Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่ 1 ความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์

หน่วยที่ 1 ความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์

Description: หน่วยที่ 1 ความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์

Search

Read the Text Version

มนุษยท์ กุ คนตอ้ งการมชี วี ติ ทด่ี ที ส่ี ดุ จงึ ตา่ งแสวงหาและมคี วามตอ้ งการในสนิ คา้ และบรกิ ารอยา่ ง ไมม่ ที ส่ี น้ิ สุดในขณะทป่ี รมิ าณของทรพั ยากรมอี ยอู่ ยา่ งจากดั บางครงั้ จงึ เกดิ การขาดแคลนขน้ึ ดว้ ย เหตุน้วี ชิ าเศรษฐศาสตร์ จงึ เกดิ ขน้ึ เพอ่ื ศกึ ษาหาวธิ ที จ่ี ะจดั สรรทรพั ยากรทม่ี อี ยจู่ ากดั ใหส้ ามารถสนองตอบต่อความ ตอ้ งการของมนุษยแ์ ละเกดิ ประสทิ ธภิ าพมากทส่ี ุด

ความหมายของเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตรเ์ ป็นสาขาวชิ าหน่งึ ของวชิ าสงั คมศาสตรท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การดาเนนิ ชวี ติ ของประชาชนทกุ คน เพราะเป็นวชิ าทศ่ี กึ ษาถงึ พฤตกิ รรมของมนุษยใ์ นการแสวงหาวธิ ี นาทรพั ยากรทม่ี อี ยอู่ ยา่ งจากดั มาผลติ เป็นสนิ คา้ และบรกิ าร เพ่อื สนองตอบความ ตอ้ งการทม่ี อี ยา่ งไมจ่ ากดั ของตนเองใหไ้ ดม้ ากทส่ี ดุ โดยตอ้ งใหเ้ กดิ ประโยชน์อยา่ งเตม็ ท่ี ทงั้ ต่อตนเอง ครอบครวั ประเทศชาติ รวมทงั้ ระดบั โลก ทาใหว้ ชิ าเศรษฐศาสตร์มี ขอบเขตกวา้ งขวาง และมผี ลต่อความอยรู่ อดของสงั คมดว้ ย คาวา่ “เศรษฐศาสตร”์ ตรงกบั ภาษาองั กฤษว่า Economics ซง่ึ มรี ากศพั ทม์ าจากภาษากรกี ว่า oikonomikos ทแ่ี ปลว่า “การ จดั การบา้ น” (Household Management) ซง่ึ เป็นเรอ่ื งทย่ี งุ่ ยากซบั ซอ้ น ทาใหม้ คี าจากดั ความเกดิ ขน้ึ มากมาย และแตกต่างกนั ตามแนวคดิ ของนกั เศรษฐศาสตรแ์ ต่ละคน หรอื แต่ละกลุ่ม เชน่



จากคาจากดั ความดงั กล่าวสามารถสรปุ ความหมายของ เศรษฐศาสตรไ์ ดว้ า่ “เป็นวชิ าทศ่ี กึ ษาถงึ กระบวนการใชท้ รพั ยากรทม่ี อี ยู่ อยา่ งจากดั เพอ่ื นาไปผลติ สนิ คา้ และบรกิ าร เพอ่ื ตอบสนองความ ตอ้ งการของมนุษยท์ ม่ี อี ยอู่ ยา่ งไมจ่ ากดั ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพและเกดิ ประโยชน์สงู สดุ ทงั้ ในปัจจุบนั และอนาคต อนั จะก่อใหเ้ กดิ ความอยดู่ กี นิ ด”ี สว่ นคาวา่ “เศรษฐกจิ ” (Economy) มาจากคาวา่ Oikos หมายถงึ “บา้ น” กบั Nemein หมายถงึ “การจดั การ” ดงั นนั้ ความหมายแบบตรง ตวั ของคาวา่ เศรษฐศาสตรแ์ ละเศรษฐกจิ จงึ เหมอื นกนั คอื เป็นการ จดั การครอบครวั

ความเป็ นมาของวิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาเศรษฐศาสตร์เกิดข้นึ มาพร้อมกบั การมสี งั คมมนุษย์ตงั้ แต่โบราณกาล ซ่ึงแนวคดิ เก่ี ยวกับวิชาน้ี นักปราชญ์ไดพ้ ยายามสอดแทรกลงไปในหนังสอื หรอื บทความต่างๆ แต่แนวคดิ เหล่านัน้ ยงั ไมถ่ อื เป็ นทฤษฎี หรือหลักเกณฑ์ท่ีจะใช้วิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจได้ จนถึงศตวรรษท่ี 13-16 ซ่ึงเป็นช่วงท่ีธุรกิจการค้า ของทวีปยุโรปเจริญก้าวหน้ามาก เพราะประชาชนตระหนักว่าการค้านาความมงั่ คงั่ มาสู่ประเทศขอ งตน จึงหาวิธีการท่ีจะส่งสินค้าออกไปขายให้ได้มากกว่าการซ้ือสินค้าจากประเทศอ่ืนเข้ามา หรือ ท่ีเรียกว่า การไดเ้ ปรยี บทางการคา้ แนวคดิ ดงั กล่าวน้ีไดก้ ลายมาเป็นลทั ธทิ างเศรษฐกจิ ทเ่ี รยี กว่า “ลทั ธพิ าณิชยน์ ิยม” ในขณะเดียวกัน อดัม สมิธ (Adam Smith) ชาวอังกฤษ ได้เขียนหนังสือช่ือ “ความมัง่ คัง่ ของชาติ” (The Wealth of Nations) ซ่ึงถือเป็นหนังสือทางเศรษฐศาสตร์เล่มแรก และทาให้ อดัม สมิธ ได้รับการ ยกย่องให้เป็น “บิดาทางเศรษฐศาสตร์” จากนัน้ เป็นต้นมา วิชาเศรษฐศาสตร์ซ่ึงเคยเป็นส่วนประกอบ ในวชิ าอ่นื ๆ จงึ ได้เริม่ มลี กั ษณะเป็นวชิ าการทก่ี วา้ งขวางขน้ึ มเี น้ือหาท่เี น้นหนักไปทางวเิ คราะหห์ าเหตุผล ในเร่ืองท่เี ก่ียวกับเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ทาให้แนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์เปล่ียนมาเป็นวิชาเศรษ ฐศาสตร์ (Economics) อยา่ งแทจ้ รงิ

ลัทธิพาณิชย์นิยมเส่ือมความนิยมในศตวรรษท่ี 18 และ อดัม สมิธ ได้เสนอแนวคิดเก่ียวกับ การแบง่ งานกนั ทาตามถนดั และใหเ้ อกชนมเี สรภี าพในการผลติ ทเ่ี รยี กวา่ “เศรษฐกจิ แบบเสร”ี ซง่ึ จะชว่ ยให้ เศรษฐกิจของประเทศเจริญรุ่งเรือง ในช่วงศตวรรษท่ี 19 ทวีปยุโรปมีการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม อยา่ งรวดเรว็ มกี ารอพยพแรงงานจากภาคเกษตรกรรมเขา้ สู่ภาคอุตสาหกรรมมากขน้ึ จนปลายศตวรรษ ท่ี 19 อัลเฟรด มาร์แชล (Alfred Marshall) ได้เสนอทฤษฎีว่าด้วยการผลิต อันเป็ นท่ีมาของทฤษฎี เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics Theory) แต่ต่อมาเกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่าไปทวั่ โลก ประชาชนว่างงานมากข้ึน จอห์น เมนาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) จึงเสนอทฤษฎีว่าด้วยการจ้างงาน (Theory of Employment) โดยแนะนาใหร้ ฐั บาลใชน้ โยบายการคลงั และการเงนิ เขา้ ช่วยแก้ไข เม่อื ประเทศ เกดิ ภาวะเศรษฐกจิ ตกต่า จงึ กลายเป็นทม่ี าของเศรษฐศาสตรม์ หภาค (Macroeconomics)

ส่วนประเทศไทยใชห้ ลกั การทางดา้ นเศรษฐศาสตรใ์ นกจิ การดา้ นการคา้ การเกบ็ ภาษี อากรมาตงั้ แต่สมยั สุโขทยั แต่ยงั ไมไ่ ดร้ วบรวมตามหลกั วชิ าการอยา่ งเป็นแบบแผน จนถงึ พ.ศ. 2454 พระยาสุรยิ านุวตั ร์ ไดเ้ รยี บเรยี งหนงั สอื ชอ่ื วา่ “ทรพั ยศาสตร”์ ขน้ึ ถอื เป็นหนงั สอื เศรษฐศาสตรเ์ ลม่ แรกของประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2459 กรมหมน่ื พทิ ยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ไดเ้ ขยี นหนงั สอื ช่อื “ตลาดเงนิ ตรา” ขน้ึ ในปี พ.ศ. 2477 มกี ารจดั ตมั้ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ จงึ ไดม้ กี ารสอนวชิ าเศรษฐศาสตรอ์ ยา่ งจรงิ จงั โดยใชห้ นงั สอื ตาราของประเทศฝรงั่ เศส ทาให้ มกี ารแปลตาราต่างๆ เป็นภาษาไทยเพมิ่ ขน้ึ เรอ่ื ยๆ รวมทงั้ หนงั สอื เศรษฐศาสตรว์ ่าดว้ ย เศรษฐกจิ การคา้ และเศรษฐศาสตรว์ ่าดว้ ยการเงนิ ของพระสารสาสน์พลขนั ธ์ เป็นหนงั สอื ทก่ี ระตุน้ ใหค้ นไทยต่นื ตวั ในการทาการคา้ มากขน้ึ วชิ าเศรษฐศาสตรจ์ งึ ไดบ้ รรจเุ ป็นหลกั สตู ร ของการศกึ ษาทุกระดบั ของไทยและเป็นทน่ี ยิ มของประชาชนทวั่ ไปในปัจจบุ นั

ความสาคญั ของเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ คอื การศึกษาวธิ ีทจ่ี ะนาเอาทรพั ยากรต่างๆ อนั มอี ยู่อย่างจากัดไปผลิตเป็นสนิ ค้า และบรกิ าร เพ่อื สนองความต้องการของมวลมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสนิ ค้าและบรกิ ารท่เี ป็นปัจจัยพ้นื ฐาน อนั ได้แก่ อาหาร เคร่อื งนุ่งห่ม ท่อี ยู่อาศยั และยารกั ษาโรค รวมทงั้ สนิ ค้าและบริการอ่ืนๆ ท่เี ก่ียวข้อง กบั การดาเนินชวี ติ ประจาวนั ในฐานะทม่ี นุษย์มบี ทบาทเป็นทงั้ ผูบ้ รโิ ภคและผูผ้ ลติ ตามหลกั การของเศรษฐศาสตร์ ซ่ึงในบทบาท ของผบู้ รโิ ภคกม็ คี วามต้องการสนิ คา้ และบรกิ ารทส่ี ามารถสนองความพอใจไดส้ งู สดุ และในฐานะของผผู้ ลติ กจ็ ะตอ้ งใชค้ วามรคู้ วามสามารถของตนเองจดั การกบั ปัจจยั การผลติ ทม่ี อี ยใู่ หเ้ กดิ ผลตอบแทนแก่ตนเองมาก ทส่ี ดุ เช่นกนั นอกจากน้ีมนุษย์ทุกคนยงั มบี ทบาทท่สี าคญั คอื เป็นพลเมอื งของประเทศท่ีมสี ่วนสาคญั ยิง่ ต่อการพฒั นาความเจรญิ ทางด้านเศรษฐกิจ ซ่ึงประชาชนทุกคนสามารถนาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ไปช่วยในการตดั สนิ ใจเลือกใช้ทรพั ยากรทม่ี อี ยใู่ ห้เกดิ ประโยชน์อย่างเตม็ ท่ี ตดั สนิ ใจเก่ยี วกบั กิจกรรมทางเศรษฐกจิ อย่างมหี ลักเกณฑ์ ช่วยให้เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจท่ีเกิดข้ึนในบ้านเมือง เข้าใจบทบาทและการดาเนินนโยบาย เศรษฐกจิ ของรฐั บาล หากประชาชนมคี วามรทู้ างดา้ นเศรษฐศาสตรก์ จ็ ะมสี ว่ นชว่ ยใหก้ จิ กรรมต่างๆ เหล่าน้ี บรรลผุ ล เพอ่ื ใหป้ ระชาชนอยดู่ กี นิ ดี มคี ณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ขี น้ึ ทงั้ ในปัจจบุ นั และอนาคต

วชิ าเศรษฐศาสตรแ์ บง่ ออกเป็น 2 สาขาวชิ า คอื 1.เศรษฐศาสตรจ์ ลุ ภาค สาขาวชิ าเศรษฐศาสตรจ์ ุลภาค เป็นคาทม่ี าจากภาษาองั กฤษวา่ Microeconomics โดยมรี ากศพั ทม์ าจากภาษากรกี วา่ Mikros ทแ่ี ปลวา่ เลก็ ดงั นนั้ เศรษฐศาสตร์ จลุ ภาค จงึ เป็นวชิ าทศ่ี กึ ษาเศรษฐกจิ ในหน่วยยอ่ ยๆ เฉพาะบุคคลหรอื หน่วยธุรกจิ หน่วยใดหน่วย หน่งึ ซง่ึ ไมไ่ ดเ้ กดิ ปัญหากระทบรนุ แรงต่อสงั คมโดยรวม หรอื ทงั้ ประเทศ เชน่ ศกึ ษาวธิ กี ารผลติ สนิ คา้ ของบรษิ ทั ในเครอื สหพฒั นพบิ ลู ย์ จากดั ศกึ ษาปัญหาของกลุ่มแมค่ า้ ในตลาดสด หรอื ลกั ษณะ การบรโิ ภคของนกั ศกึ ษาในวทิ ยาลยั แหง่ หน่งึ เป็นตน้ นอกจากน้ี เศรษฐศาสตรจ์ ุลภาคยงั ศกึ ษา ดา้ นพฤตกิ รรมของตลาดและกลไกดา้ นราคา จงึ ทาใหเ้ รยี กชอ่ื เศรษฐศาสตรจ์ ุลภาคอกี อยา่ งหน่งึ วา่ “ทฤษฎดี า้ นราคา” (Price Theory)

2.เศรษฐศาสตรม์ หภาค โดยรากศพั ทแ์ ลว้ คาวา่ Macroeconomics หรอื เศรษฐศาสตร์ มหภาคน้ี มาจากภาษากรกี วา่ Makros แปลวา่ ใหญ่ ดงั นนั้ เน้อื หาของหลกั วชิ าเศรษฐศาสตร์ มหภาคจงึ มุง่ ศกึ ษาปัญหาและพฤตกิ รรมทางเศรษฐกจิ ระดบั รวมหรอื ระดบั ประเทศ เชน่ ภาวะ การจา้ งงานของประเทศ ภาวะคา่ ครองชพี ภาวะการผลติ สนิ คา้ และบรกิ าร รวมทงั้ นโยบายหรอื มาตรการ ทน่ี ามาใชแ้ กป้ ัญหาโดยรวมของประเทศ เป็นตน้ นอกจากน้ีเศรษฐศาสตรม์ หภาคยงั มุง่ เน้นในเรอ่ื งรายได้ รวมของประชาชนทวั่ ประเทศ บางครงั้ เรยี กสาขาวชิ าน้วี า่ “ทฤษฎรี ายไดป้ ระชาชาต”ิ (National Income Theory) เศรษฐศาสตรจ์ ุลภาคและมหภาคมคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งใกลช้ ดิ การศกึ ษา จงึ ควรทาควบคกู่ นั ไป เพราะเศรษฐกจิ สว่ นรวมของประเทศเกดิ จากเศรษฐกจิ หน่วยยอ่ ยรวมกนั ดงั นนั้ การศกึ ษาปัญหาเศรษฐกจิ ในสงั คมหน่งึ ๆ จาเป็นตอ้ งพจิ ารณาระบบเศรษฐกจิ ทเ่ี ป็น สว่ นรวมและพฤตกิ รรมของแตล่ ะบคุ คลหรอื แต่ละหน่วยผลติ ซง่ึ เป็นเศรษฐกจิ หน่วยย่อย เพราะเศรษฐกจิ หน่วยยอ่ ยยอ่ มมอี ทิ ธพิ ลสาคญั ตอ่ พฤตกิ รรม และความเป็นไปของเศรษฐกจิ ระดบั ประเทศหรอื สว่ นรวมของสงั คม

หน่วยเศรษฐกิจ สาระสาคญั ของการศกึ ษาวชิ าเศรษฐศาสตร์ เป็นการศกึ ษาเกย่ี วกบั เรอ่ื งการผลติ การ จาแนกแจกจา่ ย การบรโิ ภค การแลกเปลย่ี น ฯลฯ ซง่ึ การกระทาต่างๆ เหลา่ น้ถี อื เป็นกจิ กรรม สาคญั ในระบบเศรษฐกจิ ทจ่ี ะทาใหเ้ ศรษฐกจิ ดาเนนิ ตอ่ ไปไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่อื ง กจิ กรรมเหลา่ น้จี งึ ถกู เรยี กวา่ “หน่วยเศรษฐกจิ ” (Economic Unit) ในระบบเศรษฐกจิ โดยรวมทวั่ ไปจะตอ้ งมหี น่วยเศรษฐกจิ ดาเนินการอยา่ งเป็นระบบและมคี วามสมั พนั ธก์ นั หน่วยเศรษฐกจิ ทส่ี าคญั ๆ ได้แก่

หน่วยเศรษฐกิจ 1.ผบู้ ริโภค (Consumers) คอื ผทู้ ซ่ี อ้ื สนิ คา้ และบรกิ ารต่างๆ เพอ่ื นามาสนองความตอ้ งการ ของตนเองใหเ้ กดิ ความพอใจและมปี ระโยชน์สงู สุด ซ่งึ การแสวงหาสนิ คา้ และบรกิ ารเพ่ือสนอง ความตอ้ งการดงั กลา่ วน้ี เรยี กอกี อยา่ งหน่งึ วา่ “การบรโิ ภค” 2.หน่วยธุรกิจ (Business Firms) คอื สถาบันหรอื องค์กรท่ีดาเนินกิจกรรมในการนา ทรพั ยากรตา่ งๆ มาผลติ เป็นสนิ คา้ และบรกิ ารเพอ่ื นาไปสนองความต้องการของผบู้ ริโภค ดงั นนั้ หน่วยธรุ กจิ จงึ เรยี กอกี อย่างหน่ึงวา่ “ผผู้ ลติ ” (Producers) หน่วยธุรกจิ ต่างๆ ในระบบเศรษฐกจิ น้ที าการผลติ สนิ คา้ และบรกิ าร เพอ่ื มุง่ หวงั กาไรเป็นผลตอบแทนใหม้ ากทส่ี ุด

3.เจา้ ของปัจจยั การผลิต (Factor Owners) ปัจจยั การผลติ มี 4 อย่าง ได้แก่ ทด่ี นิ ทุน แรงงาน และผปู้ ระกอบการ เจา้ ของปัจจยั การผลติ ต่างมจี ุดประสงค์ในการดาเนินกจิ กรรมเศรษฐกจิ เหล่าน้ีเหมอื นกนั คอื ต้องการความพอใจ สงู สุดทจ่ี ะไดร้ บั ผลตอบแทน จากปัจจยั การผลติ ทต่ี นมอี ยู่ ซง่ึ ผลตอบแทนจะต่างกนั ไปตามประเภทของ ปัจจยั ไดแ้ ก่ - ผลตอบแทนของทด่ี นิ จะอยใู่ นรปู ของ คา่ เชา่ (Rent) - ผลตอบแทนของแรงงานจะอยใู่ นรปู ของ คา่ จา้ ง (Wage) - ผลตอบแทนของทุนจะอยใู่ นรปู ของ ดอกเบย้ี (Interest) - ผลตอบแทนของผปู้ ระกอบการจะอยใู่ นรปู ของ กาไร (Profit)

ผูท้ ่เี ป็นเจา้ ของปัจจยั การผลติ ต่างๆ เหล่าน้ี ต่างกต็ ้องการสนิ ค้าและบรกิ ารเพ่อื นามา สนองความต้องการของตนเช่นกนั ดงั นัน้ ผู้เป็นเจา้ ของปัจจยั การผลติ จงึ ทา หน้าทเ่ี ป็นผบู้ รโิ ภคดว้ ย การทไ่ี ดร้ บั ผลตอบแทนจากปัจจยั การผลติ ดังกล่าวทาใหเ้ กดิ รายได้ เพ่อื นาไปซอ้ื สนิ คา้ และบรกิ ารตามทต่ี นตอ้ งการได้ จากทก่ี ล่าวถงึ หน่วยธุรกจิ ขา้ งตน้ จงึ เหน็ ไดว้ ่ามคี วามสมั พนั ธก์ นั ดงั สรปุ ใหเ้ หน็ ชดั ในแผนภมู ติ ่อไปน้ี



4.รฐั บาล (Government) การศกึ ษาวชิ าเศรษฐศาสตรต์ อ้ งเก่ยี วขอ้ งกบั การจดั หา รายได้ การใชจ้ ่าย การเก็บภาษีอากร ตลอดจนข้อกาหนดต่างๆ ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั การ ดาเนินกจิ กรรมของหน่วยธุรกจิ และผู้บรโิ ภค จงึ ถอื ว่ารฐั บาลเป็นหน่วยเศรษฐกิจท่ี สาคญั หน่วยหน่ึง การดาเนินการของรฐั บาลน้ีจะช่วยกระตุ้นให้เกดิ การขยายตวั ของ เศรษฐกจิ ในระดบั ต่างๆ ทงั้ น้ีเพราะรฐั บาลมรี ายจ่ายจานวนมากในการซ้อื สนิ คา้ และ บรกิ าร รฐั บาลจงึ มหี น้าท่เี ป็นผูบ้ รโิ ภคด้วย ในขณะเดยี วกนั กจ็ ะทาหน้าท่ใี ห้บรกิ าร ดา้ นต่างๆ แก่ประชาชนในสงั คม เช่น บรกิ ารดา้ นการศกึ ษา การสาธารณสุข เป็ นต้น ซง่ึ กเ็ ปรยี บเทยี บไดก้ บั ผผู้ ลติ และจดั จาหน่ายเชน่ เดยี วกบั หน่วยธุรกจิ ทวั่ ไปเช่นกนั แต่ หน่วยธุรกจิ ของรฐั บาลจะไม่ต้องการผลตอบแทนทเ่ี ป็นกาไร นอกจากผลดา้ นความ สงบเรยี บรอ้ ยและความอยดู่ กี นิ ดขี องประชาชนในประเทศ

ปัญหาพืน้ ฐานทางเศรษฐกิจ ในทุกสงั คมทุกประเทศต่างประสบปัญหาเก่ยี วกบั ปรมิ าณทรพั ยากรมจี ากัด แต่ ความต้องการสนิ ค้าและบรกิ ารของประชาชนมเี พม่ิ ข้นึ อย่างไม่ส้นิ สุด ซ่ึงเป็นปัญหา พ้นื ฐานทางเศรษฐกิจของทุกสงั คมท่ีต้องประสบร่วมกัน และต่างก็หาวิธีท่ีจะทาให้ ทรพั ยากรทม่ี อี ยจู่ ากดั นนั้ สามารถนาไปผลติ สนิ คา้ และบรกิ ารสนองความตอ้ งการ ของประชาชนใหเ้ พยี งพอ จงึ เกดิ เป็นปัญหาในทางเศรษฐกจิ ทส่ี าคญั คอื

ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 1.ผลิตอะไร จานวนเท่าใด (What) จากการท่มี ที รพั ยากรจากดั น้ี การจะตดั สนิ ใจ ดาเนินการผลิตจะต้องพิจารณาว่าจะผลิตสินค้าชนิดใด เป็นจานวนเท่าใด จึงจะ สนองต อบต่อค วามต้อ งการของประชาชนใ ห้ ได้มากท่ีสุดแ ละไม่เ ป็ นการสูญเปล่ า รวมทงั้ ไมเ่ ป็นการใชท้ รพั ยากรฟุ่มเฟือย 2.ผลิตอย่างไร (How) โดยจะตอ้ งพจิ ารณาว่าในสงั คมนนั้ ๆ ใครจะเป็นผผู้ ลิตสนิ คา้ ชนิดใด ใช้ทรพั ยากรประเภทใด ใช้เทคนิคในการผลิตอย่างไร เพ่อื ให้ได้สนิ ค้าและ บริการท่ีมีคุณภาพในปริมาณท่ีพอเหมาะ และรวดเร็วทันต่อความต้องการขอ ง ประชาชน

3.ผลิตเพื่อใคร (For Whom) คอื เม่อื ผลติ สนิ ค้าและบรกิ ารมาแลว้ ใครคอื ผูท้ ่จี ะใช้ประโยชน์จากสนิ คา้ นัน้ จะนา ผลผลติ นนั้ ๆ ไปถงึ มอื ของผบู้ รโิ ภคอยา่ งไร ปัญหาต่างๆ ท่ีกล่าวมาน้ี เป็นปัญหา เศรษฐกจิ มูลฐานร่วมกนั ของทุกระบบเศรษฐกจิ ซ่งึ แต่ละระบบเศรษฐกจิ จะต้องแกไ้ ขปัญหาท่ี เกดิ ขน้ึ ตามวธิ กี ารหรอื แนวทาง ตามความเหมาะสมกบั สภาพพน้ื ฐาน หรอื สภาพแวดลอ้ ม ของตน

นอกจากการพจิ ารณาปัญหาพ้นื ฐานทางเศรษฐกจิ ว่าจะผลติ อะไร ผลติ อย่างไร และผลติ เพ่อื ใคร รฐั บาลของประเทศต่างๆ ยงั ไดใ้ หค้ วามสนใจกบั ปัญหาพน้ื ฐาน ซง่ึ เป็น เป้าหมายในการพฒั นาเศรษฐกจิ ของระบบเศรษฐกจิ แบบต่างๆ ดงั น้ี 1.การเพิ่มขึ้นของรายได้หรอื ผลิตภณั ฑป์ ระชาชาติ รฐั บาลในทุกระบบเศรษฐกจิ จะให้ความสาคญั กบั การเพมิ่ และการขยายตวั ของ รายไดป้ ระชาชาตขิ องประเทศ เน่ืองจากหากระบบเศรษฐกจิ มีรายได้หรอื สามารถสรา้ ง ผลผลติ โดยรวมไดเ้ พมิ่ ขน้ึ กจ็ ะทาใหม้ ผี ลผลติ มาจดั สรรใหก้ ลุ่มคนต่างๆ ในระบบเศรษฐกจิ ได้ มากยง่ิ ข้นึ ทาให้รายได้ต่อหวั ของประชากรเพมิ่ สูงขน้ึ ซ่งึ จะเป็นตวั ช้เี บ้ืองต้นว่ากาลงั ซ้อื (Purchasing Power) ของระบบเศรษฐกจิ นนั้ ๆ มมี ากน้อยเพยี งใด

2.ความไมเ่ ท่าเทียมกนั ของรายได้หรอื การกระจายรายได้ (Income Distribution) ในระบบเศรษฐกจิ แบบเสรี ซง่ึ ยอมรบั กรรมสทิ ธขิ์ องบคุ คลในทรพั ยส์ นิ จะเกดิ การไมเ่ ทา่ เทยี มกนั ของรายไดไ้ ด้มาก เน่ืองจากคนทเ่ี กดิ ในตระกูลทร่ี ่ารวยมกี ารสะสมทุนทรพั ยไ์ ว้เป็นจานวนมาก หรอื คนท่มี โี อกาสทางเศรษฐกิจดีกว่าย่อมมโี อกาสได้รบั การศึกษาท่ดี ีกว่า อนั นาไปสู่การ ประกอบอาชพี ทท่ี ารายได้ดกี วา่ รายได้ทเ่ี หล่อื มล้ากนั มากจะเป็นอุปสรรคต่อการพฒั นาประเทศ เพราะ ถา้ คนสว่ นมากดารงชวี ติ อยอู่ ยา่ งยากจน ในขณะทค่ี นสว่ นน้อยมคี วามเป็นอยฟู่ ุ่มเฟือย การผลติ ของประเทศกไ็ ม่อาจเพมิ่ ข้นึ ได้อย่างเต็มท่ี และยงั เป็นปัญหาทางด้านการเมอื ง สงั คม และจรยิ ธรรม ตามมา รฐั บาลจงึ จาเป็นตอ้ งใชน้ โยบายและมาตรการต่างๆ เพอ่ื ลดปัญหาน้ี เชน่ การเกบ็ ภาษี มรดก การจดั ใหม้ รี ะบบประกนั สงั คม เป็นตน้

3.การวา่ งงาน (Unemployment) เป็นปัญหาพน้ื ฐานอกี ประการหน่ึงทร่ี ฐั บาลทุกประเทศพยายามไม่ใหเ้ กดิ ข้ึนหรอื เกดิ ขน้ึ น้อยทส่ี ุด ดว้ ยการสง่ เสรมิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ทท่ี าใหเ้ กดิ การจา้ งงานอย่างถาวร เพอ่ื ใหค้ น ในสงั คมมงี านทา มรี ายได้ ทาให้มกี าลงั ซ้อื และอุปสงคใ์ นสนิ ค้าและบรกิ าร ก่อให้เกดิ กจิ กรรม ทางเศรษฐกจิ ตอ่ เน่อื งไปเรอ่ื ยๆ โดยเฉพาะการลงทนุ ดา้ นอุตสาหกรรม ซง่ึ มกั มกี ารจ้างงาน ครงั้ ละมากๆ และเป็นการลดปัญหาทางสงั คม และการเมอื งลงไปอกี ดว้ ย

4.การแก้ปัญหาเงินเฟ้อและเงินฝืด (Inflation and Deflation) การเปล่ียนแปลงและความผนั ผวนของราคา ทาให้ทงั้ ผู้บริโภคและผู้ผลิตเดือดร้อน กล่าวคอื ในภาวะทม่ี เี งนิ เฟ้อ ระดบั ราคาสนิ คา้ และบรกิ ารทวั่ ไปเพมิ่ สูงขน้ึ และมแี นวโน้มสูงขน้ึ เร่อื ยๆ จะทาให้ผบู้ รโิ ภคเดอื ดรอ้ นเพราะต้องซ้อื สนิ คา้ ราคาแพงขน้ึ ในขณะเดยี วกนั ผผู้ ลติ ก็ ตอ้ งซอ้ื วตั ถุดบิ ทม่ี รี าคาสงู ขน้ึ ไปใชใ้ นการผลติ ทาใหต้ น้ ทนุ การผลติ สงู ขน้ึ ในทางตรงกนั ขา้ ม แม้ ในชว่ งภาวะเงนิ ฝืดทร่ี าคาสนิ คา้ และบรกิ ารมแี นวโน้มลดต่าลงเรอ่ื ยๆ แต่สนิ คา้ ขายไมอ่ อก เพราะกาลงั ซ้อื ของประชาชนลดลง ทาให้ผผู้ ลติ ต้องลดการผลติ การลงทุน และการจ้างงานลง ซ่งึ ส่งผลให้มกี าร วา่ งงาน และกาลงั ซอ้ื ของประชาชนลดต่าลงไปอกี ดว้ ย ทงั้ ภาวะเงนิ เฟ้อและเงนิ ฝืดจงึ ไมส่ ง่ ผลดกี บั ระบบ เศรษฐกจิ รฐั บาลจงึ ตอ้ งพยายามดาเนนิ การมใิ หร้ ะดบั ราคาสนิ คา้ เพมิ่ สงู ขน้ึ หรอื ลดลงมาก

5.การขาดดลุ การค้า (Trade Deficit) ประเทศกาลงั พฒั นาอย่างประเทศไทยมกั มปี ัญหา การนาเข้าสนิ ค้าสูงกว่าการส่งออก ทาให้ขาดดุลการค้าประเทศทพ่ี ฒั นาแล้วอย่างต่อเน่ือง ยาวนาน เน่ืองจากประเทศกาลงั พฒั นามคี วามต้องการนาเขา้ สนิ ค้าทุน ประเภทเคร่ืองจกั ร เคร่อื งมอื อุปกรณ์ และสนิ ค้าท่ใี ช้เทคโนโลยสี ูงในการผลติ สนิ คา้ เหล่าน้ีมกั มรี าคาสูง ขณะท่ี สนิ คา้ สง่ ออกของประเทศกาลงั พฒั นามกั เป็นสนิ คา้ ทางด้านการเกษตร หรอื สนิ คา้ อุตสาหกรรม แปรรปู แบบงา่ ยๆ จงึ มรี าคาต่ากวา่ ทาใหม้ ลู คา่ การสง่ ออกมกั ต่ากวา่ มูลคา่ การนาเขา้ จนประเทศ ต้องเกดิ ปัญหาการขาดดุลการค้า และขาดแคลนเงนิ ตราต่างประเทศ หรอื เงนิ สารองในรูปเงินตรา ต่างประเทศลดลง เพราะการค้าขายกบั ต่างประเทศต้องใช้เงนิ ตราต่างประเทศดาเนินการทงั้ ส้ิน ภาวะเชน่ น้จี ะสง่ ผลต่อเสถยี รภาพทางการเงนิ และคา่ เงนิ ของประเทศทข่ี าดดุลเป็นอย่างยง่ิ

การศกึ ษาด้านเศรษฐศาสตรก์ บั บรหิ ารธุรกจิ มกั จะมคี วามเช่อื มโยงเกย่ี วพนั กนั เพราะเป็น เรอ่ื งทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ และการบรหิ ารจดั การใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ อย่างไรกต็ าม เศรษฐศาสตรแ์ ละบรหิ ารธุรกจิ ยงั มคี วามแตกต่างกนั ทงั้ ในแงแ่ นวคดิ หลกั การ และการนาไปใช้ ประโยชน์ พอสรปุ ไดด้ งั น้ี 1.ลักษณะสาคญั และเป้าหมาย เศรษฐศาสตร์เป็นองค์ความรู้ท่วี ่าด้วยเร่อื งการ จดั สรร ทรพั ยากรใหค้ มุ้ คา่ และเกดิ ประโยชน์สงู สดุ แกส่ งั คมโดยรวม สว่ นบรหิ ารธุรกจิ เป็นองค์ความรู้ ทว่ี า่ ดว้ ยเรอ่ื งการจดั องคก์ รและการบรหิ ารงาน เพอ่ื ใหห้ น่วยธุรกจิ มผี ลกาไรสงู สุด

2.การตมี ูลค่า การคดิ รายรบั และรายจ่ายของกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ หน่ึงๆ ของบรหิ ารธุรกจิ และ เศรษฐศาสตรจ์ ะตา่ งกนั ดงั น้ี 2.1 ผลประโยชน์หรือรายรบั ในทางเศรษฐศาสตร์จะคิดทงั้ รายรบั หรือผลประโยชน์ท่ี เกดิ ขน้ึ โดยตรงและโดยอ้อมจากกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ทท่ี าทเ่ี กดิ ข้นึ กบั สงั คม เช่น การสร้าง เข่ือนผลิตไฟฟ้ าของการไฟฟ้ าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นอกจากรายรับหรือ ผลประโยชน์จากค่าไฟฟ้าแล้ว ยงั จะมผี ลประโยชน์ในด้านการชลประทานเพ่อื การเกษตร และ การเป็นสถานทพ่ี กั ผอ่ นหยอ่ นใจ ซง่ึ เป็นผลประโยชน์ท่ี กฟผ. ไมไ่ ด้รบั โดยตรง แต่เกดิ กบั ชุมชน หรอื สงั คม สว่ นบรหิ ารธรุ กจิ จะคดิ ถงึ ผลประโยชน์หรอื รายไดท้ เ่ี กดิ ขน้ึ กบั องค์กรธุรกจิ เทา่ นนั้

2.2 คา่ ใชจ้ า่ ยของกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ในทางเศรษฐศาสตรจ์ ะคดิ ทงั้ ค่าใชจ้ า่ ยทางตรง และทางออ้ ม ซง่ึ รวมทงั้ คา่ ใชจ้ า่ ยทจ่ี บั ตอ้ งไดก้ บั คา่ ใชจ้ า่ ยทม่ี องไม่เหน็ จบั ต้องไมไ่ ด้ (Intangible Cost) เชน่ คา่ ใชจ้ า่ ยในการสรา้ งเขอ่ื น นอกจากจะมคี า่ ใชจ้ า่ ยทางตรงทจ่ี บั ต้องได้ อยา่ งเช่น คา่ กอ่ สรา้ งเขอ่ื น และคา่ ชดเชยการยา้ ยชาวบา้ นและหมบู่ า้ นออกนอกพน้ื ทเ่ี ขอ่ื นแลว้ ยงั มคี า่ ใชจ้ ่าย ทางออ้ มทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ด้ เชน่ การเสอ่ื มโทรมของทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสภาพแวดล้อม การเปลย่ี นแปลง วถิ ชี วี ติ ชุมชน เป็นตน้ ขณะทบ่ี รหิ ารธุรกจิ จะคดิ เฉพาะค่าใชจ้ า่ ยทอ่ี งคก์ รธุรกจิ จ่ายออกไปจรงิ ๆ เทา่ นนั้

2.3 ทางเศรษฐศาสตร์คดิ ถงึ ผลกระทบภายนอก (Externality) ของโครงการทางเศรษฐกจิ เช่น การสร้างสนามบิน นอกจากมตี ้นทุนการก่อสร้างสนามบนิ แล้ว ยงั จะต้องคดิ ผลกระ ทบ ภายนอก เช่น เสยี งดงั และมลพษิ จากการก่อสรา้ งทเ่ี กดิ กบั ชุมชนรอบสนามบนิ ซง่ึ ถอื เป็นต้นทุน ทางสงั คม (Social Cost) ทจ่ี ะต้องนามาพจิ ารณาในการดาเนินโครงการ หรอื การสร้างโรงงาน อุตสาหกรรมแล้วทาให้เกดิ ชุมชนและความเจรญิ รอบๆ โรงงานกถ็ อื เป็นผลประโยชน์ทางสังคม (Social Benefit) ทเ่ี กิดตามมาจากการมโี รงงาน ในขณะท่บี รหิ ารธุรกจิ จะไม่คิดถึงรายรบั และ รายจา่ ยภายนอกองคก์ รธุรกจิ

2.4 การตคี ่าผลตอบแทนหรอื ค่าใชจ้ ่ายจะคดิ จากค่าเสยี โอกาสหรอื ผลติ ภาพของการใช้ ปัจจยั การผลติ นนั้ ๆ และอปุ สงคอ์ ปุ ทานในตลาด เชน่ การจา่ ยคา่ จา้ งเงนิ เดอื นทางเศรษฐศาสตร์ จะคดิ จากมลู คา่ ส่วนเพมิ่ หรอื ผลติ ภาพสว่ นเพมิ่ (Marginal Productivity) ทแ่ี รงงานสรา้ งขน้ึ ขณะท่ี ธุรกจิ อาจจะจา่ ยต่าหรอื สงู กวา่ น้ี โดยอาจพจิ ารณาจากภาวะธุรกจิ การซ้อื ตวั ภาวะการจา้ งงาน อยา่ งเชน่ ในชว่ งปี 2530-2539 คา่ จา้ งเงนิ เดอื นของบคุ ลากรในสถาบนั การเงนิ ต่างๆ สูงมากจน หลายฝ่ ายกล่าวว่าสูงกว่าผลิตภาพท่บี ุคลากรเหล่านัน้ สร้างข้นึ มาได้ จนทาให้ในท่ีสุดเม่ือ เศรษฐกจิ ชะงกั งนั จงึ ตอ้ งมกี ารปรบั ลดและใหอ้ อกจากงาน (Lay-off) จานวนมาก

2.5 ผลประโยชน์หรอื รายรบั และคา่ ใชจ้ า่ ยทางธุรกจิ บางประเภททางเศรษฐศาสตรไ์ มถ่ อื วา่ เป็น รายรบั หรอื คา่ ใชจ้ า่ ย เชน่ รายรบั จากการถูกรางวลั ลอตเตอร่ี กาไรจากการซอ้ื ขายหนุ้ หรอื รายจา่ ยดา้ น ภาษี คา่ เสอ่ื มราคา เป็นตน้ ทางเศรษฐศาสตรไ์ มถ่ อื เป็นรายรบั รายจา่ ยจรงิ เพราะเป็นการ เปลย่ี นมอื เจา้ ของเงนิ หรอื เจา้ ของทรพั ยากร แต่กจิ กรรมเหล่านนั้ ไมไ่ ดก้ อ่ ใหเ้ กดิ ผลผลติ ขน้ึ มา ในระบบเศรษฐกจิ สว่ นในทางบรหิ ารธรุ กจิ จะถอื วา่ เป็นรายรบั -รายจา่ ยขององคก์ รธรุ กจิ ทงั้ สน้ิ

3.เศรษฐศาสตรเ์ ป็นวชิ าทศ่ี กึ ษาถงึ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ขนาดใหญ่ทม่ี ผี ลกระทบหรอื เกย่ี วขอ้ งกบั คนจานวนมาก โดยเฉพาะการศกึ ษาทางดา้ นเศรษฐศาสตรม์ หภาค เชน่ รายได้ ประชาชาตกิ ารคา้ การลงทนุ ระหวา่ งประเทศ การงบประมาณของภาครฐั การบรโิ ภคและการ ลงทนุ ของภาคเอกชน เป็นตน้ ขณะทบ่ี รหิ ารธรุ กจิ จะศกึ ษาดา้ นกจิ กรรมทางธรุ กจิ ขององคก์ ร ธุรกจิ เชน่ การจดั การธรุ กจิ การจดั การองคก์ ร การบรหิ ารเงนิ การตลาด เป็นตน้

4.เศรษฐศาสตร์มหภาคมเี ป้าหมายทางเศรษฐกจิ หรอื เป้าหมายเชงิ นโยบายแห่งรฐั ท่ีการ สรา้ งเสถยี รภาพทางเศรษฐกจิ ทต่ี ้องการสร้างงานสร้างรายได้ กระจายความเจรญิ และรายได้ ลดปัญหาการขาดดุลการคา้ และดุลการชาระเงนิ และลดปัญหาทางสงั คม ในขณะท่บี รหิ ารธุรกจิ จะมี เป้าหมายอยทู่ ก่ี าไรสงู สดุ แมใ้ นระยะหลงั องคก์ รธุรกจิ จะเน้นเร่อื งคุณภาพสนิ คา้ และการบรกิ าร ทางสงั คมและภาพลกั ษณ์ของธรุ กจิ มากขน้ึ แตก่ เ็ ป็นไปเพอ่ื สรา้ งความสามารถในการทากาไรในระยะยาว 5.เศรษฐศาสตรจ์ ุลภาค เน้นการศกึ ษาในระดบั สาขาเศรษฐกจิ และกจิ การ เช่น การศกึ ษา ด้านการผลติ พฤตกิ รรมผบู้ รโิ ภค อุปสงคอ์ ุปทานในตลาด การกาหนดราคา และระบบตลาดมี ความใกลช้ ดิ และเกย่ี วพนั กบั ความรทู้ างบรหิ ารธุรกจิ มากกวา่ เศรษฐศาสตรม์ หภาค

วชิ าเศรษฐศาสตรเ์ ป็นวชิ าทม่ี คี วามสาคญั และเป็นประโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั ของทุกคนใน สงั คม ดงั นนั้ วชิ าน้ีจงึ มกั เป็นวชิ าพน้ื ฐานของการศกึ ษาในแขนงวชิ าต่างๆ ประโยชน์ของวชิ า เศรษฐศาสตรส์ ามารถสรปุ ไดด้ งั น้ี คอื 1.ช่วยให้การดารงชวี ติ ประจาวนั เป็นไปอย่างมหี ลกั เกณฑ์และมเี หตุมผี ล เพราะมนุษย์ จะตอ้ งตดั สนิ ใจในกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ตลอดเวลา เชน่ ซอ้ื สนิ คา้ อะไรมาบรโิ ภค จานวนเท่าใด ซ้อื อะไรก่อนอะไรหลงั การตดั สนิ ใจอย่างมหี ลกั เกณฑ์จะช่วยให้การดารงชวี ติ ประจาวนั เป็น ปกตสิ ุข 2.เป็นความรู้ขนั้ พ้นื ฐานท่จี าเป็นแก่ผู้ประกอบอาชพี ธุรกิจ หรอื อาชพี อสิ ระ เช่น นาย ธนาคาร นกั บญั ชี นกั ปกครอง ผจู้ ดั การบรษิ ทั ทนายความ นกั หนงั สอื พมิ พ์ ฯลฯ 3.หน่วยธุรกจิ สามารถนาความรู้ไปใช้ในการตดั สนิ ใจทางธุรกจิ ได้ดขี น้ึ สามารถคาดการณ์ภาวะ เศรษฐกจิ ในอนาคตไดถ้ กู ตอ้ ง ทาใหก้ ารวางแผนเกย่ี วกบั การลงทุน การผลติ และการกาหนดราคาเป็นไป อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ธรุ กจิ จะมคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งมากขน้ึ

4.ในแงข่ องสว่ นรวม ถา้ ประชาชนมคี วามรดู้ า้ นเศรษฐศาสตรก์ จ็ ะสามารถประกอบอาชพี ในอนั ทจ่ี ะกอ่ ใหเ้ กดิ ความเจรญิ กา้ วหน้าแกต่ นเองและสว่ นรวม หรอื ในกรณที ป่ี ระเทศประสบปัญหา เศรษฐกจิ รฐั บาลกไ็ ดร้ บั ความรว่ มมอื ในการแกไ้ ขปัญหาอยา่ งดี ทาใหป้ ัญหาทเ่ี กดิ ขน้ึ ผอ่ นคลายไป ในทางทด่ี ไี ดร้ วดเรว็ ขน้ึ 5.เขา้ ใจพฤตกิ รรมของมนุษย์ การเขา้ ใจกฎเกณฑแ์ ละสถาบนั ทางเศรษฐกจิ ทม่ี นุษย์ตงั้ ขน้ึ ทาใหเ้ กดิ แนวทางเปลย่ี นแปลงและพฒั นาสงั คมเศรษฐกจิ ทต่ี นอาศยั อยใู่ หม้ คี วามสขุ และความ เจรญิ ยงิ่ ขน้ึ 6.ในแงผ่ บู้ รหิ ารหรอื รฐั บาล หากมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจดา้ นเศรษฐศาสตรเ์ ป็นอย่างดจี ะทาให้ สามารถจดั การปัญหาและวางแนวทางแกไ้ ข รวมทงั้ กาหนดทศิ ทางการพฒั นาเศรษฐกจิ ของ ประเทศไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและมปี ระสทิ ธภิ าพ