พระไตรปิฎกและอรรถกถา เลม่ ที่ 58 พระสตุ ตนั ตปิฏก ขทุ ทกนิกาย ชาดก เลม่ ท่ี 3 ภาคที่ 4 ข้อ 562/หน้า481 อรรถกถา สสปณฑติ ชาดก วา ดว ย ผูส ละชีวติ เปน ทาน พระศาสดา เม่ือประทับอยู ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการถวายบริขารทุกอยาง จึงตรัส พระธรรมเทศนาน้ี มีคําเรม่ิ ตนวา สตฺต เม โรหติ า มจฺฉา ดังน้ี. ไดยินวา ในนครสาวัตถี มีกฎมพีคนหน่ึงตระเตรียมการถวายบริขารทุกอยางแกภิกษุสงฆมี พระพุทธเจา เปนประธาน ใหสรางมณฑปที่ประตูเรือนแลวนิมนตภิกษุสงฆมีพระพุทธเจาเปนประธาน ใหนง่ั บนบวรอาสนใ นมณฑปท่ีไดจ ัดแจงไวด ีแลว ถวายทานอนั ประณีตมีรสเลิศตางๆ แลวนิมนตฉันอีก ตลอด ๗ วนั . ในวันท่ี ๗ ไดถวายบริขารท้งั ปวงแกภิกษุ ๕๐๐ มีพระพทุ ธเจา เปนประธาน. ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดา เมื่อจะทรงกระทําอนุโมทนา จึงตรัสวา ดูกอนอุบาสก ควรที่ทานจะ กระทําปตโิ สมนัส กช็ อ่ื วา ทานนี้เปน วงศข องโบราณกบณั ฑิตทั้งหลาย ดวยวาโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ไดบ รจิ าคชีวติ แกเ หลา ยาจกผูมาถึงเฉพาะหนาแมชีวติ ของตนกไ็ ดใ หแลว. อันอบุ าสกน้ันทลู อาราธนาแลว จงึ ทรงนําเอาเรือ่ งในอดีตมาสาธก ดังตอไปน้ี :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจาพรหมทัตครองราชสมบัติอยูในนครพาราณสี พระโพธิสัตวบังเกิดใน กาํ เนิดกระตายอยใู นปา กป็ านนั้ ไดม ีเชิงเขา แมนํา้ และปจ จนั ตคาม มารวมกันแหง เดยี ว. สัตวแมอื่นอีก ๓ ตัวคือ ลิง สุนัขจ้ิงจอกและนากไดเปนสหายของกระตายน้ัน. สัตวแมท้ัง ๔ น้ันเปน บัณฑิตอยูรวมกนั ถือเอาเหย่ือในทเ่ี ปนที่โคจรของตนๆ แลวมาประชุมกันในเวลาเย็น สสบัณฑิตแสดง ธรรมโดยการโอวาทแกส ตั วท ้งั ๓ วา พงึ ใหทาน พงึ รักษาศีล พงึ กระทาํ อุโบสถกรรม. สตั วท้งั ๓ น้นั รับโอวาทของสสบัณฑติ นั้น แลวเขา ไปยังพุมไม อนั เปน ทีอ่ ยอู าศยั ของตนๆ อยู. เม่อื กาลลว งไปอยอู ยา งนี้ วนั หนึ่ง พระโพธสิ ัตวม องดูอากาศเหน็ ดวงจนั ทร รูวา พรุงนี้เปนวันอุโบสถ จึง กลาวกะสัตวท้ัง ๓ นอกนี้วา พรุงนี้เปนวันอุโบสถ แมทานท้ัง ๓ จงสมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทานที่ผู ตง้ั อยใู นศีลแลวให ยอมมีผลมาก เพราะฉะนั้น เมื่อยาจกมาถึงเขา ทานทั้งหลายพึงใหรสอาหารที่ควร กิน แลว จงึ คอยกิน. 2
พระไตรปิฎกและอรรถกถา เลม่ ท่ี 58 พระสตุ ตนั ตปิฏก ขทุ ทกนิกาย ชาดก เลม่ ที่ 3 ภาคที่ 4 ข้อ 562/หน้า481 สตั วท้ัง ๓ นนั้ รบั คําแลว พากนั อยใู นทเ่ี ปน ท่ีอยขู องตนๆ. วันรุงข้ึน บรรดาสตั วเ หลานนั้ นากคดิ วาเราจกั แสวงหาเหย่อื แตเชาตรู จึงไปยงั ฝง แมนาํ้ คงคา. คร้ังนั้น พรานเบ็ดคนหนึ่งตกปลาตะเพียนได ๗ ตัว จึงเอาเถาวัลยรอยคุยทรายที่ฝงแมนํ้าคงคา เอา ทรายกลบไว เมอื่ จะจบั ปลาอีกจงึ ไปยงั ดา นใตแ มนา้ํ คงคา. นากสดู ไดก ลิน่ ปลา จึงคุยทราย เหน็ ปลาจงึ นําออกมา คดิ วาเจาของปลาเหลานี้มีไหมหนอ จึงประกาศ ข้ึน ๓ คร้ัง เมื่อไมเห็นเจาของ จึงคาบปลายเถาวัลยนําไปเก็บไวในพุมไม อันเปนท่ีอยูของตน คิดวา เราจกั กนิ เมือ่ ถงึ เวลา จงึ นอนนกึ ถึงศีลของตนอยู. ฝายสุนัขจ้ิงจอกออกเที่ยวแสวงหาเหยื่อไดเห็นเน้ือยาง ๒ ไม เหี้ย ๑ ตัว และหมอนมสม ๑ หมอ ในกระทอมของคนเฝานาคนหนึ่ง คิดวา เจาของของส่ิงน้ีมีอยูหรือไมหนอ จึงรองประกาศขึ้น ๓ คร้งั ไมเ หน็ เจา ของ จึงสอดเชือกสําหรับห้ิวหมอนมสมไวที่คอ เอาปากคาบเนื้อยางและเห้ีย นําไปเก็บ ไวใ นพุม ไมเปนทีน่ อนของตน คิดวา จักกินเม่ือถึงเวลา จงึ นอนนกึ ถงึ ศลี ของตนอยู. ฝา ยลงิ เขา ไปยังไพรสณฑ นําพวงมะมว งมาเก็บไวใ นพมุ ไมเปน ทอ่ี ยูข องตน คิดวา จกั กนิ เม่ือถึงเวลา จึง นอนนึกถึงศีลของตน. สวนพระโพธิสัตวคิดวา พอถึงเวลาจักออกไปกินหญาแพรก จึงนอนอยูในพุมไมเปนที่อยูของ ตนนั่นแหละ คิดอยูวา เราไมอาจใหหญาแกพวกยาจกผูมายังสํานักของเรา แมงาและขาวสารเปนตน ของเรา ก็ไมม ี ถายาจกจกั มายังสาํ นักของเราไซร เราจกั ใหเ นอ้ื ในรา งกายของเรา. ดว ยเดชแหงศลี ของพระโพธิสตั วน ั้น ภพของทา วสกั กะไดแ สดงอาการเรารอน. ไดยินมาวา ภพนั้นเปนภพรอน เพราะทาวสักกะส้ินอายุหรือส้ินบุญ หรือเม่ือสัตวอื่นผูมีอานุภาพมาก ปรารถนาสถานท่ีนัน้ หรือดว ยเดชแหงศลี ของสมณพราหมณผ ตู ง้ั อยูใ นธรรม. 3
พระไตรปิฎกและอรรถกถา เลม่ ที่ 58 พระสตุ ตนั ตปิฏก ขทุ ทกนิกาย ชาดก เลม่ ที่ 3 ภาคที่ 4 ข้อ 562/หน้า481 ในกาลนั้น ภพของทาวสักกะไดเรารอนเพราะเดชแหงศีล ทาวสักกะนั้นทรงรําพึงอยู ทรง ทราบเหตุนั้นแลว จึงทรงดําริวา เราจักทดลองพระยากระตายดู จึงครั้งแรก เสด็จไปยังท่ีอยูของนาก ไดแปลงเพศเปน พราหมณยนื อยู. เมื่อนากกลาววา พราหมณ ทา นมาเพื่อตอ งการอะไร? จึงตรสั วา ทา นบณั ฑิต ถาขาพเจา พงึ ไดอ าหารบางอยาง จะเปน ผูร กั ษาอโุ บสถ กระทําสมณธรรม. นากน้นั กลา ววา ดลี ะ ขาพเจาจกั ใหอ าหารแกท าน. เมือ่ จะเจรจากบั ทาวสักกะนน้ั จงึ กลาวคาถาที่ ๑ วา :- ปลาตะเพยี นของเรามอี ยู ๗ ตัวซ่ึงนายพรานเบ็ดตกขึ้นจากนาํ้ เก็บไวบนบก ดกู อนพราหมณ ขา พเจามีสง่ิ นี้อยู ทา นจงบริโภคสิ่งนี้ แลวอยใู นปา เถิด. บรรดาบทเหลาน้ัน บทวา ถลมุพฺภตา ความวา แมอันนายพรานเบ็ดตกขึ้นจากนํ้าเก็บไวบน บก. บทวา เอตํ ภุตวฺ า ความวา ทานจงปง มัจฉาหาร อนั เปน ของเรานี้ บรโิ ภคนั่งที่โคนไมอันรื่นรมย กระทํา สมณธรรมอยใู นปา นเี้ ถดิ . พราหมณกลาววา เรื่องน้ีจงยกไวกอนเถิด ขาพเจาจักรูภายหลัง แลวไปยังสํานักของสุนัข จิ้งจอก. แมเมื่อสุนัขจ้ิงจอกกลาววา ทานยืนอยู เพื่อตองการอะไร? ก็ไดกลาวเหมือนอยางนั้นนั่น แหละ. สุนขั จ้งิ จอกกลาววา ดลี ะ ขาพเจาจกั ให. เมอ่ื จะเจรจากับทา วสกั กะน้ัน จงึ กลา วคาถาที่ ๒ วา :- อาหารของคนรกั ษานาคนโนน ขา พเจานําเอามาไวในตอนกลางคืน คือเนอื้ ยาง ๒ ไม เหีย้ ๑ ตวั นมสม ๑ หมอ. ดกู อนพราหมณ ขาพเจามอี าหารสิง่ นีอ้ ยู ทานจงบรโิ ภคอาหารสง่ิ นี้ แลว เจรญิ สมณธรรมอยูในปาเถิด. 4
พระไตรปิฎกและอรรถกถา เลม่ ที่ 58 พระสตุ ตนั ตปิฏก ขทุ ทกนิกาย ชาดก เลม่ ท่ี 3 ภาคท่ี 4 ข้อ 562/หน้า481 บรรดาบทเหลานั้น บทวา ทุสฺส เม ความวา คนผูรกั ษานาซึง่ อยูในท่ีไมไกลเรานน่ั คือโนน . บทวา อปาภตํ ไดแก อาภตํ แปลวา นํามาแลว . บทวา มสํ สลู า จ เทวฺ โคธา ความวา เนือ้ ยาง ๒ ไมท่ีสกุ บนถานไฟ และเห้ยี ๑ ตัว. บทวา ทธวิ ารกํ ไดแก หมอนมสม. บทวา อทิ ํ เปน ตน ไปมคี วามวา เรามีส่ิงนี้ คือมีประมาณเทานี้ ทานจงปงสิ่งน้ีแมทั้งหมด โดยการใหสุก ตามความชอบใจแลวบริโภค เปนผูสมาทานอุโบสถ น่ังท่ีโคนไมอันนารื่นรมย กระทําสมณธรรมอยูใน ปา นเ้ี ถิด. พราหมณกลา ววา เรอ่ื งน้ีจงยกไวกอ นเถิด ขา พเจา จักรูภายหลัง แลว ไปยังสํานักของลิง แมเมื่อ ลิงนนั้ กลา ววา ทานยนื อยู เพือ่ ตอ งการอะไร? จึงกลาวเหมือนอยา งนั้น นั่นแหละ. ลงิ กลา ววา ดลี ะ ขาพเจา จักให. เมอ่ื จะเจรจากบั ทา วสกั กะน้ัน จงึ กลา วคาถาท่ี ๓ วา :- ผลมะมวงสุก นํ้าเย็น รมเงาอันเย็นเปนที่ร่ืนรมยใจ. ดูกอนพราหมณ ขาพเจามีอาหารอยางน้ี ทานจงบริโภคอาหารนี้ แลวเจริญสมณธรรมอยใู นปาเถิด. บรรดาบทเหลานน้ั บทวา อมพฺ ปกฺกํ ไดแก ผลมะมว งสุกอนั อรอย. บทวา อทุ กํ สีตํ ไดแก นาํ้ ในแมนาํ้ คงคาเย็น. บทวา เอตํ ภตุ ฺวา ความวา ดูกอนพราหมณ ทานจงบริโภคผลมะมวงน้ี แลวด่ืมน้ําเย็น นั่งท่ีโคนไม อัน ร่ืนรมยตามชอบใจ แลวกระทาํ สมณธรรมอยใู นชัฏปา นี้เถดิ . พราหมณกลาววา เร่ืองน้ีจงยกไวกอนเถิด ขาพเจาจักรูในภายหลัง แลวไปยังสํานักของสส บัณฑติ 5
พระไตรปิฎกและอรรถกถา เลม่ ที่ 58 พระสตุ ตนั ตปิฏก ขทุ ทกนิกาย ชาดก เลม่ ที่ 3 ภาคท่ี 4 ข้อ 562/หน้า481 แมเม่ือสสบณั ฑิตนั้นกลาววา ทานมาเพือ่ อะไร? ก็กลาวเหมอื นอยา งน้นั น่ันแหละ. พระโพธิสตั วไ ดฟง ดงั น้นั กม็ ีความช่ืนชมโสมนัส กลาววา ดูกอนพราหมณ ทานมายังสํานักของเรา เพ่ือ ตองการอาหาร ไดทําดีแลว วันน้ี ขาพเจาจักใหทานที่ยังไมเคยให ก็ทานเปนผูมีศีล จักไมทํา ปาณาตบิ าต ทา นจงไปรวมไมฟนนานาชนิด มากอถานไฟ แลวจงบอกขาพเจา ขาพเจาจักเสียสละตน โดดลงในกลางถา นไฟ เมื่อรา งกายของขา พเจาสุกแลว ทา นพึงกินเนือ้ แลวกระทาํ สมณธรรม. เมื่อจะเจรจากับทา วสกั กะน้ัน จึงกลา วคาถาท่ี ๔ วา :- กระตายไมมีงา ไมมีถ่ัว ไมมีขาวสาร ทานจงบริโภคเรา ผูสุกดวยไฟนี้ แลวเจริญสมณธรรมอยู ในปาเถดิ . บรรดาบทเหลานั้น บทวา มมํ ภุตฺวา ความวา ทานจงบริโภคเราผูสุกดวยไฟที่เราบอกใหทาน กอขึ้นนี้ แลวจงอยูในปานี้. ธรรมดาวา รางกายของกระตายตัวหนึ่ง ยอมจะพอยังชีพของบุรุษคนหนึ่ง ใหเปนไปได. ทาวสักกะไดทรงสดับถอยคําของสสบัณฑิตน้ันแลวจึงเนรมิตกองถานเพลิงกองหนึ่ง ดวย อานุภาพของตน แลวบอกแกพ ระโพธิสตั ว. พระโพธิสัตวน้ันลุกข้ึนจากท่ีนอนหญาแพรกของตน แลวไปท่ีกองถานเพลิงน้ัน คิดวา ถาสัตว เล็กๆ ในระหวางขนของเรามีอยู สัตวเหลาน้ันอยาตายดวยเลย แลวสะบัดตัว ๓ คร้ัง บริจาครางกาย ทั้งสิ้น ในทานมุขปากทางของทาน กระโดดโลดเตนมีใจเบิกบาน กระโดดลงในกองถานเพลิง เหมือน พระยาหงสกระโดดลงในกอปทมุ ฉะนัน้ . แตไฟนัน้ ไมอาจทําความรอน แมสักเทาขุมขนในรางกายของ พระโพธิสัตว ไดเ ปนเสมอื นเขา ไปในหองหิมะ ฉะนนั้ . ลําดบั นั้น พระโพธิสัตวเรียกทาวสักกะมา กลาววา พราหมณ ไฟท่ีทานกอไวเย็นยิ่งนัก ไมอาจ ทําความรอน แมสกั เทา ขมุ ขนในรา งกายของขา พเจา นี่อะไรกัน. ทา วสักกะตรสั วา ทานบัณฑิต เรามใิ ชพราหมณ เราเปน ทา วสกั กะ มาเพ่อื จะทดลองทา น. พระโพธิสัตวจึงบรรลือสีหนาทวา ขาแตทาวสักกะ พระองคจงหยุดพักไวกอนเถิด หากโลกสันนิวาส ท้งั ส้ินจะพงึ ทดลองขาพระองคดวยทานไซร จะไมพ งึ เหน็ ความทีข่ า พระองคไ มเปน ผูประสงคจะใหทาน เลย. 6
พระไตรปิฎกและอรรถกถา เลม่ ท่ี 58 พระสตุ ตนั ตปิฏก ขทุ ทกนิกาย ชาดก เลม่ ท่ี 3 ภาคท่ี 4 ข้อ 562/หน้า481 ลําดับนน้ั ทาวสักกะจึงตรสั กะพระโพธิสัตวน น้ั วา ดกู อ นสสบัณฑิต คุณของทานจงปรากฎอยูตลอดกัป ท้ังส้ินเถิด. แลวทรงบีบบรรพต ถือเอาอาการเหลวของบรรพต เขียนลักษณะของกระตายไวในดวง จันทร แลว นําพระโพธสิ ตั วมาใหนอนบนหลงั หญา แพรกออน ในพุมไมปาน้ันน่ันแหละ ในไพรสณฑน้ัน แลว เสด็จไปยังเทวโลกของพระองคท ีเดยี ว. บัณฑิตทั้ง ๔ แมนั้นพรอมเพรียงบันเทิงอยู พากันบําเพ็ญศีล รักษาอุโบสถกรรม แลวไปตาม ยถากรรม. พระศาสดา คร้นั ทรงนาํ พระธรรมเทศนานีม้ าแลว จึงทรงประกาศสัจจะ ประชุมชาดก. ในเวลาจบสจั จะ คฤหบดผี ูถวายบรขิ ารทกุ อยาง ดาํ รงอยูในโสดาปตติผล. นากในกาลน้นั ไดเปน พระอานนท สุนขั จิ้งจอกไดเปน พระโมคคลั ลานะ ลิงไดเ ปน พระสารบี ตุ ร ทาวสกั กะไดเ ปน พระอนุรทุ ธะ สว นสสบัณฑติ ไดเ ปน เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสสบัณฑติ ชาดกที่ ๖ 7
Search
Read the Text Version
- 1 - 7
Pages: