หน่วยที่ 3แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้ำกระแสตรง
จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม นักเรยี นสำมำรถ........... 1. บอกควำมหมำยของกระแสไฟฟำ้ ได้ 2. บอกชนดิ ของไฟฟ้ำได้ 3. อธบิ ำยแหล่งกำเนิดของไฟฟ้ำได้ 4. อธบิ ำยแหลง่ กำเนดิ ของไฟฟำ้ กระแสตรงได้
เนอื้ หำสำระ1. ควำมหมำยของกระแสไฟฟ้ำ2. ชนิดของไฟฟำ้ ได้ 2.1 ไฟฟำ้ สถิต 2.2 ไฟฟ้ำกระแส3. แหลง่ กำเนดิ ของไฟฟ้ำ 3.1 เกดิ จำกกำรเสียดสหี รือขัดถู 3.2 เกิดจำกปฏกิ ริ ิยำทำงเคมี 3.3 เกิดจำกควำมรอ้ น 3.4 เกิดจำกแสง 3.5 เกิดจำกแรงกดอดั 3.6 เกิดจำกสนำมแมเ่ หลก็4. แหล่งกำเนิดของไฟฟ้ำกระแสตรง
กระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า หมายถงึ การเคลื่อนทข่ี องอเิ ลก็ ตรอนอสิ ระไปใน ทิศทางเดยี วกนั ต่อระยะเวลาทก่ี าหนด
กระแสไฟฟ้า กระแสอเิ ลก็ ตรอนและกระแสนิยม (conventional current)
ชนิดของไฟฟ้าไฟฟ้า แบ่งออกเป็ น 2 ชนิดไฟฟ้าสถติ ย์ ไฟฟ้ากระแส
ไฟฟ้าสถติ (Statics Electricity) ไฟฟ้าสถติ เป็ นกระแสไฟฟ้าทเ่ี กดิ จากการเสียดสีของวตั ถุ 2 ชนิด คือ แท่งแก้วนามาขดั ถูกบั ผ้าไหม จะมผี ลทาให้ทาให้อเิ ลก็ ตรอนย้ายที่ แท่งแก้วจะมอี านาจไฟฟ้าดงึ ดูดวตั ถุเบา ๆ เช่น เศษกระดาษ หรือไฟฟ้าสถติ ท่เี กดิ จากธรรมชาติเช่น ฟ้าแลบ็ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า
การค้นพบทางไฟฟ้า มนุษย์รู้จักปรากฏการณ์ฟ้าผ่ามา ต้ังแต่ดึกดาบรรพ์ โดยไม่ทราบว่า เกย่ี วข้องกับไฟฟ้า ปี 700 BC ชาวกรีกสังเกต ปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิต โดยการถู อาพนั สามารถทาให้อาพนั น้ันดูดเศษ ฟางหรือขนนกเลก็ ๆได้ คาว่า electric มาจากภาษากรีกท่ีใช้ เรียกอาพนั (elektron)
ไฟฟ้ากระแส (Current Electricity) คือ ไฟฟ้าท่ีเกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้าในตัวนาอย่างสม่าเสมอต่อเนื่อง การที่ประจุไหลในตัวนา เรียกว่า กระแสไฟฟ้า(electric current) ประจไุ ฟฟ้าทวี่ ง่ิ ในตวั นาจะเป็ นประจุชนิดลบ ซ่ึงกค็ ือ อเิ ลก็ ตรอนอสิ ระน้ันเอง ไฟฟ้ากระแสนีแ้ บ่งออกเป็ น 2 ประเภทคือ
ชนิดของไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้ากระแสไฟฟ้ากระแสตรง ไฟฟ้ากระแสสลบั+ +_ _ STEADY DC ALTERNATING CURRENT
ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current : DC)เป็ นกระแสไฟฟ้าทมี่ ที ศิ ทางการไหล หรือข้ัวของแหล่งจ่ายท่ี แน่นอนไม่มกี ารสลบั ข้วั บวกลบ เช่นกระแสไฟฟ้าจาก ถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่รถยนต์
ไฟฟ้ากระแสสลบั (Alternating Current : AC) เป็ นกระแสไฟฟ้าที่มกี ารเปลยี่ นแปลงทศิ ทางการไหลอยู่ตลอดเวลา โดยข้ัวหรือประจุทางไฟฟ้าจะสลบั บวก-ลบตลอดเวลา จากรูปเป็ นการสร้างไฟฟ้ากระแสสลบั โดยการหมนุ ขดลวดตดั กบั สนามแม่เหลก็ ค่าของแรงดนั ไฟฟ้าท่ีออกมาจะมลี กั ษณะเป็ นสัญญาณรูปคลื่นซายน์ ( Sinusoidalwave )
แหล่งกาเนิดไฟฟ้า (Power Souse) คือ ต้นกาเนิดของกาลงั ไฟฟ้าหรือแรงเคล่ือนไฟฟ้าซึ่งมวี ธิ ีการต่างๆต้งั แต่ยคุ แรกๆ จนถงึ ยุคปัจจบุ นั และพฒั นาตลอดเวลาเพ่ือให้ได้แหล่งกาเนิดทมี่ คี ุณภาพ และประสิทธิภาพสูงสุด 1. เกดิ จากการเสียดสีหรือขดั ถู(Friction) 2. เกดิ จากปฏกิ ริ ิยาทางเคม(ี Chemicals) 3. เกดิ จากความร้อน (Heat) 4. เกดิ จากแสง(Light) 5. เกดิ จากแรงกดอดั (Pressure) 6. เกดิ จากสนามแม่เหลก็ (Magnetism)
1. ไฟฟ้ำเกิดจำกกำรเสยี ดสี คือ กำรนำวัตถุ 2 ชนดิ มำเสียดสีกัน เชน่ แท่งแก้วกบัผ้ำแพร แทง่ พลำสติกกับผ้ำ หวีกับผม
ประจไุ ฟฟำ้ และไฟฟำ้ สถติ เรำสำมำรถทำกำรทดลองงำ่ ยๆ ทีพ่ ิสจู นถ์ ึงกำรมอี ยู่ของแรงทำง ไฟฟำ้ สถติ เชน่ หวที ี่สำมำรถดดู เศษ กระดำษเล็กๆ ไดห้ ลงั จำกทหี่ วี ผมเสรจ็ ใหมๆ่ แรงท่ีเกดิ ขึ้นมขี นำดพอท่ีจะยดึ เศษกระดำษนั้นๆ ไมใ่ หต้ กลง เปน็ เวลำพอสมควร
2. ไฟฟำ้ เกดิ จำกปฏกิ ิริยำทำงเคมี คอื กำรนำแทง่ สงั กะสี กับ แท่งทองแดง มำจมุ่ ลงในกรดกำมะถัน จึงนำมำสรำ้ ง แบตเตอรี่ และถ่ำนไฟฉำย
9_กำเนดิ แบตเตอร่ี 10_กำรผลติ แบตเตอร่ี
3. ไฟฟ้ำเกดิ จำกควำมร้อน คอื กำรนำเอำแผ่นโลหะ 2 แผน่ มำยึดตดิ กันด้ำนหนึ่งและใหค้ วำมรอ้ น เชน่ ทองแดง และเหล็ก จึงนำมำสรำ้ ง เทอรโ์ มคบั เปิล
11_กำเนดิ เคร่อื งจักรไอน้ำ(โรงไฟฟำ้ พลังควำมรอ้ น)
4. ไฟฟ้ำเกดิ จำกแสงสวำ่ ง คอื กำรนำอปุ กรณ์ท่ี เรียกว่ำ โซลำเซลล์ ทมี่ ีโครงสร้ำง จำกกำรนำสำรกึง่ ตวั นำชนิดซลิ ิกอน ทม่ี โี ปรตรอน (P) อิเลก็ ตรอน (N) มำกกว่ำปกติ มำประกอบติดกนั
พลงั งำนแสงแดด : ทดแทนเชื้อเพลิงในปัจจุบัน - Solar cell (11.2 Watt/ft2): เซลลเี นยี มเคลือบเหลก็ ,โลหะเคลอื บทองแดงออกไซด์ - เครื่องคดิ เลข, นำฬกิ ำ, ดำวเทยี ม, บ้ำน - ไม่มกี ำรถ่ำยเทมวลสำร (อำยุกำรใชง้ ำนมำก) - ปจั จบุ นั ทำไดถ้ งึ 30,000 Watts
12_พลังงำนทดแทน พลงั งำนแสงอำทติ ย์ 13_กำรต์ นู เร่อื ง พลงั งำนทดแทนพลงั งำนลม พลงั งำนควำมรอ้ นใตพ้ ิภพ
5. ไฟฟ้ำเกิดจำกแรงกดอดั คือ กำรนำแรค่ วอตซ์หรอื ผลึก ควอตซ์ มำประกอบกับแผ่นโลหะด้ำนบนและล่ำง
ไฟฟ้ำพีโซ (Piezoelectric) - แร่ควอต, เกลอื โรเชล (Rochell salt), PZT - ไมโครโฟน
6. ไฟฟ้ำเกดิ จำกสนำมแมเ่ หล็ก คอื กำรนำเอำเส้นลวดตัวนำเคลื่อนท่ตี ดั ผำ่ นสนำมแม่เหลก็หรอื เอำสนำมแมเ่ หล็กเคลือ่ นท่ตี ดั กบั เส้นลวดตวั นำ จงึ นำมำสร้ำงเจนเนอเรเตอร์
แหล่งกาเนิดไฟฟ้ากระแสตรง เซลล์ไฟฟ้า คือ ต้นกาเนิดแรงเคล่ือนไฟฟ้าทใี่ ช้ปฏกิ ริ ิยาทางเคมีAlexander Volta1745-1827 เซลลไ์ ฟฟ้าอยา่ งง่าย Voltaic Stack
แหล่งกาเนิดไฟฟ้ากระแสตรง ทเี่ กดิ ขนึ้ จากปฏิกริ ิยาเคมี แบ่งตามลกั ษณะการใช้งานได้ 2 ชนิด คือ1. เซลปฐมภูมิ (Primary Cell) คือ เซลไฟฟ้าทน่ี ามาใช้งานจนหมดสภาพแล้วเราไม่สามารถนามาใช้ได้อกี เช่น ถ่านไฟฉาย2. เซลทุตยิ ภูมิ (SecondaryCell)แบตเตอรี่แบบสะสมคือเซลไฟฟ้าท่ีนามาใช้งานแล้วสามารถนากลบั มาใช้ใหม่ได้อกี โดยการเตมิ ประจุ(Charge) เข้าทเี่ ซลล์ไฟฟ้านี้ เช่นแบตเตอร่ีรถยนต์ หรือถ่านนิเกลิ แคดเมย่ี มที่ใช้กบั โทรศัพท์มือถือ
ถ่านไฟฉาย โครงสร้างของถ่านไฟฉาย คือ ตวั ถังภายนอกจะเป็ นสังกะสีทาหน้าทเ่ี ป็ นข้ัวลบ ภายในจะมแี ท่งคาร์บอน (Carbon) ทาหน้าท่ีเป็ นข้ัวบวก โดยมสี ารเคมเี พ่ือทาให้เกดิ ปฏิกริ ิยาทางเคมแี ละก่อให้เกดิ ประจุไฟฟ้า สารเคมที ใี่ ช้จะเป็ นพวกแอมโมเนียร์คลอไรด์ และแมงกานีสไดออ็ กไซด์ โดยมแี รงดนั ไฟฟ้า 1.5 โวลต์เป็ นมาตรฐาน(ยกเว้นกรณีขนาดพเิ ศษ) และแต่ละขนาดจะมขี ้ัวบวกและข้วั ลบที่แน่นอน ถ่านไฟฉายที่นิยมใช้งานโดยทว่ั ไป จะมี 3 ขนาด คือ ขนาดใหญ่กลาง , เลก็
ถ่านไฟฉาย UM-1ST เป็ นถ่านไฟฉายขนาดใหญ่ มแี รงดนั ไฟฟ้า 1.5 V 5 Aถ่านไฟฉาย UM-2SP เป็ นถ่านไฟฉายขนาดกลาง มแี รงดนั ไฟฟ้า 1.5 V 3 Aถ่านไฟฉาย UM-3SP เป็ นถ่านไฟฉายขนาดเลก็ มแี รงดนั ไฟฟ้า 1.5 V 2 A
ถ่านไฟฉายชนิด 9 โวลต์ 2 แอมแปร์
ถ่านไฟฉายชนิดพเิ ศษ ผลติ ออกมาเพ่ือสะดวกกบั อปุ กรณ์ทใ่ี ช้ตลอด เหมาะสมกบั การพฒั นาเทคโนโลยสี ิ่งประดษิ ฐ์ใหม่ๆ และเกบ็ ประจุไว้ได้นาน เช่นถ่านไฟฉาย “เฮฟวดี่ วิ ต”ี้ ( Heavy Duty) และ “ ซูเปอร์ เฮฟวด่ี วิ ต”ี้(Super Heavy Duty) เซลล์ไฟฟ้าแบบนี้ สร้างมาจากสารอลั คาร์ไลน์ หรือเรียกว่าถ่านไฟฉายแบบ “อลั คาร์ไลน์” ลกั ษณะจะเหมือนกบั ถ่านไฟฉายทวั่ ๆไปคือส่วนเปลือกนอกจะเป็ นข้ัวลบ(ด้านล่าง) และข้วั ด้านบนจะเป็ นข้ัวบวก อายกุ ารใช้งานจะนานกว่าถ่านไฟฉายธรรมดา
ถ่านไฟฉายชนิดพเิ ศษ ถ่านไฟฉายแบบใช้งานกบั นาฬิกา “ ควอทซ์, กล้องถ่ายรูป ,เครื่องคดิ เลข,เกมกด ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ถ่านแบบ “ กระดมุ ” ถ่านไฟฉายแบบนี้ จะมชี นิด เมอร์คงิ ร่ีอ๊อกไซด์ , ชนิดลเิ ทยี มชนิดแคดเมยี ม , ชนิดนเิ กลิ แคดเมยี ม
แบตเตอรี่ (Battery) เป็ นเซลล์ไฟฟ้าแบบเปี ยกเรียกว่า แบบทุตยิ ภูมิ เซลล์ไฟฟ้าแบบนี้เม่ือทาการประจุ หรือชาร์จ ( Charge) จนเตม็ แล้ว เม่ือนาไปใช้งานประจุไฟฟ้าทเี่ กบ็ ไว้จะค่อยๆลดลง แต่จะสามารถนามาชาร์จใหม่ได้ ส่วนประกอบด้วยแผ่นโลหะ 2 แผ่น คือ แผ่นบวก ( Positive Plate)และแผ่นลบ (Negative Plate) มสี ารเคมี คือ กรดซัลฟูริกเป็ นตวั เร่งปฏกิ ริ ิยาภายในประกอบด้วยช่องเซลล์ไฟฟ้า แต่ละช่องมแี รงเคล่ือนไฟฟ้า 2 โวลต์ และทสี่ าคญั จะมีนา้ กลนั่ เป็ นนา้ ยาทาปฏกิ ริ ิยาเคมี
ส่ วนประกอบของแบตเตอรี่1. ข้ัวแบตเตอรี่ (Pole) 2. แผ่นธาตุลบ (Negative Plate)3. แผ่นก้นั (Separator & Glass mat) 4. แผ่นธาตุบวก (Positive Plate)5. จุกปิ ด (Vent Plug) 6. เปลือกหม้อและฝาหม้อ (Container & Lid)7. ข้ัว (Terminal )
แบตเตอร่ีนิเกลิ - แคดเมย่ี ม(NICKEL - CADMIUM BATTER)
แบตเตอรี่นิเกลิ - แคดเมยี่ มหม้อหน่ึงประกอบด้วยเซลล์ 19 เซลล์ ต่อกนั แบบอนุกรม เพื่อให้ได้แรงเคลื่อน 24 โวลท์ แรงเคลื่อนวงจรของแต่ละเซลล์เท่ากบั 1.3 โวลท์ ข้ัวบวกทาด้วย นิเกลิ ออกไซด์(Nio2) ข้ัวลบทาด้วยแคดเมยี่ ม(Cd)ก้นั แผ่นธาตุบวกและแผ่นธาตุลบด้วยผ้าไนลอนและ cellophome แต่ละเซลล์ประกอบอยู่ในกล่องไนลอน นา้ ยาอเิ ลค็ โตรไลท์ใช้สารละลายโปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) 30 เปอเซ็นต์โดยนา้ หนัก
ข้อดพี เิ ศษของแบตเตอรี่นิเกลิ - แคดเมยี่ ม• สามารถทาการประจไุ ด้ภายในเวลาอนั ส้ัน• รักษาแรงเคล่ือนคงทแี่ ม้ว่าจะคายประจดุ ้วยกระแสสูงมากกต็ าม• รับการประจมุ ากเกนิ ไปหรือทาการประจุผดิ พลาดจะไม่ทาให้ชารุด• รักษาสภาพการประจไุ ว้ได้ดเี ป็ นเวลานาน• ไม่ชารุดเมื่ออากาศเยน็ ถงึ เป็ นนา้ แข็ง• ไม่ชารุดเนื่องจากสั่นสะเทือน หรือกระทบกระแทก• สามารถถอดเปลย่ี นได้ในแต่ละเซลล์• นา้ หนักเบา และไอจากนา้ ยาระเหยน้อย เมื่อรับและคายประจุ• ไม่ต้องตรวจสภาพประจุเหมือนแบบตะกว่ั - กรด
แบตเตอร่ี แบบเงิน - สังกะสี(SILVER - ZINC SILVERCELL BATTR)
แบตเตอรี่แบบเงิน - สังกะสี แบตเตอรี่หม้อหนึ่งประกอบด้วยเซลล์ 14 เซลล์ต่อกนั แบบอนุกรม ข้ัวบวกทาด้วย เงนิ ออกไซด์ ข้วั ลบทาด้วย สังกะสี(Zn)นา้ ยาอเิ ลค็ โตรไลท์ใช้สารละลาย โปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์(KOH) นา้ ยาอเิ ลค็ โตรไลท์ไม่ได้ทาปฎกิ ริ ิยาอะไรเลยกับแผ่นธาตุท้งั สอง เป็ นแต่เพยี งทางเดนิ กระแสไฟฟ้าเท่าน้ัน ฉะน้ันการบรรจขุ องแบตเตอร่ีดงั กล่าวไม่สามารถวดั ได้จาก ถังของนา้ ยาอเิ ลคโตรไลท์ แต่ละเซลล์ซ่ึงถ้าบรรจุเตม็ แต่ละเซลล์จะอ่านค่าได้1.83-1.86
ข้อดพี เิ ศษของแบตเตอรี่แบบเงนิ - สังกะสี • นา้ หนักเบา • รูปร่างกระทดั รัด • จ่ายประจดุ ้วยอตั ราสูง • จ่ายแรงเคลื่อนออกไปราบเรียบ • กนั การกระแทกได้ดี • กนั การหกของนา้ ยาได้ดี • ต้องการการซ่อมบารุงน้อยกว่า
แบตเตอรีแ่ บบลีดเอซิด (Lead-Acid Battery) แบตเตอรที่ ใี่ ช้กบั ระบบผลิตไฟฟ้ำจำกโซล่ำเซลลจ์ ะมีหลำยชนดิ เชน่ ลดี เอซิด (Lead-Acid Battery) , อลั คำไลน์(Alkaline), นคิ เกลิ แคดเมยี ม (Nickel-cadmium) แตท่ ่ีนยิ มใชก้ นั มำกทสี่ ุด คือ แบตเตอรี่ลีดเอซิด เพรำะมอี ำยกุ ำรใชง้ ำนที่ยืนยำวและมีกำรปล่อยประจุ (กระแสไฟฟำ้ ) ที่สงู
โครงสร้ำงภำยในของแบตเตอร่ีแบบลดี เอซิดภำยในลดี เอซิดแบตเตอรีจ่ ะประกอบดว้ ยเซลล์อยู่ภำยในโดยตอ่ กนั แบบอนกุ รม จำนวนเซลลก์ ็ขึน้ อย่กู บั กำรออกแบบแบตเตอร่นี ัน้ ๆ วำ่ ให้มคี ำ่ แรงดันใชง้ ำนทีเ่ ทำ่ ไร โดยท่ัวไปหนง่ึ เซลล์มีแรงดันประมำณ 2 โวลท์ ตวั อยำ่ งเชน่ แบตเตอร่ีรถยนตม์ แี รงดันใช้งำนที่ 12 โวลท์ ดังนัน้ ขำ้ งในแบตเตอรจี่ ะ ประกอบดว้ ยเซลล์ 6 เซลล์ ตอ่ อนุกรมกนั อยู่
ลักษณะของกำรปล่อยประจุไฟฟำ้ ของแบตเตอร่ี แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่1. แบตเตอร่ีทีส่ ำมำรถปล่อยประจุ (กระแส) ไฟฟำ้ ไดน้ ้อย(Shallow-Cycle Battery) คือ แบตเตอรีท่ ี่ออกแบบมำให้ปล่อยประจไุ ฟฟ้ำได้ประมำณ 10-20 เปอร์เซน็ ตข์ องประจุไฟฟ้ำรวม กอ่ นจะทำกำรชำร์จประจใุ หม่ กำรปลอ่ ยประจุไฟฟำ้ จะมีหน่วยเป็นแอมอำวด์ (Ahr)
100 Ahr หมำยถงึ แบตเตอร่ีสำมำรถปล่อยประจุกระแสไฟฟ้ำ100 หน่วย ได้ 1 ชั่วโมง (ในควำมเปน็ จรงิ ไม่สำมำรถทำได้เพรำะ เมื่อปลอ่ ยประจุจำกแบตเตอรี่จนหมด แบตเตอรี่จะเสียทันที)
2. แบตเตอรี่ทีส่ ำมำรถปลอ่ ยประจุ (กระแส) ไฟฟำ้ ได้มำก(Deep-Cycle Battery) คือ แบตเตอรีส่ ำมำรถปลอ่ ยประจไุ ด้ถึง60-80 เปอร์เซน็ ตข์ องประจรุ วมก่อนทจ่ี ะทำกำรชำร์จประจุใหม่สว่ นมำก จะนำมำใช้กบั ระบบผลติ พลังงำนไฟฟำ้ ในบ้ำนพกั อำศยัแบตเตอร่ีชนิดนีจ้ ะมรี ำคำท่ีสงู กว่ำแบบแรกมำก แต่ใชเ้ พยี งไมก่ ่ีตัวกส็ ำมำรถทดแทนประจไุ ฟฟำ้ รวมจำกแบตเตอรแี่ บบแรกได้แบตเตอร่ีแบบนี้จะมคี วำมคมุ้ ค่ำในระยะยำว
เคร่ืองกาเนิดไฟฟ้า (Generator) เป็ นอปุ กรณ์ทท่ี าหน้าทเ่ี ปลย่ี นแปลงพลงั งานกลมาเป็ นพลงั งาน ไฟฟ้า โดยอาศัยการเหน่ียวนาของแม่เหลก็ ตามหลกั การของ ไมเคลิ ฟาราเดย์ คือ การเคลื่อนทขี่ องขดลวดตวั นาผ่าน สนามแม่เหลก็ หรือการเคลื่อนทแี่ ม่เหลก็ ผ่านขดลวดตัวนา จะ ทาให้เกดิ แรงดนั ไฟฟ้าเหนี่ยวนาขนึ้ ในขดลวดตวั นาน้ัน
หลกั การกาเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้า สามารถแบ่งได้ 2 วธิ ี 1. หลกั การขดลวดตดั ผ่านสนามแม่เหลก็ คือ ให้ข้วั แม่เหลก็ อยู่กบั ทแ่ี ล้วนาขดลวดตวั นามาวางระหว่าง ข้ัวแม่เหลก็ แล้วหาพลงั งานมาหมนุ ขดลวดตดั ผ่าน สนามแม่เหลก็ ทาให้ได้แรงเคล่ือนไฟฟ้าเหนี่ยวนาเกดิ ขนึ้ ท่ี ขดลวดตวั นานี้
2. หลกั การสนามแม่เหลก็ ตดั ผ่านขดลวด คือ ให้ขดลวดลวดตวั นาอยู่กบั ทแี่ ล้วหาพลงั งานกลมาขับให้ สนามแม่เหลก็ ตดั ผ่านขดลวดตวั นา ทาให้ได้ แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวเกดิ ขึน้ ทข่ี ดลวดตวั นานี้
Search