Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชาศาสนาและหน้าที่ ม ปลาย

วิชาศาสนาและหน้าที่ ม ปลาย

Published by jarusing, 2020-06-12 04:35:14

Description: วิชาศาสนาและหน้าที่ ม ปลาย

Search

Read the Text Version

แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ กกกกกกกแผนการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ รายวิชา สค31002 ศาสนาและหน้าท่พี ลเมือง ระดับมัธยมศกึ ษาตอน ปลาย เปน็ การนำรายวชิ านี้สู่การปฏิบตั จิ ริงของครผู ้สู อน ด้วยการวางแผนออกแบบการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ ไว้ลว่ งหนา้ ว่าครูผูส้ อนจะจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ให้บรรลุมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชว้ี ัด และจุดประสงค์ ด้วยรปู แบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ONIE MODEL อย่างไร ซ่ึงครูผู้สอนรายวิชาน้ที กุ คนตอ้ งศึกษา และจดั ประสบการณ์การ เรียนรู้ให้เป็นไปกรอบของการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 จึงจะทำให้การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในรายวชิ านี้ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธผิ ล กกกกกกกแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้รายวชิ า สค31002 ศาสนาและหน้าทพ่ี ลเมอื ง ระดับมัธยมศึกษาตอน ปลาย ประกอบดว้ ย 18 แผน ดงั น้ี กกกกกกก1. แผนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ เรือ่ งท่ี 1 การปฐมนเิ ทศ 2. แผนการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ เรือ่ งท่ี 2 ศาสนา ต่างๆ ใน โลก 3. แผนการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ เรอื่ งที่ 3 พทุ ธประวตั ิ และ หลกั ธรรม คำ สอน ของ พุทธศาสนา 4. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เรอ่ื งท่ี 4 หลกั ธรรม ใน แต่ละ ศาสนา ท่ี ส่งผลให้ อยู่ รวมกบั ศาสนา อ่นื ได้อย่าง มี ความ สุ 5. แผนการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ เร่อื งท่ี 5 วัฒนธรรม ประเพณี และ ค่านิยม ของ ประเทศ ของโลก 6. แผนการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ เรื่องท่ี 6 การเปลยี่ นแปลงทางวัฒนธรรมและ รบั วัฒนธรรม 7. แผนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ เรอ่ื งท่ี 7 รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักร ไทย แผนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้

กลุม่ สาระความรพู้ ้นื ฐาน รายวิชา ศาสนาและหน้าทีพ่ ลเมอื ง สค31002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการจดั การเรยี นร้เู รือ่ งที่ 1 การปฐมนเิ ทศ เวลา 6 ช่วั โมง สอนวันท่ี …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นที่ ………ปีการศึกษา……….. มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดบั ความรู้ ความเข้าใจในการเรยี นวิชาศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค31002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เกยี่ วกับรายละเอียดคาอธิบายรายวิชา กจิ กรรมการเรียนการสอน ข้อตกลง และขัน้ ตอนการปฏิบตั ิกิจกรรมให้ เป็นไปตามวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ เพือ่ ให้ผ้เู รยี นบรรลุผลตามทคี่ าดหวงั และชว่ ยใหก้ ิจกรรมการเรยี นการสอนมี ประสิทธิภาพ ตัวชี้วดั 1. เพื่อให้ผเู้ รยี นมคี วามเข้าใจแนวทางการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน ในรายวิชา รายวิชา ศาสนาและ หน้าที่พลเมอื ง สค31002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 2. เพือ่ เตรยี มตัวลว่ งหนา้ ในการเรยี น และมีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรยี นการสอนอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 3. เพอ่ื ทดสอบความรูพ้ ้ืนฐานเดิมของผเู้ รียน และเป็นแนวทางในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ การปฐมนิเทศ 1. รายละเอียดคาอธบิ ายรายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทพี่ ลเมอื ง สค31002 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 2. หลกั เกณฑ์การวดั ผล และการใหค้ ะแนนรายวิชา ศาสนาและหน้าท่ีพลเมือง สค31002 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 3. ข้อตกลงเกี่ยวกับหลกั การ ขอ้ ปฏบิ ัตแิ ละกฎระเบียบในการเรยี นการสอนในห้องเรยี น กระบวนการจดั การเรียนรู้ 1. ข้ันกำหนดสภาพปญั หาความต้องการในการเรียนรู้ 1.1 ครกู ล่าวทักทายผเู้ รยี น และแนะนาตวั เอง โดยบอกชอ่ื นามสกุล และชอ่ งทางการติดตอ่ 1.2 ครูสอบถามผู้เรยี นถงึ กิจกรรมทท่ี าในระหว่างปิดภาคเรยี นทผ่ี า่ นมา และนาเข้าสเู่ รื่องทจ่ี ะเรยี น 1.3 ครูแจง้ ให้ผ้เู รียนทราบวา่ ในภาคเรียนนจ้ี ะได้เรยี น รายวิชา ศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมอื ง สค31002 2. ขัน้ แสวงหาขอ้ มลู และจัดการเรียนรู้

2.1 ครูช้แี จงรายละเอยี ดคาอธิบายรายวชิ า ศาสนาและหน้าท่ีพลเมือง สค31002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอน ปลาย ทจ่ี ะเรยี นในภาคเรียนน้ี จานวน 6 เรือ่ ง คือ การฟงั การดู การพดู การอา่ น การเขียน หลกั การใช้ภาษา และ วรรณคดี วรรณกรรม ครูแจ้งตัวชี้วดั และอภปิ รายถงึ เนอื้ หา ทจี่ ะเรยี นร่วมกนั กับผเู้ รยี น 2.2 ครู และผเู้ รยี นตกลงหลกั เกณฑก์ ารวัดผล และการให้คะแนนในสว่ นตา่ ง ๆ รว่ มกัน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อตั ราสว่ นคะแนนระหวา่ งภาคตอ่ ปลายภาค = 60 : 40 เปน็ ดังน้ี 1. คะแนนระหวา่ งเรียน 60 คะแนนแบ่งเก็บ ดงั น้ี 1.1 คะแนนด้านความรู้ 30 คะแนน 1.2 คะแนนดา้ นทกั ษะ (โครงงาน/ช้ินงาน) 20 คะแนน 1.3 คะแนนด้านคณุ ลักษณะท่พี ึงประสงค์ 10 คะแนน 2. คะแนนปลายภาคเรยี น 40 คะแนน ดังน้ี เกณฑก์ ารประเมินผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนดา้ นความรู้ ของผูเ้ รยี นทศ่ี ึกษา หลักสูตรรายวชิ า ศาสนาและ หน้าท่พี ลเมอื ง สค31002 มีดงั นี้ หมายถงึ ผู้เรียนมคี ะแนนสอบปลายภาคเรยี น ตงั้ แต่ 12.00 – 40.00 หรือ รอ้ ยละ 30 ของคะแนนเต็มข้ึน ไป ไมผ่ ่าน หมายถึง ผ้เู รยี นมคี ะแนนสอบปลายภาคเรยี น ตง้ั แต่ 0.00 – 11.99 หรอื ร้อยละ 0.00 – 29.99 ของคะแนนเตม็ ขึ้นไป การตัดสนิ ผลการเรยี น รายวชิ า ศาสนาและหน้าท่ีพลเมือง สค31002 จะนาคะแนนระหว่างภาคมารวมกับ คะแนนปลายภาคเรียน และจะต้องได้คะแนนไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ 50 จึงจะถือวา่ ผ่าน ทั้งนี้ ผู้เรยี นตอ้ งเข้าสอบปลายภาคเรยี นด้วย แล้วนาคะแนนไปเปรียบเทียบกบั เกณฑ์ทีก่ ำหนดใหค้ า่ ระดบั ผลการ เรยี นเปน็ 8 ระดับ ดงั นี้ ได้คะแนนรอ้ ยละ 80 – 100 ใหร้ ะดบั 4 หมายถงึ ดีเยยี่ ม ได้คะแนนรอ้ ยละ 75 – 79 ใหร้ ะดับ 3.5 หมายถงึ ดีมาก ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 70 – 74 ให้ระดบั 3 หมายถงึ ดี คะแนนร้อยละ 65 – 69 ใหร้ ะดบั 2.5 หมายถึง ค่อนข้างดี ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 60 – 64 ให้ระดบั 2 หมายถึง ปานกลาง ไดค้ ะแนนร้อยละ 55 – 59 ให้ระดับ 1.5 หมายถงึ พอใช้ ได้คะแนนร้อยละ 50 – 54 ใหร้ ะดับ 1 หมายถงึ ผ่านเกณฑ์ขนั้ ต่ำท่ีกำหนด ได้คะแนนร้อยละ 0 – 49 ใหร้ ะดบั 0 หมายถงึ ต่ำกวา่ เกณฑข์ ้นั ต่ำทก่ี ำหนด 2.3 ขอ้ ตกลง ขอ้ ปฏิบตั ิ และกฎระเบยี บในการเรียนการสอนในห้องเรยี น ดงั น้ี 1. ผเู้ รยี นต้องเขา้ เรยี นไมต่ ่ำกวา่ 80 เปอร์เซน็ ต์ ของเวลาเรียนทัง้ หมด 2. ผู้เรยี นไม่พูดคุยเสียงดงั หรือสง่ เสียงรบกวนเพือ่ นในเวลาเรียน 3. ผเู้ รยี นต้องเขา้ เรียนให้ตรงเวลา 4. หากมคี วามจาเป็นตอ้ งหยุดเรยี น ตอ้ งขออนุญาตครผู ู้สอนกอ่ นทกุ คร้งั

5. ไมน่ าอาหารมารับประทานในหอ้ งเรียนขณะครสู อน 6. หากมขี อ้ สงสัยขณะเรยี น ใหส้ อบถามครูไดท้ นั ที 3 2.4 ครชู แ้ี จงรายละเอยี ดการพบกลุม่ วนั เวลา สถานทีใ่ หผ้ ้เู รยี นทราบ 3. ขน้ั ปฏบิ ัติ และนาไปประยกุ ตใ์ ช้ 3.1 ครูให้ผู้เรยี นแนะนาตวั ให้ครู และเพอื่ น ๆ ทุกคนในหอ้ งเรยี นไดร้ ู้จัก 3.2 ครูแจกแบบทดสอบก่อนเรยี น รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมอื ง สค31002 ให้ผู้เรยี นทาจากนนั้ ตรวจ แบบทดสอบพรอ้ มบันทึกคะแนนไว้ และรว่ มกนั สรปุ ถงึ การทาแบบทดสอบ กอ่ นเรียน รายวชิ า ศาสนาและหน้าที่ พลเมือง สค31002 4. ข้ันประเมินผลการเรยี นรู้ 4.1 ครูถามผเู้ รยี นเกี่ยวกับเร่อื งท่ีครูกล่าวมาข้างต้น วา่ มีเรอ่ื งอะไรบ้างมรี ายละเอียดทีส่ ำคัญอย่างไร (เรือ่ งที่ จะเรียน หลักเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน กฎระเบียบ ขอ้ ตกลง ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิ กตกิ าในการเรียนการสอน) 4.2 ครถู ามผเู้ รยี นว่าพบกลมุ่ วนั ไหน เวลาไหน และท่ไี หน 4.3 ครซู ักถามผู้เรยี นว่ามีข้อสงสัยหรือไม่ 4.4 ครูมอบหมายให้ผเู้ รยี นศึกษาเรอ่ื งที่จะเรยี นในคร้ังตอ่ ไปลว่ งหน้า (เรือ่ ง การฟัง และการดู) การวัดผลประเมินผล วิธกี ารวดั ประเมนิ จากการสงั เกต การซกั ถาม ตอบคาถาม และแบบทดสอบก่อนเรียน เครื่องมอื ได้แก่ แบบประเมิน และแบบทดสอบกอ่ นเรยี น เกณฑ์การวัด ผา่ น ตอ้ งทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ไดค้ ะแนนไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 50 ของคะแนนเต็ม สอ่ื และแหล่งเรียนรู้ 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น รายวชิ า ศาสนาและหน้าทีพ่ ลเมอื ง สค31002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 2. ใบความรู้ เอกสารประกอบการปฐมนเิ ทศ

บนั ทกึ หลงั สอน 1. ปญั หาหรอื อปุ สรรคในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแกป้ ญั หาหรืออุปสรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรับปรงุ แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ เรื่อง การปฐมนเิ ทศ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื …………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเหน็ ของผนู้ เิ ทศทีไ่ ด้รบั มอบหมายจากผบู้ รหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เห็นของผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ ………………………………………………….

แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ กลุม่ สาระความรู้พนื้ ฐาน รายวิชา ศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมอื ง สค31002 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย แผนการจัดการเรียนรเู้ ร่ืองที่ 2 เรือ่ ง................................ เวลา 6 ช่ัวโมง สอนวันท่ี …….……เดือน …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นท่ี ………ปกี ารศกึ ษา……….. ใบความรูท้ ่ี 1 หนา้ ทช่ี าวพทุ ธ คอื บคุ คลที่นบั ถอื พระพทุ ธศาสนา โดยยึดถือพระรตั นตรัยเปน็ ที่พง่ึ เป็นทร่ี ะลกึ และ ปฏิบตั ติ ามหลกั ธรรมคำสัง่ สอนของพระพุทธเจ้า คนไทยส่วนใหญ่นบั ถอื พระ พทุ ธศาสนา ซ่ึงอาจนับถอื ตามบรรพ บุรุษ หรอื นบั ถอื ด้วยความเลอ่ื มใสศรัทธา ชาวพทุ ธประกอบด้วยบคุ คล 4 จำพวก เรยี นวา่ พุทธ บริษทั 4 ไดแ้ ก่ ภกิ ษุ ภกิ ษณุ ี อุบาสก อุบาสิกา ซงึ่ มหี น้าท่ีหลกั ๆ ดังนี้1.ศกึ ษาหาความรู้เกี่ยวกบั หลกั คำสอน ของพระพุทธศาสนาตามสมควรแก่วยั 2. ปฏิบัติตามหลักคำสอนและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา3. เผยแผห่ ลกั คำ สอนของพระพทุ ธศาสนาดว้ ยวธิ กี ารตา่ ง ๆ4. ปกปอ้ งพระพทุ ธศาสนาไมใ่ หเ้ กดิ ความเส่อื มเสยี หรือถูกทำลาย นอกจากหนา้ ทหี่ ลักดงั กล่าวนี้แล้ว ชาวพทุ ธยังมหี นา้ ท่อี นื่ ๆ อกี ไดแ้ ก่ การเรยี นรวู้ ิถีชีวติ ของพระภกิ ษุ การเป็น เพือ่ นทดี่ ตี ามหลักทิศเบ้อื งซ้ายในทศิ 6 การเขา้ ค่ายคุณธรรม การเขา้ รว่ มพธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนา และการ แสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ การเรยี นรู้วิถชี ีวติ ของพระภิกษุ พระภกิ ษุ หรอื พระสงฆ์ หรือบางทีเรียนกรวมกนั วา่ พระภิกษุ สงฆ์ หมายถงึ สาวกผ้ปู ฏบิ ัตติ ามและสืบทอดคำสง่ั สอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ในพระพทุ ธศาสนา มี 2 ประเภท คือ1. อริยสงฆ์ หมายถงึ พระสงฆท์ ี่ปฏบิ ัตติ ามคำส่งั สอนของพระพุทธเจา้ จนบรรลุธรรมเป็นพระ อรยิ บคุ คล จำแนกได้เป็น 4 ประเภท คอื พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระ อรหันต์2. สมมติสงฆ์ คอื พระภิกษทุ ่บี วชในพระพุทธศาสนาโดยถกู ต้องตามพระธรรมวนิ ัยท่ีพระพุทธองคไ์ ด้ทรง บญั ญัติไว้ ถ้าเปน็ หมูภ่ ิกษุต้ังแต่ 4 รูปข้ึนไป เรยี กวา่ สงฆ์ สมมติสงฆถ์ า้ ได้ศกึ ษาและปฏิบัติชอบตามพระธรรม วนิ ัยจนสามารถละกเิ ลสไดต้ ามลำดบั ก็จะเรียนว่า พระอรยิ สงฆ์ ผู้ท่จี ะมาเปน็ พระภกิ ษใุ นพระพุทธศาสนา ได้ จะต้องผา่ นการบวชท่ีถูกต้องสมบูรณ์ตามขอ้ บญั ญัติของพระธรรมวนิ ัย การบวช คอื การละภาวะจากผู้ครองเรือน มาดำรงภาวะเป็นผู้ไมค่ รองเรอื นทีเ่ รียกวา่ สมณเพศ การบวชเป็นพระภิกษุ ผทู้ จ่ี ะบวชเป็นพระภิกษุได้ ตอ้ งมีอายตุ ง้ั แต่ 20 ปีขนึ้ ไป และมคี ุณสมบัติครบ บรบิ ูรณ์ เราเรียกการบวชนีว้ ่า อปุ สมบท พระภกิ ษุรกั ษาศลี 227 ขอ้ การบวชเป็นสามเณร ผู้ทจี่ ะบวชเป็นสามเณร ตอ้ งมอี ายไุ ม่น้อยกวา่ 7 ปี และรู้เดียงสาพอทจี่ ะรักษาข้ อ ปฏบิ ตั ขิ องสามเณรได้ เราเรยี กการบวชน้ีว่า บรรพชา สามเณรรักษาศลี 10 ขอ้ การบวชเป็นสามเณรนยิ มบวช กันในหมู่ประชาชนบางสว่ น สว่ นการบวชเปน็ พระภกิ ษุ นิยมถือปฏิบตั กิ นั ทัว่ ไปจนกลายเป็นประเพณี ผู้จะบวช เปน็ พระภิกษไุ ดจ้ ะต้องผา่ นการบวชเป็นสามเณรมาก่อน คือ ตอ้ งทำพธิ บี รรพชาก่อนแลว้ จึงทำพิธีอปุ สมบท การ บวชเป็นพระภกิ ษุในพระพุทธศาสนามีประวัติความเป็นมา คอื เร่ิมแรกพระพุทธเจ้าประทานการ บวชแก่พร ะ สาวก ดว้ ยพระวาจาของพระองคเ์ อง เรยี นการบวชแบบน้วี ่า เอหภิ ิกขอุ ุปสมั ปทา ต่อมาพระพทุ ธเจ้าทรงอนุญาต

ให้สาวกอำนวยการบวช ทรงบัญญตั กิ ารบวชโดยเปลง่ วาจาถือพระรัตนตรยั เปน็ สมณะ เรยี กการบวชแบบน้วี ่า ติ สรณคมนูปสมั ปทา ภายหลงั พระพทุ ธเจา้ ทรงอนุญาตใหพ้ ระสาวกอำนวยการบวชแบบทตี่ ้องประชมุ สงฆ์ มกี าร สวดประกาศขอรับความเห็นชอบของสงฆ์ ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน เรียกการบวชแบบนีว้ ่า ญัตติจตุตถกัม อุปสัมปทา และทรงบัญญัติให้นำการบวชแบบท่ี 2 คือ ติสรณคมนูปสัมปทาไปใช้ในการบวชเป็น สามเณร เมื่อบวชแล้ว พระภิกษุกลายเป็นผูไ้ ม่มีบ้านเรือน ที่เรียกว่า อนาคาริก หมายถึง เป็นผู้ไม่อยูท่ ี่ บ้านเรอื น ไมม่ คี วามเกีย่ วขอ้ งกับการอยู่ครองเรือน อาศัยอยู่ตามปา่ ตามเขา หรอื ตามวดั ท่ีมีผสู้ รา้ งถวายมีสิ่งของ เครือ่ งใชต้ ามที่พระวนิ ัยกำหนด เล้ยี งชวี ติ ด้วยการบิณฑบาต คือรบั การบรจิ าคอาหารจากผ้มู จี ิตรศรทั ธา ไมด่ ิน้ รน แสวง ไม่มีฉันก็อดทน วิถีชีวิตของพระภิกษุจึงสงบเสงี่ยม เรียบง่าย สมถะ และสมบูรณ์พร้อมไปด้วย คุณธรรม ความดีงาม นอกจากการดำเนินชีวิตทีเ่ รยี บง่ายและสมณะด้วยอาหารบิณฑบาตท่ีมีผู้บริจาคถวาย แล้ว พระภิกษุจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้แนวทางที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้เป็น กิจวัตร อื่นๆ อีก ไดแ้ ก่ ทำความสะอาด กวาดวัด ปลงอาบตั ิ ทำวัตรสวดมนต์ ภาวนา พจิ ารณาปัจเวกขณ์ อปุ ัฏฐาก พระ อุปัชฌายอ์ าจารย์ บรหิ ารสิ่งของและรา่ งกาย ขวนขวายเรียนธรรมวินยั เอาใจใส่ในส่งิ ของอนั เปน็ ของสงฆ์ และ ดำรงตนใหน้ ่ากราบไหว้ พระภิกษุใดสามารถดำเนินชีวติ ตามแนวทางเหลา่ น้ีได้ครบถว้ นและเครง่ ครดั ก็ย่อมเกิด คุณประโยชนน์ านัปการ ชว่ ยกำจัดกิเลสให้เบาบางลง เปน็ พ้ืนฐานของการปฏิบัติธรรมขนั้ สูงเพื่อกา รหลุดพ้นใน จดุ สงู สุด การเรยี นร้วู ิถีชีวิตของพระภิกษุ นอกจากจะชว่ ยให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตนต่อ พระสงฆ์ได้อย่าถกู ต้องสมกับเป็นชาวพุทธแลว้ ยังจะได้เหน็ แบบอย่างการดำเนินชีวิตท่ีดีงาม เรียบง่ายและมี ประโยชนเ์ ก้อื กูลแกส่ งั คม ซึง่ จะชว่ ยใหเ้ กดิ แรงจูงใจในการทจี่ ะพฒั นาตนใหม้ คี ุณธรรมสูงขึ้นตามไปอกี ด้วย

ใบงานท่ี 1 1. ศาสนาทีร่ ฐั บาลทีใ่ ห้การอปุ ถัมภ์มีกศี่ าสนา อะไรบ้าง *พทุ ธ, ครสิ ต์, อิสลาม, ฮินดู, ซิกซ์ 2. ให้อธบิ ายคำตอ่ ไปนี้ * ศาสดา ผทู้ ีค่ ้นพบศาสนาและเผยแพร่คำสั่งสอน * ศาสนธรรม คำส่ังสอนของแตล่ ะศาสนา * ศาสนสถาน สถานที่อยอู่ าศัยของนักบวช 3. ให้เขียนประวตั ขิ องพระพทุ ธเจ้าโดยสรปุ (รอกอ่ นครับ) 4. วนั วิสาขบูชาตรงกับวนั ใด และมีความสำคญั อยา่ งไร 15 คำ่ เดือน 6 (เดอื นวสิ าขะ) เปน็ วนั ท่ีพระพทุ ธเจ้าประสตู ิ, ตรสั รูแ้ ละปรินพิ พาน 5. วนั มาฆบูชาตรงกบั วันใด และมีความสำคญั อยา่ งไร วนั ข้ึน 15 ค่ำ เดือน 3 \"วนั มาฆบูชา\" เปน็ วนั ท่รี ะลกึ ถงึ วนั ที่พระพุทธเจ้า ทรงประทานโอวาทปาฏโิ มกขแ์ ก่มหาสงั ฆสันนบิ าตในมณฑล วดั เวฬวุ นั มหาวหิ าร ซง่ึ ในวนั นน้ั มีเหตกุ ารณส์ ำคญั เกิดขึ้น 4 ประการคอื 1. พระสงฆ์ 1,250 รปู กลับมาเฝา้ พระพทุ ธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกนั โดยมิไดน้ ัดหมาย 2. พระสงฆท์ ั้งหมดลว้ นเป็นเอหภิ กิ ขทุ พ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงบวชใหด้ ว้ ย พระองคเ์ องทั้งสน้ิ ซึง่ เรียกว่า เอหภิ กิ ขอุ ปุ สัมปทา 3. พระสงฆท์ งั้ หมดล้วนเป็นพระอรหันต์ คอื ผไู้ ด้อภญิ ญา 6 ข้อ 4. วนั ทพี่ ระสงฆ์ท้งั หมดมาชุมนมุ กนั นตี้ รงกบั วนั เพ็ญเดอื นมาฆะ (วนั ขึน้ 15 คำ่ เดือน 3) 5. ปัญจวคั คยี ์ ประกอบดว้ ยบคุ คลใดบา้ ง *โกณฑัญญะ, วัปปะ, ภัททยิ ะ, มหามานะ, อัสสชิ

บันทกึ หลังสอน 1. ปญั หาหรอื อุปสรรคในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแก้ปัญหาหรอื อุปสรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรบั ปรงุ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เรื่อง การปฐมนเิ ทศ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ…………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเห็นของผนู้ เิ ทศท่ไี ดร้ บั มอบหมายจากผูบ้ รหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง…………………………………………………. ความคิดเห็นของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ ………………………………………………….

แผนการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ กลมุ่ สาระความร้พู ้ืนฐาน รายวิชา ศาสนาและหน้าทพี่ ลเมอื ง สค31002 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย แผนการจดั การเรียนรู้เร่อื งที่ 3 เรื่อง................................ เวลา 6 ชั่วโมง สอนวนั ท่ี …….……เดือน …………………พ.ศ.………......... ภาคเรียนที่ ………ปกี ารศึกษา……….. ใบความรู้ท่ี 2 ศาสนพธิ ี คือ พิธกี รรมทีม่ ขี ้ึนเพื่อเปน็ แบบแผนในการประพฤติปฏบิ ตั ิของพุทธศาสนกิ ชนเพ่ือแสดงออกถงึ ความเชอื่ ทางพุทธศาสนา การประพฤติปฏบิ ัติศาสนพิธี ต้องทำอยา่ งถกู ต้องเป็นระเบียบ เกดิ ความสบายใจ ทำ ให้ผปู้ ฏบิ ัตเิ ปน็ คนดีเปน็ แบบอย่างท่ีดไี ด้ ๑. ประเภทของศาสนพิธี ศาสนพธิ ีในทางพทุ ธศาสนาแบ่งไดห้ ลายประเภท ตามความต้องการของผูท้ จี่ ะศกึ ษาวา่ จะศกึ ษาในแนวใด เชน่ แบง่ เปน็ งานมงคลกบั งานอวมงคลหรอื งานศาสนพิธีสำหรับพระสงฆก์ บั งานศาสนพธิ ีของประชาชน ๑.๑ ศาสนพธิ ใี นงานมงคลกับงานอวมงคล มวี ธิ กี ารดงั นี้ ๑.๑.๑ ศาสนพธิ ีในงานมงคล คือ การทำบุญเลีย้ งพระในงานมงคล เพือ่ ใหเ้ กิด ความสขุ ความ เจรญิ เช่น ทำบุญวนั เกดิ ขน้ึ บ้านใหม่ แต่งงาน อุปสมบท ฉลองกิจกรรมตา่ ง ๆ เปน็ ต้น ๑.๑.๒ ศาสนพธิ ีในงานอวมงคล คือ การทำบุญทเ่ี ก่ยี วกับการตาย หรือทำในสิ่งทค่ี ดิ วา่ รา้ ยใหก้ ลายเปน็ ดี เช่น ทำบญุ หนา้ ศพ ๗ วนั ๕๐ วัน ๑๐๐ วนั ทำบญุ อฐั ิ ทำบญุ อสนุ ิบาต (ฟ้าผ่า) สัตว์ไม่เป็นมงคลข้ึน บา้ น เปน็ ตน้ ศาสนพิธีทงั้ ๒ อยา่ งนี้ ตามประเพณนี ิยมในพระพุทธศาสนา มีวธิ ีการที่จะตอ้ งจัดเตรียมการหลาย อย่าง ดงั นี้ (๑) การนมิ นตพ์ ระ งานมงคลจะนมิ นตพ์ ระสงฆม์ าเจรญิ พระพทุ ธมนต์ ๕ รูป ๗ รปู ๙ รูป นอกจากงาน มงคลสมรสจะนิมนตพ์ ระมาเป็นคู่ สว่ นงานอวมงคล จะนมิ นต์ พระสงฆ์มาโดยใชค้ ำวา่ ขออาราธนาสวดพระ พุทธมนต์ นยิ มใชพ้ ระ ๔ รปู ๘ รูป ๑๐ รปู เป็นต้น (๒) การจัดสถานที่ ควรดูแลบรเิ วณที่มีงานใหส้ ะอาดเรยี บร้อย สำหรับทีพ่ ระสงฆ์ควรปูลาดอาสนะใหส้ ูง กว่าผู้เข้าร่วมพธิ ี โดยการยกให้สูงขน้ึ ปเู สื่อปูผา้ กไ็ ด้ (๓) การตงั้ โตะ๊ หมู่บชู า นยิ มใหพ้ ระพุทธรูปต้งั อย่ดู ้านขวาของพระสงฆห์ ันพระพักตรอ์ อกทางเดยี วกับ พระสงฆ์ (๔) การจัดเครือ่ งสักการะบูชา มกี ารเชิญพระพุทธรูปมาตง้ั บนโตะ๊ หมบู่ ชู าให้เหมะสมสวยงามถูกตอ้ งตาม พิธีการ (๕) เตรียมภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์ จะใช้บาตรหรือหมอ้ น้ำมนตห์ รือขนั นำ้ พานรองกไ็ ด้ แตไ่ ม่ควรใช้ขนั เงินหรอื ขนั ทองเพราะไม่ควรแกก่ ารจับต้องของพระสงฆ์ ใส่น้ำสะอาดไวพ้ อเหมาะ มเี ทียนขี้ผึ้งวางไวบ้ นฝาภาชนะ

และมเี คร่ืองปะพรมน้ำพระพุทธมนต์ ซ่ึงนิยมใชห้ ญ้าคามามดั เป็นกำหรือจะใช้อย่างอนื่ แทนกไ็ ดแ้ ล้วแต่เหมาะสม (๖) การโยงดว้ ยสายสญิ จน์ ให้โยงจากซา้ ยไปขวาของสถานทห่ี รอื วตั ถุ เช่น รอบบา้ น รอบรว้ั แลว้ โยง มาทฐ่ี านพระพุทธรูปบนโต๊ะบูชาต่อมาที่ภาชนะสำหรบั ทำน้ำมนตแ์ ล้ววางไว้บนพาน (๗) การตอ้ นรบั พระสงฆ์ เม่ือพระสงฆ์มาถงึ ก็นมิ นตใ์ ห้พกั ในทีท่ ี่เหมาะสม เตรยี มเครื่อง รับรอง เชน่ นำ้ เยน็ นำ้ ร้อน นำ้ ชา ตามโอกาส (๘) การดำเนนิ การ เม่ือพร้อมแล้ว เจ้าภาพก็จดุ เทียน จดุ ธูปทโี่ ตะ๊ บชู า แล้วเริม่ อาราธนาศลี รับ ศลี อาราธนาพระปริตร พระสงฆส์ วดมนต์ จนกระทั่งทำนำ้ มนต์ (๙) การถวายภตั ตาหาร เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารแก่ พระสงฆ์ เสรจ็ แล้วถวาย ไทยธรรม พระสงฆ์อนโุ มทนา ผู้รว่ มพธิ ีกรวดนำ้ อทุ ศิ สว่ นกศุ ลทไ่ี ดท้ ำ พระสงฆป์ ะพรมนำ้ พระพทุ ธมนต์ เปน็ อัน เสร็จพิธี ๑.๒ ศาสนพธิ สี ำหรบั พระสงฆก์ ับพทุ ธศาสนกิ ชน มีรายละเอยี ดดงั นี้ ๑.๒.๑ ศาสนพิธสี ำหรับพระสงฆ์ หมายถงึ พธิ ีกรรมที่พระสงฆ์จะต้องปฏิบตั ิตาม พระธรรม วินัย เช่น พิธีอุปสมบท พิธีกฐิน พธิ ีในวนั สำคัญทางพทุ ธศาสนา การทำสังฆกรรมต่าง ๆ ๑.๒.๒ ศาสนพิธสี ำหรบั พุทธศาสนิกชน เปน็ ระเบยี บแบบแผนท่ีผนู้ ับถอื ศาสนาพทุ ธ จะตอ้ งปฏิบตั ิ ตาม ได้มกี ารจดั หมวดหมู่ไวด้ งั นี้ (๑) กุศลพิธี คือ พิธที ่ีเกี่ยวกับการบำเพ็ญกศุ ลในดา้ นต่าง ๆ ไดแ้ ก่ การแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ การ รักษาอุโบสถศีล การเวยี นเทยี น การสวดมนตไ์ หวพ้ ระ (๒) บญุ พธิ ี คือ การทำบญุ ตามประเพณีนยิ มทง้ั งานมงคลและงานอวมงคล ได้แก่ การทำบญุ เล้ยี งพระ ในงานวันเกิด งานมงคลสมรส การทำบญุ ในงานศพ (๓) ทานพธิ ี คือ การถวายทานแด่พระสงฆ์โดยท่วั ๆ ไป ได้แกก่ าร ถวายสงั ฆทาน การถวาย สลากภตั ถวายผา้ ป่า (๔) ปกณิ กพธิ ี คอื พธิ ีทัว่ ๆ ไปท่รี วมไปถงึ รัฐพธิ ีดว้ ย เชน่ การแสดงความเคารพพระสงฆ์ วันเฉลิม พระชนมพรรษา วันปิยมหาราช วนั ฉัตรมงคล เปน็ ต้น ๒ ประโยชนข์ องศาสนพิธี ๒.๑ เปน็ การอนรุ ักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีให้มีสืบไป ๒.๒ เปน็ การปลกู ฝังให้คนรนุ่ ใหมไ่ ด้เข้าใจหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ๒.๓ ทำใหเ้ กิดความรกั ความสามัคคขี ้ึนในหมคู่ ณะทร่ี ่วมทำพิธกี ัน ๒.๔ เปน็ สิง่ ชกั นำใหพ้ ุทธศาสนกิ ชน เวน้ จากการทำช่วั ทำความดีมีจิตใจผ่องใส ๒.๕ แสดงถึงความรว่ มมอื ความเจริญทางจติ ใจของคนในสังคม ๒.๖ เกดิ ความสุขใจ อมิ่ เอมใจและเปน็ แบบอย่างในการดำเนนิ ชีวติ ของผูป้ ระพฤตปิ ฏิบัติ ๓ คณุ ลกั ษณะของการประกอบศาสนพิธี ๓.๑ มีวัตถปุ ระสงค์ทท่ี ำให้เกิดความสงบสุข เกิดความเรียบร้อย ในสังคมผปู้ ฏิบัติเกดิ ความสขุ เกดิ กุศล ๓.๒ มีเปา้ หมาย เพือ่ ใหเ้ กดิ ความสามคั คใี นสงั คม เกิดความรว่ มมือร่วมใจในการทจ่ี ะใหพ้ ุทธศาสนาคง

อยู่และสบื ทอดต่อไป ๓.๓ มีกระบวนการที่เรียบงา่ ย ไม่ฟมุ่ เฟือยยุ่งยากทุกคนยอมรบั ทีจ่ ะปฏบิ ัติได้ ๔. เคร่อื งสกั การะบชู าพระรัตนตรยั ในการประกอบศาสนพธิ ี เครอ่ื งบูชาพระรัตนตรยั ในการประกอบศาสนพธิ ที างพระพุทธศาสนา มี ๓ อย่างคอื ๔.๑ ธูป สำหรับบชู าพระพุทธเจา้ นยิ มจุดบชู าคร้งั ละ ๓ ดอก โดยมีความหมายว่า พระพทุ ธเจา้ ทรงมี พระคณุ อันยิ่งใหญ่ ๓ ประการคอื มพี ระปญั ญาธคิ ณุ พระบริสุทธคิ ณุ พระมหากรณุ าคุณ ธูปสามดอกจึงบชู าแทน พระคณุ ท้งั หมด ลกั ษณะของธูปต้องมีกลิ่นหอม แต่เปน็ กลน่ิ หอมที่ทำให้กิเลสยุบตวั ลง จิตใจสงบไม่ฟงุ้ ซา่ น ธูป หมดแลว้ ก็ยังมกี ล่ินอบอวล เปรยี บเหมอื นกับ พระพุทธคณุ ของพระพุทธเจ้าที่ยังอยใู่ นจิตใจของบุคคลมาถงึ ทุกวนั นี้ ๔.๒ เทียนสำหรับบูชาพระธรรม จะนิยมใช้จดุ ครัง้ ละ ๒ เล่ม โดยมคี วามหมายว่า พระธรรมคำส่งั สอน ของพระพทุ ธเจา้ มี ๒ ประเภท คือ พระวินยั สำหรับฝึกหัดกาย วาจา ให้เปน็ ระเบยี บเรียบร้อยและพระธรรม สำหรบั อบรมจติ ใจ ให้สงบระงบั ความชวั่ ทุจรติ ทกุ ประการ เทยี น ๒ เล่มจะบชู าพระวนิ ัย ๑ เล่มและพระธรรม ๑ เล่ม เทียนท่บี ชู าควรมลี กั ษณะเล่มใหญ่เหมาะกบั พธิ ีการเพราะแสงสวา่ งจากเทยี นเปน็ เสมอื นพระธรรมคำสง่ั สอน ของพระพทุ ธองค์ ที่ให้ปราศจากความ ๔.๓ ดอกไม้สำหรบั บูชาพระสงฆ์ มีความหมายว่า ดอกไมน้ านาท่ีมอี ยตู่ ามธรรมชาตกิ ็จะสวยงามตาม สภาพน้นั ๆ เม่ือนำมาจัดสรรตบแต่ง ก็จะมีระเบียบสวยงามข้นึ เปรยี บไดก้ ับ พระสงฆเ์ ม่ือยงั เปน็ คฤหสั ถ์ กม็ ี กริยามารยาทตามฐานะตามตระกูล แตเ่ มือ่ มาบวชในพุทธศาสนาแลว้ พระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงวางพระธรรมวนิ ัยไว้ เปน็ แบบแผนให้ประพฤติปฏิบัติ พระสงฆ์ทกุ รูปจึงตอ้ งประพฤติปฏิบตั ิอยูใ่ นรูปแบบเดยี วกนั จนเกดิ ความเปน็ ระเบียบเรยี บร้อย นา่ เคารพ น่าบูชา เชน่ เดยี วกบั ดอกไมท้ ีจ่ ดั สรรแลว้ ฉันนั้น ดอกไม้ทใี่ ชบ้ ูชาพระสงฆ์ นิยมใช้ ดอกไม้ทีม่ ีลักษณะสสี วยมกี ลิ่นหอมและกำลังสดชนื่

ใบงานที่ 2 1. พระไตรปิฎก หมายถงึ อะไร และแบง่ ออกเป็นก่ีหมวดอะไรบา้ ง *หมายถึง ที่รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้เปน็ หมวดหมูไ่ ม่ให้ กระจดั กระจาย แบง่ เป็น 3 หมวด คอื พระวินยั ปฎิ ก, พระสตุ ตันตปฎิ ก, พระอภธิ รรมปฎิ ก 2. สง่ิ ท่ีเป็นทีพ่ ึ่งทีแ่ ท้จรงิ ของชาวพุทธคือสง่ิ ใด * พระรตั นตรยั (พระพทุ ธ, พระธรรม, พระสงฆ์) 3. หลกั ธรรมแห่งความสำเร็จมีชอื่ ว่าอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง * อทิ ธบิ าท 4 ได้แก่ ฉนั ทะ, วริ ิยะ, จิตตะ, วมิ ังสา 4. ทิศ 6 เป็นหลักธรรมท่ีมีความสำคัญอย่างไร และพระพุทธเจา้ *ควรถกู จดั อยใู่ นทศิ ใด ทำให้คนอยู่ร่วมกันพึงพากนั อยา่ งดงี าม , ทิศเบือ้ งขวา 5. หลกั ธรรมของคนดีมีชอื่ ว่าอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง *สปั ปุริสธรรม ได้แก่ ความเปน็ ผู้ร้จู ักเหตุ, ความเปน็ ผ้รู จู้ ักผล, ความเป็นผู้รู้จักตน, ความเป็นผ้รู ู้จักประมาณ, ความเป็นผู้รู้จกั กาล, ความเปน็ ผูร้ ูจ้ ักชมุ ชน, ความเป็นผู้รู้จกั เลือกบุคคล 6. การเจรญิ ภาวนาในพทุ ธศาสนามีก่ีแบบ และแตล่ ะแบบมี *ลกั ษณะสำคญั อย่างไร 2 แบบคอื สมถภาวนา คือ การทำให้จิดต้ังม่ันอยูใ่ นอารมณ์เดยี ว ไมซ่ ุง้ ซา่ น วปิ สั สนาภาวนา คอื การทำจิตให้อยูใ่ นสภาพทน่ี ิ่มนวล เหมาะกับการคิดใครค่ รวญ หาเหตแุ ละผลในสภาวธรรมทง้ั หลาย 7. คำว่า อสิ ลาม มคี วามหมายอยา่ งไร *การสวามิภักด์ิ 8. หลักคำสอนในศาสนาอิสลามมีกขี่ ้ออะไรบา้ ง * 6 ข้อ คือ ศรัทธาในพระเจา้ , ศรัทธาในบรรดามะลาอกิ พห(์ เทวทตู ของพระเจา้ ), ศรัทธาในคมั ภีรอ์ ลั กรุ อาน, ศรทั ธาต่อบรรดาศาสนฑูต, ศรทั ธาตอ่ วันพพิ ากษาโลก, ศรทั ธาในกฎสภาวะของพระเจา้ 9. คำว่า อลั กุรอาน หมายถงึ .... *แนวทางในการดำเนินชีวิตทม่ี นุษย์จะปราศจากมนั ไม่ได้ 10. ศาสนาคริสต์เปน็ ศาสนาแห่งความรัก เพราะเหตใุ ด * พระเจา้ ทรงรักมนษุ ย์ ทรงรกั ประชาชนของพระองค์

บนั ทกึ หลังสอน 1. ปัญหาหรอื อปุ สรรคในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแก้ปญั หาหรอื อปุ สรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรับปรงุ แผนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ เรื่อง การปฐมนิเทศ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เห็นของผ้นู ิเทศทไี่ ดร้ บั มอบหมายจากผบู้ ริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เหน็ ของผ้บู ริหารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ ………………………………………………….

แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ กลมุ่ สาระความรู้พ้ืนฐาน รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ท่พี ลเมอื ง สค31002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการจัดการเรียนร้เู รอื่ งท่ี 4 เรื่อง................................ เวลา 6 ชวั่ โมง สอนวนั ที่ …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นท่ี ………ปกี ารศกึ ษา……….. ใบความรู้ที่ 3 วฒั นธรรม หมายถงึ รปู แบบของกจิ กรรมมนษุ ยแ์ ละโครงสร้างเชิงสญั ลักษณ์ทท่ี ำให้กิจกรรมนั้น เดน่ ชัดและมีความสำคญั วิถกี ารดำเนินชวี ิต ซง่ึ เป็นพฤตกิ รรมและส่ิงทีค่ นในหมูผ่ ลติ สรา้ งขึ้น ดว้ ยการเรียนรู้จากกนั และกนั และร่วมใช้อย่ใู นหม่พู วกของตน วฒั นธรรมส่วนหนึ่งสามารถแสดงออกผา่ น ดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประตมิ ากรรม การละครและภาพยนตร์ แมบ้ างคร้ังอาจมีผู้กล่าวว่าวัฒนธรรมคอื เร่อื งท่ีว่าดว้ ยการบริโภคและสนิ คา้ บริโภค เช่น วัฒนธรรมระดบั สงู วัฒนธรรมระดับต่ำ วัฒนธรรมพน้ื บา้ น หรือวฒั นธรรมนิยม เปน็ ตน้ แต่นกั มานษุ ยวิทยาโดยทวั่ ไปมักกลา่ วถึงวฒั นธรรมว่า มิไดเ้ ป็นเพียงสินค้าบรโิ ภค แตห่ มายรวมถึงกระบวนการในการผลิต สินค้าและการใหค้ วามหมายแก่สินค้าน้ัน ๆ ด้วย ทั้งยงั รวมไปถึงความสมั พันธ์ทางสังคมและแนวการปฏบิ ัติที่ทำให้ วตั ถแุ ละกระบวนการผลิตหลอมรวมอย่ดู ้วยกนั ในสายตาของนกั มานุษยวิทยาจงึ รวมไปถงึ เทคโนโลยี ศลิ ปะ วทิ ยาศาสตร์รวมทง้ั ระบบศีลธรรม วฒั นธรรมในภูมิภาคตา่ ง ๆ อาจไดร้ ับอิทธพิ ลจากการติดตอ่ กบั ภูมิภาคอ่ืน เช่น การเป็นอาณานิคม การค้าขาย การยา้ ยถิน่ ฐาน การสอ่ื สารมวลชนและศาสนา อีกทัง้ ระบบความเชอ่ื ไมว่ ่าจะ เป็นเรื่องศาสนามีบทบาทในวัฒนธรรมในประวตั ิศาสตร์ของมนุษยชาติมาโดยตลอด ประเภทของวัฒนธรรม วัฒนธรรม แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื วฒั นธรรมทางวตั ถุ คือ เครอ่ื งมอื เครือ่ งใช้ ทม่ี นุษยใ์ ช้ในชีวิตประจำวันเพ่ือความสุขทางกาย อนั ได้แก่ ยานพาหนะ ทีอ่ ยูอ่ าศยั ตลอดจนเครอื่ งปอ้ งกนั ตัวให้รอดพน้ จากอนั ตรายทั้งปวง วัฒนธรรมทางจติ ใจ เปน็ เรื่องเกี่ยวกับเครอื่ งยดึ เหน่ยี วจิตใจของมนุษย์ เพ่อื ให้เกดิ ปัญญาและมีจิตใจที่งดงาม อัน ไดแ้ ก่ ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม คตธิ รรม ตลอดจนศิลปะ วรรณคดี และระเบียบแบบแผนของขนบธรรมเนียม ประเพณี[1] นักมานุษยวิทยาสว่ นใหญ่มักใชค้ ำ \"วัฒนธรรม\" ไปในเชงิ ของวิสัยสามารถของคนทว่ั ไปในการบ่งช้ี จดั หมวดหมู่และ ส่ือถงึ ประสบการณข์ องตนในลกั ษณะเชิงสัญลักษณ์ คนเราใช้วสิ ยั สามารถดังกล่าวสำหรับบ่งชเี้ ร่อื งราวและส่งิ ตา่ งๆ ทีเ่ กดิ ในหมมู่ นษุ ย์ด้วยกนั มานานมากแล้ว อย่างไรกต็ าม นักวานรวิทยาหรอื ไพรเมตวทิ ยากไ็ ดบ้ ง่ ชี้ลกั ษณะวัฒนธรรม ดงั กล่าวในวานรหรือไพรเมตซ่งึ เป็นกลุม่ สตั วท์ ี่มีสายพนั ธุใ์ กล้ชิดกับมนุษยม์ ากที่สดุ มานานแลว้ เชน่ กนั [2] และโดยนัก โบราณคดีจะมุ่งเฉพาะไปทีว่ ฒั นธรรมที่เป็นเร่อื งราวเท่าน้นั (ซากเรือ่ งราวทเี่ กิดจากกจิ กรรมของมนุษย)์ ขณะเดยี วกนั นักมานษุ ยวิทยาสังคมก็มองไปท่ปี ฏสิ มั พนั ธ์ของสังคม สถานภาพและสถาบัน สว่ นนักมานษุ ยวิทยา วฒั นธรรมก็เนน้ ที่บรรทดั ฐานและคณุ ค่า

การแบง่ แยกแนวกนั น้ี แสดงให้เหน็ ถงึ เงอื่ นไขทแี่ ตกตา่ งกนั ท่ขี ้นึ อยกู่ ับงานท่ีต่างกันของนกั มานษุ ยวิทยา และความ จำเปน็ ทีจ่ ะต้องมงุ่ เน้นจุดการวจิ ัยที่ตอ้ งชดั เจน จงึ ไม่จำเป็นว่าจะเป็นการสะท้อนถงึ ทฤษฎขี องวฒั นธรรมซง่ึ ย่อม แตกต่างไปตามเชิงของเรือ่ งราว เชงิ สงั คม และเชงิ บรรทดั ฐาน (norm) รวมท้งั ไม่จำเป็นตอ้ งสะท้อนถงึ การแข่งขัน กนั เองในระหว่างทฤษฎตี า่ ง ๆ ของวัฒนธรรม แนวความคิดท่ีเกย่ี วข้องกับวฒั นธรรม วัฒนธรรม \"ฟาร์ฮาง\" นับเป็นจุดรวมของอารยธรรมอหิ รา่ น จิตรกรรมนักดนตรสี ตรชี าวเปอร์เซยี จาก \"พระราชวงั สรรค์ 8 ช้ัน\" ศลิ ปะอยี ปิ ต์โบราณ คำว่า \"วัฒนธรรม\" ในภาษาไทย มาจากคำสองคำ คำวา่ \"วัฒน\" จากคำศพั ท์ วฑฒฺ น\" ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ความเจรญิ สว่ นคำว่า \"ธรรม\" มาจากคำศัพท์ \"ธรมฺ \" ในภาษาสนั สกฤต หมายถงึ ความดี เม่อื นำสองคำมารวมกันจงึ ไดค้ ำวา่ \"วฒั นธรรม\" หมายถงึ ความดีอนั จะกอ่ ใหเ้ กิดความงอกงามที่เปน็ ระเบียบเรยี บร้อย[3] พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ไดใ้ หค้ วามหมายของวัฒนธรรมไวว้ า่ เปน็ \"ส่ิงทท่ี ำใหเ้ จริญงอกงามแกห่ มูค่ ณะ, วถิ ี ชีวติ ของหมคู่ ณะ , ในพระราชบญั ญัตวิ ัฒนธรรม พ.ศ. 2485 หมายถงึ ลกั ษณะที่แสดงถงึ ความเจรญิ งอกงาม ความ เป็นระเบยี บเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ และศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน, ทางวิทยาการ หมายถงึ พฤตกิ รรมและสิ่งทีค่ นในหมผู่ ลิตสร้างขึ้นดว้ ยการเรียนรจู้ ากกันและกัน และรว่ มใชอ้ ยใู่ นหมขู่ องตน\"[4] แตใ่ น พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้นยิ ามไวว้ ่า \"สงิ่ ทีท่ ำความเจรญิ งอกงามใหแ้ ก่หมคู่ ณะ เชน่ วัฒนธรรมพนื้ บ้าน วัฒนธรรมชาวเขา\" คำวา่ \"วฒั นธรรม\" ในภาษาไทยตามความหมายน้ีใกล้เคียงกับคำวา่ \"อารย ธรรม\" (ดู #วัฒนธรรมในเชงิ ของอารยธรรม)สว่ นคำวา่ \"culture\" ในภาษาอังกฤษ ทแี่ ปลว่าวัฒนธรรมน้ัน มาจาก ภาษาละตนิ คำว่า \"cultura\" ซึ่งแยกมาจากคำ \"colere\" ทแี่ ปลวา่ การเพาะปลกู [5] ส่วนความหมายทวั่ ไปในสากล หมายถงึ รปู แบบของกิจกรรมมนษุ ยแ์ ละโครงสร้างเชิงสญั ลกั ษณ์ทท่ี ำให้กจิ กรรมนน้ั เด่นชัดและมีความสำคัญ

มกี ารกล่าวถึงวัฒนธรรมวา่ เป็น \"หนทางทงั้ หมดแห่งการดำเนินชีวติ \" ซง่ึ รวมถึงกฎกติกาแหง่ กิรยิ ามรรยาท การแตง่ กาย ศาสนา พิธกี รรม ปทัสถานแหง่ พฤตกิ รรม เช่น กฎหมายและศลี ธรรม ระบบของความเชือ่ รวมทง้ั ศิลปะ เชน่ ศิลปะการทำอาหาร[6] การนิยามท่หี ลากหลายน้ีสะทอ้ นให้เห็นถึงความแตกต่างของทฤษฎีท่ีจะทำใหเ้ กิดความเข้าใจ หรือทำใหเ้ กิดเกณฑ์ เพือ่ ใช้ในการประเมนิ กจิ กรรมของมนษุ ย์ โดยในปี พ.ศ. 2414 เอด็ เวิรด์ เบอร์เนต ไทเลอร์ ได้พรรณนาถึงวัฒนธรรม ในมมุ มองดา้ นมานุษยวิทยาสังคม ไว้วา่ \"วฒั นธรรม หรือ อารยธรรม หากมองในเชงิ ชาตพิ นั ธุ์วรรณนาอย่างกว้าง ๆ กค็ อื ความทบั ซอ้ นกนั ระหว่างความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ ศีลธรรม กฎหมาย ประเพณีและสมรรถนะอ่นื ทีม่ นุษย์ ต้องการแสวงหาเพอ่ื การเป็นสมาชิกของสังคม\"[7] เมื่อปี พ.ศ. 2543 ยูเนสโก ไดพ้ รรณนาถงึ วฒั นธรรมไว้ว่า \"...วฒั นธรรมควรไดร้ ับการยอมรับวา่ เปน็ ชุดที่เด่นชัดของ จติ วิญญาณ เรอื่ งราว สติปญั ญาและรปู โฉมทางอารมณข์ องสงั คม หรอื กลมุ่ สังคม ซ่ึงไดห้ ลอมรวมเพิม่ เติมจากศิลปะ วรรณคดี การดำเนินชีวติ วถิ ชี วี ิตของการอยู่ร่วมกนั ระบบคุณคา่ ประเพณีและความเชื่อ\"[8] ถึงแมว้ ่าการนยิ ามความหมายคำวา่ \"วัฒนธรรม\" ของทั้งสองจะครอบคลุมแล้ว แตก่ ็ยังไมเ่ พียงพอสำหรับคำว่า \"วัฒนธรรม\" ทม่ี กี ารใชก้ นั อยู่ ในปี พ.ศ. 2495 อัลเฟรด ครเู บอร์ และไคลด์ คลกั คอห์น ได้รวบรวมนยิ ามของคำ \"วฒั นธรรม\" ได้ถงึ 164 ความหมาย ซึ่งได้ตีพิมพล์ งในหนงั สือเรอื่ ง \"วัฒนธรรม: การทบทวนเชงิ วิกฤติว่าด้วยมโน ทัศนแ์ ละนิยาม\" (Culture: A Critical Review of Concepts and Definitions)[9] นิยามดงั กล่าวนี้ และอีกหลายนยิ ามช่วยทำใหเ้ กดิ องคป์ ระกอบของรายการวฒั นธรรม เช่น กฎหมาย เคร่ืองมือสมัย หิน การแต่งงาน ฯลฯ แต่ละอยา่ งน้มี ีการเกดิ และมีความไปเปน็ ชดุ ของมันเอง ซ่ึงจะเกดิ เปน็ ช่วงเวลาในชดุ หน่ึงท่ี หลอมประสานกันแล้วก็ผา่ นออกไปเปน็ ชดุ อย่างอ่นื ในขณะท่ียงั เปน็ ชุด มันก็จะเปล่ียนแปลงไปทำใหเ้ ราสามารถ พรรณนาไดถ้ งึ ววิ ัฒนาการของกฎหมาย เครอื่ งมือฯ และการแตง่ งานดังกลา่ วได้ ดงั น้ัน โดยนิยามแล้ว วัฒนธรรมกค็ ือชดุ ของเรอ่ื งราวทางวัฒนธรรม นน่ั เอง นกั มานษุ ยวทิ ยาเลสลี ไวท์ ตัง้ คำถามไว้ วา่ \"เรอ่ื งราวเหลา่ นน้ั คอื อะไรกันแน่?\" เปน็ เรื่องราวทางกายภาพหรือ? หรือเปน็ เร่ืองราวทางจติ ใจ ทัง้ สองอย่าง? หรอื เป็นอปุ ลักษณ์? ในหนงั สือเรื่อง \"วทิ ยาศาสตรแ์ หง่ วฒั นธรรม\" (Science Of Culture 2492) ไวท์สรปุ วา่ มันคือ เร่ืองราว \"sui generis\" นัน่ คือ การเปน็ ชนดิ ของมันเอง ในการนยิ ามคำวา่ ชนดิ ไวท์มุ่งไปท่ี \"การสร้างสญั ลกั ษณซ์ ึ่ง เป็นประเด็นทไี่ มม่ ผี ู้ใดตระหนกั ถึงมาก่อน ซงึ่ เขาเรียกว่า \"ซมิ โบเลท\" (the symbolate) คอื เรอื่ งราวทีเ่ กิดจากการ กระทำทสี่ รา้ งสญั ลักษณ์ ดังน้นั ไวทจ์ งึ นยิ ามวา่ \"วฒั นธรรม คอื ซมิ โบเลทในเชงิ ของบริบทนอกกาย\"[10] คำสำคญั ของนิยามนี้จึงไดแ้ ก่การคน้ พบซมิ โบเลทนนั่ เอง ในการใฝห่ านยิ ามทใี่ ชก้ ารได้ นักทฤษฎสี ังคมชื่อ ปีเตอร์ วอลเตอร์ กลา่ วงา่ ย ๆ วา่ วัฒนธรรมเปน็ \"การแลกเปล่ยี น เค้ารา่ งของประสบการณ์\"[11] ซึ่งรวมถึงแตไ่ มจ่ ำกัดเฉพาะ ภาษาศาสตร์ ศิลปะ ศาสนาและอน่ื ๆ รวมท้ัง นิยามกอ่ นๆ [แก้] วัฒนธรรมในเชงิ ของอารยธรรม ในปัจจบุ นั คนจำนวนมากมีความคิดทางวฒั นธรรมที่พฒั นามาจากวฒั นธรรมของยุโรปชว่ งครสิ ต์ศตวรรษที่ 18 และ ต้นคริสตศ์ ตวรรษท่ี 19 (ประมาณระหวา่ ง พ.ศ. 2244 – พ.ศ. 2373) ซงึ่ ประมาณไดว้ ่าตรงกบั แผน่ ดินสมเด็จพระ นารายณม์ หาราช ถงึ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั วฒั นธรรมทพ่ี ัฒนาในช่วงระหว่างนเี้ นน้ ถงึ ความไม่ เทา่ เทียมกันทางสังคมในยุโรปเองและในระหวา่ งประเทศมหาอำนาจกับประเทศอาณานิคมทัว่ โลกของตน ใชต้ ัวบง่ ช้ี

วัฒนธรรมดว้ ย \"อารยธรรม\" แยกความเปรยี บต่างของวฒั นธรรมดว้ ย \"ธรรมชาติ\" และใชแ้ นวคิดนม้ี าเปน็ ตวั ช้วี ดั วา่ ประเทศหรอื ชาติใดมีอารยธรรมมากกว่าชาติใด บุคคลใดมวี ัฒนธรรมมากน้อยกวา่ กัน ดงั น้ัน จงึ มนี ักทฤษฎี วัฒนธรรมบางคนพยามยามที่แยกวัฒนธรรมมวลชน หรือวัฒนธรรมนยิ มออกจากการนิยามของวฒั นธรรม นัก ทฤษฎี เช่น แมททวิ อาร์โนลด์ (พ.ศ. 2365 - พ.ศ. 2341) มองวา่ วฒั นธรรมเป็นเพยี ง \"ความคิดและการพูดทด่ี ที ่ีสุด ท่ไี ดเ้ กิดขนึ้ มาบนโลก\"[12] อาร์โนลดไ์ ด้แยกแยะใหเ้ ห็นความแตกต่างของวัฒนธรรมมวลชนกับความวุน่ วายในสังคม และอนาธปิ ไตย ในแนวนีว้ ฒั นธรรมจะเช่ือมโยงเป็นอยา่ งมากกับการงอกงามของวฒั นธรรม นัน่ คือ การปรุงแตง่ ที่ ก้าวไปขา้ งหน้าของพฤติกรรมมนษุ ย์ อาร์โนลด์เนน้ การใชค้ ำนีอ้ ย่างคงเส้นคงวา ว่า \"...วัฒนธรรม คือ การไล่ตามหา ความสมบูรณ์สดุ ยอดดว้ ยการเรยี นรใู้ นทุกเรอ่ื งทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั เรา นนั่ คือสิง่ ทดี่ ที ี่สดุ ท่ไี ด้รบั การคดิ และพูดขึน้ ในโลก\" [12] ศลิ ปะของ \"วฒั นธรรมขัน้ สงู \": ภาพเขียนโดย เอ็ดการ์ เดอกาส ในทางปฏบิ ตั ิ วฒั นธรรมเกยี่ วข้องกับกิจกรรมช้ันสูง เชน่ พิพิธภัณฑ์ประเทอื งปัญญา ศลิ ปะและดนตรีคลาสสกิ และ ยงั เป็นคำทพี่ รรณนาถงึ ผูร้ ู้และการเข้าไปมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมเหลา่ นี้ นี่คือ กิจกรรมทเ่ี รยี กวา่ \"วัฒนธรรมขน้ั สูง\" เป็นวฒั นธรรมของสังคมกลุ่มชนชัน้ กมุ อำนาจ[13] ท้ังนเ้ี พื่อให้เหน็ ถึงความแตกตา่ งกับ \"วัฒนธรรมมวลชน\" หรือ \"วัฒนธรรมประชานิยม\" นับจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา (พ.ศ. 2344) นักวจิ ารณ์สงั คมเรม่ิ ยอมรบั ถึงความแตกตา่ งของ \"วฒั นธรรม สงู สุด\" และ \"วัฒนธรรมตำ่ สุด\" ดงั กล่าวมาแลว้ แต่ก็ไดย้ ำ้ ให้เห็นถงึ การปรงุ แต่งและความละเอียดซับซ้อนวา่ เป็น วัฒนธรรมท่มี ีการพัฒนาท่ีวบิ ตั ิและไม่เปน็ ธรรมชาติ บดบังและบิดเบือนความเป็นธรรมชาตแิ ทข้ องมนุษย์ และในแง่ น้ี ดนตรีพ้ืนบา้ น (ทีแ่ ตง่ โดยชนชน้ั แรงงาน) แสดงออกอยา่ งเปดิ เผยหมดเปลือกถึงวถิ กี ารดำรงชีวิตทเี่ ปน็ จรงิ และวา่ ดนตรคี ลาสสกิ ดูเป็นเปลอื กผิวเผนิ และกำลังถดถอยลงในแง่การดำรงชีวติ จรงิ และกเ็ ช่นเดียวกนั มมุ มองนีไ้ ดพ้ รรณา ให้เห็นถงึ คนพืน้ เมืองในฐานะของ \"คนเถอ่ื นใจธรรม\" (Noble savage) ที่ดำรงชีวติ อยา่ งไร้มลทิน ไม่ประณีตซบั ซอ้ น และไมว่ ิบัตจิ ากระบบชนชนั้ นายทนุ ของโลกตะวนั ตก ปัจจุบนั นกั วิทยาศาสตรส์ ังคมได้ปฏเิ สธแนวคดิ ของ \"วฒั นธรรมเชงิ เอกภาค\" (monadic culture) และสงั คมทตี่ รง ขา้ มกบั ธรรมชาติ พวกเขายอมรบั วัฒนธรรมทไี่ มใ่ ช่วัฒนธรรมช้นั สูงสุดยอดว่าดีเทา่ ๆ กับวัฒนธรรมสุดยอด (รบั วา่ วฒั นธรรมท่ไี มใ่ ชต่ ะวันตกมอี ารยธรรมเท่าเทียมกนั และมองวา่ เป็นวฒั นธรรมเหมอื นกันแต่เปน็ คนละแบบ ดังนั้น นักสงั เกตการณว์ ัฒนธรรมจงึ แยกความแตกต่างของวัฒนธรรมขน้ั สูงของคนชั้นสูงกับวัฒนธรรมประชานยิ มว่า

หมายถึง สนิ ค้าและกิจกรรมท่ผี ลิตเพ่ือวฒั นธรรมและบรโิ ภคโดยมวลชน (เปน็ ที่น่าสังเกตดว้ ยเชน่ ว่าบางคนจำแนก วัฒนธรรมท้ังสูงและตำ่ วา่ เป็นวฒั นธรรมย่อย (subculture) [แก้] วฒั นธรรมในมุมมองของโลก ในยคุ โรแมนติก ผรู้ อบร้ใู นเยอรมัน โดยเฉพาะผหู้ ว่ งใยใน \"ขบวนการรกั ชาต\"ิ เช่น ขบวนการรกั ชาตทิ ่พี ยายามกอ่ ตง้ั ประเทศเยอรมันจากรัฐต่าง ๆ ทตี่ ่างกม็ เี จ้าครองนครอยแู่ ลว้ และกลุ่มผู้รักชาตทิ ี่เปน็ ชนกลุ่มน้อยทพ่ี ยายามต่อต้าน จกั รวรรดิออสเตรีย-ฮงั การี พวกเหล่านมี้ สี ว่ นชว่ ยพัฒนาหัวเรือ่ งวฒั นธรรมมาสู่ \"มุมมองของโลก\" มากข้ึน ในกรอบ แนวคิดลักษณะนี้ มมุ มองโลกทีพ่ งุ่ ไปสู่การจำแนกลกั ษณะของกลุ่มชาติพนั ธุ์ มีความชัดเจนขน้ึ และไมใ่ ห้ความสำคญั ของขนาดกล่มุ ชน แม้จะเป็นแนวคดิ ท่กี ว้างขึน้ แตก่ ็ยังคงเห็นว่ายงั การแบง่ ความแตกต่างระหวา่ งวัฒนธรรม \"อารย ธรรม\" และ วฒั นธรรม \"ด้งั เดิม\" หรือ วฒั นธรรม \"ชนเผ่า\" อยู่ ในปลายครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 19 (ประมาณ พ.ศ. 2420) นกั มานษุ ยวทิ ยา ไดย้ อมรับและปรบั วัฒนธรรม ให้มีนิยามที่ กวา้ งข้นึ ให้ประยกุ ตไ์ ด้กับสงั คมต่าง ๆ ทห่ี ลากหลายไดม้ ากขน้ึ เอาใจใสใ่ หค้ วามสนใจกับทฤษฎีของวิวฒั นาการมาก ข้นึ มกี ารอนมุ าณว่ามนษุ ยท์ ัง้ ปวงวิวัฒนาการมาเทา่ เทยี มกัน และมนุษย์ที่มวี ฒั นธรรมจะต้องเปน็ ผลมาจาก วิวฒั นาการอย่างใดอยา่ งหน่งึ มีการแสดงถึงความลังเลทีจ่ ะใชว้ ิวฒั นาการทางชีววิทยามาใช้อธิบายความแตกตา่ ง ระหวา่ งวฒั นธรรมท่ีมลี กั ษณะเฉพาะที่ต่างกนั ซ่งึ เปน็ แนวทเี่ ป็นการแสดงรปู แบบหรือส่วนหนงึ่ ของสงั คม เปรยี บเทยี บกบั อีกสังคมโดยรวม และแสดงใหเ้ ห็นกระบวนการครอบงำ และกระบวนการต่อต้าน ในชว่ ง พ.ศ. 2494 – พ.ศ. 2503 ไดเ้ ริ่มมกี ารยกเอา \"กลุ่มวัฒนธรรมย่อย\" ทม่ี ีลกั ษณะเด่นเฉพาะท่ีอยู่ภายใต้ วฒั นธรรมท่ีใหญก่ ว่ามาเป็นหวั ขอ้ การศกึ ษาโดยนกั สงั คมวทิ ยา ในคริสตศ์ ตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2444 – พ.ศ. 2543) ไดเ้ กดิ แนวคดิ ทเี่ รียกว่า \"วฒั นธรรมบรรษทั \" (corporate culture) ท่ีเด่นชัดเก่ยี วกบั บรบิ ทของการจ้างงานใน องคก์ ารหรือในทที่ ำงานข้ึน [แก้] วฒั นธรรมในเชงิ สญั ลักษณ์ ภาพจิตรกรรมดอกไม้ ผเี สือ้ และ ประตมิ ากรรมหินโดย เชน็ ฮองซู ศิลปินสมยั ราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 2141 - พ.ศ. 2195)ชาวจีนยกย่องว่าภาพเขยี นจีน คอื องคป์ ระกอบหลักของวฒั นธรรมระดับสูง ในมมุ มองเชงิ สัญลักษณ์ของวัฒนธรรม ผลงานของคลิฟฟอร์ด เกยี รซ์ (พ.ศ. 2516) และวิกเตอร์ เทอรเ์ นอร์ (พ.ศ. 2510) ได้หยิบยกสญั ลกั ษณว์ า่ เปน็ ท้ังการกระทำของ \"นักแสดง\" ในสงั คมและบริบททที่ ำให้การแสดงน้นั มี

ความหมาย แอนโทนี พี โคเฮน (พ.ศ. 2528) เขียนถึง \"เคลอื บเงาสัญลักษณ์\" (Symbolic gloss) ว่าเปน็ ตัวช่วยใหผ้ ู้ แสดงทางสังคมสามารถใชส้ ญั ลักษณท์ วั่ ๆ ไปสื่อและทำความเขา้ ใจระหว่างกนั ในขณะที่ยังคงรักษาสัญลกั ษณ์ เหลา่ นั้นให้คงอย่กู ับความสำคญั และความหมายส่วนบุคคลไว้ได้[14] สัญลักษณ์ช่วยจำกัดขอบเขตความคดิ ทาง วฒั นธรรม สมาชิกของวัฒนธรรมต้องพง่ึ พิงสญั ลกั ษณ์เมอ่ื จะต้องวางกรอบความคดิ และการแสดงออกทางปัญญา ของตน โดยสรปุ สัญลกั ษณท์ ำให้วฒั นธรรมมคี วามเป็นไปได้ แพรห่ ลาย และอา่ นได้ง่าย สัญลกั ษณเ์ ป็น \"สายใยแห่งความมี นยั \" (webs of significance) \" เป็นตัวทำให้ \"ความเปน็ ปกติ ความเป็นอันหนง่ึ อันเดียวกัน และความเป็นระบบ\" เกิดขนึ้ ในกลมุ่ ดังตวั อย่างของ วลที ใี่ ชม้ ากจนเบอื่ หู (Stock phrase หรือ Cliché)[15] ขา้ งลา่ งน้ี \"หยุดเดย๋ี วนี้ ในนามของกฎหมาย!\" - คำพดู ท่ีมาจากบทท่ีนายอำเภอหรือผรู้ ักษากฎหมายใช้ในภาพยนตรค์ าวบอย อเมรกิ ัน กฎหมายและความเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ย – อเมรกิ ัน สันตภิ าพและความเปน็ ระเบียบเรยี บร้อย – ฟลิ ปิ ปินส์ ประชาชนต้องมาก่อน - ไทย[16] วัฒนธรรมในเชิงของกลไกสร้างเสถียรภาพ ทฤษฎีวฒั นธรรมใหม่พิจารณาถงึ ความเป็นไปได้ท่ีว่าตวั วัฒนธรรมเองเป็นผลิตผลของแนวโน้มของ เสถียรภาพทตี่ กทอดมาจากแรงกดดันของวิวัฒนาการที่มีผลไปถึงความคลา้ ยของตนเองและยอมรับตนเองในสงั คม โดยรวม ท่เี รยี กว่า \"เผา่ ชนนิยม\" (Tribalism) วัฒนธรรมและวิวัฒนาการทางจติ วิทยา นักวจิ ัยดา้ น \"จิตวิทยาเชงิ ววิ ัฒนาการ\" โตเ้ ถยี งกนั วา่ จิต คือหนว่ ยสะสางระบบของการรับรูข้ ้อมลู ทาง ประสาทท่เี กดิ จากการคัดเลอื กทางพันธกุ รรมเพื่อปรับใชใ้ นการแกป้ ัญหาของบรรพบุรษุ นานมาแลว้ นักจติ วทิ ยาเชงิ ววิ ฒั นาการมีความเห็นวา่ ความหลากหลายของรูปแบบท่วี ฒั นธรรมของมนษุ ยร์ บั ไวน้ ัน้ ถูกกีดขวางไวด้ ว้ ยกลไกของ กระบวนการประมวลข้อมลู ทีฝ่ งั อยู่ในพฤตกิ รรมของเรา[17] ซึง่ รวมถึงหน่วยมาตรฐานแห่งการรบั ภาษา กลไกในการหลีกเลีย่ งการสมสู่กับญาตสิ นิทกลไกในการตรวจจบั กลโกงความพงึ ใจในการเลือกคู่กับความมีเชาว์ ปัญญากลไกในการเท่ียวคน้ หากลไกในการหาพวกกลไกในการตรวจหาตวั แทนความกลัวและกลไกในการปกป้อง (กลไกในการเอาชีวติ รอด)กลไกเหล่านไ้ี ดร้ ับการวางให้เปน็ ทฤษฎีเพือใชเ้ ปน็ พืน้ ฐานทางจิตวิทยาของวัฒนธรรม เพอ่ื ความเขา้ ใจคำว่าวฒั นธรรมอยา่ งลึกซงึ้ เราจะต้องมีความเขา้ ใจในเง่อื นไขทางชวี วิทยาของความเปน็ ไปได้เสยี ก่อน วฒั นธรรมภายในสงั คม สังคมขนาดใหญม่ ักมี วฒั นธรรมย่อย หรือกลมุ่ ของคนท่ีมีพฤติกรรมและความเชื่อทแ่ี ปลกไปจากสังคมใหญ่ โดยรวมของตน วฒั นธรรมย่อยอาจเดน่ จากอายุของสมาชกิ กลุ่มหรือโดยเช้ือชาติ ชาติพันธ์ุ ชั้นทางสังคมหรือเพศ คุณลักษณะท่ีเป็นตวั บง่ บอกลกั ษณะของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยอาจเป็น สนุ ทรยี ภาพ ศาสนา อาชีพ การเมือง เพศ หรือความสำคญั ขององค์ประกอบเหล่านแ้ี นวทางที่ใชป้ ฏิบัติกบั กลมุ่ ต่างด้าวและวัฒนธรรมของพวกเขามี 4 ทาง ไดแ้ ก่

เอกวฒั นธรรมนิยม (Monoculturalism) : ในประเทศยุโรปบางประเทศ วฒั นธรรมมคี วามผูกพนั อย่าง แนบแนน่ กบั ลทั ธิชาตนิ ยิ ม ดังนัน้ นโยบายของรัฐบาลจงึ ใช้วิธดี ูดกลืนคนต่างดา้ ว แตก่ ารเพ่มิ ขนึ้ ของการยา้ ยถ่นิ ฐาน ในช่วงไม่นานมาน้ี ทำให้หลายประเทศเรมิ่ หันไปใช้แนวทาง \"อเนกวฒั นธรรมนยิ ม\" บ้างแลว้ วฒั นธรรมแกนกลาง (Leitkultur หรือ core culture) : เปน็ แบบจำลองทีพ่ ฒั นาขึ้นในประเทศเยอรมัน เมื่อเร็ว ๆ น้ี โดยบาสซาม ไทไบ แนวคดิ นี้กค็ ือชนกลุ่มน้อยสามารถมีเอกลักษณ์ของตนเองได้ แต่อยา่ งนอ้ ยตอ้ ง สนบั สนนุ แนวคดิ ทเ่ี ป็นแกนกลางของวัฒนธรรมที่กลมุ่ ตนร่วมเป็นส่วนอยู่ หม้อหลอมละลาย (Melting Pot) : ในสหรฐั ฯ มุมมองทีถ่ อื ปฏิบัตกิ ันไดแ้ ก่การเปน็ หม้อหลอมละลาย เป็น ทีซ่ ่ึงวฒั นธรรมของต่างด้าวทยี่ า้ ยถนิ่ เขา้ มาอยู่หลอมรวมและผสมผสานกนั โดยรฐั ไมต่ ้องเข้าไปยุง่ เก่ยี วด้วย อเนกวฒั นธรรมนิยม (Multiculturalism) : ได้แก่นโยบายทค่ี นตา่ งดา้ วทีย่ ้ายถนิ่ เข้ามาใหม่ พงึ สงวนรักษา วัฒนธรรมดั้งเดมิ ของตนไวร้ ว่ มกนั วฒั นธรรมอ่ืนและมปี ฏิสมั พนั ธ์กนั อยา่ งสนั ติ วธิ กี ารท่รี ัฐดำเนนิ การกบั วัฒนธรรมของกลุม่ ต่างดา้ วผ้ยู า้ ยถน่ิ มักไม่ตกอยู่ในแนวทางปฏบิ ัตอิ ันใดอนั หนงึ่ ดังกลา่ ว ข้างตน้ ระดบั ความแตกต่างของวฒั นธรรมย่อยกบั วฒั นธรรมเจา้ ถ่ิน จำนวนผูย้ า้ ยถิ่นเข้า ทศั นคติของประชากรทมี่ ี อยเู่ ดมิ ประเภทของนโยบายของรฐั ที่ใช้และผลสัมฤทธิ์ของนโยบายเหล่าน้ี ประกอบกนั ทำใหย้ ากทจ่ี ะได้ผลลพั ธ์ท่ี เปน็ แบบทั่วไปได้ เช่นเดียวกันกบั วัฒนธรรมยอ่ ยอ่นื ๆ ภายในสงั คม ทัศนคติที่เป็นกระแสรวมของประชากรและการ สื่อความระหว่างกลุ่มวฒั นธรรมตา่ ง ๆ ด้วยกนั ลว้ นมอี ทิ ธพิ ลมากในผลลัพธท์ ไ่ี ด้ออกมา การศกึ ษาวฒั นธรรมต่าง ๆ ในสังคมหน่ึงเป็นเรือ่ งซบั ซอ้ นซึ่งการการวจิ ยั ทข่ี ้ึนอยู่กบั ตัวแปรที่มากมายหลายหลาก วั ฒนธรรมโดยภมู ภิ าค วัฒนธรรมภมู ิภาคจำนวนมากได้รับอิทธพิ ลจากการตดิ ต่อกับภูมภิ าคอืน่ เชน่ การเปน็ อาณานคิ ม การคา้ ขาย การ ย้ายถิน่ ฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนา แอฟริกา แมจ้ ะมตี น้ ตอทแ่ี ตกต่างกัน วฒั นธรรมแอฟรกิ า โดยเฉพาะวัฒนธรรมแถบใต้สะฮาราซึ่งได้รบั การก่อรูปโดยการตก เป็นอาณานิคมของยุโรป และโดยเฉพาะแอฟรกิ าเหนอื ทถี่ กู กอ่ รูปโดยวัฒนธรรมอาหรับและอิสลาม อเมรกิ า

ผชู้ ายชาวโฮปีคนหนึง่ กำลังทอผ้าดว้ ยเครื่องทอพ้นื เมอื งใน วัฒนธรรมของอเมริกาไดร้ ับอทิ ธิพลอยา่ งสูงจากชนพนื้ เมืองท่ีอาศยั ในผนื ทวีปนั้นมานานก่อนท่ีชาวยโุ รปยา้ ยถิน่ เข้า มาอยู่ ผูม้ าจากแอฟรกิ า (โดยเฉพาะสหรฐั ฯ ที่ประชากรชาวแอฟรกิ ัน-อเมรกิ ัน) และจากผอู้ พยพชาวยโุ รปต่าง ๆ โดยเฉพาะชาวสเปน ชาวองั กฤษ ชาวฝรง่ั เศส ชาวโปรตเุ กส ชาวเยอรมนั ชาวไอร์แลนด์ ชาวอติ าลีและชาว ฮอลแลนด์ เอเชีย แมว้ ่าความหลากหลายทางวฒั นธรรมของกลุ่มประเทศเอเซียจะสูงมากก็ตาม แตก่ ็ยังมีอทิ ธิพลของการ เปล่ียนถา่ ยวัฒนธรรมใหเ้ หน็ ไม่น้อย แม้เกาหลี ญป่ี นุ่ และเวยี ดนามไม่ใช้ภาษาจีนในการพูด แต่ภาษาของประเทศ เหล่านกี้ ม็ ีอิทธพิ ลของจนี ท้ังการพูดและการเขียน ดังนนั้ ในเอเซียตะวันออก อักษรจนี จึงไดร้ ับการยอมรบั ว่าเปน็ ตวั กลางของอิทธพิ ล ด้านศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพทุ ธและลทั ธิเต๋า มีผลกระทบสูงต่อวฒั นธรรมประเพณขี อง ประเทศกลมุ่ เอเซยี ตะวนั ออก รวมท้งั การมีลัทธิขงจื๊อผสมปนอย่ใู นปรัชญาทางสังคมและศลี ธรรมของประเทศ เหล่าน้ี ศาสนาฮินดู และ อสิ ลาม ส่งอทิ ธพิ ลทางวฒั นธรรมตอ่ ประชากรในเอเซยี ใต้มานานนบั หลายรอ้ ยปี เช่นเดยี วกนั ที่ ศาสนาพทุ ธแพร่กระจายเป็นอย่างมากในเอเซียตะวนั ออกเฉียงใต้ แปซิฟิก เกอื บทกุ ประเทศในมหาสมทุ รแปซฟิ ิกได้รบั อิทธิพลอยา่ งตอ่ เนื่องจากวัฒนธรรมของชนพื้นถิ่นเดิม แม้จะ ได้รบั ผลกระทบจากอิทธิพลของวัฒนธรรมยุโรปบ้าง โดยเฉพาะฟิลปิ ปินส์ และเกอื บทกุ ประเทศในหมู่เกาะโปลนิ ีเซยี นับถือศาสนาคริสต์ ประเทศอนื่ ๆ เช่นออสเตรเลยี และนวิ ซีแลนด์ถกู ครอบงำโดยผู้อพยพที่เป็นชนผวิ ขาวและ ลูกหลานของพวกชนเหล่านี้ แตถ่ งึ กระน้ันวัฒนธรรมพืน้ ถิ่นออสเตรเลยี และวัฒนธรรมเมารใี นนิวซแี ลนด์กย็ ังปรากฏ ใหเ้ หน็ ชัดเจน ยโุ รป วัฒนธรรมยโุ รปก็เชน่ กนั ที่ได้สง่ อิทธพิ ลอยา่ งกวา้ งขวางออกไปใกลจากผืนทวปี จากการลา่ อาณานคิ ม ใน ความหมายอยา่ งกว้างมักเรียกว่าเปน็ \"วัฒนธรรมตะวนั ตก\" อทิ ธิพลดังกลา่ วนีเ้ หน็ ไดช้ ัดจากการแพร่หลายของ ภาษาองั กฤษ และภาษายโุ รปบางภาษาแม้ไมม่ ากเท่า อทิ ธพิ ลทางวัฒนธรรมสำคญั ทมี่ ตี ่อยุโรปไดแ้ กว่ ัฒนธรรมกรกี โบราณ โรมันโบราณและศาสนาครสิ ต์ แม้อิทิพลทางศาสนาจะจางลงในยุโรปบ้างแล้วกต็ ามแต่ ตะวนั ออกกลางและแอฟรกิ าเหนือ โดยท่ัวไป ประเทศกลุ่มตะวนั ออกกลางมีวัฒนธรรมสำคญั ที่เดน่ ชัดอยู่ 3 ไดแ้ กว่ ัฒนธรรมอารบกิ วัฒนธรรม เปอรเ์ ซยี และวฒั นธรรมตรุ กีซ่ึงตา่ งก็มีอิทธิพลตอ่ กนั และกันในระดับต่างมาตลอดชว่ งเวลาตา่ ง ๆ ทผี่ า่ นมา ภมู ิภาค ทั้งหมดเป็นมุสลมิ แตก่ ม็ คี ริสเตียนและศาสนาของชนกลุ่มนอ้ ยบางศาสนาแทรกอยู่บ้าง วัฒนธรรมอารบิกได้รับอทิ ธพิ ลท่ีลกึ มากจากวฒั นธรรมเปอร์เซยี และตรุ กีผ่านทางศาสนาอิสลาม ระบบการเขยี น ศิลปะ สถาปตั ยกรรม วรรณคดีและอ่ืน ๆ ระยะทางทใี่ กลข้ องอิหร่านสง่ อิทธิพลตอ่ ภูมิภาคท่ีอยใู่ กล้ เชน่ อริ กั และ ตุรกี การสืบย้อนทางภาษาพบไดใ้ นสำเนยี งอาหรบั ในภาษาอริ กั และภาษาคเู วตรวมทัง้ ในภาษาตรุ กี การครอบครอง

ตะวนั ออกกลางท่นี านถงึ 500 ปีของพวกอ๊อตโตมานมีอิทธิพลท่ีรุนแรงมากต่อวัฒนธรรมอาหรับ ซ่ึงอาจแผ่ไปไกล ถึงอลั จีเรียและจะพบอทิ ธพิ ลระดับสงู ท่ีอยี ปิ ต์ อิรกั และลแิ วนต์ (Levant) ในแถบตะวันตกของทะเลเมดเิ ตอรเ์ รเนยี น ระบบความเช่ือ ศาสนาและระบบความเชือ่ อ่ืน ๆ มกั รวมเปน็ ส่วนทแ่ี ยกไม่ได้กับวัฒนธรรม Religion ในภาษาอังกฤษนัน้ มา จากภาษาละตนิ religare มีความหมายว่า \"to bind fast\" หรือ \"การผูกมดั ท่ีแนน่ หนา\" ศาสนามีบทบาทใน วฒั นธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตมิ าโดยตลอด[18] ศาสนามักกำหนดกฎระเบยี บปฏิบตั ิ เชน่ \"บญั ญัติ 10 ประการ\" ในศาสนาครสิ ต์ หรอื \"ศีลหา้ \" ในพระพทุ ธศาสนา ในบางครัง้ กเ็ กยี่ วพันกบั รัฐบาล เชน่ ในระบอบ \"เทวาธปิ ไตย\" (theocracy) รฐั ทปี่ กครองโดยใชห้ ลักศาสนา นอกจากน้ีศาสนายังมีอทิ ธพิ ลอย่างมากต่อศิลปะ ประเพณศี ูนย์ยุโรป ในบางกรณี ประเพณศี ูนย์ยโุ รป (Eurocentric) มีผลตอ่ การแบ่งภมู ิภาคเปน็ ตะวันตกและไมใ่ ช่ ตะวนั ตก ซง่ึ มีขอ้ เสยี อยู่เช่นกัน วัฒนธรรมตะวนั ตก แผ่กระจายจากยุโรปไปถึงออสเตรเลีย แคนาดาและสหรัฐฯ คอ่ นขา้ งเข้มข้น วฒั นธรรมตะวนั ตกไดร้ บั อิทธพิ ลอยา่ งสงู จากกรีกโบราณ โรมโบราณและศาสนาครสิ เตียน วฒั นธรรมตะวนั ตกมีแนวโน้มทีจ่ ะเป็นปัจเจกมากกว่าวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ตะวันตก วฒั นธรรมมองมนษุ ย์ พระเจา้ และ ธรรมชาติหรือจกั รวาลแยกสว่ นมากกว่าวฒั นธรรมท่ีไม่ใชต่ ะวนั ตก วัฒนธรรมตะวนั ตกบง่ ชด้ี ว้ ยความม่ังคง่ั ทาง เศรษฐกิจ การรูห้ นังสือและความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี กลุ่มศาสนาแอบราฮัม (Abrahamic religions) ลทั ธิยูดา นับได้วา่ เปน็ ศาสนาแรกในกลมุ่ เปน็ ลัทธเิ ทวนยิ มทีเ่ ชอ่ื ในพระเจา้ องคเ์ ดียว เป็นศาสนาที่เก่าแก่ ทส่ี ดุ และยังอยูย่ ง่ั ยืนถึงปจั จุบนั [19] คณุ ค่าและประวัตศิ าสตรข์ องชาวยิวนับเป็นสว่ นหลักสำคญั ที่ เปน็ รากฐานของ กลุม่ ศาสนาแอบราฮมั อืน่ เช่นครสิ ตศ์ าสนา ศาสนาอสิ ลาม รวมทงั้ ศาสนาบาไฮ อย่างไรกด็ ี แม้จะมรี ากฐานร่วมจาก แอบราฮมั ด้วยกนั มาแต่โบราณ แต่แต่ละศาสนากม็ คี วามแตกต่างกนั ทางศิลปะทีช่ ดั เจน (ทัง้ ทัศนศิลป์และนาฏศิลป์) ซง่ึ ความแตกต่างนเ้ี นอ่ื งมากจากอทิ ธพิ ลภูมภิ าคทมี่ อี ยู่กอ่ นโดยมีศาสนาเขา้ มาในภายหลังและกลายเป็นศาสนาท่ีเป็น ตวั แสดงลกั ษณะเดน่ ทางวัฒนธรรมในเวลาตอ่ มา ศาสนาครสิ ต์กลายเป็นอิทธิพลแปลงโฉมทส่ี ำคญั ของยุโรปและโลกใหม่ อยา่ งน้อยกเ็ ปน็ เวลานับไดใ้ นช่วง 500 ถึง 1700 ปี มาแลว้ แนวคดิ ทางปรัชญาสมัยใหม่ส่วนใหญ่ได้อิทธิพลจากนกั ปรัชญาครสิ เตยี น เช่น เซนตโ์ ทมัส อาควีนสั และ อีราสมสุ มหาวหิ ารครสิ เตยี นได้รับการยกยอ่ งวา่ เป็นสถาปตั ยกรรมทีส่ ำคัญเชน่ เดยี วกับโบสถโ์ นเตรอะดามใน ปารสี เวลสแ์ คทรีดรัล และโบสถม์ หานครในเมกซโิ กซติ ี อิทธิพลอิสลามเปน็ อิทธพิ ลทีค่ รอบงำภาคเหนอื ของแอฟรกิ า ภมู ภิ าคตะวันออกกลางและตะวันออกกลางเปน็ เวลานานเกอื บ 1,500 ปี บางครัง้ มกี ารผสมผสานกับศาสนาอืน่ บา้ ง อิทธพิ ลอิสลามอาจเห็นไดจ้ ากปรัชญาต่าง ๆ ท่ี หลากหลาย เชน่ อบิ นั บาจจาห์ (Ibn Bajjah) อิบันตูเฟล (Ibn Tufail) อิบันคาหด์ นุ (Ibn Khaldun) และ อะเวอร์ โรส (Averroes) นอกจากนี้ยังมี เรื่องรอ้ ยกรองและวรรณคดี เช่น เฮวี อบิ นั ยักดานห์ (Hayy ibn Yaqdhan) เดอะแมดแมนออฟเลย์ลา (The Madman of Layla) เดอะคอนเฟอเรนซอ์ อฟเดอะเบริ ์ด (The Conference of the Birds) และเดอะมาสวานิ (Masnavi) ในศลิ ปะและสถาปัตยกรรมก็มีอิทธพิ ลอิสลามที่สำคัญเช่น สุเหรา่ อเู มย์

ยาด (Umayyad Mosque) โดมทองแห่งเยรุซาเล็ม (Dome of the Rock) สุเหรา่ ไฟซาล ฮาไกโซเฟยี (ซึ่งเคยเปน็ ทง้ั โบสถ์และสเุ หรา่ ) พรอ้ มท้งั ส่งิ ก่อสร้างแบบสถาปตั ยกรรมสไตล์อาหรบั (Arabesque) อืน่ ๆ ศาสนายูดาและศาสนาบาไฮ ปกตเิ ปน็ ศาสนากลุม่ น้อยอยใู่ นชาติตา่ ง ๆ แต่กย็ ังมีสว่ นทเ่ี ด่นชัดในวฒั นธรรมรวมและ ศาสนารวมของชาตนิ นั้ ๆ บุคคลสำคัญทนี่ ับถือศาสนายดู าซึง่ เปน็ ท่รี ูจ้ กั ไดแ้ ก่ อลั เบิรต์ ไอน์สไตน์ และเฮนรี คิสซงิ เจอร์ นักดนตรี นกั แสดง เชน่ พอลลา อบั ดลุ แซมมี เดวิส จูเนียร์และบอ็ บ ดแี ลน สำหรบั ศาสนาบาไฮทเ่ี ดน่ คือ โบสถบ์ าไฮท่สี วยงาม นักดนตรีเชน่ ดสิ ซกี ิลลสิ ปี และนกั คดิ เช่น อาเลน ลรี อย ลอ็ ก เฟรเดรกิ เมเยอร์และรชิ ารด์ เซนต์บารบ์ เบเกอร์ เป็นตน้ มานุษยวทิ ยาสายหลักมมี มุ มองทางวัฒนธรรมว่าประชาชนจะมีความร้สู ึกตอ่ ตา้ นเม่ือถกู บอกวา่ มีสตั ว์และวญิ ญาณฝัง อยู่ในธรรมชาติของมนษุ ย์[20] [แก้] ศาสนาตะวันออกและปรชั ญา แอกนี, ฮินดู เทพแหง่ เพลิง ปรชั ญาและศาสนามกั จะกลมกลนื ผกู พันเปน็ อันหนึง่ อนั เดียวกนั ในแนวคดิ ตะวันออก ประเพณศี าสนาและปรัชญา ตะวนั ออกหลายกลุ่มมตี น้ ตอมาจากอินเดียและจีนและแผข่ ยายไปทั่วเอเซยี จาก การแพรก่ ระจายทางวฒั นธรรม (cultural diffusion) และการย้ายถ่ินของประชากร ศาสนาฮินดูเป็นบอ่ เกดิ ของพระพทุ ธศาสนา นกิ ายมหายานซ่งึ แพรก่ ระจายขึน้ เหนอื และตะวันออกจากอนิ เดยี สู่ธิเบต จีน มองโกเลีย ญ่ีปุ่นและเกาหลี อ้อมลงใต้จากจนี สู่เวียดนาม พุทธศาสนานิกายเถรวาทแพร่กระจายจากอินเดียส่เู อเซียตะวนั ออกเฉียงใต้ ต้ังแต่ศรลี ังกา บางส่วนทางภาคใตข้ อง จนี กมั พชู า ลาว พม่าและไทย ปรชั ญาอินเดียรวมถึงปรชั ญาฮนิ ดู มอี งค์ประกอบท่ีไมแ่ สวงหาวตั ถุ ในขณะทอี่ กี แนวคดิ หนง่ึ จากอนิ เดยี คือ (Carvaka?) สอนให้แสวงหาความสุขจากโลกวตั ถุ ทงั้ ลัทธขิ งจื๊อและลัทธิเต๋าซ่ึงมีบ่อเกิดในจีนได้มีอิทธิพลฝังลึกทงั้ ใน ศาสนาและแนวคิดทางปรัชญารวมทัง้ ในหลกั การปกครองบ้านเมืองและศลิ ปะไปทว่ั เอเซยี ในช่วงระหวา่ งครสิ ต์ศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2444 – พ.ศ. 2543) สองประเทศทมี่ ีประชากรมากที่สุดในเอเซียที่มคี วาม แตกตา่ งในแนวคิดทางปรัชญาการเมอื งได้เกดิ เป็นรปู เป็นรา่ งขึน้ คานธีใหค้ วามหมายใหมก่ บั คำว่า \"อหงิ สา\" ซ่ึงเปน็

ความเช่ือหลักของทั้งศาสนาฮินดู และศาสนาเชน และได้ปรบั ความหมายใหมม่ าเป็นแนวคดิ \"ความไม่รุนแรง\" (nonviolence) และการไม่ตอ่ ต้าน (nonresistance) ซึ่งกว้างไกลออกไปจากวงกรอบล้อมของอินเดีย ในระยะ เดียวกนั ปรชั ญาคอมมิวนิสต์ของเมาเซตุงได้กลายเปน็ ระบบความเช่ือนอกศาสนาทีม่ ีอำนาจมาก ศาสนาพน้ื บ้าน ศาสนาพืน้ บ้านทน่ี บั ถือโดยชนเผา่ ต่าง ๆ มอี ยทู่ ัว่ ไปในเอเซยี แอฟรกิ าและอเมรกิ า อทิ ธิพลของศาสนา เหล่านมี้ ีมากพอควร ซง่ึ มที ั้งเผยแพรฝ่ งั อยใู่ นวัฒนธรรมและในบางกรณกี ลายเปน็ ศาสนาประจำชาติ เช่นศาสนา ชินโต เชน่ เดยี วกับศาสนาหลกั ตา่ ง ๆ ศาสนาพน้ื บา้ นสามารถตอบสนองความตอ้ งการการปกป้องค้มุ ครองยามมภี ยั ชว่ ยรักษาความเจบ็ ปว่ ย ลา้ งความอับโชคและชว่ ยทำพธิ ีต่าง ๆ รวมท้งั การเปน็ ชอ่ งการเกิดและตายของมนุษย์ ความฝนั อเมรกิ นั \"ความฝนั อเมริกนั \" (The \"American Dream\") เปน็ ความเชือ่ ของชาวอเมรกิ ันจำนวนมาก วา่ ดว้ ยการ ทำงานหนัก กล้าหาญและมคี วามมงุ่ มัน่ โดยไมค่ ำนงึ ถงึ ชนั้ สังคม บคุ คลสามารถบรรลสุ ชู่ วี ติ ที่ดกี วา่ ได้เสมอ[21] ความคิดน้ีมรี ากมาจากความเชือ่ ที่วา่ สหรัฐอเมริกาคือ \"เมืองบนเนินเขา เปน็ แสงทก่ี อ่ ให้เกิดประเทศ\" ซึง่ เป็นคณุ คา่ ที่ยึดถอื โดยชาวยุโรปผอู้ พยพมาตั้งถ่นิ ฐานในยุคแรก ๆ และได้ยึดถอื คุณคา่ นี้สืบมาหลายชวั่ คน[22] แนวคดิ นสี้ ะทอ้ นใหเ้ ห็นวฒั นธรรมอ่ืนดว้ ย เชน่ กรณขี อง \"ความฝันออสเตรเลียอันยง่ิ ใหญ่\" แมจ้ ะสะทอ้ นไปทาง \"การ เป็นเจ้าของบา้ น\" มากกว่า การแตง่ งาน โบสถค์ รสิ เตยี นเกอื บท้ังหมดมกั ใชเ้ ป็นทป่ี ระกอบพธิ ีแตง่ งาน ซึ่งปกตสิ ว่ นหน่งึ ของพธิ มี ักรวมถงึ การปวารณา ที่จะสนบั สนุนโบสถ์ ในการแตง่ งาน ชาวครสิ เตยี นจะมีความสมั พันธ์คขู่ นานไปกับพระเยซูและโบสถ์ของตน ศาสนา คริสตน์ กิ ายโรมันคาทอลกิ มีความเช่ือว่าการหย่าร้างผดิ ศีลธรรม และคหู่ ย่ารา้ งไมอ่ าจแตง่ งานใหมใ่ นโบสถไ์ ด้ หากไม่ ทำพธิ ีลา้ งบาปอย่างเป็นทางการกอ่ น

ใบงานที่ 3 1.คำวา่ ตรเี อกภพ ประกอบดว้ ยสิง่ ใด *พระบดิ า, พระบตุ ร, พระจติ 2. ศาสนาคริสต์มรี ากฐานมากศาสนาใด *ยูดาย(ศาสนายิว) 3. พธิ ีกรรมใดเปน็ พธิ กี รรมแรกท่ีครสิ ตชนต้องทำและทำอยา่ งไร *ศีลลา้ งบาปหรอื การรับบพั ตสมา คือ ให้บาทหลวงเทนำ้ ศักดส์ิ ทิ ธ์ิ บนศีรษะพร้อมเจิมหนา้ ผาก 4. นิกายโปรเตสแตนทไ์ มม่ พี ธิ ีกรรมใด *ศีลอภัยบาป, ศลี กำลงั , ศีลสมรส, ศลี บวช, ศลี เจิมคนไข้ 5. คำวา่ ธฤติ หมายถงึ … *ความพอใจ, ความกล้า การพากเพยี รจนไดร้ ับความสำเร็จ 6. ขัน้ ตอนของชีวิตตามหลักศาสนาพราหมณ์ ไดแ้ กอ่ ะไรบา้ ง *พรหมจารี (ชวี ติ ในการศกึ ษา), คฤหัสถ(์ ชีวติ ในการครองเรอื น), วานปรัสถ์ (ชีวติ ทล่ี ะบ้านเขา้ ป่าหาความสงบ), สนั ยาสี(ชวี ติ ในการออกบวชหาความสุขทแ่ี ทจ้ ริง) 7. หลกั ธรรมสำหรับชาวพุทธทีท่ ำให้สามารถอยู่ร่วมกบั ศาสนาอ่นื ได้ *อยา่ งไรความสขุ ได้แกอ่ ะไรบ้าง พรหมวิหาร 4 , ฆราวาสธรรม 8. ศาสนาอสิ ลามทที่ ำให้สามารถอย่รู ว่ มกับศาสนาอ่นื ได้ เน่อื งจากหลกั การใด *หลักจรยิ ธรรม 9. ซะกาดหมายถงึ อะไร มีจดุ ประสงค์ใด *ทานประจำ เพือ่ การชำระจิตใจให้บรสิ ุทธิ์, เพ่อื ปลุกฝงั ใหเ้ ป็นผทู้ ีม่ ี จติ ใจเมตตากรุณา, เพื่อลดชอ่ งว่างระหว่างชนชั้น 10. หลักของความรักในศาสนาคริสต์หมายถงึ สงิ่ ใด *ความเป็นมิตรและปรารถนาใหผ้ อู้ นื่ มคี วามสขุ

บนั ทกึ หลงั สอน 1. ปญั หาหรืออปุ สรรคในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแก้ปัญหาหรอื อุปสรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรบั ปรงุ แผนการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ เรื่อง การปฐมนิเทศ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เห็นของผู้นเิ ทศที่ไดร้ บั มอบหมายจากผูบ้ รหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ……………………………………………………………… …………… ………… …………… ………… ………… …………… ………… …………… … …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………….

แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ กล่มุ สาระความร้พู ื้นฐาน รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมือง สค31002 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย แผนการจดั การเรียนรูเ้ รอ่ื งที่ 5 เรอื่ ง................................ เวลา 6 ช่ัวโมง สอนวันท่ี …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรียนท่ี ………ปกี ารศึกษา……….. ใบความรทู้ ่ี 4 วัฒนธรรมศกึ ษา วัฒนธรรมศึกษา เกิดขึน้ ในชว่ งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณ พ.ศ. 2510 เป็นตน้ มา) เปน็ สว่ นหนง่ึ ของการนำแนวคดิ ลัทธมิ ากซ์มาบรรจุในวชิ าสังคมวิทยาอกี คร้ังหนึง่ และสว่ นหน่ึงก็เปน็ เสียงใหก้ ับสงั คมวิทยาและ สาขาวชิ าอน่ื เช่นวรรณคดีวิจารณ์ ขบวนการน้มี ่งุ ประเด็นไปเน้นท่กี ารวเิ คราะหก์ ล่มุ วฒั นธรรมย่อยในสังคมทนุ นยิ ม ตามประเพณที ี่ไมน่ บั เปน็ มานษุ ยวิทยา วฒั นธรรมศกึ ษาโดยท่ัวไปจะเน้นการศึกษาสินค้าเพือ่ การบริโภค (เช่นแฟชัน ศลิ ปะและวรรณคดี) เนอื่ งจากความเด่นชัดระหว่าง \"วฒั นธรรมสูง\" และ \"วฒั นธรรมต่ำ\" ในช่วงครสิ ต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 (พ.ศ. 2343-พ.ศ. 2443) ดูเหมอื นจะเหมาะเพยี งสำหรับการประยุกต์กับสินคา้ ทีใ่ ช้วิธีการผลติ เปน็ จำนวน มากและจำหนา่ ยในตลาดเป็นจำนวนมากทวี่ ฒั นธรรมศึกษาได้วิเคราะหไ์ ว้ ซึง่ นักวิชาการเอย่ ถึงในช่ือว่า \"วัฒนธรรม นิยม\"ปัจจบุ ัน นกั มานุษยวิทยาบางคนไดเ้ ขา้ มารว่ มงานดา้ นวฒั นธรรมศกึ ษามากขึน้ เกอื บทงั้ หมดไมย่ อมรบั การบ่งช้ี ถงึ วัฒนธรรมคู่กบั สนิ คา้ บริโภค ยง่ิ ไปกว่าน้ัน หลายคนยงั ต่อต้านความคิดของวัฒนธรรมวา่ เป็นการผกู มัด มีผลใหไ้ ม่ ยอมรบั แนวคดิ ของกลุ่มวฒั นธรรมไปดว้ ย พวกเขามองวฒั นธรรมเปน็ สายใยทซี่ ับซ้อนของรปู แบบท่กี ำลังเชื่อมโยง กับประชาชนในท้องถิ่นตา่ ง ๆ และเชื่อมกับการก่อรปู ของสังคมในขนาดท่ตี ่างกันด้วย ตามมมุ มองดังกล่าวกลุ่มใด ๆ กส็ ามารถสรา้ งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนได้เอง เมอื่ เร็ว ๆ นี้มกี ารโต้เถียงเกีย่ วกับวัฒนธรรมว่าจะสามารถเปลยี่ นพ้ืนฐาน \"การเรยี นร้ขู องมนษุ ย์\" ได้หรือไม่ ซึ่ง นกั วิจัยทงั้ หลายก็ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ การเปลย่ี นแปลงของวฒั นธรรม ภาพพมิ พล์ ายแกะสมัยครสิ ต์ศตวรรษท่ี 19 (พ.ศ. 2344 – 2443) แสดงภาพชนพน้ื เมอื งออสเตรเลียต่อตา้ นการ มาถงึ ของกปั ตนั เจมส์ คุก เม่อื พ.ศ. 2313

แนวโนม้ ในการเปล่ยี นแปลงวัฒนธรรม ไมว่ า่ ในทางยอมรบั หรอื ตอ่ ต้าน ยอ่ มขนึ้ อยู่กบั รากฐานของวฒั นธรรมใน สังคมนนั้ ตัวอยา่ งเช่น ความเปน็ ชายและหญิงท่ีตา่ งมบี ทบาทอยู่ในหลายวฒั นธรรม เพศใดเพศหนึง่ อาจต้องการให้มี การเปลี่ยนแปลงซ่งึ กระทบตอ่ อกี เพศหน่งึ ดงั เช่นทเ่ี กดิ ข้ึนในวัฒนธรรมตะวนั ตกในช่วงคร่ึงหลังของครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2493 -2443) ซง่ึ ทำใหเ้ กดิ แรงผลกั ดนั ชักจูงทง้ั สองทาง คอื การกระตุ้นให้ยอมรับส่งิ ใหม่ และการอนรุ ักษ์ท่ี ตอ่ ตา้ นการเปลี่ยนแปลงนนั้ อทิ ธิพลทั้ง 3 ประการตอ่ ไปน้สี ามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการตอ่ ต้าน แรงผลักดันในทที่ ำงาน การติดต่อกนั ระหว่างกลุ่มสงั คม การเปล่ยี นแปลงส่งิ แวดลอ้ มธรรมชาติ[23] การเปลยี่ นแปลงของวัฒนธรรมอาจเกดิ มาจากสงิ่ แวดลอ้ ม การคน้ พบ (และอทิ ธิพลภายในอ่ืน ๆ) และการติดตอ่ สัมพนั ธ์กับวัฒนธรรมอ่ืน ตัวอย่างเชน่ ยุคน้ำแขง็ คร้ังหลงั สดุ ชว่ ยนำไปสกู่ ารคน้ พบการทำเกษตรกรรม และตัว เกษตรกรรมเองกเ็ ปน็ ตวั ก่อให้เกดิ นวัตกรรมมากมายทางเกษตรกรรม ซ่งึ นวัตกรรมนีก้ ็ไดน้ ำไปส่นู วตั กรรมอื่น ๆ ทาง วฒั นธรรม การแพรก่ ระจายน้ี ทำใหเ้ กดิ รปู แบบบางอยา่ งทเ่ี คลือ่ นตวั จากวัฒนธรรมหนึง่ ไปสู่อกี วฒั นธรรมหนง่ึ ตวั อยา่ ง แฮมเบอรเ์ กอร์ ทม่ี อี ยู่ทัว่ ไปในอเมริกาแตอ่ าจเป็นส่งิ แปลกใหมเ่ มื่อเริ่มกิจการในประเทศจีน \"การแพรก่ ระจายแบบ กระตุน้ \" (Stimulus diffusion) หมายถึงองคป์ ระกอบของวฒั นธรรมหน่งึ ทนี่ ำไปสู่การค้นพบในอกี วัฒนธรรมหนึ่ง ทฤษฎีการแพร่นวัตกรรมนแ้ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ แบบจำลองทใี่ ชพ้ ืน้ ฐานการวจิ ยั เมอ่ื บุคคลหรือวัฒนธรรมยอมรับความคิด ใหม่ ๆ วิธีปฏิบัติใหม่ ๆ และผลิตภณั ฑ์ใหม่ ๆ การรบั วัฒนธรรมอ่ืน (Acculturation) มคี วามหมายต่างกันหลายประการ แตใ่ นบรบิ ทนหี้ มายถงึ การเปลีย่ นแทน ลกั ษณะรากฐานจากวัฒนธรรมหนงึ่ ไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึง่ เชน่ ท่ีเกิดกับชนเผา่ พนื้ เมอื งอเมริกาบางเผา่ รวมทั้งกลุม่ ชนพืน้ เมอื งจำนวนมากท่ัวโลกในระหวา่ งกระบวนการการครอบครองอาณานิคม กระบวนการอ่นื ทส่ี ัมพันธใ์ นระดับ ปัจเจกบุคคลรวมถึงการผสมกลมกลนื (การยอมรับเอาวัฒนธรรมอน่ื มาเป็นของตนในระดบั บคุ คล) และการผ่านขา้ ม ทางวัฒนธรรม (transculturation) การประดษิ ฐท์ างวฒั นธรรม ไดก้ ลายเป็นนวตั กรรมใหมท่ มี่ ปี ระโยชนแ์ กก่ ลุ่มชนและแสดงถงึ พฤตกิ รรมของพวกเขา โดยมิได้เป็นสิง่ ซงึ่ จบั ต้องได้ มนุษยชาตกิ ำลงั อยใู่ นระยะการเปล่ยี นแปลงทางวัฒนธรรมในอัตราเรง่ ทว่ั ทงั้ โลก ซ่งึ ขับเคลอ่ื นโดยการขยายตัวของการคา้ ของโลก การสอ่ื สารมวลชน และเหนือกวา่ สิ่งอ่นื ใดก็คอื การ \"ระเบิด\" ของ ประชากร ซึง่ เปน็ ปจั จยั รว่ มท่สี ำคญั ปจั จุบนั ประชากรโลกมอี ัตราเพ่ิมข้ึนเป็น 2 เท่าภายใน 40 ปี[24] การเปลย่ี นแปลงทางวฒั นธรรมมีความซบั ซ้อนและมีผลกระทบระยะยาวมาก นกั สังคมวทิ ยาและนกั มานษุ ยวทิ ยา เชอ่ื วา่ ส่ิงแวดลอ้ มเป็นปัจจัยสำคญั มากในการสร้างความเข้าใจการเปล่ียนแปลงดงั กล่าว การคงอยูข่ องมนุษยอ์ าจ มองไดว้ า่ เป็น \"แงม่ มุ รวมทีเ่ ปน็

ใบงานท่ี 4 1. วัฒนธรรม มีความหมายอยา่ งไร *ทุกส่ิงทกุ อย่างทีม่ นษุ ย์สรา้ งขน้ึ ไว้เพือ่ นำไปช่วยพัฒนา ชวี ิตและความเป็นอยใู่ นสงั คม ฯ 2. วฒั นธรรมตามพรบ. แบ่งเปน็ กปี่ ระเภทอะไรบ้าง * 4 ประเภท คือ คติธรรม(หลกั ในการดำเนนิ ชวี ิต), เนติธรรม, วตั ถธุ รรม, สหธรรม(วฒั นธรรมทางสงั คม) 3. สรปุ ลกั ษณะของวัฒนธรรม มาพอสังเขป *สิง่ ทีม่ นุษยส์ รา้ งข้ึน ทมี่ ีการเปลี่ยนแปลงปรบั ปรงุ และ ถา่ ยทอดได้ แสดงถึงวถิ ชี ีวติ และความเช่ือของมนุษย์ 4. คนไทยถกู จดั กลมุ่ ในเผา่ พันธ์ใุ ด มองโกลอยด์ 5. ยกตัวอย่างวัฒนธรรมของอเิ ดยี ทีส่ ำคัญท่ีเหมอื นกับ *วฒั นธรรมไทย มา 2 อย่าง การถอดรองเท้ากอ่ นเขา้ ศาสนถาน, การให้เกียรติสตรีและไมถ่ ูกเนื้อต้องตวั 6. วฒั นธรรมการตง้ั ชือ่ ของคนไทยและจนี แตกตา่ งกนั อยา่ งไร *ชาวจีน ใชช้ ่อื สกุลนำหน้าช่อื จริง 7. ยกตัวอยา่ งลกั ษณะสำคญั เก่ียวกับการแต่งงานของวัฒนธรรมจนี *มา 3 ข้อ ใช้สีแดง, พ่อแม่เปน็ ผู้เลือกเจ้าสาวใหล้ ูกชาย, มกี ารแจซ้ นิ แส (หมอดู)มาผกู ดวง 8. วฒั นธรรมไทยสว่ นใหญไ่ ด้รบั อทิ ธิพลมาจากทีใ่ ด อินเดียและจีน 9. ประเภทของการเปลย่ี นแปลงวัฒนธรรมมีกี่ประเภทอะไรบา้ ง *2 อย่างคือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, การเปล่ียนแปลงวัฒนธรรม 10. ปจั จยั อะไรทท่ี ำให้เกิดการเปลยี่ นแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม *ปัจจัยภายในสังคม, ปจั จยั ภายนอกสังคม

บนั ทกึ หลังสอน 1. ปัญหาหรืออุปสรรคในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแกป้ ัญหาหรืออปุ สรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรับปรุงแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ เรื่อง การปฐมนิเทศ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอ่ื …………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เห็นของผนู้ ิเทศที่ได้รับมอบหมายจากผบู้ รหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เห็นของผู้บริหารสถานศกึ ษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………….

แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ กล่มุ สาระความรู้พื้นฐาน รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมือง สค31002 ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการจดั การเรยี นร้เู รอื่ งที่ 6 เรือ่ ง................................ เวลา 6 ช่ัวโมง สอนวันท่ี …….……เดือน …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นที่ ………ปีการศึกษา……….. ใบความรทู้ ี่ 5 วัฒนธรรมศึกษา วฒั นธรรมศึกษา เกิดขึ้นในชว่ งปลายคริสตศ์ ตวรรษที่ 20 (ประมาณ พ.ศ. 2510 เป็นตน้ มา) เป็นสว่ นหนง่ึ ของการนำแนวคิดลัทธมิ ากซ์มาบรรจุในวชิ าสงั คมวิทยาอกี ครง้ั หนงึ่ และส่วนหน่ึงกเ็ ปน็ เสยี งให้กับสังคมวิทยาและ สาขาวิชาอน่ื เช่นวรรณคดีวจิ ารณ์ ขบวนการน้ีมงุ่ ประเดน็ ไปเนน้ ที่การวิเคราะหก์ ลมุ่ วฒั นธรรมย่อยในสังคมทนุ นิยม ตามประเพณีทีไ่ มน่ ับเปน็ มานุษยวิทยา วฒั นธรรมศึกษาโดยทวั่ ไปจะเน้นการศึกษาสนิ ค้าเพ่ือการบรโิ ภค (เชน่ แฟชนั ศิลปะและวรรณคดี) เนอื่ งจากความเด่นชัดระหว่าง \"วฒั นธรรมสงู \" และ \"วฒั นธรรมต่ำ\" ในชว่ งครสิ ต์ศตวรรษท่ี 18 และ 19 (พ.ศ. 2343-พ.ศ. 2443) ดเู หมอื นจะเหมาะเพยี งสำหรบั การประยกุ ต์กับสนิ ค้าที่ใชว้ ิธีการผลิตเป็นจำนวน มากและจำหน่ายในตลาดเป็นจำนวนมากท่วี ฒั นธรรมศกึ ษาได้วิเคราะหไ์ ว้ ซึง่ นกั วชิ าการเอย่ ถึงในช่ือว่า \"วัฒนธรรม นิยม\"ปจั จุบัน นักมานุษยวทิ ยาบางคนได้เขา้ มาร่วมงานด้านวัฒนธรรมศกึ ษามากขึน้ เกอื บทั้งหมดไมย่ อมรบั การบ่งช้ี ถงึ วฒั นธรรมค่กู บั สนิ คา้ บริโภค ยิง่ ไปกว่านน้ั หลายคนยงั ต่อตา้ นความคิดของวัฒนธรรมวา่ เป็นการผกู มดั มีผลใหไ้ ม่ ยอมรับแนวคิดของกลุ่มวฒั นธรรมไปดว้ ย พวกเขามองวัฒนธรรมเปน็ สายใยท่ีซับซอ้ นของรปู แบบท่กี ำลังเช่อื มโยง กบั ประชาชนในท้องถิ่นตา่ ง ๆ และเช่อื มกบั การกอ่ รูปของสังคมในขนาดที่ตา่ งกันดว้ ย ตามมมุ มองดังกลา่ วกลุ่มใด ๆ ก็สามารถสรา้ งเอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมของตนไดเ้ อง เม่อื เรว็ ๆ น้มี กี ารโต้เถียงเกีย่ วกับวฒั นธรรมว่าจะสามารถเปลยี่ นพ้ืนฐาน \"การเรยี นรขู้ องมนษุ ย์\" ไดห้ รอื ไม่ ซงึ่ นกั วิจยั ท้ังหลายก็ยงั มีความเหน็ แตกต่างกนั อยู่ การเปล่ียนแปลงของวฒั นธรรม ภาพพิมพ์ลายแกะสมัยครสิ ต์ศตวรรษท่ี 19 (พ.ศ. 2344 – 2443) แสดงภาพชนพ้นื เมอื งออสเตรเลยี ต่อตา้ นการ มาถงึ ของกปั ตนั เจมส์ คุก เมอ่ื พ.ศ. 2313

แนวโนม้ ในการเปลยี่ นแปลงวฒั นธรรม ไม่ว่าในทางยอมรับหรือตอ่ ตา้ น ยอ่ มขน้ึ อยูก่ บั รากฐานของวัฒนธรรมใน สังคมนนั้ ตวั อย่างเชน่ ความเปน็ ชายและหญงิ ที่ต่างมีบทบาทอย่ใู นหลายวฒั นธรรม เพศใดเพศหนงึ่ อาจตอ้ งการใหม้ ี การเปลี่ยนแปลงซง่ึ กระทบตอ่ อีกเพศหนึ่ง ดงั เช่นทเี่ กิดขน้ึ ในวฒั นธรรมตะวนั ตกในชว่ งคร่ึงหลังของคริสต์ศตวรรษท่ี 20 (พ.ศ. 2493 -2443) ซ่ึงทำให้เกิดแรงผลักดันชักจงู ท้งั สองทาง คือการกระตุ้นใหย้ อมรบั ส่ิงใหม่ และการอนุรักษท์ ี่ ตอ่ ตา้ นการเปลีย่ นแปลงนนั้ อทิ ธิพลทั้ง 3 ประการตอ่ ไปนี้สามารถทำให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงและการตอ่ ตา้ น แรงผลักดันในทที่ ำงาน การติดต่อกันระหวา่ งกลมุ่ สงั คม การเปล่ยี นแปลงส่งิ แวดลอ้ มธรรมชาติ[23] การเปลยี่ นแปลงของวฒั นธรรมอาจเกดิ มาจากส่ิงแวดล้อม การคน้ พบ (และอทิ ธพิ ลภายในอน่ื ๆ) และการติดตอ่ สัมพนั ธ์กับวฒั นธรรมอนื่ ตวั อย่างเช่น ยคุ นำ้ แขง็ คร้งั หลังสุดช่วยนำไปสู่การค้นพบการทำเกษตรกรรม และตัว เกษตรกรรมเองกเ็ ป็นตัวกอ่ ให้เกิดนวัตกรรมมากมายทางเกษตรกรรม ซ่งึ นวัตกรรมน้กี ็ไดน้ ำไปสนู่ วตั กรรมอน่ื ๆ ทาง วฒั นธรรม การแพรก่ ระจายนี้ ทำให้เกดิ รปู แบบบางอย่างท่เี คลอ่ื นตัวจากวัฒนธรรมหนึง่ ไปสู่อกี วฒั นธรรมหน่งึ ตวั อย่าง แฮมเบอรเ์ กอร์ ทมี่ อี ยู่ทั่วไปในอเมรกิ าแต่อาจเปน็ สง่ิ แปลกใหม่เมอ่ื เร่ิมกจิ การในประเทศจีน \"การแพร่กระจายแบบ กระตุน้ \" (Stimulus diffusion) หมายถงึ องค์ประกอบของวฒั นธรรมหนึง่ ทีน่ ำไปสูก่ ารค้นพบในอกี วัฒนธรรมหน่ึง ทฤษฎีการแพร่นวัตกรรมนีแ้ สดงให้เห็นถึงแบบจำลองที่ใชพ้ ้นื ฐานการวิจัยเมื่อบุคคลหรือวฒั นธรรมยอมรับความคิด ใหม่ ๆ วิธีปฏิบัตใิ หม่ ๆ และผลิตภัณฑใ์ หม่ ๆ การรบั วัฒนธรรมอืน่ (Acculturation) มีความหมายตา่ งกันหลายประการ แต่ในบรบิ ทน้ีหมายถึงการเปลีย่ นแทน ลกั ษณะรากฐานจากวัฒนธรรมหนงึ่ ไปสอู่ ีกวฒั นธรรมหน่ึง เช่นที่เกดิ กบั ชนเผา่ พน้ื เมืองอเมริกาบางเผ่า รวมทง้ั กลุม่ ชนพืน้ เมืองจำนวนมากทัว่ โลกในระหว่างกระบวนการการครอบครองอาณานคิ ม กระบวนการอน่ื ท่ีสัมพันธใ์ นระดบั ปัจเจกบุคคลรวมถึงการผสมกลมกลืน (การยอมรับเอาวฒั นธรรมอนื่ มาเป็นของตนในระดบั บคุ คล) และการผ่านขา้ ม ทางวัฒนธรรม (transculturation) การประดษิ ฐ์ทางวัฒนธรรม ไดก้ ลายเป็นนวตั กรรมใหม่ท่ีมปี ระโยชน์แก่กลุ่มชนและแสดงถึงพฤตกิ รรมของพวกเขา โดยมิได้เปน็ สง่ิ ซง่ึ จบั ต้องได้ มนษุ ยชาตกิ ำลังอยู่ในระยะการเปล่ยี นแปลงทางวฒั นธรรมในอัตราเร่งทั่วท้งั โลก ซึง่ ขับเคลอ่ื นโดยการขยายตัวของการคา้ ของโลก การส่อื สารมวลชน และเหนือกว่าสิ่งอ่นื ใดกค็ ือการ \"ระเบิด\" ของ ประชากร ซง่ึ เป็นปจั จัยร่วมท่ีสำคัญ ปจั จุบันประชากรโลกมอี ัตราเพิม่ ขึน้ เป็น 2 เท่าภายใน 40 ปี[24] การเปลย่ี นแปลงทางวฒั นธรรมมีความซบั ซ้อนและมผี ลกระทบระยะยาวมาก นกั สงั คมวทิ ยาและนกั มานษุ ยวิทยา เชอ่ื วา่ ส่ิงแวดลอ้ มเปน็ ปจั จยั สำคญั มากในการสร้างความเข้าใจการเปลยี่ นแปลงดงั กล่าว การคงอยขู่ องมนุษย์อาจ มองไดว้ า่ เปน็ \"แง่มุมรวมทีเ่ ปน็

ใบงานที่ 5 1. ยกตวั อย่างความสำคญั ของวฒั นธรรม มา 3 ตวั อยา่ ง *(รอกอ่ น) 2. สรปุ แนวทางการอนรุ กั ษ์และสืบสานวฒั นธรรมและประเพณี มา 4 ข้อ *การปลูกจติ สำนกึ ใหเ้ ยาชน, ร่วมกนั เผยแพร่, ใช้ส่ือต่างๆในการถา่ ยทอด, รว่ มมือรว่ มใจกนั หวงแหนรักษา 3. ยกตัวอย่างวฒั นธรรมหรอื ความเชอ่ื ในครอบครวั หรือในชุมชนของ *นักศกึ ษามา 4 เร่อื ง (ทำเอง) 4. คา่ นิยมหมายถึง *สง่ิ ทีก่ ลมุ่ สังคมกลุ่มๆเหน็ ว่าเป็นสิง่ ทนี่ า่ นยิ ม , นา่ กระทำ 5. ทำไมค่านยิ มจงึ เปน็ สว่ นหน่ึงของวฒั นธรรม *มีการเรยี รรูป้ ลกู ฝงั และท่ายทอดจากรนุ่ ส่รู ุ่น

บันทึกหลงั สอน 1. ปญั หาหรอื อุปสรรคในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแกป้ ัญหาหรืออุปสรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรบั ปรงุ แผนการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ เร่อื ง การปฐมนเิ ทศ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื …………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเห็นของผู้นเิ ทศที่ได้รับมอบหมายจากผบู้ รหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ ………………………………………………….

แผนการจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ กล่มุ สาระความรู้พน้ื ฐาน รายวิชา ศาสนาและหน้าทพ่ี ลเมือง สค31002 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย แผนการจัดการเรียนรเู้ ร่อื งท่ี 7 เร่อื ง................................ เวลา 6 ชัว่ โมง สอนวันท่ี …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นท่ี ………ปีการศึกษา……….. ใบความรูท้ ่ี 6 ความหมายของ “พลเมอื งดี” ในวิถีประชาธปิ ไตย พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน ได้ใหค้ วามหมายของคำตา่ งๆ ไว้ ดงั น้ี “พลเมอื ง” หมายถึง ชาวเมือง ชาวประเทศ ประชาชน “วถิ ี” หมายถงึ สาย แนว ทาง ถนน “ประชาธิปไตย” หมายถงึ ระบอบการปกครองทีถ่ อื มตปิ วงชนเปน็ ใหญ่ หรอื การถือเสียงขา้ งมาก เปน็ ใหญ่ ดงั นนั้ ความหมายของ “พลเมืองดใี นวิถีประชาธิปไตย” จงึ หมายถงึ ประชาชนท่ียึดม่ันในแนว ทางการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ซง่ึ เคารพเสียงข้างมากเป็นใหญ่ โดยใชห้ ลักการยึดม่ันในศลี ธรรมและ คุณธรรมของศาสนา มีหลกั การทางประชาธปิ ไตยในการดำรงชีวิต ปฏบิ ัตติ นตามกฎหมาย ดำรงตนเป็นประโยชน์ต่อ สังคม ชว่ ยเหลอื เก้อื กูลกนั อนั จะกอ่ ให้เกดิ การพฒั นาสังคมและประเทศชาติใหเ้ ปน็ สงั คมและประเทศประชาธปิ ไตย อย่างแทจ้ ริง  หลกั การทางประชาธิปไตย หลักการทางประชาธปิ ไตย ที่สำคัญ ได้แก่ 1. หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หมายถึง ประชาชนแปน็ เจ้าของอำนาจสงู สดุ ในการ ปกครองรัฐ 2. หลักความเสมอภาค หมายถึง ความเท่าเทียมกันในสังคมประชาธปิ ไตย ถอื วา่ ทกุ คนที่เกดิ มาจะมี ความเทา่ เทยี มกันในฐานะประชากรของรฐั มีสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่เสมอภาคกนั ไม่มีการแบ่งชนชน้ั 3. หลกั นติ ธิ รรม หมายถงึ การใชห้ ลกั กฎหมายเปน็ กฎเกณฑก์ ารอยูร่ ว่ มกัน เพอื่ ความสงบสุขของ สงั คม 4. หลักเหตผุ ล หมายถงึ การใช้เหตผุ ลท่ีถกู ตอ้ งในการตัดสนิ หรือยุติปัญหาในสังคม 5. หลักการถือเสียงข้างมาก หมายถงึ การลงมตโิ ดยยอมรับเสยี งส่วนใหญ่ในสงั คมประชาธปิ ไตย 6. หลักประนีประนอม หมายถึง การลดความขัดแย้งโดยการผ่อนหนักผอ่ นเบาใหก้ นั ร่วมมอื กันเพื่อ เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

 แนวทางการปฏิบัตติ นเปน็ พลเมืองดตี ามวิถีประชาธปิ ไตย พลเมอื งดตี ามวิถีประชาธิปไตยควรมีแนวทางการปฏบิ ัติตน ดงั น้ี 1) ด้านสังคม ได้แก่ 1. การแสดงความคิดอย่างมเี หตุผล 2. การยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผอู้ ื่น 3. การยอมรบั เมื่อผู้อื่นมเี หตุผลท่ีดีกวา่ 4. การตดั สนิ ใจโดยใช้เหตุผลมากกวา่ อารมณ์ 5. การเคารพระเบยี บของสังคม 6. การมจี ิตสาธารณะ คอื การบำเพญ็ ประโยชนเ์ พ่อื สว่ นรวม และรักษาสาธารณสมบตั ิ 2) ดา้ นเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. การประหยดั และอดออมในครอบครัว 2. การซื่อสตั ย์สุจริตต่ออาชพี ที่ทำ 3. การพัฒนางานอาชพี ให้ก้าวหน้า 4. การใช้เวลาวา่ งใหเ้ ปน็ ประโยชน์ต่อตนเองและสังคม 5. การสร้างงานและสร้างสรรคส์ ่ิงประดิษฐใ์ หม่ ๆ เพ่อื ให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ สงั คมไทยและสังคมโลก 6. การเป็นผผู้ ลิตและผ้บู ริโภคท่ีดี มีความซื่อสัตย์ ยดึ มั่นในอดุ มการณ์ท่ีดีต่อชาติเปน็ สำคัญ 3) ด้านการเมอื งการปกครอง ได้แก่ 1. การเคารพกฎหมาย 2. การยอมรบั ฟังความคิดเห็นของทุกคน 3. การยอมรบั ในเหตผุ ลท่ีดีกว่า 4. การซ่อื สัตย์ต่อหนา้ ที่โดยไม่เหน็ แก่ประโยชน์ส่วนตน 5. การกล้าเสนอความคดิ เห็นต่อสว่ นรวม กล้าเสนอตนในการทำหน้าท่สี มาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชกิ วุฒสิ ภา 6. การทำงานที่รับผดิ ชอบอยา่ งเต็มความสามารถ เต็มเวลา  จริยธรรมของการเป็นพลเมอื งดี คณุ ธรรม จริยธรรม หมายถงึ ความดีงามหรือกิริยาทีค่ วรประพฤติ คุณธรรม จริยธรรมท่ีสง่ เสริม ความเป็นพลเมืองดี ได้แก่ 1. ความจงรักภกั ดตี ่อชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ หมายถึง การตระหนกั ในความสำคัญของความ เปน็ ชาติไทย การยึดม่นั ในหลกั ศีลธรรมของศาสนา และการจงรกั ภักดีตอ่ พระมหากษตั ริย์ 2. ความมรี ะเบียบวนิ ยั หมายถงึ การยึดมน่ั ในการอยู่รว่ มกนั โดยยึดระเบียบวินยั เพ่อื ความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยในสงั คม 3. ความกล้าหาญทางจรยิ ธรรม หมายถึง ความกลา้ หาญในทางที่ถูกท่คี วร 4. ความรับผดิ ชอบ หมายถึง การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีของตนอย่างเตม็ กำลงั สติปัญญา และกำลงั ความสามารถ

5. การเสียสละ หมายถงึ การยอมเสียผลประโยชน์สว่ นตนเพอ่ื ผอู้ น่ื หรอื แก่สังคม โดยรวม 6. การตรงตอ่ เวลา หมายถงึ การทำงานตรงตามเวลาทไี่ ดร้ บั มอบหมาย  การสง่ เสริมให้ผู้อน่ื ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี เม่ือบคุ คลปฏบิ ัตติ นเป็นพลเมอื งดีในวิถีประชาธปิ ไตยแลว้ กค็ วรสนับสนุนให้บุคคลอืน่ ปฏิบตั ิตนเปน็ พลเมืองดดี ว้ ย โดยมแี นวทางการปฏิบตั ิ ดังน้ี 1. การยดึ มั่นในคณุ ธรรม จรยิ ธรรมของศาสนา และหลกั การของประชาธิปไตยมาใช้ในวิถีการ ดำรงชีวติ ประจำวัน เพอื่ เป็นแบบอยา่ งที่ดีแก่คนรอบข้าง 2. เผยแพร่ อบรม หรือสง่ั สอนบุคคลในครอบครวั เพอ่ื นบา้ น คนในสงั คม ใหใ้ ชห้ ลกั การทาง ประชาธิปไตยเปน็ พื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวัน 3. สนับสนุนชุมชนในเรอื่ งท่เี ก่ียวกบั การปฏบิ ัตติ นใหถ้ ูกต้องตามกฎหมาย โดยการ บอกเลา่ หรือเผยแพร่บทความผา่ นสือ่ แขนงตา่ ง ๆ 4. ชักชวนหรือสนบั สนุนคนดมี คี วามสามารถให้มีสว่ นรว่ มกบั กิจกรรมทางการเมอื งหรือกจิ กรรม สาธารณประโยชน์ต่าง ๆ 5. เป็นหเู ป็นตาใหก้ บั รฐั หรือหน่วยงานของรัฐในการสนบั สนุนคนดีและกำจัดคนทเี่ ปน็ ภยั กบั สงั คม การสนับสนุนใหผ้ ู้อนื่ ปฏิบตั ิตนเปน็ พลเมอื งดีในวถิ ีประชาธปิ ไตยตามแนวทางการปฏิบัติดงั กล่าว ถอื เป็นจติ สำนึกทบ่ี คุ คลพงึ ปฏิบัตเิ พอ่ื ใหเ้ กดิ ประชาธปิ ไตยอย่างแทจ้ รงิ 

ใบงานท่ี 7 1. การเปลี่ยนแปลงการปกครองเกดิ ขึน้ ในวนั ใด โดยใคร * 24 มิ.ย. 2457 โดยคณะราฎร 2. สรุปสาเหตขุ องการเปลย่ี นแปลงการปกครอง *1. คนร่นุ ใหม่ท่ีรบั การศึกษาไดร้ ับอทิ ธพิ ลของลัทธเิ สรีนิยมและประชาธิปไตย 2. เกิดภาวะเศรษฐกิจทีต่ กตำ่ 3. เกดิ ความขดั แยง้ ระหว่างราชวางค์ชั้นสูงและข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรอื น 4. พระเจ้าแผน่ ดนิ ไมท่ รงใช้อำนาจเด็ดขาดในการปกครอง 3. การทำปฏวิ ตั ิในวันมหาวปิ โยคแตกต่างจากการทำปฏวิ ตั เิ พอ่ื * เปลย่ี นแปลงการปกครองอย่างไร วนั มหาวปิ โยค เป็นวันทนี่ ักศกึ ษาและประชาชน ปะทะกับรฐั บาลและทหาร ส่วนปฏวิ ัติเพอื่ เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นการเรียกร้องของประชาชนรว่ มกับทหาร 4. การปกครองระบบประชาธปิ ไตยมหี ลักการพ้ืนฐานอะไร *1. หลกั การอำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของปวงชน 2. หลักเสรีภาพ 3. หลกั ความเสมอภาค 4. หลักการปกครองโดยกฎหมาย 5. หลกั การเสียงขา้ งมาก 5. ประชาธิปไตย หมายถึง *ระบอบการปกครองทถ่ี อื มติปวงชน เปน็ ใหญ่ การถือเสยี งข้างมากเป็นใหญ่

บนั ทกึ หลงั สอน 1. ปัญหาหรอื อปุ สรรคในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแก้ปญั หาหรืออปุ สรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรบั ปรงุ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เรอื่ ง การปฐมนเิ ทศ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ…………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเห็นของผ้นู เิ ทศท่ีได้รบั มอบหมายจากผบู้ รหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง…………………………………………………. ความคดิ เห็นของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………….

แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ กล่มุ สาระความรู้พนื้ ฐาน รายวิชา ศาสนาและหนา้ ท่พี ลเมอื ง สค31002 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย แผนการจดั การเรียนรู้เร่ืองท่ี 8 เรอ่ื ง................................ เวลา 6 ช่ัวโมง สอนวันที่ …….……เดือน …………………พ.ศ.………......... ภาคเรียนที่ ………ปีการศึกษา……….. ใบความรู้ที่ 7 รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย ความเปน็ มา โครงสร้าง และความสำคญั ของรัฐธรรมนญู ความเปน็ มาและความสำคัญ ประเทศเกอื บท้ังหมดในโลกย่อมต้องมรี ฐั ธรรมนูญ เพื่อใชเ้ ปน็ เครือ่ งกำหนดรปู แบบในการปกครองประเทศ ไมว่ า่ ประเทศทม่ี กี ารปกครองแบบประชาธิปไตย สังคมนิยม หรอื แบบคอมมิวนสิ ต์ ตา่ งมรี ัฐธรรมนญู ตามแบบฉบับของ ประเทศตนเองทง้ั ส้ิน สำหรับรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทยเป็นรฐั ธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร ประเทศไทย เคยมีทั้งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวทจี่ ดั ทำขึน้ ในขณะทบี่ ้าน เมอื งอยู่ในภาวะไม่สงบ หรอื หลังจากมีการปฏบิ ตั ิ รฐั ประหารและรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยรวมทง้ั สองประเภทแลว้ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วทัง้ ส้นิ 18 ฉบับ ฉบับปัจจุบนั คอื รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550 ซง่ึ ประกาศใช้เม่อื วันท่ี 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 จดุ กำเนดิ รัฐธรรมนูญของไทย เกิดข้นึ จากบคุ คลกลุ่มหนึ่งประกอบด้วยฝา่ ยทหารและพลเรือนท่ีเรียกว่า “คณะราษฎร” ได้ทำการเปล่ยี นแปลงการปกครองประเทศ จากระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชยห์ รือราชาธิปไตย ซึ่ง อำนาจสงู สุดในการปกครองอยทู่ พ่ี ระมหากษัตรยิ ์ มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ ทรงเป็นประมุข หมายความว่า อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะเปน็ ประมุข ของรัฐ การเปล่ยี นแปลงดงั กล่าวเกิดข้นึ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว รชั กาลท่ี 7 ซงึ่ ไดพ้ ระราชทาน รัฐธรรมนญู ฉบบั ชั่วคราวให้แกป่ วงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 27 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 เรยี กว่า “พระราชบัญญัติ ธรรมนญู การปกครองแผ่นดนิ สยามชั่วคราว พทุ ธศักราช 2475″ และต่อมา พระองคไ์ ด้พระราชทานรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เป็นรฐั ธรรมนญู ฉบับถาวรใหแ้ ก่ปวงชนชาวไทย เม่อื วันท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ภายหลงั ทางราชการได้กำหนดใหว้ นั ท่ี 10 ธนั วาคมของทกุ ปี เป็นวนั รฐั ธรรมนญู เพ่อื เปน็ การรำลกึ ถึงการ พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของไทยฉบับแรก หลักการและเจตนารมณข์ องรัฐธรรมนูญ 1. รฐั ธรรมนญู ม่งุ ให้ประชาชนเคารพสทิ ธิของกันและกัน การใช้สิทธขิ องตนตามทรี่ ัฐธรรมนูญกำหนดจะต้องไม่ กระทบสทิ ธเิ สรีภาพของผู้ อ่นื เช่น รฐั ธรรมนูญให้สทิ ธปิ ระชาชนที่จะชุมนุมเพ่อื เรยี กรอ้ งความเปน็ ธรรมหรอื เจรจา ตอ่ รองใด ๆไดโ้ ดยสงบ และปราศจากอาวุธแตต่ ้องไมก่ อ่ ความเดอื ดร้อนตอ่ บุคคลอ่ืน เชน่ กีดขวางการจราจร ปิด การจราจร หรอื ทำลายสิ่งของบุคคลอื่นหรอื ทรพั ย์สนิ ของทางราชการ เปน็ ต้น 2. ร้จู ักใช้สทิ ธิของตนเองและแนะนำใหผ้ ู้อนื่ รู้จกั ใช้และรักษาสทิ ธขิ องตนเอง เชน่ การไปใชส้ ทิ ธิเลือกตงั้

3. รณรงค์เผยแพร่ความรู้เก่ยี วกบั หลกั สทิ ธิมนษุ ยชนและปลูกฝงั แนวความคิดเรือ่ ง สิทธิมนษุ ยชนแก่ชุมชนหรือ สังคม ตามสถานภาพและบทบาทท่ีตนพึงกระทำ 4. รว่ มมือกบั หน่วยงานทง้ั ภาครัฐและภาคเอกชน เพอ่ื คุ้มครองสทิ ธิมนษุ ยชน 5. ปฏิบตั ติ นตามหน้าท่ขี องชาวไทยท่บี ัญญตั ิไวใ้ นรฐั ธรรมนญู เชน่ การเคารพตอ่ กฎหมาย การเสยี ภาษีอากร การเขา้ รบั ราชการทหาร การออกไปใช้สทิ ธิเลือกตง้ั เปน็ ตน้ 6. ส่งเสริมและสนบั สนนุ การดำเนนิ งานขององคก์ รอิสระตามรฐั ธรรมนญู โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณษจกั รไทย พ.ศ. 2550 วางโครงสร้างการปกครองประเทศไทยไวด้ ังนี้ 1) รปู แบบของรัฐและระบอบการปกครอง รฐั หมายถึง ชุมชนทางการเมืองท่ปี ระกอบดว้ ย ประชากร ซ่งึ อาศัยอยูใ่ นดนิ แดนอนั มอี าณาเขตทแี่ น่นอ และอยภู่ ายใตร้ ัฐเดียวกนั มอี ำนาจอธิปไตยเหนอื ประชากรของรฐั นน้ั ทง้ั น้ี ตามบทบญั ญัติของรฐั ธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยทกุ ฉบับจนถงึ ปัจจบุ ัน บญั ญัตไิ วว้ า่ “ประเทศไทยเปน็ ราชอาณาจกั รอันหน่งึ อันเดียวกนั จะ แบ่งแยกมไิ ด้” หมายความว่า ประเทศไทยจะแบง่ แยกออกเป็นรฐั หลายรฐั หรือเปน็ ไทยตอนเหนือตอนใต้ไมไ่ ด้ ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข มีอำนาจอธิปไตยอนั เปน็ อำนาจ สงู สดุ ทีม่ าจากปวงชนชาวไทยโดยมีพระมหากษตั ริย์ ทางเปน็ ประมขุ พระองค์จะทรงใช้อำนาจอธิปไตยผา่ นทาง รฐั สภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งอำนาจอธิปไตยแบง่ ออกเป็น 3 อำนาจดังนี้ 2) สทิ ธิ เสรภี าพ และหน้าที่ สทิ ธิ เสรีภาพ และหนา้ ท่ขี องปวงชนชาวไทยตามที่กำหนดไว้ในรฐั ธรรมนญู เชน่ สิทธิในการเลือกนับถอื ศาสนา สทิ ธใิ นชวี ติ รา่ งกาย และทรัพยส์ ิน สิทธสิ ่วนบุคคลในครอบครวั เปน็ ตน้ เสรีภาพและหน้าที่ในการดำเนิน กิจกรรมใด ๆอันไม่ขดั ต่อกฎหมาย เช่น การจดั ตัง้ พรรคการเมอื ง เสียภาษอี ากร และการใช้สิทธเิ ลือกตง้ั เป็นตน้ 3) แนวนโยบายพืน้ ฐานแห่งรฐั แนวนฌยบายพ้นื ฐานของรัฐ เช่น รฐั จะต้องพิทกั ษ์รกั ษาไว้ซ่งึ สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์ เอกราช และบูรณ ภาพแหง่ ราชอาณาจักร รัฐต้องจักให้มีกองกำลงั ทหารไว้เพื่อพิทักษร์ ักษาระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษัตริย์ ทรงเปน็ ประมุข 4) รัฐสภา รัฐสภา ประกอบดว้ ย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรมจี ำนวน 48 คน ซงึ่ มา จากการเลอื กตั้ง 2 แบบคือ การเลือกตงั้ แบบแบ่งเขตเลอื กตง้ั จำนวน 400 คน และการเลือกต้งั แบบสัดสว่ น จำนวน 80 คน สว่ นสมาชกิ วฒุ สิ ภามจี ำนวน 150 คน ซ่งึ มาจากการเลือกต้ังในแต่ละจงั หวดั จงั หวัดละ 1 คน รวม 76 คน และมาจากการสรรหาจำนวน 74 คน สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภา ไม่ว่าจะไดม้ าในลักษณะใดก็มี ศกั ดแิ์ ละสิทธแิ หง่ การเป็นสมาชกิ รฐั สภาประเภท นัน้ ๆโดยเสมอกันและเทา่ เทยี มกันทกุ ประการ 5) พระมหากษัตริย์ หลกั การสำคัญของคณะราษฏรที่ไดเ้ ปลย่ี นแปลงการปกครองเม่ือวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มิได้มี จุดม่งุ หมายทีจ่ ะโคน่ ลม้ สถาบันพระมหากษัตริย์ เพยี งแต่ตอ้ งการใหพ้ ระมหากษัตรยิ ์อยู่ภายใตร้ ัฐธรรมนญู แตย่ ังอยู่

ในฐานะทปี่ วงชนชาวไทยใหก้ ารเคารพสกั การะเทอดไว้เหนอื ส่งิ อื่นใด ด้วยเหตุนีร้ ฐั ธรรมนญู ของไทยทุกฉบบั จนถงึ ปจั จบุ นั จงึ มีบทบญั ญตั ิเกี่ยวกบั พระมหากษัตรยิ ์ตลอดมา ดงั น้ี 1. พระมหากษัตริยท์ รงดำรงอยใู่ นฐานะอนั เป็นทีเ่ คารพสกั การะ ผู้ใดจะละเมดิ มิใด ผู้ใดจะฟ้องร้องหรือกลา่ วหา พระมหากษตั รยิ ใ์ นทางใด ๆ มไิ ด้ 2. พระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ พทุ ธมามกะ และทรงเปน็ อัครศาสนูปถมภก คอื พระองค์ทรงนบั ถอื พระพุทธศาสนา และทรงอุปภมั ภ์ทกุ ศาสนาท่ชี าวไทยนบั ถือ โดยตามรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 9 ระบุ วา่ เม่อื พระมหากษตั รยิ ท์ รงครองราชยแ์ ลว้ จะทรงเปล่ยี นไปนบั ถอื ศาสนาอื่นมิได้ 3. พระมหากษตํ ริยท์ รงดำรงตำแหนง่ จอมทัพไทย 4. พระมหากษัตรยิ ท์ รงไว้ซึ่งพระราชอำนาจทจี่ ะสถาปนาฐานันดรศกั ดแ์ิ ละพระราชทานเครื่องราชอสิ รยิ าภรณ์ 5. พระมหากษัตรยิ ์ทรงสามารถมีพระราชวินจิ ฉัยแต่งต้ังคณะองคมนตรี เพอื่ เปน็ ท่ปี รึกษาพระราชกรณยี กิจและ หนา้ ทอ่ี น่ื ๆตามท่ีรฐั ธรรมนญู กำหนด บทบัญญัติเก่ยี วกบั รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ไดบ้ ญั ญัติเกี่ยวกบั รฐั สภา คณะรฐั มนตรี และศาล พอสรปุ โดย สงั เขป ดังนี้ รฐั สภา 1.รฐั สภาประกอบดว้ ยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร 2.ประธานสภาผ้แู ทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา ประธานวฒุ ิสภา เป็นรองประธานสภา ตอ้ งวางตนเป็น กลางในการปฏิบัตหิ นา้ ที่ 3.ร่างพระราชบญั ญตั หิ รอื รา่ งพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู จะตราเปน็ กฎหมายไดก้ ็แตโ่ ดยคำแนะนำ และยินยอมของรฐั สภา 4.ใหม้ สี มาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน โดยเปน็ สมาชิกซ่งึ มาจากการเลอื กตง้ั แบบบัญชีรายชอื่ ตามมาตรา 99 จำนวน 100 คน อยใู่ นตำแหนง่ วาระละ 4 ปี 5.พระมหากษัตรยิ ท์ รงไว้ซงึ่ พระราชอำนาจท่จี ะยบุ สภาผู้แทนราษฎรเพอื่ ให้มกี าร เลอื กตัง้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ การยุบสภาผูแ้ ทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซ่งึ ตอ้ งกำหนดวันเลือกตัง้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรใหมภ่ ายใน 60 วนั 6.ประชาชนมีสทิ ธเิ สมอกนั ในการเป็นผอู้ อกเสียงเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรและสมาชกิ วุฒิสภา 7.มตขิ องสภาใหถ้ ือตามเสยี งขา้ งมากคอื จำนวนเสียงทลี่ งมตติ อ้ งเกินกึ่งหน่ึงของจำนวนสมาชกิ ทีร่ ว่ ม ประชุม อยู่ในสภานน้ั 8.ในแตล่ ะปีใหม้ ีการเปดิ สมัยประชมุ 2 ครั้ง ครง้ั ละ 120 วนั คณะรัฐมนตรี 1. พระมหากษตั รยิ ท์ รงแต่งต้งั คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คน แต่งตัง้ จากสมาชกิ สภาผูแ้ ทน ราษฎร และรัฐมนตรี 35 คน ซง่ึ อาจเปน็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื ไมเ่ ป็นก็ได้

2.ประธานรัฐสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตง่ ตงั้ นายกรฐั มนตรี และนายกรฐั มนตรีเปน็ ผู้ลงนามรบั สนองพระบรมราชโองการแตง่ ต้ังรฐั มนตรที ่ที ลู เกล้าเสนอ 3.รัฐมนตรีตอ้ งไม่เป็นข้าราชการประจำ และหากเปน็ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรตอ้ งลาออกภายใน 30 วัน 4.ในการบริหารราชการแผ่นดนิ รฐั มนตรีต้องดำเนนิ การตามบทบญั ญัตแิ หง่ รฐั ธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ แถลงไวต้ ่อสภา 5. รฐั มนตรตี อ้ งมคี ุณสมบตั ิและไม่มลี ักษณะตอ้ งหา้ ม ดังต่อไปน้ี มอี ายไุ ม่ต่ำกว่า 35 ปบี รบิ ูรณ์ มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด สำเรจ็ การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรหี รือเทยี บเท่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตง้ั แต่ 2 ปขี ึน้ ไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถงึ 5 ปี กอ่ นไดร้ บั แตง่ ต้งั ไม่เป็นสมาชิกวุฒสิ ภาหรือเคยเป็นสมาชกิ วฒุ สิ ภา ซึ่งสมาชิกภาพส้ินสดุ มาแล้วยงั ไม่เกิน 1 ปี นับถึงวัน ทไี่ ด้รบั แตง่ ต้งั เปน็ รัฐมนตรี 6. คณะรฐั มนตรีต้องพน้ จากตำแหนง่ ท้งั คณะ เม่อื สภาผแู้ ทนราษฎรสน้ิ อายุเมือ่ ครบวาระ 4 ปี หรือมกี ารยบุ สภาผูแ้ ทนราษฎร คณะรัฐมนตรีลาออกทงั้ คณะ ความเปน็ รฐั มนตรีของนายกรัฐมนตรสี น้ิ สุดลง 7. รัฐมนตรตี ้องพ้นจากตำแหนง่ เฉพาะตวั เม่ือ ตายหรอื ลาออก ขาดคณุ สมบัติหรอื มลี กั ษณะต้องห้าม สภาผแู้ ทนราษฎรลงมตไิ มไ่ วว้ างใจเปน็ การเฉพาะตวั ตอ้ งคำพพิ ากษาใหจ้ ำคกุ ตามความผดิ ทีก่ ระทำไปในขณะดำรงตำแหน่ง ศาล 1.การบญั ญตั กิ ฎหมายใหม้ ีผลเปน็ การเปล่ยี นแปลงหรอื แกไ้ ขเพมิ่ เติมกฎหมายวา่ ด้วยธรรมนญู ศาล 2.ในคดอี าญา ผ้ตู ้องหาหรอื จำเลยยอ่ มมสี ทิ ธิไดร้ ับการสอบสวนหรอื การพจิ ารณาคดีด้วยความรวดเรว็ ต่อเน่อื ง และ เป็นธรรม 3.ศาลรฐั ธรรมนญู ประกอบด้วยประธานรฐั ธรรมนญู 1 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู อื่นอกี 14 คน ซึ่งพระมหา กษัตรยิ ์ทรงแตง่ ตัง้ ตามคำแนะนำของวฒุ ิสภา 4.ถ้าศาลรฐั ธรรมนูญวนิ จิ ฉัยว่ารา่ งพระราชบัญญัติหรอื รา่ งพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู น้นั มขี อ้ ความขัด หรอื แยง้ ต่อรัฐธรรมนูญนี้ ใหถ้ อื เปน็ อนั ตกไป 5.ศาลยุตธิ รรมมีอำนาจพิจารณาพพิ ากษาคดที ัง้ ปวง เว้นแตค่ ดีที่รฐั ธรรมนูญน้ีหรอื กฎหมายบัญญตั ใิ ห้อย่ใู นอำนาจ ของศาลอ่นื 6.ศาลยตุ ธิ รรมมี 3 ชน้ั คือ ศาลชั้นตน้ ศาลอุทธรณ์ และศาลฎกี า

7.ศาลปกครองมอี ำนาจพจิ ารณาพิพากษาคดที ี่เป็นข้อพิพาทระหวา่ งหนว่ ยราชการ หน่วยราชการของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถนิ่ บทบญั ญัติเกยี่ วกับพรรคการเมอื ง การเลือกต้ัง รัฐบาล พรรคการเมือง คอื องคก์ รทางการเมอื งท่ีรวมบคุ คลท่มี ีอุดมการณ์เดยี วกนั และมเี ป้าหมายเพ่อื ได้อำนาจทางการ เมืองในรัฐบาล นโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองสว่ นมากจะเปน็ ผลรวมของความตอ้ งการภายในพรรค ซ่งึ เมือ่ พจิ ารณาสมาชิกพรรคแตล่ ะคนแลว้ อาจจะมีความแตกต่างกันอย่างมากกไ็ ด้ ในระบอบรฐั สภา พรรคการเมืองส่วนใหญจ่ ะมผี ้นู ำ ซึ่งโดยทัว่ ไปแลว้ ถา้ พรรคการเมืองนั้นได้รับเสยี งขา้ งมาก จะรับ หน้าที่เปน็ ผู้นำรฐั บาล ขณะทใี่ นระบอบประธานาธิบดี พรรคการเมอื งอาจไมม่ ีผูน้ ำที่ชดั เจน โดยเฉพาะในระบบ การเมอื งทีม่ กี ารแยกอำนาจโดยสมบูรณ์ บทบาทและหนา้ ท่ขี องพรรคการเมือง 1) วางนโยบายในการแกไ้ ขปัญหาของประเทศ และแถลงนโยบายเหล่านน้ั ให้ประชนรบั ทราบ เพ่ือจะได้พจิ ารณาว่า ควรจะสนบั สนุนพรรคการเมอื งนัน้ ๆหรอื ไม่ นโยบายของพรรคดังกล่าวสอดคล้องกับความตอ้ งการของประชาชน หรอื ไม่ 2) พิจารณาคดั เลือกผทู้ ีม่ ีคุณสมบัติเหมาะสมทจี่ ะลงสมคั รรบั เลือกต้งั ในนามของพรรค ในระดับชาติและ ท้องถิ่น หรอื ในกรณีทไ่ี ดเ้ ข้าไปเป็นรัฐบาล พรรคกจ็ ะทำหน้าทีค่ ัดเลือกบคุ คลเขา้ ไปทำหนา้ ทที่ างการเมอื งในคณะ รฐั บาล 3) ดำเนนิ การหาเสียงเลอื กต้งั โดยพยายามเขา้ ถงึ ประชาชน รบั ฟังความคดิ ของกลมุ่ ต่างๆในสงั คม และทำการ ประสานประโยชน์กับกลุ่มต่างๆเหล่านั้น เพอ่ื ใหไ้ ด้รบั การสนับสนนุ มากทสี่ ุด 4) นำนโยบายของพรรคท่ีได้แถลงตอ่ ประชาชน ซึ่งเป็นสาเหตทุ ป่ี ระชาชนสนับสนนุ พรรคด้วยการเลอื กตวั แทนทม่ี า จากพรรคของตนไปนั่งในรัฐสภา 5) ใหก้ ารศึกษาและอบรมความรูท้ างการเมอื งให้กบั ประชาชนโดยทั่วไปและสมาชิกพรรค ด้วยการให้ข้อมูลกับ ประชาชนเพ่ือให้มีความรูท้ างการเมอื ง 6) หน้าท่ใี นการควบคุมการทำงานของรัฐบาล เพราะว่านโยบายตา่ งๆของรัฐบาลกต็ ้องคอยตรวจสอบดูวา่ รัฐบาลได้ ดำเนินงานตามนโยบายท่ีแถลงไวห้ รอื ไม่ ซงึ่ เราจะเห็นไดจากการอภปิ รายไม่ไวว้ างใจรัฐบาล ลักษณะดังกล่าวเป็น การควบคมุ นโยบายท่รี ัฐบาลได้แถลงการณไ์ ว้กับรฐั สภา รัฐบาล โดยปกติรัฐบาลจะประกอบคณะรัฐมนตรีจำนวน 18-19 คน รฐั มนตรแี ตล่ ะคนมีหนา้ ทดี่ ูแลรบั ผดิ ชอบกระทรวง ภายใตส้ ังกดั โดยมีนายกรัฐมนตรีเปน็ ผ้นู ำรฐั บาล พรรคการเมอื งมคี วามกระตือรอื ร้นในการแสดงความเหน็ เก่ียวกบั การปกครองที่ตนคาดหวงั จากนอรเ์ วย์ และพรรค การเมอื งสว่ นใหญต่ ้องการอยู่ฝ่ายรัฐบาล เม่ือพรรคการเมืองตา่ งพรรคร่วมกันกอ่ ต้ังรัฐบาลเราเรยี กวา่ คณะร่วม รฐั บาล หากพรรคการเมอื งฝ่ายรฐั บาลได้เสยี งข้างมากในสภา เราเรียกว่ารฐั บาลเสยี งขา้ งมาก หากพรรคการเมอื งที่ รว่ มกันกอ่ ต้งั รฐั บาลมีเสียงน้อยกว่าครึ่งหนง่ึ ของจำนวนสมาชกิ ในสภา เราเรียกว่ารัฐบาลเสยี งข้างน้อย

หนา้ ทขี่ องรัฐบาลท่สี ำคัญคอื เสนอกฎหมายและแก้ไขกฎหมาย สภาเป็นผูอ้ อกกฎหมาย หน้าทขี่ องรฐั บาลคือ ตรวจสอบให้แนใ่ จวา่ มติทเี่ หน็ ชอบจากสภา ได้มีการปฏิบัตติ าม นอกจากน้รี ัฐบาลยังมหี นา้ ทจี่ ัดทำงบประมาณของ ประเทศ พรรคการเมอื งที่ได้นง่ั ในสภา แตไ่ ม่ใช่สมาชิกรฐั บาลถอื เปน็ ฝา่ ยคา้ น คนกลมุ่ นีม้ หี นา้ ทก่ี ดดันรฐั บาลเพื่อใหม้ กี าร ดำเนนิ การตามแผนงานในส่วนของตน การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในอดตี อำนาจรฐั ท่ีมีอยเู่ หนอื ประชาชนน้นั มมี ากและกวา้ งขวางอย่างย่งิ การใชอ้ ำนาจดังกล่าวทงั้ โดย ฝ่ายการเมืองหรอื ฝ่ายประจำอาจเปน็ ทม่ี าของประโยชนท์ มี่ ิชอบ จงึ ได้มกี ารแกไ้ ขสภาพท่ไี ม่พงึ ประสงค์ขา้ งตน้ โดย กำหนดการควบคมุ อำนาจรัฐใหค้ รบถ้วนทุกด้านทั้งดา้ นการเมอื ง โดยกระบวนการทางรัฐสภาและดา้ น กฎหมาย โดยมกี ารจัดตงั้ องคก์ รตรวจสอบการใช้อำนาจรฐั ทงั้ ในรูปของศาลและองค์กรอสิ ระต่างๆ

ใบงานที่ 7 1. รัฐธรรมนญู หมายถึง *กฎหมายสงู สุดในการจดั การปกครองรัฐ 2. ประเทศไทยมกี ารเปล่ียนแปลงการปกครองอยา่ งไรและเมื่อใด *ระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชยเ์ ป็นประชาธปิ ไตย เมือ่ 24 มถิ ุนายน 2475 3. ประเทศไทยไดป้ ล่ยี นจากคำว่า สยาม มาเป็น ไทย เม่ือใด และประกาศในรัฐธรรมนูญฉบบั ใด *ปี พ.ศ. 2482 , ฉบับท่ี 2 (รชั ธรรมนญู แห่งราชจักรสยาม พทุ ธศักราช 2475) 4. สรปุ สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบบั ที่ 3 *มีแนวทางในการดำเนนิ การปกครองท่เี ป็นประชาธปิ ไตยมากข้ึน โดยสมาชกิ สภามาจากการเลอื กตัง้ , แยกข้าราชการการเมอื งออกจากข้าราชการประจำ 5. รัฐธรรมนญู ฉบบั ปจั จบุ นั เป็นฉบับท่ีเทา่ ไหร่ ประกาศใช้ปีใด *ฉบับท่ี 18 , 24 สงิ หาคม 2550 6. รฐั ธรรมนญู ฉบบั ใดเป็นฉบับทีใ่ ช้นานท่สี ุด และกป่ี ี *ฉบบั ที่ 2 , 14 ปี (2489 - 2475) 7. ประมขุ แหง่ รัฐ(ไทย) หมายถงึ *พระมหากษัตริย์ 8. อำนาจอธปิ ไตยประกอบด้วยฝ่ายใดบา้ ง และแตล่ ะฝา่ ยมใี คร เป็นหัวหนา้ (ให้ตอบชอื่ ตำแหน่ง) * ฝา่ ยนิติบญั ญัต(ิ ประธานรฐั สภา), ฝา่ ยบริหาร(นายกรฐั มนตรี), ฝ่ายตลุ าการ(ประธานศาลฎกี า) 9. การเลอื กตงั้ ท่ัวไปเปน็ การเปลยี่ นแปลงในฝ่ายใดของอำนาจอธปิ ไตย *ฝ่ายบรหิ าร 10. การปกครองระบบประชาธิปไตย คำนงึ ถงึ เรอ่ื งใดเป็นสำคญั *สิทธิและเสรภี าพ

บันทกึ หลงั สอน 1. ปญั หาหรอื อุปสรรคในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแกป้ ญั หาหรืออปุ สรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรบั ปรงุ แผนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ เรื่อง การปฐมนเิ ทศ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเห็นของผนู้ เิ ทศทีไ่ ด้รับมอบหมายจากผูบ้ ริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง…………………………………………………. ความคดิ เหน็ ของผู้บริหารสถานศกึ ษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………….


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook