Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สาระสำคัญบทที่ 1-7 (2-2017)

สาระสำคัญบทที่ 1-7 (2-2017)

Published by rachaneekmp, 2017-12-15 22:05:48

Description: สาระสำคัญบทที่ 1-7 (2-2017)

Search

Read the Text Version

GE 1403ภาษาไทยเพอ่ื การสอ่ื สารGE 1403 สาระสาคญั ที่ควรทราบบทท่ี 1-7 หน้า 1

บทที่ 1 การฟงั สาระสาคญั ทคี่ วรทราบ1. จดุ ม่งุ หมายของการฟงั มี 5 จดุ มุ่งหมายคือ 1.1. การฟังเพอ่ื จบั ใจความสาคัญ เปน็ การฟงั เพื่อเกบ็ ประเด็นหลักของเร่อื ง 1.2. การฟังเพ่อื จบั ใจความโดยละเอียด เป็นการฟังเพอ่ื เกบ็ เนอื้ หาท่สี าคญั และ รายละเอยี ด 1.3. การฟงั เพ่ือหาเหตุผลมาโต้แยง้ หรือคล้อยตาม เปน็ การฟงั เพ่ือแยกแยะสาร 1.4. การฟงั เพอ่ื ส่งเสรมิ จินตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์ เป็นการฟังเพอ่ื ใหไ้ ดภ้ าพใน ใจ 1.5. การฟงั เพื่อความสนกุ สนานเพลิดเพลนิ เปน็ การฟงั เพอ่ื ความเพลิดเพลิน2. ความสาคญั ของการฟงั มีดังน้ี 2.1. เปน็ ทกั ษะที่ใช้มากทส่ี ุด 2.2. เปน็ เครื่องมอื สอ่ื สารทดี่ ี 2.3. ทาใหเ้ กิดแนวคดิ ทก่ี วา้ งขวาง 2.4. ทาให้เกิดความรู้3. ประเภทของการฟงั มี 4 ประเภทคอื 3.1. การฟังการสื่อสารระหวา่ งบคุ คล เป็นการฟังที่เกดิ จากการส่ือสารกันเพยี ง 2 คน 3.2. การฟังในกลุ่มขนาดเล็ก เป็นการสื่อสารท่ีมีบุคคลรว่ มอยใู่ นกระบวนการตงั้ แต่ 3 คน ขึ้นไป 3.3. การฟงั ในท่ีประชุมชน เป็นการฟงั ทม่ี ีบคุ คลทรี่ ว่ มอยู่ในกระบวนการจานวนมาก ผู้ฟงั ไดร้ ับสาระความรู้และความคิดเห็น ความเพลดิ เพลินใจจากวาทะของผพู้ ดู 3.4. การฟังจากส่ือมวลชน เป็นการฟังผา่ นส่ืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ เปน็ การฟงั ทผ่ี ฟู้ งั สามารถ เลอื กรับสารท่ีตรงกบั ความตอ้ งการของตนเองได้4. ขนั้ ตอนการฟงั 4.1. ขน้ั ได้ยิน (Hearing) 4.2. ขน้ั ให้ความสนใจ (Concentration) 4.3. ขั้นทาความเขา้ ใจ (Learning) 4.4. ขนั้ แยกเรอ่ื ง (Matching) 4.5. ขนั้ ยอมรับ (Accepting) 4.6. ข้ันคดิ ตคี วาม (Interpretation)GE 1403 สาระสาคญั ทคี่ วรทราบบทที่ 1-7 หน้า 2

4.7. ข้ันเกดิ ความเข้าใจ (Comprehension) 4.8. ข้นั ตอบสนอง (Reaction) 4.9. ขั้นเชอื่ ถือ (Believing) 4.10. ขั้นนาไปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ (Apply)5. การฟังทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ 5.1. เขา้ ใจเรอ่ื ง สามารถจับประเด็นสาคญั ของเรื่องได้ 5.2. จบั ประเดน็ ได้ สามารถจบั ประเดน็ ทส่ี าคัญทสี่ ดุ และประเด็นรอง 5.3. วิเคราะหไ์ ด้ สามารถแยกแยะเนอ้ื ความทฟี่ งั ได้ 5.4. ตคี วามได้ สามารถทาความเขา้ ใจเร่ืองทอ่ี าจมคี วามหมายไมต่ รงตามตวั อกั ษรได้ 5.5. ประเมินค่าได้ สามารถบอกไดว้ า่ สงิ่ ทีฟ่ ังน้นั ดหี รือไม่ 5.6. จดบันทึกได้ สามารถจดบันทกึ สาระสาคญั ของสารทฟี่ ังได้6. สัญญาณท่เี ปน็ ปญั หาของการฟงั 6.1. การขดั จังหวะผ้พู ดู กอ่ นท่ีผ้พู ูดจะแสดงความคิดเห็นจบ 6.2. การตดั บทการพดู ของผู้พดู อยา่ งฉับพลนั 6.3. การแสดงวา่ ตนร้มู าก หรือเกง่ กว่าผูพ้ ดู 6.4. การเปลย่ี นบทบาทตวั เองเป็นผู้พูดเสีย 6.5. การฟงั อยา่ งหลบซอ่ น 6.6. การฟงั แต่ตวั เองและคดิ แตส่ งิ่ ทต่ี ัวเองพดู ไปGE 1403 สาระสาคัญที่ควรทราบบทท่ี 1-7 หน้า 3

สาระสาคญั ทค่ี วรทราบบทท่ี 2 การอา่ น1. จดุ มุง่ หมายของการอา่ นมี 4 ประการคือ 1.1. อา่ นเพ่อื ทราบขา่ วสารและข้อเท็จจรงิ 1.2. อา่ นเพอ่ื คน้ ควา้ และศึกษาหาความรู้ 1.3. อา่ นเพือ่ ความเพลดิ เพลิน 1.4. อ่านเพ่ือความจรรโลงใจ2. องคป์ ระกอบสาคญั ในการอา่ นที่จะทาใหก้ ารอา่ นมปี ระสทิ ธิภาพมีดังน้ี 2.1. มีพฤติกรรมการอา่ นทด่ี ี 2.2. มีความพร้อมในการอ่าน 2.3. มที กั ษะการอ่าน3. กลวธิ กี ารอ่านมี 5 วิธีคอื 3.1. การอา่ นแบบผาด ๆ เป็นการอา่ นเพอื่ คน้ หาขอ้ มลู เฉพาะอยา่ งทต่ี ้องการ 3.2. การอา่ นเลอื กเปน็ การอา่ นเพอื่ จบั ใจความสว่ นรวม 3.3. การอา่ นแบบทัว่ ไปเปน็ การอา่ นเพ่อื ทาความเข้าใจเรอื่ งทอี่ ่านโดยตลอด 3.4. การอ่านแบบวิเคราะหว์ ิจารณ์เปน็ การอ่านเพือ่ ทาความเข้าใจจุดประสงคแ์ ละ เจตนารมณ์ของผแู้ ตง่ 3.5. การอา่ นเพอ่ื ศึกษาหาความรูเ้ ปน็ การอา่ นเพอ่ื เรียนรู้ สังเคราะห์ และจดจา4. การอ่านจับใจความ 4.1. การอา่ นจบั ใจความ หมายถงึ การอ่านที่ผอู้ า่ นสามารถระบไุ ดอ้ ย่างถกู ต้องวา่ สว่ นใด คือสว่ นสาคัญของเรือ่ ง และสว่ นใดคือพลความ 4.2. ใจความสาคญั 4.2.1. ใจความสาคัญหมายถึงสว่ นสาคญั ของเรือ่ ง 4.2.2. ประโยคใจความสาคญั ทด่ี คี วรเปน็ ประโยคท่ีสมบรู ณ์ แคบกระชบั ชดั เจน และใช้ภาษาถกู ตอ้ ง 4.2.3. ใจความสาคัญที่ปรากฏในขอ้ ความมี 5 ลกั ษณะ คือ  ปรากฏเปน็ ประโยคอยตู่ อนตน้ ยอ่ หนา้  ปรากฏเป็นประโยคอย่ตู อนกลางย่อหนา้  ปรากฏเปน็ ประโยคอยู่ตอนท้ายย่อหนา้  ปรากฏเปน็ ประโยคอยทู่ ัง้ ตอนตน้ และตอนทา้ ยยอ่ หนา้  ไมป่ รากฏเป็นประโยคชดั เจนGE 1403 สาระสาคัญทคี่ วรทราบบทที่ 1-7 หนา้ 4

5. การอา่ นตีความการอา่ นตคี วามเปน็ การคน้ หาความหมายทแี่ ท้จรงิ ของสารทีผ่ ้เู ขียนต้องการจะส่อื ความหมายท่ีปรากฏในเร่ืองมีหลายลกั ษณะ เช่น  ความหมายโดยตรง หมายถึงความหมายตามพจนานุกรม เปน็ ความหมายปกติ ของคาน้นั  ความหมายโดยนัย หมายถงึ ความหมายท่นี าความรสู้ กึ นกึ คดิ ใหเ้ ก่ยี วโยงไปถึง สง่ิ อน่ื ทมี่ ิใช่ความหมายหลกั หรอื ความหมายที่รกู้ ันโดยทัว่ ไป เรียกอกี อยา่ งหนึ่ง วา่ \"ความหมายแฝง\"  ความหมายตามบริบท หมายถงึ ความหมายทีต่ อ้ งพจิ ารณาคาหรือขอ้ ความอ่ืนๆ ในประโยคประกอบดว้ ย  ความหมายหลายนัย หมายถึงคาทีม่ คี วามหมายหลายความหมาย6. การอา่ นแบบวิเคราะห์วจิ ารณ์การอา่ นแบบวเิ คราะหว์ จิ ารณ์ เปน็ การอา่ นหนงั สือแต่ละเลม่ อยา่ งละเอยี ดใหไ้ ด้ความครบถว้ นว่า  อะไรคอื เหตุ อะไรคือผล  อะไรคือขอ้ เทจ็ จริง อะไรคือความคดิ เห็น  อะไรคือจดุ ประสงค์และเจตนารมณ์ของผ้เู ขยี น เช่น o เพอ่ื ให้ความรู้หรือขอ้ เทจ็ จรงิ o เพื่อแสดงความคิดเห็น o เพอื่ ให้ข่าวสาร o เพ่ือโนม้ น้าวใจใหท้ าตาม o เพ่อื ช้ีแจง o เพื่อใหค้ วามบันเทิง o เพื่อให้ข้อเสนอแนะ  อะไรคือทรรศนะของผู้เขยี น ผู้เขยี นมีความคิดเห็นเกยี่ วกบั เรื่องใด ว่าอยา่ งไร  อะไรคือวิธีเสนอเน้อื หา เช่น o เขยี นแบบอธบิ าย o แบบกระชบั รดั กุม o แบบเขม้ ข้น o แบบสละสลวย o แบบสูงสง่GE 1403 สาระสาคัญที่ควรทราบบทท่ี 1-7 หนา้ 5

บทที่ 3 ยอ่ ความ สาระสาคญั ทคี่ วรทราบ1. การย่อความ คือ  การเก็บเนอ้ื ความหรือใจความสาคญั ของเรือ่ งทอี่ ่านหรอื ฟังอยา่ งถูกตอ้ งครบบริบูรณ์  แลว้ นามาเรียบเรยี งใหมเ่ ปน็ ขอ้ ความสน้ั กะทัดรัด ความหมายไมเ่ ปลย่ี นแปลง  เพอ่ื งา่ ยแกก่ ารเขา้ ใจและสะดวกตอ่ การนาไปใชป้ ระโยชน์2. การย่อความแตกต่างจากการสรุปความคอื  การย่อความเปน็ การเกบ็ เนือ้ หาท่ีสาคญั หรอื ท่ีเรียกวา่ ใจความสาคญั และพลความที่ สาคญั นามาเรียบเรยี งใหมด่ ว้ ยถอ้ ยคาสานวนของผู้ย่อ ส่วนการสรุปความเปน็ การ เก็บเฉพาะใจความทส่ี าคญั ทส่ี ดุ เท่านน้ั  การย่อความจะมีองคป์ ระกอบ 2 สว่ นคอื ส่วนขน้ึ ต้นที่เป็นส่วนนา และสว่ นใจความ สาคญั แตก่ ารสรปุ ความจะมีเฉพาะสว่ นที่เป็นใจความสาคัญ3. การย่อความท่ดี คี วรยดึ หลกั ดังนี้ 3.1. อ่านเรือ่ งทจี่ ะยอ่ ให้เขา้ ใจวา่ สว่ นใดเปน็ ใจความและสว่ นใดเป็นพลความ 3.1.1. ใจความคือ ขอ้ ความทส่ี าคัญ 3.1.2. พลความคอื ข้อความท่ขี ยายใจความให้ชดั เจนย่ิงขน้ึ 3.2. แบ่งขอ้ ความเปน็ ตอน ๆ แล้วจบั ใจความสาคญั ไปทีละตอน ๆ จนจบเรอ่ื ง 3.3. นาใจความสาคญั และพลความสาคัญมาเรยี บเรยี งใหมใ่ หต้ ่อเนอ่ื งสมั พันธ์กนั ดงั น้ี 3.3.1. การยอ่ ความไม่มเี กณฑต์ ายตัวว่ายอ่ ลงกส่ี ว่ น 3.3.2. ไม่จาเปน็ ต้องเรียงลาดับตามเร่อื งเดมิ 3.3.3. เลือกใช้คาท่สี ัน้ กะทดั รัด แต่ไดค้ วามครบถว้ น 3.3.4. ใช้สรรพนามบรุ ษุ ท่ี 3 เทา่ นนั้ 3.3.5. ใช้คาราชาศัพทต์ ามช้นั ของบคุ คลทป่ี รากฏในเร่อื ง 3.3.6. ไม่ควรใช้คายอ่ หรืออกั ษรยอ่ 3.3.7. เขียนใจความที่ยอ่ ไว้แลว้ ให้ต่อเน่อื งกนั ไปโดยไม่ต้องขน้ึ ยอ่ หนา้ ใหม่ 3.3.8. ไมใ่ ช้เคร่ืองหมายใด ๆ 3.3.9. ถา้ เรอื่ งเดมิ เขยี นเปน็ ขอ้ ๆ เมอ่ื ยอ่ แลว้ ใหเ้ ขยี นตอ่ กนั ไปเปน็ ความเรยี ง 3.3.10. ถ้าเร่ืองท่ียอ่ เป็นรอ้ ยกรองให้ยอ่ เป็นรอ้ ยแกว้ 3.3.11. เขยี นทม่ี าของเรอ่ื งทยี่ อ่ 3.3.12. ถ้าไมม่ ชี อ่ื เรอื่ งตอ้ งต้ังชอื่ เรอ่ื งด้วย 3.4. อา่ นทบทวนดูวา่ เรื่องที่ยอ่ แลว้ น้นั ตรงกับเร่อื งเดมิ หรอื ไม่GE 1403 สาระสาคญั ทค่ี วรทราบบทที่ 1-7 หนา้ 6

บทท่ี 4 การเขยี น สาระสาคญั ทค่ี วรทราบ1. ภาษาแบ่งเป็น 3 ระดับ ไดแ้ ก่  ภาษาปาก  ภาษากึ่งแบบแผน  ภาษาแบบแผน2. ข้อแนะนาเร่อื งการใชค้ ามี 10 ข้อ ดังน้ี 2.1. ใช้คาใหต้ รงความหมาย 2.2. ใช้คาใหถ้ กู ตอ้ ง ได้แก่ 2.2.1. ใช้คาลักษณนามใหถ้ กู ต้อง 2.2.2. ใช้คาเชอ่ื มใหถ้ กู ต้อง 2.2.3. ใช้สานวนให้ถกู ต้อง 2.2.4. ใชค้ าราชาศพั ทใ์ ห้ถูกต้อง 2.3. หลกี เล่ยี งการใช้คาทไี่ มม่ แี บบแผน 2.4. ใชค้ าทคี่ นทั่วไปเขา้ ใจและยอมรบั 2.5. ไมใ่ ชค้ าต่างประเทศทีม่ คี าไทยใช้แทน 2.6. ไมใ่ ช้คาฟุม่ เฟือย 2.7. ไม่ใช้คาท่มี ีความหมายกากวม 2.8. ไมใ่ ชค้ าท่คี วามหมายขดั แย้งกัน 2.9. ไมใ่ ช้คาตา่ งศักดก์ิ นั 2.10. ใชค้ าทส่ี ะกดถกู ต้อง3. ขอ้ แนะนาเร่ืองการใชป้ ระโยคมี 6 ข้อ ดงั น้ี 3.1 เรยี งคาในประโยคให้ถูกต้อง 3.2 ไมใ่ ช้สานวนแปลจากตา่ งประเทศ 3.3 เรียงความในประโยคใหส้ มบรู ณ์ 3.4 ไม่ใช้ประโยคทใ่ี ช้ข้อความฟุ่มเฟอื ย 3.5 ไม่ใชป้ ระโยคที่มกี ารเวน้ วรรคผิด 3.6 ระมดั ระวังเร่อื งการใช้เคร่ืองหมายตา่ ง ๆGE 1403 สาระสาคัญท่ีควรทราบบทที่ 1-7 หนา้ 7

บทท่ี 5 ยอ่ หนา้ สาระสาคญั ทคี่ วรทราบ1. ยอ่ หนา้ หรอื อนเุ ฉท คอื ความเรยี งตอนหนึ่ง ๆ ของเรอ่ื งซ่งึ มีใจความสาคัญเพียงใจความเดยี ว2. การแบง่ ความเรยี งออกเปน็ ย่อหนา้ ๆ มปี ระโยชนห์ ลายประการคอื 2.1. ช่วยใหผ้ ู้อ่านได้พักสายตา 2.2. จบั ใจความสาคัญไดง้ า่ ย 2.3. ช่วยให้มองเหน็ ความสัมพันธ์ระหวา่ งประโยคแต่ละประโยค 2.4. ชว่ ยให้ความเรียงมลี กั ษณะสวยงาม3. ยอ่ หน้าท่ีดีควรมอี งค์ประกอบ 3 องคป์ ระกอบ คอื 3.1. มเี อกภาพ คือมเี น้ือหาสมบรู ณ์และมใี จความสาคญั เพยี งใจความเดยี ว 3.2. มสี มั พันธภาพ คอื  มคี วามตอ่ เนื่องเชอ่ื มโยงกนั ดี  เรียงลาดับความคดิ ไดถ้ ูกต้อง  ในกรณที ี่มีหลาย ๆ ยอ่ หนา้ แตล่ ะย่อหนา้ ต้องสมั พนั ธก์ ันด้วย 3.3. มีสารัตถภาพคือ  กล่าวเนน้ ใจความสาคัญเรื่องใดเร่อื งหนึง่ อยา่ งได้เน้ือหาสาระ  ขยายใจความสาคัญจนสมบรู ณ์ครบถว้ น  อาจมกี ารกลา่ วเน้นใจความสาคัญซ้าอกี ครง้ั หนง่ึ ในตอนท้ายยอ่ หนา้4. ในการเขยี นยอ่ หนา้ ผู้เขยี นควรกาหนดใจความสาคญั ทด่ี กี อ่ นแล้วจงึ เขียนขยายใจความสาคัญจนกระท่งั สมบูรณ์5. กลวิธีการขยายใจความสาคญั ทาได้ 4 วธิ ีคอื 5.1. ใหร้ ายละเอยี ด 5.2. ให้คาจากดั ความ 5.3. ยกตัวอยา่ ง 5.4. เปรียบเทยี บGE 1403 สาระสาคญั ที่ควรทราบบทที่ 1-7 หน้า 8

บทที่ 6 โครงเรอื่ ง สาระสาคญั ทค่ี วรทราบ1. โครงเร่ืองคอื การเขียนรายการความคดิ หรอื ใจความสาคญั ของเร่ืองอยา่ งเปน็ ระเบียบโดยยดึจุดมุ่งหมายและขอบขา่ ยของเรอ่ื งเป็นหลัก2. ประโยชน์ของโครงเรื่องมดี งั นี้ 2.1. กาหนดแนวทางในการเขียนทาใหไ้ มก่ ล่าวถึงหวั ขอ้ ทนี่ อกประเด็น 2.2. โครงเร่ืองชว่ ยจดั ลาดับหวั ขอ้ ทาใหไ้ ม่สับสน 2.3. โครงเรือ่ งช่วยจดั ลาดบั ความคดิ ของผูเ้ ขยี นทาใหเ้ น้ือเรื่องสมบรู ณ์3. ขน้ั ตอนการวางโครงเรอื่ งมี 4 ข้นั ตอนคือ 3.1. ประมวลความคิด 3.2. เลือกสรรความคดิ 3.3. แยกประเภทความคดิ 3.4. จัดลาดับความคิดและเขยี นเปน็ โครงเรื่องให้เรียบร้อย4. การเรยี งลาดบั เรือ่ งที่นยิ มใชก้ นั คอื 4.1. เรียงลาดับตามเวลาหรือเหตกุ ารณ์กอ่ นหลงั 4.2. เรยี งลาดบั ตามการใชเ้ หตุและผล 4.3. เรียงลาดับตามความเขา้ ใจ 4.4. เรยี งลาดับตามทศิ ทางหรือสภาพภมู ศิ าสตร์ 4.5. เรียงลาดบั ตามความสาคญั5. โครงเร่ืองแบง่ เป็น 2 ประเภท คอื 5.1. โครงเรื่องหยาบหรอื โครงเร่อื งในรูปหวั ขอ้ 5.2. โครงเรอ่ื งละเอยี ดหรอื โครงเรอื่ งในรูปประโยคGE 1403 สาระสาคัญทคี่ วรทราบบทที่ 1-7 หน้า 9

บทที่ 7 รายงาน สาระสาคญั ทคี่ วรทราบ1. ขน้ั ตอนในการทารายงานทางวชิ าการมี 6 ข้ันตอนคอื 1.1. การเลอื กเร่อื ง 1.2. การวางโครงเรอื่ ง ทาได้ 2 วธิ คี ือ 1.2.1. รวบรวมข้อมลู เก่ยี วกบั เร่อื งทจ่ี ะทารายงานไวก้ ่อนแล้วจงึ วางโครงเร่อื ง 1.2.2. วางโครงเร่อื งไวก้ อ่ นแล้วจงึ รวบรวมข้อมลู ใหส้ อดคล้องกบั โครงเร่อื ง 1.3. การรวบรวมขอ้ มูล ขอ้ มูลทีน่ ามาประกอบในการทารายงานทางวิชาการมี 2 ลกั ษณะคอื 1.3.1. ขอ้ มูลภาคเอกสาร (Documentary Data) หมายถึง หนงั สือและเอกสารต่างๆ ทมี่ ี ข้อมลู ท่ีถกู ตอ้ งและเชื่อถอื ได้ เช่น ตาราทางวิชาการ หนงั สอื อา้ งอิงประเภทตา่ งๆ เปน็ ต้น 1.3.2. ข้อมูลภาคสนาม (Field Data) หมายถึง ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการสมั ภาษณ์ การ สอบถามและการสงั เกต 1.4. การบนั ทกึ ข้อมลู ในการบันทกึ ขอ้ มูลควรบันทกึ ดังนี้ 1.4.1. บันทึกแหล่งท่มี าของขอ้ มลู 1.4.2. บนั ทกึ ข้อมลู 1.5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู 1.6. การเสนอผลของรายงาน2. ส่วนประกอบของรายงานทางวชิ าการมอี ย่างนอ้ ย 7 สว่ นคอื 2.1. ปกนอก 2.2. ปลวิ หน้า 2.3. ปกใน 2.4. คานา 2.5. สารบญั มี 3 ชนิดคือ  สารบญั  สารบญั ตาราง จะมหี รือไม่มีกไ็ ด้  สารบญั ภาพ จะมีหรือไม่มกี ไ็ ด้ 2.6. เนื้อเร่ือง ประกอบด้วย 3 สว่ น คือ  บทนา  เนอื้ หา  บทสรุปGE 1403 สาระสาคญั ทคี่ วรทราบบทท่ี 1-7 หนา้ 10

2.7. บรรณานุกรม ประกอบด้วย 2 สว่ นคือ  บรรณานุกรม  ภาคผนวก จะมหี รือไม่มีกไ็ ด้3. สารนเิ ทศ หมายถึง ข้อมลู ข้อเทจ็ จรงิ และความรูซ้ ง่ึ ได้รบั การบนั ทึกไวใ้ นทกุ รปู แบบ4. สารนิเทศ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 4.1. วัสดตุ ีพิมพ์ 4.2. วสั ดไุ ม่ตพี ิมพ์5. วสั ดุตพี ิมพ์ ได้แก่สง่ิ พมิ พ์ทใี่ ห้ความรู้แบง่ ออกเปน็ 7 ประเภท คอื 5.1. หนงั สือ 5.2. สิง่ พมิ พต์ อ่ เน่ือง 5.3. จลุ สาร 5.4. กฤตภาค 5.5. สิง่ พิมพร์ ัฐบาล 5.6. วทิ ยานพิ นธ์ 5.7. วัสดตุ พี มิ พ์อืน่ ๆ6. วัสดไุ ม่ตพี มิ พเ์ ป็นวสั ดุท่ใี ห้ความรู้โดยผา่ นทางตา ทางหู หรอื ท้ังทางตาและทางหู เปน็ วสั ดุท่ีชว่ ยให้เกดิ การเรียนรู้ได้เรว็ ข้ึน ชัดเจนข้นึ และลกึ ซง้ึ ขน้ึ7. หนังสอื แบ่งเปน็ 2 ประเภทคือ 7.1. หนังสอื ประเภทสารคดี 7.2. หนงั สือประเภทบนั เทิงคดี8. หนังสือประเภทสารคดี แบ่งออกเป็น 6 ประเภทคอื 8.1. หนังสอื ตาราหรือแบบเรยี น 8.2. หนังสืออ่านประกอบ 8.3. หนงั สอื ความรู้ท่วั ไป 8.4. หนังสอื ทางด้านนนั ทนาการ 8.5. หนงั สืออา้ งอิง 8.6. หนังสอื จองหรือหนงั สอื สารอง9. หนังสอื อ้างองิ มี 2 ประเภทคอื 9.1. หนงั สอื อา้ งอิงทีใ่ หข้ ้อเทจ็ จรงิ 9.2. หนงั สืออา้ งอิงที่แจ้งให้ทราบว่าจะหาเรือ่ งราวท่ตี ้องการไดจ้ ากท่ีใด10. หนังสืออา้ งองิ ที่ใหข้ ้อเท็จจริงแบ่งออกเป็น 8 ประเภทคอื 10.1. พจนานกุ รม 10.2. สารานกุ รม 10.3. หนงั สอื รายปี 10.4. อกั ขรานกุ รมชีวประวัติ 10.5. หนงั สืออ้างองิ ทางภูมิศาสตร์ 10.6. หนังสือคมู่ ือGE 1403 สาระสาคัญท่ีควรทราบบทที่ 1-7 หน้า 11

10.7. นามานกุ รมหรือทาเนียบนาม 10.8. สิง่ พมิ พ์รฐั บาล11. หนงั สอื อ้างอิงทแี่ จง้ ให้ผู้ใชท้ ราบว่าจะหาเร่อื งราวทต่ี ้องการไดจ้ ากท่ีใดแบ่งเปน็ 2 ประเภท 11.1. บรรณานุกรม 11.2. ดรรชนีวารสาร12. ส่วนสาคัญทีค่ วรปรากฏในรายงานทางวชิ าการคอื 12.1. อญั พจน์ 12.2. การอา้ งอิงแทรกในเนือ้ หา 12.3. บรรณานกุ รม13. วิธลี อกอัญพจนม์ ี 2 วธิ ีคอื 13.1. การอา้ งคาพดู หรือขอ้ ความโดยตรง 13.2. การอา้ งคาพดู หรือข้อความโดยออ้ ม14. การลอกอญั พจนแ์ บบการอา้ งคาพดู หรอื ขอ้ ความโดยตรงมีวิธเี ขียน 6 วิธี14.1. การคดั ลอกขอ้ ความทีม่ ีความยาวไมเ่ กิน 3 บรรทดั พิมพใ์ หเ้ ขยี นข้อความนั้นไว้ ในเครอ่ื งหมายอญั ประกาศ “………”14.2. ถา้ คดั ลอกขอ้ ความที่มีความยาวเกนิ 3 บรรทดั พิมพ์ให้ขน้ึ บรรทัดใหม่ และไม่14.3. ตอ้ งใส่เครอื่ งหมายอญั ประกาศกากบั การขึ้นบรรทดั ใหม่ให้เยื้องเข้าตลอด ข้อความ ถ้านาขอ้ ความมาอา้ งเพยี งบางสว่ น บางส่วนต้องการเว้นไว้ไม่คัดลอกมา ใหใ้ ช้ เครื่องหมายมหพั ภาค 3 จดุ . . . ใสแ่ ทนขอ้ ความทเี่ ว้นไว้14.4. ถา้ ต้องการอธิบายข้อความบางอย่างในอญั พจนใ์ หอ้ ธบิ ายไว้ในเคร่อื งหมาย วงเลบ็ เหลีย่ ม [ ]14.5. ถา้ จะอา้ งข้อความที่เปน็ คาพดู ซอ้ นคาพูด ให้ใสเ่ ครอื่ งหมายอัญประกาศเด่ียว ซ้อนอัญประกาศคู่ เช่น “ ……… ‘………..’ ………”14.6. ถ้าข้อความท่ีนามาอา้ งเขยี นไมจ่ บในหน้าเดยี วกัน ก่อนขนึ้ หน้าใหมใ่ หใ้ ส่ เครอื่ งหมายทับ (/)15. วธิ เี ขียนการอา้ งองิ แทรกในเนอื้ หาให้ระบชุ อื่ ผแู้ ต่ง ปีทีพ่ ิมพ์ และหน้า16. หลักการเขยี นชือ่ ผู้แตง่ ทค่ี วรทราบมีดงั น้ี16.1. ถา้ เปน็ ชาวไทยใหใ้ ส่ชอ่ื แลว้ ตามดว้ ยนามสกุล ถ้าเปน็ ชาวตา่ งชาตใิ ห้ใช้16.2. นามสกลุ เทา่ นัน้ คานาหนา้ ชื่อไม่ต้องเขยี น ยกเว้นฐานันดรศกั ด์ิ บรรดาศกั ด์ิ และสมณศักดิ์16.3. ผูแ้ ตง่ 2 คน ให้ลงชื่อทุกคน และเช่อื มด้วยคาว่า “และ” หรือ “&”16.4. ผู้แต่ง 3-5 คน ใหล้ งชอื่ ทกุ คนในการอ้างครงั้ แรก ถ้าอา้ งซา้ คร้ังทีส่ องในยอ่ หนา้ เดยี วกนั ใหใ้ ส่ชอ่ื คนแรกแลว้ ตามด้วยคาวา่ “และคณะ” หรอื “et al.” สาหรบั เอกสารภาษาองั กฤษ และไม่ต้องใส่ปีพมิ พ์ แต่ถ้าอ้างซ้าและไมอ่ ยู่ในยอ่GE 1403 สาระสาคัญท่คี วรทราบบทท่ี 1-7 หน้า 12

16.5. หนา้ เดียวกนั ให้ใสช่ อื่ ผูแ้ ตง่ คนแรกแล้วตามดว้ ยคาวา่ “และคณะ” หรอื “et al.” สาหรบั เอกสารภาษาอังกฤษ และใสป่ ีพิมพด์ ้วย ผู้แตง่ 6 คนหรอื มากกวา่ ใหร้ ะบุช่ือผู้แตง่ คนแรก แลว้ ตามดว้ ยคาวา่ “และคณะ” หรือ “et al.” สาหรบั เอกสารภาษาองั กฤษ16.6. ผแู้ ตง่ เป็นหนว่ ยงานหรอื สถาบนั ในการอ้างครง้ั แรกใหใ้ ส่ช่อื ทีเ่ ปน็ ทางการและ16.7. วงเล็บ [ ] ชือ่ ยอ่ และหากอา้ งซา้ คร้งั ต่อไปใหใ้ ชช้ ื่อยอ่ แตถ่ ้าไมม่ ชี ่ือยอ่ กใ็ หร้ ะบุ ชอ่ื เต็มทุกครั้งไป เอกสารทไี่ ม่ปรากฏชอ่ื ผู้แตง่ ให้ใชช้ อ่ื บรรณาธกิ าร (ed., eds.) ผู้รวบรวม หรอื ผู้เรียบเรยี ง (comp., comps.) ถ้าไม่ปรากฏช่อื บุคคลใดๆ ให้ระบชุ ื่อเอกสาร และปพี ิมพ์ ถ้าเป็นชื่อบทความ ช่อื บท ใหใ้ สเ่ คร่อื งหมายอัญประกาศกากบั “....” และหากเป็นช่อื วารสาร ช่ือหนงั สือ แผ่นพับ หรอื ชอ่ื รายงาน ใหพ้ มิ พ์ด้วย ตวั อกั ษรเอียง17. หลักการเขยี นปีท่ีพมิ พ์ ถ้าไม่ปรากฏปที พี่ ิมพ์ ให้ใช้อกั ษรย่อ ม.ป.ป. หรือ n.d. (no date)แทนในตาแหน่งปพี ิมพ์18. หลกั การเขียนหนา้ เอกสารภาษาไทยให้เขยี นวา่ หนา้ เอกสารภาษาองั กฤษใช้ p. หรือ ppและ เอกสารออนไลน์ให้ใช้ ยอ่ หน้า19. บรรณานุกรม คือ หน้าของรายงานทางวชิ าการที่รวบรวมรายชื่อของหนังสอื และเอกสารตา่ งๆท่ีนามาใช้อา้ งอิงในการทารายงาน20. วิธีเรียบเรียงบรรณานกุ รมทค่ี วรทราบ20.1. ถ้าผู้แต่งเป็นคนไทยใหเ้ ขยี นชอ่ื กอ่ นแลว้ ตามด้วยนามสกุลแล้วเรียงตามลาดบั ก-ฮ ของชื่อผู้แตง่20.2. ถา้ ผแู้ ต่งเป็นคนต่างประเทศ ใหเ้ ขยี นนามสกุลกอ่ นตามดว้ ยช่อื แล้วเรียง ตามลาดับ A-Z ของนามสกุลผู้แต่ง20.3. ผู้แตง่ 2 – 7 คน ลงชอื่ ทกุ คน20.4. ผแู้ ต่ง 8 คนหรอื มากกวา่ ให้ระบชุ อ่ื ผ้แู ต่ง 6 คนแรก จดุ สามจดุ ( . . . ) แลว้ จบ20.5. ดว้ ยชอื่ ผู้แต่งคนสุดทา้ ย ผ้แู ตง่ มฐี านนั ดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ สมณศกั ด์ิ ใหพ้ ิมพ์ชอื่ ตามดว้ ยเครอ่ื งหมาย จลุ ภาค ( , ) และฐานนั ดรศกั ดิ์ หรอื บรรดาศกั ดิ์ หรือสมณศกั ดิ์20.6. ผแู้ ต่งเปน็ หนว่ ยงานหรือสถาบนั (เช่น กระทรวง กรม กอง สมาคม มลู นิธิ20.7. มหาวทิ ยาลยั ) ให้พมิ พ์ช่ือเฉพาะตามดว้ ยเครือ่ งหมายจลุ ภาค ( , ) และตามด้วย หน่วยงาน หนังสอื ท่ไี มม่ ีช่ือผู้แต่ง ให้ใช้ชือ่ บรรณาธิการ (Ed., Eds.) หรอื ผ้รู วบรวม ผู้ เรยี บเรยี ง (Comp., Comps.) ถา้ ไมป่ รากฏชอ่ื บคุ คลใดๆ ให้ระบุชอ่ื เอกสารดว้ ย ตวั เอยี งGE 1403 สาระสาคญั ท่คี วรทราบบทที่ 1-7 หน้า 13

20.8. เอกสารไม่ปรากฏสถานทพี่ มิ พ์ ใหใ้ ช้อักษรยอ่ ม.ป.ท. หรอื n.p. (no place of publication) แทนในตาแหนง่ สถานทพี่ ิมพ์ 20.9. เอกสารไมป่ รากฏปี ให้ใช้อักษรย่อ ม.ป.ป. หรอื n.d. (no date) แทนใน ตาแหน่งปที ี่พมิ พ์21. เชงิ อรรถคือ ขอ้ ความที่เขียนไวใ้ นส่วนทา้ ยของหนา้ ใช้เครื่องหมายดอกจนั กากบั เชิงอรรถมี 2 ชนดิ คือเชงิ อรรถเสริมความและเชิงอรรถโยง 21.1. เชิงอรรถเสริมความ คอื เชิงอรรถท่ีอธบิ ายรายละเอยี ดเพิ่มเตมิ เกย่ี วกับเนื้อเรอื่ ง 21.2. เชิงอรรถโยง คอื เชงิ อรรถที่โยงให้ผูอ้ ่านไปดเู รื่องราวทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกันในหนา้ อนื่ หรือแหลง่ ข้อมลู อืน่22. การใชเ้ ครือ่ งหมายดอกจัน ( * ) กากับ 22.1. ในแตล่ ะหน้ากาหนดใหใ้ ช้เครอ่ื งหมายดอกจันได้ไมเ่ กิน 3 ดอก ( *** ) 22.2. เชิงอรรถเสรมิ ความหรอื เชิงอรรถโยงลาดับที่ 4 ใชเ้ ครอ่ื งหมายกรชิ † (dagger) 22.3. เชงิ อรรถเสรมิ ความหรือเชงิ อรรถโยงลาดับท่ี 5 ใชเ้ ครื่องหมายกรชิ † † (double dagger)GE 1403 สาระสาคัญทคี่ วรทราบบทที่ 1-7 หน้า 14


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook