Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พฤกษศาสตร์ (ภาคปฏิบัติการ)

พฤกษศาสตร์ (ภาคปฏิบัติการ)

Description: พฤกษศาสตร์ (ภาคปฏิบัติการ)

Search

Read the Text Version

บทปฏบิ ัติการท่ี 10 ดิวชิ นั ไลโคโพดโิ อไฟตา หรือ ไลโคไฟตา (Division Lycopodiophyta or Lycophyta) หลกั การ การจดั จาแนกพืชกลมุ่ ไลโคไฟต์ (lycophytes) ยังมีไมแ่ นน่ อน นักพฤกษศาสตรห์ ลายท่านอาจจัด จาแนกแตกต่างกัน ดังนี้ 1. Class: Lycopodiopsida) Order: Lycopodiales Family: Lycopodiaceae Subfamily: Lycopodioideae ช้องนางคลี่ สามร้อยยอด หรือหญ้านางรัง สร้อยนางก่ี สร้อยหางสิงห์ หรือ สร้อยนารี ไลโคโพเดียม (Lycopodium) เป็นพืชล้มลุกมีทั้งชนิดท่ีเล้ือยไปตามดิน ต้ังตรง และอิงอาศัย ใบของไลโคโพเดียมเป็นใบ แทจ้ ริง ใบขนาดเลก็ เรยี กว่า ไมโครฟิล (microphyll) หรือมีรูปร่างเป็นเกล็ด เรียงเป็นแถวตามลาต้น ใบไม่มีลิ กลู (ligule) สว่ นสกุลตนี ตุ๊กแกจะมโี ครงสร้างนี้ มรี ากเปน็ รากแบบพเิ ศษ (adventitious root) งอกออกจากลา ตน้ ไลโคโพเดยี ม มีการสร้างสตรอบลิ ัส (strobilus) อยู่ที่ปลายกง่ิ (ภาพท่ี 10.1) ภาพท่ี 10.1 ไลโคโพเดียม A.-B. สณั ฐานวทิ ยาภายนอก C. ใบ D. สปอโรฟิลล์ ที่มีสปอแรงเจยี มอย่ตู รงฐาน (ทม่ี า: Vashishta et al. 2005: 118) วงจรชีวติ สปอแรงเจียมท่ีปลายก่ิงทาหน้าท่ีสร้างสปอร์ บริเวณปลายกิ่งมีสตรอบิลัส สปอแรงเจียมเจริญบน สปอโรฟิล (sporophyll) สปอแรงเจียมมีการสร้างสปอร์แบบเดี่ยว (homospore) ซ่ึงจะเจริญไปเป็น แกมโี ทไฟต์เพอื่ สรา้ งแอนเธอรเิ ดยี มและอารช์ โี กเนียมบนตน้ เดยี วกนั แกมโี ทไฟต์สามารถสังเคราะห์แสง สเปิร์ม มแี ฟลเจลลา 2 เสน้ เมือ่ มกี ารปฏิสนธิไซโกตจะเจริญเปน็ เอม็ บริโอและพฒั นาเป็นต้นสปอโรไฟต์ (ภาพที่ 10.2)

~ 88 ~ ภาพที่ 10.2 วงจรชวี ติ ของไลโคโพเดียม (ท่ีมา: Vashishta et al. 2005: 144) ลกั ษณะกายวิภาคศาสตร์ ราก มีช้ันเอพเิ ดอร์มสิ ช้ันเดียวและผนงั เซลล์บาง มชี ัน้ คอร์เทกซ์กวา้ ง ชน้ั เอน็ โดเดอร์มิส (endodermis) กับช้นั เพอรไิ ซเคลิ (pericycle) ไม่ชดั เจน สตลี (stele) อาจเป็นแบบ ไดอาซ (diarch) เตตระ อาช (tetraarch) หรือ โปลีอาช (polyarch) (ภาพที่ 10.3) ภาพท่ี 10.3 กายวิภาครากของไลโคโพเดียม (ทม่ี า: Vashishta et al. 2005, 123)

~ 89 ~ ลาตน้ ลาต้นของพชื กลุ่มน้ไี ม่มพี ธิ (pith) เรียกว่า โปรโตสตลิ (protostele) บางชนดิ มีสติลแบบ แอกตโิ น สตลี (actinostele) หรอื เพลกโตสตีล (plectostele) โดยท่มี ีการเจริญของไซเลม็ แบบเอก็ ซาส (exarch) ชั้นคอร์เทกซ์มักมีความแปรผันสงู สว่ นชนั้ เพอริไซเคิลอาจมี หนึง่ ชน้ั หรือหลายชั้น (ภาพท่ี 10.4) ภาพที่ 10.4 กายวิภาคลาตน้ ของไลโคโพเดยี ม (ท่ีมา: Vashishta et al., 2005: 121) ใบ มีช้ันเอพิเดอร์มิสเพียงชั้นเดียว ช้ันมีโซฟิลล์มีเซลล์พาเรงคิมาที่มีคลอโรพลาสต์ ( chlorenchyma cells) เรยี งกันอยู่หลวมๆ มชี ่องว่างระหวา่ งเซลล์ (intercellular space) มัดท่อลาเลียงมี 1 วงเป็นแบบมีซาส (mesarch) เนื้อเย่ือโฟลเอ็มประกอบด้วย ซีฟทิวบ์ (sieve tube) และโฟลเอ็มพาเรงคิมา (phloem parenchyma) มชี นั้ เอน็ โดเดอรม์ ิส (endodermis) ไม่ชดั เจน 2. Class Isoetopsida Order Selaginellales Family Selaginellaceae Genus Selaginella พืชสกุลน้ีมีลาต้นแตกแขนงเป็น 2 แฉก ตั้งตรงหรือเลื้อยไปตามพ้ืนดิน มีใบ 2 แบบ ได้แก่ ไมโครฟิล (microphyll) และ เมกะฟิล (megaphyll) เรียกการมีใบสองแบบว่า เฮทเทอโรมอร์ฟิก หรือไดมอร์ฟิก (heteromorphic/dimorphic) ใบขนาดเล็กเรียงเป็น 4 แถว ตามลาต้นท่ีโคนใบมีลิกูล (ligule) มีลักษณะ คล้ายใบเกล็ดตดิ อยู่ ลกั ษณะน้ีไมพ่ บในสกุลไลโคโปเดียม ลาตน้ มไี รโซฟอร์ เพอื่ พยงุ ลาตน้ ตรงปลายไรโซฟอร์มี ราก (ภาพท่ี 10.5)

~ 90 ~ ภาพท่ี 10.5 ตีนตุ๊กแก A. ลกั ษณะสณั ฐานวิทยาของตีนตกุ๊ แก B. ไรโซฟอร์ (ทีม่ า: Awasthi, 2009: 311) วงจรชีวติ บริเวณปลายกิ่งมีการสร้างสตรอบิลัส ซ่ึงมีอับสปอร์ 2 ชนิด ขนาดแตกต่างกัน ที่เรียกว่า เฮทเทอโร สปอร์ (heterospores) คือ ขนาดใหญ่ เรยี กวา่ เมกะสปอแรงเจียม (megasporangium) ทาหน้าที่สร้างเมกะ สปอร์ (megaspore) ซ่ึงจะเจริญต่อไปเป็นแกมีโทไฟต์เพศเมียเพ่ือสร้างไข่ (egg) อยู่ภายใน ส่วนอับสปอร์ ขนาดเล็ก เรยี กว่า ไมโครสปอแรงเจียม (microsporangium) จะเจริญไปเป็นแกมีโทไฟต์เพศผู้ เพื่อสร้างแอน เธอโรซอยด์ (antherozoid) หรือสเปริ ม์ (ภาพที่ 10.6 และ 10.7) ภาพที่ 10.6 สตรอบลิ สั ของตีนตกุ๊ แก (ทีม่ า: Mali et al., 2016: 63)

~ 91 ~ สปอแรงเจยี ม มี 2 ชัน้ ไดแ้ กช่ ้ันนอก เนือ้ เยื่อสปอแรงเจยี มทาหนา้ ทส่ี ร้างสปอร์มาเธอเซลล์ (spore mother cells) ในไมโครสปอแรงเจียมจะสลายไปประมาณ 10-20% แต่ในส่วนของเมกะสปอร์แรง เจยี มส่วนใหญ่สลายไปเกือบหมด เหลือเพยี งไมก่ เี่ ชลล์ที่ทาหน้าท่สี รา้ งสปอร์ ช้ันนอกของผนงั สปอแรงเจียมเป็น เซลล์คลอเรงคิมาต่อมาจะพัฒนาให้มีผนังหนาข้ึน สปอร์มีการแบ่งเซลล์แบบ ไมโอซีสอยู่ภายในสปอแรงจียม เมื่อแกไ่ มโครสปอแรงเจยี มมสี ีแดงหรอื หรือนา้ ตาลสว่ นเมกะสปอแรงเจยี มจะสีขาว ภาพที่ 10.7 วงจรชีวติ ของตีนตกุ๊ แก (ทม่ี า: Awasthi, 2009: 338)

~ 92 ~ ลักษณะกายวิภาคศาสตร์ ราก สกลุ ตีนตกุ๊ แกมีโครงสร้างไมซ่ บั ซ้อน มีคอร์เทกซ์ท่ี ประกอบด้วยเซลลพ์ าเรงคมิ าผนังบางหรอื หนา ใน เซลล์มักมี ราไมโคไรซา ชั้นในสุดของคอรเ์ ทกซ์เป็น ชั้นเอน็ โดเดอรม์ ิส (endodermis) ส่วนไรโซฟอร์ มี โครงสร้างคลา้ ยกนั กบั ราก (ภาพท่ี 10.8) และมี สตลี แบบ โปรโตสตีล (protostele) ภาพที่ 10.8 ภาพตัดขวางของรากตีนตุก๊ แก (ทมี่ า: Singh et al., 2008: 511) ลาตน้ ลาต้นมีสตีลแบบ โปรโตสตีล (protostele) ถือว่าเป็น สตลี ท่โี บราณท่สี ดุ ลาต้นมีสตีลมากว่า 2 วง แต่ละสตีล มีไซเล็ม เปน็ แบบ 2 แฉก หรือแบบ เอ็กซาส (exarch) สตีลเช่ือมกับคอร์เทกซ์ โดยมีโครงสร้าง เรียกว่า ทราเบคูแล (trabeculae) บางชนิดที่อาศัยในที่แห้ง แล้งมักไม่พบโครงสร้างน้ี ซ่ึงเป็นโครงสร้างท่ี เปลี่ยนแปลงของเอ็นโดเดอมิสแบบแถบแคสพาเรียน (casparian strips) ลาต้นไมม่ ีพิธ (pith) (ภาพที่ 10.9) จานวนสตีลในลาต้นมคี วามแปรผันแล้วแต่ชนิด ภาพที่ 10.9 ภาพตัดขวางของลาต้นตนี ตุ๊กแก (ที่มา: Singh et al., 2008: 512)

~ 93 ~ วัตถุประสงค์ 1. บอกสณั ฐานวิทยาของดวิ ชิ ันไลโคดิโอไฟตา หรือ ไลโคไฟตาในระยะแกมีโทไฟต์และสปอโรไฟต์ 2. อธบิ ายวงจรชวี ติ ของดิวิชนั ไลโคดิโอไฟตา หรือ ไลโคไฟตา 3. อธบิ ายกายวิภาคศาสตรพ์ ชื ดวิ ชิ ันไลโคดโิ อไฟตา หรอื ไลโคไฟตา อุปกรณ์และสารเคมี 1. พชื ทศ่ี กึ ษา ไดแ้ ก่ ไลโคโพเดยี มและตีนตุ๊กแก 2. ใบมีดโกน 3. กระจกสไลด์และกระจกปิดสไลด์ 4. พ่กู นั 5. น้ากลน่ั 6. จานเพาะเช้อื 7. สีซาฟรานิน โอ 10% 8. กล้องจุลทรรศน์แบบใชแ้ สง ปฏบิ ตั ิการ ตอนที่ 1 ไลโคโพเดียม วธิ กี ารศึกษา 1. ศึกษาสัณฐานวทิ ยาของไลโคโพเดยี มแลว้ วาดภาพประกอบลงในตาราง 2. ใช้ใบมดี โกนตดั ตามยาวสตรอบิลัสของไลโคโพเดยี มแลว้ วาดภาพประกอบลงในตาราง พร้อมช้สี ่วนประกอบโครงสรา้ งภายในแลว้ วาดภาพประกอบลงในตาราง 3. เตรยี มกระจกสไลด์ทส่ี ะอาด หยดนา้ ลงบนกระจกสไลด์แล้วนาสปอร์วางของไลโคโพเดยี มบน หยดน้า ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมีน้าส่วนเกินให้ซับออกด้วยกระดาษทิชชู ศึกษาด้วยกล้อง จุลทรรศน์ แล้ววาดภาพประกอบลงในตาราง 1. ใหน้ ักศึกษาพร้อมวาดโครงสรา้ งของไลโคโพเดียมลงในตารางต่อไปนี้ ลกั ษณะ สณั ฐานวทิ ยา ไมโครฟลิ

~ 94 ~ เมกะฟิล สตรอบิลัสหรอื โคน สปอแรงเจยี ม สปอโรฟลิ สปอร์ 2. ให้นักศึกษาศึกษากายวิภาคศาสตร์ของไลโคโพเดียมจากการตัดตามขวาง (x-section) และตามยาว (long-section)

~ 95 ~ วธิ กี ารศึกษา 1. ตัดตามขวางและตามยาวลาต้นและรากของไลโคโพเดยี มใหช้ ิน้ ตัวอย่างบางทีส่ ุด 2. นาช้ินตวั อย่างทีต่ ัดได้ไปแช่สียอ้ มสซี าฟรานนิ โอ 10% ประมาณ 4-5 นาที ทีเ่ ตรียมในจาน เพาะเชอื้ 3. เตรยี มกระจกสไลด์ที่สะอาด หยดน้าลงบนกระจกสไลดแ์ ล้วนาชนิ้ ตัวอยา่ งที่ศึกษาวางบน หยดนา้ ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมนี า้ สว่ นเกินใหซ้ บั ออกด้วยกระดาษทิชชู 4. ศกึ ษาส่วนประกอบ รูปร่างของเซลล์ ในเนอื้ เยอ่ื ชัน้ ผิว เนอื้ เยอ่ื พนื้ และเน้ือเยือ่ ลาเลยี ง และ วาดภาพประกอบหรือถ่ายรปู ไลโคโพเดียม ตดั ตามขวาง ตดั ตามยาว ราก ลาต้น

~ 96 ~ ตอนท่ี 2 ตีนต๊กุ แก วิธีการศกึ ษา 1. ศึกษาสัณฐานวิทยาของตีนตุ๊กแกแลว้ วาดภาพประกอบลงในตาราง 2. ใชใ้ บมีดโกนตัดตามยาวสตรอบิลัสของตนี ตกุ๊ แกแล้ววาดภาพประกอบลงในตาราง พรอ้ มช้ี สว่ นประกอบโครงสรา้ งภายในแลว้ วาดภาพประกอบลงในตาราง 3. เตรยี มกระจกสไลด์ทส่ี ะอาด หยดนา้ ลงบนกระจกสไลดแ์ ลว้ นาสปอร์วางของตีนตุ๊กแก หยดน้า ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมีน้าส่วนเกินให้ซับออกด้วยกระดาษทิชชู ศึกษาด้วยกล้อง จุลทรรศน์ แล้ววาดภาพประกอบลงในตาราง 1. ใหน้ ักศึกษาพร้อมวาดโครงสร้างของตีนตุ๊กแกลงในตารางต่อไปน้ี ลักษณะ สณั ฐานวทิ ยา ไมโครฟลิ เมกะฟิล ลิกลู สตรอบลิ ัสหรอื โคน

~ 97 ~ สปอแรงเจยี ม สปอโรฟลิ สปอร์ ไรโซฟอร์ 2. ให้นักศึกษาศึกษากายวิภาคศาสตร์จากการตัดตามขวาง (x-section) และตามยาว (long-section) ตนี ตุ๊กแก วธิ ีการศึกษา 1. ตัดตามขวางและตามยาวลาตน้ และรากของตนี ตกุ๊ แก ใหช้ ิน้ ตวั อยา่ งบางที่สดุ 2. นาช้ินตวั อย่างทต่ี ัดได้ไปแช่สียอ้ มสีซาฟรานิน โอ 10% ประมาณ 4-5 นาที ท่เี ตรียมในจาน เพาะเช้อื 3. เตรยี มกระจกสไลด์ทสี่ ะอาด หยดน้าลงบนกระจกสไลด์แล้วนาช้นิ ตวั อย่างที่ศึกษาวางบน

~ 98 ~ หยดน้า ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมนี า้ ส่วนเกนิ ให้ซบั ออกด้วยกระดาษทชิ ชู 4. ศกึ ษาสว่ นประกอบ รูปร่างของเซลล์ ในเน้ือเยอ่ื ชั้นผวิ เนื้อเยอ่ื พืน้ และเนอ้ื เย่อื ลาเลียง และ วาดภาพประกอบหรือถ่ายรปู ไลโคโพเดยี ม ตัดตามขวาง ตัดตามยาว ราก ลาต้น

~ 99 ~ สรุปผลการศกึ ษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. คาถามท้ายบท 1. อธิบาย heterospore กบั homospore ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. อธิบายความหมายของ cone หรอื strobilus ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

~ 100 ~ เอกสารอ้างองิ Awasthi, D.K. (2009). Cryptogams (Algae, Bryophyta & Pteriodphyta). Meerut: Vimal Offset Printers. Mali, N.S., Tembhurne, R.R., Satpute, S.M. and Bhise, D.S. (2016). Hand book of practical botany. Solapur University. Singh, V., Pande, P.C. & Jain, D.K. (2008). A Textbook of Botany: Diversity of Microbes and Cryptogams 4th edition. New Delhi: Capital Offset Press. Vashishta, P.C., Sinha, A.K., Kumar, A. (2009). Botany for Degree students Pteridophyta (Vascular Cryptogams. Rajendra Ravindra Printers (Pvt.) Ltd.

~ 101 ~ บทปฏบิ ัตกิ ารท่ี 11 ดิวิชันเทอโรไฟตา (Division Pterophyta) หลักการ การจาแนก Eusporangium เป็นกลุ่มเฟิร์นที่มีผนังหนาหลายชั้น ผนังช้ันในสร้าง สปอร์มาเธอเซลล์ (spore mother cell) ส่วนชัน้ นอกเจรญิ เป็นผนังสปอแรงเจยี ม (ภาพที่ 11.1) A B CDE AA ภาพท่ี 11.1 การพัฒนาของเฟริ น์ กลุ่มยสู ปอแรงเจียม A. ผวิ ดา้ นบนมกี ารแบง่ เซลล์ และเซลล์ลกู (daughter cells) เพ่ือสรา้ งสปอร์ B.-E. เซลลม์ กี ารแบ่งเซลล์เป็นจานวนมากเพื่อสรา้ งสปอรแ์ ละผนงั สปอรง เจียม (ท่มี า: Mauseth, 2009: 496) Leptosporangium เป็นกลุ่มเฟิร์นทม่ี ีผนังบาง มผี นงั เพียงชน้ั เดียว เนอ้ื เยอ่ื ชั้นในสร้างสปอร์มาเธอเซลล์และ สปอร์มีขนาดเล็ก สปอแรงเจยี มมีก้าน (stalk) มเี น้อื เยอ่ื อดุ มไปดว้ ยอาหารทีเ่ รียกวา่ เทพิทัม (tepetum) (ภาพ ท่ี 11.2) D ABC A A F E ภาพที่ 11.2 การพัฒนาของเฟิรน์ กล่มุ เลปโตสปอแรงAเจยี ม A.–B. สปอแรงเจียมมีการแบ่งเซลล์จากเซลลผ์ ิว D.-F. สปอรแ์ รงเจยี มสร้างก้าน (stalk) และสปอร์ภายใน (ที่มา: Mauseth, 2009: 496)

~ 102 ~ ลกั ษณะสณั ฐานวทิ ยา เฟริ น์ มีราก ลาตน้ และใบเจริญดี ส่วนใหญม่ ลี าต้นใต้ดนิ ใบของเฟิร์นเรียกว่า ฟรอนด์ (frond) มีขนาด ใหญ่เป็นใบแบบเมกะฟิลล์ (megaphyll) มีรูปร่างลักษณะเป็นหลายแบบ เป็นทั้งใบเดี่ยว (simple leaf) และ ใบประกอบ (compound leaf) ใบอ่อนของเฟิร์นจะม้วนเป็นวง (circinate venation) สปอโรไฟต์ที่เจริญ เต็มท่ีจะสร้างอับสปอร์ แต่ละกลุ่มของอับสปอร์ (sporangium) เรียกว่า ซอรัส (sorus หรือ sori) เฟิร์นบาง ชนิดมีแผ่นบางๆปกคลุม เรียกว่า อินดูเซียม (indusium) แบ่งเป็น อินดูเซียมที่แท้จริง (true indusium) ซึ่ง กาเนิดจากการเจริญของชั้นเอพิเดอร์มิสของใบ และอินดูเซียมเทียม (false indusium) มักเป็นของใบ (pinnae) ม้วนพับเพ่อื ปกป้องอนิ โดเซียม (ภาพที่ 11.3) ภาพท่ี 11.3 โครงสรา้ งเฟริ ์น A. ตน้ สปอโรไฟต์ (ท่ีมา: Saxena, 2010: 185) B. ใบ (pinnule) และซอรสั ทม่ี ีอนิ ดูเซยี มแท้จรงิ C. สปอแรงเจยี มท่ีเจริญเตม็ ท่ี (ท่ีมา: Saxena, 2010: 187)

~ 103 ~ เฟิร์นส่วนใหญ่สร้างสปอร์ชนิดเดียว (homospores) ยกเว้นเฟิร์นน้าบางชนิด ได้แก่ จอกหูหนู แหน แดง และผักแวน่ มกี ารสรา้ งสปอร์ 2 ชนดิ (heterospores) เม่อื สปอร์งอกจะเจรญิ เปน็ ต้นแกมโี ทไฟต์ มีรูปร่าง คลา้ ยรปู หวั ใจ สามารถสังเคราะห์แสงได้ มีไรซอยด์ (ไม่มีมัดท่อลาเลียง และช้ันเอพิเดอร์มิส) มีการสร้างแอน เธอริเดีย (anteridia) และอาซีโกเนีย (archegogia) ในต้นเดียวกัน อาซีโกเนียมักสร้างหลังจากการสร้างแอน เธอริเดียใกลๆ้ ตรงปลายของต้นแกมโตไฟต์ เม่ือสภาวะความชื้นเหมาะสม แอนเธอริเดียจะปล่อยสเปิร์มที่ว่าย ไปผสมกับไข่ในอาซีโกเนีย จนกระทั่งเจริญเป็นต้นสปอโรไฟต์และเริ่มมีราก จนหลุดออกจากต้น แกมีโทไฟต์ (ภาพท่ี 11.4) ภาพท่ี 11.4 วงจรชวี ิตของเฟิรน์ (ที่มา: Mauseth, 2009: 497) ผกั แว่น หรอื ผักล้ินป่ี เปน็ เฟริ ์นน้า (water clover) จัดอยู่วงศ์ Marsileaceae ชอบขึ้นในที่มีความชุ่ม ชื้น ชื้นแฉะหรือในนา้ บางชนิดสามารถทนแลง้ ได้ดี มีเหง้าและมีไหลเลื้อยตามผิวดิน มีรากเกิดตามข้อ ก้านใบ ออกท่ีซอกใบ ต้ังขึ้น ใบอ่อนม้วนงอ ลาต้นอ่อนมีสีเขียว ลาต้นแก่เป็นสีน้าตาลมีขนปกคลุมลาต้น ใบเป็นใบ ประกอบ ออกที่ก้านใบท่ีจุดเดียวกัน ใบย่อยไม่มีก้านใบ มี 4 ใบย่อย ผักแว่นมีการสร้างสปอโรคาร์ป (sporocarps) รูปรี ปลายมน คล้ายเมล็ดถ่ัว มีขนปกคลุม เม่ือยังอ่อนจะมีสีเขียวและเปล่ียนเป็นสีน้าตาล ดา เมื่อแก่ สปอโรคาร์ปมีก้านชู ภายในมีซอรัส และสปอร์เป็นจานวนมาก แต่ละซอรัสหุ้มด้วยอินดูเซียม (ภาพที่ 11.5) สปอโรคาร์ปสามารถทนความแห้งแล้งได้ดี อาจมีอายุได้มากกว่า 100 ปี มีสปอร์ 2 แบบ คือ ไมโครสปอร์และเมกะสปอรท์ ่สี รา้ งจากไมโครสปอแรงเจยี มและเมกะสปอแรงเจยี มตามลาดับ

~ 104 ~ ภาพท่ี 11.5 สปอโรคาร์ป (sporocarp) ของผักแว่น (ทม่ี า: Pendarvis and CraWley, 2014: 349) วัตถปุ ระสงค์ 1. เพอื่ บอกสัณฐานวทิ ยาของดวิ ชิ ันไลโคดิโอไฟตา หรอื ไลโคไฟตาในระยะแกมีโทไฟต์และสปอโรไฟต์ 2. เพือ่ อธิบายวงจรชีวติ ของเฟิรน์ 3. เพอ่ื อธิบายกายวภิ าคศาสตรข์ องเฟิร์น อุปกรณแ์ ละสารเคมี 1. พืชท่ีศกึ ษา ไดแ้ ก่ เฟริ ์น จอกหูหนู หรอื ผักแว่น 2. ใบมีดโกน 3. กระจกสไลด์และกระจกปิดสไลด์ 4. พู่กัน 5. น้ากล่นั 6. จานเพาะเชอ้ื 7. สีซาฟรานนิ โอ 10% 8. กล้องจลุ ทรรศนแ์ บบใช้แสง

~ 105 ~ ปฏิบตั กิ าร วิธกี ารศึกษา 1. ศึกษาสัณฐานวทิ ยาของแกมีโทไฟตแ์ ละสปอโรไฟต์ของเฟริ ์นแล้ววาดภาพประกอบลงใน ตาราง 2. เตรียมกระจกสไลด์ที่สะอาด หยดน้าลงบนกระจกสไลดแ์ ลว้ นาสปอแรงเจยี มของเฟริ ์นวางบน หยดนา้ ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมีนา้ ส่วนเกนิ ใหซ้ บั ออกดว้ ยกระดาษทิชชู ศึกษาดว้ ยกล้อง จุลทรรศน์ แลว้ วาดภาพประกอบลงในตาราง 1. ให้นักศึกษาวาดรูปโครงสร้างของเฟริ ์นลงในตารางตอ่ ไปนี้ ลกั ษณะ สณั ฐานวทิ ยา ไรโซม ฟอนด์ ขนหรอื สเกล

~ 106 ~ ซอรัสและหรืออินดู เซยี ม สปอแรงเจียม สปอร์ ตน้ แกมีโทไฟต์ ต้นสปอโรไฟต์

~ 107 ~ 2. ใหน้ กั ศึกษาพร้อมวาดโครงสรา้ งของจอกหหู นู หรอื ผักแว่น ลงในตารางตอ่ ไปน้ี วธิ กี ารศึกษา 1. ศกึ ษาสัณฐานวทิ ยาของจอกหูหนู หรือผกั แวน่ แล้ววาดภาพประกอบลงใน ตาราง 2. ใชใ้ บมีดโกนตัดตามยาวสปอโรคารป์ แลว้ วาดภาพประกอบลงในตาราง พรอ้ มชี้ สว่ นประกอบโครงสร้างภายในแล้ววาดภาพประกอบลงในตาราง 3. เตรียมกระจกสไลด์ทสี่ ะอาด หยดนา้ ลงบนกระจกสไลด์แลว้ นาสปอโรคาร์ปของจอกหหู นู หรอื ผักแว่นบนหยดน้า ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมีน้าส่วนเกินให้ซับออกด้วยกระดาษทิชชู ศึกษาด้วย กล้องจุลทรรศน์ แล้ววาดภาพประกอบลงในตาราง ลักษณะ สัณฐานวิทยา ไรโซมและไหล ฟอนดห์ รือใบ ขนหรอื สเกล

~ 108 ~ สปอโรคารป์ สปอแรงเจียม สปอร์ 3. ให้นักศึกษาศกึ ษากายวิภาคศาสตร์พชื จากการตัดตามขวาง (x-section) และตามยาว (long-section) ไรโซม, ใบ, ลาตน้ ของเฟิร์นและผกั แว่น วธิ ีการศกึ ษา 1. ตัดตามขวางและตามยาวลาต้นและรากของเฟริ ์นและผักแว่นให้ชน้ิ ตัวอย่างบางท่ีสุด 2. นาชน้ิ ตวั อยา่ งท่ตี ัดไดไ้ ปแช่สยี อ้ มสซี าฟรานิน โอ 10% ประมาณ 4-5 นาที ทเี่ ตรยี มในจาน เพาะเชอื้ 3. เตรียมกระจกสไลด์ทสี่ ะอาด หยดน้าลงบนกระจกสไลด์แลว้ นาชนิ้ ตัวอยา่ งที่ศกึ ษาวางบน หยดนา้ ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมีนา้ สว่ นเกนิ ใหซ้ บั ออกดว้ ยกระดาษทิชชู 4. ศึกษาสว่ นประกอบ รูปรา่ งของเซลล์ ในเนือ้ เยื่อชั้นผิว เน้อื เยื่อพน้ื และเน้ือเยอื่ ลาเลียง และ วาดภาพประกอบหรอื ถา่ ยรูป

พืชทศี่ กึ ษา ~ 109 ~ ตดั ตามยาว ไรโซม ตัดตามขวาง ใบ ลาต้น สรปุ ผลการศกึ ษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

~ 110 ~ คาถามทา้ ยบท 1. จงอธิบาย Eusporangium และ Leptosporangium วา่ มคี วามแตกต่างกันอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. สปอโรคาร์ฟมหี นา้ ทีอ่ ยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จงบอกกลุ่มเฟริ ์นท่ีเปน็ เฮทเทอโรสปอร์ (heterospores) ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. การวภิ าคศาสตร์ลาต้นและไรโซมแตกตา่ งจากพชื ชนั้ สงู อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

~ 111 ~ เอกสารอ้างอิง Mauseth, J.D. (2009). Botany: an introduction to plant biology, 4thediton. Replika Press. Pendarvis, M.P. and CraWley, J.L. (2018). Exporing Biology in the Laboratory 3rd . Morton Publishing Company, USA. Pp 832. Saxena, N.P. (2011). Objective Botany. Vimal Offset Printers, Meerut.

~ 112 ~

~ 113 ~ บทปฏิบตั กิ ารท่ี 12 สณั ฐานวิทยาของพชื เมล็ดเปลือย หลกั การ พืชเมลด็ เปลือย (gymnosperms) มีวิวัฒนาการต่างจากพวกพืชดอก (angiosperms) คือ รังไข่ไม่มี รังไข่หมุ้ เมล็ด นับเป็นพชื กลุ่มท่ีมีเมล็ดท่ีมวี ิวฒั นาการสูงกวา่ พืชไม่มีเมล็ด ปัจจุบันมีการจัดจาแนกโดยอาศัยทั้ง สัณฐานวทิ ยาและข้อมลู ดา้ นชวี โมเลกลุ มาชว่ ยยนื ยนั การจดั จาแนก พชื เมล็ดเปลือยมลี ักษณะสัณฐานร่วมกันมา (apomorphies) คอื มีโครงสรา้ ง เรียกว่า โคน หรือสตรอบิลัส (cone or strobilus) ในโคนมี ออวุล (ovule) อยู่ติดบนเมกะสปอโรฟิล (megasporophyll) เมื่อเกิดการปฏิสนธิแบบ single fertilization ระหว่างสเปิร์ม (sperm) ผสม กบั ไข่ (egg) ออวุลจะพัฒนาเป็นเมล็ดมีเปลือกหุ้มเมล็ดหุ้ม (seed coat) ท่ีเจริญมาจากเยื่อหุ้ม เมล็ด (integuments) แต่ไม่มีรังไข่มาห่อหุ้มออวุลไว้ ส่วน เอ็นโดสเปอร์ม (endosperm, n) ท่ีพัฒนามาจาก female gametophyte และมีใบเลยี้ งหลายใบ นอกจากนีย้ งั มสี ปอร์ 2 ชนิด (heterospore) ในเน้ือหาบทนี้มี พืชเมลด็ เปลอื ย แบง่ ออกเป็น 4 ดวิ ชิ นั ดงั น้ี 1. ดิวิชนั ไซแคโดไฟตา (Division Cycadophyta) พชื กลุ่มปรง เปน็ พืชที่แยกเพศ ตา่ งตน้ (dioecious) ตน้ กลุ่มปรงไม่มกี ง่ิ กา้ นสาขามีลาต้นตงั้ ตรง ใบเปน็ ใบประกอบแบบขนนกชั้นเด่ียวหรือสองช้ัน มีลักษณะคล้ายใบปาร์ม ของพืชดอก ใบอ่อนม้วนจากขอบ เข้ามาหาเส้นกลางใบ (circinate vernation) คลา้ ยเฟิร์น พชื สกลุ ปรง (ycad) มีการสร้างสปอโรฟิลขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า เมกะสปอโรฟิล (megasporophyll) จานวนมากตรงปลายก่ิง เรียกว่า โคนเพศเมีย (female cone) หรือสตรอบิลัส (strobilus/strobili) แต่ละเมกะสปอโรฟิลมี 2 ออวุล หรือเมล็ดติดอยู่ตรงโคน (ภาพท่ี 12.1) สปอโรฟิลขนาดเล็ก ท่ีเรียกว่า ไมโครสปอโรฟิล ( microsporophyll) หรือสปอโรไฟเพศผู้ (male sporophyll) จานวนมากตรงปลายก่ิงหรือโคนเพศผู้ (male cone) ตรงปลายกิ่งและอยู่คนละต้น แต่ละอันของไมโครสปอโรมฟี ลิ มีไมโครสปอแรงเจีย (microsporangia) ที่ผลิตไมโครสปอร์ มีโครโมโซมแบบ แฮพลอยด์ (haploid) และจะพัฒนาเป็นละอองเรณู (ภาพท่ี 12.2 และ12.3) AB A ภาพที่ 12.1 โคนปรง A. โคนเพศผู้ของปรง (ที่มา: ผ้เู ขียน) B. โคนเพศเมยี (ทมี่ า: Hill & Yang, 1999)

~ 114 ~ A BC D EF ภาพท่ี 12.2 การพัฒนาของแกมีโทไฟตเ์ พศเมีย A.-F. ลาดบั การพฒั นาแกมีโทไฟต์เพศเมยี จนกระทง่ั การเจรญิ ของเอม็ บริโอ (ดัดแปลงจาก: http://www.seedbiology.de/evolution.asp) ภาพท่ี 12.3 สรปุ วงจรชีวติ ของปรง (ทมี่ า: Saxenam, 2011: 214)

~ 115 ~ 2. ดวิ ชิ ันกงิ โกะ๊ ไฟตา (Gingkophyta) แป๊ะกว๊ ย เปน็ ไม้ต้นขนาดใหญ่ มีกิ่งกา้ นจานวนมาก แยกเพศ ต่างต้น (dioecious) ต้นเพศผู้สร้างโคน เพศผู้ โคนเพศผู้ประกอบด้วยไมโครสปอแรงเจียจานวนมาก ใน 1 ก้านท่ีติดกับแกนกลางของโคน มี 2 สปอแรงเจียม ส่วนต้นเพศเมียไม่มี โคนเพศเมีย แต่มีออวุลติดตรงปลายของก้านโครงสร้างเพศเมีย 2 ออวุล เยอ่ื หุ้มเมล็ดชัน้ นอกสเี หลอื งอมน้าตาล การถา่ ยละอองเรณูน้ันสเปิรม์ เคล่อื นท่ไี ด้โดยอาศัยน้าเหมือนเฟิร์น มอส และปรง สเปิร์ม ดิวิชันนี้มีชนิดเดียวคือ แป๊ะก๊วย (Ginko biloba L.) นับเป็นพืชท่ีโบราณที่มีชีวิต (living fossil) ภาพที่ 12.4 วงจรชีวิตของแป๊ะกว๊ ย A. ออวลุ B. เกสรพศผู้ C. ออวุล 2 อนั ติดกบั กา้ นชู D. ไมโครสปอแรงเจีย 2 อนั จากสตรอบลิ ัส E. ละอองเรณทู ่พี ัฒนาจากไมโครสปอร์ F.-G การงอกและการพัฒนาของ ไมโครแกมีโทไฟต์อยูด่ ้านในไมโครสปอร์ H. ละอองเรณูทอี่ ยู่ในห้อง Pollen chamber ของ ออวุล I. สเปริ ม์ เคล่ือนทไี่ ปท่ีอาชโี กเนยี โดยหลอดละอองเรณู J.-K. การพฒั นาของเอ็มบรโิ อ (ดัดแปลงจาก Dittmer, 1964) 3. ดิวิชันคอนเิ ฟอโรไฟตา (Coniferophyta) พชื กลุ่มนน้ี บั ว่ามีความหลากหลายมากทีส่ ุดในกล่มุ พืชเมลด็ เปลือยมีการกระจายพันธุ์ท่ัวโลก คล้ายกับ เฟริ ์นท่ีมีการเจริญมากในยุค คาร์โบนิเฟอรัส (carboniferous) จนกระทั่งยุคมีโซโซอิก Mesozoic แล้วหลาย ชนิดมีการสญู พนั ธุเ์ มื่อพืชดอกววิ ฒั นาการขน้ึ ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไมต้ น้ หรือไมพ้ ุม่ แขง็ แรง รากและลาต้นมเี นอ้ื เยอ่ื เจรญิ (vascular cambium) และมี

~ 116 ~ เนือ้ ไม้ ใบเปน็ ใบเด่ียว รปู เขม็ หรือรปู แถบ หรอื ลิ่ม บางชนิดมีใบเป็นกระจุกตรงปลายยอด เช่น พวกสนสองใบ หรือสามใบ กลุ่มนี้มีการสร้างโครงสร้างการสืบพันธ์ุใน สตรอบิลัสหรือโคน (strobilus(li)/cones) ซ่ึงจะแยก เพศในตน้ เดยี วกัน ได้แก่ โคนเพศผู้ (male cones) และโคนเพศเมีย (female cones) โคนเพศผู้มีสปอโรฟิล (male sporophyll or microsporophyll) ซึ่งจะมีสปอแรงเจียมเพศผู้ (male sporangia or microsporangia) สาหรับสร้างละอองเกสร (pollen grains) ละอองเกสรพวกในมีลักษณะเด่นคือเป็นรูปถุง สองใบ (bi-saccate) คล้ายกระเพาะปัสสาวะ (air bladders) ซึ่งลักษณะนี้เพ่ือช่วยการกระจายพันธุ์ ส่วน โคนเพศเมียมีเมกะสปอโรฟิล (megasporophyll or ovuliferous scale) มีออวุลสองอันติดอยู่ท่ีบริเวณฐาน พวกสนมีสเปิร์มท่ีมีหาง (flagellated sperm cells) ซึ่งต่างจากพวกดิวิชันอ่ืนคือไม่ต้องอาศัยน้าในการ เคล่ือนที่ และพวกดิวิชันน้ีมีลักษณะคล้ายกับพืชดอก คือ แกมีโทไฟต์เพศผู้พัฒนาหลอดละอองเรณู เรียกว่า ไซโฟโนแกมัส (siphonogamous) ส่วนกลุ่มดิวิชันไซโคไฟตาและกิงโก๊ะไฟตาหลอดละอองเรณูเป็นกาฝาก หมายถึง แกมีโทไฟตเ์ พศผูจ้ ะใชอ้ าหารจากนวิ เซลลัสในการเจริญเติบโตระหว่างท่ีมีการถ่ายละอองเกสร ความ แตกต่างอีกประการหนึ่งคือ แกมีโทไฟต์เพศผู้นาพาสเปิร์มไปยังห้องอาร์ชีโกเนีย (archegonial chamber) จากนัน้ สเปิรม์ (หลายตัว) ที่ปล่อยออกจากหลอดเกสรทาการผสมกับไข่ในอาร์ชีโกเนีย (archegonia) การเกิด ปฏสิ นธิในสนมหี ลายคร้ัง (multiple fertilization) เซลล์ ไซโกตเริ่มพฒั นา ทาให้มีหลายเอ็มบริโอแต่ส่วนใหญ่ รอดเพียงเอม็ บริโอเดียวในเมล็ดทีเ่ จริญเตม็ ท่แี ล้ว (ดังภาพ 12.5) เช่น พวกสนสองใบหรือสามใบ ในหน่ึงออวุล สามารถมีไดเ้ ซลลไ์ ขถ่ ึง 11 ใบ เมอื่ ไซโกตพัฒนาเป็นเอ็มบรโิ อมักมหี ลายใบเลี้ยง ภาพท่ี 12.5 วงจรชีวิตของสน (ท่มี า: Campbell & Reece, 2009: 624)

~ 117 ~ 4. ดวิ ิชันนีโทไฟตา (Gnetophyta) การจัดจาแนกกลุ่มนี้ยังไม่แน่นอน นักพฤกษศาสตร์จัดให้มีเพียงอันดับเดียว คือ Gnetales และมี 3 วงศ์ (families) ได้แก่ 1. Ephedraceae มเี พียงสกุลเดียวคอื Ephedra มปี ระมาณ 65 ชนิด 2. Gnetaceae มเี พียง 2 สกลุ คอื มะเมื่อย (Gnetum) มีประมาณ 28 ชนิด และอีกสกุล Vinkiella มี ชนดิ เดียว 3. Welwitschia มีเพยี งสกุลเดียว คือ Ephedra มเี พียงชนดิ เดยี ว ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ พืชกลุ่มนี้มีความใกล้ชิดทางวิวัฒนาการกับพืชดอกมากที่สุด เพราะมีไมโครสปอโรฟิลคล้ายกับกลีบ รวมของพชื (perianth-like microsporophyll) ซ่ึงโครงสรา้ งนี้คลา้ ยกับดอกพืช แต่การมีวิวัฒนาการตาแหน่ง ของออวลุ และการเคลื่อนที่ของสเปิรม์ จากการศึกษาข้อมูลชีวโมเลกุลพืชกลุ่มน้ีสนับสนุนอยู่ภายในเคลดของ พวกสน (Doyle, 2006) นอกจากน้ี ยงั มีโครงสร้างคล้ายกับพืชดอก ได้แก่ การมีเซลล์เวสเชล การเกิดปฏิสนธิ ซ้อน (double fertilization) เส้นใบแบบร่างแห และมีใบเลี้ยงคล้ายใบเล้ียงคู่อีกด้วย อย่างไรก็ตามการเกิด ปฏสิ นธิซอ้ นของดิวิชันนีโทไฟตาและดิวิชันแอนโทไฟตา (Division Anthophyta; พืชดอก) มีวิวัฒนาการการ เกดิ เปน็ อิสระต่อกนั ดิวิชนั นีโทไฟตาเปน็ พชื แยกเพศอยบู่ นต้นเดียวกัน (dioecious) ใบเป็นใบเดยี่ ว เรียงตรงข้ามสลับฉาก (decussate) สตรอบลิ ัสเปน็ ชอ่ ประกอบ ออวุลมีไมโครไพลเปน็ หลอดยาวและมชี น้ั เยือ่ หุ้มเมล็ดพิเศษ (extra integuments) (ภาพที่ 12.6) ภาพที่ 12.6 มะเมื่อย (Gnetum sp.) (ที่มา: ผู้เขียน)

~ 118 ~ วัตถุประสงค์ 1. เพือ่ บอกสัณฐานวิทยาของดิวิชนั ไซแคโดไฟตา ดิวิชัน กิงโก๊ะไฟตา หรือแป๊ะก๊วย ดิวิชันคอนิเฟอโร ไฟตา และ ดวิ ชิ นั นีโทไฟตาได้ 2. เพ่ืออธบิ ายวงจรชีวิตของดวิ ชิ นั ไซแคโดไฟตา ดิวิชัน กิงโก๊ะไฟตา หรอื แป๊ะก๊วย ดิวชิ นั คอนเิ ฟอโรไฟ ตา และ ดวิ ิชันนโี ทไฟตาได้ 3. เพือ่ บอกกายวิภาคศาสตรข์ องดวิ ิชนั ไซแคโดไฟตา ดวิ ชิ นั กงิ โก๊ะไฟตา หรอื แป๊ะกว๊ ย ดิวชิ นั คอนิเฟอ โรไฟตา และ ดิวิชนั นีโทไฟตาได้ อปุ กรณแ์ ละสารเคมี 1. พืชทีศ่ ึกษา ไดแ้ ก่ ปรง แปะ๊ กว๊ ย มะเมอ่ี ย สนสองใบและสนสามใบ 2. ใบมดี โกน 3. กระจกสไลด์และกระจกปดิ สไลด์ 4. พกู่ ัน 5. นา้ กลั่น 6. สซี าฟรานิน โอ 10% 7. กลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ บบใชแ้ สง บทปฏิบตั ิการ สัณฐานวิทยาของพืชเมลด็ เปลอื ย ตอนที่ 1 ดิวิชันไซแคโดไฟตา (Division Cycadophyta) และ ดิวิชนั กิงโกะ๊ ไฟตา (Gingkophyta) 1. ให้นกั ศกึ ษาพรอ้ มวาดโครงสร้างปรง ได้แก่ ใบออ่ น ใบ แก่ โคนเพศผู้ โคนเพศเมีย สปอแรงเจียม สปอโรฟิล ออวลุ ลกั ษณะ เพศผู้ เพศเมยี ใบออ่ น ใบแก่

~ 119 ~ โคนเพศ โคนเพศเมยี สปอแรงเจียม สปอโรฟิล ออวุล 2. ให้นักศึกษาพรอ้ มวาดโครงสร้างแป๊ะกว๊ ย ได้แก่ ใบออ่ น ใบ แก่ สปอแรงเจียม สปอโรฟิล ออวลุ เมลด็ ลักษณะ เพศผู้ เพศเมีย ใบออ่ น ใบแก่

~ 120 ~ สปอแรงเจยี ม ออวุล เมล็ด 3. ให้นกั ศึกษากายวิภาคศาสตร์ใบทีต่ ัดตามขวาง (x-section) และตามยาว (long-section) ของใบปรง วธิ กี ารศกึ ษา 1. ตดั ตามขวางใบและขูดผิวใบของปรง ให้ช้นิ ตวั อย่างบางที่สดุ 2. นาชิน้ ตวั อยา่ งท่ตี ดั ไดไ้ ปแช่สยี อ้ มสีซาฟรานิน โอ 10% ประมาณ 4-5 นาที ทเ่ี ตรียมในจาน เพาะเชอ้ื 3. เตรยี มกระจกสไลด์ที่สะอาด หยดนา้ ลงบนกระจกสไลดแ์ ลว้ นาชิน้ ตวั อย่างที่ศกึ ษาวางบน หยดนา้ ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมนี ้าส่วนเกนิ ให้ซบั ออกด้วยกระดาษทชิ ชู 4. ศกึ ษาส่วนประกอบ รูปร่างของเซลล์ ในเนอื้ เยอ่ื ชั้นผวิ เน้ือเยอ่ื พ้ืนและเนื้อเยอื่ ลาเลียง และ วาดภาพประกอบหรอื ถ่ายรปู ปรง ตดั ตามขวาง ตัดตามยาว ใบ

~ 121 ~ 4. จงวาดภาพวงจรชีวิตของปรงและแปะ๊ กว๊ ย ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สัณฐานวิทยาของพชื เมลด็ เปลอื ย ตอนที่ 2 ดิวิชันคอนเิ ฟอโรไฟตา (Coniferophyta) และ ดวิ ิชนั นีโทไฟตา (Gnetophyta) 1. ให้วาดโครงสรา้ งใบอ่อน ใบ แก่ โคนเพศผู้ โคนเพศเมีย สปอแรงเจยี ม สปอโรฟิล ออวลุ ของสน ลกั ษณะ เพศผู้ เพศเมีย ใบออ่ น ใบแก่ โคนเพศ

~ 122 ~ โคนเพศเมยี สปอแรงเจียม สปอโรฟิล ออวุล 2. ใหว้ าดโครงสรา้ งใบออ่ น ใบแก่ สปอแรงเจยี ม สปอโรฟลิ ออวุล และเมลด็ ของมะเมอื่ ย ลักษณะ เพศผู้ เพศเมีย ใบออ่ น

~ 123 ~ ใบแก่ สปอแรงเจียม ออวลุ เมลด็ 3. ใหน้ กั ศึกษากายวิภาคศาสตร์ใบทตี่ ดั ตามขวาง (x-section) และตามยาว (long-section) ของใบมะเม่อื ย วธิ กี ารศกึ ษา 1. ตัดตามขวางใบและขดู ผิวใบของมะเม่อื ยใหช้ ิน้ ตัวอย่างบางทส่ี ุด 2. นาช้นิ ตัวอยา่ งทีต่ ัดได้ไปแช่สยี ้อมสีซาฟรานนิ โอ 10% ประมาณ 4-5 นาที ที่เตรียมในจาน เพาะเชอ้ื 3. เตรยี มกระจกสไลด์ท่สี ะอาด หยดน้าลงบนกระจกสไลดแ์ ลว้ นาช้นิ ตัวอยา่ งท่ีศกึ ษาวางบน

~ 124 ~ หยดน้า ปิดด้วยกระจกปิดกระจกสไลด์ หากมีนา้ สว่ นเกินใหซ้ บั ออกด้วยกระดาษทชิ ชู 4. ศึกษาสว่ นประกอบ รปู ร่างของเซลล์ ในเนื้อเย่อื ช้ันผิว เนื้อเยือ่ พนื้ และเนอ้ื เยอื่ ลาเลยี ง และ วาดภาพประกอบหรือถ่ายรูป มะเมือ่ ย ตดั ตามขวาง ตดั ตามยาว ใบ 4. จงวาดภาพวงจรชีวิตของปรงและแป๊ะก๊วย ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

~ 125 ~ สรปุ ผลการศึกษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. คาถามทา้ ยบท 1. สเปริ ม์ ของปรงมลี ักษณะอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แปะ๊ ก๊วยมหี รือไม่มีโคน หากไม่มี ออวุลอยู่สว่ นไหนของพชื ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

~ 126 ~ เอกสารอา้ งองิ Campbell, N.A. & Reece, J.B. (2009). Biology 9th edition. Campbell: Pearson Benjamin Cummings. Dittmer, H. J. (1964). Phylogeny and Form in the Plant Kingdom. New York: Van Norstrand Company, Inc. Hill, K. D., & Yang, S.-L. (1999). The genus Cycas (Cycadaceae) in Thailand. Brittonia 51(1), 48. Saxena, N.P. (2011). Objective Botany. Vimal Offset Printers, Meerut. Leubner G (2000). The Seed Biology Place. Retrieved July, 2018, from http://www.seedbiology.eu

~ 127 ~ บทปฏิบตั กิ ารที่ 13 ดิวชิ นั แอนโทไฟตา (Anthophyta) หลักการ ดิวิชันแอนโทไฟตา หรือพืชพวกแองจิโอสเปิร์ม (angiosperms) เป็นพืชท่ีมีดอกและเมล็ดมี เครอ่ื งหมุ้ หอ่ หรอื มรี งั ไขห่ อ่ ห้มุ สว่ นของออวลุ ไว้ ถอื ว่าเป็นกลมุ่ พืชที่มีวิวัฒนาการสูงสุด โดยมีระยะสปอโรไฟต์ (sporophyte) ยาวกวา่ ระยะแกมีโทไฟต์ (gametophyte) เมื่อเจริญเต็มท่ีมีอวัยวะสืบพันธุ์ คือ ดอก มีสปอร์ (spore) 2 ชนดิ คือ 1) ไมโครสปอร์ (microspore)_ สรางภายในอบั เรณู (anther) 2) เมกะสปอร์ (megaspore) สรางในออวุล (ovule) ระยะแกมโี ทไฟต์ (gametophyte) มีอายุ ส้ันมาก เมื่อมกี ารถ่ายละอองเรณูและปฏิสนธิ ซึง่ เป็นปฏสิ นธซิ ้อน (double fertilization) การจัดจาแนกแบง่ เปน็ 2 กลุ่ม ไดแ้ ก่ 1. Monocotyledones ได้แก่ พืชใบเลยี้ งเดย่ี ว เช่น กลว้ ย อ้อย ข้าว เปน็ ต้น 2. Dicotyledones ไดแ้ ก่ พืชใบเลีย้ งคู่ เช่น มะมว่ ง มะขาว ลาใย พืชท้ังสองคลาสจาแนกตามลักษณะสัณฐานวิทยา (ตารางท่ี 13.1) ซึ่งมีหลายลักษณะที่สามารถบอกความ แตกต่างระหวา่ งพืชสองกลุ่มนี้ ตารางท่ี 13.1 ความแตกตา่ งระหวา่ งพืชใบเลี้ยงเดย่ี วและใบเล้ียงคู่ พืชใบเลยี้ งเดย่ี ว พืชใบเลย้ี งคู่ ใบเล้ยี ง (cotyledon) มี 1 ใบ ใบเล้ียง (cotyledon) มี 2 ใบ เส้นใบเปน็ แบบขนาน เส้นใบเป็นแบบรา่ งแห จานวนกลีบดอกเป็น 3 หรอื ทวีคณู 3 จานวนกลบี ดอกเปน็ 4,5 หรือทวีคณู 4,5 มดั ท่อลาเลียง เรยี งกระจดั กระจาย มดั ท่อลาเลียง เรียงเป็นระเบยี บ ส่วนใหญ่ไม่มีการเจริญเติบโตด้านข้าง หรือการเจริญ มีการเจริญเติบโตด้านขา้ ง แบบทตุ ิยภมู ิ (secondary growth) มีระบบรากฝอย มีระบบรากแกว้ ข้อปล้องชดั เจน ข้อปล้องไมช่ ัดเจน พืชดอก คือ พืชท่ีเมื่อเจริญเติบโตเต็มท่ีแล้วจะออกดอก และอาศัยดอกในการ สืบพนั ธุ์ สว่ นประกอบของพืชดอกมักประกอบดว้ ย 4 โครงสรา้ งหลกั ดงั นี้ (ภาพที่ 13.1) 1. กลีบเล้ียง ทาหนา้ ทห่ี ่อหุ้มสว่ นของดอกในขณะทย่ี ังตมู อยู่ เพื่อปอ้ งกนั อันตรายจากแมลง จานวนกลีบเลี้ยงมักสัมพันธ์กับจานวนกลีบดอก วงกลีบเลี้ยงแต่ละกลีบเรียกว่า กลีบเลี้ยง (sepals) สีมักไม่ ฉดู ฉาด หรือมีสีสันเหมือนกลีบดอก กลีบอาจแยกกัน (aposepalous) หรือเชื่อมกัน (synsepalous) พืชบาง วงศม์ ีกลบี เล้ียงเปล่ียนแปลง เช่น วงศ์ทานตะวัน (Asteraceae) กลีบเลี้ยงลดรูปเป็นเส้นขน เรียกว่า แพปพัส

~ 128 ~ (papus) ช่วยในการกระจายพนั ธ์ พืชสกุล Musseandra วงศเ์ ข็ม (Rubiaceae) มีหนง่ึ กลีบเปลี่ยนแปลงคล้าย กลบี ดอก เรยี กวา่ petaloid calyx เปน็ ตน้ ดอกไม้บางกลุม่ มีช้นั พเิ ศษ เชน่ วงศ์ดอกรกั (Asclepiadaceae) และบางสกุลของวงศ์โมก (Apocynaceae) มีช้ันพิเศษอยรู่ ะหว่างกลีบดอกและเกสรเพศผู้ เรยี กว่า โคโรนา (corona) วงกลีบเลย้ี งของ ดอกเทยี น (Impatiens) กลบี เล้ียงเช่อื มกนั คลา้ ยกระเปาะทกี่ ้นกระเปาะมีรยางค์ย่ืนออกมาเป็นทเ่ี กบ็ นา้ หวาน เรียกวา่ เดือย (spur) 2. กลบี ดอก ทาหนา้ ทหี่ ่อหุ้มเกสร มกั มีสสี ันสวยงาม หรือมกี ล่ินหอม เพือ่ ช่วยล่อแมลงให้มาผสม เกสร จานวนกลีบดอกมคี วามแตกต่างกันในพืชแต่ละกลุ่ม วงกลีบดอกอาจมีช้ันเดียวหรือหลายช้ัน และมีสีสัน สวยงาม แต่ละกลีบ เรียกว่า กลีบดอก (petal) ในกรณที ดี่ อกมชี ้ันเดยี วหรอื มกี ลบี เล้ียงและกลีบดอกแยกกันไม่ ชัดเจน จะเรียกว่า วงกลีบรวม (perianth) แต่ละกลีบของวงกลีบรวม เรียกว่า กลีบรวม (tepal) พบในวงศ์ กาฝาก (Loranthaceae) วงศ์บานไม่รู้โรย (Amaranthaceae) วงศ์ผักหวาน (Opiliaceae) เป็นต้น ดอกที่มี กลบี ดอกแยกกนั (apopetalous) พบในวงศส์ ้ม (Rutaceae) วงศ์อง่นุ (Vitaceae) วงศพ์ ทุ รา (Rhamnaceae) เป็นต้น ส่วนกลีบดอกเชื่อมกัน (sympetalous/synpetalous) เช่น พบในอันดับ Lamiales รูปร่างของกลีบ ดอกหลายแบบ สามารถนามาจาแนกกลุ่มพชื ได้ 3. เกสรเพศเมีย ทาหน้าท่ีสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย มักอยู่ตรงกลางดอกเสมอ ประกอบด้วย รังไข่ ก้านเกสร และยอดเกสร ภายในรงั ไม่มีออวุล (ออวลุ ) เป็นอบั เมกะสปอร์ (megasporangium) ที่ห่อหุ้มแกมีโท ไฟต์เพศเมีย (megagametophyte หรอื female gametophyte) หรอื ถุงเอม็ บริโอ โดยที่ภายในถุงเอ็มบริโอ น้ีมเี ซลล์ไข่ ทห่ี ่อหุม้ ดว้ ยนิวเซลลสั (nucellus) และผนงั ออวลุ (integument) อาจมีหน่ึงหรอื สองช้ัน ออวุลเม่ือ จะพฒั นาเป็นเมลด็ ตอ่ ไป ตรงปลายออวุลมีช่องเปิดที่เรียกว่า ไมโครไพล์ (micropyle) จานวนออวุลพืชแต่ละ ชนดิ มคี วามแตกต่างกนั ซึ่งพืชบางกลมุ่ สามารถนามาจัดจาแจกกลมุ่ ได้ ภาพท่ี 13.1 โครงสร้างดอก (ดดั แปลงจาก Simpson, 2006: 123)

~ 129 ~ โครงสรา้ งออวุล ออวลุ เป็นโครงสร้างทปี่ ระกอบด้วย (ภาพท่ี 13.2) 1. นิวเซลลัส (nucellus) เป็นเนื้อเยื่อหุ้มถงุ เอ็มบริโอท่ีกาลังพัฒนาอยูข่ า้ งใน หรอื ผนังของอับเม กะสปอร์ (megaspore) หรืออาจถือว่านิวเซลลัส คอื อบั เมกะสปอร์ 2. ผนังออวลุ (integument) เป็นช้ันหุ้มอบั เมกะสปอร์ ผนงั ออวุลนอ้ี าจจะมีเพยี งชั้นเดียว (unitegmic) หรอื สองช้ัน (bitegmic) เมือ่ เจรญิ ต่อไปผนังออวุลจะพฒั นาเปน็ เปลอื กเมลด็ (seed coat) 3. กา้ นออวลุ (funiculus/fanicle) เปน็ กา้ นทย่ี ดึ ผนงั ออวลุ ใหต้ ดิ กบั พลาเซนตา 4. ไมโครไพล์ (micropyle) เปน็ ชอ่ งเปิดที่ผนังออวลุ ตรงปลาย ช่องนม้ี ีไว้สาหรับให้หลอดเรณู เจรญิ เขา้ ไปหาออวลุ เพื่อผสมพนั ธ์ุ 5. ฐานออวุล (chalaza) เปน็ บริเวณที่ไมอ่ าจจะระบไุ ดช้ ดั เจน โดยท่ัวไป หมายถงึ บริเวณท่นี วิ เซลลสั ผนังออวลุ และก้านออวลุ มาพบกัน บรเิ วณนีอ้ ยู่ตรงข้ามไมโครไพล์ การจัดตัวหรือการเรียงของออวุลมี ความแตกต่างกันในพืชแต่ละกลุ่มเช่นกัน ซึ่งสามารถนามาแยกพืชออกเป็นกลุ่มๆได้ การจัดตัวของออวุลมี หลายแบบ ไดแ้ ก่ ออวลุ ตัง้ ตรง ออวุลควา่ และ ออวลุ แนวนอน เปน็ ต้น ภายในออวลุ มีเซลล์กาเนดิ เมกะสปอร์ (megasporocyte หรือ megaspore mother cell; 2n) ท่มี ีหนา้ ทส่ี ร้างเมกะสปอร์ (megaspore) เพอื่ พรอ้ มกับการผสมพนั ธุ์ 4. เกสรเพศผู้ ทาหน้าที่สร้างเซลล์สบื พันธเ์ุ พศผู้ จานวนเกสรเพศผู้มีความแตกต่างกันในพืชใบเลี้ยงคู่ พืชบางกลุ่มมีจานวนเกสรเพศผู้น้อยกว่า เท่ากับหรือมี จานวนมากกวา่ กลบี ดอก หรอื พชื บางกลมุ่ เกสรเพศผูล้ ดรปู เกสรเพศผู้อาจติดกับฐานรองดอก ติดกับกลีบดอก หรอื ตดิ กับหลอดกลีบดอก เกสรเพศผู้ประกอบดว้ ยโครงสร้างสองส่วน ได้แก่ ก้านชูเกสร (filament) และส่วน อบั เรณู (anther) ภายในอบั เรณูประกอบดว้ ยละอองเรณจู านวนมากที่ถูกสร้างข้ึนสาหรับผสมกับเกสรเพศเมีย พชื บางชนิดมเี กสรเพศผูท้ เ่ี ป็นหมนั หรือลดรปู ไป เรยี กเกสรเพศผแู้ บบน้ีว่า staminode ภาพที่ 13.2 ชนดิ ของออวุล (ท่มี า: Simpson, 2006: 446)

~ 130 ~ วงจรชีวติ พืชดอกมีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ (Alternation of two generations) ระหว่างชั่วรุ่น สปอโรไฟต์ (sporophyte) ที่มีจานวนโครโมโซมสองชุด (2n) และแกมีโทไฟต์ (gametophyte) ท่ีมีจานวนโครโมโซมชุด เดยี ว (n) วัฏจกั รชวี ิตของพืชดอกสว่ นใหญ่ สปอโรไฟต์ มีจานวนโครโมโซมสองชุดจะเด่นกว่าชั่วรุ่นท่ีมีจานวน โครโมโซมชุดเดยี ว เมื่อเจริญเต็มที่มีการสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ในดอก ไมโครสปอร์ ในพืชดอกมีการสร้างสปอร์ สองชนิดเช่นกัน คือไมโครสปอร์ (microspores) และเมกะสปอร์ (megaspores) ไมโครสปอร์จะพัฒนาเป็น แกมีโทไฟต์เพศผู้ (microgametophyte หรือ male gametophyte) ดังนั้น การเกิดไมโครสปอร์ จึงเป็น ขบวนการสร้างไมโครสปอร์ ที่เกิดข้ึนในอับไมโครสปอแรงเจียม (microsporangium) หรืออับเรณูของเกสร เพศผู้ (ภาพที่ 13.3) ภาพที่ 13.3 วงจรชีวติ ของพชื ดอก (ทีม่ า: Campbell & Reece, 2009: 627)

~ 131 ~ กระบวนการสืบพันธ์ุของพืชดอกเร่ิมมีการสร้างละอองเรณู (sporogenesis) และการผลิตเซลล์ สบื พนั ธเ์ุ พศผู้ (gametogenesis) ละอองเรณู สรา้ งข้ึนภายในถุง pollen sac ของอับเรณู (anther) ซึ่งมัก มี 4 ห้อง ประกอบด้วยเซลล์แม่ของละอองเรณู (microspore mother cell หรือ microsporocyte) มี จานวนโครโมโซม 2 ชุด (2n) เจริญมาจากชั้นสปอร์ปฐมภูมิ (primary sporogenous layer) ช้ันผนัง อับไมโครสปอร์เจรญิ มาจากชน้ั ข้างผนังปฐมภูมิ (primary parietal layer) ซ่ึงจะพัฒนาต่อได้ชั้นเอนโดทีเซียม (endothecium) ถดั จากชั้น เอพเิ ดอร์มสิ ชั้นนีม้ ักมชี ้ันเดียว แต่พืชบางชนิดอาจมีหลายชั้น ที่มีบทบาทช่วยให้ อบั เรณูแตกตามยาว ตามขวาง เป็นรูตรงปลาย หรอื แบบฝาเปดิ ชัน้ กลางและชั้นเทพตี มั (tapetum) เป็นชั้นใน สุดมักมีชั้นเดียวเช่นกัน เซลล์มีไซโทพลาสซึมจานวนมากและมีนิวเคลียสชัดเจน และเป็นช้ันที่ให้อาหารกับ เนือ้ เยื่อทีส่ รา้ งสปอร์ (sporogenous tissue) (ภาพที่ 13.4) ภาพที่ 13.4 ภาพตดั ขวางของอบั ละอองเรณู (ที่มา: Bhojwani et al., 2015: 15) 2. การสร้างไข่ (Egg) ของเซลลส์ บื พันธเ์ุ พศเมีย การสร้างเซลล์สีบพันธ์ุเพศเมียในพืชดอกเกิดข้ึนภายในรังไข่ (ovary) เมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ (megaspore mother cell) แบ่งเซลล์ให้เมกะสปอร์จานวน 4 เซลล์ แต่มีเพียง 1 เมกะสปอร์มีการขยาย ขนาดและแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิสต่อ 3 คร้ังด้วยกัน ทาให้เซลล์นี้มี 8 นิวเคลียส ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 4 นิวเคลียส ดังนี้ กลุ่มที่อยู่ตรงข้ามไมโครไพล์ (micropyle) มีนิวเคลียส 3 เซลล์ เรียกว่า แอนติโพแดล (antipodals) กลมุ่ บริเวณตรงกลางมนี ิวเคลียส 2 เซลล์ เรยี กว่าโพลาร์นิวเคลียส (polar nucleus หรือ polar nuclei ) กล่มุ ทางดา้ นไมโครไพล์มนี ิวเคลียส 3 เซลล์ ซึ่งมนี ิวเคลียสอันตรงกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าอันอ่ืนเป็น เซลล์ไข่ ( egg cell) อีก 2 เซลล์ที่ขนาบข้างเรยี กวา่ ซินเนอรจ์ ดิ (synergids) การสร้างไขห่ รือเซลล์สืบพันธ์ุเพศ

~ 132 ~ เมีย เมกะสปอร์ระยะนี้เรียกว่า ถุงเอ็มบริโอ (embryo sac) หรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย (female sametophyte) (ภาพที่ 13.5) ภาพที่ 13.5 การสร้างไข่ (egg) ของเซลลส์ บื พนั ธ์เุ พศเมีย A.-C. การเกิดการสรา้ งเมกะสปอร์ จากเมกะสปอร์ มาเทอรเ์ ซลล์ ใหเ้ มกะสปอร์จานวน 4 เซลล์ D. มีเพียง 1 เมกะสปอร์ และอกี 3 เซลล์สลายไป เซลล์เหล่านี้มชี ัน้ นิวเซลลัสหุ้มล้อมรอบ (ที่มา: Bhojwani et al., 2015: 72) 3. การถ่ายละอองเรณู (pollination) คอื การท่ีละอองเรณูไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมยี อาจเกดิ จากการถ่าย ละอองเรณตู า่ งดอกหรือขา้ มดอกกนั (cross-pollination) หรอื ตา่ งตน้ กนั 4. การปฏสิ นธิ (fertilization) คือ การทสี่ เปริ ม์ นิวเคลยี สเขา้ ไปผสมกับเซลลไ์ ข่ ซ่งึ เกดิ ขนึ้ ภายหลงั ทล่ี ะอองเรณู ไปตกลงบนยอดเกสรตวั เมยี โดยเซลล์ของละอองเรณยู ืดตวั ลงไปตามกา้ นชยู อดเกสรตัวเมยี (style) จนถึงเกสร ตัวเมยี แลว้ เข้าไปในรังไข่ (ovary) และถงุ เอ็มบรโิ อ นิวเคลยี สของละอองเรณอู ันหนงึ่ กับเซลลไ์ ข่ได้เป็นไซโกต และจะเจรญิ ไปเป็นเอ็มบริโอ อีกนวิ เคลยี สของละอองเรณจู ะรวมกบั โพลารน์ วิ เคลยี ส ได้เอ็นโดสเปริ ์มในเมลด็ ที่มีชดุ โครโมโซมเปน็ 3n (ภาพที่ 13.2) วัตถปุ ระสงค์ 1. เพ่ือบอกสณั ฐานวิทยาของดอกของดิวิชนั แอนโทไฟตา 2. เพอื่ เปรยี บเทยี บโครงสร้างดอกระหว่างพชื ใบเลย้ี งเด่ียวและใบเลี้ยงคูไ่ ด้ 3. เพอ่ื บอกโครงสร้างแต่ละสว่ นของดอกได้

~ 133 ~ อุปกรณ์และสารเคมี 1. พชื ที่ศกึ ษา ไดแ้ ก่ ดอกพืชใบเลี้ยงเด่ียวและใบเลีย้ งคู่ 2. ใบมดี โกน 3. กระจกสไลดแ์ ละกระจกปดิ สไลด์ 4. พู่กัน 5. น้ากลนั่ 6. สีซาฟรานิน โอ 10% 7. กลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบใชแ้ สง บทปฏิบัติการ วธิ ีการศกึ ษา 1. ให้นกั ศึกษาศกึ ษาโครงสร้างดอกของพืชใบเลย้ี งเดยี่ วและใบเลี้ยงคู่ พร้อมระบุสว่ นประกอบ ของดอก 2. วาดภาพประกอบพรอ้ มช้ีส่วนประกอบ 1. ให้นักศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างดอกของพืชใบเลยี้ งคู่และใบเลย้ี งเด่ยี วว่าเหมอื นหรือต่างกันอยา่ งไร --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 2. ให้นักศึกษาวาดโครงสร้างดอก พรอ้ มชสี้ ว่ นประกอบของออวุลของพชื ทีส่ นใจ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

~ 134 ~ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 4. ใหน้ ักศกึ ษาวาดโครงสร้าง พร้อมชี้ส่วนประกอบของอบั ละอองเรณแู ละรูปรา่ งอองเรณูของพชื ทส่ี นใจ --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- สรปุ ผลการศึกษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………. คาถามท้ายบท 1. นักศึกษาคดิ วา่ พชื แตล่ ะชนิดมโี ครงสรา้ งดอกเหมือนหรอื ต่างกนั หรือไม่ เพราะอะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. พชื ดอกมีโครงสรา้ งแตกต่างจากพชื กลมุ่ มเี มลด็ อ่ืนอยา่ งไรบา้ ง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

~ 135 ~ เอกสารอ้างองิ Bhojwani, S.S., Bhatngagar, S.P. & Dantu, P.K. (2015). The Embryology of Angiosperms 6t edition. Vikas publishing House PVT LTD, India. Campbell, N.A. & Reece, J.B. (2009). Biology 9thedition. Campbell: Pearson Benjamin Cummings. Simpson, M. (2006). Plant Systematic. Canada: Elsevier Academic Press.