Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore AL-คำนำ

AL-คำนำ

Published by superses26, 2020-05-04 08:10:31

Description: AL-คำนำ

Search

Read the Text Version

คูม่ ือ การประชมุ ปฏิบตั ิการออกแบบการเรียนรู้ ตามแนว Active Learning อภิชาต เขม็ พิลา ศกึ ษานเิ ทศก์ชานาญการพิเศษ สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร

คำนยิ ม การศึกษาเปน็ หวั ใจสาคัญของการพัฒนาประเทศและได้รบั การคาดหวังให้ทาหนา้ ทต่ี า่ งๆ ทเ่ี ป็น รากฐานสาคญั ในการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ เปน็ สว่ นช่วยในการเพิ่มความเท่าเทียมในสงั คมและเป็นจุดเรมิ่ ตน้ ของการสร้างอาชีพ ซึง่ เปน็ ตวั ขับเคลือ่ นการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ และความเจริญรุง่ เรืองของประเทศ แต่ในสภาวการณป์ จั จบุ นั ทัว่ โลกกาลังเผชญิ กบั การเปล่ียนแปลงทางสงั คม วฒั นธรรม การเมือง เศรษฐกิจและ เทคโนโลยีอย่างรวดเรว็ ขา้ มวัฒนธรรม ก่อใหเ้ กิดเปน็ สังคมพหุวฒั นธรรม โลกการทางานปรบั เปลยี่ นจากการ ทางานที่ใช้บุคคลท่ีมีองค์ความรเู้ ดียวกัน ทักษะเดียวกัน และทางานในสายงานเดยี วกนั จาเป็นตอ้ งปรับตวั ให้ ทันตอ่ การเปล่ียนนแปลงโดยตอ้ งจดั การศึกษาให้ทันกบั สถานการณโ์ ลกท่ีเตม็ ไปดว้ ยความรู้และข้อมลู ที่เพ่มิ ขนึ้ รวมทง้ั ต้องวางแผนการผลติ และพัฒนากาลังคนของประเทศใหก้ ้าวทนั ต่อกระแสอาชพี ในปจั จุบนั และ แนวโน้มการเปลยี่ นแปลงทจี่ ะเกิดขนึ้ ในอนาคต แนวคดิ ในการจัดการศึกษาจึงตอ้ งเน้นคุณภาพ ความสามารถของผ้สู อน ลดปรมิ าณความซา้ ซอ้ นของ เนื้อหา โดยเฉพาะนโยบายทางการจดั การศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผูเ้ รยี นมที กั ษะท่จี าเปน็ ในศตวรรษท่ี 21 ในสว่ น ของผูป้ ฏิบัตกิ าร เช่น ครู อาจารย์ก็มกี ารปรับเปล่ียนวธิ กี ารจัดการเรยี นการสอนให้ความสาคัญและใหผ้ ู้เรยี น มีบทบาทมากขึน้ มใี ชว้ ิธกี ารจัดการเรยี นการสอนรูปแบบตา่ งๆ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งทักษะการคดิ โดยการฝกึ ให้ ผเู้ รียนมกี ารเรยี นรู้ที่รูล้ กึ รู้จริง เรียนรูต้ ลอดชวี ติ และสามารถสอ่ื สารได้ โดยการฝึกให้ผู้เรยี น อธบิ ายในมุมมอง ของตนเองให้เพ่ือน สื่อสารได้ นอกจากน้ีอาจฝึกโดยใช้การถามต่อเน่ือง ใหเ้ กิดการเรียนรูใ้ นเชงิ ลกึ ของเรื่อง นั้นๆ เมือ่ ถึงคาถามท่ีตอบไม่ได้ จะท้าใหผ้ ู้เรยี นต้องใชก้ ารค้นควา้ เพิ่มเติมหรอื ถ้าเปน็ คาถามทลี่ ึกจนอาจคน้ หา ขอ้ มลู ต่อไมไ่ ด้แลว้ ผู้เรียนตอ้ งใชพ้ ื้นฐานความรู้มาประมวลผล นาขอ้ มลู ท่มี ีมาสนบั สนนุ เป็นการฝกึ การสรา้ ง ความเชื่อมโยงความรูใ้ นแตล่ ะสาขาเขา้ ด้วยกนั ดังน้ัน ควรสรา้ งบรรยากาศใหผ้ ู้เรียนกล้าพูด กลา้ ตอบ และ สนกุ สนานในการเรียน ขอแสดงความช่นื ชมและของคุณ ศกึ ษานิเทศก์อภิชาต เข็มพลิ า ทไี่ ด้ศกึ ษาเรื่อง Active Learning อยา่ งจรงิ จังและนาหลักคิดทฤษฎีปรบั สูก่ ระบวนการปฏบิ ัติท่ีเปน็ รปู ธรรมโดยมหี ลกั วิชารองรับ หวังเปน็ อยา่ งยง่ิ ว่า ชดุ กิจกรรมการประชมุ ปฏบิ ัตกิ ารนจ้ี ะเกิดประโยชนต์ ่อการพัฒนาครูสู่การปรับการเรียนการสอน ทีเ่ ป็นจรงิ สง่ ผลต่อการพัฒนาผเู้ รยี นอย่างมคี ุณภาพอกี ท้งั สนองตอบต่อนโยบายระดบั ชาติต่อไป นายอดลุ ยศักดิ์ บุญเอนก ผู้อานวยการสานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 26

คำนำ การเรยี นเชงิ รกุ (Active Learning) เป็นการเรยี นท่ีเนน้ ให้ผู้เรยี นมปี ฏสิ ัมพนั ธ์กับการเรยี นการสอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดข้ันสงู ไมเ่ พยี งแต่ฟัง ผู้เรียนจะต้องอ่าน เขยี น ถามค้าถาม อภปิ ราย รว่ มกัน และลงมือปฏบิ ตั ิ จรงิ ท้ังนีต้องคานงึ ถึงความรู้เดิมและความต้องการของผูเ้ รยี นเป็นสาคัญ ลกั ษณะของการเรียนเชิงรุก (Active Learning) คอื เป็นการเรียนการสอนทีเ่ ปิดโอกาสให้ผู้เรียน มสี ว่ นร่วมในกระบวนการเรยี นรู้สูงสุด ผูเ้ รยี นเรียนรูค้ วามรับผิดชอบร่วมกนั การมวี นิ ัยในการทางาน การแบง่ หน้าที่ความรับผดิ ชอบ เป็นกระบวนการสรา้ งสถานการณใ์ ห้ผเู้ รยี นอ่าน พดู ฟงั คิดอยา่ งลมุ่ ลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ ดว้ ยตนเอง เปดิ โอกาสใหผ้ ้เู รยี นบูรณาการข้อมลู ข่าวสาร หรอื สารสนเทศ และหลกั การความคิดรวบยอด ผู้สอนจะเปน็ ผูอ้ านวยความสะดวกในการจัดการเรยี นรู้ เพ่ือให้ผู้เรียนเป็น ผู้ปฏบิ ัติดว้ ยตนเอง และความรเู้ กิดจากประสบการณ์ การสรา้ งองค์ความรแู้ ละการสรุปทบทวนของผู้เรยี น หัวใจสาคญั ในการปรับการเรียนเปลีย่ นการสอนคือ “ครู” ดังนน้ั ผู้จัดทาจงึ ได้ออกแบบเอกสารชุดนี้ เพื่อใช้ในการประชมุ ปฏบิ ตั กิ ารควบคกู่ บั สอ่ื อื่น ๆ ไดแ้ ก่ สไลด์ คลิป เอกสาร eBOOK เพื่อให้ครไู ด้ร่วม ออกแบบกจิ กรรมการเรียนเชงิ รุก (Active Learning) เพ่ือนาไปใช้กบั นักเรยี นในระดับช้ันเรียน โดยอาจ ประยุกตเ์ ข้ากับแนวทางลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ การจัดกิจกรรมสอดแทรกไปตามเน้ือหาท่เี ก่ียวข้องในช่วั โมง เรยี น หรือจัดกิจกรรมในวชิ าเพม่ิ เตมิ หรือกิจกรรมนอกช้ันเรยี น สง่ เสรมิ การสร้างนวัตกรรม และต่อยอด ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชวี ิตอ่ืน ๆ ต่อไป หวังเปน็ อยา่ งยงิ่ ว่า เอกสารและสอ่ื ชุดนจี้ ะเปน็ เคร่ืองมือสาคัญทชี่ ่วยให้ครูสามารถจัดการเรยี นการ สอนเชิงรุก (Active Learning) โดยประยกุ ต์ใชใ้ หเ้ หมาะสมกับบริบทของโรงเรยี น และมีผลการพฒั นาผูเ้ รยี น อย่างมีประสิทธิผลและประสทิ ธภิ าพ อภชิ าต เข็มพลิ า ศกึ ษานเิ ทศก์ชานาญการพิเศษ สานกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 26

สำรบญั เรอ่ื ง หนา้ คานิยม ............................................................................................................................. ............... ก คานา ............................................................................................................................................... ข สารบญั ............................................................................................................................................ ค แผนการจดั ประชุมปฏบิ ัติการ ......................................................................................................... 1 Active Learning กับการเรียนร้ใู นศตวรรษที่ 21 ยคุ ไทยแลนด์ 4.0 ............................................. 4 กิจกรรมการออกแบบการเรยี นรู้เชิงรุก ……………………………............................................................ 23 บรรณานุกรม ................................................................................................................................. 31

แผนการประชมุ ปฏิบตั กิ าร “การออกแบบการเรียนรู้เชิงรกุ Active Learning” 1. สาระสาคญั Active Learning เป็นกระบวนการเรียนการสอนอย่างหน่ึง ซง่ึ เปน็ การเรียนร้ผู า่ นการปฏิบัติ หรอื การลงมือทาซง่ึ ”ความรู้“ ทเี่ กดิ ข้ึนก็เปน็ ความรทู้ ่ีไดจ้ ากประสบการณ์ กระบวนการในการจดั กจิ กรรมการ เรียนรทู้ ผ่ี ้เู รียนตอ้ งไดม้ โี อกาสลงมอื กระทามากกว่าการฟงั เพยี งอย่างเดยี ว ต้องจดั กิจกรรมให้ผู้เรยี นได้การ เรียนรโู้ ดยการอ่าน, การเขยี น, การโต้ตอบ, และการวเิ คราะหป์ ญั หา อีกท้งั ใหผ้ เู้ รียนไดใ้ ช้กระบวนการคิด ข้ันสงู ได้แก่ การวเิ คราะห์, การสังเคราะห์, และการประเมินคา่ ดงั นัน้ จงึ ได้เปรียบคือ หากเปรียบความรเู้ ปน็ “กบั ข้าว” อย่างหน่ึงแล้ว Active learning กค็ ือ “วิธีการปรงุ ” กับข้าวชนดิ นนั้ ดงั นัน้ เพ่ือให้ได้กับข้าว ดงั กลา่ ว เราก็ต้องใชว้ ิธกี ารปรงุ อันน้แี หละแต่ว่ารสชาตจิ ะออกมาอยา่ งไรกข็ นึ้ กับประสบการณ์ความชานาญ ของผปู้ รงุ น่นั เอง 2. วัตถุประสงค์ เพ่อื ให้ผู้เขา้ ร่วมประชมุ ปฏิบตั ิการ 2.1 มีความรูค้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกบั การออกแบบการเรียนรู้ Active Learning 2.2 สามารถวเิ คราะห์และออกแบบการเรยี นรู้ Active Learning 2.3 มเี จตคตทิ ี่ดตี อ่ การจัดการเรยี นรู้ Active Learning 3. เนื้อหาการประชุมปฏบิ ัติการ 3.1 การเรียนรูแ้ ละทกั ษะสาหรบั นักเรียนในศตวรรษท่ี 21 3.2 การจัดการเรยี นรู้ Active Learning 3.3 กระบวนการเรยี นรู้/เทคเนควธิ ีสอนแนว Active Learning 3.4 การวัดผลและประมนิ ผลงานจากกิจกรรมตามแนว Active Learning 4. กิจกรรมการประชุมปฏิบัติการ หน่วยย่อย กิจกรรม เวลา การเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 1. สรา้ งความสนใจดว้ ย VTR/PPT 1 : 00 2. ช้ีแจงวตั ถุประสงค์ ชว่ั โมง 3. อภปิ รายและนาเสนอความรแู้ ละทักษะสาหรับผเู้ รียน ในศตวรรษท่ี 21 และหาข้อสรปุ รว่ มกนั ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 1

หน่วยยอ่ ย กจิ กรรม เวลา การจัดการเรียนรู้ Active 1:30 Learning 1. วทิ ยากรสร้างความสนใจด้วยประเดน็ คาถาม “จัดการ ชัวโมง เรยี นรู้อย่างไรให้ผู้เรยี นมคี วามรู้และทักษะ 3R7C ??” กระบวนการเรียนร้/ู เทคเนควธิ ี 1:30 สอนแนว Active Learning 2. แบ่งกลมุ่ ทากจิ กรรมที่ 1 ระดมสมองลงในชารต์ และ ช่ัวโมง สง่ ตัวแทนนาเสนอ ออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้ 2:00 Active Learning 3. วทิ ยากรให้ความรู้เพิ่มเตมิ เก่ยี วกบั ความหมาย STEM ชว่ั โมง Education, Active Learning, QSCCS, Bloom’s Taxonomy 4. ให้แต่ละกล่มุ นาผลงานไปติดเพ่อื เป็น Walk Gallery 1. วทิ ยากรสรา้ งความสนใจด้วยประเด็นคาถาม “เรียง ปงิ ปองบนกระดาษได้อย่างไร ?” 2. แบง่ กล่มุ ทากิจกรรม “เรยี งปงิ ปองบนกระดาษได้ อย่างไร ?” สงั เกตกระบวนการทางาน 3. แตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนนาเสนอผลงาน และทดสอบ สง่ิ ประดษิ ฐ์ผลงาน 4. วิทยากรและผเู้ ข้าร่วมประชุมปฏบิ ัติการสรปุ ขั้นตอน กระบวนการเรียนรู้, Project Based Learning, Problem Based Learning, Design Based Learning, Inquiry, QSCCS, การเรียนรจู้ ากชุมชน etc. 1. วทิ ยากรสร้างความสนใจด้วยประเด็นคาถาม “ใน โรงเรยี น ครจู ะจดั กิจกรรม Active Learning แบบ ไหน อย่างไร ?? ” 2. แบง่ กลุม่ ทากจิ กรรม “ออกแบบหนว่ ย/แผน/กจิ กรรม Active Learning” กลมุ่ ละ 1 กจิ กรรม 3. แต่ละกลมุ่ สง่ ตัวแทนนาเสนอผลงาน วทิ ยากรวิพากษ์ รว่ มกบั ผเู้ ขา้ ร่วมประชุมว่า ผลงานตอบโจทย์ 3R8C และเปน็ กระบวนการนวัตกรรมหรอื ขัน้ ตอน Active Learning หรอื ไม่ อยา่ งไร ?? 4. ให้แต่ละกลมุ่ นาผลงานไปติดเพ่อื เป็น Walk Gallery ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 2

หนว่ ยยอ่ ย กจิ กรรม เวลา 3.4 การวดั ผลและประมินผลงาน 1. วิทยากรสอบถามแนวทาวการวดั และประเมินผลงาน/ 2:00 จากกิจกรรมตามแนว Active ชิ้นงานท่ีคุณครูใช้ในแต่ละหน่วย/แผน/กิจกรรม ช่ัวโมง Learning 2. แบ่งกล่มุ ทากิจกรรมสร้างเครือ่ งมือวดั ผล/ประเมนิ ผล “หน่วย/แผน/กิจกรรม Active Learning จากกจิ กรรม ทผ่ี ่านมา 3. แตล่ ะกลุม่ สง่ ตวั แทนนาเสนอผลงาน วทิ ยากรวพิ ากษ์ รว่ มกับผเู้ ขา้ ร่วมประชมุ ว่า เคร่อื งมือสอดคล้องกับ Bloom’s Taxonomy และครอบคลมุ ตามจุดประสงค์ ของแผนการจดั กิจกรรมหรือไม่ มีความซา้ ซ้อนหรือไม่ และปรบั ปรุงใหส้ มบรู ณ์ 4. ให้แต่ละกลมุ่ นาผลงานไปติดเพ่ือเปน็ Walk Gallery 5. ส่อื การอบรม 5.1 คลปิ /VTR 5.2 สไลดเ์ พาเวอร์พ้อย 5.3 คู่มอื การประชุมปฏบิ ัติการ 5.4 ชุดใบกิจกรรม 5.5 กระดาษบรุฟ๊ /สเี มจิกนา้ 5.6 กระดาษรไี ซเคลิ 5.7 เทปกาวใส 6. การประเมนิ ผลการประชุมปฏบิ ตั กิ าร ส่ิงท่ตี ้องการประเมนิ วธิ ีการวดั /ประเมนิ เครื่องมือการวัด/ เกณฑ์การผา่ น ประเมนิ การจัดการเรยี นรู้ Active 1. การสงั เกต ผา่ นเกณฑ์ 1. แบบสังเกต >ร้อยละ 70 Learning 2. ผลงานกลมุ่ 2. รบู รกิ ผลงาน ผา่ นเกณฑ์ >รอ้ ยละ 70 การจดั การเรยี นรู้ Active 1. การสังเกต 1. แบบสงั เกต ผ่านเกณฑ์ 2. รบู รกิ ผลงาน >รอ้ ยละ 70 Learning 2. ผลงานกลมุ่ ผา่ นเกณฑ์ 1. แบบสงั เกต >ร้อยละ 70 กระบวนการเรยี นร้/ู เทคเนควิธสี อน 1. การสงั เกต 2. รูบรกิ ผลงาน ผ่านเกณฑ์ >ร้อยละ 70 ตามแนว Active Learning 2. ผลงานกลมุ่ 1. แบบสงั เกต 2. รูบริกผลงาน ออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้ 1. การสงั เกต 1. แบบสงั เกต Active Learning 2. ผลงานกลุ่ม 2. รูบริกผลงาน การวัดผลและประมนิ ผลงานจาก 1. การสังเกต กิจกรรม Active Learning 2. ผลงานกลุ่ม ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 3

กจิ กรรมที่ 1 ภารกจิ : ความรู้และทักษะในศตวรรษที่ 21 รูปแบบกิจกรรม : งานกลุ่ม วัตถปุ ระสงค์ 1. เพอื่ สืบคน้ และศึกษาความรู้และทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 2. เพอ่ื วเิ คราะห์องค์ประกอบของเปแหมายการพฒั นาผเู้ รยี นในศตวรรษที่ 21 3. เพ่ือนาเสนอและแลกเปลย่ี นเรยี นร้แู นวคดิ ในการพฒั นาผเู้ รยี นด้านความร้แู ละทักษะในศตวรรษที่ 21 กจิ กรรม 1. ศกึ ษา “ความรแู้ ละทกั ษะในศตวรรษที่ 21” จากสอื่ /เอกสาร/คลปิ /วิทยากร 2. กลุ่มสรุปประเดน็ เป็นแผนท่คี วามคดิ และนาเสนอ/แลกเปล่ยี นเรียนรู้ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 4

กจิ กรรมที่ 2 ภารกิจ : การจัดการเรียนร้ใู นศตวรรษที่ 21 รปู แบบกิจกรรม : งานกลมุ่ วตั ถุประสงค์ 1. เพ่อื สืบค้นและศึกษากระบวนการเรียนนร้เู พ่อื พัฒนาผเู้ รียนความรแู้ ละทักษะในศตวรรษท่ี 21 2. เพื่อวเิ คราะห์/สรรหากจิ กรรมการเรียนรทู้ ี่สง่ ผลต่อการพัฒนาผเู้ รยี นด้านความรแู้ ละทักษะในศตวรรษท่ี 21 3. เพื่อนาเสนอและแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ กจิ กรรม 1. ศึกษา “กระบวนการเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 (Active Learning) จากสอื่ /เอกสาร/คลิป 2. กลุ่มสรปุ ประเดน็ เปน็ Concept Mapping 3. ตวั แทนกลุ่มนาเสนอ/แลกเปลยี่ นเรียนรู้ และเดนิ ชมผลงาน Walk Gallery ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 5

กิจกรรมที่ 3 ภารกิจ : หลกั การจดั การเรียนรู้ Active Learning รปู แบบกิจกรรม : งานกลุม่ วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพือ่ ฝกึ การปฏิบัติกิจกรรม Active Learning ตามแนว Design Based Learning 2. เพอ่ื วิเคราะห์กิจกรรมการเรยี นรู้ตามหลกั 3R4C, 4H, Bloom’s Taxonomy 3. เพ่อื นาเสนอและแลกเปล่ียนเรียนรู้ กิจกรรม 1. แต่ละกลุ่มรบั อุปกรณแ์ ละปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ตามประเด็นคาถาม “เรียงปิงปองบนกระดาษได้อย่างไร ?” 2. ตวั แทนกลมุ่ นาเสนอผลงาน/ตรวจสอบคุณภาพ/แลกเปล่ยี นเรียนรู้ 3. วิทยากรและผู้เข้าร่วมประชุมปฏบิ ตั ิการร่วมวิพากษ์และสรุปองคค์ วามรู้ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 6

กจิ กรรมที่ 4 ภารกจิ : ออกแบบหน่วย/แผนการจัดการเรยี นรู้ Active Learning รปู แบบกิจกรรม : งานกลมุ่ วัตถปุ ระสงค์ 1. เพอื่ ฝกึ การปฏิบัติออกแบบกจิ กรรม Active Learning ตามท่ีถนดั (DBL, PBL, ละคร, แหล่งเรยี นร,ู้ etc.) 2. เพ่ือวเิ คราะห์กิจกรรมท่ีออกแบบ Active Learning (ตามหลัก 3R4C, 4H, Bloom’s Taxonomy) 3. เพ่อื นาเสนอและแลกเปลีย่ นเรียนรู้ กิจกรรม 1. แตล่ ะกลุม่ วเิ คราะหม์ าตรฐาน/ตัวช้วี ดั /เนื้อหา และกาหนดประเดน็ คาถามสาหรบั นักเรียนในการเรยี นรู้ 2. สมาชิกกลมุ่ ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ Active Learning 1 กิจกรรม ลงในกระดาษบรุ๊ฟ 3. ตัวแทนกล่มุ นาเสนอผลงาน/ร่วมตรวจสอบคุณภาพ/แลกเปล่ยี นเรยี นรู้ 4. วิทยากรและผูเ้ ขา้ รว่ มประชุมปฏิบตั ิการรว่ มวิพากษ์และสรปุ องคค์ วามรู้ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 7

กิจกรรมท่ี 5 ภารกจิ : ออกแบบเคร่ืองมือประเมนิ กิจกรรม Active Learning รูปแบบกิจกรรม : งานกลมุ่ วัตถปุ ระสงค์ 1. เพื่อฝกึ การปฏบิ ัตอิ อกแบบเครอ่ื งมือประเมินกจิ กรรม Active Learning (ตอ่ เน่ืองจากกิจกรรมที่ 4) 2. เพ่ือวิเคราะหเ์ คร่ืองมือทีส่ ร้างข้ึน 3. เพือ่ นาเสนอและแลกเปล่ียนเรยี นรู้ กิจกรรม 1. แต่ละกลมุ่ วิเคราะห์มาตรฐาน/ตัวชว้ี ัด/เนอื้ หา ศึกษากจิ กรรมและข้ันการจัดกจิ กรรม Active Learning 2. สมาชิกกลุ่มออกแบบเคร่ืองมือการวดั ผลและประเมินผล ตามหลกั Bloom’s Taxonomy ลงใน กระดาษบรุ๊ฟ 3. ตวั แทนกลมุ่ นาเสนอผลงาน/รว่ มตรวจสอบคณุ ภาพ/แลกเปลยี่ นเรยี นรู้ 4. วทิ ยากรและผู้เขา้ ร่วมประชุมปฏบิ ัตกิ ารร่วมวิพากษแ์ ละสรุปองคค์ วามรู้ สงิ่ ท่ีวดั วธิ ีการวดั เครือ่ งมือในการวัด เกณฑ์การผ่าน ตัวอยา่ งเคร่อื งมือ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 8

Active Learning กบั การเรยี นรูใ้ นศตวรรษท่ี 21 ยุคไทยแลนด์ 4.0 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ความทา้ ทายดา้ นการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมนกั เรียนให้พร้อมกับชีวิตในศตวรรษท่ี 21 เป็นเรื่องสาคัญของกระแสการปรบั เปลี่ยนทางสงั คมท่เี กดิ ขึ้นในศตวรรษท่ี 21 ส่งผลต่อวถิ กี ารดารงชีพของ สังคมอย่างทั่วถงึ ครูจงึ ต้องมีความตน่ื ตวั และเตรยี มพร้อมในการจัดการเรยี นรู้เพือ่ เตรียมความพร้อมให้ นักเรยี นมีทักษะสาหรบั การออกไปดารงชวี ติ ในโลก นั่นคือ ทกั ษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ทส่ี ง่ ผลใหม้ ีการ เปล่ยี นแปลงการจดั การเรียนรู้เพื่อให้เดก็ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะจาเป็น ซ่ึงเป็นผลจากการปฏริ ูป เปลย่ี นแปลงรูปแบบการจดั การเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ซงึ่ วจิ ารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กลา่ วถึง ทักษะเพื่อการดารงชวี ิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้ สาระวชิ าหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย ภาษาแม่ และภาษาสาคัญของโลก ศิลปะ คณิตศาสตร์ การปกครองและหน้าท่ีพลเมือง เศรษฐศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ภมู ิศาสตร์ และประวตั ิศาสตร์ โดย วชิ าแกนหลกั นี้ จะนามาสู่การกาหนดเป็นกรอบแนวคิดและยทุ ธศาสตรส์ าคญั ต่อ การจดั การเรยี นรใู้ นเนอื้ หา เชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหวั ขอ้ สาหรบั ศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจใน เน้อื หาวิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เข้าไปในทุกวชิ าแกนหลัก อันไดแ้ ก่ ความรู้ เกยี่ วกบั โลก (Global Awareness) ความรเู้ กี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธรุ กจิ และการเปน็ ผ้ปู ระกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy) ความรู้ดา้ นการเปน็ พลเมืองทดี่ ี (Civic Literacy) และความร้ดู ้านสุขภาพ (Health Literacy) ทกั ษะดา้ นการเรียนร้แู ละนวัตกรรม จะเป็นตวั กาหนดความพรอ้ มของนักเรยี นเขา้ สู่โลกการทางานที่ มคี วามซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ไดแ้ ก่ ความริเรมิ่ สร้างสรรค์และนวตั กรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและ การแกป้ ัญหา การส่ือสารและการรว่ มมอื ทักษะดา้ นสารสนเทศ สือ่ และเทคโนโลยี เนอ่ื งด้วยในปจั จบุ นั มกี ารเผยแพรข่ ้อมูลข่าวสารผ่านทาง ส่ือและเทคโนโลยีมาก มาย ผู้เรียนจงึ ต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคดิ อย่างมีวิจารณญาณและ ปฏบิ ตั งิ านได้หลากหลาย โดยอาศยั ความรใู้ นหลายด้าน ดังนี้ ความรู้ด้านสารสนเทศ ความรเู้ กีย่ วกบั สือ่ และ ความรู้ด้านเทคโนโลยี ทกั ษะด้านชีวิตและอาชพี ในการดารงชีวติ และทางาน ในยคุ ปัจจบุ นั ใหป้ ระสบความสาเรจ็ นกั เรยี น จะต้องพฒั นาทักษะชวี ิตท่ีสาคัญ คอื ความยดื หยุ่นและการปรบั ตัว การรเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์และเปน็ ตัวของตัวเอง ทักษะสงั คมและสังคมข้ามวฒั นธรรม การเปน็ ผู้สรา้ งหรอื ผู้ผลิต (Productivity) และความรับผดิ ชอบเช่อื ถอื ได้ (Accountability) ภาวะผ้นู าและความรบั ผดิ ชอบ (Responsibility) ทกั ษะของคนในศตวรรษท่ี 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวติ คอื การเรียนรู้ 3R x 7C ทักษะการ เรยี นรู้ 3R คือ Reading (อา่ นออก), (W) Riting (เขยี นได้), และ (A) Rithemetics (คิดเลขเปน็ ) ส่วนทักษะ การเรียนรู้ 7C ประกอบด้วย Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคดิ อยา่ งมี วจิ ารณญาณ และทักษะในการแกป้ ญั หา) Creativity and Innovation (ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 9

นวัตกรรม) Cross-cultural Understanding (ทักษะดา้ นความเข้าใจความต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทศั น)์ Collaboration, Teamwork and Leadership (ทกั ษะดา้ นความร่วมมอื การทางานเป็นทีม และภาวะผนู้ า) Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรเู้ ทา่ ทัน สอ่ื ) Computing and ICT Literacy (ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร) และ Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรยี นร)ู้ Active Learning คอื กระบวนการจัดการเรยี นรู้ที่ผเู้ รียนได้ลงมือกระทาและไดใ้ ชก้ ระบวนการคิด เกยี่ วกับส่ิงท่ีเขาได้กระทาลงไป (Bonwell, 1991) เป็นการจัดกิจกรรมการเรยี นรูภ้ ายใต้สมมตฐิ านพน้ื ฐาน 2 ประการคอื 1) การเรยี นรเู้ ป็นความพยายามโดยธรรมชาตขิ องมนุษย์, และ 2) แตล่ ะบคุ คลมีแนวทางในการ เรยี นรู้ทแี่ ตกตา่ งกัน (Meyers and Jones, 1993) โดยผู้เรยี นจะถูกเปล่ยี นบทบาทจากผู้รบั ความรู้(receive) ไปสูก่ ารมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้(co-creators) (Fedler and Brent, 1996) Active Learning เปน็ กระบวนการเรยี นการสอนอย่างหนึ่ง แปลตามตัวก็คือ เป็นการเรียนร้ผู า่ นการ ปฏิบตั หิ รอื การลงมือทาซึง่ ”ความรู้“ ท่ีเกิดข้นึ ก็เปน็ ความรูท้ ีไ่ ดจ้ ากประสบการณ์ กระบวนการในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ี่ผู้เรียนต้องได้มีโอกาสลงมือกระทามากกวา่ การฟงั เพยี งอย่างเดยี ว ตอ้ งจดั กิจกรรมให้ ผ้เู รยี นไดก้ ารเรียนรูโ้ ดยการอ่าน, การเขยี น, การโต้ตอบ, และการวิเคราะห์ปญั หา อีกทง้ั ใหผ้ เู้ รยี นไดใ้ ช้ กระบวนการคดิ ข้นั สูง ได้แก่ การวเิ คราะห์, การสงั เคราะห์, และการประเมินค่า สรุปไดว้ ่า Active Learning เปน็ กระบวนการเรียนรู้ท่ีให้ผเู้ รียนได้เรยี นรู้อยา่ งมคี วามหมาย โดยการ ร่วมมอื ระหวา่ งผ้เู รียนดว้ ยกนั ในการนี้ ครูตอ้ งลดบทบาทในการสอนและการให้ขอ้ ความรู้แกผ่ เู้ รียนโดยตรงลง แต่ไปเพ่มิ กระบวนการและกจิ กรรมท่จี ะทาให้ผูเ้ รียนเกดิ ความกระตอื รือรน้ ในการจะทากิจกรรมต่างๆ มากขน้ึ และอยา่ งหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการแลกเปล่ยี นประสบการณ์ โดยการพดู การเขยี น การอภปิ รายกบั เพ่อื นๆ” กระบวนการเรียนรู้ Active Learning ทาใหผ้ ู้เรยี นสามารถรกั ษาผลการเรียนร้ใู ห้อยคู่ งทนได้มากและ นานกว่ากระบวนการเรียนรู้ Passive Learning เพราะกระบวนการเรียนรู้ Active Learning สอดคล้องกบั การทางานของสมองทีเ่ กี่ยวข้องกบั ความจา โดยสามารถเก็บและจาสง่ิ ที่ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมสี ่วนรว่ ม มี ปฏิสมั พนั ธ์ กบั เพื่อน ผสู้ อน ส่งิ แวดล้อม การเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัตจิ ริง จะสามารถเก็บจาในระบบความจา ระยะยาว (Long Term Memory) ทาใหผ้ ลการเรยี นรู้ ยังคงอยู่ไดใ้ นปริมาณที่มากกวา่ ระยะยาวกว่า ซ่ึง อธบิ ายไว้ ดงั รปู ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 10

จากรูปจะเห็นได้ว่า กรวยแหง่ การเรียนรู้น้ไี ดแ้ บง่ เป็น 2 กระบวนการ คือ กระบวนการเรยี นรู้ Passive Learning - กระบวนการเรียนรู้โดยการอ่านท่องจาผูเ้ รยี นจะจาไดใ้ นสิง่ ท่เี รยี นไดเ้ พียง 10% - การเรยี นร้โู ดยการฟังบรรยายเพยี งอย่างเดยี วโดยทีผ่ ้เู รียนไม่มีโอกาสได้มสี ว่ นร่วมในการเรยี นรู้ - กิจกรรมอืน่ ในขณะท่ีอาจารย์สอนเมอ่ื เวลาผ่านไปผ้เู รียนจะจาไดเ้ พียง 20% - หากในการเรียนการสอนผูเ้ รียนมีโอกาสไดเ้ หน็ ภาพประกอบด้วยกจ็ ะทาใหผ้ ลการเรยี นรคู้ งอยู่ได้ เพ่มิ ข้ึน เปน็ 30% - กระบวนการเรยี นรทู้ ี่ผสู้ อนจดั ประสบการณ์ใหก้ บั ผูเ้ รยี นเพิม่ ขึ้น เชน่ การให้ดูภาพยนตร์ การสาธติ - จัดนทิ รรศการใหผ้ เู้ รยี นได้ดู รวมทงั้ การนาผเู้ รยี นไปทัศนศึกษา หรอื ดูงาน ก็ทาให้ผลการเรียนรู้ เพิ่มขนึ้ เป็น 50% การบวนการเรยี นรู้ Active Learning - การใหผ้ ู้เรยี นมีบทบาทในการแสวงหาความรู้และเรยี นรู้อย่างมีปฏสิ ัมพันธ์จนเกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ นาไปประยุกต์ใชส้ ามารถวเิ คราะห์ สังเคราะห์ ประเมนิ ค่าหรือ สรา้ งสรรค์ส่ิงต่างๆ และพัฒนาตนเองเต็ม ความสามารถ รวมถึงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เขาไดม้ ีโอกาสรว่ มอภิปรายให้มโี อกาสฝึกทักษะการ ส่อื สาร ทาให้ผลการเรียนรูเ้ พิ่มขน้ึ 70% - การนาเสนองานทางวิชาการ เรียนรใู้ นสถานการณ์จาลอง ทัง้ มีการฝกึ ปฏิบัติ ในสภาพจริง มกี าร เช่ือมโยงกบั สถานการณ์ ตา่ งๆ ซึง่ จะทาให้ผลการเรยี นรูเ้ กิดขน้ึ ถงึ 90% ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 11

ลักษณะของ Active Learning (อา้ งองิ จาก : ไชยยศ เรอื งสุวรรณ) - เปน็ การเรยี นการสอนท่พี ฒั นาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคดิ การแกป้ ญั หา การนาความรู้ไป ประยกุ ตใ์ ช้ - เป็นการเรยี นการสอนทีเ่ ปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนมีส่วนรว่ มในการเรยี นรู้ - ผู้เรยี นสร้างองคค์ วามร้แู ละจัดระบบการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง - ผู้เรยี นมีสว่ นร่วมในการเรียนการสอน มีการสรา้ งองคค์ วามรู้ การสร้างปฎสิ มั พันธ์ร่วมกนั และ ร่วมมือกนั มากกวา่ การแขง่ ขัน - ผ้เู รยี นไดเ้ รียนรูค้ วามรับผดิ ชอบรว่ มกนั การมวี ินยั ในการทางาน และการแบง่ หน้าทีค่ วามรับผดิ ชอบ - เปน็ กระบวนการสร้างสถานการณใ์ หผ้ เู้ รยี นอ่าน พูด ฟงั คิด - เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนเนน้ ทักษะการคิดข้นั สูง - เป็นกิจกรรมทีเ่ ปดิ โอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมลู , ข่าวสาร, สารสนเทศ, และหลกั การสกู่ ารสร้าง ความคิดรวบยอดความคิดรวบยอด - ผสู้ อนจะเปน็ ผอู้ านวยความสะดวกในการจดั การเรยี นรู้ เพ่อื ให้ผเู้ รยี นเป็นผู้ปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง - ความรูเ้ กิดจากประสบการณ์ การสร้างองคค์ วามรู้ และการสรปุ ทบทวนของผเู้ รียน บทบาทของครูกบั Active Learning (อา้ งอิงจาก : ณัชนนั แก้วชัยเจริญกจิ (2550) ได้กลา่ วถงึ บทบาทของครผู ู้สอนในการจัดกจิ กรรมการเรียนร้ตู ามแนวทางของ Active Learning ดงั น้ี 1. จัดให้ผเู้ รยี นเปน็ ศูนย์กลางของการเรียนการสอน กิจกรรมต้องสะท้อนความต้องการในการพฒั นา ผู้เรียนและเนน้ การนาไปใชป้ ระโยชน์ในชีวติ จริงของผเู้ รยี น 2. สร้างบรรยากาศของการมีส่วนรว่ ม และการเจรจาโตต้ อบที่สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนมปี ฏิสัมพนั ธท์ ด่ี กี ับผู้สอน และเพ่ือนในช้ันเรียน 3. จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนให้เป็นพลวตั ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนมสี ่วนร่วมในทกุ กิจกรรมรวมท้ัง กระตนุ้ ให้ผู้เรียนประสบความสาเร็จในการเรียนรู้ 4. จดั สภาพการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื สง่ เสริมใหเ้ กิดการร่วมมือในกล่มุ ผเู้ รียน 5. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหท้ า้ ทาย และใหโ้ อกาสผเู้ รยี นได้รับวิธกี ารสอนท่หี ลากหลาย 6. วางแผนเกี่ยวกบั เวลาในจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจน ท้ังในสว่ นของเน้ือหา และกิจกรรม 7. ครผู ูส้ อนตอ้ งใจกวา้ ง ยอมรับในความสามารถในการแสดงออก และความคิดเของท่ีผู้เรยี น การเรียนรู้ Active Learning เป็นการเรียนรทู้ ่ีพฒั นาทักษะความคดิ ระดับสงู อย่างมีประสทิ ธิภาพ ชว่ ยให้ผู้เรยี นวเิ คราะหส์ ังเคราะห์และประเมนิ ข้อมลู ในสถานการณใ์ หม่ได้ดีในที่สุดจะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเกดิ แรงจูงใจจนสามารถช้นี าตลอดชวี ติ ในฐานะผูฝ้ ักใฝ่การเรียนรู้ ธรรมชาตขิ องการเรยี นรู้แบบ Active Learning ประกอบดว้ ยลักษณะสาคญั ต่อไปนี้ 1. เปน็ การเรียนรทู้ ่มี ุง่ ลดการถ่ายทอดความรูจ้ ากผสู้ อนสผู่ ้เู รียนให้นอ้ ยลงและพัฒนาทักษะใหเ้ กดิ กับ ผู้เรยี น 2. ผูเ้ รียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียนโดยลงมอื กระทามากกว่านั่งฟังเพียงอย่างเดียว 3. ผู้เรยี นมสี ว่ นในกิจกรรมเช่นอ่านอภิปรายและเขยี น 4. เน้นการสารวจเจตคตแิ ละคุณคา่ ทีม่ ีอยใู่ นผเู้ รียน 5. ผู้เรียนได้พฒั นาการคดิ ระดับสงู ในการวิเคราะห์สังเคราะหแ์ ละประเมนิ ผลการนาไปใช้ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 12

6. ทั้งผู้เรียนและผสู้ อนรบั ข้อมลู ปอ้ นกลับจากการสะท้อนความคิดได้อยา่ งรวดเรว็ การเรยี นรู้ Active Learning ถอื ไดว้ ่า เป็นการเรียนรู้ทตี่ ้องการกิจกรรมการเรยี นการสอนท่ี หลากหลายท่จี ะชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นได้พฒั นาตนเองผ่านการจดั การตนเองให้ความร้แู ละชว่ ยพฒั นาเพือ่ นรว่ มช้นั ซึ่ง จะก่อใหเ้ กิดการสรา้ งสรรค์พัฒนาความรู้ความเขา้ ใจและทักษะท่หี ลากหลายเป็นกระบวนการที่ประณตี รดั กุม และผเู้ รียนได้รบั ประโยชน์มากกว่าการเรียนรู้ที่ผู้เรยี นเปน็ ฝ่ายรับความรู้อาจนามาขยายความใหเ้ ห็นเป็น ลักษณะสาคญั ของการจดั การเรียนการสอนแบบ Active Learning ไดด้ งั น้ี 1. เป็นการเรยี นการสอนท่พี ัฒนาศักยภาพทางสมองไดแ้ ก่การคดิ การแกป้ ัญหาและการนาความรไู้ ป ประยุกต์ใช้ 2. เป็นการเรยี นการสอนท่ีเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นมสี ว่ นร่วมในกระบวนการเรียนรูส้ งู สดุ 3. ผเู้ รยี นสร้างองคค์ วามรู้และจัดระบบการเรียนรูด้ ้วยตนเอง 4. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการเรียนการสอนท้งั ในด้านการสร้างองค์ความรูก้ ารสร้างปฎิสมั พันธ์รว่ มกนั ร่วมมอื กันมากกว่าการแขง่ ขนั 5. ผูเ้ รยี นเรียนรู้ความรบั ผดิ ชอบรว่ มกันการมวี นิ ัยในการทางานการแบง่ หน้าทค่ี วามรับผิดชอบ 6. เปน็ กระบวนการสรา้ งสถานการณใ์ ห้ผเู้ รียนอา่ นพูดฟังคิดอย่างล่มุ ลึกผูเ้ รียนจะเป็นผูจ้ ัดระบบการ เรียนรดู้ ว้ ยตนเอง 7. เป็นกจิ กรรมการเรียนการสอนเนน้ ทกั ษะการคิดขั้นสงู 8. เปน็ กิจกรรมทีเ่ ปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นบูรณาการข้อมูลข่าวสารหรอื สารสนเทศและหลักการความคิด รวบยอด 9. ผูส้ อนจะเป็นผอู้ านวยความสะดวกในการจดั การเรยี นรเู้ พ่อื ให้ผูเ้ รยี นเปน็ ผปู้ ฏบิ ัติดว้ ยตนเอง 10. ความร้เู กดิ จากประสบการณ์การสร้างองค์ความรแู้ ละการสรุปทบทวนของผู้เรียน การส่งเสริมให้ผ้เู รยี นไดส้ ร้างองค์ความรดู้ ้วยตนเองจากการเรยี นรู้แบบใฝร่ ู้ มสี ่วนประกอบสาคญั ไดแ้ ก่ การมวี ัสดุอปุ กรณเ์ ครื่องมือ (Appealing Materials) ผเู้ รยี นมีโอกาสลงมือปฏบิ ัติ (Opportunities for Manipulation) ผู้เรียนมีสว่ นร่วมในการเลือกกจิ กรรมและกลวธิ ีการแกป้ ัญหาด้วยตนเอง (Choices for Children) ผเู้ รยี นไดส้ ่ือสารเก่ียวกับสงิ่ ทก่ี าลังทากับผู้อนื่ การเรียนรทู้ ี่กระตือรือร้นการประเมนิ การจดั ห้องเรียน กาหนดการประจาวนั ปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งผู้สอน ผูเ้ รยี น เนอ้ื หา การจดั การเรียนการสอน ซ่งึ การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ จะมีความยืดหยุน่ สูงสามารถปรบั วิธกี ารใช้กิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ท่หี ลากหลาย ซ่งึ ทาไดม้ ากกวา่ การสอน แบบบรรยายนั่นเอง กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 การเรยี นรู้ท่แี ทจ้ ริงอยู่ในโลกจริงหรอื ชวี ิตจริง การเรียนวชิ าในหอ้ งเรียนยงั เป็นการเรยี นแบบ สมมติ “ดังน้ันครูเพื่อศิษย์จงึ ตอ้ งออกแบบการเรียนรูใ้ ห้ศิษย์” ได้เรยี นในสภาพที่ใกลเ้ คยี งชวี ติ จริงที่สดุ ครู เพือ่ ศษิ ย์ต้องเปลย่ี นเปา้ หมายการเรียนร้ขู องศษิ ย์จากเนน้ เรียนวิชาเพ่ือได้ความรู้ ให้เลยไปส่กู ารพฒั นาทักษะ ท่ีสาคัญต่อชวี ติ ในยคุ ใหม่ ย้าว่าการเรยี นรู้ยคุ ใหม่ ตอ้ งเรยี นใหเ้ กดิ ทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซง่ึ หน้าทข่ี องครูเพือ่ ศษิ ยจ์ งึ ต้องเปลยี่ นจากเน้น “สอน” หรือส่งั สอนไปทาหน้าทจ่ี ดุ ประกายความสนใจใฝร่ ู้ (inspire) แก่ศิษย์ ใหศ้ ิษยไ์ ดเ้ รยี นจากการลงมือปฏิบัติ (Learning by doing) และศิษย์งอกงามทักษะเพื่อ การดารงชวี ิตในศตวรรษที่ 21 นี้ จากการลงมือปฏบิ ัตขิ องตนเปน็ ทมี รว่ มกบั เพื่อนนักเรียน เน้นการงอกงาม ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 13

ทักษะในการเรียนรู้ และคน้ ควา้ หาความรู้มากกวา่ ตัวความรู้ ครูเพ่ือศิษย์ต้องเปลี่ยนแนวทางการทางานจากทา โดดเด่ียว คนเดยี ว เปน็ ทางานและเรยี นรูจ้ ากการทาหนา้ ที่ครเู ปน็ ทีม กระบวนการเรียนรูใ้ นศตวรรษท่ี 21 แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 1. กระบวนการเรยี นรแู้ บบลงมอื ปฏบิ ัติ 2. กระบวนการเรยี นรู้ผา่ นการส่ือสารอยา่ งสรา้ งสรรค์ 3. การเรยี นรแู้ บบขน้ั บันได 1. กระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ เป็นแนวคิดหรือความเช่ือท่ีสนับสนุนให้คนเราปฏิบัติส่ิง ตา่ งๆดว้ ยตนเองตามความสนใจ ตามความถนัดและศกั ยภาพ ดว้ ยการศกึ ษา ค้นควา้ ฝกึ ปฏิบัติ ฝกึ ทักษะจนถึง การเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าหากคนเราได้กระทาจะทาให้เกิดความเชื่อมั่นเป็นแรงจูงใจให้เกิดการใฝ่รู้ ใฝเ่ รยี น ผู้เรียนจะสนกุ สนานทีจ่ ะสบื ค้นหาความรตู้ อ่ ไป มีความสุขทีจ่ ะเรยี น มีลกั ษณะดงั นี้ 1.1 การเรยี นรู้ผา่ นการทางาน (Work-based Learning) การเรยี นรู้แบบนเ้ี ป็นการจัดการเรยี น การสอนทีส่ ง่ เสรมิ ผู้เรยี นให้เกิดพัฒนาการทุกดา้ น ไม่วา่ จะเป็นการเรยี นรู้เนื้อหาสาระ การฝกึ ปฏบิ ัตจิ รงิ ฝกึ ฝน ทักษะทางสังคม ทักษะชีวติ ทกั ษะวชิ าชีพการพัฒนาทักษะการคิดขน้ั สูง โดยสถาบนั การศึกษามกั ร่วมมือกบั แหลง่ งานในชุมชน รับผดิ ชอบการจดั การเรยี นการสอนรว่ มกัน ตั้งแต่การกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ การกาหนด เน้ือหากิจกรรม และวิธกี ารประเมนิ 1.2 การเรยี นรผู้ ่านโครงงาน (Project-based Learning) การเรยี นรดู้ ้วยโครงงานเปน็ การจัดการ เรียนรูท้ เ่ี น้นผู้เรียนเปน็ สาคญั รปู แบบหน่ึง ท่เี ป็นการใหผ้ ้เู รียนไดล้ งมือปฏิบตั ิจรงิ ในลักษณะของการศึกษา สารวจ คน้ คว้า ทดลอง ประดิษฐค์ ดิ ค้น โดยครูเปลี่ยนบทบาทจากการเปน็ ผู้ให้ความรู้(teacher)เปน็ ผูอ้ านวย ความสะดวก (facilitator) หรือผู้ใหค้ าแนะนา (guide) ทาหน้าทอ่ี อกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรยี นทางาน เปน็ ทมี กระตนุ้ แนะนา และใหค้ าปรกึ ษา เพ่ือให้โครงการสาเรจ็ ลลุ ่วง ประโยชน์ของการเรียนร้ดู ว้ ยโครงงาน ส่ิงทผี่ ้เู รียนไดร้ ับจากการเรยี นรูด้ ้วย PBL จึงมิใช่ตัวความรู้ (knowledge) หรือวิธีการหาความรู้ (searching) แต่เป็นทกั ษะการเรยี นรู้และนวตั กรรม (learning and innovation skills) ทักษะชีวิตและประกอบอาชพี (Life and Career skills) ทักษะด้านข้อมูลขา่ วสาร การสอ่ื สารและเทคโนโลยี (Information Media and Technology Skills) การออกแบบโครงงานทดี่ จี ะกระต้นุ ใหเ้ กดิ การคน้ ควา้ อย่างกระตือรือร้นและผู้เรยี นจะได้ ฝกึ การใชท้ ักษะการคิดเชิงวิพากษแ์ ละแก้ปัญหา (critical thinking & problem solving) ทักษะการสอื่ สาร (communicating) และทักษะการสร้างความรว่ มมือ(collaboration)ประโยชนท์ ีไ่ ดส้ าหรบั ครูท่ีนอกจากจะ เป็นการพัฒนาคุณภาพดา้ นวิชาชีพแลว้ ยงั ชว่ ยใหเ้ กิดการทางานแบบร่วมมอื กบั เพ่ือนครดู ้วยกนั รวมท้งั โอกาส ที่จะได้สรา้ งสัมพนั ธท์ ่ีดีกบั นักเรยี นด้วย ขั้นตอนท่ีสาคญั ในการจัดการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน STEP 1 การเตรยี มความพร้อม ครเู ตรยี มมอบหมายโครงงานโดยระบใุ นแผนการสอน ใน ชนั้ เรียนครูอาจกาหนดขอบเขตของโครงงานอย่างกว้างๆ ให้สอดคลอ้ งกบั รายวิชา หรอื ความถนัดของนักเรียน และเตรียมแหล่งเรยี นรู้ ข้อมูลตวั อย่าง เพื่อเปน็ แนวทางให้นักเรียนได้ศกึ ษาค้นคว้าเพม่ิ เตมิ สามารถใช้เวบ็ ไซต์ หรือโปรแกรม moodle ในการ update ขอ้ มลู แหลง่ เรยี นรู้ และการกาหนดนัดหมายต่างๆเก่ยี วกับการ ดาเนินโครงการได้ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 14

STEP 2 การคิดและเลือกหัวข้อ ให้นักเรียนเป็นผสู้ รา้ งทางเลือกในการออกแบบโครงงาน เอง เพื่อเปิดโอกาสใหร้ จู้ กั การค้นคว้าและสรา้ งสรรค์ความรู้เชิงนวัตกรรม ครอู าจให้ผเู้ รียนทบทวนวรรณกรรม ท่ีเกย่ี วข้องก่อน เพ่ือเปน็ แนวทางในการเลอื กหวั ข้อ การทางานเป็นทมี กระตุ้นให้เกิด brain storm จะทาให้ เกิดทักษะ ทกั ษะการคดิ เชิงวิพากษ์ ทกั ษะการสอื่ สาร และทักษะการสรา้ งความรว่ มมือ STEP 3 การเขียนเคา้ โครง การเขยี นเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้าง mind map แสดงแนวคดิ แผน และขัน้ ตอนการทาโครงงาน เพื่อให้ผู้เกี่ยวขอ้ งมองเหน็ ภาระงาน บทบาท และระยะเวลา ในการดาเนินงาน ทาใหส้ ามารถปฏิบตั ิโครงงานได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพมากขึ้น STEP 4 การปฏบิ ตั ิโครงงาน นักเรยี นลงมอื ปฏิบัตติ ามแผนท่วี างไวใ้ นเคา้ โครงของโครงงาน ถ้ามีการวางเค้าโครงเอาไว้แล้ว นกั เรยี นจะรไู้ ดเ้ องวา่ จะต้องทาอะไรในขั้นตอนต่อไป โดยไม่ต้องรอถามครู ใน ระหว่างการดาเนินการครผู ู้สอนอาจมกี ารให้คาปรกึ ษาอยา่ งใกลช้ ดิ หรือรว่ มแกป้ ญั หาไปพร้อมๆกบั นักเรยี น STEP 5 การนาเสนอโครงงาน นักเรียนสรุปรายงานผล โดยการเขียนรายงาน หรือการ นาเสนอในรปู แบบอืน่ ๆเช่น แผ่นพบั โปสเตอร์จดั นิทรรศการ รายงานหนา้ ชน้ั สง่ งานทางเว็บไซตห์ รอื อเี มล ถา้ มีการประกวดหรอื แข่งขนั ดว้ ยจะทาให้นักเรียนเกดิ ความกระตือรือรน้ มากข้ึน STEP 6 การประเมินผลโครงงาน การประเมนิ โครงงานควรมกี ารประเมนิ ผลการเรยี นรู้โดย หลากหลาย เชน่ นักเรียนประเมินตนเอง ประเมินซ่งึ กันและกนั ประเมินจากบคุ คลภายนอก การประเมนิ จะไม่ วดั เฉพาะความรู้หรอื ผลงานสุดท้ายเพยี งอย่างเดียว แตจ่ ะวัดกระบวนการที่ได้มาซงึ่ ผลงานดว้ ย การประเมนิ โดยครูหลายคนจะเป็นการสร้างปฏสิ ัมพนั ธแ์ ละทาใหเ้ กิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างครดู ว้ ยกันอีกด้วย 1.3 การเรียนรผู้ า่ นกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการใหผ้ ู้เรยี นสรา้ งองค์ ความรูดว้ ยตนเอง “Child Centered” การเรยี นโดยการปฏิบตั ิจริง Learning by Doing และปฏบิ ัติเพอ่ื ให้ เกดิ การเรยี นรู้และแกป้ ญั หาได้ Doing by Learning จงึ ถกู นามาใชอ้ ย่างจริงจังในการปฏริ ปู การศึกษาของไทย การเรยี นรู้ชนดิ นเี้ อง ท่ีมผี ู้ต้งั ฉายาวา่ “สอนแต่น้อย ใหเ้ รยี นมากๆ Teach Less..Learn More” การเรยี น แบบ Learning by Doing นั้นใช้ “กิจกรรม Activity” เป็นหลักในการเรียนการสอน โดยการ “ปฏบิ ัติจรงิ Doing” ในเน้อื หาทกุ ขน้ั ตอนของการเรียนรู้ เป็นการเรยี นรู้ด้วยตนเอง ทุกคนในกลุม่ เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ิ คุณครูเปน็ พ่ี เล้ยี งและเทรนเนอร์ แตก่ ิจกรรมทนี่ ามาใช้น้ตี ้องมีประสทิ ธิภาพในการเรยี นรเู้ น้ือหานั้นๆ มีจดุ มุง่ หมาย สนุก และนา่ สนใจ ไม่ซา้ ซากจนก่อให้เกิดความเบ่ือหนา่ ย ดังนน้ั คณุ ครูจงึ เป็น “นกั ออกแบบกิจกรรม Activity Designer” มืออาชพี ท่ีสามารถ “มองเห็นภาพกจิ กรรม” ไดท้ นั ที 1.4 การเรยี นรูผ้ า่ นการแก้ปญั หา (Problem-based Learning) เปน็ รปู แบบการเรียนอีกรปู แบบ หนง่ึ ทีเ่ น้นผเู้ รยี นเป็นศูนย์กลาง และรจู้ กั การทางานร่วมกนั เป็นทีมของผูเ้ รียน โดยผู้สอนมีสว่ นรว่ มนอ้ ยแตก่ ท็ ้า ทายผูส้ อนมากที่สดุ กระบวนการการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน จะจัดผูเ้ รยี นเป็นกลุม่ ย่อย ขนาดประมาณ 8 -10 คน โดยมคี รหู รอื ผสู้ อนประจากลุ่ม 1 คน ทาหน้าทเี่ ป็นผสู้ นบั สนุนการการเรยี นรู้ (Facilitator) ประกอบดว้ ยขน้ั ตอนต่างๆ ดังนี้ 1. เมือ่ ผเู้ รยี นไดร้ ับโจทยป์ ัญหา ผู้เรยี นจะทาความเข้าใจหรือทาความกระจา่ งในคาศัพท์ทอี่ ยู่ ในโจทย์ปญั หานั้น เพ่ือใหเ้ ข้าใจตรงกัน ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 15

2. การจบั ประเด็นข้อมลู ท่ีสาคญั หรอื ระบุปญั หาในโจทย์ 3. ระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหา อภปิ รายหาคาอธบิ าย แตล่ ะประเดน็ ปัญหาวา่ เป็นอย่างไร เกดิ ขึน้ ได้อยา่ งไร ความเปน็ มาอย่างไร โดยอาศยั พนื้ ความรู้เดมิ เทา่ ท่ผี ู้เรยี นมีอยู่ 4. ต้งั สมมตฐิ านเพ่ือหาตอบปัญหาประเด็นต่างๆ พร้อมจดั ลาดับความสาคัญของสมมตฐิ านท่ี เปน็ ไปได้อย่างมีเหตุผล 5. จากสมมตฐิ านทต่ี งั้ ข้ึน ผู้เรียนจะประเมินว่าเขามีความรเู้ รอื่ งอะไรบ้าง มเี รื่องอะไรทย่ี ังไมร่ ู้ หรอื ขาดความรู้ และความรอู้ ะไรจาเป็นทีจ่ ะต้องใชเ้ พือ่ พสิ ูจน์สมมติฐาน ซึง่ เชื่อมโยงกับโจทย์ปัญหาทไ่ี ด้ ข้ันตอนน้ีกลมุ่ จะกาหนดประเด็นการเรยี นรู้ (learning issue) หรอื วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ (learning Objective) เพือ่ จะไปค้นควา้ หาข้อมูลต่อไป 6. ค้นคว้าหาข้อมลู และศกึ ษาเพิ่มเติมจากทรัพยากรการเรียนรู้ตา่ งๆ เชน่ หนงั สือตารา วารสาร สื่อการเรียนสอนต่างๆ การศึกษาในห้องปฏิบัตกิ าร คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน อินเทอร์เน็ต หรอื ปรึกษา อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในเนือ้ หาสาขาเฉพาะ พรอ้ มทัง้ ประเมินความถูกต้อง 7. นาขอ้ มูลหรอื ความรู้ท่ีไดม้ าสังเคราะห์ อธบิ าย พสิ จู นส์ มมตฐิ านและประยุกตใ์ หเ้ หมาะสม กับโจทย์ปัญหา พร้อมสรปุ เป็นแนวคิดหรอื หลักการทว่ั ไป ข้ันตอนที่ 1-5 เปน็ ข้ันตอนภายในกระบวนการกลุ่มในห้องเรียน ขนั้ ตอนท่ี 6 เป็นกจิ กรรม ของผเู้ รียนรายบุคคลนอกหอ้ งเรียน และขนั้ ตอนที่ 7 เปน็ กิจกรรมท่กี ลบั มาในกระบวนกลุ่มอกี ครงั้ 1.5 การเรยี นรผู้ า่ นกระบวนการทางวิทยาศาสตรห์ รือวธิ ีวิจัย (Research-based Learning) การ เรียนรทู้ เี่ น้นการวิจัยถือได้ว่าเปน็ หัวใจของบัณฑติ ศกึ ษา เพราะเปน็ การเรียนท่เี น้นการแสวงหาความรดู้ ้วย ตนเองของผ้เู รียนโดยตรง เป็นการพัฒนากระบวนการแสวงหาความรู้ และการทดสอบความสามารถทางการ เรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน ซ่ึง สมหวงั พิธิยานุวฒั น์ และทัศนีย์ บุญเตมิ (2540) ไดเ้ สนอรปู แบบการจดั การ เรยี นรโู้ ดยใช้การวิจยั เป็นฐานไว้ 4 รปู แบบ ดังน้ี 1. การจดั การเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการวิจัย คอื การใหผ้ ู้เรียนได้ฝกึ ปฏิบัตทิ าวจิ ยั ในระดับ ตา่ งๆ เชน่ การทาการทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การศึกษารายกรณี (Case Study) การทา โครงงาน การทาวิจัยเอกสาร การทาวจิ ัยฉบบั จิว๋ (Baby Research) การทาวทิ ยานพิ นธ์ เปน็ ตน้ 2. การสอนโดยให้ผู้เรียนร่วมทาโครงการวจิ ัยกับอาจารยห์ รือเปน็ ผ้ชู ว่ ยในโครงการวจิ ยั (Under Study Concept) ในกรณีนี้ผู้สอนต้องเตรียมโครงการวจิ ยั ไว้รองรบั เพื่อให้ผู้เรียนมโี อกาสได้ทาวิจัย เช่น ร่วมเก็บรวบรวมขอ้ มูล วเิ คราะหข์ ้อมลู อยา่ งไรก็ตามวธิ นี ้จี ะมขี ้อเสียที่ผูเ้ รียนไม่ไดเ้ รียนรู้กระบวนการทา วิจยั ครบถ้วนทกุ ขั้นตอน 3. การสอนโดยให้ผู้เรียนศกึ ษางานวิจัย เพือ่ เรยี นรู้องค์ความรู้ หลกั การและทฤษฎีทีใ่ ช้ในการ วิจัยเรือ่ งนน้ั ๆ วธิ ีการตงั้ โจทย์ปญั หา วิธีการแกป้ ญั หา ผลการวิจยั และการนาผลการวิจัยไปใชแ้ ละศึกษาตอ่ ไป ทาใหผ้ ูเ้ รยี นเข้าใจกระบวนการทาวิจัยมากขนึ้ 4. การสอนโดยใชผ้ ลการวิจัยประกอบการสอน เปน็ การให้ผ้เู รยี นได้รับรูว้ า่ ทฤษฎีข้อความรู้ ใหมๆ่ ในศาสตร์ของตนในปจั จุบันเปน็ อยา่ งไร นอกจากนีย้ ังเป็นการสร้างศรัทธาตอ่ ผ้สู อนรวมทั้งทาให้ผสู้ อนไม่ เกดิ ความเบื่อหน่ายท่ีต้องสอนเนือ้ หาเดมิ ๆ ทุกปี ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 16

2. กระบวนการเรยี นรผู้ า่ นการสื่อสารอย่างสรา้ งสรรค์ เพราะการส่ือสารเป็นกระบวนการส่งหรือ ถา่ ยทอดเรอื่ งราว ข่าวสาร ขอ้ มลู ความรู้ เหตกุ ารณ์ ตา่ ง ๆ จากผู้สอนยงั ไปผเู้ รยี นดว้ ยวิธีการท่ีหลากหลาย ดงั นี้ 2.1 การฝึกทักษะในการฟงั อยา่ งลกึ ซ้ึง (Deep Listening) โดยใชเ้ ทคนิคสุนทรยี สนทนา (Dialogue) เป็นการฝึกทักษะการฟงั อย่างลึกซ้งึ ทาให้รจู้ ักตนเองมากขึน้ ฝึกการเป็นผฟู้ ังทดี่ ี ฟงั ผอู้ ื่นพูดอย่าง ต้ังใจ ฟังให้มาก พดู ใหน้ ้อยลง ไม่พูดแทรกขณะอีกฝ่ายกาลังพดู ทาให้ฟงั และไดย้ นิ มากข้ึน เป็นกระบวนการ เรยี นร้ทู ส่ี ามารถนามาปรบั ใช้ในการทางานหรอื การดารงชวี ติ ไดเ้ ปน็ อย่างดี 2.2 การฝึกทักษะการแลกเปลย่ี นเรียนรู้ โดยใชเ้ ทคนคิ Communities of Practice หรือ CoP ซ่ึงเป็นการดงึ ความรู้ทอี่ ยใู่ นตวั บคุ คลออกมาเพ่ือแลกเปล่ียนและทาให้เกิดการเรียนรู้ 2.3 การฝึกทักษะการทางานเป็นทมี , เรยี นรแู้ บบกลุ่ม ปฏบิ ัตงิ านกลมุ่ เปน็ วธิ ีสอนที่ครู มอบหมายให้นกั เรยี นทางานร่วมกันเป็นกลุม่ รว่ มมอื กันศึกษาค้นคว้าหาวธิ ีการแก้ปัญหาหรอื ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ตามความสามารถ ความถนัด หรอื ความสนใจ เปน็ การฝึกให้นกั เรยี นทางานร่วมกนั ตามวิธแี ห่งประชาธิปไตย 2.4 การฝกึ ทักษะการใช้เทคโนโลยีการส่อื สารใช้เทคโนโลยีเพอื่ วิจัย จดั ระบบ ประเมนิ และ สอ่ื สารสารสนเทศ ใชเ้ ครื่องมือส่อื สาร เช่ือมโยงเครือขา่ ย (คอมพวิ เตอร์ เครื่องเล่นมีเดยี ฯลฯ) และ social network อยา่ งถูกต้อง เหมาะสม เพื่อเขา้ ถึง (Access) จัดการ (Manage) ผสมผสาน (Integrate) ประเมนิ (Evaluate) และสรา้ ง(create) สารสนเทศ เพ่ือทาหนา้ ที่ในเศรษฐกจิ ฐานความรูป้ ฏบิ ตั ิตามคุณธรรมและ กฎหมายทีเ่ กยี่ วข้องกับการเข้าถงึ และใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ 3. การเรียนรู้แบบข้ันบันได (IS) กระบวนการจัดการเรียนร้เู พื่อพัฒนาผเู้ รียนใหบ้ รรลผุ ลตามที่ คาดหวงั นน้ั มมี ากมายหลายวิธี กระบวนการจัดการเรยี นรู้แบบบนั ได 5 ขั้นก็เป็นอีกวิธีหนงึ่ ทนี่ ่าสนใจ ที่ครู สามารถนาไปปรบั ใชใ้ นกระบวนการจดั การเรียนรู้ตามบรบิ ทและธรรมชาติของวชิ า โดยเฉพาะการจดั การเรยี น การสอนทเี่ นน้ ผูเ้ รียนเปน็ สาคัญ มีขนั้ ตอนดังนี้ ขน้ั L1 การต้ังประเดน็ คาถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) เป็นการฝึกให้ผ้เู รียน รจู้ ักคดิ สังเกต ตัง้ ข้อสงสยั ต้งั คาถามอย่างมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ข้นั L2 การสบื คน้ ความรูจ้ ากแหลง่ เรยี นรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) เปน็ การ ฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรยี นรู้อย่างหลากหลาย เช่น หอ้ งสมุด อินเตอร์เน็ตหรือ จากการปฏบิ ัติทดลอง เป็นต้น ขน้ั L3 การสรุปองค์ความรู้ (Learning to Construct) เป็นการฝกึ นาความรแู้ ละสารสนเทศ หรือขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากการอภปิ ราย การทดลอง มาคดิ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรปุ เป็นองคค์ วามรู้ ขน้ั L4 การสอ่ื สารและการนาเสนออย่างมปี ระสิทธิภาพ (Learning to Communicate) เป็นการฝกึ ให้ความรทู้ ี่ไดม้ านาเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพใหเ้ กิดความเขา้ ใจ ขนั้ L5 การบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ (Learning to Serve) เป็นการนาความรสู้ กู่ าร ปฏิบัติ ซึง่ ผูเ้ รียนจะตอ้ งมคี วามรใู้ นบริบทรอบตวั และบรบิ ทโลกตามวฒุ ภิ าวะทเ่ี หมาะสม โดยจะนาองคค์ วามรู้ ไปใช้ใหเ้ กิดประโยชนอ์ ย่างสร้างสรรค์ จะเห็นได้วา่ การจดั กระบวนการเรียนรู้ ครูตอ้ งยึดความสมดุลจึงจะสง่ ผลใหก้ ารจัดการเรียนรู้ สาหรบั นักเรียนเกิดประสิทธภิ าพและประสิทธิผล เปา้ หมายการเรียนในศตวรรษท่ี 21 คือ การปพู ้นื ฐาน ความรแู้ ละทักษะสาหรับการมชี วี ติ ท่ดี ีในภายหน้า ลกั ษณะของการเรียนรจู้ ึงเป็นสมดุลระหวา่ งคณุ ลกั ษณะใน ตาราง 15 ประการ ดังน้ี ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 17

ขึ้นกับครู/ครูเป็นตัวต้ัง(Teacher-directed) เดก็ เปน็ หลัก (Leaner-centered) สอน แลกเปลยี่ นเรียนรู้ ความรู้ ทกั ษะ เนอ้ื หา กระบวนการ ทกั ษะพ้ืนฐาน ทกั ษะประยุกต์ ข้อความจรงิ และหลักการ คาถามและปญั หา ทฤษฎี ปฏบิ ัติ หลักสูตร โครงการ ช่วงเวลา ความต้องการ เหมือนกันทง้ั ห้อง (One-size-fits-all) เหมาะสมรายบุคคล (Personalized) แข่งขัน รว่ มมือ หอ้ งเรียน ชุมชนทว่ั โลก ข้นึ กบั ครู/ครเู ปน็ ตัวต้ัง(Teacher-directed) เด็กเปน็ หลกั (Leaner-centered) ตามตารา ใช้เวบ็ สอบความรู้ ทดสอบการเรียนรู้ เรียนเพ่ือโรงเรยี น เรียนเพื่อชีวิต จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้แบบใฝ่รู้กับการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 มีแนวคิดและลักษณะของการจัดการ เรียนรู้คล้ายกัน นั่นคือ ต้องมีความสัมพันธ์ มีข้ันตอนและกระบวนการที่เป็นลาดับ ที่ผู้เรียนสามารถมีส่วน ร่วมกับการเรียนการสอนได้ เช่น การกาหนดปัญหาที่ผู้เรียนสนใจ การทากิจกรรมกลุ่ม เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถ วิเคราะห์และสามารถบูรณาการกับรายวิชาอื่น ๆ ได้ด้วยตนเอง และการสอนที่ถือว่ามีประสิทธิภาพ นั้น ครู ต้องมีคุณสมบัติมากกว่าการเป็นผู้ที่ทาหน้าที่สอน (Instructor) ครูต้องมีลักษณะของผู้ที่สามารถช้ีแนะการ เรียนรู้ (Learning Coaching) และสามารถทาหน้าที่เป็นผู้นานักเรียนท่องเที่ยวไปสู่โลกแห่งการเรียนรู้ได้ (Learning Travel Agent) ซ่ึงบทบาทของครูจากยุคสมัยก่อนจาเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อก้าวสู่ยุคแห่ง ศตวรรษที่ 21 เน่ืองจากครูในโลกยุคใหมต่ ้องมีความรอบรมู้ ากกวา่ การเป็นผูด้ ูแลรายวชิ าท่ีสอนเทา่ น้ัน แต่ครูมี บทบาทของการเพิ่มพูนความรู้แก่นักเรียน เสริมสร้างทกั ษะท่ีจาเป็นต่อการประกอบอาชีพ รวมทั้งไอซีทีได้เข้า มามบี ทบาททางการศึกษาและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจาวนั ของคนทั่วโลก ไอซที ีในปัจจุบันจึงไม่ใชเ่ ป็นเพียง แหล่งข้อมูลข่าวสารเท่าน้ัน ครูจึงต้องคิดว่าจะบูรณาการการจัดการเรียนรู้ให้เข้ากับไอซีทีได้อย่างไร ซึ่ง คณุ ลักษณะของครใู นยคุ ศตวรรษท่ี 21 หรือเรยี กว่า e-Teacher จะประกอบด้วย 9 คุณลักษณะที่ครูพึงปฏิบัติ มดี ังนี้ 1. Experience คือ มปี ระสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ใชเ้ ครอ่ื งมือตา่ งๆ เชน่ Internet, e-Mail การใช้ CD 2. Extended คอื มีทกั ษะการคน้ หาความรูไ้ ดต้ ลอดเวลา เพราะ เทคโนโลยอี ินเทอรเ์ น็ต สามารถ ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทไี่ หนกไ็ ด้ ใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ปน็ ประโยชน์ในการหาความรดู้ ว้ ยเทคโนโลยี ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 18

3. Expanded คือ การขยายผลของความรู้นนั้ สนู่ ักเรียน ประชาชนทั่วไป และชมุ ชน สามารถ ถา่ ยทอดความร้ลู ง CD, VDO โทรทศั นห์ รอื บน Web เพ่อื ใหเ้ กิดหารเพิ่มความรทู้ ่ีเปน็ ประโยชนข์ องบุคลากร โดยรวม 4. Exploration คอื สามารถเลือกเนื้อหาที่ทันสมยั เอกสารอา้ งอิง คน้ คว้าท้ังสาระและบันเทิง เพ่ือให้ เกดิ ความคดิ สร้างสรรค์ เพ่ือนามาออกแบบการเรียนการสอน 5. Evaluation คอื เปน็ นักประเมินท่ีดี สามารถใชเ้ ทคโนโลยีในการประเมินผล 6. End-User คือ เปน็ ผู้ใชป้ ลายทางทีด่ ี เชน่ สามารถ Browse ไป Web Site ท่ีมีคุณค่าบน อินเทอร์เน็ตและเป็นผู้ใชเ้ ทคโนโลยไี ดอ้ ยา่ งหลากหลาย 7. Enabler คอื สามารถใชเ้ ทคโนโลยีสรา้ งบทเรียนและเน้ือหาเพิม่ เติมมาใช้ในการประกอบการเรียน การสอน สามารถใชซ้ อฟตแ์ วรแ์ ละฮารด์ แวร์มาสรา้ งบทเรียน อย่างน้อยทีส่ ดุ ก็สามารถสร้างการนาเสนอ เนอ้ื หาด้วย Power Point เปน็ การจูงใจใหน้ ักเรียนสนใจในการเรยี นมากขึ้น หรือการใช้ Authoring tool ต่างๆ มาสรา้ งบทเรยี นในรปู แบบอิเลก็ ทรอนกิ ส์ 8. Engagement คอื ครูทร่ี ่วมมือกนั แลกเปลี่ยนความเห็น หาแนวรว่ ม เพ่ือใหเ้ กดิ ชุมชน เชน่ การคยุ กนั บน Web ทาใหม้ คี วามคิดใหม่ๆ มีข้อเสนอแนะ เกดิ ชุมชนครูบน Web 9. Efficient and Effective คือ ครูท่ีมปี ระสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องเป็นผใู้ ช้เทคโนโลยีได้ อยา่ งคล่องแคลว่ เป็นผผู้ ลิต ผ้กู ระจาย และผใู้ ช้ความรู้ กระบวนการจดั การเรยี นการสอนแบบใหผ้ เู้ รียนไดป้ ฏบิ ัติ การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในห้องเรียนและนอก ห้องเรยี น McKinney (2008) ไดเ้ สนอรูปการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนแบบใหผ้ เู้ รยี นไดป้ ฏิบตั ิ ดังนี้ 1. การเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนความคิด (Think-Pair-Share) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ ผูเ้ รียนคิดเกยี่ วกับประเดน็ ทกี่ าหนดคน เดียว 2-3 นาที (Think) จากนนั้ ให้แลกเปล่ยี นความคดิ กับเพ่ือนอีกคน 3-5 นาที (Pair) และนาเสนอความคดิ เหน็ ตอ่ ผเู้ รียนท้ังหมด (Share) 2. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning Group) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ ผู้เรยี นได้ทางานร่วมกบั ผ้อู ืน่ โดยจัดกลุม่ ๆ ละ 3-6 คน 3. การเรียนรู้แบบทบทวนโดยผู้เรียน (Student-led Review Sessions) คือการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้และ พิจารณาข้อสงสัยต่าง ๆ ในการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูจะคอยชว่ ยเหลือกรณีทม่ี ีปญั หา 4. การเรียนรู้แบบใช้เกม (Games) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีผู้สอนนาเกมเข้าบูรณาการใน การเรียนการสอน ซึ่งใช้ได้ท้ังในขั้นการนาเข้าสู่บทเรียน การสอน การมอบหมายงาน และหรือข้ันการ ประเมินผล 5. การเรียนรู้แบบวิเคราะห์วีดีโอ (Analysis or Reactions to Videos) คือการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ท่ีใหผ้ ู้เรยี นได้ดูวีดีโอ 5-20 นาที แล้วให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น หรือสะทอ้ นความคิดเก่ียวกับส่ิงที่ได้ดู อาจโดยวธิ กี ารพูดโต้ตอบกนั การเขียน หรือ การร่วมกนั สรุปเปน็ รายกลมุ่ 6. การเรียนรู้แบบโต้วาที (Student Debates) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียนได้ นาเสนอข้อมูลทไี่ ดจ้ าก ประสบการณ์และการเรียนรู้ เพ่ือยนื ยนั แนวคดิ ของตนเองหรือกล่มุ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 19

7. การเรียนรู้แบบผู้เรียนสร้างแบบทดสอบ (Student Generated Exam Questions) คือการจัด กจิ กรรมการเรยี นรู้ทใ่ี หผ้ ู้เรียนสรา้ งแบบทดสอบจากสิ่งทไี่ ด้เรียน รูม้ าแล้ว 8. การเรียนรู้แบบกระบวนการวิจัย (Mini-research Proposals or Project) คือการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่อิงกระบวนการวจิ ัย โดยใหผ้ ูเ้ รียนกาหนดหวั ข้อท่ีตอ้ งการเรียนรู้ วางแผนการเรียน เรียนรตู้ ามแผน สรุปความรู้หรือสร้างผลงาน และสะท้อนความคิดในสิ่งท่ีได้เรียนรู้ หรืออาจเรียกว่าการสอนแบบโครงงาน (Project-based learning) หรอื การสอนแบบใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem-based Learning) 9. การเรยี นรู้แบบกรณศี กึ ษา (Analyze case Studies) คอื การจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ่ีให้ผูเ้ รยี นได้ อ่านกรณีตัวอย่างที่ต้องการ ศึกษา จากน้ันให้ผู้เรียนวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแนวทาง แกป้ ญั หาภาย ในกลุ่ม แลว้ นาเสนอความคดิ เห็นต่อผเู้ รยี นทั้งหมด 10. การเรียนรู้แบบการเขียนบันทึก (Keeping Journals or Logs) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ผเู้ รียนจดบันทึกเรื่องราวตา่ งๆ ท่ีได้พบเหน็ หรือเหตกุ ารณ์ที่เกิดข้นึ ในแตล่ ะวนั รวมท้ังเสนอความคดิ เพมิ่ เติม เกยี่ วกบั บนั ทกึ ท่ีเขียน 11. การเรียนรู้แบบการเขียนจดหมายขา่ ว (Write and Produce a Newsletter) คอื การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนร่วมกันผลิตจดหมายข่าว อันประกอบด้วย บทความ ข้อมูลสารสนเทศ ข่าวสาร และ เหตุการณ์ท่เี กิดข้นึ แล้วแจกจา่ ยไปยังบคุ คลอืน่ ๆ 12. การเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Concept Mapping) คอื การจัดกิจกรรมการเรยี นรูท้ ี่ให้ผเู้ รยี น ออกแบบแผนผงั ความคิด เพื่อนาเสนอความคดิ รวบยอด และความเชอ่ื มโยงกันของกรอบความคิด โดยการใช้ เสน้ เป็นตัวเชื่อมโยง อาจจัดทาเปน็ รายบุคคลหรืองานกล่มุ แลว้ นาเสนอผลงานตอ่ ผู้เรยี นอ่ืนๆ จากนัน้ เปิด โอกาสให้ผ้เู รียนคนอน่ื ได้ซกั ถามและแสดงความคิดเห็นเพ่ิมเตมิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนแบบให้ผเู้ รยี นไดป้ ฏิบตั ิ สามารถใช้ได้กับผเู้ รียนทุกระดับ โดยผเู้ รียน สามารถเรียนรู้เปน็ รายบุคคล เรยี นรแู้ บบกลุ่มเลก็ และเรียนรแู้ บบกล่มุ ใหญ่ โดยกระบวนการจดั การเรยี น การสอนในรปู แบบนจ้ี ะเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนมสี ่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ และการเรยี นรสู้ ูงสดุ ผเู้ รียนมีความ รับผดิ ชอบร่วมกัน การมวี ินยั ในการทางาน การแบ่งหน้าที่ความรับผดิ ชอบ และสง่ เสริมให้ผู้เรยี นใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในการบรู ณาการข้อมลู ขา่ วสาร ซ่งึ ผ้สู อนจะเปน็ ผอู้ านวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ ผู้เรยี นเปน็ ผปู้ ฏิบัติดว้ ยตนเอง ความรู้เกิดจากประสบการณ์ การสรา้ งองค์ความรู้ และการสรปุ ทบทวนของ ผู้เรียน อย่างไรก็ตาม รปู แบบ วิธีการจดั กิจกรรมการเรียนรู้เหลา่ น้ี มพี ืน้ ฐานมาจากแนวคิดเดียวกนั คือ ให้ ผเู้ รียนเปน็ ผู้มีบทบาทหลักในการเรยี นรูข้ องตนเอง และสร้างองค์ความรใู้ หม่ (Constructivist) ด้วยตนเอง การศึกษาทีด่ สี าหรบั คนยคุ ใหม่และมีคณุ ภาพ จะต้องเปล่ยี นรูปแบบการเรยี นรูข้ องศิษยไ์ ปอย่างส้ินเชงิ และ บทบาทของครูอาจารย์กต็ ้องเปลยี่ นไปอยา่ งสน้ิ เชงิ ครูทรี่ กั ศิษย์ เอาใจใสศ่ ิษย์ แตย่ ังใชว้ ิธสี อนแบบเดิม ๆ จะ ไม่ใชค่ รทู ่ีทาประโยชน์แกศ่ ิษย์อย่างแทจ้ รงิ กล่าวคือ ครูทม่ี ีใจแกศ่ ิษย์ยังไม่พอ ครูเพ่ือศิษย์ตอ้ งเปล่ียนจดุ สนใจ หรือจุดเนน้ จากการสอน ไปเป็นเนน้ ท่กี ารเรยี น (ทั้งของศิษย์ และของตนเอง) ต้องเรยี นรแู้ ละปรับปรุงรูปแบบ การเรียนรู้ท่ีตนจัดให้แกศ่ ิษย์ด้วย ครูเพอ่ื ศิษย์ต้องเปลีย่ นบทบาทของตนเองจาก“ครสู อน”(Teacher) ไปเป็น “ครฝู ึก” (Coach) หรือ “ผู้อานวยความสะดวกในการเรยี นรู้” (Learning Facilitator) และตอ้ งเรยี นรู้ทกั ษะ ในการทาหนา้ ทนี่ ี้ โดยรวมตัวกนั เปน็ กลุ่มเพ่อื เรยี นรู้ร่วมกนั อยา่ งเปน็ ระบบและต่อเน่ืองที่เรียกวา่ PLC (Professional Learning Community) ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 20

กจิ กรรมที่ 1 การจัดการเรียนรู้ C21 ยุคไทยแลนด์ 4.0 Active Learning กลุ่มที่ ................................... ช่อื -สกุล ....................................................... นักเรยี น-ครู ศตวรรษท่ี 21 ยุคไทยแลนด์ 4.0 กจิ กรรม ใหส้ มาชิกแตล่ ะกลุ่มแลกเปลยี่ นเรียนรู้เพื่อหาคาตอบในประเดน็ คาถาม 3 คาถาม และนาเสนอในแบบผงั กราฟฟิก Question 1 : นักเรียนยคุ ไทยแลนด์ 4.0 ควรทกั ษะ/สมรรถนะอยา่ งไร ? Question 2 : ครคู วรจัดการเรยี นรอู้ ย่างไร ถงึ จะสง่ ผลให้นกั เรียนมีทักษะ/สมรรถนะดงั กล่าว ? Question 3 : ครตู ้องปรับตัวและพฒั นาตนเองให้มสี มรรถนะ/ทักษะอย่างไร ? ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 21

กจิ กรรมที่ 2 การจดั การเรียนรู้ C21 ยคุ ไทยแลนด์ 4.0 Active Learning กลุ่มท่ี ................................... ช่ือ-สกุล ....................................................... Active Learning คืออย่างไร ?? กจิ กรรม ให้สมาชิกแตล่ ะกลุ่มแลกเปล่ียนเรียนรู้เพื่อหาคาตอบในประเดน็ คาถาม 3 คาถาม และนาเสนอต่อท่ปี ระชมุ Question 1 : การจัดการเรยี นร้แู บบ Passive Learning VS. Active Learning คอื อะไร ? ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ __________ Question 2 : ระดมสมองเขียนรปู แบบ/วธิ สี อน/เทคนคิ การสอนทท่ี า่ นรูจ้ ักและเคยใช้ ? Passive Learning Active Learning Question 3 : จงสืบค้นและสรุป The Cone Of Learning วา่ สมั พนั ธ์กบั Active Learning อยา่ งไร ? _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 22

กิจกรรมที่ 3 การจดั การเรยี นรู้ C21 ยคุ ไทยแลนด์ 4.0 Active Learning กลมุ่ ท่ี ................................... ช่ือ-สกุล ....................................................... ถอดประสบการณ์ Active Learning กิจกรรม ใหส้ มาชิกแต่ละกลุ่มแลกเปลีย่ นเรียนรู้เพื่อเลา่ เร่ืองราวการจดั การเรียนการสอนที่ ประสบความสาเร็จต่อการเรยี นรู้ของนักเรียน และบนั ทกึ เรื่องเล่าที่ประทบั ใจ 5 เรื่อง สมาชกิ วชิ า/สาระ วิธีการจัดการเรียนรู้ ผลงานนกั เรยี น 1 2 3 4 5 กิจกรรมที่ 4 ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 23

การจัดการเรยี นรู้ C21 ยคุ ไทยแลนด์ 4.0 Active Learning กลมุ่ ที่ ................................... ชอื่ -สกุล ....................................................... หนว่ ยการเรียนรู้ Active Learning กิจกรรม ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรยี นรู้เพ่ือออกแบบหน่วยการเรียนรู้ Active Learning ทีก่ ลุ่มสนใจ และนาเสนอตอ่ ท่ีประชมุ ใหค้ รบตามหัวข้อต่อไปน้ี 1. ปัญหา/สาเหตุ 5. คุณลักษณะ/คา่ นิยมท่ีตอ้ งการ 8. กิจกรรมการเรยี นรู้ 2. ชื่อกิจกรรม 6. สาระท่ตี ้องรู้/ควรรู้ 9. การวัด-ประเมนิ 3. ตวั ชีว้ ดั 7. ชิ้นงาน/ภาระงานสาคัญ 10. เวลา วิชา : กลมุ่ สาระ : ช่วั โมง ชอื่ หน่วย : เวลา : คณุ ลกั ษณะ ปัญหา : สมรรถนะ สาเหตุ : ตัวชีว้ ัด : สาระ : ชิ้นงาน/ภาระงาน : การวัดผล-ประเมินผล : กจิ กรรมการเรียนรู้ : KPA การนาเสนอ สอ่ื นาเสนอ ตอบคาถาม หน่วยการเรยี นรู้ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 24

หนว่ ยการเรียนรู้เรอ่ื ง .......................................................................................................................... รหัส – ช่ือรายวชิ า.................................................................. กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ............................ ชัน้ ................................................................. ภาคเรยี นท่ี ..................... เวลา ........................ .ช่ัวโมง ผสู้ อน..............................................................................โรงเรียน ...................................................... 1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตัวชี้วดั มาตรฐาน ........................................................................................................................................................... ตัวชว้ี ัด ....................................................................................................................................................... ........ ตวั ชว้ี ัด ....................................................................................................................................................... ........ มาตรฐาน ........................................................................................................................................................... ตวั ชี้วดั ....................................................................................................................................................... ........ ตวั ชวี้ ดั ....................................................................................................................................................... ........ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 สาระการเรยี นรู้แกนกลาง …….………………………………………………………………………………………………….. ............................................................................................................................. ................................................. 3.2 สาระการเรียนรทู้ ้องถ่ิน (ถา้ มี) ................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 4. สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น [ ] การส่อื สาร [ ] การคิด [ ] การแกป้ ญั หา [ ] ทกั ษะชีวติ [ ] การใช้ ICT 5. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ [ ] รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ [ ] ซ่ือสัตย์ [ ] มวี นิ ยั [ ] ใฝเ่ รยี นรู้ [ ] พอเพียง [ ] มงุ่ มัน่ ทางาน [ ] รักษ์ไทย [ ] จติ สาธารณะ 6. ช้ินงาน/ภาระงาน ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 25

............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................................................. 7. การวดั และประเมินผล 7.1 การประเมินระหว่างจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ สิง่ ทป่ี ระเมนิ วิธีการประเมิน เครือ่ งมือเกบ็ ข้อมลู เกณฑ์การผา่ น ความรูค้ วามเข้าใจ ทักษะ ..................... ทักษะ ..................... ทกั ษะ ..................... 7.2 การประเมินเมื่อสนิ้ สดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ (การประเมนิ รวบยอด) - ช้นิ งาน/ภาระงาน (เกณฑก์ ารประเมนิ อยูท่ า้ ยหนว่ ยการเรยี นร)ู้ - คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ ช่วั โมง ตวั ชี้วดั เน้อื หาสาระ ช้นิ งาน กลยุทธก์ ารสอน/วธิ /ี เทคนิค ส่ือ/ ท่ี แหลง่ เรียนรู้ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 26

ช่วั โมง ตวั ชว้ี ดั เนื้อหาสาระ ชิน้ งาน กลยุทธก์ ารสอน/วิธี/เทคนิค สอ่ื / ท่ี แหล่งเรียนรู้ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 27

ประเดน็ เกณฑก์ ารประเมนิ ชิน้ งานและการนาเสนอ การประเมิน ส่งิ ท่ปี ระเมนิ …………………………………………………… ระดบั คุณภาพ เกณฑก์ ารตดั สนิ / ระดบั คณุ ภาพ คะแนน.........................................หมายถงึ ดีมาก คะแนน.........................................หมายถึง ดี คะแนน.........................................หมายถงึ พอใช้ คะแนน.........................................หมายถึง ปรบั ปรุง เกณฑ์การผา่ น .................................................................................................................................. ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 28

ประเด็น เกณฑ์การประเมนิ ทกั ษะกระบวนการ การประเมนิ สิง่ ท่ีประเมนิ …………………………………………………… ระดบั คุณภาพ เกณฑก์ ารตดั สนิ / ระดบั คณุ ภาพ คะแนน.........................................หมายถึง ดีมาก คะแนน.........................................หมายถงึ ดี คะแนน.........................................หมายถึง พอใช้ คะแนน.........................................หมายถึง ปรบั ปรงุ เกณฑ์การผา่ น ............................................................................................................................. ..... ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 29

ประเด็น เกณฑก์ ารประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ การประเมนิ สงิ่ ท่ีประเมิน …………………………………………………… ระดับคุณภาพ เกณฑก์ ารตดั สิน / ระดบั คณุ ภาพ คะแนน.........................................หมายถึง ดมี าก คะแนน.........................................หมายถึง ดี คะแนน.........................................หมายถงึ พอใช้ คะแนน.........................................หมายถงึ ปรบั ปรุง เกณฑ์การผ่าน ........................................................................................................................ .......... ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 30

เอกสารอา้ งองิ ทรงศรี ตุน่ ทอง. (2545). การพฒั นารปู แบบการประเมินผลการเรยี นตามสภาพจรงิ ของผู้เรียน. วิทยานพิ นธ ปริญญาดุษฎบี ัณฑิต สาขาทดสอบและวัดผลการศกึ ษา. มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร. ทววี ฒั น์ วฒั นกุลเจริญ. (2547). การพัฒนารูปแบบการวัดประเมินตามสภาพจริง จากการเรยี น อเิ ลก็ ทรอนิกส์ท่ีใช้วิธกี ารเรยี นตามสถานการณ์ ทส่ี ง่ ผลต่อการรับรคู้ วามสามารถของตนเองของ ผเู้ รียน ในสถานศกึ ษาระดบั อุดมศกึ ษา.กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัญญตั ิ ชานาญกิจ. (2551). เอกสารประกอบการอบรมเรื่อง Active Learning. นครสวรรค์ : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครสวรรค์. บปุ ผชาติ ทัฬหกิ รณ์. (2551). การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการเรยี นการสอน.พิมพ์ครงั้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดาริ สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรม ราชกุมารี ศูนยเ์ ทคโนโลยอี ิเล็กทรอนิกส์และคอมพวิ เตอรแ์ หง่ ชาติ,. เยาวเรศ ภกั ดีจติ ร. (2557). เอกสารประกอบการเสวนาทางวิชาการ “วนั ส่งเสริมวชิ าการส่คู ณุ ภาพการ เรยี นการสอน”สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ณ หอประชมุ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์, 30 กรกฎาคม 2557 สถาบนั นวัตกรรมและพัฒนากระบวนการเรยี นรู้. (2551). เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบตั ิการเรือ่ ง การเรียนการสอนแบบ Active Learning สาหรบั อาจารยร์ ะดบั อุดมศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยามหดิ ล. สริ ิพร ปาณาวงษ์. (2557). Active Learning เทคนคิ การเรยี นการสอนในศตวรรษท่ี 21. สบื ค้นเม่ือวนั ที่ 9 กันยายน พ.ศ.2557 จาก http://edu.nsru.ac.th/2011/qass/?view=research.php วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรอื ง และอธปิ จติ ตฤกษ์ (แปล) (2554). ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การศกึ ษาเพ่อื ศตวรรษ ท่ี 21. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์ Open Worlds. 2554. วจิ ารณ์ พานิช. (2555). วิถสี ร้างการเรยี นร้เู พือ่ ศิษย์ ในศตวรรษท่ี 21. พมิ พค์ รั้งท่ี 3. กรุงเทพฯ : มลู นธิ ิสดศรี-สฤษวงศ.์ Meyers, Chet and Jones, Thomas B. (1993). Promoting Active Learning : Strategies for the Collage Classroom. San Francisco: Jossey-Bass. www. addkutec3.com/wp-content/uploads/2012/11/ทักษะการเรยี นรใู้ นศตวรรษที่-21.pdf www. noppawan.sskru.ac.th/data/learn_c21.pdf http://www.kroobannok.com/20651 http://www.yufaidelivery.com/knowledge04.html http://www.pochanukul.com/?p=169 ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 31

https://parnward8info.wordpress.com/2014/01/29/active-learning- %E0%B8%AB%E0%B8%A1% E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0% B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/ ACTIVE LEARNING : APICHAT KHEMPILA-SES26 32


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook