ระบบฐานความรูผ้ ่านสื่อสังคมออนไลน์ ธนภรณ์ บางชวด กล่มุ 8 เลขที่ 23 รายงานนี้เปน็ ส่วนหนึ่งของการศกึ ษาวิชาการค้นคว้าและการเขยี นรายงานเชิงวิชาการ สาขาเทคโนโลยีดิจทิ ลั เพอ่ื การศึกษา คณะครุศาตร์อุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 256
ระบบฐานความรูผ้ ่านสื่อสังคมออนไลน์ ธนภรณ์ บางชวด กล่มุ 8 เลขที่ 23 รายงานนี้เปน็ ส่วนหนึ่งของการศกึ ษาวิชาการค้นคว้าและการเขยี นรายงานเชิงวิชาการ สาขาเทคโนโลยีดิจทิ ลั เพอ่ื การศึกษา คณะครุศาตร์อุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 256
ก คำนำ รายงานฉบับน้จี ดั ทำขนึ้ เพือ่ ปฏบิ ตั ิการเขียนรายงานการคน้ ควา้ ท่ถี กู ตอ้ งอยา่ งเปน็ ระบบ อนั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของการศึกษารายวชิ า 01-210-017 การคน้ ควา้ และการเขียนรายงานเชิงวิชาการซ่ึงจะ นำไปใช้ในการทำรายงานสำหรับรายวิชาอื่นได้อีกต่อไป การที่ผู้จัดทำเลือกทำเรื่อง “ระบบ ฐานความรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์” เนื่องด้วยคนในปัจจุบันสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับด้านสื่อระบบ เทคโนโลยีส่ือสังคมออนไลน์กันหมด ดงั นน้ั จึงมคี วามจำเป็นอย่างมากที่จะต้องนำเสนอความรู้ความ เขา้ ใจทถี่ ูกตอ้ งเกยี่ วกับระบบฐานความรผู้ า่ นสือ่ สงั คมออนไลน์ รายงานเล่มนี้กล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับความหมาย ประเภท ความสำคัญ วัตถุประสงค์ของ ระบบฐานความรผู้ ่านส่ือสงั คมออนไลน์ เหมาะสำหรับผ้ทู ต่ี อ้ งการรบั รู้ความเข้าใจเก่ยี วกับขัน้ ตอนของ ระบบฐานความรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทีถ่ ูกต้อง และการประยุกต์ใช้ระบบฐานความรู้ผ่านสื่อสังคม ออนไลนใ์ นการจัดการเรยี นการสอน ขอขอบคุณผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ที่กรุณาให้ความรู้และคำแนะนำโดย ตลอดและขอขอบคุณบรรณารักษ์และเจ้าท่ีของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ให้ ความสะดวกในการค้นหาข้อมูล รวมไปถึงท่านเจ้าของหนงั สือ บทความ ที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงทุกท่าน หากมขี ้อบกพร่องประการใด ผู้เขียนขอนอ้ มรบั ไว้เพ่อื ปรบั ปรุงตอ่ ไป ธนภรณ์ บางชวด 18 ตลุ าคม 2564
ข สารบญั หน้า คำนำ........................................................................................................................................... ก ข สารบญั ........................................................................................................................................ ค สารบัญ(ต่อ)................................................................................................................................ 1 2 บทที่ 2 2 1 บทนำ................................................................................................................................. 3 3 1.1 ระบบฐานความรู.้ ........................................................................................................ 4 5 1.1.1 ระบบผ้เู ชยี่ วชาญ............................................................................................. 6 7 1.1.2 ระบบปัญญาประดิษฐ.์ ..................................................................................... 7 7 1.1.3 ระบบสำนักงานอตั โนมตั ิ.................................................................................. 7 7 1.1.4 ระบบงานสรา้ งความร้.ู ..................................................................................... 7 7 1.1 ความหมายของระบบ……………………………………………………………………………………… 8 1.2 ความหมายของฐานความรู้......................................................................................... 8 1.3 ความหมายของส่อื สังคมออนไลน์............................................................................... 1.4 องคป์ ระกอบของระบบฐานความรผู้ ่านสือ่ สงั คมออนไลน์………………………………….... 1.4.1 สาระเน้อื หา………………………………………………………………………………………… 1.4.2 คำไขหรอื คำสำคญั …………………………………………………………………………….… 1.4.3 สาระสำคัญ..................................................................................................... 1.4.4 แหล่งอา้ งองิ ………………………………………………………………………………………… 1.4.5 ฐานความรู้…………………………………………………………………………………………. 1.4.6 การเผยแพร่ผ่านสือ่ สงั คมออนไลน์…………………………………………………………. 1.4.7 การประเมนิ คุณภาพ....................................................................................... 1.5 ผลท่ีได้รับจากระบบฐานความรผู้ ่านสื่อสังคมออนไลน์………………………………………..
ค สารบัญ (ตอ่ ) บทที่ หน้า 2 ขน้ั ตอนของระบบฐานความรผู้ า่ นสื่อสังคมออนไลน์……………………………………………………. 9 2.1 วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาในสอื่ เพอื่ จัดทำฐานความรู้................................................................ 9 2.2 ระบุคำสำคัญหรือคำคน้ หา เขยี นสาระสำคัญ เขียนแหลง่ อ้างอิงของคำสำคญั ........... 9 2.3 กำหนดชอ่ งทางการเผยแพรฐ่ านความรผู้ ่านสอื่ สงั คมออนไลน์.................................... 10 2.4 ดำเนนิ การผลิตฐานความรู้.......................................................................................... 10 2.5 ประเมินคณุ ภาพของฐานความรู้................................................................................ 11 3 การประยุกต์ใชร้ ะบบฐานความรูผ้ า่ นส่อื สังคมออนไลนใ์ นการจดั การเรยี นการสอน.......... 12 3.1 ฐานค้นหาความรู้ออนไลน์.......................................................................................... 12 3.2 ฐานทรัพยากรความรู้ออนไลน์................................................................................... 12 3.3 ฐานความรู้ส่ือโสตทัศน์ออนไลน์................................................................................. 13 3.4 ฐานความรผู้ า่ นเครอื ข่ายสงั คม………………………………………………………………………… 13 4 สรุป................................................................................................................................... 14 บรรณานุกรม............................................................................................................................ 17
บทท่ี 1 บทนำ สภาพสังคมและเศรษฐกิจในยุคปัจจุบนั ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษา ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียนเพื่อรองรับการทำงานหรือการประกอบอาชีพ นอกจากนเ้ี ทคโนโลยีท่ีพัฒนาแบบกา้ วกระโดดสง่ ผลให้ผูเ้ รียนยุคใหมเ่ นน้ การสืบค้นข้อมูลและเรียนรู้ ผ่านเครือขา่ ยอินเตอร์เนต็ ด้วยตนเองมากยงิ่ ขน้ึ ส่งผลให้เกิดความแตกต่างดา้ นลกั ษณะการเรยี นรู้และ การจดั การเรียนการสอนยุคปัจจุบันซงึ่ ระบบการศกึ ษาแบบเกา่ ไม่สามารถรองรบั ผู้เรยี นในยุคปัจจุบัน ไดอ้ ีกตอ่ ไป ดงั นัน้ ผ้เู รียน ผสู้ อนและสถาบนั ตอ้ งปรบั ตัวใหพ้ รอ้ มกับการเรยี นรูใ้ หม่อยเู่ สมอ ลักษณะการเรียนรู้ในปัจจุบันที่เหมะสม คือ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถนำเทคโนโลยีทาง เครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อาทิเช่น Facebook, YouTube, Twister, Instagram, Wikipedia เปน็ ตน้ ซงึ่ เป็นสอ่ื มวลชนท่ที ั่วโลกสามารถ มปี ฎสิ มั พนั ธ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ได้ตลอดเวลาและทุกสถานที่ ดังน้นั ลักษณะการเรียนรู้ ยุคใหม่ ผู้สอนต้องเชื่อมโยงความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสมเข้ากับสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ผู้เรียน สามารถเขา้ เรยี นรไู้ ด้ทกุ ทีแ่ ละทุกเวลา ตามความสนใจ ความสามารถ และความเหมาะสมของผู้เรียน แตล่ ะบคุ คล (พงษพ์ พิ ัฒน์ สายทอง, 2557) การจัดการเรียนการสอนมีแนวโน้มจะใช้ระบบการศึกษาทางไกลเพิ่มขึ้น โดยผู้เรียนและ ผู้สอนอยู่คนละสถานที่ คนละเวลา แต่ผู้เรียนสามารถเรียนเนื้อหาสาระและเผชิญประสบการณ์ด้วย การเรียนการสอนผ่านระบบการเรียนการสอนทางไกล มีการวัดและประเมินผลทางการเรียน เม่ือ สำเร็จตามหลักสูตรจะได้รับวฒุ ิและปรญิ ญาบัตรซ่งึ มีศักดเิ์ ท่ากับปรญิ ญาของสถาบันการศึกษาทั่วไป ทกุ ประการ นอกจากนใ้ี นปัจจบุ ันผู้เรียนผ่านระบบการศึกษาทางไกลสามารถใช้สื่อสงั คมออนไลน์เข้า มาช่วยเสริมใหผ้ ู้เรียนสามารถค้นหาเน้ือหาและเผชิญประสบการณ์จำลองเพื่อเพิม่ ประสิทธิภาพและ ประสทิ ธผิ ลในการจดั การเรยี นการสอนและนำไปสกู่ ารศึกษาภควันตภาพ (Ubiquitous Education) เพื่อใหค้ วามรู้แพรก่ ระจายและเขา้ ถงึ ไดท้ ุกทีท่ ุกเวลา การจัดทำระบบฐานความร้ผู ่านสือ่ สังคมออนไลน์จึงเปน็ บทบาทหน่งึ ของสำนกั เทคโนโลยีทาง การศึกษาเพื่อนำความรู้ซึ่งเกิดจากกระบวนการรวบรวมและสังเคราะห์ความรู้ของสื่อการเรียนมา สร้างเป็นฐานความรู้และจัดเก็บ เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นประโยชน์กับนักศึกษาหรือ คณาจารยใ์ นการสืบคน้ ผ่านสอ่ื อนิ เตอร์เนต็ เพื่อประหยดั เวลาในการสืบคน้ ใหข้ อ้ มูลความร้แู ละ
2 เนื้อหาสาระแก่นักศึกษาอาจารย์ บุคลากรในองค์กร หรือผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลเร่ืองน้ันๆ ได้ทุกท่ี ทุกเวลา ไร้ซึ่งพรมแดนตามบริบทสังคมไทยยุคใหม่ 1.1 ระบบฐานความรู้ เป็นระบบท่ีเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ใช้ในการแก้ปัญหา เพื่อใช้เป็นฐานในการตัดสินใจในการ ปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบผู้เชี่ยวชาญ เป็นระบบที่อาศัยความรู้เป็นพื้นฐาน เป็น ระบบที่มีความเกี่ยวข้องกับการช่วยตัดสินใจ ซึ่งสามารถใช้ได้กับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS) ได้ทุกเรอื่ ง 1.1.1 ระบบผเู้ ชยี่ วชาญ [Expert Systems (ES)] หมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่แสดงความสามารถได้เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญใน สาขาตา่ งๆ หรอื ในงานเฉพาะอย่างหรือหมายถึงระบบโปรแกรมใช้งาน (Software systems) ซ่งึ มีลักษณะทคี่ ล้ายคลงึ กนั ใน เร่ืองของกระบวนการในการใชเ้ หตผุ ล (Reasoning process) และให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำแนะนำ แกผู้ที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งพบในผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ เช่น ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจมีความรูส้ ึกอย่างไร ระหว่างความเสี่ยงกับอัตราการเจริญเติบโตของการ ลงทุนในโครงการต่าง ๆ และถ้าลงทุนแล้วจะได้ผลตอบแทนอย่างไร เป็นต้น และหลังจากท่ี ได้รับคำตอบจากลูกค้าแล้ว ระบบผู้เชี่ยวชาญก็จะถามต่อไปจนกว่าจะมีการแนะนำแฟ้ม เอกสาร หลังจากนัน้ ระบบก็จะดึงฐานขอ้ มูลทีเ่ ก่ียวข้องและเป็นประโยชน์สำหรบั ผู้ใช้ มาใช้ (User) เช่น รายละเอียดตัวหุ้น ประวัติต่าง ๆ รายงานการวิจัย และการพยากรณ์ทางด้าน เศรษฐกิจ (ทกั ษิณา สวนานนท.์ 2539:99) 1.1.2 ระบบปัญญาประดษิ ฐ์ [Artificial Intelligence (AI)] หมายถึง อุปกรณ์ที่ต้องอาศัยการรับคำสั่ง เพื่อสามารถทำงานให้ได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้หน่วยความจำทีม่ ีขนาดใหญ่ หรือหมายถึง การทำให้คอมพวิ เตอร์สามารถคิดหาเหตุ ผลได้ เรียนรู้ได้ ทำงานได้เหมือนสมองมนุษย์ ซึ่งการำงานมีลักษณะเช่นเดียวกันกับการ ประมวลผลของสมองมนุษย์ ฉะนั้นความสามารถของคอมพิวเตอร์ทางด้านสติปัญญา และ ดา้ นพฤติกรรมจึงมีลกั ษณะคล้ายกบั มนษุ ย์ สิ่งท่สี ำคัญทางด้านปัญญาประดษิ ฐ์ (AI) มี 2 ประการ คอื
3 1. ความสามารถท่ีจะเข้าใจภาษาธรรมชาติ 2.ความสามารถที่จะให้เหตุผล ดังนั้น ความหมายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึง หมายถึง ความสามารถของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีระบบการทำงานคล้ายคลึงกับสติปัญญา ของ มนษุ ย์ จึงถูกเรยี กว่าปญั ญาประดษิ ฐ์ [Artificial Intelligence (AI)] 1.1.3 ระบบสำนักงานอัตโนมัติ หรอื โอเอเอส [Office Automation System – OAS] โดยสามารถจำแนกระบบสำนักงานอัตโนมัติออกตามหนา้ ท่ีเปน็ 1. การสื่อสารภายในสำนักงาน เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์ (e-mail) ไปรษณยี ์เสยี งหรือเมล์เสียง (voice mail) การประชมุ ทางไกล (teleconferencing) โทรสาร (fax) เปน็ ต้น 2. เพมิ่ ประสิทธิภาพการทำงานสำนกั งาน เชน่ การประมวลคำ (word processing) การประมวลภาพลักษณ์ (image processing) การพิมพ์ตั้งโต๊ะ ซึ่งเป็นการผลิตเอกสารที่มี คณุ ภาพดกี ารออกแบบกราฟิกและรูปแบบประเภทต่างๆ (desktop publishing) การแปลง ภาพและเอกสารในรปู ดิจิทัล (digitization) 3. เพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงาน ปฏิบัติงานร่วมกัน เช่น กรุ๊ปแวร์ (groupware) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สนับสนุนการทำงานร่วมกัน มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ การส่อื สาร การรว่ มมอื (collaboration) และการประสานงาน (coordination) ระบบอินทราเนต็ เปน็ ทางเลือกทส่ี ำคัญของการใช้ กรปุ แวร์ 1.1.4 ระบบงานสรา้ งความรู้ [Knowledge Work Systems – KWS] เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนบุคลากรที่ทำงานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการ คิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน หน่วยงานต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคาระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างข้ึน ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ ผลลพั ธ์ของระบบน้ี มักอยใู่ นรปู ของสงิ่ ประดิษฐ์ ตวั แบบ รปู แบบ
4 1.2 ความหมายของระบบ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ได้ให้ความหมาย “ระบบ” ว่า “เป็นหน่วยบูรณภาพที่เป็นทั้งรูปธรรม และนามธรรมทปี่ ระกอบดว้ ยองคป์ ระกอบยอ่ ยท่ีเป็นอิสระแต่มีความสัมพนั ธ์และปฏสิ ัมพนั ธต์ ่อกัน มี จุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ประกอบด้วย ปจั จัยนำเขา้ กระบวนการ ผลลพั ธ์ และผลย้อนกลับ” ระบบ หมายถึง องค์ประกอบที่มารวมกันเป็นหน่วยบูรณภาพ แต่ละหน่วยจะทำงานของ หน่วยตน แต่มคี วามสัมพนั ธก์ ัน เพอ่ื ให้บรรลเุ ปา้ หมายเดียวกนั หากหนว่ ยใดหน่วยหนง่ึ มีปญั หาหน่วย อืน่ ก็มีปญั หาเชน่ กัน (วาสนา ทวีกลุ ทรพั ย์, 2560) องค์ประกอบของระบบมี 5 ประการคือ 1. ปัจจัยนำเข้า (Input) ได้แก่ วัตถุดิบ ข้อมูลดิบ ปัญหา ความต้องการ วัตถุประสงค์ ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ 2. กระบวนการ (process) ได้แก่ วิธีการปฏิบัติงานอย่างเป็นขั้นตอนซึ่งอาจเป็นวิธีใดวิธีหนึ่งหรือ หลายวธิ ีก็ได้ 3. ผลลพั ธ์ (output) ได้แก่ ผลที่ไดม้ าจากขอ้ มลู ป้อนเขา้ และกระบวนการซึ่งจะนำไปประเมินผล 4. ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) ได้แก่ ผลการประเมินการทำงานของระบบ ซึ่งสามารถประเมิน ยอ้ นกลับไดท้ ุกข้ันตอน 5. สภาพแวดล้อม (Context) ประกอบด้วย สภาพแวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกที่ สง่ ผลต่อระบบ
5 1.3 ความหมายของฐานความรู้ (Knowledge Base) ฐานความรู้ คือ แหล่งควบคุมความรู้ โดยมีการจัดเก็บ จัดระเบียบ แบ่งปัน และถ่ายโอน ความรู้ในองค์กร ฐานความรูช้ ่วยให้องค์กรสามารถระบคุ วามตอ้ งการภายในองค์กร และนำความร้ทู ่ี จัดเก็บเหล่านั้นมาใช้เพื่อให้องค์กรมีการดำเนินที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (Plessis, 2007) ฐานความรู้ยังช่วยค้นหาความรู้ใหม่ๆ ที่องค์กรจำเป็นต้องใช้และจัดเก็บความรู้เก่าเพื่อให้องค์กร สามารถบรหิ ารงานไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ (Horovitz, 2000a) ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ได้ให้ความหมาย “ฐานความรู้” ว่า ฐานความรู้ (Knowledge Base) เป็นฐานข้อมลู ประเภทหนึ่งสำหรับการจัดการและแบง่ ปันความรู้ เพื่อรวบรวม จัดเก็บ และสืบค้นความรู้ในสาขาวิทยาการและวิชาชีพ ฐานความรู้ เป็นหัวใจของศูนย์ความรู้ (Knowledge Center) เพราะเป็นแหลง่ ความรแู้ ละข้อมูลที่จะนำไปใชป้ ระโยชน์ในการศกึ ษาและการ วจิ ัย ฐานข้อมูลส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการให้บริการสั่งสมข้อมูล ความรู้และ ประสบการณ์เพ่อื ใช้ในการแก้ปัญหาและพยากรณ์เหตุการณท์ ี่จะเกิดในอนาคต โดยมีการจัดการองค์ ความรู้ (Knowledge Management: KM) ในฐานะแขนงหนึ่งของเทคโนโลยีการศึกษา ในการ รวบรวม จดั เกบ็ ให้บรกิ ารสืบค้น และแบ่งปันความรู้ระหว่างสมาชกิ ฐานข้อมูลทางการศึกษาเป็นแหล่งความรู้ การสืบค้น การแลกเปลี่ยน ด้านการศึกษาที่ นำเสนอคำไข หรือ “คำสำคัญ (Keyword)” หรือ คำค้นหา สาระสำคัญของคำไข และแหล่งอ้างอิง โดยนำความรู้จากสื่อต่างๆ นำมารวบรวมและสังเคราะห์ความรู้ของสื่อสิ่งพิมพ์มาสร้างและจัดเก็บ เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นประโยชน์กับนักศึกษาหรืออาจารย์ในการสืบค้นผ่านสื่อ อินเตอร์เน็ต ฐานข้อมูลเป็นส่วนสำคัญของศูนย์ความรู้ เพื่อใช้เก็บข้อมูลสาระและเนื้อหา เพ่ือ ใหบ้ รกิ ารแก่ นักศึกษา คณาจารยแ์ ละผู้สนใจทัว่ ไป
6 1.4 ความหมายของส่อื สังคมออนไลน์ หมายถึง กลุ่มบริการทางออนไลน์ทีส่ นับสนุนการมีปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างผู้ใช้อนิ เตอร์เน็ต โดย ผใู้ ช้สามารถร่วมมือกันสร้าง คน้ หา แบ่งปัน และประเมินข้อมลู สารสนเทศออนไลน์ ขอ้ มลู สารสนเทศ ทเี่ ก็บเปน็ กลมุ่ จากแอพพลิเคชัน่ ที่เชื่อมตอ่ กับอินเตอรเ์ น็ตโดยสร้างแนวคดิ และเทคนิคของ Web 2.0 ซง่ึ สามารถให้ผ้ใู ชง้ านสรา้ งและแลกเปล่ียนข้อมูลได้ (Kaplan andHaenlein, 2010 สื่อสังคมออนไลน์ ประกอบด้วยเครือข่าย เครื่องมือ และเทคโนโลยี ที่เน้นปฏิสัมพันธ์ทาง สังคมผ่านเครือขา่ ยอินเตอร์เน็ต เช่น การใช้เป็นช่องทางการส่ือสาร ร่วมมือ และสร้างสรรค์ส่งิ ใหมๆ่ และบ่อยครั้งแลกเปลี่ยนกันผ่าน Web2.0 และซอฟแวร์สำหรับสังคม (Dabbagh & Reo, 2011a) ตวั อย่างของส่ือสังคม ได้แก่ แหล่งขอ้ มลู และแหลง่ ประสบการณ์ทส่ี ามารถแบง่ ปันหรือแชร์ให้ผู้อ่ืนได้ เ ช ่ น Delicious,WordPress, and Twitter wiki Facebook Google แ ล ะ อ ื ่ น ๆ อ ีก ม าก มาย (Dabbagh & Reo, 2011b) สอ่ื สงั คมออนไลนเ์ ปน็ ส่อื ทใี่ ชเ้ ครือข่ายอินเตอรเ์ น็ตในการติดต่อ เพอื่ เป็น เวที (Platform) และเคร่อื งมือสอื่ สาร องค์ประกอบทส่ี นบั สนนุ ของส่ือสงั คมมี 4 ส่วน ได้แก่ 1. ศนู ยค์ ้นหาความรอู้ อนไลน์ (OnlineSearching Knowledge Centers: OSKC) เพอื่ ค้นหา ความร้แู ละประสบการณ์ เช่น Google, Bing, Yahoo 2. ศูนย์ทรัพยากรความรู้ออนไลน์ (Online Resources Knowledge Centers: ORKC) ศึกษาเนื้อหาสาระ ทฤษฎี หลักการ และประสบการณ์ที่ถูกรวบรวมไว้ เช่น Wikipedia, Blog, FacebookPage 3. ศูนย์สื่อโสตทัศน์ออนไลน์ (Online Audiovisual Centers: AC) เพื่อศึกษาผ่านสื่อภาพ และเสยี ง เช่น YouTube, Facebook Watch 4. ศูนย์เครือข่ายสังคม (Social Network MediaCenters: SNMC) เพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกในกลุ่มหรือกับผู้สอน สามารถแลกเปลี่ยนเนื้อหาความรู้ และประสบการณ์ที่ผ่าน เครือขา่ ยสงั คม เชน่ Facebook, Line, WhatsApp, WeChat เปน็ ตน้ โดยสรปุ ระบบฐานความรผู้ ่าน สือ่ สงั คม เปน็ หนว่ ยบูรณภาพในการนำความรมู้ าจากส่ือตา่ งๆ ไดแ้ ก่ สือ่ ภาพ ส่ือเสียง และสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ ตำรา เอกสารการเรียน และประมวลสาระ ระดับต่างๆ นำมารวบรวมและสังเคราะห์ ความรู้ของสื่อสิ่งพิมพ์มาสร้างเป็นแหล่งความรู้ดา้ นเทคโนโลยีการศึกษาที่นำเสนอคำไขในการค้นหา เผยแพร่ผ่านส่ือสงั คมเพอื่ เป็นประโยชน์กบั นักศกึ ษา อาจารย์ หรือผู้สนใจในการสืบคน้ ความรู้ผ่านส่ือ อินเตอร์เน็ตไดท้ ุกท่ี ทุกเวลา ตามความสนใจและความต้องการของผเู้ รยี น
7 1.5 องคป์ ระกอบของฐานความรู้ผา่ นสื่อสงั คมอนไลน์ ระบบฐานความรผู้ า่ นส่อื สงั คมออนไลนม์ ี 7 องคป์ ระกอบ ได้แก่ สาระเนอื้ หาสื่อ คำไขหรอื คำ สำคัญสาระสำคัญ แหล่งอ้างอิง ฐานความรู้ การเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการประเมิน คุณภาพ โดยมีรายละเอียดดงั น้ี 1.5.1 สาระเนือ้ หา (Concept and Content) เป็นความรู้ที่อยู่ในสื่อประเภทต่างๆ ที่เสนอความรู้ เนื้อหาและข้อมูล โดยจำแนกออกเปน็ ตอน และหวั เร่อื ง โดยในแต่ละหวั เร่อื งก็จะมีหวั ข้อย่อยท่มี รี ายละเอียดปลกี ยอ่ ย การนำเนื้อหาสาระที่ เป็นความหมายหรอื นิยาม องคป์ ระกอบ ประเภท รูปแบบ ข้ันตอน และศพั ท์เฉพาะ โดยเลือกเนื้อหา ที่มลี กั ษณะดังกลา่ วมาใช้ประโยชน์ 1.5.2 คำไขหรือคำสำคัญ (Keywords) เป็นคำหลักที่ผู้เรียนหรือผู้ใช้ต้องการค้นหา โดยเป็นคำสำคัญที่กำหนดไว้ในฐานความรู้ เพื่อให้ผู้ใช้ฐานความรู้สามารถค้นหาข้อมูลได้สะดวก โดยนำคำสำคัญนี้มาจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นช่ือ ความหมายหรือนยิ าม ส่วนประกอบ องค์ประกอบ ประเภท รปู แบบ ขั้นตอนและชอ่ื ศัพท์วิชาการใน เรือ่ งนนั้ ในแตล่ ะคำไขหรือคำสำคญั จะมสี าระสำคญั และแหล่งอ้างองิ มาสรา้ งเป็นฐานความรู้ 1.5.3 สาระสำคัญ (Main Ideas) เป็นการนำคำสำคัญทีม่ ีลักษณะเฉพาะเจาะจงมารวมกนั สั้น กระชับ ได้ใจความ ใช้ภาษาท่ี เข้าใจงา่ ย มคี วามเปน็ รปู ธรรมท่สี ามารถนำไปใชไ้ ด้ สาระสำคญั มีหน้าทอี่ ธบิ ายคำสำคัญหรือคำไขนั้น โดยคำสำคัญจะอยใู่ นสอื่ สงิ่ พมิ พท์ ่ีนำมาจดั ทำเป็นฐานความรู้ 1.5.4 แหลง่ อ้างองิ (Citation and Reference) เปน็ การระบแุ หลง่ ของข้อมูลที่ค้นควา้ ในแต่ละคำไขหรือคำสำคญั ทพ่ี บจากส่ือสิ่งพิมพ์ แหล่ง อ้างอิงจะปรากฏอยู่ในคำไขหรือคำสำคญั น้ัน โดยประกอบดว้ ย ชอ่ื -นามสกุล ผเู้ ขยี น หน่วยหรือตอน ปี พ.ศ. ท่เี ขยี นเน้ือหา ชอ่ื หน่วยหรือตอน ชือ่ สื่อสิง่ พมิ พ์ และลำดับเลขทีห่ น้า 1.5.5 ฐานความรู้ (Knowledge-Base) เปน็ แหล่งความรูด้ า้ นเทคโนโลยีการศึกษาทน่ี ำเสนอคำไขหรือคำสำคญั สาระสำคญั ของคำไข และแหลง่ อ้างองิ โดยนำเนื้อหาสาระมาจากส่อื คดั สรรมารวบรวมไว้ในฐานความรู้ 1.5.6 การเผยแพร่ผา่ นสอ่ื สังคมออนไลน์ (Dissemination via Social-Media) เป็นการนำเนื้อหาสาระรวบรวมไว้ในฐานความรู้มอบให้ผู้เรียนหรือผู้ที่สนใจผ่านสื่อสังคม ออนไลน์ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายหลักในติดต่อและมีปฏิสัมพันธ์ โดยผู้เรียนหรือผู้ที่สนใจ สามารถสืบค้นและนำความรู้มาใช้ประโยชน์จากฐานความรู้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรยี น ได้ทกุ สถานท่ีและทุกเวลา
8 1.5.7 การประเมินคณุ ภาพ (Quality Assessment) เป็นการตรวจสอบคุณภาพฐานความรู้ก่อนนำไปใช้งานจริง โดยนำฐานความรู้ไปให้ ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ เพื่อประเมินเบื้องต้นเกี่ยวกับคุณภาพของระบบฐานความรู้ผ่านสื่อสังคม ออนไลน์ จำแนกเป็น 1.5.7.1 การตรวจสอบคุณภาพด้านเนื้อหา เช่น ความเหมาะสมเกี่ยวกับการจัด กลุ่มคำไขหรอื คำสำคัญ การจัดเรยี งคำไขหรอื คำสำคญั ความถกู ตอ้ งและเหมาะสมในเน้ือหา สาระสำคญั แหลง่ อา้ งอิง ฯลฯ และ 1.5.7.2 การออกแบบทางเทคนิคของฐานความรู้ ได้แก่ รูปแบบและขนาดของ ตัวอักษร การวางตำแหน่งข้อความ สีของพื้นกับสีของข้อความ ความสะดวกในการใช้งาน ฐานความรู้ เป็นต้น โดยสรุป องค์ประกอบของระบบฐานความรู้ผ่านสือ่ สงั คมออนไลน์ ประกอบด้วย 1. สาระเนือ้ หา 2. คำไขหรอื คำสำคัญ 3. สาระสำคัญ 4. แหล่งอา้ งอิง 5. ฐานความรู้ 6. การเผยแพร่ผ่านส่อื สงั คมออนไลน์และ 7. การประเมินคณุ ภาพ 1.6 ผลทีไ่ ดร้ บั จากระบบฐานความรผู้ ่านสอ่ื สงั คมออนไลน์ 1. องค์กรมแี หล่งค้นควา้ ในรูปฐานความรสู้ ำหรบั นักศกึ ษา อาจารย์ และผู้สนใจอ่นื ๆ 2. คณาจารย์ขององค์กรสามารถใช้ฐานความรู้เป็นแหล่งอ้างอิงในงานวิชาการอย่างสะดวก และรวดเรว็ 3. ผู้ใชร้ ะบบหรือผู้ท่ีเก่ยี วขอ้ งกับระบบมคี วามรแู้ ละความสามารถดา้ นเทคโนโลยีการศึกษาที่ ตรงกัน 4. องค์กรสามารถนำฐานความรู้มาใช้ประโยชน์และสร้างความประหยัดโดยไม่ต้องผลิตสื่อ เป็นเอกสาร แตส่ ามารถดงึ ความรจู้ ากฐานความรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลนไ์ ด้
บทที่ 2 ขัน้ ตอนของระบบฐานความรผู้ า่ นสอื่ สังคมออนไลน์ “ระบบการพัฒนาฐานความรู้ของเอกสารการสอนด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา” มี ขน้ั ตอนของระบบ 6 ขนั้ ตอน ได้แก่ 1. การกำหนดขอบขา่ ยและกรอบยอ่ ยของขอบข่ายเทคโนโลยีและส่ือสารการศึกษา 2. วเิ คราะห์เน้ือหาในเอกสารด้านเทคโนโลยีและสือ่ สารการศกึ ษา 3. เขียนคำไขหรอื คำค้นหา เขยี นสาระสำคญั และเขียนแหล่งอ้างองิ ท่ีนำมาจากเอกสารการสอนด้าน เทคโนโลยแี ละสอ่ื สารการศึกษา 4. กำหนดช่องทางการเผยแพรค่ วามรขู้ องเอกสารดา้ นเทคโนโลยีและส่ือสารการศกึ ษา 5. ดำเนินการผลติ ฐานความรู้ 6. ประเมนิ คุณภาพของฐานความรู้ จาก 6 ขั้นตอนนี้สามารถนำขั้นตอนที่มีความสอดคล้องกับการพัฒนาระบบฐานความรู้ผา่ นสื่อสงั คม ออนไลน์มาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้ ข้ันตอนของระบบฐานความรู้ผา่ นสื่อสงั คมออนไลน์มี 5 ขน้ั ตอนหลกั ได้แก่ 2.1 วิเคราะห์เนื้อหาในส่อื เพ่อื จัดทำฐานความรู้ ประกอบดว้ ยข้ันตอนยอ่ ยดงั นี้ 2.1.1 ศึกษาเนื้อหาในสื่อเพื่อจัดทำฐานความรู้ เป็นการค้นหาเนื้อหาสาระในสื่อที่คัดสรร ตั้งแต่หัวเรื่อง และรายละเอียดปลีกย่อย นำมาพิจารณาความถกู ต้องและทันสมยั จากนั้นนำคำหรอื ข้อความและรายละเอยี ดของเน้อื หามาบนั ทกึ ไว้ในบันทึกคำสำคญั 2.1.2 พิจารณาคำสำคัญหรือข้อความและรายละเอียดของเนื้อหานั้น เป็นการตรวจสอบ ความถูกตอ้ ง และจัดเรียงเนื้อหาและสาระสำคัญตามส่ือ 2.2 ระบคุ ำสำคญั หรอื คำค้นหา เขียนสาระสำคัญ เขียนแหลง่ อา้ งอิงของคำสำคญั และจดั เข้ากล่มุ ตามเนอื้ หาและสาระในเรอื่ งน้ันๆ ประกอบด้วยขน้ั ตอนยอ่ ย ดังน้ี 2.2.1 ระบุคำสำคัญหรือคำค้นหาจากสื่อ เป็นการนำคำค้นหาหรือข้อความที่ได้จากการ วิเคราะหเ์ นื้อหาที่บันทกึ ไว้ในแบบบนั ทึกคำสำคัญ แล้วจัดเรียงตามเนื้อหาของสื่อ และนำมาจัดเรียง อกี ครั้งตามพยญั ชนะในแต่ละเนื้อหา คำสำคัญหลายคำ เรยี กว่า ชุดคำสำคญั หรอื ชุดคำคน้ หา
10 2.2.2 เขียนสาระสำคญั ของแต่ละคำไขหรอื คำสำคัญ เปน็ การให้ความหมายของคำสำคัญโดย นำมาจากสื่อนำคำสำคัญที่คัดเลือกมาจากเนื้อหาในสื่อที่รวบรวมคำสำคัญที่มีลักษณะเจาะจงและ ลักษณะรอง แลว้ นำมาปรับปรงุ ภาษาให้ง่าย สั้นกะทดั รัด อา่ นเขา้ ใจงา่ ย ดังนนั้ คำสำคญั คำไข หรือ คำคน้ หาทุกคำจะตามดว้ ย “หมายถงึ ” และคำอธิบายความของคำสำคัญนั้นซง่ึ เกิดจากหลายๆ คำมา รวมกัน 2.2.3 เขียนแหล่งอ้างอิงของคำสำคัญ เป็นการระบุที่มาของคำสำคัญนั่น ประกอบด้วย ช่ือ และนามสกลุ ผู้เขียน ปพี ทุ ธศักราชที่เขียน ชอ่ื หนว่ ย หน้าทอ่ี ้างองิ ช่ือชดุ วิชา และตามด้วยสาขาหรือ คณะ และชื่อมหาวทิ ยาลัยนั้น เพ่อื ใหผ้ ูส้ นใจไดค้ ้นหาเพิม่ เติมตอ่ ไป 2.3 กำหนดช่องทางการเผยแพรฐ่ านความรู้ผ่านสอื่ สงั คมออนไลน์ เป็นการเผยแพร่ฐานความรู้แบบออนไลน์ผ่านเครือข่ายอนิ เตอร์เนต็ ประหยัดค่าใชจ้ ่ายและ สามารถเผยแพร่ไปยังผู้สนใจจำนวนมากสามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาที่มีออนไลน์ (Online) ผ่าน เครือข่ายอินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ได้แก่ Google, Wikipedia, Bing, Facebook, Line เป็นต้น ในรูปแบบออนไลนย์ ังมีเครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการสื่อสารแบบ ประสานเวลา (Synchronous Communication Tool) และเครื่องมือแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous Communication Tool) ซึ่งช่วยให้การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ฐานความรู้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น และแบบออฟไลน์ (Offline) ผ่านทาง DVD, Flash Drive, SD Cards และ Memory zones 2.4 ดำเนินการผลิตฐานความรู้ ข้ันตอนน้ปี ระกอบดว้ ย 2.4.1 กำหนดส่วนประกอบของฐานความรู้ เป็นการระบุโครงสร้างของสิ่งที่จะบรรจุไว้ใน ฐานความรสู้ ว่ นประกอบของฐานความรู้ คอื 1. วธิ ีการใช้ฐานความรู้ 2. มีชดุ คำสำคัญหรอื ชดุ คำคน้ หา ยดึ ตามส่อื และเรยี งพยญั ชนะใหค้ ้นหา 3. มคี ำอธบิ ายและความหมายของแต่ละคำสำคัญ 4. มแี หลง่ อ้างองิ ทช่ี ัดเจน
11 2.4.2 ตรวจสอบการออกแบบฐานความรู้ เปน็ การประเมินคุณภาพเบื้องต้น ประกอบด้วย 1. ความถูกต้องของเนื้อหาสาระในฐานความรู 2. ความถกู ต้องของการสะกดคำและวรรค 3. ความถกู ต้องของแหลง่ อา้ งอิง 4. ความถูกตอ้ งทางเทคนิคการนำเสนอ เชน่ สพี น้ื รปู แบบตวั อักษร ความสวยงาม ฯลฯ 2.4.3 การจัดทำฐานความรู้ เป็นการนำฐานความรู้ที่ออกแบบไว้มาผลิตและตรวจสอบฐานความรู้ท่ี ผลิตเสร็จในเบือ้ งตน้ 2.5 ประเมนิ คณุ ภาพของฐานความรู้ เปน็ การตรวจสอบคุณภาพของฐานความรขู้ องสือ่ สง่ิ พมิ พด์ ้วย การใหผ้ ทู้ รงคุณวุฒิตรวจสอบ จำนวน 3-5 คน ตรวจสอบเบอื้ งต้นกอ่ นนำระบบฐานความรูไ้ ปใช้ ด้วย แบบประเมินคณุ ภาพของฐานความรใู้ นด้าน 1.เนื้อหาสาระในฐานความรู้ 2. การนำเสนอฐานความรู้ 3. เทคนคิ ทีใ่ ชใ้ นฐานความรู้ 4. การเขา้ ใชฐ้ านความรู้ 5. ผลทไ่ี ด้รบั และผลย้อนกลบั จากการใชฐ้ านความรู้ หลงั จากรวบรวมขอ้ มลู จากผทู้ รงคุณวฒุ ิแล้ว จึงนำผลการประเมนิ คณุ ภาพจากผู้ทรงคณุ วุฒิไปก่อนนำ ระบบฐานความรู้ผ่านสอื่ สงั คมออนไลน์ไปใช้ โดยสรปุ ข้นั ตอนของระบบฐานความรู้ผ่านสอื่ สงั คมออนไลนม์ ี 5 ขน้ั ตอนหลัก ไดแ้ ก่ 1. วเิ คราะห์เนื้อหาในสอ่ื เพือ่ จดั ทำฐานความรู้ 2. ระบคุ ำสำคญั หรือคำคน้ หา เขียนสาระสำคัญ เขียนแหล่งอา้ งอิงของคำสำคญั 3. กำหนดชอ่ งทางการเผยแพรฐ่ านความรผู้ า่ นสอ่ื สงั คมออนไลน์ 4. ดำเนนิ การผลิตฐานความรู้ 5. ประเมนิ คณุ ภาพของฐานความรู้
บทท่ี 3 การประยุกต์ใชร้ ะบบฐานความรูผ้ า่ นส่ือสังคมออนไลน์ในการจดั การเรียนการสอน กระทรวงศึกษาธกิ ารไดม้ อบหมายใหห้ นว่ ยงานทเี่ กี่ยวขอ้ งกระตุ้นใหก้ ารจดั การเรยี นการสอน ของประเทศไทยให้พัฒนาศักยภาพ และส่งเสริมการใชส้ ื่อสังคมออนไลนใ์ นการจดั การเรยี นการสอน โดยผลกั ดนั ให้สถาบนั การศึกษานำเครอ่ื งมือออนไลน์ท่ีมีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ให้เกิดเป็น เครอื ข่าย โดยไม่มีขอ้ จำกดั เรื่องเวลา และสถานที่ ก่อใหเ้ กดิ กระบวนการเรยี นร้แู บบไมม่ ีท่ีส้ินสุด จาก นโยบายการส่งเสริมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอนส่งผลให้เกิดกระบวนการ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดข้อมูลและความรู้ที่สะสมอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ ถ้าข้อมูลและ ความรู้เหล่านัน้ ผ่านขั้นตอนของระบบฐานความรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์จะทำให้การจัดการเรียนการ สอนมีประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลมากย่งิ ข้นึ การประยุกตใ์ ชร้ ะบบฐานความรผู้ า่ นส่ือสงั คมออนไลน์ ในการจัดการเรียนการสอน สามารถแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ (สำนักเทคโนโลยีเพือ่ การเรยี นการสอน, 2552) 3.1 ฐานค้นหาความรูอ้ อนไลน์ (Online Searching Knowledge Base: OSKB) เปน็ เครือ่ งมือทเี่ กบ็ รวบรวมแหล่งทีใ่ ช้ค้นหาข้อมลู ความรูแ้ ละประสบการณ์ ซึ่งอาจจำแนกได้ เป็น ฐานค้นหาความรู้ออนไลน์สำหรับข้อมูล ความรู้และประสบการณ์ทั่วไป อาทิ Google, Bing, Yahoo และฐานค้นหาความรู้ออนไลน์สำหรับข้อมูลเฉพาะเจาะจง เช่น ฐานค้นหาความรู้ออนไลน์ สำหรบั เทคโนโลยที างการศกึ ษา TheEdTech Hub, Tech.ed.gov, educatorstechnology เปน็ ต้น เพื่อนำแหล่งข้อมูล ความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาและจัดทำเป็นแหล่งค้นหา ฐานความร้อู อนไลน์ 3.2 ฐานทรพั ยากรความรอู้ อนไลน์ (Online Resources Knowledge Centers: ORKB) เป็นรูปแบบฐานความรู้ที่รวบรวมเกี่ยวกับเนื้อหาสาระ ทฤษฎี หลักการ และประสบการณ์ โดยผ่านการระบุคำสำคัญหรือคำค้นหา เขียนสาระสำคัญ เขียนแหล่งอ้างอิงของคำสำคัญเพื่อให้ง่าย ตอ่ การเข้าถึง เช่น Wikipedia,Blog, Facebook Page, Linked เปน็ ต้น
13 3.3 ฐานความรู้ส่ือโสตทศั น์ออนไลน์ (Online Audiovisual Knowledge Base: OAKB) เพื่อเก็บรวบรวมและเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากฐานความรู้ผ่านสื่อภาพและเสียง เช่น YouTube, Facebook Watch เปน็ ตน้ 3.4 ฐานความร้ผู า่ นเครือข่ายสงั คม (Social Network Media Knowledge Base : SNMKB) เพ่อื การมีปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสมาชิกในกล่มุ หรอื กับผู้สอน สามารถแลกเปลยี่ นเนือ้ หา ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากฐานความรู้ผ่านเครือข่ายสังคม เช่น Facebook, Line, WhatsApp, WeChat เปน็ ตน้ โดยสรุปการประยุกต์ใช้ระบบฐานความรูผ้ ่านสื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนการสอน แบ่งไดเ้ ป็น 4รูปแบบ ไดแ้ ก่ 1. ฐานคน้ หาความรู้ออนไลน์: OSKB 2. ฐานทรพั ยากรความรอู้ อนไลน์: ORKB 3. ฐานความรู้สื่อโสตทศั น์ออนไลน:์ OAKB 4. ฐานความรู้ผ่านเครือข่ายสงั คม: SNMKB
บทท่ี 4 สรปุ ระบบฐานความรู้ผ่านสือ่ สังคมออนไลน์ เป็นหน่วยบูรณภาพในการนำความรู้มาจากสอ่ื ตา่ งๆ นำมารวบรวมและสังเคราะหค์ วามรู้ และนำมาสร้างเปน็ แหล่งความร้ดู ้านเทคโนโลยกี ารศกึ ษาท่ี นำเสนอคำสำคัญในการคน้ หาเผยแพรผ่ า่ นสอ่ื สงั คมออนไลนเ์ พอ่ื เป็นประโยชนก์ บั ผู้เกี่ยวข้องในการ สบื คน้ ความรู้ผ่าน สอ่ื สงั คมออนไลน์ โดยมี 7 องคป์ ระกอบ คือ 1. สาระเนอ้ื หา (Concept and Content) 2. คำไขหรอื คำสำคญั (Keywords) 3. สาระสำคัญ (Main Ideas) 4. แหลง่ อา้ งองิ (Citation and Reference) 5. ฐานความรู้ (Knowledge-Base) 6. การเผยแพร่ผ่านสอื่ สังคมออนไลน์ (Dissemination via Social-Media) 7. การประเมินคณุ ภาพ (Quality Assessment) ข้นั ตอนของระบบฐานความรู้ผ่านสอ่ื สงั คมออนไลน์มี 5 ขั้นตอนหลัก ดงั นี้ 1. เนือ้ หาในส่อื เพอ่ื จดั ทำฐานความรู้ 2. ระบุคำสำคัญหรือเขียนสาระสำคญั เขียนแหล่งอ้างองิ ของคำสำคญั 3. กำหนดช่องทางการเผยแพร่ฐานความรู้ผ่านสือ่ สงั คมออนไลน์ 4. ดำเนินการผลติ ฐานความรู้ 5. ประเมินคุณภาพของฐานความรู้ บทบาทของสือ่ สงั คมออนไลน์จะเข้าไปมีสว่ นร่วมในชวี ิตประจําวนั ของประชาชนเพ่ิมข้ึน แต่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ชนิดของสื่อสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆ ไปตามกระแสความนิยมของ กลุ่มผ้ใู ช้กลุ่มต่าง ๆ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สื่อสังคมออนไลน์มี ทง้ั ขอ้ ดีและขอ้ ด้อย รวมทัง้ อาจส่งผลกระทบต่อสงั คม เศรษฐกิจ อาญากรรมคอมพิวเตอร์ และความ มั่นคง ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ สาเหตุสำคัญที่ทำให้สื่อสังคมออนไลน์ ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ มา จากการใช้งานที่ง่ายเข้าถึงกลุ่มคนได้รวดเร็วมีการแสดงความคิดเห็นไปมาและสื่อที่นำมาแบ่ งปันมี
15 ลกั ษณะหลากหลายรวมทั้งการพัฒนาตลอดเวลาของเทคโนโลยีการ สื่อสารและอินเทอร์เน็ต ทำให้มี แนวโนม้ คอ่ นข้างชดั เจนวา่ ส่อื สงั คมออนไลน์ จะเปน็ ส่ือหลกั ของผูค้ นในโลกอนาคตอย่างแท้จริง สังคมออนไลน์เพื่อการศึกษาเป็นการนำ Applications ที่นิยมใช้กันใน Socialnetwork ประกอบไปด้วย Twitter, Facebook และ YouTube มาประยุกตใ์ ช้ในการจดั การเรยี นการสอนหรือ นำมาใช้ประโยชน์ในวงการการศึกษา ซึ่ง Applications เหล่านี้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์คือ Twitter ถูกนำมาใช้ในการติดต่อสื่อสารระหวา่ งครูกับนำเรียน มีการสร้างบล็อกเพื่อสนทนาโตต้ อบ กันไม่ว่าอยสู่ ว่ นไหนของโลกก็ตาม สามารถติดตอ่ กันนอกเหนือจากเวลาเรียนไดอ้ ย่างรวดเร็วมีระบบ ป้องกันข้อมูลที่ดสี ามารถสร้างเป็นกลุ่มปิดไดแ้ ต่ในขณะเดียวกัน Twitter ยังมีข้อเสียคือ เป็นแอพที่ ตอ้ งใช้เวลานานในการอ่านข้อมูลข่าวสารในกรณีท่ีมีผู้อยู่ในเครอื ขา่ ยมาก ขอ้ มูลทปี่ รากฏในระบบจะ ถูกทับด้วยข้อมูลใหม่อย่างรวดเร็วและคงอยู่ในระบบในระยะเวลาจำกัดประมาณ 15 วัน ซึ่งใน ระยะเวลาอันจำกัดผู้เรียนอาจไม่สนใจในเนื้อหาท่ีผู้สอนมอบหมายผ่านทวิตเตอร์ ในการแชทระหว่าง เพอื่ นในช้นั เรียนหากไม่จดั สรรเวลาผเู้ รยี นอาจเสพตดิ เทคโนโลยไี ด้โดยไมร่ ู้ตวั หากไมม่ กี ารจดั สรรเวลา ผู้เรยี นอาจกา้ วก่ายในชีวิตส่วนตวั ของผูส้ อนไดโ้ ดยการโพสตข์ อ้ ความทีไ่ ม่เหมาะสมเข้าไปในระบบแต่ก็ สามารถปอ้ งกนั ได้โดยการบล๊อคข้อความท่ไี มเ่ หมาะสมไดซ้ ง่ึ ขอ้ ความท่ีไม่เหมาะสมน้ีอาจถูกนำไปใช้ เป็นเครื่องมอื ในการสร้างข่าวลือไดร้ วมถงึ ข้อจำกัดของอกั ขระท่ีสามารถใชไ้ ด้เพียง 140 อักขระ อาจ นำไปสูก่ ารสื่อสารดา้ นการเขียนท่ีผดิ ไวยากรณ์และนำไปสู่การทำให้ภาษาไทยวิบตั ิได้ผู้สอนจึงมีความ จำเป็นต้องให้ข้อมลู ที่ถกู ตอ้ งและเหมาะสมในเรือ่ งการใช้งานทวิตเตอร์ในขณะเดียวกนั Facebookก็ ถูกนำมาใช้ประโยชนใ์ นการสื่อสารและถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเช่นเดียวกนั กับทวิตเตอร์ข้อดีของFacebookผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วกระตุน้ ให้ผู้เรยี นเข้าถงึ การเรียนรู้แบ่งปันสาระความรู้ให้กับผูอ้ ่ืน ได้อยา่ งทัว่ ถึงแต่การมีข้อดีแล้วก็ย่อมมีข้อเสียเชน่ เดียวกัน ข้อเสียส่วนใหญ่จะเกิดข้ึนกับผู้เรียนทีข่ าดวินยั ในการใช้งาน เช่นการใช้งานที่ไมส่ ามารถควบคุมเวลา ในการใช้งานได้หรือเล่นเกมส์เพื่อความบันเทิง ขาดวิจารณญาณในการรับข้อมูล ยังมีอีกหน่ึง Applicationsที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาได้นั่นคือ YouTube ซึ่งการนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้น โดยส่วนมากจะมีนำมาเป็นส่วน หนึ่งของการให้ความรู้ซึ่งในอยู่ในรูปแบบการสืบค้นเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นสื่อการสอนที่สามารถ นำมาใชใ้ นหอ้ งเรยี นไดแ้ ต่การใช้งานกม็ ีทงั้ ข้อดแี ละข้อเสยี ข้อดีของการนำมาประยุกต์ใชใ้ นการจัดการ เรยี นการสอนคอื สามารถเป็นสื่อการสอน
16 สำหรบั ผู้เรียนได้ มีความหลากหลายของข้อมูล มมี แี หลง่ ข้อมูลให้ค้นคว้ามากมายไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง เรียนรู้การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ผ่าน YouTubeเมื่อมีข้อดีมากมายข้อเสียของการนำ YouTubeมาใช้ก็อาจอยู่ในส่วนของการส่ือสารการนำ YouTube มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียน การสอนนน้ั เป็นการสอ่ื สารทางเดียว ไม่มกี ารโต้ตอบ มเี พยี งการรับฝา่ ยเดียว อาจทำใหก้ ารเรยี นรู้ขาด การเชือ่ มต่อได้อกี หนง่ึ ข้อเสียท่ีสำคัญคือ การเข้าชมเน้ือหาท่ไี ม่เหมาะสมกับวัย อาทำให้ผู้เรียนได้รับ ความร้ทู ี่ไม่เหมาะสมไดเ้ ชน่ เดยี วกนั แต่การเขา้ ชมเนอื้ หาทไ่ี ม่มคี วามเหมาะสมกส็ ามารถทำการบล็อก สว่ นที่ไมเ่ หมาะสมได้
17 บรรณานรุ ม กระทรวงศกึ ษาธิการ สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช 2542. กรุงเทพฯ : บรษิ ทั พริกหวานกกราฟกิ จำกดั , 2542. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. การผลิตชดุ การเรียนอิเลก็ ทรอนิกส.์ กรุงเทพฯ : เอมพนั ธ์, 2549. พงษ์พพิ ัฒน์ สายทอง. ส่อื สังคมออนไลน์กบั การเรยี นการสอน. สัมมนาวชิ าการ ณ หอ้ ง 3403 อาคารวิทยพฒั นา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2557. วาสนา ทวกี ลุ ทรัพย.์ สามญั ทศั น์การจดั ระบบทางการศึกษา ในเอกสารการสอนชดุ วชิ า เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หนว่ ยที่ 3. นนทบรุ ี : สาขาศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช, 2560. วาสนา ทวกี ุลทรพั ย์. การพัฒนาระบบฐานความรขู้ องเอกสารการสอนดา้ นเทคโนโลยแี ละ สือ่ สารการศึกษา. นนทบุรี : สาขาศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช, 2560. “ระบบฐานความรู้” [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก : https://www.gotoknow.org/posts/354835, 2553. [สืบคน้ เมือ่ 9 ตลุ าคม 2564]. ชยั ยงค์ พรหมวงศ์. สามญั ทศั นเ์ ทคโนโลยกี ารสอนและการฝึกอบรม. ในประมวล สาระชุดวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการสอนและฝึกอบรม หน่วยที่ 2. (น. 1 -42). นนทบุรี : สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, 2555. “ระบบผเู้ ช่ียวชาญระบบสารสนเทศ” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ จาก : https://sites.google.com/site/informationsystemis2/8rabb-sar-sn-the- sxun/rabb-phu-cheiywchay 2559. [สืบคน้ เมือ่ 9 ตุลาคม 2564]. Andreeva, and Kianto (2011) T. Andreeva, A. Kianto Knowledge processes, knowledgeintensity and innovation: A moderated mediation analysis. Journal of Knowledge Management, 15 (6), pp. 1016-1034 Dabbagh, N., & Reo, R. (2011b). Impact of Web 2.0 on higher education. In D. W. Surry, T.Stefurak, & R. Gray (Eds.), Technology integration in higher education: Socia and organizational aspects (pp. 174–187). Hershey, PA: IGI Global
Search
Read the Text Version
- 1 - 28
Pages: