Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ธรรมวิจารณ์ ธรรมศึกษาเอก

ธรรมวิจารณ์ ธรรมศึกษาเอก

Description: ธรรมวิจารณ์ ธรรมศึกษาเอก

Search

Read the Text Version

สรุปธรรมทเ่ี ป็ นปฏปิ ทาแหง่ นิพพาน  จากพระพทุ ธพจนท์ งั้ ๖ ขอ้ ท่ีทรงยกมา ไดธ้ รรมท่ีเป็นปฏิปทาแหง่ นิพพาน ดงั นี้ ๑. ความไมป่ ระมาท ๒. ความเคารพ ๓. สมาธิและปัญญา ๔. ความเพียร ๕. หม่นั บรรเทากิเลสและบาปธรรม (วดิ เรอื ) ๖. เจรญิ กายคตาสติ และสารวมอินทรยี ์

บาลแี สดงสอุปาทเิ สสนิพพาน (เฉพาะคาแปล) เพราะละตณั หาเสยี ทา่ นกลา่ ววา่ นิพพาน อทุ ายมาณวกปัญหา ความดบั ดว้ ยสารอกโดยไม่เหลือ เพราะสนิ้ ตณั หาทงั้ หลายดว้ ยประการทงั้ ปวง เป็นนิพพาน นนั ทวคั ค อทุ าน ธาตอุ นั หน่งึ แล เป็นไปในธรรมอนั แลเหน็ แลว้ ในโลกนี้ เป็นนิพพานธาตมุ ีอุ ปาทยิ งั เหลือ เพราะสนิ้ ธรรมชาติผนู้ าไปสภู่ พ (ตณั หา) ทกุ นิบาต อิตวิ ตุ ตก ไวพจนแ์ หง่ วิราคะมี มทนิมมฺ ทโน เป็นตน้ ดงั กลา่ วมาในเรอ่ื งวิราคะ ก็ หมายเอา สอปุ าทเิ สสนิพพาน เชน่ กนั

พระพุทธพจนแ์ สดงอนุปาทเิ สสนิพพาน  (เฉพาะคาแปล) เรากลา่ วทวีปน่นั มใิ ชอ่ ่ืน หาหว่ งมไิ ด้ หาเคร่อื งยดึ มิได้ เป็นท่ีสนิ้ รอบ แหง่ ชราและมจั จวุ า่ นิพพาน กปั ปมาณวปัญหา สว่ นธาตเุ ป็นไปในธรรมอนั จะพงึ ถงึ ขา้ งหนา้ ท่ีภพทงั้ ปวงดบั ดว้ ยประการทงั้ ปวงเป็นนิพพานธาตหุ าอปุ าทเิ หลือมิได้ ทกุ นิบาต อติ ิวตุ ฺตก ความเขา้ ไปสงบแหง่ สงั ขารเหลา่ นนั้ ยอ่ มเป็นความสขุ นิทานวคั ค สงั ยตุ ตุ

พระพทุ ธพจนแ์ สดงอนุปาทเิ สสนิพพาน  ภกิ ษุทงั้ หลาย อายตนะนนั้ มีอยู่ ดิน นา้ ไฟ ลม ไมม่ ีเลย อา กาสานญั จายตนะ วิญญาณญั จายตนะ อากิญจญั ญายตนะ เนวสญั ญนา สญั ญายตนะก็มิใช่ โลกนีก้ ม็ ิใช่ โลกอ่ืนก็มิใช่ ดวงจนั ทร์ ดวงอาทติ ยท์ งั้ ๒ ก็ มิใช่ อน่งึ ภิกษุทงั้ หลาย เราไมก่ ลา่ วเลยซง่ึ อายตนะนนั้ วา่ เป็นการมา เป็นการไป เป็นการยืน เป็นการจตุ ิ เป็นการเกิด อายตนะนนั้ หาท่ีตงั้ อาศยั มไิ ด้ มิไดเ้ ป็นไป หาอารมณม์ ิได้ น่นั แลท่ีสดุ แหง่ ทกุ ข์ ปาฏลคิ ามวิ คั ค อทุ าน

พระพทุ ธพจนแ์ สดงอนุปาทเิ สสนิพพาน  ในสตู รนี้ เรยี กนิพพานวา่ อายตนะ เพราะนิพพานเป็นธมั มายตนะ (เป็นอารมณข์ องมนายตนะ) กลา่ ววา่ ดิน นา้ ไฟ ลม ไมม่ ีในนิพพานนนั้ สอ่ งความวา่ นิพพานมิใช่รูปขนั ธ์ กลา่ วว่า นิพพานไม่ใช่อากาสานญั จายตนะ เป็นตน้ สอ่ งความวา่ นิพพานมิใชน่ ามขนั ธ์ กลา่ ววา่ นิพพานมใิ ช่โลกนี้ มใิ ช่โลกอ่นื มใิ ชด่ วงจนั ทร์ ดวงอาทติ ย์ สอ่ งความวา่ นิพพาน ไมใ่ ช่โลกอย่างใดอยา่ งหน่งึ (จกั รวาล) กลา่ วปฏิเสธการไปมา การดารงอยู่ การจตุ ิ การเกิด สอ่ งความวา่ นิพพานไม่มีสมั พนั ธ์ ดว้ ยโลกอ่นื ดว้ ยการไปมาถงึ กนั ธรรมดา และดว้ ยการเวยี นเกิด กลา่ ววา่ นิพพานไมม่ ีท่ตี งั้ อาศยั มิไดเ้ ป็นไป หาอารมณม์ ไิ ด้ สอ่ งความวา่ นิพพานมิใช่ โลก และมิใชส่ ตั วโ์ ลก รวมความแลว้ นิพพานไมใ่ ช่อะไรสกั อย่าง ถามวา่ แลว้ นิพพานคืออะไร คาตอบคอื อนโฺ ต ทกุ ฺขสฺส นิพพานเป็นท่สี ดุ สนิ้ แหง่ ทกุ ข์ เป็นปลายสายแห่งทกุ ขขนั ธ์ ทกุ ขขนั ธส์ ดุ ลงเพียงนี้

พระพทุ ธพจนแ์ สดงนิพพาน ๒ บรรยาย  (เฉพาะคาแปล) ธรรมชาตนิ ่นั สงบแลว้ ธรรมชาติน่นั ประณีตแลว้ ธรรมชาติไรเลา่ เป็นท่ีสงบแห่ง สงั ขารทงั้ ปวง เป็นท่ีสละคืนอปุ ธิทงั้ ปวง เป็นท่ีสนิ้ แห่งตณั หา เป็นท่ีสนิ้ กาหนดั เป็นท่ีดบั คือ นิพพาน นวกาทิกงฺคตุ ตร อปุ ธิ ในคาวา่ เป็นท่ีสละคนื อปุ ธิทงั้ ปวง หมายถงึ กิเลส ก็ได้ หมายถึง เบญจ ขนั ธก์ ็ได้ แต่ในท่ีนีห้ มายถึงเบญจขนั ธ์ เป็นไวพจนข์ องสงั ขารในบทตน้ (คือมีความหมาย เดยี วกบั สงั ขาร) บทวา่ เป็นท่ีสงบแห่งสงั ขารทงั้ ปวง และบทวา่ เป็นท่ีสละคืนอปุ ธิทงั้ ปวง หมาย เอาอนปุ าทิเสสนิพพาน สว่ น ๓ บทต่อมา คือ เป็นท่ีสนิ้ แห่งตณั หา เป็นท่ีสนิ้ กาหนดั เป็นท่ี ดบั หมายเอาสอปุ าทิเสสนิพพาน

ปลูกฉันทะในนิพพาน  ใชส้ ตปิ ัญญาสอดสอ่ งใหเ้ หน็ โทษของสามสิ สขุ แลว้ ทาความพอใจใน สขุ อนั ละเอียดกวา่ นนั้ ดว้ ยการปฏิบตั ิ ดงั นี้ ๑. ทากิจท่ีควรทา ๒. อยดู่ ว้ ยความไม่มีภยั ไมม่ ีเวรกบั ผอู้ ่ืน ๓. ไมเ่ ป็นผอู้ ยเู่ ปลา่ ทาประโยชนใ์ หเ้ กิดแก่สว่ นรวม ๔. ทาใจใหเ้ ล่อื มใสในธรรม ๕. พิจารณาใหเ้ หน็ ความจรงิ ของชีวิต

สมถกัมมฏั ฐาน 

กายคตาสติ  ศพั ทน์ ี้ แปลวา่ สติไปในกาย กมั มฏั ฐานนีเ้ ป็นคปู่ รบั แกก่ ามฉนั ท์ กามฉนั ทม์ ีปกตใิ หร้ กั สวยรกั งาม กมั มฏั ฐานนีม้ ีปกติใหเ้ หน็ น่าเกลยี ดเหน็ โสโครก กลุ บตุ รผมู้ าบรรพชา ยอ่ มไดร้ บั สอนกมั มฏั ฐานนีไ้ วก้ อ่ นจาก พระอปุ ัชฌาย์ เหมือนดงั ไดร้ บั มอบศสั ตราวธุ ไวส้ าหรบั ตอ่ สกู้ บั ขา้ ศกึ คือกาม ฉนั ท์ อนั จะทา อนั ตรายแก่พรหมจรรย์ พวกภิกษุจงึ เรยี กกมั มฏั ฐานนีว้ า่ มลู กมั มฏั ฐาน แปลวา่ กมั มฏั ฐานเดิม กมั มฏั ฐานนี้ เป็นประโยชนแ์ กค่ นมีกามฉนั ท์ หรอื เรยี กราคจรติ เป็น เจา้ เรอื น มีอานิสงสไ์ มใ่ หข้ อ้ งอยใู่ นกายตนและกายผอู้ ่ืน

เมตตา  ศพั ทน์ ี้ แปลวา่ คณุ สมบตั ิเป็นเหตสุ นิทสนม กมั มฏั ฐานนีเ้ ป็นคปู่ รบั แก่พยาบาท พยาบาทมปี กติใหค้ ดิ ลา้ งผลาญ กมั มฏั ฐานนีม้ ปี กติใหช้ อบพอ สาธชุ นผเู้ จรญิ กมั มฏั ฐานนี้ พงึ นกึ ถงึ คนอ่นื เทียบกบั ตนวา่ เรารกั สขุ เกลยี ดทกุ ข์ ฉนั ใด คนอ่นื กร็ กั สขุ เกลียดทกุ ขฉ์ นั นนั้ ส่งิ ท่ชี อบใจของเรา ยอ่ มเป็นของท่ชี อบใจของคนอ่นื ส่งิ ไมเ่ ป็นท่ชี อบใจของเรา ยอ่ มไมเ่ ป็นท่ชี อบใจของคนอ่นื ดว้ ย เหมอื นกนั เราจะหาผลท่ชี อบใจ ในทางเสียผลเชน่ นนั้ ของผอู้ ่นื ย่อมไมเ่ ป็นธรรม. แตน่ นั้ พงึ ปรารถนาความอย่ดู ว้ ยไมม่ ีภยั ไมม่ เี วรกบั ผอู้ ่นื ถา้ คนท่ตี นไมช่ อบมีอยกู่ พ็ งึ นกึ นอ้ มใจเพ่ือใหห้ าย เกลียดชงั โดยโยนิโสมนสกิ าร คอื ความทาในใจถกู ทาง พงึ เลือกความดอี ยา่ งใดอย่างหน่งึ ของเขาขนึ้ นกึ สดุ แตจ่ ะเลอื กได้ เป็นความประพฤติทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม กมั มฏั ฐานนีเ้ ป็นประโยชนแ์ กค่ นมพี ยาบาทเป็นเจา้ เรอื น หรอื เรยี กวา่ โทสจรติ ตลอดคน เหลา่ อ่นื ท่วั ไป มีอานิสงสใ์ หอ้ ย่ดู ว้ ยความไมม่ ีภยั ไมม่ ีเวร รกั ใครป่ รองดองช่วยเหลือกนั . เหตนุ นั้ จงึ ควรเจรญิ ตามกาล ถงึ คราวควรแผเ่ มตตาโดยเจาะจง กพ็ งึ เจรญิ โดยเจาะจง ถึงคราวแผโ่ ดยไม่ เจาะจง ก็พงึ เจรญิ โดยไมเ่ จาะจง

พทุ ธานุสสติ  ศพั ทน์ ี้ แปลว่า ระลกึ ถึงพระพทุ ธเจา้ อธิบายวา่ ระลกึ ถงึ ปรารภความดีของ พระองค์ ไมไ่ ดร้ ะลกึ ถึงโดยอาการยกโทษหรอื ขอ้ นขอด กมั มฏั ฐานนีเ้ ป็นคปู่ รบั แกถ่ ีนมิทธ นวิ รณ์ ถีนมิทธะมีปกติใหท้ อ้ แทแ้ ละงว่ งงนุ กมั มฏั ฐานนี้ มีปกติใหอ้ ตุ สาหะปรารภ พระคณุ ของพระพทุ ธเจา้ และใหจ้ ติ นกึ แลน่ อยู่ สาธุชนผจู้ ะเจรญิ กมั มฏั ฐานนี้ ควรอา่ น หนงั สือแสดงพระพทุ ธจรรยา เป็นตน้ วา่ เร่อื ง ปฐมสมโพธิ และใครค่ รวญถงึ พระพทุ ธ จรรยาซง่ึ ทรงบาเพญ็ เป็นอย่าง ๆ ไป อนั สอ่ พระคณุ สมบตั ิในพระองค์ และทรงพระมหา กรุณาอปุ การะแกป่ ระชาชน ก็จะหย่งั เหน็ พระคณุ ทงั้ ๒ สว่ นนีโ้ ดยวสิ ยั ในท่ีนีจ้ ะแสดง เฉพาะพระคณุ บทท่ีทา่ นผกู ไวส้ าหรบั นกึ สาหรบั สาธยายเรยี กวา่ อนสุ สรณนยั คือ \"อิตปิ ิ โส ภควา อรหํ สมมฺ าสมฺพุทโฺ ธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตตฺ โร ปุริสทมฺมสารถิ สตถฺ า เทวมนุสฺสานํ พุทโฺ ธ ภควาติ”

กสิณ  ศพั ทน์ ี้ แปลวา่ วตั ถอุ นั จงู ใจ คือ จงู ใจใหเ้ ขา้ ไปผกู อยู่ เป็นช่ือของกมั มฏั ฐาน แปลวา่ มีวตั ถทุ ่ีช่ือวา่ กสณิ เป็นอารมณ์ กมั มฏั ฐานนีเ้ ป็นคปู่ รบั แกอ่ ทุ ธจั จกกุ กจุ จนีวรณ์ อทุ ธจั จะมีปกตใิ หค้ ิดพลา่ น กกุ กจุ จะมีปกติใหจ้ บั จด สว่ นกมั มฏั ฐานนี้ มีปกติคมุ ใจให้ ม่นั วตั ถทุ ่ีเป็นกสณิ นนั้ ตอ้ งเป็นของไมบ่ าดตา เป็นของทาใหใ้ จของผแู้ ลแช่มช่ืน ทา่ นจดั ไว้ ๑๐ ประการ คือ ดิน นา้ ไฟ ลม ท่ีเป็นอยโู่ ดยปกติ หรอื บางอยา่ งจดั ขนึ้ ไวส้ าหรบั เรยี กวา่ ภตู กสณิ นบั เป็น ๔, สขี าว เหลือง แดง ขาบ ท่ีจดั ขนึ้ ไวส้ าหรบั เรยี ก วรรณ กสณิ นบั เป็น ๔, แสงอากาศ แสงไฟท่ีเขา้ ตามชอ่ ง เรยี ก อากาสกสณิ และอาโลก กสิณ โดยลาดบั กมั มฏั ฐานนี้ เป็นท่ีสบายแก่คนมีอทุ ธจั จกกุ กจุ จะหรอื เป็นวติ กจรติ เป็นเจา้ เรอื น มีอานิสงสใ์ หพ้ นิ จิ อดทน ในการงานท่ีปรารภ

จตุธาตวุ วัตถานะ  ศพั ทน์ ี้ แปลวา่ กาหนดธาตุ ๔ กมั มฏั ฐานนี้ เป็นคปู่ รบั แก่วิจิกิจฉา วจิ ิกิจฉามีปกติใหล้ งั เลไมแ่ น่ใจลงได้ สว่ นกมั มฏั ฐานนีม้ ีปกตใิ หก้ าหนดรูโ้ ดย สภาวะ คนผไู้ มก่ าหนดรูโ้ ดยสภาวะ ไมร่ ูจ้ กั สิ่งนนั้ ๆ โดยความเป็นจรงิ อยา่ งไร จงึ มีสงสยั เม่ือเขา้ ใจตามจรงิ แลว้ ก็สนิ้ สงสยั ไปไดอ้ ยา่ งหนง่ึ ๆ พระอาจารยเ์ จา้ แสดงกมั มฏั ฐานนีไ้ ว้ ก็เพ่ือจะใหเ้ ขา้ ใจความเป็นจรงิ ของรา่ งกาย เป็นอบุ าย กาหนดรูส้ ภาวธรรมอยา่ งหน่งึ เป็นเหตอุ อกไปกาหนดสภาวธรรมอย่างอ่ืนไดอ้ ีก กมั มฏั ฐานนี้ เป็นท่ีสบายแก่ชนมีวิจิกิจฉาเป็นเจา้ เรอื น มอี านสิ งสใ์ ห้ หายหลงในสภาวธรรม

วิปัสสนากัมมัฏฐาน  ปัญญาท่ีเหน็ แจง้ ชดั ในอารมณ์ ช่ือวา่ วิปัสสนา เจตนาท่ีทาใหป้ ัญญานนั้ เกิดมีขนึ้ ในจิต ช่ือวา่ วิปัสสนาภาวนา สาธุชนผู้จะเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนา พงึ รู้จกั ธรรม ๓ อยา่ ง คอื ๑. ธรรมท่ีเป็นภมู ิเป็นอารมณข์ องวปิ ัสสนา ๒. ธรรมท่ีเป็นรากเหงา้ เป็นเหตเุ กิดขนึ้ ตงั้ อย่ขู องวปิ ัสนา ๓ ตวั วิปัสสนา สงั ขารทงั้ ท่ีเป็นอปุ าทินนกะและอนปุ าทินนกะ จาแนกออกโดยประการตา่ ง ๆ มี ขนั ธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ เป็นตน้ เป็นภมู ิ เป็นอารมณข์ องวิปัสสนานนั้ สีลวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ของศลี จิตตวิสทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ของจิตคืออปุ จารสมาธิ และอปั ปนาสมาธิ เป็นรากเหงา้ เป็นเหตเุ กิดขนึ้ ตงั้ อย่ขู องวปิ ัสสนานนั้

วปิ ัสสนากัมมฏั ฐาน  วสิ ทุ ธิ ๕ คือ ทิฏฐิวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ของความเหน็ กงั ขาวิตรณวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ของปัญญาท่เี หน็ ชดั ขา้ มลว่ งกงั ขาเสียได้ มคั คามคั คญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ของความรูจ้ รงิ เหน็ จรงิ วา่ นีเ้ ป็นทางและมใิ ชท่ างปฏิปทาญาณทสั สนวิ สทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิ์ของความรู้ ความเหน็ เป็นขอ้ ปฏบิ ตั จิ ะใหอ้ รยิ มรรคเกิดขนึ้ ญาณทสั สนวิสทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธิ์แหง่ ความรูค้ วามเหน็ ซง่ึ เป็นโลกตุ ตระ คอื รูเ้ หน็ ใน มรรคทงั้ ๔ รวมวสิ ทุ ธิมรรคทงั้ ๕ นีเ้ ป็นตวั วิปัสสนา อนง่ึ ปัญญาท่รี ูจ้ รงิ เหน็ จรงิ ในสภาวะอนั เป็นเองของสงั ขาร คือไมเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา จนถงึ นิพพทิ า เบ่อื หน่าย วริ าคะไมก่ าหนดั ยินดี วิมตุ ติ หลดุ พน้ จากอาสวกิเลส หลดุ พน้ จากอาสวกิเลส น่ีเป็นตวั วิปัสสนาเหมอื นกนั

ลักษณะ กจิ ผล และเหตุของวปิ ัสสนา  ความรู้ความเหน็ วา่ สังขารไม่เทย่ี ง เป็ นทกุ ข์ เป็ นอนัตตาแจง้ ชดั เป็ นลักษณะ คอื เครื่องหมายของวปิ ัสสนา ความกาจดั มดื คือ โมหะ อนั ปิดบงั ปัญญาใหเ้ หน็ ความจรงิ ของสงั ขารวา่ ไมเ่ ท่ยี ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตานนั้ เสีย เป็นกิจ คอื เป็นคณุ ของวิปัสสนา ความเหน็ จรงิ สอ่ งสวา่ งในความท่สี งั ขารเป็นของไมเ่ ท่ยี ง เป็นทกุ ข์ เป็น อนตั ตา เป็นผลของวิปัสสนา จิตท่ตี งั้ ม่นั ดว้ ยสมาธิอนั ใดอนั หน่งึ (ขณิกสมาธิ อปุ จารสมาธิ อปั ปนา สมาธิ) เป็นเหตเุ กิดขนึ้ ตงั้ อยขู่ องวิปัสสนา

วิภาค คือ ความจาแนกของวิปัสสนา ๖ อยา่ ง  อนึ่ง ผู้ทจี่ ะเจริญวิปัสสนาพงึ ทราบ วิภาค คอื ความจาแนกของวปิ ัสสนา ๖ อย่างคอื ๑. อนิจฺจ ไมเ่ ท่ียง ๒. อนิจฺจลกฺขณ เคร่ืองหมายท่ีจะใหก้ าหนดรูว้ า่ เป็นของไมเ่ ท่ียง ๓. ทกุ ฺข ของท่ีสตั วท์ นไดย้ าก ๔. ทกุ ฺขลกฺขณ เครอ่ื งหมายท่ีจะใหก้ าหนดรูว้ า่ เป็นทกุ ข์ ๕. อนตฺตา ภาวะมิใช่ตวั มใิ ช่ตน ๖. อนตฺตลกฺขณ เคร่อื งหมายท่ีจะใหก้ าหนดรูว้ า่ มิใช่ตวั ตน สงั ขารทงั้ หลายอนั จาแนกออกเป็นขนั ธอ์ ายตนะ และธาตุ เป็นตน้ เป็นตวั อนิจจ เพราะเกิดขนึ้ แลว้ ดบั ไป ในท่ีสดุ

ความเกดิ ขึน้ แล้วดบั ไป และผันแปรเป็ น อยา่ งอน่ื เป็นอนิจจลักษณะ สงั ขารทงั้ หลายดงั กลา่ วมา หรอื จะยน่ กลา่ วอีกอย่าง หนง่ึ วา่ นามรูป น่นั แล เป็นตวั ทกุ ข์ เพราะถกู บีบคนั้ ดว้ ยความเกิด ความดบั และความผนั แปร เป็นตน้ การท่ีตอ้ งเกิด ดบั และผนั แปรเป็นอยา่ งอ่ืนไปเพราะ ชรา พยาธิ มรณะ เบียดเบียนเผาผลาญอยเู่ ป็นนิตย์ เป็นตวั ทกุ ขลกั ษณะ ธรรมทงั้ หลาย (สงั ขาร) เป็นตวั อนตั ตา เพราะวา่ งเปลา่ จากตวั ตน จากสตั ว์ จากบคุ คล ความเป็นของวา่ งเปลา่ จากตวั ตน จากสตั ว์ จากบคุ คล เป็นแตเ่ พียง สภาวธรรมอยา่ งหนง่ึ ๆ เป็นตวั อนตั ตลกั ษณะ

วญิ ญาณเป็ นอนัตตา  สว่ นท่ีวา่ ไมเ่ ท่ียง เป็นอนตั ตานนั้ มีความหมายอยา่ งไร ใหด้ ู ความหมายท่ีไดแ้ สดงมาแลว้ ในการพจิ ารณาโดยแยกกนั นี้ ไมม่ ีพระบาลี กลา่ วถงึ ทกุ ข์ ทา่ นอธิบายวา่ เพราะทกุ ขลกั ษณะรวมอยกู่ บั อนจิ จาลกั ษณะแลว้ ตามพระบาลวี ่า ยทนิจฺจ ต ทกุ ฺข สง่ิ ใดไมเ่ ท่ียง สงิ่ นนั้ เป็นทกุ ข์ ย ทกุ ฺข ตทนตฺตา ส่งิ ใดเป็นทกุ ข์ สง่ิ นีเ้ ป็นอนตั ตา

วธิ เี จริญวิปัสสนาตามนัยอรรถกถา  ในอรรถกถาทา่ นแบง่ บคุ คลผเู้ จรญิ วปิ ัสสนาเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. สมถยานิก ผเู้ จรญิ วิปัสสนาท่ีไดฌ้ านมาแลว้ ๒. วปิ ัสสนายานิก ผเู้ จรญิ วิปัสสนาลว้ น ๆ ไมไ่ ดฌ้ านมา ก่อน สมถยานิก ใชฌ้ านเป็นบาทในการเจรญิ วปิ ัสสนา คอื เขา้ ฌานออก ฌานแลว้ พจิ ารณาองคฌ์ านทงั้ ๕ คือ วติ ก วจิ าร ปีติ สขุ เอกคั คตาวา่ เป็น ของไมเ่ ท่ียง เป็นทกุ ข์ เป็นอนตั ตา การเจรญิ วิปัสสนาของผเู้ ป็นวิปัสสนายานิก มีวธิ ีปฏบิ ตั ติ ามลาดบั โดย ยอ่ ดงั กลา่ วมานี้ สว่ นผปู้ รารถนาท่ีจะศกึ ษาความพสิ ดาร พงึ ศกึ ษาจากหนงั สือ ธรรมสมบตั ิ หมวดท่ี ๑๐


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook