การอ้างอิงเอกสาร (Citations) การอา้ งองิ เอกสารส่วนท้ายเร่ือง คือ การรวบรวมรายช่ือเอกสารท้ังหมดที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงหรือศึกษา ค้นคว้าในการเรียบเรียงรายงานนั้น เอกสารท่ีใช้อ้างอิงและปรากฏอยู่ท้าย รายงานจัดเรียงตามลาดับอักษรของช่ือผู้แต่งภาษาไทยก่อนตามด้วย ภาษาอังกฤษ การอ้างอิงเอกสารน้ีเรียกว่าบรรณานุกรม (Bibliography) หรอื เอกสารอา้ งองิ (Reference Literature cited) Page 51
การอ้างองิ เอกสาร(Citations) • บรรณานุกรม (Bibliography) คือ รายช่ือเอกสารท่ีผู้เขียนใช้ศึกษา ค้นคว้าในการเรียบเรียงรายงานท้ังที่ได้เขียนรายการอ้างอิงในส่วนเน้ือ เร่ือง และ เอกสารท่ีไม่ได้ใช้อ้างอิงในส่วนเนื้อเร่ืองแต่ได้อ่านประกอบใน การเรยี บเรียงนามาใส่ไวท้ ้ายรายงาน • เอกสารอ้างอิง(Reference Literature cited) คอื รายชื่อเอกสารท่ี ผู้เขียนใช้ศึกษาค้นคว้าในการเรียบเรียงรายงานและเป็นเอกสารท่ีได้เขียน รายการอ้างองิ ในส่วนเนอื้ เรอ่ื ง Page 52
การอา้ งอิงเอกสาร(Citations) การอ้างองิ เอกสารส่วนท้ายของรายงาน 1. วธิ ีการเขยี นบรรณานกุ รม หรือ เอกสารอ้างอิง 1.1 รายละเอียดของรายการ แต่ละรายการประกอบด้วยส่วน สาคญั 3 สว่ นคือ 1) สว่ นท่ีเป็นช่อื ผ้แู ตง่ ได้แก่ ผูร้ บั ผิดชอบในการเขียน หรือ ผลิตส่งิ พมิ พน์ นั้ ซงึ่ อาจเปน็ ผู้รวบรวม ผแู้ ปล บรรณาธกิ าร หรือหนว่ ยงานตา่ งๆกไ็ ด้ Page 53
การอ้างองิ เอกสาร(Citations) 2) ส่วนท่ีเป็นช่ือเรื่อง ได้แก่ ช่ือหนังสือ ชื่อบทความ ช่ือวารสาร และช่ือ ของส่ิงพิมพ์ประเภทนนั้ ๆท่ีผเู้ ขยี นนามาคน้ ควา้ อา้ งอิง 3) ส่วนท่ีเป็นการพิมพ์ ได้แก่ ครั้งที่พิมพ์ สถานท่ีพิมพ์ สานักพิมพ์ หรอื โรงพิมพ์ และปีพมิ พข์ องหนังสือ หรือเป็นปีท่ี วันเดือนปีของวารสาร หรืออืน่ ๆท่เี ป็นรายละเอยี ดเกี่ยวกบั การพิมพ์ของสงิ่ พิมพ์แต่ละประเภทนั้น เฉพาะสว่ นท่เี ป็นปีทีพ่ ิมพจ์ ะใส่ตอ่ ไว้ตอ่ จากผแู้ ต่ง Page 54
การอา้ งอิงเอกสาร(Citations) 1) การลงรายการชือ่ ผูแ้ ต่ง ผูแ้ ตง่ ทเ่ี ป็นคนไทย ลงชื่อและช่ือสกุลตามปกติ โดยไม่ใส่คานาหน้าซ่ึงบอกยศ ตาแหน่ง และเพศ ยกเว้นคานาหน้าที่เป็นฐานันดรและบรรดาศักด์ิให้ลง ตอ่ จากชอ่ื สกลุ โดยใชเ้ คร่ืองหมาย , คั่น Page 55
การอ้างอิงเอกสาร(Citations) ผู้แต่งชาวต่างประเทศหรือผู้แต่งคนไทยท่ีแต่งเอกสารเป็น ภาษาตา่ งประเทศ • ให้กลับเอาชื่อสกุลมาไว้ข้างหน้า ค่ันด้วยเครื่องหมาย , ตามด้วยช่ือ ต้นและชื่อกลางตามลาดับตามลาดบั ดงั ตัวอย่าง John F. Kennedy ตอ้ งเขียนเปน็ Kennedy, John F. Akekathed Sanglub ตอ้ งเขียนเป็น Sanglub, A. Page 56
การอ้างอิงเอกสาร(Citations) ผแู้ ต่งท่เี ปน็ ผรู้ วบรวม (Compiler) หรือ บรรณาธิการ(Editor) • ให้ใส่คาว่า ผู้รวบรวม(ภาษาอังกฤษใช้ Comp.) หรือ บรรณาธิการ (ภาษาอังกฤษใช้ Ed.) ไว้ในวงเลบ็ ต่อทา้ ยชื่อผแู้ ตง่ น้ันๆโดยคน่ั ดว้ ย เครือ่ งหมาย , เช่น เอกเทศ แสงลับ. (บรรณาธิการ). Jenifer, P. (Ed.) โอภาส เอี่ยมสริ วิ งศ์ (ผรู้ วบรวม). Page 57
การอ้างอิงเอกสาร(Citations) ผแู้ ตง่ ทเ่ี ป็นนติ ิบุคคล • ให้ลงชอ่ื หน่วยงานย่อยก่อน แลว้ ตามดว้ ยชือ่ หน่วยงานใหญ่ เชน่ สานักวชิ าการ. มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์. มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ Page 58
การอ้างองิ เอกสาร(Citations) การลงรายการการพิมพ์ คร้งั ที่พิมพ์ หนังสือที่พิมพ์มากกว่า 1 คร้ัง ให้ระบุคร้ังท่ีพิมพ์โดยลงรายการเฉพาะ การพิมพ์ต้ังแต่คร้ังที่ 2 ขึ้นไป และเขียนต่อจากชื่อเรื่อง โดยไม่มี เคร่ืองหมายใดๆคัน่ เชน่ พิมพค์ รั้งที่ 2. หรือ 2d ed. หรอื 2nd ed. พมิ พ์คร้ังท่ี 3. หรือ 3d ed. หรอื 3rd ed. Page 59
การอา้ งอิงเอกสาร(Citations) การลงรายการการพมิ พ์(ตอ่ ) สถานทพี่ มิ พ์ ให้ระบุช่ือเมืองที่สานักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ต้ังอยู่ ใช้ช่ือตามท่ีปรากฏใน หนา้ ปกในของหนงั สือเท่านนั้ หากช่ือเมืองในหน้าปก ในมีมากกว่า 1 ช่ือ ให้ใส่เฉพาะชื่อเมืองแรกที่ ปรากฏอยเู่ ทา่ นน้ั หากไม่ทราบชอื่ เมืองใหใ้ สว่ ่า (ม.ป.ท.) หรือ (n.p.) Page 60
การอ้างองิ เอกสาร(Citations) การลงรายการการพมิ พ(์ ต่อ) สานักพมิ พ์ ให้ลงช่ือสานักพิมพ์ตามที่ปรากฏในหน้าปกใน ถ้ามีท้ังช่ือสานักพิมพ์ และโรงพิมพ์ให้ใส่ชื่อสานักพิมพ์เท่านั้น ถ้าไม่มีช่ือสานักพิมพ์จึงใส่ชื่อโรง พมิ พแ์ ทน ตวั อยา่ ง สานกั พมิ พด์ อกหญา้ โรงพมิ พ์มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ Page 61
การอ้างองิ เอกสาร(Citations) การลงรายการการพิมพ์(ต่อ) สานักพมิ พ์ • ในกรณีท่ไี ม่ปรากฏทั้งชื่อสานักพิมพแ์ ละโรงพมิ พใ์ หใ้ ส่(ม.ป.ท.) หรือ (n.p.) เชน่ เดียวกบั ไม่ปรากฏสถานทพ่ี ิมพ์ Page 62
การอา้ งอิงเอกสาร(Citations) การอา้ งอิงจากหนงั สือ ชื่อผ้แู ต่ง. ชือ่ เร่ือง.ครั้งทพ่ี มิ พ.์ สถานที่พมิ พ์ : สานักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ .ปที ่พี ิมพ.์ Page 63
การอ้างองิ เอกสาร(Citations) การอา้ งองิ จากหนงั สอื • หนังสือฉบับพมิ พ์ครง้ั ที่ 2 ข้ึนไป ชอื่ ผ้แู ต่ง. ช่ือเร่อื ง.ครัง้ ท่ีพมิ พ.์ สถานทพ่ี มิ พ์ : สานักพิมพห์ รอื โรงพมิ พ์.ปีพิมพ.์ Page 64
การอ้างอิงเอกสาร(Citations) การอา้ งข้อมลู บทความจากวารสาร ชื่อผเู้ ขียนบทความ. “ชือ่ บทความ,” ช่อื วารสาร .ปที ่ี(ฉบับที่), เลขหนา้ ; เดือน ปี ของวารสาร. Page 65
การอ้างอิงเอกสาร(Citations) การอ้างขอ้ มูลจากหนังสอื พมิ พ์ ชอื่ ผู้เขียนบทความ. “ชือ่ บทความ,” ชอื่ หนงั สอื พิมพ.์ วัน เดือน ปี. เลขหนา้ . Page 66
การอ้างอิงเอกสาร(Citations) การอา้ งข้อมลู จากบทความในหนงั สือ ชื่อผู้เขยี นบทความ. “ช่ือบทความ.,”ใน ชอ่ื ชือ่ เร่อื ง,เลขหนา้ .สถานที่พิมพ์ : สานกั พิมพ.์ ปีพิมพ์ของหนงั สอื . Page 67
การอา้ งอิงเอกสาร(Citations) การอ้างข้อมลู จากบทความจากสารานกุ รม ชอ่ื ผูเ้ ขียนบทความ.”ชือ่ บทความ,” ใน ชื่อสารานุกรม เลม่ ท:ี่ (หน้า). สถานที่พมิ พ์ : สานกั พิมพ.์ ปีพมิ พ์ของสารานกุ รม. Page 68
การอา้ งองิ เอกสาร(Citations) การอา้ งข้อมลู จากวทิ ยานพิ นธ์ ช่อื ผ้เู ขียน. “ช่อื วิทยานพิ นธ์,” วิทยานพิ นธ์ปริญญา...สาขาวิชา...คณะ...สถาบนั ... ปพี มิ พ.์ Page 69
การอ้างองิ เอกสาร(Citations) การอ้างขอ้ มลู จากเอกสารทไ่ี มไ่ ดต้ พี มิ พ์ ช่ือผู้เขียน. ช่อื เอกสาร. สถานทพี่ มิ พ์ : สานักพิมพ.์ ปพี ิมพ.์ (เอกสารอัดสาเนา) Page 70
การอ้างอิงเอกสาร(Citations) การอ้างขอ้ มลู จากการสมั ภาษณ์ ชื่อผใู้ ห้สมั ภาษณ.์ ตาแหน่ง. เป็นผู้สัมภาษณ์.สถานทีส่ มั ภาษณ์. วนั เดอื นปที ่ีสมั ภาษณ์. Page 71
การอา้ งองิ เอกสาร(Citations) การอา้ งขอ้ มูลบทคดั ย่อบทความวารสาร จากฐานข้อมลู ซดี ีรอม ชื่อผู้ผลติ .” ชือ่ บทความ.” ชอ่ื ของซดี ี-รอม. สถานที่ผลติ : สานกั งาน หรอื สานกั พมิ พ,์ ปีทผี่ ลิต. Page 72
การอ้างองิ เอกสาร(Citations) การอ้างขอ้ มูลจากอนิ เทอร์เนต็ ชอื่ ผู้เขยี น. “ช่อื เรอื่ ง.“ ช่ือแหลง่ ข้อมูลบนอนิ เทอร์เนต็ . (ค้นข้อมลู วัน เดอื น ปี) Page 73
WEEK 5 การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ 0001103 สารสนเทศและการศึกษาคน้ ควา้ Page 74
การสบื ค้นข้อมูลดว้ ย Search Engine ในโลกของ Internet ข้อมูลมีมากมาย ถ้าจะใช้เวลาใน การอา่ นทุกสิ่งบน Internet คงต้องใช้เวลาหลายช่ัวอายุคน จริง แล้วเราคงไม่มีความสนใจในทุกเรื่อง แต่คงสนใจเฉพาะเร่ืองที่ เราสนใจเท่านั้น จึงมีคนคิดเคร่ืองมือในการช่วยค้นหาข้อมูลท่ี ต้องการ น้นั กค็ ือ Search Engine น่นั เอง Page 75
ความหมาย/ประเภทของ Search Engine การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้พบอย่างรวดเร็ว จะตอ้ งใชเ้ วบ็ ไซตส์ าหรับการค้นหาข้อมูลที่ เรียกวา่ Search Engine Site ซึ่งจะทาหน้าท่ีรวบรวมรายช่ือเว็บไซต์ต่างๆ โดยจัดแยกเป็น หมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อท่ีต้องการค้นหา แล้วป้อนคา หรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ รอสักครู่ข้อมูลอย่างย่อๆ และรายช่ือ เว็บไซต์ทเี่ ก่ียวขอ้ งจะปรากฏให้เราเขา้ ไปศกึ ษาเพิ่มเตมิ ไดท้ ันที Page 76
เทคนิคการคน้ หาใหไ้ ด้ผลลพั ธต์ ามต้องการ บบี ประเด็นใหแ้ คบลง หัวข้อเร่ืองที่ต้องการค้นหา พยายามบีบประเด็นให้แคบลง เช่น ต้องการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อาจจะหาโดยใช้คา ว่า คอมพิวเตอร์ หรือ Computer เพื่อลองดูเน้ือหากว้างๆ ว่ามี เรื่องใดบ้าง จากนั้นคุณก็บบี หัวข้อเร่ืองลง โดยอาจเลือกจากหัวข้อที่ เว็บไซตน์ นั้ จัดทา Page 77
เทคนิคการคน้ หาใหไ้ ดผ้ ลลพั ธต์ ามตอ้ งการ การใช้คาท่ีใกล้เคียง ควรค้นหาคาที่มีความหมายใกล้เคียงกับคาที่กาลังค้นหาด้วย เช่น คุณต้องการค้นเรื่องเก่ียวกับคอมพิวเตอร์ Computer คาที่ เกย่ี วขอ้ งที่สามารถใช้คน้ หาได้ คอื technology , IT เปน็ ตน้ Page 78
เทคนิคการคน้ หาใหไ้ ด้ผลลัพธ์ตามต้องการ การใช้คาหลัก (Keyword) คาหลัก (Keyword) หมายถึง คาหรือข้อความที่ทาให้นึกถึง เว็บไซตน์ ้ันเม่ือเอ่ยถึง เช่น สสวท. จะนึกถึงเว็บไซตข์ องสถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี http://www.ipst.ac.th Page 79
เทคนิคการคน้ หาใหไ้ ดผ้ ลลพั ธ์ตามต้องการ ใชเ้ คร่ืองหมายบวก และลบชว่ ย ใชเ้ ครือ่ งหมาย + เพ่อื ใช้กับคาที่ต้องการใชใ้ นการค้นหา และ – เพ่ือใช้กับคาท่ีไม่ต้องการใช้ในการค้นหา เช่น +เศรษฐกิจ +การเมือง หมายถึง หน้าเว็บเพจที่พบจะต้องปรากฏคาว่า \"เศรษฐกิจ\" และ \"การเมือง\" อยู่ในหน้าเดียวกันท้งั สองคา Page 80
เทคนิคการค้นหาให้ไดผ้ ลลพั ธ์ตามตอ้ งการ เครื่องหมายลบ \"-\" หมายถึง เป็นการระบุให้ผลลัพธ์ของการ ค้นหาต้องไม่ปรากฏคานน้ั อยใู่ นหน้าเว็บเพจ เชน่ ตัวอย่าง +มะม่วง -มะม่วงอกร่อง -มะม่วงน้าดอกไม้ หมายถึง หน้าเว็บเพจที่ พบจะต้องปรากฏคาว่า \"มะม่วง\" แต่ต้องไม่ปรากฏคาว่า \"มะม่วง อกร่อง\" และ \"มะมว่ งน้าดอกไม\"้ อยูใ่ นหน้าเดียวกัน Page 81
การค้นหาข้อมูลดว้ ย Search Engine Search Engine แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. Keyword Index 2. Subject Directories 3. Metasearch Engine Page 82
Keyword Index • ใหค้ วามสาคญั กับการเรียงลาดบั ข้อมลู ก่อน-หลงั • มคี วามรวดเร็วมาก แต่มีความละเอียดในการจัดแยกหมวดหมู่ของ ข้อมลู คอ่ นขา้ งนอ้ ย • ผู้ใชต้ อ้ งการแนวทางแบบกวา้ งๆ ของข้อมลู และความรวดเร็วในการ ค้นหา Page 83
Subject Directories • พนิ ิจวเิ คราะหเ์ นอ้ื หารายละเอยี ดของแตล่ ะเว็บเพจ วา่ มเี นอ้ื หาเกยี่ วกับอะไร • การจดั หมวดหมู่ ขน้ึ อยกู่ บั วิจารณญาณของคนจดั หมวดหมแู่ ต่ละคนว่าจะจัดเก็บ ข้อมูลนัน้ ๆ อยู่ในเครือข่ายขอ้ มูลอะไร • Search Engine ประเภทนจี้ ะถกู จัดแบ่งตามเน้อื หาก่อน แลว้ จึงนามาเปน็ ฐานขอ้ มูลในการค้นหาตอ่ ไป • การคน้ หาค่อนขา้ งจะตรงกบั ความตอ้ งการของผ้ใู ช้ และมีความถูกตอ้ งในการ ค้นหาสงู Page 84
Metasearch Engines จุดเด่นของ Search Engine ด้วยวิธีการน้ี จะไม่มี ฐานขอ้ มูลเป็นของตนเองจะเชื่อมโยงไปยัง Search Engine อื่น และยงั มีความหลากหลายของข้อมลู Page 85
หลักสาคญั ที่ใช้ในการสืบคน้ 1. สบื คน้ จากช่อื เว็บไซต์ในตาแหนง่ URL 2. สืบค้นจากคาทมี่ ีอยู่ในช่ือเรื่อง 3. สืบค้นจากคาสาคญั 4. สืบคน้ จากส่วนสาคญั ทใ่ี ช้อธิบายหรือบอกลกั ษณะ 5. สืบคน้ จากคาทมี่ ีอยู่ในเนือ้ หาของเวบ็ ไซต์ Page 86
ปัญหาของการคน้ หาขอ้ มูลจากอินเตอร์เนต็ 1. ไมไ่ ด้วางแผนการค้นหา 2. ได้ขอ้ มูลเยอะเกนิ ไป 3. ไมร่ ู้เทคนิคการค้นหา 4. ได้ข้อมลู ไมต่ รงกับความตอ้ งการ 5. เพลิดเพลินกบั การอา่ นข้อมูลที่ไม่เกยี่ วข้อง 6. ผลการค้นหามีการเปล่ยี นแปลง Page 87
WEEK 6 การพฒั นาระบบสารสนเทศ 0001103 สารสนเทศและการศกึ ษาค้นควา้ Page 88
การพฒั นาระบบสารสนเทศ • ใช้เทคนิคการศึกษา การวิเคราะห์ และการออกแบบระบบ สารสนเทศขององคก์ ร • เรียกการดาเนินงานว่า “การวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analysis and Design) • ผู้พัฒนาระบบศึกษาวิเคราะห์การไหลเวียนของข้อมูล ความสัมพันธร์ ะหวา่ งปจั จัยนาเขา้ ทรัพยากร และผลลพั ธ์ เพอ่ื ออกแบบระบบสารสนเทศใหม่ Page 89
ความสาคญั ของผใู้ ชต้ อ่ การพฒั นาระบบสารสนเทศ ผใู้ ช้ไม่พอใจขน้ั ตอนการ สารสนเทศทอ่ี งคก์ ารต้องการ แต่ยงั ไม่มีระบบใดให้ได้ ทางานระบบปัจจุบนั ความต้องการ ความไมพ่ อใจ ผู้ใช้ ระบบท่ีต้องการ พัฒนาระบบ รปู แบบและความสามารถของระบบใหม่ Page 90
ขอ้ บกพรอ่ งของระบบสารสนเทศในการดาเนนิ งาน เทคโนโลยีไม่เหมาะสม/ลา้ สมยั เทคโนโลยี ความ ขน้ั ตอนการใช้งานระบบยุ่งยาก ซบั ซอ้ น ซับซ้อน กลยทุ ธ์ ความ ระบบ ระบบไมส่ นบั สนนุ การดาเนินงาน ผดิ พลาด ดาเนนิ การ ระดับกลยุทธ์ ผิดพลาดบอ่ ย ความตอ้ งการ ปัญหาระบบ มาตรฐาน สารสนเทศ ระบบไมส่ ามารถตอบสนองความ เอกสารท่ีไดจ้ ากระบบมมี าตรฐานต่า ต้องการของผูใ้ ช้งาน Page 91
ปัจจัยในการพัฒนาระบบ ผูใ้ ชร้ ะบบ อนาคต การวางแผน การทดสอบ การบารงุ รักษา ปจั จัยในการพัฒนาระบบ การตรวจสอบและ การจัดเก็บเอกสาร ประเมินผล การเตรยี มความพรอ้ ม Page 92
หนา้ ทีข่ องนักวเิ คราะห์ระบบ หน้าทหี่ ลัก : การวางแผน การวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบ หน้าท่อี น่ื ๆ : • ติดตอ่ ประสานงานกบั ผู้ใชร้ ะบบตลอดระยะเวลาการพฒั นาระบบ • รวบรวมข้อมลู ระบบเดมิ ปัญหาระบบงานเดมิ • วางแผนในแตล่ ะข้ันตอนใหส้ อดคล้องกบั ความต้องการปัจจบุ ันและอนาคต • ออกแบบการทางานของระบบใหมใ่ ห้ตรงกบั ความตอ้ งการผ้ใู ช้ • วิเคราะห์เปรยี บเทยี บค่าใชจ้ า่ ยและผลประโยชน์ทจ่ี ะไดร้ ับ • วเิ คราะหข์ ้อกาหนดดา้ นฐานขอ้ มลู Page 93
วธิ ีพน้ื ฐานในการพัฒนาระบบ •วธิ ีเฉพาะเจาะจง • การแก้ปญั หางานใดงานหนึ่ง 1 (Ad Hoc Approach) • รวดเร็ว แต่ขาดมาตรฐานและเกบ็ ขอ้ มูลซา้ ซ้อน •วธิ สี รา้ งฐานขอ้ มลู • การพัฒนาฐานข้อมลู สาหรบั เกบ็ ข้อมลู และ 2 (Database Approach) ประมวลผล •วธิ ีจากลา่ งขึ้นบน • ระบบไม่บรู ณาการเขา้ กับกลยุทธ์ 3 (Bottom-Up Approach) • พัฒนาระบบเดิมโดยตรวจสอบส่ิงทม่ี อี ยู่ และพฒั นา •วธิ ีจากบนลงลา่ ง เพ่ิมเติมเป็นระบบใหม่ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ 4 (Top-Down Approach) • พฒั นาจากนโยบายหรอื ความต้องการของผบู้ ริหาร ระดบั สูง โดยไม่ดรู ะบบปจั จุบนั • สารวจกลยทุ ธ์ ความต้องการ และปัจจยั สนับสนนุ และพัฒนาระบบให้ตรงกบั ความต้องการของ ผบู้ รหิ าร Page 94
ข้ันตอนในการพฒั นาระบบสารสนเทศ สารวจเบื้องต้น สารวจปญั หา ความเปน็ ไปได้ และค่าใชจ้ า่ ยระบบ (Preliminary Investigation) ค้นหาความตอ้ งการผู้ใช้ การใช้งานแตล่ ะด้านระบบ วิเคราะห์ความตอ้ งการ (Requirement ใหม่ ข้อเด่นข้อด้อยเสนอฝ่ายจดั การตดั สนิ ใจ Analysis) ออกแบบการแสดงผลลัพธ์ การ ออกแบบระบบ จดั หา Hardware และ ปอ้ นข้อมลู การเก็บรักษา การ (System Design) Software ปฏบิ ัติงาน และบคุ ลากร จัดหาอุปกรณ์ (System Acquisition) • ทดสอบระบบเปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงค์ ติดตัง้ และบารงุ รักษา • ติดต้ังตามตารางเวลาท่ีกาหนด (System Implement and • กาหนดเกณฑป์ ระเมนิ และบารุงรักษาระบบ Maintenace) Page 95
รูปแบบการพัฒนาวงจร 1 • รูปแบบนา้ ตก (Waterfall Model) 2 • รูปแบบววิ ฒั นาการ (Evolution Model) 3 • รปู แบบคอ่ ยเป็นค่อยไป (Incremental Model) 4 •รูปแบบเกลยี ว (Spiral Model) Page 96
รูปแบบนา้ ตก (Waterfall Model) การวางแผนระบบ(Systems Planning) การย้อนกลับไปแก้ไขในขน้ั ตอนก่อนหนา้ การวเิ คราะห์ระบบ (Systems Analysis) หากพบข้อผดิ พลาดเรียกว่า Adapted Waterfall Model การออกแบบระบบ (Systems Design) การปรบั ใชร้ ะบบ (Systems Implementation) การบารุงรกั ษา(Systems Maintenance) Page 97
รูปแบบวิวัฒนาการ (Evolution Model) ระบบที่สมบูรณ์ท่สี ุด ระบบ วเิ คราะห์ ระบบทส่ี มบรู ณ์ ออกแบบ พฒั นา วเิ คราะห์ เวอร์ช่นั ที่ 3 วิเคราะห์ ออกแบบ ออกแบบ พฒั นา พัฒนา เวอรช์ ่ันที่ 1 เวอรช์ ่ันท่ี 2 • การพฒั นาระบบในเวอรช์ นั แรก Page 98 • ทดสอบและประเมนิ • พัฒนาระบบเปน็ เวอรช์ นั ใหม่ • ต้องกาหนดจานวนเวอร์ชนั ตั้งแต่เริม่ โครงการให้ชัดเจน
รูปแบบค่อยเปน็ คอ่ ยไป (Incremental Model) ยงั ไมไ่ ดร้ ะบบทส่ี มบูรณ์ ยังไมไ่ ด้ระบบทีส่ มบรู ณ์ ระบบที่สมบูรณ์ วิเคราะห์ วเิ คราะห์ วเิ คราะห์ ออกแบบ ออกแบบ ออกแบบ พัฒนา พฒั นา พฒั นา สว่ นท่ี 1 สว่ นท่ี 1 สว่ นท่ี 1 สว่ นที่ 2 ส่วนท่ี 2 ส่วนท่ี 3 • คล้ายรูปแบบววิ ฒั นาการตร่ ะบบทไ่ี ดจ้ ะไมส่ มบรู ณ์ • พฒั นาเพิม่ เติมแต่ละส่วนเพ่อื ให้ระบบสมบูรณ์ขนึ้ Page 99
การปรบั เปล่ียนระบบ 1. การปรบั เปลยี่ นโดยตรง (Direct Conversion) 2. การปรบั เปลี่ยนแบบขนาน (Parallel Conversion) 3. การปรับเปล่ยี นแบบเป็นระยะ (Phased Conversion) 4. การปรบั เปลี่ยนแบบนาร่อง (Pilot Conversion) Page 100
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106