เอกสารประกอบการเรยี น 22 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี การเก็บรวบรวมข้อมลู (Collecting of Data) ผูส้ อน จิตรเมธี สายส่มุ วิทยาลัยเทคนิคลพบรุ ี
บทท่ี 2 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู Collecting of Data สาระการเรยี นรู้ 1. ความหมายของขอ้ มูล 2. ประเภทของขอ้ มูล 3. มาตรการวดั ข้อมูล 4. วิธีเก็บรวบรวมขอ้ มลู จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1. บอกความหมายของขอ้ มลู ไดอ้ ย่างถูกต้อง 2. อธิบายขอ้ มลู แตล่ ะประเภทได้อย่างถูกตอ้ ง 3. อธบิ ายมาตรการวดั ขอ้ มูลแต่ละมาตรไดอ้ ย่างถูกต้อง 4. อธบิ ายวิธกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู แต่ละวธิ ไี ด้อยา่ งถูกต้อง 23 สถิติเพอื่ การวิจัยเบ้ืองต้น
2.1 ความหมายของขอ้ มลู (Definition of Data) ขอ้ มูล (Data) ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ข้อมูลอาจจะอยู่ในรูปของ ข้อความหรือตัวเลข ซึ่งข้อความหรือตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ คน พืช สัตว์ และ สิ่งของ เช่น ปริมาณข้าวที่ประเทศไทยผลิตได้ เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลข หรือ ความคดิ เหน็ ของประชาชนเกี่ยวกบั การเลอื กตงั้ เป็นขอ้ มลู ท่อี ยู่ในรูปข้อความ เปน็ ต้น ข้อมูลสถิติ (Statistical Data) หรอื ค่าสงั เกต (Observation) ข้อมูลสถิติ (Statistical Data) หรือ ค่าสังเกต (Observation) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สนใจ เป็นตัวเลขหรือไม่เป็นตัวเลข ก็ได้ ข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะต้องมีจำนวนมากพอเพื่อนำไปใช้ในการเปรียบเทียบและแปล ความหมาย เช่น น้ำหนัก ระยะทาง คะแนน เป็นต้น ข้อมูลท่ีไม่เป็นตัวเลข เช่น อาชีพ เพศ วุฒกิ ารศึกษา เปน็ ต้น ข้อเท็จจริงเพียงหน่วยเดียวไม่ถือเป็นข้อมูลสถิติ แต่ถ้าเป็นตัวเลขหรือ ข้อความของส่วนรวมหรือกลุ่มซึ่งประกอบด้วยตัวเลขหรือข้อความจำนวนมากหรือเป็น ตัวเลขหรือข้อความของหน่วยเดียวแต่บันทึกเอาไว้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่งซ่ึง สามารถนำมาเปรียบเทียบกันระหว่างหน่วยหรือระหว่างช่วงเวลาของหน่วยเดียวกันได้ จึงจะถือวา่ เป็นข้อมูลสถติ ิ สถติ เิพอ่ื การวจิ ยั เบ้อื งตน้ 24
ขอ้ มูลสถิติ ข้อมูลท่ีไมใ่ ชข่ ้อมลู สถติ ิ ▪ ผลการวัดส่วนสูงของนักศึกษาแผนก ▪ ผลการวัดส่วนสูงของนางสาวดวง วิชาช่างเชื่อมโลหะของวิทยาลัยแห่ง แกว้ เท่ากบั 160 เซนตเิ มตร หนึ่งมีความสูงระหว่าง 160 ถึง 175 เซนติเมตร ▪ มูลค่าการส่งออกดอกไม้และดอก ▪ มูลค่าการส่งออกดอกไม้และดอก กล้วยไม้สดของไทยระหวา่ ง พ.ศ. กล้วยไม้สดของผู้ส่งออกของไทย 2560 – 2563 คือ 490.00, 387.15, บริษัทหนึ่งในวันที่ 25 พฤษภาคม 410.10,516.92 ลา้ นบาทตามลำดบั 2563 คือ 1 ล้านบาท ▪ ไม้ดอกทสี่ ำคัญที่มแี หล่งเพาะปลกู ใน ▪ ไม้ดอกที่ปลูกในสวนของนายสมชาย เขตกรงุ เทพมหานคร ไดแ้ ก่ เยอบีรา คือเบญจมาศ เบญจมาศ บวั รัก จำปี จำปา ปรกิ กหุ ลาบ กล้วยไม้ สรอ้ ยทอง ซ่อนกลิน่ บานไม่รโู้ รย โปรง่ ฟา้ และ หงอนไก่ 2.2 ประเภทของข้อมูล (Type of Data) ประเภทของขอ้ มลู จำแนกตามแหลง่ ท่มี า 1. ขอ้ มูลปฐมภมู ิ (Primary Data) หมายถึง ขอ้ มูลทผ่ี ้ใู ช้จะต้อง เก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลโดยตรง โดยใช้วิธี ทดลอง สำรวจ สัมภาษณ์ สังเกตการณ์ เป็นต้น ข้อมูลปฐมภูมิเป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดตรงตามที่ผู้ใช้ ต้องการ ข้อมูลที่ได้นี้เรียกว่า “ข้อมูลดิบ” (Raw Data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้ ทำการวิเคราะห์ 25 สถติ ิเพอื่ การวิจัยเบ้อื งต้น
2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้อ่ืน หรือหน่วยงานอื่นเก็บรวบรวมไว้แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีการวิเคราะห์ขั้นต้นแล้ว เช่น จำนวน คา่ เฉล่ีย รอ้ ยละ ซึ่งผใู้ ช้สามารถนำมาใชไ้ ด้เลย ประเภทของข้อมลู จำแนกตามลักษณะของข้อมูล 1. ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่แสดง ขอ้ เท็จจริงเป็นปริมาณท่วี ัดได้ เช่น อายุ สว่ นสงู นำ้ หนัก ซงึ่ แบง่ ได้เปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1) ข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) หมายถึง ข้อมูลที่มี ค่าเป็นเลขจำนวนเต็มทมี่ ีความหมาย เช่น จำนวนส่ิงของ จำนวนคน เป็นตน้ 2) ข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) หมายถึง ข้อมูลท่ี อยู่ในรูปตัวเลขที่มีค่าได้ทุกค่าในช่วงที่กำหนด และมีความหมายด้วย เช่น รายได้ นำ้ หนกั เป็นตน้ 2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่ไม่ สามารถวัดออกมาเป็นค่าตัวเลขได้แต่วดั ออกมาในเชิงคุณลักษณะ เช่น เพศ สถานภาพ เช้อื ชาติ สัญชาติ วุฒิการศึกษา ทัศนคติ เป็นต้น ประเภทของข้อมลู จำแนกตามระยะเวลาการเก็บ 1. ข้อมูลตัดขวาง (Cross-Sectional Data) หมายถึง ข้อมูลที่เก็บ รวบรวมในเวลาใดเวลาหนง่ึ เชน่ สอบถามความคดิ เห็นของคนกรงุ เทพฯ เก่ียวกับปัญหา การจราจร โดยสอบถามในเดอื นธันวาคม พ.ศ. 2563 2. ข้อมูลอนุกรมเวลา (Time Series Data) หมายถึง ข้อมูลที่เก็บ รวบรวมจากหลาย ๆ ช่วงเวลา ที่ห่างเท่า ๆ กัน เช่นยอดขายรายเดือน ยอดขายรายปี เปน็ ต้น สถติ เิพอ่ื การวจิ ยั เบอ้ื งตน้ 26
2.3 มาตรการวัดขอ้ มลู (Data Measure) การวัดเป็นการกำหนดตัวเลขให้กับสิ่งที่ต้องการศึกษาภายใต้กฎเกณฑ์ท่ี แน่นอน ผู้วิจัยจำเป็นจะต้องทราบคุณลักษณะของขอ้ มลู ที่ถูกวัดเพื่อใช้ในการพิจารณา ว่าจะเลือกใชว้ ธิ ีการทางสถิติใดจึงจะเหมาะสม ดงั น้ันจงึ ควรทราบวา่ ข้อมูลทถ่ี ูกวัดนั้นอยู่ ในมาตรการวัดระดบั ใดซงึ่ มาตรการวัดแบง่ ออกเป็น 4 ระดับดังนี้ 1. มาตรนามบญั ญตั ิ (Nominal Scale) มาตรนามบัญญัติ (Nominal Scale) เป็นมาตรการวัดขั้นพื้นฐานที่ใช้ จำแนกความแตกตา่ งของส่ิงทต่ี ้องการวัดออกเปน็ กลุ่ม ๆ โดยใชต้ ัวเลข เช่น ตวั แปรเพศ แบ่งออกเป็นกลุ่มเพศชายและกลุ่มเพศหญิง ในการกำหนดตัวเลขอาจจะใช้เลข 1 แทน เพศชาย และเลข 2 แทนเพศหญิง ตัวแปรระดับการศึกษาแบ่งออกเป็นกลุ่มที่มี การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี อาจจะแทนด้วยเลข 1 กลุ่มที่มกี ารศกึ ษาระดับปริญญาตรี อาจจะแทนด้วยเลข 2 และกลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี อาจจะแทนด้วย เลข 3 เป็นต้น ตัวเลข 1 หรือ 2 หรือ 3 ที่ใช้แทนกลุ่มต่าง ๆ นั้นถือเป็นตัวเลขในระดับ มาตรนามบัญญัติ ไม่สามารถนำมาบวก ลบ คณู หรือ หารได้ 2. มาตรเรยี งลำดบั (Ordinal Scales) มาตรเรียงลำดบั (Ordinal Scales) เปน็ มาตรการวดั ท่ใี ช้สำหรับจัดลำดับ ที่หรือตำแหน่งของสิ่งที่ต้องการวัดตัวเลขในมาตรการวัดระดับนี้เป็นตัวเลขที่บอก ความหมายในลักษณะ มาก-น้อย สูง-ต่ำ เก่ง-อ่อน กว่ากันเท่านั้น เช่น ดำสอบได้ที่ 1 แดงสอบได้ที่ 2 เขยี วสอบได้ท่ี 3 เป็นตน้ ตวั เลขอนั ดบั ทีแ่ ตกต่างกันไม่สามารถบ่งบอกถึง ปริมาณความแตกตา่ งได้ เช่น ไม่สามารถบอกได้วา่ ผูท้ ่สี อบไดท้ ี่ 1 มีความเกง่ มากกว่าผู้ที่ ไดท้ ี่ 2 ในปริมาณเท่าใด 27 สถติ ิเพอ่ื การวิจัยเบ้อื งต้น
3. มาตรอนั ตรภาค (Interval Scale) มาตรอันตรภาค (Interval Scale) เป็นมาตรการวัดที่แบ่งสิ่งที่ศึกษา ออกเป็นระดับหรือเป็นช่วงๆ โดยแต่ละช่วงมีขนาดหรือระยะห่างเท่า ๆ กัน ทำให้ สามารถบอกระยะห่างของชว่ งได้ อีกทั้งบอกได้ว่ามากหรอื น้อยกว่ากันเท่าไร จึงทำให้มี ความแตกต่างกนั ในเชงิ ปริมาณ เช่น อณุ หภูมิ คะแนนสอบ ซงึ่ ตวั เลขเหลา่ นี้ บวก ลบ ได้ แต่ คูณ หาร ไม่ได้ และศนู ยข์ องขอ้ มูลชนิดนเี้ ป็น ศนู ย์สมมติ ไม่ใชศ่ ูนยแ์ ท้ (Absolute Zero) เช่น อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ไม่ได้หมายความว่า ณ จุดนั้นไม่มีความร้อนอยู่ เลย หรือการทีน่ ักศึกษาไดค้ ะแนน 0 ก็ไม่ได้หมายความว่า นักศึกษาไม่มีความรู้เลย แต่ เป็นเพยี งตวั เลขท่ีบอกว่า นกั ศกึ ษาทำขอ้ สอบนนั้ ไมไ่ ด้ 4. มาตรอตั ราส่วน (Ratio Scale) มาตรอัตราส่วน (Ratio Scale) เป็นมาตรการวัดที่ละเอียดและสมบูรณ์ ที่สุด ที่สามารถบอกความแตกต่างในเชิงปริมาณ โดยแบ่งสิ่งที่ศึกษาออกเป็นช่วง ๆ เหมอื นมาตรวดั อนั ตรภาค ทีแ่ ต่ละช่วงมรี ะยะห่างเท่า ๆ กนั และ ศูนย์ ของข้อมลู ชนิดน้ี เปน็ ศูนยแ์ ท้ ซึ่งหมายถงึ ไมม่ ีอะไรเลยหรือมจี ดุ ทีเ่ ร่ิมตน้ ท่แี ทจ้ ริง และสามารถนำตัวเลขน้ี มา บวก ลบ คณู หารได้ เช่น ความยาว เวลา น้ำหนัก ความสงู อายุ เป็นตน้ 2.4 สมบัตมิ าตรการวดั ข้อมูล (Data Measure Properties) สมบัติ นามบัญญัติ เรียงอนั ดับ อันตรภาค อตั ราส่วน 1. การจำแนกความต่าง ✓ ✓ ✓ ✓ 2. การเรียงลำดบั ✓ ✓ ✓ 3. การบวก การลบ ✓ ✓ 4. การคูณ การหาร ✓ 5. การมศี ูนยแ์ ท้ ✓ สถติ เิพอื่ การวจิ ยั เบ้อื งตน้ 28
2.5 วิธีเก็บรวบรวมข้อมลู (Collection of Data) การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เปน็ ขน้ั ตอนหน่งึ ของกระบวนการทางสถิติท่ีมีความสำคัญ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ และสอดคล้องกับกรอบแนวความคิด สมมุตฐิ าน เทคนคิ การวดั และการวเิ คราะห์ข้อมูล ซ่ึงหมายรวมทงั้ การเก็บข้อมูล (Data Collection) คอื การเก็บขอ้ มูลขนึ้ มาใหม่ และการรวบรวมข้อมลู (Data Compilation) ซึ่งหมายถึง การนำเอาข้อมูลต่างๆที่ผู้อื่นได้เก็บไว้แล้ว หรือรายงานไว้ในเอกสารต่างๆ มาทำการศกึ ษาวเิ คราะหต์ ่อ วิธีเก็บรวบรวมข้อมลู โดยท่ัวไปนิยมใช้ 4 วธิ ีดงั นี้ 1. ทะเบียนประวัติหรือรายงาน (Registration) เป็นวิธีเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมหี น่วยงานทางราชการหรือเอกชนหรือบุคคลได้รวบรวมไว้ จึงจดั เป็นแหล่งข้อมูลที่ สำคัญที่สุด จะมคี วามนา่ เชื่อถอื มาก 2. การสำรวจ (Survey) เป็นวิธีเก็บรวบรวมข้อมูลโดยตรงจากผู้ที่มี คุณสมบัตติ รงตามความต้องการของผศู้ กึ ษา โดยใชว้ ธิ ดี ังน้ี 2.1 การทำสำมะโน (Census) หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูล จากสมาชิกทุกหน่วยของประชากรในคาบเวลาหนึ่ง หรือ อาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า การทำสำมะโนก็คือการสำรวจที่อาศัยการแจงนับอย่างครบถ้วน (Complete Enumeration) เช่น การสำมะโนประชากรและเคหะซึ่งได้แก่การนับจำนวนบ้านและ จำนวนคนทั้งหมดในประเทศโดยที่รฐั บาลจัดทำทุก 10 ปี การสำมโนเกษตร การสำมะ โนประมงทะเล การสำมะโนอตุ สาหกรรม การสำมะโนธุรกจิ เปน็ ตน้ 2.2 การสำรวจด้วยกลุ่มตัวอย่าง (Sample Survey) หมายถึงการเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากตัวอย่าง (Sample) หรือสมาชิกบางส่วนของประชากรนั่นเอง เช่น การสำรวจความนยิ มในการใชห้ ลอดไฟฟ้ายีห่ อ้ หนึง่ การสำรวจการท่องเทย่ี วในประเทศ ของประชากรไทย การสำรวจความเสียหายที่เกดิ จากน้ำทว่ ม 29 สถิติเพอื่ การวิจัยเบ้ืองต้น
โดยท่ัวไปการสำรวจด้วยตัวอย่างน้จี ะทำในกรณที ก่ี ารสำมะโนหรือการแจง นบั อย่างครบถ้วนไม่สามารถทำได้หรือถ้าทำไดก้ ็จะตอ้ งเสียเวลา และคา่ ใช้จา่ ยมาก เช่น การสำรวจความนิยมในการชมรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งของคนที่อาศัยอยู่ใน กรงุ เทพมหานคร การเก็บขอ้ มูลจากคนทุกคนท่อี าศยั อยู่ในกรุงเทพมหานครหรือการทำ สำมะโนความนิยมในการชมรายการโทรทัศน์รายการนี้อาจทำให้ต้องเสียเวลาและ ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก จึงอาจทำการสำรวจโดยสอบถามจากผู้ชมโทรทัศน์เพียงบางสว่ น ในเขตของกรงุ เทพมหานครเทา่ นัน้ การเก็บข้อมูลโดยการสำรวจสว่ นใหญ่จะมคี วามน่าเชื่อถอื ไดน้ ้อยกว่าการ เก็บรวบรวมข้อมลู จากทะเบียนประวัตหิ รือรายงานที่เป็นไปอย่างครบถว้ นถูกตอ้ ง ทั้งนี้ เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจนอกจากจะมีความคลาดเคลื่อนอัน เนื่องมาจากผ้ใู ห้ข้อมลู และผู้เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลแลว้ ยงั อาจมีความคลาดเคล่ือนจากวิธีที่ ใช้ในการเลือกตวั อย่างอีกดว้ ย 3. การทดลอง (Experiment) การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีนี้อาศัยการ ทดลองซึ่งอาจเปน็ การทดลองในห้องปฏิบตั กิ าร เช่น การทดลองทางวทิ ยาศาสตรต์ า่ ง ๆ การทดลองเปรียบเทียบพันธ์ข้าวในที่นาซึ่งปลูกไว้เป็นแปลงทดลอง การทดลอง เปรยี บเทียบอายุการใชง้ านของยางรถยนตช์ นดิ ต่าง ๆ ข้อมลู ทเ่ี ก็บรวบรวมโดยวธิ ีน้ีอาจกล่าวไดว้ า่ มีความนา่ เชือ่ ถอื ได้มากท่สี ุดถา้ การทดลองทำอยา่ งถูกต้อง 4. การสังเกต (Observation) การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีนี้ไม่ได้อาศัย การทดอง แต่เป็นการสังเกตและบันทึกข้อมูลที่สนใจไว้ เช่นการใช้บริการรถโดยสาร ประจำทางที่จุดต่าง ๆ การนับจำนวนคนที่ใช้สะพานลอย การนับจำนวนคนเดินข้าม ถนน ณ บรเิ วณสแี่ ยกแหง่ หน่ึงในแตล่ ะวัน การเก็บข้อมลู วิธนี ี้แตกตา่ งจากวิธที ดลองโดยผู้ถกู สงั เกตไม่รู้ตวั ขอ้ มลู ที่เกบ็ รวบรวมโดยวิธีนี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ โดยตรง การสังเกตมกั ใช้ประกอบกับการเก็บรวบรวมข้อมลู โดยวิธีอื่น ๆ เช่น ครูสังเกต พฤตกิ รรมนักเรียนในการทำงานรว่ มกัน เป็นต้น สถติ เิพอื่ การวจิ ยั เบ้อื งตน้ 30
แบบฝกึ ปฏบิ ตั ทิ ี่ 2.1 จุดประสงค์ 1. บอกความหมายของข้อมลู ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง 2. อธบิ ายขอ้ มลู แตล่ ะประเภทไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง 3. อธิบายมาตรการวดั ขอ้ มูลแต่ละมาตรได้อย่างถูกตอ้ ง 4. อธบิ ายวธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมลู แต่ละวิธไี ดอ้ ยา่ งถูกต้อง 1. จงยกตวั อย่าง “ขอ้ มูล” ต่อไปนช้ี นิดละ 5 ตัวอย่าง 1) ข้อมลู เชิงปริมาณ 2) ขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพ 2. จงอธิบายความหมายของคำว่า “ขอ้ มูลปฐมภูมิ” 3. จงอธิบายความหมายของคำวา่ “ข้อมลู ทุตยิ ภูมิ” 2. จงพิจารณาว่าขอ้ มลู ที่กำหนดให้เปน็ ข้อมลู เชิงคุณภาพหรือขอ้ มลู เชิงปริมาณ โดยทำ เชงิ ปรมิ าณ เครอ่ื งหมาย ลงใน เชิงคณุ ภาพ 1) ทะเบียนรถจักรยานยนต์ 2) เบอร์โทรศัพท์ 3) จำนวนนักศกึ ษาวทิ ยาลัยเทคนคิ ลพบรุ ี 4) ปริมาณน้ำในแม่นำ้ เจ้าพระยา 5) ราคาอาหารในโรงอาหาร 6) ความคิดเหน็ ต่อการทำงานของรัฐบาล 31 สถิติเพอื่ การวิจัยเบ้ืองต้น
เชงิ คณุ ภาพ เชิงปริมาณ 7) สถานภาพการสมรสของพนกั งานบริษัทแห่งหนึ่ง 8) ความสูงของนักศกึ ษาแต่ละคน 9) อายุของสมาชกิ ในครอบครัว 10) หมายเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล 11) ราคาสนิ คา้ ในตลาดทรัพยส์ ิน 12) อุณหภมู ทิ ่บี อกจดุ หลอมเหลวของสารต่าง ๆ 13) พันธส์ุ ตั วน์ ำ้ จืดในประเทศไทย 14) คะแนนสอบของนักเรยี น 15) จำนวนครอบครัวท่ีทำอาชพี ประมง 16) ย่ีห้อคอมพิวเตอร์ 17) ปรมิ าณการสง่ ออกดอกไม้ไทย 18) จำนวนนักทอ่ งเทย่ี วท่ีเดินทางเขา้ มาในประเทศไทย 19) รายได้ของพนักงานบริษัทสดใส จำกัด 20) อาชพี ของผ้ปู กครองนักศกึ ษาวิทยาลยั เทคนคิ ลพบรุ ี 3. มาตรการวดั ข้อมูลแบง่ ไดก้ ี่ระดับ อะไรบ้าง 4. จงพจิ ารณาว่าควรใช้วิธใี ดในการเกบ็ ข้อมลู ต่อไปนี้ 1) รายไดเ้ ฉลีย่ ตอ่ ครวั เรอื นของคนในจังหวัดลพบรุ ี 2) จำนวนผู้ใช้บริการหอ้ งสมุดวิทยาลัยเทคนิคลพบรุ ี 3) ผลการเคลอื บฟลอู อไรดบ์ นผิวฟันท่ีมีผลตอ่ การป้องกนั ฟันผุ 4) การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาแก้ปวด 5) การสำรวจความคิดเหน็ กรณีการเกิดแผ่นดินไหวทางภาคเหนือ สถติ เิพอ่ื การวจิ ยั เบอ้ื งตน้ 32
Search
Read the Text Version
- 1 - 11
Pages: