ต�ำ เทน้ าดาอกนบวัความงามที่แลกมาดว้ ยความเจบ็ ปวด เรยี บเรยี งโดย : SWD
บทนำ� ประเทศจีนมีขนบธรรมเนียมค่านิยมที่หลากหลายเพราะเป็นประเทศที่ใหญ่และมี ประชากรมากท่ีสุดในโลกดังน้ันประเพณีการแต่งงานจึงมีความสำ�คัญมากเช่นกัน ซ่ึ ง มี ค่ า นิ ย ม แ บ บ นึ ง ท่ี ห ญิ ง ง า ม ช า ว จี น ใ น ยุ ค ศ ต ว ร ร ษ ท่ี 1 0 เ ชื่ อ กั น ว่ า เ มื่ อ เ ด็ ก ห ญิ ง ท่ี มี อ า ยุ ต้ั ง แ ต่ 5 ปี ข้ึ น ไ ป จ ะ เ ริ่ ม ถู ก มั ด เ ท้ า ด้ ว ย ผ้ า ไ ห ม ห รื อ ผ้ า ฝ้ า ย เ พ ร า ะ เ ช่ื อ กั น ว่ า ส ต รี ที่ มี เ ท้ า ง า ม จ ะ มี ชี วิ ต ค ว า ม เ ป็ น อ ยู่ ที่ ดี มี ช า ย ท่ี ร่ำ � ร ว ย ม า สู่ ข อ เ ป็ น ภ ร ร ย า ห รื อ ไ ม่ ก็ เ ป็ น น า ง บำ � เ ร อ ข อ ง ค ห บ ดี ที่ ร่ำ � ร ว ย ห า ก ว่ า ไ ม่ ย อ ม รั ด เ ท้ า จ ะ ถู ก เ ฆ่ี ย น ตี อ ย่ า ง ท า รุ ณ ห รื อ เ มื่ อ โ ต ข้ึ น ก็ จ ะ ไ ม่ มี ค น ข อ แ ต่ ง ง า น เ ท้ า รั ด ส ว ย ห รื อ ไ ม่ ส ว ย จ ะ ส่ ง ผ ล ต่ อ ชี วิ ต ข อ ง ผู้ ห ญิ ง กั น เ ล ย ที เ ดี ย ว โ ด ย ที่ ม า ข อ ง ค่ า นิ ย ม นี้ ม า จ า ก อิ ท ธิ พ ล ข อ ง พุ ท ธ ศิ ล ป ะ ท่ี นิ ย ม ว า ด รู ป พ ร ะ โ พ ธิ สั ต ว์ เจ้ า แ ม้ ก ว น อิ ม ยื น บ น ด อ ก บั ว แ ท น สัญลักษณ์ความดีงามสะอาดบริสุทธ์ิมีคุณค่าและเป็นมงคล“ดอกบัว“จึงถูกนำ�มา ใช้เรียกเท้าจิ๋วของหญิงสาวราวกับเป็นส่ิงดีงามในยุคสมัยนั้นผู้คนต่างชื่นชมยินดีกับการ มีเท้าเล็กจิ๋วรูปดอกบัวกับรองเท้าดอกบัวทองคำ�คู่จ๋ิวเปรียบดั่งดอกบัวลำ้�ค่าพออ่านมาถึง ตรงน้ีเพื่อนๆหลายคนคงเข้าใจแล้วว่าทำ�ไมฉันถึงเลือกที่จะทำ�หนังสือเร่ืองนี้ขึ้นมาเพราะ มันเป็นตำ�นานท่ีน่าค้นหาและน่าติดตามโดยหนังสือเล่มนี้จะเขียนตำ�นานเท้าดอกบัว ให้สนุกและน่าสนใจเพื่อเพ่ือนๆที่อ่านสนใจเร่ืองนี้เหมือนฉันจะชอบในสิ่งท่ีฉันเขียนขึ้น จดั ท�ำ โดย นางสาว ศวณั ดา ไตรโชค 13580238
สารบัญ 1.ราชวงศ์ซ่ง หรือซอ้ ง หรอื สุ้ง (Song Dynasty) 1-4 5-6 2.เปดิ ต�ำ นานเท้าดอกบวั 7-10 -ตน้ ก�ำ เนิด 11-18 19-22 -ความเชือ่ 23-24 25-34 3.ขั้นตอนการรัดเทา้ ดออกบวั 35-39 40 4.หญงิ ชาวจนี เทา้ ดอกบวั ในปัจจบุ นั -เรอ่ื งเล่า 5.การยุต ิ 6.บรรณานุกรม
1
ราชวงศ์ซ่ง หรือซ้อง หรือสุ้ง (Song Dynasty) แบ่งออกเป็น 2 ชว่ ง คือ - สมัยซอ้ งเหนือ (Northern Song dynasty) ช่วงเวลา ค.ศ. 960 -1127 -เมอื งหลวงอยทู่ ี่เมอื งไคฟง(Kaifeng)(มณฑลเหอหนานในปจั จุบนั ) -เจา้ ควงอนิ้ หรือซ่งไทจ่ ู่สถาปนาราชวงศ์ซ่ง(ซอ้ งเหนือ) - สมัยซ้องใต้ (Southern Song dynasty) ชว่ งเวลา ค.ศ. 1127 -1279 -เมืองหลวงอยู่ที่เมืองหลิอัน(Lin’An)(ปัจจุบันคือเมืองฮางโจว(Hangzhou)มณฑลเจ๋อเจียง ในปจั จบุ ัน) -เจา้ ควงอน้ิ หรอื ซ่งไทจ่ ู่ สถาปนาราชวงศซง่์ (ซอ้ งเหนือ) - เมืองหลวงอย่ทู ่ไี คฟง(Kaifeng) (ปจั จุบัน อยใู่ นเขตมณฑลเหอหนาน (Henan)) การเมืองการปกครอง ใช้นโยบายแบบ“ลำ�ตน้ แขง็ กิง่ ก้านอ่อน”ในการบรหิ ารประเทศปฏิรปู การปกครอง การทหารการคลังอันมีประโยชน์ในการสร้างเสถียรภาพแก่อำ�นาจส่วนกลางแต่ส่วนท้องถิ่น กลับอ่อนแอเม่ือต้องทำ�สงครามทำ�ให้มีกำ�ลังต่อต้านศัตรูได้อำ�นาจการใช้กระบวนการยุติธรรม ถูกควบคุมโดยสว่ นกลาง ฟืน้ ฟูลทั ธิขงจอื๊ และลทั ธเิ ตา๋ - ฟืน้ ฟูลทั ธิขงจ๊อื และลทั ธิเต๋าขนึ้ิ มาอกี ครัง้ -สมยั นลี้ ัทธิขงจื๊อมอี ทิธิพลเหนือศาสนาพทุ ธอนั เนอ่ื งมาจากถกู มองวา่ เปน็ ของตา่ งชาติ (ไม่ได้กำ�เนิดในจีน)และไม่มีคำ�ตอบสำ�หรับการปฏิบัติและแนวทางสำ�หรับทางการเมืองและ ปัญหาพน้ื ฐานทวั่ ไปดงั เช่นขงจอื๊ ในขณะทข่ี งจ๊อื ได้พัฒนาสู่ลัทธิขงจอื๊ แนวใหม่ 2
3
4
เปดิ ต�ำ นาน เท้าดอกบัว 5
6
ตน้ ก�ำ เนิด มีข้อสันนิษฐานหลายประการเก่ียวกับที่มาของการรัดเท้าเล่ากันว่าต๋าจี่พระสนมของ พระเจ้าโจ้วแห่งราชวงศ์ซางมีเท้าแป(clubfoot)นางจึงขอให้พระเจ้าโจ้วรับสั่งให้ สตรีทุกคนในราชสำ�นักผูกรัดเท้าจนมีรูปเหมือนเท้าของนางเพ่ือท่ีว่าเท้าอันพิการของ นางจะได้กลายเป็นมาตรฐานแห่งความงดงามและภูมิฐานอีกเร่ืองหน่ึงว่าพันยฺว่ีหนู หญิงคณิกาคนโปรดของพระเจ้าเซียวเป่าเจฺว้ียนแห่งอาณาจักรฉีใต้มีเท้าที่เล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม ค รั้ น น า ง ฟ้ อ น รำ � ด้ ว ย เ ท้ า เ ป ล่ า ไ ป บ น พ้ื น อั น ป ร ะ ดั บ ป ร ะ ด า ด้ ว ย ด อ ก บั ว ท อ ง พ ร ะ เจ้ า แ ผ่ น ดิ น ท ร ง พ อ พ ร ะ ทั ย นั ก แ ล ะ ต รั ส ว่ า ก้ า ว ไ ห น มี บั ว นั่ น เ ส มื อ น ปั ท ม า ว ดี น า ง ใ น ตำ � น า น ซึ่ ง ย่ า ง ก้ า ว ไ ป ท่ี ใ ด ก็ บั ง เ กิ ด ด อ ก บั ว ผุ ด ข้ึ น ใ ต้ เ ท้ า น า ง เ ส ม อ เช่ือกันว่าเร่ืองหลังนี้เป็นท่ีมาของช่ือ“บัวบาท”(lotusfeet)ที่ใช้เรียกเท้า ท่ี ถู ก รั ด จ น เ ล็ ก เ รี ย ว แ ต่ ไ ป ป ร า ก ฎ ห ลั ก ฐ า น เ รื่ อ ง พั น ยฺ ว่ี ห นู เ ค ย รั ด เ ท้ า ข อ ง น า ง ห รื อ ไ ม่ ป ร ะ ก า ร ใ ด อ ย่ า ง ไ ร ก็ ดี เ ป็ น ที่ ย อ ม รั บ โ ด ย ทั่ ว กั น ว่ า ก า ร รั ด เ ท้ า นั้ น เ กิ ด ขึ้ น ใ น ส มั ย พระเจ้าหลี่อ้ิวแห่งอาณาจักรถังใต้ในสมัยห้าราชวงศ์สิบอาณาจักรเพราะพระเจ้าหลี่อ้ิว ทรงให้สร้างดอกบัวทองคำ�สูงหกฟุตตกแต่งด้วยเพชรนิลจินดาและให้เหย่าเหนียงพระสนม รัดเท้าด้วยผ้าขาวให้มีรูปดังจันทร์เสี้ยวแล้วข้ึนไประบำ�ด้วยปลายเท้าบนดอกบัวประดิษฐ์ นั้นนางร่ายรำ�ได้ประณีตงดงามเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้ได้เห็นคนทั้งหลายจึงเอาอย่าง นางสตรีชั้นสูงเร่ิมรัดเท้าของตนบ้างและการประพฤติเช่นนี้ก็แพร่หลายต่อๆกันไป 7
การรัดเท้าเปน็ ท่ีนิยมย่งิ ข้ึนในสมยั ราชวงศ์ซง่ (ศตวรรษที่ 10–12) และงานเขียนที่ ว่าดว้ ยหรอื อา้ งถงึ การรัดเทา้ ฉบับเก่าแกท่ ่สี ดุ เทา่ ท่ีปรากฏน้ัน กป็ รากฏวา่ ท�ำ ขึ้นในช่วงปลาย ศตวรรษท่ี 11งานเขยี นในศตวรรษท่ี 12 ก็ยังบง่ บอกถงึ ความนยิ มรดั เทา้ เช่น จาง ปางจี นัก เขียนในสมัยราชวงศ์ซ่งว่าเท้าที่ถูกรัดน้ันจะงามถ้ามีรูปโค้งและมีขนาดเล็กครั้นถึงศตวรรษ ท่ี 13 เชอ โรว่ ฉยุ่ นกั เขียนซง่ึ ยดึ ถือหลักเหตุผลนิยม เขียนตำ�หนวิ ่า“เดก็ นอ้ ยสข่ี วบหา้ ขวบ ไม่รู้เร่ืองรู้ราวก็จับมารัดเท้าให้เล็กจนเด็กเจ็บไม่รู้จบรู้ส้ินจะเท้าเล็กกันไปเพ่ืออะไร”แม้มีผู้ไม่ เห็นด้วย แต่หลักฐานทางโบราณคดีช้วี า่ ในศตวรรษท่ี 13 นน้ั หมภู่ ริยาและธิดาของขุนนาง นิยมรัดเท้ากันอย่างย่ิงแต่วิธีรัดเท้าในสมัยราชวงศ์ซ่งเช่นท่ีพบตามศพต่างๆนั้นแตกต่าง จากที่ปฏบิ ตั ิกนั ในอกี หลายรอ้ ยปีให้หลัง เพราะในชว่ งราชวงศซ์ ง่ รัดเทา้ โดยบิดหวั แม่เท้า ขึน้ และเทา้ ไมไ่ ด้เล็กเหมอื นในสมัยหลัง จงึ เกดิ ข้อสนั นิษฐานอีกข้อหนึ่งว่า ความนิยมบีบรัด ให้เท้าเลก็ เพียงสามนิ้วจนเรียกกนั วา่ “บัวทองสามน้ิว” น้ันไม่ไดเ้ กดิ ขึ้นในสมยั ราชวงศซ์ ง่ หากเกิดขึ้นภายหลังหลายร้อยปีหลังการรัดเท้าเกิดนิยมขึ้นในราชวงศ์ซ่ง ปรากฏว่าการรัดเท้าเป็นที่ยึดถือปฏิบัติโดยทั่วกันในครอบครัวผู้ดีก่อนจะแพร่หลาย ไปสู่ประชาชนทั่วไปคร้ันปลายราชวงศ์ซ่งปรากฏว่าชายบางคนมักบริโภคเคร่ือง ดื่ ม ด้ ว ย ถ้ ว ย ใ บ น้ อ ย ท่ี ติ ด ไ ว้ กั บ ร อ ง เ ท้ า พิ เ ศ ษ สำ � ห รั บ ใ ส่ เ ท้ า ท่ี ถู ก รั ด ต่ อ ม า ใ น ส มั ย ร า ช ว ง ศ์ ห ย ว น มี บ า ง ค น ดื่ ม กิ น โ ด ย ใ ช้ ร อ ง เ ท้ า พิ เ ศ ษ นั้ น โ ด ย ต ร ง จึ ง เ กิ ด สำ � น ว น ว่ า “ซดบัวทอง”(ToastToTheGoldenLotus)และธรรมเนียมดังว่านี้มีอยู่จนปลายราชวงศ์ชิง เมื่อถึงศตวรรษท่ี19จำ�นวนสตรีจีนท่ัวไปท่ีรัดเท้าน้ันคิดได้ร้อยละ40ถึง50ส่วนสตรีชั้นสูงที่เป็น ชาวฮ่ันน้ันรัดเท้ากันทุกคนคิดเป็นร้อยละ100เท้าอันถูกรัดรึงจนแคบเล็กผิดธรรมชาติน้ันกลายเป็น เครื่องหมายแห่งความงามท้ังเป็นเงื่อนไขแรกๆในการหาคู่สตรียากจนอยากได้สามีรวยก็อาจทำ�ได้โดยมี เทา้ สวยมีตัวอยา่ งในมณฑลกวา่ งตงเมื่อปลายศตวรรษท่ี 19 นนั้ ยดึ ถือกนั เป็นประเพณีวา่ ส�ำ หรับครอบครัว ชนช้ันล่างลูกสาวคนโตต้องถูกรัดเท้าจะได้เป็นกุลสตรีส่วนลูกสาวคนรองลงมาไม่ต้องรัดเท้าเพราะมีไว้ ใช้งานต่างทาสหรือทำ�ไรไถนาในช่วงนี้นิยมกันว่าเท้ายิ่งเล็กยิ่งดียิ่งเล็กได้สามน้ิวตามมาตราวัดของจีน (4น้ิวตามมาตราตะวันตก)ก็ยิ่งประเสริฐเท้าอันรัดจนเล็กน้ีถือเป็นเกียรติเป็นศรีแก่ตัวหญิงผู้ถูกรัด และแก่วงศ์ตระกูลของนางความภาคภูมิใจดังกล่าวยังปรากฏผ่านรองเท้าและผ้าหุ้มท่ีเย็บปักด้วยไหม อย่างวิจิตรอลังการสำ�หรับไว้ใส่เท้าที่ถูกรัดอนึ่งเพราะเท้าเล็กผิดรูปจึงจำ�ต้องย่อเข่าเวลาเดินจะได้ ทรงตัวและเคล่ือนไหวสะดวกชายบางคนเห็นว่าสตรีที่เดินด้วยท่าทางอย่างนี้ชวนให้กระสันรัญจวนใจ 8
เม่ือถึงศตวรรษที่19จำ�นวนสตรีจีนท่ัวไปที่รัดเท้านั้นคิดได้ร้อยละ40ถึง50ส่วนสตรีช้ันสูง ที่เป็นชาวฮั่นน้ันรัดเท้ากันทุกคนคิดเป็นร้อยละ100เท้าอันถูกรัดรึงจนแคบเล็กผิดธรรมชาตินั้นกลาย เป็นเคร่ืองหมายแห่งความงามท้ังเป็นเงื่อนไขแรกๆในการหาคู่สตรียากจนอยากได้สามีรวยก็อาจทำ�ได้ โดยมีเทา้ สวยมีตัวอย่างในมณฑลกวา่ งตงเม่อื ปลายศตวรรษท่ี 19 นน้ั ยดึ ถอื กนั เปน็ ประเพณีวา่ สำ�หรบั ครอบครัวชนชั้นล่างลูกสาวคนโตต้องถูกรัดเท้าจะได้เป็นกุลสตรีส่วนลูกสาวคนรองลงมาไม่ต้องรัดเท้าเพราะ มีไว้ใช้งานต่างทาสหรือทำ�ไรไถนาในช่วงน้ีนิยมกันว่าเท้าย่ิงเล็กย่ิงดียิ่งเล็กได้สามน้ิวตามมาตราวัดของจีน (4นิ้วตามมาตราตะวันตก)ก็ย่ิงประเสริฐเท้าอันรัดจนเล็กนี้ถือเป็นเกียรติเป็นศรีแก่ตัวหญิงผู้ถูกรัด และแก่วงศ์ตระกูลของนางความภาคภูมิใจดังกล่าวยังปรากฏผ่านรองเท้าและผ้าหุ้มที่เย็บปักด้วยไหม อย่างวิจิตรอลังการสำ�หรับไว้ใส่เท้าที่ถูกรัดอน่ึงเพราะเท้าเล็กผิดรูปจึงจำ�ต้องย่อเข่าเวลาเดินจะได้ ทรงตัวและเคลื่อนไหวสะดวกชายบางคนเห็นว่าสตรีที่เดินด้วยท่าทางอย่างนี้ชวนให้กระสันรัญจวนใจ 9
10
ความเช่ือ แฟชนั่ รดั เทา้ เ ห อ จ้ื อ หั ว นั ก ส ะ ส ม วั ต ถุ โ บ ร า ณ ท่ี มี ชื่ อ เ สี ย ง ข อ ง จี น ห ยิ บ ร อ ง เ ท้ า คู่ ห นึ่ ง ขนาดยังเล็กกว่าฝ่ามือข้ึนมากล่าวว่า“การรัดเท้าก็คือการใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมมา รัดเท้าท้ังคู่ไว้จนรูปร่างเท้าตามธรรมชาติเปลี่ยนไปจนมีลักษณะเฉพาะรองเท้าคู่ หน่ึงของผู้หญิงนั้นแลกมาด้วยเลือดและน้ำ�ตาจากการสืบค้นของนักประวัติศาสตร์ ประเพณีการรัดเท้าของผู้หญิงจีนเกิดข้ึนคร้ังแรกในสมัยจักรพรรดิหล่ีอี้ว์หรือหล่ีโฮ่วจู่ ใ น ยุ ค 5 ร า ช ว ง ศ์ ห ลั ง จ า ก ก า ร สิ้ น สุ ด ข อ ง ร า ช ว ง ศ์ ถั ง คื อ ร ะ ห ว่ า ง ค . ศ . 9 2 3 - 9 3 6 ” ตามสมมติฐานที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายกล่าวว่านางกำ�นัลคนหนึ่งของ จั ก ร พ ร ร ดิ ห ลี่ อี้ ว์ ชื่ อ เ ห ย่ า เ ห นี ย ง ต้ อ ง ก า ร ทำ � ใ ห้ จั ก ร พ ร ร ดิ พ อ พ ร ะ ทั ย จึ ง ใ ช้ ผ้ า ท่ี ทำ � จากแพรไหมสวยงามรัดท่ีเท้าจนเรียวเล็กราวพระจันทร์เส้ียวขณะท่ีวาดลีลาร่าย รำ�ต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิหล่ีอ้ีว์ทรงพอพระทัยการแสดงครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาเหย่าเหนียงได้สั่งให้ทำ�รองเท้าท่ีประดับประดาด้วยไข่มุกอัญมณีนานา ช นิ ด อ ย่ า ง ส ว ย ง า ม แ ล้ ว ใ ห้ น า ง ส น ม กำ � นั ล ส ว ม ใ ส่ ห ลั ง จ า ก ท่ี รั ด เ ท้ า แ ล้ ว ท่ ว ง ท่ า ที่ อ่ อ น ช้ อ ย บ น ร อ ง เ ท้ า คู่ จ๋ิ ว เ ป็ น ท่ี พ อ พ ร ะ ทั ย ข อ ง จั ก ร พ ร ร ดิ ยิ่ ง นั ก นั บ แ ต่ นั้ น ม า แ ฟ ชั่ น ก า ร รั ด เ ท้ า ใ น ห มู่ น า ง ใ น ก็ เ ร่ิ ม ขึ้ น แ ล้ ว ค่ อ ย ๆ ข ย า ย ว ง อ อ ก ไ ป ยั ง ห มู่ ลู ก ส า ว ข อ ง เ ห ล่ า ขุ น น า ง ใ น สั ง ค ม ชั้ น สู ง เ มื่ อ ม า ถึ ง ใ น ส มั ย ห มิ ง ( ค . ศ . 1 3 6 8 – 1 6 4 4 ) ค ว า ม ค ล่ั ง ไ ค ล้ ก า ร รั ด เ ท้ า ไ ด้ แ ผ่ ก ว้ า ง ไ ป ใ น ห มู่ ห ญิ ง ส า ว ส า มั ญ ช น ท่ั ว ป ร ะ เ ท ศ 11
ใ น ส มั ย จั ก ร พ ร ร ดิ คั ง ซี ( ค . ศ . 1 6 6 2 - 1 7 2 1 ) แ ห่ ง ร า ช ว ง ศ์ ชิ ง แ ฟ ชั่ น ก า ร รัดเท้าดำ�เนนิ ถงึ จดุ สูงสุดโดยเฉพาะในมณฑลซันซเี หอเปย่ ปกั กิ่ง เทียนจนิ ซนั ตง เหอหนันส่านซีกันซู่แต่ชนเผ่าแมนจูไม่มีประเพณีให้ลูกสาวรัดเท้าอย่างชนชาวฮ่ัน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเม่ือจักรพรรดิคังซีขึ้นครองราชบัลลังก์ได้3ปีทรง มี พ ร ะ ร า ช โ อ ง ก า ร ใ ห้ เ ลิ ก ป ร ะ เ พ ณี ดั ง ก ล่ า ว เ สี ย โ ด ย จ ะ ล ง โ ท ษ พ่ อ แ ม่ ข อ ง ผู้ ท่ี ฝ่ า ฝื น อ ย่ า ง ไร ก็ ต า ม ค ว า ม พ ย า ย า ม ข อ ง จั ก ร พ ร ร ดิ แ ม น จู ไ ม่ ไ ด้ ส ร้ า ง ค ว า ม ห วั่ น เ ก ร ง ใ น ห มู่ ป ร ะ ช า ช น เ ล ย แ ม้ แ ต่ น้ อ ย ป ร ะ เ พ ณี ที่ ดำ � เ นิ น ม า ห ล า ย ร้ อ ย ปี ยั ง ค ง ฝั ง แ น่ น อ ยู่ ใ น ร ะ บ บ คิ ด ข อ ง ค น ใ น สั ง ค ม อ ย่ า ง ย า ก ท่ี จ ะ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ท่ี สุ ด ร า ช สำ � นั ก ก็ ต้ อ ง ย ก เ ลิ ก ก ฎ ข้ อ บั ง คั บ น้ี ไ ป ห ลั ง จ า ก ป ร ะ ก า ศ ใช้ ไ ด้ เ พี ย ง 4 ปี ยิ่งไปกว่าน้ันก็คือเด็กสาวลูกหลานชาวแมนจูก็เร่ิมฮิตรัดเท้าตามหญิงสาว ชาวฮ่ันบ้างจักรพรรดดิซุ่นจ้ือ(ค.ศ.1644-1661)ได้มีพระราชโองการ‘ห้าม’แต่ก็ไม่ ประสบความสำ�เร็จเช่นเดิมจนถึงสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง(ค.ศ.1736-1795) ก็ได้ทรงออกคำ�สั่งห้ามหลายคร้ังไม่ให้รัดเท้าความคลั่งไคล้ในแฟช่ันรัดเท้าจึงค่อยลด ลงไปได้บ้างแต่ก็ยังมีการลักลอบทำ�กันอยู่สาวๆแมนจูที่เดิมใส่รองเท้าไม้ก็สู้อุตสาห์ ออกแบบรองเท้าไม้มีส้นตรงกลางแต่มีหน้าตาภายนอกเหมือนรองเท้าดอกบัวทองคำ� สำ�หรับหญิงสาวชาวฮ่ันแล้วยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุพวกคล่ังไคล้แฟช่ันรัดเท้าต่างได้ใจ ว่าแม้แต่จักรพรรดิก็ยังไม่สามารถขัดขวางพวกตนได้ถึงขนาดรำ่�ลือกันไปว่าการ รั ด เ ท้ า เ ป็ น สั ญ ลั ก ษ ณ์ แ ห่ ง ก า ร ไ ม่ ย อ ม ศิ โ ร ร า บ ต่ อ ผู้ ป ก ค ร อ ง แ ม น จู ข อ ง ผู้ ห ญิ ง ฮ่ั น 12
เพราะเหตใุ ดจึงต้องรัดเท้า เพราะเท้าเล็กดุจดอกบัวทองคำ�ยาวแค่3น้ิวเป็นมาตรฐานท่ีสังคมจีนเม่ือ ร้ อ ย ห ล า ย ปี ม า แ ล้ ว ป ร ะ ก า ศ ว่ า นั่ น คื อ ค ว า ม ส ว ย ง า ม ข อ ง ผู้ ห ญิ ง ผู้ ห ญิ ง ซึ่ ง ไ ม่ มี แ ม แ ต่ สิ ท ธิ ใ น ค ว า ม เ ป็ น ม นุ ษ ย์ มี สิ ท ธิ เ ป็ น ไ ด้ แ ค่ “ ข อ ง เ ล่ น ” ท่ี ค อ ย ร อ ง รั บ อ า ร ม ณ์ ข อ ง ผู้ชายการกดข่ีทางเพศเป็นเร่ืองปกติของสังคมและเพื่อสนองความรู้สึกกระสันของ ผู้ชายเมื่อได้เห็นเท้าเล็กจิ๋วท่ีเล็ดลอดชายกระโปรงยาวมิดชิดพร้อมกับจินตนาทาง เพศอันบรรเจิดทุกครั้งท่ีเห็นสะโพกขยับข้ึนลงในขณะเดินอันเป็นผลจากลักษณะ ข อ ง ฝ่ า เ ท้ า ท่ี ไ ม่ เ ส ม อ กั น เ ช่ น เ ดี ย ว กั บ ท่ า เ ดิ น ข อ ง ผู้ ห ญิ ง ส มั ย น้ี เ ว ล า ที่ ใ ส่ ร อ ง เ ท้ า ส้ น สู ง ห ญิ ง ส า ว นั บ ไ ม่ ถ้ ว น ย อ ม ทำ � ร้ า ย เ ท้ า ที่ ส ว ย ง า ม ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ ข อ ง ตั ว เ อ ง แ ม่ ท่ี “ ม อ ง ก า ร ณ์ ไ ก ล ” ย อ ม ทำ � ร้ า ย ลู ก ส า ว ท่ี ยั ง ไ ม รู่้ ป ร ะ สี ป ร ะ ส า ข อ ง ต น เพราะกลัวว่าเมื่อโตข้ึนจะไม่มีผู้ชายมาสู่ขอหรืออาจถูกดูหมิ่นจากคนทั่วไม่ว่าเป็น ผู้หญิงช้ันต่ำ�แม้จะรู้ซ้ึงดีว่าจากน้ีไปทุกคืนวันลูกสาวตัวน้อยๆต้องเจ็บปวดทรมาน เหมือนถูกเข็มหลายพันเล่มท่ิมแทงอย่างที่ตนเคยผ่านมาก็ตามเพราะชาวจีนสมัยนั้น เช่ือว่าถ้าย่ิงมีเท้าที่เล็กจะทำ�ให้มีผู้ท่ีร่ำ�รวยมาสู่ขอแต่งงานและการแต่งงานถือป็น เร่ืองท่ีสำ�คัญมากทำ�ให้ผู้เป็นแม่ต้องยอมทำ�ทุกอย่างเพื่อให้ลูกของตนเองน้ันสบาย 13
กล่าวกันว่าผู้หญิงจีนที่มีอายุต้ังแต่80ปีขึ้นไป38%ของผู้หญิงกลุ่มนี้จะมีขนาดเท้า ไม่เกิน3นิ้วซึ่งเป็นความเช่ือของหญิงจีนสมัยก่อนว่าเด็กหญิงในสมัยนั้นท่ีมีอายุต้ังแต่5ปี ข้ึนไปจะเร่ิมถูกมัดเท้าโดยแม่ของตนเพราะเช่ือกันว่าสตรีที่มีเท้างามจะมีชีวิตความเป็น อยู่ที่ดีมีชายที่ร่ำ�รวยมาสู่ขอเป็นศรีภรรยาหรือไม่ก็เป็นนางบำ�เรอของคหบดีที่ร่ำ�รวย หากว่าเด็กหญิงเหล่าน้ันไม่ยอมรัดเท้าตามท่ีพ่อแม่ต้องการก็จะถูกเฆี่ยนตีดุด่าอย่างทารุณ แต่ท่ีหนักไปกว่านั้นก็คือความเช่ือท่ีว่าเป็นที่รักใคร่ของสามีเพราะผู้หญิง สมัยก่อนชีวิตข้ึนอยู่กับสามีจะดีจะยากก็แล้วแต่สามีจกำ�หนดหน้าที่และบทบาทของผู้หญิง สมัยน้ันเป็นได้แค่ที่รองรับอารมณ์ทางเพศของชายทำ�ตัวให้สะสวยน่ารักแค่น้ันก็พอแล้ว 14
15
16
ท�ำ ไมตอ้ งเป็น...เทา้ ดอกบวั ท่ี ม า ข อ ง ค่ า นิ ย ม ม า จ า ก อิ ท ธิ พ ล ข อ ง พุ ท ธ ศิ ล ป ะ ที่ นิ ย ม ว า ด รู ป พ ร ะ โ พ ธิ สั ต ว์ เ จ้ า แ ม่ ก ว น อิ ม แ ท น สั ญ ลั ก ษ ณ์ ค ว า ม ดี ง า ม ส ะ อ า ด บ ริ สุ ท ธ์ มี คุ ณ ค่ า และเป็นมงคล”ดอกบัว”จึงถูกนำ�มาใช้เรียกเท้าเล็กจ๋ิวของหญิงสาวราวกับเป็นส่ิง ดี ง า ม ใ น ยุ ค ส มั ย นั้ น ผู้ ค น ต่ า ง ช่ื น ช ม ยิ น ดี กั บ ก า ร มี เ ท้ า เ ล็ ก จ๋ิ ว รู ป ด อ ก บั ว กั บ ร อ ง เ ท้ า ด อ ก บั ว ท อ ง คำ � เ ป รี ย บ ดั่ ง ด อ ก บั ว ล้ำ � ค่ า ด อ ก บั ว จึ ง ถู ก นำ � ม า ใช้ เรี ย ก เ ท้ า เ ล็ ก จ๋ิ ว ข อ ง ห ญิ ง ส า ว ร า ว กั บ เ ป็ น ส่ิ ง ท่ี ง า ม เ พ ร า ะ ผู้ ห ญิ ง ที่ ดี ต้ อ ง อ่ อ น แ อ ช่ ว ย เ ห ลื อ ตั ว เ อ ง ต้ อ ง พ่ึ ง พ า แ ล ะ เช่ื อ ฟั ง ข อ ง พ่ อ ส า มี ห รื อ ลู ก ช า ย เ ป็ น ก ร อ บ ค ว า ม คิ ด ที่ สั ง ค ม ผู้ ช า ย เ ป็ น ใ ห ญ่ ว า ง กั บ ดั ก ไว้ น อ ก จ า ก นี้ ส่ิ ง ท่ี มี ค่ า สู ง ส่ ง มั ก จ ะ ไ ด้ รั บ ก า ร เ ป รี ย บ เ ป ร ย ว่ า มี ค่ า ดุ จ ดั่ ง ท อ ง ใ น ยุ ค ส มั ย น้ั น ผู้ ค น ต่ า ง ชื่ น ช ม ยิ น ดี กั บ ก า ร มี เ ท้ า เ ล็ ก จิ๋ ว เ ท้ า รู ป ด อ ก บั ว กั บ ร อ ง เ ท้ า ด อ ก บั ว ท อ ง คำ � คู่ จิ๋ ว แ ม้ แ ต่ ใ น ย า ม ที่ แ ส ด ง ค ว า ม รั ก กั น ส ต รี ก็ ไ ม่ ย อ ม ถ อ ด ร อ ง เ ท้ า ด อ ก บั ว ท อ ง คำ � ที่ ห ว ง แ ห น ร า ว กั บ เ ป็ น เ ค รื่ อ ง ป ร ะ ดั บ ลำ้ � ค่ า ข อ ง น า ง อ อ ก แ ต่ สุ ด ท้ า ย ส า ว ๆ ก็ ยั ง มี ค่ า นิ ย ม ใ น ก า ร เ ส ริ ม ค ว า ม ง า ม จ น ม า ถึ ง ปั จ จุ บั น เ ส ริ ม นั่ น แ ต่ ง นี้ ไ ม่ แ ป ล ก ค่ ะ ถ้ า ทำ � แ ล้ ว ทำ � ใ ห้ เ พ่ิ ม ค ว า ม ม่ั น ใ จ ใ น ตั ว เ อ ง ก็ ทำ � ไ ป เ ถ อ ะ ค่ ะ 17
ประกวดเท้าดอกบัว ในจนี สมยั ก่อน ทุกปีในวันที่6เดือน6ตามปฏิทินจันทรคติท่ีเมืองต้าถงมณฑลซันซีจะมีงาน ประกวดเท้าสวยโดยหญิงสาวจะแข่งกันอวดเท้าเล็กจ๋ิวของตนให้คนท่ีเดินผ่านไปมา ชื่นชมและตัดสินโดยดูจากขนาดของเท้าและความสวยงามของรองเท้าที่มีลวดลาย ประณีตงดงามซึ่งเกิดจากฝีมือการเย็บปักถักร้อยของหญิงสาวแสดงให้เห็นว่าเท้า ท่ีถูกรัดจนพิกลพิการกับรองท้าคู่จิ๋วได้รับการเทิดทูนเพียงใดในสังคมศักดินายุคนั้น ผู้หญิงสมัยนั้นบ้าคลั่งประเพณีการรัดเท้ามากถึงข้ันต้ังเกณฑ์ว่าหากเท้าผู้ ใดยาวไมเ่ กิน 3 น้วิ จะเรยี กวา่ เป็น เท้าดอกบัวทองค�ำ ถา้ ยาวกวา่ 3 น้ิวแตไ่ ม่เกณฑ์ 4 น้ิวให้เรยี กว่า เท้าดอกบวั เงนิ หากยาวกวา่ 4 นิ้วกจ็ ะถูกลดช้ันเป็น ดอกบวั เหลก็ 18
ขนั้ ตอนการรัดเทา้ ดอกบวั การรัดเท้ามักจะเร่ิมรัดเมื่อเด็กหญิงมีมีอายุ4-9ปีในช่วงที่เท้ายังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ก่อนที่จะเร่ิมรัดเท้าเท้าต้องแช่ในสมุนไพรและเลือดของสัตว์ไว้ก่อนแล้วก็ต้องหักนิ้ว เท้าให้เสียรูปเสียก่อนยกเว้นน้ิวหัวแม่โป้งและข้ันตอนการรัดก็ทำ�โดยเริ่มจากการ พับน้ิวเท้าท้ัง4ให้ไปรวมกันที่ฝ่าเท้าแล้วรัดด้วยผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายอย่างแน่นหนา ในระหว่างการรัดเท้าน้ันฝ่าเท้าและนิ้วเท้าจะถูกทำ�ลายจนหักทั้งหมดหลัง จากน้ันไม่กี่วันก็จะแกะผ้าน้ันออกแล้วรัดกลับไปอีกคร้ังหนึ่งอย่างแน่นหนาคร้ังแล้วครั้ง เล่ารัดแน่นกว่าเดิมทุกท่ีไปเร่ือยๆผู้ที่ทำ�หน้าที่รัดเท้าคือผู้ที่มีอาชีพรัดเท้าโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าแม่จะทำ�ได้แต่โดยมากเธอจะทำ�ไม่ลงเพราะทนเห็นลูกเจ็บปวดทรมานไม่ไหว -ข้นั ตอนการรัดเทา้ ในสมัยก่อน 1.เขาจะใชผ้ ้าแถบยาวรัดนวิ้ เท้าท้ังหมดยกเวน้ นิว้ หัวแมโ่ ป้ง 2.ก่อนท่ีจะรัดเทา้ น้วิ เท้าเหล่านี้จะตอ้ งถูกหักใหเ้ สียรูปเสยี กอ่ นโดยการพบั นวิ้ เทา้ ทัง้ 4ใหไ้ ป รวมกันทฝ่ี า่ เท้าบางรายต้องการให้การรัดเท้าเป็นไปอยา่ งรวดเร็วกจ็ ะบงั คับใหเ้ ด็กตวั นอ้ ยๆ เหลา่ นี้ไปเดินยำ่�บนกอ้ นหนิ ซงึ่ เป็นเสมือนเครอ่ื งบดกระดกู เทา้ อยา่ งดี 3.เทา้ จะถูกชโลมดว้ ยน�ำ้ ยาออ่ นสูตรพเิ ศษทมี่ สี ่วนผสมของสมนุ ไพรและเลือดสัตวน์ ำ�้ ยานี้จะ ทำ�ใหเ้ ท้าออ่ นลงเพอ่ื ง่ายตอ่ การมดั เทา้ ใหเ้ ล็ก 4.เล็บเทา้ จะถกู ถอดออกเพ่ือป้องกนั การงอกใหมแ่ ละป้องกันการตดิ เช้อื ที่บรเิ วณนิว้ เทา้ 5.ผ้าที่รัดเท้าตงั้ แตก่ ระดูกยังไม่เตบิ โตเตม็ ท่จี ะขัดขวางการเจริญเตบิ โตของกระดูกและนวิ้ เท้า นานวันเข้าฝา่ เท้าก็จะยุบตัวเข้าหลังเทา้ กโ็ ก่งงุ้มปลายน้วิ ทัง้ ส่ีกห็ กั งอเขา้ ไปทางสน้ เท้า?มีเพยี ง หัวนิ้วโป้งทห่ี ้อยต่องแต่งอยู่ 19
20
21
22
หญงิ ชาวจีนเทา้ ดอกบัว ในปจั จบุ ัน เล่าความปวดรา้ วแห่งหญิงงาม 23
24
เร่ืองเลา่ แม่เฒา่ โจวก้ยุ เจิน วัย 86 โจวกุ้ยเจินแม่เฒ่าวัย86เจ้าของเท้าดอกบัวทองคำ�ซ่ึงมิเคยย่างกรายออก ไ ป เ กิ น ก ว่ า กำ � แ พ ง ดิ น ข อ ง ห มู่ บ้ า น ห ลิ ว อี้ ว์ ม ณ ฑ ล ห ยุ น ห นั น ( ยู น น า น ) ก ร ะ ทั่ ง เ ม่ื อ เธอเร่ิมเต้นรำ�ประกอบแผ่นเสียงเธอจึงเร่ิมมีโอกาสได้ออกไปยลโฉมโลกภายนอก ที่ จำ � ต้ อ ง อุ ด อู้ อ ยู่ ใ น ห มู่ บ้ า น น้ั น มิ ใ ช่ ว่ า เ ธ อ มิ อ ย า ก อ อ ก ไ ป ท่ อ ง โ ล ก ก ว้ า ง ท ว่ า ค ว า ม เ ช่ื อ ค ร่ำ � ค รึ ใ น สั ง ค ม จี น ที่ “ ข น า ด เ ท้ า เ ป็ น ม า ต ร ฐ า น ตั ด สิ น คุ ณ ค่ า ข อ ง ผู้ ห ญิ ง ย่ิ ง เ ล็ ก ย่ิงงาม”ทำ�ให้แม่เฒ่าโจวถูกจับมัดเท้าแต่เด็กจนเท้าของเธอมีรูปร่างผิดแผกจาก ม นุ ษ ย์ ทั่ ว ไ ป ด้ ว ย มี ข น า ด เ ท่ า ซ อ ง บุ ห รี่ ส่ ว น ก ร ะ ดู ก เ ท้ า นั้ น เ ล่ า ก็ ง อ งุ้ ม ผิ ด ธ ร ร ม ช า ติ ท ว่ า อ ย่ า ง น้ อ ย พ ว ก เ ธ อ ก็ ยั ง พ อ มี ท า ง ห า ค ว า ม สำ � ร า ญ เ พี ย ง น้ อ ย นิ ด ใ น บางโอกาส“ในสมัยก่อนพวกเราฟังเพลงที่วัยรุ่นสมัยนั้นนิยมแล้วก็เต้นรำ�ไปตาม ท่วงทำ�นองที่ได้ยินซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกมากพวกเรามีโอกาสได้ไปแสดงท่ีคุนหมิงรวม ทั้ ง ไ ด้ รั บ เ ชิ ญ ไ ป ยั ง ปั ก กิ่ ง แ ล ะ โ ต เ กี ย ว ถึ ง แ ม้ ท่ี สุ ด แ ล้ ว ฉั น จ ะ พ ล า ด โ อ ก า ส ง า ม ด้ ว ย มี ปัญหาสุขภาพ”แม่เฒ่าโจวกล่าวขณะแกว่งเท้าขนาด5นิ้วของเธอไปมาพร้อมกับ อวดรูปเธอกับเพื่อนคณะนักแสดงทุกคนซ่ึงถูกมัดเท้าจนเรียวเล็กเช่นเดียวกับเธอ เ มื่ อ แ ม่ เ ฒ่ า กั บ เ พ่ื อ น นั ก แ ส ด ง เ ร่ิ ม เ ต้ น รำ � ป ร ะ ก อ บ เ พ ล ง เ ม่ื อ เ กื อ บ 2 5 ปี ที่ แล้วในขณะน้ันเป็นยุคทศวรรษท่ี1980ท่ีจีนเพิ่งฟื้นตัวจากกระแสปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1969-1976)ซ่ึงเป็นช่วงท่ีกระแสซ้ายจัดครอบงำ�จีนอย่างรุนแรงอะไรก็ตาม ท่ีเป็นตะวันตกหรือเป็นวัฒนธรรมของชนช้ันสูงเป็นส่ิงนอกรีตและจะต้องถูกกำ�จัด ใ น ยุ ค ท่ี พ ว ก เ ธ อ เ ริ่ ม ส นุ ก ส น า น กั บ ก า ร เ ต้ น รำ � นั้ น ม ร ด ก ต ก ค้ า ง จ า ก ก า ร ป ฏิ วั ติ ฯ ยั ง ค ง อ ยู่ พ ว ก เ ธ อ ถู ก ม อ ง ว่ า เ ป็ น พ ว ก น อ ก ค อ ก เ ป็ น ค น แ ป ล ก ใ น ส า ย ต า ข อ ง สั ง ค ม 25
หยังหยังนักเขียนวัย43ซ่ึงเติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศหมู่บ้านหลิวอ้ีว์รำ�ลึก ถึงช่วงเวลานั้นว่า“ฉันและเพ่ือนๆต้องแอบรวมกลุ่มเต้นรำ�ตามเสียงเพลง”เพราะ กระแสตกค้างจากการปฏิวัติยังคงอยู่หยังกลับมายังหมู่บ้านเพ่ือถ่ายทอดเร่ืองราวของ โจวและหญิงมัดเท้ารายอื่นๆกว่า300ชีวิตซึ่งหยังประทับใจเรื่องราวของพวกเธอหลัง ได้ยินว่าแม่เฒ่าท้ังหลายต่างแอบเต้นรำ�ประกอบเพลงซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นสมัยหยัง “คุณอาจจะเช่ือว่าสาวจากยุคประเพณีเก่าแก่เหล่าน้ีต้องต่อต้านการเต้นรำ�และ เพลงสมัยใหม่ทว่าน่าตกใจท่ีพวกเธอกลับยอมรับส่ิงเหล่านี้อย่างเต็มใจ...ที่จริงบรรดา สาวๆท่ีถูกพันธนาการอยู่ในกรอบจารีตประเพณีกลับเต้นได้ดีกว่าเราเสียอีก”หยังกล่าว แมเ่ ฒ่าโจว เอ้ือนเอย่ เร่ืองราวของชีวิตหว้ ง 3 แผ่นดินของเธอวา่ ก่อนประธานเหมา สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจนี ในปี ค.ศ.1949 นนั้ ชีวติ ของพวกเธอแสนจะสขุ สบาย ด้วย สังคมยงั คงมีกระแสนิยมความงาม โดยวดั จากขนาดของเท้า ย่งิ เทา้ เล็กเท่าไหร่ย่งิ หมายถงึ โอกาสที่มากข้ึนเทา่ น้ัน เทา้ ดอกบวั ทองคำ�ของแม่เฒา่ โจว ทำ�ใหเ้ ธอไดม้ โี อกาสแต่งงานกับชาย หนมุ่ รปู หล่อ ฐานะดี ซึ่งชวี ติ สมรสของเธอก็ดำ�เนนิ ไปอยา่ งสขุ สม แมจ้ ะตอ้ งแต่งงานถึง 2 ครัง้ กระท่ังยุคปฏิวัติจีนใหม่ของพรรคค้อนเคียวที่พิชิตชัยชนะในปีค.ศ.1949น้ันชะตา ของแม่เฒ่าก็ถึงจุดพลิกผันเม่ือบ้านของเธอถูกยึดพ่อแม่สามีคนท่ี2ถูกทุบตีจนตายเนื่องจาก ครองทรัพย์สินจำ�นวนมหาศาลซ่ึงเป็นส่ิงท่ีขัดกับสังคมคอมมิวนิสต์โจวถูกริบทรัพย์สินจนเธอ จำ�ต้องยอมก้มหน้ารับชะตากรรมทำ�งานหนักในคอมมูนทั้งที่เท้าทั้งสองข้างก็มิอำ�นวยให้เธอ ใช้แรงงงานทว่าฝันร้ายยังไม่จบหยังเยี่ยว์สือเพ่ือนบ้านของโจวสะท้อนประสบการณ์อันขมขื่น ว่า“พวกเราต้องซ่อนเท้าเล็กๆด้วยการสวมใส่รองเท้าขนาดปกติที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าของ เรามาก”หญิงชราซ่ึงคร้ังหนึ่งเคยได้รับการยอมรับว่า“เป็นสาวงามเจ้าของเท้าขนาด3นิ้ว!” ทว่าในกระแสบริโภคนิยมทุกวันนี้เร่ืองราวของแม่เฒ่านับวันจะยิ่งเลือนหายเหลือ เพียงตำ�นานและเร่ืองเล่าว่า“เคยมีประเพณีแสนโหดร้ายชื่อว่า“มัดเท้า”ในแผ่นดินจีน”หญิง สาวในห้วงพันปีต่างตกเป็นเหย่ือโศกนาฏกรรมดังกล่าวพวกเธอกำ�ลังจะถูกลืมใครเล่าจะเป็น ห่วงทวงสิทธิของเธอกลับมาใครเล่าจะรับประกันว่าเร่ืองเล่าโหดร้ายนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกเมื่อผู้ หญิงยังถูกแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุสนองตัณหาระบายความใคร่ของบุรุษเพศอย่างไม่ส้ินสุด... 26
27
28
หาน เช่ียวหนี หญงิ จีนคนสดุ ท้ายท่ีมเี ท้ากลีบบวั บั ด นี้ ป ร ะ เ พ ณี ก า ร มั ด เ ท้ า ไ ด้ ห า ย ไ ป จ า ก สั ง ค ม จี น แ ล้ ว แ ต่ ก็ ยั ง เ ห ลื อ ห ลั ก ฐ า น ห ล า ย อ ย่ า ง ท้ั ง รู ป ถ่ า ย ร อ ง เ ท้ า บั น ทึ ก เรื่ อ ง เ ล่ า ใ น ค ร อ บ ค รั ว จ า ก รุ่ น สู่ รุ่ น ที่ บ่ ง บ อ ก ว่ า ค ร้ั ง ห นึ่ ง ก า ร มั ด เ ท้ า น้ั น เ ค ย เ ป็ น ท่ี นิ ย ม ม า ก ข น า ด ไ ห น แ ล ะ ห ลั ก ฐ า น อย่างสุดท้ายท่ียังมีลมหายใจก็คือคุณยายหานเชี่ยวหน่ีวัย102ปีท่ียังคงใส่รองเท้า คู่ เ ล็ ก ป ร ะ ห น่ึ ง ร อ ง เ ท้ า ตุ๊ ก ต า จำ � ล อ ง กั บ เ ท้ า ท่ี ถู ก ดั ด จ น ง อ หั ก เ ป็ น ด่ั ง รู ป “ ด อ ก บั ว ทอง”อย่างท่ีคุณพ่อคุณแม่ของยายเห็นว่ามันสวยนักสวยหนาในสมัยก่อนหน้าน้ัน คุ ณ ย า ย ห า น ถู ก ที่ บ้ า น มั ด ดั ด เ ท้ า ตั้ ง แ ต่ อ า ยุ เ พี ย ง 2 ข ว บ เ ท่ า นั้ น ซ่ึ ง ใ น ต อ น นั้ น ย่ิ ง ดั ด เ ท้ า ตั้ ง แ ต่ ลู ก ส า ว ยั ง อ า ยุ น้ อ ย ๆ ก็ จ ะ ยิ่ ง ไ ด้ เ ป รี ย บ เ พ ร า ะ เ ท้ า เ ด็ ก ยั ง อ่ อ น จึ ง ดัดง่ายและสามารถจำ�กัดการเติบโตของเท้าได้ดีกว่าโดยเท้าถูกดัดแล้วท่ีมีขนาด3- 4น้ิวนับว่าเป็นสุดยอดปรารถนาตรงกับคุณสมบัติหญิงงามท่ีเท้าเล็กสวยดั่งดอกบัว ทองโดยเท้าท่ีมีขนาดสามนิ้วหรือ“ซานชุนจินเหลียน”นับว่าดีที่สุดส่วนท่ีมีขนาด ส่ี นิ้ ว ก็ ส ว ย ล ด ห ล่ั น ล ง ม า โ ด ย นั บ เ ป็ น ด อ ก บั ว เ งิ น คุ ณ ย า ย ห า น เ ล่ า ต่ อ ไ ป ว่ า เ ท่ า ท่ี จำ � ค ว า ม ไ ด้ เ ธ อ ใ ช้ เ ว ล า อ ยู่ ถึ ง 6 เ ดื อ น ก ว่ า จ ะ เ ริ่ ม เ ดิ น ไ ด้ แ ล ะ ชิ น ช า กั บ ค ว า ม เ จ็ บ ป ว ด มีหลักฐานบันทึกถึงท่ีมาของประเพณีนี้ว่าจักรพรรดิหลี่อวี้แห่งราชวงศ์ถัง ซึ่งปกครองในช่วงค.ศ.961-975ตกหลุมรักนางรำ�ผู้หน่ึงท่ีใช้ผ้าพันเท้าเธอไว้จนดู คล้ายรูปพระจันทร์เส้ียวและขึ้นแสดงร่ายรำ�ในชุด“ดอกบัวทอง”หลังจากรัชสมัยของ จักรพรรดิหล่ีอวี้แล้วการรัดเท้าจึงกลายเป็นที่นิยมไปท่ัวนอกจากนี้ในตำ�รากามาของ ราชวงศ์ชิงยังมีภาพกระบวนท่าร่วมรักถึง48ท่าที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายหญิงมีเท้ารูป กลีบบัวเป็นหลักฐานอีกหนึ่งชิ้นที่บ่งว่าอาจมีความเชื่อเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องกับ ประเพณีนี้ด้วยโดยเช่ือว่าหญิงผูมีเท้ารูปกลีบบัวจะสามารถบำ�เรอสามีของตนได้ดีกว่า 29
30
นางจาง ยุ่นยิ่ง หญงิ ชราในวัยกว่า 80 ปี เท้าดอกบัวเป็นค่านิยมของชาวจีนในยุคศตวรรษที่10คนท่ีเริ่มรัดเท้าคือนางทาสในราชวัง และในที่สุดก็ค่อยๆขยายตัวออกมาสู่นอกวังจนไปถึงชนบทเพราะว่าผู้หญิงท่ีมีการรัดเท้า น้ันถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนรวยเพราะคนรวยไม่จำ�เป็นต้องออกไปออกไปทำ�งานอยู่แล้ว ตั้ ง แ ต่ ต้ น ปี 1 6 0 0 แ ม้ ว่ า จ ะ มี ห ล า ย ค น พ ย า ย า ม ที่ จ ะ ย ก เ ลิ ก ป ร ะ เ พ ณี นี้ แ ต่ ต้ อ ง ใ ช้ เ ว ล า ถึ ง ศ ต ว ร ร ษ ท่ี 2 0 ป ร ะ เ พ ณี ก า ร รั ด เ ท้ า จึ ง ถู ก ย ก เ ลิ ก ไ ป โ ด ย มี ช่ า ง ภ า พ ชื่ อ F a r r e l l ไ ด้ เ ค ย ถ า ม เ พื่ อ น ร่ ว ม ง า น ว่ า ปั จ จุ บั น ยั ง ค ง มี ผู้ ห ญิ ง ที่ มี เ ท้ า เ ป็ น ด อ ก บั ว อ ยู่ ไ ห ม แ ต่ เ พื่ อ น ทุ ก ค น ก ลั บ ใ ห้ คำ � ต อ บ ว่ า ไ ม่ มี แ ล้ ว แ ต่ ใ น ท่ี เ ข า ก็ พ บ ค น ขั บ ร ถ ผ่ า น ม า บ อ ก เ ธ อ ว่ า คุ ณ ย า ย ข อ ง เ ข า ก็ เ ป็ น ผู้ ห ญิ ง มี เ ท้ า ด อ ก บั ว เ ธ อ ชื่ อ ว่ า น า ง จ า ง ยุ่ น ยิ่ ง ผู้หญิงเหล่าน้ีต่างก็เคยได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำ�บากมากเช่นการรัดเท้าการปฏิวัติทาง วัฒนธรรมของจีนสงครามญี่ปุ่นครั้งที่สองและการขาดอาหารหลังสงครามในประเทศจีน แต่พวกเธอก็ภูมิใจในเท้าของพวกเธอมากโดยการรัดเท้าในตอนนั้นไม่เพียงแต่เพื่อความ สวยงามและความมีชีวิตความเป็นอยู่ท่ีดีมีชายที่ร่ำ�รวยมาสู่ขอเป็นศรีภรรยาหรือไม่ก็เป็น นางบำ�เรอของคหบดีท่ีรำ�รวยแต่เม่ือFarrellถามพวกเธอว่าถ้าสามารถย้อนเวลาได้คุณ ยังยอมที่จะรัดเท้าอีกไหมเธอตอบว่า”ไม่ยอมค่ะ”เนื่องจากต้องผ่านช่วงเวลาการทำ�สง ครามพวกเธอต้องออกไปทำ�งานโดยไม่มีใครคอยบริการให้อีกแล้วFarrellกล่าวว่าเธอ ดูเหมือนว่าจะมีความภูมิใจกับเท้าดอกบัวของตัวเองมากในระหว่างการพูดคุยเธอมัก จะพูดบ่อยคร้ังว่าเท้าของตัวเองเล็กขนาดไหนหลังจากการรัดเท้าถูกยกเลิกไปพวกเธอก็ ได้เอาผ้าที่รัดเท้าน้ันออกแต่ว่าคร้ังหนึ่งพวกเธอก็เคยได้สวยงามตามค่านิยมในสมัยนั้น 31
32
33
34
การยุติ การคัดค้านการรัดเท้าน้ันมีข้ึนในหมู่นักเขียนชาวจีนบางคนในช่วงศตวรรษท่ี18ต่อ มาชาวฮากกาซึ่งสตรีไม่รัดเท้านั้นก่อกบฏเมืองแมนแดนสันติและประกาศให้การรัดเท้า ผิดกฎหมายเม่ือกบฏดังกล่าวถูกปราบราบคาบเหล่านักเทศน์ศาสนาคริสต์จึงเริ่มให้การ ศึกษาแก่เด็กหญิงพยายามโน้มนาวให้เห็นว่าการรัดเท้าเป็นประเพณีป่าเถื่อนนักเทศน์ เหล่าน้ียังใช้วิธีการหลายหลากเพ่ือเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของชนช้ันสูงให้ได้ทั้งการให้ ศึกษาการแจกใบปลิวและแผ่นพับต่างๆรวมถึงการกดดันรัฐบาลราชวงศ์ชิงในปี1875สตรี คริสตศ์ าสนิกชนราว 60 ถึง 70 คนในเซีย่ เหมินประชุมกนั โดยมจี อหน์ แมก็ กาววนั (John MacGowan) นกั เทศน์ เปน็ ประธาน คนเหล่านน้ั รว่ มกนั ตงั้ “สมาคมเทา้ ปรกต”ิ ขน้ึ เพ่ือ รณรงค์ต่อต้านการรัดเท้ากิจกรรมทั้งน้ีต่อมาได้รับความสนับสนุนจากขบวนการสตรีเพื่อ ความช่งั ใจในพระครสิ ต์ (Woman’s Christian Temperance Movement) ซึง่ ต้ัง ข้ึนเม่ือปี1883และได้รับความอุปถัมภ์จากคณะนักเทศน์ซึ่งเห็นว่าอาจอาศัยคริสต์ศาสนา ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศต่างๆได้หนึ่งในสมาชิกคณะนักเทศน์นี้ได้แก่ทิโมที ริชาร์ด (Timothy Richard) ผมู้ ีอิทธพิ ลตอ่ การกอ่ ตง้ั จนี เป็นสาธารณรัฐในเวลาต่อมา ฝ่ายปราชญ์ชาวจีนที่มีใจรักการปฏิรูปก็ชวนกันเห็นว่าการรัดเท้าเป็นด้านมืดใน วัฒนธรรมของตน ควรกำ�จดั ทง้ิ โดยเรว็ ในปี 1883 คงั โหย่วเหวย์ บัณฑิต จงึ ตง้ั สมาคมตอ่ ต้านการรดั เทา้ (Anti-Footbinding Society) ขนึ้ ใกล้เมืองกว่างโจว จากนน้ั กลมุ่ คดั ค้าน การรัดเท้าก็ผุดข้ึนราวกับดอกเห็ดทั่วไปในประเทศมีคำ�อ้างว่าผู้ร่วมเคลื่อนไหวต่อต้าน การรดั เทา้ ในครง้ั น้ันรวมกนั ไดถ้ ึง 300,000 คน ทวา่ ขบวนการเหลา่ นนั้ กลับชูเหตผุ ลดา้ น ชาตนิ ยิ ม แทนที่จะเปน็ ดา้ นสขุ ภาพอนามัยหรือดา้ นความมีประสทิ ธิภาพของชนชน้ั แรงงาน นักปฏิรูปหลายรายที่ได้อิทธพิ ลของลทั ธสิ ังคมนยิ มแบบดาร์วิน เชน่ เหลียง ฉ่เี ชาโฆษณา วา่ การรดั เท้าทำ�ให้บ้านเมืองออ่ นด้อย เพราะสตรีขีโ้ รคยอ่ มมบี ตุ รอ่อนแอจนเมือ่ ลุศตวรรษ ที่ 20 นกั สตรีนิยม เชน่ ชิว จ่นิ จึงเรม่ิ มบี ทบาทในการตอ่ ต้านการรัดเทา้ บ้างครน้ั ปี 1902 ซู สีไทเฮาออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการรัดเท้าแต่กฎหมายน้ันยกเลิกไปภายหลัง 35
ชาวจีนในยุคนี้กล่าวกันว่าสิ่งท่ีสร้างความอับอายขายหน้าให้แก่ชาวจีนมาก ท่ีสุดในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า5,000ปีนอกเหนือจากนิสัยติดฝ่ินการไว้ผมเปียของ ผู้ชายชาวฮั่นเพราะถูกชนชั้นปกครองชาวแมนจูบังคับแล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือประเพณี การรัดเท้าเพ่ือให้เท้าเล็กท่ีสุดเท่าท่ีจะทำ�ได้ด้วยความเขลาของผู้หญิงเองที่คลั่งไคล้ ใหลหลงไปกับการตีค่าความงามบนความเจ็บปวดที่แลกมากับด้วยเลือดและน้ำ�ตา ของตัวเองด้วยสภาพสังคมท่ีผู้ชายเป็นใหญ่บีบบังคับให้ผู้หญิงตกเป็นเหย่ือแห่งการ ทารุณอย่างเลือดเย็นด้วยความยินยอมพร้อมใจจากเพศเดียวกันตลอดหลายช่ัวอายุคน เ ด็ ก ห ญิ ง ใ น ส มั ย นั้ น ที่ มี อ า ยุ ตั้ ง แ ต่ 5 ปี ข้ึ น ไ ป จ ะ เ ร่ิ ม ถู ก มั ด เ ท้ า โ ด ย แ ม่ ข อ ง ต น มั น ก็ แ ค่ เ พ ร า ะ ค ว า ม คิ ด ท่ี ว่ า ส ต รี ที่ มี เ ท้ า ง า ม จ ะ มี ชี วิ ต ค ว า ม เ ป็ น อ ยู่ ที่ ดี มี ช า ย ที่ รำ่ � ร ว ย ม า สู่ ข อ เ ป็ น ศ รี ภ ร ร ย า ห รื อ ไ ม่ ก็ เ ป็ น น า ง บำ � เ ร อ ข อ ง ค ห บ ดี ท่ี รำ่ � ร ว ย ห า ก ว่ า เ ด็ ก ห ญิ ง เ ห ล่ า น้ั น ไ ม่ ย อ ม รั ด เ ท้ า ต า ม ท่ี พ่ อ แ ม่ ต้ อ ง ก า ร ก็ จ ะ ถู ก เ ฆ่ี ย น ตี ดุ ด่ า อ ย่ า ง ท า รุ ณ ( แ ต่ บ า ง ร า ย เ ค้ า ก็ จั บ รั ด แ บ บ ไ ม่ ฟั ง คำ � ค้ า น เ ล ย น ะ เ อ อ ) ก ว่ า รู ป เ ท้ า จ ะ ไ ด้ รู ป ท ร ง ท่ี ต้ อ ง ก า ร ก ร ะ ดู ก เ ท้ า ข อ ง เ ด็ ก ห ญิ ง ท่ี น่ า ส ง ส า ร เ ห ล่ า น้ี หั ก จ น นั บ ไ ม่ ถ้ ว น ค รั้ ง 36
รองเท้าดอกบวั ทองคำ�แบบนี้เริ่มนยิ มในสมัยหมิง จนถึงสมัยชิง ( ค.ศ. 1368-1911) 37 รองเทา้ ดอกบวั ทองค�ำ ’ แบบหลวม ยคุ หลงั ราชวงศ์ชิง
แบบนีพ้ บมากในสมยั ชงิ แถบเมืองซอี นั หลันโจวและซนั ซี แบบนี้นยิ มกนั มากในปลายสมัยชงิ ทพ่ี ้นื รองเทา้ มลี วดลาย บ้างจะตดิ กระดง่ิ 38
39
บรรณานุกรม เวบ็ ไซต์ 1. เม่อื ไรจะหายเหงา (18 มิถุนายน 2550) ธรรมเนยี มการรดั เทา้ แหล่งทีม่ า : http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/06/ K5522392/K5522392.html สบื ค้น 20 พฤศจิการยน 2559 2. Aj.2 : satit up ราชวงศซ์่งหรอื ซ้องหรอื สงุ้ (ออนไลน)์ แหล่งทีม่ า : http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AboutStudent/Document/ Hist_China/pdf/HistChina_12_Song.pdf สืบค้น 3 พฤศจกิ ายน 2559 3.Kapook (24 กนั ยายน 2556) หาน เช่ยี วหนี หญงิ จีนคนสุดท้ายท่ีมเี ท้ากลบี บวั แหล่งทีม่ า : http://women.kapook.com/view72017.html สบื ค้น 19 พฤศจกิ ายน 2559 4.manyum (2 กรกฎาคม 2558) สตรเี ท้าดอกบัวรนุ่ สุดทา้ ยของจนี แหลง่ ที่มา : http://www.manyum.com/post/detail/127384.html สบื คน้ 22 พฤศจิกายน 2559 5.Pornphah (5 พฤศจกิ ายน 2557) ที่มาเทา้ ดอกบัว ประเพณรี ัดเท้าของสาว จนี โบราณ แหล่งทม่ี า : http://teen.mthai.com/variety/49551.html สบื ค้น 20 พฤศจิกายน 2559 6. Wikipedia (31 คลุ าคม 2558) การรดั เท้า แหล่งท่ีมา : https://th.wikipedia.org/wiki/การรัดเท้า สืบคน้ 3 พฤศจกิ ายน 2559
ความงามและแฟชั่นเปน็ เรื่องของสไตล์ บ่อยคร้ังมกั แลกมาด้วยความ ลำ�บากและความเจ็บปวด ซึ่งเปน็ เชน่ นี้มาช้านานและเกิดขน้ึ ในหลาย วฒั นธรรม หนึง่ ในคา่ นยิ มความงามแห่งประวตั ิศาสตรจ์ ีนในยุคศตวรรษท่ี 10 นัน่ กค็ อื เท้าดอกบัว (Foot Binding) เมอ่ื ความงามของสตรสี งู ศกั ดิ์ คอื เทา้ ท่เี ล็กและมีรูปทรงดั่งดอกบวั ความงามทต่ี อ้ งแลกมาด้วยความเจ็บ ปวดตัง้ แตเ่ ดก็ ความล�ำ บากในการเดนิ และความเสีย่ งท่จี ะบาดเจบ็ ติดเชื้อ จนถึงขน้ั เสยี ชวี ิต นางสาว ศวณั ดา ไตรโชค รหัสนกั ศึกษา 13580238
Search
Read the Text Version
- 1 - 45
Pages: