๕๑ โดยใหผ้ หู้ ญิงนงั่ หวั เรือ ขากลบั ผหู้ ญิงจะเป็นฝ่ ายกรรเชียงเรือใหผ้ ชู้ ายนง่ั หวั เรือ เป็ นท่ีเขา้ ไดไ้ ด่วา่ ท้งั คูเ่ ป็นสามีภรรยาตามพฤตินยั แลว้ เม่ือแตง่ แลว้ ฝ่ ายชายจะตอ้ งเขา้ ไปอยบู่ า้ นฝ่ าย หญิง (อาภรณ์ อุกฤษณ์ ๒๕๕๔:๑๙๙) ปัจจุบนั ชาวเลบา้ นโตะ๊ บาหลิว จะมีพิธีแต่งงานท่ี คลา้ ยกบั คนไทยพ้ืนถ่ิน เริ่มต้งั แตห่ นุ่มสาวชอบพอกนั ใหผ้ ใู้ หญไ่ ปสู่ขอ มีสินสอดของ หม้นั มีงานเล้ียงในหมู่ญาติและคนรู้จกั งานเล้ียงจะข้ึนอยกู่ บั ฐานะของคูบ่ ่าวสาว บางคู่กม็ ี การกินเล้ียงที่บา้ น อาหารในงานเล้ียง เช่นปลาทอด น้าํ ชุบหยาํ แกงไก่ แกงหมู เป็นตน้ จะ มีพธิ ีรดน้าํ ใหพ้ ร โดยมีโตะ๊ หมอเป็นผทู้ าํ พธิ ี และญาติผใู้ หญ่ ชุดแตง่ งานของคู่บ่าวสาวก็ เป็นไปตามสมยั นิยม ช่วงอายขุ องการแตง่ งานจะอยทู่ ่ียส่ี ิบปี ข้ึนไป จะมีการแต่งงานงาน ระหวา่ งกลุ่มชาวเลดว้ ยกนั เองและตา่ งกลุ่ม และหลงั จากแต่งงานแลว้ การท่ีจะอยบู่ า้ นของ ฝ่ ายไหนก็ข้ึนอยกู่ บั สะดวกและสถานที่ทาํ งานของฝ่ ายน้นั ประเพณแี ลกเปลย่ี นสิ่งของและชิงเปรต ชาวเลจะนาํ ของทะเล เช่น ปลาเคม็ ปลา ยา่ ง ปะการัง ก้ลั ปังหา เปลือกหอย ไข่มุก กาํ ไลกระ ไปแลกกบั เส้ือผา้ อาหาร ของใชจ้ าํ เป็น กบั คนเมือง ในงานประเพณีสารทไทย หรือสารทเดือน ๑๐ โดยเดินทางไปล่วงหนา้ ๒ – ๓ วนั และร่วมพิธีชิงเปรต เพื่อเก็บขนมพอง ขนมลา ขา้ วปลาอาหาร ทและเงินท่ีชาวพุทธ นาํ ไปต้งั ไหวเ้ ปรต เพอ่ื นาํ ไปไหวบ้ รรพบุรุษ เพราะเชื่อวา่ ตอ้ งไปรับบุญาํ ม่เช่นน้นั วญิ ญาณ บรรพบุรุษจะอดอยาก (อาภรณ์ อุกฤษณ์ ๒๕๕๔:๑๙๗) ๗.๒.๑ พธิ ีกรรม พธิ ีศพ เม่ือมีสมาชิกในชุมชนเสียชีวติ จะก่อกองไฟไวห้ นา้ บา้ นผตู้ าย และจดั วาง อาหารไวห้ นา้ กองไฟตลอก ๓ วนั ๓ คืน ถา้ เสียชีวติ ในช่วงเชา้ จะฝังศพตอนเยน็ ถา้ เสียชีวติ หลงั เท่ียงวนั จะทาํ พธิ ีฝังในวนั รุ่งข้ึน ผูช้ ายจะช่วยกนั ทาํ โลง และมีการอาบน้าํ ศพ โดยโตะ๊ หมอจะอาบใหเ้ ป็นคนแรก ต่อดว้ ยญาติพี่นอ้ ง เพ่อื นบา้ น หลงั จากน้นั จะแต่งตวั ใหผ้ ูต้ าย และทาน้าํ มนั หอมก่อนบรรจุลงในโลงศพท่ีปูดว้ ยเส่ือ และใชผ้ า้ ขาวยาว ๙ ศอก คลุมบนศพ นาํ ขา้ วของเคร่ืองใชข้ องผูต้ ายใส่ไปในโลงศพดว้ ย แลว้ แห่ศพไปฝังยงั สุสาน เมื่อโตะ๊ หมอ ทาํ พิธี ญาติพนี่ อ้ งจะช่วยกนั กลบหลุมศพ และปลูกมะพร้าวท่ีมีหน่อไวป้ ลายเทา้ ศพ
๕๒ หลงั จากน้นั อีก ๓ วนั จะเล้ียงอาหาร ดบั กองไฟ และทาํ บุญผตู้ ายอีกคร้ัง ในพิธีแต่งเปลว (อาภรณ์ อุกฤษณ์ ๒๕๕๔:๒๐๑) ไหว้หวั เรือ ในอดีตประมาณยสี่ ิบกวา่ ปี ท่ีแลว้ เม่ือจะทาํ ตอนที่นาํ เรือเขา้ มาซ่อม หรือ เมื่อเรือชาํ รุด เช่น ทาสีใหม่ ตอกหมนั เรือ ก่อนซ่อมจะมีการทาํ นูหรีเล้ียงคน โดยมีความ เชื่อวา่ ถา้ มีคนมาร่วมงานบุญนูหรีมาก ก็จะทาํ ใหต้ อนออกไปหาสตั วน์ ้าํ จะไดม้ ากเช่นกนั อาหารท่ีจดั เล้ียงไดแ้ ก่ ขา้ ว หมี่ผดั เหนียวเหลือง ไก่ตม้ โดยมีโตะ๊ หมอเป็นผปู้ ระกอบ พิธีกรรมให้ พธิ ีแก้บน (แก้เหมรย) ชาวเลจะมีการแกบ้ น เพราะไดบ้ นบานศาลกล่าวกบั ส่ิงเหนือ ธรรมชาติที่ตนเคารพนบั ถือวา่ ใหต้ นเองและครอบครัวหายจากการเจบ็ ไขไ้ ดป้ ่ วย หรือ ประสบผลสาํ เร็จในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง ถา้ เป็ นไปเป็นตามท่ีไดข้ อหรือบนบานไว้ กต็ อ้ งมาแก้ บนตามท่ีไดพ้ ดู ไว้ เช่น บนวา่ ถา้ หายป่ วยจะจดั ใหม้ ีการแสดงราํ มะนา หรือถวายอาหารคาว หวาน ก็ตอ้ งมาทาํ ตามท่ีไดใ้ หพ้ นั ธะสัญญาไว้ ๑.๗.๓ คติ ควำมเช่ือ ตำนำน ความเชื่อเร่ือง “โตะ๊ ” หรือ “ดาโตะ๊ ” ซ่ึงเป็ นวญิ ญาณบรรพบุรุษ แฝงตวั อยรู่ ่าง ต่าง ๆ ของสัตว์ เช่น เสือ ปลา นก งู จอมปลวก กอ้ นหิน หรือสถานท่ี เป็ นตน้ ,ความเช่ือ เรื่องหา้ มคนที่เป็นแผลไปงานศพ เพราะจาํ ใหแ้ ผลเป่ื อยมากข้ึน, ความเชื่อเรื่องตดั ไมร้ ะกาํ หรือไมต้ ีนเป็ ดเพื่อใชใ้ นพิธีลอยเรือ หา้ มลบหลู่ส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ หา้ มพูดจาไม่ดี ,ความเชื่อเรื่อง คนที่คลอดลูกใหม่ ๆ ในขณะท่ีนอนอยไู่ ฟ หา้ มใหค้ นอื่นไปเหยยี บหรือสะดุดเทา้ ,หา้ ม ขา้ มเชือกหวั เรือจะทาํ ใหค้ ลอดยาก เป็นตน้ ตาํ นานโตะ๊ บุหรง เช่ือวา่ โตะ๊ บุหรง สิงสถิตยใ์ นตวั นก สามารถหา้ มฟ้าหา้ มฝนได้ จึงแกะสลกั รูปหวั นกไวบ้ นหวั เรือปลาจกั๊ , ตาํ นานโตะ๊ อาโฆฮ๊ เบอราตยั เดิมเป็นจอมปลวก และมีงูตวั ใหญเ่ ล้ือยมาขดเป็ นประจาํ เช่ือกนั วา่ โตะ๊ อาโฆฮ๊ เบอราตยั สิงสถิตยใ์ นตวั งู ชาวบา้ นหวั แหลมจึงสร้างศาลใหอ้ ยอู่ าศยั และเป็นศาลบรรพบุรุษ ทุกเดือน ๗ ก่อนทาํ นา ชาวเล ชาวจีน ชาวมุสลิมที่มีนาจะจดั งานฉลอง ปัจจุบนั ชาวเลยงั คงทาํ พิธีไหวศ้ าลและเวยี น
๕๓ ไมร้ ะกาํ ก่อนพธิ ีลอยเรือในเดือน ๖ และเดือน ๑๑ ,ตาํ นานกาํ เหนิดชาวเล, ตาํ นานชาวเลเขา้ แขก, ตาํ นานท่ารําปูเหล็กไฟ, ตาํ นานคลื่นเจด็ ลูกหรือ “รูมกั ตูโยะ”(อาภรณ์ อุกฤษณ์ ๒๕๕๔:๑๘๙ – ๑๙๓) ๑.๗.4 ศิลปะกำรแสดง รองแง็ง การร้องและราํ คลา้ ยคลึงกบั การเล่นรํามะนา บทเพลงจะขบั เป็นภาษา มลายกู ลาง เรียกวา่ ขบั แขก จะเร่ิมตน้ ดว้ ยเพลงลาฆูดูวอ จะเล่นเพลงอ่ืน ๆ ไปตามลาํ ดบั ปัจจุบนั บา้ นหวั แหลมมีคนขบั รองแง็งได้ ๑ คน เป็ นผชู้ าย อายปุ ระมาณ ๖๓ ปี และมีคนราํ รองแงง็ ได้ ๑ คน เป็ นผหู้ ญิง อายปุ ระมาณ ๕๗ ปี ปกติเวลามีงานจะร่วมกบั คนท่ีสังกะอู้ รำมะนำ เป็นการแสดงพ้ืนบา้ น ใชเ้ ล่นในพิธีกรรมตา่ ง ๆ เช่น พิธีลอยเรือ แต่ง เปลว พิธีแกบ้ น เคร่ืองดนตรีประกอบกว้ ย กลองรํามะนา ๒ – ๓ ใบ กลองทน ๒ ใบ ซอ หรือไวโอลิน ๑ ตวั อาจจะเพม่ิ ฉ่ิงหรือฉาบกไ็ ด้ ๑.๗.๕ ภูมปิ ัญญำท้องถ่นิ ภูมิปัญญาของชาวเลบา้ นหวั แหลมบาหลิวท่ีใชใ้ นการ ประกอบอาชีพ ไดแ้ ก่ การทาํ บูบูอีกดั (ไซปลา) การทาํ บูบูนุยฮ (ไซปลาหมึก) การทาํ ปูกยั จ ฮูรัก(อวนกงุ้ ) ภูมิปัญญาดา้ นการดูกระแสน้าํ ทิศทางลม การโคจรของดวงจนั ทร์และดวงดาว ภูมิปัญญาดา้ นหจั ถกรรม ไดแ้ ก่ การตอ่ เรือปลาจก๊ั การจกั สานฝาบา้ น เยบ็ จากมุง หลงั คาบา้ น จกั สานรากา (ตะกร้าหวายไวเ้ กบ็ หอย) ในอดีตเคยมีคนจกั สานเส่ือจาก เตย ปัจจุบนั ไมม่ ีแลว้ ภูมิปัญญาดา้ นการถนอมอาหาร เช่น ทาํ น้าํ พริกปลายา่ ง ปลาคว่ั เคร่ืองแกง ปลา เคม็ (ปลาแหง้ ) หน่อไมด้ อง สะตอดอง การทาํ กะปิ จากกุง้ เคยตวั เลก็ ๑.๗.๖ กำรละเล่น ในอดีตเมื่อส่ีสิบกวา่ ปี ที่แลว้ เด็กผหู้ ญิงชาวเลบา้ นหวั แหลมจะเล่น กระโดดกบ หมากขมุ หมากเกบ็ ลากกาบหมาก (เตาะหมาก) เล่นกระโดดยาง (กิงก่อง แกว้ ) ปี่ ซงั ขา้ ว เล่นขา้ วหุงเลียง แทะแทะ (โยนกอ้ นหิน) เด็กผชู้ าย ขวา้ งกระป๋ อง เล่นซ่อน
๕๔ แอบ เล่นตาํ รวจจบั ผูร้ ้าย เล่นยงิ ปื น ส่วน เด็กชาวเลบา้ นหวั แหลมปัจจุบนั มีการละเล่นตาม สมยั นิยมเหมือนคนทว่ั ไป เช่น เล่นขายขา้ วแกง ขายก๋วยเต๋ียว ร้องเพลงเตน้ ราํ เล่นเป็นครู สอนเดก็ เล่นตุก๊ ตา ส่วนเดก็ ผชู้ าย เล่นน้าํ ข่ีคอกระโดด เล่นยงิ ปื น ตกเบด็ เป็ นตน้ ๑.๗.๗ วถิ ชี ีวติ ทอ่ี ย่อู ำศัย ชาวเลบา้ นหวั แหลม จะสร้างท่ีพกั อาศยั เป็นกลุ่มใกล้ ๆ กนั เป็นบา้ น ช้นั เดียวยกพ้นื เต้ีย ๆ หลงั ไมใ่ หญ่ โครงสร้างบา้ นทาํ ดว้ ยไมก้ ลม ฝาไมไ้ ผข่ ดั แตะ ปัจจุบนั บา้ นท่ีอยบู่ นเนินเปล่ีนเป็นบา้ นก่ออิฐถือปูน หลงั คามุงสงั กะสี ส่วนบา้ นที่อยรู่ ิมฝ่ังทะเล เป็นบา้ นช้นั เดียว เสาบา้ นจะยนื่ ลงไปในทะเล พ้ืนบา้ นยกสูงเหนือระดบั น้าํ ทะเล กำรแต่งกำย ในอดีตชาวเลบา้ นหวั แหลมจะแตง่ กายดว้ ยเส้ือผา้ ไมม่ ากชิ้น ผชู้ าย นุ่งผา้ ขาวมา้ ผนื เดียว หรือกางเกงชาวเลผา้ ขาวมา้ คาดเอว ไม่สวมเส้ือ ผหู้ ญิงเสลาอยบู่ า้ นจะ นุ่งผา้ กระโจมอก ไมส่ วมเส้ือ ถา้ ออกไปขา้ งนอกจะสวมเส้ือและนุ่งผา้ ปาเตะ๊ สีสด ๆ ปัจจุบนั ชาวเลส่วนใหญ่แต่งกายตามสมยั นิยม ผชู้ ายใส่เส้ือยดื กางเกงยนื ส์ ส่วนผหู้ ญิงใส่ เส้ือผา้ ตามแฟชนั่ สีสดใส แต่งหนา้ ยอ้ มสีผม และชอบใส่ เครื่องประดบั ส่วนชาวเลสูงวยั ผชู้ ายถา้ อยกู่ บั บา้ นจะนุ่งผา้ ขาวมา้ หรืกางเกงชาวเล ไมส่ วมเส้ือ ส่วนผหู้ ญิงถา้ อยกู่ บั บา้ นจะ นุ่งผา้ ปาเตะ๊ สวมเส้ือ กำรรักษำโรค ชาวเลมีความเช่ือวา่ การเจบ็ ป่ วย เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติหรือผี บรรพบุรุษ ถา้ เจบ็ ไขเ้ พียงเล็กนอ้ ยกจ็ ะรักษาเองดว้ ยสมุนไพร หรือใหโ้ ตะ๊ หมอรักษา และ ทาํ น้าํ มนต์ ปัจจุบนั ชาวเลเขา้ ถึงการรักษาโรคแผนปัจจุบนั มากข้ึน แตก่ ารรักษาโรคแบบ พ้ืนบา้ นก็ยงั คงมีใชค้ วบคูไ่ ปกบั การรักษาแผนปัจจุบนั เช่น เด็กเจบ็ ไขเ้ ล็กนอ้ ย ปวดทอ้ ง หรือเป็นชนั ตุ จะรักษาเองดว้ ยการเค้ียวหมากพลู หรือใบไมพ้ อกลงไปตรงที่เจบ็ , ทอ้ งสัย จะเค้ียวยอดออ่ นของใบฝรั่ง,ปวดทอ้ ง ทอ้ งอืด ทอ้ งเฟ้อ ใชม้ ือรมควนั ไฟจากตะเกียง น้าํ มนั กา๊ ดแลว้ เอาไปโปะท่ีทอ้ งเด็ก เป็ นตน้ อำหำร ในอดีตชาวเลบา้ นหวั แหลมจะมีอาหารทะเลเป็นอาหารหลกั ประเภท กุง้ หอย ปลา ปู ก้งั ปลาหมีก และเพรียงทะเล นาํ มาตม้ ยา่ ง เผา หรือกินสด ๆ เช่น หอยติเตบ
๕๕ (หอยนางรมตวั เลก็ ) ยาํ หอยติเตบกินกบั น้าํ ชุบเคย หอยติเตบผดั หมี่หุน แกงกะทิหมี่หุนกบั หอยติเตบ ขา้ วมนั หอยติเตบเผา ปลากระเบนยา่ ง ปลากระเบนตม้ เกลือ ปลาฉลามหนูยา่ ง ปลาฉลามหนูตม้ เกลือท้งั หนงั ปัจจุบนั จะปรุงอาหารหลากหลายประเภท เช่น แกงส้มปลา ปักเป้า (มีหนามยาวๆ) แกงควั่ ปลาปักเป้า(มีหนามเลก็ ๆ ) ควั่ ปลายา่ ง แกงส้ม ปลากระเบน ผดั เผด็ น้าํ ชุบเคย ปลากระเบนแกงกะทิ เคี่ยวปลากระเบน เค่ียวปลาพอง (ปลาเน่า) ปลา ทอด แกงไก่ แกงหมู แกงกะทิหอยโหละ หอยตาววั และหอยเวยี น หอยเตาเขม็ ตม้ กะทิ หรือแกงกะทิ ยาํ หอยโข่งใส่มะพร้าวควั่ เป็นตน้ ส่วนขนมหวาน ไดแ้ ก่ มนั ตน้ ตม้ น้าํ ตาล มนั ตน้ ตม้ คลุกมะพร้าวน้าํ ตาลทราย ตม้ บวดมนั (สวา้ นาแนะ) ตม้ บวดเผอื ก มนั เช่ือม เผือกเชื่อม ขา้ วโพดตม้ คลุกน้าํ ตาลและเกลือ ๓.๗.๘ กำรประกอบอำชีพ ชาวเลจะมีเรือประมงเป็นของครอบครัว เคร่ืองมือประมงท่ีชาวเล ใชใ้ นการประกอบาชีพ ไดแ้ ก่ ไซปลา ไซปลาหมึก อวนปู อวนกุง้ อวนปลา อวนจบั กุง้ เคย (อวนลอ้ ม) ซ่ึงเครื่องมือแต่ละชนิดสามารถใชห้ มุนเวยี นกนั ไปตลอดฤดูกาล ปัจจุบนั ชาวเลหนั มาประกอบอาชีพอื่น ๆ ไดแ้ ก่ คา้ ขาย ลูกจา้ งหน่วยงานราชการ รับจา้ งทว่ั ไป เช่น แบกหาม ทาํ สวน ดายหญา้ ก่อสร้าง พนกั งานเสิร์ฟ แมบ่ า้ นในรีสอร์ทและโรงแรม เป็นตน้ ๓.๗.๙ สภำพปัญหำอปุ สรรค ชาวเลบา้ นหวั แหลมมีปัญหาดา้ นที่ดินบางส่วนยงั ไมม่ ีเอกสาร สิทธ์ิ ติดเขตกรมเจา้ ทา่ ปัญหาดา้ นพ้นื ท่ีทางจิตวญิ ญาณ ปัญหาเร่ืองการทาํ มาหากินและการ เขา้ ถึงทรัพยากร เพราะถูกจบั จอง ครอบครอง และประกาศเป็นพ้ืนท่ีคุม้ ครอง ปัญหาเก่ียวเนื่อง กบั การศึกษาเรียนรู้ ท่ีจะสนบั สนุนการศึกษาในระดบั ท่ีสูงข้ึน และสนบั สนุนอาชีพท่ีต่อ ยอดจากความรู้และทกั ษะท่ีมีอยู่ ปัญหาการขาดความมนั่ ใจและภูมิใจในวถิ ีวฒั นธรรมด้งั เดิม เช่น ศิลปะการแสดง การสืบทอดภาษาอุรักลาโวย๊ เป็ นตน้ บ้ำนในไร่ เป็นกลุ่มชาวเลที่อพยพมาจากบา้ นบ่อแหน ซ่ึงเป็นที่อยดู่ ้งั เดิมของบรรพบุรุษ ตอ่ มามีนายทุนเขา้ มาขอสัมปทานป่ าชายเลนเพอ่ื ทาํ นาํ ไมโ้ กงกางไปเผาถ่าน ทาํ ใหม้ ีคนจาก ภายนอกเขา้ มาอาศยั ทาํ กินในพ้ืนที่บา้ นบอ่ แหนเป็ นจาํ นวนมาก ทาํ ใหช้ าวเลกลุ่มน้ีอพยพ
๕๖ ออกมาอยทู่ ี่บา้ นในไร่และบริเวณศาลเจา้ โตะ๊ บาหลิว ที่บา้ นในไร่ทางราชการไดจ้ ดั สรรท่ีดินให้ ชาวเลครอบครัวละ ๔ ไร่ เพ่ือเป็นท่ีอยอู่ าศยั และมีทะเบียนบา้ น บ้านคลองดาว เป็นอีกพ้ืนที่ท่ีชาวเลอพยพมาจากบา้ นบอ่ แหน เช่นเดียวกบั ท่ีบา้ นโตะ๊ บา หลิว ในบา้ นในไร่ ดว้ ยเหตุผลเดียวกนั มาสร้างบา้ นพกั อาศยั บริเวณบา้ นคลองดาว บ้านหัวแหลม หรือบา้ นหวั แหลมกลาง หมูท่ ่ี ๗ ตาบลเกาะลนั ตาใหญ่ บา้ นหวั แหลมกลาง เป็นพ้นื ท่ีแรกสุดท่ีชาวเลตดั สินมาต้งั รกรากบนพ้นื ดินท่ีเกาะลนั ตา และยงั เป็นชุมชนด้งั เดิมท่ีมี ชาวเลอูรักลาโวย้ รวมตวั กนั มากที่สุด เพราะบา้ นหวั แหลมเป็นสถานท่ีที่ใชป้ ระกอบพิธีกรรม สาคญั ของชาวเล บ้านสังกะอู้ สังกาอู้ มีความหมายวา่ ปลากระเบนราหู ซ่ึงชาวเลท่ีสงั กาอูเ้ ช่ือวา่ แต่เดิมที่ พวกเขายงั อาศยั อยใู่ นทะเล มีปลากระเบนราหูตวั หน่ึงไดน้ าทางใหพ้ วกเขามายงั เกาะลนั ตา และ ทาใหต้ ้งั ถ่ินฐานถาวรมาจนถึงปัจจุบนั มีกอ้ นหิน ที่เรียกกนั วา่ “หินเหงือก” ท่ีชาวบา้ นนบั ถือ ศรัทธา วา่ เป็นที่สถิตของปลา กระเบนราหูตวั น้นั และเป็ นเจา้ แห่งทอ้ งทะเล ชาวเลจึงขนาน นามวา่ “โตะ๊ อีสักกาอู”้ โดยชาวเลจะนาธงแดงไปปักเป็นสญั ลกั ษณ์ไวท้ ่ิกองหิน และเพื่อ แสดงความเคารพ
๕๗ ปาตยั ซาตกั๊ หรือเกาะลนั ตาเป็ นแผน่ ดินแห่งแรกที่ชาวเลอูรักลาโวย้ เขา้ มาต้งั ถิ่นฐาน ก่อน จะแยกยา้ ยถ่ินฐานไปยงั ท่ีอื่น ๆ เช่น เกาะจาํ เกาะพีพี เกาะสิเหร่ หาดราไวย์ เกาะอาดงั เกาะหลี เป๊ ะ กลุ่มชาวเลจึงถือวา่ เกาะลนั ตาคือเมืองหลวงของพวกเขา (นฤมล ขนุ วชี ่วย : ๑-๒) (ตอ่ ดว้ ยคลองดาว) ๑.๒ ประวตั คิ วำมเป็ นมำของกลุ่มชำติพนั ธ์ุชำวเลบ้ำนคลองดำว ชาวเลอูรักลาโวย้ บา้ นคลองดาว เดิมอาศยั อยบู่ ริเวณบา้ นบอ่ แหนมาต้งั แต่บรรพบุรุษ ต่อมามีนายทุนเขา้ มาขอสัมปทานพ้ืนท่ีป่ าชายเลนเพื่อตดั ไมโ้ กงกางนาํ ไปเผาถ่าน ทาํ ให้มี บุคคลภายนอกเขา้ มาอาศยั อยใู่ นพ้ืนท่ีบา้ นบอ่ แหนมากข้ึน ชาวเลอูรักลาโวย้ จึงเคล่ือนยา้ ย ออกมาอยู่ ณ สถานท่ีแห่งใหม่ เพราะความรักสงบ และไมช่ อบอยรู่ ่วมกบั คนต่างวฒั นธรรม จึง ไดอ้ พยพออกมาอยทู่ ่ีบา้ นคลองดาว บา้ นในไร่และบริเวณศาลเจา้ โตะ๊ บาหลิว ชาวเลบา้ นคลอง ดาว ส่วนใหญ่ใชน้ ามสกุลชา้ งน้าํ ซ่ึงเป็นนามสกุลพระราชทาน ๑.๒ ทตี่ ้งั แหล่งทอ่ี ยู่อำศัย บา้ นคลองดาว หมู่ท่ี ๓ ตาํ บลศาลาด่าน อาํ เภอเกาะลนั ตา จงั หวดั กระบ่ี ๑.๓ พืน้ ทที่ ำกนิ ชาวเลบา้ นคลองดาวมีเส้นทางลงไปยงั ชายหาดเส้นทางเดียว พ้ืนท่ีทาํ ประมงอยใู่ นเขต เกาะหา้ เกาะยงุ เกาะไผ่ เกาะพพี ี แหลมตง เกาะหมา เกาะจาํ เกาะปู เกาะร่าปู เกาะ กาํ เกาะปอ ในเขตจงั หวดั กระบ่ี เกาะไหง เกาะกระดาน เกาะเชือก เกาะมุก ปากเมง แหลมไทร จงั หวดั ตรัง และบริเวณปะการังเทียม ที่อยหู่ ่างจากบริเวณชายฝั่งของเกาะลนั ตาและเกาะจาํ ๔,๐๐๐ เมตร รวมถึงป่ าชายเลนใกลท้ ่ีอยอู่ าศยั ๑.๔ พืน้ ทท่ี ำงจิตวญิ ญำณ ไดแ้ ก่ ศาลโตะ๊ บาหลิว, ศาลโตะ๊ ลุดง, สุสานแหลมทุ่งยงู และ สุสานคลองดาว ๑.๕ จำนวนประชำกร มีชาวเลอยอู่ าศยั ประมาณ ๕๗ ครัวเรือน จาํ แนกไดด้ งั น้ี ชาย ๑๔๐ คน หญิง ๑๓๓ คน รวมเป็น ๒๗๓ คน
๕๘ ๑.๖ ภำษำ ภาษาชาวเลอูรักลาโวย้ ในบา้ นคลองดาว ที่ใชส้ ่ือสารในชีวติ ประจาํ วนั มีแต่ ภาษาพูดแตไ่ ม่มีภาษาเขียน มีคาํ ศพั ทท์ ่ีเขา้ ใจกนั เฉพาะกลุ่มแสดงถึงอตั ลกั ษณ์ของกลุ่มชาติพนั ธุ์ แบง่ เป็นหมวด ไดแ้ ก่ หมวดพชื ผกั เช่น ตีมอนนีกยั หมายถึง แตงโม เดียด หมายถึง ทุเรียน เตอบู หมายถึง ออ้ ย เป็นตน้ หมวดสัตวบ์ ก เช่น กรา หมายถึง ลิง กูตา หมายถึง มา้ เคอนมั หมายถึง กระตาย หมวดสตั วน์ ้าํ เช่น ซีโปยจ ตีเตะ หมายถึง หอยนางรมขนาดเลก็ อีกดั กากะ หมายถึง ปลา กระพง อูรัก หมายถึง กงุ้ เป็ นตน้ ๑.๗ วฒั นธรรม ๑.๗.๑ ประเพณี/เทศกำล ชุมชนชาวเลบา้ นในไร่ จะมีประเพณีที่สาํ คญั ของกลุ่ม เช่นเดียวกบั ชาวเลโตะ๊ บาหลิว และชาวเลบา้ นในไร่ เพราะอพยพมาจากที่เดียวกนั ไดแ้ ก่ ประเพณเี ปอตัดฌีไร้ (ประเพณีการแต่งเปลว) เป็ นการทาํ ความสะอาด บูรณะ ซ่อมแซม เปลวหรือสุสานที่ฝังศพ และหลุมศพของแตล่ ะครอบครัวแตล่ ะสายสกลุ พธิ ีจดั ใน วนั ข้ึน ๗ ค่าํ เดือน ๔ และวนั ข้ึน ๑๕ ค่าํ เดือน ๕ ของทุกปี หลงั จากท่ีครอบครัวทาํ ความ สะอาดสุสานและหลุมฝังศพเสร็จแลว้ โตะ๊ หมอจะเป็นผปู้ ระกอบพธิ ีบูชาบรรพบุรุษดว้ ยการ นาํ เครื่องเซ่นไหว้ และอาหาร ที่สมาชิกนาํ มาร่วมประกอบพิธี เม่ือเสร็จพิธีจะมีการ รับประทานอาหารร่วมกนั และร่วมสนุกดว้ ยการร้องราํ ทาํ เพลงจากวงราํ มะนา เพราะเช่ือกนั วา่ บรรพบุรุษจะมาร่วมสนุกกบั บรรดาลูกหลานดว้ ย ประเพณลี อยเรือ (อำรีปำจั๊ก) จดั ในช่วงวนั ข้ึน ๑๓ ค่าํ ถึงวนั แรม ๑ ค่าํ เดือน ๖ และ เดือน ๑๑ ตามปฏิทินจนั ทรคติ ระยะเวลาจดั งานเป็นเวลา ๓ วนั โดยมีข้นั ตอนพิธีกรรม สรุป ได้ ดงั น้ี วนั ข้ึน ๑๓ ค่าํ ผหู้ ญิงจะเตรียมทาํ ขนมบวั ลอย ๗ สี เพ่ือใชใ้ นพธิ ี ผชู้ ายจะสร้างท่ี พกั ชว่ั คราวในบริเวณลานพิธี และจะไปรวมตวั กนั ที่ศาลเจา้ โตะ๊ บาหลิว เพ่ือเซ่นไหว้ บอก กล่าว และเชิญใหบ้ รรพบุรุษมาร่วมในงานพธิ ี วนั ข้ึน ๑๔ ค่าํ ผชู้ ายจะเดินทางไปตดั ไมต้ ีนเป็ดมาทาํ “เรือปลาจก๊ั ” และไมร้ ะกาํ มาทาํ “ตุก๊ ตาไม”้ เมื่อไดไ้ มม้ าแลว้ กจ็ ะมีพิธีแห่รอบศาลเจา้ โตะ๊ บาหลิว ก่อนจะนาํ ไป
๕๙ ประกอบเป็นเรือปลาจกั๊ ท่ีมีความยาวประมาณ ๔ เมตร หรือมากกวา่ น้นั พร้อมท้งั ตกแตง่ เรือ ใหส้ วยงาม ช่วงบา่ ยจะมีการแห่เรือมายงั สถานที่ประกอบพธิ ีกรรม จากน้นั ชาวเลจะนาํ อาหารและสิ่งของตา่ ง ๆ เช่น ขา้ วเปลือก ขา้ วสาร กะปิ เกลือ ไมข้ ีดไฟ หมาก พลู ใบจาก เงิน เล็บผม เป็นตน้ รวมท้งั ตุก๊ ตาไมร้ ะกาํ แกะสลกั ตา่ งตวั เทา่ กบั จาํ นวนคนในบา้ น ใส่ลงไปใน เรือปาจก๊ั ส่วนผหู้ ญิงจะเตรียมขนม ๗ สี ท้งั สุกและดิบ ขา้ วเหนียว ๗ สี หมาก พลู ใบจาก ยา เส้น ไก่ยา่ ง ไข่ไก่ดิบ กาํ ยาน ขา้ วตอก เทียน เงิน เคร่ืองใชไ้ มส้ อยและของจาํ เป็นอื่น ๆ เพือ่ ใชใ้ นพิธีบวงสรวงวญิ ญาณบรรพบุรุษในเวลาประมาณส่ีโมงเยน็ โดยมีโตะ๊ หมอเป็นผู้ ประกอบพิธีกรรม ตกกลางคืน ประมาณ ๑ ทุ่ม จะมีการฉลองเรือดว้ ยดนตรีและเพลง รํามะนา วนั ข้ึน ๑๕ ค่าํ เชา้ มืด ชาวเลจะมารวมตวั กนั เพ่อื นาํ เรือลอยออกไปจากฝ่ัง เม่ือนาํ เรือ ลอยออกไปจากหมู่บา้ นไกลพอสมควรแลว้ ก็ปล่อยเรือลงน้าํ และเดินทางกลบั โดยมีขอ้ แมว้ า่ หา้ มหนั กลบั ไปมองเรือปลาจก๊ั อีก ช่วงบ่ายผชู้ ายจะไปตดั ไมแ้ ละหาใบกะพอ้ เพอ่ื ท ไมป้ าดกั๊ หรือไมก้ นั ผี และตอนกลางคืนก็จะมีพธิ ีฉลองเหมือนคืน ๑๔ ค่าํ พอใกลส้ วา่ ง โตะ๊ หมอจะทาํ พิธีเสกน้าํ มนต์ ทาํ นายโชคชะตา และสะเดาะเคราะห์ใหค้ นท่ีเขา้ ร่วมพธิ ี ก่อนจะอาบน้าํ มนต์ และแยกยา้ ยกนั กลบั บา้ น พร้อมกบั นาํ ไมป้ าดก๊ั ไปปักรอบบริเวณ หมูบ่ า้ น หลงั พธิ ีลอยเรือหา้ มทุกคนออกทะเลในหน่ึงวนั ประเพณีลอยเรือปลาจก๊ั จดั ข้ึนเพอ่ื ลอยเคราะห์และส่งวญิ ญาญบรรพบุรุษกลบั ไป”ฆู นุงฌีไร” (ภูเขาตน้ ไทร ในรัฐไทรบุรี ประเทศสหพนั ธรัฐมาเลเซีย) ซ่ึงชาวเลเชื่อวา่ เป็น ดินแดนศกั ด์ิสิทธ์ิท่ีบรรพบุรุษเคยอยอู่ าศยั และชาวเลตอ้ งทาํ พิธีลอยเรือ “ปลาจก๊ั ” เพ่ือเซ่น สรวงทุกคร้ังที่ลมมรสุมพดั เปล่ียนทิศทาง และประเพณีน้ียงั ทาํ ใหญ้ าติพ่ีนอ้ งที่อยูต่ ่างถิ่น ตา่ งทิศไดม้ ีโอกาสพบปะกนั องคป์ ระกอบในงานประเพณีลอยเรือ ไดแ้ ก่ พธิ ีบูชาเซ่นไหวบ้ อกกล่าวหลาโตะ๊ (ศาล บรรพบุรุษ) แห่ไม้ การต่อเรือ แห่เรือ พธิ ีทาํ น้าํ มนตแ์ ละอาบน้าํ มนต์ การสะเดาะเคราะห์ ปัดเป่ าสิ่งชวั่ ร้ายใหอ้ อกไปจากชุมชน หมดทุกขโ์ ศกโรคภยั และมีโชคลาภในการทาํ มาหา กิน
๖๐ ประเพณแี ต่งงำน ในอดีตหนุ่มสาวชาวเลจะแต่งงานอายปุ ระมาณ ๑๔ – ๑๘ ปี และมีพิธีสู่ขอหม้นั หมาย โดยผใู้ หญ่ฝ่ ายชายจะไปขอถึง ๓ คร้ัง ถา้ ตอบรับก็จะไปขอหม้นั หรือ “ปากยั ตูนงั ก่อนแตง่ ๓ วนั ฝ่ ายชายจะตอ้ งอาสาทาํ งานบา้ นผหู้ ญิง เช่น หาน้าํ ผา่ ฟื น เป็นตน้ วนั แตง่ งานขบวนแห่จะใหเ้ จา้ บา่ วข่ีคอเดินวนซา้ ยรอบบา้ นเจา้ สาว ๓ รอบ ก่อน ยา่ งเขา้ ประตูบา้ นผใู้ หญฝ่ ่ ายเจา้ สาวจะถามวา่ มีเรือไหม มีแหไหม มีฉมกไหม เจา้ บ่าวตอบ วา่ “มี” กจ็ ะมีคนลา้ งเทา้ ใหก้ ่อนขา้ มเขา้ ธรณีประตู เพอ่ื นเจา้ บา่ วจะนาํ เส่ือและหมอนไปวาง ในหอ้ งเจา้ สาว เจา้ ถามจะประแป้งใหแ้ ขกท่ีมาร่วมงาน วนั รุ่งข้ึนพ่อแมแ่ ละญาติพ่ีนอ้ งจะ ส่งตวั เจา้ บา่ วเจา้ สาวลงเรือไปผจญภยั ตามเกาะตา่ ง ๆ โดยมีขา้ วสาร น้าํ จืด เครื่องมือจบั ปลา ไปดว้ ย เพือ่ พสิ ูจน์วา่ ฝ่ ายชายจะสามารถเล้ียงดูภรรยาไดข้ าไปผชู้ ายจะเป็ นคนกรรเชียงเรือ โดยใหผ้ หู้ ญิงนงั่ หวั เรือ ขากลบั ผหู้ ญิงจะเป็นฝ่ ายกรรเชียงเรือใหผ้ ชู้ ายนง่ั หวั เรือ เป็ นที่เขา้ ไดไ้ ด่วา่ ท้งั คู่เป็นสามีภรรยาตามพฤตินยั แลว้ เมื่อแตง่ แลว้ ฝ่ ายชายจะตอ้ งเขา้ ไปอยบู่ า้ นฝ่ าย หญิง (อาภรณ์ อุกฤษณ์ ๒๕๕๔:๑๙๙) ปัจจุบนั ชาวเลบา้ นโตะ๊ บาหลิว จะมีพิธีแต่งงานท่ี คลา้ ยกบั คนไทยพ้ืนถ่ิน เริ่มต้งั แตห่ นุ่มสาวชอบพอกนั ให้ผใู้ หญไ่ ปสู่ขอ มีสินสอดของ หม้นั มีงานเล้ียงในหมู่ญาติและคนรู้จกั งานเล้ียงจะข้ึนอยกู่ บั ฐานะของคู่บ่าวสาว บางคู่ก็มี การกินเล้ียงท่ีบา้ น อาหารในงานเล้ียง เช่นปลาทอด น้าํ ชุบหยาํ แกงไก่ แกงหมู เป็นตน้ จะ มีพธิ ีรดน้าํ ใหพ้ ร โดยมีโตะ๊ หมอเป็นผทู้ าํ พิธี และญาติผใู้ หญ่ ชุดแตง่ งานของคูบ่ า่ วสาวก็ เป็นไปตามสมยั นิยม ช่วงอายขุ องการแต่งงานจะอยทู่ ี่ยส่ี ิบปี ข้ึนไป จะมีการแตง่ งานงาน ระหวา่ งกลุ่มชาวเลดว้ ยกนั เองและต่างกลุ่ม และหลงั จากแตง่ งานแลว้ การท่ีจะอยบู่ า้ นของ ฝ่ ายไหนก็ข้ึนอยกู่ บั สะดวกและสถานที่ทาํ งานของฝ่ ายน้นั ประเพณสี ำรทเดือนสิบ ในอดีตชาวเลจะนาํ ของทะเล เช่น ปลาเคม็ ปลายา่ ง ปะการัง กลั ปังหา เปลือกหอย และกาํ ไลกระไปแลกเปล่ียนกบั เส้ือผา้ อาหาร ในวนั สารทไทยหรือ สารทเดือน ๑๐ ของชาวไทยพทุ ธ และร่วมประเพณีชิงเปรต เพ่ือเก็บขนมพอง ลา ขา้ วปลา อาหาร และเงิน เพื่อกลบั มาใหบ้ รรพบุรุษ เพราะชาวเลเช่ือวา่ ตอ้ งไปรับบุญเพื่อไมใ่ ห้ วญิ ญาณบรรพบุรุษอดอยาก โดยจะเดินทางไปก่อนถึงวนั สารทล่วงหนา้ ๒ – ๓ วนั
๖๑ ๗.๒.๑ พธิ ีกรรม พธิ ีศพ เมื่อมีสมาชิกในชุมชนเสียชีวติ จะก่อกองไฟไวห้ นา้ บา้ นผตู้ าย และจดั วาง อาหารไวห้ นา้ กองไฟตลอก ๓ วนั ๓ คืน ถา้ เสียชีวติ ในช่วงเชา้ จะฝังศพตอนเยน็ ถา้ เสียชีวติ หลงั เที่ยงวนั จะทาํ พธิ ีฝังในวนั รุ่งข้ึน ผูช้ ายจะช่วยกนั ทาํ โลง และมีการอาบน้าํ ศพ โดยโตะ๊ หมอจะอาบใหเ้ ป็นคนแรก ต่อดว้ ยญาติพ่ีนอ้ ง เพื่อนบา้ น หลงั จากน้นั จะแต่งตวั ใหผ้ ูต้ าย และทาน้าํ มนั หอมก่อนบรรจุลงในโลงศพท่ีปูดว้ ยเส่ือ และใชผ้ า้ ขาวยาว ๙ ศอก คลุมบนศพ นาํ ขา้ วของเครื่องใชข้ องผตู้ ายใส่ไปในโลงศพดว้ ย แลว้ แห่ศพไปฝังยงั สุสาน เม่ือโตะ๊ หมอ ทาํ พิธี ญาติพ่ีนอ้ งจะช่วยกนั กลบหลุมศพ และปลูกมะพร้าวที่มีหน่อไวป้ ลายเทา้ ศพ หลงั จากน้นั อีก ๓ วนั จะเล้ียงอาหาร ดบั กองไฟ และทาํ บุญผตู้ ายอีกคร้ัง ในพิธีแตง่ เปลว (อาภรณ์ อุกฤษณ์ ๒๕๕๔:๒๐๑) พธิ ีแก้บน (แก้เหมรย) ชาวเลจะมีการแกบ้ น เพราะไดบ้ นบานศาลกล่าวกบั ส่ิงเหนือ ธรรมชาติที่ตนเคารพนบั ถือวา่ ใหต้ นเองและครอบครัวหายจากการเจบ็ ไขไ้ ดป้ ่ วย หรือ ประสบผลสาํ เร็จในเรื่องใดเรื่องหน่ึง ถา้ เป็ นไปเป็นตามท่ีไดข้ อหรือบนบานไว้ ก็ตอ้ งมา แกบ้ นตามท่ีไดพ้ ูดไว้ เช่น บนวา่ ถา้ หายป่ วยจะจดั ใหม้ ีการแสดงราํ มะนา หรือถวายอาหาร คาวหวาน กต็ อ้ งมาทาํ ตามที่ไดใ้ หพ้ นั ธะสัญญาไว้ ๑.๗.๓ คติ ควำมเช่ือ ตำนำน ความเช่ือเร่ือง “โตะ๊ ” หรือ “ดาโตะ๊ ” ซ่ึงเป็ นวญิ ญาณบรรพบุรุษ แฝงตวั อยรู่ ่าง ต่าง ๆ ของสตั ว์ เช่น เสือ ปลา นก งู จอมปลวก กอ้ นหิน หรือสถานที่ เป็ นตน้ , ความเชื่อ เรื่องตดั ไมร้ ะกาํ หรือไมต้ ีนเป็ ดเพื่อใชใ้ นพิธีลอยเรือ หา้ มลบหลู่สิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ หา้ มพูดจาไม่ดี ,ความเช่ือเรื่องหา้ มคนทอ้ งนง่ั ขวางประตู เพราะจะทาํ ให้คลอดยาก, ความเชื่อเร่ืองใหค้ น ทอ้ งกลดั เขม็ กลดั ไวท้ ่ีเส้ือ เพ่ือป้องกนั ภูติผปี ี ศาจ และป้องกนั เด็กหลุดออก ตาํ นาน เช่น กาํ เนิดอุรักลาโวย๊ กาํ เนิดปลาดุยง (ดุหยง) หรือปลาพยนู ตาํ นานคลื่น เจด็ ลูก หรือ อูมะฮ จูโญฮ ตาํ นานโตะ๊ บุหรง เป็นตน้ ๑.๗.๔ ศิลปะกำรแสดง
๖๒ รองแง็ง การร้องและราํ คลา้ ยคลึงกบั การเล่นราํ มะนา บทเพลงจะขบั เป็นภาษา มลายกู ลาง จะเริ่มตน้ ดว้ ยเพลงลาฆูดูวอ จะเล่นเพลงอ่ืน ๆ ไปตามลาํ ดบั รำมะนำ เป็นการแสดงพ้ืนบา้ น ที่ใชใ้ นโอกาสสาํ คญั เช่น งานลอยเรือ แตง่ เปลว แกบ้ น เคร่ืองดนตรีประกอบกว้ ย กลองรํามะนา ๒ – ๓ ใบ กลองทน ๒ ใบ ซอหรือ ไวโอลิน ๑ ตวั อาจจะเพมิ่ ฉิ่งหรือฉาบก็ได้ การเล่นเพลงรํามะนาจะมีขอ้ กาํ หนดตา่ ง ๆ เช่น วงราํ มาจะเริ่มเล่นไดห้ ลงั จากโตะ๊ หมอประกอบพธิ ีฉลองเรือเสร็จแลว้ และตอ้ งเริ่มดว้ ย เพลงพธิ ีกรรมของบรรพบุรุษครบ ๗ เพลง จึงจะเขา้ บทเพลงเพอ่ื ความบนั เทิงได้ ๑.๗.๕ ภูมปิ ัญญำท้องถนิ่ ภูมิปัญญาของชาวเลบา้ นคลองดาว ท่ีใชใ้ นการประกอบ อาชีพ ไดแ้ ก่ การทาํ บูบูอีกดั (ไซปลา) การทาํ บูบูนุยฮ (ไซปลาหมึก) การทาํ ปูกยั จ ฮูรัก (อวนกุง้ ) ภูมิปัญญาดา้ นการดูกระแสน้าํ ทิศทางลม การโคจรของดวงจนั ทร์และดวงดาว ภูมิปัญญาดา้ นหจั ถกรรม ไดแ้ ก่ การต่อเรือปลาจก๊ั , การจกั สานฝาบา้ น, จกั สานรากา (ตะกร้าหวายไวเ้ ก็บหอย) ๑.๗.๖ กำรละเล่น เดก็ ผหู้ ญิงชาวเลจะเล่น หมากหยอดหลุม หมากเก็บ เล่นกระโดด ยาง เดก็ ผชู้ าย เล่นซ่อนแอบ เล่นตาํ รวจจบั ผรู้ ้าย เล่นยงิ ปื น ในปัจจุบนั มีการละเล่นตามสมยั นิยมเหมือนคนทวั่ ไป เช่น เล่นขายขา้ วแกง ขายก๋วยเตี๋ยว ร้องเพลงเตน้ รํา เล่นเป็นครูสอน เด็ก เล่นตุก๊ ตา ส่วนเด็กผชู้ าย เล่นน้าํ ขี่คอกระโดด เล่นยงิ ปื น ตกเบด็ เป็นตน้ ๑.๗.๗ วถิ ชี ีวติ ทอี่ ย่อู ำศัย ชาวเลบา้ นคลองดาว ต้งั บา้ นเรือนอยตู่ ามแนวถนนดา้ นทิศตะวนั ออก ของเกาะ อยรู่ ะหวา่ งรีสอร์ทต่าง ๆ มีสร้างข้ึนมารองรับการทอ่ งเท่ียว สร้างบา้ นอยหู่ ่างจาก ชายหาด ลกั ษณะบา้ นจะเป็นบา้ นปูนช้นั เดียว หลงั คามุงกระเบ้ือง โครงสร้างค่อนขา้ ง แขง็ แรง กำรแต่งกำย ในอดีตชาวเลจะแตง่ กายดว้ ยเส้ือผา้ ไม่มากชิ้น ผชู้ ายนุ่งผา้ ขาวมา้ ผนื เดียว หรือกางเกงชาวเลผา้ ขาวมา้ คาดเอว ไม่สวมเส้ือ ผหู้ ญิงเสลาอยบู่ า้ นจะนุ่งผา้ กระโจม อก ไมส่ วมเส้ือ ถา้ ออกไปขา้ งนอกจะสวมเส้ือและนุ่งผา้ ปาเตะ๊ สีสด ๆ ปัจจุบนั ชาวเลส่วน
๖๓ ใหญแ่ ตง่ กายตามสมยั นิยม ผูช้ ายใส่เส้ือยดื กางเกงยนื ส์ ส่วนผหู้ ญิงใส่เส้ือผา้ ตามแฟชน่ั ชอบสีสดใส แต่งหนา้ ยอ้ มสีผม และชอบใส่ เครื่องประดบั ส่วนชาวเลสูงวยั ผชู้ ายถา้ อยกู่ บั บา้ นจะนุ่งผา้ ขาวมา้ หรืกางเกงชาวเล ไมส่ วมเส้ือ ส่วนผหู้ ญิงถา้ อยกู่ บั บา้ นจะนุ่งผา้ ปาเตะ๊ สวมเส้ือ กำรรักษำโรค ชาวเลมีความเช่ือวา่ การเจบ็ ป่ วย เกิดจากส่ิงเหนือธรรมชาติหรือผี บรรพบุรุษ ถา้ เจบ็ ไขเ้ พียงเล็กนอ้ ยกจ็ ะรักษาเองดว้ ยสมุนไพร หรือใหโ้ ตะ๊ หมอรักษา และ ทาํ น้าํ มนต์ ปัจจุบนั ชาวเลเขา้ ถึงการรักษาโรคแผนปัจจุบนั มากข้ึน แต่การรักษาโรคแบบ พ้ืนบา้ นกย็ งั คงมีใชค้ วบคูไ่ ปกบั การรักษาแผนปัจจุบนั เช่น ถา้ ถูกแมงกระพรุนปวดแสบ ปวดร้อน ใหเ้ อาใบผกั บุง้ ทะเล มาขย้ี ๆ แลว้ โปะลงที่แผล เป็นตน้ อำหำร ชาวเลจะมีอาหารทะเลเป็นอาหารหลกั ประเภท กุง้ หอย ปลา ปู ก้งั ปลา หมีก และเพรียงทะเล นาํ มาตม้ ยา่ ง เผา หรือกินสด ๆ เช่น หอยติเตบ (หอยนางรมตวั เล็ก) ขา้ วตม้ ปลาบะบุแกเ้ ปลือย (บูเบออีกดั บะบุ) แกงกะทิหอยทา้ ยเวยี น, ผดั หวานหอยโหละ, แกงเลียงบอน, ยาํ เพรียง, หอยตีเตบดอง, เพรียงดอง, ปูเปร้ียวชุบแป้งทอด เป็นตน้ ๓.๗.๘ กำรประกอบอำชีพ ชาวเลบา้ นคลองดาวมีเรือประมงเป็นของตวั เอง เครื่องมือประมงท่ี ชาวเลใชใ้ นการประกอบอาชีพ ไดแ้ ก่ ไซปลา เป็นเคร่ืองมือประมงของชาวเลมาต้งั แตอ่ ดีต เป็นสญั ลกั ษณ์ของชาวเล เพราะมีขนาดใหญ่ ใชว้ สั ดุทอ้ งถ่ินที่คงทน ไซปลาหมึก อวนปู อวน กุง้ หรืออวนสามช้นั จะวางเฉพาะหนา้ มรสุมประมาณ ๖ เดือน ระหวา่ งเดือน ๖ – เดือน ๑๑ อวนปลา อวนจบั กงุ้ เคย (อวนลอ้ ม) ฉมวกแทงปลา แห และเบด็ ซ่ึงเคร่ืองมือแตล่ ะชนิด สามารถใชห้ มุนเวยี นกนั ไปตลอดฤดูกาล ปัจจุบนั ชาวเลหนั มาประกอบอาชีพอ่ืน ๆ ไดแ้ ก่ คา้ ขาย เพาะปลูก รับจา้ งทว่ั ไป เช่น แบกหาม คนงานจดั สวน ดายหญา้ ก่อสร้าง พนกั งาน เสิร์ฟ แม่บา้ นในรีสอร์ทและโรงแรม เป็ นตน้ ๓.๗.๙ สภำพปัญหำอุปสรรค ชาวเลบา้ นคลองดาว มีปัญหาดา้ นพ้นื ท่ีทางจิตวิญญาณ สุสาน บา้ นแหลมทุง่ ยงู หมู่ที่ ๓ ตาํ บลศาลาด่าน เป็นท่ีฝังศพและประกอบพธิ ีกรรมของชาวเลบา้ น คลองดาว และพ้นื ท่ีชายหาดเป็นท่ีจอดเรือประมง เป็นที่พกั เรือและซ่อมเรือ มีพ้ืนท่ีเขา้ ออก เพียงทางเดียว คบั แคบ พ้ืนท่ีจาํ กดั เนื่องจากโรงแรม สถานประกอบการและเอกชนไดก้ นั ร้ัว
๖๔ แนวเขตตลอดเส้นทาง ส่งผลกระทบในการเขา้ ไปประกอบพิธีกรรมและการประกอบอาซีพใน ฤดูกาลท่องเที่ยว, ปัญหาเร่ืองการทาํ มาหากินและการเขา้ ถึงทรัพยากร เพราะถูกจบั จอง ครอบครอง และประกาศเป็นพ้ืนท่ีคุม้ ครอง, ปัญหาที่เก่ียวเนื่องกบั การศึกษาเรียนรู้ ที่จะ สนบั สนุนการศึกษาในระดบั ท่ีสูงข้ึน และสนบั สนุนอาชีพท่ีตอ่ ยอดจากความรู้และทกั ษะท่ีมี อย,ู่ ปัญหาการขาดความมนั่ ใจและภูมิใจในวถิ ีวฒั นธรรมด้งั เดิม เช่น ศิลปะการแสดง การสืบ ทอดภาษาอูรักลาโวย้ เป็ นตน้ บรรณำนุกรม (แยกไว้ในชุดบรรณำนุกรม) นำมำนุกรม (แยกไว้ในชุดนำมำนุกรม) ปกหลัง (มใี นรูปเล่มกระดำษ) ปกหน้ำ (ไว้หลงั ในนี้ แต่ทำเล่มกระดำษ จึงอยู่เป็ นปกหน้ำ)
๖๕
Search