Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชาความรู้พื้นฐาน

วิชาความรู้พื้นฐาน

Published by RTA Chemical School, 2023-03-27 03:48:44

Description: ความรู้พื้นฐานทาง คชรน.

Search

Read the Text Version

43 11.1 ขั้นตอน เริ่มด้วยการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อ (Culture medium) ซึ่งอาจเป็นอาหารแข็ง (Solid medium) เช่น วุ้นอาหาร (Nurient agar) หรืออาหารเหลว (Liquid medium) เช่น Nutrient broth ที่มี คณุ ค่าทางโภชนาการทเี่ หมาะสมและปราศจากเชอื้ (Sterile) เพ่อื ใหป้ ราศจากการปะปนของจุลินทรยี ท์ ีไ่ มต่ ้อง การจะเพาะเลยี้ ง จากนน้ั จึงถา่ ยหรอื ใส่ (Inoculate) เชือ้ จลุ ินทรยี ์ท่ีต้องการลงในอาหารเล้ียงเชื้อ แลว้ เกบ็ หรือ บ่ม (Incubate) อาหารที่ใส่เชื้อจุลินทรีย์ลงไปแล้วในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญ เมื่อจุลินทรีย์ เจริญจนเป็นท่ีพอใจแลว้ จึงนำไปเกบ็ รักษา (Preserve) ไว้จนกว่าจะตอ้ งการใช้ ในระหว่างการเกบ็ รกั ษาจะต้อง ทำการบำรุงรักษา (Maintain) ตามความจำเป็น เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์มีชีวิตอยู่และไม่สูญเสียลักษณะต่างๆ ทั้งหมดในชว่ งระยะเวลาของการเก็บรกั ษา 11.2 การเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ปริมาณมากในระดับอุตสาหกรรมอาจเลือกใช้วิธีการเพาะเลี้ยงที่ใส่เชื้อลง ในอาหารเลี้ยงเชื้อ แล้วเก็บรวบรวมจุลินทรีย์เมื่อคุณค่าทางโภชนาการของอาหารนั้นหมดไป หรือใช้วิธีการ เพาะเลี้ยงแบบต่อเนื่อง (Continuous culture) ซึ่งเป็นกลวิธีที่รักษาความเข้มข้นของสารอาหารให้คงที่โดย การเพิ่มอาหารให้เป็นครัง้ คราว และสามารถเก็บรวบรวมเชื้อจุลินทรีย์ได้ตลอดระยะเวลาเพาะเลี้ยง แต่วิธีนี้มี ความยุ่งยากซบั ซ้อนกว่าวธิ แี รก 11.3 การเพาะเลี้ยงริคเกทเซียหรอื ไวรัส เน่ืองจากจลุ ินทรยี เ์ หลา่ นี้เป็นตัวเบยี นถาวรในเซลล์ จึงจำเป็น ต้องใช้วิธกี ารทแ่ี ตกต่างออกไป อาทิ เพาะเลี้ยงในไข่ไก่ท่ีถูกฟักให้มตี วั อ่อน (Embryonated egg) กลวิธีน้ีไข่ไก่ ทม่ี เี ช้อื ตัวผูผ้ สมจะถูกฟักให้มีตวั อ่อนอยภู่ ายในเป็นระยะเวลา 5 ถึง 12 วนั แลว้ นำเช้อื โรคทต่ี อ้ งการเพาะเลี้ยง มาใส่ โดยเจาะเปลือกไข่แล้วใส่ผ่านรูเปิดนั้น ปิดด้วยขี้ผึ้งปราศจากเชื้อ แล้วบ่มไข่ต่อไปเป็นระยะเวลาตาม ต้องการเพื่อการเจริญของเชื้อโรค การเพาะเลี้ยงโดยวิธีนี้ใช้สำหรับผลิตไวรัสจำนวนมาก เพื่อทำเป็นวัคซีน ป้องกันโรคต่างๆ เช่น ไข้ทรพิษ ไข้เหลือง และไข้หวัดใหญ่ การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีนี้อาจได้ไวรัสถึง 100,000,000,000 อนุภาคในของเหลวจากไข่ 1 มิลลิลิตร นอกจากนี้ยังอาจเพาะเลี้ยงในก้อนน้ำเลือด (Plasmaclot) ซึ่งมีชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อแทรกอยู่ และเพาะเชื้อในเซลล์ของเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยง (Tissue culture) เชน่ เซลลข์ องตับ และเซลล์ของไต ส่วนไวรัสของพชื อาจทำการเพาะเลย้ี งในต้นพืช 11.4 สตั ว์ขาข้อท่ีเป็นพาหะนำโรคอาจถูกเพาะเลย้ี งให้มจี ำนวนมากแล้วทำใหต้ ิดเชอ้ื 12. การรวบรวมและเก็บรักษาจลุ ินทรยี ์ (Collection and Storage) การผลิตและการเก็บรักษาจุลินทรีย์ปริมาณมากไม่เพียงแต่จะต้องเพาะเลี้ยงเท่านั้น ยังจะต้องแยก จุลินทรีย์ออกจากอาหารเลี้ยงเชื้อและทำให้เข้มข้น การเพาะเลี้ยงเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุดในการผลิตเมื่อ เปรียบเทยี บกับขั้นตอนอืน่ แลว้ การผลิตในปรมิ าณน้อยสามารถใช้เครื่องมือเครื่องใช้ท่ีมีในหอ้ งปฏิบัติการเพอ่ื การเก็บและบำรุงรักษาจุลินทรีย์ แต่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ให้ความปลอดภัยสูงซง่ึ ออกแบบโดยเฉพาะสำหรับการรวบรวมและการเก็บรักษา อีกทั้งยังต้องใช้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีความชำนาญสูง เพราะการปฏบิ ตั ติ อ่ ของเหลวนับรอ้ ยนับพนั ลิตรซ่ึงเป็นสารตดิ ต่ออันตรายมีความเส่ียงสงู กลวิธี (Technique) ซง่ึ ใชใ้ นการเก็บรักษาเชอื้ จลุ นิ ทรยี ์ ไดแ้ ก่

44 12.1 ถ่ายลงสู่อาหารใหม่เป็นระยะ หมายถึง การถ่ายเชื้อลงสู่อาหารใหม่ชนิดเดียวกันเป็นระยะ ช่วง ระยะเวลาที่ต้องถ่ายลงสู่อาหารใหม่นั้นแตกต่างกันตามชนิดของจุลินทรีย์ อาจเป็นหลายสัปดาห์หรือหลาย เดอื น 12.2 ปิดทับเชื้อด้วยน้ำมันแร่ (Mineral oil) (น้ำมันแร่คือน้ำมันที่ไม่ได้สกัดจากพืชหรือสัตว์) ทำให้ สามารถเก็บรักษาเชือ้ ไวไ้ ดห้ ลายปี จลุ ินทรยี บ์ างชนิดอาจเกบ็ ไวไ้ ดน้ าน 15 ถงึ 20 ปี 12.3 ทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในขณะที่เย็นจนแข็ง (Freeze-dry หรือ Lyophilization) เป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพมากในการเก็บรักษา เซลล์ของจุลินทรีย์จะมีลักษณะแห้งสนิทบรรจุอยู่ในหลอดแก้วสูญญากาศ ปดิ ผนึก เชอื้ แบคทเี รียซ่ึงถูกเกบ็ รักษาโดยกลวธิ ีน้ีอาจมีชวี ติ อยู่ได้โดยไมเ่ ปลี่ยนแปลงเปน็ ระยะเวลานานถึง 20 ปี 12.4 เก็บไว้ในท่ีอุณหภูมติ ำ่ ที่ 4 ํซ. สำหรับระยะเวลาส้ัน (1 - 2 สัปดาห์) หรือที่ -20 ํซ.,-70 ํซ. และ - 196 ํซ. ในไนโตรเจนเหลว 12.5 เก็บในดนิ แหง้ ปราศจากเชือ้ เหมาะสำหรับแบคทีเรียที่สรา้ งสปอร์ 13. การคน้ หาสถานทผ่ี ลิตสารชวี ะ สถานที่ผลิตจุลินทรีย์ขนาดใหญ่ปกปิดเป็นความลับไว้ได้ยาก เพราะต้องใช้เครื่องมือ และต้องการผู้ที่มี ความรู้ความชำนาญจำนวนมาก แตถ่ ้าใช้วธิ ีการเพาะเล้ียงอย่างต่อเน่ืองแล้วไมจ่ ำเป็นต้องใช้สถานท่ีผลิตขนาด ใหญ่ โอกาสที่จะถูกค้นพบจึงมีน้อยลง ในบางครั้งอาจมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับพื้นที่เก็บรักษาจุลินทรีย์ แต่การใช้ กลวธิ ใี นการเพาะเลย้ี งที่ไม่ยุ่งยากจะช่วยให้สามารถผลติ จลุ นิ ทรยี ์ในปรมิ าณที่ต้องการได้ในระยะเวลาส้นั ---------------------

45 รังสี (Radiation) 1. กลา่ วท่ัวไป รังสี คือพลงั งานท่ีแผ่ออกมาจากต้นกำเนิดรังสีท่ีไม่เสถยี ร ผา่ นอากาศหรือสสาร แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ พลังงานที่แผ่ออกมาจากต้นกำเนิดรังสีในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งพลังงานรูปแบบนี้จะไม่มีทั้งมวลและ ประจุ เช่น คลนื่ วทิ ยุ ไมโครเวฟ รงั สีอินฟราเรด ความรอ้ น แสงสวา่ ง รังสีอัลตราไวโอเลต รงั สแี กมมา รงั สี เอกซ์ เป็นต้น อีกชนิดหนึ่งคือพลังงานที่แผ่ออกมาในลักษณะกระแสของอนุภาคที่เคลื่อนที่เร็ว ซึ่งพลังงาน รูปแบบนี้จะมีทั้งมวลและประจุ เช่น อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา รังสีคอสมิก หรือมีเฉพาะมวลแต่ไม่มี ประจุ เชน่ อนภุ าคนวิ ตรอน รังสีเป็นสิ่งท่ีมองไม่เห็น ไม่มีกลิ่นหรือเสียง ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทใด ๆ แต่มนุษย์สามารถ รับรู้หรือตอบสนองต่อรงั สีได้ จากผลท่ีเกิดขึ้นเน่ืองจากรังสี เช่น เกิดการมองเหน็ ขึ้นได้เมื่อมีแสงสวา่ ง รู้สึก รอ้ นเมื่อไดร้ บั รังสีอินฟราเรด หรือผวิ หนังมีสเี ขม้ ขน้ึ เมอื่ ได้รบั รงั สีอลั ตราไวโอเลต 2. โครงสร้างพ้ืนฐานของสสาร เพื่อที่จะให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับรังสี (รังสีนิวเคลียร์) จำเป็นที่จะต้องรู้ถึงโครงสร้างของสสาร (structure of matter) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างของอะตอม (atomic structure) รังสีนิวเคลียร์เกิดข้ึน จากภายในสสารในส่วนที่เรยี กว่านิวเคลียส (nucleus) ของอะตอม 2.1 ธาตุและสารประกอบ (Elements and Compounds) ธาตุ (Element) หมายถึง สารบริสุทธิ์ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกเป็นสารอื่น ๆ ได้ด้วยวิธีการทางเคมี (chemical reaction) หน่วยที่เลก็ ทีส่ ดุ ของธาตุซ่งึ แสดงคณุ สมบตั ิของธาตุนั้นเรยี กว่า อะตอม (atom) สารประกอบ (Compound) หมายถึง สารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปรวมตัวกันด้วยพันธะทางเคมี สารประกอบนี้จะไม่แสดงคณุ สมบตั ิของสารดั้งเดิม เช่น น้ำตาล เป็นสารประกอบซึ่งสามารถแยกออกเป็นธาตุ คาร์บอน (Carbon: C) ไฮโดรเจน (Hydrogen: H) และออกซิเจน (Oxygen: O) หน่วยที่เล็กที่สุดของ สารประกอบท่ียงั คงแสดงคุณสมบัตขิ องสารประกอบนน้ั ๆ เรยี กวา่ โมเลกลุ (molecule) 2.2 โครงสร้างอะตอม (Atomic structure) ทั้ง ๆ ที่อะตอมเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของธาตุ แต่ก็ยังคงประกอบด้วยอนุภาคเล็ก ๆ 3 ชนิด คือ อเิ ล็กตรอน (electron) โปรตอน (proton) และนิวตรอน (neutron) ธาตทุ ่ีต่างชนิดกันจะประกอบด้วยจำนวน ของอนุภาคทัง้ สามชนดิ ที่แตกตา่ งกัน ถึงแม้ว่าอะตอมของธาตุ ๆ หนึ่งมีความแตกต่างจากอีกธาตุหนึ่ง แต่อะตอมทุกตัวมีโครงสร้างพื้นฐานท่ี เหมือนกันและสามารถอธิบายได้โดยการเปรียบเทียบกับระบบสุริยะจักรวาล (Solar system) ของเรา นิวเคลียส (nucleus) เป็นศูนย์กลางของอะตอม เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ

46 นิวเคลียสมีประจุเป็นบวก (+) ประกอบด้วยโปรตอน และนิวตรอน โดยมีอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุลบ (-) วิ่งอยู่ รอบ ๆ เสมอื นกับดาวเคราะหท์ ่หี มนุ รอบดวงอาทิตย์ อิเลก็ ตรอน โปรตอน นวิ ตรอน ภาพท่ี 1 โครงสรา้ งของอะตอม ตารางที่ 1 สมบัติพนื้ ฐานของอนภุ าคท่เี ปน็ องคป์ ระกอบของอะตอม อนภุ าค สญั ลกั ษณ์ มวล (amu) มวล (กิโลกรมั ) ประจุไฟฟ้า ตำแหนง่ +1 ทน่ี ิวเคลียส โปรตอน p 1.007277 1.672621637(83)×10−27 0 ทีน่ ิวเคลยี ส -1 รอบนิวเคลยี ส นิวตรอน n 1.008665 1.67492729(28)×10−27 อิเลก็ ตรอน e 0.000548 9.10938215(45)×10−31 หมายเหตุ 1 amu = 1.66 x 10-24 กรัม จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่า มวลเกือบทัง้ หมดของอะตอมรวมกันอยู่ที่นิวเคลียส ถึงแม้ว่านวิ เคลียสจะ มีปริมาตรเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปริมาตรของอะตอมทั้งหมด โปรตอนและนิวตรอนมีมวลใกล้เคียงกัน อิเล็กตรอนมมี วลนอ้ ยทสี่ ุด เราเรยี กอนภุ าคทีอ่ ยใู่ นนิวเคลยี สวา่ นิวคลีออน (nucleon) เมื่อกล่าวถึงนิวเคลียสของธาตุชนิดต่าง ๆ มักจะใช้คำว่า นิวไคลด์ (nuclide) โดยกำหนดสัญลักษณ์ เป็น A XN, Z XA หรือ A X Z เม่ือ X เปน็ นิวเคลียสของธาตุ Z เป็น เลขเชงิ อะตอม (Atomic number) หรอื จำนวนอนภุ าคโปรตอนในนวิ เคลยี ส A เป็น เลขมวล (Mass number) หรอื ผลรวมของจำนวนอนภุ าคโปรตอนและนิวตรอน N เป็น เลขนิวตรอน (Neutron number) หรือ จำนวนอนภุ าคนวิ ตรอนในนวิ เคลียส สามารถเขยี นความสมั พันธ์ได้ดังน้ี A=Z+N Z=A-N N=A-Z

47 กลุ่มของนิวไคลด์ที่มีเลขเชงิ อะตอมเท่ากันเรียกว่า ไอโซโทป (isotope) เช่น 1H1, 1H2, 1H3 เป็น ไอโซโทปของธาตุไฮโดรเจน 6C10, 6C11, 6C12, 6C13, 6C14, 6C15 เป็นไอโซโทปของธาตุคาร์บอน ในแต่ละ นิวไคลด์ นิวคลีออนจะส่งแรงกระทำซึ่งกันและกัน หากแรงกระทำกันพอดีก็เกิดสมดุล กล่าวได้ว่า นิวไคลด์มี เสถียรภาพทางนิวเคลียร์ (nuclear stability) จงึ ไมม่ ีการเปล่ียนแปลง เรียกนวิ ไคลดป์ ระเภทน้วี ่า นิวไคลด์อยู่ตัว (stable nuclide) เช่น 1H, 12C, 16O หากนิวไคลดไ์ ม่มีเสถียรภาพทางนวิ เคลยี ร์ ซงึ่ มกั เกดิ กับนวิ ไคลด์ขนาด ใหญ่ทมี่ จี ำนวนนิวคลอี อนมาก มีนวิ ตรอนหรือโปรตอนมากหรือน้อยเกินไป และจำนวนนวิ ตรอนและโปรตอน เปน็ เลขค่ี นวิ ไคลด์เหล่านี้จะต้องปรบั ตวั ให้อยู่ในสภาพเสถียร ดว้ ยการปล่อยพลังงานสว่ นเกินออกมาในรูปของ รังสี เรียกนิวไคลด์ที่มีสมบัติเช่นนี้ว่า นิวไคลด์ไม่อยู่ตัว (unstable nuclide) หรือนิวไคลด์กัมมันตรังสี (radioactive nuclide, radionuclide) อะตอมที่มนี ิวไคลด์ประเภทใดเปน็ องคป์ ระกอบ กจ็ ะแสดงสมบตั เิ ช่นเดยี วกับนวิ ไคลดน์ ้ัน ดังนัน้ อาจ กล่าวได้ว่าจำแนกอะตอมได้เป็น อะตอมอยู่ตัว และอะตอมไม่อยู่ตัว หรืออะตอมกัมมันตรังสี (radioactive atom, radioatom) และในทำนองเดียวกัน กอ็ าจจำแนกไอโซโทปเป็นไอโซโทปอยตู่ วั และไอโซโทปไม่อยู่ตัว หรือไอโซโทปกัมมันตรังสี (radioactive isotope, radioisotope) โดยมีความหมายเช่นเดียวกับนิวไคลด์ อยู่ตวั และนวิ ไคลด์กมั มนั ตรงั สี e ee p p pn n n 1 H Hydrogen 2 H Deuterium 3 H Tritium 1 1 1 ภาพท่ี 2 ไอโซโทปของไฮโดรเจน ธาตุ ไฮโดรเจน - 1 ไฮโดรเจน - 2 ไฮโดรเจน - 3 (Hydrogen) (Deuterium) (Tritium) สัญลกั ษณ์ธาตุ H สญั ลักษณ์ทีส่ มบูรณ์ H H 1H3 จำนวนโปรตอน 1H1 1H2 1 จำนวนนิวตรอน 1 1 2 จำนวนนวิ คลอี อน 0 1 3 1 2 ในภาวะปกติ จำนวนอเิ ล็กตรอน = จำนวนโปรตอน

48 ไอโซบาร์ (Isobar) หมายถึง นิวไคลด์ที่มีจำนวนนิวคลีออนเท่ากัน หรือมีเลขมวลเท่ากัน แต่เป็นธาตุ ต่างชนดิ กัน เช่น 14Si31, 15P31, 16S31 เป็นนิวไคลด์ทมี่ ีเลขมวล A เท่ากับ 31 ไอโซโทน (Isotone) หมายถึง นิวไคลดท์ มี่ ีจำนวนอนุภาคนวิ ตรอนเท่ากัน แตม่ ีจำนวนอนุภาคโปรตอน หรือเลขเชงิ อะตอมตา่ งกัน เช่น 16S36, 17Cl37, 18Ar38, 19K39, 20Ca40 เปน็ นิวไคลด์ทีม่ ีจำนวนนวิ ตรอน N เทา่ กับ 20 ไอโซไดอะเฟียร์ (Isodiaphere) หมายถึง นิวไคลด์ที่มีจำนวนของอนุภาคนิวตรอนมากกว่าอนุภาค โปรตอนที่เท่ากัน หรอื ค่า N-Z เท่ากนั เช่น 14Si 30, 15P32, 16S34 เปน็ นวิ ไคลด์ซงึ่ มีคา่ N-Z เทา่ กบั 2 ไอโซเมอร์ (Isomer) หมายถงึ นิวไคลดท์ ่ีมีเลขเชิงมวลและเลขเชิงอะตอมเทา่ กัน แต่มีพลังงานต่างกัน โดยใชเ้ ครื่องหมายดอกจนั (*) หรืออักษรเอม็ (m) กำกบั ไว้บนนิวไคลด์ที่มีพลังงานสูงกวา่ เช่น Co59, Co59m Ba137, Ba137m โดยที่ Co59m และ Ba137m เปน็ นิวไคลดท์ ี่มีพลังงานสูงกวา่ Co59 และ Ba137 คำว่า กัมมันตรังสี (radioactive) จึงเป็นคำคุณศัพท์ที่แสดงว่า สิ่งนั้นมีสมบัติในการสลายตัว (decay, disintegration) หรือปล่อยให้รังสีออกมา เช่น ธาตุกัมมันตรังสี และสารกัมมันตรังสี ส่วนคำว่า กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) นั้น หมายถึง การสลายตัวของนิวไคลด์กัมมันตรังสี ด้วยการปล่อย พลังงานออกมาในรูปของรังสี ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เรียกรังสีที่ปล่อยออกมานั้นว่า รังสนี ิวเคลียร์ (nuclear radiation) ซ่งึ จะไดก้ ล่าวถึงตอ่ ไป 3. ประเภทของรังสี 3.1 จำแนกตามรูปแบบ (form) ของรังสี หรอื สมบัตทิ างฟสิ กิ ส์ 3.1.1 รงั สแี ม่เหลก็ ไฟฟา้ หรือคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า (Electromagnetic radiation หรอื EMR) เป็น รังสีที่มีสมบัติของคลื่น คือ มีความยาวคลื่น (wave length, ) และความถี่ (frequency, ) คล่ืน แม่เหล็กไฟฟ้า เกิดจากคลื่นไฟฟ้าและคลื่นแม่เหล็กตั้งฉากกันและเคลื่อนที่ไปยังทิศทางเดียวกัน สามารถ เดินทางไดด้ ว้ ยความเรว็ 299,792,458 เมตร/วินาที หรือเทียบเท่ากบั ความเร็วแสง สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic spectrum) ประกอบด้วยคล่ืน แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่และความยาวคลื่นแตกต่างกัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ คลื่นแสงที่ตามองเห็น แสงใต้แดง

49 (Infrared) เหนือม่วง (Ultraviolet) คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ ไมโครเวฟ รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา เป็นต้น ดังนั้นคล่ืน แม่เหล็กไฟฟ้า จงึ มปี ระโยชนม์ ากในการส่ือสารและโทรคมนาคม อตุ สาหกรรม และทางการแพทย์ ภาพที่ 3 สเปกตรัมของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ 3.1.2 รังสีอนุภาค (particulate radiation) เป็นรังสีที่ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็ก ๆ สามารถ วัดมวลของอนุภาคได้ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและมีพลังงานต่าง ๆ กัน ตัวอย่างของรังสีประเภทอนุภาค เช่น แอลฟา บีตา และนิวตรอน 3.2 จำแนกตามความสามารถทำใหต้ วั กลางแตกตวั เป็นไอออน 3.2.1 รังสีไม่ก่อไอออน (non-ionizing radiation) หมายถึง รังสีที่มีพลังงานต่ำ เมื่อปะทะหรือ ผ่านเข้าไปในตัวกลางใด ๆ แล้วไม่สามารถทำให้ตัวกลางนั้นแตกตัวเป็นไอออน เนื่องจากมีพลังงานไม่มาก พอท่จี ะผลกั อิเลก็ ตรอนใหห้ ลุดออกจากอะตอมได้ เชน่ อัลตราไวโอเลต อนิ ฟราเรด และแสงสวา่ ง 3.2.2 รังสีก่อไอออน (ionizing radiation) หมายถึง รังสีที่มีพลังงานสูง เมื่อรังสีเหล่านี้ชนกับ ตัวกลางใด ๆ แล้วทำให้อะตอมของตัวกลางนั้นแตกตัวเป็นไอออน เช่น รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา อนุภาค แอลฟา และอนุภาคบตี า NUCLEUS ELECTRON RADIATION รูปที่ 4 กระบวนการแตกตัวเป็นไอออน

50 4. รังสีนิวเคลยี ร์ 4.1 กมั มันตภาพรงั สี (Radioactivity) กมั มันตภาพรงั สี เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดไดเ้ องของอะตอมท่ีไม่เสถยี ร (นวิ ไคลด์ของธาตุ กัมมันตรังสี) เปลี่ยนเป็นธาตุอื่นหรือสลายตัวเปลี่ยนสถานะ โดยปลดปล่อยหรือแผ่รังสีส่วนเกินออกมาในรูป ของอนุภาคหรือคลื่นทีม่ ีพลังงานมากพอท่ีจะก่อให้เกิดการแตกตวั ของอะตอมเป็นไอออน (รังสีชนิดก่อไอออน) ขึ้นอยู่กับกระบวนการที่นิวเคลียสปลดปล่อยพลังงานส่วนเกินออกไป โดยอาจเปลี่ยนเป็นอะตอมเดิมที่มี พลังงานต่ำลง หรือเปล่ยี นเป็นนวิ เคลียสของอะตอมใหม่กไ็ ด้ 4.2 ประเภทของรงั สนี ิวเคลยี ร์ ในตอนแรก มีความเชื่อว่ารังสีที่ปลดปล่อยออกมาจากนิวเคลียสของสารกัมมันตรงั สีมีเพียงชนิดเดียว แตจ่ ากการทดลองพบว่ามี 3 ชนิดคอื รงั สีแอลฟา ซ่ึงเคลอ่ื นที่ไปทางขัว้ ลบ มปี ระจุไฟฟา้ เปน็ บวก รังสีบตี า ซ่งึ เคลื่อนท่ไี ปทางขวั้ บวก มีประจไุ ฟฟ้าเปน็ ลบ รงั สแี กมมา ซงึ่ ไมม่ ีการเบ่ียงเบนในสนามไฟฟ้า ไม่มีประจุไฟฟา้ ภาพท่ี 5 การทดลองแยกชนิดของรังสี 4.2.1 รังสแี อลฟา (alpha-rays, alpha particle) แอลฟาเป็นรังสีประเภทอนุภาคที่ประกอบด้วย โปรตอน 2 อนุภาค นิวตรอน 2 อนุภาค เท่ากับนิวไคลด์ของธาตุฮีเลียม สัญลักษณ์ของอนุภาคแอลฟาคือ , 4 He เนื่องจากมีโปรตอน 2 อนุภาค 2 แอลฟาจึงมปี ระจุเท่ากับ +2e และมกั ถกู ปลดปล่อยออกจากนิวไคลดท์ ่ีมีมวลมาก ๆ เช่น ยเู รเนียม (Urenium- 235, 235U) พอโลเนยี ม (Polonium-240, 240Po) หากภายหลงั การสลายตวั ให้อนภุ าคแลว้ ถา้ นิวไคลด์น้ันยังมี พลังงานเหลือและอยู่ในสถานะกระตุ้น (excited state) จะปลดปล่อยพลังงานส่วนเกินออกมาในรูปของรังสี แกมมา

51 ภาพที่ 6 การสลายตวั ให้อนุภาคแอลฟาของพลโู ทเนียม-240 (Plutonium-240, 240 Pu ) 94 เนื่องจากมีมวลและมีประจุมาก เมื่ออนุภาคแอลฟาผ่านไปในตัวกลางใด ๆ ทำให้เกิด กระบวนการแตกตัวเปน็ ไอออนต่อหนว่ ยระยะทางไดส้ งู และสูญเสยี พลังงานไปมาก ดังนั้น อนภุ าคแอลฟาจึงมี อำนาจทะลุทะลวงต่ำ กระดาษแผ่นบาง ๆ หรือผิวหนังชั้นนอกของมนุษย์ก็สามารถกั้นอนุภาคแอลฟาไว้ได้ ความเป็นอันตรายเมื่ออนุภาคแอลฟาอยู่ภายนอกร่างกาย (external hazard) จึงมีความสำคัญน้อยเนื่องจาก อากาศอาจดูดกลืนอนุภาคแอลฟาก่อนที่จะเคลื่อนที่มาถึงร่างกาย แต่ความเป็นอันตรายเมื่อแหล่งรังสีอยู่ ภายในร่างกาย (internal hazard) เมื่อหายใจ ดื่ม กิน เอาสารกัมมันตรังสีใด ๆ ที่สลายตัวให้แอลฟาเข้าไปไว้ ในร่างกาย จะเกิดอันตรายมาก เนื่องจากอนุภาคแอลฟาสูญเสียพลังงานไปมากในระยะทางสั้น ๆ เพื่อ กระบวนการแตกตวั เป็นไอออนนั่นเอง 4.2.2 รงั สีบตี า (beta-rays, beta particle) รังสีหรืออนภุ าคบีตา ก็คืออนุภาคอิเล็กตรอนนั่นเอง อนุภาคบีตาถูกปล่อยออกมาจากนวิ ไคลด์ กัมมนั ตรงั สีซ่ึงมีจำนวนโปรตอนและนิวตรอนไม่สมดุล คอื มนี ้อยหรอื มากเกนิ ไป สัญลกั ษณข์ องอนุภาคบีตาคือ , 0 e 1 ภาพท่ี 7 การสลายตวั ให้อนุภาคบตี าของเรเดยี ม-228 (Radium-228, 228 Ra ) 88

52 เนือ่ งจากมมี วลน้อย และมปี ระจนุ อ้ ย อนภุ าคบตี าจึงเคล่อื นทีผ่ ่านวัตถตุ ่าง ๆ ไดด้ ี เชน่ อนุภาค แอลฟา พลังงาน 1 MeV เคลื่อนที่ผ่านอากาศได้ 3.3 เมตร ในขณะที่อนุภาคบีตา พลังงาน 1 MeV ผ่าน อากาศไปได้ไกลถึง 10 เมตร ดังนั้น อนุภาคบีตาสามารถผ่านผิวหนงั ชัน้ นอกของร่างกายมนุษย์ได้ถ้ามีพลังงาน สูงพอ อนุภาคบตี าจึงเป็นอันตรายภายนอกมากกว่าอนุภาคแอลฟา โดยอาจทำอันตรายผิวหนงั หรือตาได้ แต่ ไมส่ ามารถผ่านไปทำอันตรายอวัยวะภายในได้ จึงกำบงั บตี าไดไ้ มย่ าก ส่วนอันตรายเม่อื แหล่งรังสีอยู่ภายในนั้น มไี ดส้ งู เชน่ กนั แต่มีความรนุ แรงตำ่ กวา่ แอลฟา 4.2.3 รังสีแกมมา (gamma-rays) รังสีแกมมา (-rays) เป็นรังสแี มเ่ หล็กไฟฟ้าท่ีมีความถีส่ ูง ไม่มีมวล ไม่มีประจุ มีอำนาจทะลุ ทะลวงสูง เกิดจากการปล่อยพลังงานของนิวไคลด์กัมมันตรังสีที่สลายตัวให้รังสีชนิดอื่นแล้ว แต่ยังมีพลังงาน เหลืออยู่จึงปล่อยออกมาในรูปของรังสีแกมมา โดยการเปล่ียนจากสถานะกระตุ้น (exited state) เป็นสถานะ พื้น (ground state) การสลายตัวให้รังสีแกมมาจึงไม่ทำให้เกิดนิวไคลด์ชนิดใหม่ เพียงแต่มีการปลดปล่อย พลังงาน นวิ ไคลด์กอ่ นและหลงั การสลายตัวจึงมีเลขเชิงมวลและเลขเชิงอะตอมคงเดิม 60CO 60Ni 60Ni ภาพที่ 8 การสลายตวั ใหร้ งั สแี กมมา 4.2.4 นวิ ตรอน (neutron) นวิ ตรอน (n, 1 n ) เปน็ อนภุ าคท่ีไมม่ ปี ระจไุ ฟฟา้ เปน็ รังสีประเภทก่อไอออนที่มีความสำคัญมาก 0 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระเบิดนิวเคลียร์และปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และเนื่องจากเป็นอนุภาคที่ไม่มีประจุไฟฟ้า ดงั นนั้ นวิ ตรอนจึงผ่านเข้าไปในอะตอมของธาตตุ ่าง ๆ ไดด้ ี รวมท้ังเซลลข์ องสงิ่ มชี ีวิตดว้ ย นิวตรอนแตกต่างจากรังสีนิวเคลียร์อื่น ๆ ที่มักไม่เกิดขึ้นจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี แต่นิวตรอนเกิดขึ้นในปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (nuclear reactor) เครื่องกำเนิดนิวตรอน (neutron generator) หรือแหล่งกำเนิดนิวตรอน (neutron source) เป็นสำคัญ ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์นั้น ปฏิกิริยาฟิชชัน (fission) เป็นปฏิกิริยาหลักในการผลิตนิวตรอน โดยการแตกตัวของเชื้อเพลิงยูเรเนียม-235 หรือพลูโตเนียม- 239

53 ภาพท่ี 9 นิวตรอนที่เกิดจากปฏิกิริยาฟิชชนั เนื่องจากนิวตรอนไม่มีประจุ จึงผ่านเข้าไปยังตัวกลางต่าง ๆ ได้ดี นิวตรอนจึงมีอันตรายสูง มากเมื่อเทียบกับรังสีอื่น ๆ และกล่าวได้ว่า นิวตรอนไม่มีอันตรายเมื่อแหล่งรังสีอยู่ภายในร่างกาย (internal hazard) เพราะไม่สามารถนำแหล่งนิวตรอน เช่น ปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หรือเครื่องกำเนิดนิวตรอนเข้าไปไว้ใน ร่างกายได้ รังสีเอกซ์ (X-rays) รังสีเอกซ์ผลิตได้จากเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ ที่ประกอบด้วยหลอดแกว้ สุญญากาศ ภายในมีเป้าซงึ่ ทำจากวัสดุทมี่ ีจดุ หลอมเหลวสูง เช่น ทงั สเตน โมลบิ ดินมั และไส้หลอดทท่ี ำจากทังสเตนซึง่ สามารถทนความ ร้อนได้สูง เป้าและไส้หลอดตอ่ เข้ากับแหล่งจา่ ยไฟฟ้าแรงสงู เมื่อไส้หลอดรอ้ นจะปลดปล่อยอิเล็กตรอนให้ เคล่ือนท่ีไปปะทะเปา้ แลว้ ไดร้ ังสีเอกซ์ออกมา พลงั งานส่วนใหญ่ของอิเล็กตรอนสูญเสยี ไปในรูปของพลังงาน ความร้อน ส่วนที่เหลอื นอ้ ยกว่าร้อยละ 1 เปลี่ยนเป็นรงั สีเอกซ์ ภาพแสดงองค์ประกอบของหลอดรงั สีเอกซ์

54 ภาพท่ี 10 อำนาจทะลุทะลวงของรังสตี ่าง ๆ ความร้อน แสงสว่าง แรงดัน ปฏิกิรยิ าทางเคมี แรงทางกล หรือวธิ ีอื่น ๆ ไม่มผี ลกระทบต่อการแผ่รังสี 5. การสลายตัวของธาตกุ มั มนั ตรังสี 5.1 กัมมนั ตภาพ (activity) กัมมันตภาพของธาตุกัมมันตรังสี หมายถึง อัตราการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี หรือจำนวนของ นิวไคลด์กมั มันตรงั สีที่สลายตัวต่อหน่วยเวลา หน่วยของกัมมันตภาพ คอื เบก็ เกอเรล (Becquerel, Bq) หรือ แบ็กเกอแรล ซึ่ง 1 Bq หมายถึงการสลายตัว 1 ครั้งต่อวินาที (disintegration per sec, dps) แต่หน่วย ของกัมมันตภาพท่ีนิยมใช้โดยท่ัวไปคือ คูรี (curie, Ci) ซึ่งกำหนดจากการสลายตัวของ 226Ra หนัก 1 กรัม โดย มคี า่ เทา่ กับ 3.7 x 1010 dps 5.2 คร่งึ ชีวิต (half life, t1/2) คร่ึงชวี ิต หมายถึง ระยะเวลาที่ธาตกุ ัมมนั ตรังสีสลายตัว แล้วเหลอื จำนวนอะตอมเพียงคร่ึงหนึง่ ของจากเดิม ภาพท่ี 11 ตวั อย่างเวลาครึ่งชวี ิต

55 เนื่องจากปริมาณของกัมมันตรังสีเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนอะตอมที่สลายตัว จึงอาจกล่าวได้ว่า คร่ึงชีวิต หมายถงึ ระยะเวลาทอ่ี ตั รารังสลี ดลงครึ่งหนึง่ ณ ระยะทางจากแหล่งกำเนิดรังสีท่ีกำหนดให้ ตัวอย่างที่ 1 แหล่งกำเนิดรังสีโคบอลท์ - 60 มีเวลาครึ่งชีวิต 5 ปี ถ้าในวันนี้อ่านค่าอัตรารังสีได้ 100 มลิ ลิเกรย/์ ชม. ณ ระยะทางทเี่ ครื่องมือวดั รงั สีอย่หู ่างจากแหลง่ กำเนิดรงั สี 10 เมตร ถ้าอา่ นคา่ ณ ระยะทางเท่า เดิมนั้นนบั จากวันนี้ไปอีก 5 ปี และ 15 ปี จะอา่ นคา่ ได้เท่าใด วธิ ีทำ โคบอลท์ - 60 มเี วลาคร่ึงชวี ิต 5 ปี อตั รารงั สเี รมิ่ แรก 100 มิลลิเกรย์/ชม. เวลา เวลา จำนวนครง้ั ของคร่ึงชีวิต อัตรารงั สี (mGy/hr) (ปจี ากวันน)้ี 100 วันนี้ 0 0 50 25 5 ปี 5 1 12.5 10 ปี 10 2 15 ปี 15 3 ขอ้ สงั เกต เปน็ ไปไม่ได้วา่ อตั รารงั สจี ะลดลงจนเป็นศนู ย์ วิธีการแก้ปญั หาการสลายตวั ของธาตกุ ัมมนั ตภาพรังสีน้ัน อาจนำเอาจำนวนครง่ึ ชวี ิตท้ังส้นิ มาใช้ในการ คำนวณหาได้ สำหรับการสลายตัวของไอโซโทปกัมมันตรังสีต่าง ๆ ของธาตุเดียวกัน สามารถคำนวณได้จากสมการ ต่อไปน้ี 2n = R0 (1) R (2) n= t t1/2 เม่อื R0 = อตั รารงั สเี ม่ือเวลาเร่มิ ต้นของห้วงเวลาทกี่ ำลังพิจารณาอยู่ R = อตั รารังสีเม่ือเวลาสิน้ สุดของหว้ งเวลาที่กำลงั พิจารณาอยู่ t= ชว่ งเวลาท่ี R0 สลายตัวเหลอื R t 1/2 = เวลาครึง่ ชวี ิต n = จำนวนเท่าของครึง่ ชีวติ การคำนวณโดยใช้สมการดงั กล่าวนี้สามารถทำให้ง่ายลงได้โดยอาศยั ตารางค่า 2n จากโนโมแกรม ตวั อย่างท่ี 2 แหล่งกำเนิดรังสีโคบอลท์ - 60 มีเวลาครึ่งชีวิต 5 ปี ถ้าวันนี้อ่านอัตรารังสีได้ 100 มิลิเกรย์/ชม. ณ ระยะทางท่ีเครื่องมือวัดรังสีอยูห่ ่างจากแหล่งกำเนิดรงั สี 10 เมตร ถ้าอ่านค่า ณ ระยะทางเท่าเดิมน้ันนับจาก วนั นี้ไปอกี 15 ปี จะอ่านคา่ ไดเ้ ท่าใด

56 วธิ ที ำ จากโจทย์ Ro = 100 มลิ ลเิ กรย์/ชม. ปี R=? ปี t = 15 100 8 t 1/2 = 5 = จากสูตร n = t จากสตู ร t1/2 15 = 5 =3 2n = R0 R R0 100 R= 2n = 23 = 12.5 มลิ ลเิ กรย/์ ชม. 6. ปฏิกริ ิยานิวเคลยี ร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ คือ กระบวนการเกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบที่นิวเคลียส โดยทั่วไปปฏิกิริยา นิวเคลียร์เกิดจากการยิงอนุภาคต่าง ๆ เช่น นิวตรอน โปรตอน หรือแอลฟา ที่ถูกเร่งให้มีความเร็วสูงชนเป้าซง่ึ เป็นนิวเคลยี สของธาตุ ทำให้เปลี่ยนองค์ประกอบของนิวเคลียสเดมิ หรอื เกิดนิวเคลยี สของธาตุใหม่ขนึ้ ปฏิกิริยานวิ เคลยี ร์มี 2 แบบ คือ 6.1 ปฏิกิริยาแตกตัวหรือปฏิกิริยาฟิชชัน (Fission reaction) เกิดจากการทำให้นิวเคลียสของอะตอม ของธาตหุ นกั เช่น ยเู รเนียม -235 แตกออกเปน็ 2 ส่วน ปฏกิ ริ ิยาน้เี กดิ ขึ้นไดโ้ ดยการยิงอนุภาคนิวตรอนเข้าชน นิวเคลียสของธาตหุ นัก ทำให้แตกออกเป็นนวิ ไคลดข์ องธาตุใหม่ นวิ ไคลดใ์ หม่น้ีมกั เป็นกัมมนั ตรังสีที่จะสลายตัว ต่อไปอีกหลาย ๆ ครั้งอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้นิวไคลด์ที่เป็นผลผลิตฟิชชัน (fission product) มากมายที่มี ครึ่งชีวิตแตกต่างกันออกไป ขณะเดียวกันก็ปล่อยอนุภาคนิวตรอนออกมาตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป อนุภาคนิวตรอน เหล่านี้จะทำให้นิวเคลียสของธาตหุ นกั แตกตัวต่อไปอีก หรือที่เรียกว่าปฏิกริ ิยาลูกโซ่ (chain reaction) ในการ แตกตัวแตล่ ะคร้งั จะมพี ลงั งานจำนวนหน่ึงปลดปลอ่ ยออกมาเสมอ ภาพที่ 12 ปฏกิ ิริยาแตกตัวของ 235U

57 ภาพที่ 13 ปฏกิ ิรยิ าลกู โซ่และผลผลติ ฟิชชัน 6.2 ปฏิกิริยารวมตัวหรือปฏิกิริยาฟิวชัน (Fusion reaction) เกิดจากการทำให้นิวเคลียสของอะตอม ของธาตุเบา 2 นิวเคลียสรวมตัวกันกลายเป็นธาตุที่หนักกว่า ปฏิกิริยานี้ต้องใช้อุณหภูมิและความดันสูงมาก บางครงั้ อาจเรียกว่า “ปฏิกิริยาเทอรโ์ มนิวเคลียร์” อณุ หภมู แิ ละความดันสูงนี้ได้มาจากปฏิกิริยาแตกตัว ดังน้ัน ในขนาดมวลท่ีเท่ากนั ปฏกิ ิริยารวมตวั จะใหพ้ ลังงานออกมามากกวา่ ทเี่ กิดจากปฏิกิริยาการแตกตวั ภาพท่ี 14 ปฏิกริ ิยารวมตวั ของ deuterium และ tritium 7. มวลวกิ ฤต 7.1 มวลตำ่ กวา่ วกิ ฤต (Sub-critical mass) หมายถึงมวลของวตั ถุแตกตัวได้ ซ่งึ เมื่อปฏกิ ิริยาแตกตัวเริ่ม เกิดขึ้นแล้ว จะมีการสูญเสียอนุภาคนิวตรอนไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งปฏิกิริยาไม่สามารถจะเกิดอย่าง ต่อเน่อื งได้ ภาพที่ 15 ปฏิกริ ยิ านิวเคลียรท์ ่ี เกิดขึ้นในมวลต่ำกว่าวกิ ฤต

58 7.2 มวลวิกฤต (Critical mass) หมายถึง มวลของวัสดุแตกตัวได้ ซึ่งปฏิกิริยาลูกโซ่สามารถเกิดข้ึน อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ จะมีอนุภาคนวิ ตรอนทีเ่ กิดขึน้ จากปฏิกริ ิยาแตกตัวแต่ละคร้ังอย่างน้อย 1 ตัว ไปชนกบั อกี นิวเคลยี สหนงึ่ ทำให้เกิดปฏิกิริยาแตกตัวตอ่ ไป มวลวกิ ฤตนใ้ี ช้ในเคร่ืองปฏกิ รณป์ รมาณู ภาพท่ี 16 ปฏิกริ ิยานิวเคลียรท์ เ่ี กดิ ข้ึนในมวลวิกฤต 7.3 มวลสูงกว่าวิกฤต (Supercritical mass) หมายถึง มวลของวัสดุแตกตัวได้ซึ่งอนุภาคนิวตรอนที่ เกิดจากปฏิกิริยาแตกตัวมากกว่า 1 ตัว สามารถชนนิวเคลียสอื่นทำให้เกิดปฏิกิริยาแตกตัวต่อไปได้ ดังน้ัน ปฏกิ ิรยิ าลกู โซ่จะเกิดเพิม่ ขนึ้ เร็วมาก เรียกว่าปฏกิ ิริยาลกู โซท่ วีคูณ มวลสูงกวา่ วิกฤตนใ้ี ชใ้ นอาวุธนวิ เคลียร์ ภาพที่ 17 ปฏิกริ ิยานวิ เคลยี รท์ เี่ กิดขน้ึ ในมวลสูงกว่าวิกฤต เทยี บกับมวลต่ำกว่าวิกฤต

59 สารรังสที ี่มีความสำคัญทางทหาร ทริเทยี ม (Tritium: H-3) (1) ทริเทียมเป็นไอโซโทปที่หนักที่สุดของไฮโดรเจน สลายตัวให้อนุภาคบีตาพลังงานต่ำ มีคร่ึง ชวี ติ 12.23 ปี ทริเทยี มในรปู ก๊าซกระจายตัวไดร้ วดเร็วในชน้ั บรรยากาศ (2) มีการใช้ทริเทียมในอาวุธนิวเคลียร์ เครื่องวัดความเร็วกระสุนปากลำกล้อง อุปกรณ์ที่ต้องมี แหล่งกำเนิดแสง เช่นศูนย์เล็งเรืองแสง นาฬิกา เข็มทิศ เครื่องควบคุมการยิงของรถถัง เครื่องยิงลูกระเบิด และปนื ยิงวิถีโคง้ (3) การสลายตัวใหอ้ นุภาคบตี าไม่ทำให้เกิดอันตรายจากการแผ่รังสีทีส่ ำคญั แต่กระนั้นก็ดี หาก อย่ใู นบริเวณทม่ี รี ะดบั รงั สีสูงจะตอ้ งไดร้ ับการดูแลเช่นกัน นกิ เกลิ -63 (Nickel-63: Ni-63) (1) สลายตัวใหบ้ ตี า และมคี ร่งึ ชวี ิต 92 ปี (2) มีการใช้ในเครื่องตรวจหาสารเคมีทางทหาร (Chemical Agent Monitor: CAM บีตาที่ ปลดปล่อยจากนกิ เกิล -63 มีพลังงานต่ำมากจนไมส่ ามารถทะลผุ ่านเซลลผ์ ิวหนังชนั้ นอกได้ (3) อย่างไรก็ตาม ต้องระมดั ระวังไม่ใหม้ กี ารนำเขา้ สูร่ ่างกาย ซเี ซยี ม-137 (Cesium-137: Cs-137) (1) เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสีของธาตุซีเซียม ซึ่งเป็นผลผลิตฟิชชันจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ มี ครึ่งชีวิต 30.17 ปี ประมาณ 95% สลายตัวโดยการปลดปล่อยอนุภาคบีตา และอีก 5% สลายตัวให้รังสี แกมมา (Gamma emitter) ทมี่ ีครึง่ ชีวติ 2.55 นาที (2) มีการใช้ซีเซียม-137 ในอุปกรณ์วัดความชื้น เครื่องวัดอัตราการไหลหรืออุปกรณ์ตรวจวัด ชนดิ อ่ืนท่ใี ช้หลกั การทำงานคล้ายกนั (3) เป็นวัสดุที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี เกลือของซีเซียมละลายน้ำได้ดีทำให้ควบคุมความ ปลอดภัยไดย้ าก ทอเรียม-232 (Thorium-232: Th-232) (1) ทอเรียม-232 เปน็ สารกมั มันตรงั สีตามธรรมชาติและสลายตวั ให้อนภุ าคแอลฟา มีครึ่งชีวิต 1.405x1010 ปี (2) เมื่อได้รับความร้อนจะให้แสงสีขาว จึงใช้ในการผลิตไส้ตะเกียงเจ้าพายุและใช้ในเครื่องวัด รังสี AN/VDR-2, AN/PDR-54 และ AN/PDR-77 เพื่อเป็นต้นกำเนิดรังสีภายใน สำหรับปรับเทียบเครื่องวดั นอกจากนี้ยังใช้สำหรับเคลือบอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น เช่น กล้องมองกลางคืน และอุปกรณ์ตรวจจับ ความร้อนของระบบควบคุมการยิง ทอเรียมอัลลอยด์มีคุณสมบัติทนความร้อน จึงใช้สำหรับห้องเผาไหม้ เคร่ืองยนตร์ ถถงั และอากาศยานทางทหาร (3) ปกตแิ ล้วทอเรียม-232 มีความเป็นพษิ ต่ำ แตต่ ้องระวงั ไมใ่ หไ้ ด้รับเขา้ ส่รู า่ งกาย

60 อะเมริเซียม-241 (Americium-241: Am-241) (1) เป็นนิวไคล์ลูกที่เกิดจากการสลายตัวของยูเรเนียม สำหรับอะเมริเซียม-241 สลายตัวให้ อนภุ าคแอลฟาและรงั สีแกมมาพลงั งานต่ำ มีคร่งึ ชีวิต 432.2 ปี (2) สารรังสีชนิดนี้ใช้ในอุปกรณ์ตรวจจับควัน และพบได้ในฝุ่นกัมมันตรังสีจากการระเบิด นิวเคลียร์ สำหรับยุทโธปกรณ์ทางทหาร พบสารนี้เป็นต้นกำเนิดรังสีแบบปิดผนึก (Sealed radioactive source) ท่ใี ช้ในเครื่องตรวจจบั สารเคมีทางทหาร M43A1 ของระบบเตอื นภัยสารเคมีอตั โนมัติ M8A1 (3) โดยปกตไิ มเ่ ป็นอนั ตราย ยกเวน้ เม่อื เขา้ ส่รู ่างกาย ------------

แผนกวิชาเคมแี ละชีวะ กองการศึกษา โรงเรยี นวิทยาศาสตร์ทหารบก เอกสารนำ 1. วชิ า สงครามเคมี 2. เรอื่ ง สภาพอากาศและพฤตกิ รรมในสนามของสาร คชร. 3. ความมุ่งหมาย เพ่ือใหม้ คี วามรูเ้ กยี่ วกบั เก่ียวกบั อิทธิพลของสงิ่ ต่าง ๆ ทม่ี ีตอ่ พฤตกิ รรมของสาร คชร. ในสนามรบ โดยเฉพาะสภาพอากาศ และลักษณะพฤติกรรมของสาร คชร. 4. ขอบเขต ภายใต้อิทธิพลของสงิ่ เหล่าน้ี ซึง่ เปน็ ความรทู้ ี่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในด้าน การป้องกันและลดอันตรายจากอาวธุ คชรน. เม่อื ศกึ ษาจบแล้วผเู้ ขา้ รับการศึกษา 5. วิธกี ารศกึ ษา จะสามารถ 6. วธิ ีการวัดผลสอบ 7. หลักฐานอา้ งองิ ก. อธิบายลักษณะพ้ืนฐานขององคป์ ระกอบแตล่ ะอย่างของกาลอากาศได้ ข. อธิบายถงึ อทิ ธิพลท่ีองค์ประกอบแตล่ ะอยา่ งของกาลอากาศมตี ่อสาร คชร.ได้ ค. อธิบายถึงพฤติกรรมของสารเคมีในสภาพต่าง ๆ ภายใต้อิทธิพลของ กาลอากาศและภูมปิ ระเทศ ง. อธิบายถึงพฤติกรรมของสารชีวะภายใต้อิทธิพลของกาลอากาศและ ภมู ิประเทศ จ. อธิบายถึงพฤติกรรมของอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้อิทธิพลของกาลอากาศและ ภูมิประเทศ ฉ. อธิบายถึงพฤติกรรมของควันกำบังภายใต้อิทธิพลของกาลอากาศและภูมิ ประเทศ คำนิยาม บรรยากาศ องค์ประกอบของกาลอากาศ (ลม อุณหภูมิ ความชนั ของ อุณหภูมแิ ละความคงตัวของอากาศ ความกดอากาศ ความช้นื เมฆ หมอก และ หยาดน้ำฟา้ ) พฤติกรรมในสนามของสารเคมี พฤตกิ รรมของไอ แอโรซอลของเหลว การแพรข่ องเมฆเคมี อทิ ธิพลของกาลอากาศ และภมู ิประเทศที่มตี อ่ สารเคมี สาร ชีวะ อาวธุ นวิ เคลียร์ และควันกำบงั บรรยายและฉายวีดทิ ัศน์ โดยผสู้ อน และสอบโดยกรรมการ - ประเสริฐ วทิ ยารฐั , \"ภูมศิ าสตร์กายภาพประเทศไทย\", อกั ษรบัณฑติ - วิไลเฉิด ทวสี นิ , \"ภมู ศิ าสตรก์ ายภาพ\", อกั ษรเจรญิ ทศั น์ - พล.ร.ต.สนธิ เวสารชั ชนันท์, \"อุตุนยิ มวทิ ยาสำหรับมธั ยมชั้นสงู \", กรมอุตนุ ิยมวทิ ยา - สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน โดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จ พระเจา้ อยู่หวั , เลม่ 2 และเล่ม 4

- อภศิ ักด์ิ โสมอนิ ทร์, \"แผนท่แี ละการแปลความหมายจากแผนที่\",ไทยวฒั นา พานชิ - FM 3-6, 1986. - TM 3-240, Meteorology, 1969 ------------

61 สภาพอากาศและพฤติกรรมของสาร คชร. ในสนาม (Basic Meteorology and Field Behaviour of CBR Agents) ตอนท่ี 1 กลา่ วนำ พฤติกรรมในสนามรบของสารเคมี-ชวี ะ-กัมมันตรงั สี (คชร.) และควัน ผูกพันกับความผันแปรของกาลอากาศ ดังน้ัน ประสิทธิผลของสารและขนาดของพื้นที่อันตรายจึงมีกาลอากาศเป็นเคร่ืองกำหนด ทหารจะหลีกเลี่ยง อนั ตรายจากสาร คชร. ได้ต่อเมอ่ื มีความรู้ความเข้าใจพอสังเขปเกยี่ วกับกาลอากาศประกอบกบั ได้รับข้อมูลการ พยากรณอ์ ากาศทแ่ี มน่ ยำ 1. คำนิยาม 1.1 อุตุนิยมวิทยา (Meteorology) คือ วิชาวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับบรรยากาศและ ปรากฏการณ์ของบรรยากาศ โดยเฉพาะกาลอากาศและการพยากรณ์อากาศ 1.2 ภูมิอากาศ (Climate) คือ สภาพของลมฟ้าอากาศของท้องถ่ินใดท้องถ่ินหนึ่ง ซึ่งกำหนดโดยค่าเฉลี่ย ของสถติ ริ ะยะยาว (ตามธรรมดา 30 ป)ี ของอณุ หภูมิ ปรมิ าณความชืน้ ฝน ลม ฯลฯ 1.3 กาลอากาศ (Weather) คือ ลักษณะหรือปรากฏการณ์ของลมฟา้ อากาศในระยะสน้ั (เป็นนาทถี ึงเป็น เดือน) ซึ่งโดยทั่วไปกล่าวถึงลม อุณหภูมิ ความชื้น หยาดน้ำฟ้า ปริมาณเมฆ แสงสว่าง ทัศนวิสัย และคล่ืนใน ทะเล 1.4 บรรยากาศ (Atmosphere) คือ อากาศท่ีหุ้มห่อโลก มีน้ำหนักประมาณ 5 พันล้านตันและเคลื่อนที่ ตลอดเวลา มีท้ังหมุนไปมา จมลงและลอยข้นึ บรรยากาศหุม้ ห่อโลกอยู่ได้ก็เพราะแรงดงึ ดดู ของโลก บรรยากาศ ประกอบดว้ ยแก๊สตา่ ง ๆ ไอน้ำ และฝุ่นละออง บรรยากาศทหี่ ุ้มห่อโลกรวมกันอยหู่ นาแนน่ ใกล้กบั พื้นโลก สูงขึ้น ไปจากพื้นโลกบรรยากาศจะเบาบางลง บรรยากาศอาจแบ่งตามระดับความสูงจากพื้นโลกเป็น 3 ขั้น คือ บรรยากาศระดบั ลา่ ง บรรยากาศระดับกลาง และบรรยากาศระดบั สูง 1.5 ช้ันบรรยากาศท่ีมีความสำคัญต่อปฏิบัติการ คชรน. คือ ช้ันบรรยากาศระดับล่าง ซึ่งมีความสูงจาก พื้นโลกไม่เกิน 1,500 เมตรเหนือพ้ืนราบ หรือ 3,000 เมตรเหนือภูเขา สารเคมีและควันท่ีปล่อยกระจายจะอยู่ ภายใต้ความสงู ดงั กล่าว 1.6 การพยากรณ์อากาศ (Weather Forecast) หมายถึง การคาดหมายสภาวะลมฟ้าอากาศ รวมท้ัง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติท่ีจะเกิดข้ึน ภายในพ้ืนทีห่ รือตามเสน้ ทางที่กำหนด การพยากรณ์อากาศแบ่งออกได้ เป็น 3 ระยะ ตามหว้ งเวลาทพ่ี ยากรณด์ งั นี้ 1.6.1 พยากรณอ์ ากาศระยะสนั้ เป็นการพยากรณอ์ ากาศในหว้ งเวลาไมเ่ กนิ 48 ช่วั โมง 1.6.2 พยากรณ์อากาศระยะปานกลาง เป็นพยากรณ์อากาศในห้วงเวลานานกว่าการพยากรณ์ อากาศระยะส้ัน แตไ่ ม่เกนิ 1 สัปดาห์ 1.6.3 พยากรณ์อากาศระยะยาว เปน็ การพยากรณ์อากาศนานเปน็ เดือน หรือท้งั ฤดู

62 ตอนที่ 2 กาลอากาศ การท่ีลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามวัน เวลา สถานที่ และภูมิประเทศ อีกท้ังมีการไหลถ่ายเทอยู่ ตลอดเวลา ย่อมทำให้เกดิ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ อาทิ ลม อุณหภมู ิ ความกดอากาศ ความช้ืน เมฆ และหยาดน้ำฟ้า ปรากฏการณ์ของลมฟ้าอากาศที่เกิดข้ึนขณะใดขณะหน่ึง เป็นต้นว่า มีลมพัดแรง อากาศร้อนจัด มีฝนตก เรียกว่ากาลอากาศขณะน้ัน องค์ประกอบของกาลอากาศ ได้แก่ ลม อุณหภมู ิ ความชันของอุณหภูมทิ างดิ่ง เมฆ ความช้ืน และหยาดน้ำฟา้ 2. ลม (Wind) ลม คืออากาศที่เคล่ือนที่ ซ่ึงอาจจะเคลื่อนท่ีในทางราบขนานไปกับพ้ืนโลกหรือเคล่ือนที่ในแนวต้ัง แต่ใน ระดับความสูงใกล้กับพื้นโลกซ่ึงมีความสำคัญต่อการแพร่กระจายของสาร คชร. กระแสอากาศเคลื่อนที่ใน แนวต้ังน้อยมาก ดงั น้นั คำว่าลมจึงหมายถงึ กระแสอากาศท่เี คลอ่ื นท่ีไปในทางราบ 2.1 ทิศทางลม หมายถึง ทิศทางที่ลมพัดเข้าหาผู้ตรวจการณ์ วิธีบอกทิศทางลมทั่วไปนิยมบอกเป็นช่ือทิศ หรอื เป็นองศา ทหารนิยมบอกเป็นองศาหรือเป็นมิลเลียม โดยวดั เป็นมุมกับทิศเหนือตามเข็มนาฬิกาเหมือนกับ การวัดทิศแบบมุมภาค (อะซิมุท) ตามปกติทิศทางหลักท่ีลมพัดจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลาแต่จะไม่มี รปู แบบการเปล่ียนทศิ ทางประจำวันทแ่ี นน่ อนเช่นเดยี วกบั ความเรว็ ลม บอกเป็นองศา โดยทิศเหนือมีค่ามุมเป็น 0 หรือ 360 ํ และปัดเศษให้เข้าจำนวน 10 ํ ถ้าทิศทาง เกนิ กวา่ จำนวน 10 ก็ปัดขึน้ ถ้าต่ำกว่ากป็ ัดลง เช่น ทศิ ทางลม 17 ํ ก็ปัดให้เปน็ 20 ํ เป็นต้น บอกเป็นมิลเลียม ทหารปืนใหญ่นิยมบอกเป็นมิลเลียม (เรียกอย่างย่อว่า \"มิลส์\") เพราะบอกได้ ละเอียดกว่า 1 ํ เท่ากับ 17.8 มิลส์ โดยประมาณ หรือ 360 ํ เท่ากับ 6,400 มิลส์ ทิศเหนือมีค่ามุมเป็น 0 หรอื 6,400 มิลส์ อนุโลมปดั เศษให้เขา้ จำนวน 100 มลิ ส์ 2.2 ความเร็วลม ตามธรรมดาความเร็วลมจะเพ่ิมข้ึนตามความสูง ลมระดับต่ำใกล้กับพื้นโลกพัดช้ากว่า ลมระดับสูงก็เพราะการเสียดทานกับผิวโลก มาตราท่ีใช้วัดความเร็วลมใช้ได้ 3 มาตรา คือ กิโลเมตรต่อช่ัวโมง (กม./ชม.) หรือ ไมลต์ อ่ ช่วั โมง ( = 1.6 กม./ชม.) หรือ นอต ซึง่ เทา่ กับไมลท์ ะเลต่อชั่วโมง ( = 1.85 กม./ชม.) 2.2.1 มาตราโบฟอร์ต เม่ือ พ.ศ.2348 พล.ร.อ.เซอร์ฟรานซิส โบฟอร์ต (Admiral Sir Francis Beaufort) แห่งราชนาวีอังกฤษ ไดพ้ ัฒนามาตราสำหรบั คาดคะเนความเรว็ ลมไว้ใช้ในการเดินเรอื ซึ่งเปน็ ทน่ี ิยม ทว่ั ไป โดยแบง่ ความแรงลมออกเปน็ 13 ข้ัน คอื ตง้ั แต่ 0 - 12 2.2.2 ในสนามรบหากไมส่ ามารถวัดความเร็วลมหรือไม่ได้รบั พยากรณอ์ ากาศ ทหารอาจประมาณ ความเร็วลมได้โดยสังเกตสิ่งแวดล้อมบนบก เช่น ควัน ธง ใบไม้ กิ่งไม้ เป็นต้น แล้วนำไปหาความเร็วลมโดย เฉลี่ยและพสิ ยั ความเรว็ ลมจากมาตราโบฟอร์ต

63 ตารางท่ี 1 มาตราโบฟอรต์ (The Beaufort Scale) สำหรบั ประมาณความเรว็ ลม ความแรงลม ความเร็วลม ลักษณะของลม ข้อสงั เกต ค่าเฉลี่ย (นอต) พสิ ัย (กม./ชม.) 0 0 0-2 ลมสงบ ควันลอยข้นึ ตรง ใบไม้ไม่กระดิก (Calm) 1 2 2-5 ลมอ่อน ควนั ลอยตามลม (Light air) 25 6 - 11 ลมเฉอ่ื ยเบา รสู้ กึ ลมพัดปะทะใบหน้า ใบไม้ (Light breeze) ไหวธงพลวิ้ ศรลมหันไปตามลม 3 9 12 - 19 ลมเฉื่อย ใบไม้และกิ่งไม้เล็กสนั่ ไหวตลอด (Gentle breeze) เวลา ธงปลิวไสว 4 14 20 - 29 ลมเฉอ่ื ยปานกลาง ฝนุ่ ฟงุ้ กระดาษปลวิ กิ่งไม้ส่ันไหว (Moderate breeze) ธงโบกสะบัด 5 19 30 - 39 ลมเฉื่อยค่อนข้างแรง ตน้ ไม้แกวง่ ไกวหรอื เอนเอียง (Fresh breeze) นำ้ กระเพ่ือมเปน็ ระลอก 6 25 40 - 50 ลมแรง กงิ่ ไม้ใหญไ่ หว ไดย้ ินเสียงหวือ ๆ (Strong breeze) ตามสายไฟ ใช้ร่มไม่สะดวก 7 31 51 - 61 ลมค่อนข้างจัด ต้นไม้ใหญ่โยกท้ังต้น ธงพัดแผ่กวา้ ง (พายดุ เี ปรสชัน่ ) เดินทวนลมลำบาก (Moderate gale) 8 37 62 - 74 ลมจัด (พายุโซนรอ้ น) ก่ิงไม้หัก เดนิ ทวนลมไม่ได้ 9 44 75 - 87 (Fresh gale or Gale) ลมจดั มาก (พายุโซนรอ้ น) บา้ นไมท้ ีส่ ร้างไม่แข็งแรงโคน่ ล้ม (Strong gale) กระเบื้องหลังคาปลิว ปา้ ยโฆษณา ลม้ เสาอากาศหกั 10 52 88 - 101 พายุ (พายุโซนร้อน) ตน้ ไม้ใหญ่โค่นล้ม อาคารเสียหาย 11 60 102 - 120 12 สงู กวา่ 70 120 ขน้ึ ไป (Whole gale) มาก พายใุ หญ่ (พายุโซนรอ้ น) (Storm or Violent storm) เกดิ ความเสยี หายร้ายแรงท่ัวไป พายุไตฝ้ ่นุ (Typhoon)

64 2.2.3 ความเร็วของลมผิวโลกเปล่ียนแปลงไปตามห้วงเวลาของวันในรูปแบบท่ีค่อนข้างแน่นอน ใน แตล่ ะวันจะพดั ด้วยความเร็วสูงสุดในตอนบา่ ย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับท่ีเกิดสภาวะตกต่ำตามสงู (ดูขอ้ 4.2) รุนแรง ทสี่ ุด จากนั้นความเร็วลมจะลดลงเร่ือย ๆ จนมีความเร็วต่ำสุดตอนใกล้รุ่ง และวงรอบการเปลี่ยนแปลงความเร็ว ประจำวัน กจ็ ะเร่มิ อีกคร้ังเม่ือความเร็วคอ่ ย ๆ เพิม่ ข้นึ ในตอนร่งุ อรุณวันใหม่ 2.3 ภาวะลมอ่อนและลมแรง ตามธรรมดาลมจะไม่พัดในทิศทางหนึ่งทิศทางใดแน่นอนตลอดไป หรือ ด้วยความเรว็ สม่ำเสมอตลอดเวลา 2.3.1 ภาวะลมอ่อน คือ ภาวะท่ีลมพัดดว้ ยความเรว็ ค่อนข้างต่ำ ไม่เกิน 9 กม./ชม. ในภาวะเช่นนี้ ลมจะเปล่ยี นทิศทางมากและบอ่ ยคร้งั 2.3.2 ภาวะลมแรง คือ ภาวะทลี่ มพัดด้วยความเร็วมากกว่า 9 กม./ชม. ในภาวะเชน่ น้ีลมจะเปล่ียน ทิศทางเพยี งเล็กนอ้ ยและไม่บ่อยนกั จากทศิ ทางหลกั ท่พี ดั 2.3.3 อิทธิพลที่มีต่อสาร คชร. ในภาวะลมอ่อน กลุ่มเมฆสารเคมีหรือชีวะท่ีล่องลอยในอากาศแผ่ ขยายออกทางขา้ งได้มากที่สุด และอาจมีความกว้างมากถึง 50% ของความยาว (ระยะทางที่สารอาจเคลื่อนไป ได้ไกลสุด) ในภาวะลมแรง ความกว้างของกลมุ่ เมฆสารเคมหี รือสารชีวะที่ล่องลอยในอากาศจะแผ่ขยายทางขา้ ง ได้ประมาณ 20% ของระยะทางที่มนั อาจเคลอ่ื นทไ่ี ปได้ไกลสุด 2.4 การผันแปรของทิศทางและความเร็วลม มีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการแพร่กระจายของสาร คชร. แต่การผันแปรของทิศทางและความเร็วลมเองก็ได้รับอิทธิพลจากระดับความสูง สภาพภูมิประเทศ และพืช พรรณ 2.4.1 ระดับความสูง ทิศทางและความเร็วลมที่ระดับความสูงต่าง ๆ จะแตกต่างกัน สารเคมีหรือ ชีวะที่เคล่ือนท่ีไปในอากาศภายหลังการปล่อยกระจาย จะถูกกระแสลมพัดพาไปด้วยความเร็วและทิศทาง ต่างกันในแต่ละชั้นความสูง ขนาดของพื้นท่ีอันตรายตามลมและความเข้มข้นของสารในพ้ืนที่ดังกล่าวจึงเป็น ผลรวมจากการกระทำของลมที่พัดด้วยความเร็วและในทิศทางต่างกันที่ระดับความสูงต่าง ๆ ซ่ึงสารเคมีหรือ ชวี ะเคล่ือนทีผ่ า่ น 2.4.2 สภาพภูมิประเทศ ลักษณะทางกายภาพของภูมิประเทศสามารถทำให้ลักษณะการเคล่ือนท่ี ของลมผิดไปจากธรรมดา กล่าวคือ ทำให้กระแสลมเคลื่อนท่ีไม่ราบรื่นสม่ำเสมอ ซ่ึงเรียกว่า กระแสลม แปรปรวน (turbulence) ถ้าความแปรปรวนมีสาเหตุมาจากพื้นท่ีไม่ราบเรยี บจดั วา่ เป็นความแปรปรวนทางกล ซ่ึงจะทำให้เกิดกระแสลมวน (eddy) ด้วย แต่หากมีสาเหตุมาจากการลอยตัวข้ึนของอากาศร้อนเหนือพื้นดิน ร้อนแล้ว จัดว่าเป็นความแปรปรวนจากความรอ้ น  ความสูงตำ่ ของภูมปิ ระเทศ เม่ือกระแสลมเคล่ือนที่ไปตามพื้นดิน จะปะทะสิ่งขวางกน้ั และ พัดอ้อมสงิ่ นน้ั เป็นผลให้เกดิ ความแปรปรวนของกระแสลม ลมย่งิ พดั แรงความแปรปรวนกย็ ่งิ มีมาก - ถ้าภูมิประเทศเป็นเขาลูกเล็ก (เนิน) ลมจะพัดขึ้นไปจนถึงยอดแล้วพัดลงอีกด้านหนึ่งของ เนิน การเสียดทานพื้นดนิ ทำใหเ้ กิดกระแสลมวนท่ีเปน็ ระเบียบ - ถ้าภูมปิ ระเทศเปน็ ภเู ขา จะเกิดกระแสลมวนจำนวนมากเมอื่ ลมพัดผา่ นสันเขา  สงิ่ ขวางกน้ั อาทิ อาคาร ก้อนหนิ ใหญ่ จะทำให้เกิดกระแสลมวน

65 2.4.3 พืชพรรณ เม่ือลมพัดผ่านก่ิงไม้ใบไม้ จะเกิดการเสียดทาน เป็นผลให้ความเร็วลมลดลง พชื พรรณย่งิ ข้นึ หนาแนน่ ก็ยงิ่ จะทำใหค้ วามเร็วลมลดลงไปอีก • ต้นไมท้ ี่มคี วามสูงไมเ่ ท่ากันจะทำให้เกดิ กระแสลมวนบรเิ วณยอดไม้ • ตน้ ไม้ทีป่ ลูกเป็นแถวเป็นแนวและมีชอ่ งวา่ งกวา้ ง หรอื มถี นนตดั ผา่ นป่า จะทำให้เกดิ กระแสลมวนในช่องวา่ งระหว่างแนวตน้ ไม้ • ป่ายง่ิ ทบึ ย่งิ สามารถขวางกน้ั กระแสลมไดด้ ี ภายในป่าทึบกระแสลมจะอ่อนมากและ แทบจะจบั ทศิ ทางไมไ่ ด้เลย 2.5 ลมประจำท้องถิ่น เป็นลมท่ีเกิดเฉพาะในบางท้องถิ่นถ้าหากไม่มีอิทธิพลของลมอื่นที่รุนแรงกว่ามา ครอบงำ ส่วนใหญ่เกิดจากลักษณะภูมิประเทศประกอบกับการลอยตัวของมวลอากาศร้อนและการเคลื่อนมา แทนที่ของมวลอากาศเย็น ลมประจำทอ้ งถนิ่ ทพี่ บได้ในประเทศไทย ไดแ้ ก่ 2.5.1 ลมบก-ลมทะเล เกิดเฉพาะบริเวณใกล้ชายฝ่ังทะเล และมีลักษณะ เป็นลมประจำเวลาด้วย เกิดจากอัตราการรับความร้อนและการคลายความร้อนของพ้ืนดินและพ้ืนน้ำไม่เท่ากันในเวลากลางวันและ กลางคนื จึงเกิดเปน็ ลมทะเลพัดจากทะเลสฝู่ ง่ั ในเวลากลางวนั และเกดิ เป็นลมบกพัดจากฝง่ั สู่ทะเลในเวลากลางคนื 2.5.2 ลมภูเขา-ลมหุบเขา เป็นลมประจำท้องถ่ินท่ีเป็นภูเขา พัดเป็นเวลา ในเวลากลางวันอากาศร้อน จากหบุ เขาลอยตัวข้ึน เกิดเป็นลมรอ้ นพัดจากลาดเขาข้ึนไปที่ยอดเขาเรียกว่าลมหุบเขา และถ้าอากาศช้ืนจะนำ ไอน้ำไปด้วย เกิดเป็นเมฆปกคลุมยอดเขาและอาจทำให้มฝี นตกในตอนบ่าย ในเวลากลางคืนอากาศเย็นบนภเู ขา เคลื่อนลงมาในหุบเขา เกิดเป็นลมเย็นพัดจากยอดเขาลงมาในหุบเขาเรียกว่าลมภูเขา ถ้าหุบเขาแคบหรือภูเขา สูงชันลมนจ้ี ะพดั แรง 2.5.3 ลมตะเภา ลมว่าว ลมตะโก้ ลมตะเภาหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าลมฝ่ายใต้ เป็นลมท่ีพัดจาก อา่ วไทยเขา้ สู่ภาคกลางตอนล่างในฤดูร้อนตอนบ่าย ลมว่าวหรือลมข้าวเบา เป็นลมที่พัดจากทิศเหนือลงมาตาม ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในตอนปลายฤดูร้อนถึงต้นฤดูหนาว ลมตะโก้หรือลมพัดหลวง เป็นลมทะเลที่พัดจากทิศ ตะวนั ตกเฉยี งเหนือมาทางทิศตะวนั ออกเฉียงใตช้ ่วงปลายฤดูฝน ลมท้ังสามชนิดน้ีเป็นลมที่เกิดข้ึนเปน็ ประจำใน ระยะเวลาทลี่ มมรสุมเปลย่ี นทิศทาง 3. อณุ หภูมิ (Temperature) อุณหภูมิ คือระดับของความร้อน อุณหภูมิที่ใช้สำหรับปฏิบัติการ คชรน. คืออุณหภูมิอากาศวัดท่ีระดับสูง จากพนื้ โลก 1.5 เมตร และอณุ หภูมิผวิ พื้น ซงึ่ หมายถึงอณุ หภมู ิของผิวพน้ื ท่สี ารตดิ อยู่ อุณหภูมิผิวพ้ืนอาจร้อนกวา่ หรือเย็นกว่าอุณหภูมิอากาศบริเวณนั้น ความแตกต่างขึ้นอยู่กับการได้รับความ ร้อนหรือการคายความร้อนของผิวพื้น อุณหภมู ิผิวพ้ืนเป็นตัวกำหนดว่าสารเคมีเหลวทีเ่ ปรอะเป้ือนสิ่งต่าง ๆ จะ มีประสิทธิผลอยู่นานเพียงใด และไอท่ีระเหยออกมาจะมีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด อุณหภูมิอากาศเป็น ตัวกำหนดอตั ราการระเหยของละอองของเหลวในอากาศ 3.1 มาตราวัดอุณหภูมิ มาตราท่ีใช้กันแพร่หลายทั่วไปมี 2 มาตรา คือ มาตราเซลเซียส (เดิมเรียก เซ็นตเิ กรด) กบั มาตราฟาเรนไฮต์

66 3.1.1 มาตราเซลเซียส เป็นมาตราในระบบเมตริก จากจุดเยือกแข็งของน้ำท่ี 0 และจุดเดือดของ นำ้ ที่ 100 แบ่งเปน็ 100 ส่วนเทา่ กนั แต่ละสว่ นเรยี กว่าองศาเซลเซียส ( ซํ .) 3.1.2 มาตราฟาเรนไฮต์ เป็นมาตราแบบอังกฤษ (บัดนี้ประเทศอังกฤษเลิกใช้แล้วแต่สหรัฐฯ ยังใช้ อยู่) จากจุดเยือกแข็งของน้ำท่ี 32 และจุดเดือดของน้ำที่ 212 แบ่งเป็น 180 ส่วนเท่ากัน แต่ละส่วนเรียกว่า องศาฟาเรนไฮต์ ( ํฟ.) (ดผู นวก ข) สูตรการแปลงค่า ฟาเรนไฮต์เปน็ เซลเซยี ส = ๕ ( ํฟ. – 32) ๙ ๙ เซลเซยี สเป็นฟาเรนไฮต์ = ๕ ( ซํ .) + 32 3.2 แหล่งกำเนิดความร้อนของบรรยากาศ ความร้อนของบรรยากาศเกือบท้ังหมดมาจากดวงอาทิตย์ เมื่อรังสีดวงอาทิตย์เดินทางมาถึงผิวโลก ส่วนหน่ึงจะถูกบรรยากาศดูดซับไว้ (ประมาณ 20% ในวันที่ท้องฟ้า โปร่ง ประมาณ 80% ในวันท่ีท้องฟ้ามีเมฆทึบ) และเมื่อถึงพื้นโลกจะถูกพื้นโลกสะท้อนกระจายกลับไปยัง บรรยากาศเพียง 6% โดยประมาณ ส่วนที่เหลือพ้ืนโลกจะดูดซับไว้หมด ทำให้พื้นโลกร้อนขึ้น และความร้อน จากพ้ืนโลกจะกระจายกลับสู่บรรยากาศ ดังน้ัน อุณหภูมิของบรรยากาศจึงเป็นผลรวมของความร้อนที่รับไว้ โดยตรงจากดวงอาทิตย์เปน็ สว่ นน้อยบวกกับความร้อนทีส่ ะทอ้ นไปจากผิวโลกเปน็ ส่วนใหญ่ 3.3 การเปลยี่ นแปลงอุณหภูมปิ ระจำวนั ในประเทศไทย พื้นท่ีของประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน อุณหภูมทิ ั้ง ประเทศโดยเฉลี่ยสูงตลอดปี ทุกภาคได้รับรังสีดวงอาทิตย์ใกล้เคียงกันตลอดปี คือ วันละประมาณ 12 ช่ัวโมง ความแตกต่างระหว่างค่าอุณหภูมิสูงสุดกับต่ำสุดประจำวันก็มีไม่มากนัก ในแต่ละวันท้ังประเทศจะมีการ เปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเหมือนกัน คือ อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1300-1600 และอุณหภูมิต่ำสุดจะอยู่ ในช่วง 0300-0600 3.4 อุณหภูมิในเขตชุมชน เมืองเป็นเขตชุมชนขนาดใหญ่ มีอาคารบ้านเรือนหนาแน่นสร้างจากวัสดุ กอ่ สร้างที่ดูดเก็บและคายพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ มีต้นไม้ซึง่ ให้ร่มเงาและช่วยระบายความร้อนน้อย นอกจากนี้ยังมเี ครื่องจกั รกล เคร่ืองยนต์ รถยนต์ เคร่ืองปรบั อากาศ หลอดไฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งล้วน คายความร้อนออกมา เป็นการเพ่ิมอุณหภูมิแก่อากาศในเมือง ดังนั้นเขตเมืองจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณนอก เมือง 3.5 อิทธิพลของพืชพรรณ พืชพรรณมีอิทธิพลต่ออุณหภูมิโดยการกำบังรังสี ดวงอาทิตย์ไม่ให้ตกถึง พ้ืนดิน จึงทำให้อุณหภมู ิของพ้นื ดินไม่แตกต่างกันมากระหว่างกลางวนั และกลางคืน อุณหภมู ิสูงสุดและอุณหภูมิ ตำ่ สดุ ในแตล่ ะวันจงึ ไม่แตกตา่ งกันมากเหมือนพน้ื ทโ่ี ล่ง ในป่าทึบเขตร้อนระยะเวลาทอ่ี ุณหภูมสิ ูงสดุ จะลา่ ช้ากว่า พ้ืนท่ีนอกป่าประมาณ 1 ชั่วโมง อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดในป่าจะต่างกันประมาณ 8 ํซ. และจะต่ำกว่า อณุ หภมู ิภายนอกป่า 1 ถึง 3 ซํ . 3.6 การคาดหมายอุณหภูมิสำหรับปฏิบัติการ คชรน. ในพยากรณ์อากาศสำหรับปฏิบัติการ คชรน. การคาดหมายอณุ หภูมจิ ะกระทำใกลเ้ คียง 3 ํซ.ทสี่ ุด และความหมายของคำทใ่ี ชใ้ นการพยากรณ์อากาศมีดังน้ี

67 อากาศหนาวจดั หมายถงึ มอี ณุ หภูมิ ต่ำกวา่ 8 ํซ. อากาศหนาว หมายถึง อากาศเย็น หมายถงึ มอี ณุ หภมู ิ ระหว่าง 8 ํ ถึง 16 ซํ . อากาศรอ้ น หมายถงึ อากาศรอ้ นจัด หมายถึง มีอณุ หภูมิ ระหว่าง 16 ํ ถึง 23 ซํ . มีอณุ หภมู ิ ระหวา่ ง 35 ํ ถงึ 40 ํซ. มีอุณหภูมิ สูงกวา่ 40 ซํ . 4. ความชนั ของอณุ หภูมิทางดง่ิ และความคงตวั ของอากาศ (Temperature Gradient and Atmospheric Stability) ความคงตัวของอากาศใกล้กับพื้นโลก ซึ่งมีอิทธิพลต่อการปล่อยกระจายสารเคมี ข้ึนอยู่กับอุณหภูมิอากาศ ทางดิ่ง ตั้งแต่ระดับผิวโลกจนถึงความสูง 4 เมตร (ถ้าเป็นการทำควันใช้ระดับความสูง 12 เมตร แต่ถ้าเป็นการ บินพ่นละอองใช้ความสูงของเพดานบินขณะพ่นละออง) ความคงตัวของอากาศอาจกำหนดได้เป็น 3 อย่าง คือ คงตัว (Stable) ไม่คงตัว (Unstable) และระหว่าง คงตวั กับไม่คงตัว (Intermediate) โดยอาศยั ความชันของอณุ หภูมทิ างด่งิ เป็นเครือ่ งกำหนด ความชันของอุณหภูมิทำให้เกิดสภาวะอากาศ 3 สภาวะ คอื ผกผันตามสูง ตกต่ำตามสูง และ คงทีต่ ามสูง ซง่ึ เป็นตวั กำหนดความเหมาะสมสำหรับการปล่อยกระจายสาร คชร. 4.1 สภาวะผกผันตามสูง หรือ อินเวอร์ชัน (Inversion) อากาศมีความคงตัว ในสภาวะเช่นนี้อุณหภูมิของ อากาศเพ่ิมขึ้นเมื่อระดับความสูงเพ่ิมข้ึน เกิดในคืนท่ีมีท้องฟ้าแจ่มใสหรือในห้วงเช้ามืดจนถึง 1 ช่ัวโมงหลังดวง อาทิตย์ขึ้น กระแสอากาศที่ลอยขึ้นทางด่ิงจะถูกกดไว้หรือถูกต่อต้านไม่ให้เกิดขึ้น ภายใต้สภาวะผกผันตามสูง ถ้าลมมีความเร็วไม่เกิน 9 กม./ชม. (5 นอต) สาร คชร.ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศและควันจะมีประสิทธิผลยาวนาน กว่าภายใต้สภาวะแบบอื่น กระแสลมระดับต่ำจะพัดในทิศทางค่อนข้างแน่นอน พาเอาสาร คชร.และควันให้ ลอยไปได้ไกลโดยไม่สูญเสียความเข้มข้น จึงเป็นสภาวะที่เหมาะสมท่ีสุดสำหรับการปล่อยกระจายสารเคมีและ สารชวี ะหรือทำควนั กำบงั 4.2 สภาวะตกต่ำตามสูง หรือ แลพส์ (Lapse) อากาศไมม่ ีความคงตัว ในสภาวะเชน่ นอี้ ุณหภูมิของอากาศ ลดลงเม่ือระดับความสูงเพิ่มขึ้น เกิดในเวลากลางวันท่ีมีท้องฟ้าแจ่มใสและมีอากาศร้อน อากาศร้อนท่ีอยู่ใกล้ พื้นโลกมีความไม่คงตัวจึงลอยข้ึน เกิดเป็นความแปรปรวนของอากาศทางด่ิง กลุ่มสาร คชร.ท่ีล่องลอยอยู่ใน อากาศหรือกลุ่มควันจะกระจัดกระจายและเจือจางไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสำหรับการปล่อย กระจายสารเคมีและชีวะหรือทำควันกำบงั สภาวะตกต่ำตามสงู บางครงั้ เกิดเหนอื พน้ื นำ้ กว้างใหญ่ในเวลากลางคนื 4.3 สภาวะคงที่ตามสูง หรือ นิวทราล (Neutral) ความคงตัวของอากาศอยู่ระหว่างสภาวะผกผันตามสูง กับตกต่ำตามสูง ในสภาวะเช่นน้ีอุณหภูมิของอากาศแทบจะไม่เปล่ียนหรือไม่เปลี่ยนเลยเม่ือระดับความสูง เพิ่มขึ้น เกิดในเวลากลางวันหรือกลางคืนที่มีเมฆปกคลุมเต็มท้องฟ้า หรือในป่าทึบ และในห้วงที่สภาวะอากาศ จะเปลี่ยน กล่าวคือ 1 ถึง 2 ช่ัวโมงหลังดวงอาทิตย์ขนึ้ หรอื 1 ถึง 2 ชั่วโมงหลงั ดวงอาทิตย์ตก แต่ไม่ว่าจะมีเมฆ ปกคลุมท้องฟา้ มากน้อยเพียงใดและไม่ว่าจะเป็นห้วงเวลาใดของวนั สภาวะคงท่ีตามสูงจะเกดิ ขนึ้ เม่ือลมพัดดว้ ย ความเร็วเกินกว่า 18 กม./ชม. (10 นอต) ในสภาวะอากาศเชน่ น้ีสาร คชร.และควันจะลอยตัวขึ้นทางดิ่งไม่มาก นกั การใชส้ ารเคมแี ละชีวะหรือการใช้ควนั กำบงั ไดผ้ ลดปี านกลางตราบเทา่ ที่ความเร็วลมไม่สูงนัก

68 ตารางที่ 2 ความคงตวั ของอากาศ รหัส สภาพความคงตัว สภาวะอากาศ 1 ไม่คงตวั มาก ตกต่ำตามสูง 2 ไมค่ งตวั ปานกลาง ตกตำ่ ตามสงู 3 ไม่คงตวั เล็กน้อย คงที่ตามสงู 4 ระหวา่ งคงตัวกบั ไม่คงตวั คงท่ีตามสงู 5 คงตวั เล็กน้อย คงทต่ี ามสูง 6 คงตัวปานกลาง ผกผันตามสูง 7 คงตวั มาก ผกผนั ตามสงู 5. ความกดอากาศ (Air Pressure) อากาศเป็นสสารจึงมีน้ำหนัก และน้ำหนักของอากาศก่อให้เกิดความกดเรียกว่า ความกดอากาศ ดังนั้น ความกดอากาศและน้ำหนกั ของอากาศจงึ เปน็ ผลของกนั และกนั หนว่ ยท่นี ิยมใชว้ ัดความกดอากาศคือ มิลลบิ าร์ มิลลเิ มตร เซนติเมตร และนว้ิ 6. ความช้ืน (Humidity) น้ำอาจอยู่ในสถานะท่ีเป็นแก๊สซึ่งจะดำรงสภาพเป็นไอน้ำ ความช้ืนหมายถึงไอน้ำที่อยู่ในอากาศ ดังน้ัน อากาศชื้นจงึ หมายถงึ อากาศท่มี ไี อนำ้ เจือปนอยู่ด้วย 6.1 ปริมาณไอน้ำในอากาศ ณ อุณหภูมิหน่ึง อากาศรับเอาไอน้ำไว้ได้ปริมาณจำกัด เม่ือรับไว้จนเต็มขีด ความสามารถแล้วอากาศจะอิ่มตวั ไอน้ำสว่ นเกินจะควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำ ซึ่งในระดบั สูงจะเกาะกลุ่มกัน เป็นก้อนเมฆ การแสดงปริมาณไอน้ำในอากาศเพื่อให้ทราบว่าอากาศมีความช้ืนมากน้อยเพียงใด กำหนดได้ หลายวธิ ี เปน็ ตน้ ว่า แสดงเปน็ ความช้นื สัมบรู ณ์ ความช้ืนสัมพทั ธ์ จุดนำ้ คา้ ง และความช้ืนจำเพาะ 6.2 ความชื้นสัมบูรณ์หรือความช้ืนแท้ (Absolute Humidity) คือ น้ำหนักของไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ ปรมิ าตรหนง่ึ แสดงในหนว่ ยกรมั ตอ่ ลูกบาศก์เมตร เชน่ 10 กรมั /ลูกบาศก์เมตร 6.3 ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) คือ ปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศขณะหนึ่งขณะใด คิดเป็น ร้อยละของปริมาณไอน้ำท่ีอากาศจะรับไว้ได้จนอิ่มตัวที่อุณหภูมิและความกดอากาศขณะนั้น เช่น ความช้ืน สัมพัทธ์ 50% หมายความว่า ไอน้ำในอากาศมีเพียงครึ่งหน่ึงท่ีอากาศในขณะน้ันจะรับไว้ได้ ความช้ืนสัมพัทธ์ ช่วยใหท้ ราบว่าอากาศมีความช้ืนมากนอ้ ยเพียงใดและใกลก้ ารอมิ่ ตวั (ฝนใกลจ้ ะตก) เพยี งใด 7. เมฆ (Cloud) 7.1 เมฆ คือละอองน้ำในบรรยากาศ เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำในอากาศ ละอองน้ำแต่ละหยดมี ขนาดเล็กมาก (เส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 0.02 ถึง 0.06 มิลลิเมตร) เม่ือมีจำนวนมากก็จะเกาะกันเป็นกลุ่ม

69 ก้อน ละอองน้ำของเมฆจะต้องมีอนุภาคเล็ก ๆ เช่น เกลอื และฝนุ่ ละอองเป็นแกนกลาง ถ้าอากาศมีอณุ หภูมิต่ำ กว่า 0 ํซ. ละอองน้ำเหลา่ น้ีจะกลายเป็นผลกึ นำ้ แขง็ เล็ก ๆ 7.2 อิทธิพลของเมฆที่มีต่อสภาพอากาศ เมฆมีอิทธิพลต่อสภาพอากาศระดับต่ำ ถ้ามีเมฆปกคลุมเต็ม ท้องฟ้า รังสีดวงอาทิตย์จะมาถึงพื้นโลกน้อยลงมาก ผลที่มีต่ออุณหภูมิอากาศขึ้นอยู่กับปริมาณเมฆท่ีปกคลุม ทอ้ งฟา้ และความหนาของเมฆ 7.2.1 ถ้ามีเมฆระดับต่ำปกคลุมเต็มท้องฟ้าเป็นเวลานานติดต่อกัน จะเกิดสภาวะคงที่ตามสูง และ สภาพอากาศใกล้พน้ื โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงประจำวันนอ้ ยมาก 7.2.2 ถ้าท้องฟ้ามีเมฆระดับต่ำเป็นส่วนมากหรือมาก จะเกิดสภาวะอากาศไม่คงตัวปานกลาง (สภาวะ ตกต่ำตามสงู ) ในเวลากลางวัน และคงตัวเลก็ นอ้ ยถงึ ปานกลาง (สภาวะผกผนั ตามสงู ) ในเวลากลางคนื 7.2.3 เมื่อท้องฟ้าโปร่งถึงมีเมฆบางส่วน จะเกิดสภาวะอากาศไม่คงตัวปานกลางถึงไม่คงตัวมาก (สภาวะ ตกต่ำตามสูง) ในเวลากลางวัน และคงตัวปานกลาง (สภาวะผกผันตามสูง) ในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเมฆน้ันจะ เปน็ ชนดิ ใดและสูงขนาดไหน 7.2.4 เมื่อท้องฟ้าแจ่มใสประกอบกับมีลมพัดอ่อน ๆ หรือลมสงบ จะเกิดสภาวะอากาศไม่คงตัวมาก (สภาวะตกตำ่ ตามสงู ) ในเวลากลางวนั และคงตัวมาก (สภาวะผกผันตามสูง) ในเวลากลางคนื 7.2.5 เมื่อเมฆก่อตัวทางต้ัง (เมฆรูปทั่ง) จากสภาวะตกต่ำตามสูงใต้ฐานเมฆน้ัน ความชันของอุณหภูมิ ใต้เมฆกอ้ นน้ีจะเปล่ียนแปลงมาก จะมีฝนตกฟา้ คะนองตามมา จงึ ไมเ่ หมาะสำหรบั การใช้อาวุธเคมหี รอื ชีวะ 8. หมอก (Fog) 8.1 หมอก คือ ละอองน้ำทเ่ี กิดจากการควบแน่นและลอยตัวในบรรยากาศช้ันต่ำใกล้พื้นโลก ฉะนนั้ จึงอาจ กล่าวไดว้ ่า หมอกคือเมฆท่อี ยตู่ ดิ กบั พนื้ โลกน่นั เอง แตอ่ ย่างไรก็ตามหมอกจะไม่ลอยสูงขนึ้ ไปเป็นเมฆ 8.2 ในประเทศไทย หมอกมักจะเกิดในวันที่มีท้องฟ้าโปร่ง ความชื้นสัมพัทธ์สูง ลมสงบหรือลมอ่อน สว่ นใหญ่จะเริ่มเกิดในเวลา 0300 ถึง 0400 ในฤดูหนาว ต่อมาเม่ือมีแสงแดดจัดและอณุ หภูมสิ ูงขึ้นจะสลายตัว ไป (ละอองน้ำระเหยเปน็ ไอน้ำกลับสบู่ รรยากาศ) 9. หยาดน้ำฟ้า (Precipitation) หยาดน้ำฟ้า หมายถึง น้ำที่ตกลงมาจากท้องฟ้าถึงพื้นโลก ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะของเหลว เช่น ฝน และ น้ำค้าง หรือในสภาวะของแข็ง เช่น น้ำฝนแข็ง ลูกเห็บ และหิมะ การท่ีหยาดน้ำฟ้าจะตกลงมาเป็นของเหลว หรอื ของแขง็ ขึ้นอยกู่ ับอณุ หภูมิของอากาศว่าร้อนหรือเย็นเพยี งใด ตอนท่ี 3 พฤตกิ รรมในสนามของสารเคมี พฤตกิ รรมในสนามของสารเคมผี ูกพันกับความผันแปรขององค์ประกอบของกาลอากาศ อิทธพิ ลของตัวแปร แต่ละอย่างจะมีมากน้อยเพียงใดย่อมข้ึนอยู่กับสภาวะอากาศเป็นส่วนรวม และข้ึนอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ พืชพรรณ และพ้ืนดินในบริเวณนั้น สารเคมีในสนามอาจมีลักษณะเป็นไอ แอโรซอล หรือของเหลว ทหารจะ

70 เข้าใจถึงผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อการรบได้ก็ต่อเม่ือมีความเข้าใจว่ากาลอากาศและ ภูมิประเทศมีอิทธิพล อย่างไรตอ่ สารเคมี 10. พฤติกรรมพืน้ ฐานของสารเคมี 10.1 ลมสามารถพัดพาเอาไอหรืออนุภาคขนาดจิ๋วของสารเคมีไปได้ แต่อนุภาคขนาดใหญ่และหยดขนาด ใหญ่จะตกลงสู่พ้ืนอย่างรวดเร็วโดยมีขีปนวิถีคล้ายกับกระสุน เมื่อสารเคมีเหลวระเหยเป็นไอ ไออาจรวมตัวกัน เป็นกลุ่มไอ (Vapour Cloud) โดยธรรมชาติสารเคมีจะหมดไปจากอากาศเพราะตกลงสู่พื้น ปะทะและติดกับ พืชพรรณขณะเคลื่อนไปตามลม หรือถูกกำจัดโดยหยาดน้ำฟ้า หยดสารเคมีเหลวระเหยง่ายท่ีมาติดผิวพื้นหรือ พืชพรรณจะกลับคืนสู่บรรยากาศอีกในรูปของไอ ซึ่งจะเคล่ือนท่ีไปตามกระแสลมและก่อให้เกิดอันตรายได้ จนกว่าจะเจือจางลงในทีส่ ดุ 10.2 ในห้วงเวลา 30 วินาทีแรกของการปล่อยกระจายโดยประมาณ ขนาดและการเคล่ือนท่ีของสารเคมี ขนึ้ อยู่กับลักษณะการทำงานของยุทธปัจจัยหรือระบบเครื่องส่งเป็นหลัก หลังจากน้ันการเคลื่อนที่และการแพร่ ของกลุ่มไอจะมีกาลอากาศและภูมิประเทศเป็นตัว กำหนด ตัวอย่างเช่น ในสภาพอุณหภูมิสูงสารเคมีที่ระเหย งา่ ยจะระเหยและทำให้มีปริมาณไอมากที่สุดใน 15 วินาที ถ้ามีลมอ่อนและอากาศมีความแปรปรวนน้อย กลุ่ม ไอจะมีความเข้มข้นสูงในบริเวณนั้น ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีลมพัดแรงและอากาศมีความแปรปรวนมาก ไอจะ ครอบคลมุ พ้นื ทไ่ี ดม้ ากขึน้ แต่จะมีความเขม้ ขน้ ลดลง เพราะลมจะพัดให้กลมุ่ ไอกระจายออกอยา่ งรวดเรว็ 11. พฤติกรรมของสารเคมีที่เป็นไอ 11.1 เมื่อสารเคมีถูกปล่อยกระจายเป็นไอจากยุทธปัจจัยชนิดระเบิด จะเกิดกลุ่มไอที่มีความเข้มข้นสูง ทันที ในตอนแรกกลุ่มไอจะขยายตัวออก ขณะเดียวกันก็จะเย็นลงและหนักข้ึนโดยยังคงรักษารูปทรงเดิมไว้ ถ้า สารเคมีน้ันมีความหนาแน่นไอน้อยกว่าอากาศ (ไอเบากว่าอากาศ) กลุ่มไอจะลอยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผสมกับ อากาศท่ีอยู่รอบ ๆ ทำให้เจือจางมากข้ึนเป็นลำดับ ถ้าสารเคมีมีความหนาแน่นไอมากกว่าอากาศ (ไอหนักกว่า อากาศ) กลุม่ ไอจะมีลกั ษณะแบนราบ ลอยตำ่ ลง และ \"ไหล\" ไปตามผิวโลก 11.2 อย่างไรก็ตาม การท่ีกลุ่มไอจะลอยสูงเพียงใดน้ันย่อมข้ึนอยู่กับอุณหภูมิและความแปรปรวนของ อากาศท่ีเป็นตัวกำหนดวา่ อากาศโดยรอบซึ่งเย็นกว่าจะถกู ดูดเข้าไปในกล่มุ ไอร้อนมากนอ้ ยเพยี งใด ความเข้มข้น ของสารจะเพ่ิมมากขึ้นเท่าใดข้ึนอยู่กับปริมาณและความเร็วที่สารเคมีนั้นถูกปล่อยออกมาจากยุ ทธปัจจัยและ สภาวะลมฟา้ อากาศในขณะนั้น 11.3 หลังจากถูกปล่อยกระจายออกมาได้ไม่นาน อุณหภูมิของกลุ่มไอจะเย็นลงเท่ากับอากาศท่ีอยู่ โดยรอบ และจะล่องลอยไปในทิศทางและด้วยความเร็วของลม กลุ่มไอจะอยู่ภายใต้อำนาจของความแปรปรวน ของอากาศ กลุ่มไอของสารเคมียิ่งหนักกว่าอากาศเท่าใดก็ยิ่งจะมีความเสถียรมากข้ึน และจะสามารถจะ เคลื่อนที่ไปได้ไกล โดยสูญเสียความเข้มข้นน้อยมากถ้าอากาศมีความแปรปรวนน้อย แต่ถ้าอากาศมีความ แปรปรวนมากขน้ึ กลุ่มไอของสารเคมีกย็ ิ่งจะกระจัดกระจายและเจอื จางเรว็ ขึน้

71 12. พฤติกรรมของสารเคมีทีเ่ ป็นแอโรซอล 12.1 แอโรซอล (Aerosol) คือสารท่ีเป็นอนุภาคของเหลวหรือของแข็งขณะล่องลอยอยู่ในอากาศ กลุ่มแอโรซอลสารเคมี (Chemical Agent Aerosol Cloud) จะถูกปล่อยกระจายออกมาจากยุทธปัจจัยชนิด เผาไหมห้ รอื เคร่ืองกำเนดิ แอโรซอล หรอื เปน็ ผลพลอยได้จากการพน่ ละออง และจากยทุ ธปจั จยั ชนิดระเบดิ 12.2 แอโรซอลมพี ฤติกรรมเช่นเดียวกับไอ แอโรซอลท่ีเกิดจากยุทธปัจจัยชนดิ เผาไหม้หรือเครื่องกำเนิด จะมีอุณหภูมิสูงกว่าบรรยากาศจึงลอยสูงข้ึนในตอนแรก ต่อมาเม่ือเยน็ ลงจะลอยต่ำลง กลุ่มแอโรซอลมีน้ำหนัก มากกว่ากลุ่มไอจึงรักษารูปทรงไว้ได้ดี อีกทั้งยังได้รบั ผลกระทบจากความแปรปรวนของอากาศน้อยกว่ากลุ่มไอ แต่จะตกลงสู่พื้นในท่ีสุด เน่ืองจากแรงดึงดูดของโลก ขณะที่กลุ่มแอโรซอลล่องลอยไปตามลม อนุภาคท่ีมีขนาด ใหญ่จะตกสู่พ้ืนก่อน นอกจากนี้อนุภาคแอโรซอลจำนวนมากยังอาจปะทะและติดอยู่กับพืชพรรณหรือสิ่งกีด ขวางอื่นในทางผา่ น 13. พฤติกรรมของสารเคมีทเ่ี ปน็ ของเหลว เมอื่ สารเคมีถกู ปลอ่ ยกระจายเป็นของเหลวจากการพ่นละออง กระสุนเคมแี ตกอากาศ หรอื ทนุ่ ระเบิดเคมี จะเริ่มระเหยเป็นไอซ่ึงมีความเข้มข้นต่ำและมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิของอากาศ ลอยอยู่ในระดับต่ำใกล้กับ พนื้ ดิน แต่ท้งั น้ีหากสารเคมีเป็นของเหลวทีร่ ะเหยยาก (หนืดมาก) จะระเหยเป็นไอน้อยมาก จงึ ติดอยทู่ ีพ่ ื้นท่ีเป็น เวลานานและก่อให้เกิดอันตรายจากการสัมผัส ในตอนแรกกลุ่มไอท่ีเกิดจากการสารเคมีเหลวจะมีความเข้มข้น ตำ่ (ตา่ งจากการปลอ่ ยกระจายสารเคมีให้ออกมาเป็นไอโดยตรง ซึง่ จะทำให้เกิดกลุม่ ไอทม่ี ีความเข้มขน้ สูงทนั ที) แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะระเหยออกมาเรื่อยจนสารเคมีเหลวหมดไปในที่สุด สารเคมีเหลวเองอาจถูกดูดกลืน (ซึม) เขา้ ไปในเน้ือของวัสดหุ รอื พื้นดิน หรืออาจดดู ซับ (เกาะ) ตดิ กับผิวพื้น แล้วจึงระเหยออกเป็นไอในภายหลัง ไอที่ เกดิ จากสารเคมีเหลวมีความเข้มข้นต่ำ จึงเคลอ่ื นท่ตี ามกระแสลมไปไดไ้ มไ่ กลนกั ก่อนที่จะเจือจางจนไม่สามารถ ทำอนั ตรายได้ 14. ลกั ษณะการแพร่ของเมฆเคมี 14.1 ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการแพร่ การแพร่ของกลุ่มไอหรือแอโรซอลสารเคมีซึ่งเรียกรวมกันว่า เมฆเคมี (Chemical Agent Cloud) ข้นึ อยูก่ ับ  ความเร็วลม เป็นเครื่องกำหนดว่าเมฆเคมีจะเคล่ือนท่ีไปได้ไกลเพียงใดและอยู่เหนือพ้ืนที่ เป้าหมายไดน้ านเพียงใด  ทศิ ทางลม เป็นเครอ่ื งกำหนดทศิ ทางการเคลอ่ื นท่ีของเมฆเคมี  ความแปรปรวนของอากาศในแนวต้ังและแนวนอน เป็นเคร่อื งกำหนดความสูงและความกวา้ ง ของเมฆเคมี  สงิ่ ปกคลุมผิวโลก เปน็ เครอื่ งมือกีดขวางการเคลื่อนที่ของเมฆเคมี 14.2 การแผ่ขยายทางข้าง (Lateral Spread) ภายหลังการปล่อยกระจาย เมฆเคมีจะเคล่ือนท่ีไปตาม ทิศทางลม แต่ไม่เป็นเส้นตรง เพราะการเปลี่ยนทิศทางของกระแสอากาศและความแปรปรวนทางกลทำให้เมฆ

72 เคมีคดโค้งไปมา (Meander) และแผ่ขยายออกทางข้าง ในขณะเดียวกันกระแสลมย่ิงแปรปรวนก็ยิ่งจะทำให้ เมฆเคมีแผข่ ยายทางขา้ งมากขึ้น 14.3 การลาก (Drag Effect) มีสาเหตุจากสิ่งกีดขวางทางลมและการเสียดสีกับพื้นดิน ทำให้เมฆเคมี เคลื่อนท่ีไปตามลมในลักษณะถูกลาก ส่วนฐานเคลื่อนที่ไปได้ช้ากว่าส่วนยอด กล่าวคือส่วนฐานจึงยังคงอยู่ติด พน้ื ดินแตส่ ่วนยอดลอยสูงล้ำไปข้างหนา้ ตามทศิ ทางลม 14.4 การลอยข้ึน (Vertical Rise) การลอยตัวของเมฆเคมีขึ้นอยู่กับความเปล่ียนแปลงของกาลอากาศ เช่น ความชันของอุณหภูมิ กระแสลม และความแตกต่างระหว่างความหนาแน่นของเมฆเคมกี ับอากาศโดยรอบ กลุ่มไอของสารเคมีท่ีมีอุณหภูมิสูงมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศรอบข้าง จึงลอยสูงข้ึน ผสมผสานกับอากาศ จนมคี วามเขม้ ข้นนอ้ ยลงและมอี ุณหภมู ิเทา่ กับอากาศ ตอนท่ี 4 อิทธพิ ลของกาลอากาศและภูมิประเทศท่ีมีตอ่ สารเคมใี นสนาม กระแสลม อุณหภูมิ ความชื้น หยาดน้ำฟ้า ความสูงต่ำของภูมิประเทศ พืชพรรณ และพื้นดิน ล้วนมี อิทธพิ ลตอ่ พฤติกรรมของสารเคมี 15. อทิ ธพิ ลของลม 15.1 อิทธิพลต่อสารเคมีที่เป็นไอและแอโรซอล ลมท่ีพัดแรงทำให้กลุ่มไอและแอโรซอลสารเคมีแตก กระจัดกระจายอย่างรวดเร็ว ยังผลให้ครอบคลุมพ้ืนท่ีเป้าหมายได้น้อยลงและอยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีลมแรงจึง จำเป็นต้องใช้สารเคมีในปริมาณมากข้ึนเพื่อให้ได้ความเข้มข้นที่ต้องการ กลุ่มไอหรือแอโรซอลสารเคมีจะมี ประสิทธิผลดที ่ีสดุ เม่ือมีลมพัดอ่อน ๆ ด้วยความเรว็ ไม่เกิน 6 กม./ชม. (3 นอต) ลมที่พดั ดว้ ยความเรว็ ปานกลาง 7-13 กม./ชม. (4-7 นอต) ในทิศทางแน่นอนจะช่วยให้กลุ่มไอหรือแอโรซอลสารเคมีครอบคลุมพ้ืนที่ได้ กว้างขวางข้ึน ยกเว้นในกรณีที่มีสภาวะตกต่ำตามสูงร่วมด้วย ถ้าลมพัดแรงกว่า 13 กม./ชม. (7 นอต) การใช้ สารเคมใี นลกั ษณะทเ่ี ป็นไอและแอโรซอลเพอื่ ทำใหเ้ กดิ การสูญเสียกำลังพลจะไม่คุ้มค่า 15.2 อทิ ธิพลตอ่ สารเคมีท่เี ป็นของเหลว ความเร็วในการระเหยของสารเคมีเหลวขน้ึ อย่กู ับปริมาณของ สาร (พ้ืนผิว) ที่สัมผัสกับลมและความเร็วลม สารเคมียิ่งระเหยมากและระเหยเร็วย่ิงมีความคงทนน้อยในพ้ืนท่ี แต่จะมีอันตรายจากการสมั ผัสกับสารเคมเี หลวในพ้ืนท่นี ้ันเปน็ เวลานาน ถ้าพ้ืนท่ีน้ันเปอ้ื นพิษมากหรอื เป็นพนื้ ที่ อบั ลม สารเคมีเหลวท่ีถูกลมพัดผ่านจะระเหยเป็นไอและถ้าไอมีความเข้มข้นสูงจะสามารถทำอันตรายผู้ท่ีอยู่ใต้ ลมจากพ้ืนทีน่ ้ันได้ การพ่นละอองทางอากาศทำใหอ้ ันตรายจากการสัมผัสมีอยู่ไม่นานในพ้นื ท่ีเปา้ หมาย แต่กลับ ก่อให้เกิดอนั ตรายจากไอในพืน้ ที่ใต้ลม ในกรณีทีส่ ารเคมเี ปน็ สารระเหยง่ายและลมมีความเร็วสงู ละอองสารเคมี จะระเหยจนกลายเปน็ ไอหมดกอ่ นตกถงึ พื้นดนิ 16. อิทธิพลของอณุ หภูมิ 16.1 อิทธิพลต่อสารเคมีท่ีเปน็ ไอและแอโรซอล อณุ หภูมิสูงจะช่วยให้สารเคมีเหลวระเหยเป็นไอเรว็ ขึ้น (อัตราการระเหยสงู ) การปล่อยกระจายสารเคมีในลกั ษณะที่เปน็ ไอจึงได้ผลดใี นวันท่ีมีอากาศร้อน

73 16.2 อิทธิพลต่อสารเคมที ่ีเปน็ ของเหลว อุณหภมู ิเป็นปัจจยั ท่ีสำคัญท่ีสดุ ต่อความคงทนและความเข้มข้น ของไอท่ีเกิดจากสารเคมีเหลว ภายหลังการปล่อยกระจาย สารเคมีเหลวจะมีอุณหภูมิเท่ากับพ้ืนดินหรืออากาศ ที่มันสัมผัส อัตราการระเหยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ อุณหภูมิยิง่ สูงสารเคมเี หลวจะย่ิงระเหยมากขึน้ และทำให้มคี วาม เข้มข้นไอสูงขึ้นด้วย กล่าวโดยท่ัวไปแล้วทุก 10 ํซ. ท่ีอุณหภูมิเพ่ิมขึ้น ความคงทนของสารเคมีเหลวในพ้ืนท่ีจะ ลดลง 2 ใน 3 17. อทิ ธพิ ลของความชันของอณุ หภมู ิ (สภาวะอากาศ) 17.1 อิทธิพลต่อสารเคมีทเ่ี ป็นไอและแอโรซอล สภาวะตกต่ำตามสูง ทำให้สารเคมีกระจัดกระจายไปอย่างรวดเร็ว พ้ืนท่ีอันตรายจึงมี นอ้ ย จำเป็นจะตอ้ งใชย้ ทุ ธปจั จยั มากกว่าสภาวะอากาศแบบอืน่ เพื่อให้เกิดผลอันตรายเทา่ กนั สภาวะผกผันตามสูง ทำให้สารเคมีลอยอยู่เหนือพื้นดินในระดับต่ำ และล่องลอยไปเป็น ระยะทางไกล กว่าจะเจือจางจนไมส่ ามารถทำอันตรายได้ จึงทำให้มีพน้ื ทอ่ี ันตรายเป็นบริเวณกว้างขวางมาก สภาวะคงท่ีตามสูง ถึงแม้จะให้ผลในการใช้สารเคมีระหว่างสองสภาวะแรก แต่ถ้าเป็น วันท่ีมีลมอ่อนและมีภูมิประเทศราบเรียบแล้ว สารเคมีจะครอบคลุมพ้ืนที่ได้กว้าง และเน่ืองจากเป็นสภาวะท่ี เกิดประจำตอนพลบคำ่ และรุ่งอรณุ ในทางยทุ ธวธิ จี ึงนบั วา่ เป็นหว้ งเวลาท่ีเหมาะสมมากสำหรบั การโจมตี 17.2 อทิ ธิพลต่อสารเคมีท่เี ปน็ ของเหลว สภาวะตกต่ำตามสูง เป็นสภาวะท่ีมีลมแรงและมอี ณุ หภูมสิ ูง สารเคมจี ึงหมดไปจากพื้นท่ี อย่างรวดเร็ว การพ่นละอองทางอากาศจะทำให้ละอองสารเคมีถูกกระแสอากาศพัดพาลอยสูงขึ้นเหนือระดับ ปล่อยกระจาย ทำใหส้ ่วนหนึ่งจะกระจัดกระจายหายไปและส่วนท่ีเหลอื ใช้เวลานานกวา่ จะตกถงึ พ้นื สภาวะผกผันตามสูง เป็นสภาวะที่มีความแปรปรวนของอากาศน้อยมากหรือไม่มีเลย และกระแสลมมีความเร็วไม่มากนัก เม่ือปล่อยกระจายโดยการพ่นละอองทางอากาศในระดับความสูงบริเวณ ยอดของสภาวะผกผันตามสูงหรือต่ำกว่า ละอองสารเคมจี ะตกลงสพู่ ้ืนอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าปลอ่ ยกระจายสูงกว่า ยอดของสภาวะผกผันตามสูงแล้ว สารเคมีหยดโต ๆ เท่าน้ันท่ีจะตกสู่พ้ืน ส่วนหยดเล็ก ๆ จะล่องลอยอยู่เหนือ ยอดสภาวะผกผันตามสงู และกระจดั กระจายไปเปน็ สว่ นใหญ่ จึงไม่มีผลต่อเป้าหมายภาคพน้ื ดิน 18. อิทธพิ ลของความช้นื 18.1 อิทธิพลต่อสารเคมีที่เป็นไอและแอโรซอล ความชื้นมีผลน้อยมากต่อสารเคมีส่วนใหญ่ สารฟอสจีน (ดูรายละเอียดใน สารสำลัก) และสารลิวิไซท์ (ดูรายละเอียดใน สารพุพอง) ทำปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสค่อนข้างเร็ว ในวันท่ีมีความช้ืนสัมพันธ์สูงกว่า 70% จึงใช้สารดังกล่าวไม่ได้ผล เว้นแต่จะใช้วิธียิงพร้อมกัน ณ ท่ีหมาย (time-on-target) เพอื่ ใหเ้ กิดผลแบบจูโ่ จม 18.2 อทิ ธิพลตอ่ สารเคมที ่ีเป็นของเหลว ความชื้นมีอิทธิพลน้อยมากตอ่ ความคงทนและประสิทธผิ ลของ สารเคมเี หลว

74 19. อิทธิพลของหยาดน้ำฟา้ 19.1 อิทธิพลต่อสารเคมีท่ีเป็นไอและแอโรซอล ผลรวมของหยาดน้ำฟ้าที่มีต่อไอหรือแอโรซอลสารเคมี ไม่เป็นผลดี เพราะจะชะลา้ งสารเคมีจากบรรยากาศ พชื พรรณ และสง่ิ ของ อีกท้งั ทำปฏกิ ิริยาไฮโดรลซิ ิส 19.2 อิทธพิ ลต่อสารเคมีท่เี ป็นของเหลว ฝนตกปรอยๆ (ฝนละออง) จะช่วยให้สารเคมเี หลวแผ่กระจาย ครอบคลุมพื้นท่ีได้สม่ำเสมอยิ่งข้ึนเป็นบริเวณกว้าง สารเคมีจึงสัมผัสอากาศได้มากขึ้น เป็นผลให้ระเหยเป็นไอ มากข้ึนจนมีความเขม้ ข้นของไอสูงข้ึน ฝนตกหนกั จะชะล้างสารเคมีเหลวจากพื้นท่ีให้ไหลไปสะสมในพืน้ ที่ต่ำกว่า ซึ่งกอ่ นหนา้ นไี้ ม่เปื้อนพษิ และนำ้ ฝนยังทำปฏกิ ิรยิ ากับสารเคมีบางชนดิ ด้วย 20. อทิ ธพิ ลของความสูงตำ่ ของภูมิประเทศ 20.1 อิทธิพลต่อสารเคมีท่ีเป็นไอและแอโรซอล ความสูงต่ำของภูมิประเทศมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ ของกลุ่มเมฆเคมีเช่นเดียวกันกับท่ีมีต่อกระแสลม กลุ่มเมฆเคมีจะเคล่ือนที่ไปตามความลาดเทของพ้ืนดินลงไป ในหุบเขา และสะสมอยู่ในแอ่ง ในโพรง ในหลุมบุคคล และพน้ื ท่ีต่ำทัว่ ไป ลมพัดขึ้นลาดเขาและลมภูเขาอาจทำ ให้แนวทางการเคลื่อนที่ของกลุ่มเมฆเคมีเบนเบ่ียงไปหรืออาจทำให้เคล่ือนท่ีย้อนกลับ สารเคมีท่ีปล่อยกระจาย เปน็ ไอหรือแอโรซอลในหบุ เขาแคบจะยังคงรักษาความเขม้ ข้นเอาไว้ไดเ้ มื่อเคลอ่ื นทล่ี งมาตามหุบเขา เพราะกลุ่ม เมฆเคมีถูกจำกัดด้วยความกว้างของหุบเขาจึงไม่อาจแผ่ขยายทางข้างได้มากนัก บริเวณยอดเนิน ยอดเขา สัน เขา และไหล่เขา เปน็ บรเิ วณท่ียากตอ่ การทำใหส้ ารเคมีมคี วามเข้มขน้ สูง เนือ่ งจากเปน็ พ้ืนท่สี งู และมีลมพัดแรง 20.2 อิทธิพลต่อสารเคมีท่ีเป็นของเหลว ทรวดทรงของผิวโลกไม่มีผลโดยตรงต่อสารเคมเี หลว แตค่ วาม ลาดเทมีผลต่ออุณหภูมิพ้ืนดินและอากาศเหนือพื้นดินและมีผลต่อกระแสลม ปัจจัยเหล่าน้ีล้วนมีอิทธิพลต่อ อตั ราการระเหยของสารเคมเี หลวท้งั สน้ิ 21. อทิ ธิพลของส่ิงปกคลมุ ผิวโลก สิง่ ปกคลมุ ผวิ โลกในทนี่ หี้ มายถงึ พืชพรรณ สิง่ ปลูกสร้าง พ้ืนนำ้ ก้อนหนิ ใหญ่ ฯลฯ 21.1 อทิ ธิพลต่อสารเคมีที่เป็นไอและแอโรซอล 21.1.1 เหนือพ้ืนที่ราบเรยี บหรือพ้ืนนำ้ กลุ่มเมฆเคมเี คล่ือนไปได้อย่างราบร่ืนสม่ำเสมอในสภาวะ ผกผนั ตามสูงหรือสภาวะคงที่ตามสูง แต่พน้ื ดินท่ีปกคลุมดว้ ยหญ้าสูงหรอื พุ่มไม้ทำใหก้ ลุ่มเมฆเคมีเคลื่อนไปไดช้ ้าลง 21.1.2 พื้นที่ขรุขระหรือสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ใหญ่หรือส่ิงปลูกสร้าง ก่อให้เกิดกระแสลมวน และลมพัดตัด ซึ่งจะทำให้กลุ่มเมฆเคมีแตกแยกกระจัดกระจายไป แต่ช่องว่างระหว่างอาคารอาจทำให้มีกลุ่ม สารเคมีในความเข้มขน้ สงู ตดิ คา้ งอยู่ 21.1.3 ทั้งปริมาณและชนิดของพืชพรรณในพื้นที่ต่างมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ของกลุ่มเมฆเคมี สำหรับในปฏิบัติการทางเคมีแล้วคำว่า “ป่า” หมายถึง พ้ืนท่ีซ่ึงมีต้นไม้ใหญ่มีใบข้ึนอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนคำ ว่า “ป่าทึบ” หมายถึง ป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ข้ึนหนาแน่นจนยอดไม้มีร่มใบหนาทึบ สามารถป้องกันแสงแดดไม่ให้ ส่องลงมาถงึ พื้นดินได้กว่า 90% ส่วนพ้ืนทีซ่ ึ่งมตี น้ ไมใ้ หญข่ ้ึนประปรายหรือมีไม้พมุ่ ถือว่าเป็นพ้ืนทโี่ ล่ง และปา่ ท่มี ี ต้นไม้ใหญ่ท่ีใบร่วงหล่นตามฤดูกาลหรือร่วงจากการโจมตีด้วยสารทำลายพืช (ดูรายละเอียดใน สารทำลายพืช)

75 จนแสงแดดสามารถส่องถึงพื้นดินได้ จัดว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับพ้ืนท่ีโล่ง เพียงแต่ทำให้การเคล่ือนที่ของกลุ่ม เมฆเคมีมีการลาก (ดขู ้อ 14.3) มากกวา่ ปกติ 21.1.4 เมื่อมีการท้ิงระเบิดลงในป่า ลูกระเบิดท่ีระเบิดในระดับยอดไม้ทำให้ส่วนหน่ึงของสารเคมี กระจายหายไป ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับความสูงของต้นไม้และความหนาแน่นของใบไม้ ไอและแอโรซอลส่วนหนึ่งจะตกลง สพู่ ้ืน การระเบิดของอาวุธเคมีในป่าจะทำให้กลุ่มเมฆเคมีแพร่ออกมาทันทีพร้อมกัน การระเบิดครอบคลุมพื้นที่ ได้นอ้ ยกว่าการระเบดิ ในท่โี ล่ง แตจ่ ะมีความเข้มข้นสงู กว่ามาก สงู กว่าถงึ สามเท่าในบางคร้ัง 21.1.5 โดยท่ัวไปถ้าสภาวะอากาศในท่ีโล่งเหมาะสำหรับการใช้อาวุธเคมีจะสามารถใช้ได้ดีในป่า เช่นเดียวกนั หากทำให้เกิดกลุ่มเมฆเคมีต่ำกว่าระดบั ยอดไม้ ภายในป่ากลุ่มเมฆเคมีจะเคล่ือนตัวชา้ ๆ ลงไปตาม ไหลเ่ ขาตามกระแสลมซึ่งมคี วามเรว็ ต่ำ ถา้ ในปา่ มลี ำธารกล่มุ เมฆเคมกี ็จะเคล่อื นไปตามลำธาร 21.1.6 ต้นไม้ใบไม้อาจดูดกลืนสารเคมีเอาไว้บ้าง แต่ไม่มีผลกระทบต่อการโจมตีเพราะการโจมตี ในป่าแต่ละครั้งจะเกิดความเขม้ ข้นขนาดสังหารอยู่ได้นานไม่เกิน 30 วนิ าที สารเคมีในความเขม้ ข้นสูงอาจทำให้ พืชเป็นอันตราย เพราะใบจะดูดกลืนสารเคมีเอาไว้ เช่น สารฟอสจีนจะทำให้ใบไม้เปล่ียนเป็นสีน้ำตาล เป็นต้น ในบางคร้งั พชื อาจคายสารเคมที ่ีดดู กลืนเอาไวอ้ อกมาหากถูกรบกวนหรอื ทำให้ไดร้ บั ความเสยี หาย 21.2 อทิ ธพิ ลต่อสารเคมีทเ่ี ปน็ ของเหลว 21.2.1 เมื่อมีการใช้สารเคมีเหลวประเภทคงทน ในพ้ืนท่ีซ่ึงมีพืชพรรณปกคลุม สารเคมี บางส่วนจะติดต้นและใบพืช เป็นการเพิ่มพ้ืนที่อันตรายจากการสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้สารเคมีสัมผัส กับอากาศไดม้ ากข้ึนดว้ ย เปน็ การเพิ่มอัตราการระเหย ดงั น้ัน ทหารจึงมคี วามเส่ียงสูงต่อการได้รับอันตรายจาก สารเคมีในพน้ื ทีซ่ ึ่งมพี ืชพรรณปกคลุม เพราะมีโอกาสสัมผัสกับหยดสารเคมีท่ีตดิ ต้นและใบพืชและสูดหายใจเอา ไอทรี่ ะเหยออกมาในขณะเดยี วกัน 21.2.2 เน่ืองจากภายในป่าทึบแสงแดดส่องถึงน้อย พื้นดินและอากาศจึงมีอุณหภูมิไม่สูงนักและ ประกอบกบั กระแสลมมีความเรว็ ตำ่ อันตรายจากสารเคมีจึงคงทนอยู่ไดน้ านกวา่ ในพ้นื ท่โี ล่ง 21.2.3 ถ้าลูกระเบิดเคมีหรือกระสุนเคมีตกลงและระเบิดในป่า สารเคมีเหลวที่บรรจุอยู่ภายในจะ กระเด็นสาดใสพ่ ้ืนดินบรเิ วณทอ่ี าวุธระเบดิ อันตรายจากการสัมผสั จึงมอี ยู่ในบริเวณจำกดั ยกเว้นในป่าที่มตี ้นไม้ สงู 40 - 50 เมตร และทยี่ อดมใี บหนาแน่น 21.2.4 ป่าทึบช่วยป้องกันไม่ให้ละอองสารเคมีจากการพ่นละอองทางอากาศตกลงสู่พ้ืนในปริมาณ มากพอท่ีจะทำให้กำลังพลจำนวนมากได้รับอันตราย แต่ถ้าเหนือยอดไม้มีสภาวะอากาศที่คงตัวแล้ว ไอของ สารเคมีจะลอยลงมาทำอนั ตรายได้ 22. อทิ ธพิ ลของพ้ืนดนิ และผิวพน้ื ต่าง ๆ 22.1 อิทธิพลต่อสารเคมีท่ีเป็นไอและแอโรซอล พ้ืนดินและผิวพื้นต่าง ๆ ไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อกลุ่ม เมฆเคมี 22.2 อิทธิพลต่อสารเคมีที่เป็นของเหลว 22.2.1 พ้ืนดินมีอิทธิพลต่ออัตราการระเหยและความคงทนของอันตราย พื้นดินแข็งที่ไม่มีอะไรปกคลุม ทำให้สารเคมีเหลวมอี ันตรายอยู่ชั่วระยะส้ันเน่ืองจากระเหยมาก แต่ขณะเดียวกันก็ทำใหเ้ กิดไอทม่ี ีความเข้มข้น

76 สูง ถ้าผิวพ้ืนมีลักษณะเป็นรูพรุน เช่น ทราย สารเคมีเหลวจะซึมลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ดูเหมือนว่าพ้ืนท่ีน้ันไม่ เปอ้ื นพิษ สารเคมจี ะระเหยออกมาในอัตราการระเหยทช่ี า้ กว่าจากผวิ พ้ืนที่ไมเ่ ป็นรูพรนุ ประมาณ 1/3 เท่า 22.2.2 การสัมผัสผิวพ้ืนท่ีเป็นรูพรุนและเปื้อนพิษก่อให้เกิดอันตรายได้ ถ้าไม่สวมยุทธภัณฑ์ป้องกัน ตนและสัมผัสติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ถ้าไม่มีสารเคมีติดอยู่บนผิวด้านนอกและสัมผัสเพียงช่ัวครู่อาจได้รับ อันตรายเพียงเล็กน้อย ถา้ วัตถุท่ีเป็นรูพรุนเปียกน้ำกอ่ นท่ีจะเปื้อนสารเคมีเหลว สารเคมีจะซมึ ลงไปได้ช้า จึงติด อยู่ทผ่ี ิวนอกและมอี ันตรายสงู จากการสัมผัส 22.2.3 เม่ือสารเคมีเหลวเป้ือนยานยนต์ ความร้อนจากเคร่ืองยนต์ การเสียดสีกับอากาศขณะขับเคล่ือน และการแผ่บนผิวนอกของยานยนต์ซง่ึ ช่วยเพิม่ เน้ือที่การระเหย จึงทำให้สารเคมมี คี วามคงทนน้อยกวา่ เม่ือเปื้อน ผวิ พ้ืนอ่ืน การดูดกลืน ดูดซับ และการคาย ขึ้นอยู่กับผิวพ้ืนของวัตถุ ยางพาราดูดกลืนสารเคมีเหลวส่วนใหญ่อย่าง รวดเร็วแต่คายออกชา้ ๆ สว่ นยางเทียม (เชน่ ยางนโี อพรีน และยางบิวไทล์) และสีชนิดพิเศษจะดูดกลืนสารเคมี เหลวนอ้ ยมาก 23. สรปุ 23.1 ไอและแอโรซอล กระแสลม อุณหภูมิ ความช้ืน หยาดน้ำฟ้า ความสูงต่ำของภูมิประเทศ และส่ิง ปิดคลุมผิวโลก มอี ทิ ธิพลตอ่ พฤติกรรมของไอและแอโรซอลสารเคมี 23.1.1 ถ้าต้องการจะให้มีกลุ่มเมฆเคมีปกคลุมพ้ืนท่ีเป้าหมายโดยตรง สภาพอากาศท่ีเหมาะสม ท่ีสุดคือ สภาวะผกผันตามสูงท่ีเกิดในคืนที่มีท้องฟ้าโปร่งและลมสงบ ในสภาวะเช่นน้ีกลุ่มเมฆเคมีจะปกคลุม เป้าหมายและยงั คงรักษาความเข้มขน้ ของสารเคมเี อาไว้ไดเ้ พราะไม่เคลอ่ื นไปไหน 23.1.2 ถ้าต้องการให้กลุ่มเมฆเคมีแพร่ไปท่ัวพ้ืนที่เป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ จะต้องเลือกสภาวะ ผกผันตามสูงหรือสภาวะคงท่ีตามสูงและมีลมพัดอ่อน ๆ ซึ่งพบได้ในคืนท่ีมีท้องฟ้าโปร่งหรือในคืนทีม่ ีเมฆปกคลุม ทอ้ งฟ้า หรือในเวลากลางวนั ที่มีเมฆปกคลมุ ท้องฟ้า 23.1.3 ถา้ ตอ้ งการให้กลุ่มเมฆเคมเี คลื่อนที่ไปเรอ่ื ย ๆ สภาพอากาศที่เหมาะสมท่ีสุดคือสภาวะ ผกผันตามสูงหรือสภาวะคงท่ีตามสูง และมีลมพัดอ่อนๆหรือเร็วปานกลางในความเร็ว 7-13 กม./ชม. (4-7 นอต) ซงึ่ พบได้ในคนื ทท่ี ้องฟ้าโปรง่ หรือในคืนทม่ี ีเมฆปกคลุมท้องฟา้ หรอื ในเวลากลางวนั ที่มเี มฆปกคลมุ ทอ้ งฟ้า 23.1.4 สภาพภูมิประเทศที่ช่วยให้การใช้สารเคมีในลักษณะที่เป็นกลุ่มไอหรือแอโรซอลได้ผล ตอ้ งเป็นพ้ืนท่ีราบเรียบหรือลาดเอยี งเล็กน้อย หรือในป่า สภาพอากาศและภูมิประเทศทไี่ ม่เหมาะสม ได้แก่ เวลา กลางวันท่ีมีท้องฟ้าแจ่มใส อากาศแปรปรวน ลมพัดด้วยความเร็วเกินกว่า 18 กม./ชม. (10 นอต) สภาวะตกต่ำ ตามสงู มฝี นตก และภูมิประเทศขรขุ ระ 23.1.5 วันที่มีความช้ืนสัมพัทธ์สูงประกอบกับมีอากาศร้อน รูผิวหนังขยายกว้าง ไอของสารเคมี สามารถซึมเข้าไปได้ลึกและทำอันตรายได้มากกว่า ดังนั้นในวันดังกล่าวการสัมผัสกับไอที่มีความเข้มข้นต่ำอาจ ทำใหเ้ กิดอันตรายรา้ ยแรงได้ 23.2 สารเคมีเหลว กาลอากาศ ความสูงต่ำของภูมิประเทศ พืชพรรณ พื้นดิน และพื้นผิวอื่น ล้วนมี อิทธิพลตอ่ อตั ราการระเหยของสารเคมี ซง่ึ มผี ลตอ่ ความคงทนของหยดสารเคมีและความเข้มขน้ ของไอ

77 23.2.1 ในการใชส้ ารเคมเี หลวเพอ่ื ทำใหเ้ กิดการสูญเสยี กำลังพลจากการสัมผัสกับสารเคมีขณะ ข้ามหรอื ยึดครองพื้นท่ี ความคงทนของผลอันตรายจะอยูไ่ ด้นานที่สดุ ถา้ อุณหภูมิของพนื้ ดนิ สงู กว่าจุดเยอื กแข็ง ของสารเคมเี ลก็ น้อยเพอ่ื จำกัดการระเหย สภาวะอ่นื ทีเ่ กื้อกูลไดแ้ ก่ ความเร็วลมต่ำ พ้ืนท่ีเป็นปา่ และไมม่ ีฝนตก 23.2.2 ในทางตรงกนั ข้าม สภาวะท่ีไม่เหมาะกบั การใช้สารเคมีเหลวได้แก่ อุณหภูมิของพ้นื ดินสูง ลมพดั แรง พ้ืนดินวา่ งเปล่าไม่มีพชื พรรณ และมีฝนตกหนกั 23.2.3 ในทีม่ ีความชน้ื สัมพทั ธ์สูงประกอบกับมีอากาศร้อน รูผวิ หนังขยายกว้าง สารเคมเี หลว สามารถซึมเขา้ ไปไดล้ ึกจึงทำอันตรายไดม้ ากกวา่ นอกจากนีเ้ สื้อ-กางเกงป้องกนั ที่เปยี กชุ่มเหงอ่ื ยังมีประสิทธิภาพ ในการป้องกนั ลดลงด้วย

78 ตารางท่ี 3 สรปุ ปัจจยั ท่ีเก้ือกูลและไม่เกือ้ กูลต่อการใช้ไอและแอโรซอลสารเคมี ปัจจยั ไมเ่ กอ้ื กลู เก้ือกลู ปานกลาง เกอื้ กลู มาก ลม - แรงกวา่ 13 กม./ชม. ความชันของ 9-13 กม./ชม. ออ่ นกวา่ 9 กม./ชม. อุณหภูมิ สำหรับปืนใหญ่ พัดในทิศทางแน่นอน พดั ในทิศทางแนน่ อน อณุ หภูมิ - แรงกวา่ 18 กม./ชม. หรอื ลมบก หรอื ลมทะเล หยาดน้ำฟา้ สำหรับลูกระเบดิ สภาวะคงทตี่ ามสงู สภาวะผกผนั ตามสงู เมฆ อากาศ สภาวะตกต่ำตามสงู 4 ถึง 21 ํซ. สูงกว่า 21 ํซ. ภมู ปิ ระเทศ สภาวะกำลงั เปลยี่ นแปลง ไมต่ ก พชื พรรณ ต่ำกว่า 4 ํซ. มีเมฆช้ันต่ำและเมฆชนั้ ตก กลางหนาเตม็ ท้องฟ้า - เมฆชั้นต่ำและเมฆชน้ั กลางขาดว่ินในเวลา - เมฆช้ันตำ่ และเมฆชนั้ - พ้นื ท่ลี าดเทแต่น้อย กลางวัน กลางขาดวิน่ ในเวลา - เนนิ เขาด้านทิศเหนือ - เมฆชัน้ สูงเตม็ ทอ้ งฟ้า กลางวัน หรอื ขาดว่นิ ในเวลา ในเวลากลางคนื กลางคืน - เมฆชัน้ สูงเตม็ ทอ้ งฟ้า ป่า หรือขาดว่นิ ในเวลา - เมฆทกุ ชนดิ กระจาย กลางวัน ทั่วไปในเวลากลางคืน - เมฆทกุ ชนดิ กระจาย - ทอ้ งฟา้ โปรง่ ในเวลา ท่วั ไปในเวลากลางวัน กลางคืน - เมฆก่อตัวทางสูง พน้ื ดินราบเรียบ หรือ เหนือพนื้ น้ำ - ยอดเขา สนั เขา - เนนิ เขาด้านทิศใต้ มีนอ้ ยหรอื ไม่มี ในเวลากลางวัน ปา่ ทบึ

79 ตารางท่ี 4 สรปุ ปัจจยั ท่เี กื้อกูลและไม่เกอื้ กูลต่อการใชส้ ารเคมีเหลว ปัจจยั ไมเ่ กอ้ื กลู เกอื้ กลู ปานกลาง เกอ้ื กลู มาก ลม ใช้เพือ่ ใหเ้ กิดอันตรายจากการสมั ผสั ของเหลว สภาวะอากาศ แรงและแปรปรวนมาก พัดแรงปานกลาง อ่อนและแปรปรวนเลก็ น้อย อุณหภูมิ ยกเวน้ ของเหลวระเหย หรอื ไม่แปรปรวนเลย ความชื้น ยากซ่ึงไดร้ ับความ เหมาะสำหรบั ของเหลว หยาดน้ำฟา้ พชื พรรณ กระทบกระเทอื นน้อยมาก  อยูร่ ะหวา่ ง → ระเหยง่าย ถา้ เปน็ ของเหลว ดนิ ระเหยยาก จะตอ้ งพดั แรงกวา่ น้ี ไม่คงตวั  อยูร่ ะหว่าง → ลม คงตัว สภาวะอากาศ พ้ืนดนิ มีอณุ หภูมิสงู ปานกลาง พน้ื ดนิ มีอณุ หภมู สิ ูงกว่า ฝนละอองตก จุดเยือกแข็งของสารเคมี อณุ หภมู ิ ตำ่ เลก็ นอ้ ย ความชน้ื ตกหนกั หยาดนำ้ ฟา้ สูง พชื พรรณ ไม่ตก เหนอื ยอดไม้ของปา่ ทบึ  อยู่ระหวา่ ง → มีนอ้ ยหรอื ไม่มีเลย พ้นื ดินแข็งโลง่  อยู่ระหว่าง → ผวิ เป็นรูพรนุ พน่ ละอองทางอากาศเพ่อื ใหเ้ กดิ การสูญเสียกำลงั พล แรงและแปรปรวนมาก พัดแรงปานกลาง ออ่ นและแปรปรวนเล็กน้อย สภาวะผกผนั ตามสงู ไม่คงตวั แตต่ อ้ งพ่นละอองใต้ สภาวะคงที่ตามสงู ยอดของสภาวะ ตำ่ สูงปานกลางถึงสงู มาก ตำ่ สูงปานกลาง สงู ตกหนกั ปานกลาง ไมต่ ก สภาวะกำลัง เหนือยอดไม้ของป่าทบึ เปล่ียนแปลง ทำให้เกิดไอ เชน่ เดียวกันกับไอและแอโรซอล ดตู ารางท่ี 3

80 ตอนท่ี 5 อิทธิพลของกาลอากาศทมี่ ีตอ่ ควนั กำบงั สภาวะอากาศที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อควันกำบังและยุทธปัจจัยที่ใช้ทำควัน ได้แก่ ทิศทางลม ความชื้น สมั พทั ธ์ ทัศนวสิ ัย และความคงตวั ของอากาศ การทำควันกำบังจะต้องทำในตำบลท่ีกระแสลมจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความได้เปรียบจึงจะได้ผลดี ก่อนทำ ควันจำเป็นต้องตรวจสอบว่ามีลมพดั ผ่านพ้ืนท่เี ป้าหมายหรอื ไมแ่ ละจากทิศทางใด เปน็ ต้นว่าลมทีพ่ ดั เขา้ หาพ้นื ท่ี เป้าหมาย (Head wind) พัดออกจากพ้ืนที่เป้าหมาย (Tail wind) พัดจากด้านปีกซ้ายหรือขวาของพื้นท่ี เป้าหมาย (Flank wind) และลมท่ีพัดเข้าหาหรือออกจากพ้ืนที่เป้าหมายทางเฉียง (Quartering wind) ข้อมูล ทิศทางลมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเล็งหรือการปรับการยิงกระสุนควันจากปืนใหญ่และเครื่องยิงลูก ระเบดิ อกี ท้ังตำแหนง่ ท่ีตัง้ วางเครอื่ งกำเนดิ ควนั เมื่อถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ ควันจะเคล่ือนที่และฟุ้งกระจายไปตามลม กลุ่มควันจะจางหายไปอย่าง รวดเร็วเนื่องจากความแปรปรวนของกระแสลมในระยะไม่ไกลนักจากจุดกำเนิด จึงต้องมีการทำควันเพิ่มเติม เป็นระยะ เพอ่ื ดำรงประสิทธผิ ลการกำบังให้คงไว้ ลมท่ีพัดพาให้กลุ่มควันเคล่ือนที่ไปในบรรยากาศระดับต่ำใกล้ กับผิวโลกจะพัดอยู่ในระดับความสูงประมาณคร่ึงหนึ่งของความสูงของกลุ่มควันนั้น ตามปกติอยู่ท่ีความสูง ประมาณ 10 เมตรจากพ้ืน ฉะนั้น ในการทำควันจึงต้องหาทิศทางลมและความเรว็ ลมท่ีระดบั ความสูง 10 เมตร เหนือพื้นท่ีเปา้ หมาย ความชื้นสัมพัทธ์มีความสำคัญต่อการใช้ควันในสนามรบ สารทำควันหลายชนิดมีคุณสมบัติดูดความชื้น ดังน้ันในวันท่ีอากาศมีความช้ืนสูงจึงใช้ควันได้ผลดี เพราะความช้ืนสัมพัทธ์จะไปเพ่ิมประสิทธิภาพของสารทำ ควัน ตามปกตแิ ล้วสภาวะอากาศไมค่ งตัวไมเ่ หมาะสำหรับการใช้ควนั สภาวะท่ีอากาศสงบน่ิงหรอื เกือบสงบนงิ่ ใน บางครั้งอาจไม่เป็นผลดีต่อการใช้ควันเช่นกัน โดยทั่วไปอาจกล่าวได้วา่ การใช้ควันกำบังในสนามรบจะไม่ได้ผลดี เมือ่ ลมมีความเรว็ ตำ่ กวา่ 5 กม./ชม. (3 นอต) หรอื สูงกวา่ 36 กม./ชม. (20 นอต) ตอนท่ี 6 อทิ ธพิ ลของกาลอากาศและภูมิประเทศทีม่ ีต่ออาวุธนวิ เคลยี ร์ กาลอากาศและภูมิประเทศต่างชนิดล้วนมีอิทธิพลต่อผลอันตรายของอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนั้นการ ยุทธบางประเภทยังมีผลโดยตรงต่ออิทธิพลของกาลอากาศและภูมิประเทศที่มีต่อผลอันตรายของอาวุธ นิวเคลียร์อีกด้วย 24. อนั ตรายจากแรงระเบดิ คลื่นแรงระเบิดจากการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ในอากาศเป็นต้นเหตุสำคัญท่ีทำให้ยุทโธปกรณ์ส่วน ใหญ่ชำรุดเสียหายและคนจำนวนมากบาดเจ็บล้มตาย 24.1 อิทธิพลของกาลอากาศ ฝนและหมอกอาจทำใหค้ ลนื่ แรงระเบดิ ลดความรุนแรงลงได้บ้าง เนื่องจาก สูญเสียพลงั งานสว่ นหนง่ึ ไปในการทำให้หยดน้ำในอากาศมีอุณหภมู สิ ูงขึ้นและระเหย

81 24.2 อิทธิพลของสภาพผิวพื้น ผิวพื้นที่เป็นมันราบเรียบ เช่น พ้ืนน้ำ ในบริเวณท่ีอาวุธนิวเคลียร์ระเบิดจะ สะทอ้ นคลืน่ แรงระเบิด ยังผลให้คล่นื แรงระเบดิ เดนิ ทางเป็นระยะทางได้ไกลขึ้น 24.3 อิทธิพลของลักษณะภูมิประเทศ โดยทั่วไปแล้วเนินเขาด้านที่หันเข้าสู่ทิศทางการระเบิดจะได้รับ แรงอัดมากกว่าเนินเขาด้านตรงขา้ มท่หี ันออกไปจากทิศทางการระเบิด และมากกว่าจุดท่ีอยู่ห่างจากการระเบิด ในระยะทางเท่ากันแต่เป็นพ้ืนท่ีราบ สิ่งกีดขวาง เช่น ภูเขาลูกย่อม ๆ หรืออาคารขนาดใหญ่ ไม่สามารถกั้นแรง ระเบิดได้ท้ังหมด เพราะคลื่นแรงระเบิดจะอ้อมมาด้านหลังได้ แต่ส่ิงกีดขวางอาจให้การกำบังได้ดีต่อเศษ ปรักหกั พงั ทป่ี ลวิ มาตามแรงระเบิด 24.4 ป่า พืชพรรณท่ีขึ้นหนาแน่นในป่าไม่มีอิทธิพลต่ออันตรายเร่ิมแรกของการระเบิดนิวเคลียร์มากนัก แต่แรงระเบิดจะทำให้มีต้นไม้เปน็ จำนวนมากลม้ ระเนระนาดเปน็ บริเวณกวา้ ง 25. อันตรายจากรงั สคี วามรอ้ น 25.1 อิทธิพลของกาลอากาศ สภาวะใดก็ตามที่มีผลต่อทัศนวิสัยหรือความโปร่งแสงของบรรยากาศอย่าง เห็นได้ชัด ย่อมมีผลต่อการเดินทางของรังสีความร้อนด้วย เมฆ หมอก ควัน หรือ ฝน จะดูดซับและกระจาย พลังงานความร้อนได้มากเพียงใดข้ึนอยู่กับรังสีความร้อนท่ีเปล่งออกมา ส่ิงเหล่านี้อาจกั้นรังสีความร้อนได้ถึง 90% แต่ถ้ามีเมฆอยู่เหนือการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์แล้ว จะทำให้รังสีความร้อนส่วนที่ตามธรรมดาจะ กระจายหายไปในอากาศถ้าไม่มีอะไรมากน้ั สะท้อนลงสู่พืน้ ท่ีเป้าหมายเบื้องลา่ งเปน็ การเพ่ิมเตมิ 25.2 อิทธพิ ลของภมู ิประเทศ ภูเขา ป่า หรือวัตถุทบึ แสงใด ถา้ กั้นกลางระหว่างลูกไฟและเป้าหมายแล้ว จะให้การป้องกันอนั ตรายจากรังสีความรอ้ นได้ รถยนต์บรรทุก อาคาร หรอื แม้กระทั่งคนอีกคนหน่ึง อาจให้การ ป้องกันได้ หลุมบุคคล (หลุมยืนยิง) ให้การป้องกันได้ดี แต่ถึงแม้จะมีวัตถุมาก้ันรังสีความร้อนเอาไว้ ทหารก็ยัง อาจได้รับบาดเจ็บจากรังสีความร้อนท่ีสะท้อนจากอาคารหรือสิ่งอ่ืน โดยเฉพาะจากผิวพ้ืนท่ีราบเรียบและเป็น มัน เช่น พื้นน้ำ ทรายในทะเลทราย แม้แต่ด้านข้างของหลุมบุคคลท่ีไม่มีหลังคาปกคลุมก็อาจสะท้อนรังสีความ ร้อนมาใสไ่ ด้ 26. อนั ตรายจากรังสีนวิ เคลยี ร์ 26.1 อิทธิพลของหยาดน้ำฟ้า หยาดน้ำฟ้าสามารถชะล้างฝุ่นกัมมันตรังสีจากบรรยากาศ ฝนที่ตกลงมา เป็นหย่อม ๆ ผา่ นอนุภาคกัมมันตรังสใี นอากาศจะทำให้เกดิ พื้นที่มีรังสีสูงเป็นหย่อม (Hot Spot) ในกรณีท่ีเป็น การระเบิดนิวเคลียร์ในอากาศ ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้มีอันตรายจากรังสีนิวเคลียร์เพ่ิมข้ึนบนพ้ืนดิน ซึ่ง ตามปกติจะไม่มีการแผ่รังสีถ้าอยู่ห่างไกลออกไปจากบริเวณที่อาวธุ ระเบิด แต่ถ้าเป็นการระเบิดทผ่ี ิวพื้นซ่งึ ทำให้ มีฝุ่นกัมมันตรังสีมากในบรรยากาศและตกลงสู่พื้นในที่สุด ฝนที่ตกลงมาภายหลังจะชะล้างฝุ่นกัมมันตรังสีท่ี เกาะติดบนยอดอาคาร บนยุทโธปกรณ์ หรือบนพืชพรรณ ให้ไหลไปรวมกันในที่ต่ำ เช่น ร่องน้ำ และท่อระบาย นำ้ ทำให้ทด่ี งั กล่าวมีอันตราย 26.2 อิทธิพลของลม ทิศทางและความเร็วของกระแสลมในระดับความสูงต่าง ๆ เป็นปัจจัยที่กำหนด รูปร่าง ขนาด ความรุนแรง และตำบลท่ีฝุ่นกัมมันตรังสีจะตกลงสู่พ้ืน ลมท่ีพัดในระดับพื้นดินจะกวาดต้อนเอา ฝุน่ กมั มนั ตรังสีไปสะสมยงั ท่ตี า่ ง ๆ

82 26.3 อิทธิพลเมฆ เมฆไม่มีอิทธิพลตอ่ รูปแบบการตกของฝ่นุ กัมมันตรังสี 26.4 อิทธิพลของความสูงต่ำของภูมิประเทศ คู แอ่ง เนิน และสันเขา ให้การป้องกันต่อกัมมันตภาพรังสี ในพ้ืนที่เป้ือนพิษ ความลาดเอียงของภูมิประเทศมีอิทธิพลต่อลมที่พัดผ่าน ซ่ึงมีผลโดยตรงต่อการกระจายของ ฝนุ่ กมั มันตรังสบี นพื้นดิน จึงอาจเกิดบริเวณที่มีรงั สสี งู หรือตำ่ กว่าบริเวณรอบ ๆ 26.5 อิทธิพลของพชื พรรณ ร่มใบของพืชจะช่วยป้องกันไม่ให้ฝนุ่ กัมมนั ตรังสีบางสว่ นตกถึงพ้นื จงึ สามารถ ลดระดับรังสีท่ีพื้นลงได้ ตอนที่ 7 อิทธิพลของกาลอากาศและภูมปิ ระเทศทม่ี ีตอ่ สารชีวะ การปล่อยกระจายสารชีวะจะกระทำในลักษณะที่เป็นแอโรซอลเป็นส่วนใหญ่ แอโรซอลสารชีวะ ประกอบด้วยสารชวี ะ (เชือ้ โรค) ซง่ึ ล่องลอยอยู่ในอากาศ 27. อิทธิพลของลม ลมจะพัดพาเอากลุ่มแอโรซอลสารชีวะให้ล่องลอยไป ขณะเดยี วกันความแปรปรวนของกระแสลมก็จะทำ ให้กลุ่มแอโรซอลสารชีวะแผ่ขยายออกทางข้าง ลมท่ีมีความเร็วสูงมาก (18 ถึง 36 กม./ชม. หรือ 10 ถึง 20 นอต) จะทำใหส้ ารชวี ะแพร่กระจายไปในพื้นทีก่ ว้าง สารชีวะท่มี ีความเป็นพิษสูงและมอี ัตราการเสื่อมฤทธ์ิ (การ ตาย) ต่ำ สามารถแพร่ไปตามลมจนครอบคลุมพ้ืนที่ได้เป็นบริเวณกว้างและยังสามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ แต่ในทางตรงกันข้ามสารชีวะที่มีความเป็นพิษสูงและมีอัตราการเสื่อมฤทธ์ิสูง จะใช้ไม่ได้ผลดีเท่าในสภาวะ เดยี วกนั 28. อิทธิพลของความคงตัวของอากาศ ความคงตัวของอากาศมีอิทธิพลต่อกลุ่มแอโรซอลสารชีวะเช่นเดียวกันกับกลุ่มแอโรซอลสารเคมี แต่อย่างไรก็ตาม สารชีวะอาจมีประสิทธิภาพดกี ว่าในขนาดความเข้มข้นต่ำกว่าสารเคมี สภาวะอากาศคงตัวจะ ทำให้กลุ่มแอโรซอลสารชีวะครอบคลุมพื้นท่ีได้มากท่ีสุดและมีความเข้มข้นมากท่ีสุด เมื่อเทียบกับในสภาวะ อากาศอน่ื 29. อทิ ธิพลของอณุ หภูมิ อากาศท่ีมีอุณหภูมิสูงจะทำให้ละอองแอโรซอลสารชีวะระเหยมาก สารชีวะส่วนใหญ่มีอัตราการเสื่อมฤทธิ์ เพิ่มสูงขึ้นมากในห้วงอุณหภูมิ 20 ํซ. ถึง 40 ํซ. และเม่ืออุณหภูมิสูงกว่า 49 ํซ. รังสีเหนือม่วง (อัลตราไวโอเลต) ในแสงแดดเป็นอนั ตรายต่อสารชวี ะ จงึ ทำให้อตั ราการเสือ่ มฤทธ์เิ พม่ิ ขึน้ ดว้ ย 30. อิทธิพลของมลพิษ มลพษิ ในอากาศ เช่น แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ แกส๊ ซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ และแก๊สคาร์บอนมอนออกไซด์ ซ่ึงเกิดจากการระเบิดของดินระเบิด จากทอ่ ไอเสยี เครื่องยนต์ หรอื จากโรงงานอตุ สาหกรรม เปน็ พษิ ต่อสารชีวะ จงึ อาจเปน็ ปัจจยั สำคัญในสนามรบทีส่ ามารถลดประสิทธผิ ลของอาวุธชวี ะลงได้

83 31. อิทธพิ ลของเมฆ ปริมาณเมฆในท้องฟ้ามีผลต่อปริมาณแสงอาทิตย์ที่แอโรซอลสารชีวะจะได้รับ เมฆจะช่วยกั้นรังสีเหนือ มว่ งเอาไว้ นอกจากนน้ั ยังมีผลต่ออุณหภูมขิ องพนื้ ดินและความชื้นสมั พัทธ์ 32. อิทธิพลของหยาดนำ้ ฟ้า ฝนที่ตกหนักจะชะล้างอนุภาคสารชีวะในอากาศให้หมดไป ความช้ืนสัมพัทธ์สูงขณะมีหมอกและฝน ละอองตกอาจเป็นผลดีหรอื เปน็ ผลเสยี ตอ่ แอโรซอลสารชีวะ (ดูรายละเอยี ดใน อาวุธชวี ะ) 33. อิทธพิ ลของดนิ และพชื พรรณ ดินมีผลต่อแอโรซอลของสารชีวะเพราะดินมีผลต่ออุณหภูมิของอากาศเหนือพื้นดินและต่อความคงตัวของ อากาศ พืชพรรณอาจลดจำนวนอนุภาคสารชีวะในแอโรซอล เม่ือกลุ่มแอโรซอลสารชีวะลอยมาปะทะกับพืช อนุภาคสารชีวะจะติดลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ จึงทำให้แอโรซอลสารชีวะมีความเข้มข้นน้อยลง แต่ในป่า ร่มใบ ของต้นไม้ใหญ่จะช่วยป้องกันไม่ให้สารชีวะได้รับรังสีเหนือม่วงจากแสงแดดมากนัก นอกจากน้ันยังช่วยให้มี อุณหภูมติ ่ำ และมคี วามชนื้ สัมพัทธ์สงู ซึ่งล้วนเป็นปจั จยั ท่ชี ว่ ยใหส้ ารชีวะมีชวี ติ อยรู่ อดยนื ยาวตอ่ ไป 34. อทิ ธพิ ลของผวิ พ้นื พ้นื ดินท่ขี รุขระทำให้กระแสลมแปรปรวน ซึง่ มีผลกระทบต่อการลอยตัวของกลุ่มแอโรซอลสารชีวะ จึงทำ ให้ประสิทธภิ าพในการครอบคลมุ พน้ื ทลี่ ดลง - - - - - - - - - - - - - -- - -- - -

84 วิชา ระบาดวิทยาเบอื้ งต้น นิยามของระบาดวทิ ยา (Epidemiology) มาจากรากศพั ท์ภาษากรกี epi = บน , demos = ประชากร , logos = การศึกษา Epidemiology is defined as…………. “the study of the distribution and determinants of health – related states or events in specified populations and the application of this study to the control of health problems. ” ระบาดวิทยา หมายถึง การศึกษาเกีย่ วกบั การเกดิ และการกระจายของปัญหาสขุ ภาพตลอดจนปัจจยั ที่มอี ทิ ธพิ ลต่อการเกดิ โรคในประชากรท่ีระบุ เพือ่ นาความร้ไู ปใชค้ วบคุมโรค ระบาดวทิ ยา (Epidemiology) ศกึ ษาเก่ียวกบั 1. การกระจายของโรค ได้แก่ เวลา (Time), บคุ คล (Person) และสถานที่ (Place) 2. ปจั จัยท่ีมีอิทธิพลต่อโรค ไดแ้ ก่ สาเหตุ (Cause) และปัจจยั เส่ียง (Risk factor) คาถามพ้ืนฐานเมื่อศึกษาโรค/ปญั หาสขุ ภาพ  ปญั หาอะไร? (What) โรค  ปญหาเกดิ กบั ผใู ด? (Who) บุคคล  ปญั หาเกดิ ขน้ึ ทไ่ี หน? (Where) สถานท่ี  ปัญหาเกดิ ขนึ้ เมอ่ื ใด? (When) เวลา  ปญั หาเกดิ ได้อย่างไร? (Why/How) ปัจจัย สาเหตุ องคป์ ระกอบ 3 อย่างทางระบาดวทิ ยา (Epidemiologic Triad) 1. Host (คน) ไดแ้ ก่ อาย,ุ เพศ, กรรมพันธ์ุ และ โรคประจาตัว 2. Agent (สงิ่ กอ่ โรค) ได้แก่ เชื้อโรค สารเคมี รงั สี ,สายพนั ธ์เุ ช้อื โรค , ปรมิ าณ และ ระยะเวลาทไี่ ดร้ บั 3. Environment (สง่ิ แวดลอ้ ม) ได้แก่ ภูมิอากาศ , ที่อย่อู าศยั ,อาชีพ และ มลพษิ

85 คาจากดั ความของการระบาดมี 2 ลกั ษณะ ดังน้ี 1) Epidemic หมายถงึ เหตกุ ารณ์ทมี่ ีความถ่ี หรอื จานวนของผ้ทู ไี่ ดร้ บั ผลกระทบ ต่อสขุ ภาพ อนามัย มากผดิ ปกตเิ กนิ กวา่ จานวนทเี่ คยรวบรวมไว้เดิมในชว่ งระยะเวลาเดียวกนั ของปกี อ่ นๆ (mean + 2 s.d.) เช่น โรคหัดระบาด 2) Outbreak หมายถงึ เหตุการณ์ที่มผี ลตอ่ สุขภาพอนามัย เกดิ ข้นึ กบั คนตั้งแต่ 2 คน ข้ึนไปใน ระยะเวลาอันส้ัน หลงั จากรว่ มกจิ กรรมดว้ ยกนั มา(common activity) เชน่ กรณอี าหารเป็น พิษในงานเล้ียงฯ คาว่า outbreak และ epidemic บางคร้งั ใชแ้ ทนกันได้ แต่ epidemic จะใหค้ วามรู้สึกวา่ เปน็ สถานการณ์ที่ ใหญ่กวา่ ชนดิ ของการระบาด (Outbreak patterns) มี 2 ชนิด ดงั นี้ 1) ชนิดแหลง่ โรคร่วม (Common source outbreak) คือการทีผ่ ูป้ ว่ ยส่วนใหญ่ได้รับเชือ้ จากแหลง่ โรค เดียวกัน ยังแบง่ ไดเ้ ป็น 2 แบบ คอื - Point source เป็นการได้รับเชอื้ ณ ช่วงเวลาสัน้ ๆ เช่น การระบาดจากการกนิ อาหารในงานเลยี้ งแตง่ งาน - Continuous source เปน็ การแพร่เชื้อแบบต่อเนื่อง เช่น มกี ารปนเปอ้ื นในโรงฆ่าสัตว์ โดยแพร่จากสว้ มลงไป ในน้าบอ่ นา้ ท่ีนามาใชก้ ็ซมึ ลงดินกลับไปในบ่อต่อเน่ืองไปเรื่อยๆ 2) ชนิดแหล่งโรคแพรก่ ระจาย (Propagated source outbreak) เปน็ การแพร่ต่อเน่ืองไปเร่อื ยๆ จากคน หน่งึ ไปสูอ่ ีกคนหนงึ่

86 ลกั ษณะทแ่ี ตกตา่ งกันระหว่างโรคระบาดที่มีแหล่งก่อเกิดโรครว่ มกัน และโรคระบาดที่แพรก่ ระจาย ลกั ษณะ โรคระบาดที่มีแหล่งก่อเกิดโรคร่วมกนั โรคระบาดท่แี พรก่ ระจาย การเริ่มต้นของโรค เรว็ จานวนผปู้ ่วยเพิ่มรวดเรว็ ชา้ ผปู้ ว่ ยคอ่ ย ๆ เพิ่มจานวน ระยะเวลา พบผู้ป่วยเป็นโรคกันใน 1 (หรือ 2) พบผปู้ ่วยเปน็ โรคกนั ได้ในหลาย ๆ การลดของผูป้ ่วย ชว่ งของระยะฟักตัวของโรคเทา่ นน้ั ช่วงของระยะฟักตัวของโรค ลดเร็วมักจะไม่เกิด 1 ช่วงของระยะ ลดลงช้า แต่จะจากัดจานวนลงดว้ ยตวั ฟักตัวของโรคเมื่อได้จากัดแหลง่ เชือ้ ของมนั เอง เนอื่ งจากคนท่ีไม่มีภูมคิ ุ้มกนั โรค หรอื มีความต้านทานโรคตา่ มีจานวนน้อย ลงทุกที การแพร่ของโรคจงึ เป็นไปไม่ได้ การทางานระบาดวทิ ยาตอ้ งอาศัย 1.Body of disease knowledge (รโู้ รค) • มอี งค์ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของกดิ โรค 2.Study Methods (รูว้ ธิ )ี • รู้และเข้าใจวิธกี ารศึกษา เพื่อให้ไดม้ าซง่ึ ความรู้เก่ยี วกับโรคเพิม่ ข้ึน การคิดแบบระบาดวทิ ยา 1. การคดิ อยา่ งมเี หตผุ ล อธิบายได้ พิสูจน์ได้ 2. การคิดอย่างเปน็ ระบบ เปน็ ขั้นตอน 3. การคิดอย่างต่อเนือ่ งเช่ือมโยง ระบาดวิทยากบั งานสาธารณสุข 1. การเฝา้ ระวังทางระบาดวทิ ยา 2. การสอบสวนโรค/ภยั สขุ ภาพ 3. การศกึ ษาวจิ ัยทางระบาดวทิ ยา นยิ ามของการเฝา ระวัง การตดิ ตาม สงั เกต พินิจพิจารณา ลกั ษณะการเปลี่ยนแปลงของการเกดิ การกระจายของโรค หรอื ปญ หา สาธารณสขุ รวมทงั้ ปจ จยั ทม่ี ีผลตอการเปลยนแปลงนั้น ๆอยางตอเนอ่ื ง ดว ยกระบวนการทเ ปนระบบ ประกอบดว ยการรวบรวม เรยี บเรียง วเิ คราะหแ ปลผล และกระจายขอ มลู ขา วสารสผู ูใชป ระโยชน เพ่ือ

87 การวางแผน กาหนดนโยบายการปฏบิ ตั ิงาน และการประเมินมาตรการควบคุมป้องกนั โรค อย่างรวดเรว็ และมี ประสทิ ธิภาพ แหล่งข้อมลู เฝา้ ระวังทางระบาดวิทยา 1. รายงานการป่วย (Morbidity report) 2. รายงานการตาย (Mortality report) 3. รายงานการตรวจทางห้องปฏิบัตกิ าร (Laboratory report) 4. รายงานการสอบสวนผปู้ ่วยเฉพาะราย (Case investigation report) 5. รายงานการระบาด (Outbreak news) 6. รายงานการสอบสวนการระบาดในท้องที่ (Outbreak investigation) 7. รายงานการสารวจทางระบาดวทิ ยา (Epidemiological survey) 8. รายงานการศึกษารังโรคในสัตวแ์ ละการกระจายของแมลงนาโรค (Animal - reservoir and vector distribution study) 9. รายงานการใช้วัคซีนและยา (Biologics and drug utilization) 10. ข้อมลู เูกย่ วกับประชากรและสิ-งแวดลอ้ ม (Demographics and Environmentalal data) ประเภทของการเฝา้ ระวงั ทางระบาดวิทยา  การเฝ้าระวังเชิงรับ (Passive surveillance) : การรายงานเป็นปกติประจา ในผู้ท่ีมารับบริการตาม ระยะเวลาท่ีกาหนด เช่น ระบบเฝา้ ระวังดว้ ยบตั รรายงานผู้ป่วย รง 506  การเฝ้าระวังเชงิ รกุ (Active surveillance) : เป็นการค้นหาเชงิ รุกเพ่อื เพม่ิ โอกาสท่ีจะไดข้ อ้ มูลการเกิด โรคมากขน้ึ เช่นในระยะที่มกี ารระบาดของอหิวาตกโรค  การเฝา้ ระวังเฉพาะกลุม่ เฉพาะพน้ื ที่ (Sentinel Surveillance) :การใช้ชนดิ กลมุ่ ตัวอย่างทจี่ ะเฝา้ ระวัง เป็นตวั แทนของกล่มุ ประชากรทีต่ อ้ งการสะท้อนปัญหา เชน่ HIV serosurveillance  การเฝ้าระวังเฉพาะเหตุการณ์ (Special Surveillance) : การจัดใหม้ ีระบบเฝ้าระวังท่ีรวดเรว็ มีความ น่าเช่ือถือ มีรายละเอียดและ ความจาเพาะ เช่น การเฝ้าระวังพิเศษในภาวะภัยพิบัติโดยต้ังระบบเฝ้า ระวังโรคหลังเกดิ สึนามิทีภ่ าคใต้ หรอื อุทกภัย ประโยชน์ของการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา • ค้นหาปญั หาโรคภยั หรือตรวจจบั การระบาดของโรคทนั ท่วงที • บอกการเปล่ียนแปลงของแนวโน้มการเกิดโรค • บอกขนาดปัญหา กล่มุ เส่ียง รูปแบบเสขี องการเกิดโรคในชมุ ชน • จัดลาดบั ความสาคญั ของปัญหาสาธารณสขุ • เปน็ ข้อมูลพน้ื ฐานสาหรับการวางแผนงานสาธารณสุข • ประเมนิ ผลโครงการควบคุมป้องกันโรค • สรา้ งคาถามและทดสอบสมมตฐิ านการวิจยั

88 การสอบสวนการระบาดของโรค เป็นการค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์การระบาด โดยการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ อธิบายรายละเอียดของ ปัญหา ค้นหาสาเหตุ เพ่ือนาไปสู่การควบคุมป้องกันปัญหาการระบาดครั้งนั้น ๆ และคร้ังต่อไป ตอบคาถาม เช่น What, Who, Where, When, Why, How ขนั้ ตอนการสอบสวนโรค 1. เตรยี มการปฏบิ ัตงิ านภาคสนาม 2. ตรวจสอบยืนยันการวินิจฉัยโรค 3. ตรวจสอบยนื ยนั การระบาด 4. กาหนดนิยามผูป้ ่วยคน้ หาผู้ปว่ ยเพ่มิ เตมิ 5. ศกึ ษาระบาดวทิ ยาเชิงพรรณนา -การมผี ปู้ ว่ ยตาม เวลา สถานท่ี บคุ คล 6. สร้างสมมตุ ฐิ านการเกิดโรค 7. ศึกษาระบาดวิทยาเชงิ วิเคราะห์ -ทดสอบสมมุติฐาน 8. มีการศกึ ษาเพ่ิมเติม ถ้าจาเป็น 9. สรุปและนาเสนอผลการสอบสวน เพอื่ การควบคุมโรค ตรวจสอบยืนยนั การวนิ ิจฉัยโรค (Verify the diagnosis) ตรวจสอบได้จาก • อาการ (symptom) • อาการแสดง (sign) • Clinical presentation อาการทางคลินิก • ผลการตรวจทางหอ้ งปฏบิ ตั ิการ (laboratory test) ตรวจสอบยนื ยนั การระบาด (confirm the outbreak) ตรวจสอบไดจ้ าก • เปรียบเทียบข้อมูลจานวนผปู้ ว่ ยกบั ระยะเวลาเดยี วกนั ในปีกอ่ นๆ โดยทัว่ ไปถอื เอาค่าทม่ี ากกวา่ median หรอื mean + 2 SD • พจิ ารณาความสัมพนั ธ์ระหว่างผปู้ ่วย เหตกุ ารณ์ท่ีเกิดขน้ึ กับคนต้งั แต่ 2 คนขึ้นไปในระยะเวลา อนั สน้ั หลังจากร่วมกิจกรรมด้วยกนั มา การกาหนดนยิ ามผ้ปู ่วย &คน้ หาผูป้ ว่ ยเพิ่มเติม • การค้นหาผ้ปู ่วยเพ่ิม (Active case finding) เพื่อใหไ้ ดภ้ าพของการระบาดท่สี มบูรณท์ ี่สุด ไดแ้ ก่ - Active search – knock door - Passive search- hospital record • ควรมีการระบวุ ่าเป็นใคร ทไี่ หน และชว่ งเวลาใด ใหช้ ดั เจน (person, place, time)

89 นิยามผูป้ ่วย (Case definition) Confirmed case : อาการ/อาการแสดงชัดเจน รว่ มกับมีผลการตรวจทางห้องปฏิบตั ิการยืนยนั Probable case : อาการ/อาการแสดงชดั เจน Suspected case : อาการ/อาการแสดงไม่ชดั เจนมากนัก ตัวอยา่ ง Example: โรคคอตีบ Confirmed case : ผู้ป่วยที่มไี ข้ มีแผ่นเยื่อสขี าวเทาใน ลาคอ รว่ มกับผลเพาะเช้ือจากลาคอ พบ C. diphtheriae, toxigenic strain Probable case : ผปู้ ่วยมไี ข้และแผน่ เย่ือสีขาวเทาในลาคอ Suspected case : ผปู้ ่วยมไี ข้ เจ็บคอ คอแดง การศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Studies) วตั ถุประสงค์ “อธิบายถงึ การกระจายของโรค(Distribution) ว่าเกดิ ขึ้นในสถานท่ี(Place) กลมุ่ ประชากร (Person) และเวลา (Time) ใด” อธิบายการเกดิ โรคในประชากร • เกิดโรคอะไรข้นึ • เกิดกับใคร • เกดิ ทไี่ หน • เม่อื ไหร่ • มากนอ้ ยเพียงใด ตง้ั สมมตฐิ าน • บุคคลท่ีเสี่ยงต่อการป่วย • อะไรเป็นโรคท่ีทาใหเ้ กิดการระบาด • แหลง่ โรคและพาหะ • วธิ กี ารแพร่กระจาย ทดสอบสมมติฐาน

90 ประโยชนข์ องระบาดวิทยา 1. เพ่อื ให้ทราบเก่ียวกบั การกระจายของโรคในชุมชนและปจั จัยท่เี กย่ี วข้อง 2. หาสาเหตขุ องการเกิดโรคหรืออุบตั กิ ารณใ์ นชมุ ชน 3. อธบิ ายธรรมชาตขิ องการเกิดโรค 4. เปน็ แนวทางในการควบคมุ และปอ้ งกันโรคในอนาคต ระบาดวิทยากับการใช้อาวุธชวี ภาพ  ใช้ศกึ ษาการเกิดและการกระจายโรคหรอื คาดคะเนแนวโนม้ การเกิดโรค  ใช้ในการวเิ คราะห์ความลอ่ แหลมของหนว่ ยและชมุ ชน  ใช้ในการกาหนดวิธรี ักษาและปอ้ งกนั โรค  ใช้ในการค้นหาโรคในระยะเริ่มแรก  ใชใ้ นการควบคุมโรค  ใช้คัดแยกอุบัตกิ ารณก์ รณีเกิดโรคหลายชนดิ ในเวลาเดยี วกันหรือเกดิ โรคชนดิ เดียวกนั หลายคร้ัง  ใช้ประเมนิ ผลการป้องกันและรักษาโรค หลกั การป้องกนั และควบคุมโรค  HOST • ส่งเสริมสุขภาพ ( Health Promotion ) • การป้องกนั เฉพาะ ( Specific Protection ) เชน่ การฉดี วคั ซนี การให้ยา ป้องกนั  Agent


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook