Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ๓โควิด19 ตอนที่ ๒-๒ สิ่งแวดล้อม อากาศ กำจัดเชื้อ25-5-63

๓โควิด19 ตอนที่ ๒-๒ สิ่งแวดล้อม อากาศ กำจัดเชื้อ25-5-63

Published by sirapornbellagio, 2020-06-10 05:52:32

Description: ๓โควิด19 ตอนที่ ๒-๒ สิ่งแวดล้อม อากาศ กำจัดเชื้อ25-5-63

Keywords: อ สยมพร ศิรินาวิน

Search

Read the Text Version

25-05-63 โควดิ -19 ตอนท่ี ๒ / ๒ ไวรสั -คน-สง่ิ แวดลอ้ ม “เกบ็ ความรู้ สปู่ ญั ญา พฒั นาการปฏบิ ตั ิ” รวบรวมและเรยี บเรยี งโดย: ศ. พญ. สยมพร ศริ นิ าวนิ แพทยผ์ เู้ ชย่ี วชาญดา้ นโรคตดิ เชอ้ื และระบาดวทิ ยาคลนิ กิ คณะแพทยศาสตรโ์ รงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล 25 -05-63 บทท่ี 8 การแพร่เชือ้ จากทางเดินหายใจ หนา้ - การแพร่เชอื้ ผา่ นอากาศ: หยดละออง ละอองลอย 62 67 บทท่ี 9 สิ่งแวดล้อม การทาความสะอาด และการกาจัดเช้อื โ-ไรวครสั โควิด-19 ในส่ิงแวดล้อม 90 - การทาความสะอาด และ การกาจดั เชอ้ื โรค - การใช้สารเคมีกาจัดเชอ้ื โรค บทท1ี่ 0 แอลกอฮอล์ และ ไฮโปคลอไรท์ - แอลกอฮอล์ -ไฮโปคลอไรท์ ๖๑

25-05-63 บทความน้ี รวบรวมไว้ใหค้ นอยากรู้ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ความเป็นเหตุผลและสรา้ งความเขา้ ใจ เลือกอ่านตามส่วนที่ สนใจ ซึง่ แยกใหเ้ ป็นตอนๆ เนอื่ งจากโควดิ -19 เปน็ โรคทีเ่ กิด ใหมเ่ ม่อื ๕-๖ เดอื นมาน้ี ข้อมลู ต่างๆ ยงั มีความเป็นพลวตั ฉะน้ัน ความคลาดเคลอื่ นอาจจะมีอย่บู ้าง ขอบคณุ ทุกคนที่ได้ช่วยให้ข้อมูล และทบทวน ช่วยกัน ทาใหง้ านนี้เปน็ วิทยาทานสาหรับคนอยากรู้ทีห่ ลากหลาย --------------------- บทท่ี ๘ การแพรเ่ ช้ือจากทางเดนิ หายใจ การแพรเ่ ชอ้ื ไวรสั โควดิ -19 แบง่ เป็น 2 กลมุ่ คอื 1. การแพร่เชือ้ ผา่ นอากาศ 2. การแพร่เชอื้ โดยการสมั ผสั  การแพรเ่ ชอ้ื ผา่ นอากาศ การแพร่เชอ้ื จากทางเดินหายใจทผ่ี า่ นอากาศ แบ่งเปน็ 2 กลุ่ม เพอื่ ประโยชน์ในการกาหนดแนวทางปอ้ งกัน ซ่ึงมี ความยากงา่ ยและส้ินเปลอื งแตกต่างกัน ทัง้ นี้ความสบั สนยงั มอี ยู่มาก ในท่ีนี้ จะใช้คาว่า หยดละออง และ ละอองลอย หยดละออง = ละอองขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน (droplet) ละอองลอย = ละอองขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน (aerosol) 1 ไมครอน= 0.001 มม. ๖๒

25-05-63 1) การแพร่เชอ้ื ทางหยดละออง (droplet transmission) -หยดละออง (droplet) คอื ละอองขนาดใหญ่ >5 ไมครอน ประกอบดว้ ยน้าเป็นส่วนใหญ่ มีเมอื กและเซลลท์ ่ตี าย ถ้ามา จากผตู้ ิดเช้อื ทางเดินหายใจ จะมีเช้อื โรค เช่น ไวรสั อยู่ด้วย -การแพร่เชอ้ื ทางหยดละออง (droplet transmission) หมายถึงการแพร่เชอ้ื โดยละอองขนาดใหญ่ ปนเปื้อนเช้ือโรค อยู่ในอากาศได้ชว่ งสน้ั ตกลงบนพื้นในระยะใกล้ คอื ไม่เกนิ 2 เมตร เกิดข้นึ ในขณะท่ี ผ้ตู ิดเช้อื อยทู่ ่ีน่นั แลว้ ไอ จาม พูด ตะโกน รอ้ งเพลง หวั เราะ สง่ ละอองนั้นออกมา การติดเชือ้ วธิ นี ้ี เกิดขึ้นเม่ือมีผสู้ ัมผสั ใกล้ชดิ กับผตู้ ิดเช้ือ ในระยะ 1 (-2) เมตร ทาใหม้ โี อกาสรับเชื้อจากหยดละอองท่ี มเี ชอ้ื โรค เข้าทาง ปาก จมกู ตา นอกจากนี้ ละอองทีม่ ีไวรัส จะตกลงบนส่ิงของหรือพนื้ ผวิ รอบตวั ผู้ติดเชื้อ ทาให้แพรเ่ ชื้อ ไปยงั คนอ่นื ที่สัมผสั และรบั เชอ้ื ต่อไปได้ ซ่ึงเป็นตน้ เหตุ ของ การแพรเ่ ชอ้ื ทางการสมั ผสั (contact transmission) อีกด้วย 2. การแพรเ่ ชอ้ื ทางละอองลอย (aerosol transmission หรอื airborne transmission) -ละอองลอย หรือ ละอองขนาดเลก็ (aerosol) คอื ละอองขนาดเลก็ <5 ไมครอน อาจถูกส่งออกมาเปน็ ละออง ขนาดเล็กตัง้ แต่ต้น หรือเป็นแก่นท่ีเหลือของละอองขนาดใหญ่ ที่แห้งลง (droplet nuclei) หยดละอองจากผูต้ ดิ เช้ือทางเดิน ๖๓

25-05-63 หายใจ จะนาเชือ้ โรค เชน่ ไวรัส มาดว้ ย เมอื่ แหง้ ลงเปน็ ละอองลอยซึ่งมขี นาดเล็กและเบา จะลอย (airborne)ไปไดไ้ กล -การแพร่เชอื้ ทางละอองลอย หมายถึงการแพรเ่ ชอื้ โดย ละอองขนาดเลก็ <5 ไมครอน ท่ีมีเชอื้ โรคท่ยี ังกอ่ โรคได้ ซึง่ อาจจะชื้นหรือแห้ง เนื่องจากขนาดเลก็ และเบาจึงลอยอยู่ ในอากาศไดน้ าน และลอยไปไดไ้ กล ทาใหย้ ังมเี ชอ้ื โรค ลอยอยู่ในอากาศ แมว้ ่าผู้ติดเช้อื ไม่อยู่ทนี่ นั้ แลว้ การตดิ เชอื้ วธิ นี เี้ กดิ ไดใ้ นกรณที ี่ เชอื้ โรคน้นั สามารถคง สภาพการกอ่ การตดิ เชอ้ื ไดน้ าน โดยวธิ ีนี้ ผู้สมั ผัสรับเช้ือโรคเข้าไปจากการหายใจปรกติ โดยสดู อากาศท่ีมีเชื้อโรคเขา้ ไป  ทง้ั นี้ มกี ารให้ความเห็นจากหลายแหลง่ วา่ คาศพั ท์ airborne ซึ่งแปลวา่ “ในอากาศ” หรือ “พาไปโดยอากาศ หรือลม” ดังนน้ั ควรจะหมายถงึ สงิ่ ทอี่ ยู่ในอากาศ ซึ่งใน กรณีน้ี ควรจะหมายถึงละอองจากทางเดินหายใจขนาด ต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเลก็ และควรใช้ aerosol transmission แทน airborne transmission เพ่อื ลด ความสบั สน ซ่ึงมีผลต่อการปฏิบัติเพื่อปอ้ งกนั การติดเชอ้ื  การแบง่ กล่มุ ละอองจากทางเดนิ หายใจตามการเกดิ 1. ละอองที่เกดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ (Naturally produced droplet) เกดิ จาก ทุกกริ ยิ าทส่ี ง่ เสียงหรอื ลมออกทางปากหรอื จมูก ๖๔

25-05-63 ละอองประกอบด้วยน้าและเซลล์ตา่ งๆ มกู น้าลาย และเช้อื โรค หรือแบคทีเรยี ประจาถน่ิ ทาให้เกดิ ละอองหลายขนาด ซึ่ง ในภาวะปรกติจะเปน็ ละอองขนาดใหญเ่ กอื บท้ังหมด 2. ละอองที่เกดิ ขนึ้ จากการใชเ้ ครอ่ื งมอื (Artificially produced droplet) โดยการใช้เครอ่ื งพ่น หรือเครื่องดูด และหัตถการที่ เกย่ี วข้องกบั ทางเดนิ หายใจ ทาให้เกิดละอองหลายขนาด รวมท้ังละอองลอย เชน่ การใสท่ อ่ ชว่ ยหายใจ การส่องกลอ้ ง ตรวจหลอดลม การดูดเสมหะดว้ ยระบบเปิด การใหย้ าพ่น เขา้ ทางเดนิ หายใจ .  โรคทแี่ พรก่ ระจายทางละอองลอย มี 3 กลุม่ คือ 1. โรคทแ่ี พรท่ างละอองลอยเทา่ นัน้ (obligate aerosol transmission) ในสภาวะปกตติ ามธรรมชาติเช้ือโรคจะ แพรก่ ระจายไปกับละอองลอย เช่น วณั โรคปอดชนดิ แพร่เชอ้ื 2. โรคทแ่ี พรท่ างละอองลอยเปน็ หลกั (preferential aerosol transmission) การแพรเ่ ชอ้ื เกิดขึ้นได้หลายวิธี แต่สว่ นใหญ่จะแพร่ไปกับละอองลอย เช่น หดั 3. โรคทแ่ี พรท่ างละอองลอยเฉพาะกรณีพิเศษ (opportu- nistic aerosol transmission) โดยปกตเิ ชื้อก่อโรคกลุม่ นี้ แพร่กระจายโดยวิธีอื่น เช่น หยดละออง (droplets) แต่ใน สภาวการณ์พเิ ศษ อาจแพร่กระจายทางละอองลอย(aerosol) ได้ เชน่ โควดิ -19 ไขห้ วดั ใหญ่ ๖๕

25-05-63  ปจั จยั ทท่ี าใหเ้ กดิ ละอองทแ่ี พรเ่ ช้ือได้ และไปไดไ้ กล 1) ปจั จยั ทท่ี าให้ละอองลอยอยไู่ ดน้ าน และไปไกลแคไ่ หน 1. ขนาด และนา้ หนกั ของละออง 2. คนส่ง เคร่อื งส่ง แรงสง่ เช่น คนตัวใหญ่ จามแรง จะ ส่งไปไดไ้ กล 3. กระแสลม เชน่ ลมแรง พดั ลม ทศิ ทางลม 4. อากาศ ร้อนหรือเย็นขนาดไหน ชน้ื หรอื แหง้ 2) ปจั จยั ทมี่ ผี ลตอ่ ความสามารถในการแพรเ่ ชอ้ื 1. ภาวะโรคของผสู้ ง่ ละอองออกมา 2. จานวนคนแพรเ่ ชอื้ ในบรเิ วณน้ัน 3. ความคงทนของเชือ้ โรค ในสภาวการณ์น้ัน ไดแ้ ก่ ชนิดของเชือ้ โรค และอากาศ ร้อน-เย็น แหง้ -ชื้น ขนาดไหน งานวจิ ัยเก่ยี วกับความคงทนของไวรสั โควิด-19 (ตีพมิ พ์ 17 มีค 2563) ในสถานการณ์จาลอง โดยใชเ้ ครื่องผลติ ละอองลอย (nebulizer) ทมี่ ีไวรัส ใหอ้ ยใู่ นสภาวะละอองลอย ในโพรงทดลอง ทอ่ี ณุ หภูมิ 21-23°ซ. และ ความชน้ื สมั พทั ธ์ 65% พบวา่ ไวรสั โควดิ -19 ยังคงสภาพอยูไ่ ด้ (viable) ตลอดระยะเวลาทท่ี ดลอง คือ 3 ชม. ยงั ไม่มขี อ้ มลู การวิจัย ในสภาวะอากาศอื่น หรือในสิง่ แวดล้อมท่ีเปน็ จรงิ ในการผลติ ละอองแตล่ ะกรณี จะไดล้ ะอองขนาดตา่ งๆกัน เสมอ แตส่ ดั สว่ นจะมากนอ้ ยตา่ งกนั ตามปจั จยั ทก่ี ลา่ วแลว้ ขา้ งตน้ ๖๖

25-05-63 ละอองที่เกดิ จากผปู้ ว่ ยโดยธรรมชาติ ในกรณีปรกติ เช่น ในบา้ น การพูด ไอ จาม และหวั เราะ อยา่ งปรกติ จะไม่เกิดละอองลอย จะเกดิ หยดละอองขนาด >5 ไมครอน และจะตกลงสพู่ ื้นในระยะไม่เกิน 1 (-2) เมตร เมอ่ื คนตัวโตไอแรงมาก กอ็ าจจะไปไกลถงึ 2 เมตร จัดเปน็ การ กระจายแบบหยดละออง (droplet transmission) และการ สัมผสั (contact transmission) แต่ หากมีผตู้ ิดเชอ้ื อยรู่ ว่ มกบั คนอน่ื ๆ ในพ้นื ทปี่ ดิ อากาศ เยน็ มกี ระแสลม หรอื คนจานวนมากทม่ี กี ารเคลอ่ื นไหวมาก ละอองขนาดใหญก่ ว่า 5 ไมครอน ก็จะลอยไปไดไ้ กล อกี ทง้ั การตะโกนเสยี งดงั ก็จะมีพลังส่งละอองขนาดต่างๆให้ลอย ไปไกลได้ รวมทั้งละอองลอย เช่น กรณีการระบาดของโควดิ -19 ในสนามมวย  ผลจากละอองตดิ เชอ้ื ทมี่ ขี นาดตา่ งๆกนั 1. มกี ารให้ความเห็นวา่ ละอองขนาดใหญม่ กั จะกอ่ ให้ เกดิ การติดเชื้อทีท่ างเดินหายใจสว่ นบน เพราะวา่ หลอดลม (trachea) มเี ซลล์ท่ีมขี นพดั โบกและขดั ขวางอยู่ ส่วนละออง ขนาดเลก็ เช่น ละอองลอย มักจะลงไปได้ลึกถงึ ปอด ทาให้มี อาการรุนแรงจากปอดอกั เสบ ท้งั นค้ี วามรุนแรงของโรคขึ้นกบั ปัจจัยอน่ื ด้วย 2. การป้องกันการการแพรเ่ ชอ้ื ทางละอองลอย (aerosol) ยงุ่ ยากมากกวา่ และ ส้นิ เปลืองมากกว่า การป้องกันการแพร่ ๖๗

25-05-63 เช้อื ทางหยดละออง (droplet) อยา่ งมากมาย ดงั นัน้ การ พจิ ารณาให้ถอ่ งแทว้ ่า ละอองลอยมีบทบาทแคไ่ หนในแตล่ ะโรค และในภาวะไหน จงึ มคี วามสาคัญมาก ควรจะพยายามแยกแยะ โดยใชค้ วามรอู้ ย่างถกู ต้อง การป้องกันการติดเช้ือจากละอองลอย(aerosol) การใช้ PPE จะยุ่งยากและแพงกว่าการปอ้ งกันหยดละออง (droplet) เพราะลักษณะทสี่ าคญั ของละอองลอย คือ - ลอยไปตามกระแสลม เชน่ กระแสลมจากการสูดหายใจ เขา้ ดังนั้น PPE จงึ ต้องปิดกน้ั ทางเขา้ ของลมไปยงั จมกู และ ปากใหส้ นิท - ละอองลอยทมี่ ีเช้อื โรคมีขนาดเลก็ มาก ตอ้ งใชห้ น้ากากท่ี กรองละอองได้ถึงขนาดเล็กมาก เช่น หนา้ กากอนามยั N95 -ละอองลอยอยู่ในอากาศ จงึ ตอ้ งใช้อุปกรณป์ ้องกันการ สมั ผัสร่างกายทุกส่วน สว่ นการปอ้ งกนั การตดิ เชื้อทางหยดละออง เพียงแต่ หลกี เลยี่ งการเผชญิ หน้า ป้องกันการรับน้าลายจากการส่ง เสยี ง การถูกไอและจามลด ใสห่ น้ากาก และล้างมือ ป้องกัน การตดิ เช้ือจากการสัมผัส ในทางปฏบิ ตั ิ 1. ระยะ 1 เมตร มาจากภาวะปรกติท่วั ๆไป แตค่ นตัวโต พดู เสยี งดงั ก็ส่ง droplet ไปได้ไกลถงึ 2 เมตร หรอื ถ้ามี กระแสลมแรงกจ็ ะพดั ไปไดไ้ กลกว่าน้ัน ๖๘

25-05-63 2. ในพืน้ ทีป่ ิด ทม่ี ีอากาศเยน็ มีกระแสลม มีการเคล่ือนไหว มาก การกระจายของโรคจะกว้างขวางกวา่ 3. เน้นให้ผู้ปว่ ยตอ้ งใส่หน้ากากอนามยั เพอื่ ปอ้ งกนั การ แพรเ่ ช้ือทางหยดละอองเปน็ เร่ืองหลัก แต่ เมื่อมีผู้ปว่ ยจานวนมาก และมผี แู้ พรเ่ ชือ้ ทไี่ ม่มีอาการ หรือมีอาการน้อย ไม่มคี วามรบั ผิดชอบ ปะปนอยู่ในชมุ ชน อีกทั้งการระบาดของโรคน้ีแพรไ่ ดเ้ รว็ และผตู้ ดิ เช้อื มอี าการ รนุ แรงมากได้ จึงจาเปน็ ต้องให้คนไมป่ ว่ ย และคนไม่ตดิ เชอ้ื ใส่หน้ากากปอ้ งกันการแพร่เช้อื และการรบั เชอื้ ด้วย ๖๙

25-05-63 บทที่ ๙ สงิ่ แวดลอ้ ม การทาความสะอาด และการกาจดั เชอ้ื โรค ๑. ไวรสั โควดิ -19 ในสง่ิ แวดลอ้ ม  ความคงทนของไวรสั โควดิ -19 ในสง่ิ แวดลอ้ ม สภาพอากาศ มีผลต่อความคงทนของไวรัสท่ีอยนู่ อก สง่ิ มชี ีวติ นา่ จะมคี วามสาคญั ต่อการระบาดของโควิด-19 การเปรยี บเทยี บ 500 ตาแหนง่ ท่ัวโลกท่มี ีผ้ตู ิดเช้ือโควดิ -19 ช้ีแนะว่าน่าจะมี ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการระบาดของไวรสั กบั อณุ หภูมิ ความเรว็ ลม และ ความชน้ื สมั พทั ธ์ ไวรัสโควดิ -19 เปน็ ไวรัสทีม่ ีเย่อื ห้มุ ทเี่ ป็นไขมัน งานวจิ ัย ชีแ้ นะวา่ ไวรสั ทม่ี เี ยอื่ หมุ้ ที่เปน็ ไขมนั (enveloped viruses) มคี วามทนทานตอ่ ความรอ้ นน้อยกวา่ ไวรสั ทไ่ี มม่ ีเยอื่ หมุ้ เพราะไขมนั จะละลายเม่ือรอ้ น แต่เม่อื อากาศเยน็ ไขมันจะ แขง็ ตวั ทานองเดยี วกบั ไขมนั จากสตั ว์ ซึ่งจะปอ้ งกนั ให้ไวรัส ช่วยให้ทนทานเมื่ออยูข่ ้างนอกร่างกายหรือส่งิ ห่อหุ้มไดน้ าน ขน้ึ ซง่ึ ต้องติดตามขอ้ มูลตอ่ ไป ไดม้ ีการรวบรวมผลจากงานวจิ ยั 7 รายงาน ระหว่าง คศ. 2000-2015 เพอ่ื ดวู า่ ไวรสั โคโรนาอยบู่ นผวิ วตั ถตุ า่ งๆชนดิ ๗๐

25-05-63 ไดน้ านเทา่ ไหร่ โดยวธิ ี virus assay การวจิ ัยสว่ นใหญ่ใช้ ไวรสั โคโรนาชนิดทีเ่ ปน็ สาเหตขุ องโรคหวัดธรรมดา บนผิว วสั ดุชนิดต่างๆ พบว่า ที่อุณหภมู ิ 20 oซ -21oซ ไวรัสโคโรนาอย่ใู นสภาพก่อโรค ไดน้ าน 2 ชัว่ โมง - 9 วนั อุณหภมู ทิ ส่ี งู ขนึ้ เชน่ 30oซ หรอื 40oซ จะลดระยะเวลา การคงสภาพของไวรสั ลง ท่ี 4oซ ไวรสั จะอยู่นานข้ึนถงึ 28 วนั และถา้ ปริมาณไวรสั มาก ก็จะมไี วรสั ท่ีคงสภาพอย่ไู ดน้ านข้นึ https://www.journalofhospitalinfection.com/article/S0195- 6701(20)30046-3/fulltext งานวิจยั ในสถานการณ์จาลอง เกยี่ วกบั ความคงทนของ ไวรสั โควดิ -19 (ตีพิมพ์17 มีค 2563) โดยใช้เครือ่ งผลิต ละอองลอย (nebulizer) ท่ีมไี วรสั ให้อยูใ่ นสภาวะละออง ลอยในโพรงทดลอง ท่ี อณุ หภมู ิ 21-23°ซ และ ความชน้ื สมั พทั ธ์ 65% พบวา่ ไวรสั โควิด-19 ยงั คงสภาพ (viable) ในละอองลอยได้ ตลอดระยะเวลาทท่ี ดลอง คือ 3 ชว่ั โมง ซ่ึง คงจะอย่ไู ด้นานกว่านน้ั งานวิจยั นยี้ งั แสดงดว้ ยวา่ ไวรัสโควิด-19 (SARS-Cov-2) สามารถคงสภาพไดน้ านถงึ 72 ชวั่ โมง บนพ้ืนผวิ แข็ง เชน่ พลาสติก เหลก็ กลา้ ไรส้ นมิ ท่ี อุณหภมู ิ 21-23oซ ความชนื้ สัมพทั ธ์ 40% แตย่ ังไมม่ ขี อ้ มลู วจิ ยั ในสภาวะอากาศอื่น และในสถานการณจ์ รงิ ๗๑

25-05-63 ๒. การทาความสะอาด และ การกาจดั เชอ้ื โรค  สารเคมที มี่ ผี ลในการกาจดั จลุ นิ ทรยี ์ 1. “ยา” ไดแ้ ก่ ยาตา้ นจลุ ชพี (antimicrobials) และ ยา ปฏชิ วี นะ (antibiotics) ใชก้ บั รา่ งกายมนุษยห์ รือสัตว์ โดย การกนิ ฉดี หรือทา มคี วามจาเพาะตอ่ จุลชีพแตล่ ะกลมุ่ และแตล่ ะชนิด ไดแ้ ก่ ยาตา้ นแบคทเี รีย ยาตา้ นเชอ้ื รา และยาต้านไวรัส 2. สารเคมกี าจดั เชอื้ โรค (germicide) หรือ “นา้ ยากาจดั เชอ้ื โรค” มีผลตอ่ จุลชพี หลายกลุ่มโดยไม่เจาะจง แต่เช้ือโรค แตล่ ะชนดิ มคี วามไวตอ่ สารเคมีแตกตา่ งกัน 2.1 สารเคมกี าจดั เชอื้ โรคทผี่ วิ หนงั (antiseptics) ใช้ กาจดั เชอ้ื โรคท่อี ยูบ่ นผิวหนังและเนื้อเย่ือทมี่ ชี วี ติ โดยการ ทาทีผ่ ิวหนงั ของคนหรอื สตั ว์ เชน่ แอลกอฮอล์กาจัดเชอ้ื โรค ห้ามใช้ฉดี หรือกนิ 2.2 สารเคมกี าจดั เชอ้ื โรคบนวตั ถุ (disinfectants) ใช้ กาจัดเชอ้ื โรคท่อี ยู่บนวตั ถุ และสงิ่ ไมม่ ีชวี ิต ไม่ใช้กับรา่ งกาย ของมนุษย์หรอื สัตว์ ถา้ สัมผัสกบั ร่างกายจะเปน็ อันตรายได้ “เชื้อโรค” เปน็ เพยี งสว่ นหนงึ่ ของ “จลุ ินทรยี ์” จุลินทรยี ์ หรือ “จลุ ชีพ” ซง่ึ แปลวา่ สง่ิ มชี ีวติ เล็กๆ เช่น แบคทีเรยี รา ฯลฯ และนับรวมไวรสั ด้วย แม้ว่าไวรัสไมม่ ีชวี ิต ๗๒

25-05-63 แต่ก็เป็นเชื้อก่อโรคได้ แบง่ เป็น 2 กลมุ่ คอื 1. เชอ้ื โรค (pathogen หรือ infectious agent) คอื จุลินทรีย์ทมี่ ีคุณสมบตั ิในการก่อให้เกิดโรคตดิ เช้อื ในมนุษย์ และสตั ว์ ได้แก่ ไวรัสเกือบทุกชนดิ แตป่ ระมาณ 1% ของ แบคทีเรียเท่าน้ันท่ีเปน็ เช้อื โรค และ เชอื้ ราบางชนิด 2. จลุ นิ ทรยี ท์ ไ่ี มก่ อ่ การตดิ เชอื้ ในคน (non-pathogenic organism) ได้แก่ 2.1 จลุ นิ ทรยี ป์ ระจาถน่ิ ในรา่ งกายของคนและสตั ว์ (normal flora) เปน็ สว่ นสาคญั ในการสร้างสมดุลย์ ปกปอ้ ง จากเชือ้ โรค ใหค้ นและสตั ว์ ได้แก่ แบคทเี รียส่วนใหญ่ และ เชือ้ ราบางชนิด ในคนและสตั ว์ เช่น แบคทเี รียปรกตใิ นลาไส้ใหญ่ของมนุษย์ ช่วยใน การยอ่ ยอาหารและสร้างวติ ามิน แบคทีเรยี ประจาถ่ินที่ ผวิ หนงั ช่วยป้องกนั เช้ือโรคไม่ใหเ้ พิม่ จานวน และเขา้ ไปใน รูขนไปก่อการอักเสบ ฯลฯ 2.2 จลุ นิ ทรยี ใ์ นสง่ิ แวดลอ้ ม(environmental microbes) เป็นสว่ นสาคัญในการสร้างสมดลุ ย์ในธรรมชาติ เกื้อหนุน ส่งิ มีชีวิต เช่น แบคทีเรียทีอ่ ยใู่ นดนิ ช่วยปกปอ้ งพืชจากโรคพชื และ เปลย่ี นแปลงไนโตรเจนและสารอาหารอื่นไปอย่ใู นรูปท่ี พชื จะใชไ้ ด้ นอกจากนีย้ ังช่วยสลายขยะและสรา้ งสมดลุ ของ กา๊ ซธรรมชาตใิ นอากาศ ซ่ึงจาเป็นสาหรับ คน สตั ว์ และพืช ๗๓

25-05-63  การใช้ antiseptics และ disinfectants จะต้องมี ความเข้าใจใหด้ ี ถ้าสารเคมที ี่ใชก้ บั วตั ถุมาสมั ผัสตวั คน กจ็ ะเปน็ อันตราย และ หากใช้สารเคมที ใ่ี ช้กบั ผวิ หนงั ในการทาความสะอาด วตั ถุ กจ็ ะทาให้ไดผ้ ลไม่ดีเพราะความเขม้ ข้นนอ้ ยไป การทาลายจุลินทรยี ป์ ระจาถนิ่ ในคน และในส่งิ แวดลอ้ ม เป็นการทาให้เสยี สมดลุ ย์ กอ่ ให้เกดิ โรค และเกิดผลเสยี ตอ่ คนและสง่ิ แวดลอ้ ม ซึ่งจะต้องคานึงถึงในการใชส้ ารเคมที ่มี ี ผลต่อจลุ ชีพ โดยมงุ่ เฉพาะ “การกาจัดเช้อื โรค” เทา่ นั้น  การทาความสะอาด และ การกาจดั เชอื้ โรค การทาความสะอาด หมายถึงการปัดกวาดเช็ดถู ลา้ ง ขจัดเอาฝ่นุ สิง่ สกปรก และเช้อื โรค ออกจากบริเวณน้ัน ไมไ่ ด้ฆ่าหรอื ทาลายเชอ้ื โรค การทเ่ี ชอื้ โรคเหลือน้อย ทาให้ โอกาสแพร่เช้อื น้อยลง รวมทงั้ ทาให้ผลดีขน้ึ ในการกาจดั เชือ้ โรคด้วยสารเคมี การกาจดั เชอื้ โรค หมายถงึ การทาลายหรือฆ่าเช้ือโรค ในพ้ืนทนี่ ้ันๆ ซึ่งอาจจะเปน็ การใชส้ ารเคมี สบู่ ความรอ้ น หรือแสงแดด ซึง่ ต้องสะอาดกอ่ น การกาจัดเชื้อโรคถึงจะมี ประสทิ ธิภาพดี ในการป้องกันการรับเช้ือโรค การทาความสะอาด เป็น เรื่องสาคัญ ส่วน การใช้สารเคมกี าจัดเชื้อโรค นนั้ ควรทา ๗๔

25-05-63 เฉพาะสถานท่ีทีม่ ีผู้แพร่เชือ้ มาสัมผัส นอกจากนี้ การระบาย อากาศทด่ี ี และมีแสงแดด เป็นการกาจดั เชอ้ื โรคไดอ้ ยา่ งดี “ทาความสะอาด” กอ่ น “กาจดั เชอ้ื ” “C” กอ่ น “D” (cleaning กอ่ น disinfection) สารเคมีจะกาจัดเชื้อโรคได้ไมด่ นี ัก หากมีเชือ้ โรคในทน่ี น้ั มาก หรอื เมือ่ มีสารอินทรีย์ เช่น เลือด นา้ มกู นา้ ลาย คราบสกปรก เคลอื บอยู่ ซึ่งจะทาใหส้ ารเคมีเข้าไม่ถึงตัวเชอ้ื โรค หรอื ถูกเปลี่ยนสภาพซ่งึ ทาให้กาจัดเชื้อโรคไดน้ ้อยลง -ตอ้ งสะอาด กอ่ น กาจดั เชอื้ โรค มิฉะนน้ั สารเคมจี ะทาลาย เชอื้ ไมไ่ ดด้ ี -ตอ้ งใหแ้ หง้ ก่อน ใชส้ ารกาจดั เชอ้ื โรค มฉิ ะนั้นสารเคมจี ะ ถกู เจือจาง ขอ้ ปฏบิ ตั พิ น้ื ฐานในการทาความสะอาด และกาจดั เชอ้ื โรค - ใส่ถุงมอื ยาง ควรใช้ถงุ มอื อย่างหนาเฉพาะงานนี้หากใช้ สารเคมี เม่ือเสรจ็ งาน ถอดถงุ มอื แล้วต้องล้างมอื ให้สะอาด - จดั ให้มกี ารระบายอากาศทด่ี ี หากจะใช้สารเคมี - ทาความสะอาดก่อนใช้นา้ ยากาจัดเช้อื โรค ๗๕

25-05-63  การทาความสะอาดนอกอาคาร เชน่ สนามเด็กเลน่ สวนสาธารณะ -ทาความสะอาดอยา่ งปรกติ ไมต่ ้องใชส้ ารเคมีกาจดั เช้อื โรค - อย่าฉดี พน่ สารเคมกี าจัดเช้ือโรคในพืน้ ที่นอกอาคาร เพราะนอกจากจะสิ้นเปลอื งแลว้ ยงั เปน็ อันตราย และไม่มี ประสทิ ธิภาพในการกาจัดเชื้อโรค -สาหรบั สิง่ ของทีม่ ีผู้สมั ผัสบ่อย เชด็ ทาความสะอาดก็พอแลว้ สงิ่ ที่ไมค่ วรทา 1. การใชส้ ารเคมกี าจดั เช้อื โรคบนทางเดนิ และถนน ไม่ควรทา เพราะการรับเชื้อจากพ้นื ถนนเปน็ ไปได้ยาก และเน่ืองจากมีฝนุ่ ดิน สารอินทรียต์ า่ งๆ ทาให้สารเคมไี ม่ สามารถออกฤทธิ์กาจดั เชื้อโรคในพืน้ ทเี่ ช่นน้ันได้ การทา ความสะอาดใหด้ ีมปี ระโยชน์มากกว่า และเพยี งพอแล้ว 2. อโุ มงคก์ าจดั เชอ้ื (sanitizing tunnels) การกาจัดเช้ือโรคที่เครอื่ งนงุ่ ห่มและร่างกายภายนอก โดยอโุ มงคก์ าจดั เช้ือ ในชุมชนท่ัวไป ไมช่ ว่ ยลดการแพร่ ไวรสั โควิด-19 เพราะไวรัสอยู่ที่ทางเดินหายใจของคนทต่ี ดิ เชื้อ และมอื ของคนท่ีนามา อกี ทัง้ สารเคมหี รือแสงยวู ีทใี่ ช้ ในอโุ มงคเ์ ปน็ อนั ตรายต่อผวิ หนงั ตา และทางเดินหายใจได้ ๗๖

25-05-63 3. การพน่ นา้ ยาเคมกี าจดั เชอ้ื โรคในพน้ื ทก่ี วา้ ง (large- scale disinfectant spray) น้ายาทใ่ี ช้ฉีดพ่นสว่ นใหญ่ คือ น้ายาฟอกผ้าขาว หรือ โซเดยี มไฮโปรคลอไรท์ทีผ่ สมใหเ้ จอื จางลงแลว้ การใชเ้ ครือ่ งพ่นและท่อขนาดใหญ่พน่ โซเดยี มไฮโปร- คลอไรท์ เปน็ ละอองกระจายในอากาศ และสิ่งแวดลอ้ มทว่ั ไป มีผลเสยี ต่อส่งิ แวดลอ้ มและผู้สัมผัส แถมยังสน้ิ เปลอื งโดย แทบจะไม่ได้ประโยชน์ในการกาจัดเช้ือโรค ในการใช้นา้ ยากาจดั เช้ือโรค บริเวณน้นั ตอ้ งสะอาดกอ่ น สารเคมีถงึ จะออกฤทธิ์ได้ นอกจากนัน้ ไฮโปรคลอไรท์ยัง สลายตวั เร็ว เม่ืออยใู่ นส่งิ แวดล้อมโดยเฉพาะเมอ่ื อยู่ในทีร่ อ้ น และไดร้ ับแสง ทงั้ ต้องใชร้ ะยะเวลาสัมผัสตวั เชอื้ โรคนาน 1-10 นาที ตามชนิดของเชื้อโรคที่จะกาจัด ไวรัสโควดิ -19 แพร่กระจายโดยคนนาไป ไมฟ่ ุง้ กระจาย ในอากาศในที่เปิด และไมม่ ีสตั ว์หรอื แมลงนาไป อาจจะลอย ไปกับกระแสลมได้สักชว่ั ครู่ หรอื เกาะไปกับฝุ่นละออง ซง่ึ แกไ้ ขได้ดว้ ยการทาความสะอาด และมกี ารระบายถ่ายเท อากาศดี การพ่นละอองนา้ ยาเคมไี ม่ได้ช่วยแกป้ ญั หา  ทาไมจงึ มกี ารฉดี พน่ นา้ ยาเคมใี นพน้ื ที่กวา้ งใน หลายประเทศ หลายพนื้ ที่ ด้วยความร้สู ึกวา่ มเี ชอ้ื โรคลอยในอากาศและกระจาย ทว่ั ไป ทาให้เกิดความกลัว จึงหาน้ายาเคมมี าฉีดพน่ ให้ทั่ว ๗๗

25-05-63 โดยลมื คดิ ว่าเชอ้ื โรคอยู่อย่างไร สารเคมีทางานอย่างไร มี อนั ตรายอยา่ งไร และการรบั เชื้อเกดิ ขนึ้ ได้อย่างไร จงึ เกิด การพน่ ละอองเป็นควนั ในทสี่ าธารณะ หลายพื้นทใ่ี นหลายประเทศทาเช่นนี้ เพราะประชาชน อยากจะเห็นวา่ เจา้ หนา้ ที่ของรฐั ไดอ้ อกมาทาอะไรบา้ ง ใน การดแู ลกาจดั เชอ้ื โรคในชุมชน จนในท่ีสุดกลายเปน็ ธรรม เนยี มปฏบิ ตั ิของบางพน้ื ท่ี การกระทาดังกล่าว ทาใหน้ ้ายาเคมีปริมาณมากถูกใช้ โดยเปล่าประโยชน์ และทาลายสงิ่ แวดลอ้ มอีกดว้ ย  แม้ว่าจะมกี ารกระทาเช่นน้มี ากในประเทศจนี ในช่วงแรก ทมี่ กี ารระบาดใหญ่หนกั มาก  นกั วทิ ยาศาสตรช์ าวจนี จากศนู ย์ควบคมุ และปอ้ งกนั โรค ประเทศจีน ไดอ้ อกมาเตอื นวา่ เป็นการสร้างมลภาวะใน ส่งิ แวดล้อม และให้แนวทางปฏิบตั วิ า่ “ไมค่ วรมกี ารพ่นน้ายา เคมีในพน้ื ทกี่ วา้ งใหญน่ อกอาคาร”  สมาคมโรคติดเชื้อแหง่ ประเทศไทย กระทรวงสาธารณสขุ องคก์ ารอนามัยโลก (WHO) และศูนยป์ อ้ งกนั และควบคุมโรค สหรัฐอเมรกิ า (US-CDC) ไดเ้ ตอื นถงึ ผลเสยี ของวิธีการ เหลา่ น้ี ๗๘

25-05-63  น้ายาเคมีทฉ่ี ีดในพน้ื ท่กี วา้ ง มผี ลกระทบอะไรตอ่ คน น้ายาทใี่ ชฉ้ ีดพน่ ส่วนใหญค่ อื โซเดยี มไฮโปรคลอไรทท์ ่ี ผสมใหเ้ จือจางลง ซ่งึ ต้องระวงั ไม่ให้สัมผัสผวิ หนงั ตา หรือ เข้าปาก จมูก เพราะจะทาใหเ้ กดิ การอกั เสบ ปวดแสบปวด ร้อน ได้ นอกจากนย้ี ังทาใหเ้ กดิ อันตรายต่อระบบทางเดนิ หายใจ เช่น หอบหดื โรคปอดเรือ้ รัง จะเห็นได้วา่ คนที่ทาหน้าท่ีพน่ ละอองสารเคมี ใสอ่ ปุ กรณ์ ปอ้ งกันทกุ สว่ นของรา่ งกาย  การฉดี พน่ น้ายาเคมีกาจดั เช้อื โรคทเ่ี หมาะสม การฉีดพ่นควรทาเฉพาะบนพน้ื ผวิ แคบๆทท่ี าความสะอาด แลว้ โดยใชข้ วดสเปรย์ ์ ฉีดพ่นนา้ ยาเคมกี าจัดเชื้อโรคตาม สิง่ ของต่างๆ ที่ควรกาจดั เชอื้ แต่ไมใ่ ช่การใช้เครือ่ งพ่นและทอ่ ขนาดใหญ่พน่ ละออง กระจายในอากาศและสิง่ แวดลอ้ มทัว่ ไป บนผวิ พ้ืนทท่ี ่ยี ังไม่ ทาความสะอาด ซ่งึ เปน็ การทาลายสงิ่ แวดลอ้ มและมอี นั ตราย ต่อผูส้ ัมผัส แถมยงั ส้นิ เปลืองโดยแทบจะไม่ไดป้ ระโยชนใ์ ดๆ ๔. การใชส้ ารเคมกี าจดั เชอ้ื โรค “ตอ้ งทาความสะอาด กอ่ นใชส้ ารเคมกี าจดั เชอื้ โรค” “4-C’s” ท่ีต้องคานึง ในการใช้สารเคมีกาจัดเช้ือโรค ๗๙

25-05-63 1. Chemistry – เลือกใช้ให้ถูกชนิด โดยคานึงถึง - เชื้อโรคที่ต้องการจะกาจัด - สิ่งท่ีจะสัมผัสสารเคมี เชน่ ผวิ หนงั เครือ่ งหนงั ไม้ โลหะ - การกัดกร่อนและอันตรายจากสารเคมี - ความสะดวกในการใช้ 2. Concentration – ความเข้มข้นถูกต้อง 3. Coverage –ให้น้ายาเคมีสัมผัสท่ัวผิวท่ีจะกาจัดเช้ือโรค 4. Contact Time –ระยะเวลาที่สัมผสั กับน้ายาเคมี ซึ่งข้ึนกบั เช้ือโรคที่จะกาจัดด้วย  วธิ ีใชส้ ารเคมีกาจดั เชอ้ื โรคอยา่ งถกู ต้อง 1. ดวู ันหมดอายุ อา่ นข้อความทีก่ ากับ และทาตามข้อแนะนา 2. ทาความสะอาดก่อนใช้สารเคมี และใช้วธิ กี ารถูกตอ้ ง เชน่ ทา แช่ เชด็ ถู 3. คานึงถึงปัจจัยทมี่ ผี ลกระทบตอ่ สารเคมี ได้แก่ อุณหภมู ิ ความชื้นสัมพทั ธ์ น้ากระด้าง และความเปน็ กรดด่าง 4. การปอ้ งกนั อนั ตรายต่อคน สตั ว์ และสิ่งแวดลอ้ ม ใช้ อปุ กรณ์ป้องกัน ระวงั ไมใ่ ห้กระเดน็ เข้าตา สัมผัสผวิ หนงั และ ใหพ้ น้ มอื เด็ก เขียนป้ายติดภาชนะไวใ้ หช้ ัดเจน ไม่ผสม สารเคมีต่างชนิดกัน และดาเนนิ การในทีอ่ ากาศถ่ายเทได้ดี 5. ไมค่ วรฉดี พน่ บนพื้นผิวทปี่ นเป้ือนเช้ือโรคมาก เพราะจะ ทาใหเ้ ชอ้ื โรคฟุง้ กระจายขนึ้ มาได้ ๘๐

25-05-63 6. ใหร้ ะยะเวลาสมั ผัส (contact time) นานพอทจ่ี ะกาจดั เช้ือโรค ซึ่งขึน้ กับชนดิ ของเช้อื โรคและสารเคมที ่ีใช้ หลงั จาก นนั้ อาจตอ้ งเชด็ สารเคมีออกสาหรบั นา้ ยาบางชนดิ เชน่ ไฮโปคลอไรทบ์ นผิววัสดุบางชนดิ เพราะมีฤทธ์กิ ดั กร่อน แต่ บางชนดิ ระเหยหมด กไ็ มต่ อ้ งเช็ดออก เช่น แอลกอฮอล์ ระยะเวลาสมั ผสั ของนา้ ยาเคมกี าจดั เชอื้ โรค (contact time) คือ ระยะเวลาทใ่ี หน้ า้ ยาเคมีไดส้ ัมผสั กับเช้อื โรคบน พ้นื ผิวท่ีต้องการกาจัดเช้ือโรค เพื่อการทาลายเชื้อโรคจะได้ สมบูรณ์ ระยะเวลาสัมผสั ของน้ายาเคมี ขน้ึ อยกู่ บั สารเคมี และ เช้อื โรคทจ่ี ะกาจัด แตกต่างกนั ตงั้ แต่ 15 วนิ าที ถงึ 10 นาที ซง่ึ เปน็ ระยะเวลาทพ่ี ้นื ผิวนัน้ ควรจะเปียกน้ายา และไม่มอี ะไร อนี่ มาสมั ผสั หลังจากน้นั อาจตอ้ งเช็ดสารเคมีบางชนดิ ออก สาหรับนา้ ยาเคมีท่ีใชเ้ ชด็ ถูส่วนใหญ่ ในการกาจัดจุลชีพ ไมเ่ จาะจง ควรจะใหม้ ีระยะเวลาสมั ผสั 3-10 นาที ๘๑

25-05-63 ความทนทานของเชอื้ โรคแตล่ ะชนดิ ตอ่ การถกู ทาลายโดยสารเคมีกาจดั เชอ้ื โรค ซึง่ เปน็ ตวั กาหนด ชนดิ ความเขม้ ขน้ ของนา้ ยาเคมี และ ระยะเวลาสมั ผสั ทน ตวั อยา่ งของ โรคหรอื เชอื้ โรค ทาน ชนดิ ของเชอ้ื โรค -Creutzfeldt-Jakob มาก -พรอี อน- prions (เลก็ กวา่ ไวรัส เป็นโปรตนี disease (CJD) ไมม่ ีสารพนั ธกุ รรม) -สปอรข์ องแบคทเี รียและรา -เชน่ บาดทะยัก -มยั โคแบคทเี รยี -เช่น วัณโรค -ไวรสั ทไี่ มม่ เี มมเบรนไขมนั - เช่น โรคมือ-เทา้ -ปาก ( non-enveloped) ไขห้ วดั ธรรมดา ตาแดง - เชอื้ รา (Fungi) -cryptococcus, candida -แบคทเี รยี -Streptococcus pneumonia; Vegetative bacteria Staphylococcus aureus -ไวรสั ทม่ี ีเมมเบรนไขมันหมุ้ -ไวรสั โคโรนา (เช่น ไวรัส นอ้ ย (enveloped) โควดิ -19) ไวรสั เอดส์  ไวรสั โควดิ -19 มคี วามทนทานตอ่ สารเคมนี ้อย ในกรณี ท่วั ๆไป เพียงแค่ใช้นา้ และสบหู่ รือผงซักฟอกอย่างถกู วิธี กเ็ พียงพอแล้ว และยังเป็นการทาความสะอาดอีกด้วย ๘๒

25-05-63 ๕. สารเคมกี าจดั เชือ้ ไวรสั โควดิ -11 สารกาจดั เชอ้ื โรค เวลาสัมผสั (นาท)ี เชอ้ื โรค ไวรสั 1. สบู่ ผงซกั ฟอก ทัว่ ไป โคโรนา 20 วนิ าที- 1 นาที 2. แอลกอฮอล์ (Alcohol) - 70% เอทานอล หรือ เอทิลแอลกอฮอล์ 10 30 วินาที (Ethanol หรอื ethyl alcohol) -5 นาที -70% ไอโซโพรพานอล (Isopropanol) 10 3. ไอโอดนี (Iodine) - โพวิโดนไอโอดีน (Povidone-iodine) 1 15 วินาที- 0.23-0.47% 1 นาที - ไอโอดีนในไอโอโดฟอร์ (Iodine in 1-2 1 นาที iodophor หรอื ทงิ เจอรไ์ อโอดนี ) 50 ppm 4. คลอรนี (Chlorine) 5-10 1-5 นาที -โซเดยี มไฮโปคลอไรท์(Sodium hypochlo- rite หรอื สารฟอกผ้าขาว) 0.1-0.5% 5. อ่นื ๆ 1 1 นาที -ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide) 0.5-1% ๘๓

25-05-63 หมายเหต:ุ สาหรบั ไวรสั โควดิ -19 ซ่ึงเป็น enveloped virus - สบธู่ รรมดา และผงซักฟอก ไดผ้ ลดมี าก - แสงแดด ร้อน >56oซ นาน >20 นาที หรือ ความรอ้ น 65oซ นาน 5 นาที - สารเคมีทีด่ ี กาจัดไวรสั โคโรนาได้ดี ได้แก่ 70% เอทานอล, 0.5% ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และ 0.1% โซเดยี มไฮโป- คลอไรท์ - Benzalkonium chloride, Chloroxylenol, Chlorhexidine ไมไ่ ด้ผล หรือไดผ้ ลไมด่ ีนักต่อไวรัส -การคานวนเพอ่ื การผสมน้ายาเคมี ใช้สูตร C1 V1 = C2 V2 โดยที่ C =ความเข้มข้น V =ปรมิ าณ สารเคมกี าจัดเชือ้ ไวรสั โควิด-11 ทีใ่ ชก้ ันมากทีส่ ุด คอื น้าและสบู่ แอลกอฮอล์ และ ไฮโปคลอไรท์ 1. นา้ และ สบู่ ผงซกั ฟอก ไวรสั โคโรนามเี ยื่อหุ้มชั้นนอกซึ่งเปน็ ไขมัน จึงถกู กาจดั ได้ ง่ายด้วยสารลดแรงตงึ ผวิ (surfactant) เชน่ สบู่ ผงซกั ฟอก ท้งั นี้ ไดม้ ผี ลการทดลองสนบั สนนุ แล้ว มปี ระสทิ ธภิ าพสูง หากเชด็ ถใู หด้ ีและท่ัวถงึ เปน็ ส่งิ แรกท่ีควรนึกถงึ สามารถทาลายเยอื่ ไขมันของ ไวรสั โควิด-19 ทาให้หมดฤทธ์เิ หลือแต่ซาก และทาให้ ไวรัสหรอื ซากไวรสั หลดุ จากผวิ ร่างกายและวสั ดุตา่ งๆ โดย ฟอกให้ทั่ว นานประมาณ 0.5-1 นาที แลว้ ลา้ งดว้ ยนา้ ซ่ึง ๘๔

25-05-63 จะทาให้ สะอาดและปราศจากเชอื้ โควดิ -19 ได้ การใช้ น้าอุ่นทาให้มีฟองมากข้ึนและประสิทธิภาพดีข้นึ สบฆู่ า่ เชอื้ (antibacterial soap) ซง่ึ มีสารท่ีมฤี ทธิต์ ่อ แบคทีเรียเปน็ ส่วนประกอบ ไม่มปี ระโยชนเ์ พิ่มขนึ้ จากสบู่ ธรรมดาทวั่ ไป ในการลดการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อแบคทเี รยี และ ในการกาจดั ไวรสั 2. แอลกอฮอล์ (ดรู ายละเอยี ดใน บทที่ ๑๐) เอทานอล 70% (60%-90%) เป็นแอลกอฮอล์ที่กาจดั ไวรสั โคโรนาได้ดีท่สี ดุ เป็นแอลกอฮอลล์ ้างแผลท่ีมักจะมีอยู่ ประจาบ้าน โดยการทาหรอื ฉีดละอองบนผิววัสดุ ทง้ิ ไวน้ าน 30 วินาที จนแอลกอฮอลร์ ะเหยแหง้ ไมต่ อ้ งเช็ดซา้ ใช้กบั พน้ื ท่ีแคบๆ เพราะแอลกอฮอลร์ ะเหยและติดไฟได้ หากใช้ กับพื้นทกี่ วา้ งจะเป็นอันตราย ไอโซโพรพานอล 70% ใช้ได้แตด่ อ้ ยกวา่ เอทานอล นยิ ม ใชใ้ นอเมรกิ า ในชื่อ รับบิง้ แอลกอฮอล์ (rubbing alcohol) มีผลิตภัณฑ์ในรูปแบบตา่ งๆ ใช้ในการกาจดั เชื้อโรคท่ี มือ ได้แก่ เจล โฟม สเปรย์ 3. ไอโอดนี และ ไอโอโดฟอร์ โพวโิ ดนไอโอดีน (Povidone iodine, BetadineR) เปน็ สารเคมีกาจัดเช้ือโรคบนผิวหนัง(antiseptic) ทมี่ ปี ระสิทธิ- ภาพต่อจลุ ชีพกว้างขวางทีส่ ดุ กาจัดเชือ้ ไดเ้ ร็วและอยู่นาน ไดผ้ ลตอ่ แบคทเี รีย รวมทั้งสปอร์ เชอื้ รา โปรโตซัว และ ๘๕

25-05-63 ไวรัส หลายชนิด เช่น ไวรสั ไขห้ วดั ใหญ่ H1N1 และ ไวรัส โคโรนา ใช้เปน็ ยาทาแผล และใช้เปน็ antiseptic ในหอ้ ง ผ่าตัด ใช้ทาเย่ือบุ (mucosa)ได้ มสี ตี ดิ คา้ งพน้ื ผวิ 4. คลอรนี และ “ไฮโปคลอไรท์ (ดรู ายละเอียด บทท่ี ๑๐) นา้ ยาฟอกผา้ ขาว หรอื บลชี (Bleach) สารออกฤทธ์ิในน้ายาฟอกผา้ ขาว (หรอื บลีช) คอื โซเดยี มไฮโปคลอไรท์ ซงึ่ มปี ระสิทธิภาพสูงในการกาจดั แบคทเี รยี และไวรสั ชอื่ ทางการค้าทมี่ ใี นประเทศไทย เชน่ ไฮเตอร์ (Haiter®) และ คลอรอ็ กซ์ (Clorox®) มโี ซเดียม- ไฮโปคลอไรท์ ในรปู ของสารกาจดั เชื้อคือคลอรีน อยู่ 6% ตอ้ งเจอื จางใหไ้ ดค้ วามเขม้ ข้นทเ่ี หมาะสมกับการใช้ เชน่ ใช้ 1 สว่ น ผสมกบั น้า 9 ส่วน จะไดค้ วามเข้มขน้ ประมาณ 0.6% ต้องให้นา้ ยาสมั ผัสผวิ ทจ่ี ะกาจดั เชอื้ โรคนาน1-5-10 นาที ข้ึนกับชนิดของเชอื้ โรค แลว้ ลา้ งดว้ ยนา้ หรือเชด็ ออก จากผวิ โลหะดว้ ยผ้าเปยี ก เพราะถา้ ท้ิงไว้ จะกัดกร่อนโลหะ ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิ ในการใช้โซเดียมไฮโปคลอไรท์ 1. มกี ารระบายอากาศที่ดีในบรเิ วณปฏิบัตกิ าร 2. ใสถ่ ุงมือชนิดหนา อย่าให้ผวิ หนังสมั ผสั สารเคมี ใส่ แว่นตาปอ้ งกันการเข้าตา 3. อย่าผสมบลีชกบั แอมโมเนีย หรอื สารเคมอี ่นื ใด เพราะ จะเกิดอันตรายได้ 4. หลงั จากผสมให้เจอื จางแลว้ ต้องใชภ้ ายใน 24 ชั่วโมง ๘๖

25-05-63 5.ไฮโดรเจนเพอรอ์ อกไซด์ (hydrogen peroxide) น้ายาไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 0.5% (โดยผสม 3% ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 สว่ น ต่อนา้ 5 ส่วน) สามารถ กาจัดไรโนไวรสั ซ่งึ กาจัดยากกว่าไวรัสโคโรนา ใน 6-8นาที ฉะนั้นควรกาจัดไวรสั โควิด-19 ได้ดี  ประสทิ ธภิ าพของสารเคมกี าจดั เชอ้ื โรค ขน้ึ กบั ปจั จยั ตา่ งๆ ดังนี้ 1. ปริมาณของสงิ่ สกปรกทีเ่ ป้ือนอยู่ในท่นี ้ัน(organic load) 2. ปรมิ าณของเช้อื โรค (microbial load) 3. ชนดิ ของเชื้อโรคทีจ่ ะกาจดั 4. ลกั ษณะของพนื้ ผวิ ท่จี ะกาจัดเชือ้ โรค เชน่ พนื้ แข็งหรือนุ่ม 5. ความเขม้ ขน้ ของนา้ ยาเคมี ความเปน็ กรดดา่ ง (pH) อุณหภูมิ และความช้ืน ระยะเวลาสัมผสั (contact time) ฉะน้ัน ต้องทาความสะอาดก่อนใชน้ ้ายาเคมกี าจัดเชือ้ โรค เลือกเวลาทเ่ี หมาะ เช่น ไม่ร้อนจัด แดดไมส่ ่อง และท้ิงให้ นา้ ยาสัมผสั วสั ดนุ านพอก่อนเช็ดออก  การกาจดั ไวรสั โควดิ -19 ดว้ ยนา้ ยาเคมี ใชน้ า้ ยาเคมีในบรเิ วณที่มีหรืออาจจะมผี แู้ พร่เชือ้ โรคมา สัมผัส นอกจากน้ันควรทาความสะอาดอย่างปรกตธิ รรมดา 1. พนื้ ผวิ แขง็ เชน่ โตะ๊ เก้าอ้ี ตู้ เตียง ของใชต้ ่าง ๆ หอ้ งน้า และหอ้ งต่าง ๆ ๘๗

25-05-63 - ใช้นา้ ยาโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1% หรือ 1,000 ppm (ผสม 5%-6% โซเดยี มไฮโปคลอไรท์ 1 ส่วน ตอ่ น้า 49 สว่ น) เช็ดให้ทัว่ ทิง้ ไว้ 1 นาที จากนน้ั ให้เช็ดออกดว้ ยนา้ สะอาดอีกครง้ั - สาหรับพ้นื ทผ่ี ิวท่มี ีละอองเสมหะ น้ามกู นา้ ลาย ใช้ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.5% หรอื 5,000 ppm (ผสม 5%- 6% โซเดยี มไฮโปคลอไรท์ 1 สว่ น กับนา้ 9 สว่ น) - ใช้ 70% แอลกอฮอล์ กับพ้ืนท่แี คบๆเทา่ นั้น เพราะระเหย และตดิ ไฟได้ หากใช้กบั พนื้ ท่ีกว้างจะเป็นอันตราย 2. พนื้ ผวิ ทเ่ี ปน็ โลหะ โทรศพั ทม์ อื ถอื แทบ็ เลต ใชแ้ อลกอฮอล์ความเข้มข้น 70%-90% เชด็ ทง้ิ ไวน้ าน 1 นาที หรือทิง้ ไว้ใหแ้ หง้ ห้ามใชน้ า้ ยาฟอกผา้ ขาว เพราะจะ กดั กรอ่ นโลหะได้ สาหรบั เคร่ืองอเิ ลก็ โทรนิก โทรศัพทม์ อื ถือ และ แท็บเลต ควรศกึ ษาคู่มอื จากผผู้ ลิตดว้ ย 3. เสอ้ื ผา้ ผา้ ขนหนู ผา้ ปเู ตยี ง หรอื ผ้าตา่ ง ๆ ซักดว้ ยน้าและผงซกั ฟอกได้ตามปรกติ อาจจะใช้นา้ รอ้ น 60oซ - 90oซ ด้วยกไ็ ด้ ๘๘

25-05-63 สรปุ 1.ไวรสั โควดิ -19 (SARS-CoV-2) เป็น enveloped virus ซึง่ เม่ืออยู่ในสงิ่ แวดลอ้ มนอกรา่ งกาย ถกู ทาลายไดง้ า่ ย ด้วยสบู่ธรรมดาและผงซกั ฟอก แอลกอฮอล์ คลอรีน (ไฮโป คลอไรท)์ และ แสงแดด ความรอ้ น การระบายอากาศ 2. การใชส้ ารเคมกี าจดั เชอ้ื โรค - ต้องให้บรเิ วณนน้ั สะอาดก่อนใช้น้ายาเคมีเสมอ - นา้ ยาเคมใี ชท้ าความสะอาดไม่ได้ เชน่ ใชแ้ อลกอฮอล์ ล้างมือไมไ่ ด้ แตใ่ ชก้ าจัดเช้อื โรคเม่อื มือไม่สกปรก - คานงึ ถึง ชนดิ ของเช้อื โรคทจ่ี ะกาจดั และพน้ื ผวิ ที่จะใช้ แล้วเลอื กใช้สารเคมใี หถ้ ูกชนิดและความเขม้ ขน้ ใหส้ ัมผสั ทัว่ ถงึ ใหเ้ วลาสัมผสั นานพอ -คานงึ ถงึ อันตรายของสารเคมที ี่จะใช้ และปอ้ งกันอย่าง เหมาะสม 3. ส่ิงทไี่ มค่ วรทา -การฉีดพ่นสารเคมีให้สมั ผัสท้งั ร่างกาย - การพน่ สารเคมีในพื้นท่กี วา้ ง โดยเฉพาะอย่างย่ิงเม่อื ไม่ได้ทาความสะอาด และปอ้ งกันอันตรายให้ คน สตั ว์ และ ส่ิงแวดล้อม ๘๙

25-05-63 บทท่ี ๑๐ แอลกอฮอล์ และ ไฮโปคลอไรท์ ในการกาจดั ไวรัสโควิด-19 น้าและสบู่ แอลกอฮอล์ และ ไฮโปรคลอไรท์ เปน็ สงิ่ ที่ใชม้ ากท่สี ุด ๑. แอลกอฮอล์ ขอ้ ดี ขอ้ ดอ้ ย -มีฤทธิ์กาจัดจุลชพี กว้างขวาง -ไมก่ าจัดสปอร์ ทั้ง แบคทีเรีย เชอื้ วณั โรค เชื้อรา-อ่อนฤทธล์ิ งเม่อื เจอสารอนิ ทรีย์ และไวรัส เชน่ คราบสกปรก นา้ ลาย เสมหะ -ออกฤทธ์ิเรว็ ใชเ้ วลากาจัดเช้อื สัน้ -ออกฤทธ์ิชา้ ต่อไวรัสที่ไม่มีเย่อื -ไมก่ ัดกรอ่ นโลหะ ไม่มีสีติดคา้ ง ไขมันหุ้ม อยทู่ ่ีพ้นื ผิว -ไม่มีคุณสมบัติในการทาความ -เหมาะสาหรับมือ พ้ืนผวิ แคบๆ สะอาด วตั ถุแข็ง -มผี ลเสียตอ่ เคร่ืองหนงั ยาง ทา -ไม่มสี ารอันตรายคา้ งอยู่ หลัง ใหแ้ ขง็ ระเหย -ติดไฟได้ ห้ามเก็บในทีร่ ้อนหรอื -ใชง้ า่ ย ใกลไ้ ฟ -มกี ล่ินทยี่ อมรับกันได้ -ระเหยเรว็ ทาใหไ้ ด้ระยะเวลา สัมผัสตามท่ีควรเป็นนน้ั เป็นไป ได้ยาก -เสยี่ งต่อการเกดิ ไฟไหม้ ถ้าใช้ กาจัดเชอ้ื บนพน้ื ทีก่ วา้ ง ๙๐

25-05-63 ปจั จบุ ัน มีความต้องการแอลกอฮอล์เพือ่ กาจดั เช้อื โรคกนั มาก จนเกดิ ความขาดแคลน มกี ารนาชนิดทไ่ี ม่เหมาะสมมาใช้ แอลกอฮอล์มีหลายชนิด มีท่ีใชแ้ ละขอ้ หา้ มใช้แตกต่างกัน ท้ังแอลกอฮอล์ทีเ่ ป็นเครื่องดืม่ มึนเมา และเชอ้ื เพลงิ อีกทั้ง ยงั มีความเข้มขน้ ต่างกัน จงึ นา่ จะทาความเข้าใจให้ดี แอลกอฮอลม์ หี ลายชนดิ หลายรปู แบบ ชนดิ ที่ใชก้ ันเป็น สว่ นมาก มีคารบ์ อนอะตอมไมม่ ากนกั เช่น เอทานอล และ เมทานอล เป็นของเหลวใสทร่ี ะเหยง่าย ส่วนแอลกอฮอล์ท่มี ี คาร์บอนอะตอมมาก จะเปน็ ของเหลวหนดื -เอทานอล (Ethanol) หรอื เอทลิ แอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) -ไอโซโพรพานอล (Isopropanol) หรือ ไอโซโพรพลิ แอลกอฮอล์ (Isopropyl alcohol) -เอ็น-โพรพานอล (n-Propanol) หรอื เอ็น-โพรพลิ แอลกอฮอล์ (n-Propyl alcohol) -เมทานอล (Methanol) หรอื เมทลิ แอลกอฮอล์ (Methyl alcohol) การเลอื กใชแ้ อลกอฮอล์ชนิดใด ตอ้ งพิจารณาคุณสมบัติ ตา่ งๆ ใหเ้ หมาะสม - การเป็นเคร่อื งดื่มและกินได้: เอทานอล ท่บี รสิ ุทธิ์เท่านั้น - การกาจดั จลุ ชพี : เอทานอล และ ไอโซโพรพานอล ดที ่สี ดุ - ต้นทุนการผลิต: เช่น แอลกอฮอล์สามทพั จะแพงกว่า แอลกอฮอล์แปลงสภาพ ๙๑

25-05-63  แอลกอฮอลท์ ก่ี นิ ได้ และกนิ ไมไ่ ด้ 1. แอลกอฮอลช์ นดิ กนิ ได้ (eatable หรอื edible alcohol) เอทานอลบริสุทธิ์ 95% -99.5% ผลิตจากกระบวนการ หมักและการกลนั่ วัตถุดิบจากธรรมชาติ ผสมใหค้ วามเข้มข้น ลดลง ใชเ้ ปน็ เครอ่ื งด่ืม หรอื ใชผ้ สมอาหาร 2. แอลกอฮอลช์ นดิ กนิ ไมไ่ ด้ (Uneatable หรอื Inedible alcohol) -แอลกอฮอล์อ่ืนนอกจากเอทานอล เป็นชนดิ ทกี่ นิ ไมไ่ ด้ -เอทานอลท่ีมคี วามบริสุทธ์ินอ้ ย ซงึ่ มีต้นทนุ การกลน่ั ตา่ กวา่ ใชใ้ นอตุ สาหกรรม -เอทานอลแปลงสภาพ (denatured alcohol) โดยการเตมิ สารเคมีบางชนิด (denaturant) เพอื่ ให้รสขม กนิ ไม่ได้ หรือ เพ่ือใหเ้ หมาะสมต่อการนาไปใช้งาน ประโยชนข์ องแอลกอฮอล์ แอลกออฮอล์มีประโยชนห์ ลายดา้ น ไดแ้ ก่ 1. อาหารและเคร่ืองดื่ม 2. การแพทย์ เภสัชกรรม และสาธารณสขุ 3. อุตสาหกรรม 1. อาหารและเครอื่ งดม่ื แอลกอฮอลท์ ใ่ี ช้เปน็ สว่ นผสมเครอ่ื งดม่ื เปน็ เอทานอล ที่ ผลติ จากกระบวนการหมกั และตอ้ งเป็น food-grade ส่วน ๙๒

25-05-63 แอลกอฮอลแ์ ปลงสภาพ (denature alcohol) บางชนดิ ทีก่ นิ ได้ ถกู ใช้เปน็ สว่ นผสมของเคร่อื งดม่ื และอาหารบางชนดิ เชน่ น้าผลไม้ และน้าส้มสายชูกลัน่ ขาว ชนดิ เครอ่ื งดมื่ ปรมิ าณแอกอฮอล์ (%) วตั ถดุ บิ ทใี่ ชผ้ ลติ เอทานอล เบียร์ มาตรฐาน 4-6 เมล็ดพชื หรอื ข้าวมอ๊ ลท์ มีกลมุ่ ทต่ี า่ และ สงู กวา่ ไวน์ 15-20 ผลไม้ บรน่ั ดี 45-60 กล่นั จากไวน์หรือผลไมอ้ น่ื วสิ กี้ 45-60 ขา้ วบารเ์ ลย์ วอดกา้ 40-50 มนั ฝร่ัง ยิน 40-48.5 พชื เชน่ ลโิ ครชิ รมั 40-95 กากน้าตาล 2. การแพทย์ เภสชั กรรม เภสชั กรรม และสาธารณสขุ ในทางการแพทย์และเภสัชกรรม ใชไ้ ด้ท้งั แอลกอฮอล์ แปลงสภาพบางสตู ร และ แอลกอฮอลบ์ รสิ ทุ ธิ์ (ซ่งึ ไม่ตอ้ ง บริสุทธเ์ิ ท่ากับทใ่ี ช้กนิ แต่ต้องปลอดภยั ตอ่ คน) ได้แก่ เอทานอล ไอโซโพรพานอล และ เอน็ -โพรพานอล ใชผ้ ลิต เปน็ แอลกอฮอล์กาจัดเชอ้ื โรค (antiseptic) หรือเป็นตัวทา ละลายในยานา้ ชนดิ กิน แอลกอฮอลก์ าจดั เชอื้ โรค (หรอื ท่มี ักเรียกกันวา่ แอลกอฮอลล์ า้ งแผล ซ่ึงใชฆ้ า่ เช้อื โรครอบๆแผล แตห่ า้ ม ถูกแผล) ใช้ในการกาจดั เช้ือโรคจากมอื ได้เชน่ เดียวกบั แอลกอฮอลเ์ จลทามอื โดยแบง่ ใสข่ วดสเปรยส์ าหรบั พกพา ๙๓

25-05-63 ทง้ั ยังใชท้ าความสะอาดลูกบดิ ประตู โตะ๊ เก้าอ้ไี ด้อีกดว้ ย หา้ มวางใกลเ้ ปลวไฟ หรอื ตากแดด เพราะแอลกอฮอลเ์ ป็น เช้อื เพลงิ เมอื่ เปดิ ขวดแอลกอฮอล์แลว้ ให้ รบี ปดิ เพราะ แอลกอฮอลจ์ ะระเหยทาใหค้ วามเข้มข้นลดลง มีผลให้ ประสทิ ธิภาพการกาจดั เชอื้ โรคลดลง นอกจากน้ยี งั นาแอลกอฮอลม์ าใช้ในเครื่องอุปโภค เชน่ น้ายาบ้วนปาก น้าหอม เครอ่ื งสาอาง สเปรยฉ์ ีดผม นา้ ยาบว้ นปาก บางชนิดมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ เพ่อื เปน็ ตวั นาสารประกอบอืน่ ทจ่ี ะชว่ ยกาจดั หนิ ปนู เช่น eucalyptol, menthol บางชนดิ มแี อลกอฮอล์ถงึ 25% ซ่งึ ไม่ไดห้ วงั ผลในการกาจดั เชื้อโรคในปาก นอกจากน้ี แอลกอฮอล์ จะทาให้เย่อื บชุ ่องปากแห้ง ไมม่ ผี ลตอ่ การ กาจดั เชอื้ โรคในปาก จึงนยิ มใช้ชนดิ ที่ไม่มแี อลกอฮอล์กัน มากกว่า 3. อตุ สาหกรรม -ใช้ไดท้ ง้ั แอลกอฮอลแ์ ปลงสภาพบางสูตร และแอลกอฮอล์ บรสิ ทุ ธ์ิพอสมควร ท้ัง เอทานอล ไอโซโพรพานอล เมทานอล บวิ ทานอล เพนทานอล ใช้เปน็ เชอ้ื เพลงิ ตัวทาละลาย สารตง้ั ตน้ ในการผลติ อะซิโทน เปน็ ตน้ - หา้ มกนิ หรอื สัมผสั กับผิว เพราะเป็นอันตรายได้ เช่น เมทานอล ซ่ึงหากกนิ เขา้ ไป เป็นอันตรายมากถึงตาย หรอื ตาบอด ๙๔

25-05-63 สานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปน็ ผู้ กาหนดวา่ แอลกอฮอลป์ ระเภทไหนใชก้ บั รา่ งกายมนษุ ยไ์ ด้ แอลกอฮอลท์ ใี่ ชผ้ ลติ เชอื้ เพลงิ นามาใชก้ บั รา่ งกาย มนษุ ยไ์ มไ่ ด้  การใชแ้ อลกอฮอล์ในทางสขุ ภาพและสาธารณสขุ 1.ใชก้ าจดั เชอื้ โรคที่ผวิ หนังของคน (antiseptic)– จดั เปน็ ยา 2.ใชก้ าจัดเช้อื โรคทว่ี ัตถุ (disinfectant)-จดั เปน็ วัตถอุ ันตราย 3. เป็นส่วนประกอบในสิ่งท่ีใช้กับคน เชน่ น้ายาบ้วนปาก นา้ หอม – จัดเป็น เครอื่ งสาอาง แอลกอฮอลท์ ใ่ี ช้ทางสุขภาพและสาธารณสขุ ทงั้ 3 ชนิด คือ เอทานอล ไอโซโพรพานอล และ เอ็น-โพรพานอล เป็น สารที่ละลายในน้าไดด้ ี และละลายไขมนั ได้ เอทานอล และ ไอโซโพรพานอล ใชก้ าจัดเช้อื โรคที่ ผิวหนงั ของคน(antiseptic) มีฤทธิใ์ นการกาจัดเช้อื โรค โดยเปลย่ี นสภาพช้ันเยื่อหุม้ ท่ีเป็นไขมัน (lipid envelope) และโปรตนี ของจุลชพี เชน่ แบคทีเรีย รา ไวรสั แตไ่ ม่ ทาลายสปอร์ของแบคทเี รยี และ สปอรข์ องเชอ้ื รา จากการ ท่ีเป็นสารเคมีท่ที าให้เกิดความแหง้ แอลกอฮอลจ์ ะดงึ นา้ ออกจากเซลล์ ทาให้จลุ ชพี ตายหรือหมดฤทธ์ิ เมือ่ ใช้กับคน จะทาให้ผวิ หนงั ของคนแห้งดว้ ย ๙๕

25-05-63 ความเขม้ ขน้ ของแอลกอฮอล์ ทเี่ หมาะทสี่ ดุ ในการกาจดั เชือ้ โรค คอื 70% (60%–90%) โดยผสมกับน้า ถา้ ความ เข้มข้นนอ้ ยกวา่ 50% ความสามารถในการกาจดั เชือ้ โรค จะลดลงอย่างมาก แอลกอฮอล์เข้มข้น 95%-100% กาจดั เช้อื ไมไ่ ด้ เพราะจะระเหยเร็วมาก ยังไม่ทนั ทาปฏิกริยากับ เชอ้ื โรค กร็ ะเหยหมดแลว้ ตอ้ งให้เวลาในการทาปฏกิ ิริยาไมน่ อ้ ยกวา่ 20 วนิ าที แอลกอฮอลท์ ามอื เพอ่ื กาจดั เชอ้ื โรค ทง้ั ชนดิ นา้ และ เจล ซงึ่ มวี ัตถุประสงคเ์ พ่อื กาจดั เช้อื โรคทีม่ อื โดยไมใ่ ชน้ ้า ต้องมี ความเขม้ ขน้ ของ เอทานอล หรือ ไอโซโพรพานอล หรอื เอ็น-โพรพานอล เพยี งสารเดยี วหรือผสมรวมกัน 70%-90% กรมสรรพสามติ กาหนดให้ ผ้ทู ่ีขอรับสทิ ธปิ ระโยชน์ทาง ภาษีสรรพสามิตร ในการนา เอทานอล ไปผลิตใชท้ าง สาธารณสขุ ต้องนา เอทานอล มาแปลงสภาพ (denature) ก่อนท่ีจะนาไปผลติ เชน่ เจลล้างมอื โดยการเติมสารแปลง สภาพลงไป (denaturant) เช่น ไอโซโพรพานอล เรียกวา่ แอลกอฮอลแ์ ปลงสภาพ (denatured alcohol) และ อย. กาหนดใหเ้ ติมสจี างๆไปดว้ ย ซ่งึ มักเปน็ สีฟา้ เพอื่ จะไมเ่ ขา้ ใจ ผดิ วา่ เปน็ ส่งิ ที่ดื่มได้ ๙๖

25-05-63 ประเทศไทยใช้ เอทานอล เปน็ หลกั เพราะผลิตจาก ผลติ ผลทางเกษตร ซึง่ ประเทศไทยมีกาลังผลติ มาก สหรฐั อเมรกิ า ใช้ ไอโซโพรพานอล ซง่ึ เป็นสารสังเคราะห์ เปน็ หลกั ส่วน เอน็ -โพรพานอล ซ่งึ ผลิตมาจากผกั และผลไม้ ยังมกี ารใช้น้อย เอทานอล (Ethanol) ไอโซโพรพานอล (Isopropanol) -บางประเทศเรียกวา่ drinking -บางประเทศเรียกว่า rubbing alcohol alcohol -เป็นแอลกอฮอล์ชนดิ เดยี วท่ีกนิ ได้ -หา้ มกนิ หรือด่ืม แตต่ ้องเป็นชนดิ ท่ีมีความบรสิ ทุ ธ์ิ การด่ืม มีอนั ตรายต่อรา่ งกาย พอ มีอันตรายจากฤทธ์ิสรุ า อย่างมาก -ประสทิ ธิภาพสูงในการทาลาย -มีฤทธต์ิ ่อ enveloped viruses enveloped virus (เชน่ influenza, ไม่มฤี ทธ์ิต่อ non-enveloped corona) และยังมฤี ทธ์ติ อ่ non- viruses enveloped viruses หลายชนิด -ไมก่ าจัดสปอร์ -ไมก่ าจัดสปอร์ -ผลข้างเคยี งน้อยกวา่ แอลกอฮอล์ -ผวิ หนงั : แห้ง แตกถลอก ชนิดอ่ืน -ระคายเคอื งทางเดินหายใจ และตา -ผิวหนัง: แหง้ -ระคายเคืองต่อเยอ่ื บจุ มกู คอ -ไม่ระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ และเยื่อบุตา เปน็ แผลทก่ี ระจกตา -เหมาะสาหรับการใช้กบั ผิวหนงั -สาหรบั ใชก้ บั วัตถุ ๙๗

25-05-63 เอทานอล ไดจ้ ากการหมักพืชผลทางการเกษตร จงึ ถูก เรียกว่า เกรนแอลกอฮอล์ (grain alcohol) เปน็ แอลกอฮอล์ ชนิดเดยี วทก่ี นิ ได้ ผลิตเปน็ สรุ ามาตงั้ แต่อดีตกาล ปัจจุบนั ไดน้ ามาใชเ้ พื่อประโยชนอ์ ่นื ๆทม่ี ิใช่สรุ าอกี มากมาย แอลกอฮอลท์ ามอื เพอ่ื กาจดั เชอ้ื โรค เปน็ ผลิตภณั ฑท์ ีน่ ิยมใช้อยา่ งแพร่หลาย พกพาไปใช้ได้ สะดวก ใชใ้ นกรณีท่ไี ม่มีน้าและสบู่ ใหล้ า้ งมือ การเรยี กว่า แอลกอฮอล์ลา้ งมือ หรอื เจลล้างมือ เปน็ ช่ือเรียกทไ่ี ม่ถูกตอ้ ง เพราะเป็นการใช้กาจัดเช้ือโรค ไม่ใช่ ล้างทาความสะอาดมอื จะเรยี กวา่ “แอลกอฮอลท์ ามอื ” ก็ นา่ จะเหมาะสมกว่า การลา้ งมอื ดว้ ยสบแู่ ละนา้ (โดยฟอกสบู่ใหท้ วั่ มอื ทงั้ หน้า และหลงั มือ โดยใช้เวลา 20 วนิ าท)ี เปน็ วธิ ที ด่ี ที ส่ี ดุ หากทา ไม่ได้ เช่น ไม่มนี า้ ไม่มีสบู่ จึงใช้แอลกอฮอล์ การกาจดั เชอ้ื โรคทมี่ ือดว้ ยแอลกอฮอล์ จะตอ้ งไม่มีคราบ สกปรก จงึ จะไดผ้ ล เมื่อไม่มคี ราบแล้ว จงึ ใชแ้ อลกอฮอล์ซงึ่ มีเอทานอล หรือ ไอโซโพรพานอล 70%-90% ทาทวั่ ฝ่ามอื น้ิว ซอกนวิ้ และหลงั มอื ทิง้ ใหแ้ หง้ สนิท หรือ 20 วนิ าทีโดย ไม่สมั ผสั อะไร จึงกาจดั เช้ือโรค และไม่ต้องลา้ งน้า ถา้ มือสกปรก ต้องลา้ งด้วยน้าและสบู่ ไม่ต้องทาแอลกอฮอล์ ๙๘

25-05-63 สตู รผลติ ภณั ฑ์แอลกอฮอลท์ ามอื เพอ่ื กาจดั เชื้อโรค สตู รท่ี 1 สตู รที่ 2 สตู รที่ 3 สตู รท่ี 4 สตู รที่ 5 WHO WHO กรมวทิ ยาศาสตร์การแพทย์ สตู ร 1 สตู ร 2 แอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์เจล แอลกอฮอล์ทามอื ฯ สเปรย์มอื 70% (500 มล.) (1,000 มล.) (100 มล.) (95 มล.) “สว่ นผสมของแตล่ ะสตู ร” Ethanol Isopropanol Ethanol Ethanol Ethanol 95% 99.8% 95% 95% 95% (833.3 มล.) (751.5 มล.) (75 มล.) (70 มล.) (370 มล.) Hydrogen peroxide 3% Glycerin Carbopol 940 (1 กรมั ) (41.7 มล.) (5 มล.) Triethanolamine Glycerol หรือ (1กรมั ) Glycerin 98% Glycerin (14.5 มล.) (3 กรัม, 2.5 มล.) น้าสะอาดทตี่ ม้ สกุ และเยน็ แลว้ หรอื นา้ กลน่ั 110 มล. 192 มล. 20 มล. 25 มล 125.5 มล. ความเขม้ ขน้ สดุ ทา้ ยของแอลกอฮอล์ Ethanol Isopropanol Ethanol Ethanol Ethanol 80% 75% 71% 70% 70% ปดิ ฝาภาชนะใหส้ นทิ เพอ่ื ปอ้ งกันการระเหยของแอลกอฮอล์ ๙๙

25-05-63  วตั ถุประสงคข์ องสว่ นผสมในแอลกอฮอลท์ ามอื ฯ -Glycerol หรอื Glycerin: สาหรับให้ความชุม่ ชืน้ ตอ่ ผิวหนงั (สตู รท่ีไม่มสี ารนี้ ใชค้ รมี ทามือแก้ปญั หามือแหง้ ได้) -Hydrogen peroxide: สาหรับกาจัดสปอร์ของ แบคทีเรียทอ่ี าจจะปนเป้ือนมา -Carbopol 940 เป็นสารสร้างเน้อื เจล ต้องปรับ pH ของใหไ้ ด้ 6-7 เพอ่ื ให้ Carbopol มีความหนืดทด่ี แี ละให้เจล ใส การทาเป็นเจล ต้องคอ่ ยๆเท carbopol ลงในน้าร้อนที ละนอ้ ย แลว้ คนใหก้ ระจายตัว ปล่อยใหพ้ องตวั เต็มที่ แล้ว เตมิ สว่ นประกอบอื่น -Triethanolamine เพอ่ื ปรบั pH ทาให้เจลใส และเป็น เนอ้ื เดียวกนั เปน็ สารทเี่ ปน็ อันตรายจาการสัมผัส หา้ มใช้ เป็นส่วนผสมทเ่ี กนิ 5%  การผสม แอลกอฮอล์ 95% ใหเ้ ปน็ 70% สตู ร C1 x V1 = C2 x V2 C1 = ความเขม้ ขน้ เรมิ่ ตน้ C2 = ความเขม้ ขน้ ทตี่ อ้ งการ V1 = ปรมิ าตรเร่ิมตน้ V2 = ปรมิ าตรท่ีตอ้ งการ ตวั อยา่ ง: เม่อื C1=95%, C2=70%, V2=100 มล., V1=? จากสตู ร C1 x V1 = C2 x V2 95% x V1 มล. = 70% x 100 มล. V1 = (70% / 95%) x 100 = 73.7 มล. ดังนั้น เมื่อใช้ 95% แอลกอฮอล์ 73.7 มล. ผสมน้า 26.3 มล. จะได้ 70% แอลกอฮอล์ 100 มล. ๑๐๐

25-05-63  การผลิตแอลกอฮอล์ การผลิตแอลกอฮอล์มี 2 กระบวนการ 1. การผลติ แอลกอฮอล์โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ โดยการหมกั และกล่ัน 2. การผลติ โดยการสงั เคราะหท์ างปิโตรเคมี โดยการ สังเคราะห์ จากเอทิลีน 1) การผลิตแอลกอฮอลโ์ ดยใชว้ ตั ถดุ บิ จากธรรมชาติ แบง่ วตั ถดุ ิบได้ 3 ประเภท ดังน้ี - แป้ง ได้แก่ ธัญพชื ข้าวเจา้ ขา้ วสาลี ข้าวโพด ข้าวฟา่ ง ข้าวบารเ์ ลย์ และ พืชหวั เช่น มันสาปะหลัง มนั ฝรัง่ มนั เทศ - น้าตาล ไดแ้ ก่ ออ้ ย กากนา้ ตาล บตี รูต ขา้ วฟ่างหวาน - เสน้ ใย ซง่ึ เปน็ ผลพลอยได้จากผลผลติ ทางการเกษตร เชน่ ฟางขา้ ว ชานออ้ ย ซังข้าวโพด ราข้าว เศษไม้ เศษ กระดาษ ขเ้ี ลอ่ื ย วชั พืช รวมทั้งของเสียจากโรงงาน อุตสาหกรรม เช่น โรงงานกระดาษ การผลติ เอทานอลโดยใชว้ ตั ถดุ บิ ทางการเกษตร ซง่ึ ประเทศไทยมีอยมู่ าก ทาใหต้ ้นทนุ การผลติ ตา่ กวา่ การ สงั เคราะห์ ทง้ั ยงั ไดแ้ อลกอฮอลท์ ม่ี คี วามบรสิ ทุ ธสิ์ งู 2) การผลิตแอลกอฮอลโ์ ดยการสงั เคราะหท์ างปโิ ตรเคมี แอลกอฮอลท์ ่ผี ลิตโดยวธิ นี ี้เรียกวา่ แอลกอฮอล์สงั เคราะห์ (Synthetic alcohol) เชน่ การสังเคราะหแ์ อลกอฮอลจ์ าก เมทลิ เอทิลนี ได้ไอโซโพรพานอล ไมใ่ ชก้ นิ ดืม่ หรอื ผสม อาหาร เนื่องจากมีการปนเปื้อนสารเคมี นยิ มใช้เป็นตวั ทา ๑๐๑

25-05-63 ละลาย สารสกดั น้ายาล้างกระจก และสารตวั กลางในการ สังเคราะหส์ ารเคมชี นิดอ่ืน การผลติ แอลกอฮอล์โดยวธิ นี ี้ ไมเ่ ปน็ ทน่ี ยิ มในประเทศ ไทย เนอ่ื งจากต้นทุนในการผลติ สูงไม่ค้มุ ค่ากับการลงทนุ แต่เป็นทีน่ ยิ มในบางประเทศ เชน่ สหรฐั อเมริกา  ตน้ ทนุ การผลติ ทต่ี า่ งกนั ทาใหร้ าคาตา่ งกนั การทเี่ อทานอลทใ่ี ชเ้ พื่อกาจัดเชอื้ โรคท่ีมอื แพงว่านา้ มนั แก๊สโซฮอล์ E85ทม่ี ีส่วนผสมของแอลกอฮอลถ์ ึง 85% เพราะ ต้นทนุ ในการผลติ ตา่ งกัน จากกระบวนการผลติ บางส่วนที่ ตา่ งกัน จากปัญหาแอลกอฮอล์กาจัดเชือ้ โรคท่ขี าดแคลน กรม- สรรพสามติ จึงออกมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนให้นาแอลกอ- ฮอล์ ทม่ี ีความเข้มขน้ เกิน 80 ดีกรี ทเี่ รียกวา่ “สรุ าสามทบั ” มา แปลงสภาพ (denature) ใหห้ มดสภาพการเป็นสุราท่ีดีม่ ได้ เพอื่ นาไปผลิตแอลกอฮอล์ทามอื เพือ่ กาจดั เช้อื โรค โดยให้ สทิ ธผิ ูป้ ระกอบการไม่ตอ้ งเสยี ภาษสี รรพสามิตร โดยมีผลถึง วันท่ี 30 กนั ยายน 2563 “สรุ าสามทบั ” คอื สรุ ากลน่ั ที่มีแอลกอฮอล์ตง้ั แต่ 80% ขึ้นไป ปัจจบุ นั ประเทศไทยมผี ู้ผลติ “สรุ าสามทบั ” ทัง้ หมด 3 กลมุ่ 1. สุราสามทับเพอ่ื ใชใ้ นประเทศ 2. สรุ าสามทบั เพือ่ สง่ ออก 3. เอทานอลเพ่ือใช้เปน็ เชื้อเพลิง ๑๐๒

25-05-63 การนาแอลกอฮอล์ทผ่ี ลติ เพอ่ื ใชใ้ นอตุ สาหกรรม ไป ใชใ้ นทางสาธารณสขุ การท่ีจะนาแอลกอฮอล์ทผี่ ลติ เพื่อใช้ในอตุ สาหกรรม ไป ใช้ในทางสาธารณสุข แอลกอฮอลน์ นั้ ตอ้ งมคี วามบรสิ ทุ ธ์ิ หรอื ความสะอาดเพยี งพอ ทจ่ี ะนาไปใช้กาจดั เช้ือโรคที่มือ เพราะหากมสี ารปนเปือ้ นมาก เมื่อแอลกอฮอล์ระเหยไปหมด จะเหลอื สารตกค้างทเ่ี ป็นอันตรายติดอยูท่ มี่ ือ ซ่งึ อาจจะนาไป เข้าปาก ขยี้ตา หรือเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองผวิ หนัง หากนาไปผลติ นา้ ยากาจดั เชื้อโรคบนวตั ถุ เชน่ ลกู บดิ ประตู โต๊ะ เกา้ อ้ี กไ็ มม่ ีปัญหาอะไร แม้ว่าคุณภาพของของแอลกอฮอล์ประเภทนี้จะไม่ได้ มาตรฐาน food grade แต่กไ็ มใ่ ช่ industrial grade ซงึ่ เปน็ เกรดทต่ี ่า ก่อนนามาใช้ในทางสาธารณสขุ ก็ตอ้ ง ได้รับการตรวจมาตรฐานก่อน  เมทานอล (methanol) -สารพษิ ตอ่ รา่ งกาย เมทานอล ไม่ใช้ในทางการแพทย์และสาธารณสุข เพราะมีฤทธ์ิต่อจลุ ชีพน้อยทส่ี ดุ และยงั มีพษิ ต่อร่างกาย รนุ แรง ติดไฟไดง้ า่ ยและดบั ยากกวา่ ชนดิ อื่น เมทานอล เป็นแอลกอฮอล์ท่มี พี ษิ หา้ มใช้กับรา่ งกาย ใช้ สาหรบั อุตสาหกรรมต่างๆ เชน่ ใชเ้ ป็นเช้อื เพลิงจดุ ใหแ้ สงสว่าง เปน็ ตวั ทาละลายในอุตสาหกรรมการทาเฟอรน์ ิเจอร์ เช่น สีทา ไม้ น้ามันเคลอื บเงา ยาลอกสี ฯลฯ ๑๐๓

25-05-63 เมทานอล เป็นของเหลวใส ระเหยง่าย สารระเหยจะถกู ดูดซมึ ทางผวิ หนงั ลมหายใจ -หากสัมผสั ทาให้ระคายเคืองผวิ หนงั กรณที ี่สารระเหย เข้าตา หรอื สมั ผัสตา สง่ ผลทาใหเ้ ย่ือบตุ า และกระจกตา อักเสบ -หากสูดดมเขา้ ไปจะทาให้เกิดการระคายเคืองตอ่ ระบบ ทางเดนิ หายใจ หลอดลมอกั เสบ หลอดคออกั เสบ หากสดู ดมเขา้ ไปมากๆจะทาให้ ปวดทอ้ ง เวยี นหัว คลืน่ ไส้ อาเจยี น กล้ามเน้อื กระตกุ หายใจลาบาก อาจสง่ ผลกระทบต่อสมอง และระบบประสาท -หากกินจะทาให้ตาบอด หรอื เสียชีวติ เมอ่ื มคี วามตอ้ งการในการใชแ้ อลกอฮอลใ์ นการฆา่ เชอื้ สงู ขน้ึ สง่ ผลให้เอทานอล และ ไอโซโพรพานอล มรี าคาสงู ขน้ึ จงึ มคี นนาเมทานอล ซ่งึ มรี าคาถูกกว่า มาลกั ลอบใชแ้ ทน หา้ มนา เมทานอล มาใชใ้ นดา้ นสขุ ภาพและสาธารณสขุ เพราะเปน็ สารพษิ ต่อรา่ งกายมนษุ ย์ ทงั้ ทางการสมั ผสั การ หายใจ และการดม่ื ทง้ั ยงั ตดิ ไฟงา่ ยและการดบั ไฟยาก ประสทิ ธภิ าพในการฆา่ เชอ้ื ตา่ มาก การตรวจสอบหา เมทานอล ในผลติ ภณั ฑแ์ อลกอฮอล์ วธิ ที ่ี 1 ทดสอบดว้ ยการเปลยี่ นเปน็ สสี นิมเมอื่ ผสมกบั ดา่ ง ทบั ทมิ และนา้ สม้ สายชู 1. ดา่ งทับทิม 1 เกล็ดเล็ก ละลายในน้าส้มสายชู 1-3 มล. ไดส้ ารละลายสบี านเยน็ ๑๐๔

25-05-63 2. เตมิ สารละลายดา่ งทบั ทิม 1 มล. ลงในแอลกอฮอล์ที่ ต้องการทดสอบประมาณ 3 มล. ในช้อนหรอื ภาชนะสีขาว 3. คนให้สารละลายเป็นเนอื้ เดียวกนั จับเวลา สังเกตการ เปลี่ยนสีของแอลกอฮอล์ -ไอโซโพรพลิ แอลกอฮอล์จะเปล่ยี นเปน็ สสี นมิ ที่ชดั เจน ภายใน 1-5 นาที -เอทิลแอลกอฮอล์ จะคอ่ ยๆเปลี่ยนเปน็ สีสนิม จนเห็นสี ชดั เจน ภายใน 15 นาที สาหรบั แอลกอฮอล์น้า และ ภายใน 20 นาที สาหรับแอลกอฮอล์เจล -เมทิลแอลกอฮอล์จะไมเ่ ปลย่ี นสใี น 15 นาทแี รก สีจะ เปลี่ยนเป็นสสี นมิ หลงั จากนัน้ ในชว่ ง 20 นาที วธิ ที ี่ 2 การจดุ ไฟเพ่ือดสู ขี องเปลวไฟ ไมแ่ นะนาให้ทา เพราะเป็นวธิ ที ีเ่ สีย่ งมากตอ่ การเกิดไฟ ไหม้ เมทานอลเป็นสารทีต่ ิดไฟง่ายมาก หนกั กว่าอากาศ เม่ือเกดิ การไหม้ เปลวไฟจะลามเร็ว และดับยาก https://www.youtube.com/watch?v=ka7n1zdaJRw  หลกั การเลอื กซอ้ื แอลกอฮอล์เพอื่ การกาจดั เชอื้ โรค 1. ซอื้ จากรา้ นท่นี า่ เชอื่ ถือ 2. ตรวจสอบเลขท่ใี บรบั จดแจง้ ของผลิตภณั ฑ์แอลกอฮอล์ ก่อนซ้อื ทกุ คร้ัง 3. อ่านฉลากของวัตถดุ บิ แอลกอฮอล์ทซ่ี อ้ื 4. เลอื กซือ้ เอทลิ แอลกอฮอล์ทม่ี คี วามเขม้ ข้นอย่างนอ้ ย70% ๑๐๕

25-05-63 ๒. โซเดยี มไฮโปคลอไรท์ (Sodium hypochlorite) คลอรีน เป็นสารเคมีที่ใช้ในการกาจัดเช้อื โรค ตัง้ แต่ พ.ศ. 2390 หรอื 170 กว่าปี โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในน้าประปา ไฮโปคลอไรท์ (Hypochlorite) เป็นสารประกอบคลอรีน ทใ่ี ช้กาจดั เชอ้ื โรคกันมากทีส่ ุด มีทั้งทเ่ี ป็นของเหลว (โซเดียม- ไฮโปคลอไรท)์ และ ของแขง็ (แคลเซียมไฮโปรคลอไรท์) ทใี่ ชม้ ากคือ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ ชนดิ น้า 5%–6% ที่ เรยี กว่า นา้ ยาฟอกขาว หรือเรียกทับศัพท์วา่ บลีช (bleach) ความสามารถในการกาจดั จลุ ชพี ของคลอรีน ขึน้ อยู่กับ กรดไฮโปคลอรสั ทไ่ี ม่แตกตัว (HOCl) ซึง่ การ แตกตัวเปน็ ไฮโปคลอไรทไ์ อออน(hypochlorite ion, OCl-) จะเพมิ่ ขน้ึ เมื่อความเป็นดา่ งเพม่ิ ขน้ึ (เพ่ิม pH) ซึ่งจะทาให้ ฤทธิ์ตอ่ จุลินทรียล์ ดลง การทาลายไวรสั เปน็ ผลจากคลอรนี โดยกระบวนการที่ยังไม่รู้แน่ชัด ได้แก่ การออกซเิ ดชนั่ เอน็ ซยั ม์และกรดอะมโิ น และการทาลายสว่ นต่างๆภายใน หนว่ ยไวรัส (virion) เปน็ ต้น ในการกาจดั เชื้อโรคแตล่ ะชนิด ตอ้ งใช้ความเขม้ ข้นของคลอรีนตา่ งกัน ๑๐๖

25-05-63  สารฟอกขาว คาว่า “สารฟอกขาว” มกี ารใช้เรยี กกันท้งั “สารฟอกขาว ในอาหาร” และ “สารฟอกผา้ ขาว” ซง่ึ มคี วามแตกต่างกัน อย่างสน้ิ เชงิ “สารฟอกขาวในอาหาร” หรือ สารโซเดยี มไฮโดรซัลไฟต์ (Sodium hydrosulfite) เปน็ วตั ถเุ จือปนอาหาร นามาใช้ รักษาคณุ คา่ ทางโภชนาการของอาหาร หรอื ชว่ ยยดื อายุการ เก็บอาหาร ไม่มผี ลในการกาจัดเชือ้ โรค สว่ น “บลชี ” (bleach) น้นั หมายถึงสารฟอกขาวท่ใี ช้กับ วัตถุ และมกั มไี วใ้ ช้ประจาบา้ นในการซกั ผา้ จึงขอใช้คาวา่ “สารฟอกผา้ ขาว” หรือ household bleach  สารฟอกผา้ ขาว หรอื นา้ ยาซกั ผา้ ขาว (bleach) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดงั น้ี 1. คลอรนี บลชี (Chlorine bleach):สารฟอกขาวประเภท นม้ี ีสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรท์ ทีม่ ฤี ทธ์ใิ นการกัดกรอ่ น คราบสูง ฆา่ แบคทเี รีย ไวรัส และ ราไดด้ ี และยังมีฟอกผา้ ให้ขาวได้อีกด้วย เหมาะกบั การซกั ผา้ ขาว 2. ออกซเิ จน บลชี (Oxygen bleach):เป็นสารฟอกผ้าขาว ทเ่ี ปน็ โซเดียมเปอรค์ ารบ์ อนเนต ลกั ษณะเป็นผง เมื่อผสมน้า จะแตกตัว เปน็ ไฮโดรเจนเปอรอ์ อกไซด์ ซง่ึ เปน็ สารเคมี กาจัดเชอ้ื โรค และกาจดั คราบอินทรยี แ์ ละคราบเปอื้ นทัว่ ไป ทาให้ผา้ สีสดใส เหมาะกบั การทาความสะอาดผา้ สี ราคา แพงกว่าคลอรีนบลีช ๑๐๗

25-05-63 โซเดยี มไฮโปคลอไรท์ หรอื คลอรีนบลีช เปน็ สารที่มีฤทธต์ิ า้ นจลุ ชพี กว้างขวาง ไมม่ สี ารท่ีเป็นอันตรายตกค้าง ไม่มผี ลเสียจากนา้ กระด้าง และออกฤทธิ์ไดเ้ รว็ ขอ้ ดแี ละขอ้ ดอ้ ยของไฮโปรคลอไรท์ ขอ้ ดี ขอ้ ดอ้ ย  -มฤี ทธิต์ อ่ จุลชพี กว้างขวาง -กดั กรอ่ นโลหะ ทาใหส้ จี าง  -สามารถกาจดั ไวรัสที่ หลังใชแ้ ล้ว ต้องเช็ดล้างออก ทนทานตอ่ สารเคมีอน่ื เช่น -สารอินทรยี ์ เช่น เลือด ทา ไวรสั ตับอักเสบ ใหอ้ ่อนฤทธ์ิลง  -หาใชไ้ ดง้ า่ ย ราคาไม่แพง  -การเพิ่มความเป็นด่าง หรอื  -กาจัดเชอ้ื โรคเรว็ เพม่ิ pH จะทาให้ฤทธต์ิ ่อจลุ  -ไม่มสี ารอนั ตรายตกค้าง ชพี ลดลง ใช้ได้กับพน้ื ทเี่ ตรียมอาหาร  -มกี ลิน่ ฉนุ  -ไม่มีผลเสียจากนา้ กระดา้ ง  ขอ้ ควรระวงั ในการใชโ้ ซเดยี มไฮโปรคลอไรท์ 1. เปน็ สารเคมีอนั ตรายและมีฤทธิ์กัดกรอ่ น ต้องใช้อยา่ ง ระมัดระวงั และทาตามท่รี ะบุไวใ้ นฉลากอย่างเคร่งครัด - ความเข้มข้นท่สี ูง (>500 ppm หรอื >0.05%) ทาให้ โลหะผุกรอ่ น 2. ทาให้เกิดการระคายเคืองตา ระวงั อย่าให้เขา้ ตา ถา้ เขา้ ตา อยา่ ขยี้ตา รีบใชน้ า้ ไหลผ่านดวงตานาน 15 นาที แล้วไปพบแพทย์ ๑๐๘

25-05-63 3. ทาปฏิกิริยากบั สารเคมีอื่นได้งา่ ย เกิดปฏกิ ิริยาเคมีที่กอ่ อนั ตราย -หา้ มผสมกับอยา่ งอื่นนอกจากนา้ เพราะจะลดประสทิ ธิภาพ และอาจเกิดปฏิกริ ิยาทางเคมที รี่ ุนแรง -เมอ่ื ผสมกบั แอมโมเนยี หรอื กรด (เชน่ ในน้ายาทาความ สะอาดบ้านชนดิ อน่ื ) ก่อใหเ้ กิดแก๊ซคลอรนี ซ่งึ เปน็ แก๊สพิษ รวมท้งั เมือ่ ผสมกับปัสสาวะ (มีแอมโมเนยี ) -เม่อื ไฮโปคลอไรท์ผสมกับฟอร์มัลดีไฮด์ จะเกดิ สารก่อ มะเร็ง -ในการล้างห้องนา้ ดว้ ยสารทาความสะอาดประเภทน้ายา ซักลา้ ง ตอ้ งลา้ งออกให้หมดก่อน แลว้ จงึ ใช้นา้ ยาไฮโปคลอ ไรท์ เพราะอาจเกิดแก๊สทเ่ี ปน็ พษิ ได้ 4. สารอินทรียท์ าให้ไฮโปคลอไรท์อ่อนฤทธ์ิ จงึ ตอ้ งทา ความสะอาดกอ่ นกาจดั เช้ือโรค 5. สลายตวั งา่ ยเมื่อเจอความร้อนและแสงสว่าง ตอ้ งเก็บในที่ ร่มและไมร่ อ้ นจัด -น้ายาไฮโปรคลอไรทเ์ ข้มข้น จะสลายเปน็ แก๊สพษิ เมอื่ โดนความร้อนและแสงสว่าง -เมอื่ ผสมใหเ้ จอื จาง จะสลายตัวเร็วขึ้น เตรียมใชใ้ นวัน เดียว ลงข้อมลู สารเคมี ส่วนผสม และวันท่ี ไว้ให้ชัดเจน เท ทง้ิ เม่ือครบ 24 ชั่วโมง ๑๐๙

25-05-63  น้ายาฟอกผา้ ขาวทมี่ ใี ชใ้ นประเทศไทย คลอร็อกซ์R (CloroxR) และ ไฮเตอร์R (HaiterR) ซงึ่ มี Sodium hypochlorite 6% w/w ผลติ ภณั ฑน์ า้ ยาฟอกผา้ ขาวในทางการค้า ต้องดขู อ้ มูล สาคญั 2 อยา่ ง คอื 1. ความเขม้ ขน้ ต้องไม่น้อยกวา่ 5.25% เพราะถ้านอ้ ย กว่านี้ จะสลายตวั เร็วมาก 2. วันท่ีผลิต เพราะถ้าเก็บไวน้ านเกิน 6-8 เดอื น ความ เขม้ ขน้ จะลดลงมาก เมอื่ นามาใชจ้ ะไม่ไดผ้ ลตามทค่ี วรเปน็ ความเขม้ ข้นที่ใชก้ าจัดเชอ้ื โรคบนพืน้ ผิวท่มี สี ารอนิ ทรีย์ เชน่ เลอื ด น้ามกู น้าลาย คอื 5,000-10,000 ppm หรอื 0.5%-1%  การเตรยี มน้ายาไฮโปรคลอไรท์เพอ่ื ใชก้ าจดั เช้ือ 1.ใช้ผ้าปดิ ปากและจมูก สวมถงุ มอื ยางอยา่ งหนา และผ้า กันเป้อื นที่กันนา้ ได้ ถ้ามแี ว่นตาด้วยกจ็ ะดี เพอ่ื กนั นา้ ยาเคมี กระเด็นเขา้ ตา 2. ผสมนา้ ยาฟอกผา้ ขาวในท่ที ี่อากาศถา่ ยเทได้ดี ในท่รี ่ม และไม่รอ้ น 3. ตรวจสอบดวู ่านา้ ยาเคมีไม่หมดอายุ 4. ผสมน้ายาฟอกผา้ ขาวกับนา้ ท่ีอุณหภมู ปิ รกติ (นา้ ร้อน จะทาใหโ้ ซเดียมไฮโปรคลอไรท์สลายตัวทาใหห้ มดฤทธ์ิ) ๑๑๐


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook