Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ประวัติ

ประวัติ

Published by chanut9696, 2020-07-03 07:11:19

Description: ประวัติ

Search

Read the Text Version

พฒั นาการดา้ นสังคมและวฒั นธรรม สมยั โบราณ กรีกและโรมนั เป็ นสังคมชนช้ัน โดยแบ่งพลเมืองเป็ นชนช้ันปกครอง ได้แก่ ผู้นาทางการเมือง เช่น กษตั ริย์ กงสุล จกั รพรรดิ รวมถึงทหารและขนุ นาง และชนช้ันทถ่ี ูกปกครอง ได้แก่ เสรีชนทปี่ ระกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น พ่อค้า เกษตรกร ช่างฝี มือ รวมถงึ ทาส สมยั กลาง เป็ นสังคมแมนเนอร์ทมี่ ปี ราสาทของขนุ นางเป็ นศูนย์กลางชุมชน แบ่งออกเป็ น 2 ช้ัน คือ ชนช้ันปกครอง ประกอบด้วยกษัตริย์ ขุนนาง และบาทหลวง และชนช้ันสามญั ชน สมยั ใหม่ ลกั ษณะทางสังคมและวฒั นธรรมเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะทางความรู้ด้านต่าง ๆ มกี ารรื้อฟื้ นวทิ ยาการสาขาต่าง ๆ ของกรีกและโรมนั ทาให้เกดิ การปฏิวตั วิ ทิ ยาศาสตร์ การประดษิ ฐ์แท่นพมิ พ์ขนึ้ ใช้ได้ผลเป็ นคร้ังแรกในยุโรป เม่ือ ค.ศ. 1454 ทาให้ มกี ารอ่านหนังสือกนั อย่างกว้างขวาง

พฒั นาการด้านเศรษฐกจิ สมยั โบราณ เศรษฐกจิ ของยุโรปขึน้ อยู่กบั การเกษตรตามบริเวณล่มุ แม่นา้ และการค้าขายผลผลติ เกษตรและงานหัตถกรรม มี การสร้างเมืองท่าการค้าเพื่อใช้ขนส่งสินค้า สมยั กลาง เศรษฐกจิ ในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 5 - 11 เป็ นระบบเศรษฐกจิ แบบแมนเนอร์ (Nanorial System) ซ่ึงเป็ นเศรษฐกจิ เกษตรกรรมแบบพงึ่ ตวั เอง สมยั ใหม่ ระบบเศรษฐกจิ เป็ นแบบทนุ นยิ ม

พฒั นาการดา้ นการเมืองการปกครอง โดยท่วั ไปกล่าวได้ว่าในอดตี ดนิ แดนส่วนใหญ่ของทวปี ยุโรปมกี ษตั ริย์เป็ นประมุขสูงสุด แม้แต่ในสมัยกรีกเรืองอานาจเมื่อกว่า ๕๐๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราช ระบอบการปกครองแบบกษตั ริย์กเ็ ป็ นท่ีรู้จักกนั แพร่หลายแล้ว ในสมยั จักรวรรดโิ รมนั (๒๗ ปี ก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ.๔๗๖) พระประมุขสูงสุด เรียกว่า ซีซาร์หรือจักรพรรดซิ ึ่งทรงปกครองอาณาบริเวณกว้างขวางครอบคลมุ พืน้ ทีใ่ นยุโรปและบางส่วนของเอเชียและแอฟริกา เมื่อจกั รวรรดโิ รมันล่มสลายลงใน ค.ศ. ๔๗๖ ยุโรปได้เข้าสู่สมยั กลาง (Milddle Ages ค.ศ. ๔๗๖-๑๔๙๒)ท่ีระยะแรกๆบ้านเมืองแตกแยกจากการเข้า รุกรานของพวกอนารยชนเผ่ากอท (Goth) หรือชนเผ่าเยอรมันที่อพยพลงมาจากตอนเหนือ ระบอบการปกครองแบบรวมศูนย์อานาจของโรมสลายตัว บ้านเมืองไร้ข่ือแป ประมวลกฎหมายโรมนั ทีใ่ ช้บังคบั ทัว่ ท้งั จกั รวรรดถิ ูกละทิง้ เกดิ เป็ นระบอบการปกครองแบบฟิ วดลั (feudalism) หรือการปกครอง แบบกระจายอานาจการปกครองตกอย่ใู นมือของขุนนางเจ้าของทดี่ นิ และมกี ารใช้กฎหมายจารีตประเพณี (customary law) ของพวกอนารยชนแทน ประมวลกฎหมายโรมนั อย่างไรกด็ ี กษตั ริย์กย็ งั คงได้รับการยกย่องว่าเป็ นเจ้าของแผ่นดนิ และได้รับการยกย่องว่าเป็ นพระประมุข (แต่ไม่มีอานาจ) แต่ใน ปลายสมัยกลางกษตั ริย์ต่างสามารถสถาปนาอานาจปกครองแบบรวมศูนย์อานาจและสร้างรัฐชาติ (nation state) ท่ีรวมดนิ แดนต่างๆ เข้าเป็ นชาติ เดยี วกนั ได้ ซึ่งพระราชอานาจในการปกครองของกษตั ริย์ในดนิ แดนต่างๆ มีพฒั นาการทแ่ี ตกต่างกนั ดงั นี้

ระบอบกษตั ริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในองั กฤษ พระเจา้ จอห์น (ค.ศ.๑๑๙๙-๑๒๑๖) ทรงยอมรับแมกนาคาร์ตา (Magna Carta ค.ศ.๑๒๑๕) หรือมหากฎบตั ร (Great Charter) ท่ีขนุ นาง พระ พอ่ คา้ และประชาชนรวมตวั กนั บีบบงั คบั ใหพ้ ระองคย์ อมรับขอ้ ตกลงท่ีเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรในการจากดั พระราชอานาจ ไม่ใหใ้ ชพ้ ระราชอานาจเกินขอบเขตในการเก็บภาษีอากร การลงโทษและอ่ืนๆ ต่อมาไดเ้ กิดรัฐสภา (parliament) ที่ประกอบดว้ ย สภาขนุ นาง (House of Lords) และ สภาสามญั (House of Commons) ที่มสี ่วนสาคญั ในการลดอานาจสิทธ์ิของกษตั ริย์ ต่อมาเมอ่ื กษตั ริยพ์ ยายามจะละเลยอานาจของรัฐสภา สภาและประชาชนไดร้ ่วมกนั ก่อการปฏิวตั ิอนั รุ่งโรจน์ (Glorious Revolution) ข้ึนใน ค.ศ.๑๖๘๘ ขบั กษตั ริยอ์ อกจากบลั ลงั โดยไมม่ กี ารนองเลือดและใหก้ ษตั ริยพ์ ระองคใ์ หม่ยอมรับในอานาจของรัฐสภา นบั เป็นการสิ้นสุดของ การพยายามใชอ้ านาจปกครองอยา่ งเดด็ ขาดของกษตั ริย์ และเป็นจุดเร่ิมตน้ ของการปกครองแบบกษตั ริยภ์ ายใตร้ ัฐธรรมนูญอยา่ งแทจ้ ริง ท้งั ยงั ยตุ ิปัญหาความแตกแยกทางศาสนาภายในประเทศโดยกาหนดใหก้ ษตั ริยต์ อ้ งทรงนบั ถือและเป็นองคศ์ าสนูปถมั ภกของนิกายแองกลิคนั (Anglicanism) หรือนิกายองั กฤษ (Church of England)

ระบอบกษตั ริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนฝร่ังเศสและประเทศมหาอานาจในอดตี อ่ืนๆ ได้แก่ ปรัสเซีย (รัฐหนึ่งในดนิ แดนเยอรมนั ต่อมามบี ทบาทเป็ นผู้นาในการรวมชาติเยอรมนใี น ค.ศ. ๑๘๗๑) ออสเตรีย และรัฐเซียน้ัน กลบั มพี ฒั นาการระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์(Absolutism) ฝรั่งเศสใน ค.ศ. ๑๖๑๔ หลงั เกดิ เหตุความวุ่นวายและสงครามกบั สเปน สภาฐานันดร (Estates General) ซ่ึงเป็ นตัวแทนของชนช้ันต่างๆ ได้ประกาศ ยบุ ตวั และประกาศให้ “อานาจอธปิ ไตรสูงสุดเป็ นของกษตั ริย์เพราะทรงเป็ นผู้ได้รับมงกฎุ จากพระเป็ นเจ้า” จึงทาให้ไม่มกี ารเรียกประชุมสภาฐานันดร อกี เลยเป็ นเวลา ๑๗๕ ปี จนก่อนเกดิ การปฏวิ ตั ฝิ รั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ (French Revolution of 1789) ทาให้กษตั ริย์ฝรั่งเศสไม่มสี ภาทจ่ี ะควบคุมการใช้ พระราชอานาจ พระราชอานาจของกษตั ริย์จึงได้เพม่ิ พนู ขนึ้ อีก หลงั จากสงครามสามสิบปี (Thirty Years’ War ค.ศ. ๑๖๑๘-๑๖๔๘) ซึ่งเกดิ จากความขดั แย้งระหว่างนกิ ายโรมันคาทอลกิ กบั นิการโปรเตสแตนต์สิ้นสุด ลง มหาอานาจต่างๆ ดงั กล่าวขัดแย้ง (ยกเว้นรัฐเซียท่ไี ม่ได้เข้าร่วมในสงครามด้วย) กจ็ ดั การปกครองแบบรวมศูนย์อานาจให้อย่ใู นเมืองของกษตั ริย์เพ่ือ ใช้เป็ นเคร่ืองมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างและขยายอานาจของรัฐ โดยฝรั่งเศสภายใต้การปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ (Louis XIV, ค.ศ. ๑๖๔๓-๑๗๑๕) ผงาดขนึ้ เป็ นมหาอานาจประเทศแรก มีกองทัพขนาดใหญ่ทีม่ ีประสิทธภิ าพและดาเนนิ นโยบายขยายอานาจพรมแดนพวกขุนนาง ต่างสูญเสียอานาจทางการเมืองและเปลย่ี นสถานภาพเป็ นข้าราชการ

ลกั ษณะของระบอบการปกครองท่ีมีกษตั ริย์เป็ นศูนย์กลางแห่งอานาจดังกล่าวนกี้ ็ได้รับการพฒั นาขนึ้ ในปรัสเซีย และประสบความสาเร็จในสมัยของพระเจ้าเฟรเดริกมหาราช (Frederick the Great, ค.ศ. ๑๗๔๐-๑๗๘๖) ออสเตรียในสมยั ของจกั รพรรดินมี าเรีย เทเรซา (Maria Theresa ค.ศ. ๑๗๔๐-๑๗๘๐) ส่วนรัฐเซียในสมัยของซาร์ปี เตอร์มหา ราช (Peterthe Great, ค.ศ. ๑๖๘๒-๑๗๒๕) และซารีนาแคเทอรีนมหาราช (Catherine the Great, ๑๗๖๒-๑๗๙๖) ซึ่งได้มกี ารเรียกช่วงระยะเวลาดงั กล่าวนวี้ ่า ยคุ แห่ง สมบรู ณาญาสิทธิราชย์ (Age of Absolutism) ในการปฏิวตั ฝิ รั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ ได้มคี วามพยายามทีจ่ ะลดอานาจของกษตั ริย์และนาไปสู่การสถาปนาระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐขนึ้ ใน ค.ศ. ๑๗๙๒ แต่ไม่ประสบ ความสาเร็จ ฝร่ังเศสหันกลบั ไปปกครองในระบอบกษตั ริย์อกี คร้ังในสมยั จกั พรรดินโปเลยี นที่ ๑ (Napoleon I, ค.ศ.๑๘๐๔-๑๘๑๕) ความพยายามจะขยายอานาจของฝร่ังเศส ไปทวั่ ยโุ รปก่อให้เกิดการรวมตวั ของมหาอานาจอ่ืนๆ เพอื่ หยุดย้งั จักรพรรดนิ โปเลยี นท่ี ๑ และสามารถรบชนะกองทัพฝร่ังเศสได้ใน ค.ศ. ๑๘๑๕ หลังจากน้ันมีการฟื้ นฟู ราชวงศ์ต่างๆ ทสี่ ูญเสียอานาจไประหว่างสงครามนโปเลียน (Napoleonic Wars, ค.ศ. ๑๘๐๔-๑๘๑๕) รวมท้งั ราชวงศ์บูร์บง (Bourbon) ของฝร่ังเศสด้วย อย่างไรกด็ ี ในคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๙ อานาจของกษัตริย์เร่ิมถกู ต่อต้าน มกี ารเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ จากการแพร่ขยายของลทั ธิเสรีนิยมและชาตินยิ ม ทาให้รูปแบบการปกครอง ประเทศต่างๆ มกี ารเปล่ยี นแปลงเกดิ การปฏวิ ัตใิ นดินแดนต่างๆ ท่วั ยโุ รปเป็ นละลอกๆ รัฐสภาจงึ มบี ทบาทสาคัญข้ันและกษัตริย์ต้องตกอย่ภู ายใต้อานาจการควบคมุ ของ รัฐสภาในระดับหนึง่ ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๗๑-๑๙๑๔ ชาวยโุ รปจานวนหน่ึงจงึ เห็นว่าเป็ น ระยะเวลาอนั งดงาม (The Beautiful Times) ทปี่ ระชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ ท้งั ความ เจริญทางวิทยาศาสตร์กน็ ามาซ่ึงความสะดวกสบายแก่ชีวติ ด้วย ขณะเดยี วกนั หลกั การของรัฐบาลท่ีเป็ นตัวแทนของประชาชนกเ็ ป็ นทยี่ อมรับกนั โดยทวั่ ไป พลเมืองเพศชาย ในประเทศต่างๆ ได้รับสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลอื กต้งั อย่างไรกด็ ี ในทางตรงกันข้าม ลัทธิมากซ์ท่เี กิดขึ้นก็มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบของนายทนุ ต่อชนช้ันแรงงานและ ต้องการเลย่ี นแปลงระบบการเมืองการปกครองเพอ่ื ให้สังคมปราศจากชนช้ันและมคี วามเสมอภาคกนั โดยทชี่ นช้ันแรงงานมบี ทบาทเป็ นผ้นู าในการปกครอง เมื่อสงครามโลกคร้ังท่ี ๑ (ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๘) สิ้นสุดลง ระบอบการปกครองแบบกษตั ริย์ในรัสเซีย เยอรมนี และออสเตรียก็สิ้นสุดลงพร้อมกบั เกิดระบอบการปกครองแบบ สังคมนยิ มขึ้นในรัสเซีย ฝร่ังเศสได้เปลยี่ นระบอบการปกครองเป็ นสาธารณรัฐต้ังแต่ ค.ศ. ๑๘๗๑ ส่วนเยอรมนีและออสเตรียก็มีการสถาปนาระบอบการปกครองแบบ สาธารณรัฐ ระหว่าง ทศวรรษ ๑๙๒๐-กลางทศวรรษ ๑๙๓๐ อิตาลซี ่ึงมเี บนโี ต มุสโสลนี ี (Benito Mussolini) และเยอรมนีมอี ดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เป็ นผ้นู า ได้ ประกาศปกครองประเทศด้วย ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ (Fascism) หรือระบอบเผดจ็ การทหาร ท่ผี ้นู ามอี านาจควบคุมกาลงั ทหาร ตารวจ และเป็ นพรรคการเมืองเดยี ว โดย ประชาชนต้องจงรักภกั ดี มคี วามศรัทธาและความเชื่อมัน่ ในผ้นู า ลทั ธิฟาสซิสต์จึงมสี ่วนทาให้เยอรมนีเหิมเกริมและก่อสงครามโลกคร้ังที่ ๒ (ค.ศ. ๑๙๓๙-๑๙๔๕)

ระบอบการปกครองในทวปี ยุโรปสมยั ปัจจุบนั หลงั สงครามโลกคร้ังที่ ๒ ระบอบการปกครองของยุโรปแยกออกเป็ น ๒ ระบอบอย่างเด่นชัด ดงั นี้ ๑)ระบอบประชาธิปไตย เป็ นระบอบที่เนน้ ความเป็นปัจเจกบุคคลนิยม (individualism) เหตุผลนิยม (rationalism) และเสรีภาพ (freedom) หลกั การสาคญั ของแนวความคิดประชาธิปไตย คือ สิทธิ เสรีภาพของประชาชน ประชาชนเป็ นท่ีมาของอานาจ อธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคภายใตก้ ฎหมาย การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีตน้ กาเนิดมาต้งั แต่สมยั กรีกโบราณ เม่ือกวา่ ๕๐๐ ปี ก่อนคริสตศ์ กั ราช โดยนครรัฐเอเธนส์เป็ นดินแดนแห่งแรกท่ีใหส้ ิทธิแก่พลเมืองเพศชายที่เป็นเสรีชน ทุกคนมีสิทธิในการเลือกต้งั และเขา้ นงั่ ในสภา ท้งั ยงั ดารงตาแหน่งผปู้ กครองได้ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็ น ระบอบการปกครองที่ประชาชนมีอานาจสูงสุด โดยมีรัฐสภาทาหนา้ ท่ีเป็ นตวั แทนของประชาชน

๒)ระบอบเผดจ็ การคอมมวิ นสิ ต์ เป็ นระบอบการปกครองทอี่ ้างอดุ มการณ์ของลทั ธิมากซ์ในการสร้างสังคมทปี่ ราศจากชนช้ัน และมคี วามเสมอภาคกนั ในด้านต่างๆ โดยชนช้ันแรงงานเป็ นผู้ปกครองประเทศระอบเผดจ็ การคอมมวิ นสิ ต์มพี รรคการเมืองเพยี ง พรรคเดยี ว ผู้นาพรรคคอมมวิ นิสต์และผู้นารัฐเป็ นคนเดยี วกนั สหภาพโซเวยี ตเป็ นประเทศแรกทมี่ กี ารปกครองในระบอบเผดจ็ การคอมมวิ นิสต์ภายหลงั การปฏวิ ตั ริ ัสเซียในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๙๑๗ หลงั สงครามโลกคร้ังท่ี ๒ กม็ ปี ระเทศอ่ืนปกครองใน ระบอบเผดจ็ การคอมมวิ นิสต์อกี ๑๖ ประเทศ แต่เม่ือสหภาพโซเวยี ตล่มสลายลงใน ค.ศ. ๑๙๙๑ กเ็ หลือเพยี งไม่กป่ี ระเทศ เช่น จนี ควิ บา เกาหลเี หนือ เป็ นต้น ส่วนบรรดาประเทศบริวารของสหภาพโซเวยี ตเดมิ (รวมท้งั รัสเซีย) กต็ ้องปฏิรูปการปกครองตนเอง ในแนวทางของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยด้วย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook