มีได้อย่างเต็มที่ แล้วไปค�ำนวณดูเถอะ มันจะมี อะไรอีกล่ะ มันไม่มีอะไรอีกแล้ว ที่มันเหลืออยู่ สำ� หรับควรจะตอ้ งการอกี มนั ไมม่ ี เขาเรยี กว่าจบ หน้าท่ี จบกิจพรหมจรรย์ อะไรที่จะท�ำให้ดีไป กวา่ นี้อีกไม่มีอีกแลว้ มันดีเท่านี้แหละ ถ้าพูดว่าดี ทม่ี นษุ ยจ์ ะตอ้ งทำ� เพอื่ ดบั ทกุ ขม์ นั มเี ทา่ น้ี เลกิ ชวี ติ รอ้ นเสยี ใหไ้ ด้ อยดู่ ว้ ยชวี ติ เยน็ แลว้ กพ็ อแลว้ ไม่ เสยี ทที ไ่ี ดเ้ กดิ มาเปน็ มนษุ ย์ คอื เปน็ สตั วท์ ม่ี คี วาม คดิ นกึ รสู้ กึ ไดอ้ ยา่ งละเอยี ดสขุ มุ สงู สดุ แลว้ เรากไ็ ด้ ใช้คุณค่าอันน้ีของความเป็นมนุษย์ได้เต็มที่ เต็ม ตามที่มันควรจะเป็น นี้มันเรียกว่ามันเป็นเร่ืองเป้าหมายที่ ควรจะมีกันไว้อย่างถูกต้อง ทีนี้จะท�ำอย่างไรมัน อีกเร่ืองหน่ึง จะส�ำเร็จเป้าหมายอันน้ีโดยการ กระท�ำอย่างไรน่ันคือการปฏิบัติท้ังหมด การ ปฏิบัติท้ังหมด แต่ค�ำว่าท้ังหมดน้ีอย่าตกใจ มัน ไมใ่ ช่ ๘๔,๐๐๐ เรอ่ื ง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขนั ธ์ เหมอื น ๔๕
ท่เี ขาพดู ๆ กนั เพราะว่าเรอื่ งท้ังหมดนนั้ มนั สรุป ลงเหลือได้เป็นค�ำพูดเพียงไม่กี่ค�ำอีกเหมือนกัน มนั กม็ าอยทู่ ค่ี ำ� วา่ ความรู้ ความรู้ กร็ เู้ หมอื นทวี่ า่ น่ี วา่ มนั มคี วามทกุ ขอ์ ยา่ งนี้ แลว้ มนั เกดิ ขน้ึ เพราะไป จับฉวยยดึ ถือเอามาเป็นตวั กู มาเป็นของกู ยึดถอื อะไรสกั นิดหนง่ึ มนั กเ็ ปน็ ทุกข์ทนั ที ฉะน้ันอย่ายึดถือ ความดับทุกข์ทั้ง หลายท้ังปวงก็คือไม่ไปยึดถือ ไม่ไปหลงยึดถือ มนั กเ็ หลอื อยวู่ า่ ทำ� ไม ทำ� อยา่ งไรจงึ จะไมย่ ดึ ถอื ก็ รจู้ กั มนั ใหด้ สี ิ เพราะรจู้ กั มนั ดจี งึ ไมย่ ดึ ถอื อะไร พดู เหมอื นพดู เลน่ ใชไ่ หม แตเ่ พราะรจู้ กั มนั ดวี า่ มนั คอื อะไร มนั กไ็ มย่ ดึ ถอื เพราะรจู้ กั มนั ดวี า่ ยดึ ถอื ไมไ่ ด้ เพราะรจู้ กั มนั ดวี า่ ไปยดึ ถอื เขา้ แลว้ มนั กจ็ ะกดั เอา คอื มนั จะเปน็ ชวี ติ รอ้ นขนึ้ มา ถา้ ไปยดึ ถอื เอาอะไร เขา้ ว่าเปน็ ตัวตนของตนอะไรก็ดี มนั จะกัดเอาคอื มันจะกลายเปน็ ของรอ้ นข้ึนมา เหมอื นกบั ว่าวาง ของหนกั ทง้ิ ลงไปแลว้ ไปเอากลบั ขนึ้ มาถอื อกี มนั ๔๖
กก็ ดั เอาอกี ฉะนน้ั อยา่ ไปยดึ ถอื มนั จะหนกั คอื มนั จะกดั เอา พออย่างนี้มันกไ็ มย่ ึดถอื มันกท็ ้ิงลงไป แลว้ อยา่ เผลอ อยา่ โง่ อยา่ เผลอเอามายดึ ถอื เขา้ อกี มันก็จะกดั เอาอกี ค�ำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าส่ิงท้ังปวงไม่ ควรยึดมั่นถือม่ันนั่นแหละส�ำคัญท่ีสุด ครั้งหน่ึง เราบอกวา่ เปน็ หวั ใจของพทุ ธศาสนา สพั เพ ธมั มา นาลัง อภินิเวสายะ –ธรรมทั้งหลายท้ังปวงอัน ใครๆ ไมค่ วรยดึ มนั่ ถอื มนั่ ยดึ มนั่ ถอื มน่ั หมายความ ว่าเป็นตัวเราของเรา ยึดมั่นเป็นตัวเราของเรา บอกว่าเธอไปเขียนไว้ที่กระจกส่องหน้า กระจก แตง่ ตวั ประโยคน้ี สพั เพ ธมั มา นาลงั อภนิ เิ วสายะ กม็ คี นไปเขยี นบา้ งเหมอื นกนั กนั ลมื ทกี่ ระจกแตง่ ตวั หรอื จะไปเขยี นไวท้ ตี่ รงไหนกไ็ ด้ ถา้ วา่ เราอยาก จะมีเคร่ืองเตือนสติกันลืมแล้ว ผมว่าประโยค นี้เหมาะที่สุดท่ีจะจารึกลงไปในพระเคร่ืองที่ใช้ แขวนคอ เดี๋ยวนี้พระเคร่ืองแขวนคอเขาจารึก ๔๗
อะไรกนั กไ็ ม่รนู้ ะ ผมไม่คอ่ ยสนใจหรอก แต่ผมวา่ อนั นจ้ี ะดที สี่ ดุ ถา้ คณุ จะเอาไปไวเ้ ตอื นสตกิ ็ สพั เพ ธมั มา นาลงั อภนิ เิ วสายะ –ธรรมทง้ั ปวงอนั ใครๆ ไมค่ วรยึดมัน่ ถอื ม่ัน แต่เดี๋ยวนี้ผมมีค�ำใหม่แล้ว สั้นกว่านั้น อกี คือ ตถตา ตถตา ตถาตา –เพราะมันเป็นอยา่ ง นั้นเองจึงไม่ยึดมั่นถือม่ัน ตถตา สามพยางค์นั้น เขียนไว้ท่ีพระเคร่ืองนะ จารึกไว้ที่พระเคร่ืองว่า ตถตา คำ� อธบิ ายทงั้ หลายพดู กันเข้าใจดแี ลว้ แล้ว มองเหน็ คำ� วา่ ตถตา มนั กก็ ลบั มาหมด ตถตา สาม พยางค์ เช่นนั้นเอง ความเป็นเช่นนั้นเอง ค�ำน้ี ทนทานท่สี ุด ไม่มอี ะไรมาท�ำลายได้ ตถตา ความ เป็นเชน่ นัน้ เองแข็งแกร่งที่สุด ไม่มีอะไรทำ� ลายได้ คอื มนั อยเู่ หนอื เหตปุ จั จยั ไมม่ ปี จั จยั อะไรปรงุ แตง่ ได้ ตถาตา ไมม่ ีอะไรปจั จัยปรงุ แตง่ ได้ มันเปน็ กฎ อสังขตะ มันเป็นอย่างนั้นเอง ถ้ามันมีอะไรปรุง แต่งได้มันไม่ตถตาหรอก มันเปลี่ยนไปแล้ว แต่ ๔๘
ถา้ มนั ตถตา อยา่ งนน้ั เองแลว้ มนั ตอ้ งเปน็ อสงั ขตะ มันอยู่เหนือการปรุงแตง่ ฉะนัน้ จารึกคำ� วา่ ตถตา ลงไปในพระเคร่ืองทีแ่ ขวนคอ เช่ือว่าท่ีน่ังกันอยู่ท้ังหมดน้ีคงมีหลายๆ องค์ท่ีมีพระเคร่ืองแขวนคอ เมื่อยังไม่ได้บวชนะ คณุ ไปดูเสียใหม่สิ ถ้ามคี ำ� วา่ ตถตาจารึกอยูท่ ่ีพระ เครอ่ื งแล้วจะทนทานทสี่ ุด จะไม่เปลีย่ นแปลง ให้ ยกแก้วเหล้าขา้ มหัวกี่ครงั้ ๆ ก็ไมเ่ ปล่ยี นแปลง ถ้า พระเครื่องจารึกอย่างอื่น รูปหลวงปู่คนนั้นคนน้ี ยกแก้วเหล้าข้ามหัวทีเดียวหนีหมด เลิกหมด อย่างเอามาแขวนไว้ท่ีคอน้ีมันหลีกไม่ค่อยพ้นที่ จะยกแกว้ เหลา้ ข้ามหวั ฉะน้นั เราเอาท่ที นทส่ี ุด ตถตา แขวนไว้ ที่คอ จะยกแก้วเหล้าข้ามหัวก่ีครั้งก็ยังคงตถตา อยู่ ไม่เปล่ียนหรอก ถ้ารูปหลวงปู่หลวงพ่อหรือ ขอ้ ความอยา่ งอนื่ ผมเชอื่ วา่ มนั เปลยี่ น มนั เสอ่ื มไป มันสลายไป เพราะมันเป็นตัวตน มันเป็นบุคคล ๔๙
มนั เปน็ เหตปุ จั จยั ปรงุ แตง่ ได้ ไมเ่ หมอื นคำ� วา่ ตถตา เป็นส่ิงที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ เป็นธรรมะสูงสุด เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งสิ่งอ่ืนแต่ไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง ตถตาได้ อทิ ปั ปจั จยตานน้ั ขยายความออกไป แต่ ถา้ ยน่ เขา้ มากเ็ หลอื แตต่ ถตา ถา้ เรามตี ถตาแลว้ เรา จะไมห่ ลงรกั หลงเกลยี ด หลงโกรธอะไร นีแ่ หละ ความรสู้ งู สุดทจี่ ะดบั ทกุ ขไ์ ด้ จะแกป้ ัญหาท้ังหมด ได้ คอื ความรเู้ รอื่ งตถตา ตถตา มนั ไมล่ กึ มนั ไมย่ าก หรอก ไปมองเข้าไปก็จะเห็นสิ ไม่ใชว่ ่าต้องลงทุน เรยี นกนั เปน็ ปๆี เรอื่ งตถตานไ่ี ปมองดู จะมองเหน็ ทนั ที มนั เปน็ อย่างนั้นเองตามธรรมชาติ ตามกฎ ของธรรมชาติ อร่อยก็ตถตา ไม่อร่อยก็ตถตา แล้วจะไปยินดียินร้ายกับมันท�ำไมเล่า ได้ก็ตถตา เสียกต็ ถตา จะไปยนิ ดียนิ ร้ายกบั มันท�ำไมเลา่ แพ้ กต็ ถตา ชนะกต็ ถตา แลว้ จะไปยนิ ดยี นิ รา้ ยกบั มนั ๕๐
ทำ� ไม คงทีอ่ ยดู่ ีกว่า ดีกต็ ถตา ช่ัวกต็ ถตา อยา่ ไป ยนิ ดยี นิ ร้ายกับมนั สิ ถา้ ใครมคี วามรเู้ รอ่ื งตถตาแลว้ โลกธรรม ท้ัง ๘ ไม่รู้ไปไหนหมด ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้นินทาได้สรรเสริญ ได้สุขได้ทุกข์ ท่ี เรียกกันว่าโลกธรรม ๘ มันทนต่อตถตาไม่ได้ หรอก ถ้าตถตาเข้ามามันหนีไปไหนหมด ไม่มี ปญั หาเรื่องโลกธรรม ฉะนนั้ คนเขาจงึ ชนะสงิ่ ทงั้ ปวงไดเ้ พราะ ความรู้เรื่องตถตา ไม่มีอะไรมาท�ำให้หลงรักได้ ไม่มีอะไรมาท�ำให้หลงเกลียดหรือโกรธได้ เท่านี้ มันพอแล้ว ถ้ามันไม่มีเท่าน้ีแล้วมันก็จะไม่มีหลง กลวั หลงอจิ ฉารษิ ยา หลงอาลัยอาวรณ์ หงึ หวง อะไรมันจะไม่มี ถ้ามันเห็นตถตาเพียงว่าไม่หลง รักและหลงโกรธก็พอแล้ว คือไม่ยินดีไม่ยินร้าย น่นั แหละ แลว้ มันกจ็ ะไม่มีปญั หาอนั อื่น ผู้ที่เห็นตถตาถึงที่สุด มันก็หมดความ หมาย หมดความหมาย ดีชว่ั สขุ ทกุ ข์ แพช้ นะ ได้ ๕๑
เสีย หรือขาดทุนก�ำไรอะไร มันหมดความหมาย หมด แล้วมันจะร้อนได้อย่างไร ชีวิตน้ีมนั จะรอ้ น ได้อย่างไร เพราะมนั หมดความหมายไปหมด ส่งิ ทีท่ �ำให้ร้อนมันหมดความหมายไปหมด มันก็เย็น เทา่ นนั้ เมอ่ื ความรอ้ นไมม่ แี ลว้ มนั กเ็ ยน็ ไมต่ อ้ งไป อ้อนวอนอะไรให้เย็นแล้ว เม่ือความร้อนมันไม่มี แล้วมนั กเ็ ยน็ เย็นเอง แต่ว่าคนสมัยนี้ไม่เข้าใจได้ง่ายนักหรอก เพราะเขาหลง หลงมากเกินไปในเรื่องจะรัก จะ โกรธ จะเกลยี ด จะกลวั หลงความเอรด็ อรอ่ ยมาก เกนิ ไป พดู ตถตานเี้ ขากฟ็ งั ไมค่ อ่ ยถกู เชน่ เดยี วกบั ผมเคยพดู เรอื่ งจติ วา่ ง เขาฟงั ไมถ่ กู สว่ นหนงึ่ ฟงั ไม่ ถกู แลว้ กพ็ ดู กระทบกระเทยี บ กระแนะกระแหน ดา่ วา่ ลอ้ เลยี นอะไรไปตามเรอ่ื ง เพราะเขาฟงั ไมถ่ กู คำ� วา่ จติ วา่ ง กลายเปน็ เรอื่ งเสยี หายไปเลย จติ วา่ ง นเี้ รอ่ื งเชน่ นนั้ เองกเ็ หมอื นกนั คนทฟ่ี งั ไมถ่ กู มนั จะ เหน็ วา่ โอย๊ คำ� พดู ไรส้ าระ บา้ ๆ บอๆ ใชอ้ ะไรไมไ่ ด้ ๕๒
ค�ำว่า เช่นน้ันเอง คือหัวใจของ พระพทุ ธศาสนา ถอดรปู ออกมาจากอทิ ปั ปจั จย- ตา ปฏิจจสมุปปาโท เป็นหลักท่ีพระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ ตรัสรู้แล้วเคารพเลย เคารพทันทีเลย เคารพธรรมะทตี่ รสั รคู้ อื อทิ ปั ปจั จยตา แลว้ หวั ใจ ของอิทัปปจั จยตาคือคำ� วา่ ตถตา ฉะน้ันเมื่อคุณสวดมนต์แปลบทปฏิจจ- สมปุ บาท มนั จะมคี ำ� เหลา่ นี้ ตถตา อวติ ตา อนญั ญ- ถตา อิทปั ปัจจยตา ปฏจิ จสมปุ ปาโท พอสวดถงึ บทนชี้ ว่ ยนกึ ถงึ ทผี่ มพดู อยา่ สวดอยา่ งนกแกว้ นก ขุนทองไปเสียหมด ตถตานั้นมันจะท�ำให้ม่ันคง มน่ั คง ไมม่ ีอะไรท�ำใหเ้ ปลย่ี นแปลงได้ คนเข้าถึงตถตาแล้วก็หมดปัญหา เป็น พระตถาคตไปเลย ตถาคตะ ตถา แปลว่า ตถตา คตะ แปลวา่ ถงึ ตถาคต แปลวา่ ผถู้ งึ ตถา อรยิ สจั ๔ เรียกวา่ ตถา มีในพระบาลี ถงึ ส่งิ ทีเ่ ปน็ เช่นน้นั เอง คอื เปลยี่ นแปลงไมไ่ ด้ คอื อสงั ขตะ คอื นพิ พาน คอื ๕๓
วสิ งั ขาร คอื แลว้ แตจ่ ะเรยี ก มคี ำ� เรยี กเยอะแยะไป แตว่ า่ มนั เป็นเชน่ นน้ั เอง มนั เปลี่ยนไม่ได้ เดยี๋ วนเ้ี รากม็ าดกู นั ดว้ ยความรธู้ รรมดาๆ ว่าอะไรบ้างท่ีมันไม่เป็นเช่นน้ันเองตามแบบของ มัน ความทุกขก์ ็ดี ความสขุ ก็ดี ความอะไร แพก้ ด็ ี ชนะกด็ ี ได้กำ� ไรก็ดี ขาดทุนก็ดี กค่ี ่ๆู ๆ เอามาจบั ดเู ถอะ ลว้ นแตม่ คี วามเปน็ เชน่ นน้ั เอง เปน็ ไปตาม กฎแหง่ เชน่ นนั้ เองคอื อทิ ปั ปจั จยตา กเ็ ลกิ กนั เลกิ ไปหลงรัก หลงโกรธ หลงเกลยี ด หลงกลวั หลง อะไร นคี่ วามรทู้ จี่ ะแกไ้ ด้ ทีนี้ปัญหาต่อไปมันก็เหลืออยู่แต่ว่า ท�ำ อย่างไรจึงจะเอาความรู้นี้มาใช้ได้ทันท่วงที ทัน เวลา อนั นน้ั กค็ อื สติ คอื สติ เดย๋ี วนสี้ ตไิ มพ่ อ อะไร มากระทบเข้าแล้วเอร็ดอร่อยจมปลักไปแล้ว พรุ่งน้จี ึงตถตา แลว้ มนั จะชว่ ยกันได้หรอื เรื่องมัน เกดิ ทน่ี เ่ี ดย๋ี วน้ี แลว้ พรงุ่ นม้ี ะรนื นจ้ี งึ จะตถตานม้ี นั ก็ตายเลย ฉิบหายหมด มันต้องมีสติ มอี ะไรมาถงึ เข้ามาเผชิญเข้า กต็ ถตารบั หนา้ กระเดน็ ออกไป ๕๔
เพราะฉะนน้ั การมสี ตทิ เ่ี พยี งพอเทา่ นนั้ ทจี่ ะชว่ ยได้ มแี ตค่ วามรไู้ ม่พอหรอก มนั ไมม่ านี่ ความรมู้ ันไม่มา มนั นอนหลบั เสยี ที่ไหนก็ไม่รู้ สติ ต้องไปปลุกเอามา เอามาทันควันที่ว่ามันมีเรื่อง แล้ว มีเร่ืองทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิน้ ทาง ผิวหนังแล้ว มีเรื่องแล้ว สติเขามาทัน เอาตถตา มาดว้ ย สิง่ เหล่าน้ันมนั กเ็ ลยถูกกระท�ำใหเ้ ลกิ ให้ หมดความหมาย ใหห้ มดฤทธหิ์ มดเดช ไมป่ รงุ แตง่ จติ ใจได้ ฉะนั้นอตุ สา่ หฝ์ กึ สตกิ ันให้มากๆ สิ มีวธิ ี ฝึกหลายอย่าง วิธีฝึกที่ดีที่สุดคือแบบท่ีเรียกว่า อานาปานสติ ฝกึ อานาปานสติเร่อื ยๆ ไป จะมีสติ เพียงพอส�ำหรับจะไปเอาตถตา หรือความรมู้ าใช้ ทนั ควัน ทันเวลาท่ีอารมณ์มันมากระทบ ฉะนน้ั มนั เรว็ ยงิ่ กวา่ สายฟา้ แลบ สตนิ ถี้ า้ มพี อแลว้ มนั จะเรว็ ยง่ิ กวา่ สายฟา้ แลบ ถา้ มนั ไมม่ ี ไมพ่ อกม็ นั กไ็ มม่ าหรอก มนั กค็ ลานเปน็ เตา่ มา มนั ๕๕
กไ็ ม่ทันกับเรอ่ื งกเิ ลสคือมันเป็นสายฟ้าแลบ มันอุตส่าห์หน่อย ขยันหน่อย ฝึกสติไว้ เรื่อยๆ ทุกวนั ๆๆ จนเปน็ ผ้มู สี ตเิ พยี งพอ สติเพยี ง พอน้ีก็หมายความมาเร็วทันเวลา สติเพียงพอ คือสติมาเร็วทันเวลา ปริมาณไม่ค่อยส�ำคัญ แต่ ต้องการความเร็วท่ีมาทันเวลา นั่นเป็นเร่ืองของ สติ ปรมิ าณมากพอเปน็ เรอื่ งของปญั ญา ความ รู้เรื่องตถตาให้มันมากพอ แล้วสติให้มีความเร็ว พอ เอาความรู้ตถตามาทันเวลา เราก็ไม่ตกเป็น ฝา่ ยทีก่ เิ ลสจะเกิดข้นึ หรอื ลากตวั ไป ฉะนนั้ ก็ควบคุมตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ ได้ส�ำรวม สังวร คุ้มครอง ป้องกันตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ได้ด้วยอ�ำนาจของสติ ประพฤติอย่างนั้นคืออัฏฐังคิกมรรค เพราะว่าตถตาน้ันคือสัมมาทิฏฐิสูงสุดอยู่แล้ว แลว้ กต็ อ้ งการอยา่ งยง่ิ อยแู่ ลว้ ทจ่ี ะดบั ทกุ ข์ จะออก มาเสียจากความทุกข์ แล้วสติมีพอ ไม่ผิดพลาด ทางกาย ทางวาจา ทางอาชีพ ทางความเพียร ๕๖
ทางอะไร แล้วจติ ก็มั่นคง คือสมาธิ เพราะสติอกี เหมอื นกนั เปน็ อยอู่ ยา่ งถกู ตอ้ งสำ� หรบั จะไมเ่ กดิ ความทุกข์ แตเ่ ราจะไมพ่ ดู ใหย้ ดื ยาว ยืดยาดหลาย เรอ่ื ง เก้าเร่อื งสบิ เร่อื ง ผมกไ็ ม่ค่อยชอบแล้วเด๋ยี ว นี้ พูดสองเร่ืองว่ามีสติกับมีตถตา มีสติแล้วก็มี ปัญญาคอื ตถตาพอแลว้ สมาธริ วมอยใู่ นน้นั รวม อยู่ในสตนิ ั่น แล้วก็รวมอยู่ในปัญญาด้วย เมื่อท�ำ อยู่อย่างน้ีมันเป็นศีลของมันเอง ไม่ต้องแยกศีล ออกไปปฏิบัติจนตายก็ไม่มีศีล เพราะมันยึดม่ัน ถือม่นั ในเร่ืองศลี ปฏิบตั อิ ยอู่ ยา่ งนมี้ นั มีศลี ดที ส่ี ุด เปน็ อัตโนมตั ิ มันไม่มที างจะผิดได้ ท�ำอานาปานสติจะท�ำให้มีศีลอยู่ใน ตวั นนั้ มสี ติอยู่ในตัวนั้น มีปญั ญาอยูใ่ นตวั นัน้ มี สมาธิ มีครบหมดท่ีต้องการ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ท่ีเรียกวา่ พละ ๕ อินทรีย์ ๕ มา ครบโดยอัตโนมัติอยู่ในน้ัน พอปฏิบัติถูกแล้วมัน ๕๗
มาเองเป็นอตั โนมตั คิ รบอยใู่ นนั้น ฉะนน้ั ถา้ เราจะ พูดกนั เป็นธรรมดาๆ กว็ ่ามสี ติ ฝึกสตใิ ห้เร็วให้พอ แลว้ มีปัญญาพอ หรือว่าตถตา ทนี มี้ นั กม็ คี วามมนั่ คงอยใู่ นตวั มนั เอง แม้ จติ ใต้สำ� นึกเวลาหลับไปแลว้ ใตส้ ำ� นกึ กจ็ ะไมป่ รุง ไปในเร่ืองของกิเลส มันก็มีความบริสุทธิ์ ผ่องใส แจ่มใส เกล้ียงเกลา ว่องไวอะไรไปตามแบบของ ธรรมะ นี่เรียกวา่ มนั มชี ีวิตเยน็ มีชวี ติ เยน็ จติ มัน บริสุทธิ์ เขม้ แขง็ วอ่ งไวในการคิดนกึ คือสติ จติ วอ่ งไวกค็ อื สติ ขนื พดู จำ� แนกแจกแจงมนั กม็ าก ผม ไมค่ ่อยชอบ เวน้ แตจ่ �ำเป็น เด๋ียวนี้ก็จะพูดแต่เพียงว่า มาบวชกัน ท้ังทีขอให้ได้ความรู้เร่ืองพระธรรมหรือพระ ศาสนาท่ีจะเป็นประโยชน์คือขจัดชีวิตร้อนๆ แบบร้อนออกไปเสียได้ ให้มันกลายเป็นชีวิต แบบเยน็ แลว้ กเ็ ยน็ ไปจนตาย อนั นน้ั ทำ� ไดเ้ พราะ มสี ตมิ ากพอ มปี ญั ญามากพอ ๕๘
ปัญญาในท่ีนี้ก็คือความรู้เรื่องว่าอย่าไป เอากับมัน มันเป็นเช่นน้ันเองตามธรรมชาติเช่น นน้ั เอง อยา่ ไปหลงกบั มนั เราเคยหลงมามากมาย แลว้ หลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว ไป หลงของเป็นคู่ๆ หลงในเรื่องได้ หลงในเรื่องเสีย หลงในเรื่องแพ้ หลงในเรื่องชนะ เรือ่ งก�ำไร เร่ือง ขาดทุน เร่ืองม่ังมี เร่ืองยากจนอะไร มันหลงกัน มามากมายแล้ว อย่าไปหลงในเรื่องดี เรื่องชั่ว ใหอ้ ยูเ่ หนอื นัน้ เสียเถิด ความช่วั ก็กดั เอา ความ ดีถา้ ไปหลงกับมันมันกก็ ดั เอา หลงดี บา้ ดี น้นั ดี มนั จะฉบิ หายหมด ตถตาตวั เดยี วชว่ ยได้ ทำ� ชวี ติ รอ้ นใหเ้ ปน็ ชวี ติ เย็นได้ เอาไปจารึกแขวนคอไว้กันลืม หรอื ว่า ตรงไหนที่มันจะเหลือบเห็นได้ง่ายๆ เขียนค�ำว่า ตถตาไว้บ้าง แม้จะเขียนในส้วมก็ไม่เป็นไร มัน ศักดิ์สทิ ธพิ์ อทจ่ี ะไม่เปล่ียนแปลง รับรองวา่ ตถตา นี่จะไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะไปเขียนไว้ในส้วม แต่ ๕๙
คงไมม่ ีใครท�ำ เขายึดถือขนบธรรมเนยี มประเพณี พระพุทธรูปทุกองคค์ วรจะจารกึ คำ� วา่ ตถตา โดย เฉพาะท่ีผ้าทิพย์ที่ปรกลงมาท่ีฐานชุกชีตรงน้ัน เขียนคำ� วา่ ตถตา ตถตา ไว้ทุกองค์ ไปรู้จักชีวิตร้อนให้ถูกให้ครบให้ถ้วนให้ ละเอยี ด แม้ละเอยี ดที่สดุ แมแ้ ตค่ วามร�ำคาญนดิ หนง่ึ กใ็ หถ้ อื วา่ เปน็ ความผดิ แลว้ ทางธรรมะมนั ผดิ แลว้ ถ้าโมโหโทโสแล้วยง่ิ บ้าเลย ฉะน้นั อย่าหงดุ หงิด อยา่ รำ� คาญ อยา่ มี อารมณ์อะไรที่มันขัดแค้น หงุดหงิด ร�ำคาญอยู่ ขา้ งใน ผมฟงั ออกพระองคไ์ หนใหศ้ ลี พระทเ่ี ทศน์ ทใี่ หศ้ ลี วา่ นะโม พอวา่ นะโมจบผมฟงั ออกทนั ทวี า่ หมอนมี่ อี ะไร อารมณค์ า้ งอะไรอยขู่ า้ งใน หางเสยี ง ของค�ำสุดทา้ ยมันบอก เอาแล้ว พอแล้วเรื่องชีวิตร้อน เลิกกัน เรอื่ งชวี ติ เยน็ สรา้ งขนึ้ มาโดยสตแิ ละอทิ ปั ปจั จยตา น่คี อื หวั ขอ้ พูดแต่หัวข้อ รายละเอยี ดดูเอง อันนี้ หวั ขอ้ หมดแล้ว หมดเวลาบรรยายแลว้ . ๖๐
ประโยชนของพระธรรมหรือพระศาสนา อยตู รงทว่ี า จะใหเ ลกิ ชวี ิตรอ น หรือสง่ิ ท่ีไมค วรจะมีนน้ั ออกไปเสยี ใหห มด แลวก็ใหประสบชีวติ เยน็ หรือสง่ิ ท่ีควรจะมีไดอยา งเตม็ ที่ สมทบทนุ ๘ บาท
Search