Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-book คนเวียดนามในแผ่นดินสยาม

E-book คนเวียดนามในแผ่นดินสยาม

Published by Guset User, 2023-08-08 06:58:42

Description: E-book คนเวียดนามในแผ่นดินสยาม

Keywords: คนไทยเชื้อสายเวียดนาม,vietbkieu

Search

Read the Text Version

101 ค�ำว่า 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม เราท�ำแบบน้ีมา ประมาณ 20 ปี ไดแ้ ลว้ หลงั จากนนั้ กเ็ รม่ิ มคี นทำ� ตาม ในหลาย ๆ พื้นท่ี ปัจจุบนั เรากม็ ีความสัมพนั ธ์ทีด่ ี เช่น ทางวัดต้องการบอกบุญเราก็ช่วย มายืมของ เราก็ให้ เราไปยมื ของทา่ นก็ให้ เปน็ การแบง่ ปันที่ดี เราก็อยู่ร่วมกันแบบกลมกลืน เราไม่ได้บอกว่าเป็น ครสิ ต์ เปน็ พทุ ธ เปน็ จนี ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนน้ั เราอยรู่ ว่ มกนั เป็นอยา่ งดีในสังคม ขบวนแหส่ ่ิงศกั ดส์ิ ทิ ธค์ิ ชู่ มุ ชน 2 ศาสนา 3 วฒั นธรรม อ.ขลุง จ.จนั ทบุร ี   ประเพณสี งกรานต์ พ.ศ. 2565 

102 พธิ เี สกสสุ าน ในหน่ึงปีจะมีพิธีเสกสุสานครั้งเดียว เป็นวันที่ส�ำคัญและเรายัง ถือธรรมเนียมการสวดเก้าโฮ่นอยู่ ต้องมีการสวดเก้าโฮ่นทุกคร้ัง ไมว่ า่ จะเป็นงานศพ หรืองานเสกสุสาน ซึ่งเปน็ การแสดงออกถึง การเคารพในบุพการี ในบรรพชนของเราท่ีเดินทางไกลมาจาก เวียดนามและอพยพไปอยู่ที่จันทบุรี ความส�ำคัญของการ เสกสุสานมีการรวมวิญญานท้ังหมดในป่าช้า ร่างทั้งหมดที่ฝัง อยู่ในสุสานจะมีพระสงฆ์จากหลาย ๆ แห่ง มาช่วยกันท�ำมิสซา และถวายบุญกุศลให้แก่วิญญานท้ังหลายท่ีอยู่ในสุสาน ถือเป็น วันส�ำคัญมากของชุมชน วิญญานเหล่านั้นก็จะได้รับบุญกุศล ในความเชอ่ื คดิ วา่ อาจจะหลดุ พน้ จากวญิ ญานในวนั ชำ� ระ หมายถงึ วา่ ถ้าเรายังมีบาป ยังไม่ได้ขึ้นสวรรค์ จะอาศัยบุญกุศลจากวันน้ี ตรงนี้พระเจ้าจะอภัยบาปและท�ำให้ได้ขึ้นสวรรค์

103 แร้วดกั ปู อปุ กรณ์หาปู ภูมิปญั ญา จากบรรพบุรษุ แร้ว เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ดักปูใช้กันมาต้ังแต่บรรพบุรุษ คนพื้นถ่ินจันทบุรีไม่รู้จัก บรรพบุรุษชาวเวียดนาม เอาภูมิปัญญานี้ติดตัวมาใช้ท�ำมาหากิน แร้วท�ำจากไม้ แลว้ กเ็ อาเหลก็ ลอ้ มทำ� เปน็ วงกลมแลว้ ขงึ ตาขา่ ยไวส้ ำ� หรบั รอรบั ปู เวลาเราจะกางกเ็ ยอ่ เชอื กขนึ้ มาใหแ้ รว้ มนั บานขน้ึ แลว้ ปกู จ็ ะเขา้ ไปกนิ เหยอื่ ในนนั้ ถา้ ไดป้ ตู อ้ งยกใหไ้ ว้ คนหา ประจำ� จะรวู้ า่ มนั จะมคี วามหนกั ตา้ นนำ�้ แรว้ ไมม่ ใี ครทำ� ขาย เขาจะทำ� ใชก้ ันเอง

อาสนวิหารพระนางมารอี าปฏสิ นธินริ มล จ.จนั ทบรุ ี





107 6 เหวยี ตเกย่ี วอดุ ร “กอ่ รา่ งสร้างเมอื ง” อุดรธานีนับเป็นดินแดนเก่าแก่ท่ีมีท้ังประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่สืบเนื่อง เรอ่ื ยมาอยา่ งยาวนาน โดยมกี ารเฉลมิ ฉลองครบรอบ 130 ปี ในการสถาปนาขนึ้ เปน็ จงั หวดั เมอ่ื ชว่ งเดอื นมกราคม พ.ศ. 2566 ทผ่ี า่ นมา ภายใตค้ วามเจรญิ รงุ่ เรอื งของเมอื งอดุ รธานอี ยา่ งเชน่ ในทกุ วนั นี้ ลว้ นแลว้ แตเ่ ตม็ ไปดว้ ยลมใตป้ กี ของผคู้ นจากหลากหลายชาตพิ นั ธเ์ุ ปน็ แรงขบั เคลอ่ื น ซงึ่ หนงึ่ ในหลากหลาย ชาตพิ นั ธน์ุ นั้ คอื คนไทยเชอ้ื สายเวยี ดนาม ทไ่ี ดเ้ ขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการกอ่ รา่ ง สรา้ งเมืองตงั้ แต่แรก ปจั จบุ นั อดุ รธานไี ดช้ อ่ื วา่ เปน็ เมอื งหลวงของคนไทยเชอ้ื สายเวยี ดนาม เพราะนอกจาก จะมปี ระชากรอาศยั อยเู่ ปน็ จำ� นวนมาก ทนี่ ย่ี งั เคยเปน็ ฐานทม่ี นั่ สำ� คญั ของนกั เคลอ่ื นไหว ในขบวนการกชู้ าตเิ วยี ดนามจากการตกเปน็ ประเทศอาณานคิ ม จนปจั จบุ นั กย็ งั ไดม้ กี าร กอ่ ตง้ั แหลง่ ศกึ ษาและทอ่ งเทย่ี วเชงิ ประวตั ศิ าสตรโ์ ฮจมิ นิ ห์ จ.อดุ รธานขี นึ้ เปรยี บเสมอื น ประตอู กี บานหนงึ่ ทที่ ำ� หนา้ ทเี่ ชอ่ื มโยงระหวา่ งคนไทยเชอื้ สายเวยี ดนาม กบั คนเวยี ดนาม ทเี่ คยอาศยั อยใู่ นเมอื งไทยและไดเ้ ดนิ ทางกลบั สปู่ ระเทศมาตภุ มู อิ กี ดว้ ย

108 ดร.ธัญญาทิพย์ ศรพี นา ผเู้ ชย่ี วชาญด้านเวียดนามศกึ ษา ในปี 1858 ฝรง่ั เศสขนึ้ บกมาทป่ี ระเทศเวยี ดนามทดี่ านงั สมยั กอ่ นเขาเรยี กดานงั วา่ “ตลู าน” ฝรง่ั เศสพยายามทจ่ี ะมาบริหารจดั การ ครอบครองเวยี ดนาม ผลกระทบที่ เกดิ ขนึ้ กค็ อื กอ่ ใหเ้ กดิ ความลำ� บากกบั คนเวยี ดนาม เพราะฉะนน้ั กเ็ กดิ การตอ่ ตา้ นขน้ึ มา สว่ นหนงึ่ คนทไี่ มไ่ ดเ้ ปน็ ประชาชนทวั่ ไปพวกเขากจ็ ะหนี หนจี ากเวยี ดนามออกมาทล่ี าว บางส่วนก็ข้ามมาทไี่ ทย บางสว่ นกเ็ ป็นกล่มุ คนท่ีตอ้ งการตอ่ ต้านฝรงั่ เศส กล่มุ น้ีกจ็ ะมี การสรา้ งกระบวนการกชู้ าตขิ น้ึ มาซง่ึ มหี ลายกระบวนการ การสรู้ บกไ็ มเ่ คยชนะกบั ฝรง่ั เศส ฝร่ังเศสมีอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะฉะน้ันจึงต้องสร้างเป็นกระบวนการเพื่อต่อต้าน ถงึ แม้ว่าก�ำลังการตอ่ สูจ้ ะนอ้ ย โดนฝรงั่ เศสปราบปรามสว่ นหนึ่งก็มาทลี่ าว แล้วก็ขา้ ม มาไทย

109 อดุ รธานี ศูนยก์ ลางการเคลื่อนไหว ขบวนการกชู้ าติ อดุ รธานมี คี วามสำ� คญั กบั ภมู ศิ าสตรม์ ากเนอื่ งจากไมไ่ กลจากแมน่ ำ้� โขง ภาคอสี านกไ็ กล จากรัฐบาล สมัยก่อนรัฐก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจดินแดนแถบน้ีเท่าไหร่ นโยบายของรัฐไทย หลงั จากสงครามโลกครงั้ ทสี่ อง หรอื ในชว่ ง ค.ศ. 1945 หรอื ตน้ ๆ 1946 กอ่ นทท่ี า่ นปรดี ี จะขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็มีคนเวียดนามอพยพเข้ามาอยู่แล้ว มีทั้งกลุ่มผู้เคล่ือนไหว ต่อต้านกับฝรั่งเศส มีทั้งชาวบ้านท้ังหลาย เพราะว่าหนีความกดดันจากฝรั่งเศส ความยากจนขน้ แคน้ หนจี ากสารพดั ความยากลำ� บาก ซงึ่ ตอนนน้ั คนเหลา่ นอ้ี ยใู่ นลาว แล้วก็มาอยู่ท่ีชายขอบแม่น้�ำโขงจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศลาว ช่วงน้ันรัฐบาลไทย ในชว่ งกอ่ นอาจารย์ปรดี กี ใ็ หก้ ารตอ้ นรับ ใหเ้ ข้ามาอย่อู าศยั ช่วยเหลือ ไม่ไดม้ ีนโยบาย กดดนั พอมาเกดิ เหตกุ ารณ์ทีท่ า่ แขก 21 มนี าคม ค.ศ. 1946 กจ็ ะมีผู้คนจ�ำนวนมาก ขา้ มโขงมาทางเวยี งจันทนก์ ็มขี ้ามเขา้ มาเหมอื นกันมาทางหนองคายแล้วก็มาอุดรฯ สงครามเกาหลใี น ค.ศ. 1950-1953 การสรู้ บกบั ประเทศทปี่ กครองดว้ ยลทั ธคิ อมมวิ นสิ ต์ จอมพล ป. กลัวว่าชาวเวียดนามในประเทศไทยจะมีส่วนช่วยเหลือฝ่ายเวียดนาม ท่ีเป็นคอมมิวนิสต์ เกรงกลัวว่าจะเป็นการไปสู้รบกับฝ่ายทุนนิยม คนเวียดนามใน ประเทศไทยจ�ำนวนมากก็เกิดความเกรงกลัวว่าคนเหล่านี้จะไปให้ความช่วยเหลือ แล้วก็ต่อตา้ นสหรฐั ฯ หรือตอ่ ต้านระบบเสรนี ยิ ม กเ็ ลยมีนโยบายในการทจ่ี ะควบคมุ คนเวียดนามซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน เพราะฉะน้ันก็เลยมีการควบคุมให้อยู่ ภายใน 5 จังหวดั ไม่ใหอ้ อกไปไหน

110 ประเทศเวียดนามเริ่มนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจในการประชุม สมชั ชาพรรคครง้ั ท่ี 6 เดอื นธนั วาคม ค.ศ. 1986 ซงึ่ ภาษาเวยี ดนาม เรยี กวา่ โดย่ เหมย่ เปน็ การปฏริ ปู ทางเศรษฐกจิ ในขณะเดยี วกนั กเ็ ปน็ การเปดิ ประเทศไปสปู่ ระเทศเพอื่ นบา้ นและประเทศอน่ื ๆ ณ จดุ นพี้ อเวยี ดนามเปดิ ประเทศแลว้ ประเทศไทยกร็ บั นโยบาย ของรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ สนับสนุนการค้าการ ลงทนุ กบั ประเทศอนิ โดจนี ทง้ั 3 ประเทศ เวยี ดนาม ลาว กมั พชู า โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ กบั เวยี ดนาม เพราะฉะนนั้ แนน่ อนเลยการคา้ การลงทนุ เนย่ี ในอดตี ตอนทไ่ี ทยเปดิ ไปสเู่ วยี ดนาม หรอื เวยี ดนาม เปดิ ไปสไู่ ทยมนั กย็ ากทจี่ ะตดิ ตอ่ ประสานงานกนั กไ็ ดช้ าวเวยี ดนาม ในภาคอสี าน เชน่ ในอดุ รธานเี ปน็ ผปู้ ระสานงานกบั ชาวเวยี ดนาม ในประเทศเวียดนาม ท�ำให้ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น อันน้ีมีความ สำ� คญั มาก เปน็ คโุ ณปการของชาวเวยี ดนามทอ่ี ยใู่ นประเทศไทย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในอดุ รธานี มกี ารทำ� การคา้ พฒั นาการทอ่ งเทยี่ ว ระหวา่ งเวยี ดนามกบั ไทย อนั นสี้ ำ� คญั เพราะวา่ ถา้ ไมม่ ชี าวเวยี ดนาม ท่อี าศยั อยู่ในประเทศไทยก็จะตดิ ตอ่ กันยากมาก การท่องเที่ยว ก็มีการพัฒนา ชาวเวียดนามเป็นล่ามให้กับฝ่ายไทยในระหว่าง การเจรจากัน ทำ� ให้ทกุ สิ่งทกุ อย่างง่ายข้นึ หรือจะเหน็ ว่าการท่ี เวยี ดนามมาแสดงสนิ คา้ มาขายสนิ คา้ ในประเทศไทย กจ็ ากการ ช่วยเหลือของคนเวียดนามในไทยและในอุดรธานี ท�ำให้ทุกส่ิง บรรยายภาพ อนสุ รณส์ ถานวรี ชนเวียดนาม ตง้ั อยู่ในวัดทพิ ยรฐั นิมิตร (วดั บ้านจิก) อ.เมือง จ.อดุ รธานี

111 ทกุ อยา่ งงา่ ยขนึ้ สถานการณค์ ลค่ี ลายเปน็ ไปในทางทด่ี ี ประกอบกบั คุโณปการของชาวเวียดนามไม่ได้เป็นภัยกับสังคมไทยหรือ ประเทศไทย ไมไ่ ดต้ อ่ ตา้ นรฐั บาลไทย เพราะฉะนนั้ ความเขม้ งวด ทง้ั หลายกค็ อ่ ย ๆ คลคี่ ลาย จนในทสี่ ดุ กใ็ หส้ ญั ชาตไิ ทย ไมว่ า่ จะเปน็ ชาวเวยี ดนามรนุ่ ไหนกต็ ามไดส้ ญั ชาตกิ นั ทว่ั ถงึ ทำ� ใหช้ าวเวยี ดนาม ในประเทศหรอื ในอุดรธานี สามารถไปมาหาสกู่ นั ไปเวียดนาม ได้อยา่ งปกติ แล้วชาวเวียดนามเองกอ็ ย่กู ันอย่างปกติสุข หลังจากได้สัญชาติก็ทำ� มาหากินได้สะดวกข้ึนไม่ต้องเอากิจการ ตัวเองไปฝากไว้กับผู้อื่น พอได้สัญชาติแล้วก็ท�ำให้สามารถมี กจิ การเปน็ ของตวั เองและพฒั นาทำ� มาคา้ ขายลงทนุ แลกเปลยี่ น การค้าการขายกับคนเวียดนาม ก็เป็นรายได้มหาศาลและเป็น ตัวท่ีช่วยโอบอุ้ม เพราะเขาพัฒนาเศรษฐกิจของอุดรธานี คนเวยี ดนามเขามคี วามสามารถในการปรบั ตวั อยทู่ ไี่ หนกป็ รบั ตวั ได้เพ่ือความอยู่รอด จะเห็นการปรับตัวของชาวเวียดนาม พดู อสี านได้ ตง้ั แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั จรงิ อยวู่ า่ เปน็ คนเวยี ดนาม ในขณะเดยี วกันก็มีความเป็นคนไทย ไม่ใชเ่ ฉพาะแค่ในอดุ รธานี มีการปรบั ตัวท้ังวถิ ีชีวิต ความเป็นอยู่ อาหารกก็ นิ อาหารอสี าน เหมอื นกนั การแต่งกายเปน็ คนอสี าน จรงิ อย่ชู ่วงแรก ๆ อาจจะ แตง่ แบบเวยี ดนาม เช่น ใสก่ างเกง 3 ส่วน แตพ่ ออย่ไู ปกน็ ุง่ ซิ่น เป็นเรือ่ งปกตธิ รรมดา

112 คุณพงศ์ เรืองสวุ ัฒน์ อายุ 76 ปี สมาคมคนไทยเช้อื สายเวยี ดนามอดุ รธานี เหวยี ตเกยี่ วอดุ รธานี (ชาวเวยี ดนามทอี่ าศยั อยนู่ อกประเทศเวยี ดนาม) สว่ นมาก จะมาจากจงั หวดั นามดงิ่ อำ� เภออเี๋ อยี น ประมาณ 80-90% อยใู่ นอดุ รธานี เพราะวา่ แตก่ อ่ นสมยั สงครามกบั ฝรง่ั เศส โดนกดขช่ี วี ติ ความเปน็ อยลู่ ำ� บากกเ็ ลยกะจะขา้ มไปลาว ไปตายเอาดาบหนา้ เนอ่ื งจากสงครามทำ� ใหต้ อ้ งอพยพจากลาวมาอยทู่ ฝี่ ง่ั ไทย สว่ นมาก จะอยใู่ นจงั หวดั หนองคาย สกลนคร และนครพนม ตอนแรกทมี่ าในยคุ นนั้ เปน็ รฐั บาล ของนายกฯ ปรดี ี พนมยงค์ ทา่ นมนี โยบายทเี่ หน็ อกเหน็ ใจคนเวยี ดนาม เพราะวา่ หนรี อ้ น มาพงึ่ เยน็ จงึ มกี ารชว่ ยเหลอื สนบั สนนุ แลว้ กป็ ระชาชนไทยทอ่ี ยตู่ ามฝง่ั แมน่ ำ�้ โขงกใ็ ห้ ความเออื้ เฟอ้ื เผอื่ แผ่ จะมคี นญวนเกา่ หรอื คนเวยี ดนามเกา่ ทเี่ ขามาอยกู่ อ่ น มฐี านะความ เปน็ อยดู่ ี เขากใ็ หก้ ารชว่ ยเหลอื ดว้ ยความเปน็ พน่ี อ้ งเลอื ดเนอื้ เชอื้ ไขเดยี วกนั ประชาชนไทย เปน็ เมอื งพทุ ธศาสนากใ็ หก้ ารอมุ้ ชใู หอ้ าศยั อยใู่ ตถ้ นุ บา้ น ในยคุ นน้ั กม็ กี ารจดั ตงั้ เปน็ นคิ ม

113 งานแรกทคี่ นเวยี ดนามไดอ้ าศยั ทำ� เพอื่ อยรู่ อดคอื การสรา้ งถนนจากอำ� เภอทา่ บอ่ จงั หวดั หนองคาย คอื สมัยน้นั บางทถี งึ ฤดูนำ้� หลาก นำ�้ จะทว่ มเข้าไรน่ าแถวท่าบ่อหนองคาย หรอื ศรเี ชยี งใหม่ กเ็ ลยใหส้ รา้ งเปน็ ทำ� นบเปน็ ถนนพรอ้ มกนั เลย จากอำ� เภอทา่ บอ่ ไปยงั ตวั จงั หวดั หนองคายและจากจงั หวดั หนองคายไปจงั หวดั บงึ กาฬ พอ่ กบั แมผ่ มพออพยพ ข้ามมาก็มีงานท�ำเลย สมัยน้ันจะไปขุดดินแล้วก็ถมถนนก็เป็นแรงงานคนเวียดนาม ท้ังน้ันแหละ ถนนสายน้ันที่ติดริมโขง ผมต้องมาอยู่อุดรฯ เพราะผมเป็นลูกต่างด้าว ก็คือเกิดในแผ่นดินไทย สัญชาติไทย แตย่ คุ นนั้ มนั จะมกี ฎหมายของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั 337 คอื ถา้ เกดิ หลงั พอ่ หรอื แมไ่ ดต้ า่ งดา้ ว กค็ อื วา่ ถกู ถอนสญั ชาตหิ มด พอพวกผมแตง่ งานกนั ไดร้ ะยะนงึ แฟนผมกไ็ ปอยทู่ ขี่ อนแกน่ ดว้ ยกนั แตว่ า่ แฟนเปน็ คนอพยพ กเ็ ลยถกู ใหก้ ลบั มาอยทู่ อี่ ดุ รฯ ตามทส่ี ำ� รวจของทางการ แลว้ กต็ ามทเ่ี รามองดว้ ยทรรศนะของเรา อดุ รฯ เปน็ เมอื งใหญม่ คี นเวยี ดนามอยจู่ ำ� นวนมาก เป็นเมืองท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจดี คนเวียดนามที่เคยอยู่จังหวัดต่าง ๆ ก็ย้ายมาอยู่ ทอี่ ดุ รฯ เยอะ อดุ รฯ จะเปน็ เมอื งศนู ยร์ วมของคนเวยี ดนาม ถอื วา่ อดุ รฯ คลา้ ย ๆ เปน็ เมอื งหลวงของเหวยี ตเกยี่ ว คนเวียดนามในสมัยท่ียังล�ำบาก จะผูกเส่ียวกับชาวบ้าน พ่ีน้อง บา้ นใกลเ้ รอื นเคยี ง ฉะนน้ั เวยี ดนามเขามคี ำ� กลา่ ววา่ ญาตทิ อี่ ยไู่ กล ไมส่ มู้ ติ รทอ่ี ยใู่ กล้ ถา้ อยใู่ กลก้ นั บา้ นชอ่ งอยตู่ ดิ กนั ยามเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย อะไรตา่ ง ๆ กข็ อความชว่ ยเหลอื กนั ได้

114 ก่อร่างสรา้ งเมือง อดตี มบี รษิ ทั รบั เหมากอ่ สรา้ ง 2 บรษิ ทั ใหญ่ ในนน้ั มบี รษิ ทั ใหญข่ องนายกวู่ นั ฝอ ซง่ึ เปน็ คนต่างด้าว หมายความว่าเป็นญวนเก่าหรือเวียดนามเก่า พ้ืนเพท่านเป็นคนจังหวัด นามดงิ่ ทา่ นอยแู่ ลว้ กเ็ หมอื นคนไทยปกตหิ รอื คนจนี ทว่ั ไปทที่ ำ� มาคา้ ขาย ทำ� อะไรกท็ ำ� ได้ สบาย แลว้ เปน็ คนตา่ งดา้ วทเ่ี ขา้ มาแบบถกู กฎหมาย ฉะนน้ั ทา่ นมบี รษิ ทั รบั เหมากอ่ สรา้ ง ทใ่ี หญ่ เพราะมแี ตง่ านใหญ่ ๆ เขา้ มาทง้ั นน้ั เชน่ โรงพยาบาลหนองประจกั ษ์ (ปจั จบุ นั คือโรงพยาบาลอุดรธานี) ท่ีสร้างเริ่มแรก ท่านก็เป็นผู้รับเหมาได้ ในช่วงยุคนั้นจะมี แรงงานคนจนี คนไทย ซง่ึ ไมพ่ อกบั ความตอ้ งการในดา้ นแรงงาน จงึ ไดจ้ า้ งใหแ้ รงงาน คนเวยี ดนามมาชว่ ยงานน้ี แตพ่ อดมี นี โยบายไมใ่ หค้ นเวยี ดนามมาอยทู่ จี่ งั หวดั อดุ รธานี ใชไ่ หมครบั นายกวู่ นั ฝอทา่ นกม็ คี วามใกลช้ ดิ สนทิ สนมกบั นายผวู้ า่ ในยคุ นน้ั จงึ ขออนญุ าต ทา่ นผวู้ า่ มคี ำ� สงั่ ใหค้ นเวยี ดนามทเี่ คยอยอู่ ดุ รธานี แลว้ ยา้ ยไปอยจู่ งั หวดั ทต่ี ดิ กบั ชายแดน ในเขตควบคุมกลับมาโดยท่ีบริษัทน้ีจะเป็นผู้รับประกันให้ ต่อมาจังหวัดอุดรธานีก็มี ความคึกคกั เพราะวา่ บรษิ ัทรบั เหมาก่อสร้างน้ไี ม่ไดร้ ับแคง่ านสร้างโรงพยาบาล มีรับ กอ่ สรา้ งศาลากลางจงั หวดั อดุ รธานี (หลงั เกา่ ) แลว้ กจ็ งั หวดั ตา่ ง ๆ ทเี่ ปน็ หนว่ ยงานราชการ บรษิ ทั นกี้ ร็ บั ฉะนน้ั จงึ ตอ้ งการแรงงานมาก

115 กวู่ ันฝอ โรงพยาบาลอดุ รธานี ปจั จบุ นั คนเวยี ดนามในจงั หวดั อดุ รธานี ประมาณ 30% ทว่ี า่ เปน็ นกั ธรุ กจิ หรอื เจา้ ของ กจิ การตา่ ง ๆ ทเ่ี ตบิ โตและเจรญิ กา้ วหนา้ อยา่ งเหน็ ไดช้ ดั กค็ อื กจิ การคา้ ขาย เชน่ อตู่ อ่ ตวั ถงั รถยนต์ อเู่ คาะพน่ สี หรอื รา้ นอาหารทใี่ หญ่ ถอื วา่ ใหญท่ ส่ี ดุ ในภาคอสี าน รา้ นขาย แหนมเนอื งทใ่ี หญท่ ส่ี ดุ ในประเทศไทยกว็ า่ ได้ อนั เนอ่ื งมาจากวา่ นโยบายทเี่ ปดิ กวา้ งของ รฐั บาลในยคุ อานนั ท์ ปนั ยารชนุ จนถงึ พลเอกชาตชิ าย ชณุ หะวณั เขาบอกวา่ เปลยี่ น สนามรบใหเ้ ปน็ สนามการคา้ จากทวี่ า่ ใหส้ ญั ชาตคิ นเวยี ดนาม พ.ศ. 2535 จนปจั จบุ นั คนเวยี ดนามมคี วามขยนั หมนั่ เพยี ร มคี วามอดทน มคี วามพยายามและมกี ารสานตอ่ จาก คนรนุ่ เกา่ จนถงึ คนรนุ่ ใหม่ ลกู หลานมเี ครอื ขา่ ยการคา้ กเ็ จรญิ กา้ วหนา้ ถอื วา่ คนอดุ รฯ เปน็ คนทมี่ คี วามมน่ั คงทางดา้ นเศรษฐกจิ พอสมควร

116 คณุ วิภา เรอื งอำ� ไพสกลุ อายุ 75 ปี อดีตครูสอนภาษาเวยี ดนาม ก่อนอื่นต้องเล่าถึงคุณพ่อ สมัยก่อนอยู่เวียดนามคุณพ่อก็เหมือนคนใน ยคุ สมยั นน้ั กเ็ รยี นภาษาจนี ตอ่ มากเ็ รยี นภาษาฝรงั่ เศสนดิ หนอ่ ยตอนทม่ี าอยลู่ าว แลว้ ก็ พอโตหนอ่ ยอยเู่ วยี ดนามมนั กย็ ากลำ� บากคนเวยี ดนามยากจน เพราะสมยั นน้ั เปน็ เมอื งขน้ึ ของฝร่ังเศส คุณพ่อก็เลยมาท�ำงานอยู่เมืองลาว พ่อท�ำงานอยู่เมืองลาวเพราะว่ารู้ ภาษาฝรง่ั เศสไดร้ บั ราชการทำ� งานกรมทางหลวง ดแู ลเรอ่ื งคมุ คนงานกอ่ สรา้ งทำ� ถนน แมก่ ไ็ ดเ้ รยี นภาษาจนี สมยั นน้ั พอเรยี นไดป้ สี องปกี บ็ อกวา่ ผหู้ ญงิ เรยี นไมม่ คี วามหมาย เลยไมใ่ หเ้ รยี น พอประมาณอายุ 20 กวา่ ปี เพราะความยากจนแมข่ องโกเลยทำ� หนงั สอื ถา้ เหมอื นสมยั นเี้ ขาเรยี กวา่ พาสปอรต์ ตอนนน้ั แมอ่ ยจู่ งั หวดั นามดงิ่ ประเทศเวยี ดนาม เลยขออนญุ าตไปอยเู่ มอื งลาวเพอื่ ทำ� มาหากนิ ถา้ สมยั นกี้ ค็ งเรยี กวา่ พาสปอรต์ ทำ� เปน็ ภาษาฝร่ังเศสหมด ในน้ีจะเขียนว่ายาย เคย บุย ถิ อยู่จังหวัดนามดิ่งเวียดนาม ขออนุญาตไปอาศัยอยู่เมืองลาว ตั้งแต่ไปอยู่เมืองลาวแม่ก็ใช้เหมือนบัตรประจ�ำตัว ไมม่ ใี บอนื่ เลยจนถงึ กอ่ นแมโ่ กจะเสยี 5 ปี แมจ่ งึ เอาอนั นใี้ หโ้ กเกบ็ ไว้ ตอนนนั้ ไฟไหมบ้ า้ น สองครั้ง เงินไหม้หมดแต่อันน้ีไม่ไหม้ อันนี้ก็คือรูปสมัยน้ันปี 1930 นับถึงวันน้ีก็ 93 ปแี ลว้

Photo : คุณ ิวภา เ ืรอง �อำไพส ุกล 117 นางเคย บยุ ถิ (แม่ครวู ิภา) Photo : ุคณ ิวภา เรือง �อำไพส ุกล หนงั สอื เดนิ ทางนางเคย บยุ ถิ (แมค่ รวู ภิ า)

118 ปี 1946 มีสงครามจากฝรั่งเศสกับลาว คนเวียดนามหลายหม่ืนคน ในจ�ำนวนนั้นมี พ่อ แม่ กับพ่ีชาย 2 คน ข้ามแมน่ ้ำ� โขงมาอย่ฝู ่ังไทย โดยการหนรี ะเบดิ ของฝร่ังเศส พอมาถึงเมอื งไทยก็ไดค้ นไทย แมบ่ อกว่าชอื่ จนั โทน พันหนอง ชาวบา้ นแถวนั้นเหน็ คนเวยี ดนามกเ็ ขา้ มาช่วยเหลอื ใหท้ ่อี ย่อู าศยั เปน็ บา้ นยกสงู เขากใ็ หอ้ ยใู่ ตถ้ นุ ไมม่ ขี า้ ว กใ็ หข้ า้ วกนิ สมมตเิ ขาอยากใหเ้ รามงี านทำ� เขากจ็ า้ งเรา จะไปหาปลาก็ให้เราไปด้วย แคไ่ ปชว่ ยยกแหเขากจ็ ะแบง่ ปลาใหเ้ รากนิ สมยั ทแ่ี มอ่ ยเู่ วยี ดนามถกั เปลญวน เขาเลย จา้ งใหถ้ กั แหใชจ้ บั ปลา บา้ นคนไทยทมี่ คี นเวยี ดนามอาศยั อยเู่ ขากจ็ ะชว่ ยเหลอื ทกุ อยา่ ง สมัยนั้นถ้าไม่มีคนไทยพ่อแม่ของโกหรือว่าคนเวียดนามในสมัยนั้นท่ีอพยพมาคงจะ ไม่มวี ันน้แี ละไมม่ โี กด้วย Photo : คุณวิภา เรือง �อำไพส ุกล บัตรประจำ� ตัว ด้านในบัตรประจำ� ตวั ญวนอพยพ ญวนอพยพ

119 ตอนนัน้ ขา้ มมาก็อยู่เวียงคุก อ�ำเภอทา่ บอ่ จงั หวดั หนองคาย พอมาอยตู่ รงน้ันได้ 2 ปี คอื อพยพมาปี 1946 ถงึ ปี 1948 แมก่ ค็ ลอดโกออกมา โกเปน็ คนเดยี วทเี่ กดิ เมอื งไทย ได้สัญชาตไิ ทย สว่ นพี่ ๆ ได้ใบต่างดา้ ว พออย่ไู ดส้ ักพกั แมก่ ็ทำ� กว๋ ยเตี๋ยว พอ่ ก็เป็นคน หาบไปขาย สมยั กอ่ นไมไ่ ดข้ ายเหมอื นสมยั น้ี เขาไปแลกเอาขา้ ว สมมตคิ นนก้ี นิ 1 ถว้ ย คนนนั้ กนิ 2 ถ้วย เขากจ็ ะเอาข้าวมาแลก แลว้ เรากจ็ ะเอาขา้ วนนั้ ไปขาย เอาเงนิ ไป เล้ยี งชีพ ขา้ วส่วนหนง่ึ ไวห้ ุงกนิ อกี สว่ นหน่งึ นำ� ไปขาย ก็มีคนจ่ายเงินอยู่ แตน่ ้อยมาก ตอนนั้นทัง้ พอ่ ทง้ั แม่ จะทำ� อาชพี คา้ ขายตามบ้านนอก หาบก๋วยเต๋ียวไปขายแลว้ ต้อง ไปลงท่ใี นเมอื งหนองคาย ซอ้ื ของใช้ตา่ ง ๆ ไปแลกขา้ ว สมยั ก่อนคนไทยเขาไม่คอ่ ย ออกจากหมู่บ้าน พอโกอายุประมาณ 3-4 ขวบ พ่อแม่เลยลงไปอยู่ที่อ�ำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ตอนนั้นเปิดร้านขายก๋วยเต๋ียว มาเช่าบ้านของข้าราชการเขาเป็น คนใจดมี าก เขาใหค้ นเวยี ดนาม 5 คน มาเชา่ 5 หอ้ งของเขา แลว้ บา้ นโกขายกว๋ ยเตย๋ี ว บางคนเปิดร้านซอ่ มรถจักรยาน บางคนกต็ ัดเสอ้ื ผา้ ปี 1960 ทางการอนุญาตใหม้ า อยอู่ ดุ รธานไี ด้ เมอื งหนองคายเปน็ เมอื งเลก็ การทำ� มาหากนิ คอ่ นขา้ งยากคนเวยี ดนาม เยอะ เห็นวา่ มาอยูอ่ ดุ รฯ เมืองมนั ใหญ่กวา่ ท�ำมาหากนิ ง่ายกว่า พ่อก็เดินทางมาอยู่ คนเดียวกอ่ น ตอ่ มาเหน็ วา่ พออยู่ไดเ้ ลยกลบั มารบั ลูกกับเมยี มาอยู่อดุ รฯ ด้วย

120 การเรยี นการสอน ภาษาเวยี ดนามในอดตี สมยั กอ่ นเรยี นภาษาเวยี ดนามเปน็ การผดิ กฎหมาย แตค่ นเวยี ดนามสมยั กอ่ นลกู เกดิ มา เปน็ คนอพยพไมม่ สี ทิ ธเ์ิ ขา้ เรยี นในโรงเรยี นไทย คนเปน็ พอ่ เปน็ แมก่ อ็ ยากใหล้ กู มคี วามรู้ เพราะฉะนนั้ เลยตงั้ โรงเรยี นขนึ้ มา พดู โรงเรยี นใหม้ นั ใหญม่ นั โตแตจ่ รงิ ๆ แลว้ แตล่ ะ หมบู่ า้ นจะมคี รสู อน เชน่ บา้ นนาย ก. กเ็ สยี สละเวลาชว่ งนงึ มกี ระดานเกา่ ๆ โตะ๊ 1 ตวั มเี กา้ อป้ี ระมาณ 8-10 ตวั ครหู นง่ึ คนกม็ าสอน สมยั นน้ั จะสอนแบบหลบ ๆ ซอ่ น ๆ หนงั สอื เรยี นจากเวยี ดนามสอนตง้ั แต่ ป.1-ม.3 เรยี นตามแบบการเรยี นการสอนของ Photo : คุณวิภา เรือง �อำไพสกุล Photo : ุคณวิภา เรืองอ�ำไพสกุล ประชุมครูภายในชมุ ชน งานวัดครเู วียดนาม

121 เวยี ดนามหมดเลย มที กุ วชิ า ประวตั ศิ าสตร,์ คณติ ศาสตร์ จะแบง่ เปน็ สามอยา่ ง มพี ชี คณติ เรขาคณิต แล้วก็เลขคณิตเหมือนของไทย มีแค่สองอย่างท่ีไม่ได้สอน คือ เคมีกับ วทิ ยาศาสตร์ เพราะมนั ไมม่ หี อ้ งทดลอง แตล่ ะคมุ้ จะมคี รปู ระมาณ 15-20 คน ครแู ตล่ ะคน จะมีนักเรียนประมาณ 8-10 คน ในจังหวัดอุดรธานีจะมี 5 คุ้ม ที่เป็นชุมชน คนเวยี ดนาม คมุ้ ใหญม่ คี รู 20 คน คมุ้ เลก็ ก็ 15 คน ครมู ปี ระมาณ 100 กวา่ คน การเรียนในตอนน้ันไม่มีเอกสาร ครูไม่ได้มี ต�ำราทุกคน จะมีแค่ 1-2 ชุด แต่ครูมีเป็น 100 คน เพราะฉะน้ันเราต้องเอากระดาษ มาจด ครูหน่ึงคนรับผิดชอบหน่ึงวิชาก็ต้อง เขียนก๊อปป้ีเป็น 5-6 แผ่น ทางการไม่ให้สอนภาษาเวียดนามเสี่ยงกับ การถูกจับ โกก็เคยถูกจับนะตอนอายุ 17 ต้องสอนอย่างหลบ ๆ ซอ่ น ๆ เขาจะมยี าม แบบเรยี นภาษาเวยี ดนาม คอยดูว่าถ้ามีคนแปลกหน้ามาก็จะส่งสัญญาณบอกว่า โอ้...มีคนแปลกหน้ามานะ แล้วนักเรียนก็จะหลบไป ก็มีครูหลายคนเคยโดนจับขึ้นโรงพักต้องแบกเด็กเนอะ 11-12 ปี แบกกระดานข้ึนโรงพักไปด้วย เขาก็แค่ปรับไม่ก่ีร้อยแล้วปล่อยกลับ แล้ววันหลังก็สอนต่อ ซ่ึงจุดประสงค์ของการเรียนภาษาเวียดนามก็คือ อยากให้ลูก มีความรู้ ในเม่ือไม่ได้เรียนภาษาไทยไม่มีสิทธิ์เพราะไม่มีบัตร เลยต้องเรียนภาษา เวียดนาม



แหลง่ ศึกษาและท่องเท่ยี วประวตั ศิ าสตรโ์ ฮจิมนิ ห์ อ.เมอื ง จ.อุดรธานี



125 7 เหวียตเก่ยี วโหย่ เฮอื ง “ความทรงจำ� และสมั พนั ธภาพ” เมืองวิงห์ในจังหวัดเหงะอาน ต้ังอยู่ทางภาคกลางของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยม เวยี ดนาม ทน่ี มี่ ปี ระชากรประมาณ 3,400,000 คน โดยในจำ� นวนนน้ั มอี ยา่ งนอ้ ย 300 คน ท่ีเป็นคนเวียตคืนถิ่น หรือที่เรียกว่า “เหวียตเก่ียวโห่ยเฮือง” ย้อนกลับไปในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสเปิดฉากท�ำสงครามรุกคืบเข้ายึดครองอินโดจีนอีกครั้ง ในชว่ ง ค.ศ. 1946 โดยเฉพาะในชว่ งเดอื นมนี าคมของปดี งั กลา่ ว ซงึ่ ถอื เปน็ ชว่ งวปิ โยคทส่ี ดุ ของคนเวยี ดนาม เปน็ ผลใหค้ นเวยี ดนามทอี่ ยใู่ นภาคกลางของประเทศ รวมถงึ อยใู่ นพนื้ ท่ี ที่เป็นดินแดนของสปป.ลาวในปัจจุบัน ต่างก็หนีตายข้ามแม่น้�ำโขงไปยังฟากฝั่งของ ประเทศไทย จนถงึ ค.ศ. 1959 รฐั บาลไทยบรรลขุ อ้ ตกลงกบั รฐั บาลเวยี ดนามเหนอื เรอื่ งสง่ คนเวยี ดนามกลบั คนื สมู่ าตภุ มู ิ โดยจากขอ้ มลู พบวา่ มจี ำ� นวนคนทก่ี ลบั สแู่ ผน่ ดนิ เวยี ดนามในระหวา่ ง ค.ศ. 1960 - 1964 เปน็ จำ� นวนกวา่ 46,000 คน คอื คนไทยเชอื้ สาย เวียดนามทีไ่ ดเ้ ขา้ มามีสว่ นรว่ มในการกอ่ รา่ งสรา้ งเมืองตั้งแต่แรก

126 ดร.สุรยิ า คำ� หว่าน อาจารยป์ ระจำ� มหาวทิ ยาลยั นครพนม เหวยี ตเกย่ี วจากนครพนม ค�ำว่า “เหวียตเกี่ยวโห่ยเฮือง” เป็นค�ำสองค�ำที่มาผสมกัน ค�ำแรกก็คือ เหวียตเก่ียว หมายถงึ คนเวยี ดนามทีอ่ าศยั อย่ตู า่ งประเทศ หรอื คนเวยี ดนามท่อี าศัย อยู่นอกแผ่นดินมาตุภูมิ เขาจะเดินทางอพยพออกจากประเทศเวียดนามด้วยเหตุผล ทีห่ ลากหลาย เช่น สงคราม ปญั หาทางด้านเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ ความอดอยาก หรอื การลภี้ ยั ทางดา้ นศาสนา เปน็ ตน้ ดงั นนั้ ประวตั ศิ าสตรข์ องเวยี ดนามกจ็ ะเตม็ ไปดว้ ย การเดินทาง และการเดินทางออกไปอาศัยอยู่ต่างประเทศของคนเวียดนาม ดังน้ัน กลมุ่ คนเหล่านีจ้ ะถกู เรียกว่า เหวียตเกีย่ ว บางกลุ่มก็อาศัยถาวรภายนอกประเทศ สว่ นคำ� วา่ โห่ยเฮือง เปน็ คำ� เวยี ดนามทไ่ี ดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากคำ� ในภาษาจนี โหย่ แปลวา่ การเดินทางกลับ เฮือง หมายถึงบ้านเกิดมาตุภูมิ ดังนั้นโห่ยเฮือง ก็คือการเดินทาง กลับมาตุภูมิ ค�ำสองค�ำมาเชื่อมกันเป็น เหวียตเก่ียวโห่ยเฮือง ก็คือคนเวียดนาม

127 Photo : คุณ ิวภา เ ืรอง �อำไพส ุกล พธิ ีมอบเวทีลอยชาวเวียดนามอดุ รธานเี ป็นอนุสรณ์ ณ ทงุ่ ศรีเมือง เนอื่ งในโอกาสอพยพกลบั สปู่ ิตุภูมิ ค.ศ. 1960 (แต่ปจั จบุ นั ได้ร้อื ถอนแล้ว โดยการยนิ ยอมจากสมาคมชาวเวยี ดนามอดุ รธาน)ี ท่ีเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ ดังกรณีท่ีชัดเจนก็คือ เหวียตเก่ียวโห่ยเฮืองในเมืองไทย ทม่ี กี ารสง่ กลบั พน่ี อ้ งคนเวยี ดนาม โดยเฉพาะใน ค.ศ. 1960-1964 การสง่ คนเวยี ดนาม กลบั ประเทศเวยี ดนาม เกดิ การเจรจากนั ระหวา่ งสภากาชาดไทยกบั สภากาชาดเวยี ดนาม ทม่ี กี าชาดสากลเปน็ ตวั กลางในการเจรจา เหตใุ ดถงึ ใชส้ ภากาชาดเปน็ ตวั กลางในการ เจรจาเน่ืองจากในช่วง ค.ศ. 1950-1960 ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับประเทศ เวยี ดนามใตอ้ ยา่ งเปน็ ทางการ ดงั นนั้ กเ็ ลยไมม่ คี วามสมั พนั ธเ์ วยี ดนามเหนอื อยา่ งเปน็ ทางการ จงึ ตอ้ งใชอ้ งค์กรกลางทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั สทิ ธิมนุษยชน

128 เรอื เทย่ี วแรกของการเดินทางกลบั สมู่ าตุภูมิ วนั ท่ี 10 มกราคม ค.ศ. 1960 hPhttoptso://:bNith.lữyn/g3OchevuLyEếJn tàu chở lòng yêu nước Phhttoptso://:bNith.lữyn/g3OchevuLyEếJn tàu chở lòng yêu nước

129 เวยี ดนามในยคุ นนั้ เปน็ ชว่ งทกี่ ำ� ลงั จะเรมิ่ มสี งครามครงั้ ใหญ่ สหรฐั อเมรกิ ากำ� ลงั เขา้ มา มีบทบาทส�ำคัญในภูมิภาค ในการท�ำสงครามต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในขณะที่ เวียดนามเหนืออยู่ฝ่ายท่ีเรียกว่าสังคมนิยมนะครับ โดยมีรัสเซียและจีนให้การ สนับสนุน ดังน้ันท่าทีของเวียดนามกับไทยในยุคนั้นจึงมีลักษณะของการเผชิญหน้า ในพ้ืนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเจรจาก็ได้ข้อตกลงในปี 1959 จะส่งกลับคน เวียดนาม โดยวธิ กี ารสง่ กลบั ทางเรือ และคนเวียดนามส่วนใหญ่ท่สี ่งกลับนกี่ ็เปน็ คน เวียดนามที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม อุดรธานี สกลนคร หนองคาย มุกดาหาร อุบลราชธานี นอกจากนนั้ ในการลงพ้นื ท่ี เรายงั พบวา่ ยงั มคี นเวยี ดนามจากพนื้ ทอ่ี น่ื ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งในจงั หวดั นครสวรรค์ อตุ รดติ ถ์ หรอื หลายครอบครวั กอ็ ยทู่ ก่ี รงุ เทพมหานครตามความรบั รคู้ วามเขา้ ใจของเรา เราคดิ วา่ คนเวยี ดนามที่สง่ กลับส่วนใหญ่จะเป็นคนเวยี ดนามอพยพลภี้ ัย ในปี 1946 หลงั จาก เหตุการณ์ท่ีฝรั่งเศสกลับเข้ามาปกครองอินโดจีนอีกครั้ง แต่พอเราลงพ้ืนท่ีก็พบว่า ยังมีคนเวียดนามเก่า หมายถึงกลุ่มคนที่อพยพมาก่อนหน้าน้ันนะครับ คนที่อพยพ นับเวลามาเป็น 100 ปี ซึ่งครอบครัวพวกเขามีสัญชาติไทย ใช้ชื่อ-นามสกุลไทย เป็นพลเมืองไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็มีหลายครอบครัวที่เดินทางกลับ โดยสว่ นมากประมาณ 80-90 % เปน็ ไปดว้ ยความสมคั รใจเพราะวา่ ยคุ นนั้ ในประเทศ เวียดนามก็มีการเรียกร้องให้ประชาชนกลับไปพัฒนาประเทศเวียดนาม การรณรงค์ จากฝ่ายประเทศเวียดนามที่ตอนนั้นเราเรียกว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม หรือฝ่ายเวียดนามเหนือ ที่มีประธานโฮจิมินห์เป็นแกนน�ำ ปกครองโดยระบอบ คอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม ก็เรียกร้องให้คนเวียดนามกลับประเทศเพ่ือพัฒนา แผ่นดินมาตุภูมิ ทุกคนที่อยู่ท่ีลงชื่อไว้แล้วก็จะต้องไปขึ้นเรือท่ีท่าเรือคลองเตย

130 จากอุดรธานีก็อาจจะเดินทางขึ้นไปที่กรุงเทพฯ โดยน่ังรถไฟไป ทุกคนไปรวมตัวกัน แลว้ กข็ น้ึ เรอื เพอ่ื ทจี่ ะเดนิ ทางกลบั เวยี ดนามโดยการออ้ มอา่ วไทยไปแลว้ กอ็ อ้ มขน้ึ มา ทางเหนอื ไปทา่ เรอื ไฮฟอง ซง่ึ เปน็ ทา่ เรอื ขนาดใหญข่ องเวยี ดนามเหนอื พอไปถงึ นา่ นนำ้� เขตเวียดนามใต้ กม็ ีคนออกมาโบกมือบอกว่า เข้ามา ๆ ขนึ้ ฝั่งพวกเราก็ได้ แตพ่ น่ี ้อง คนเวยี ดนามทเ่ี ขาอพยพกลบั เขากบ็ อกวา่ เปา้ หมายของเขาคอื เวยี ดนามเหนอื นเ่ี ปน็ อดุ มการณ์ อดุ มคตอิ กี อยา่ งนงึ ของคนเหวยี ตเกย่ี วทกี่ ลบั ประเทศเวยี ดนาม ซงึ่ ในทาง ตวั เลขกพ็ บวา่ เกอื บ 100% กลบั สเู่ วยี ดนามเหนอื โดยความสมคั รใจ มจี ำ� นวนนอ้ ยมาก ทก่ี ลบั สเู่ วยี ดนามใต้ สาเหตตุ รงนอ้ี าจจะเปน็ เพราะวา่ ภมู ลิ ำ� เนาของคนเวยี ดนามทอ่ี ยู่ ในเมอื งไทยสว่ นใหญอ่ พยพมาจากตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนาม ดงั นนั้ เขา จะมีความสัมพันธ์ท่ีใกล้ชิด รวมถึงมีความศรัทธาในตัวของโฮจิมินห์เป็นอย่างสูง เรารับทราบกันดีว่ายุคน้ันในอีสานก็มีการบูชาภาพโฮจิมินห์ แม้ว่าโฮจิมินห์จะยังไม่ เสียชีวิต ก็พบว่ามีการเชิดชู บูชา และระลึกถึงโฮจิมินห์ในครอบครัวเหวียตเกี่ยว จ�ำนวนมาก ดังนั้นสายสัมพันธ์แบบน้ีที่ท�ำให้คนส่วนใหญ่เลือกกลับเวียดนามเหนือ โดยสมัครใจโดยการส่งกลบั กด็ ำ� เนินไประหวา่ งปี 1960 ถงึ 1964 ในปี 1964 เกิดวิกฤตการณ์อย่างหนึ่งท่ีส�ำคัญมากในประวัติศาสตร์ของสงคราม เวียดนาม คอื สงครามต่อต้านอเมรกิ าหรอื เรียกว่า วิกฤตการณอ์ า่ วตังเกย๋ี ในยคุ นัน้ เริม่ มีการสร้างฐานทัพอเมรกิ า ในหลายจังหวัดของประเทศไทย เชน่ โคราช อ่ตู ะเภา สัตหีบ ตาคลี อุดรฯ นครพนม เร่ิมมีการใช้ก�ำลังทางทหารโจมตีทางอากาศเข้ามา ในพื้นที่เวียดนามเหนือ น่ีเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งในการยุติการส่งกลับคนเวียดนาม เพียงชั่วคราว ซ่ึงในยุคนั้นก็คิดว่า อาจจะต้องส่งกลับอีกคร้ังหลังจากสงครามสงบ แตว่ า่ ในทา้ ยทสี่ ดุ การสง่ กลบั กไ็ มไ่ ดด้ ำ� เนนิ การขนึ้ อกี คนกลบั เวยี ดนามหลายหมนื่ คน

131 Photo : Những chuyến tàu chở lòng yêu nước https://bit.ly/3OevLEJ ทา่ นประธานโฮจมิ นิ ห์ต้อนรบั เหวียตเกย่ี วกลับสู่มาตภุ ูมิ วนั ท่ี 10 มกราคม ค.ศ. 1960 ถ้ารวมกับลูกหลานที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่กลับมาเวียดนามแล้ว ก็จะมีบุคคลท่ีมี สายสัมพันธ์ในทางโลหิต รวมถึงบุคคลที่กลับจากเวียดนาม อาศัยอยู่ในประเทศ เวยี ดนาม ซึ่งเปน็ เหวียตเกี่ยวจากประเทศไทยมากกว่า 100,000 คน กลมุ่ พน่ี อ้ งเหวยี ตเกย่ี วโหย่ เฮอื ง มสี งิ่ หนงึ่ ทเ่ี ปน็ ความผกู พนั กนั อยู่ นอกจากความเปน็ เวยี ดนามแลว้ ยังมีสายสัมพนั ธท์ ล่ี ึกซง้ึ ไปกวา่ นนั้ ก็คอื ความสมั พนั ธข์ องเหวยี ตเก่ียว โห่ยเฮือง ซึ่งก็จะเป็นชุมชนหรือจินตกรรมท่ีทับซ้อนในความเป็นเวียดนามอีกทีหนึ่ง

132 คนเหลา่ น้ีมีจนิ ตกรรม มกี ารคิดถึง มีการระลกึ ถึง ส่ิงทีเ่ รียกว่าบ้านเกดิ Home หรือ ความเปน็ “บา้ น” เพราะวา่ ในขณะทเี่ ขาอยเู่ มอื งไทย เขาอาจจะคดิ วา่ บา้ นคอื เวยี ดนาม Home Land กค็ อื เวียดนามนะครับ แตพ่ อเขาอพยพกลบั มาทเ่ี วียดนาม เขาอาจจะ มีความร้สู ึกอกี แบบหนงึ่ ทีค่ ิดว่า Home Land ของเขาคือเมืองไทย คอื มนั สลับกันไป สลบั กนั มา ระหวา่ งทค่ี ณุ อยเู่ วยี ดนามคณุ คดิ วา่ บา้ นคณุ เปน็ ไทย ระหวา่ งทอ่ี ยเู่ มอื งไทย คณุ คดิ วา่ บา้ นของคณุ คอื เวยี ดนาม มนั เปน็ ชว่ งเวลาทม่ี คี ณุ คา่ ถงึ แมว้ า่ จะเปน็ ชว่ งเวลา ท่ียากล�ำบากอดทนอยู่ในแผ่นดินอื่น แต่ความทรงจ�ำแบบน้ีมันยากจะอธิบาย ถึงแม้ว่าจะล�ำบากอะไรก็แล้วแต่ มันยังมีความรู้สึกแบบนึงก็คือความโหยหา ความประทับใจ การต้องการกลับไปสู่บรรยากาศแบบน้ัน ซ่ึงมันก็จะน�ำมาสู่การ รวมตัวกัน ซ่ึงการรวมตัวกันเน่ีย ไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังการอพยพกลับจากเวียดนาม นะครับ เพราะยังเปน็ ช่วงสงคราม ดังน้ันปจั จัยทีท่ �ำใหเ้ กดิ การรวมตัวเหล่าน้ไี ด้ กค็ อื นโยบายปฏิรูปประเทศเวียดนามในปี 1986 มันเปิดโอกาสให้การมองคนเวียดนาม ในตา่ งประเทศดว้ ยมมุ มองใหม่ ๆ กค็ อื จากเดมิ ทรี่ ฐั มองคนทอ่ี ยตู่ า่ งประเทศ โดยเฉพาะ คนเวียดนามที่อยู่ในโลกตะวันตกเป็นกลุ่มคนที่อาจจะต้องจับตามองเป็นพิเศษในแง่ ของความมนั่ คง แตเ่ หวยี ตเกย่ี วทอ่ี ยใู่ นเมอื งไทยกบั ลาว รฐั มองดว้ ยสายตาทค่ี อ่ นขา้ ง ใกลช้ ดิ เนอื่ งจากวา่ คนเหลา่ นม้ี สี ว่ นสนบั สนนุ อยา่ งมากโดยเฉพาะชว่ งสงคราม ในการ รวบรวมทรพั ยส์ นิ ในการชว่ ยเหลอื ประเทศยามสงคราม รฐั บาลกม็ กี ารอำ� นวยความสะดวก ใหเ้ กดิ การรวมตวั กลมุ่ คนทก่ี ลบั ตา่ งประเทศ นำ� มาสกู่ ารจดั ตง้ั สมาคมทเ่ี รยี กวา่ สมาคม มติ รภาพของคนเวียดนามทเี่ คยอยู่ต่างประเทศนน่ั เอง

133Phthtopts:o/:/biNt.hlữyn/g3 cOehvuLyEếJn tàu chở lòng yêu nước 1 เดอื นหลังจากกลับสมู่ าตภุ มู ิ พี่นอ้ งเหวียตเกี่ยวโหย่ เฮือง เข้าอวยพรเต๊ดทา่ นประธานโฮจมิ ินห์ทฮี่ านอย

134 คณุ เหงียน บั่ง เลมิ (Nguyễn Bằng Lâm) ทหารเกษยี ณราชการ เหวียตเก่ยี วโห่ยเฮอื งจากนครพนม ช่ือไทยของผมคือแดง ผมเกิดอยู่ที่เมืองไทย กลับเวียดนามตอนอายุ 13 ปี ปอู่ พยพมาตงั้ ถน่ิ ฐานทน่ี ครพนม ผมเกดิ ทน่ี ครพนม พอ่ มรี า้ นถา่ ยรปู ชอ่ื “บเี อสสตดู โิ อ” คณุ ลงุ เลยใชช้ อื่ วา่ แดง ลกู บเี อส เปน็ ภาษาไทย พอ่ แมข่ องผมกเ็ กดิ ทเ่ี มอื งไทยเปน็ คนไทย มีบัตรประชาชนไทย โดยรวมแล้วคือบรรพบุรุษมาต้ังถิ่นฐานอยู่เป็น 100 ปีแล้ว ตอนอยู่ที่นครพนม อยู่บ้านเลขท่ี 472 ถนนเฟื่องนคร จ.นครพนม อยู่ท่ีน่ันตลอด จนถึงอายุ 13 ปี ตอนนนั้ เรยี นอยโู่ รงเรยี นปยิ ะมหาราชาลยั เราคดิ วา่ จะเรยี นตอ่ สงู ๆ ชอบวาดรูป คิดเอาไว้ว่าจะไปเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรท่ีประเทศไทย ตอนน้ัน มคี นเวยี ดนามเขาก็สอนภาษาเวียดนามให้ รู้สึกว่าเรามีปิตุภูมิ 2 ที่ คือเวียดนาม กับไทย ฉะน้ันเราก็รักท้ัง 2 ประเทศเลย ถ้าหากไม่มีการอพยพผมอาจเป็นศิลปิน ของไทย แต่ได้อพยพกลับมาแลว้ ก็เปน็ ศลิ ปินของเวยี ดนาม กลับมากเ็ รยี นตอ่ จนเปน็ ทหารบกอยู่ 6-7 ปี แลว้ กม็ าเปน็ ทหารเรอื หลงั จากนน้ั ก็ไปสู้รบอยภู่ าคใต้ (โฮจมิ ินห)์

135 ไปทำ� สงครามกบั สหรฐั อเมรกิ า แลว้ กเ็ ลอ่ื นยศขนึ้ เรอ่ื ย ๆ เดย๋ี วนก้ี เ็ ปน็ นาวาเอก เหมอื นกบั พนั เอกของทหารไทย ปี 2006 ผมก็เกษยี ณแลว้ เปน็ ศิลปนิ เขียนภาพของเวยี ดนาม เมอ่ื กอ่ นพอ่ กับผมตอนเช้า ๆ จะยืนอยูน่ �ำ้ โขง คณุ พอ่ จะบอกวา่ ปติ ภุ ูมิอยูท่ างน้นั นะ ถ้าหากเราเรียนสูงขึ้น ให้รู้จักว่าปิตุภูมิของเราอยู่ทางนั้น อยู่ทิศท่ีพระอาทิตย์ข้ึน เราต้องรักชาติ เดี๋ยวนี้ปิตุภูมิของเรายังมีสงครามกับฝร่ังเศสและครอบครัวเราก็ สนบั สนุน สมยั น้ันคุณปู่เขาก็รำ่� รวยมากมที ีด่ นิ มาก มีอะไรกส็ ่งให้ประเทศเวยี ดนาม เป็นการสนับสนุน คณุ เหงยี น บงั่ เลมิ และภรรยา 2 ศลิ ปนิ ผมู้ ชี อื่ เสยี งในวงการศลิ ปะ กรงุ ฮานอย

136 บรรยากาศตอนปี 1960 กจ็ ะมกี ารสรา้ งหอนาฬกิ า มกี ารสง่ มกี ารถา่ ยภาพ การบนั ทกึ ภาพ วนั ทจ่ี ะกลบั กค็ ดิ มากเพราะอยทู่ นี่ ครพนม เพอ่ื นของผมมีเยอะ ก่อนกลับผมใช้เวลา 1 เดอื น ไปเท่ียวตลอดเลย ประเทศไทยไดส้ อนให้เรามีความร้ใู หเ้ ราเป็นคนท�ำงานดี ฉะน้ันเราก็จะคิดถึงมาก ก่อนกลับก็จะไปเท่ียวไปพบปะเพ่ือนไปร�่ำลาเขาท่ีบ้านเขา บอกลากับเพ่ือนว่าเด๋ียวผมจะกลับเวียดนามแล้ว พอมาเวียดนามผมก็เรียนภาษา เวยี ดนาม ปี 1964 ผมไปเปน็ ทหารบก เปน็ ทหารทรี่ กั ชาตมิ าก ผมไปดว้ ยความสมคั รใจ เขาไมไ่ ดบ้ งั คบั ใหม้ าเปน็ ทหาร เรามคี วามรกั ชาตบิ า้ นเมอื งถกู รกุ รานจากตา่ งประเทศ เราก็มาเป็นทหารช่วยเหลือกัน อยู่กองพัน 308 เขาฝึกกันอยู่ 3 เดือน แล้วก็เข้า ภาคใตเ้ ลย สงครามล�ำบากมาก Photo : หอนาฬิกาเวียดนามอนุสร ์ณ https://bit.ly/3rwSe7m Photo : คุณเห ีงยน ับ่ง เลิม หอนาฬกิ าเวียดนามอนุสรณ์ คุณเหงียน บัง่ เลมิ จ.นครพนม

137 Photo : ุคณเหงียน บั่ง เ ิลม คุณเหงียน บงั่ เลมิ เม่อื คร้งั รับราชการทหาร ช่วงภาวะสงครามทุกข์ยากแบบนั้น เหวียตเก่ียวยังไม่ได้มีการเจอกัน ยังไม่ได้ สนุกสนานรว่ มกัน ตอ้ งกลับมาสรา้ งสังคมนยิ มใหป้ ระเทศชาติรงุ่ เรืองขนึ้ ตอนนน้ั คิด แต่เรอื่ งสู้รบ มันไมม่ คี วามคดิ เรื่องอืน่ คร้งั แรกที่ผมไปทภ่ี าคใตส้ รู้ บกบั สหรัฐอเมริกา เราจะตอ้ งเสยี่ งชวี ติ บคุ คลรอบขา้ งลม้ หายตายจากไปเยอะแยะมาก ปนื เขาดกี วา่ ปนื ของเรา ระเบิดดีกว่ามาก เรื่องอาวุธคงสู้กันในเรื่องของความทันสมัยไม่ได้แต่เรามี จติ ใจทรี่ กั ชาตเิ ทา่ นนั้ แลว้ กส็ รู้ บไดแ้ ละเรามคี วามเขม้ แขง็ ในหวั ใจ เรากส็ แู้ บบกองโจร ถ้าแปลเป็นภาษาไทย โจมตีถ้าเห็นทหารเขาอยู่ที่ไหนเราก็จะเข้าโจมตี สงครามมัน นานมากคดิ วา่ เรากอ็ าจจะไมร่ อด แตถ่ า้ หากวา่ เราไมร่ อดเรากท็ ำ� ความดไี ปแลว้ เพราะวา่ เรามคี วามรกั ชาติ

138 สมาคมมติ รภาพเวยี ดนามไทย กจิ กรรมการพบปะสงั สรรคก์ นั ของพนี่ อ้ งเหวยี ตเกย่ี วนนั้ มมี า 20 กวา่ ปแี ลว้ เหวยี ตเกยี่ ว ทอี่ พยพมาแลว้ อยทู่ ฮ่ี านอยกวา่ 300 ครอบครวั ทกุ ๆ ปจี ะมกี ารชมุ นมุ พบปะสงั สรรคก์ นั มกี ารแสดงวฒั นธรรมของไทย คนทม่ี ารว่ มงานเขากแ็ ตง่ ชดุ ผา้ ไทย แตล่ ะเมอื งจะจดั ไมต่ รงกนั ทฮ่ี านอยจดั งานวนั ที่ 21 เดอื น 3 ของทกุ ปี เปน็ วนั ทที่ ำ� ใหร้ ะลกึ ถงึ เมอื งไทย ทกุ คนกจ็ ะพดู ภาษาไทย รอ้ งเพลงไทยแลว้ กร็ ำ� วงกนั สนกุ สนานมาก เปน็ สะพานเชอ่ื ม สมั พนั ธไมตรรี ะหวา่ ง 2 ประเทศ เวยี ดนาม-ไทย เมอื งไทยคอื บา้ นหลงั ท่ี 2 เขาอพยพมา แลว้ กไ็ ดร้ บั การตอ้ นรบั จากชนชาวไทยใหท้ อี่ ยพู่ ง่ึ พาอาศยั ในระหวา่ งการอพยพ เวลาเจอ คนเหวยี ตเกยี่ วนอกสถานทเี่ ขาชอบพดู กนั วา่ เมอ่ื ไหรจ่ ะถงึ เดอื น 3 นะเราจะไดพ้ บกนั ไดก้ นิ ขา้ วเหนยี ว สม้ ตำ� แกงเผด็ เหวยี ตเกย่ี วมคี วามสามคั คกี นั ใกลช้ ดิ กนั มงี านศพ งานแตง่ ทไี่ หน ชว่ ยกนั เปน็ ปกึ แผน่ เปน็ กลมุ่ ทดี่ มี าก

139 การแสดงของเหวยี ตเกย่ี วจากนครพนม งานสงั สรรคป์ ระจำ� ปขี องสมาคมมติ รภาพเวยี ดนาม-ไทย ประจำ� จงั หวดั เหงะอาน เนื่องในวาระวันชาติไทย (1927-2022) และครบรอบ 20 ปี การก่อต้ังสมาคม มติ รภาพเวยี ดนาม-ไทย ประจ�ำจงั หวดั เหงะอาน

140 คุณเล จ่อง หวอ (Lê trọng võ) มคั คเุ ทศก์/ล่าม เหวยี ตเกี่ยวโหย่ เฮอื งจากสกลนคร ผมเกิด ค.ศ. 1941 หรือ พ.ศ. 2484 ถ้านบั เป็นเวลาของปฏิทนิ ก็ 81 แต่ถา้ นบั ของเวยี ดนาม คอื 82 เวยี ดนามตอนอยูใ่ นทอ้ งแม่เขากน็ บั 1 ขวบ ผมเกดิ อยทู่ ่ี จงั หวดั พจิ ติ ร ครอบครวั ผมนพ่ี วั พนั กบั เมอื งไทยตงั้ แตส่ มยั ปู่ ปมู่ หี มายจบั ของฝรง่ั เศส พรรคพวกท่ีเมืองวงิ ห์กส็ ่งข่าวใหร้ ู้ ทา่ นกเ็ ลยหนอี อกจากบ้านตัง้ แตเ่ ที่ยงคืนข้ามทาง หมายเลข 8 ไปถงึ ทา่ แขกไดส้ กั พกั นงึ กอ็ ยไู่ มไ่ ดเ้ พราะวา่ ยงั เปน็ ของฝรงั่ เศสอยู่ จากนน้ั ก็ข้ามไปอยู่อีสาน ตอนน้ันท่ีอีสานคนเวียดนามมีน้อยมาก แต่แกได้ข่าวว่าท่ีบ้านดง จังหวัดพิจติ รมกี ล่มุ คนเวยี ดนามอยู่ แกเลยดั้นดน้ ไปและตั้งรกรากอยตู่ รงนั้นกไ็ ดเ้ จอ ผู้หญิงเวียดนามคนหน่ึงโดนฝรั่งเศสไล่ล่าเหมือนกัน ชอบพอกัน ก็เลยแต่งงานกัน จากน้ันพ่อผมไปตามปู่ที่พิจิตรอยู่ตรงนั้นได้พักหนึ่งก็กลับมาท่าแขก (แขวงค�ำม่วน สปป.ลาว) พาแมผ่ มมาจากบา้ นเกดิ ทเ่ี วยี ดนามเพอื่ มาอยทู่ ที่ า่ แขก แลว้ กต็ ดั สนิ ใจยา้ ยไป อยพู่ จิ ติ ร กท็ อ้ งผมและผมกเ็ กดิ ทพี่ จิ ติ รแตแ่ มผ่ มอยไู่ มไ่ ดเ้ พราะอยบู่ า้ นดง มนั บา้ นนอก

141 มนั เปลา่ เปลี่ยว พออยูไ่ ดส้ กั พกั นงึ ก็ไดข้ า่ ววา่ มีชาวเวยี ดนามอพยพมาอยอู่ ีสานเยอะ แกได้ข่าวว่ามีญาติมาอยู่ตรงนั้น แกก็เลยตัดสินใจย้ายออกมาอยู่อีสาน อยู่อีสานได้ สักพักนึงก็กลับมาอยู่ท่าแขกเหมือนเดิม เปิดร้านเย็บเสื้อผ้าก่อนที่ท่าแขกจะแตก (แขวงคำ� ม่วน สปป.ลาว) ครอบครวั ผมกก็ ลบั มาอย่ทู น่ี ครพนม ในชว่ งทเ่ี วยี ดนามตอ่ สกู้ บั ฝรง่ั เศส คนเวยี ดนามไมร่ วู้ า่ คอมมวิ นสิ ตค์ อื อะไร แตท่ กุ บา้ น กน็ บั ถอื ทา่ นโฮจมิ นิ ห์ เพราะวา่ ทา่ นสละทกุ อยา่ ง ไมม่ คี รอบครวั ไมม่ ที รพั ยส์ นิ ไมม่ ลี กู ไมม่ เี มยี สละทกุ อยา่ งเพอื่ กชู้ าติ ฉะนน้ั คนเวยี ดนามกเ็ หน็ ตรงกนั วา่ คนนแี้ หละจะเปน็ คนก้ชู าติให้เวยี ดนาม ฉะนนั้ กเ็ ลยตามท่านโฮจิมนิ ห์ มีคำ� ขวัญอยสู่ องค�ำ คำ� หน่ึงคือ มติ รภาพไทยเวยี ดนามจงเจรญิ อกี ค�ำหน่ึงคือท่านโฮจมิ ินหจ์ งเจรญิ ฉะนนั้ ทางไทยก็ เขา้ ใจและหาวา่ เราเปน็ คอมมวิ นสิ ตน์ น่ั แหละ ความจรงิ คนเวยี ดนามไมร่ วู้ า่ คอมมวิ นสิ ต์ คอื อะไร ใครเปน็ ผนู้ ำ� ในการกชู้ าติ เรากต็ ามคนนน้ั แหละ หลงั จากสงครามในเวยี ดนาม จบลง แบ่งเป็นเหนอื เป็นใต้ ทางใตก้ โ็ ลกเสรี ทางเหนอื กค็ อมมิวนิสต์ คนเวียดนามส่วนมากท่ีอยู่เมืองไทยเขาอยากอยู่เมืองไทยต่อ แต่ถ้าให้กลับขอกลับ เวียดนามเหนือ พ่อของผมโดนทางการของไทยจับ หาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ก็เลยให้ เนรเทศออกจากไทย เขาพามาแล้วก็จับขังท่ีสกลนครประมาณหกเดือน พ่อของผม ถูกขงั 6 เดอื น ท่เี รือนจำ� สกลนคร จากน้นั ก็เนรเทศออกจากเมืองไทย โหย่ เฮืองนี่มี แมผ่ ม ย่า พี่ชาย 1 คน นอ้ งสาว 2 คน รวมท้ังหมด 6 คน กลบั มาเวียดนาม ลงเรือ ท่ีท่าเรือไฮฟอง อยู่ไฮฟองประมาณ 7 วัน เพื่อเขาจะได้คัดว่าใครจะไปอยู่ที่ไหน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ บ้านเดิมอยู่ไหน มีญาติอยู่ท่ีตรงไหน คนไหนท่ีมีตังค์

142 ครอบครวั ฐานะดีหนอ่ ยกอ็ ยใู่ นเมือง คนไหนทท่ี ำ� อาชีพคา้ ขาย ทำ� ช่าง กอ็ ย่ใู นเมือง คนไหนทำ� นาทำ� สวนกใ็ หไ้ ปอยบู่ า้ นนอก ภายในระยะเวลา 10 วนั จะตอ้ งเคลยี รค์ นใหจ้ บ ส่วนผมเคยฝึกงานชา่ งมาก่อนกเ็ ลยได้เปน็ ช่าง สมยั นีเ้ ขาเรยี กวา่ ชา่ งฟติ จดุ เรม่ิ ตน้ ของอาชีพไกดก์ ค็ อื เรมิ่ มีคนไทยมาท่องเทยี่ วเวยี ดนามเยอะ มคี นมาถามว่า ลุง ๆ พูดภาษาไทยได้ใชไ่ หม ถา้ เอาคนไทยมาเทีย่ วเปน็ มคั คเุ ทศก์ให้หนอ่ ยนะ เราก็ ไมร่ ้วู ่ามัคคเุ ทศกค์ อื อะไร ก็เลยถามกลับไปวา่ มัคคุเทศก์ตอ้ งท�ำอะไร ถามตรง ๆ เลย เขาบอกว่า คนถามอะไรลุงกต็ อบไปอยา่ งนัน้ เรากเ็ อาวะ่ ภาษาไทยเราก็คลอ่ งแคลว่ เลยคุยไปเรือ่ ย ๆ และกท็ �ำรายไดค้ ่อนขา้ งดี ตอนหลังรา้ นผมก็ให้ลูกชายดูแล ผมกไ็ ป เปน็ มัคคเุ ทศก์ ไปเปน็ ไกด์ 20 ปเี ต็ม ๆ ผมเพิ่งหยุดงานประมาณ 3 ปีมาน้เี อง ผมพูดไทยชัดก็เพราะว่าคนเวียดนามที่อยู่เมืองไทยสมัยนั้นมีน้อยมากที่ได้ไปเรียน หนังสือภาษาไทย โดยเฉพาะคนญวนอพยพจะไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนเลย ผมเนี่ย มนั เป็นคนไทยอยแู่ ลว้ นามสกุลไทย ผมเคยท�ำงานทก่ี รุงเทพฯ อยู่เปน็ ปี ๆ ไม่ได้พดู เวยี ดนามแมแ้ ตค่ ำ� เดยี วพดู ไทยอยา่ งเดยี ว ตอนนน้ั ผมอยทู่ ส่ี ะพานเหลก็ วฒั นธรรมไทย หรอื ภาษาไทยผมซมึ ซบั หมด คนเวยี ดนามทว่ั ไปทอี่ พยพมาเขาไมค่ อ่ ยไดเ้ รยี นหนงั สอื บางคนเรยี น กลบั มาได้ประมาณ 10 ปใี ห้หลังกล็ มื หมด ผมไมล่ มื แมแ้ ตน่ ิดเดียว “เหวยี ตเกย่ี วถายลาน” เรม่ิ มาจากการพดู คยุ กนั วา่ เมอ่ื ไมม่ สี งครามแลว้ พวกเราควร จะมกี ารรวมกลมุ่ พบปะสงั สรรคม์ กี จิ กรรมจะไดค้ ยุ กนั มากขน้ึ กเ็ ลยจบั กลมุ่ กนั เรยี กวา่ เหวยี ตเกยี่ ว คอื คนเวยี ดนามโพน้ ทะเลมาจากเมอื งไทย กลมุ่ คนเวยี ดนามจากเมอื งไทย จะพบปะกนั ปลี ะ 1-2 ครงั้ มงี านแตง่ งานกจ็ ะแจง้ ขา่ วกนั ยงิ่ งานวนั ตรษุ จะรวมกลมุ่ กนั

143 ไปเทยี่ วไปตามบา้ นตา่ ง ๆ กเ็ ลยมคี วามสมั พนั ธแ์ บบพเิ ศษ พอจบั กลมุ่ กนั ขนึ้ มากเ็ รยี กวา่ เป็นสมาคมข้ึนมา จนถึงวันน้ีส่วนมาก 90% คนเวียดนามที่กลับมาจะหาแฟนที่มา จากเมืองไทย แฟนผมเป็นคนเรณูนคร จ.นครพนม เพราะคุยกันแล้วมันรู้เร่ือง ฟังเพลงไทยเหมือนกันและก็ยังดูทีวีไทย ทางการเขามีนโยบายให้จัดเป็นสมาคม มิตรภาพไทยเวียดนามก็เลยเอาพวกเราน้ีเป็นแกนน�ำ ตอนหลังมาก็จะอยู่ภายใต้ การดแู ลของทางการคอื รฐั บาลทอ้ งถนิ่ ทางการเวยี ดนามใหค้ วามสำ� คญั กบั เหวยี ตเกย่ี ว จากเมอื งไทย เหตผุ ลกค็ อื ตอนตอ่ สกู้ บั ฝรง่ั เศสคนเวยี ดนามทอ่ี ยเู่ มอื งไทยสง่ ทรพั ยส์ นิ มาใหซ้ อ้ื อาวธุ สง่ ลกู มาเปน็ ทหารตงั้ เปน็ กองพนั เลย เปน็ กองพนั ทด่ี งั มากคอื กองพนั 307 พูดตามตรงคือมีความภาคภูมิใจ ภูมิใจว่าเราเป็นส่วนหน่ึงในการ เช่ือมความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งประชาชนของไทยกบั เวียดนาม

144 คุณฝ่าม หง๋อก ทัง (Phạm Ngọc Thăng) นักธุรกิจ/นกั การศกึ ษา เหวยี ตเกีย่ วโหย่ เฮอื งจากสกลนคร ตอนมาเมอื งไทยตอนนั้นยังเด็กมากอายุประมาณ 6 ขวบ มาท่ีสกลนคร พงึ่ พาอาศยั ทบ่ี า้ นดอนเขอื ง ตำ� บลแวง อำ� เภอสวา่ งแดนดนิ จงั หวดั สกลนคร ตอนแรก เรายงั ไมม่ บี า้ นอะไรกนั หรอกตอ้ งอาศยั ชาวบา้ นคนไทย หลงั จากนน้ั กพ็ ยายามทำ� บา้ น ทส่ี รา้ งขนึ้ จากไมไ้ ผ่ แลว้ กใ็ ชไ้ มต้ า่ ง ๆ สรา้ งบา้ น คนเวยี ดนามเรมิ่ ขา้ มจากทา่ แขกมามาก (แขวงคำ� ม่วน สปป.ลาว ) กอ็ ย่ดู ว้ ยกันจะมหี มู่บา้ นเวยี ดนามท่ตี ลาดดอนเขอื งราว ๆ เกอื บ 500 คน แตต่ อนนั้นผมกย็ ังเด็กมากเดาไดว้ ่านา่ จะประมาณ 500 คน แลว้ ผม ก็ได้เรียนในโรงเรียนชุมชนบ้านสร้างดู่ ดอนเขือง ต�ำบลแวง อ�ำเภอสว่างแดนดิน เพราะเราอยู่แถวนน้ั ไง เรยี นจบจากตรงน้นั เรากไ็ ปเรียนมธั ยมท่ีต�ำบลม่วงไข่ ตรงน้นั มนั มโี รงเรยี นมธั ยมแหง่ เดยี วกเ็ ขา้ เรยี นจนถงึ ม.4 แลว้ กไ็ ปเรยี นชา่ งกลนดิ ๆ หนอ่ ย ๆ หลงั จากนน้ั กเ็ ขา้ ไปอยทู่ ก่ี รงุ เทพฯ ไปคา้ ขายกม็ คี วามพยายามทจี่ ะไปเรยี นตอ่ ในชว่ ง ภาคค�่ำจนถึงปี 1960 ก็ขึ้นเรือกลับเวียดนาม ช่วงแรกที่กลับมาผมไปท�ำงานเป็น

145 กรรมกร ปี 1966 ทางโรงงานและทางรฐั บาล สง่ เสริมให้ไปเรียนมหาวทิ ยาลยั และได้ เขา้ มหาวิทยาลยั ที่ฮานอย เรียน 5 ปีจบ จากนนั้ รฐั บาลก็สง่ เขา้ ไปทำ� งานทกี่ ระทรวง วทิ ยาศาสตรแ์ หง่ ชาติ ตอนนนั้ ดแู ลเรอ่ื งมาตรฐานแหง่ ชาติ มาตรฐานเกย่ี วกบั ควบคมุ สินคา้ ต่าง ๆ ผลิตภณั ฑต์ า่ ง ๆ ของเวยี ดนามท่ีมกี ารผลติ ออกมา หลงั จากน้ันอีก 3 ปี ทางรฐั บาลกส็ ง่ ไปเรยี นตอ่ ทเ่ี ยอรมนั ตะวนั ออก จบแลว้ กท็ ำ� งานทเี่ ยอรมนั ทกี่ ระทรวง วทิ ยาศาสตรแ์ หง่ ชาตขิ องเยอรมนั ทำ� ไมถ่ งึ ปี ทำ� งานเพอื่ ทเ่ี ราจะไดด้ กู ารทำ� งานของเขา และได้ผลประโยชน์จากการทำ� งาน ธรุ กจิ ของเวยี ดนามในอดตี 97% เปน็ ธรุ กจิ ของรฐั บาล จะมแี ค่ 3% ทเ่ี ปน็ ของเอกชน สมัยน้ันธุรกิจจะข้ึนกับรัฐบาลท้ังหมด เอกชนไม่มีสิทธิ์ท�ำ ส่วนมากถ้ามีก็จะเป็น สหกรณ์ เศรษฐกจิ สหกรณม์ ปี ระชาชนเปน็ สว่ นรว่ ม แลว้ กเ็ ศรษฐกจิ แหง่ รฐั อยา่ งเดยี ว เศรษฐกจิ แหง่ รฐั ผมคดิ วา่ คมุ ทง้ั หมดกวา่ 90% ในจงั หวดั ฮานอย ตอนนน้ั ยงั ไมพ่ ฒั นา มากขนาดนี้ มนั กม็ สี หกรณเ์ หมอื นกนั มสี หกรณท์ ำ� นา สหกรณท์ ำ� เครอื่ งจกั ร สหกรณ์ การทอผา้ มสี หกรณห์ ลายอยา่ งหลายสาขา ทกุ คนรว่ มมอื ทำ� งานและรบั ปนั ผลรว่ มกนั และมกี ารลงทนุ ดว้ ยกนั เราตอ้ งทำ� งานและเรารบั ปนั ผลจากผลติ ภณั ฑข์ องเรา แลว้ มี เงินเดือนเขาก็จ่าย เขาก็มีระบบของเขาเอง ถ้าในส่วนของรัฐบาล รัฐบาลจะดูแล ทุกสงิ่ ทุกอยา่ ง






Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook