โลก ดาราศาสตร์และอวกาศ ว 30261 ระดบั มัธยมศึกษาปีที 4 ครผู สู้ อน นางสาวกนกพร แซซ่ ่า โรงเรียนสุไหงโก-ลก
คำอธิบำยรำยวิชำเพ่ิมเติม ศึกษาการแบ่งช้ันและสมบตั ิของโครงสร้างโลก รอยต่อระหว่างช้ันโครงสร้าง พร้อมหลกั ฐานสนับสนุน ศึกษาการเคล่ือนท่ีของแผ่นธรณีตามทฤษฎีธรณีแปรสัณฐาน พร้อมหลกั ฐานสนบั สนุน ศึกษาสาเหตุและรูปแบบ แนวรอยต่อของแผน่ ธรณีที่สัมพนั ธ์ ต่อการเคลื่อนที่ของแผน่ ธรณี และหลกั ฐานท่ีเป็ นผลจากการเคลื่อนที่ของแผน่ ธรณี ศึกษา สาเหตุ กระบวนการเกิด และผลจากการเกิดภูเขาไฟระเบิด แผน่ ดินไหว และสึนามิ พร้อม แนวทางการเฝ้ าระวงั และปฏิบัติตนให้ปลอดภัย รวมท้ังอธิบายลาดับเหตุการณ์ทาง ธรณีวทิ ยาในอดีตจากการใชห้ ลกั ฐานท่ีพบในปัจจุบนั .
คำอธิบำยรำยวิชำเพ่ิมเติม โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบคน้ ขอ้ มูล การ สงั เกต วเิ คราะห์ เปรียบเทียบ อธิบายอภิปราย และสรุป เพือ่ ใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ มี ความสามารถในการตดั สินใจ มีทกั ษะปฏิบตั ิการทางวทิ ยาศาสตร์ รวมท้งั ทกั ษะการเรียนรู้ ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศดา้ นการคิดและการแกป้ ัญหา ดา้ น การสื่อสาร สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใชใ้ นชีวติ ของตนเอง มีจิต วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้ ๑. อธบิ ายการแบง่ ชน้ั และสมบตั ขิ องโครงสร้างโลก พร้อมยกตวั อยา่ งข้อมลู ทสี่ นบั สนุน ๒. อธบิ ายหลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาท่ี สนบั สนุนการเคลอื่ นทข่ี องแผน่ ธรณี ๓. ระบุสาเหตุ และอธบิ ายแนวรอยตอ่ ของแผน่ ธรณที ส่ี ัมพนั ธก์ ารเคลอื่ นทขี่ องแผน่ ธรณพี ร้อม ยกตวั อยา่ งหลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาทพ่ี บ ๔. วเิ คราะหห์ ลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาทพี่ บในปจั จบุ นั และอธบิ ายลาดบั เหตุการณท์ างธรณวี ทิ ยาในอดตี ๕. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกดิ ภเู ขาไฟระเบดิ และปจั จยั ทที่ าให้ความรุนแรงของการ ปะทแุ ละรปู รา่ งของภเู ขาไฟแตกตา่ งกนั รวมทง้ั สืบค้นข้อมลู พนื้ ทเ่ี ส่ียงภยั ออกแบบและ นา เสนอแนวทางการเฝ้ าระวงั และการปฏบิ ตั ติ นให้ปลอดภยั
๖. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกดิ ขนาดและความรุนแรง และผล จากแผน่ ดนิ ไหว รวมทง้ั สืบค้นข้อมลู พนื้ ทเี่ ส่ียงภยั ออกแบบและนา เสนอแนวทางการเฝ้ าระวงั และปฏบิ ตั ติ นให้ปลอดภยั ๗. อธบิ ายสาเหตุกระบวนการเกดิ และผลจากสึนามิ รวมทง้ั สืบค้น ข้อมลู พนื้ ทเ่ี ส่ียงภยั ออกแบบและนา เสนอแนวทางการเฝ้ าระวงั และ การปฏบิ ตั ติ นให้ปลอดภยั
เนื้อหาท่ี โครงสร้าง โครงสรา้ ง ใช้เรยี น โลกตาม โลกตาม องคป์ ระกอบ สมบตั ิ หน่วยท่ี 1 ทางเคมี เชงิ กล โครงสรา้ ง โลก
เนื้อหาท่ี ทฤษฎธี รณี รปู แบบการ ใช้เรยี น แปรสัญฐาน เคลอื่ นที่ ของแผน่ หน่วยที่ 2 ธรณี ธรณี แปรสัญฐาน
เนื้อหาที่ สึ นาม ิ ใช้เรยี น แผน่ ดนิ ไหว ภเู ขาไฟ หน่วยที่ 3 ธรณพี บิ ตั ิ ภยั
เนื้อหาท่ี ตารางธรณี ใช้เรยี น กาล การลาดบั ชน้ั การหาอายุ หนิ ทาง ธรณวี ทิ ยา หน่วยที่ 4 ลาดบั ชน้ั หนิ
เนื้อหาที่ ทรพั ยากร ใช้เรยี น ปิโตรเลยี ม หนิ และถา่ นหนิ หน่วยท่ี 5 แร่ ทรพั ยากร ทาง ธรณวี ทิ ยา
เนื้อหาที่ แผนที่ ใช้เรยี น ธรณวี ทิ ยา ความร้ทู ว่ั ไป แผนทภี่ มู ิ ของแผนที่ ประเทศ หน่วยที่ 6 แผนท่ี
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1
1.ความเข้าใจเก่ยี วกับโลก โลก (Earth) เป็ นดาวเคราะห์ลาดับท่ี 3 มีระยะห่างจากดวงอาทติ ย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร เป็ นดาวเคราะห์หนิ ท่มี ขี นาดใหญ่ท่สี ุด มลี ักษณะเป็ นทรงรี ป่ องตรงกลาง ขัว้ เหนือ-ใต้แบนเลก็ น้อย เส้นผ่านศนู ย์กลางท่วี ัดจากขัว้ โลกเหนือไปขัว้ โลกใต้ ประมาณ 12,711 km เส้นผ่านศูนย์กลางท่วี ัดผ่านเส้นศูนย์สูตรประมาณ 12,775 km โดยแกนโลกทามุมเอียง 23.4 องศากับเส้นตงั้ ฉากกับ ระนาบการโคจร
1.ความเข้าใจเก่ยี วกบั โลก นับตงั้ แต่โลกกาเนิดขนึ้ มาเม่อื ประมาณ 4,600 ล้านปี โลกมี วิวัฒนาการมาอย่างต่อเน่ือง ซ่งึ แบ่งออกได้ 5 ชัน้ ดังนี้ .
1.ความเข้าใจเก่ียวกบั โลก
1.ความเข้าใจเกย่ี วกบั โลก ชัน้ แรกเร่ิม (Initial stage) เร่ิมมกี ารรวมตัวกันของเศษดาวเคราะห์ ซ่งึ อทิ ธิพล จากการชนกันและแรงอดั ตวั ทาให้เกิดพลังงานความ ร้ อนและกัมมันตภาพรังสี
1.ความเข้าใจเก่ียวกับโลก ชัน้ ก่อเหล็ก (iron catastrophic stage) เกดิ ขึน้ เมอื่ ภายในโลกมคี วามร้อนจนถงึ จุดหนึ่ง (ประมาณ 1,535 ˚C)ทท่ี าให้ เหลก็ เริ่มเกาะตวั กบั โลหะหนักต่าง ๆ เช่น เหลก็ นิกเกลิ และโคบอลต์ จมตวั ลง สู่ใจกลางโลก ขณะทส่ี ารทม่ี คี วามหนาแน่นน้อยกว่าจะลอยตวั ขนึ้ สู่ด้านบน จนแบ่งช้ันของโลกขนึ้
1.ความเข้าใจเก่ยี วกบั โลก ชัน้ แยกชัน้ (planetary differentiation stage) มกี ารอดั ตัวของธาตุทที่ าให้เกดิ โครงสร้างภายในโลก ทแ่ี บ่งเป็ น 3 ช้ัน ได้แก่ เปลอื กโลก เนือ้ โลก และแก่นโลก
1.ความเข้าใจเก่ยี วกับโลก ชัน้ เกิดใหม่ (Earth-reborn stage) เกดิ การพาความร้อนและการถ่ายเทความร้อนของหินช้ัน เนือ้ โลกทาให้อุณหภูมขิ องโลกเยน็ ลงจนช้ันเนือ้ โลกแขง็ ตวั
1.ความเข้าใจเก่ยี วกับโลก ชัน้ เยน็ ตวั ลง (Enging-down stage) มีการสะสมตวั ของธาตุกัมมันตรังสีในชัน้ เปลือกในรูปแบบของออกไซด์ และซิลิเกต การถ่ายเทความร้อนของโลกเฉพาะท่พี นื้ ผวิ เป็ นไปอย่างรวด เร็ว จนทาให้ชัน้ เปลือกโลกเยน็ ตัวลงและแขง็ ตวั จนเกดิ เป็ นพืน้ แผ่นดนิ
แบบฝึ กหัดที่ 1.1 ความเข้าใจเกย่ี วกบั โลก 1. ความเข้าใจเก่ียวกับโลก นาข้อความเก่ียวกับววิ ัฒนาการของโลกเตมิ ลงในช่องว่างหน้าประโยคท่ีสัมพนั ธ์กัน เขียนลงในสมุด ขัน้ แรกเร่ิม ขัน้ ก่อเหล็ก ขัน้ แยกชัน้ ขัน้ เกดิ ใหม่ ขัน้ เยน็ ตวั ลง _____________ 1. เหลก็ เร่ิมเกาะตวั กนั เป็นแกนกลางของโลก _____________ 2. เกิดเปลอื กโลกทวีปและเปลอื กโลกมหาสมทุ ร _____________ 3. เกิดกมั มนั ตรังสขี นึ ้ จากการชนกนั และแรงอดั ตวั ของเศษดาวเคราะห์ _____________ 4. การเกิดแกนกลางโลกถือวา่ เป็นจดุ เริ่มต้นของการแยกชนั้ _____________ 5. หินในชนั้ เนือ้ โลกมีอณุ หภมู ลิ ดลงจนชนั้ เนือ้ โลกแข็งตวั _____________ 6. ชนั้ เปลือกโลกเยน็ ตวั ลงและแขง็ ตวั จนเกิดเป็นพืน้ แผน่ ดนิ _____________ 7. มีการสะสมตวั ของธาตกุ มั มนั ตรังสใี นชนั้ เปลือกโลกในรูปของออกไซต์และซิลเิ กต _____________ 8. เกิดโครงสร้างภายในโลกที่แบง่ เป็น 3 ชนั้ ได้แก่ เปลือกโลก เนือ้ โลก และแกน่ โลก _____________ 9. โลหะหนกั ต่าง ๆ จะจมตวั ลงสใู่ จกลาง สว่ นสารที่มีความหนาเเนน่ น้อยกวา่ จะลอยตวั ขนึ ้ สู่ ด้านบน _____________ 10. ธาตแุ ละสารประกอบตา่ ง ๆ รวมตวั กนั และโมเลกลุ ชนกนั จนทาให้เกิดพลงั งานความร้อน
ทบทวนความเข้าใจ ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพจิ ารณาข้อความว่าถกู หรือผดิ _____________1. ขนั้ แยกชนั้ เป็นขนั้ ท่ีมกี ารบีบอดั ของธาตทุ าให้โครงสร้างภายในโลกทงั้ 3 ชนั้ คอื เปลือกโลก เนือ้ โลกและชนั้ ธรณีภาค _____________2. โครงสร้างโลกตามองค์ประกอบทางเคมี ออกเป็น เปลือกโลก เนือ้ โลกและแก่นโลก _____________3. แนวไมต่ อ่ เนื่องแนวโฮโมวิซกิ เป็นบริเวณรอยตอ่ ระหวา่ งชนั้ เปลือกโลกกบั ชนั้ เนือ้ โลก _____________4. คล่ืนปฐมภมู ิ(P wave) เป็ นคลน่ื ตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตวั กลาง โดยอนภุ าคตวั กลางคลนื่ ไหวตงั้ ฉากกบั ทิศทางท่ีคลื่นผา่ น _____________5. โครงสร้างโลกตามสมบตั เิ ชิงกล แบง่ ออกเป็ น ธรณีภาค ฐานธรณีภาค มชั ฌมิ ภาค แก่นโลกสว่ นนอก แก่นโลกสว่ นใน
2. กำรแบง่ ชนั้ โครงสร้ำงโลก นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามหาวธิ ีการต่าง ๆ ท่ีจะ ศึกษาโครงสร้างโลกทงั้ ทางตรงและทางอ้อม เช่น
1. การเจาะสารวจ โครงการ Kola Superdeep Borehole (KSDB) บริเวณคาบสมทุ ร Kola ทางตะวนั ตกเฉียงเหนือของ สหภาพโซเวยี ต การเจาะได้เร่ิมต้นเจาะในวนั ท่ี 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1970 - ค.ศ. 1983 สามารถขดุ เจาะได้ลกึ ในระดบั 12,000 เมตร -ค.ศ. 1992 ยตุ ิรวมเวลาขดุ เจาะทงั้ สนิ ้ 22 ปี ด้วยความลกึ ในระดบั 12,262 เมตรเทา่ นนั้ (12.26 กิโลเมตร)
2.ศกึ ษาชุดหนิ โอฟิ โอไลต์ (เป็ นกลุ่มหนิ ในอดตี ของเปลือกโลกใต้สมุทร) ภาพแสดงชดุ หินโอฟิโอไลต์ บริเวณอทุ ยานแห่งชาติ Gros M orne National Park, Newfoundland. “โอฟิโอไลต์” มีความหมายวา่ ชดุ หินของเปลอื กโลกใต้มหาสมทุ รท่ีถกู กระบวนการธรณีแปรสณั ฐานปรากฏบนแผน่ ดิน จากการพบชดุ หนิ โอฟิโอไลต์ตามแนวเทือกเขาหลายแหง่ เช่น เทือกเขาแอลป์ ในหิมาลยั ทาให้โอฟิโอไลต์เป็นหวั ใจสาคญั ของทฤษฎีแผน่ ธรณีแปรสญั ฐาน (plate tectonic theory) ในปัจจบุ นั
3.ศึกษาหนิ ภเู ขาไฟ 4.ศกึ ษาองค์ประกอบทางเคมีของอุกกาบาตท่ตี กลงมาบนโลก 5.ศึกษาตวั อย่างหนิ จากดวงจนั ทร์
2.1 โครงสร้างโลกตามองค์ประกอบทางเคมี นักธรณีวทิ ยาจงึ ได้แบ่งโครงสร้างภายในโลก โดยพจิ ารณาจากองค์ประกอบทางเคมี ออกเป็ น 3 ส่วน ได้แก่ 1. เปลือกโลก 2. เนือ้ โลก 3. แก่นโลก
ชนั้ เปลอื กโลก (Crust) เป็ นเสมอื นผิวด้านนอกท่ปี กคลุมโลก มีความหนาประมาณ 5 กิโลเมตร ในส่วนท่อี ยู่ใต้มหาสมุทร ในบริเวณท่เี ป็ นเทอื กเขาสูงแบ่งออกเป็ น 2 บริเวณ เปลือกโลกทวีป (Continental Crust) หมายถึง เป็นแผน่ ดนิ ทงั้ หมด ประกอบด้วยธาตุซลิ คิ อน (Si) และอะลูมเิ นียม (Al) เป็นสว่ นใหญ่ เปลือกโลกมหาสมุทร (Oceanic Crust) หมายถึง เปลอื กโลกสว่ นที่ถกู ปกคลมุ ด้วยนา้ ประกอบด้วยธาตุซิลิคอน (Si) และแมกนีเซียม (Mg) เป็ นสว่ นใหญ่ มีผวิ สมั ผสั กนั้ ความไมต่ อ่ เน่ืองท่ีเรียกวา่ “ ชัน้ ความไม่ ต่อเน่ืองโมโฮโรวิซกิ ” Mohorovicic Discontinuity หรือ เรียกว่าโดยย่อ ว่า ชัน้ โมโฮ
ชนั้ เนื้อโลก (Mantle) เป็ นชัน้ ท่อี ย่ถู ัดลงไปจากชัน้ เปลือกโลก มีความหนาประมาณ 2,900 km นับจากฐานล่างสุดของเปลือกโลกจนถงึ ตอนบนของแก่นโลก ชัน้ เนือ้ โลกส่วนบนเป็ นหนิ ท่เี ยน็ ตวั และบางส่วนมีรอยแตก เน่ืองจากความเปราะ ชัน้ เนือ้ โลกกบั ชัน้ เปลือกโลก รวมตวั เรียกว่า ธรณีภาค (Lithosphere) เนือ้ โลกส่วนบน อย่ใู ต้ชัน้ เปลือกโลกลงไปถงึ ระดบั ความลึก ประมาณ 400 กโิ ลเมตร เนือ้ โลกส่วนล่าง อย่ใู นระดบั ความลึกประมาณ 1,000 -2,000 กโิ ลเมตร ชัน้ นีถ้ ูกกัน้ ออกจากแก่นโลกด้วยผวิ สัมผัสกัน้ ความ ต่อเน่ืองท่เี รียกว่า ชัน้ ความไม่ต่อเน่ืองกูเทนเบริ ์ก
ชนั้ แก่นโลก(Core) อยใู่ นระดบั ความลกึ จากผิวโลกประมาณ 2,900 กิโลเมตร มีความหนาประมาณ 3,440 กิโลเมตร มีความหนาแนน่ มากที่สดุ
2.2 โครงสร้างโลกตามสมบตั เิ ชิงกล นกั วทิ ยาศาสตร์ไดศ้ ึกษาโครงสร้างโลกจากปรากฏการณ์แผน่ ดินไหว เพราะเมื่อเกิดแผน่ ดินไหว จะทาใหเ้ กิดคลน่ื ไหวสะเทอื น(Seismic Wave) ซึ่งรวมถงึ แรงส่ันสะเทอื นจากการระเบิด การ เคลอื่ นตวั ของแผ่นเปลอื กโลก และแรงสั่นสะเทอื นทม่ี นุษย์สร้างขนึ้ โดยทค่ี ลนื่ ไหวสะเทือนนี้ สามารถแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คอื 1) คลนื่ พนื้ ผวิ (Surface wave) คอื คลนื่ ทเ่ี คลอื่ นทบ่ี นพนื้ ผวิ โลกเท่าน้ัน และเคลอื่ นที่ ด้วยความเร็วที่ตา่ กว่าคลน่ื ในตวั กลาง
2) คล่นื ในตวั กลาง (Body wave) คือ คล่ืนท่สี ามารถ เคล่ือนท่ผี ่านตัวกลาง หรือ คล่นื ท่สี ามารถเดินทางผ่าน เข้าไปในเนือ้ โลกได้ในทกุ ทศิ ทาง ประกอบไปด้วย - คล่ืนปฐมภมู ิ (Primary wave: P wave) - คล่ืนทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary wave: S wave)
1 คล่ืนปฐมภูมิ (P wave) เป็นคลนื่ ตามยาวท่ีเกิดจากความไหวสะเทอื นในตวั กลาง โดยอนภุ าคของ ตวั กลางนนั้ เกิดการเคล่ือนไหวแบบอดั -ขยาย ในแนวเดียวกบั คลื่นสง่ ผา่ น ไป ยงั ตวั กลางท่ีเป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ (เคล่ือนผ่านได้ทุกสถานะ) 2 คล่ืนทุตยิ ภมู ิ (S wave) เป็นคลืน่ ตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือน ในตวั กลาง โดยอนภุ าคของตวั กลางเคลื่อนไหว ตงั้ ฉากกบั ทิศทางที่คลนื่ ผา่ น มีทงั้ แนวตงั้ และ แนวนอน คล่ืนชนิดนีผ้ ่านได้เฉพาะตวั กลางท่ี เป็ นของแขง็ เท่านัน้
คลน่ื ปฐมภูมิ (P wave) คลน่ื ทุตยิ ภูมิ (S wave)
2.2 โครงสร้างโลกตามสมบัตเิ ชิงกล มัชฌิมภาค (Mesosphere) แก่นโลกส่วนนอก (outer core) แก่นโลกส่วนใน (inner core) ธรณีภาค (lithosphere)
2.2 โครงสร้างโลกตามสมบตั เิ ชงิ กล 1. ธรณีภาค (Lithosphere) ชนั้ นอกสดุ ของโลก มีความหนาประมาณ 100 กิโลเมตร ประกอบด้วยหินท่ีเป็ นของแข็ง เป็ นบริเวณท่ีคลื่น p และ คลน่ื s เคลอ่ื นที่ผา่ นชนั้ นีด้ ้วยความเร็วท่ีเพิม่ ขนึ ้ เม่ือเทียบกบั ความเร็วที่ คลน่ื ทงั้ สอง เคลื่อนท่ีออกจากแหลง่ กาเนดิ
2.2 โครงสร้างโลกตามสมบตั เิ ชงิ กล(ต่อ) 2. ฐานธรณีภาค (Asthenosphere) อยู่ในส่วนท่เี ป็ นเนือ้ โลกตอนบน จนถงึ ระดับความลกึ ประมาณ 700 กโิ ลเมตร มีสถานะเป็ นของแขง็ ท่มี ีสภาพพลาสตกิ เม่ือคล่ืนไหว สะเทือนท่ผี ่านชัน้ นีจ้ ะเกดิ การเปล่ียนแปลง 2 ลักษณะ ดังนี้ - เขตท่คี ล่ืนไหวสะเทือนมีความเร็วต่า (Low Velocity Zone หรือ LVZ ) อย่ทู ่ีระดับความลกึ 100-400 กโิ ลเมตร คล่ืน p และคล่ืน s มีความเร็วลดลง เน่ืองจากบริเวณนีเ้ ป็ นของแขง็ เนือ้ อ่อน ซ่ึงจาก อุณหภูมทิ ่ีสูงมากทาให้แร่บางชนิดเกดิ การหลอมละลายเป็ นแมกมา (magma) - เขตท่ีมีการเปล่ียนแปลง (Transitional Zone) อย่ทู ่รี ะดบั ความลกึ 400 – 700 กโิ ลเมตร คล่ืน p และคล่ืน s มีความเร็วเพ่มิ ขนึ้ มากในอัตราท่ไี ม่สม่าเสมอ เนืองจากบริเวณนีม้ ีการเปล่ียนแปลง โครงสร้ างแร่
2.2 โครงสร้างโลกตามสมบัตเิ ชิงกล(ต่อ) 3.มัชฌิมภาค (Mesosphere) อยู่บริเวณเนือ้ โลกส่วนล่าง (Lower mantle)ท่คี วามลึก ประมาณ 700-2900 กิโลเมตร มีสถานะเป็ นของแขง็ เม่อื คล่ืนไหวสะเทอื นท่ผี ่านชัน้ นีจ้ ะมีความเร็วเพ่มิ ขึน้ สม่าเสมอ ตามความลกึ ท่เี พ่มิ ขึน้
2.2 โครงสร้างโลกตามสมบัตเิ ชงิ กล(ต่อ) 4. แก่นโลกส่วนนอก(Outer Core) อยู่บริเวณใต้ชัน้ มชั ฌิมภาค ท่คี วามลกึ ประมาณ 2,900-5,140 กโิ ลเมตร เป็ นบริเวณท่คี ล่ืนp มีความเร็วเพ่มิ ขึน้ อย่างช้าๆ ในขณะท่คี ล่ืน s ไม่สามารถเคล่ือนท่ผี ่านได้เพราะ องค์ประกอบส่วนใหญ่มีสถานะเป็ นของเหลวแต่บริเวณ รอยต่อระหว่างแก่นโลกส่วนนอกกับแก่นโลกส่วนในท่ีระดบั ความลึกประมาณ 5,140 กิโลเมตร คล่ืน p มีความเร็ว เพ่มิ ขนึ้ ตามความลกึ ท่เี พ่มิ ขนึ้ แต่ยงั น้อยกว่าความเร็วในชัน้ มัชฌิมภาค และคล่ืน s สามารถเคล่ือนท่ไี ด้ตามความลกึ ท่ี เพ่มิ ขนึ้ แต่ยงั น้อยกว่าความเร็วในชนั้ มัชฌิมภาค ซ่งึ คล่ืน ไหวสะเทอื นทงั้ สองจะเคล่ือนท่ไี ปยงั จดุ ศูนย์กลางของโลก ท่ี ความลึกประมาณ 6,371 กโิ ลเมตร
2.2 โครงสร้างโลกตามสมบัตเิ ชิงกล(ต่อ) 5. แก่นโลกส่วนใน (Inner Core) เป็ นส่วนในสุดของโลก อย่ทู ่รี ะดบั ความลึกประมาณ 5,140 กิโลเมตร จนถงึ จุดศูนย์กลางของโลก เป็ นบริเวณท่คี ล่นื p และคล่ืน s มีความเร็วค่อนข้างคงท่ี
Summary
Summary
Summary
Search