แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เร่อื ง ระบบยอยอาหารและการสลายสารอาหารเพอื่ ใหไดพ ลังงาน จงเลอื กขอ ท่ีถูกตองที่สดุ เพยี งขอเดยี ว 1. ลาํ ดบั ทางเดินอาหารในสัตวพ วก นก เปน ไปตามลักษณะใด ก. ปาก หลอดอาหาร ถงุ พักอาหาร ลาํ ไส ค. ปาก หลอดอาหาร ถงุ พักอาหาร ก๋นึ ข. ปาก ถุงพักอาหาร กนึ๋ ลําไส ง. ปาก หลอดอาหาร กน๋ึ ถงุ พักอาหาร 2. นาํ้ ยอ ยชนิดใดมกี ารหล่งั ท่ลี าํ ไสเลก็ ของคน ก. อะไมเลส เรนนนิ ข. อะไมเลส ลเิ พส ค. ไลเปส เพปซิน ง. เพปซนิ ทริปซิน 3. ในการยอยอาหารของคน ขอความใดถกู ตอ งทีส่ ดุ ก. ในหลอดอาหารมีการยอ ยอาหารประเภทแปง ข. ในกระเพาะอาหารมกี ารยอ ยอาหารเกิดข้ึน แตยังไมมกี ารดดู ซมึ อาหารทย่ี อยแลว เหลา น้นั ค. สารท่หี ลงั จากกระเพาะชวยยอ ยอาหาร ประเภทโปรตนี เทา นั้น ง. ในลาํ ไสเ ล็กการยอยเกดิ ขน้ึ มากทส่ี ดุ ทีเ่ จจนู มั และการดดู ซึมมากท่ีสุดทไี่ อเลยี ม 4. สารทรี่ ะบบยอยอาหารสรา งข้ึน แตไ มใ ชน ้ํายอย ไดแก ก. NaHCO3 , HCl , ptyalin ค. NaHCO3 , HCl , mucus , chymotrypsin ข. NaHCO3 , HCl , mucus , bile ง. NaHCO3 , HCl , mucus , pepsinogen 5. ลาํ ดบั ของสารจากโมเลกุลใหญไ ปยังโมเลกลุ เล็ก ท่ีถูกตอ งเปนดงั น้ี ก. โปรตีน ไดเพปไทด เพปไทด กรดอะมโิ น ข. โปรตนี เพปไทด ไดเพปไทด กรดอะมโิ น ค. กรดอะมโิ น เพปไทด ไดเพปไทด โปรตนี ง. เพปไทด โปรตีน ไดเพปไทด กรดอะมโิ น 6. ลาํ ไสเล็กมหี นา ท่แี ตกตางจากทางเดินอาหารสว นอืน่ คอื ก. มกี ารดูดซมึ นาํ้ และเกลอื แร ค. มกี ารยอ ยโปรตนี และน้ําตาล ข. มกี ารยอยแปง เปน นํา้ ตาล ง. มกี ารยอ ยไขมนั 7. เมื่อเคีย้ วขาวไปนาน ๆ ขาวทเี่ คีย้ วจะประกอบดวยสารประเภทใด ก. แปง มอลโทส กลูโคส ค. เดกซท รนิ ซูโครส กลูโคส ข. มอลโทส กลโู คส เดกซทริน ง. มอลโทส กลโู คส ซูโครส
2 8. ขอ ใดท่ีผิดจากความเปน จรงิ ก. เซลลท บี่ ุผนงั ลาํ ไสใ หญส ามารถดดู น้าํ เกลอื แร และวติ ามนิ ได ยกเวน กลโู คส ข. การกินอาหารทมี่ กี าก เชน ผลไม ผกั และการออกกําลังกายชว ยใหการขบั ถายเปน ปกติดี ค. วิธตี รวจสอบวา ไสต่งิ อกั เสบหรือไม อาจทาํ ไดโดยกดบรเิ วณทองนอ ยดา นขวา ง. การสาํ ลักขณะกลนื อาหารมกั เนื่องจากอาหารพลัดตกลงไปในหลอดลมและฝาปด กลอง เสียงเปด 9. ถา กระเพาะอาหารไมสามารถสรา งกรดเกลือได อาหารประเภทใดจะไดร ับความ กระทบกระเทอื นตอ กระบวนการยอ ยมากทีส่ ดุ ก. โปรตีน ข. ไขมนั ค. คารโ บไฮเดรต ง. ไกลโคโปรตีน ขอ มลู จงศึกษาแผนภาพการทดลองขา งลา งนี้ แลว ตอบคําถามขอ 10 - 11 10. การทดลองนช้ี ดุ ใดเปน ชุดควบคมุ ( control ) ก. ชดุ ที่ 1 ข. ชุดท่ี 2 ค. ชุดท่ี 1 และชุดท่ี 2 ง. ชุดท่ี 2 และ ชดุ ที่ 3
3 11. ทาํ ไมเมอื่ เวลามากขนึ้ สารละลายในหลอดชดุ ท่ี 1 เมื่อทาํ ปฏกิ ิริยากบั ไอโอดีน จงึ มีสนี า้ํ เงินจาง ก. แปง ในหลอดชุดท่ี 1 ลดลง ค. นา้ํ ตาลในหลอดชดุ ท่ี 1 ลดลง ข. น้าํ ตาลในหลอดชุดที่ 1 เพม่ิ ขึน้ ง. เอนไซมใ นนํา้ ลายทาํ งานดขี ึ้น 12. ขอ ความตอ ไปนข้ี อใดถกู ตองทสี่ ดุ ก. นกั เรยี นจะรูสึกปวดฟน เมื่อสารเคลือบฟน ถกู ทําลาย ข. ทางเดินอาหารของพลานาเรีย ซับซอนกวา ทางเดินอาหารของไสเดือนดิน ค. เมื่ออาหารทีย่ อ ยแลวถกู ดดู ซมึ เขา สูเซลล อาหารที่ยอ ยไมไ ดจ ะถูกขจดั ออกภายนอก รา งกายโดยเปน กากอาหาร ง. การยอยในลําไสเ ล็กน้นั น้าํ ยอยที่สําคญั สว นใหญม าจากตับ 13. ทางเดนิ อาหารสว นใดของคนถอื วามีกระบวนการยอยทางเคมีทแ่ี ทจ รงิ เปน สว นแรก ก. ปาก ข. กระเพาะอาหาร ค. ลําไสเลก็ ง. ไสตรง 14. น้ํายอยใดตอ ไปนไี้ มใชนาํ้ ยอ ยในกระเพาะอาหาร ก. เรนนนิ ข. ไลเปส ค. ทริปซิน ง. เพปซโิ นเจน 15. สวนใดของลําไสเลก็ ทม่ี กี ารดูดซมึ อาหารทยี่ อ ยแลว มากทสี่ ดุ ก. ดูโอดีนมั ข. เจจนู มั ค. ไอเลยี ม ง. พลิ อริก 16. น้าํ ถอื เปนสารสาํ คัญทจ่ี ะตองใชใ นรา งกายเพราะ ก. ใหพ ลังงาน ข. สรางเสรมิ สวนตา ง ๆ ของรา งกายเหมอื นโปรตีน ค. ชวยในการยอ ย ขับถา ยของเสีย ควบคุมอณุ หภมู ริ างกาย ง. สงสารเคมี ท่คี วบคุมการเปลย่ี นแปลงในรางกาย 17. epiglottis หรอื ฝาปดกลองเสยี งทาํ หนา ทอ่ี ยา งใดในระบบยอ ยอาหาร ก. กนั้ อาหารเอาไวในกระเพาะในชวงยอ ยอาหาร ค. เปน แหลง สรางเอนไซมส าํ คญั ข. ก้นั อาหารไมใหล งไปยังปอด ง. ทําหนา ท่ดี ดู ซึมอาหาร 18. หนา ทีส่ าํ คัญของลาํ ไสใหญค อื ก. ดูดนาํ้ กลับเขา รา งกาย ค. ยอยโปรตีน ไขมนั และคารโบไฮรเดรต ข. ดดู ซึมสารอาหารทยี่ อยยาก เชน เซลลโู ลส ง. ยอ ยวิตามิน เกลอื แร และนา้ํ ดี 19. ในการพัฒนาฟนกรามมปี ระโยชนส าํ หรบั สัตวในการ ก. สงเสยี งไดด ขี ้ึน ค. หายใจไดง า ยขนึ้ ข. ดูหนา ตาดขี ้ึน ง. ปรบั ตวั ไดก บั อาหารตา งชนิด 20. สัตวเ ลย้ี งลูกดว ยนาํ้ นมมเี พดานอยภู ายในปก เพ่อื ก. เคี้ยวอาหารและหายใจในเวลาเดยี วกนั ค. เกบ็ อาหารไวในปากไดนานข้นึ ข. ล้มิ รสอาหารไดดขี ึ้น ง. ใชด มกลนิ่ เหยอื่
4 21. เม่อื กินขนมชน้ั เขา ไปในรางกายจะยอยขนมชั้นเสรจ็ สมบูรณท บ่ี รเิ วณใด ก. ปาก ข. ลําไสเลก็ ค. กระเพาะ ง. ปากกบั ลําไสเ ล็ก 22. อวัยวะใดทีส่ ามารถผลิตไดทงั้ นา้ํ ยอ ยและฮอรโมน ก. ตับ ข. ตบั ออน ค. ลําไสเ ล็ก ง. ลําไสใหญ 23. ขอ ใดจะมอี ัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าสูงที่สดุ ก. โปรตนี 100 โมเลกลุ , เพปซนิ 1,000 โมเลกลุ , pH 2 ข. โปรตีน 1,000 โมเลกุล , เพปซนิ 1,000 โมเลกุล , pH 2 ค. โปรตีน 100 โมเลกลุ , เพปซิน 1,000 โมเลกลุ , pH 7 ง. โปรตนี 1,000 โมเลกุล , เพปซนิ 1,000 โมเลกุล , pH 7 จงศกึ ษาแผนภาพนแ้ี ลว ตอบคาํ ถามขอ 24 – 25 อาหารและสารอาหาร 1 สารท่ีมโี มเลกลุ ซับซอ นขึ้น หมายเลข 1 , 2 และ 3 หมายถึงกระบวนการ 2 สารท่มี โี มเลกุลขนาดเล็กในเซลล 3 CO2 และนํ้า 24. การสงั เคราะหโ ปรตนี จดั อยใู นกระบวนการขอใด ก. กระบวนการท่ี 1 ค. กระบวนการท่ี 1 ข. กระบวนการที่ 1 ง. กระบวนการที่ 1 25. กระบวนการใดท่จี ัดอยูในกระบวนการที่ 1 ก. การยอยและการดดู ซมึ อาหาร ค. การขับถา ย ข. การหายใจ ง. การสังเคราะหโ ปรตนี 26. เหตทุ ี่เราไมถ อื นํา้ ดเี ปนเอนไซม เพราะ ก. นํา้ ดไี มทําปฏกิ ริ ยิ าทางเคมีกบั สารต้ังตน ข. ปฏกิ ิรยิ าระหวา งน้ําดีกับสารตง้ั ตน ไมมนี า้ํ เขารว ม ค. เมอ่ื น้ําดีทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากบั สารตง้ั ตนแลว สภาพของนํา้ ดีเปลยี่ นไป ง. ปฏิกิรยิ าเคมีของนํา้ ดกี ับสารตง้ั ตนไมใ หพ ลงั งานออกมา 27. หากถุงน้าํ ดถี ูกตัดออก ขอบกพรองของระบบทางเดนิ อาหารท่ีเกดิ ขึน้ คอื ก. เปนแผลที่กระเพาะอาหารและลําไส ค. ไมส ามารถสราง Lipase ได ข. เบ่อื อาหาร ง. อาหารไขมันไมสามารถถูกยอ ยได
5 28. ตอ ไปน้สี ่งิ ใดไมใชหนา ท่ีของตบั ก. สราง digestive enzyme ค. คมุ ระดับนา้ํ ตาลในเลอื ด ข. สรา ง urea ง. ทาํ ลายสารพษิ 29. ทา นสามารถที่จะกลืนนํา้ ลายพรอ ม ๆ กับหายใจไดหรือไม ก. ได เพราะมหี ลอดลมกบั หลอดอาหารแยกกัน ค. ไมไ ด เพราะมี epiglottis ปดหลอดลม ข. ได เพราะมี epiglottis ปดหลอดลม ง. ไมไ ด เพราะมี epiglottis ปดหลอดอาหาร 30. ในขณะเคย้ี วขา ว จะรูส กึ วา มรี สหวานเกดิ ขน้ึ เพราะเหตุใด ก. มีนํา้ ตาลอยใู นขา ว ค. น้าํ ลายทาํ ใหเ กดิ ความหวาน ข. ขาวมีรสหวานอยแู ลว ง. เอนไซมใ นนาํ้ ลายเปลยี่ นขาวใหเ ปน น้าํ ตาล 31. บรเิ วณของทางเดนิ อาหารทมี่ กี ารยอ ยอาหารเกิดขึน้ มากทส่ี ุด คือ ก. กระเพาะ ข. ดูโอดนี ัม ค. ไอเลยี ม ง. โคลอน 32. หนาท่ีสําคญั ของตับออน คอื ก. สรางเอนไซม ค. สรางเอนไซมแ ละฮอรโมน ข. สรา งฮอรโ มน ง. สรางน้ําดแี ละเอนไซม 33. อวัยวะใดทไี่ มท ําหนาที่เก่ียวของกบั การยอยไขมนั ก. ตับ ข. กระเพาะอาหาร ค. ลาํ ไสเ ลก็ ง. ตบั ออน 34. แหลงสะสมคารโ บไฮเดรต ก. ตับและตับออน ค. กระดกู และพงั ผืดหนาทอ ง ข. ตับออ นและไต ง. ตับและกลามเนอื้ 35. ฟนแทใ นจํานวนที่เต็มทขี่ องคนจะมจี าํ นวนดงั ในตารางขอใด Incissor ก ข ค ง Canine บน 6 ลา ง 6 บน 6 ลาง 6 บน 4 ลา ง 4 บน 4 ลา ง 4 Premolar บน 2 ลาง 2 บน 2 ลาง 2 บน 2 ลาง 2 บน 2 ลาง 2 Molar บน 4 ลา ง 4 บน 2 ลา ง 2 บน 4 ลาง 4 บน 4 ลา ง 4 บน 5 ลา ง 5 บน 6 ลา ง 6 บน 5 ลา ง 5 บน 6 ลาง 6 36. ถาในลําไสใ หญของมนษุ ยป ราศจากแบคทเี รยี ชนดิ Escherichia coil แลว จะมีผลทาํ ให ก. รา งกายขาดวติ ามนิ บางอยา ง ค. การสลายกากอาหารเปน ไปไดชา ข. เกดิ การสะสมสารพษิ บางอยา ง ง. รางกายจะมสี ขุ ภาพดขี ้นึ 37. ขณะที่ทานเคยี้ วขา วอยใู นปากเพียงชวั่ ครู ขา วจะถกู ยอยสลายเปน ก. เดกซท ริน ข. เรนนนิ ค. ไซม ง. เพปไทด
6 38. นา้ํ ยอ ยจากตบั ออ นประกอบดว ยเอนไซม ก. ลิเพสและทริปซนิ ค. ลเิ พสและอะไมเลส ข. ลเิ พสและคารบ อกซิเพปทิเดส ง. ลิเพส อะไมเลสและคารบ อกซิเพปทเิ ดส 39. โซเดยี มไบคารบ อเนตที่ตับออนสง ไปยัง ดูโอดนี มั นนั้ เพ่อื ทําหนา ที่ ก. ยอ ยอาหารโปรตีน ค. ทาํ ใหไ ขมนั แตกตวั ข. ยอ ยอาหารไขมนั ง. ทําให pH ในลําไสเ หมาะสมกบั การทํางานของเอนไซม 40. ทรปิ ซนิ ( trypsin ) และไมโครทรปิ ซิน ( chymotrypsin ) เปน นํา้ ยอยทมี่ คี ุณสมบัติเหมือนกนั คือ ก. สรางขึ้นโดยกระเพาะอาหาร เพอื่ ทาํ หนา ทยี่ อยโปรตีน ข. เมื่อไดรับการกระตุน จากเกลือนาํ้ ดีจะทาํ หนาทีท่ อนกอ นไขมนั ใหมีอนภุ าคเล็กลง ค. สรา งข้นึ จากลําไสเลก็ สวนทเ่ี รียกวา ดโู อดนี ัม เพอื่ ทําหนา ทีย่ อยไขมนั ง. เปนนํา้ ยอยโปรตนี แตอ ยใู นสภาพท่ียังไมพ รอมที่จะทาํ งานได จนกวา จะไดร ับการ กระตนุ จากสารท่ีลําไสเ ลก็ สรา งข้ึนมา 41. อาหารประเภทใดที่สามารถซึมผา นเสน เลอื ดฝอยใน villus ของลําไสเลก็ ได ก. เพปไทด ค. มอลโทส ข. โมเลกลุ ของกรดไขมนั ง. วติ ามนิ 42. หากปราศจากกระเพาะอาหาร อาหารประเภทใดทจี่ ะไดร บั ความกระทบกระเทอื นตอ กระบวนการยอ ยอาหารมากท่สี ดุ ก. คารโบไฮเดรต ค. ไขมัน ข. โปรตนี ง. ขอ ข และ ขอ ค ถกู 43. อาหารพวกใดท่ไี มส ามารถนําไปใชประโยชนไ ดในคนไขท เี่ ปน โรคดซี า น ก. ขาวผัด ข. ไกย า ง ค. ถวั่ ลสิ ง ง. ผักสด 44. ส่งิ ทีจ่ ะถกู ยอยสลายไดด ีในนาํ้ ยอยจากกระเพาะอาหารคน คือ ก. เผือก ข. เนย ค. ปลา ง. น้ําผ้งึ 45. ตับทําหนาทคี่ วบคุมระดับนา้ํ ตาลในเลือดไดโดย ก. หลง่ั อินซลู ินมากข้นึ เมอื่ ระดบั นาํ้ ตาลในเลอื ดสงู ข้นึ ข. หล่ังน้าํ ยอ ยและเกลอื น้ําดีชว ยเรง การยอ ยคารโบไฮเดรตและการดดู ซมึ นํ้าตาล ค. ควบคมุ ปฏกิ ิริยา : ไกลโคเจน กลโู คส ง. ควบคมุ ปฏิกิริยา : กรดอะมโิ น นํ้าตาล 46. ถาทานทราบวา โรคกระเพาะอาหารนั้นเกดิ จากการท่กี ระเพาะอาหารหล่งั น้ํายอยอาหารและกรด ไฮโดรคลอรกิ ออกมามากเกนิ ไป ทา นจะแนะนาํ ผปู ว ยเปน โรคน้ีละเวน การปฏิบัติขอ ใด ก. รบั ประทานอาหารคร้ังละนอย ๆ แตบ อ ยครงั้ ขึ้น ค. รับประทานเนอื้ สัตว ข. ดม่ื นมมาก ๆ ง. งดดื่มกาแฟ
7 น้ํา 47. กอนไขมัน ไขมนั ท่แี ตกตวั กรดไขมัน + กลเี ซอรอล ( ก) (ข) จากสมการแสดงการยอยอาหารจําพวกไขมนั ในทางเดนิ อาหารนี้ สาร ก และ ข หลงั่ มาจากท่ีใด ก. (ก) ตบั (ข) ลําไสเล็ก ข. (ก) ตับ (ข) ลําไสเ ล็กและตับออน ค. (ก) ลาํ ไสเ ลก็ (ข) ตับออน ง. (ก) ตับออ น (ข) กระเพาะอาหารและลาํ ไสเลก็ 48. การยอ ยทางเคมีในทางเดนิ อาหารของคน ใชเอนไซม (ก) ลิเพส (ข) เกลอื น้าํ ดี (ค) ทรปิ ซิน (ง) คารบ อกซิเพปทิเดส สาํ หรับปฏกิ ริ ิยาในสมการ 12 โปรตนี เพปไทด กรดอะมโิ น และสมการ 43 กอ นไขมัน ไขมนั ที่แตกตวั กรดไขมนั เอนไซมส ําหรับปฏิกิรยิ า 1 , 2 , 3 , 4 ตามลาํ ดบั เปนดงั นี้ ก. ก , ข , ค , ง ข. ค , ง , ข , ก ค. ข , ก , ง , ค ง. ค , ง , ก , ข 49. แหลง ทสี่ รางเอนไซมอ ะไมเลส คือ ก. ตอมนาํ้ ลาย ค. ตบั ออน ข. ตอ มท่ีผนงั กระเพาะอาหารและลาํ ไส ง. ก และ ค 50. เม่ือทา นรับประทานขนมปงทาเนย ตามดวยหมแู ฮม ไขด าว ทา นคิดวา อาหารชนิดใดทถี่ กู ยอย เปนอนั ดับแรกและอันดับสดุ ทา ย ก. ขนมปง เนย ค. หมแู ฮม ไขดาว ข. ขนมปง หมูแฮม ง. ไขดาว เนย 51. ขอ ความใดตอไปนไี้ มถ ูกตอ งตามความเปน จริงเกยี่ วกบั การยอยอาหาร ก. นา้ํ ดเี ปน น้ํายอ ยทมี่ ฤี ทธเิ์ ปน เบสออ น ๆ สาํ หรบั ยอยโปรตีน ข. สารอาหารชนิดแรกทถ่ี ูกยอ ยคอื คารโบไฮเดรต ค. ในกระเพาะอาหารมีการยอ ยอาหารพวกโปรตนี ง. เจจนู ัมเปน บริเวณท่ีมกี ารดดู ซึมอาหารมากท่ีสดุ 52. กาํ หนดให 1 = ปาก 2 = คอหอย 3 = กระเพาะอาหาร 4 = ลําไสเล็ก 5 = ลาํ ไสใ หญ การยอยเชิงกลจะเกิดข้นึ ทใ่ี ดบา ง ก. 1 ข. 1 และ 2 ค. 1 , 2 และ 3 ง. 1 , 2 , 3 , 4 และ 5
8 53. คนเราจะหายใจและกลนื อาหารพรอ มกันไดห รอื ไม เพราะเหตใุ ด ก. ได เพราะหลอดลมและหลอดอาหารเปนคนละชอง ข. ได เพราะระบบควบคมุ การกลนื และระบบหายใจไมเกย่ี วขอ งกนั ค. ไมได เพราะฝาปด กลองเสียงจะปด หลอดลมเมื่อกลืนอาหาร ง. ไมได เพราะเพดานออนจะถูกล้นิ ดนั ไปปด ชองอากาศ ทาํ ใหอากาศไมเ ขาหลอดลม 54. จากแผนภาพขา งลางน้ี A และ B คือ ก. A คลอโรฟล ล B ไมโทคอนเดรีย ค. A ไมโทรคอนเดรีย B คลอโรฟล ล ข. A คลอโรพลาสต Bไมโทคอนเดรีย ง. A ไมโทรคอนเดรยี B คลอโรพลาสต 55. จากแผนภาพขา งลา งแสดงการใชพลังงานในรูปตา ง ๆ อยากทราบวา A คอื อะไร B คอื อะไร ก. A คือ O2 B คือ CO2 ค. A คือ ATP B คอื ADP ข. A คอื CO2 B คอื O2 ง. A คือ ADP B คอื ATP
9 56. ในไกลโคลซิ สิ และวฏั จักรเครบส มีสงิ่ ท่ีเหมือนกนั คอื ก. มกี ารใชน ้าํ ค. ได ATP ข. สลายตวั ใหค ารบ อนไดออกไซด ง. มกี ารใชอ อกซิเจน 57. ในไกลโคลิซิส และวัฏจักรเครบส มสี ง่ิ ทแี่ ตกตางกนั คือ ก. มีการใชน ้าํ ค. สง H+ ใหกบั NAD+ ข. สลายตัวใหค ารบ อนไดออกไซด ง. ทง้ั ขอ ก และขอ ข จากแผนภาพขางลางนี้ ใชต อบคําถามขอ 58 – 59 58. A คือ ค. การสงั เคราะหไขมนั ก. การสงั เคราะหด ว ยแสง ง. ไกลโคลิซสิ ข. การสงั เคราะหโ ปรตีน ค. B คือคารโบไฮเดรต C คอื กรดไพรวู กิ 59. B และ C คอื อะไร ง. B คอื โปรตีน C คือกรดแลกตกิ ก. B คือกลูโคส C คอื กรดไพรวู กิ ข. B คือกลโู คส C คือกรดแลกติก สําหรบั คําถามขอ 60 – 61 60. ตามแผนภาพเปนทางเดินลมหายใจในคน การแลกเปลย่ี นแกสจะเกดิ ขน้ึ ในบริเวณใด ก. เฉพาะ E ข. E และ D ค. E , D และ C ง. E ,D , C และ B
10 61. C ควรจะเปน อะไร ก. Bronchus ข. Bronchiole ค. Bronchi ง. Alveoli 62. จากแผนภาพ A และ B คืออะไร ก. A คอื Acetadehyde B คอื Pyruvic acid ค. A คือ Acetadehyde B คอื Lactic acid ข. A คือ Pyruvic acid B คือ Acetadehyde ง. A คือ Lactic acid B คอื Acetadehyde 63. จากแผนภาพในขอ 62 คือ ก. การหายใจของยสี ตชนิดใชออกซเิ จน ค. การหายใจของกลามเนื้อลายชนิดไมใ ชอ อกซเิ จน ข. การหายใจของกลามเน้อื ลายชนดิ ใชออกซิเจน ง. การหายใจของยสี ตช นดิ ไมใชอ อกซิเจน 64. ตัวรบั ไฮโดรเจนในกระบวนการถายทอดอเิ ลก็ ตรอน คอื ก. NAD+ ข. FAD ค. O2 ง. ทง้ั ขอ ก , ข และ ค 65. ในกระบวนการหายใจระดบั เซลล ATP ซงึ่ ไมไ ดเกดิ จากกระบวนการถายทอดอิเล็กตรอน นั้น มีกี่โมเลกลุ หากเริ่มตนจากกลโู คส 1 โมเลกลุ ก. 2 ข. 4 ค. 6 ง. 8 66. จากแผนภาพขางลา ง A คือ
11 ก. Acetadehyde ค. Ethanol ข. Lactic acid ง. อาจเปน ไดท ้ังขอ ก , ข และค 67. หากเริม่ ตน จากกรดอะมโิ นเขาสกู ระบวนการหายใจระดบั เซลลน ั้น จะตองผา น กระบวนการใดมากอน ก. เปลย่ี นกรดอะมิโนใหเ ปน แอซติ ลิ โคเอนไซม เอ เสียกอ น ข. เปลย่ี นกรดอะมิโนใหเปน กรดไพรวู กิ ค. ขจดั หมคู ารบอกซลี ออกไปเสยี กอน ง. ขนดั หมอู ะมิโน ( - NH2 ) ออกไปเสยี กอ น 68. ในกระบวนการหายใจระดบั เซลล คารบอนไดออกไซดท ีไ่ ดส ว นใหญไ ดมาจากแหลงใด ก. ไกลโคลิซิส ค. การสรา งแอซิตลิ โคเอนไซม เอ ข. การถา ยทอดอิเลก็ ตรอน ง. วฏั จกั รเครบส 69. ในการหายใจระดับเซลล ออกซิเจนเขาไปเกย่ี วของในชว งใด ก. การถายทอดอเิ ล็กตรอน ค. วฎั จกั รเครบส ข. ไกลโคลซิ ิส ง. การสรางแอซิตลิ โคเอนไซม เอ 70. ในการหายใจระดับเซลลหากเร่ิมจากไขมัน จะตอ งผา นกระบวนการใด ก. แตกตวั ออกเปน กรดไขมนั กบั กลเี ซอรอลเสยี กอ น ค. ดึงน้าํ ออกจากไขมัน ข. ดึงคารบอนไดออกไซดอ อกจากไขมนั ง. เขาสูวฏั จกั เครบสไ ดโดยตรง 71. ในวฏั จกั รเครบสจ ะไมเ กดิ อะไร ก. H2 O ข. ATP ค. O2 ง. H+ 72. ในวฏั จักรเครบสมกี ารเปลี่ยนแปลงจํานวนคารบ อนอะตอมดงั ตอไปน้ี ก. 6C 5C 4C ข. 6C 5C 4C 2C ค. 4C 2C 6C 5C ง. 2C 4C 5C 6C 73. ในพืชมีเซลลบางเซลลท ี่มี mitrocondria นอ ย แตม ี ATP มาก อยากทราบวา ไดแ กเ ซลลใด ก. Sieve tube member ข. Parenchyma ค. Palisade cell ง. Cambium cell 74. สารอาหารเม่อื รวมตวั กบั ออกซเิ จนในเซลลจะเกิดส่ิงใดขึน้ มากดว ย ก. น้าํ ข. คารบ อนไดออกไซด ค. พลงั งาน ง. ท้ังขอ ก ข และ ค 75. สารเคมใี ดท่ใี หพ ลงั งานกับสงิ่ มชี ีวติ ทกุ ชนดิ ก. ฮอรโมน ข. DNA ค. ATP ง. RNA 76. เนื้อเยอ่ื สัตวม ีกระดกู สนั หลังช้ันสงู ทส่ี ามารถเกิดการหายใจแบบไมใ ชออกซิเจนไดเปน พิเศษ คอื ก. กลา มเนอื้ หวั ใจ ข. กลามเน้อื เรยี บ ค. กลามเน้อื ลาย ง. มาม
12 77. ส่ิงมีชีวิตทเี่ ปนแอนาโรบกิ ตอ งการออกซิเจนในการหายใจหรอื ไม ก. ไมต อ งการออกซิเจน ข. ไมต อ งการออกซิเจนโมเลกลุ ( O2 ) แตต อ งการใชออกซิเจนอะตอม ( O ) จากวตั ถดุ บิ ในเซลล ค. ตองการออกซิเจนโมเลกลุ (O2) และออกซเิ จนอะตอม (O ) จากวตั ถดุ บิ ในเซลล ง. ตอ งการออกซเิ จนโมเลกลุ (O2) หรอื ออกซเิ จนอะตอม (O ) อยา งหนึง่ อยา งใดกไ็ ด 78. สวนของไมโทรคอนเดรยี ท่มี ีสารประกอบเก่ียวของกบั กระบวนการถายทอดอเิ ลก็ ตรอนใน วัฏจกั รเครบส คอื ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4 79. แกสชีวภาพที่นํามาใชเปน เชอื้ เพลงิ แทนถานหรือฟน ในการหงุ ตม อาหารตามชนบทน้นั เกดิ จาก ปฏิกริ ิยาของมลู สตั วกบั ( 1 ) และแกส ทีไ่ ดคอื ( 2 ) ก. ( 1 ) แบคทีเรยี แอโรบิก ( 2 ) แกสมเี ทน ( CH4 ) ค. (1) แบคทเี รยี แอนาโรบิก (2) แกสมเี ทน ข. ( 1 ) แบคทเี รียแอโรบกิ ( 2 ) แกสออกซเิ จน ง. (1) แบคทเี รยี แอนาโรบิก(2)แกสออกซิเจน 80. ในกระบวนการสลายกลโู คสของยีสต ถาขาดออกซเิ จนมารับไฮโดรเจนสิง่ ท่จี ะเกดิ ข้ึนตามมา คอื ก. ปฏิกริ ยิ าจะหยดุ อยแู คก ารถา ยทอดอเิ ลก็ ตรอน ข. กระบวนการหยดุ แคกรดไพรูวิก ค.จะไดเ อทลิ แอลกอฮอลแ ละคารบอนไดออกไซด ง. จะไดก รดแลกติกและคารบอนไดออกไซด 81. สิ่งมชี ีวิตเกบ็ พลังงานทไ่ี ดจากการหายใจไวใ นรูปอนิ ทรยี สารที่มพี ลังงานสงู ชนิดหน่ึง โดย พลงั งานนนั้ อยทู พี่ นั ธะเคมีระหวา ง ก. หมฟู อตเฟตกบั หมนู ้าํ ตาลไรโบส ค. หมเู บสอะดีนีนกับหมูฟอตเฟต ข. หมนู ํา้ ตาลไรโบสกับหมเู บสอะดีนนี ง. หมฟู อสเฟตกบั หมฟู อตเฟต 82. การแยกสลายน้าํ ตาลกลโู คสในสิ่งมชี วี ิตช้ันสูง กระบวนการทท่ี าํ ใหเ กดิ พลงั งานมากท่ีสดุ เกิดขึ้นทบี่ รเิ วณ ก. ไรโบโซม ค. ผนงั ไมโทรคอนเดรยี ชัน้ ใน ข. ผนงั ไมโทคอนเดรียชั้นนอก ง. ชองวา งภายในไมโทรคอนเดรยี
13 83. การทเี่ ราอาจหมักเหลา ไวนใ นขวดฝาปด ระบายแกส ออกได แตแ กส ภายนอกเขา ไปไมได เพราะ ก. ยสี ตสามารถสลายอาหารไดโดยไมต องออกซิเจน ข. ออกซิเจนท่ลี ะลายอยูมพี อแกความตอ งการของยสี ต ค. ยีสตสามารถสลายโมเลกุลของนํ้าแลวนาํ เอาออกซเิ จนมาใช ง. ยสี ตส ามารถสลายอาหารไดอ ยา งสมบูรณโ ดยไมตองใชอ อกซเิ จน 84. กระบวนการหายใจแบบใชออกซิเจน ใหพ ลงั งานมากกวา การหายใจแบบไมใชอ อกซิเจน เพราะกระบวนการแบบหลัง ก. เกดิ ขน้ึ เฉพาะในสิ่งมชี วี ติ ชน้ั ตํ่า เชน ยสี ต และพืชซ่งึ ใชพ ลังงานนอ ยกวา ข. ตองการออกซเิ จนเปน ตัวรบั ไฮโดรเจนอะตอม ค. ยอ ยสลายโมเลกลุ อินทรยี สารไดนอ ยกวา กระบวนการแรก ง. เปนกระบวนการเคมีทเี่ กดิ กบั สารประกอบคารโ บไฮเดรต 85. ออรแกเนลลชนดิ หนงึ่ จะมีจาํ นวนเพมิ่ ขน้ึ มากมายในไซโทพลาซึมของเซลลท ่ตี อ งใชพ ลงั งาน มาก เชน เซลลตับ และเซลลไ ขของหอยเมน ออรแ กเนลลชนิดนนั้ คือ ก. ไรโบโซม ค. ไมโทคอนเดรีย ข. ไลโซโซม ง. คลอโรพลาสต 86. เม่อื สิ้นสุดกระบวนการไกลโคลซิ สิ แลว จะไดก รดไพรวู กิ ซ่งึ เปลยี่ นแปลงตอไป ในการหายใจ แลใชอ อกซิเจน คอื ก. ทาํ ปฏิกริ ิยากับโคเอนไซม เอ ค. เปลย่ี นเปน CO2 หมด ข. เปลี่ยนเปนกรดซติ ริก ง. เปลย่ี นเปน กรดแลกตกิ 87. การหายใจระดับเซลล ไมควรมีลักษณะใด ก. การถา ยทอดอิเล็กตรอน ค. การถา ยทอดพลังงาน ข. ไมปลอ ยพลงั งานออกมาทลี ะมาก ๆ ง. มกี ารกระตนุ ตลอดเวลา 88. ATP นอกจากจะไดจากการหายใจแลว ยังมสี ง่ิ มชี วี ิตชนดิ ใดได ATP จากกระบวนการอ่นื ก. เหด็ รา ข. แบคทเี รยี ค. พืชสีเขยี ว ง. ท้งั ขอ ก , ข และ ค 89. การเขียนสมการการหายใจภายในเซลลเ ขยี นไดห ลายสมการ แตม สี มการหน่งึ ดงั ตอ ไปน้ี ไมเ กิดจรงิ ก. 2H + 2อเิ ล็กตรอน + 1/2 O2 H2O ข. 2กรดไพรวู ิก + 2NAD+ + 2CoA 2 Acetyl CoA + 2 NADH + H+ + 2CO2 ค. กลโู คส + 2( ADP + Pi ) 2 กรดไพรวู ิก + 2 ATP ง. กลูโคส + 4( ADP + Pi ) 2 กรดแลกติก + 4 ATP
14 90. สิ่งมีชีวิตชั้นตํ่าจาํ พวกโมเนอราและโพรติสต มีกระบวนการไกลโคลซิ สิ หรือไม ก. มี เพราะสงิ่ มีชวี ิตทุกชนดิ ตอ งการกระบวนการน้ี ข. ไมมี เพราะเปน เซลลสิ่งมีชีวติ ชนั้ ต่ํา ค. ไมม ี เพราะใชก ระบวนการอยา งอืน่ ในการสลายกลโู คส ง. ไมม ี เพราะเปน เซลลขนาดเลก็ ไมจาํ เปน ตอ งใชพลงั งานมาก 91. เมื่อสิน้ สดุ กระบวนการหายใจแบบใชอ อกซิเจนในเซลลยูคาริโอต จากกลูโคส 1 โมเลกลุ จะได พลงั งาน ATP ทงั้ หมดกโ่ี มเลกุล ก. 30 ข. 36 ค. 38 ง. 32 92. กระบวนการหายใจแบบใชอ อกซเิ จนทีเ่ กิดในแบคทเี รยี ชนิดใดใชออกซเิ จน จากกลโู คส 1 โมเลกุล ควรไดพลังงานจาํ นวนเทาใด ก. 2 ATP ข. 8 ATP ค. 36 ATP ง. 38 ATP 93. ผลผลติ ท่ีไดเมอื่ สิ้นสดุ กระบวนการไกลโคลซิ ิส 1 คร้ังคือ ก. 2 กรดไพรวู ิก + 2ATP + 4H ข. กรดไพรวู กิ + 2ATP + 4H ค. 2 แอซิตลิ โคเอนไซม เอ + 2 คารบ อนไดออกไซด + 2ATP + 4H ง. แอซติ ิลโคเอนไซม เอ + คารบ อนไดออกไซด + 2ATP + 4H 94. ขอ ใดกลาวไมถกู ตอง ก. กระบวนการไกลโคลิซิสเกิดขึ้นในไซโทพลาซมึ ข. วัฏจกั รเครบสเกิดในไมโทคอนเดรียในช้นั เมทรกิ ซ ( matrix ) ค. กระบวนการถายทอดอเิ ล็กตรอนเกดิ ทเ่ี ยอื่ ช้ันในของไมโทคอนเดรยี ง. การสรางแอซติ ิลโคเอนไซม เอ เกิดนอกไมโทคอนเดรีย 95. ในการหายใจระดับเซลล สารประกอบชนดิ ใดเปนสารตัวแรกที่เขาสูไมโทคอนเดรยี ก. ไดไฮดรอกซีแอซิโตน ฟอสเฟต ค. กรดไพรวู กิ ข. ฟอสโฟอนี อลไพรูเวต ง. แอซิติลโคเอนไซม เอ 96. สว นใหญข อง CO2 เกิดข้นึ ในกระบวนการใด ค. การถา ยทอดอิเลก็ ตรอน ก. การสรา งแอซติ ลิ โคเอนไซม เอ ข. วฏั จักรเครบส ง. ระบบลกู โซก ารหายใจ 97. เฉพาะในวัฏจกั รเครบส 1 รอบ จะไดพ ลังงานเกิดข้นึ เทาใด หลงั จากผา นการถายทอด อเิ ล็กตรอนแลว ก. 15 ATP ข. 30 ATP ค. 2 ATP ง. 12 ATP 98. การคดิ พลังงานท่ไี ดจากวฏั จกั รเครบส ถาเรม่ิ จากกลโู คส 1 โมเลกุล จะไดพ ลังงานเทา ใด ก. 22 ATP ข. 24 ATP ค. 32 ATP ง. 36 ATP
15 99. การสลายกลูโคส 1 โมเลกุล แบบใชออกซเิ จน พลงั งานทีเ่ กิดขน้ึ เน่อื งจากการถา ยทอด อเิ ลก็ ตรอน มคี า เทา ใด ก. 32 ATP ข. 36 ATP ค. 38 ATP ง. 30 ATP 100. ในการหายใจแบบใชอ อกซิเจน แกส ออกซเิ จนทาํ หนาทใี่ ด ก. ตัวรบั อิเล็กตรอน ข. ตัวใหอเิ ล็กตรอน ค. เปน ตัวรับโปรตอน ง. ท้งั ขอ ก และ ค 101. ในปจจบุ นั ความหมายของการหายใจระดบั เซลล ( cellular respiration ) หมายถงึ ก. การยอ ยสลายสารอาหารโดยใชก ระบวนการถายทอดอเิ ล็กตรอนเพื่อสรา ง ATP ข. การใชอ อกซิเจนเปนตวั รบั อิเล็กตรอนตวั สดุ ทาย ( final electron acceptor ) ค. การใชส ารอนื่ นอกจากออกซเิ จนมาเปน ตัวรับอเิ ล็กตรอน ง. การสลายอาหารโดยเรมิ่ ตน จากกลูโคส จนไดสารทมี่ ีโมเลกลุ เลก็ ท่ีสดุ 102. ขอ ใดคือการเปล่ียนแปลงทีเ่ กิดขน้ึ ในวฏั จกั รเครบส ก. การเปลย่ี นแปลงจากกรดไพรูวกิ ได CO2 และนํา้ ข. การเปลี่ยนสารประกอบแอซิตลิ ใหเ ปน CO2 ค. การสลายสารประกอบ C6 C5 C4 ง. มกี ารสรา ง ATP จาํ นวนมากขน้ึ 103. การสลายกลโู คส 1 โมเลกลุ อยางสมบรู ณ จะไดไ ฮโดรเจนเกดิ ขนึ้ ก่ีอะตอม ก. 6 ข. 8 ค. 12 ง. 24 104. ไฮโดรเจนท่เี กดิ ขนึ้ จากวฏั จักรเครบส มีจําวนก่อี ะตอม ก. 4 อะตอม ข. 16 อะตอม ค. 24 อะตอม ง. 32 อะตอม 105. การสลายกลูโคส 1 โมเลกลุ แบบใชอ อกซิเจน ตอ งใชส ารประกอบ NAD+ ก่ีโมเลกลุ เพอ่ื มารบั อเิ ลก็ ตรอน ก. 8 ข. 10 ค. 12 ง. 24 106. ในการสลายกลโู คสแบบใชอ อกซิเจนกระบวนการใดทม่ี ีนํา้ เกดิ ข้ึนมากท่สี ดุ ก. ไกลโคลซิ ิส ค. วัฏจักรเครบส ข. การสรางแอซติ ลิ โคเอนไซม เอ ง. การถายทอดอิเล็กตรอน 107. ในกระบวนการหายใจแบบใชออกซิเจน กระบวนการใดท่ตี อ งเตมิ นาํ้ เขา ไปในปฏิกริ ิยามากทสี่ ุด ก. ไกลโคลิซสิ ค. วัฏจักรเครบส ข. การสรางแอซิติลโคเอนไซม เอ ง. การถา ยทอดอเิ ล็กตรอน 108. ตัวนําอิเล็กตรอน ( electron carrier ) ท่ีสามารถนําโปรตอนไดด ว ย คือ ก. NAD+ ข. FAD ค. cytochome ง. ทงั้ ขอ ก และ ข
16 109. ในระหวา งท่มี กี ารถายทอดอิเลก็ ตรอนจากตวั นาํ อเิ ล็กตรอนหนง่ึ ไปยงั ตวั นาํ อเิ ลก็ ตรอนตวั ตอไปนนั้ มพี ลังงานจากอเิ ล็กตรอนปลอยออกมาเปน ระยะ ๆ ชว งใดท่ีมีพลงั งานปลอ ย ออกมามากทส่ี ดุ ก. จาก NAD FAD ค. จาก cytochrome b cytochrom c ข. จาก FAD coenzyme Q ง. จาก cytochrome a3 O2 110. ในปฏิกริ ยิ าของการหายใจแบบใชออกซเิ จน ชว งใดท่ีมี CO2 เกดิ ขึ้นมากท่สี ุด ก. ไกลโคซิส ค. การสรางแอซติ ิลโคเอนไซม เอ ข. วฏั จกั รเครบส ง. การถา ยทอดอเิ ล็กตรอน 111. เมื่อส้ินสุดกระบวนการไกลโคลิซสิ จะไดผ ลดงั น้ี ก. กรดไพรวู กิ + 2ATP + 2 H ค. แอซติ ิลโคเอนไซม เอ + CO2 + 4 H ข. 2 กรดไพรวู ิก + 2ATP + 4 H ง. 2 แอซิติลโคเอนไซม เอ+ 2CO2 + 4 H 112. การเปลยี่ นแปลงจากกรดไพรวู กิ ไปเปนแอซติ ิลโคเอนไซม เอ มีสารประกอบตาง ๆ เขามา เกี่ยวขอ งอยา งไร ก. เตมิ โคเอนไซม เอ ได CO2 + 4 H ค. เตมิ ซัคซนิ ิลโคเอนไซม เอ ได CO2 + 4 H ข. เติมโคเอนไซม เอ ได CO2+ H2O+4H ง. เติมโคเอนไซม เอ ได 2CO2 + 4 H 113. สารอนิ ทรียใ ดเปน ผลผลติ ทไี่ ดจากไกลโคลซิ สิ ก. CH3 CHOH COOH ค. C3 H4 O3 ข. CH3 CH2 OH ง. CH3 COH 114. NAD+ และ FAD เปนตัวนาํ อิเลก็ ตรอน แตมคี วามแตกตางกันท่ี ก. NAD+ นาํ อเิ ลก็ ตรอนและโปรตรอน FAD นําแตอ ิเลก็ ตรอน ข. NAD+ นําแตอ เิ ล็กตรอน FAD นําทงั้ อเิ ล็กตรอนและโปรตรอน ค. NAD มคี าศักยไฟฟา มาตรฐานของครงึ่ เซลล( E’ 0 ) ตา่ํ กวา FAD ง. FAD มีคา ศกั ยไ ฟฟา มาตรฐานของคร่งึ เซลล ( E’ 0 ) ตาํ่ กวา NAD 115. สารประกอบ C3 ท่ีเกิดข้ึนเปน ตวั แรกและตวั สดุ ทา ยในไกลโคลิซิส คือสารใดตามลาํ ดับ ก. ไดไฮดรอกซอี ะซีโตน, กรดไพรูวิก ค. กรดไพรูวกิ , ไดไฮดรอกซอี ะซโี ตน ข. กลีเซอราลดไี ฮด – 3 ฟอสเฟต , กรดไพรูวกิ ง. กรดไพรวู กิ , กลีเซอราลดีไฮด- 3 ฟอตเฟต 116. ในการหายใจแบบใชออกซิเจน H อะตอมทีเ่ กดิ ขึ้นถามี NAD+ เปน ตวั รบั ไฮโดรเจนไป เขากระบวนการถา ยทอดอิเล็กตรอน จนไดเ ปนนํ้า 1 โมเลกุล จะไดพลังงาน ATP ก่ีโมเลกุล ก. 2 ข. 3 ค. 4 ง. 6 117. ในการถา ยทอดอิเลก็ ตรอน NADH จะสง H อะตอมใหกบั สารใดตอ ไปน้ี ก. Flavoprotein ข. Coenzyme Q ค. cytochrome b ง. cytochrome c
17 118. ในการถา ยทอดอเิ ล็กตรอนระหวา งตวั นําอเิ ล็กตรอนชนิดตาง ๆ น้ัน มพี ลังงานปลดปลอ ย ออกมาทกุ ขน้ั ตอน เหตุใดจงึ ไมม กี ารสรา ง ATP ทกุ ขน้ั ตอน ก. ไมมี ADP และ Pi เปนวตั ถุดิบเพียงพอ ข. พลงั งานบางชว งเกดิ ขึน้ ไมเพียงพอทจี่ ะสรา ง ATP ค. พลังงานที่ปลดปลอ ยออกมาสูญเสียในรปู ความรอนอยา งรวดเรว็ ง. พลงั งานทปี่ ลอ ยออกมา จําเปนตอ งใชใ นการสรา งความรอ นใหแ กเ ซลลกอ น 119. FAD เมือ่ รับไฮโดรเจนแลวจะสงไฮโดรเจนใหกับสารใดตอ ไป ก. cytochrome b ข. cytochrome c ค. O2 ง. cytochrome oxides 120. สารใดจะเปน ตวั รบั อเิ ลก็ ตรอนตวั ทีม่ พี ลังงานต่ําทส่ี ดุ ก. NAD ข. FAD ค. cytochrome a ง. O2 ง. cytochrome c 121. ตัวนําอเิ ล็กตรอนตวั ใดทมี่ อี งคป ระกอบของวติ ามนิ B2 อยูด วย ก. NAD ข. FAD ค. cytochrome b 122. ตวั นําอเิ ลก็ ตรอนตัวใดที่มี niacin เปน องคป ระกอบอยดู ว ย ก. NAD ข. FAD ค. cytochrome b ง. cytochrome c 123. H อะตอมที่เกิดข้นึ จากการสลายกลูโคส 1 โมเลกุล เมื่อผา นการถายทอดอิเล็กตรอน จะได พลังงานรวมทั้งส้ินเทา ใด ก. 32 ATP ข. 34 ATP ค. 36 ATP ง. 38 ATP 124. H 4 อะตอมทเี่ กิดข้นึ ในกระบวนการไกลโคลซิ สิ เมื่อผา นกระบวนถา ยทอดอเิ ล็กตรอนแลว จะไดพ ลงั งาน ก. 2 ATP ข. 3 ATP ค. 4 ATP ง. 6 ATP 125. ขอใดไมใ ชผ ลผลิตทเ่ี กิดในชว งสรางแอซิตลิ โคเอนไซม เอ ก. CO2 ข. H อะตอม ค. ATP ง. Acetyl CoA 126. การสรางพลังงาน ATP โดยวิธี oxidative pkosphorylation เกดิ ขึน้ ในชว งใด ก. ไกลโคลิซิส ค. วฏั จกั รเครบส ข. การสรางแอซิติลโคเอนไซม เอ ง. การถา ยทอดอิเลก็ ตรอน 127. การสรางพลงั งาน ATP โดยตรงโดยวธิ ี substrate phosphorylation จะเกดิ ข้นึ ในชว งใด ก. ไกลโคลิซสิ ค. วัฏจกั รเครบส ข. การสรางแอซติ ลิ โคเอนไซม เอ ง. การถายทอดอิเล็กตรอน 128. ถาเปรียบเทยี บเซลลแบคทีเรียวาคลา ยกับไมโทคอนเดรียแลว กระบวนการถายทอด อเิ ลก็ ตรอนควรเกดิ ที่บริเวณใดของเซลล ก. ผนงั เซลล ข. เยื่อหมุ เซลล ค. ไรโบโซม ง. แคปซลู
18 จงใชต ัวเลือกเหลา น้ีเปนคาํ ตอบของคําถาม 129 – 132 1. เย่ือชั้นนอกของไมโทคอนเดรยี 2. เยื่อชัน้ ในของไมโทคอนเดรีย 3. ทีเ่ มทริกซ ( matrix ) ของไมโทคอนเดรยี 4. บรเิ วณระหวา งเยือ่ ชน้ั นอกและชนั้ ใน ( intermembrane space )ของไมโทรคอนเดรีย 129. เก่ียวกบั ตาํ แหนงของปฏกิ ริ ิยาการสรางแอซติ ิลโคเอนไซม เอ เกดิ ทบ่ี ริเวณใด ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4 130. การถายทอดอเิ ลก็ ตรอนเกิดทบี่ รเิ วณใด ก. 4 ข. 3 ค. 2 ง. 1 131. วัฏจักรเครบสเกดิ ท่บี รเิ วณใด ก. 2 ข. 3 ค. 4 ง. 1 132. กระบวนการ oxidative pkosphorylation เกดิ ทีบ่ ริเวณใด ก. 1 ข. 4 ค. 2 ง. 3 133. สารตวั นําอิเลก็ ตรอนชนดิ หนง่ึ มเี หลก็ เปน องคป ระกอบในรูปของฮมี สารนคี้ อื ก. Coenzyme Q ข. NAD ค. FAD ง. Cytochrome 134. cytochrome ชนิดใดทเี่ ปนตัวนําอเิ ลก็ ตรอนไปพบกบั ออกซเิ จน ก. cytochrome a ข. cytochrome a3 ค. cytochrome b ง. cytochrome c 135. ในแตละครง้ั ที่มตี ัวนําอเิ ล็กตรอนผานเขากระบวนการถายทอดอิเล็กตรอนน้ันตอ งใช O2 ก่ี โมเลกุล ก. 1โมเลกุล ข. 2 โมเลกุล ค. 3 โมเลกุล ง. 1/2 โมเลกุล 136. ในกระบวนการถา ยทอดอิเลก็ ตรอนมสี ารตวั นาํ อิเลก็ ตรอนเรยี งลาํ ดบั กันเพื่อขนสง อิเล็กตรอน ไปถึงออกซิเจน ตวั นาํ อิเลก็ ตรอนตามลําดบั คือ ก. FAD NAD cytochrome ข. NAD cytochrome FAD ค. NAD FAD cytochrome ง. cytochrome FAD NAD 137. หนา ทีโ่ ดยตรงของการหายใจระดับเซลล ก. สราง NADH ข. กาํ จัดกลโู คส ค. กาํ จัด CO2 ง. สราง ATP 138. ความแตกตา งของการสดู ลมหายใจ ( breathing ) กบั การหายใจระดับเซลล ( Cellular respiration ) คอื
19 การสูดลมหายใจ การหายใจระดบั เซลล ก รับออกซเิ จนจากอากาศ ออกซเิ จนเปนตวั รบั อิเลก็ ตรอน แลกเปลยี่ นกบั เลอื ดแลว ปลอ ย ลาํ ดับสุดทาย คารบ อนไดออกไซดส อู ากาศ ข ออกซเิ จนรับอเิ ล็กตรอนเปน รบั ออกซิเจนจากอากาศ ลาํ ดบั สุดทาย แลวปลอย แลกเปล่ยี นกบั เลอื ด คารบ อนไดออกไซด ค ออกซเิ จนรบั อเิ ลก็ ตรอนเปน รับออกซเิ จนจากอากาศ ลาํ ดบั สดุ ทาย แลกเปลย่ี นกับเลือด แลว ปลอ ย คารบ อนไดออกไซด ง รับออกซเิ จนจากอากาศ ออกซิเจนเปน ตวั รบั อเิ ล็กตรอน แลกเปล่ยี นกบั เลือด ลาํ ดับสุดทายแลวปลอ ย คารบอนไดออกไซดสูอากาศ 139. จงกลา วถงึ ความสัมพนั ธร ะหวางการสดู หายใจกับการหายใจโดยไมใ ชอ อกซิเจนของเซลล ก. สูดลมหายใจนาํ ออกซเิ จนไปยงั ปอด แลว สงออกซิเจนไปยงั เซลล ข. สูดลมหายใจนําออกซเิ จนไปยงั ปอด แลวสงคารบอนไดออกไซดจากเซลลกลบั มายัง ปอด ค. การสูดลมหายใจจะปลอยคารบ อนไดออกไซดออกกบั ลมหายใจออก หลงั จากรบั คารบ อนไดออกไซดจ ากเซลล ง. การสดู ลมหายใจไมเกย่ี วขอ งกบั การหายใจโดยไมใชออกซเิ จนของเซลล 140. ในกระบวนการไกลโคลิซิส glycerraldehyde phosphate จะถกู ออกซไิ ดซ จะเกดิ อะไรขน้ึ กบั ไฮโดรเจนอตอมและอเิ ลก็ ตรอน ซึ่งเปล่ยี นแปลงในขณะเกดิ ออกซเิ ดชนั ก. รีดิวซ NAD+ ค. ถูกสง ไปยังกรดไพรวู กิ ข. ออกซไิ ดซ NAD+ ง. ถูกกําจัดออกในรปู มเี ทน 141. ระหวา งกระบวนการไกลโคลิซสิ ไฮโดรเจนอะตอมและอเิ ล็กตรอนถกู ดงึ จากซับสเตรต และ มีสารใดรับไป ก. ATP ข. ADP ค. NAD+ ง. NADH 142. ผลรวมในกระบวนการไกลโคลซิ ิสของน้ําตาลกลโู คส 1 โมเลกุล จะได NADH a โมเลกุล และ ATP b โมเลกุล a และ b คอื ก. 1 และ 2 ข. 1 และ 1 ค. 2 และ 2 ง. 2 และ 1
20 เฉลยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน เร่อื ง ระบบยอ ยอาหารและการสลายสารอาหารเพ่อื ใหไดพ ลงั งาน 1 ค 16. ค 31.ข 46.ค 61.ข 76.ค 91.ข 106. ง 121 ข 136 ค 2 ข 17. ข 32.ค 47.ข 62.ข 77.ข 92. ง 107. ค 122 ก 137 ง 3 ข 18. ก 33.ข 48.ข 63.ง 78.ข 93. ก 108 ง 123 ก 138 ก 4 ข 19. ง 34.ง 49.ง 64.ง 79.ค 94. ง 109 ง 124 ค 139 ง 5 ข 20. ก 35.ง 50.ก 65.ข 80.ค 95. ค 110 ข 125 ค 140 ก 6 ง 21. ข 36.ก 51.ก 66.ข 81.ง 96 ข 111 ข 126 ง 141 ค 7 ข 22. ข 37.ก 52.ค 67.ง 82.ค 97. ง 112 ก 127 ก 142 ค 8 ก 23.ก 38. ง 53.ค 68.ง 83.ก 98. ข 113 ค 128 ข - 9 ก 24.ข 39. ง 54.ข 69.ก 84.ก 99. ก 114 ค 129 ข - 10 ง 25.ก 40. ง 55.ค 70.ก 85.ค 100. ง 115 ข 130 ค - 11 ก 26. ค 41.ง 56.ค 71.ค 86.ก 101. ก 116 ข 131 ข - 12 ค 27.ง 42.ข 57.ง 72.ก 87.ค 102. ข 117 ก 132 ค - 13 ก 28.ก 43. ค 58.ง 73.ค 88.ค 103. ง 118 ข 133 ง - 14 ค 29.ค 44.ค 59.ก 74.ง 89.ง 104. ข 119 ค 134 ข - 15 ข 30.ง 45.ค 60. ก 75.ค 90.ก 105. ข 129 ง 135 ง -
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: