จากรูปนอ งกค็ งเห็นและไดค ําตอบทีพ่ ีถ่ ามไวต อนแรกแลว ถา นองสนใจรายละเอียดตา งๆ ของ DNA นอ งๆ กไ็ ปเรยี น ในชวี ะหรอื หาขอ มลู เพ่มิ เติม ในเคมีนองๆ เรียนเทา นพี้ อแลว 4.2 RNA (Ribonucleic acid) RNA กเ็ ปนอีกหน่งึ ชนดิ ของกรดนิวคลอี ิก ทําหนา ทีเ่ กย่ี วกับการสังเคราะหโ ปรตีนที่ใชในรา งกายและเซลล โครงสราง คลา ยกบั DNA มาก แตตา งกันท่ี “น้าํ ตาล” เพราะ RNA เปน นาํ้ ตาลไรโบส ทีม่ า : http://classconnection.s3.amazonaws.com/1527/flashcards/610287/jpg/picture123.jpg นองเห็นความแตกตางไหม ท่ีตําแหนงที่ ท่ีมา : http://images.tutorvista.com/cms/ 2 ถาเปนน้ําตาลไรโบส ก็จะมี –OH แตถาเปน images/81/dna-and-rna.png นาํ้ ตาลดอี อกซีไรโบสก็คอื เอา O (oxygen) ออก ไป มันเลยชือ่ วา Deoxy- ไง เพราะ De แปลวา “ไมม ”ี oxy กค็ อื oxygen รวมกนั กเ็ ลยแปลวา “ไมม ี ออกซิเจน” สําหรับสวนประกอบอ่ืนๆ ทั้งไนโตรจีนัส เบส (Nitrogenous base) และฟอสเฟต (Phosphate) ที่มาเกาะน้ําตาลก็เหมอื นๆกับ DNA แตตางกันทใ่ี น RNA ไมมเี บส T (Thymine) แตม ี U (Uracil) แทนนะ โครงสรางของ RNA จะเปนเสนเดยี ว ธรรมดาๆ (single strand) มันจะไมเปนเกลียวคู เหมือนกบั DNA ซึ่งก็คอื สดั สวนของคเู บสจะไม สมั พนั ธก นั (แตถ า นอ งไปเรยี นในมหาลยั อาจจะเจอ RNA ที่เปนเกลียวได ในบางกรณีเพ่ือประโยชน ของกระบวนการในเซลล แตส ว นมากมันกจ็ ะเปน สายเดี่ยวนะ) 50 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
จากรปู เปนการเปรยี บเทยี บระหวา ง RNA และ DNA จะเหน็ วา RNA มนั ไมเ ปนเกลยี วเหมือน DNA และกไ็ มมเี บส T แตม ี U แทน สาํ หรบั นอ งทเ่ี รยี นสายวทิ ย นอ งกจ็ ะไดเ รยี นวา RNA มหี ลายชนดิ ไดแ ก rRNA mRNA tRNA แตส าํ หรบั ใน O-NET เอาเทา น้ีพอ ถาอยากรเู พิ่มเตมิ ลองไปสบื คนไดนะ ตวั อยา งขอ สอบ ขอ ความใดตอไปนถ้ี ูกตอง ก. ไตรกลีเซอไรด 1 โมเลกุล ประกอบดว ย กรดไขมนั 1 โมเลกุลและกลีเซอรอล 3 โมเลกุล ข. พันธะเพปไทดพบไดในโมเลกุลของโปรตีน ค. สารชีวโมเลกลุ เปนสารทม่ี ีคารบอนและไฮโดรเจนเปนหลัก พบไดทงั้ ในสิ่งมชี ีวติ และไมม ชี วี ิต ง. ปุยฝา ยเกิดจากกลูโคสมาเชอื่ มตอกันเปนสายยาว 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ข และ ง 4. ค และ ง เฉลย ขอ..... 3. เรามาดทู ลี ะตัวเลือกเลยแลว กนั นะ ขอ ก. ผดิ เพราะวา ไตรกีเซอไรด ประกอบดวยกลีเซอรอล 1 โมเลกลุ และกรดไขมนั 3 โมเลกุล ขอ ค. ผดิ เพราะ สารชวี โมเลกลุ พบไดใ นสง่ิ มชี วี ิตเทา นัน้ ตวั อยา งขอ สอบ กาํ หนดสาย DNA มาให จงหาลําดับเบสท่เี ปน คูสมกบั สายดังกลาว 3’ G A T G T C A 5’ 1. 5’ T G A C A T C 3’ 2. 5’ C A T C A G T 3. 5’ C T A C A G T 3’ 4. 5’ T G A G T A C 3’ เฉลย ขอ 3. กอ นอ่ืนนอ งๆ ตอ งจาํ ไดก อ นวา เบสตัวไหนคูกับตัวไหน ซงึ่ ก็คอื A คกู ับ T และ G คกู ับ C สวนทีม่ เี ขียนวา 3’ และ 5’ กค็ อื เปนตวั เลขกํากับวาปลายนน้ั คอื ปลายอะไรนะ ไมต อ งสนใจอะไร นอ งๆ สามารถศกึ ษาเพิม่ เติมไดท ี่ Tag : สอนศาสตร เคมี เคมอี ินทรยี สารชีวโมเลกุล กรด กรดนวิ คลีอีก ไขมัน คารโบไฮเดรต โปรตีน • 15 : เคมีอินทรีย 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-1 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 51
• 17 : โปรตีนและคารโ บไฮเดรต http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-2 • 18 : ไขมันและกรดนวิ คลอี ิก http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-3 • สอนศาสตร เคมี ม.ปลาย : เคมอี นิ ทรยี http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-4 • สารชีวโมเลกุล ตอนท่ี 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-5 • สารชวี โมเลกุล ตอนที่ 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-6 • สารชีวโมเลกุล ตอนท่ี 3 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-7 • เคมีอนิ ทรีย ตอนที่ 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-8 • เคมีอินทรยี ตอนที่ 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-9 • เคมอี ินทรีย ตอนท่ี 3 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch2-10 52 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
บทที่ 3 ธาตแุ ละสารประกอบ Introduction สําหรับบทน้ี “ธาตุและสารประกอบ” เปนบทที่เรียกไดวาเปนความรูรอบตัวทางดานเคมีก็วาได เพราะมันเปนอะไรท่ี คอ นขา งประยกุ ต เราตอ งอาศยั ความจาํ และความเขา ใจชว ยกนั จงึ จะทาํ ขอ สอบในบทนไ้ี ด บทนน้ี อ งๆ จะเจออะไร? เราผา นบท ท่ี 1 มาแลว ไดรูจักกับตารางธาตุ และพ่กี ็ไดเกรน่ิ ๆ ไปนดิ นงึ แลววา ธาตุในตารางธาตุมนั มีความสมั พันธก นั โดยทธ่ี าตใุ นหมู เดยี วกนั จะมสี มบตั ทิ ค่ี ลา ยๆ กนั ในบทนเ้ี รากจ็ ะมาเรยี นกนั วา ธาตใุ นแตล ะหมทู ว่ี า มสี มบตั คิ ลา ยกนั มนั มสี มบตั อิ ยา งไร นอกจาก เรอื่ งตารางธาตแุ ลว พกี่ จ็ ะเสรมิ เรอื่ ง “พนั ธะเคมเี บอื้ งตน ” ใหด ว ย จรงิ ๆแลว ในเคมพี นื้ ฐานมนั ไมไ ดเ รยี น แตว า ขอ สอบมนั ออก มาถามนิดหนอย ดงั น้ันเราจงึ ตองรไู ว อกี เรอ่ื งหลักๆก็คือเร่อื งคร่งึ ชีวิตของธาตกุ ัมมันตรงั สี ซึ่งมีการคาํ นวณนดิ หนอ ย ไมยาก มาก พบ่ี อกแลว นะวาบทนีต้ องใชทั้งความจําและความเขา ใจ กข็ อใหนองๆ ทาํ ใจสบายๆ บทนไี้ มย าก งน้ั เราก็มาเริ่มเรยี นกัน เลย Outlines 1. สมบตั ิตามหมูข องตารางธาตุ 2. ตาํ แหนงของธาตุไฮโดรเจนในตารางธาตุ 3. พนั ธะเคมเี บ้ืองตน (Chemical bond) 4. เลขออกซเิ ดชัน (oxidation number) 5. แนวโนมตามตารางธาตุเบื้องตน 6. ธาตุกัมมนั ตรังสี 1. สมบัตติ ามหมขู องตารางธาตุ กอนที่เราจะเริ่มเรียนกันในหัวขอนี้ นองๆ ตองไปทบทวนเน้ือหาเบื้องตนเกี่ยวกับตารางธาตุกอนนะ ใครจําไมไดก็ไป อานทบทวนไดท บ่ี ทท่ี 1 พี่เคยบอกไปแลววาธาตุที่อยูในหมูเดียวกันในตารางธาตุจะมีสมบัติคลายๆ กัน ในหัวขอนี้เราก็จะมาเรียนรูกันวาที่วา มันคลา ยกนั สมบัตอิ ะไรของมนั ทีค่ ลา ยกัน และจะทําใหต อไปเวลาเราเจอโจทยท บ่ี รรยายสมบัตขิ องธาตุมา และใหเ ราตอบวา มนั คอื ธาตอุ ะไรหรอื อยหู มอู ะไร เราก็จะใชค วามรตู รงนไี้ ปตอบ และกถ็ งึ แมพ จี่ ะเปน คนท่ไี มค อ ยใหน อ งๆ เรียนโดยทอ งจาํ พจี่ ะ เนนความเขาใจ แตวาเน้อื หาสว นน้ีหลีกเลี่ยงไมไดจ รงิ ๆ ที่ตอ งจาํ บา ง แตพีจ่ ะพยายามอธบิ ายเหตผุ ลประกอบใหนอ งๆ เขาใจ ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 53
ทีน้ีทําความเขาใจกอนนะ จริงๆ พี่ก็เคยพูดไปแลวในบทท่ี 1 แตขอยํ้าอีกทีแลวกันนะ “ธาตุในหมูเดียวกันจะมีสมบัติ คลายกัน” หมายถงึ เฉพาะธาตใุ นหมู A เทาน้ัน ถาดใู นรูปตารางธาตดุ านบนนี้ กค็ อื สว นทแี่ รเงาน่ันเอง สวนพวกธาตุหมู B หรือ โลหะแทรนซิชัน (Transition metal) ในหมูเดยี วกนั จะไมค อยคลายกนั ง้นั เรามาเริ่มเรียนทลี ะหมูไปเลยนะนอ งๆ 1.1 สมบตั ิธาตหุ มู IA (Alkali metal) 1. เปนของแข็งชนิดออ นสามารถใชมีดตดั ได นาํ ความรอ นและไฟฟาไดด ี 2. หมู IA เปน หมทู ีม่ ีความเปน โลหะมากท่ีสดุ เม่ือเทียบในคาบเดียวกัน 3. มีความหนาแนน ตํ่า (Li Na K ลอยนาํ้ ได) 4. มีขนาดอะตอมใหญทส่ี ดุ เมื่อเทียบในคาบเดยี วกัน 5. มีคาพลังงานไอออไนเซชนั ลําดับที่ 1 ตํ่าที่สุดเมือ่ เทียบในคาบเดียวกัน ทาํ ใหเสียอเิ ล็กตรอนไดง า ย หรือเรียกวา เปน“ตัวรีดวิ ซ” ทีด่ ี จึงเปนไอออนบวก (cation) 6. ธาตหุ มู IA เม่อื รวมตัวกบั ธาตุอโลหะเกดิ พันธะไอออนิก โดยธาตหุ มู IA มีเลขออกซิเดชนั (ประจุ) +1 เสมอ 7. ธาตหุ มู IA มคี วามวองไวในการเกดิ ปฏกิ ิรยิ ามาก เชน ทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากบั นํ้าแลว ระเบิด 8. เมอื่ หลอมเหลวหรอื ละลายนํ้าสามารถนําไฟฟาได 9. มจี ดุ เดือดจุดหลอมเหลวสูงมาก เพราะเปน การทําลายพันธะไอออนิก ประโยชนข องธาตุหมู IA 1. Cs ใชท ําโฟโตเซลลท ี่เปลยี่ นสญั ญาณแสงไปเปน สญั ญาณไฟฟา เพราะ Cs เม่อื ถกู แสงสามารถเสียอเิ ลก็ ตรอนไดงายกวา โลหะอื่นในหมู IA 2. Na และ K ทําหนาทีถ่ า ยเทความรอ นจากเตาปฏกิ รณปรมาณูเพราะ Na นาํ ไฟฟาและความรอนไดด ี และราคาถูก 3. Na+ และ K+ มสี ว นชว ยในกระบวนการตา งๆ ในรา งกาย เชน ระบบกลามเน้ือ 4. ไอออนหมู IA ใชปรงุ อาหารได เชน NaCl (เกลือแกง) , KCl 1.2 ธาตุหมู IIA (Alkaline Earth metal) มกั พบในดนิ 1. สารประกอบหมู IIA เปนสารประกอบไอออนกิ ยกเวน สารประกอบของ Be เชน BeCl2 เปนสารประกอบโคเวเลนต เพราะ คา IE และ EN มีคาสงู เนอ่ื งจากอเิ ลก็ ตรอนบรรจเุ ตม็ ทาํ ใหมคี วามเสถยี รมาก จึงเสยี อิเล็กตรอนไดย าก 2. มจี ดุ เดอื ดจุดหลอมเหลวสูงเพราะเปนสารประกอบไอออนกิ 54 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
3. เมอื่ หลอมเหลวหรอื ละลายนา้ํ สามารถนําไฟฟา ได แตน อ ยกวา หมู IA 4. ทกุ ธาตุเปน ของแขง็ มคี วามหนาแนน มากกวา หมู 1 ไมส ามารถใชม ีดตัดได ประโยชนของธาตุหมู IIA 1. Mg ใชท าํ ไสหลอดไฟในแฟลชของกลองถา ยรปู เพราะเมือ่ ลกุ ไหมจะเกดิ แสงสวา ง 2. โลหะผสมระหวาง Mg และ Al ใชทําสวนประกอบของเครอื่ งบนิ เพราะน้ําหนักเบา 3. Ca และ Mg ใชเปน ตวั รีดวิ ซในการเตรียมโลหะบรสิ ทุ ธ์เิ ชน การเตรียมไทเทเนยี ม (Ti) 4. CaSO4 (แคลเซียมซัลเฟต)ใชทําแผนยิบซัม, Mg(OH)2 (แมกนีเซียมไฮดรอกไซด) ใชในยาสีฟนและยาลดกรดใน กระเพาะอาหาร 5. โลหะผสมระหวาง Be และ Cu ใชท ําสวนประกอบของเรอื เดนิ ทะเล เพราะทนตอ นํ้าทะเล 1.3 ธาตหุ มู VIIA (Halogen) 1. สาร สถานะ สี F2 แกส เหลือง Cl2 แกส เขียว Br2 ของเหลว นํา้ ตาลแดง I2 ของแขง็ มวง 2. ธาตแุ ฮโลเจนทกุ ชนิดเปน พษิ หากทําการทดลองจะตองใชต ดู ดู ควัน 3. เปน อโลหะไมนาํ ไฟฟา 4. มีจุดเดือดจุดหลอมเหลวต่ํา เพราะเปนการทําลายแรงลอนดอนเทาน้ัน ไมไดทําลายพันธะ (อานเพ่ิมไดในหัวขอพันธะเคมี เบื้องตน) 5. มคี า IE (Ionization Energy: พลังงานที่ทําใหเ สียอิเล็กตรอน) EN (Electronegativity : คาความสามารถในการรับอเิ ล็กตรอน) สูงจึงรับอิเลก็ ตรอนไดง าย เปน ไอออนลบ (anion) 6. ธาตุหมู VIIA มเี ลขออกซิเดชันไดห ลายคา เชน KClO , KClO2 , KClO3 , KClO4 โดยที่ Cl มเี ลขออกซิเดชัน -1 -3 -5 -7 ตาม ลาํ ดบั (ถานอ งงงกบั คําวา “เลขออกซิเดชัน” ใหขามไปอา นเรอ่ื งเลขออกซเิ ดชนั กอนก็ไดน ะ) ปฏิกิริยารีดิวส / ออกซิไดส ของธาตภุ ายในหมู VIIA เรอ่ื งทส่ี าํ คญั ของธาตหุ มู VIIA หรอื ธาตฮุ าโลเจน คอื ปฏกิ ริ ยิ าการรดี วิ ส/ ออกซไิ ดส (ปฏกิ ริ ยิ าทมี่ กี ารถา ยเทของอเิ ลก็ ตรอน พดู งา ยๆ กค็ อื ปฏกิ ริ ยิ าทส่ี ารตวั หนงึ่ ทาํ หนา ทใ่ี หอ เิ ลก็ ตรอน และอกี ตวั ทาํ หนา ทร่ี บั อเิ ลก็ ตรอน) ของธาตภุ ายในหมู VIIA ซง่ึ เรอื่ ง นอ้ี อกขอสอบบอย พี่เลยอยากใหนอ งๆ ทําความเขา ใจใหดีๆ ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 55
สาร สี พ่อี ยากใหน อ งๆ ทกุ คนจําสีของโมเลกลุ ของธาตหุ มู VIIA ไวหนอย อนั น้จี าํ เปนจรงิ ๆ และพีย่ ้าํ นิดนงึ สที ่ีพใ่ี ห F2 เหลือง จาํ พวกน้ี มันเปนสขี องโมเลกลุ คําวา โมเลกลุ กค็ ือเปน Cl2 เขียว สารประกอบ (ในทีนค้ี อื เปนสารประกอบท่ีมี 2 อะตอม) ไมใ ช Br2 นา้ํ ตาลแดง ธาตหุ รือไอออน เพราะธาตุมี 1 อะตอม เชน F Cl อันนค้ี ือ ธาตุ สว นถา เปน ไอออนกเ็ ชน F- Cl-เปน ตน I2 มวง ทางดา นขวามอื นี้ สมมตวิ า คอื หมู VIIA ในตารางธาตุ พอ่ี ยาก F ใหนอ งๆ จาํ วา “ธาตดุ า นบนชงิ อิเลก็ ตรอนไดเกง กวา ตัวลาง” Cl ลาํ ดบั ความเกง ก็จะลดหลนั่ ตามลกู ศรลงมา ก็คือ Br I F ชงิ อเิ ลก็ ตรอนไดด กี วา Cl Br I Cl ชงิ อิเลก็ ตรอนไดดีกวา Br I Br ชิงอิเล็กตรอนไดดีกวา I พูดอยางนน้ี อ งคงไมเ หน็ ภาพ พี่จะอธบิ ายดว ยสมการ และนอ งก็ลองสงั เกตวาหลักการมนั กแ็ ลวกนั เชน KBr + Cl2 Br2 + KCl ไมม ีสี สเี ขียว สนี แํา้ ดตงาล ไมม สี ี ถาดูจากสมการนี้ สมมตเิ รามนี ้ําคลอรนี (Cl2) สีเขียวอยูใ นหลอดทดลอง และตอมาเราก็นาํ KBr (เปน ตวั แทนของ Br- ไมจาํ เปนตองเปน KBr อาจจะเปน NaBr ก็ได ขอแคเปน Br-) มาเติม ก็จะเกดิ การถา ยเทอิเลก็ ตรอนกัน ไดเ ปน น้ําโบรมนี (Br2) ซึง่ มีสนี ้าํ ตาลแดง ก็คอื วา สเี ขยี วมันจะหายไป แตเ ปลีย่ นเปน สีน้าํ ตาลแดงแทน การนาํ ไปใชก็คอื เวลาเราทําแล็ปเนย่ี เราไมร ู หรอกวาสารท่เี รามีคือสารอะไร จรงิ ไหม? เราจะใชการสงั เกตสีเดิม และสที ี่เปลีย่ นไป เปน เฉลยวา สารทีเ่ รามีคืออะไร เพราะ ฉะนน้ั พเี่ ลยใหนองจําสีไง เพ่อื เสริมความเขา ใจเพ่ิมขึ้น ที่พ่บี อกไปแลววา “ธาตุดานบนชิงอเิ ลก็ ตรอนไดเกงกวา ตัวลาง”เราตอ งมาขยายความ นิดนงึ จรงิ ๆ แลว มันคือ “สารประกอบของธาตุทีอ่ ยดู านบน ชงิ อเิ ลก็ ตรอน จากไอออนทอี่ ยลู า งมนั ไดดีกวา ” นองลองดูจาก สมการก็ได สารประกอบของธาตุทอ่ี ยูด า นบน กค็ ือ Cl2ชิงอิเล็กตรอนของไอออนทีอ่ ยลู า ง กค็ อื Br- (โบรไมดไ อออน) ไดดกี วา มนั เลยทําใหเ กดิ ปฏิกิริยาได ง้นั เราลองดตู วั อยา งปฏิกริ ิยาท่เี กดิ ไมไดบาง NaCl + I2 ไมมีสี สมี ว ง 56 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
ปฏกิ ริ ิยาดังภาพน้ี ไมเกดิ ปฏิกริ ิยา เพราะอะไร? ก็เพราะวา สารประกอบของธาตหุ มู VIIA ในปฏิกิรยิ านค้ี ือ I2 (ไอโอดนี ) ซง่ึ มนั อยตู า่ํ กวา Cl- อยางน้ีกไ็ มสามารถเกิดปฏกิ ิรยิ าได สมมตเิ ปน สารท่ีเราไมร วู าคอื สารอะไร (unknown) ในทนี ้กี ็บรรยายไดวา “เมื่อเติมสารละลายใส ไมมสี ลี งไปในสารละลายสมี ว ง จะไมเกิดการเปล่ียนแปลง) 1.4 แกส เฉ่ือยหรือแกสมีตระกูล (inert gas or noble gas) 1. แกส เหลานี้ 1 โมเลกุล มี 1 อะตอม 2. แกส เหลา น้ีไมทําปฏกิ ริ ิยากับธาตอุ ่นื เพราะมีความเสถียรแลว เน่ืองจากอิเลก็ ตรอนวงนอกสุด (เวเลนซอิเล็กตรอน) ครบ 8 แลว ยกเวน He ทม่ี ีเวเลนซอิเลก็ ตรอน เทากบั 2 ประโยชนของแกสเฉื่อย 1. He บรรจใุ นลกู บอลลูน แทน H2เพราะอาจเกิดระเบดิ ได 2. แกสเฉ่ือยบรรจุในหลอดไฟจะทําใหไ ดแ สงสีตา งๆ 3. Ar ใชบรรจุหลอดไสธ รรมดา แทนอากาศ เพราะ Ar ไมทาํ ปฏิกิริยากบั ลวดรอน จงึ ทาํ ใหมอี ายุการใชง านยาวนาน 1.5 โลหะแทรนซชิ นั (Transition metal) 1. ธาตุทรานซชิ นั มีความเปน โลหะนอ ยกวาธาตหุ มู IA และ IIA 2. แขง็ มจี ุดเดือด จุดหลอมเหลวและความหนาแนนสงู สูงกวาโลหะหมู IA และ IIA ในคาบเดยี วกัน เพราะมขี นาดเลก็ จึงมี พนั ธะโลหะทแี่ ข็งแรงกวา 3. ธาตุทรานซชิ ันมสี มบัติคลายกันในคาบมากกวา ในหมู 4. นําไฟฟา และความรอ นไดด ี 5. สารประกอบของโลหะทรานซิชนั มกั มสี ี 6. ธาตุทรานซชิ ันมีเลขออกซเิ ดชันไดหลายคา ยกเวน Ag+ , Zn2+ , Sc3+ เทา นนั้ 7. ขนาดอะตอมเล็กลงจากซายไปขวา แตใ กลเ คียงกนั มาก เพราะอเิ ลก็ ตรอนไดเพม่ิ ข้นึ มานัน้ ไมไดเ พม่ิ ทชี่ ้ันนอกสุดของ อะตอม แตเ พ่ิมในชั้นท่ีถดั ลงมา ทาํ ใหเกิดการบดบงั แรงดงึ ดดู ระหวา งโปรตอนและอเิ ล็กตรอนช้ันนอกสดุ ทําใหอ ะตอมไมได เลก็ ลงมากถึงแมโ ปรตอนจะเพิม่ กต็ าม 2. ตาํ แหนงของธาตไุ ฮโดรเจนในตารางธาตุ บางครงั้ เราอาจจะเคยเหน็ ตารางธาตุแบบน้ี ใชไ หมนอ งๆ H อยูตรงกลางและมเี สน ประลากเช่ือมระหวางหมู IA และ VIIA เปน เพราะอะไรกนั นะ เคยสงสัยกนั ไหม ทม่ี า : http://www.maceducation.com/e-knowledge/2422210100/17_files/17-3.jpg ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 57
มนั เปนเพราะวานกั วทิ ยาศาสตรสรปุ ไมไ ดว า H ควรอยูหมอู ะไรดี เพราะมันมสี มบตั ิท่ีคลา ยทัง้ หมู IA และหมู VIIA เขาจงึ ใหม ันอยตู รงกลางและลากเสนเชือ่ มไว เรา ลองมาดสู มบัตทิ ่ีมนั คลา ยกนั ทัง้ สองหมู จากตารางดานลางนีน้ ะ สมบตั ิ หมู IA หมู VIIA ไฮโดรเจน เวเลนซอิเล็กตรอน 1 7 +1 1 เลขออกซิเดชนั -1,+1,+3,+5,+7 +1 หรอื -1 การนาํ ไฟฟา นาํ ไฟฟา ไมนําไฟฟา ไมนาํ ไฟฟา พลงั งานไอออไนเซชัน ต่าํ สูง ลําดบั ท่ี 1 สงู อิเลก็ โตรเนกาตวิ ิตี ตํา่ สูง ของแข็ง คอ นขา งสงู สถานะทอ่ี ุณหภูมหิ อง โลหะ ของแขง็ ของเหลว แกส ความเปน โลหะ – อโลหะ อโลหะ แกส อโลหะ 3. พันธะเคมเี บอื้ งตน (Chemical bond) นอ งคงเคยไดย นิ คาํ วา “พนั ธะเคม”ี ใชไ หม เมอ่ื ธาตตุ งั้ แตส องอะตอมขนึ้ ไปมาเกดิ พนั ธะเคมกี นั กจ็ ะไดเ ปน “สารประกอบ (compound)” คําถามกค็ ือทําไมธาตุตางๆ ตองเกิดพันธะเคมี นน่ั ก็เปนเพราะวา ธาตุ มนั ไมเ สถยี ร มนั เลยตอ งเปล่ยี นแปลงนดิ หนอย โดยการไปจับมือรวมกบั ธาตอุ กี อะตอมนึงเพ่อื ใหม นั เสถยี รมากขน้ึ และอะไรคอื “ความเสถยี ร” ความเสถยี รพดู งา ยๆ ก็ ประมาณวา สามารถอยใู นธรรมชาตไิ ด ความเสถยี รของธาตเุ ราจะดทู ีเ่ วเลนซอ เิ ล็กตรอน (อเิ ลก็ ตรอนวงนอกสดุ ) โดยธาตทุ ่ี เสถียรจะมเี วเลนซอิเลก็ ตรอนเปน 8 (ตามกฎออกเตต) นองๆ ลองคิดถึงพวกแกสเฉอ่ื ย หมู VIIIA เชน He Ne Ar พวกนี้มเี ว เลนซอเิ ล็กตรอนวงนอกเปน 8 (เลยอยูห มู VIIIA) เราจะเรียกแกสพวกนี้วา แกสเฉ่อื ย (inert gas) หรือ แกสมีตระกูล (noble gas) ทีม่ นั เฉ่ือยกเ็ พราะวา มันเสถยี รแลว ไมตองดน้ิ รนไปเกิดพันธะ หรือเกิดปฏกิ ิรยิ าอะไรใหเสถยี รมากขึ้น ดงั นน้ั ธาตุอนื่ ๆ ก็ เลยอยากเลยี นแบบแกสเฉ่อื ย ก็จะพยายามใหเวเลนซอ ิเล็กตรอนของตนครบ 8 ใหไ ด แตมันกม็ ีหลายวธิ ี และเราก็จะมาเรียน กนั ทกุ วิธีเลย แบบคราวๆ ที่พ่ีบอกวามันมีหลายวิธีท่ีจะทําใหมีเวเลนซครบ 8 ซึ่งนั่นก็คือ พันธะชนิดตางๆ ไดแก พันธะโลหะ (metallic bond) พนั ธะไอออนกิ (ionic bond) และพันธะโคเวเลนต (covalent bond) 3.1 พนั ธะโลหะ (Metallic bond) พนั ธะชนดิ นง้ี า ยมาก พกี่ ข็ อพดู แคค รา วๆ นะ พนั ธะโลหะนก้ี ค็ อื พนั ธะทที่ าํ ใหอ ะตอมของธาตทุ เี่ ปน โลหะ ยดึ ตดิ กนั เปน โครงสรางนองหลายคนชอบทองวา “พนั ธะชนดิ นจี้ ะเกิดกับอะตอมของโลหะเทาน้นั ” เชน แผนเหล็ก (Fe) กจ็ ะประกอบดว ย อะตอมของ Fe (iron) จํานวนมากมายมหาศาลมายึดเกาะกันดว ยพันธะโลหะ ทาํ ใหเ ปนแผนโลหะอยางท่เี ราเห็น 58 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
พันธะโลหะ ยึดเหน่ียวกัน ดว ยแรงดงึ ดูดทางไฟฟาสถิต นองๆ จะเห็นวาที่อะตอมของโลหะมันเปน ไอออนบวก และก็มีอิเล็กตรอน เคลอื่ นทอี่ ยรู อบๆ กท็ าํ ใหด งึ ดดู กนั ได สมบตั ขิ องพนั ธะโลหะ ลักษณะของโลหะทยี่ ดึ - ตีเปนแผนได ดวยพันธะโลหะ - ดึงเปนเสนได - นําความรอ นไดด ี - นําไฟฟา ไดด แี ละนาํ ไดท ุกทศิ ทาง - มีความเงา ที่จรงิ สมบัตติ างๆ ของโลหะนี้มีเหตุผลอธบิ ายได แตพี่ขอละไวแ ลวกนั หากนองอยากรู สามารถไปสืบคนเพิ่มเติมได 3.2 พนั ธะไอออนิก (Ionic bond) พันธะไอออนิกจะเกิดกับธาตุสองธาตุ (บางคร้ังอาจจะเปนสองอนุมูลกลุม) โดยท่ีธาตุหนึ่งเปนโลหะ อีกธาตุหนึ่งเปน อโลหะ ซึ่งพันธะชนิดนี้เปนแรงยึดเหนี่ยวทางไฟฟา โดยท่ีอะตอมของโลหะจะเสียอิเล็กตรอนออกไป กลายเปนไอออนบวก (Cation) และอะตอมของอโลหะจะรบั อเิ ล็กตรอนเขา ไป กลายเปนไอออนลบ (Anion) ทาํ ใหมที ้ังไอออนบวกและลบอยดู วยกัน ก็เลยเกิดแรงดึงดูดทางไฟฟา (บวกกบั ลบดูดกัน) เราจะรูไดไ งวา ธาตไุ หนจะเกิดเปน ไอออนบวกหรือลบเทาใด? หลกั การงา ยๆ ก็คือ เราตองจดั เรยี งอิเล็กตรอนของธาตุ นนั้ ๆ ได และลองดวู า ตอ งเสยี หรอื รบั อเิ ลก็ ตรอนเทา ไหร เวเลนซม นั จงึ เปน 8 (ตามกฎออกเตต) อา นแลว อาจจะงง มาดตู วั อยา ง ก็แลวกัน ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 59
เชน Na (Sodium) มีการจดั เรยี งอเิ ล็กตรอนเปน 2 , 8, 1 กค็ ือเวเลนซอ เิ ล็กตรอนเปน 1 เรากล็ องคิดซวิ า จะทาํ ไงใหม ันมีเวเลนซ เปน 8 กม็ ี 2 วธิ ี ก็คอื รบั อิเล็กตรอนเขา ไป 7 ตัว หรอื เสยี อิเลก็ ตรอนออกมา 1 ตวั นอ งก็คดิ ดูวาอะไรมันงา ยกวา กนั .... นน่ั ก็ คือ..... เสยี อเิ ลก็ ตรอน 1 ตวั พอมนั เสียอเิ ล็กตรอน 1 ตวั มันก็จะเปน Na+ (Sodium Ion) จดั เรยี งอเิ ล็กตรอนเปน 2 , 8 และ จากเม่อื กี้ทพ่ี ีบ่ อกวา โลหะมันจะเสยี อเิ ล็กตรอน และอโลหะมนั จะรบั อิเล็กตรอน กส็ อดคลอ งกับตัวอยา งนีน้ ะ ก็คอื Na เปน โลหะ มันก็จะเสียอิเล็กตรอน พ่ขี อใช NaCl (เกลอื แกง) เปนตวั อยา งของสารประกอบไอออนกิ แลว กนั นะ พอเราได Na+ แลว อิเลก็ ตรอนทีม่ ันหลดุ ออกมา กจ็ ะวิ่งไปหา Cl (Chlorine atom) ทมี่ กี ารจดั เรยี งอิเล็กตรอนเปน 2 , 8 , 7 พออเิ ลก็ ตรอนของ Na ทีห่ ลุดมา ว่ิงไปหา Cl ก็จะกลายเปน Cl- (Chloride) ก็จะมีการจัดเรียงอิเล็กตรอนเปน 2 , 8 , 8 นองก็จะเห็นไดวาตอนน้ีทั้ง Na+ และ Cl- ตา งกม็ ีเวเลนซเปน 8 แลว มนั เสถยี รแลว และเนื่องจาก Na+เปนประจบุ วก ก็จะเกดิ แรงดึงดูดกบั Cl- ซ่งึ มีประจลุ บ ก็เลยทําให มันอยูดวยกนั ได ที่มา : taksreview.wikispaces.com และถา เปน Mg ที่มีการจัดเรียงอเิ ลก็ ตรอนเปน 2 , 8 , 2 ละนอ งจะทําไง? กม็ าดวู า Mg ทําไงใหมนั มเี วเลนซเปน 8 .... นนั่ กค็ ือ เสยี อเิ ล็กตรอนออกไป 2 ตัว และถา มนั จะเกิดพันธะไอออนกิ กบั F ทีม่ ีการจดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอนเปน 2 , 7 ทาํ ไง?.... เนอื่ งจาก F 1 อะตอม ถา จะใหม นั มีเวเลนซค รบ 8 ก็แคร ับอเิ ลก็ ตรอนเขาไปอกี 1 ตัว เปน F- แตอนั น้ี Mg มนั เสียอิเลก็ ตรอน มาแลว 2 ตัว แต F ตอ งการแค 1 อิเลก็ ตรอน ทาํ ไงละ? ก็ตอ งเพมิ่ F เปน 2 อะตอม ใหม ารับอเิ ล็กตรอน 2 ตวั ของ Mg ก็จะ กลายเปน MgF2 (magnesium fluoride) ท่ีมา : http://image.tutorvista.com/cms/images/44/magnesium-fluoride.JPG 60 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
พี่ขอเสริมนะ ประจุบวกและลบของไอออนทเ่ี รานั่งคดิ เม่ือก้ี เด๋ียวตอไปเราจะเรียกวา “เลขออกซเิ ดชัน (oxidation number)” ซ่ึงพีจ่ ะอธิบายอีกทีหลงั จากจบเรื่องพนั ธะเคมี 3.3 พันธะโคเวเลนท (Covalent bond) พนั ธะชนดิ นจ้ี ะเกดิ กับธาตสุ องธาตขุ นึ้ ไป โดยทท่ี ้ังสองธาตนุ นั้ เปนอโลหะวิธกี ารเกิดพันธะชนิดน้ีเราเดาไดจากชอื่ ของ พนั ธะ นั่นกค็ อื โค (co-) แปลวา รวมกัน เวเลนท (valent) กค็ ือ เวเลนซอ เิ ลก็ ตรอน ก็แสดงวาพนั ธะโคเวเลนทคอื การใช อเิ ลก็ ตรอนวงนอกสุดรวมกนั นัน่ เอง ยกตวั อยางเชน แกส ฟลอู อรนี (F2) เกิดจากการรวมกันของธาตฟุ ลูออรนี (F) 2 อะตอม โดยนองๆ กต็ องมาดูวา F มี การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนเปน 2, 7 จะเห็นไดว าเวเลนซมี 7 อเิ ลก็ ตรอน จะทาํ ไงใหครบ 8 ดลี ะ? เนือ่ งจาก F อกี อะตอมนึงก็ ตอ งการ 1 อิเลก็ ตรอนเหมอื นกนั ดงั นนั้ มันกเ็ ลยตกลงรวมกัน โดยการใชอเิ ลก็ ตรอนวงนอก 1 คู รว มกนั ดงั รปู จากรูปดานขวาน้ี นองจะเห็นวาอะตอม ฟลูออรนี 2 อะตอม มันแชรอ เิ ล็กตรอนกัน 1 คู ทําใหทงั้ สองอะตอม มีเวเลนซเ ทา กบั 8 e- ลกั ษณะการแชรอิเล็กตรอน 1 คู เราจะเรียก วา พันธะเด่ียว (single bond) ตัวอยา งตอ ไป แกส ออกซเิ จน (O2) เกิดจากการรวมกนั ของธาตอุ อกซิเจน (O) 2 อะตอม โดยนอ งๆ ก็ตองมาดูวา O มี การจัดเรยี งอิเลก็ ตรอนเปน 2, 6 จะเห็นไดวาเวเลนซมี 6 อิเล็กตรอน จะทําไงใหครบ 8 ดีละ? เนือ่ งจาก O อีกอะตอมนึงก็ ตองการ 2 อเิ ล็กตรอนเหมือนกนั ดงั นัน้ มันกเ็ ลยตกลงรว มกัน โดยการใชอิเลก็ ตรอนวงนอก 2 ตัว รวมกัน ดังรูป จากรูป ทั้งสองอะตอมคอื ออกซเิ จน (O) นองจะเหน็ วาอะตอมดา นซา ยและดา นขวาแชร อเิ ลก็ ตรอน 2 คู ทาํ ใหแ ตละอะตอมมีเวเลนซ เทา กับ 8 e- ในกรณนี ี้มีการแชรอเิ ล็กตรอนกนั 2 คู เราจะเรยี กวา พันธะคู (double bond) ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 61
ตัวอยางสุดทาย แกส ไนโตรเจน (N2) เกิดจากการรวมกนั ของธาตุไนโตรเจน (N) 2 อะตอม โดยนอ งๆ กต็ อ งมาดูวา N มีการจดั เรียงอเิ ล็กตรอนเปน 2, 5 จะเหน็ ไดวา เวเลนซมี 5 อเิ ล็กตรอน จะทําไงใหค รบ 8 ดลี ะ ? เนอ่ื งจาก N อีกอะตอมนึงก็ ตอ งการ 3 อเิ ล็กตรอนเหมอื นกนั ดังนัน้ มันกเ็ ลยตกลงรว มกัน โดยการใชอ เิ ล็กตรอนวงนอก 3 คู รวมกนั ดงั รปู จากรูปทางดานขวานี้ ท้ังสองอะตอมคือ ออกซิเจน (O) นองจะเห็นวา อะตอมดา นซายและดาน ขวาแชรอเิ ลก็ ตรอน 2 คู ทําใหแตล ะอะตอมมเี วเลนซ เทากับ 8 e- ในกรณนี ี้มกี ารแชรอิเลก็ ตรอนกัน 3 คู เรา จะเรยี กวา พันธะสาม (triple bond) เราอาจจะเขยี นโครงสรา งโมเลกลุ ขา งตน น้ี เปนโครงสรางแบบเสน ก็ได เพือ่ ความสะดวกและรวดเร็ว เราจะเขียนได ดงั น้ี ตามลาํ ดับ F - FO = ON N 4. เลขออกซเิ ดชัน (oxidation number) เลขออกซเิ ดชนั คอื เลขทีแ่ สดงคา ประจุของธาตใุ นสารประกอบตางๆ หมู เลขออกซเิ ดชนั หมู เลขออกซเิ ดชัน มหี ลายคา IA +1 VA -2 IIA +2 VIA -1 มีหลายคามากๆ IIIA +3 VIIA IVA มีหลายคา โลหะทรานซิชนั ในบางคร้งั นองอาจจะเจอสารประกอบทม่ี ี “อนมุ ูลกลุม ” ก็คอื เปน สารประกอบโคเวเลนตที่เปน มีประจุไฟฟา และเกดิ พันธะไอออนกิ ได พค่ี ดิ วา นอ งดตู ารางนี้ก็นา จะเพียงพอแลวละ เลขออกซเิ ดชนั อนุมูลกลุม -1 OH- HCO3- NO3- HSO4- H2PO4- ClO3- ClO4- CN- MnO4- -2 SO42- CO32- HPO42- Cr2O72- -3 PO43- +1 NH4+ 62 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
ตารางทีพ่ ใี่ หน ้ี พ่คี ิดวา ในวิชาเคมีพนื้ ฐานจาํ เทา นีก้ ็เพียงพอแลว แตถ าเรยี นกันจรงิ ๆ มนั มีอกี เยอะมาก แตเอาไวเทา น้ี แลวกนั และถา นองอยากรูเพม่ิ เติมก็สามารถไปสืบคน ได ตวั อยางขอสอบ ธาตุ 3 ชนดิ มสี ัญลกั ษณดังน้ี ขอ ใดเปนสตู รเคมขี องสารประกอบฟลูออไรด ของธาตุท้ังสามชนิดตามลาํ ดับ 1. XF YF3 ZF2 2. XF Y2F3 ZF2 3. XF2 Y2F3 ZF 4. XF2 YF3 ZF เฉลย ขอ 4. สําหรับวธิ ีการคดิ ขอน้ีกค็ ือ นองตองจัดเรยี งอเิ ล็กตรอนใหไดกอ นนะ กไ็ ดด ังนี้ :2,2 : 2 , 8, 3 : 2 , 8, 7 แสดงวา X Y และ Z เปนโลหะหมู IIA IIIA และอโลหะหมู VIIA ตามลําดบั เน่อื งจาก ฟลูออไรด เปนอโลหะ เพราะฉะนน้ั ถา เปน พันธะโลหะเกดิ พนั ธะกับอโลหะกต็ องเปนพนั ธะไอออนิก และถาเปนอโลหะกบั อโหละ กเ็ ปน พนั ธะโคเวเลนต ธาตุ X อยู หมู IIA มเี ลขออกซเิ ดชันเปน +2 เพราะฉะนัน้ โครงสรางท่ีเกดิ กบั ฟลูออไรดทม่ี ีประจุ -1 ก็จะเปน XF2 ธาตุ Y อยหู มู IIIA มเี ลข ออกซิเดชันเปน +3 เพราะฉะน้ันโครงสรา งที่เกิดกับฟลอู อไรด ทมี่ ปี ระจุ -1 กจ็ ะเปน YF3 ธาตุ Z อยหู มู VIIA ตอ งการ 1 อเิ ล็กตรอน เชน เดียวกับ F เพราะฉะน้นั มันเลยแชรเ วเลนซกนั 1 คู สูตรโมเลกุลก็เลยเปน ZF 5. แนวโนม ตามตารางธาตุเบ้ืองตน ถาเรียนกนั อยางจรงิ จงั หัวขอเราจะเรียนแนวโนม ของหลายอยา งมาก แตในเคมพี ้ืนฐานนี้พี่ขอกลา วถงึ เพียง แนว โนม ของรศั มอี ะตอม ความวองไวของปฏิกิรยิ า IE และ EN นะนองๆ โดยคําวา แนวโนมตามตารางธาตุ เราจะดแู นวโนม 2 อยา งนะ คอื แนวโนม ตามหมู และแนวโนม ตามคาบ 5.1 แนวโนม ของรศั มอี ะตอมตามตารางธาตุ เล็กลง ใหญข นึ้ ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 63
กอนอนื่ นอ งตองเขาใจกอนวารัศมอี ะตอม มีอะไรเปน ปจจยั สาํ คญั ..? ปจจัยสําคัญกค็ ือ ระดับพลงั งานของอเิ ลก็ ตรอน ยง่ิ มีระดบั พลังงานมาก อะตอมก็จะมีรศั มมี าก จริงไหม? สาํ หรับรัศมอี ะตอม หรือเรยี กงา ยๆวา ขนาดของอะตอม ถาเปนตามคาบ มนั จะเลก็ ลง เพราะ ในคาบเดยี วกันมี จาํ นวนระดบั พลังงานเทากนั แตจํานวนโปรตอน (ประจุบวก) เพ่ิมขึน้ เรอื่ ยๆ ตามคาบ เลยทาํ ใหโปรตอนทเ่ี พิ่มข้นึ มีแรงดงึ ดูด ทําใหระดบั พลงั งานมันมาอยใู กลๆ กันมากขนึ้ แตถาเปน ตามหมู ระดบั พลงั งานมนั เพมิ่ ข้นึ เร่อื ยๆ กเ็ ลยทําใหอ ะตอมใหญขน้ึ ดว ย นองบางคนอาจจะสงสัยวา “อา ว กต็ ามหมู โปรตอนมนั ก็เพมิ่ ข้ึน แลวเราสรปุ ไดไ งวามันจะใหญข ้ึน” จาํ ไวนะนอ งๆ ระดบั พลังงานมนั เปนปจจยั ทีส่ าํ คญั กวา หมายความวา การเพ่มิ ข้นึ ของระดบั พลงั งานมีอทิ ธิพลตอ ขนาดของอะตอมมากกวาการเพิ่มข้นึ ของจาํ นวนโปรตอน 5.2 แนวโนม ของความวอ งไวของปฏกิ ริ ิยาตามตารางธาตุ ลดลง เพ่มิ ข้นึ เพมิ่ ขึน้ เพิ่มข้ึน สาํ หรบั เร่ืองความวองไวของปฏิกริ ยิ าเคมี พข่ี อเรยี กวา “ความเกง ” ก็แลว กนั ซง่ึ ความเกง เราไมส ามารถเหมารวม ทง้ั ตารางธาตุได เพราะในตารางธาตุเราแบง ออกเปน โลหะ กับอโหละ ซ่งึ ทง้ั โลหะและอโหละตางกม็ คี วามเกงตา งกนั เหมือนผชู ายกบั ผูหญิง เรามาเปรยี บเทียบกนั ไมไ ด เพราะฉะนน้ั เราเลยตอ งแยกกันคิด สําหรับโลหะ (เสน ทบึ ) ความวองไวของปฏกิ ริ ยิ าจะลดลงตามคาบ และเพ่มิ ข้ึนตามหมู แตถาเปน อโลหะ (เสน ประ) ความวอ งไวของปฏกิ ริ ิยาจะเพม่ิ ข้นึ ตามคาบ (ตง้ั แตหมู IV ถึงหมู VIIA ทเ่ี ราไมร วมถงึ หมู VIIIA เพราะมันเปนแกสเฉื่อยนะ ไมว องไวอยูแลว ) และเพิ่มขน้ึ ตามหมู เชน เดยี วกันกับโลหะ 5.3 แนวโนมของพลังงานไอออไนเซชัน (IE) ตามตารางธาตุ เพิ่มขน้ึ ลดลง 64 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
IE หรือพลงั งานที่นอ ยท่สี ดุ ทธ่ี าตรุ ับเขาไปแลวอเิ ล็กตรอนจะหลุดออกมา นอ งๆลองคิดตามนะ ธาตุท่อี เิ ลก็ ตรอนหลุด งายๆ (เปนไอออนบวกไดงาย) ควรจะเปนธาตจุ ําพวกไหน .... ก็ควรจะเปน โลหะจรงิ ไหม? สว นธาตุจําพวกอโลหะอิเลก็ ตรอน มันหลุดยากใชปาว (เปน ไอออนลบไดง า ย) เพราะฉะนั้นถาเปนโลหะ อิเล็กตรอนมนั หลดุ ไดงาย IE มันกต็ องนอย แตอโลหะ อเิ ลก็ ตรอนมนั หลุดยาก IE มันก็ตอ งมาก ดงั นน้ั ตามคาบ IE มันกต็ อ งเพิ่มขน้ึ สว นตามหมู IE มันจะลดลง เพราะวา อะตอมมี ขนาดใหญข ้นึ แรงดึงดดู ท่ีมีตอ อิเลก็ ตรอนมันกน็ อย ดังน้ันอิเล็กตรอนมนั ก็หลดุ ไดงา ย ก็คอื IE นอย 5.4 แนวโนม ของอิเล็กโตรเนกาติวติ ี (EN) ตามตารางธาตุ เพ่มิ ข้ึน ลดลง แนวโนมของ EN นอ งกใ็ ชความเขา ใจนะวา EN มนั คือความสามารถในการรับอิเลก็ ตรอน ธาตโุ ลหะมนั ไมรับ อเิ ล็กตรอนอยูแ ลว สวนอโลหะกร็ บั อิเลก็ ตรอนเกง ดงั น้ันตามคาบแนวโนมก็ตอ งเพมิ่ ขึ้น สว นถา เปนตามหมู เหตผุ ลก็คลา ยๆ กบั IE นะ ก็คือ อะตอมมันใหญข ้ึน แรงท่ีมันจะไปดึงอเิ ล็กตรอนภายนอกเขา มา มันกน็ อ ย ดงั นั้นธาตุท่ีอยูล างๆ ของตาราง ธาตุกร็ บั อเิ ล็กตรอนไมเกง เพราะฉะนั้นแนวโนม ของ EN ตามหมู ก็เลย ลดลง 6. ธาตุกัมมันตรงั สี (Radioactive element) ธาตุกมั มนั ตรงั สี คือ ธาตทุ ่มี ีความไมเสถียรสูง ปลดปลอ ยพลังงานในรูปรังสอี อกมาไดเ พอ่ื ใหม คี วามเสถียรมากขึ้น โดยการแผรังสอี อกมาน้นั อาจจะไดธาตใุ หมห รือไมก ็ได โดยเราจะเรยี กรงั สที ่ีธาตุกัมมนั ตรังสแี ผร งั สอี อกมาไดนั้นวา “กัมมนั ตภาพรงั ส”ี เพราะฉะนัน้ ใชใ หถกู ระหวา งคําวา “กมั มันตรงั ส”ี กบั “กมั มนั ตภาพรังส”ี 6.1 รงั สีทค่ี วรรจู ัก รังสแี อลฟา ( , ) เปนนิวเคลยี สของธาตุ He ซ่งึ เสียอเิ ล็กตรอนไป 2 ตัว ดงั น้ันจึงมปี ระจเุ ปน +2 รงั สีแอลฟามี อาํ นาจทะลทุ ะลวงต่าํ มีพลังงานนอ ยเพราะแตกตัวไดด ี เพยี งกระดาษแผนเดียวก็กนั้ แอลฟาได รังสี สัญลักษณ รังสเี บตา ( , ) เปน อนภุ าคท่มี ีสมบตั เิ หมอื น อเิ ลก็ ตรอน มปี ระจุ -1 มีอํานาจทะลุทะลวงมากกวา แอลฟา , −01e แอลฟาประมาณ 100 เทา แตกตัวไดนอยกวาแอลฟา เบตา เบตาสามารถผานแผน โลหะบางๆได เชน แผนตะกัว่ 1 โพซิตรอน β+ , +01e mm แผน อลมู ิเนยี ม 5 mm แกมมา โปรตอน ดิวเทอรอน ตรติ อน นิวตรอน ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 65
รงั สีแกมมา เปนคลน่ื แมเ หลก็ ไฟฟา ทม่ี ีความยาวคลื่นส้นั มาก ความถีส่ ูง ดงั นัน้ พลังงานจึงสูงดว ย ไมมมี วล ไมมี ประจุ เปน พลงั งาน มีอํานาจทะลลุ วงสงู ทสี่ ุด ผา นไม โลหะ เนอื้ เยอ่ื ได แตผ า นคอนกรตี หรอื ตะก่ัวหนาไมได ขอสงั เกตนะ นองๆ รังสีแกมมาเปน พลงั งาน เลยไมมสี ญั ลักษณข องธาตเุ หมือนกบั รังสีอื่น “ถานอ งจําไดกจ็ ะดมี ากเลยนะ เพราะวา เดี๋ยวมนั จะเอาไปใชใ นเร่ือง สมการนวิ เคลียร” 6.2 สมการนิวเคลียร สมการนวิ เคลยี รเ ปน ไง?? .... ส่ิงทจี่ ะออกขอ สอบในหวั ขอนก้ี ง็ า ยมากๆ นอ งก็แคด ลุ สมการนิวเคลียร ซงึ่ เด๋ียวพ่ีจะ สอนวาตองทาํ ไง หลกั การดุลสมการนิวเคลียร ผลรวมของเลขมวลและเลขอะตอมของสารตงั้ ตนและผลิตภณั ฑต องเทา กนั ตวั อยางโจทย 1. ……………. 2. ……………. พ่เี ฉลยขอ 1 กอนนะ นองกต็ องดวู า ฝง สารตง้ั ตน In ทม่ี ีเลขอะตอม 49 และมวล 116 เปล่ียนไปเปน Sn ทีม่ ีเลขอะตอม 50 และเลขมวล 116 เราเทยี บกนั ทีละอยาง (เทียบมวลกบั มวล เทยี บเลขอะตอมกับเลขอะตอม) จะเห็นไดวา เลขมวลไมเปล่ยี น และเลขอะตอมเพ่มิ ขึ้น แสดงวารังสที ีเ่ ปนคาํ ตอบตองเปน , −01e สวนขอท่ี 2 เราคิดทลี ะอยางรวมเลขมวลกอ น ฝง สารตงั้ ตน ได 24 เลขอะตอมฝงสารตงั้ ตนได 12 ทนี ี้ฝง ผลติ ภัณฑ (อนุภาคแอลฟา) มเี ลขมวลแลว 4 และเลขอะตอม 2 ดังน้ันธาตุท่เี กดิ ขน้ึ กต็ อ งเปน ธาตทุ ี่มีเลขมวล 20 และเลขอะตอม 10 นองกอ็ าจจะเขยี นไดเปน สมมตเิ ปนธาตุ X แลว กนั นะ สมมตวิ า เราไมรูวา ธาตุอะไร 6.3 ครงึ่ ชีวติ ของธาตุกมั มันตรังสี (Half-life) เนอ่ื งจากธาตกุ มั มันตรงั สี เปน ธาตุท่ไี มเ สถียร ตองปลดปลอ ยพลังงานในรูปของรังสีออกมาตลอดเวลา ก็เลยทาํ ให มวลของธาตุมนั จะลดไปเรื่อยๆ ครึ่งชีวติ (Half–life) ใชสญั ลกั ษณเปน คอื ระยะเวลาท่ีทําใหธาตุกมั มันตรังสมี ีมวลเหลอื คร่งึ เดียวจากตอนเริม่ ตน เชน ธาตุ X มี 100 กรัม ผานไป 10 วัน เหลอื อยู 50 กรมั เราจะเรียกวา “ธาตุ X มคี รง่ึ ชีวติ เปน 10 วนั ” ถาเราลองมาดกู ราฟ การลดลงของมวลของธาตกุ มั มนั ตรังสกี จ็ ะไดด ังรูปดานลางน้ี จากกราฟน้ี นองจะเห็นวาเดิมมีอยู 10 กรมั และพอลดลงเหลอื 5 กรมั (ครงึ่ หนงึ่ ของ 10) ใชเ วลา 25 ป และใชเ วลาอีก 25 ป ก็จะลดเหลือ 2.5 กรมั (ครง่ึ หนึ่ง ของ 5) เปนอยา งนี้ไปเรื่อยๆ เรากเ็ รยี ก วาธาตุนม้ี ีคร่ึงชวี ิตเปน 25 ป 66 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
การคาํ นวณครง่ึ ชีวติ การคํานวณครง่ึ ชีวติ ของธาตุกัมมนั ตรงั สี ไมใชเรือ่ งยาก มอี ยูส ูตรเดียวเอง ซึง่ สูตรกค็ อื เม่ือ n คือ จํานวนคร้ังท่ีผา นคร่งึ ชวี ติ คําวา “จาํ นวนครง้ั ท่ผี า นครง่ึ ชวี ติ ” นอ งงงกนั ไหม? ... ยกตัวอยางเชน ธาตุ X มีคร่ึงชวี ติ 10 ป ถา ผานไปแลว 40 ป ก็แสดงวา ผา นครงึ่ ชวี ติ มาแลว 4 ครง้ั ตัวอยา งขอสอบ ธาตุกมั มนั ตรังสี X มีครึ่งชวี ิตเทากบั 5,000 ป นกั ธรณวี ทิ ยาคนพบซากของพชื โบราณทม่ี ี ปรมิ าณธาตุกัมมนั ตรังสี X เหลืออยูเ พยี ง 6.25% ของปรมิ าณเริ่มตน พชื โบราณน้มี ชี ีวิตประมาณกี่ ปมาแลว 1. 10,000 ป 2. 15,000 ป 3. 20,000 ป 4. 25,000 ป เฉลย ขอ 3. นองๆ ก็ลองใชส ตู รที่เรยี นไปเลยนะ โดยในท่ีนเ้ี ขาไมไดกาํ หนดมาใหว า เร่มิ ตนมี X ก่กี รมั แตเ ขาใหมาวาพบ 6.25% เรากส็ มมติวาเรม่ิ ตนมี 100% ก็แลว กัน กล็ องไปแทนสูตร ไดเปน ก็ยา ยขางคาํ นวน ได n เทากบั 2n =16 นองกล็ องคดิ ซิวา 2 ยกกาํ ลังอะไรได 16 ซง่ึ ก็ คอื 4 เพราะ 24 = 16 เพราะฉะน้นั n = 4 หมายความวา ผา นคร่งึ ชีวิตมา 4 รอบ ดังนั้นพชื โบราณ นก้ี ม็ ีอายุ 4 x 5,000 ป = 20,000 ป วธิ กี ารตรวจสอบกัมมันตรงั สี 1. ใชฟลม ตรวจสอบ นาํ ฟลมถา ยรปู ไปหุมสารท่ตี อ งการตรวจสอบในท่ีท่ีไมมีแสง นาํ ฟลม ไปลา ง หากมรี อยจุดสีดํา แสดงวา วัตถุน้ันแผร งั สีได 2. ใหน ําสารทีค่ ดิ วาเปน สารกัมมนั ตรงั สีเขาใกลสารเรอื งแสง หากเปน สารกมั มนั ตรงั สีจะเกดิ การเรอื งแสงขึ้น 3. เครอื่ งไกเกอรมูลเลอรเ คานเ ตอร เมอื่ รงั สเี ขาไปในเครอื่ งวัด จะไปกระทบกบั Ar ซึ่งทาํ ใหแ ตกตวั เปน Ar+ ทาํ ใหเ กิด ความตา งศักย เกิดกระแสไฟฟา และเครอ่ื งจะแปลผลออกมาแสดงทีห่ นา ปด เครื่องไกเกอรมลู เลอรเ คานเตอร ท่มี า : radioactive-601.blogspot.com ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 67
ปฏิกิรยิ านวิ เคลียร (Nuclear reaction) เปนปฏิกริ ยิ าท่เี ปลย่ี นแปลงภายในนิวเคลียสของอะตอมแลว ไดธาตใุ หมเ กดิ ขึ้น และใหพลงั งานมหาศาล ปฏกิ ริ ยิ า นิวเคลยี รมี 2 ประเภท ไดแ ก 1. ปฏิกิรยิ าฟชชนั (Fission reaction) คอื ปฏิกริ ยิ านิวเคลียรทเี่ กิดจากการยิงนิวตรอนเขาไปในนิวเคลยี สธาตุหนัก ทาํ ใหแตกออกไดธ าตเุ ล็กลง และไดนิวตรอนออกมาอีก 2-3 อนุภาค (ฟช แปลวา แตกออก) มนุษยเราก็นาํ ความรูเร่อื ง ปฏกิ ริ ิยาฟชชันมาใชเ ชน การผลติ ไฟฟาในโรงไฟฟาพลงั งานนิวเคลยี ร ลองดูรปู ใหเขา ใจมากข้ึนนะ จากรูปนองๆ จะเห็นวา เดิมมีธาตุใหญๆ อยธู าตุ หนึ่ง และก็ยิงอนภุ าคนวิ ตรอนเขา ไป ทําใหธาตุ ใหญน นั้ แตกออกเปน อกี 2 ธาตุ และกไ็ ดน วิ ตรอน หลดุ ออกมาอกี และนวิ ตรอนทห่ี ลดุ มากจ็ ะไปชน ธาตุ ทําใหแตกออกไปเร่ือยๆ เราเรียกลักษณะ ปฏกิ ริ ิยาแบบนี้วา “ปฏกิ ริ ิยาลูกโซ (chain reac- tion)” เพราะมนั ไมจ บไมส นิ้ มนั จะเปน อยา งนตี้ อ ไปเร่ือยๆ 2. ปฏิกิริยาฟวชัน (fusion reaction) ปฏิกิริยานิวเคลียรที่นิวเคลียสของธาตุเบามา รวมกันเปนธาตุท่ีหนกั ขน้ึ แตเ น่ืองจากเวลาเกดิ ธาตุใหมข้ึน ตามหลักการมวลของธาตุหนักมัน ควรจะเทา กบั มวลของธาตเุ ลก็ ๆ ทมี่ ารวมกนั จรงิ ไหม? แตปรากฏวามวลของธาตุหนักท่ีเกิดขึ้น ใหม นอยกวาผลรวมกันของมวลของธาตุเบา 2 ธาตุ ซง่ึ มวลทม่ี นั หายไปนนั้ เอง มนั เปลย่ี นไปเปน พลงั งานทป่ี ลดปลอ ยออกมา ปฏกิ ริ ยิ าแบบนเี้ กดิ ขนึ้ ในดวงอาทิตยน ะ การนาํ กมั มันตรงั สไี ปใชประโยชน ทีม่ า: www.plasma.inpe.br - I-131 ใชตรวจสอบความผดิ ปกติของตอ มไทรอยด - Na-24 ใชต รวจสอบการไหลเวยี นของโลหิต - Co-60 รักษาโรคมะเร็ง ถนอมอาหาร - Ra-226 รักษาโรคมะเรง็ - U-238, Pu-239 ใชผ ลติ ไฟฟาในโรงไฟฟา นวิ เคลียร - C-14 หาอายขุ องวตั ถโุ บราณ ซากดึกดาํ บรรพ 68 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
โทษของสารกมั มนั ตรงั สี หากไดร ับรงั สีเขา สูรางกายจะมผี ลทําใหก ารสรา งเซลลใหมในรางกายมนุษยเกิดการกลายพนั ธุ โดยเฉพาะเซลล สืบพันธุ สวนผลที่ทาํ ใหเกิดความปว ยไขจากรงั สี เนือ่ งจากเม่ืออวยั วะสวนใดสว นหนง่ึ ของรา งกายไดร บั รังสี โมเลกลุ ของธาตุ ตางๆ ท่ปี ระกอบเปน เซลลจ ะแตกตัว ทาํ ใหเ กิดอาการปว ยไขได นอ งๆ สามารถศกึ ษาเพ่มิ เตมิ ไดที่ Tag : สอนศาสตร เคมี เคมอี ินทรีย สารชีวโมเลกุล กรด กรดนวิ คลีอีก ไขมัน • 03 : พนั ธะไอออนิก และพันธะโลหะ http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-1 • 04 : พนั ธะโคเวเลนต http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-2 • 05 : สมบัติของธาตุตามตารางธาตุ http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-3 • 06 : ปรมิ าณสารสมั พันธ :โมลและสารละลาย http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-4 • 07 : ปรมิ าณสารสมั พนั ธ : สมการเคมี http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-5 • สอนศาสตร เคมี ม.ปลาย : พนั ธะเคมี http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-6 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 69
• สมบัตขิ องธาตตุ ามหมู http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-7 • ธาตแุ ละสารประกอบ 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-8 • ธาตุและสารประกอบ 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-9 • ธาตุและสารประกอบ 3 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-10 • เคมี ม.ปลาย - พันธะเคมี ตอนที่ 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-11 • เคมี ม.ปลาย - พันธะเคมี ตอนที่ 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch3-12 70 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
บทท่ี 4 เชอื้ เพลงิ ซากดกึ ดาํ บรรพ (Fossil) Introduction แมวา ชอื่ ของบทๆ นี้ จะดูสะเทอื นใจสําหรบั คนมอี ายุเลก็ นอย แตบ ทน้ีมเี สนห ข องมันอยเู ลก็ ๆ เสนหของมนั กค็ อื ทองจําแหลก กอ นอ่ืนเลย มารจู ักกับคําวา เช้อื เพลิงซากดกึ ดําบรรพ หรอื บางคนอาจเคยไดยินคาํ วา อินทรยี วัตถุกนั กอนดี กวา เชอื้ เพลงิ ซากดึกดําบรรพหรืออนิ ทรยี วัตถเุ ปน เชอ้ื เพลงิ พนื้ ฐานในการดํารงชีวิตท่ีสําคญั ซ่ึงเกดิ จากการทับถมกนั มาเปน เวลานานนบั หลายลานป ดว ยอุณหภูมิและความดันสงู จึงเกิดการยอยสลายผา นกระบวนการหลายขั้นตอนและแปลงสภาพ ไป ซ่ึงนองๆรรู ึเปลาวา เชื้อเพลงิ ซากดกึ ดําบรรพน ส้ี ามารถแบงไดหลากหลายประเภท Outlines 1. ถานหนิ 2. หนิ น้ํามัน 3. ปโ ตรเลียม 4. ปโ ตรเคมภี ณั ฑ 5. มลพษิ จากปโตรเคมีภัณฑ ประเภทของเชือ้ เพลิงซากดกึ ดําบรรพ สามารถแบง รูปแสดงประเภทตา งๆ ของถา นหิน ไดเ ปน 3 ประเภท (ทมี่ า : http://energyearth.co.th/product?lang=th) 1. ถา นหิน (Coal) กําเนดิ มาจากซากพืช ในภาวะทม่ี ีออกซเิ จน อยางจํากัดหรือไมมีออกซิเจนเลย จากน้ันจึงเกิดการ เปลี่ยนแปลงอยา งชาๆ จนกลายมาเปน ถานหิน ซ่งึ นอ งเชือ่ ไหม วา ถานหินน้ีเปนหินตะกอนชนิดหน่ึงท่ีสามารถใชเปนแรเชื้อ เพลงิ และทาํ ใหต ดิ ไฟได และมลี กั ษณะเปน หนิ สนี า้ํ ตาลออ นจนถงึ สีดํา มีท้ังชนิดผิวมันและผิวดาน นํ้าหนักเบา และประกอบไป ดวยธาตุทส่ี ําคญั หลายธาตุ อาทิ คารบ อน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ออกซิเจน และกํามะถัน นอกจากน้ียังมีธาตุหรือสารอื่น เชน ปรอท โครเมยี ม ทองแดง นิกเกลิ สารหนู และซิลีเนียม เจือปน อยูเล็กนอยดวย ซ่ึงรูไหมวา เม่ือนองๆนําถานหินไปใชเปนเช้ือ เพลิงสารท่ีเจือปนอยูนี้จะสามารถสงผลตอปญหาสุขภาพของ นอ งๆ และสง่ิ แวดลอ มไดด ว ยนะ โดยถา นหินท่มี คี ุณภาพดจี ะมี จํานวนคารบ อนสูงและมีธาตุอ่ืนๆ ต่ํา เมื่อนํามาเผาจะใหค วาม รอ นมาก ซึง่ สามารถแบงถานหินไดเปน 5 ประเภท มอี ะไรบาง เรามาดกู นั ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 71
1) พีต (Peat) ขนั้ แรกในกระบวนการเกิดถา นหิน เปนซากพืชบางสว นทีไ่ ดสลายตวั ไปแลวสามารถใชเปนเชือ้ เพลงิ ได แตม ีความชนื้ มาก 2) ลิกไนต (Lignite) มซี ากพชื หลงเหลอื อยูเลก็ นอ ย มีความช้นื มาก เปน ถา นหนิ ท่ใี ชเปน เชื้อเพลิง แตจ ะมคี วนั และเถา ถา นมาก นยิ มใชใ นการผลติ ไฟฟา 3) ซบั บทิ มู นิ สั (Subbituminous) เปน ถา นหนิ ทมี่ ปี รมิ าณออกซเิ จนและความชน้ื ตา่ํ แตม ปี รมิ าณคารบ อนสงู กวา ลกิ ไนต ใชเปน แหลง พลังงานสําหรับผลิตไฟฟา และงานอุตสาหกรรม 4) บทิ ูมนิ สั (Bituminous) เปนถา นหินเนื้อแนน แขง็ มีสีดาํ มันวาว ใชเปน เช้อื เพลงิ เพอ่ื การถลงุ โลหะ 5) แอนทราไซต (Anthracite) มีอายกุ ารเกดิ นานท่สี ดุ ลักษณะเปน สีดาํ เนอ้ื แนน แขง็ และเปนมนั มปี ริมาณออกซเิ จน และความชน้ื ตา่ํ แตม ปี รมิ าณคารบ อนสงู กวา ถา นหนิ ชนดิ อนื่ แมจ ะจดุ ไฟตดิ ยาก แตเ มอ่ื ตดิ ไฟจะมคี วนั นอ ยใหค วามรอ นสงู อกี ท้งั ไมมสี ารอินทรียร ะเหยออกมาจากการเผาไหม จงึ จดั วาเปนถา นหินท่ใี หความรอนไดดีทส่ี ดุ ประโยชนแ ละโทษของถา นหนิ ถานหินถือเปนผลผลิตท่ีไดจากธรรมชาติ และมีประโยชนอยูมากมายทีเดียว นองๆ รูรึเปลาวา แหลงถานหินใน ประเทศไทยสามารถพบไดในท่วั ทกุ ภาคของประเทศไทยเลย แตสว นใหญจะอยูในเขตภาคเหนอื ซึง่ จะมคี ณุ ภาพเปนขนั้ ลกิ ไนต และซบั บิทูมนิ ัส จึงใหความรอนไมสูงนักซึง่ นาํ มาใชเปน เชอ้ื เพลงิ ในการผลติ กระแสไฟฟา การถลงุ โลหะ ผลิตปนู ซีเมนต ผลติ ถานกัมมันต การบมใบยาสูบ การผลิตอาหารอีกทั้งยังสามารถนํามาทําถานสังเคราะหเพื่อดูดซับกล่ิน หรือการทําคารบอนด ไฟเบอรท ี่เปนวสั ดุแข็งและเบาไดด ว ย สวนโทษของถา นหิน เม่ือเกิดการเผาไหมจ ะทําใหเ กิดแกสท่ีเปน มลพิษทางอากาศหลายชนิด ไดแ ก CO2, CO, SO2และ NO ซ่ึงกา ซเหลานนี้ อ งๆทราบอยแู ลวใชไหมวา เปน ปจจยั ของภาวะเรือนกระจกท่สี ง ผลเสยี ตอโลกของเราอยา งมากมาย **เกร็ดความรูเ พ่มิ เตมิ ** ภาวะเรอื นกระจก คอื ภาวะท่ีชน้ั บรรยากาศของโลกยอมใหร ังสีผา นลงมายงั ผวิ โลกได อกี ท้ังจะดูดกลนื รังสคี ล่นื ยาว ชว งอนิ ฟราเรดทแี่ ผอ อกจากพนื้ ผวิ โลกเอาไวแ ละกจ็ ะคายพลงั งานความรอ นใหก ระจายซา้ํ ไปซา้ํ มาอยภู ายในชนั้ บรรยากาศและ พืน้ ผวิ โลก ซ่งึ ผลกระทบที่ตามมาน้ัน สง ผลโดยตรงตอ สภาพภูมอิ ากาศของโลก และสง่ิ มีชีวิตพนื้ ผวิ โลกอยางมากมาย นองๆ รูห รือไม! ? ในภาวะปกติของชนั้ บรรยากาศของโลกนั้น จะประกอบดวย โอโซนไอนา้ํ และกา ซชนิดตางๆ ซง่ึ ทํา หนา ทก่ี รองรงั สบี างชนดิ ใหผ า นมาตกกระทบพน้ื ผวิ โลกโดยรงั สที ต่ี กกระทบพนื้ ผวิ โลกนจ้ี ะสะทอ นกลบั ออกนอกชนั้ บรรยากาศ ไปสว นหนง่ึ และทเ่ี หลอื พน้ื ผวิ โลกทปี่ ระกอบดว ยพนื้ นาํ้ พน้ื ดนิ และสงิ่ มชี วี ติ จะดดู กลนื เอาไวห ลงั จากนน้ั กจ็ ะคายพลงั งานออก มาในรปู รงั สอี นิ ฟราเรดแผก ระจายขน้ึ สชู นั้ บรรยากาศและแผก ระจายออกนอกชนั้ บรรยากาศไปอกี สว นหนงึ่ ผลทเี่ กดิ ขนึ้ คอื ทาํ ให โลกสามารถ รกั ษาสภาพสมดุลทางอุณหภมู ิไวไ ดจงึ มีวฏั จักรน้าํ อากาศ และฤดกู าลตางๆ ดําเนนิ ไปอยา งสมดลุ เอ้ืออาํ นวยตอ การดํารงชีวิตพืชและสัตวโลกจึงเปรียบเสมือนเรือนปลูกพืชขนาดใหญที่มีไอน้ําและกาซตางๆ ท้ังน้ีช้ันบรรยากาศมีลักษณะ คลา ยกับกระจกท่ีคอยควบคุมอณุ หภมู ิ และวฏั จักรตา งๆ บนโลกใหเปนไปอยางสมดลุ แตส่งิ ท่เี กดิ ข้นึ ในปจ จุบัน ชนั้ บรรยากาศ ของโลกมปี รมิ าณกา ซบางชนดิ ทม่ี ากเกนิ ไปซง่ึ เปน ปจ จยั ทที่ าํ ใหเ สยี สมดลุ ของธรรมชาติ ซง่ึ กา ซทม่ี ผี ลกระทบตอ ภาวะโลกรอ น มีหลายชนิด อาทิ ไอนํา้ (H2O) นอ งเชือ่ หรือไม วาไอนา้ํ เปน กาซเรือนกระจกทีม่ ีมากทสี่ ดุ บนโลก โดยมอี ยใู นอากาศประมาณ 0 - 4% เลยทีเดียว ขึ้นอยูกับลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และอุณหภูมิเชน ในบริเวณเขตรอนใกลเสนศูนยสูตรและ ชายทะเลจะมีไอนํ้าอยูมากสวนในบริเวณเขตหนาวแถบข้ัวโลกอุณหภูมิตํ่าจะมีไอนํ้าในบรรยากาศเพียงเล็กนอย ไอน้ําเปนสิ่งจําเปนตอส่ิงมีชีวิตอีกท้ัง เปนสวนหน่ึงของวัฏจักรน้ําในธรรมชาติ นอกจากน้ี น้ําสามารถเปล่ียนสถานะ ไปมาทั้ง 3 สถานะ จึงเปนตวั พาและกระจายความรอ นแกบ รรยากาศและพน้ื ผิว 72 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
กาซคารบอนไดออกไซด (CO2) เปน กาซอีกชนดิ หนง่ึ ทีพ่ เ่ี ชอ่ื วา นอ งๆคงรูจกั กันมาตั้งแตเดก็ ซ่ึงในยุคเร่มิ แรกของ โลกและระบบสุริยะ มีกาซคารบอนไดออกไซดในบรรยากาศถึง 98% กันเลยทีเดียว เน่ืองจากดวงอาทิตย ยังมีขนาดเล็กและแสงอาทิตยยังไมสวางเทาทุกวันน้ีจึงทําใหกาซคารบอนไดออกไซดชวยทําใหโลกอบอุนเหมาะ สําหรับเปนถิ่นท่ีอยูอาศัยของสิ่งมีชีวิตเม่ือเวลาผานไป ดวงอาทิตยมีขนาดใหญขึ้นและนํ้าฝนน่ีเองท่ีเปนตัวการ ในการละลายกาซคารบอนไดออกไซดในอากาศลงมายังพ้ืนผิวแพลงกตอนและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กบางชนิด รวมถึง พืชบางชนิดมีความสามรถในการตรึงกาซคารบอนไดออกไซดในอากาศ และมาสรางเปนอาหารโดยการสังเคราะห ดวยแสง ทําใหภาวะเรือนกระจกลดลง ธรรมชาติของกาซคารบอนไดออกไซดเกิดขึ้นจากการหลอมละลายของ หินปูนซ่ึงโผลข้ึนมาจากปลองภูเขาไฟ และการหายใจของส่ิงมีชีวิต กาซคารบอนไดออกไซดมีปริมาณเพ่ิมขึ้น เน่ืองจากการเผาไหมในรูปแบบตาง ๆเชน การเผาไหมเช้ือเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม การเผาปาเพื่อใชพ้ืนท่ี สําหรับอยูอาศัยและการทําปศุสัตว เปนตน โดยการเผาปาเปนการปลอยกาซคารบอนไดออกไซดข้ึนสูชั้นบรรยากาศ ไดโดยเร็วที่สุดเน่ืองจากตนไมมีคุณสมบัติในการตรึงกาซคารบอนไดออกไซดไวกอนท่ีจะลอยขึ้นสูชั้นบรรยากาศ ดังน้ันเม่ือพื้นท่ีปาลดนอยลงกาซคารบอนไดออกไซดจึงลอยขึ้นไปสะสมอยูในบรรยากาศไดมากยิ่งขึ้นและทําให พลังงานความรอนสะสมบนผิวโลกและในบรรยากาศเพิ่มข้ึนประมาณ 1.56 วัตต /ตารางเมตร(ซึ่งยังไมรวมผล ทางออมท่ีจะเกิดข้ึน) แลวนองๆ ทราบกันหรือเปลาวาปริมาณกาซคารบอนไดออกไซดมาจากประเทศใดมากท่ีสุด จากผลสํารวจเรียงจากมากไปหานอยก็คือต้ังแตป ค.ศ.1950 10 อันดับแรกก็คือ 1.สหรัฐอเมริกา 2. สหภาพยุโรป 3. รัสเซีย 4. จนี 5. ญปี่ ุน 6. ยูเครน 7. อินเดีย 8. แคนาดา 9. โปแลนด 10. คาซัคสถาน เปน ตน กาซมีเทน (CH4) กาซชนิดน้ีเกิดขึ้นจากการยอยสลายของซากสิ่งมีชีวิตแมวาในอากาศจะมีเพียง 1.7 ppm แตกาซมีเทนมีคุณสมบัติของกาซเรือนกระจกสูงกวากาซคารบอนไดออกไซดในปริมาณท่ีเทากัน หรือ พูดงายๆก็คือ กาซมีเทนสามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดไดดีกวากาซคารบอนไดออกไซด กาซมีเทนมีปริมาณ เพิ่มข้ึนเน่ืองจากการทํานาขาว การทําปศุสัตวการเผาไหมมวลชีวภาพ การเผาไหมเช้ือเพลิงประเภทถานหิน นํ้ามัน และกาซธรรมชาติซึ่งนองๆเช่ือหรือไมวา การเพ่ิมข้ึนของกาซมีเทนน้ัน จะสงผลกระทบโดยตรงตอภาวะ เรอื นกระจกมากเปน อนั ดับ 2 รองจากกา ซคารบอนไดออกไซดเ ลยทเี ดียว กาซไนตรัสออกไซด (N2O) โดยท่ัวไป กาซชนิดนี้เกิดจากการยอยสลายซากสิ่งมีชิวิตโดยแบคทีเรีย แตสาเหตุท่ี ทําใหปริมาณกาซไนตรัสออกไซดเพิ่มสูงข้ึนในปจจุบันน้ันมาจากอุตสาหกรรมท่ีใชกรดไนตริกในกระบวนการผลิต เชนอุตสาหกรรมผลิตเสนใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกบางชนิด เปนตนซึ่งนองๆรูไหมวา กาซไนตรัสออกไซดที่เพ่ิมข้ึนสงผลกระทบโดยตรงตอการเพ่ิมพลังงานความรอนท่ีสะสมบนพื้นผิวโลก และ หากลอยขึ้นสูบรรยากาศช้ันสตราโตสเฟยรมันจะทําปฏิกิริยากับกาซโอโซนทําใหเกราะปองกันรังสีอัลตราไวโอเล็ต ของโลกลดนอ ยลงอกี ดวย สารประกอบคลอโรฟลูออโรคารบ อน (CFC) หรอื เรียกอกี ชื่อหน่ึงวา “ฟรีออน Freon” สารวายรายตวั การในการ เกิดภาวะโลกรอน ซึ่งสารชนิดน้ีไมไดเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติแตเกิดจากชีวิตประจําวันของนองๆ น่ันแหละ สารชนิดน้ีมีแหลงกําเนิดมาจากโรงงานอุตสาหกรรมและอุปกรณเครื่องใชในชีวิตประจําวัน เชน ตูเย็น เคร่ืองปรับ อากาศและสเปรย เปนตน สาร CFC นี้มีองคประกอบเปนคลอรีนฟลูออไรด และโบรมีน ซึ่งความสามารถของมัน นั้นรายแรงมาก เพราะมีความสามารถในการทําลายโอโซนทีเ่ ปน ชนั้ บรรยากาศของนอ งๆ นนั่ เอง ปกตแิ ลว สาร CFC ใ น บ ริ เ ว ณ พื้ น ผิ ว โ ล ก จ ะ ทํ า ป ฏิ กิ ริ ย า กั บ ส า ร อ่ื น แ ต เ ม่ื อ มั น ดู ด ก ลื น รั ง สี อุ ล ต ร า ไ ว โ อ เ ล็ ต ใ น บ ร ร ย า ก า ศ ชั้ น สตราโตสเฟยรโมเลกุลจะแตกตัวใหคลอรีนอะตอมเด่ียว และทําปฏิกิริยากับกาซโอโซนเกิดกาซคลอรีนโมโนออกไซด (ClO) และกาซออกซิเจน นองๆอาจจะคิดวา ถาคลอรีนจํานวน 1 อะตอมสามารถทําลายกาซโอโซน 1 โมเลกุล ก็คงไมนาจะเปนปญหาอะไรแตพ่ีจะบอกวามันไมใชอยางท่ีนองๆคิด เพราะวาคลอรีน 1 อะตอม สามารถทําลาย ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 73
กาซโอโซน 1 โมเลกุล ไดนับพันครั้งเน่ืองจากเม่ือคลอรีนโมโนออกไซดทําปฏิกิริยากับออกซิเจนอะตอมเด่ียวแลว จะสามารถเกิดคลอรีนอะตอมเด่ียวขึ้นอีกครั้งและเกิดเปนปฏิกิริยาลูกโซไปเร่ือยๆเชนนี้ จึงเปนการทําลายโอโซน อยางตอเน่ืองแมวาปจจุบันนี้ จะมีการจํากัดการใชกาซประเภทน้ีใหนอยลง แตปริมาณของสารคลอโรฟลูออโร คารบอนยังคงสะสมอยูในช้ันบรรยากาศไมสูญหายไปไหน อีกทั้งยังเปนตนเหตุที่ทําใหมีพลังงานความรอนสะสม บนพนื้ ผวิ โลกเพม่ิ ขึ้นอกี ดวย โอโซน (O3) เปนกาซที่ประกอบดวยธาตุออกซิเจนจํานวน 3 โมเลกุล มีอยูเพียง 0.0008% ในบรรยากาศ โอโซนมีอายุอยูในอากาศไดเพียง 20 - 30 สัปดาหแลวก็สลายตัว โอโซนเกิดจากกาซออกซิเจน (O2) ดูดกลืน รังสีอุลตราไวโอเล็ตแลวแตกตัวเปนออกซิเจนอะตอมเดี่ยว (O) จากน้ันออกซิเจนอะตอมเด่ียวรวมตัวกับ กา ซออกซเิ จนและโมเลกุลชนิดอน่ื ทที่ าํ หนา ที่เปน ตัวกลาง แลวใหผลผลิตเปนกา ซโอโซนออกมา นองๆ อาจจะสงสัย วาท่ีผานมากลาววา โอโซนชวยปองกันรังสีที่มายังโลก แลวทําไมถึงเปนปจจัยหนึ่งใหเกิดสภาวะโลกรอนข้ึนได คําตอบนั้นก็คือ กาซโอโซนมี 2 บทบาท หรือ พูดงายๆ เปนท้ังพระเอก และผูรายในกาซชนิดเดียวกัน ข้ึนอยูกับวา ระดับช้ันบรรยากาศที่อยูน้ันอยูชั้นไหน ซ่ึงโอโซนที่อยูในชั้นสตราโตสเฟยรจะทําหนาท่ีทําหนาที่กรองรังสี อุลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตยออกไป 99% กอนถึงพ้ืนโลก เพราะหากรางกายมนุษยไดรับรังสีนี้มากเกินไป จะทําใหเกิดมะเร็งผิวหนัง สวนจุลินทรียขนาดเล็กอยางเชนแบคทีเรียก็จะถูกฆาตาย สวนโอโซนท่ีอยูใน ชั้นโทรโพสเฟยรมีคุณสมบัติเปนกาซเรือนกระจกมากท่ีสุด ซ่ึงจะดูดกลืนรังสีอินฟราเรดทําใหเกิดพลังงาน ความรอนสะสมบนพื้นผิวโลก โอโซนในชั้นนี้เกิดจากการเผาไหมมวลชีวภาพและการสันดาปของเคร่ืองยนต สวนใหญเกิดขึ้นจากการจราจรติดขัด เคร่ืองยนต เครื่องจักรและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปะปนอยู ในหมอกควนั นน่ั เอง ฯลฯ อาทิ กา ซไฮโดรฟลูโรคารบอน (HFCS) กาซเปอรฟ ลโู รคารบอน (CFCS) และกาซซลั เฟอรเฮกซาฟลโู อโรด (SF6) เปนตน ผลกระทบจากภาวะโลกรอ นหลักๆท่นี องควรทราบมี 2 อยา งไดแก ปรากฏการณเอลนิโญ ปรากฏการณนี้ ทาํ ใหเ กิดการกอตัวของเมฆและฝนเหนอื นานนํา้ บรเิ วณเอเชยี ตะวนั ออกเฉียง ใตจ ะลดลงและจะขยบั ไปทางตะวนั ออก ทาํ ใหบ รเิ วณตอนกลางและตะวนั ออกของแปซฟิ ก เขตศนู ยส ตู รรวมทงั้ ประเทศเปรแู ละ ประเทศเอกวาดอรมีปริมาณฝนมากกวาคาเฉล่ีย ขณะที่มีความแหงแลงเกิดข้ึนท่ีอินโดนีเซียอีกทั้งบริเวณเขตรอนของ ออสเตรเลยี (พนื้ ทที่ างตอนเหนอื ) มกั จะเรม่ิ ฤดฝู นลา ชา นอก จากนย้ี งั มคี วามเกย่ี วขอ งเชอื่ มโยงกบั ความผดิ ปกตขิ องภมู อิ ากาศ ในพนื้ ทซี่ ง่ึ อยหู า งไกลดว ยเชน ความแหง แลง ทางตอนใตข องแอฟรกิ า ในฤดหู นาวและฤดรู อ นของซกี โลกเหนอื (ระหวา งเดอื น ธันวาคม – กุมภาพันธ และ เดือนมิถนุ ายน – สิงหาคม) รูปแบบของฝนและอุณหภูมหิ ลายพนื้ ทผ่ี ิดไปจากปกตดิ ว ย เชน ในฤดู หนาวบรเิ วณตะวนั ออกเฉยี งใตข องแอฟรกิ าและตอนเหนอื ของประเทศบราซลิ แหง แลง ผดิ ปกติ ขณะทท่ี างตะวนั ตกของประเทศ แคนาดา และตอนบนสุดของอเมริกามีอุณหภูมิสูงผิดปกติ สวนบางพื้นท่ีบริเวณก่ึงเขตรอนของอเมริกาเหนือและอเมริกาใต บราซิลตอนเหนือถึงอารเ จนตินาตอนกลาง มีปริมาณนาํ้ ฝนผดิ ปกติ นอกจากน้ียังมีอิทธิพลตอการเกิดและการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตรอนอีกดวย โดยปรากฏการณเอลนีโญไมเอื้อ อํานวยตอการกอตัวและการพัฒนาของพายุหมุนเขตรอนในมหาสมุทรแอตแลนติก ทําใหพายุหมุนเขตรอนในบริเวณท่ีพ่ีบอก ไปลดลง ในขณะที่บริเวณดานตะวันตกของประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกามีพายุพัดผานมากข้ึน สวนพายุหมุนเขตรอนใน มหาสมุทรแปซฟิ กเหนอื ดานตะวนั ตกท่ีมีการกอตัวทางดานตะวนั ออกของประเทศฟลปิ ปนส มเี สนทางเดินของพายขุ ้นึ ไปทาง เหนือมากกวาท่ีจะเคลื่อนตัวมาทางตะวันตกผานประเทศฟลิปปนสลงสูทะเลจีนใต ประเทศไทยโดยเฉพาะในชวงฤดูรอนและ ตนฤดูฝนมีปริมาณฝนตํ่ากวาปกติมากขึ้น สําหรับอุณหภูมิปรากฏวาสูงกวาปกติทุกฤดูโดยเฉพาะในชวงฤดูรอนและตนฤดูฝน และสูงกวาปกติมากข้นึ ในกรณีท่มี ีขนาดปานกลางถึงรนุ แรง อยางไรก็ตามในชว งกลางและปลายฤดฝู นไมส ามารถหาขอสรุป 74 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
เกีย่ วกบั สภาวะฝนในปเอลนีโญไดชดั เจนซ่ึงพเ่ี ช่ือวานองๆทกุ คนคงไมอ ยากใหเ กดิ เพราะมนั จะทาํ ใหประเทศไทยรอ น ปรากฏการณลานีญา ปรากฏการณนี้มีผลทําใหอากาศลอยข้ึนและกลั่นตัวเปนเมฆและฝนบริเวณมหาสมุทรแปซิฟก ตะวนั ตกเขตรอ นทาํ ใหป ระเทศออสเตรเลยี ประเทศอนิ โดนเี ซยี และประเทศฟล ปิ ปน สม แี นวโนม ทจี่ ะมฝี นมากและมนี าํ้ ทว ม ขณะ ทบี่ รเิ วณมหาสมทุ รแปซฟิ ก เขตรอ นทางดา นภาคตะวนั ออกมฝี นนอ ยและแหง แลง นอกจากนยี้ งั มอี ทิ ธพิ ลไปยงั พน้ื ทซ่ี ง่ึ อยหู า ง ไกลออกไปดวย ซึ่งพบวาแอฟริกาใตมีแนวโนมที่จะมีฝนมากกวาปกติและมีความเสี่ยงตออุทกภัยมากข้ึนดวยขณะที่บริเวณ ตะวันออกของทวีปแอฟริกาและตอนใตของทวีปอเมริกาใตมีฝนนอยและเสี่ยงตอการเกิดความแหงแลงทางดานประเทศ สหรัฐอเมริกาจะแหงแลงกวาปกติอุณหภูมิพื้นผิวบริเวณเขตรอนโดยเฉลี่ยจะลดลงและมีแนวโนมต่ํากวาปกติในชวงฤดูหนาว ของซีกโลกเหนือทางตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของมหาสมทุ รแปซฟิ ก บริเวณประเทศญี่ปุนและเกาหลีมอี ณุ หภูมิต่ํากวาปกติ ขณะทท่ี างตะวนั ตกเฉยี งใตข องมหาสมทุ รรวมถงึ พนื้ ทท่ี างตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของออสเตรเลยี มอี ณุ หภมู สิ งู กวา ปกติ ทางดา นประเทศไทยปรมิ าณฝนสว นใหญส งู กวา ปกตโิ ดยเฉพาะชว งฤดรู อ นและตน ฤดฝู นเปน ระยะทม่ี ผี ลกระทบตอ สภาวะฝน ของประเทศไทยชดั เจนกวา ชว งอน่ื ทวา ในชว งกลางและปลายฤดฝู นมผี ลกระทบตอ สภาวะฝน ของประเทศไทยไมช ดั เจน หาก พิจารณาดานอุณหภูมิปรากฏวาลานีญามีผลกระทบตออุณหภูมิในประเทศไทยชัดเจนกวาฝนโดยทุกภาคของประเทศไทยมี อณุ หภมู ติ าํ่ กวา ปกตทิ กุ ฤดู และพบวา ลานญี าทมี่ ขี นาดปานกลางถงึ รนุ แรงสง ผลใหป รมิ าณฝนของประเทศไทยสงู กวา ปกตมิ าก ขึน้ ขณะทอี่ ณุ หภูมิตํา่ กวา ปกตมิ ากข้ึน 2. หินนา้ํ มนั (Oil Shale) เปนหนิ ตะกอนทม่ี สี ารประกอบสําคัญ คือ เคอโรเจน แทรกอยรู ะหวางช้นั หินตะกอนเมือ่ นองๆนํา หินน้ํามันมาสกัดดวยอุณหภูมิท่ีสูงพอ เคอโรเจนจะสลายตัวใหนํ้ามันหิน ซึ่งหินน้ํามันน้ีนองเช่ือไหมวาเกิดจากการสะสมและ ทบั ถมตวั ของซากพชื และสตั วเ ลก็ ๆ ภายใตแ หลง นาํ้ ทม่ี ภี าวะเหมาะสมคอื อยภู ายใตค วามกดดนั สงู และมปี รมิ าณออกซเิ จนจาํ กดั ซงึ่ หนิ นาํ้ มนั มอี งคป ระกอบทสี่ าํ คญั 2 ประเภท (พเี่ นน ใหว า นอ งควรเขา ใจ และแยกความแตกตา งของทง้ั สองชนดิ ดว ยนะ) คอื สารประกอบอนนิ ทรยี ไดแ ก แรธ าตตุ า งๆ ทไี่ ดจ ากชนั้ หนิ ซง่ึ ประกอบดว ยกลมุ แรท ส่ี าํ คญั 3 กลมุ คอื กลมุ แรซ ลิ ิ เกต กลมุ แรค ารบอเนต และกลุม แรซ ลั ไฟดและฟอสเฟต สารประกอบอนิ ทรีย ประกอบดวย บิทเู มนและเคอโรเจน นอกจากหนิ นํ้ามนั จะใชเ ปนเชื้อเพลงิ หรือแหลง พลงั งานไดแลว ยังสามารถนํามาผลิตเปน น้าํ มนั กาด พาราฟน น้าํ มนั หลอ ลนื่ ไข แนฟทาลนี และนาํ้ มันเชื้อเพลงิ ไดอ กี ดวย *** NOTE : 1. สารประกอบอนิ ทรีย คอื สารท่ีประกอบท่ีมีองคประกอบหลักเปน C, H และ O ซงึ่ สารประกอบอินทรียส วน ใหญ มกั พบในสงิ่ มีชวี ิต สวนสารประกอบอนินทรีย คอื สารทีม่ ธี าตอุ นื่ เปนองคประกอบหลัก 2. คาํ วา “องคประกอบหลกั ” ใน ทีน่ ี้หมายถึง มี % รอยละโดยมวลรวมกันแลวมีคา มากกวาธาตุอ่ืนๆ 3. ปโ ตรเลยี ม (Petroleum) กอนอืน่ พี่แนะนําใหนอ งๆ รูถ ึงรากศพั ทของคําวา Petroleum กนั กอนดกี วา รากศพั ทข อง Petroleum = Petra + Ole- um ซึ่ง Petra กห็ มายถงึ หนิ (Rock) สวน Oleum คอื น้าํ มัน (Oil) ดังนน้ั ปโ ตรเลียมจึงหมายถงึ “นา้ํ มนั ท่อี ยูในหิน” ปโ ตรเลยี ม จงึ ประกอบไปดว ยสารไฮโดรคารบ อนเปนหลกั และอาจมีธาตุไนโตรเจน ออกซิเจน และกํามะถัน เปนองคประกอบรวมอยูดว ย ซ่ึงมสี ถานะทั้งในรปู ของแข็งและกง่ึ ของแข็ง (มีชอ่ื เรยี กหลากหลาย) ของเหลว หรือแกส เชน นาํ้ มันดิบ (Crude Oil) และแกส ธรรมชาติ (Natural Gas) ตามลาํ ดบั ดว ยเหตุนี้จึงสามารถนาํ มาใชประโยชนใ นอตุ สาหกรรมปโ ตรเคมไี ดอ ยางหลากหลาย แต กอ นอน่ื พจี่ ะพานองๆ มาเรม่ิ จากการสํารวจหาแหลง ปโ ตรเลยี มกันกอน ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 75
การสํารวจหาแหลง ปโตรเลียม ถงึ ตอนนี้ นองๆ นาจะรกู ันแลววา ปโตรเลยี มคืออะไร ตัวอยางเชน อะไรบาง พี่จะพานองๆ มารูจกั กบั การสาํ รวจหา แหลง ปโตรเลียมกันดกี วา แหลงปโตรเลยี มสวนใหญจะอยูใตพน้ื ดนิ จึงตอ งมกี ารสาํ รวจและขุดเจาะขึ้นมาใชประโยชน ซง่ึ กม็ ี วธิ กี ารสาํ รวจอยหู ลายวธิ ี ไมว า จะเปน การสาํ รวจทางธรณวี ทิ ยา (ทาํ แผนทภี่ าพถา ยทางอากาศ) การสาํ รวจทางธรณฟี ส กิ ส (วดั คาความเขมของสนามแมเหลก็ โลก) การวัดความโนมถว งของโลก การวดั คลนื่ ไหวสะเทอื นและทีน่ ยิ มทีส่ ดุ คอื การเจาะสาํ รวจ เพื่อดูความยากงายของการขุดเจาะ จากน้ันจึงนําเขาสูกระบวนการกล่ันนํ้ามัน นอกจากน้ียังตองสํารวจหาขอมูลทางดาน วศิ วกรรมปโตรเลยี มทเ่ี ก่ียวของ เชน ความดนั ของแหลง ปโตรเลียม อตั ราการไหล ความสามารถในการผลติ ปโ ตรเลียม และ ชนดิ ของปโตรเลยี มในแหลง สะสมตวั อกี ดว ย 3.1 นํา้ มนั ดิบ(Crude Oil) นํ้ามันดิบที่ขุดพบจากการสํารวจนั้น ประกอบไปดวยสารไฮโดรคารบอนเปนหลัก แตก็มีสารประกอบอื่นเจือปนอยูจึง ตองทําการกล่นั แยกนาํ้ มนั ดบิ กอนนาํ มาใชง าน เพื่อใหเ ปนผลิตภัณฑน้ํามนั สําเร็จรูปชนดิ ตา งๆ ตามตองการ และเหมาะสมตอ การใชป ระโยชน การกล่ันแยกน้ํามนั ดบิ การกลัน่ แยกนํ้ามนั จะนยิ มใชว ธิ กี ารกลนั่ ลําดบั สว น (Fractional distillation) โดยนํานาํ้ มนั ดบิ มากลนั่ ในหอกลั่นลําดบั สวน เร่ิมจากนํ้ามันดิบจะถูกสงผานเขาไปในเตาเผาท่ีมีอุณหภูมิสูงมาก หลังจากน้ันน้ํามันดิบจะไหลผานไปในหอกลั่น ซึ่งใน หอกลนั่ จะมถี าดเรียงกันเปนช้นั ๆ เมอ่ื สารไดรับความรอนจนถึงจุดเดือดจะควบแนนและกล่ันตวั ลงมาเปน ของเหลวในถาดชนั้ นนั้ ๆ โดยชน้ั บนสดุ จะเปน ชนั้ ทน่ี าํ้ มนั มจี ดุ เดอื ดตา่ํ ทสี่ ดุ นอ งๆ สงสยั ไหมวา ทาํ ไมถงึ เปน เชน นี้ สาเหตเุ นอ่ื งจากวา สารทม่ี จี าํ นวน คารบ อนนอ ย ทาํ ใหม ีจุดเดอื ดตํา่ และระเหยข้ึนไปไดสูง สว นชัน้ ถัดมาจะมจี ุดเดอื ดสงู ข้นึ เร่ือยๆ ดังรูปแสดงการกล่นั แยกน้ํามัน ดิบในหอกลั่นลําดับสวนทําใหสามารถแยกชนิดของน้ํามันดิบออกจากกันได ตามชวงจุดเดือดท่ีตางกัน ตามตารางลําดับ ผลติ ภัณฑท่ไี ดจ ากการกลั่นลําดบั สวน หรอื พูดงายๆ ก็คอื วา ยิง่ สารท่ีเลก็ ย่ิงระเหยไดงาย รูปแสดงการกลั่นแยกนํา้ มนั ดบิ ในหอกล่นั ลาํ ดบั สวน ทม่ี า : http://chemistryquiz.exteen.com/20081201/fractional-distillation 76 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
ตารางแสดงลาํ ดบั ผลติ ภณั ฑท ไ่ี ดจ ากการกล่นั ลําดับสว น และประโยขนท่ใี ช จํานวนคารบอน ประเภท ประโยชน จดุ เดอื ด (oC) 1–4 แกสปโตรเลียม แกส หุงตม , เชอ้ื เพลิง < 30 5–7 30 - 110 6 – 12 แนฟทาเบา นา้ํ มันเบนซิน, ใชทําตัวทําละลาย 65 - 170 10 – 14 แนฟทาหนัก นา้ํ มันเบนซิน 170 - 250 14 – 19 นํ้ามนั กาด ใชก บั ตะเกียง, เชอื้ เพลิง 250 - 340 นา้ํ มันดเี ซล เชอื้ เพลิงเครอ่ื งยนต, ใชกบั เครอ่ื งกาํ เนดิ ไฟฟา > 350 19 – 35 น้ํามนั หลอ ลนื่ นํ้ามันหลอลืน่ > 500 มากกวา 35 ไข > 500 นาํ้ มนั เตา น้ํามนั หลอ ล่นื มากกวา 35 > 500 ใชก บั เครือ่ งยนตเรอื เดนิ สมทุ ร, มากกวา 35 บทิ เู มน เคร่ืองกาํ เนิดไฟฟาขนาดใหญ ยางมะตอย **มมุ เล็กๆ ขอเมา ทมอย ตารางนี้ พยายามทาํ ความเขา ใจนะ ลําดบั ความคดิ ใหเ ปนแลว ขอสอบจะเปนเรื่องงา ย เชน ระหวา ง แกส็ หงุ ตม กบั นา้ํ มนั หลอลืน่ ขอ ใดมีจดุ เดอื ดต่าํ กวา นองๆ คิดไปพรอ มๆ พน่ี ะ แกส็ หุงตม มสี ถานะเปน แกส็ นํา้ มันหลอ ลนื่ มี สถานะเปน ของเหลว แก็สยอ มระเหยไดงายกวาของเหลว สารที่ระเหยไดงา ยกวาแสดงวา เปนสารท่ีตัวเลก็ กวา ดงั นน้ั แก็ สหงุ ตมจึงมจี ุดเดอื ดตํ่ากวา น้ํามันหลอลืน่ นน่ั เอง เรื่องนข้ี อเนนอกี รอบ พยายามลําดบั ความคิดใหเ ปน เกร็ดความรูเพิ่มเติม** • คุณสมบัตพิ ้ืนฐานของแกส ทนี่ องควรรูไ ดแก 1. คาความรอน (Heating Value) หมายถงึ ปริมาณความรอ นทีเ่ ชือ้ เพลิงท่ีอณุ หภมู ิ 25 องศาเซลเซยี ส คายออก มาจากการทําปฏิกรยิ ากับออกซิเจนและแกส ไอเสยี ทเ่ี กดิ จากการเผาไหมถูกทาํ ใหกลบั มามอี ณุ หภมู ิ 25 องศา เซลเซยี สเหมอื นเดิม 2. คา ความถว งจําเพาะ (Specific Gravity) อากาศที่นองๆ รูจกั กนั ดนี องมคี า ความถว งจาํ เพาะเทา กับ 1 ดงั นนั้ แกสทีม่ คี าความถว งจาํ เพาะมากกวา 1.0 เปน แกส ทีม่ คี วามหนาแนน มากกวา อากาศ ซึ่งเม่อื รว่ั ไหลออกสู บรรยากาศในปริมาณมาก จะไหลลงไปที่พื้น แตจ ะลอยอยเู รย่ี ๆ กบั พืน้ และคอ ยๆ กระจายออกสบู รรยากาศ อยา งชาๆ 3. ความดันไอ )Vapour Pressure) คือ คา ความดันของของเหลวทไ่ี ดร บั ความรอนจนกระท่ังเกดิ การเดอื ด 4. ความสามารถในการติดไฟ (Flammability) คาที่แสดงถึงความสามารถในการติดไฟ ยิ่งมีคามาก แสดงวา สามารถเกดิ การติดไฟไดง า ย 5. จุดติดไฟอัตโนมัติ (Autoignition Temperature) การท่ีเชื้อเพลิงจะเกิดการติดไฟหรือเผาไหมได จะตองมี ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 77
องคประกอบ 3 ประการ คือ เช้อื เพลิง อากาศและพลังงาน (ความรอนหรอื เปลวไฟ) แตเมอ่ื เชอ้ื เพลงิ ผสมกับ อากาศและมีอณุ หภูมิสงู เพียงพอก็จะสามารถเผาไหมไดเ องโดยไมตอ งมีประกายไฟ • คําวา แกสหุงตมนองๆ อาจจะยังไมค นุ แตหากพีบ่ อกวา แก็ส LPG (Liqueified Petroleum Gas) นอ งๆ นา จะรูจกั กันมากกวา นอ งรูหรอื ไมว าแก็ส LPG ประกอบดวยแกสโพรเพน (Propane) และแกส บวิ เทน (Butane) เปนสว นประกอบหลักและจะบรรจุ ในสภาพเปนของเหลวโดยการอัดใหม ีความดนั ประมาณ 100 - 130 ปอนดต อตารางน้วิ กระบวนการเกดิ ของแกส็ LPG เกดิ ได 2 วธิ ี คือ 1. ผลิตจากกระบวนการแยกแกสของแกส ธรรมชาติ 2. ผลิตจากกระบวนการกล่นั น้าํ มันในโรงกลั่นนํา้ มนั ตางๆ • คาํ วา NGV (Natural Gas for Vehicle) ทน่ี องรูจ ักกนั คือ กา ซธรรมชาตสิ าํ หรับยานยนต ซึ่งมคี ณุ สมบตั ทิ ่สี าํ คญั คอื 1. สัดสว น ของคารบอนใน NGV นอ ยกวา เช้ือเพลิงชนิดอืน่ และมีคณุ สมบัตเิ ปน กาซทําใหก ารเผาไหมส มบรู ณ มากกวาเชอ้ื เพลิงชนิดอื่น และปริมาณไอเสียที่ปลอยออกจากเคร่ืองยนตใชกาซธรรมชาติมีปริมาณต่ํากวาเช้ือเพลิงชนิดอื่นซึ่งเปนการชวยโลกทางหน่ึง ที่นองๆสามารถทาํ ได 2. เปนเชื้อเพลิงทสี่ ะอาดไมกอ ใหเ กดิ ควนั ดําหรือสารพษิ ท่ีเปน อนั ตรายตอ สขุ ภาพของประชาชน ตวั อยา งขอ สอบ ขอใดคือเหตุผลหลกั ทผ่ี ูประกอบการใชการกลนั่ ลาํ ดบั สว นแทนการกล่ันแบบธรรมดาในการกลน่ั นํา้ มนั ดิบ 1. ในน้าํ มนั ดิบมีสารทมี่ จี ุดเดอื ดใกลเคียงกนั จงึ แยกดวยการกลั่นแบบธรรมดาไมไ ด 2. การกลนั่ ลําดับสวนจะไมม เี ขมา ทเ่ี กิดจากการเผาไหมไมสมบูรณ 3. การกลัน่ แบบธรรมดาตองใชเชือ้ เพลงิ มากกวา การกลนั่ ลําดับสว น 4. การกลั่นแบบธรรมดาจะไดส ารปรอทและโลหะหนักออกมาดว ย เฉลยขอ 1 การกล่ันน้าํ มนั ดิบจะใชวิธกี ารกลัน่ ลาํ ดบั สวน เนื่องจากมสี ารที่มีจดุ เดือดใกลเ คียงกนั ทําใหไ มสามารถแยกไดด ว ย การกล่ันแบบธรรมดา ตัวอยางขอสอบ สมบัตขิ องตวั ทําละลายในอตุ สาหกรรมเคมีทไ่ี ดจ ากการกลั่นปโ ตรเลยี มขอใดถกู ตอง 1. ประกอบดวยสารไฮโดรคารบอนท่มี จี ํานวนคารบ อนนอ ยกวา 5 อะตอม 2. เปน สารไฮโดรคารบอนที่ละลายน้ําได 3. มีจดุ เดอื ดสงู กวาน้ํามนั ดเี ซล 4. มีสถานะเปนของเหลวทอี่ ณุ หภูมิและความดันปกติ เฉลยขอ 4 มีสถานะเปนของเหลวท่ีอุณหภูมิและความดันปกติเพราะตัวทําละลายในอุตสาหกรรมเคมีจะตองเปนของเหลวที่ อุณหภูมแิ ละความดันปกติจึงสามารถใชง านได ตวั อยา งขอ สอบ จากภาพการกลั่นน้าํ มันปโ ตรเลียม 78 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
a. จํานวนอะตอมของคารบ อน A มากกวา B b. จดุ เดอื ดและความหนดื ของ A มากกวา C c. เปน กระบวนการแยกทางกายภาพดว ยการกล่นั แบบลําดับสวน จงพิจารณาขอความ ขอใดผิด 1. ขอ a และ b เทานัน้ 2. ขอ a และ c เทา น้นั 3. ขอ b และ c เทาน้นั 4. ขอ a, b และ c เฉลยขอ 1 ขอ a และ b เทา นน้ั จากภาพพเ่ี ชอื่ วา นองๆ นา จะทราบวาเปนการกลัน่ ลําดบั สว น ทเี่ มื่ออณุ หภมู มิ ากข้ึนจะทาํ ให นาํ้ มนั ทมี่ จี ดุ เดอื ดตาํ่ ความหนดื นอ ย มวลโมเลกลุ ตา่ํ หรอื จาํ นวนอะตอมของคารบ อนนอ ยกวา นนั้ จะสามารถระเหยขน้ึ ไปไดส งู กวา นาํ้ มนั ท่คี วรรูจกั ตอนนพ้ี จ่ี ะพานอ งๆ มาทาํ ความรจู กั กบั นาํ้ มนั กนั ตอ ดกี วา นาํ้ มนั มอี ยดู ว ยกนั หลายประเภท ทง้ั ทไ่ี ดม าจากการกลน่ั แยก น้ํามันดิบ และท่ีคิดคนขึ้นมาใหมจากเทคโนโลยีข้ันสูง ดังนั้นนองๆ จึงควรรูจักและเลือกใชใหเหมาะสมกับการใชงาน (ถึงตอนน้ี พอ่ี ยากจะใหน องๆ สงั เกตดวู า ทบ่ี า นของนองๆ ใชน าํ้ มันชนดิ ไหนกันบา ง แลว เรามาดูคุณสมบัตขิ องนา้ํ มันแตล ะ ประเภทกนั เลย) นํ้ามันเบนซินหรือแกสโซลีน เปนเช้ือเพลิงท่ีระเหยไดงาย ไดมาจากการกลั่นน้ํามันดิบในโรงกล่ันในประเทศไทยนิยม ใชเ ปน เบนซนิ 91 และเบนซนิ 95 นํ้ามันดีเซลแบง เปน 2 ชนดิ คือ นา้ํ มนั ดีเซลหมนุ เรว็ หรอื โซลา ใชกับเครือ่ งยนตที่มีความเรว็ รอบสูงเกนิ 1,000 รอบตอนาที เชน รถยนตเครือ่ งยนตดีเซล น้ํามันดีเซลหมนุ ชาหรือขี้โล ใชกบั เคร่อื งยนตท ่ีมีความเร็วรอบตํา่ กวา 1,000 รอบตอ นาที เชน เครือ่ งจักรโรงงาน เคร่ืองยนต เดินทะเล แกส โซฮอลม าจากคําวา Gasoline + alcohol เปน เชื้อเพลิงทเี่ กิดจากการผสมระหวา งนา้ํ มันเบนซินกับเอทานอล แกส โซฮอลถ กู พัฒนาขึน้ เพอ่ื เปน พลังงานทางเลอื กทดแทนน้ํามนั เบนซนิ โดยมกี ารเผาไหมท ี่สมบรู ณข น้ึ เนื่องจากโครงสรางทาง เคมีของแอลกอฮอล ทาํ ใหล ดมลพษิ ในอากาศ อกี ทง้ั แกสโซฮอลม รี าคาตํ่ากวาน้ํามนั เบนซนิ โดยทั่วไป ***NOTE : นองๆ มักจะเห็นตามปมนํ้ามนั เวลาคุณพอคณุ แมเ ติมน้ํามนั เชน Gasohol E20 นอ งๆ รหู รอื ไมว า คําวา E20 หมาย ถึงนาํ นํ้ามันเบนซนิ มาผสมกับเอทานอลบรสิ ุทธในอตั ราสวน 80 : 20 รึพูดงายๆ คือ เบนซนิ 80 สวนผสมกบั เอทานอลบริสทุ ธ 20 สว นนั่นเอง ดโี ซฮอล มาจากคําวา Diesel + alcohol เปนเชอ้ื เพลิงทเ่ี กิดจากการผสมระหวา งน้ํามันดีเซลกับเอทานอลพบวาดโี ซ ฮอลสามารถลดควันดําไดรอยละ 50 แตม ตี น ทุนการผลติ ท่ีมรี าคาแพง จงึ ไปผลติ ไบโอดเี ซลแทน ไบโอดีเซลจัดเปนสารประเภทเอสเทอร ที่ผลิตจากน้ํามันพืช นํ้ามันสัตว ผานกระบวนการทรานสเอสเตอริฟเคชัน (Transesterification Process) โดยใชนํ้ามันทําปฏิกิริยากับแอลกอฮอล ซึ่งไบโอดีเซลถือเปนพลังงานทดแทนดีเซลได เปนอยางดี การบอกคณุ ภาพของนํ้ามนั เลขออกเทน ใชบ อกคุณภาพนํ้ามนั เบนซนิ ซงึ่ เปน คาตัวเลขท่ีแสดงเปนรอยละโดยมวลของไอโซออกเทนในของผสม ระหวางไอโซออกเทนและเฮปเทนหรือ เปอรเซ็นตของไอโซออกเทนในสวนผสมระหวางไอโซออกเทนและเฮปเทน ซ่ึงแสดง ถงึ ความสามารถในการตอ ตานการชงิ จุดระเบิดของเครอื่ งยนต ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 79
โครงสรางของไฮโดรคารบ อนที่เปนกิ่งจะมีคุณคา ดีกวาโครงสรา งแบบโซตรง และสามารถกําหนดเลขออกเทนได ดังน้ี - เลขออกเทน 100 คอื นํา้ มันเบนซินท่ีมสี มบตั ใิ นการเผาไหมไ ดด เี หมือนกบั ไอโซออกเทน - เลขออกเทน 0 คือ นํ้ามนั เบนซินทมี่ สี มบัติในการเผาไหมเ หมอื นกบั เฮปเทน **NOTE : 1. นาํ้ มนั เบนซนิ คา ออกเทน 87 มสี เี ขยี วนาํ ไปใชก บั มอเตอรไ ซดเ ครอื่ งยนตส องจงั หวะ และรถยนตท มี่ เี ครอื่ งยนตเ บนซนิ รุน เกาทมี่ กี าํ ลังอดั ในหองเผาไหมนอ ยกวา 8.5 ตอ 1 2. นํ้ามนั เบนซนิ คาออกเทน 91 มีสแี ดงนาํ ไปใชก บั รถยนตท่มี เี คร่ืองยนตสจ่ี ังหวะและมีกําลังอัดในหองเผาไหมต้ังแต 8.5 - 10.0 ตอ 1 3. นํ้ามนั เบนซนิ คา ออกเทน 95 มสี เี หลอื งนําไปใชกับรถยนตท่ีมีเครอื่ งยนตเบนซนิ ส่ีจงั หวะและมีกําลังอดั ในหองเผา ไหมมากกวา 10.0 ตอ 1 4. การใชนํ้ามันท่ีมคี าออกเทนสูงกวา คาทก่ี ําหนดไวบ นยานพาหนะ ไมท าํ ใหเครือ่ งมี กาํ ลงั เพม่ิ ขน้ึ หรอื ขบั ไดเ รว็ ขน้ึ แต อยางใด เพียงแตจะเพ่ิมคา ใชจา ยใหม ากกวาตา งหาก 5. การใชน าํ้ มันท่มี ีคา ออกเทนตา่ํ กวาท่กี าํ หนดไวบ นยานพาหนะ อาจทาํ ใหเครอ่ื งยนตเ สยี หายได 6. ความแรงของยานพาหนะ ไมขึ้นกับชนิดของน้ํามัน แตขึ้นกับสภาพการใชงาน การดูแลบํารุงรักษา และสภาพ เครื่องยนตในขณะนั้น เชน น้ํามนั เบนซนิ ที่มเี ลขออกเทน 95 จะมีสมบัตกิ ารเผาไหมเชนเดยี วกบั เชือ้ เพลิงทีเ่ กิดจากการผสมไอ โซออกเทนรอ ยละ 95 กบั เฮปเทนรอ ยละ 5 โดยมวล การเพมิ่ เลขออกเทนใหน าํ้ มนั เบนซนิ หากตอ งการใหค ณุ ภาพนาํ้ มนั ดขี นึ้ คอื ตอ งมเี ลขออกเทนสงู ขน้ึ มวี ธิ กี ารเตมิ สารเพมิ่ เลข ออกเทนได 2 วธิ ี คอื 1. เติมเตตระเมทิลเลด (TML : [Pb (CH3)4]) หรือ เตตระเอธิลเลด (TEL : [Pb (CH3CH2)4]) ลงในนาํ้ มันเบนซนิ ทาํ ให นํา้ มันมีเลขออกเทนสงู ข้ึน แตจ ะกอ ใหเ กดิ สารปรอท (Pb)เปนสารมลพิษตามมา 2. เติม เมทลิ เทอรเ ทียรีบวิ ทลิ อีเทอร (Methyl Tertiary Butyl Ether ; MTBE) อาจเรยี กกนั วา นํ้ามนั ไรส ารตะกัว่ หรือยู แอลจี (Unleaded gasoline ; ULG) ทาํ ใหน ยิ มใช MTBE มากกวา TEL, TML เพราะไมเกิดมลภาวะในภายหลงั MTBE 80 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
เลขซีเทนใชบ อกคุณภาพน้ํามันดเี ซล ซงึ่ เปน คาตัวเลขทแ่ี สดงเปน รอยละโดยมวลของซีเทน ในของผสมระหวางซี เทนและแอลฟาเมทลิ แนฟทาลนี ซึง่ เกิดการเผาไหมหมด กําหนดเลขซเี ทนได ดงั นี้ - เลขซีเทน 100 คือ นา้ํ มันดีเซลทม่ี สี มบตั ใิ นการเผาไหมดีเหมอื นกบั ซีเทน - เลขซเี ทน 0 คอื น้ํามนั ดเี ซลท่ีมสี มบตั ใิ นการเผาไหมเ หมอื นกบั แอลฟาเมทิลแนฟทาลีน สรุปการบอกคณุ ภาพของนาํ้ มนั เลขออกเทน – คณุ ภาพนา้ํ มนั เบนซนิ เลขซเี ทน – คุณภาพนํา้ มันดเี ซล **มุมเลก็ ๆ ขอเมา ทมอย อยาลืมจําสตู รเคมตี างๆ นะ สาํ คัญมากสาํ หรับบทน้ี เพราะถา นองจาํ สตู รได โครงสรา งกเขยี นได ชวิ ๆ เลย ตวั อยา งขอ สอบ ถา ผสมนํ้ามันเบนซิลท่ีมีคาออกเทนเทากบั 80 กบั ไอโซออกเทน ดวยอตั ราสว น 3:1 จะทําใหไ ดนาํ้ มันเบนซลิ ทมี่ ีคาออกเทนเปน เทา ใด 1. 95 2. 87 3. 85 4. 83 เฉลย ขอ3 มคี าออกเทน 85 โดยคดิ จาก ถา นํา้ มนั มคี า ออกเทน 300 สวน จะมคี ณุ ภาพเหมือนไอโซออกเทน 240 สว น และถา มคี า ออกเทน 100 สวนจะไดวา มีคุณภาพเหมือนไอโซออกเทน100 สว น (อัตราสว น 3 : 1) จากน้นั ผสมกนั เปน 400 สวน จะมี ไอโซออกเทน 240+100 = 340 สวน เทียบไดเปน (340/400)*100 = 85 ตัวอยา งขอ สอบ น้ํามันเบนซนิ ชนดิ 1 และ 2 มีเลขออกเทน 95 และ 75ตามลําดับ มอี งคประกอบเปนสารทม่ี ีโครงสรา งในรปู A และ B AB ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 81
พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. นํา้ มนั เบนซิน 1 มีสาร B มากกวา เบนซิน 2 ข. น้าํ มนั เบนซนิ 1 มสี าร A 95 สวน แตเ บนซนิ แตเบนซนิ 2 มีสาร A เพยี ง 75 หนว ย ค. สาร B ทําใหป ระสทิ ธภิ าพการเผาไหมของนํ้ามันเบนซิน 1 มากกวาเบนซนิ 2 ง. การเตมิ สาร B ลงในนํา้ มันเบนซิน 1 และ 2 เปน การเพมิ่ คุณภาพ เพราะเลขออกเทนสูงข้ึน ขอใดถกู 1.ข เทา น้นั 2. ก, ค และ ง เทา นนั้ 3.ข, ค และ ง เทา นน้ั 4. ก, ข, ค และ ง เฉลยขอ 2 ก, ค และ ง เทานนั้ ท่ถี กู ตอ ง เนื่องจากสาร A คือ เฮปเทน และสาร B คือไอโซออกเทน การปรบั คุณภาพนํ้ามัน 1. กระบวนการแตกสลาย (Cracking) แตกโมเลกุลขนาดใหญเปน โมเลกุลขนาดเล็กโดยใชค วามรอนตัวเรงปฏิกิรยิ าและ ความดนั ต่าํ C10H22 C8H16 + C2H6 2. รฟี อรม มิง (Reforming) การเปลี่ยนรปู แบบโครงสรา งสาร เชน โซต รงเปลีย่ นเปนโซก ่งิ หรอื โครงสรา งแบบวงเปลี่ยน เปนอะโรมาตกิ โดยใชความรอนตวั เรงปฏกิ ิริยา Catalyst heat Catalyst heat 3. แอลคิเลชัน (Alkylation) เปน การรวมโมเลกุลของแอลเคนกับแอลคนี ใหยาวขนึ้ หรอื มกี งิ่ มากข้นึ H2SO4 + 82 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
4. โอลิโกเมอไรเซชัน (Oligomerization) เปน การรวมตัวของโมเลกลุ เล็กๆ ทีย่ ังไมอมิ่ ตัว (มพี นั ธะคู หรอื พันธะสาม) โดยใช ความรอนหรอื ตัวเรงปฏิกิริยาและเกิดเปน ผลติ ภัณฑท่ียังมีพันธะคูเหลืออยู + 3.2 แกสธรรมชาติ(Natural Gas) แกส ธรรมชาติ มลี กั ษณะเปน แกส ทไ่ี มม สี ไี มม กี ลนิ่ และมสี ถานะเปน แกส ทอี่ ณุ หภมู แิ ละความดนั ปกติ โดยเกดิ จากการ ทับถมและแปรสภาพของอินทรียสารในช้ันหินใตผิวโลก แกสธรรมชาติน้ีจะประกอบไปดวยสารประกอบไฮโดรคารบอนหลาย ชนดิ เชน มีเทน (CH4) อีเทน (C2H6) โพรเพน(C3H8) บวิ เทน (C4H10) ฯลฯ รวมถงึ ยังมสี ารประกอบอ่ืนท่ไี มใชไ ฮโดรคารบ อน เชน นํ้า (H2O) คารบอนไดออกไซด (CO2) ไฮโดรเจนซลั ไฟด (H2S) และไอปรอท (Hg) ปนอยดู ว ย จงึ ตองนาํ มาผานกระบวนการ แยกแกสธรรมชาติตอ ไป การแยกแกส ธรรมชาติ การแยกแกส ธรรมชาติ ทาํ เพื่อแยกสารทไี่ มตอ งการออก จากนัน้ นําแกสผสมท่ผี า นการแยกแกสท่ไี มต องการออกแลว ไปเพมิ่ ความดันและลดอุณหภูมิจนกลายเปน ของเหลว และนาํ เขา สหู อกลน่ั เพอ่ื แยกแกสตางๆ สามารถสรุปเปน ขนั้ ตอนได ดังนี้ 1. แยกแกสเหลวออกจากแกส ธรรมชาติ โดยผา นหนวยแยกของเหลว 2. ผานแกสไปยังหนวยกาํ จัดปรอท เน่อื งจากไอปรอทมผี ลตอ การสึกกรอนของระบบทอแกสและเคร่ืองมอื ตา งๆ 3. ผานแกส ไปยงั หนวยกาํ จัดแกส คารบ อนไดออกไซด โดยใหทาํ ปฏิกิริยากับโพแทสเซียมไฮดรอกไซด (KOH) 4. ผา นแกส ไปยังหนวยกาํ จดั ความชน้ื น่นั คอื กาํ จัดไอน้าํ โดยใชสารดูดซับทม่ี ีรูพรนุ สูงและสามารถดดู ซับนา้ํ ออกจาก แกสได 5. ทําใหแกส เปลี่ยนสถานะเปน ของเหลว โดยการเพ่ิมความดันและลดอุณหภมู ลิ ง นําแกส เหลวทไ่ี ด ไปรวมกับแกส เหลวที่แยกไวใ นข้นั ตอนท่ี 1 6. ผานไปยังหอกลั่นเพอื่ แยกแกส มเี ทน โพรเพน และบวิ เทนตามลาํ ดับโดยการเพ่ิมอณุ หภูมิ ผลติ ภณั ฑทไ่ี ดจ ากแกส ธรรมชาติ 1. มีเทน (Methane) เปนสารท่ีมีอยูมากในแกสธรรมชาติ ใชเปนเชื้อเพลิงสําหรับการ ผลิตกระแสไฟฟาหรือเปน เช้อื เพลิงรถยนตและใชผ ลติ สารทส่ี ําคัญของโรงงาน อตุ สาหกรรม เชน ผลิตกาว ปุย เคมีแอมโมเนีย เปน ตน 2. อเี ทน (Ethane) ใชผ ลติ เชื้อเพลิง และการผลิตพลาสตกิ ในอุตสาหกรรมปโ ตรเคมี 3. โพรเพน (Propane) ใชส าํ หรับผลติ พลาสตกิ ในอตุ สาหกรรมปโตรเคมี 4. บวิ เทน (Butane) ใชเ ปน วตั ถุดบิ ในการผลติ ยางเทยี มและไนลอน 5. เพนเทน (Pentane) ใชในการผลิตปุยและเมทานอล 6. คารบ อนไดออกไซด (Carbon dioxide) ใชในการถนอมอาหาร,ผลติ น้ําอัดลมหรือ ผลติ นํา้ แขง็ แหง 7. แกส โซลีนธรรมชาติ (Natural Gasoline ; NGL) ประกอบดว ยแกสเพนเทน เฮกเซนและสารประกอบอน่ื ๆ ที่มี คารบ อนผสมอยตู ง้ั แต C5H12 ขึน้ ไป โดยแกสชนิดน้ีสามารถนํามากลัน่ เปน นํา้ มันเบนซิน เปนวตั ถดุ บิ สําหรับเปน ตัวทําละลาย และใชใ นโรงงานอุตสาหกรรมปโตรเคมีได ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 83
8. แกส ปโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas ; LPG) ประกอบดว ยแกส โพรเพนและบิวเทน ใชเปนเชือ้ เพลิง ในการหุงตมในอตุ สาหกรรมและครวั เรอื น อกี ทัง้ ยงั ใชเปนเช้อื เพลงิ สําหรับรถยนตแ ละโรงงานอตุ สาหกรรมไดดว ย 4. ปโ ตรเคมีภณั ฑ ตอนนี้พีเ่ ชื่อวา นองๆคงเช่ยี วชาญในความรพู นื้ ฐานของท้งั แก็ส และนํ้ามัน ชนิดตางๆ แลว ดงั น้นั พจ่ี ะพานองๆ มา รจู ักกบั คาํ วา ปโ ตรเคมีภัณฑกันดกี วา ปโตรเคมีภัณฑเปน การนําผลติ ภณั ฑทไี่ ดจากการแยกนา้ํ มนั ดบิ และแกส ธรรมชาติ มาใช เปน สารต้งั ตนในอุตสาหกรรมปโตรเคมี โดยสามารถแบงไดเ ปน 2 ประเภท ดังนี้ 1. อุตสาหกรรมขัน้ ตน เปน การนาํ สารประกอบไฮโดรคารบอนที่ไดจากแกสธรรมชาติหรอื นาํ้ มันดบิ มาผลิตสารโมเลกลุ ขนาด เล็กทเี่ รยี กวา มอนอเมอร (monomer) เชน อเี ทนและโพรเพนผลิตเอทิลนี และโพรพิลนี แนฟทาผลิตเบนซีน โทลูอีน และไซลีน เบนซนี ทาํ ปฏิกิริยากับเอทลิ นี ไดเ ปนสไตรนี ที่ใชผ ลิตพอลิสไตรีน 2. อุตสาหกรรมขั้นตอเนือ่ ง เปนการนาํ มอนอเมอรทไ่ี ดจากอุตสาหกรรมข้ันตน มาผลติ สารโพลเิ มอร (Polymer) ซง่ึ กลายเปน โมเลกุลขนาดใหญขน้ึ ผลิตภัณฑจากอุตสาหกรรมตอ เน่ืองนี้ จะนําไปใชเ ปน สารตงั้ ตนในอุตสาหกรรมตางๆ ตอ ไป 5. มลพษิ จากปโ ตรเคมภี ณั ฑ เชื่อไหมวา นองๆ ทุกคนก็เคยเปนผูสรางมลพิษที่เกิดจากผลิตภัณฑปโตรเคมีภัณฑ ทําไมพี่ถึงพูดเชนน้ี เพราะชีวิต ประจาํ วนั ของคนเราไมส ามารถเลย่ี งจากการสรา งมลพษิ ได ดงั นนั้ พจี่ ะพานอ งๆ มารถู งึ ผลกระทบตอ สง่ิ แวดลอ มกนั กอ น ผลก ระทบตอ สงิ่ แวดลอ มเกดิ จากการเผาไหมถ า นหนิ หรอื ปโ ตรเลยี มเปน สง่ิ ทมี่ นษุ ยใ ชเ ปน ประจาํ ในทกุ ๆ วนั ไมว า จะเปน การใชน าํ้ มนั หรอื แกส ในการเดินทางหรือขนสง การผลิตกระแสไฟฟา การทาํ ผลติ ภณั ฑตา งๆ เชนการผลติ ยา พลาสติก และสบู จงึ เกดิ เปน มลพิษสูสง่ิ แวดลอมเปนจํานวนมาก ท้งั ท่ีเกิดจากการผลติ และการใชป โตรเคมี โดยมสี าเหตุหลกั อยู 2 ประการ คือ การเพม่ิ จํานวนของประชากรและความเจริญกา วหนา ทางเทคโนโลยี ซึง่ สามารถจําแนกมลพษิ ออกไดเปน 3 ทาง ไดแ ก 1. มลพิษทางอากาศ พ่เี ชอ่ื วา นอ งๆ ทกุ คนเคยสรา งมลพษิ ทางอากาศแนน อน อากาศทม่ี สี ารเจือปนอยใู นปรมิ าณทส่ี ูงกวา ระดบั ปกติเปน เวลานาน และทาํ ใหเ กดิ อันตรายแกม นุษย สัตว พืช หรอื ทรัพยส ินตางๆ มีทัง้ มลพษิ ทีเ่ กดิ ข้ึนเองตามธรรมชาติ เชน ไฟไหม ภเู ขาไฟระเบิด แผนดินไหว และที่เกดิ จากการกระทาํ ของมนษุ ย ไดแก มลพิษจากทอไอเสียของรถยนต การใชส ารทําความเยน็ การผลิตในขน้ั ตา งๆ จากกระบวนการในโรงงานอตุ สาหกรรม การเผาขยะ เปน ตน แกส คารบอนไดออกไซด( CO2) มาจากการเผาไหมเ ช้อื เพลิงตางๆ เมื่อปลอยสูชน้ั บรรยากาศในปริมาณมาก จะเกดิ ปรากฏการณเ รอื นกระจก เนอ่ื งจากจะเกบ็ ความรอ นบางสว นไวใ นโลกไมใ หส ะทอ นกลบั สบู รรยากาศทงั้ หมด จนกลายเปน ภาวะ โลกรอน แกสคารบอนมอนอกไซด (CO) เปนแกสท่ีไมมีสี ไมมีกล่ิน เกิดจากการเผาไหมท่ีไมสมบูรณเช้ือเพลิงของรถยนต สามารถเขา สูร า งกายไดทางลมหายใจ เมอื่ รวมตัวกบั ฮโี มโกลบนิ จะขัดขวางการลําเลียงและขนสง กา ซออกซเิ จนของเลอื ดไป ยังสว นตา งๆของรางกาย จนมีภาวะเลอื ดเปน กรดและอาจถึงข้นั เสยี ชวี ติ ได แกสซัลเฟอรไดออกไซด (SO2) เปนแกสที่ไมมีสี แตมีกล่ินฉุนกอใหเกิดอันตรายตอระบบทางเดินหายใจ และเปน สาเหตุของฝนกรด (pH ต่าํ กวา 5.6) ซ่งึ จะทําลายระบบนิเวศน ปาไม และแหลง นํ้า รวมถงึ การกดั กรอ นทําลายส่งิ กอ สรางและ โบราณสถาน แกส ไนตรกิ ออกไซด (NO) และแกสไนโตรเจนไดออกไซด (NO2) เกดิ จากการสนั ดาปของเช้ือเพลิงทีม่ ีไนโตรเจนเปน องคป ระกอบหรอื มาจากแหลง อตุ สาหกรรม ซง่ึ เปน อนั ตรายตอ ระบบทางเดนิ หายใจ โลหะผกุ รอ น เปน สาเหตขุ องฝนกรด และ 84 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
ทําใหพ ืชผลเสยี หายและสีซีดจาง สารประกอบไฮโดรคารบ อน มาจากการเผาไหมเ ชอื้ เพลิงไมหมด มีผลตอระบบทางเดนิ หายใจ สารคลอโรฟลอู อโรคารบอน (Chlorofluorocarbon; CFC) เปน สารใชท าํ ความเยน็ สารขับดันในกระปองสเปรย และ สารในอุตสาหกรรมโฟม สาร CFC ทาํ ลายช้ันโอโซนในบรรยากาศและทําใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจก 2. มลพษิ ทางนา้ํ น้าํ เสยี คอื นํา้ ที่มสี ่ิงเจือปน ซึ่งมาจากแหลง กาํ เนิดตางๆ ไดแ ก อาคารบา นเรอื นชุมชนโรงงานอุตสาหกรรมและการ ทาํ การเกษตร สว นสารทท่ี าํ ใหเ กดิ มลพษิ ทางนาํ้ ไดแ ก สารอนิ ทรยี ฟอสเฟต และนาํ้ มนั โดยเฉพาะนา้ํ มนั ถอื เปน สว นทเี่ กยี่ วขอ ง กับอตุ สาหกรรมปโตรเลยี มโดยตรง เม่อื ไหลลงสูแหลงนา้ํ จะลอยอยูบนผวิ นาํ้ ทําใหอ อกซเิ จนในอากาศไมส ามารถละลายลงสู แหลงน้ําได สัตวน า้ํ ในบริเวณน้ันจึงขาดออกซิเจนและตายลงในท่ีสดุ การบอกคุณภาพนาํ้ DO (Dissolved Oxygen) คอื ปรมิ าณออกซเิ จนทล่ี ะลายอยูในน้ํา ซ่ึงควรจะมคี า DO ไมน อ ยกวา 3 mg/dm3 BOD (Biological Oxygen Demand) คอื ปรมิ าณออกซเิ จนท่แี บคทีเรียใชย อยสลายสารอนิ ทรียใ นนาํ้ มีคา ไมควรเกิน 100 mg/dm3 COD (Chemical Oxygen Demand) คือ ปริมาณออกซิเจนท่ีสารเคมีใชในการยอยสลายสารอินทรียในนํ้า ซึ่งควร มคี านอ ยๆ 3. มลพิษทางดิน มลพษิ ดา นสดุ ทา ยน้ี คอื ปญ หามลพษิ ของดนิ ซง่ึ เกดิ จากการทาํ ลายสมดลุ ทางธรรมชาตจิ นกอ ใหเ กดิ มลภาวะทางภาค พ้ืนดิน ดนิ เปนอนภุ าคท่ีมขี นาดเล็ก อีกทัง้ สามารถฟุงกระจายไปในอากาศความรนุ แรงของมลพิษทางดินข้ึนอยูกับอนุภาคดนิ นน้ั มีองคประกอบอยางไรสภาพทางอตุ ุนยิ มวทิ ยา สภาพพื้นที่ เปนตน หากอนุภาคดนิ ถูกพดั พาไปยังแหลงนํ้าดนิ ที่เปน มลสาร จะกอใหเกิดปญหามลพิษทางนํ้า โดยตรงทั้งทางคุณภาพและปริมาณ อีกท้ังยังกอใหเกิดปญหาโดยออมเม่ืออนุภาคดินนั้นมี ธาตอุ าหารทส่ี ง เสรมิ การเจรญิ เตบิ โตของพชื นาํ้ กอ ใหเ กดิ ภาวะขาดออกซเิ จนในแหลง นาํ้ สตั วน าํ้ ในแหลง นา้ํ นนั้ ไดร บั ผลกระทบ เกิดกลิ่นเหมน็ ของกา ซไขเ นา (hydrogen sulfide, H2S) อันตรายของมลภาวะทางดินตอ ส่ิงมีชีวิต ไดแ ก 1. อันตรายตอมนุษย ตัวอยางเชนพิษของสารประกอบไนเทรตไนไทรตในยาปราบศัตรูพืช จากนํ้าด่ืม น้ําใชในแหลง เกษตรกรรมและจากผลผลิตทางการเกษตร เชน ผกั ผลไม จนถึงระดับทเี่ ปน พษิ ตอรา งกายได 2. อนั ตรายตอ สตั ว สตั วท ห่ี ากนิ ในดนิ จะไดร บั พษิ จากการสมั ผสั สารพษิ ในดนิ โดยตรงและจากการบรโิ ภคอาหารทมี่ สี าร พษิ ปะปนอยู 3. อนั ตรายตอ พชื และสงิ่ มชี วี ติ ในดนิ พชื จะดดู ซมึ สารพษิ เขา ไป ทาํ ใหเ จรญิ เตบิ โตผดิ ปกติ ผลผลติ ตาํ่ หรอื เกดิ อนั ตราย และการสญู พันธขุ นึ้ จากการศกึ ษามลพษิ ทางดา นตา งๆ ไป นอ งๆ รสู กึ เหมอื นพไ่ี หมวา ชวี ติ คนเรานอ่ี ยไู มห า งไกลจากมลพษิ เลย ดงั นน้ั ทาง ทดี่ ที ี่สุด พวกเราจึงควรดูแลรกั ษาสขุ ภาพใหดีอยเู สมอ ออกกําลังกายเปน ประจาํ ทานอาหารท่มี ปี ระโยชนใ หครบ 5 หมู และ ถกู สุขอนามัย เทา นีน้ องกจ็ ะสามารถดํารงชวี ติ อยใู นสงั คมที่มีแตม ลพษิ ไดอยา งสบายๆ นอ งๆ สามารถศกึ ษาเพม่ิ เติมไดท ่ี Tag : สอนศาสตร เคมี เชื้อเพลงิ ซากดกึ ดาํ บรรพ ถา นหนิ ปโ ตเลียม ผลติ ภณั ฑเ คมี แกส ธรรมชาติ น้ํามนั ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 85
• 16 : ปโตเลยี มและพอลเิ มอร http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch4-1 • สอนศาสตร เคมี ม.ปลาย : เช้ือเพลิง ซากดึกดาํ บรรพแ ละผลติ ภัณฑ http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch4-2 • เช้ือเพลงิ ซากดึกดําบรรพ และผลิตภณั ฑ ตอนท่ี 1 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch4-3 • เช้ือเพลิงซากดึกดาํ บรรพ และผลติ ภัณฑ ตอนท่ี 2 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch4-4 • เชอ้ื เพลงิ ซากดึกดาํ บรรพ และผลติ ภณั ฑ ตอนท่ี 3 http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch4-5 • แกสธรรมชาติ (Natural Gasses) http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch4-6 • น้ํามนั ดิบ (Oil) http://www.trueplookpanya.com/book/m6/onet-chemistry/ch4-7 86 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
บทท่ี 5 พอลเิ มอร (Polymer) Introduction ในบทผานๆ มา สารเคมีท่นี อ งๆ พบเจอ มกั จะเปนสารเคมเี พยี งตัวใด ตัวหนึง่ อาจจะตัวเล็ก ตวั ใหญปะปนกนั ไป แต ในบทน้ี สารเคมที นี่ อ งๆ จะไดพ บ ไมเ พยี งแตจะเปน สารเคมีทมี่ ีโครงสรางขนาดใหญ แตพ ่ขี อบอกวา มันใหญม ากเลยทเี ดยี ว จนไมสามารถเขียนเตม็ ๆ ได ทางเดียวท่นี อ งจะเขยี นสูตรโครงสรางของสารจําพวกนไี้ ด คอื นองตอ งเขียนอยา งยอ และที่ สําคญั สารประเภทนี้ อยูรอบๆตัวนอ งทง้ั น้ันเลย ซ่ึงพขี่ อเรยี กสารเหลานว้ี าเปน สารตระกูล “พอลเิ มอร” กอ นที่จะเขาสูบ ท เรียน พี่อยากใหน องๆลองพจิ ารณาถงึ ส่งิ รอบตัววา นอ งๆ คิดวา ส่งิ รอบตวั นอ งน้ัน มีสง่ิ ใดบางที่นา จะจดั เปน สารตระกูล พอ ลเิ มอร Outlines 1. ความหมาย และชนิดของพอลิเมอร 2. ปฏิกริ ยิ าการเกิดพอลิเมอร 3. โครงสรา งและสมบัตขิ องพอลิเมอร 4. พลาสตกิ 5. เสนใย 6. ยาง 7. ความกา วหนา ทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมพอลิเมอร 1. ความหมายและชนิดของพอลเิ มอร พอลเิ มอร คือ สารทีม่ นี าํ้ หนกั มวลโมเลกุลสงู สามารถพบไดใ นส่งิ มชี ีวิตทุกชนดิ และนํามาใชประโยชนตอ การดาํ รงชีวติ ของ มนุษยไดมาก อีกท้ังยังมีบทบาทสําหรับกระบวนการในอุตสาหกรรมตางๆ เชน พลาสติก ยางพารา และเสนใยสังเคราะห เปน ตน โดยพอลิเมอรบางชนดิ สามารถเกิดขน้ึ ไดเ องตามธรรมชาติ เชนคารโ บไฮเดรต เซลลูโลส โปรตนี และยางธรรมชาติ และบางชนิดไดจากการสงั เคราะหข้ึน เชน พอลิเอทลิ นี พอลิโพรพิลีน พอลไิ วนิลคลอไรด และพอลเิ มทิลเมทาคริเลต เปน ตน กอนทจี่ ะศึกษาตอ พ่ีจะพานองๆ มารจู กั กบั รากศพั ทข องคําวา พอลิเมอรกนั กอ นดกี วา คาํ วา พอลิเมอร นน้ั เปนทบั ศพั ทม าจาก ภาษาอังกฤษทเ่ี ขยี นวา Polymer ซ่งึ Polymer มีรากศพั ทมาจาก Poly + Meros ซ่งึ Poly หมายถงึ จาํ นวนมากและ Meros คอื สวนหรือหนว ย เมื่อรวมกันจะหมายความวาสารโมเลกลุ ขนาดใหญทีป่ ระกอบดว ยหนว ยซํ้าๆ กนั ของมอนอเมอร (Monomer) มาเชอ่ื มตอกนั ดวยพนั ธะโคเวเลนต ดังภาพ ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 87
ชนดิ ของพอลเิ มอร พอลิเมอรเปนสารท่ีมีอยูหลากหลายชนิด แตละชนิดจะมีการกําเนิด คุณสมบัติ องคประกอบ และประโยชนที่ใชแตกตางกัน ออกไปจึงมีการจัดจําแนกประเภทพอลเิ มอรตามเกณฑ ดงั น้ี • พิจารณาตามการกาํ เนิดแบง ได 2 ชนดิ คอื -พอลเิ มอรธ รรมชาติ (NaturalPolymers)พอลเิ มอรช นดิ นเี้ กดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาตนิ อ งสามารถพบไดใ นสง่ิ มี ชวี ติ ซงึ่ จะมคี วามแตกตา งกนั ไปตามชนดิ ของสง่ิ มชี วี ติ และตาํ แหนง ทน่ี อ งๆสามารถพบในสงิ่ มชี วี ติ ไดเ ชน ไกลโคเจน กรดนวิ คลี อิก เซลลูโลสเสน ใยพืช และไคติน - พอลเิ มอรส งั เคราะห (Synthetic Polymers) เปน พอลเิ มอรท มี่ นษุ ยเ ปน ผสู งั เคราะหข น้ึ โดยการนาํ สารมอนอ เมอรจ าํ นวนมากมาทาํ ปฏกิ ริ ยิ าเคมกี นั ภายใตส ภาวะทเ่ี หมาะสม และเกดิ พนั ธะโคเวเลนตต อ กนั จนกลายเปน โมเลกลุ พอลเิ มอร ไดแก พลาสติก ไนลอน ยางสงั เคราะห และเสนใยสังเคราะห เปน ตนซงึ่ พอลเิ มอรส ังเคราะหน ี้ นอ งๆจะไมส ามารถหาจาก ธรรมชาติได เพราะตอ งผานกรรมวิธี หรอื แปรรปู ออกมาตามความตองการเทา น้ัน • พจิ ารณาตามมอนอเมอรท ีเ่ ปนองคป ระกอบแบงได 2 ชนิด คอื -โฮโมพอลเิ มอร(Homopolymer)เปน พอลเิ มอรท เ่ี กดิ จากมอนอเมอรช นดิ เดยี วกนั ทงั้ หมดมาตอ กนั (คาํ วา Homo- หมายถงึ ชนิดเดยี ว) เชน โฮโมพอลิเมอรธรรมชาติ: แปง เซลลูโลส และไกลโคเจน ตางก็มีมอนอเมอรคือกลูโคสสวนยางธรรมชาติมีมอนอเมอร คือไอโซพรนี โฮโมพอลเิ มอรส ังเคราะห: พอลเี อทลิ นี มีมอนอเมอรค อื เอทลิ ีน สวนพอลีสไตรนี มมี อนอเมอรคือสไตรีนสามารถแสดงเปน ภาพการตอ กนั ของมอนอเมอรไ ด ดังน้ี ตวั อยา งโครงสรางของเซลลโู ลส - โคพอลเิ มอร (Co - polymer) เปน พอลเิ มอรป ระกอบดว ยมอนอเมอรม ากกวา 1 ชนดิ ขน้ึ ไปเชน โปรตนี กรดนวิ คลี อกิ พอลเิ อสเทอร พอลิเอไมดเปนตน สามารถแสดงเปนภาพการตอ กันของมอนอเมอรไ ด (คําวา Co- หมายถึง มากกวา 1 ชนิดมารว มกัน) ดังน้ี 88 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
ตัวอยา งโครงสรา งของพอลเิ พปไทด มมุ เล็กๆ ขอเมาทม อย นอ งๆ อาจเคยไดย นิ คําวา “มาโคกนั นะ” หรอื “มาจอยกนั นะ” ซงึ่ หมายถงึ มารวมกนั คําวา Homo- และ Co- เปน คาํ ขยาย ซ่งึ Homo- หมายถงึ ชนดิ เดียว สวน Co- หมายถึง มากกวา 1 ชนดิ มาอยูรวมกนั ดงั น้ัน Homopolymer จงึ มีพอลิเมอรเพยี งชนดิ เดยี ว สว น Copolymer มพี อลิเมอรมากกวา 1 ชนิด ตัวอยา งขอ สอบ ขอใดเปน พอลิเมอรธรรมชาตทิ งั้ หมด 1. แปง เซลลูโลส พอลิสไตรนี 2. ไกลโคเจน ไขมัน ซิลิโคน 3. โปรตนี พอลิไอโซพรีน กรดนวิ คลอี กิ 4. ยางพารา พอลิเอทิลนี เทฟลอน เฉลยขอ 3 โปรตีน พอลิไอโซพรนี กรดนวิ คลอี กิ ขอ 1. ผดิ เพราะพอลิสไตรีนเปน พอลเิ มอรส งั เคราะห ขอ 2. ผดิ เพราะไกลโคเจนเปนพอลเิ มอรสงั เคราะห สว นไขมนั ไมใ ชพ อลเิ มอร ขอ 3 ถูก เพราะโปรตีน พอลไิ อโซพรีน และกรดนวิ คลีอิก จัดเปนพอลิเมอรธรรมชาติทั้งหมด ขอ 4. ผดิ เพราะพอลิเอทิลีน และเทฟลอน เปน พอลิเมอรสงั เคราะห 2. ปฏกิ ิริยาการเกิดพอลเิ มอร ถงึ ตอนนน้ี อ งๆ นาจะรจู ักพอลิเมอรช นิดตา งๆ กันแลว พ่จี ะพานองๆ มารูจักกบั กลไกในการเกดิ พอลเิ มอรท ่ีนอ งพงึ่ ได เรยี นรไู ปกนั ดกี วา ปฏกิ ริ ยิ าการเกดิ พอลเิ มอร คอื ปฏกิ ริ ยิ าการรวมตวั กนั ของมอนอเมอรแ ละเกดิ เปน พอลเิ มอร เรยี กวา ปฏกิ ริ ยิ า พอลเิ มอรไรเซชัน (PolymerizationReaction) ซง่ึ แบง ไดเปน 2 แบบ ดังน้ี - ปฏกิ ิริยาพอลิเมอรไรเซชนั แบบเตมิ (Addition Polymerization) หรอื แบบรวมตัว เปน ปฏิกริ ิยาท่ีเกดิ จากมอนอ เมอรท ไี่ มอ่มิ ตวั (แอลคีน) มารวมตวั กนั เปน พอลเิ มอร โดยไมม ีการกําจัดสวนใดออกจากโมเลกุลของมอนอเมอร เชน การเกดิ พอลเิ อทลิ ีน พอลีสไตรนี พอลไิ วนิลคลอไรด เปนตน (ถา เทียบงา ยๆกค็ อื สารมอนอเมอรท เ่ี ดิมทีจับสองแขน (พนั ธะคู) จะสละ 1 แขนเพอ่ื ไปจับกับมอนอเมอรอ กี ตวั ทําใหเดิมการจบั สองแขน (พนั ธะคู) เหลอื จับเพยี งแขนเดียว (พนั ธะดี่ยว) น่นั เอง) ++ ตัวเรง ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 89
- ปฏิกิริยาพอลิเมอรไรเซชันแบบควบแนน (Condensation Polymerization)เกิดจากมอนอเมอรที่ทีหมูฟงกชัน มากกวา 1 หมู มาทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากนั แลว เกดิ พอลเิ มอร โดยมโี มเลกลุ เลก็ ๆ เชน H2O , NH3, HCl หรอื CH3OHเกดิ ขน้ึ เปน ผลพลอยได (นองๆลองพิจารณาคาํ วา ควบแนน พ่ีอยากรวู า นองๆรสู กึ เหมือนพีไ่ หม พ่รี สู ึกวา คําวาควบแนน เหมอื นกนั นาํ ส่ิงของ 2 ส่ิงขึ้น ไปมารวมตัวกนั ) ตวั อยา ง การเกดิ ไนลอน 6, 6 จะมี H2O เกิดข้นึ นํ้า : ผลพลอยได 3. โครงสรา งและสมบตั ขิ องพอลเิ มอร หลังจากท่ีนองๆ รูชนิด และกลไกการเกิดของพอลิเมอรแลว พี่จะพานองๆ มารูจักกับโครงสรางและสมบัติของ พอลิเมอรกนั ซ่งึ โครงสรา งขอพอลิเมอรนมี้ ีท้งั หมด 3 แบบใหญๆ ท่ีแตกตา งกัน ไดแ ก 1. พอลิเมอรแบบเสน (Linear Polymers) มีลักษณะเปนโซตรงยาว โครงสรางจะชิดกันมาก ทําใหมีลักษณะแข็ง เหนยี ว ความหนาแนน สูง จุดหลอมเหลวสงู เม่ือไดรบั ความรอนจะออนตวั และกลับมาแขง็ ตัวเมือ่ อณุ หภมู ิต่ําสามารถจาํ แนก ตามโครงสรา งไดเปน 3 แบบ คือ 1.1) พอลิเมอรทีส่ ายโซเ รยี งชดิ กนั มากเปนพอลิเมอรท ่ีแขง็ แรงขนุ และเหนยี วเชนพอลเิ อทลิ ีน 1.2) พอลิเมอรท ี่โมเลกลุ อยหู า งกนั เปน พอลเิ มอรที่ใสมากกวาพอลเิ มอรท สี่ ายโซเ รียงชิดกัน เชน พอลิไวนลิ คลอไรด และพอลิสไตรีน 90 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
1.3) พอลเิ มอรท่ีมีอะโรมาตกิ เปนองคป ระกอบในสายโซเ ปน พอลเิ มอรท ม่ี ีความใสมากทส่ี ุด เชน พอลเิ อทลิ นี เทเรฟ ทาเลต (PET) หรอื ขวดพลาสตกิ มมุ เล็กๆ ขอเมา ทม อย ขวดนา้ํ ที่นอ งๆ ดื่ม ก็ขวด PET นะ 2. พอลเิ มอรแ บบกิ่ง (Branched Polymers) มสี ว นประกอบหลักอยู 2 สว น ดังตอไปน้ี 2.1) สวนท่ีเปน โซหลกั – ประกอบดวยมอนอเมอรช นดิ เดยี วเทา น้นั 2.2)สว นทเ่ี ปน โซก ง่ิ -เปน มอนอเมอรอ กี ชนดิ หนงึ่ ทไ่ี มไ ดอ ยใู นโซห ลกั ดว ยโครงสรา งแบบกงิ่ ทาํ ใหพ อลเิ มอรช นดิ น้ี ไมส ามารถจัดเรียงตวั ชดิ กนั ได จึงมีความยืดหยุนสูง มคี วามหนาแนน ต่าํ และมจี ุดหลอดเหลวตํ่ากวาพอลเิ มอรแ บบเสน เชน พอลเิ อทลิ ีนชนดิ ความหนาแนนตาํ่ (Low Density Polyethylene; LDPE) 3. พอลิเมอรแบบรางแห (Cross–Linked Polymers) เปนพอลิเมอรท่ีเกิดจากการเชื่อมโยงระหวางพอลิเมอรท่ีมี โครงสรางแบบเสน หรือแบบก่ิงตอเนื่องกันเปนรางแห ซ่ึงมีจุดหลอมเหลวสูง เมื่อขึ้นรูปแลวจะไมสามารถหลอมหรือ เปลี่ยนแปลงรูปรางได ถาพนั ธะท่เี ช่ือมโยงระหวา งโซหลักมจี ํานวนนอ ย พอลเิ มอรจ ะมีสมบัติยดื หยนุ และออนตวั สงู แตถา มี จาํ นวนพนั ธะมาก พอลเิ มอรจะแข็งและไมยดื หยนุ เชน เบกาไลต เมลามนี อีพอกซี โครงสรางของอีพอกซี ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 91
สรุป รปู โครงสรางของพอลิเมอร ไดด ังนี้ โครงสรา งแบบเสน โครงสรา งแบบกงิ่ โครงสรางแบบรา งแห 4. พลาสติก พลาสติก เปนพอลิเมอรอ ีกชนดิ หนง่ึ ท่ีเกดิ จากการอัดใหเปนรูปรา งตา งๆ เพอื่ เหมาะสมตอ การนําไปใชประโยขน เชน ภาชนะบรรจขุ อง ขวดพลาสตกิ จาน ชอ น เกา อ้ี วสั ดทุ าํ อปุ กรณไ ฟฟา ฯลฯ อกี ทั้งยงั ใชแ ทนวัสดธุ รรมชาตไิ ดโดยพลาสติกมีทง้ั ชนดิ แข็ง ชนิดไมแ ขง็ มหี ลายสีขนึ้ อยกู ับกระบวนการผลติ พลาสตกิ เปน รอยขูดขดี ไดงาย เม่อื ใชไ ปนานๆ จะเปราะแตกได และ จะละลายไดด ีในตัวทาํ ละลายอินทรยี พ่เี ช่ือวา นอ งๆ คงรจู กั กบั พลาสตกิ อยางดแี นน อน เพราะชีวติ ประจาํ วันของนอ งๆกค็ ง ปฏิเสธไมไ ดว า พบกับพลาสตกิ บอยมากๆ แตนองๆ ทราบรึเปลา วา พลาสตกิ สามารถออกแบงเปน 2 ประเภท ดังตอไปนี้ 1. เทอรม อพลาสติก (Thermoplastic) เปนพลาสติกท่ีสามารถเปล่ียนรูปกลับไปกลับมาได ระหวางพลาสติกแข็งและ พลาสตกิ หลอม โดยจะออ นตวั เมอื่ ไดร บั ความรอ น แตเ มอ่ื อณุ หภมู ลิ ดลงจะแขง็ ตัว จงึ สามารถเปลย่ี นรูปรางได โดยท่สี มบตั ิของพลาสตกิ ไมเปล่ยี นแปลง ดงั นนั้ พลาสตกิ ประเภทนจี้ งึ นาํ กลบั มาใชใ หมไ ดซ งึ่ พอลเิ มอรป ระเภทนมี้ โี ครงสรา ง แบบเสน หรอื แบบกงิ่ และมกี ารเชอ่ื มตอ ระหวา งโซพ อลเิ มอรน อ ยมาก ตวั อยา ง เชน พอลิเอทลิ ีน พอลิไวนลิ คลอไรด พอลิโพรพิลนี พอลสิ ไตรนี ตัวอยางในชวี ิต ประจําวนั เชน ขวดนาํ้ พลาสติกที่นองๆ ใชดื่มกัน 2. พลาสตกิ เทอรม อเซต (Thermosetting plastic) เปนพลาสตกิ ทไี่ มสามารถนํากลับมาข้นึ รปู ใหมไดอ กี เมื่อข้ึนรปู โดยการผา น ความรอนหรือแรงดันแลว เนื่องจากพอลิเมอรประเภทน้ีมีโครงสรางแบบ รา งแห เมอ่ื แขง็ ตวั แลว จะมคี วามแขง็ มาก ทนตอ ความรอ นและความดนั ได ดีกวาเทอรมอพลาสติก ถาใหอุณหภูมิสูงมากจะแตกและไหมเปนเถา ตัวอยา งเชน พอลฟิ นอลฟอรม าลดไี ฮด พอลิเมลามีนฟอรมาลดไี ฮด และ พอลิยูรเี ทน ตวั อยา งเชน ทอนํ้าสตี า งๆ ตามบานเรือนของนอ งๆ 92 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
มุมเลก็ ๆขอเมา ทม อย พลาสติกเทอรโมเซต มคี ําวา “เซต” ซงึ่ มาจากภาษาองั กฤษคาํ วา set ท่แี ปลวา กําหนดตดิ ตงั้ ดังนน้ั พลาสตกิ เทอรโ มเซตจึงเปนชนิดของพลาสตกิ ทถ่ี กู กาํ หนดตดิ ตัง้ ไว จึงไมส ามารถนาํ กลับมาขึน้ รปู ใหมไดอกี ตา งกับ เทอรโ มพลาสตกิ ท่สี ามารถนาํ กลบั มาขน้ึ รปู ใหม ตารางแสดงสตู รโครงสราง คุณสมบัตแิ ละประโยชนของมอนอเมอรและพอลิเมอรช นดิ ตา งๆ ทเี่ กิดจากปฏกิ ิริยาพอลเิ มอรไรเซชนั แบบเตมิ มอนอเมอร ประเภท เทอรมอพลาสตกิ คณุ สมบัต/ิ ประโยชน พอลิเมอร เอทิลนี (H2C=CH2) พอลเิ อทลิ นี (PE) เผา : กลนิ่ พาราฟน พอลิโพรพิลนี (PP) ใชท ําเคร่ืองใช ของเลน และ โพรพลิ นี ฉนวนไฟฟา (H2C=CH-CH3) เผา : กลนิ่ พาราฟน ไวนิลคลอไรด } ใชทําขวดนา้ํ อดั ลม ภาชนะบรรจุ (H2C=CH-Cl) สารเคมี เตตระฟลูออโรเอทลิ นี พอลิไวนิลคลอไรด (PVC) เผา : กล่ินกรดเกลอื (F2C=CF2) ใชทําทอนา้ํ ทอ สายไฟฟากระเบ้ืองยาง พอลเิ ตตระฟลูออโรเอทลิ นี ฉนวนสายหุมไฟฟา หรอื เทฟลอน (PTFE) ใชเคลือบผิวภาชนะทใ่ี ชใ นครัว ทาํ สายไฟ สไตรีน พอลิสไตรนี (PS) เผา : กล่ินคลา ยจดุ ตะเกียง ใชทาํ โฟม วสั ดลุ อยนํ้า ฉนวนไฟฟา ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 93
เมทิลเมทาครเิ ลต พอลิเมทลิ เมทาครเิ ลต ลกั ษณะใส โปรง แสง อะครโิ ลไนไตรต (PMMA) ใชท ํากระจกแวน ตา กระจก พอลิอะคริโลไนไตรต (PAN) ครอบไฟทา ยรถ หรอื พลาสตกิ ตกแตงบาน ทนตอเช้ือราไดดี ใชทําเส้อื ผาและผาออ มเดก็ ตารางแสดงสตู รโครงสราง คุณสมบัติและประโยชนของมอนอเมอรแ ละพอลเิ มอรท เี่ กดิ จากปฏกิ ริ ิยาพอลิเมอรไรเซชนั แบบควบแนน มอนอเมอร ประเภท เทอรม อพลาสตกิ คณุ สมบตั /ิ ประโยชน พอลิเมอร ไดเมทิลเทเรฟทาเลต ใชทําขวดน้าํ อดั ลม ขวดนํ้าดม่ื ชนดิ แข็ง + เอทลิ ีนไกลคอล พอลิเอทิลนี เทเรฟทาเลต (PET) และใส ทาํ เสน ใย เอน็ แห อวน เชือก ดาครอนหรือโทรเรเทโทรอน ดายเสนเทปวดี โิ อ เทปเพลง หรือทํา กรดอะดิปก หินออนเทียม + เฮกซะเมทลิ นี ไดเอมนี พอลิเอไมด (PA) หรอื ไนลอน 6,6 ใชทําเชือก ดายถงุ นอ ง ชดุ ชั้น บสิ – ฟน อลเอ ใน ชน้ิ สว นเครือ่ งจักรกล หรอื + ฟอสจนี ปลอกหมุ สายไฟฟา 1,4 – บวิ เทนไดออล พอลิคารบอเนต (PC) ใชท ํากลอ งบรรจเุ ครอ่ื งมือเคร่อื ง + เฮกซะเมทลิ นี ไดไอโซ พอลิยรู เิ ทน (PU) โทรศพั ท ขวดบรรจนุ ํ้าด่ืม ขวดนมเด็ก ไซยาเนต หรือภาชนะทีใ่ ชแ ทนเคร่อื งแกว ใชทาํ เสนใยของชุดวา ยนํ้า ลอ รถเข็น นาํ้ ยาเคลือบผวิ บุเกา อ้ี 94 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
ฟน อล + ฟอรม าลดไี ฮด ประเภท เทอรม อพลาสตกิ ใชทาํ กาว หรือแผงวงจรไฟฟา ยเู รยี + ฟอรมาลดไี ฮด พอลฟิ น อล-ฟอรมาลดีไฮด (เบกาไลท, PF) เมลามนี + ฟอรม าลดีไฮด พอลยิ ูเรยี -ฟอรม าลดไี ฮด (UF) ใชทาํ กาว โฟม หรือแผงวงจร พอลเิ มลามนี -ฟอรม าลดีไฮด (MF) อิเลก็ ทรอนิกส ใชท ําถว ย ชาม แผงวงจร หรอื ผา ใบกนั น้ํา จากทเี่ ห็นนอ งๆ อาจจะคดิ วา พลาสติกจะเปน ส่งิ ที่มี ประโยชนและนิยมนํามาใชม าก แตหารไู มว า พลาสตกิ เปน ปญหาหลกั ทางดานการกาํ จดั เพราะวา ยอ ยสลายไดย าก อกี ทง้ั ในปจจบุ ันสังคมมคี วามคาํ นงึ ถึงส่ิงแวดลอ มมากขึ้น โดยมี สมาคม อุตสาหกรรมพลาสตกิ แหงอเมรกิ า (The Society of the Plastics Industry, Inc.)ไดกําหนดสญั ลักษณมาตรฐานของ พลาสตกิ ยอดนยิ มกลมุ ตางๆ ที่สามารถนาํ กลับมาหมุนเวยี น หรอื รไี ซเคลิ (Recycle) ไว 7 ประเภทหลกั ๆ โดยหากพลาสตกิ ใดสามารถนํามารไี ซเคลิ ได ก็จะมีสญั ลกั ษณท่ปี ระกอบดวยรปู ลูกศร 3 ตวั วนเปน รปู สามเหล่ยี มรอบตวั เลขตวั หน่ึง หมายเลข สญั ญลักษณ ช่ือ การใชป ระโยชน 1 PETE พอลเิ อทลิ ีน 2 นิยมใชทําขวดขวดนํ้าด่มื ขวดนํา้ HDPE อัดลม 3 V พอลเิ อทิลีนชนดิ ความหนาแนนสูง ทาํ เปนภาชนะบรรจตุ า งๆ เชน ทัป ไวนลิ หรือพอลิไวนิลคลอไรด (PVC) เปอรแ วร ขวดนม ถังน้าํ มนั โตะ และเกาอแ้ี บบพบั ได ถุงพลาสตกิ ทําพลาสตกิ หออาหาร ถุงหูหิว้ ขวด บรรจุชนิดบีบ กลอ งอุปกรณต า งๆ ภาชนะบรรจุเครอ่ื งดื่มอาหาร ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 95
4 PETE พอลเิ อทลิ นี ชนดิ ความหนาแนน ตาํ่ ถุงหูหิ้ว ขวดพลาสติกบางชนิด ถุงเยน็ สําหรับบรรจอุ าหาร 5 PP พอลโิ พรพลิ นี ใชทาํ ภาชนะบรรจอุ าหาร ขวดบรรจุ ยา สามารถนํามารไี ซเคิลเปนกลอ ง แบตเตอรใ่ี นรถยนต ช้นิ สว นรถยนต 6 PS พอลสิ ไตรนี ทําโฟม พลาสตกิ ทีใ่ ชแ ลว ท้ิงเชน ถวย ชอน สอ ม มดี 7 OTHER อน่ื ๆ สามารถนํามาหลอมใหมได ตวั อยา งขอ สอบ คณุ สมบัติของพลาสตกิ ชนดิ หนงึ่ มีดงั น้ี a. เปน เทอรม อพลาสติก b. ประกอบดว ยมอนอเมอรเ พียงชนิดเดียว c. ใชทํารองเทา กระดาษตดิ ผนัง d. เม่อื ไหมไฟจะเกดิ ควันสีขาว กลนิ่ คลายกรดเกลือ จงพิจารณาวา พลาสติกชนิดใด มีสมบตั ดิ งั กลา ว 1. พอลสิ ไตรนี 2. พอลิไวนิลคลอไรด 3. พอลโิ พรพิลีน 4. พอลิยูเรยี ฟอรมาลดไี ฮด เฉลยขอ 2. พอลไิ วนลิ คลอไรด เนือ่ งจากเปนโฮโมพอลเิ มอรท ีป่ ระกอบดว ยมอนอเมอรเพยี งชนดิ เดยี ว และเปน เทอร มอพลาสติกท่ีสามารถนํากลับมาใชใหมได โดยโครงสรางของพอลิไวนิลคลอไรดเปน ซ่ึงมี Cl อยู เมือ่ ไหมไ ฟจงึ เกิดปฏกิ ริ ยิ าท่มี ีกลิน่ คลายกรดเกลือ (HCl) เคลบ็ ลดั ที่ไมลับ ถาถามเรื่องคุณสมบัติ เราไมจําเปนตองรูคุณสมบัติทุกชนิดก็ได แตตองพิจารณาจุด เดน ๆ ใหเ ปนมากกวา 96 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
ตัวอยา งขอสอบ พลาสติกเทอรมอเซต ขอใดจัดประเภทของพลาสตกิ ไดถ กู ตอ ง ดอกไมพลาสติก เกาอพ้ี ลาสตกิ เทอรม อพลาสตกิ ฟล ม ถา ยภาพ 1 ถุงพลาสติก 2 โฟม เตาเสียบไฟฟา 3 ดา มจับเตารีด 4 กระดาษปดผนัง เฉลยขอ 4. เทอรม อพลาสติก – กระดาษปด ผนัง พลาสติกเทอรมอเซต – เตาเสยี บไฟฟา สวนขออนื่ ท่ีผิด เน่อื งจากจดั ไมต รงกบั ประเภทของพลาสตกิ และการจัดประเภททถี่ ูกตอ ง มีดังน้ี เทอรม อพลาสตกิ – เกา อี้พลาสตกิ ดอกไมพ ลาสตกิ ฟลมถา ยภาพ พลาสตกิ เทอรม อเซต – ดา มจับเตารดี 5. เสนใย นองๆ รูจกั กับคําวา เสนใย ดมี ากนอยอยา งไรกนั บา ง หลงั จากท่เี ราเรียนเก่ียวกับพลาสตกิ ซงึ่ เปนพอลเิ มอรช นดิ แรก ไปแลว ตอนนพ้ี จ่ี ะพานอ งๆ มารจู กั กบั เสน ใยทเี่ ปน พอลเิ มอรอ กี ชนดิ หนงึ่ กนั ตอ เสน ใย คอื พอลเิ มอรท มี่ โี ครงสรา งของโมเลกลุ เหมาะสมตอการนํามาทําเปนเสนดาย สามารถเกิดข้ึนเองในธรรมชาติและไดจากการสังเคราะห จึงสามารถจําแนกประเภท ของเสน ใยตามลกั ษณะการเกดิ ได 3 รูปแบบ ไดแ ก 1. เสนใยธรรมชาติ (Natural Fibers) เปนเสนใยทส่ี ามารถเกดิ ขึ้นเองในธรรมชาติ คุณสมบตั ดิ ูดซับนํ้าไดด แี ละแหง ชา แตข ้ึนราและยบั งา ย มแี หลงกาํ เนิดจากแหลง ตางๆ ดังน้ี 1.1)เสน ใยจากพชื (เซลลโู ลส)เปน โฮโมพอลเิ มอรประกอบดว ยโมเลกลุ ของกลโู คสจาํ นวนมากมโี ครงสรา งเปน โซ กงิ่ ใชใ นการผลติ สงิ่ ทอ เสน ใยชนดิ น้ี ไดแ ก เสน ใยเซลลโู ลส ซงึ่ ไดจ ากสว นตา งๆของพชื เชน ฝา ย ปา น ปอ ลนิ นิ นนุ ใยสบั ปะรด ใยมะพรา ว ศรนารายณ เปน ตน 1.2) เสน ใยจากสตั ว (โปรตนี ) ไดแ ก เสน ใยไหม ขนแกะ ขนแพะผม เปน ตน ซงึ่ เสน ใยเหลา นี้ มสี มบตั คิ อื เมอื่ เปย กนา้ํ ความเหนยี วและความแข็งแรงจะลดลง เสน ใยจะหดตัว โดยถาสัมผัสแสงแดดนานๆ จะสลายตวั ดังนัน้ การทําความสะอาดจงึ ใชการซกั แหง 1.3) เสน ใยจากสนิ แร (ใยหนิ ) เชน แรใ ยหนิ มคี วามทนทานตอ การกดั กรอ นของสารเคมี ทนไฟ และไมน าํ ไฟฟา 2. เสนใยกึง่ สงั เคราะห (Semi-Synthetic Fibers) เปนเสนใยท่ีนําสารจากธรรมชาติ มาปรับปรงุ ใหเ หมาะกบั การใช งาน นิยมใชทาํ ผาเชด็ ตวั และผา ออ ม ไดแก เซลลโู ลสแอซเี ตต วิสคอส-เรยอง และแบมเบอรก เรยอง เปน ตน 3. เสนใยสงั เคราะห (Synthetic Fibers) เปนเสน ใยท่สี งั เคราะหข ้ึน เพ่อื ใชทดแทนเสนใยจากธรรมชาติ โดยใชสาร อนินทรียหรือสารอินทรยี ม าสงั เคราะหมีคุณสมบตั ิดีกวา เสนใยธรรมชาติ คือ แหงเร็ว ไมยับงาย อีกท้งั ยงั ทนตอ สารเคมี เชื้อ ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 97
รา และจลุ นิ ทรยี ไ ด โดยแบง ไดเ ปน 3 ประเภท คือ 3.1) พอลเิ อสเทอร เชน ดาครอนหรือโทเรเทโทรอนมปี ระโยชนใ นการทําเชอื ก ฟล ม ใชบ รรจุในหมอน อีกท้งั ยงั เปนผา ทีท่ นตอ ความรอ นและสารเคมี โดยเมอ่ื ซักแลว จะไมต อ งรดี 3.2) พอลเิ อไมด เชน ไนลอน มีหลายชนดิ เชน ไนลอน 6 ไนลอน 6,6 หรือ ไนลอน 6,10 ซง่ึ ตวั เลขนี้จะแสดง จํานวนคารบอนอะตอมในมอนอเมอรของเอมีนและกรดคารบ อกซลิ กิ ตามลําดับดังรปู โครงสรางของไนลอน 6 โครงสรา งของไนลอน 66 3.3) พอลิอะครโิ ลไนไตรลเชน โอรอน ใชเ ปนผา ออมสําหรบั เด็ก มมุ เลก็ ๆขอเมา ทม อย เสนใย เสนใยก่งึ เสน ใย ธรรมชาติ สังเคราะห สังเคราะห เสนใยจากธรรมชาติเสนใยทม่ี นษุ ยผ ลิตขนึ้ คาํ ถาม หลงั จากนอ งๆ ไดเ รยี นเก่ยี วกับประเภทของเสนใยไป ไหน นองๆลองยกตัวอยา ง ส่ิงของในชีวิตประจาํ วนั และลองถามตัวเองดซู ิวา เปนเสนใยประเภทไหน 98 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya
เสน ใยธรรมชาติ สรปุ ประเภทของเสน ใย ดังแผนภาพ เซลลูโลส ใยหิน เสน ใย โปรตนี เสนใยกงึ่ สงั เคราะห เสน ใยสงั เคราะห เรยอน พอลิเอสเทอร พอลเิ อไมด พอลิอะคริโลไนไตรล อืน่ ๆ 6. ยาง ยาง (Rubber) นอกจาก พลาสตกิ และเสนใยแลว ยางก็เปนพอลเิ มอรอ กี ชนดิ หนึ่งท่นี อ งๆนา จะรูจ กั กนั ดี นอ งๆ รูหรอื ไมว ายางเปน พอลเิ มอรท่ีมีความยดื หยุนสงู มคี วามตา นทานแรงดัน เปนฉนวนได และออ นตวั เมื่อไดรับความรอ น ซึ่งยางสามารถแบงได เปน 2 ประเภทตามแหลง กําเนิด ท้งั ทกี่ าํ เนิดจากธรรมชาตหิ รือมาจากการสังเคราะหขึน้ ดงั นี้ 1. ยางธรรมชาติ (Natural Rubbers)เปน พอลเิ มอรท ่ีเกิดจากตน ยาง ประกอบดว ย มอนอเมอร “ไอโซพรนี ” ทเี่ ชอื่ ม ตอ กนั 1,500 ถึง 15,000 หนวย ยางพารา หรอื พอลไิ อโซพรนี มโี ครงสรา งเปน แบบcis–Isoprene(มหี มทู เี่ หมอื นกนั อยดู า นเดยี วกนั ของพนั ธะ คู) คณุ สมบตั ิทดี่ ี คือ ยืดหยนุ ไดส งู ยางกตั ตา ยางบาราทา ยางชคิ เคลิ หรอื พอลไิ อโซพรนี มโี ครงสรา งเปน แบบ trans– Isoprene (มหี มทู เี่ หมอื น กันอยูด า นตรงขามกันของพนั ธะค)ู เปน ยางทไ่ี ดจากตน ยางกตั ตา, ตนยางบาราทาและตนยางซิคเคลิ ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 99
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115