา่ กาหนด.............................................................................................. .................... 2. ผลการเรียนของนกั เรียน จานวนนกั เรยี นท่ผี ่านการประเมิน .............59.............คน คิดเปน็ ร้อยละ........100............... จานวนนกั เรยี นทไี่ ม่ผ่านการประเมิน ..........................คน คิดเป็นรอ้ ยละ................................ อนื่ ๆ .......มีนกั เรยี นจานวน 7 คน ผ่านเกณฑ์การประเมนิ แต่จะชา้ ......................... 3. ปญั หาและอปุ สรรค กิจกรรมการเรยี นรู้ ไม่เหมาะสมกับเวลา มนี ักเรียนทาใบงาน / ใบกจิ กรรมไม่ทนั ตามกาหนดเวลา มีนกั เรียนท่ไี ม่สนใจเรียน อนื่ ๆ ............เน่ืองจากการเรยี นการสอนเปน็ แบบออนไลน์ นกั เรียนเขา้ เรยี นช้า ส่งงานช้า ............................................................................................................................. ...................................... 4. ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางการแก้ไข ควรนาแผนการจัดการเรียนรู้ไปปรบั ปรุง เรอ่ื ง เน้ือหาและกิจกรรมการเรียนการสอน.... .............................................................................................................................................................................. แนวทางแก้ไขนกั เรยี นทไี่ มผ่ า่ นการประเมิน........ปรบั ปรุงเรือ่ งการส่งงานของนักเรยี น.............. .............................................................................................................................................................................. ไมม่ ีข้อเสนอแนะ ลงช่อื ........................... .............................................. ( นางสาวศศิธร สงิ หธรรม ) ...................../..................../................. แบบประเมินแบบบนั ทกึ การสังเกตพฤติกรรมระหวา่ งเรยี น กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ รายวิชา ค 31202 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
ครูผบู้ ันทึก นางสาวศศธิ ร สิงหธรรม วนั ที่......เดือน..................... พ.ศ. ........... คร้ังที่ ........ ปกี ารศึกษา........................
3 3 3 3 3 3 18 ที่ ช่ือ – สกุล 1 2 รว่ มกิจกรรมด้วยความสนใจ รายการประเมิน 3 ทางานเสรจ็ ทันเวลา 4 ซักถามเมื่อไมเ่ ขา้ ใจ 5 ต้งั ใจตอบคาถาม 6 7 ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 8 9 ชว่ ยเหลือกนั และกัน 10 11 รวม สรุปผล 12 13 ผา่ น ไม่ผ่าน 14 15 (80%) 16 17 18 19 20
แบบประเมินทกั ษะ/กระบวนการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวชิ า ค 31202 ช้ันมธั ย วนั ท.่ี .....เดอื น..................... พ.ศ. ........... ทักษะ/กระบวนการ ที่ ช่อื – สกลุ การส่ือสาร รวม ความ ิคด การแ ้ก ัปญหา การใ ้ช ัทกษะ ีชวิต การใ ้ชเทคโนโลยี 33333 เกณฑก์ ารประเมนิ 1.00 – 1.99 หมายถึง ระดบั พอใช้ 2.00 – 2.49 หมายถงึ ระดบั ดี
ผลการประเมินรและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ความใ ่ฝเ ีรยน ใฝ่รู้ ความ ุ่มงมั่นในการทางานยมศึกษาปีที่ 4 ครูผูบ้ นั ทกึ นางสาวศศิธร สิงหธรรม. ความมีวิ ันย ความซ่ือสัต ์ยครงั้ ที่ ........ ปกี ารศกึ ษา........................ การมี ิจตสาธารณะคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ผลการประเมินเฉลี่ย รวม เฉล่ีย 33333 2.50 – 3.00 หมายถึง ระดับ ดเี ย่ยี ม ลงชอ่ื ผูป้ ระเมนิ .............................................. (.............................................) วัน/เดือน/ป.ี ...................................................
แบบประเมินกจิ กรรมกลมุ่ กลุ่มท…่ี ………………………………………………………….. รายชื่อสมาชิก 1)………………………………………………………………………เลขที่………………… 2)………………………………………………………………..……เลขที่………………… 3)………………………………………………………………………เลขที่……………….. 4)………………………………………………………………………เลขท่ี………………. คาชี้แจง ใหผ้ ปู้ ระเมนิ เขียนเครอื่ งหมาย / ลงในชอ่ งระดบั คณุ ภาพรายการละ 1 ระดบั ท่ี พฤติกรรม/ลกั ษณะบง่ ช้ี ระดับคณุ ภาพ หมายเหตุ 1 การวางแผน 12 3 2 งานสาเรจ็ ทนั เวลา 3 ความถกู ต้องของงาน 4 การมีสว่ นร่วมของสมาชิกในกลุ่ม 5 ทกั ษะการปฏบิ ตั กิ าร เกณฑก์ ารประเมิน 1.00 – 1.99 หมายถึง ระดบั พอใช้ 2.00 – 2.49 หมายถึง ระดบั ดี 2.50 – 3.00 หมายถงึ ระดบั ดเี ย่ียม ผลการประเมิน ………………………..…………… ลงชอื่ ผปู้ ระเมนิ .............................................. (.............................................) วัน/เดอื น/ปี....................................................
ตารางบนั ทกึ คะแนน ช่อื – สกุล...............................................................................................ระดบั ชั้น........................ เลขท่ี.............. แบบทดสอบ คะแนนเตม็ คะแนนที่ทาได้ หมายเหตุ ก่อนเรยี น หลงั เรียน 30 30 แบบฝึกทักษะที่ คะแนนเตม็ คะแนนทท่ี าได้ หมายเหตุ รวม
Search