Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โลกและการเปลี่ยนแปลง

โลกและการเปลี่ยนแปลง

Published by aninekrab, 2018-12-02 01:58:32

Description: โลกและการเปลี่ยนแปลง

Search

Read the Text Version

โลกและการเปล่ยี นแปลง โลกเราถอื กาเนดิ เมอ่ื ประมาณ 4,600 ลา้ นปีมาแลว้ เมื่อโลกเกดิ ใหม่พน้ื ผิวโลกยังราบเรยี บ ซ่งึ ต่อมาผิวโลกแขง็ ตวั กลายเปน็ เปลอื กโลกแลว้ แตกเป็นแผน่ หลายแผ่นรวมกนั เน้ือโลกส่วนที่แข็ง น้ีเรยี กว่าแผน่ ธรณภี าค การเคลอ่ื นท่ีของแผน่ ธรณีภาคต้ังแต่เรมิ่ แรกจนถงึ ปจั จบุ นันนั้ ทาใหเ้ กดิ เทือกเขา ภูเขา หบุ เขา หุบเหว ทีร่ าบสงู ภเู ขาไฟ ทง้ั บนดนิ และใตม้ หาสมทุ ร รวมทั้งกระบวนการ เปล่ยี นแปลงพนื้ ผวิ โลกที่รนุ แรง เช่น แผ่นดินไหว และภเู ขาไฟระเบดิ

1. โครงสรา้ งโลก โลกที่เรำอำศัยอยู่ น้ีไม่ได้มีลักษณะเป็นเหมือนลูกหินกลมตันขนำดใหญ่ มีเฉพำะพื้นผิวส่วนที่เรียกว่ำเปลือกโลกเท่ำน้ันท่ีเป็นของแข็ง ใต้พื้นโลกลงไปนั้นไม่ได้มีลักษณะ เป็นหินแข็ง แต่อยู่ในสภำพกึ่งแข็งกึง่ เหลว และมีกำรเปล่ียนแปลง อยู่ตลอดเวลำ1.1 การกาเนดิ โลก กำเนิดขึ้นเม่ือประมำณ 4,600 ล้ำนปีมำแล้ว เกิดจำกมวล แก๊สร้อนท่ีหมุนรอบตัวเองด้วยควำมเร็ว ระยะต่อมำแก๊สจึงรวมตัวกันเป็น ทรงกลม ธำตุท่ีมีควำมหนำแน่นสูง เช่น นิกเกิลและเหล็ก จะจมลงสู่ ศูนย์กลำง ส่วนธำตุที่มีควำมหนำแน่นต่ำกว่ำจะอยูต่ อนบน และเมื่อผิว โลกเย็นตัวลงก็จะแข็งตัวกลำยเป็นหิน โดยชั้นหินที่มีอำยุเก่ำแก่ท่ีสุดจะ พบได้ที่พรมแดนประเทศแคนำดำ มีอำยุประมำณ 4,000 ล้ำนปีส่วน ทวีปต่ำงๆ จะเกิดข้ึนเม่ือประมำณ1,500 ลำ้ นปกี อ่ น

1.2 โครงสรา้ งโลก1) เปลือกโลก (crust) ช้ันท่ีห่อหุ้มโลกอยู่โดยรอบ เป็นชั้นที่บำงมำกเม่ือเทียบกบั ชั้นอนื่ ๆ ซึ่งแบง่ เป็น 2 ประเภทเปลือกโลกภำคพืน้ ทวีป (continental crust)เปลอื กโลกภำคพื้นมหำสมทุ ร (oceanic crust)2) เน้อื โลก (mantle) เป็นส่วนท่ีอยู่ถัดจำกช้ันเปลือกโลก ลงไป มีควำมหนำประมำณ 2,900 กโิ ลเมตร แบ่งเป็น 2 สว่ น คือ1. เน้ือโลกชนั้ บน (upper mantle)2. เนอื้ โลกชั้นล่ำง (lower mantle)

1.2 โครงสรา้ งโลก 3) แกน่ โลก (core) เป็นช้ันในสุดของโลก มีควำมหนำ ประมำณ 3,470กิโลเมตร (มีควำมหนำต้ังแต่ 2,900 - 6,370 กิโลเมตร) แบ่งเป็น 2ชั้น คือ 1. แก่นโลกช้ันนอก (outer core) คือ ส่วนที่อย่ตู ่อจำก เน้ือโลกช้ันล่ำงเข้ำไป มีควำมหนำประมำณ 2,500 กิโลเมตรประกอบด้วย ธำตุเหล็กและนิกเกิลท่ีอยู่ในสภำพหลอมละลำย มีอุณหภูมสิ ูงมำก 2. แก่นโลกชั้นใน (inner core) คือ ส่วนท่ีเป็นใจกลำง ของโลก มีรัศมีเกือบ 1,000 กิโลเมตร ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลท่ีอยู่ ในสภำพของแข็ง เปน็ บริเวณที่มีอุณหภูมิสูงท่ีสุด โดยมีอุณหภูมิประมำณ 6,000 องศำเซลเซียส เนือ้ โลกชน้ั บน เนือ้ โลก ชนั้ ล่าง แก่นโลกชน้ั นอก แก่นโลกชน้ั ใน

2. การเปล่ียนแปลงทางธรณีภาค ผิวโลกเร่ิมเย็นตวั ลงเมื่อประมำณ 4,000 ล้ำนปีมำแล้ว โดยมี หลกั ฐำนเป็นหินที่มีอำยเุ ก่ำแก่ท่ีสุด ในบริเวณพรมแดน ประเทศแคนำดำ สำหรบั แผน่ ดนิ ผนื แรกไดถ้ ือกำเนิดขนึ้ เมื่อ 1,300 ลำ้ นปกี อ่ น โดยเกิดขน้ึ จำกกำรยกตัวของชั้นหนิ ขน้ึ มำเหนอื ผนื ้ำ แผ่นดินเรม่ิ แรกนีม้ ีลักษณะ เปน็ ผืนเดียวกนั ต่อมำเม่ือ 540 ลำ้ นปี กอ่ น แผน่ ดนิ จึงแยกออกจำกกัน แลว้ กลับมำรวมกันใหม่เมอื่ 200 ล้ำนปกี อ่ น จำกนัน้ จงึ แยกจำกกนั อกี จนกระทงั่ เกิดเปน็ ทวีปและ มหำสมุทรตำ่ งๆ ดังทปี่ รำกฏอยใู่ นปัจจบุ นั2.1 ทฤษฎีการแบ่งสณั ฐานแผ่นธรณภี าค นกั วิทยำศำสตร์เชอ่ื ว่ำ ในสมัยกอ่ นนั้นพ้นื แผ่นดินมี ลักษณะต่ำง จำกพ้นื แผน่ ดินในปจั จบุ นั โดยอลั เฟรด เวเกเนอร์ (Alfred Wegener) นักอตุ นุ ยิ มวทิ ยำและนกั ธรณฟี สิ ิกส์ชำวเยอรมัน เสนอทฤษฎกี ำรเลอ่ื น ไหลของทวปี (Theory of Continental Drift) เมื่อ พ.ศ. 2455 ซ่ึงกล่ำว ไวว้ ่ำ เม่อื ประมำณ 200 ล้ำนปกี อ่ น ทวีปตำ่ งๆ บนโลกเคยอยรู่ ว่ มกนั เปน็ ทวีปใหญ่ทวปี เดียว เรียกวำ่ พนั เจยี (pangea) ซง่ึ ถูกล้อมรอบไวด้ ้วย มหำสมุทรผนื เดยี วกนั เรียกว่ำ พันทาลัสซา (panthalassa) โดยอำ้ ง หลักฐำนจำกขอ้ มลู ทำงสภำพภูมศิ ำสตรข์ องทวีปตำ่ งๆ ทใี่ นปจั จบุ ัน ซงึ่ มี 7 ทวปี

2.2 การเคล่ือนท่ขี องแผ่นธรณีภาค จำกหลักฐำนของนกั ธรณีวิทยำทำใหส้ ำมำรถสรุปไดว้ ่ำเปลือกโลกของเรำไม่ไดอ้ ยูน่ ่ิง แตม่ ีกำรเปลีย่ นแปลงอยู่ตลอดเวลำนบั ตั้งแตท่ ่ีโลกถอื กำเนดิ ข้ึนมำ ซง่ึ กำรเปลี่ยนแปลงของเปลอื กโลกน้ี เกิดข้ึนจำกกำรเคลอ่ื นทขี่ องแผน่ ธรณีภำค 1) สาเหตุทท่ี าให้แผน่ ธรณภี าคเคลอ่ื นที่ เกดิ จำกกำร ท่ีหนิ หนืดในชั้นเนื้อโลกได้รับควำมรอ้ นจำกแกน่ โลกท่มี อี ณุ หภูมิสูงกวำ่ ทำให้หินหนดื ท่ีมอี ณุ หภมู สิ ูงขยำยตวั และลอยตัวขึ้นมำใกลก้ บั เปลอื กโลก จำกน้ันเม่อื หินหนดื เยน็ ตวั ลงก็จะหดตวั จมลงสู่เบื้องลำ่ ง และเมอ่ื ไดร้ ับ ควำมรอ้ นอีกก็จะลอยตวั กลับข้นึ มำใหม่ หมุนเวยี นเชน่ น้เี รื่อยไป ซงึ่ กำร หมนุ เวียนของหินหนืดนี้จะผลักดนั ให้แผ่นธรณีภำคเกดิ กำรเคลื่อนที่ได้2) ลักษณะการเคล่อื นทขี่ องแผ่นธรณภี าค แผน่ ธรณี ภำคแตล่ ะแผ่นจะลอยอย่บู นของเหลวข้น (หนิ หนดื ) คลำ้ ยกับแพ ทีล่ อ่ งลอยไปตำมกระแสน้ำ แต่ละแผ่นธรณภี ำคจะมีทศิ ทำงกำรเคลื่อนที่ แตกตำ่ งกนั ตำมทศิ ทำงกำรหมุนเวยี นของหินหนืดทร่ี องรบั อยดู่ ้ำนใต้ นกั ธรณีวิทยำได้จัดแบ่งแผ่นธรณีภำคออกเป็น 2 กลุ่มใหญๆ่ คอื แผ่น มหำสมทุ รซ่ึงรองรบั มหำสมทุ ร กำรเคลือ่ นทข่ี องแผน่ ธรณภี ำคมี 3 ลักษณะ ดงั นี

1. เคล่อื นทีแ่ ยกจากกัน (divergent) เกิดขน้ึ บรเิ วณ รอยต่อ(boundary) ของแผ่นธรณีภำคทเ่ี คล่ือนที่แยกจำกกนั รอยต่อ แบบน้ีส่วนมำกจะอย่ใู ต้มหำสมุทร หำกเกิดบนแผ่นทวปี จะทำเกดิ เปน็ 2. เคลอื่ นทีช่ นกัน (collision) และมดุ กัน (subduction)สำมำรถเกิดข้นึ ได้ 3 กรณี ดงั น้ี แผ่นมหำสมทุ รชนกับแผน่ ทวปี มีผลทำแผ่นมหำสมุทรซงึ่ หนักกวำ่ มดุ ลงใต้แผน่ ทวีป เกิดเปน็ รอ่ งลึก (trench)ใกลช้ ำยฝ่ัง ตัวอย่ำงเชน่ แผน่ มหำสมุทรนำซคำ (Nazca Plate) ชนกับแผ่นทวปี อเมริกำใต้ (South America Plate) แผน่ มหำสมุทรนำซคำจงึ 3. เคล่อื นทส่ี วนกัน (transform) เมอื่ แผ่นธรณภี ำค 2 แผน่เคล่ือนท่ีสวนทำงกัน จะทำให้เกิดรอยเล่อื น (fault) ขนำดใหญ่ ขน้ึ ได้เชน่ รอยเลอื่ นซำนแอนเดรยี ส (San Andreas Fault) ซึง่ อยูท่ ำงตะวันตกของประเทศสหรฐั อเมรกิ ำ

3. ผลจากการเคลื่อนทข่ี อง แผน่ ธรณีภาค การเคล่อื นที่ของแผน่ ธรณีภาคทาให้ผิวโลกท่ีคอ่ นข้าง เรียบในยคุ สมยั แรกๆ ที่โลกถือกาเนิดขนึ ้ มา กลายเป็นโลกท่ีมี สว่ นสงู ๆ ตา่ งๆของภเู ขา หบุ เหว ท่ีราบสงู ท่ีราบตา่ ง และแอง่ ขนาด ใหญ่เพื่อรองรับนา้ คือ ทะเลและมหาสมทุ ร ตลอดจนแหลง่ นา้ ตา่ งๆ บนพืน้ ดนิ เชน่ ทะเลสาบ แมน่ า้ ลาธาร ซง่ึ ปรากฏให้เห็นทกุ หนทกุ แหง่ ทว่ั โลก นอกจากนีก้ ารเคล่อื นท่ีของแผ่นธรณีภาคก็ยงั กอ่ ให้เกิด แรงอดั แรงดงึ และแรงเฉือนในชนั้ หนิ ทาให้เกิดเป็นรอยคดโค้งหรือ รอยเล่อื นใน ชนั้ หนิ ที่ประกอบกนั เป็นเปลือกโลกได้ 3.1 ชน้ั หินคดโค้ง (Fold) ชัน้ หินคดโคง้ เกดิ ข้นึ จำกแรงอัด ในชัน้ หนิ โดยแรงอดั ท่ีกระทำกบั ชน้ั หนิ จะเกิดขนึ้ ทลี ะน้อยสะสมเปน็ เวลำนำน จนทำชัน้ ของหนิ เกิด กำรคดโคง้ ได้ สว่ นใหญ่จะเกิดในชนั้ หนิ ตะกอน ซง่ึ สว่ นทโ่ี คง้ ข้ึนมำจะมี ลกั ษณะคล้ำยกระทะควำ่ (anticline) และส่วนทีโ่ ค้งลงจะมีลักษณะคล้ำย กระทะหงำย (syncline) ชนั้ หนิ คดโคง้ ทเ่ี กิดข้ึนเองตำมธรรมชำตินั้นจะมีลักษณะคดโคง้ อยำ่ ง ไมเ่ ป็น ระเบยี บ เนื่องจำกพลงั งำนท่ีชน้ั หินไดร้ บั ในแต่ละคร้ังและแตล่ ะจุด จะไมเ่ ทำ่ กัน ชั

3.2 รอยเล่อื น (Fault) รอยเลอื่ นในช้ันหนิ เกิดจำกกำรกระทำของแรง 3 ชนิด คอื แรงอดั แรงดงึ และแรงเฉอื นกระทำตอ่ชั้นหิน ทำใหช้ ัน้ หนิ แตกและเลอื่ นจำกกัน 3.3 ภูเขำ ภเู ขำ (mountain) หมำยถงึ พ้ืนที่ท่ีมีลักษณะเป็นรปู กรวยคว่ำมยี อดสงู สดุ จำกพื้นดินตัง้ แต่ 600 เมตรขนึ้ ไป และมีควำมลำดชนั สงู ถ้ำภูเขำหลำยๆ ลกู มำอยู่ใกล้กันและมแี นวตอ่ เนื่องกัน เรียกวำ่ เทอื กเขำ ซงึ่ ภเู ขำบนพน้ื ผวิ โลกเกดิ จำกสำเหตุต่ำงๆ ดงั น้ี 1) เกดิ จำกชน้ั หนิ คดโคง้ (folding) เมอื่ แผ่นธรณภี ำค 2แผ่นเคลื่อนทชี่ นกนั ช้ันหนิ ท่ปี ระกอบกนั เปน็ เปลอื กโลกท่ีอยู่บนแผน่ธรณีภำคจะไดร้ ับพลงั งำนอย่ำงมหำศำล ทำใหช้ ัน้ หินที่เปน็ เปลอื กโลก คดโค้ง เกิดเปน็ ภูเขำรปู กระทะควำ่ และกระทะหงำยตดิ ตอ่ กนัเช่น เทอื กเขำ หมิ ำลัย ในทวีปเอเชยี เทือกเขำแอลป์ ในทวปี ยุโรปเป็นต้น 2) เกดิ จากรอยเลอ่ื น (faulting) รอยเลื่อนทเ่ี กดิ ขึ้นบนช้นั หนิ ท่ีเปน็ ช้นั เปลือกโลกซง่ึ เปน็ ผลจำกกำรชนกนั ของแผ่นธรณีภำคพลงั งำนท่ีเกดิ จำกกำรชนกนั ทีถ่ กู ถ่ำยเทให้แก่ช้นั หนิ สะสมตวั ขึน้เรื่อยๆ จนกระท่ังชั้นหนิ ไมส่ ำมำรถทนรับแรงอดั ทเี่ กดิ จำกแผ่นธรณีภำคชนกันได้ เกิดกำรแยกเปน็ รอยในชั้นหิน เมอ่ื เกดิ รอยแยกแลว้ ช้นัหนิ สว่ นหนึง่ จะถกู ยกข้ึน และอกี ส่วนหน่ึงจะจมลงไปเกิดเป็นภูเขำโดยยอดเขำจะมลี ักษณะเป็น ที่รำบกวำ้ งใหญ่ ไหล่เขำชนั มำกเชน่ ภูกระดึง จังหวัดเลย

4. ปรากฏการณท์ างธรณวี ิทยา ภยั ธรรมชำติ เชน่ แผน่ ดินไหว ภเู ขำไฟระเบดิ เปน็ ปรำกฏกำรณ์ทำงธรณีวทิ ยำทถ่ี อื ไดว้ ำ่ มคี วำมรนุ แรง สง่ ผลกระทบต่อสง่ิ มีชวี ติ และส่งิ แวดลอ้ ม นำมำซ่งึ ควำมเสียหำยท้งั ชีวติ และทรัพยส์ ิน กำรเรยี นรู้และ ทำควำมเข้ำใจเกย่ี วกบั ปรำกฏกำรณ์ทำงธรณวี ิทยำหรือภยัธรรมชำติ จะ ทำใหเ้ รำค้นุ เคยและเตรียมพร้อมกับสถำนกำรณ์ท่ีเกดิจำกปรำกฏกำรณ์ ทำงธรรมชำตไิ ด้มำกขนึ้ 4.1 แผน่ ดนิ ไหว (Earthquake) แผ่นดนิ ไหวเป็นปรำกฏกำรณ์ธรรมชำติซ่ึงเกิดจำกกำรเคลือ่ นตัว โดยฉบั พลนั ของเปลอื กโลก สว่ นใหญแ่ ผ่นดินไหวมักเกิดบรเิ วณขอบของ แผน่ ธรณีภำค ซึง่ กำรเคลอื่ นตวั ดังกล่ำวเกิดจำกชน้ั หนิ หลอมละลำยท่ี อยูใ่ ตเ้ ปลอื กโลกได้รับพลงั งำนควำมรอ้ นจำกแกน่ โลก และลอยตัวผลกั ดนั ให้เปลอื กโลกตอนบนแต่ละช้นิ มีกำรเคล่อื นที่ในทศิ ทำงตำ่ งๆ กัน บรเิ วณ ขอบของแผน่ ธรณภี ำคจึงเป็นส่วนท่มี ีกำรชน เสียดสี หรอื แยกจำกกนั หำกบริเวณขอบของแผ่นธรณีภำคพำดผำ่ นหรืออยใู่ กล้เคยี งกับประเทศใด ประเทศน้นั ก็จะมีควำมเสี่ยงต่อแผน่ ดนิ ไหว เช่น ประเทศญีป่ ุ่นฟิลิปปินส์ อินโดนเี ซยี นิวซแี ลนด์ เปน็ ตน้

นอกจำกนั้นพลังงำนที่สะสมอย่ใู นเปลือกโลกจะสำมำรถสง่ ผำ่ น ไปยังเปลอื กโลกพนื้ ทวปี ตรงบรเิ วณรอยรำ้ วของหนิ ใต้พื้นโลกทเี่ รียกว่ำ รอยเลอ่ื น ซึง่ จะมผี ลทำใหร้ ะนำบรอยรำ้ วท่ีประกบกนั อยู่ได้รับแรงอดั และเมอ่ื ไดร้ ับแรงอดั มำกๆ กจ็ ะทำให้รอยเลอื่ นนั้นมกี ำรเคล่ือนตัวอย่ำง ฉับพลัน เกิดเปน็ แผ่นดินไหวข้นึ ได้เชน่ กัน 1) แหลง่ กาเนดิ แผน่ ดนิ ไหว เน่ืองจำกแผน่ ธรณภี ำค แตล่ ะแผน่ จะมีควำมหนำบำงแตกตำ่ งกัน โดยบำงแผน่ อำจมีควำมหนำถงึ 70 กโิ ลเมตร ในขณะที่บำงแผ่นโดยเฉพำะสว่ นที่อยูใ่ ต้มหำสมทุ ร จะ มคี วำมหนำเพยี ง 6 กิโลเมตร นอกจำกน้ีแผน่ ธรณีภำคแตล่ ะแหง่ ยังมี ส่วนประกอบทำงกำยภำพและส่วนประกอบทำงเคมที แ่ี ตกต่ำงกัน ดงั น้ัน เม่ือแผน่ ธรณีภำคเคลอื่ นทีแ่ ยกออกจำกกันหรือชนกนั ก็จะทำให้เกิดกำร ส่นั สะเทอื น 2) สาเหตุของแผ่นดินไหว แผน่ ดนิ ไหวเกิดข้ึนจำกกำรสน่ั สะเทือนของพื้นผวิ โลก เนือ่ งมำจำกกำรเคลอ่ื นตวั อย่ำงรวดเร็วของ ชน้ั หนิ ตำมแนวรอยเลือ่ น ซึง่ มักเกดิ ตำมบรเิ วณรอยตอ่ ของแผ่นธรณภี ำค แผน่ ดนิ ไหวในลักษณะนจ้ี ะเรียกว่ำแผ่นดนิ ไหวต้ืน มีจุดศูนย์กลำง แผ่นดินไหว (focus) อยูล่ กึ ไม่เกิน 70 กิโลเมตร จำกผิวโลก

แผ่นดนิ ไหวสว่ นใหญใ่ นประเทศไทยเกิดจำกรอยเล่อื น ในชัน้ หินท่มี ีพลัง ซึ่งส่วนใหญอ่ ยู่ในภำคเหนือและภำคตะวันตก โดยทวั่ ประเทศไทยมีรอยเล่ือนท่มี ีพลงั ทั้งส้นิ 14 รอย ดังนี้ 1.รอยเลื่อนแมจ่ นั วำงตัวในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนอื -ตะวนั ตกเฉยี งใต้ มคี วำมยำว ประมำณ 101 กิโลเมตร พำดผ่ำน อ.ฝำงอ.แม่อำย จ.เชยี งใหม่ อ.แมจ่ นั อ.เชยี งแสน และ อ.เชียงของ จ.เชยี งรำย 2.รอยเลอ่ื นแมอ่ งิ วำงตวั ในแนวทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนอื -ตะวนั ตกเฉียงใต้ มีควำมยำว ประมำณ 57 กโิ ลเมตร พำดผ่ำน อ.เทงิ อ.ขนุ ตำลและ อ.เชยี งของ จ.เชยี งรำย 3.รอยเลื่อนแมฮ่ อ่ งสอน วำงตวั ในแนวทิศเหนือ-ใต้ มคี วำมยำวประมำณ 29 กิโลเมตร พำดผ่ำน อ.เมืองแมฮ่ ่องสอน จ.แมฮ่ อ่ งสอน 4.รอยเลอื่ นเมย วำงตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนอื มคี วำมยำวประมำณ 250 กโิ ลเมตร พำดผำ่ นตัง้ ตน้ จำกำน้ำเมย ชำยแดนพมำ่ต่อไปยังห้วยแม่ท้อ ลำำน้ำปงิ จ.ตำก ไปถึง กำแพงเพชร นครสวรรค์และสิน้ สดุ ท่อี ทุ ัยธำนี 5. รอยเลื่อนแมท่ า วำงตวั ในแนวโคง้ ไปทำงทศิ ตะวันออก มีควำมยำวประมำณ 61 กโิ ลเมตร พำดผำ่ น อ.แม่ทำ จ.ลำพนู และ อ.แม่ออนจ.เชียงใหม่

6. รอยเลื่อนเถิน วำงตัวในแนวโค้งไปทำงทิศตะวันตกเฉียงเหนอื มีควำมยำวประมำณ 103 กโิ ลเมตร พำดผำ่ น อ.แมพ่ ริก อ.เถนิ จ.ลำปำง และ อ.วังชิ้น จ.แพร่ 7. รอยเล่ือนพะเยา วำงตวั ในแนวทศิ ตะวนั ตกเฉียงเหนอื -ตะวันออกเฉยี งใต้ มีควำมยำว ประมำณ 23 กิโลเมตร พำดผำ่ น อ.งำว จ.ลำำปำง และ อ.เมอื ง จ.พะเยำ 8. รอยเลอ่ื นปวั วำงตัวในแนวเหนอื -ใต้ มคี วำมยำวประมำณ 130กโิ ลเมตร พำดผ่ำน อ.สนั ติสขุ อ.ทำ่ วังผำ อ.ปวั อ.เชียงกลำง และ อ.ทงุ่ ช้ำง จ.น่ำน 9. รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ วำงตัวในแนวทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวนั ตกเฉียงใต้ มคี วำมยำวประมำณ 150 กิโลเมตร พำดผำ่ น อ.เมอื ง อ.ท่ำปลำ จ.อุตรดิตถ์ อ.นำหมน่ื อ.นำน้อย อ.เวยี งสำ และ อ.แม่จริม จ.น่ำน 10. รอยเล่อื นเจดยี ์สามองค์ วำงตัวในแนวทิศตะวนั ตกเฉียงเหนอื -ตะวนั ออกเฉยี งใต้ 11. รอยเลอ่ื นศรีสวสั ด์ิ วำงตัวในแนวโคง้ เลก็ น้อยไปทำงทิศตะวันตกเฉยี งใต้ มีควำมยำว ประมำณ 62 กิโลเมตร พำดผ่ำน อ.บำ้ นไร่ จ.อทุ ัยธำนี อ.ศรีสวสั ดิ์ และ อ.หนองปรือ จ.กำญจนบรุ ี 12. รอยเลอ่ื นระนอง มคี วำมยำวประมำณ 270 กิโลเมตร พำดผำ่ นพ้ืนทีต่ ั้งแต่ จ.ระนอง ชุมพร ประจวบครี ขี ันธ์ และพังงำ

13. รอยเลอ่ื นคลองมะรุ่ย วำงตวั ในแนวทศิตะวันออกเฉียงเหนอื -ตะวนั ตกเฉยี งใต้ มีควำมยำวประมำณ 148กโิ ลเมตร พำดผำ่ น อ.บ้ำนตำขุน อ.พนม จ.สรุ ำษฎรธ์ ำนี อ.ทับปุดอ.เมือง จ.พงั งำ 14. รอยเลื่อนเพชรบรู ณ์ ประกอบดว้ ยรอยเลอื่ นบรวิ ำรในแนวทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนือ- ตะวันตกเฉยี งใต้ กับแนวทิศตะวันตกเฉยี งเหนอื -ตะวนั ออกเฉียงใต้สลบั กัน มีควำมยำวประมำณ 110กิโลเมตร พำดผ่ำน อ.หนองไผ่ อ.เมอื ง อ.หลม่ สกั และ อ.หล่มเกำ่จ.เพชรบูรณ 3). กำรตรวจวดั แผ่นดนิ ไหว เครอื่ งมือท่ใี ช้ตรวจวดั แผ่นดินไหวมีอยหู่ ลำยชนดิ ต้ังแต่ที่มีนำ้ หนักเำไปจนถงึ ที่มนี ำ้ หนกั มำก แต่เครื่องมือทุกชนดิ ก อำศัยหลกั กำรพื้นฐำนอยำ่ งเดียวกนั ดังภำพ ABเปน็ เสำรองร บมวลน้ำหัก M ซึ่งแขวนอยูด่ ้วยลวด A โดยมวล Mจะยนั ไวด้ ว้ ย ไม้ค้ำ B ทีจ่ ดุ B มีเดอื ยหมนุ เพ่อื ปรบั ระดับของมวล Mและเสำ AB จะฝงั อยู่ น อม่อคอ กร ตทีห่ ยัง่ ตดิ กับพน้ื โลก เมอื่ เกิดแผ่นดินไหวขึ้นจะทำให้ พ้นื โลก ตอม่อ และเคร่อื งรองรบั มวลเคือ่ นไหว ซ่งึ ก็คอื สญั ญำณของแผน่ ดินไหวนน่ั เอง เครอ่ื งมอื ตรวจวัดแ

เคร่อื งมือวัดแผ่นดนิ ไหว (seismograph) ประกอบดว้ ยส่วนประกอบสำคญั 2 ส่ว น คอื สว่ นเครื่องรบั แรงสน่ั สะเทือน(seismometer) ซึ่งมีหน้ำทีต่ รวจจับร บสัญญำณของคลนื่แผ่นดนิ ไหว และอีกสว่ น คือ สว่ นที มหี นำ้ ทใ่ี นกำรบันทกึ ขอ้ มลูสญั ญำณลงในกระดำษบนั ทกึ 4) ขนาดและความรุนแรงของแผ่นดินไหว หมำยถงึ จำนวนหรือปรมิ ำณพลังงำนท่ีถูกปลอ่ ยออกมำจำกศูนย์กลำงแผน่ ดนิ ไหว แต่ละคร้งั ซึง่ สง่ ผลให้พื้นโลกสนั่ สะเทอื น โดยสำมำรถคำนวณไดจ้ ำกกำร วดั ควำมสูง (amplitude) ของคลน่ื แผน่ ดนิ ไหว ทีบ่ นั ทึกไวใ้ นกระดำษหรอื สง่ิ อน่ื แล้ววคำนวณจำกสตู รกำรหำขนำด ซง่ึ คดิ คน้ โดยชำร์ล ฟรำนซสิ ริกเตอร์ (C. F. Richter) ชำวอเมรกิ นั เม่ือปี พ.ศ.2478 เรียกวำ่ มาตรา ริกเตอร์ (Richter Scale) ความรนุ แรงของแผน่ ดนิ ไหว (intensity) แสดงถงึ ควำม รุนแรงของเหตกุ ำรณ์แผน่ ดินไหวท่เี กดิ ขึน้ วัดได้จำกปรำกฏกำรณ์ท่ีเกิดขน้ึ ในขณะเกดิและหลังเกิดแผน่ ดินไหว เชน่ ควำมรูส้ ึกของผ้คู น ลกั ษณะทีว่ ตั ถุ หรืออำคำรเสียหำย หรือสภำพภมู ิประเทศทเี่ ปล่ยี นแปลงไป เปน็ ต้น

5) ภัยแผ่นดินไหว ผลกระทบจำกแผน่ ดนิ ไหวมที ง้ั ทำงตรงและทำงออ้ ม เช่น พ้ืนแผ่นดินแยก ภูเขำไฟปะทุ อำคำรหรือสง่ิ ก่อสรำ้ ง พังทลำย ไฟไหม้ แกส๊ ร่วั คลืน่ สนึ ำมิ (tsunami)แผน่ ดินถล่ม เสน้ ทำง คมนำคมเสียหำยเนอ่ื งจำกแรงสนั่ สะเทอื นเกดิ โรคระบำด ปัญหำดำ้ น สขุ ภำพจติ ของผปู้ ระสบภัย ควำมสญู เสียในชีวติ และทรพั ยส์ นิ รวมถึงควำม สูญเสยี ทำงเศรษฐกจิ เชน่กำรส่อื สำรคมนำคมขำดชว่ ง ระบบคอมพวิ เตอร์ ขดั ข้อง กำรคมนำคมท้งั ทำงบก ทำงน้ำ ทำงอำกำศหยุดชะงกั ประชำชน ตนื่ตระหนก ซง่ึ มีผลต่อกำรลงทนุ และกำรประกันภยั 6) การปฏบิ ตั แิ ละการปอ้ งกันภยั แผน่ ดินไหว เน่ืองจำกปรำกฏกำรณ์แผ่นดินไหว เป็นปรำกฏกำรณ์ทีเ่ มื่อเกดิ ขน้ึ แลว้ จะครอบคลมุ พื้นทเี่ ปน็ บรเิ วณกว้ำงและไม่สำมำรถหลบเล่ยี งได้ เรำจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ วิธกี ำรปฏิบัตติ นเพอ่ื ใหไ้ ดร้ บั อนั ตรำยจำกภยัแผน่ ดนิ ไหวนอ้ ยทส่ี ุด โดยกำร ปฏิบัติตนเม่อื เกิดปรำกฏกำรณ์แผน่ ดินไหว มดี งั น้ีก่อนการเกดิ แผน่ ดนิ ไหว 1. ควรมีไฟฉำยพร้อมถำ่ นไฟฉำย และกระเปำ๋ ยำเตรียม ไวใ้ นบ้ำนในท่ีทีส่ ำมำรถมองเห็นและนำ้ มำใช้ไดง้ ่ำย 2. ศกึ ษำกำรปฐมพยำบำลเบ้อื งตน้ 3. ควรมีเคร่ืองมือดบั เพลิงไวภ้ ำยในบ้ำน เชน่ เคร่อื ง ดบั เพลงิ ถงุทรำย เปน็ ต้น

4. ควรทรำบตำำแหน่งของวำล์วปิดน้ำ วำล์วปดิ แกส๊สะพำนไฟฟำ้ สำหรบั ตดั กระแสไฟฟำ้ 5. อยำ่ วำงสิง่ ของหนักบนช้ันหรอื หิง้ สูงๆ เนอื่ งจำกเมอื่แผน่ ดินไหวอำจตกลงมำเป็นอนั ตรำยได้ 6. ผกู เครอ่ื งใชห้ นักๆ ใหแ้ น่นกับผนงั บ้ำน 7. ควรมีกำรวำงแผนเรอื่ งจดุ นัดหมำย ในกรณีทีต่ ้อง พลัดพรำกจำกกนั เพอื่ มำรวมกันอีกครั้งในภำยหลัง 8. สร้ำงอำคำรบ้ำนเรอื นใหเ้ ปน็ ไปตำมกฎเกณฑ์ท่ี กำหนดสำหรับในพนื้ ที่เส่ยี งภัยแผน่ ดนิ ไหว ระหว่างเกิดแผน่ ดินไหว 1. อยำ่ ต่นื ตกใจ พยำยำมควบคุมสติอยู่อยำ่ งสงบ ถำ้ อยู่ ในบ้ำนก็ควรจะอยู่ในบ้ำน แตถ่ ำ้ อยู่นอกบ้ำนก็ควรจะอย่นู อกบ้ำน เพรำะ สว่ นใหญจ่ ะไดร้ ับบำดเจ็บเนอ่ื งจำกกำรวิ่งเขำ้ และออกจำกบำ้ น 2. ถำ้ อยใู่ นบ้ำนใหย้ นื หรือหมอบอยู่ในส่วนของบ้ำน ท่มี ีโครงสรำ้ งแข็งแรงสำมำรถรับนำ้ หนกั ได้มำก และให้อยู่หำ่ งจำกประตู ระเบียง และหน้ำต่ำง หำกอยู่ในอำคำรสูง ควรต้งัสติให้มัน่ และรบี ออกจำก อำคำรโดยเรว็ หนีให้หำ่ งจำกสิ่งที่จะล้มทบั ได

3. ถ้าอยใู่ นที่โลง่ แจ้ง ให้อยหู่ า่ งจากเสาไฟฟ้า และ สง่ิห้อยแขวนตา่ งๆ อยา่ ใช้เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสงิ่ ท่ีทาให้เกิดเปลวหรือ ประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สร่ัวอยบู่ ริเวณนนั้ 4. ถ้าทา่ นกาลงั ขบั รถให้หยดุ รถและอยภู่ ายในรถจนกระทง่ั การสนั่ สะเทือนจะหยดุ 5. ขณะเกิดแผน่ ดนิ ไหวห้ามใช้ลฟิ ต์โดยเดด็ ขาด 6. หากอยบู่ ริเวณชายหาดให้อยหู่ า่ งจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคล่ืนขนาดใหญ่ซดั เข้าหาฝั่งได้ หลังเกดิ แผ่นดนิ ไหว 1. ควรสารวจตนเองและคนข้างเคียงวา่ ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ หากมีการบาดเจบ็ ให้ทาการปฐมพยาบาลเบือ้ งต้นก่อน 2. ควรรีบออกจากอาคารทเี่ สียหายทนั ที เน่ืองจาก หากเกิดแผน่ ดนิ ไหวตามมาอาคารอาจพงั ทลายได้ 3. ใสร่ องเท้าห้มุ ส้นเสมอ เนื่องจากอาจมีเศษแก้ว หรือวสั ดแุ หลมคมอื่นๆ อยบู่ นพืน้ ได้ 4. ตรวจสอบสายไฟ ทอ่ นา้ และทอ่ แก๊ส หากพบวา่ มีแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถงั แก๊ส ยกสะพานไฟลง อยา่ จดุ ไม้ขีดไฟหรือกอ่ ไฟ จนกวา่ จะแน่ใจวา่ ไมม่ ีแก๊สรั่ว

4.2 ภเู ขาไฟปะทุ ในอดตี มนุษย์สนใจและร้สู ึกกลวั ภูเขำไฟมำชำ้ นำน จำกกำรท่ี ได้เห็นกำรปะทุทร่ี ุนแรง เห็นลำวำรอ้ นที่ไหลออกมำจำกปำกปล่องและ ไหลนองทำลำยชวี ติ และทรัพยส์ ินของผูค้ นจำนวนมำก แต่ทุกวันนีม้ นุษย์ มคี วำมรูแ้ ละควำมเขำ้ ใจเกี่ยวกบั ภเู ขำไฟดีข้ึนมำก เมื่อมีกำรใชห้ ลกั กำร ทำงฟิสิกส์ เคมีและธรณีวิทยำมำศึกษำภเู ขำไฟอย่ำงละเอยี ดตอ่ เนือ่ ง และใกลช้ ิดมำกข้ึน จงึ ทำใหท้ รำบว่ำปรำกฏกำรณภ์ ูเขำไฟปะทุนน้ั 1.กาเนิดภเู ขาไฟ เน่ืองจากใต้ชนั้ เปลอื กโลกลงไปเป็น ชนั้ของหินหนืด และสว่ นตรงกลางโลกหรือชนั้ แกน่ โลกจะมีอณุ หภมู ิสงู มาก ทาให้หินหนืดที่อยตู่ ดิ กบั บริเวณชนั้ แกน่ โลกได้รับความร้อนจากแก่นโลก ตลอดเวลา หนิ หนืดด้านลา่ งที่ได้รับความร้อนจงึ ไหลเวียนขนึ ้ สดู่ ้านบน และเม่ือขึน้ สดู่ ้านบนซง่ึมีอณุ หภมู ิต่ากวา่ หินหนืดจะเยน็ ตวั ลงแล้วจมลงสู่ ด้านลา่ งอีกครัง้ ซง่ึ เกิดเป็นการไหลเวียนของหินหนืดเช่นนีต้ ลอดเวลาเชน่ เดียวกบั การที่เราต้มนา้ ความร้อนจากไฟท่ีเราให้แกน่ า้ จะทาให้เกิดการ ไหลเวียนของนา้ ในกาต้มนา้ อยตู่ ลอดเวลา2) ประเภทของภูเขาไฟ ภเู ขาไฟที่มีอยทู่ ว่ั โลก จดั แบง่ ได้ 4แบบ ตามลกั ษณะรูปร่างและการเกิด ดงั นี ้ 1. แบบกรวยสูง (steep cone) 2. แบบโล่ (shield volcano) 3. แบบกรวยกรวด (ash and cinder cone) 4. แบบกรวยภูเขาไฟสลบั ชน้ั (composite cone)

3) สาเหตกุ ารปะทขุ องภูเขาไฟ กำรปะทุของภเู ขำไฟ เกดิ จำกกำรมีรอยแตกหรอื โพรงใต้ชัน้ หนิ มักจะพบตำมรอยต่อของแผ่นเปลอื กโลกที่มำบรรจบกันซงึ่ เปน็ จดุ ทีเ่ ปรำะบำง หนิ หลอมละลำยภำยใน โลกทม่ี แี รงดันมหำศำลจะสำมำรถดันออกมำตำมช่องหรือรอยแตก จนกระทัง่ ปะทุออกมำนอกผิวโลกและเกิดกำรปะทขุ องภเู ขำไฟขึน้ ซงึ่ กำร ปะทขุ องภูเขำไฟจะรุนแรงหรอื ไมน่ นั้ ขึน้ อยู่กับแรงอัดและควำมร้อนของ หนิ หลอมละลำย ถ้ำมีแรงอัดและควำมร้อนสงู จะททำให้เกดิ กำรปะทุอย่ำง รนุ แรงได้ นอกจำกนย้ี ังข้นึ อยู่กับลกั ษณะของปลอ่ งภูเขำไฟวำ่ มขี นำดแคบ หรือกวำ้ ง 4) การพยากรณก์ ารปะทขุ องภเู ขาไฟ เนือ่ งจำกกำร ปะทุของภูเขำไฟแต่ละคร้ังจะทำลำยเศรษฐกจิ และชีวิตของคนท่ีอำศัยอยู่ในพ้ืนทีน่ ั้นอย่ำงมำกมำยมหำศำล ดงั นั้น นกั วิทยำศำสตรจ์ งึ พยำยำมศกึ ษำ เพือ่ ท่ีจะสำมำรถรู้ได้ว่ำภเู ขำไฟจะปะทุเมอื่ ใด เพือ่ จะได้อพยพผคู้ นออกไป จำกพน้ื ท่ีไดท้ ันทว่ งที โดยกำรศกึ ษำทีท่ ำกันอยใู่ นปัจจบุ นั 5) ผลของภเู ขาไฟระเบิดต่อสิง่ มีชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม ผลกำรระเบิดของภูเขำไฟในบำงคร้ังกม็ ีควำมรนุ แรงไมน่ ้อยกวำ่ กำรเกดิแผ่นดินไหว นอกจำกนกี้ ำรระเบดิ ของภเู ขำไฟทเี่ กิดข้ึนแต่ละครง้ัสำมำรถ ให้ทั้งคณุ และโทษท้งั ทำงตรงและทำงออ้ มตอ่ ส่ิงแวดล้อม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook