Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ธรรมบท ภาคที่ 7 แปลโดยพยัญชนะ ฉบับสองภาษา (ไทย-บาลี)

ธรรมบท ภาคที่ 7 แปลโดยพยัญชนะ ฉบับสองภาษา (ไทย-บาลี)

Description: ธรรมบท ภาคที่ 7 แปลโดยพยัญชนะ ฉบับสองภาษา (ไทย-บาลี)

Search

Read the Text Version

(อ.บคุ คล) แม้นี ้ เป็นผ้ทู รงไว้ซงึ่ ธรรมนน่ั เทียว (ยอ่ มเป็น) อยํปิ ธมมฺ ธโรเยวาติ อตฺโถ. ดงั นี ้ (แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ โย ธมมฺ ํ นปปฺ มชชฺ ติ ดงั นี ้ ฯ เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺตผิ ลาทีนิ ปาปณุ ึสตู .ิ ในกาลเป็นที่สดุ ลงแหง่ เทศนา (อ.ชน ท.) มาก บรรลแุ ล้ว เอกุทานตเฺ ถรวตถฺ ุ. (ซงึ่ อริยผล ท.) มีโสดาปัตตผิ ลเป็นต้น ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าเอกุทาน (จบแล้ว) ฯ ๔. อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าลกุณฎกภทั ทยิ ะ ๔. ลกุณฺฏกภททฺ ยิ ตเฺ ถรวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “น เตน เถโร โหตตี ิ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา ซง่ึ พระเถระชื่อวา่ ลกณุ ฏกภทั ทิยะ ตรัสแล้ว ซงึ่ พระธรรมเทศนา เชตวเน วหิ รนโฺ ต ลกณุ ฏฺ กภททฺ ยิ ตเฺ ถรํ อารพภฺ กเถส.ิ นี ้วา่ น เตน เถโร โหติ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ดงั จะกลา่ วโดยพิสดาร ในวนั หนงึ่ ครัน้ เม่ือพระเถระ นนั้ ปกกฺ นเอตฺ กมทตเิวฺ ตส,ญตสึฺหมิ,ตตตฺ สามฺ อึ าเถรญเรญฺ สกตาฺถภุ อกิ ขปฺุ ูฏตฺฐํ ปาสนสฺํ คนตนฺ าฺตเยฺวาว ไปแล้ว สทู่ ่ีเป็นที่บ�ำรุง ซง่ึ พระศาสดา เป็นผ้สู กั วา่ หลีกไปแล้ว (มีอย)ู่ อ.ภิกษุ ท. ผ้มู ีอนั อยใู่ นป่ าเป็นปกติ มี ๓๐ รูป เป็นประมาณ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิสีทสึ .ุ สตฺถา เตสํ เหน็ อยู่ (ซง่ึ พระเถระ) นนั้ นนั่ เทยี ว มาแล้ว ถวายบงั คมแล้ว ซงึ่ พระศาสดา อรหตตฺ ปุ นสิ สฺ ยํ ทสิ วฺ า อมิ ํ ปญหฺ ํ ปจุ ฉฺ ิ “อโิ ต คตํ เอกํ เถรํ นงั่ แล้ว ฯ อ.พระศาสดา ทรงเหน็ แล้ว ซง่ึ อปุ นิสยั แหง่ พระอรหตั ปสสฺ ถาต.ิ “น ปสฺสาม ภนฺเตต.ิ “โนสนภุ ทิกิฏฺขฺโเวฐ โสต.ิ “เอกํ (ของภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ตรัสถามแล้ว ซง่ึ ปัญหา นี ้ วา่ (อ.เธอ ท.) ภนฺเต สามเณรํ ปสฺสมิ หฺ าต.ิ “น สามเณโร, ยอ่ มเหน็ ซง่ึ ภิกษุผ้เู ถระ รูปหนงึ่ ผ้ไู ปแล้ว (แตท่ ี่) นี ้ หรือ ดงั นี ้ ฯ เถโร เอโสต.ิ “อตวิ ิย ขทุ ฺทโก ภนฺเตต.ิ “นาหํ ภิกฺขเว (อ.ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ มหลฺลกภาเวน เถราสเน นิสนิ ฺนมตฺตเกน `เถโรติ (อ.ข้าพระองค์ ท.) ยอ่ มไมเ่ หน็ ดงั นี ้ฯ (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ วทามิ, โย ปน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌิตฺวา มหาชนสสฺ (อ.ภิกษุผ้เู ถระ) นนั้ (อนั เธอ ท.) เหน็ แล้ว มิใชห่ รือ ดงั นี ้ฯ (อ.ภิกษุ ท. อหสึ กภาเว โิ ต, อยํ เถโร นามาติ วตฺวา อิมา คาถา เหลา่ นนั้ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ (อ.ข้าพระองค์ ท.) อภาสิ เหน็ แล้ว ซงึ่ สามเณร รูปหนง่ึ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. (อ.ภิกษุ) นนั้ เป็นสามเณร (ยอ่ มเป็น) หามิได้, (อ.ภกิ ษ)ุ นนั่ เป็นเถระ(ยอ่ มเป็น)ดงั นีฯ้ (อ.ภกิ ษุท.เหลา่ นนั้ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ (อ.ภิกษุ นนั้ ) เป็นผ้เู ลก็ เกินเปรียบ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. อ.เรา ยอ่ มไมก่ ลา่ ว วา่ เป็นเถระ ดงั นี ้ (ด้วยเหต)ุ สกั วา่ นงั่ แล้ว บนอาสนะของภิกษุผู้เถระ เพราะความท่ี (แห่งตน) เป็ นผู้แก่, สว่ นวา่ (อ.บคุ คล) ใด รู้ตลอดแล้ว ซง่ึ สจั จะ ท. ตงั้ อยแู่ ล้ว ในความเป็น แหง่ บคุ คลผ้ไู มเ่ บยี ดเบยี น ซง่ึ มหาชน, (อ.บคุ คล) นี ้ ชอ่ื วา่ เป็นเถระ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี,้ ได้ตรัสแล้ว ซง่ึ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ อ.ผม (ของภิกษุ ใด) เป็นผมหงอก พึงเป็น “น เตน เถโร โหติ, เยนสฺส ปลิตํ สิโร, (เพราะเหต)ุ ใด, (อ.ภิกษุ นน้ั ) ชือ่ ว่าเป็นเถระ ปริปกฺโก วโย ตสสฺ , `โมฆชิณฺโณติ วจุ ฺจติ; ย่อมเป็น (เพราะเหต)ุ นนั้ หามิได,้ อ.วยั “ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สญฺญโม ทโม, (ของบคคล) นน้ั แกร่ อบแลว้ , (อ.บคุ คล นน้ั อนั เรา) ส เว วนตฺ มโล ธีโร, โส `เถโรติ ปวจุ ฺจตีติ. ยอ่ มกลา่ ว วา่ เป็นผแู้ กแ่ ลว้ เปลา่ ดงั น,ี้ อ.สจั จะ ดว้ ย อ.ธรรมะ ด้วย อ.ความไม่เบียดเบียน ด้วย อ.ความส�ำรวม ดว้ ย อ.ความฝึก ดว้ ย (มีอยู่) (ในบคุ คล) ใด, (อ.บคุ คล) นนั้ แล เป็นผูม้ ีมลทิน อนั คลายแลว้ เป็นปราชญ์ (ย่อมเป็น), (อ.บคุ คล) นนั้ (อนั เรา) ย่อมกล่าว ว่า เป็นเถระ ดงั นี้ ดงั นี้ ฯ 46 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.อรรถ) วา่ (อนั ชรา) น้อมไปรอบแล้ว (ดงั นี ้ ในบท ท.) ตตถฺ “ปรปิ กโฺ กต:ิ ปรณิ โต วฑุ ฒฺ ภาวํ ปตโฺ ตติ อตโฺ ถ. เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ ปริปกโฺ ก ดงั นี,้ อ.อธิบาย วา่ ถงึ แล้ว โมฆชณิ ฺโณต:ิ อนฺโต เถรกรณานํ ธมมฺ านํ อภาเวน ซงึ่ ความเป็นแหง่ บคุ คลผ้เู จริญแล้ว ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ ชื่อวา่ ตจุ ฺฉชิณฺโณ นาม. สจจฺ ญจฺ าต:ิ ยมหฺ ิ ปน ปคุ ฺคเล ผ้แู ก่แล้วเปลา่ เพราะความไมม่ ี แหง่ ธรรม ท. อนั เป็นเครื่องกระท�ำ โสฬสหากาเรหิ ปฏิวิทฺธตฺตา จตพุ ฺพิธสจฺจํ ญาเณน ซงึ่ ความเป็นเถระ ในภายใน (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ โมฆชณิ ฺโณ สจฺฉิกตตฺตา นววโิ ธ โลกตุ ฺตรธมโฺ ม จ อตฺถิ. อหสึ าติ ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ ก็ อ.สจั จะอนั ช่ือวา่ มีอยา่ ง ๔ เพราะความท่ี อหสึ นภาเวน เทสนามตฺตเมตํ. ยมหฺ ิ ปน จตพุ ฺพิธาปิ (แหง่ สจั จะ ท. เหลา่ นนั้ ) เป็นบทอนั ตนร้ตู ลอดแล้ว ด้วยอาการ ท. ๑๖ ด้วย อปปฺ มญฺญาภาวนา อตฺถีติ อตฺโถ. สญญฺ โม ทโมต:ิ อ.โลกตุ รธรรม ชอ่ื วา่ มอี ยา่ ง ๙ เพราะความที่ (แหง่ โลกตุ รธรรม) นนั้ สลี ญฺเจว อินฺทฺริยสํวโร จ. วนฺตมโลต:ิ มคฺคญาเณน เป็นธรรมอนั ตนกระทำ� ให้แจ้งแล้ว ด้วยญาณ ด้วย มอี ยู่ ในบคุ คล ใด นีหตมโล. ธีโรต:ิ ธิตสิ มปฺ นฺโน. เถโรต:ิ โส อิเมหิ (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ สจจฺ ญจฺ ดงั นี ้ ฯ (อ.ค�ำ) นน่ั วา่ อหสึ า ดงั นี ้ ถริ ภาวกรเณหิ สมนนฺ าคตตตฺ า `เถโรติ ปวจุ จฺ ตตี ิ อตโฺ ถ. เป็นค�ำสกั วา่ อนั ทรงแสดงไว้ โดยความเป็นคืออนั ไมเ่ บียดเบียน (ยอ่ มเป็น) ฯ อ.อธบิ าย วา่ ก็ อ.อปั ปมญั ญาภาวนา แม้อนั มอี ยา่ ง ๔ มีอยู่ (ในบคุ คล)ใด ดงั นี ้ ฯ อ.ศีล ด้วยนนั่ เทียว อ.ความสำ� รวม ซง่ึ อินทรีย์ ด้วย ชอ่ื วา่ สญญฺ โม ทโม ฯ (อ.อรรถ) วา่ เป็นผ้มู มี ลทนิ อนั นำ� ออกแล้ว ด้วยมรรคญาณ (ดงั นี ้แหง่ บท) วา่ วนฺตมโล ดงั นี ้ฯ (อ.อรรถ) วา่ ผ้ถู งึ พร้อมแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องทรงจ�ำ (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ ธีโร ดงั นี ้ ฯ อ.อรรถ วา่ (อ.บคุ คล) นนั้ (อนั พระผ้มู ี พระภาคเจ้า) ยอ่ มตรัสเรียก วา่ เป็นเถระ ดงั นี ้ เพราะความที่ (แหง่ บคุ คล) นนั้ เป็นผ้มู าตามพร้อมแล้ว (ด้วยธรรม ท.) อนั เป็นเคร่ืองกระท�ำซงึ่ ความเป็นผ้มู นั่ คง เหลา่ นี ้ ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ เถโร ดงั นี ้ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ตงั้ อยู่ เทสนาวสาเน เต ภิกฺขู อรหตฺเต ปตฏิ ฺฐหสึ ตู .ิ เฉพาะแล้ว ในพระอรหตั ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าลกุณฏกภทั ทยิ ะ (จบแล้ว) ฯ ลกุณฺฏกภททฺ ยิ ตเฺ ถรวตถฺ ุ. ๕. อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุผู้มาก ๕. สมพฺ หลุ ภกิ ขฺ ุวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “น วากกฺ รณมตเฺ ตนาติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา ซง่ึ ภิกษุ ท. ผ้มู าก ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ เชตวเน วหิ รนฺโต สมพฺ หเุ ล ภิกฺขู อารพฺภ กเถส.ิ น วากกฺ รณมตเฺ ตน ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ดงั จะกลา่ วโดยพิสดาร ในสมยั หนงึ่ อ.พระเถระ ท. บางพวก เอกสมฺ ึ หิ สมเย ทหเร จ สามเณเร จ อตฺตโน เหน็ แล้ว ซง่ึ ภิกษุหนมุ่ ท. ด้วย ซง่ึ สามเณร ท. ด้วย ธมมฺ าจริยานํเยว จีวรรชนาทีนิ เวยฺยาวจฺจานิ กโรนฺเต ผ้กู ระท�ำอยู่ ซง่ึ ความขวนขวาย ท. มีการย้อมซงึ่ จีวรเป็นต้น ทิสวฺ า เอกจฺเจ เถรา แก่อาจารย์ผ้บู อกซงึ่ ธรรม ท. ของตน นน่ั เทียว, ผลิตส่อื การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย 47 www.kalyanamitra.org

คดิ กนั แล้ว วา่ แม้ อ.เรา ท. เป็นผ้ฉู ลาดในลทั ธิแหง่ พยญั ชนะ จินฺตยสึ ุ “มยํปิ พฺยญฺชนสมเย กสุ ลา, อมหฺ ากเมว (ยอ่ มเป็น), (อ.ผล) อะไรๆ ยอ่ มไมม่ ี แก่เรา ท. นนั่ เทียว, กระไรหนอ กิญฺจิ นตฺถิ; ยนฺนนู มยํ สตฺถารํ อปุ สงฺกมิตฺวา เอวํ อ.เรา ท. เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซง่ึ พระศาสดา พงึ กราบทลู อยา่ งนี ้วา่ ข้าแต่ วเทยฺยาม `ภนฺเต มยํ พฺยญฺชนสมเย กสุ ลา, `อญฺเญสํ พระองค์ผ้เู จริญอ.ข้าพระองค์ ท.เป็นผ้ฉู ลาดในลทั ธิแหง่ พยญั ชนะ สนฺตเิ ก ธมมฺ ํ อคุ ฺคณฺหิตฺวาปิ อิเมสํ สนฺตเิ ก อโสเธตฺวา (ยอ่ มเป็น), (อ.พระองค์ ท.) ขอจง ทรงยงั ภกิ ษหุ นมุ่ และสามเณร ท. มา สชฺฌายิตฺถาติ ทหรสามเณเร อาณาเปถาต,ิ เอวํ ให้รู้ทวั่ (ด้วยพระด�ำรัส) วา่ อ.เธอ ท. แม้เรียนเอาแล้ว หิ อมหฺ ากํ ลาภสกฺกาโร วฑฺฒิสสฺ ตีต.ิ เต สตฺถารํ ซง่ึ ธรรม ในสำ� นกั (ของภกิ ษุ ท.) เหลา่ อนื่ ไม่ (ยงั ธรรม) ให้หมดจดแล้ว อปุ สงฺกมิตฺวา ตถา วทสึ .ุ สตฺถา เตสํ วจนํ สตุ ฺวา ในส�ำนกั (ของภิกษุ ท.) เหลา่ นี ้ อยา่ สาธยายแล้ว ดงั นี ้ ดงั นี,้ “อิมสมฺ ึ สาสเน ปเวณิวเสเนว เอวํ วตฺตํุ ลภต,ิ อิเม อ.ลาภและสกั การะ จกั เจริญ แก่เรา ท. อยา่ งนี ้ แล ดงั นี ้ ฯ ปน ลาภสกฺการนิสฺสติ าติ ญตฺวา “อหํ ตมุ เฺ ห (อ.พระเถระ ท.) เหลา่ นนั้ เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซงึ่ พระศาสดา กราบทลู แล้ว วากฺกรณมตฺเตน “สาธรุ ูปาติ น วทามิ, ยสฺส ปเนเต อยา่ งนนั้ ฯ อ.พระศาสดา ทรงสดบั แล้ว ซง่ึ คำ� (ของภกิ ษุ ท.) เหลา่ นนั้ อิสฺสาทโย ธมมฺ า อรหตฺตมคฺเคน สมจุ ฺฉินฺนา, ทรงทราบแล้ว วา่ (อ.ใครๆ) ยอ่ มได้ เพ่ืออนั กลา่ ว อยา่ งนี ้ ด้วย เอโสเอว สาธรุ ูโปติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ สามารถแหง่ ประเพณี ในศาสนา นี ้ นนั่ เทียว, แตว่ า่ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นี ้ เป็นผ้อู าศยั แล้วซงึ่ ลาภและสกั การะ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ตรัสแล้ว วา่ (อ.เรา) ยอ่ มไมก่ ลา่ ว ซงึ่ เธอ ท. วา่ เป็นผ้มู ีรูปแหง่ คนดี ดงั นี ้ (เพราะเหต)ุ สกั วา่ อนั กระท�ำซงึ่ ถ้อยค�ำ, สว่ นวา่ (อ.ธรรม ท.) มีความริษยาเป็นต้น เหลา่ นนั่ (อนั บคุ คล) ใด ตดั ขาดด้วยดีแล้ว ด้วยอรหตั ตมรรค, (อ.บคุ คล) นนั้ นนั่ เทียว เป็นผ้มู ีรูปแหง่ คนดี (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ได้ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ อ. นระ ผู้มีความริษยา ผู้มีความตระหนี่ “น วากฺกรณมตฺเตน วณฺณโปกฺขรตาย วา ผู้โอ้อวด เป็ นผู้มีรูปแห่งคนดี ย่อมเป็ น สาธรุ ูโป นโร โหติ อิสฺสกุ ี มจฺฉรี สโฐ, (เพราะเหต)ุ สกั ว่าอนั กระท�ำซึ่งถอ้ ยค�ำ หรือ หรือว่า ยสสฺ เจตํ สมจุ ฺฉินนฺ ํ มูลฆจฺฉํ สมูหตํ, เพราะความที่ (แห่งตน) เป็นผูม้ ีวรรณะอนั งดงาม ส วนตฺ โทโส เมธาวี สาธรุ ูโปติ วจุ ฺจตีติ. หามิได,้ สว่ นวา่ (อ.โทสชาตมีความริษยาเป็นตน้ ) นนั่ (อนั บคุ คล) ใด ตดั ขาดดว้ ยดีแลว้ ถอนขึ้นดว้ ยดีแลว้ กระท�ำ ใหม้ ีรากอนั ขาด , (อ.บคุ คล) นนั้ ผูม้ ีโทสะอนั คลายแลว้ ผูม้ ีปัญญาเป็นเครื่องก�ำจดั (อนั เรา) ย่อมกล่าว ว่า เป็นผูม้ ีรูปแห่งคนดี ดงั นี้ ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (เพราะเหต)ุ สกั วา่ อนั กระท�ำซงึ่ ค�ำพดู คือวา่ ตตฺถ “น วากกฺ รณมตเฺ ตนาต:ิ วจีกรณมตฺเตน (เพราะเหต)ุ สกั วา่ คำ� อนั ถงึ พร้อมแล้วด้วยลกั ษณะ (ดงั นี ้ ในบท ท.) ลกฺขณสมปฺ นฺนวจนมตฺเตน. วณฺณโปกขฺ รตายวาต:ิ เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ น วากกฺ รณมตเฺ ตน สรีรวณฺณสมปฺ นฺนมนาปภาเวน. นโรต:ิ เอตฺตเกเนว ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ เพราะความท่ี (แหง่ ตน) เป็นผ้ยู งั ใจให้เจิญ การเณน ปรลาภาทสี ุ อสิ สฺ ามนโก ปญจฺ วเิ ธน มจเฺ ฉเรน โดยความที่แหง่ ตนเป็นผ้ถู งึ พร้อมแล้วด้วยวรรณะแหง่ สรีระ (ดงั นี ้ สมนฺนาคโต เกราฏิกปกฺขภชเนน สโฐ นโร สาธรุ ูโป แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ วณฺณโปกขฺ รตาย วา ดงั นี ้ ฯ นาม น โหต.ิ (อ.อรรถ) วา่ อ.นระ ผ้มู ใี จประกอบแล้วด้วยความรษิ ยา (ในเพราะเหตุ ท.) มีลาภของบคุ คลอื่นเป็นต้น ผ้มู าตามพร้อมแล้ว ด้วยความตระหน่ี อนั มีอยา่ ง ๕ ช่ือวา่ ผ้โู อ้อวด เพราะอนั คบซงึ่ ฝักฝ่ ายแหง่ ธรรม อนั เป็นข้าศกึ ชื่อวา่ เป็นผ้มู ีรูปแหง่ คนดี ยอ่ มเป็น เพราะเหตุ มีประมาณเทา่ นีน้ นั่ เทียว หามิได้ (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ นโร ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ 48 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

อ.อรรถ วา่ สว่ นวา่ อ.โทสชาตมีความริษยาเป็นต้น นน่ั ยสสฺ เจตนฺต:ิ ยสสฺ จ ปคุ ฺคลสฺส เอตํ อนั บคุ คล ใด ตดั ขาดด้วยดีแล้ว ถอนขนึ ้ ด้วยดีแล้ว กระท�ำ อิสฺสาทิโทสชาตํ อรหตฺตมคฺคญาเณน สมุจฺฉินฺนํ ให้มีรากอนั ขาด ด้วยอรหตั ตมรรคญาณ, (อ.บคุ คล) นนั้ มลู ฆาตํ กตฺวา สมหู ตํ, โส วนฺตโทโส ธมโฺ มชปญฺญาย ผ้มู ีโทสะอนั คลายแล้ว ผ้มู าตามพร้อมแล้ว ด้วยปัญญาอนั รุ่งเรือง สมนฺนาคโต `สาธรุ ูโปติ วจุ ฺจตีติ อตฺโถ. ในธรรม (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ยอ่ มตรัสเรียก วา่ เป็นผ้มู ีรูป แหง่ คนดี ดงั นี ้ ดงั นี ้ (แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ ยสสฺ เจตํ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา (อ.ชน ท.) มาก บรรลแุ ล้ว เทสนาวสาเน พหู โสตาปตตฺ ผิ ลาทนี ิ ปาปณุ สึ ตู .ิ (ซง่ึ อริยผล ท.) มีโสดาปัตตผิ ลเป็นต้น ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุผู้มาก (จบแล้ว) ฯ สมพฺ หลุ ภกิ ขฺ ุวตถฺ ุ. ๖. อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุช่ือว่าหตั ถกะ ๖. หตถฺ กวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทบั อยู่ ในเมืองช่ือวา่ สาวตั ถี ทรงปรารภ น มุณฺฑเกน สมโณติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา ซง่ึ ภิกษุช่ือวา่ หตั ถกะ ตรัสแล้ว ซงึ่ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ สาวตฺถิยํ วหิ รนฺโต หตฺถกํ อารพฺภ กเถส.ิ น มุณฺฑเกน สมโณ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยินวา่ (อ.ภิกษุ) นนั้ มีวาทะอนั ซดั ไปแล้ว กลา่ วแล้ว วา่ โส กริ วาทกขฺ ติ โฺ ต “ตมุ เฺ ห อสกุ เวลาย ปอสเุ รกุ ตฏรฺฐเมานวํ อ.ทา่ น ท. พงึ ไป ชื่อ สทู่ ่ีโน้น ในเวลาโน้น, (อ.เรา ท.) จกั กระท�ำ นาม คจฺเฉยฺยาถ, วาทํ กริสสฺ ามาติ วตฺวา ซง่ึ วาทะ ดงั นี ้ ไปแล้ว (ในที่) นนั้ ก่อนกวา่ นน่ั เทียว กลา่ วแล้ว ตตฺถ คนฺตฺวา “ปสฺสถ, ตติ ฺถิยา มม ภเยน น อาคตา, (ซง่ึ ค�ำ ท.) มีค�ำวา่ (อ.ทา่ น ท.) จงดเู ถิด, อ.เดียรถีย์ ท. ไมม่ าแล้ว เอเสว เนสํ ปราชโยตอิ าทีนิ วตฺวา วาทกฺขิตฺโต เพราะความกลวั ตอ่ เรา, อ.ความแพ้ (แหง่ เดียรถีย์ ท.) อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรนฺโต วิจรต.ิ เหลา่ นนั้ นีน้ น่ั เทียว ดงั นีเ้ป็นต้น มีวาทะอนั ซดั ไปแล้ว ยอ่ มเที่ยว กลบเกลอ่ื นอยู่ (ซงึ่ ค�ำ) อ่ืน (ด้วยค�ำ) อ่ืน ฯ อ.พระศาสดา ทรงสดบั แล้ว วา่ ได้ยินวา่ อ.ภิกษุช่ือวา่ หตั ถกะ สตฺถา “หตฺถโก กิร เอวํ กโรตีติ สตุ ฺวา ตํ ยอ่ มกระท�ำ อยา่ งนี ้ ดงั นี ้ ทรงยงั ภิกษุ ให้ร้องเรียกแล้ว ปกโฺ กสาเปตวฺ า “สจจฺ ํ กริ ตวฺ ํ หตถฺ ก เอวํ กโรสตี ิ ปจุ ฉฺ ติ วฺ า, (ซงึ่ ภิกษุช่ือวา่ หตั ถกะ) นนั้ ตรัสถามแล้ว วา่ ดกู ่อนหตั ถกะ “สจฺจนฺติ วตุ ฺเต, “กสฺมาเอวํ กโรสิ ? เอวรูปํ หิ มสุ าวาทํ ได้ยินวา่ อ.เธอ ยอ่ มกระท�ำ อยา่ งนี ้จริงหรือ ดงั นี,้ (ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ กโรนฺโต สีสมณุ ฺฑนาทิมตฺเตเนว สมโณ นาม น โหต;ิ (อ.ข้าพระองค์ ยอ่ มกระทำ� อยา่ งน)ี ้ จริง ดงั นี (้ อนั ภกิ ษชุ อื่ วา่ หตั ถกะ นนั้ ) โย ปน อณนู ิ วา ถลู านิ วา ปาปานิ สเมตฺวา โิ ต, กราบทลู แล้ว, ตรสั แล้ว วา่ (อ.เธอ) ยอ่ มกระทำ� อยา่ งนี ้เพราะเหตไุ ร ? อยเมว สมโณติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ ด้วยวา่ อ.บคุ คล กระท�ำอยู่ ซงึ่ มสุ าวาท มีอยา่ งนีเ้ป็นรูป ชื่อวา่ เป็นสมณะ ยอ่ มเป็น (เพราะเหต)ุ สกั วา่ อาการมีอนั โล้นแหง่ ศีรษะ เป็นต้นนน่ั เทยี ว หามไิ ด้, สว่ นวา่ (อ.บคุ คล)ใด ยงั บาป ท. อนั ละเอยี ด หรือ หรือวา่ อนั หยาบ ให้ระงบั แล้ว ดำ� รงอยแู่ ล้ว, (อ.บคุ คล) นนี ้ นั่ เทยี ว ช่ือวา่ เป็นสมณะ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ได้ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ ผลติ สอื่ การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปริยัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย 49 www.kalyanamitra.org

(อ.บคุ คล) ผูไ้ ม่มีวตั ร พดู อยู่ เหลาะแหละ “น มณุ ฺฑเกน สมโณ อพพฺ โต อลิกํ ภณํ, เป็นสมณะ (ย่อมเป็น) เพราะความเป็นผูโ้ ลน้ อิจฺฉาโลภสมาปนโฺ น สมโณ กึ ภวิสฺสติ: หามิได้ (อ.บคุ คล) ผูส้ มบูรณ์แลว้ ดว้ ยความริษยา โย จ สเมติ ปาปานิ อณํถุ ูลานิ สพพฺ โส, และความโลภ เป็นสมณะ จกั เป็น อย่างไร, ส่วนว่า สมิตตฺตา หิ ปาปานํ สมโณติ ปวจุ ฺจตีติ. (อ.บคุ คล)ใด ยงั บาป ท. อนั ละเอียดและหยาบ ใหร้ ะงบั อยู่ โดยประการทง้ั ปวง, (อ.บคุ คล นน้ั อนั เรา) ย่อมกล่าว ว่า เป็นสมณะ ดงั นี้ เพราะความที่ แห่งบาป ท. เป็นบาป (อนั บคุ คล) นนั้ ใหร้ ะงบั แลว้ แล ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (เพราะเหต)ุ สกั วา่ ความโล้นแหง่ ศีรษะ (ดงั นี ้ ตตถฺ “มณุ ฑฺ เกนาต:ิ สสี มณุ ฑฺ มตเฺ ตน. อพพฺ โตต:ิ ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ มุณฺฑเกน ดงั นี ้ฯ (อ.อรรถ) สีลวเตน จ ธตุ งฺควเตน จ วริ หิโต. อลิกํ ภณนฺต:ิ วา่ ผ้เู ว้นแล้ว จากวตั รคอื ศลี ด้วย จากวตั รคอื ธดุ งค์ ด้วย (ดงั นี ้แหง่ บท) มสุ าวาทํ ภณนฺโต อปปฺ ตฺเตสุ อารมมฺ เณสุ อิจฺฉาย วา่ อพพฺ โต ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (อ.บคุ คล) กลา่ วอยู่ กลา่ วเทจ็ ปตฺเตสุ จ โลเภน สมนฺนาคโต สมโณ นาม กึ ภวิสสฺ ติ. ผ้มู าตามพร้อมแล้ว ด้วยความปรารถนา ในอารมณ์ ท. อนั ไมถ่ งึ แล้ว ด้วย ด้วยความโลภ (ในอารมณ์ ท.) อนั ถงึ แล้ว ด้วย ช่ือวา่ เป็นสมณะ จกั เป็น อยา่ งไร (ดงั นี ้ แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ อลิกํ ภณํ ดงั นี ้ฯ อ.อรรถ วา่ สว่ นวา่ (อ.บคุ คล) ใด ยงั บาป ท. อนั นดิ หนอ่ ย สเมตตี :ิ โย จ ปริตฺตานิ วา มหนฺตานิ วา ปาปานิ หรือ หรือวา่ อนั ใหญ่ ให้เข้าไปสงบวิเศษอย,ู่ (อ.บคุ คล) นนั้ วปู สเมต,ิ โส เตสํ สมิตตฺตา `สมโณติ ปวจุ ฺจตีติ อตฺโถ. (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ยอ่ มตรัสเรียก วา่ เป็นสมณะ ดงั นี ้ เพราะความที่ (แหง่ บาป ท.) เหลา่ นนั้ เป็นบาป (อนั บคุ คล) นนั้ ให้ระงบั แล้ว ดงั นี ้(แหง่ บท) วา่ สเมติ ดงั นี ้ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา (อ.ชน ท.) มาก บรรลแุ ล้ว เทสนาวสาเน พหู โสตาปตตฺ ผิ ลาทนี ิ ปาปณุ สึ ตู .ิ (ซง่ึ อริยผล ท.) มีโสดาปัตตผิ ลเป็นต้น ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุช่ือว่าหตั ถกะ (จบแล้ว) ฯ หตถฺ กวตถฺ ุ. ๗. อ.เร่ืองแห่งพราหมณ์คนใดคนหน่ึง ๗. อญญฺ ตรพรฺ าหมฺ ณวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “น เตน ภกิ ขฺ ุ โส โหตตี ิ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา ซงึ่ พราหมณ์ คนใดคนหนงึ่ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ เชตวเน วหิ รนฺโต อญฺญตรํ พฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถส.ิ น เตน ภกิ ขฺ ุ โส โหติ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยินวา่ (อ.พราหมณ์) นนั้ บวชแล้ว ในลทั ธิอนั มีในภายนอก โส กริ พาหริ สมเย ปพพฺ ชติ วฺ า ภกิ ขฺ ํ จรนโฺ ต จนิ เฺ ตสิ ประพฤตอิ ยู่ ซง่ึ อนั ขอ คดิ แล้ว วา่ อ.พระสมณะ ผ้โู คดม “สมโณ โคตโม อตฺตโน สาวเก ภิกฺขาย จรนฺเต ยอ่ มตรัสเรียก ซง่ึ สาวก ท. ของพระองค์ ผ้เู ท่ียวไปอยู่ เพื่ออนั ขอ `ภิกฺขตู ิ วทต,ิ มํปิ `ภิกฺขตู ิ วตฺตํุ ภวฏิกฺฏฺขํตจีตร.ิ ิตโฺวสา สตฺถารํ วา่ เป็นภกิ ษุ ดงั น,ี ้ อ.อนั (อนั พระสมณะ ผ้โู คดม) ตรสั เรียก แม้ซง่ึ เรา อปุ สงฺกมิตฺวา “โภ โคตม อหํปิ ชีวามิ, วา่ เป็นภกิ ษุ ดงั นี ้ ยอ่ มควร ดงั นี ้ ฯ (อ.พราหมณ)์ นนั้ เข้าไปเฝ้ าแล้ว มํปิ `ภิกฺขตู ิ วเทหีติ อาห. ซงึ่ พระศาสดา กราบทลู แล้ว วา่ ข้าแตพ่ ระโคดม ผ้เู จริญ แม้ อ.ข้าพระองค์ ประพฤตแิ ล้ว ซงึ่ อนั ขอ ยอ่ มเป็นอย,ู่ (อ.พระองค์) ขอจงตรัสเรียก แม้ซง่ึ ข้าพระองค์ วา่ เป็นภิกษุ ดงั นี ้ ดงั นี ้ ฯ 50 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

ครัง้ นนั้ อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะพราหมณ์) นนั้ วา่ อถ นํ สตฺถา “นาหํ พฺราหฺมณ ภิกฺขนมตฺเตน ดกู ่อนพราหมณ์ อ.เรา ยอ่ มกลา่ ว วา่ เป็นภิกษุ ดงั นี ้ `ภิกฺขตู ิ วทามิ, น หิ วสิ ํ ธมมฺ ํ สมาทาย วตฺตนฺโต (เพราะอาการ) สกั วา่ อนั ขอ หามิได้, เพราะวา่ (อ.บคุ คล) สมาทาน ภิกฺขุ นาม โหต;ิ โย ปน สพฺพสงฺขาเร สงฺขาย จรต,ิ ประพฤตอิ ยู่ ซง่ึ ธรรม อนั เป็นพิษ ช่ือวา่ เป็นภิกษุ ยอ่ มเป็น โส ภิกฺขุ นามาติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ หามิได้, สว่ นวา่ (อ.บคุ คล) ใด ยอ่ มเท่ียวไป ด้วยอนั พิจารณา ซงึ่ สงั ขารทงั้ ปวง ท., (อ.บคุ คล) นนั้ ช่ือวา่ เป็นภิกษุ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ได้ตรัสแล้ว ซง่ึ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ (อ.บคุ คล) ย่อมขอ (กะชน ท.) เหล่าอืน่ “น เตน ภิกฺขุ โส โหติ ยาวตา ภิกฺขเต ปเร, (เพราะเหต)ุ มีประมาณเพียงใด (อ.บคุ คล) นน้ั วิสํ ธมฺมํ สมาทาย ภิกฺขุ โหติ น ตาวตา; เป็นภิกษุ ย่อมเป็น (เพราะเหต)ุ นน้ั หามิได,้ โยธ ปญุ ญฺ ญจฺ ปาปญจฺ วาเหตวฺ า พรฺ หมฺ จริยวา (อ.บคุ คล) สมาทานแลว้ ซึ่งธรรม อนั เป็นพิษ สงฺขาย โลเก จรติ, ส เว ภิกฺขูติ วจุ ฺจตีติ. เป็นภิกษุ ยอ่ มเป็น (เพราะเหต)ุ มีประมาณเพยี งนน้ั หามิได,้ (อ.บคุ คล) ใด (ในศาสนา) นี้ ลอยแลว้ ซ่ึงบญุ ดว้ ย ซ่ึงบาป ดว้ ย เป็นผูม้ ีพรหมจรรย์ (ย่อมเป็น) ย่อมเทีย่ วไป ในโลก ดว้ ยอนั พิจารณา, (อ.บคุ คล) นน้ั แล (อนั เรา) ยอ่ มเรียก วา่ เป็นภิกษุ ดงั นี้ ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (อ.บคุ คล นนั้ ) ยอ่ มขอ (กะชน ท.) เหลา่ อ่ืน ตตฺถ “ยาวตาต:ิ ยตฺตเกน ปเร ภิกฺขต,ิ (เพราะเหต)ุ มีประมาณเทา่ ใด, ชื่อวา่ เป็นภิกษุ ยอ่ มเป็น เตน ภิกฺขนมตฺเตน ภิกฺขุ นาม น โหต.ิ วสิ นฺต:ิ (เพราะเหต)ุ นนั้ คือวา่ สกั วา่ อนั ขอ หามิได้ (ดงั นี ้ ในบท ท.) วิสมํ ธมมฺ ํ วสิ คนฺธํ วา กายกมมฺ าทิกํ ธมมฺ ํ สมาทาย เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ ยาวตา ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ (อ.อรรถ) วา่ จรนฺโต ภิกฺขุ นาม น โหต.ิ โยธาต:ิ โย อิธ สาสเน อ.บคุ คล สมาทาน ประพฤตอิ ยู่ ซง่ึ ธรรม อนั มคี วามเสมอไปปราศแล้ว อภุ ยํเปตํ ปญุ ฺญญฺจ ปาปญฺจ มคฺคพฺรหฺมจริเยน หรือ หรือวา่ ซงึ่ ธรรม มีกายกรรมเป็นต้น อนั มีกลน่ิ อนั เป็นพิษ วาเหตฺวา ปนทุ ิตฺวา พฺรหฺมจริยวา โหต.ิ ชอื่ วา่ เป็นภกิ ษุ ยอ่ มเป็น หามไิ ด้ (ดงั นี ้แหง่ บท) วา่ วสิ ํ ดงั นเี ้ป็นต้น ฯ (อ.อรรถ) วา่ (อ.บคุ คล) ใด ในศาสนา นี ้ ลอยแล้ว คอื วา่ บรรเทาแล้ว ซงึ่ บญุ ด้วย ซงึ่ บาป ด้วย นนั่ แม้ทงั้ ๒ ด้วยมรรคพรหมจรรย์ เป็นผ้มู พี รหมจรรย์ ยอ่ มเป็น (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ โยธ ดงั นเี ้ป็นต้น ฯ (อ.อรรถ) วา่ ด้วยญาณ (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ สงขฺ าย ดงั นี ้ ฯ สงขฺ ายาต:ิ ญาเณน. โลเกต:ิ ขนฺธาทิโลเก อ.อรรถ วา่ (อ.บคุ คล) รู้แล้ว ซง่ึ ธรรม ท. แม้ทงั้ ปวง ในโลกมขี นั ธเ์ ป็นต้น “อิเม อชฺฌตฺตกิ า ขนฺธา, อิเม พาหิราติ เอวํ สพฺเพปิ อยา่ งนี ้ วา่ อ.ขนั ธ์ ท. อนั เป็นไปในภายใน เหลา่ นี ้ (อ.ขนั ธ์ ท.) ธมเฺ ม ชานิตฺวา จรต,ิ โส เตน ญาเณน กิเลสานํ อนั มีในภายนอก เหลา่ นี ้ ดงั นี ้ ยอ่ มเที่ยวไป, (อ.บคุ คล) นนั้ ภินฺนตฺตา `ภิกฺขตู ิ วจุ ฺจตีติ อตฺโถ. (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ยอ่ มตรัสเรียก วา่ เป็นภิกษุ ดงั นี ้ เพราะความที่ (แหง่ กิเลสท.)เป็นสภาพ(อนั บคุ คลนนั้ )ท�ำลายแล้ว ด้วยญาณ นนั้ ดงั นี ้(แหง่ บท) วา่ โลเก ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา (อ.ชน ท.) มาก บรรลแุ ล้ว เทสนาวสาเน พหู โสตาปตตฺ ผิ ลาทนี ิ ปาปณุ สึ ตู .ิ (ซงึ่ อริยผล ท.) มีโสดาปัตตผิ ลเป็นต้น ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งพราหมณ์คนใดคนหน่ึง (จบแล้ว) ฯ อญญฺ ตรพรฺ าหมฺ ณวตถฺ ุ. ผลติ ส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม วดั พระธรรมกาย 51 www.kalyanamitra.org

๘. อ.เร่ืองแห่งเดยี รถยี ์ ๘. ตติ ถฺ ยิ วตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “น โมเนนาติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา เชตวเน ซง่ึ เดียรถีย์ ท. ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ น โมเนน วิหรนฺโต ตติ ฺถิเย อารพฺภ กเถส.ิ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยนิ วา่ (อ.เดยี รถยี ์ ท.) เหลา่ นนั้ กระทำ� แล้ว ซงึ่ การอนโุ มทนา อภค“เตขนิกมฺถฺขฺตํิ,ูเํุโนตปหอนตวสกฏ,ุ ิกรุปฺสฏฏฐขภุตฺมฐํตุีตโาโหฺตพเอิ นตฏาธ,ฺุทิฐยนอาํินาาอเานยมนสุนวโุ ุมกเฑยมณทฒฺนนนฺฏสตุ มาโสฺ;ุทงกอาฺคีนสนลอํ กุํอํตอวฏนฺถตฺนฐนิ,าฺวโุ ญุเมาเนอทฺญปวนนกราาํูปฺกมตกํ มกตกฐนาฺวลาเฺตานลลิ.,ํํ แก่มนษุ ย์ ท. ในท่ี (แหง่ ภตั ร อนั ตน) บริโภคแล้ว ท. กลา่ วแล้ว ภตฺตคฺเค มนสุ สฺ านํ อนโุ มทนํ อกตฺวาว ปกฺกมนฺต.ิ ซง่ึ มงคล โดยนยั มคี ำ� วา่ อ.ความเกษม จงมเี ถดิ , อ.ความสขุ จงมเี ถดิ , มนสุ ฺสา “มยํ ตติ ฺถิยานํ สนฺตกิ า มงฺคลํ สณุ าม, ภทนฺตา อ.อายุ จงเจริญเถิด, อ.เปื อกตม มีอยู่ ช่ือในท่ีโน้น, อ.หนาม มีอยู่ ปน ตณุ ฺหีภตู าว ปกฺกมนฺตีติ อชุ ฺฌายสึ .ุ ชอื่ ในทโ่ี น้น, อ.อนั อนั บคุ คล ไป สทู่ ี่ มอี ยา่ งนเี ้ป็นรูป ยอ่ มไมค่ วร ดงั นี ้ เป็นต้น ยอ่ มหลกี ไป ฯ สว่ นวา่ อ.ภกิ ษุ ท. ไมก่ ระทำ� แล้ว ซง่ึ การอนโุ มทนา แกม่ นษุ ย์ ท. ในโรงแหง่ ภตั รเทยี ว ยอ่ มหลกี ไป ในกาล (แหง่ วตั ร ท.) มกี ารอนโุ มทนาเป็นต้น (อนั พระผ้มู พี ระภาคเจ้า) ไมท่ รงอนญุ าตแล้ว ในปฐมโพธิกาล ฯ อ.มนษุ ย์ ท. ยกโทษแล้ว วา่ อ.เรา ท. ยอ่ มฟัง ซง่ึ มงคล จากสำ� นกั ของเดียรถีย์ ท., สว่ นวา่ อ.ทา่ นผ้เู จริญ ท. ผ้เู ป็นคนนิ่งเป็นแล้วเทียว ยอ่ มหลีกไป ดงั นี ้ฯ อ.ภิกษุ ท. กราบทลู แล้ว ซงึ่ เนือ้ ความ นนั้ แก่พระศาสดา ฯ ภิกฺขู ตมตฺถํ สตฺถุ อาโรเจสํ.ุ สตฺถา “ภิกฺขเว อ.พระศาสดา ทรงอนญุ าตแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) ออิโปุ ตนิสปนิ ฏฺนฺฐกาถยํ ภตฺตคฺคาทีสุ ยถาสขุ ํ อนโุ มทนํ กโรถ, จงกระท�ำ ซง่ึ การอนโุ มทนา ตามความสบาย (ในที่ ท.) กเถถาติ อนชุ านิ. เต ตถา กรึส.ุ มนสุ สฺ า มีโรงแหง่ ภตั รเป็นต้น จ�ำเดมิ (แตก่ าล) นี,้ จงกลา่ ว ซงึ่ วาจาเป็น อนโุ มทนาทีนิ สณุ นฺตา อสุ สฺ าหปปฺ ตฺตา ภิกฺขู เครื่องกลา่ ว กะบคุ คลผ้นู งั่ ใกล้แล้ว ดงั นี ้ ฯ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ นิมนฺเตตฺวา สกฺการํ กโรนฺตา วิจรนฺต.ิ ตติ ฺถิยา กระท�ำแล้ว อยา่ งนนั้ ฯ อ.มนษุ ย์ ท. ฟังอยู่ (ซง่ึ วตั ร ท.) “มยํ มนุ ิโน โมนํ กโรม, สมณสฺส โคตมสสฺ สาวกา มีการอนโุ มทนาเป็นต้น ผ้ถู งึ แล้วซงึ่ ความอตุ สาหะ นิมนต์แล้ว ภตฺตคฺคาทีสุ มหากถํ กเถนฺตา วจิ รนฺตีติ อชุ ฺฌายสึ .ุ ซงึ่ ภิกษุ ท. ยอ่ มเท่ียว กระท�ำอยู่ ซง่ึ สกั การะ ฯ อ.เดียรถีย์ ท. ยกโทษแล้ว วา่ อ.เรา ท. ยอ่ มกระท�ำ ซงึ่ ความเป็นแหง่ บคุ คลผ้นู ่ิง ของบคุ คลผ้รู ู้, อ.สาวก ท. ของพระสมณะ ผ้โู คดม ยอ่ มเทย่ี ว กลา่ วอยู่ ซง่ึ วาจาเป็นเคร่ืองกลา่ วอนั มาก (ในท่ี ท.) มโี รงแหง่ ภตั รเป็นต้น ดงั นี ้ฯ อ.พระศาสดา ทรงสดบั แล้ว ซงึ่ เนือ้ ความ นนั้ ตรัสแล้ว วา่ สตถฺ า ตมตถฺ ํ สตุ วฺ า “นาหํ ภกิ ขฺ เว ตณุ หฺ ภี าวมตเฺ ตน ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. อ.เรา ยอ่ มไมก่ ลา่ ว วา่ เป็นมนุ ี ดงั นี ้ (ด้วยเหต)ุ สกั วา่ มนุ ีติ วทามิ; เอกจฺเจ หิ อชานนฺตา น กเถนฺต,ิ เอกจฺเจ ความเป็นแหง่ บคุ คลผ้นู ิ่ง, เพราะวา่ (อ.ชน ท.) บางพวก ไมร่ ู้อยู่ อวิสารทตาย, เอกจฺเจ `มา โน อิมํ อตสิ ยตฺถํ อญฺเญ ยอ่ มไมก่ ลา่ ว, (อ.ชน ท.) บางพวก (ยอ่ มไมก่ ลา่ ว) เพราะความที่ ชานสึ ตู ิ มจฺเฉเรน; ตสฺมา น โมนมตฺเตน มนุ ิ โหติ, (แหง่ ตน) ไมแ่ กล้วกล้า, (อ.ชน ท.) บางพวก (ยอ่ มไมก่ ลา่ ว) ปาปวปู สมเนน ปน มนุ ิ นาม โหตีติ วตฺวา อิมา เพราะความตระหน่ี วา่ (อ.ชน ท.) เหลา่ อน่ื อยา่ รู้แล้ว ซง่ึ ประโยชน์ คาถา อภาสิ อนั ดีย่ิง นี ้ของเรา ท. ดงั นี,้ เพราะเหตนุ นั้ (อ.บคุ คล) ชื่อวา่ เป็นมนุ ี (ยอ่ มเป็น ด้วยเหต)ุ สกั วา่ ความเป็นแหง่ บคุ คลผ้นู ่ิง หามิได้, แตว่ า่ (อ.บคุ คล) ชอื่ วา่ เป็นมนุ ี ยอ่ มเป็น เพราะอนั ยงั บาปให้เข้าไปสงบวเิ ศษ ดงั นี ้ได้ตรัสแล้ว ซง่ึ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ (อ.บคุ คล) ผูม้ ีรูปอนั หลงแลว้ ผูไ้ ม่รู้แจ้งโดยปกติ ชือ่ ว่า “น โมเนน มนุ ิ โหติ มฬุ หฺ รูโป อวิทฺทส,ุ เป็มนุ ี ย่อมเป็น เพราะความเป็นแห่งบคุ คลผูน้ ิ่ง หามิได,้ โย จ ตลุ ํว ปคฺคยฺห วรมาทาย ปณฺฑิโต ส่วนว่า (อ.บคุ คล) ใด ผูฉ้ ลาด ถือเอาแลว้ (ซ่ึงธรรม) ปาปานิ ปริวชฺเชติ, ส มนุ ิ, เตน โส มนุ ิ; อนั ประเสริฐ ย่อมเวน้ รอบ ซึ่งบาป ท. เพียงดงั (อ.บคุ คล) โย มนุ าติ อโุ ภ โลเก, มนุ ิ เตน ปวจุ ฺจตีติ. (ผ)ู้ ประคองแลว้ ซ่ึงตราชงั่ (ยืนแลว้ ), (อ.บคุ คล) นนั้ ชือ่ วา่ เป็นมนุ ี (ย่อมเป็น), (อ.บคุ คล) นน้ั เป็นมนุ ี (ย่อมเป็น) (เพราะเหต)ุ นนั้ , (อ.บคุ คล) ใด ย่อมรู้ (ซึ่งประโยชน์ ท.) ทงั้ ๒ ในโลก (อ.บุคคล นน้ั อนั เรา) ย่อมกล่าว ใหช้ ือ่ ว่ามนุ ี (เพราะเหต)ุ นนั้ ดงั นี้ ฯ 52 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.อรรถ) วา่ จริงอยู่ (อ.บคุ คล) ชื่อวา่ เป็นมนุ ี ยอ่ มเป็น ตตฺถ “น โมเนนาต:ิ กามํ หิ โมเนยฺยปฏิปทา- เพราะโมนะคือมรรคญาณ อันบัณฑิตนับพร้ อมแล้ว ว่า สงฺขาเตน มคฺคญาณโมเนน มนุ ิ นาม โหต,ิ อิธ ปน โมไนยปฏปิ ทา แท้, ถงึ อยา่ งนนั้ (อ.บท) วา่ โมเนน ดงั นี ้ในพระคาถานี ้ ตณุ ฺหีภาวํ สนฺธาย “โมเนนาติ วตุ ฺตํ. มุฬฺหรูโปต:ิ (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ตรัสแล้ว ทรงหมายเอา ซง่ึ ความเป็นแหง่ ตจุ ฺฉรูโป. อวทิ ทฺ สูต:ิ อวญิ ฺญ.ู “เอวรูโป หิ ตณุ ฺหีภโู ตปิ บคุ คลผ้นู งิ่ (ดงั นี ้ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ น โมเนน ดงั นี ้ฯ มนุ ิ นาม น โหต;ิ อถวา, โมเนยฺยมนุ ิ นาม น โหติ, (อ.อรรถ) วา่ ผ้มู ีรูปอนั เปลา่ (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ มุฬฺหรูโป ดงั นี ้ ฯ ตจุ ฺฉสภาโว ปน อญฺญาณี จ โหตีติ อตฺโถ. (อ.อรรถ) วา่ ผ้ไู มร่ ู้แจ้งอยโู่ ดยปกติ (ดงั นี ้แหง่ บท) วา่ อวทิ ทฺ สุ ดงั นี ้ฯ อ.อธิบาย วา่ ก็ (อ.บคุ คล) ผ้มู ีอยา่ งนีเ้ป็นรูป แม้ผ้เู ป็นคนนิ่งเป็น แล้ว ชื่อวา่ เป็นมนุ ี ยอ่ มเป็น หามิได้, อีกอยา่ งหนงึ่ (อ.บคุ คล นนั้ ) ช่ือวา่ เป็นโมไนยมนุ ี ยอ่ มเป็น หามิได้. แตว่ า่ (อ.บคุ คล นนั้ ) เป็นผ้มู สี ภาพอนั เปลา่ ด้วย เป็นผ้ไู มม่ คี วามรู้ ด้วย ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ เหมือนอยา่ งวา่ (อ.บคุ คล) ผู้ ถือเอา ซง่ึ ตราชงั่ โย จ ตุลวํ ปคคฺ ยหฺ าต:ิ ยถา หิ ตลุ ํ คเหตฺวา ยืนแล้ว, หากวา่ (อ.วตั ถ)ุ อนั ย่ิงเกิน มีอยู่ ไซร้, ยอ่ มน�ำไป, หากวา่  โิ ต, อตเิ รกญฺเจ โหต,ิ หรต,ิ อนู กญฺเจ โหต,ิ ปกฺขิปติ; (อ.วตั ถ)ุ อนั พร่อง มอี ยไู่ ซร้ ยอ่ มใสเ่ ข้า ฉนั ใด, (อ.บคุ คล) ใด ยอ่ มนำ� ไป เอวเมว โย อติเรกํ หรนฺโต วยิ ปาปํ หรติ ปริวชฺเชติ ชื่อวา่ ยอ่ มเว้นรอบ ซง่ึ บาป ราวกะ (อ.บคุ คล) ผ้นู �ำไปอยู่ (ซง่ึ วตั ถ)ุ อนู กํ ปกฺขิปนฺโต วยิ กสุ ลํ ปริปเู รต;ิ เอวญฺจ ปน อนั ย่ิงเกิน คือวา่ ยงั กศุ ล ให้เตม็ รอบ ราวกะ (อ.บคุ คล) ผ้ใู สเ่ ข้าอยู่ กโรนฺโต สีลสมาธิปญฺญาวิมตุ ฺตวิ ิมตุ ฺตญิ าณทสฺสน- (ซง่ึ วตั ถ)ุ อนั พร่อง ฉนั นนั้ นนั่ เทยี ว ก็ แล (อ.บคุ คล) กระทำ� อยู่ อยา่ งนี ้ สงฺขาตํ วรํ อตุ ฺตมเมว อาทาย ปาปานิ อกสุ ลกมมฺ านิ ถอื เอา (ซง่ึ ธรรม) อนั ประเสริฐ คอื วา่ อนั สงู สดุ นนั่ เทยี ว อนั บณั ฑติ ปริวชฺเชติ. นบั พร้อมแล้ววา่ ศลี และสมาธิและปัญญาและวมิ ตุ แิ ละวมิ ตุ ตญิ าณ ทสั สนะ ยอ่ มเว้นรอบ ซงึ่ บาป ท. คือวา่ ซงึ่ อกศุ ลกรรม ท. (ดงั นี ้ แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ โย จ ตุลวํ ปคคฺ ยหฺ ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (อ.บคุ คล) นนั้ ช่ือวา่ เป็นมนุ ี (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ส มุนีต:ิ โส มนุ ิ นามาติ อตฺโถ. เตน โส มุนีต:ิ (แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ ส มุนี ดงั นี ้ ฯ อ.อรรถ วา่ หากวา่ “กสมฺ า ปน โส มนุ ีติ เจ; ยํ อเหุโภฏฺฐโาลเวกตุ ตฺต:ิกโายรณปํ,คุ ฺคเตโนล (อ.อนั ถาม) วา่ ก็ (อ.บคุ คล) นนั้ ชอ่ื วา่ เป็นมนุ ี (ยอ่ มเป็น) เพราะเหตไุ ร โส มนุ ีติ อตฺโถ. โย มุนาติ ดงั นี(้ พงึ มีไซร้),(อ.อนั แก้)วา่ อ.เหตุ(อนั ข้าพเจ้า)กลา่ วแล้วในภายใต้ ใด, อิมสมฺ ึ ขนฺธาทิโลเก ตลุ ํ อาโรเปตฺวา มินนฺโต วยิ “อิเม (อ.บคุ คล) นนั้ ชอ่ื วา่ เป็นมนุ ี (ยอ่ มเป็น) (เพราะเหต)ุ นนั้ (ดงั น)ี ้ ดงั นี ้ อชฺฌตฺตกิ า ขนฺธา, อิเม พาหิราตอิ าทินา นเยน อิเม (แหง่ บท ท.) วา่ เตน โส มนุ ี ดงั นี ้ฯ (อ.อรรถ) วา่ อ.บคุ คล ใด ยอ่ มรู้ อโุ ภ อตฺเถ มนุ าต.ิ มุนิ เตน ปวุจจฺ ตตี :ิ เตน การเณน ซงึ่ ประโยชน์ ท. ทงั้ ๒ เหลา่ นี ้ มโี ลกมขี นั ธเ์ ป็นต้น นี ้ โดยนยั มคี ำ� วา่ `มนุ ีติ ปวจุ ฺจติ เอวาติ อตฺโถ. อ.ขนั ธ์ ท. อนั เป็นไปในภายใน เหลา่ น,ี ้ (อ.ขนั ธ์ ท.) อนั มใี นภายนอก เหลา่ นี ้ ดงั นเี ้ป็นต้น ราวกะ (อ.บคุ คล) ผู้ ยกขนึ ้ แล้ว ซง่ึ ตราชงั่ นบั อยู่ (ดงั นี ้ แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ โย มุนาติ อุโภ โลเก ดงั นี ้ ฯ อ.อรรถ วา่ (อ.บคุ คล นนั้ อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ยอ่ มตรัสเรียก วา่ เป็นมนุ ี ดงั นี ้ เพราะเหตุ นนั้ นนั่ เทียว ดงั นี ้ (แหง่ บาท แหง่ พระคาถา) วา่ มุนิ เตน ปวุจจฺ ติ ดงั นี ้ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา (อ.ชน ท.) มาก บรรลแุ ล้ว เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺตผิ ลาทีนิ ปาปณุ ึสตู .ิ (ซงึ่ อริยผล ท.) มีโสดาปัตตผิ ลเป็นต้น ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งเดยี รถยี ์ (จบแล้ว) ฯ ตติ ถฺ ยิ วตถฺ ุ. ผลติ ส่ือการเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัติธรรม วัดพระธรรมกาย 53 www.kalyanamitra.org

๙ .เร่ืองแห่งบุคคลผู้จบั ซ่งึ ปลาด้วยเบด็ ช่ือว่าอริยะ ๙. อริยพาลิสกิ วตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “น เตน อริโย โหตตี ิ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา (ซง่ึ บคุ คล) ผ้จู บั ซง่ึ ปลาด้วยเบด็ คนหนงึ่ ชื่อวา่ อริยะ ตรัสแล้ว เชตวเน วหิ รนฺโต เอกํ อริยํ นาม พาลสิ กิ ํ อารพฺภ ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้วา่ น เตน อริโย โหติ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ กเถส.ิ ดงั จะกลา่ วโดยพิสดาร ในวนั หนงึ่ อ.พระศาสดา ทรงเหน็ แล้ว เอกทิวสํ หิ สตฺถา ตสสฺ โสตาปตฺตมิ คฺคสฺส ซงึ่ อปุ นสิ ยั แหง่ โสดาปัตตมิ รรค (ของบคุ คลผ้จู บั ซงึ่ ปลาด้วยเบด็ ) นนั้ อปุ นิสสฺ ยํ ทิสฺวา สาวตฺถิยา อตุ ฺตรทฺวารคาเม ปิ ณฺฑาย เที่ยวไปแล้ว เพื่อบณิ ฑะ ในบ้านใกล้ประตใู นทิศอดุ ร แหง่ เมือง จริตฺวา ภิกฺขสุ งฺฆปริวโุ ต ตโต อาคจฺฉต.ิ ตสมฺ ึ ขเณ ช่ือวา่ สาวตั ถี ผ้อู นั หมแู่ หง่ ภิกษุแวดล้อมแล้ว ยอ่ มเสดจ็ มา โส พาลสิ โิ ก พลเิ สน มจฺเฉ คณฺหนฺโต พทุ ฺธปปฺ มขุ ํ (แตเ่ มืองช่ือวา่ สาวตั ถี) นนั้ ฯ ในขณะนนั้ (อ.บคุ คล) ผ้จู บั ซง่ึ ปลา ภตสิกสฺฺขสุ องวฺฆิทํ ทเู ริสฐวฺ าาเนพลนสิ ิวยตฏฺตฺฐติ ึ ฺวฉาฑฺเฑโิ ตตฺว“ตาฺวอํ ฏกฺินฐาฺนสา.ิ โมส,ตตฺถฺาวํ ด้วยเบด็ นนั้ จบั อยู่ ซงึ่ ปลา ท. ด้วยเบด็ เหน็ แล้ว ซงึ่ หมแู่ หง่ ภิกษุ มีพระพทุ ธเจ้าเป็นประมขุ ทิง้ แล้ว ซงึ่ คนั แหง่ เบด็ ได้ยืนแล้ว ฯ กนึ าโมติ สารีปตุ ฺตตฺเถราทีนํ นามานิ ปจุ ฺฉิ. เตปิ “อหํ อ.พระศาสดา เสดจ็ กลบั แล้วประทบั ยืนแล้ว ในท่ี อนั ไมไ่ กล สารีปตุ โฺ ต, อหํ โมคคฺ ลลฺ าโนติ อตตฺ โน อตตฺ โน นามานิ (แหง่ บคุ คลผ้จู บั ซงึ่ ปลาด้วยเบด็ ) นนั้ ตรัสถามแล้ว ซง่ึ ชื่อ ท. กถยสึ .ุ พาลสิ โิ ก จินฺเตสิ “สตฺถา สพฺเพสํ นามานิ (ของพระเถระ ท.) มีพระเถระชื่อวา่ สารีบตุ รเป็นต้น วา่ อ.เธอ เป็น ปจุ ฺฉต,ิ มมาปิ นามํ ปจุ ฺฉิสฺสติ มญฺเญต.ิ ผ้มู ีช่ืออยา่ งไร (ยอ่ มเป็น), อ.เธอ เป็นผ้มู ีช่ืออยา่ งไร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ฯ (อ.พระเถระ ท.) แม้เหลา่ นนั้ กราบทลู แล้ว ซงึ่ ชอ่ื ท. ของตน ๆ วา่ อ.ข้าพระองค์ เป็นผ้ชู ่ือวา่ สารีบตุ ร (ยอ่ มเป็น), อ.ข้าพระองค์ เป็นผ้ชู ่ือวา่ โมคคลั ลานะ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ฯ (อ.บคุ คล) ผ้จู บั ซง่ึ ปลา ด้วยเบด็ คดิ แล้ว วา่ อ.พระศาสดา ยอ่ มตรัสถาม ซงึ่ ชื่อ ท. ของภิกษุ ท. ทงั้ ปวง, อ.พระศาสดา เหน็ จะ จกั ตรัสถาม ซง่ึ ชื่อ แม้ของเรา ดงั นี ้ฯ อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซงึ่ ความปรารถนา (แหง่ บคุ คล สตฺถา ตสฺส อิจฺฉํ ญตฺวา “อปุ าสก ตฺวํ โก นามาติ ผ้จู บั ซงึ่ ปลาด้วยเบด็ ) นนั้ ตรัสถามแล้ว วา่ ดกู ่อนอบุ าสก อ.ทา่ น ปจุ ฺฉิตฺวา, “อหํ ภนฺเต อริโย นามาติ วตุ ฺเต, เป็นผ้ชู ่ือวา่ อะไร (ยอ่ มเป็น) ดงั นี,้ (ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ “น อปุ าสก ตาทิโส ปาณาตปิ าตี อริโย นาม โหต,ิ ผ้เู จริญ อ.ข้าพระองค์ เป็นผ้ชู ื่อวา่ อริยะ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ อริโย ปน มหาชนสฺส อวหิ สึ นภาเว โิ ตติ วตฺวา อิมํ (อนั บคุ คลผ้จู บั ซง่ึ ปลาด้วยเบด็ นนั้ ) กราบทลู แล้ว, ตรัสแล้ว วา่ คาถมาห ดกู ่อนอบุ าสก (อ.บคุ คล) ผ้ยู งั สตั ว์มีปราณให้ตกลว่ งไปโดยปกติ ผ้เู ชน่ ทา่ น เป็นผ้ชู ื่อวา่ อริยะ ยอ่ มเป็น หามิได้, สว่ นวา่ (อ.บคุ คล) ผ้ดู �ำรงอยแู่ ล้ว ในความเป็นคืออนั ไมเ่ บียดเบียน ซง่ึ มหาชน เป็นผ้ชู ื่อวา่ อริยะ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระคาถา นี ้ วา่ (อ.บคุ คล) ย่อมเบียดเบียน ซ่ึงสตั ว์มีปราณ ท. “น เตน อริโย โหติ เยน ปาณานิ หึสติ; (เพราะเหต)ุ ใด เป็นผูช้ ือ่ ว่าอริยะ ย่อมเป็น อหึสา สพพฺ ปาณานํ `อริโยติ ปวจุ ฺจตีติ. (เพราะเหต)ุ นน้ั หามิได,้ (อ.บคุ คล อนั เรา) ย่อมกล่าว ว่า เป็ นอริยะ ดงั นี้ เพราะอนั ไมเ่ บียดเบียน ซ่ึงสตั วมีปราณทง้ั ปวง ท. ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ เพราะอนั ไมเ่ บียดเบียน (ดงั นี ้ในบท ท.) เหลา่ นนั้ ตตฺถ “อหสึ าต:ิ อหสึ เนน. อิทํ วตุ ฺตํ โหติ หนา (แหง่ บท) วา่ อหสึ า ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถรูป) นี ้ วา่ (อ.บคุ คล) “เยน ปาณานิ หสึ ต,ิ ยอ่ มเบียดเบียน ซงึ่ สตั ว์มีปราณ ท. (เพราะเหต)ุ ใด, 54 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

เป็นผ้ชู ่ือวา่ อริยะ ยอ่ มเป็น เพราะเหตนุ นั้ หามิได้, สว่ นวา่ น เตน การเณน อริโย โหต;ิ โย ปน สพฺพปาณานํ (อ.บคุ คล) ใด ด�ำรงอยแู่ ล้ว ไกล จากความเบียดเบียน เพราะอนั ปาณิอาทินา อหสึ เนน เมตฺตาทิภาวนาย ไมเ่ บียดเบียน ซงึ่ สตั ว์มีปราณทงั้ ปวง ท. (ด้วยปรหรณวตั ถ)ุ ปอตตฺโฏิ ถฺฐ.ติ ตฺตา หสึ โต อารา โิ ต, อยํ `อริโยติ ปวจุ ฺจตีติ มฝี ่ามอื เป็นต้น คอื วา่ เพราะความที่ (แหง่ ตน) เป็นผ้ตู งั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว ในภาวนามีเมตตาเป็นต้น, (อ.บคุ คล) นี ้ (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ยอ่ มตรัสเรียก วา่ เป็นอริยะ ดงั นี ้ ดงั นี ้ เป็นค�ำอธิบาย อนั พระผ้มู ี พระภาคเจ้าตรัสแล้ว ยอ่ มเป็น ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา(อ.บคุ คล) ผ้จู บั ซง่ึ ปลาด้วยเบด็ เทสนาวสาเน พาลสิ โิ ก โสตาปตฺตผิ เล ปตฏิ ฺฐหิ. ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว ในโสดาปัตตผิ ล ฯ อ.เทศนา เป็นเทศนาเป็นไปกบั ด้วยวาจามปี ระโยชน์ ได้มแี ล้ว สมปฺ ตฺตานํปิ สาตฺถิกา เทสนา อโหสตี .ิ (แก่ชน ท.) แม้ผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งบคุ คลผ้จู บั ซ่งึ ปลาด้วยเบด็ ช่อื ว่าอริยะ (จบแล้ว) ฯ อริยพาลสิ ิกวตถฺ ุ. ๑๐. อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุผู้มาก ๑๐. สมพฺ หลุ ภกิ ขฺ ุวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “น สีลพพฺ ตมตเฺ ตนาติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา ซงึ่ ภิกษุ ท. ผ้ถู งึ พร้อมแล้วด้วยคณุ มีศีลเป็นต้น ผ้มู าก ตรัสแล้ว เชตวเน วิหรนฺโต สมพฺ หเุ ล สลี าทิสมปฺ นฺเน ภิกฺขู ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ น สีลพพฺ ตมตเฺ ตน ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ อารพฺภ กเถส.ิ ได้ยินวา่ (อ.ความคิด) อยา่ งนี ้ วา่ อ.เรา ท. เป็นผ้มู ีศีล เตสุ กิร เอกจฺจานํ เอวํ อโหสิ “มยํ สมฺปนฺนสีลา, อนั ถงึ พร้อมแล้ว (ยอ่ มเป็น), อ.เรา ท. เป็นผ้ทู รงไว้ซง่ึ ธดุ งค์ มยํ ธตุ งคฺ ธรา, มยํ พหสุ สฺ ตุ า, มยํ ปนตฺ เสนาสนวาสโิ น, (ยอ่ มเป็น), อ.เรา ท. เป็นผ้มู ีสตุ ะมาก (ยอ่ มเป็น), อ.เรา ท. มยํ ฌานลาภโิ น, น อมหฺ ากํ อรหตตฺ ํ ทลุ ลฺ ภ,ํ อจิ ฉฺ ติ ทวิ เสเยว เป็ นผู้อยู่ในเสนาสนะอันสงัดแล้วโดยปกติ (ย่อมเป็ น), อรหตฺตํ ปาปณุ ิสสฺ ามาต.ิ เยปิ ตตฺถ อนาคามิโน อ.เรา ท. เป็ นผู้มีการได้ ซึ่งฌาน (ย่อมเป็ น), อ.พระอรหตั เตสํปิ เอตทโหสิ “น อมหฺ ากํ อิทานิ อรหตฺตํ ทลุ ลฺ ภนฺต.ิ เป็นคณุ ชาต อนั เรา ท. ได้โดยยาก (จะเป็น) หามิได้, อ.เรา ท. เต สพฺเพปิ เอกทิวสํ สตฺถารํ อปุ สงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา จกั บรรลุ ซงึ่ พระอรหตั ในวนั (แหง่ พระอรหตั อนั เรา ท.) ปรารถนาแล้ว นิสนิ ฺนา “อปิ นุ โข โว ภิกฺขเว ปพฺพชิตกิจฺจํ มตฺถกํ นน่ั เทียว ดงั นี ้ ได้มีแล้ว (ในภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แก่ภิกษุ ท.) ปตฺตนฺติ สตฺถารา ปฏุ ฺฐา เอวมาหํสุ บางพวก ฯ (ในภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ หนา (อ.ภิกษุท.) แม้เหลา่ ใด เป็นอนาคามี (ยอ่ มเป็น), (อ.ความคดิ ) นนั่ วา่ ในกาลนี ้ อ.พระอรหตั เป็นคณุ ชาต อนั เรา ท. ได้โดยยาก (จะเป็น) หามิได้ ดงั นี ้ได้มีแล้ว (แก่ภิกษุ ท.) แม้เหลา่ นนั้ ฯ ในวนั หนง่ึ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ แม้ทงั้ ปวง เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซง่ึ พระศาสดา ถวายบงั คมแล้ว นงั่ แล้ว ผู้ อนั พระศาสดา ตรสั ถามแล้ว วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. อ.กจิ แหง่ บรรพชติ ของเธอ ท. ถงึ แล้ว ซง่ึ ท่ีสดุ บ้างหรือหนอ แล ดงั นี ้ กราบทลู แล้ว อยา่ งนี ้วา่ ผลติ สอื่ การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยตั ธิ รรม วัดพระธรรมกาย 55 www.kalyanamitra.org

ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ อ.ข้าพระองค์ ท. เป็นผ้มู อี ยา่ งนเี ้ป็นรูป ด้วย ๆ “ภนฺเต มยํ เอวรูปา จ เอวรูปา จ; ตสมฺ า (ย่อมเป็ น), เพราะเหตนุ นั้ (อ.ข้าพระองค์ ท.) คดิ แล้ว วา่ (อ.เรา ท.) `อิจฺฉิตจิ ฺฉิตกฺขเณเยว อรหตฺตํ ปตฺตํุ สมตฺถมหฺ าติ เป็นผ้สู ามารถ เพื่ออนั บรรลุ ซงึ่ พระอรหตั ในขณะ (แหง่ พระอรหตั จินฺเตตฺวา วิหรามาต.ิ อนั เรา ท.) ปรารถนาแล้วนน่ั เทียว ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ ยอ่ มอยู่ ดงั นี ้ ฯ อ.พระศาสดา ทรงสดบั แล้ว ซงึ่ ค�ำ (ของภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ สตฺถา เตสํ วจนํ สตุ ฺวา “ภิกฺขเว ภิกฺขนุ า นาม ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. อ.อนั ชื่ออนั ภิกษุ เหน็ วา่ อ.ทกุ ข์ในภพ ปริสทุ ฺธสลี าทิมตฺตเกน วา อนาคามิสขุ มตฺตเกน วา ของเรา ท. มีประมาณน้อย ดงั นี ้ (ด้วยเหต)ุ สกั วา่ คณุ มีความเป็น `ปอนปปฺ อกปํ ปฺ โตนฺวาภว`สทขุกุ ิโฺขตนมฺตหฺ ิ ีตทิ ฏจฺฐิตํุ ฺตนํ นวฏอฺฏปุ ตปฺ ,ิาเอทาตสพวฺพกนฺขฺตยํิ ผ้มู ีศีลอนั หมดจดรอบแล้วเป็นต้น หรือ หรือวา่ (ด้วยเหต)ุ สกั วา่ สขุ ของพระอนาคามี ยอ่ มไมค่ วร, ก็ อ.จติ วา่ (อ.เรา) เป็นผ้ถู งึ แล้วซง่ึ สขุ วตฺวา อิมาคาถา อภาสิ ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ (อนั ภิกษุ) ไมถ่ งึ แล้ว ซงึ่ ความสนิ ้ ไปแหง่ อาสวะ ไมพ่ งึ ให้เกิดขนึ ้ ดงั นี ้ได้ตรัสแล้ว ซง่ึ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ ดูก่อนภิกษุ (อ.ภิกษุ) เป็นผูไ้ ม่ถึงแลว้ “น สีลพพฺ ตมตฺเตน พาหสุ จฺเจน วา ปน ซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ (เป็ น) อถวา สมาธิลาเภน วิวิตฺตสยเนน วา ไม่ถึงทว่ั แลว้ ซ่ึงความวางใจ (ดว้ ยคณุ ) `ผสุ ามิ เนกฺขมฺมสขุ ํ อปถุ ชุ ฺชนเสวิตํ’ สกั ว่าศีลและวตั ร หรือ ก็ หรือว่า ภิกฺขุ วิสฺสาสมาปาทิ อปปฺ ตฺโต อาสวกฺขยนตฺ ิ. ด้วยความเป็ นแห่งบุคคลผู้มีสุตะมาก ด้วยอนั ได้ซึ่งสมาธิ หรือ หรือว่า ดว้ ยอนั นอนในทีอ่ นั สงดั แลว้ (หรือว่า ดว้ ยเหตุ สกั ว่าความด�ำริมีประมาณเท่านี)้ วา่ (อ.เรา) ยอ่ มถกู ตอ้ ง ซึ่งสขุ ในเนกขมั มะ อนั อนั ปถุ ชุ นไม่เสพแลว้ (ดงั นี)้ ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (ด้วยคณุ ) สกั วา่ ปาริสทุ ธิศีล ๔ หรือ หรือวา่ ตตถฺ “สลี พพฺ ตมตเฺ ตนาต:ิ จตปุ าริสทุ ธฺ สิ ลี มตเฺ ตน (ด้วยคณุ ) สกั วา่ ธดุ งคคณุ ๑๓ (ดงั นี ้ ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา วา เตรสธตุ งฺคคณุ มตฺเตน วา. พาหสุ จเฺ จน วาต:ิ (แหง่ บท) วา่ สลี พพฺ ตมตเฺ ตน ดงั นี ้ฯ (อ.อรรถ) วา่ หรือวา่ (ด้วยเหต)ุ ตณิ ณฺ ํ ปิฏกานํ อคุ คฺ หติ มตเฺ ตน วา. สมาธลิ าเภนาต:ิ สกั วา่ ความที่ แหง่ ปิ ฎก ท. ๓ เป็นบทอนั ตนเรียนเอาแล้ว อตฏสฺฐฺมสามาป`อตนตฺ าลิ คาาเภมนิสขุวํา.ผเสุนากมขฺ ีตมิ มฺ สเอขุ ตนฺตตฺ ก:ิ มอตนฺเตาคนามสวิ าขุ ..ํ (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ พาหสุ จเฺ จน วา ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ ด้วยอนั ได้ซง่ึ สมาบตั ิ ๘ หรือ (ดงั นี ้แหง่ บท) วา่ สมาธลิ าเภน ดงั นี ้ฯ (อ.อรรถ) วา่ ซง่ึ สขุ ของพระอนาคามี (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ เนกขฺ มมฺ สขุ ํ ดงั นี ้ ฯ เพราะเหตนุ นั้ (อ.ภิกษุ ไมถ่ งึ ทว่ั แล้ว ซง่ึ ความวางใจ ด้วยเหต)ุ สกั วา่ ความด�ำริมีประมาณเทา่ นี ้วา่ (อ.เรา) ยอ่ มถกู ต้อง ซง่ึ สขุ ของพระอนาคามี ดงั นี ้หรือ ฯ (อ.อรรถ) วา่ อนั อนั ปถุ ชุ น ท. ไมเ่ สพแล้ว คือวา่ อนั อปุถุชชฺ นเสวติ นฺต:ิ ปถุ ชุ ฺชเนหิ อเสวิตํ อริเยหิ อนั พระอริยเจ้า ท. เสพแล้วนนั่ เทียว (ดงั นี ้แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) เสวิตเมว. ภกิ ขฺ ูต:ิ เตสํ อญฺญตรมาลปนฺโต วา่ อปุถุชชฺ นเสวติ ํ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระศาสดา) เมื่อตรัสเรียก อาห. วสิ สฺ าสมาปาทตี :ิ วสิ ฺสาสํ น อาปชฺเชยฺย. (แหง่ ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ หนา (ซงึ่ ภิกษุ) รูปใดรูปหนง่ึ ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (อ.ภิกษุ) ไมพ่ งึ ถงึ ทว่ั ซง่ึ ความวางใจ (ดงั นี ้ แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ วสิ สฺ าสมาปาทิ ดงั นี ้ฯ 56 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.อรรถรูป) นี ้ วา่ ดกู ่อนภิกษุ ชื่อ อ.ภิกษุ เป็นผ้ไู มบ่ รรลแุ ล้ว อิทํ วตุ ฺตํ โหติ “ภิกฺขุ อิมินา สมปฺ นฺนสีลาทิภาว- ซง่ึ พระอรหตั อนั บณั ฑิตนบั พร้อมแล้ววา่ ความสนิ ้ ไปแหง่ อาสวะ มตฺตเกเนว `มยฺหํ ภโว อปปฺ โก ปริตฺตโกติ อาสวกฺขย- เป็น ไมพ่ งึ ถงึ ทวั่ ซง่ึ ความวางใจ วา่ อ.ภพ ของเรา เป็นสภาพมี สงฺขาตํ อรหตฺตํ อปปฺ ตฺโต หตุ ฺวา ภิกฺขุ นาม วสิ ฺสาสํ ประมาณน้อย เป็นสภาพมีประมาณนิดหนอ่ ย (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ น อาปชฺเชยฺย; ยถา หิ อปปฺ มตฺตโกปิ คโู ถ ทคุ ฺคนฺโธ, (ด้ วยเหตุ) สักว่าความเป็ นแห่งคุณมีความเป็ นผู้มีศีล เอวํ อปปฺ มตฺตโกปิ ภโว ทกุ ฺโขติ. อนั ถงึ พร้อมแล้วเป็นต้น นี ้ นนั่ เทียว, เหมือนอยา่ งวา่ อ.คถู แม้มีประมาณน้อย เป็นคถู มีกลน่ิ เหมน็ (ยอ่ มเป็น) ฉนั ใด, อ.ภพ แม้มีประมาณน้อย เป็นทกุ ข์ (ยอ่ มเป็น) ฉนั นนั้ ดงั นี ้ เป็นค�ำอธิบาย (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ตรัสแล้ว ยอ่ มเป็น ฯ ในกาลเป็นที่สดุ ลงแหง่ เทศนา อ.ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ เทสนาวสาเน เต ภิกฺขู อรหตฺเต ปตฏิ ฺฐหสึ .ุ ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว ในพระอรหตั ฯ อ.เทศนา เป็นเทศนาเป็นไปกบั สมปฺ ตฺตานํปิ สาตฺถิกา เทสนา อโหสีต.ิ ด้วยวาจามปี ระโยชน์ ได้มแี ล้ว (แกช่ น ท.) แม้ผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ดงั นแี ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุผู้มาก (จบแล้ว) ฯ สมพฺ หลุ ภกิ ขฺ ุวตถฺ ุ. ธมมฺ ฏฺ ฐวคคฺ วณฺณนา นิฏฺ ฐิตา. อ.กถาเป็ นเคร่ืองพรรณนาซ่งึ เนือ้ ความแห่งวรรค อันบณั ฑติ กำ� หนดแล้วด้วยบุคคลผู้ตงั้ อยู่ในธรรม เอกูนวีสตโิ ม วคโฺ ค. จบแล้ว ฯ อ.วรรคท่ี ๑๙ (จบแล้ว) ฯ ผลติ สอื่ การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพระธรรมกาย 57 www.kalyanamitra.org

๒๐. อ.กถาเป็ นเคร่ืองพรรณนาซ่งึ เนือ้ ความแห่งวรรค ๒๐. มคคฺ วคคฺ วณฺณนา อันบณั ฑติ กำ� หนดแล้วด้วยหนทาง (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ ๑. อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุมีร้อยห้าเป็ นประมาณ ๑. ปญจฺ สตภกิ ขฺ ุวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ เชตว“เมนควคฺ ิหารนนฺฏโตฺ ฐปงคฺญโิ ฺจกสตเิต อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา ซงึ่ ภิกษุ ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา ภิกฺขู อารพฺภ กเถส.ิ นี ้วา่ มคคฺ านฏฺ งคฺ โิ ก ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยินวา่ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ครัน้ เมื่อพระศาสดา เต กริ สตถฺ ริ ชนปทจารกิ ํ จรติ วฺ า ปนุ สาวตถฺ มิ าคเต เสดจ็ เท่ียวไปแล้ว สทู่ ี่จาริกในชนบท เสดจ็ มาแล้ว สเู่ มืองชื่อวา่ - มอปุคฏฺโคฺฐานสสโมา,ลาอยสํ นกุ ิสคีทามิตสฺวาฺส “อสกุ คามโต อสกุ คามสสฺ สาวตั ถี อีก นง่ั แล้ว ในศาลาเป็นที่บ�ำรุง กลา่ วแล้ว ซง่ึ วาจา มคฺโค วิสโม, สสกฺขโร, เป็นเครื่องกลา่ วซงึ่ หนทาง ปรารภ ซง่ึ หนทาง อนั ตน เท่ียวไปแล้ว อสกฺขโรตอิ าทินา นเยน อตฺตนา วิจริตมคฺคํ อารพฺภ โดยนยั มีค�ำวา่ อ.หนทาง ของบ้านโน้น จากบ้านโน้น เป็น มคฺคกถํ กเถสํ.ุ หนทางเสมอ (ยอ่ มเป็น), อ.หนทาง ของบ้านโน้น (จากบ้านโน้น) เป็นหนทางมีความเสมอไปปราศแล้ว (ยอ่ มเป็น), (อ.หนทาง ของ บ้านโน้น จากบ้านโน้น) เป็นหนทางเป็นไปกบั ด้วยก้อนกรวด (ยอ่ มเป็น), (อ.หนทาง ของบ้านโน้น จากบ้านโน้น) เป็นหนทาง ไมม่ ีก้อนกรวด (ยอ่ มเป็น), ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ อ.พระศาสดา ทรงเหน็ แล้ว ซง่ึ อปุ นิสยั แหง่ พระอรหตั สตฺถา เตสํ อรหตฺตสฺส อปุ นิสสฺ ยํ ทิสวฺ า ตํ ฐานํ (ของภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ เสดจ็ มาแล้ว สทู่ ่ีนนั้ ประทบั นงั่ แล้ว อาคนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสนิ ฺโน “กาย นตุ ฺถ ภิกฺขเว บนอาสนะ (อนั บคุ คล) ปลู าดแล้ว ตรัสถามแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. เอตรหิ กถาย สนฺนิสนิ ฺนาติ ปจุ ฺฉิตฺวา“อิมาย นามาติ (อ.เธอ ท.) เป็นผ้นู ง่ั พร้อมกนั แล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกลา่ ว วตุ ฺเต, “ภิกฺขเว อยํ พาหิรกมคฺโค, ภิกฺขนุ า นาม อะไร หนอ ยอ่ มมี ในกาลนี ้ดงั นี,้ (ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ (อ.ข้าพระองค์ ท. อริยมคฺเค กมมฺ ํ กาตํุ ววฏตฺ ฏฺวาต,ิ เอวํ กโรนฺโต ภิกฺขุ เป็นผ้นู งั่ พร้อมกนั แล้ว ด้วยวาจาเป็นเคร่ืองกลา่ ว) ช่ือนี ้ (ยอ่ มมี สพฺพทกุ ฺขา ปมจุ ฺจตีติ อิมา คาถา อภาสิ ในกาลนี)้ ดงั นี ้ (อนั ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ) กราบทลู แล้ว, ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. (อ.หนทาง) นี ้เป็นหนทางมีในภายนอก (ยอ่ มเป็น), อ.อนั ชื่อ อนั ภิกษุ กระท�ำ ซง่ึ กรรม ในอริยมรรค ยอ่ มควร, อ.ภิกษุ ผ้กู ระท�ำอยู่ อยา่ งนี ้ ยอ่ มหลดุ พ้น จากทกุ ข์ทงั้ ปวง ดงั นี ้ ได้ตรัสแล้ว ซง่ึ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ แห่งหนทาง ท. หนา (อ.หนทาง) มีองค์ ๘ “มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ สจฺจานํ จตโุ ร ปทา, เป็นหนทางประเสริฐทีส่ ดุ (ย่อมเป็น) , วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ ทิปทานญฺจ จกฺขมุ า; แห่งสจั จะ ท. หนา อ. บท ท. ๔ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสสฺ นสฺส วิสทุ ฺธิยา, (เป็ นบทประเสริฐที่สุด ย่อมเป็ น), มารเสนปปฺ โมหนํ, แห่งธรรม ท. หนา อ. วิราคะ เอตญฺหิ ตมุ ฺเห ปฏิปชฺชถ เป็ นธรรมประเสริฐที่สุด (ย่อมเป็ น), อน่ึง (แห่งสตั ว์ ท.) ผู้มีเท้า ๒ หนา (อ.พระตถาคต) ผูม้ ีจกั ษุ (เป็นผูป้ ระเสริฐทีส่ ดุ ย่อมเป็น), อ.หนทาง นีน้ น่ั เทียว (ย่อมมี) เพื่อความหมดจดวิเศษ แห่งทศั นะ (อ.หนทาง) อืน่ ย่อมไม่มี, เพราะว่า อ.เธอ ท. จงด�ำเนินไป (สู่หนทาง) นนั่ อนั เป็นทีห่ ลง ทว่ั แห่งมารและเสนาของมาร, 58 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

อ.เธอ ท. ผูด้ �ำเนินไปแลว้ (สู่หนทาง) นนั่ แล เอตญฺหิ ตมุ ฺเห ปฏิปนนฺ า ทกุ ฺขสฺสนตฺ ํ กริสฺสถ; จกั กระท�ำ ซึ่งทีส่ ดุ แห่งทกุ ข์, อ.หนทาง อนั เรา รู้ทวั่ แลว้ (ซึ่งหนทาง) อนั เป็นทีส่ ลดั ออกซ่ึงลูกศร อกฺขาโต โว มยา มคฺโค อญฺญาย สลฺลสตฺถนํ บอกแลว้ แก่เธอ ท., อ.ความเพียรเป็นเครื่องยงั กิเลส ใหร้ ้อนทวั่ อนั เธอ ท. พึงกระท�ำ , (เพราะว่า) ตมุ ฺเหหิ กิจฺจํ อาตปปฺ ํ , อกฺขาตาโร ตถาคตา, อ.ตถาคต ท. เป็นผูบ้ อก (ย่อมเป็น), (อ.เธอ ท.) ผูด้ �ำเนินไปแลว้ ผูม้ ีอนั เพง่ เป็นปกติ ย่อมหลดุ พน้ ปฏิปนนฺ า ปโมกฺขนตฺ ิ ฌายิโน มารพนธฺ นาติ. จากกิเลสเป็นเครื่องผูกแห่งมาร ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (อ.หนทาง ท.) มีหนทางอนั บคุ คลพงึ ไปด้วยแข้ง สอนเทโสหฏมกุ ฏนฺฐฺขมฺ ฺกโนฺตปตาฐชุนฺุทรตฺเทอํิชฌิฏฺถปฺวตุาฺฐหยานฺตอิสฺ“ยาโนมานฏมาาทคฺกตฐ.ทีหโทิคฺิสริกิ ิฏาจิอจนฺนฐอจฺฺจาโิคิฏฏครําตธฺฺฐนตฐสมมหํงําาคิคฺจธรวฺคยโมิตอจกามมฺุโีสงตรณฺาเจวคโ:ิ ฺจานํปห,กํ ชิทตสงวอาวฺมพฺฆาฏตาิจฺเมฺฐพ:ิฺฉจงคโสาต“หฺคฺคสทํปสูตโิ าจิกิฏปุุทฺจมฺิฐโํส“คอิมยภสจาฺคคจเเฺทณาจวฺโฺโีนนคสจา,ํํุ เป็นต้น หรอื หรอื วา่ อ.หนทางแหง่ ทฏิ ฐิ ๖๒ ท. จงมเี ถดิ , แหง่ หนทาง ท. แม้ทงั้ ปวงหนา อ.หนทาง มอี งค์ ๘ อนั กระทำ� ซงึ่ อนั ละ (ซง่ึ องค์ ท.) ๘ มีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น ด้วยองค์ ท. ๘ มีสมั มาทิฏฐิเป็นต้น อนั กระท�ำแล้ว ซงึ่ นิโรธ ให้เป็นอารมณ์ ยงั กิจมีอนั ก�ำหนดรู้ซง่ึ ทกุ ข์ เป็นต้น ในสจั จะ ท. แม้ ๔ ให้สำ� เร็จอยู่ เป็นหนทางประเสริฐที่สดุ คือวา่ เป็นหนทางสงู สดุ (ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ (มอค.บคฺ คุ าคนลฏ)ฺ งพคฺ งึ โิ กกลา่ ดวงั ซนง่ึี ้ คฯำ� ส(อตั .ยอ,์ รรอถ.บ)คุ วคา่ ล อ.วจีสจั จะ พฺราหฺมโณ, สจฺโจ ขตฺตโิ ยตอิ าทิเภทํ สมมฺ ตสิ จฺจํ วา อนั มาแล้ว วา่ ไมพ่ งึ โกรธ อ“อริทิยเสมจวฺจนสฺตจอิ ฺจาํ,ทิเโภมทฆํ มญปรฺญมนตฺตฺถิสจทฺจิฏํฺฐสิ วจาฺจ,ํ วา “ทกุ ฺขํ ดงั นีเ้ป็นต้น หรือ, หรือวา่ อ.สมมตุ สิ จั จะ อนั ตา่ งโดยสจั จะมีค�ำวา่ สพฺเพสํปิ อ.พราหมณ์ จริง, อ.กษัตริย์ จริง ดงั นีเ้ป็นต้น, อ.ทิฏฐิสจั จะ วา่ อิเมสํ สจฺจานํ ปริชานิตพฺพตฺเถน ปหาตพฺพตฺเถน (อ.เร่ือง) นีน้ นั่ เทียว เป็นเร่ืองจริง (ยอ่ มเป็น), (อ.เร่ือง) อ่ืน สจฉฺ กิ าตพพฺ ตเฺ ถน ภาเวตพพฺ ตเฺ ถน เอกปปฺ ฏเิ วธนตเฺ ถน เป็นเร่ืองเปลา่ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ หรือ หรือวา่ อ.ปรมตั ถสจั จะ จ ตถปปฺ ฏิเวธนตฺเถน จ “ทกุ ฺขํ อริยสจฺจนฺตอิ าทโย อนั ตา่ งโดยสจั จะมีค�ำวา่ อ.ทกุ ข์ เป็นความจริงอนั ประเสริฐ จตโุ ร ปทา เสฏฺฐา นาม. (ยอ่ มเป็น) ดงั นีเ้ป็นต้น จงมีเถิด. แหง่ สจั จะ ท. เหลา่ นี ้ แม้ทงั้ ปวง หนา อ.บท ท. ๔ มีบท วา่ อ.ทกุ ข์ เป็นความจริงอนั ประเสริฐ (ยอ่ มเป็น) ดงั นีเ้ป็นต้น ช่ือวา่ เป็นบทประเสริฐท่ีสดุ เพราะอรรถวา่ ทกุ ข์ (อนั พระโยคาวจร) พงึ ก�ำหนดรู้ ด้วย เพราะอรรถวา่ สมทุ ยั (อนั พระโยคาวจร) พงึ ละ ด้วย เพราะอรรถวา่ นโิ รธ (อนั พระโยคาวจร) พงึ กระท�ำให้แจ้ง ด้วย เพราะอรรถวา่ มรรค (อนั พระโยคาวจร) พงึ ให้เจริญ ด้วย เพราะอรรถคอื อนั รู้ตลอดด้วยญาณดวงหนง่ึ ด้วย เพราะอรรถคืออนั รู้ตลอดโดยแท้ ด้วย (ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ แหง่ บาท แหง่ พระคาถา) วา่ สจจฺ านํจตุโร ปทา ดงั นี ้ฯ (อ.อรรถ) วา่ แหง่ ธรรมทงั้ ปวง ท. หนา อ.วิราคะ อนั ธมมฺ าวริ าสโคงฺขตเาสฏฺ โวฐา ธมมฺ านนฺต:ิ “ยาวตา ภิกฺขเว บณั ฑิตนบั พร้อมแล้ววา่ นิพพาน ชื่อวา่ เป็นสภาพประเสริฐท่ีสดุ อสงฺขตา วา, วิราโค เตสํ เพราะพระดำ� รสั วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. อ.ธรรม ท. อนั (อนั ปัจจยั ) ปรงุ แตง่ แล้ว [ธมมฺ านํ] อคฺคมกฺขายตีติ วจนโต สพฺพธมมฺ านํ หรือ หรือวา่ อนั (อนั ปัจจยั ) ไมป่ รุงแตง่ แล้ว มีประมาณเพียงใด สนพพิ พฺฺเพาสนปํสิ งขฺ าเทโตวมวนริ าสุ โฺสคาเทสิเฏภฺโทฐ.าทนํปิ ททาฺวนปิ ญทจาฺ นจํ กปขฺ ญมุ าฺจตห:ิ ิ (มีอย)ู่ (แหง่ ธรรม ท.) เหลา่ นนั้ หนา อ.วริ าคะ (อนั เรา) ยอ่ มกลา่ ว วา่ จกฺขหู ิ จกฺขมุ า ตถาคโตว เสฏฺโฐ. เป็นยอด ดงั นี ้ (ยอ่ มเป็น ดงั นแี ้ หง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ วริ าโค อเสนั ฏตฺ โา่ ฐงโดธยมสมฺ ตั าวน์มํ ีเทดพงั นแีล้ ฯะม(นอ.ษุ อยรร์เปถ็น) ตว้นา่ (แหง่ สตั ว์ ท.) ผ้มู ีเท้า ๒ แม้ทงั้ ปวง หนา อ.พระตถาคตเจ้าเทยี ว ผ้มู พี ระจกั ษุ ด้วยจกั ษุ ท. ๕ เป็นผ้ปู ระเสริฐ ที่สดุ (ยอ่ มเป็น) ฯ ผลติ ส่ือการเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยตั ิธรรม วัดพระธรรมกาย 59 www.kalyanamitra.org

อ.ศพั ท์คือ จ มีอนั ประมวลมาเป็นอรรถ ยอ่ มประมวลมา จสทฺโท สมปฺ ิ ณฺฑนตฺโถ อรูปธมเฺ ม สมปฺ ิ ณฺเฑต;ิ ซง่ึ อรูปธรรม ท., เพราะเหตนุ นั้ แม้แหง่ อรูปธรรม ท. หนา ตสฺมา อรูปธมมฺ านํปิ ตถาคโต เสฏฺ โฐ อตุ ฺตโม. อ.พระตถาคตเจ้า เป็นผ้ปู ระเสริฐที่สดุ คือวา่ เป็นผ้สู งู สดุ (ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ ทปิ ทานญจฺ จกขฺ ุมา ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ (อ.หนทาง) ใด อนั เรา กลา่ วแล้ว วา่ ทสสฺ นสสฺ วสิ ุทธฺ ิยาต:ิ มคฺคผลทสสฺ นวสิ ทุ ฺธตฺถํ เป็นหนทางประเสริฐที่สดุ ดงั นี,้ อ.หนทาง นีน้ นั่ เทียว (ยอ่ มมี) เโยอตมํ ยาหต“ี เส:ิ ฏฺโตฐตสิมฺ วาตุ ฺโตต,มุ เเฺ อหเสวเอมตคเมฺโคว; นตฺถญฺโญ. เพอื่ ความหมดจดวเิ ศษแหง่ มรรคและผลและทศั นะ, (อ.หนทาง) อน่ื ปฏิปชฺชถ. ยอ่ มไมม่ ี (ดงั นี ้แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ ทสสฺ นสสฺ วสิ ทุ ธฺ ยิ า ดงั นี ้ มารเสนปปฺ โมหนนฺต:ิ เอตํ หิ “มารโมหนํ (อ.อรรถ) วา่ เพราะเหตนุ นั้ อ.ทา่ น ท. จงด�ำเนินไป (สหู่ นทาง) มารวญฺจนนฺติ วจุ ฺจต.ิ ทกุ ขฺ สฺสาติ สกลสสฺ าปิ นนั่ นนั่ เทียว (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ เอตํ หิ ดงั นี ้ ฯ ก็ (อ.บท) นนั่ วา่ วฏฺฏทกุ ฺขสสฺ อนฺตํ ปริจฺเฉทํ กริสฺสถาติ อตฺโถ. มารเสนปปฺ โมหนํ ดงั นี ้ (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ยอ่ มตรัส วา่ เป็นท่ีหลงแหง่ มาร คือวา่ เป็นที่พิศวงแหง่ มาร ดงั นี ้ ฯ อ.อรรถ วา่ (อ.เธอ ท.) จกั กระท�ำ ซงึ่ ท่ีสดุ คือวา่ ซงึ่ เขตเป็นเครื่องก�ำหนด แหง่ ทกุ ข์ในวฏั ฏะ แม้ทงั้ สนิ ้ ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ ทกุ ขฺ สฺส ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ อ.หนทาง นี ้ อนั เรา รู้แล้ว ซงึ่ หนทาง นนั่ สลฺลสตถฺ นนฺต:ิ ราคสลฺลาทีนํ สตฺถนํ นิมมฺ ถนํ อนั เป็นท่ีสลดั ออก คือวา่ อนั เป็นที่ย่�ำยี คือวา่ อนั เป็นท่ีถอนออก อพฺพาหณํ เอตํ มคฺคํ มยา วินา อนสุ สฺ วาทีหิ (ซง่ึ ลกู ศร ท.) มีลกู ศรคือราคะเป็นต้น โดยประจกั ษ์แก่ตน อตฺตปจฺจกฺขโต ญตฺวาว อยํ มคฺโค อกฺขาโต, อิทานิ เว้น (จากกิจ ท.) มีอนั เช่ือฟังเป็นต้น เทียว บอกแล้ว, ในกาลนี ้ ตมุ เฺ หหิ กิเลสานํ อาตาปเนน “อาตปปฺ นฺติ สงฺขํ คตํ อ.ความเพียรเป็นเครื่องตงั้ ไว้โดยชอบ อนั ถงึ แล้ว ซงึ่ อนั นบั วา่ ตสฺส อธิคมตฺถาย สมมฺ ปปฺ ธานวิริยํ กิจฺจํ กรณียํ, อาตปั ปะ ดงั นี ้ เพราะเป็นเคร่ือง ยงั กิเลส ท. ให้ร้อนทว่ั อนั เธอ ท. เกวลํ หิ อกขฺ าตาโร ตถาคตา; ตสมฺ า เตหิ อกขฺ าตวเสน พงึ กระทำ� คอื วา่ ควรกระทำ� เพอ่ื ประโยชนแ์ กอ่ นั บรรลุ (ซง่ึ หนทาง) นนั้ เย ปฏิปนฺนา ทฺวีหิ ฌาเนหิ ฌายิโน, เต เพราะวา่ อ.พระตถาคตเจ้า ท. เป็นผ้ตู รสั บอก อยา่ งเดยี ว (ยอ่ มเป็น), เตภมู ิกวฏฺฏสงฺขาตา มารพนฺธนา ปโมกฺขนฺตีติ อตฺโถ. เพราะเหตนุ นั้ (อ.ชน ท.) ผ้ดู �ำเนินไปแล้ว ด้วยสามารถแหง่ หนทาง (อนั พระตถาคตเจ้า ท.) เหลา่ นนั้ ตรัสบอกแล้ว ผ้มู ีอนั เพง่ เป็นปกติ ด้วยฌาน ท. ๒ เหลา่ ใด, (อ.ชน ท.) เหลา่ นนั้ ยอ่ มหลดุ พ้น จากกเิ ลสเป็นเคร่ืองผกู แหง่ มาร อนั บณั ฑติ นบั พร้อมแล้ววา่ วฏั ฏะ อนั เป็นไปในภมู ิ ๓ ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ สลลฺ สตถฺ นํ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ในกาลเป็ นที่สุดลงแห่งเทศนา อ.ภิกษุ ท. เหล่านัน้ สมปฺ เตทฺตสานนาํปวิ สสาาเตนฺถิกเาตธมภฺมิกเทฺขูสนอารหอตโหฺเตสตี .ิ ปตฏิ ฺฐหสึ .ุ ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว ในพระอรหตั ฯ อ.เทศนา เป็นเทศนาเป็นไปกบั ด้วย วาจามีประโยชน์ ได้มีแล้ว (แก่ ชน ท.) แม้ผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุมีร้อยห้าเป็ นประมาณ (จบแล้ว) ฯ ปญจฺ สตภกิ ขฺ ุวตถฺ ุ. 60 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

๒. อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุมีร้อยห้าเป็ นประมาณ อ่ืนอีก ๒. อปรํ ปญจฺ สตภกิ ขฺ ุวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “สพเฺ พ สงขฺ าราติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา เชตวเน ซงึ่ ภิกษุ ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา วหิ รนฺโต ปญฺจสเต ภิกฺขู อารพฺภ กเถส.ิ นี ้วา่ สพเฺ พ สงขฺ ารา ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยินวา่ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ เรียนเอาแล้ว ซงึ่ กมั มฏั ฐาน เต กิร วสาตยฺถมุ สนนฺตฺตาเิปกิ อกรมหมฺ ตฏฺตฺฐํ อาปนํปฺ คตเหฺวาตฺว“วาิเสอรเสญตฺเฺวญา ในส�ำนกั ของพระศาสดา แม้พากเพียรอยู่ แม้พยายามอยู่ ฆเฏนฺตาปิ ในป่า ไมบ่ รรลแุ ล้ว ซง่ึ พระอรหตั (คดิ แล้ว) วา่ (อ.เรา ท.) จกั เรียนเอา กมมฺ ฏฺฐานํ อคุ ฺคณฺหิสสฺ ามาติ สตฺถุ สนฺตกิ ํ อคมํส.ุ ซงึ่ กมั มฏั ฐาน ให้วิเศษ ดงั นี ้ ได้ไปแล้ว สสู่ �ำนกั ของพระศาสดา ฯ อ.พระศาสดา ทรงพจิ ารณาอยู่ วา่ อ.อะไร หนอ แล เป็นทส่ี บาย สตฺถา “กินฺนุ โข อิเมสํ สปปฺ ายนฺติ วีมํสนฺโต (แก่ภิกษุ ท.) เหลา่ นี ้(ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ทรงด�ำริแล้ว วา่ (อ.ภิกษุ ท.) “อเิ ม กสสฺ ปพทุ ธฺ กาเล วสี ตวิ สสฺ หสสฺ านิ อนจิ จฺ ลกขฺ เณ เหลา่ นี ้ ตามประกอบแล้ว ในอนจิ จลกั ษณะ ตลอดพนั แหง่ ปี ๒๐ ท. อนยุ ญุ ฺชสึ :ุ ตสมฺ า อนิจฺจลกฺขเณเนว เตสํ เอกํ คาถํ ในกาลแหง่ พระพทุ ธเจ้าพระนามวา่ กสั สปะ, เพราะเหตนุ นั้ อ.อนั เทเสตํุ สวงฏฺขฺฏาตราีติหตุ จฺวินาฺเตอตภฺวาาวตฺเ“ถภนิกอฺขนเวิจฺจากาเอมวภาวตาิ ทอิมีสํุ (อนั เรา) แสดง ซง่ึ คาถา หนง่ึ (แกภ่ กิ ษุ ท.) เหลา่ นนั้ ด้วยอนจิ ลกั ษณะ สพฺเพปิ นน่ั เทียว ยอ่ มควร ดงั นี ้ (ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. อ.สงั ขาร ท. คาถมาห แม้ทงั้ ปวง (ในภพ ท.) มีกามภพเป็นต้น ชื่อวา่ เป็นสภาพไมเ่ ท่ียง เพราะอรรถวา่ มีแล้ว ไมม่ ี นนั่ เทียว (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา นี ้วา่ ในกาลใด (อ.บณั ฑิต) ย่อมเห็น “สพเฺ พ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ, ดว้ ยปัญญา ว่า อ.สงั ขาร ท. ทงั้ ปวง อถ นิพพฺ ินทฺ ติ ทกุ ฺเข, เอส มคฺโค วิสทุ ฺธิยาติ. เป็นสภาพไม่เทีย่ ง (ย่อมเป็น) ดงั นี,้ ในกาลนนั้ (อ.บณั ฑิต นน้ั ) ยอ่ มเบือ่ หนา่ ย ในทุกข์, อ.หนทาง นนั่ (ย่อมมี) เพื่อความหมดจดวิเศษ ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ ในกาลใด (อ.บณั ฑิต) ยอ่ มเหน็ ด้วยปัญญาเป็น ตตฺถ สพเฺ พ สงขฺ าราต:ิ “กามภวาทีสุ อปุ ปฺ นฺนา เครื่องเหน็ แจ้ง วา่ อ.ขนั ธ์ ท. อนั เกิดขนึ ้ แล้ว (ในภพ ท.) มีกามภพ ขนฺธา ตตฺถ ตตฺเถว นิรุชฺฌนโต อนิจฺจาติ ยทา เป็นต้น ชื่อวา่ เป็นสภาพไมเ่ ท่ียง เพราะอนั ดบั ไป (ในภพ) นนั้ ๆ วิปสฺสนาปญฺญาย ปสฺสต,ิ อถ อิมสมฺ ึ ขนฺธปริหรณ- นน่ั เทียว (ยอ่ มเป็น) ดงั นี,้ ในกาลนนั้ (อ.บณั ฑิต) ยอ่ มเบ่ือหนา่ ย ทกุ ฺเข นิพฺพินฺทติ, นิพฺพินฺทนฺโต ทกุ ฺขปริชานนาทิวเสน ในทกุ ขค์ อื อนั บริหารซงึ่ ขนั ธน์ ,ี ้ (อ.บณั ฑติ ) เมอื่ เบอื่ หนา่ ย ยอ่ มรู้ตลอด สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌต.ิ เอส มคโฺ ค วสิ ุทธฺ ิยาต:ิ ซง่ึ สจั จะ ท. ด้วยสามารถแหง่ กิจมีอนั ก�ำหนดรู้ซงึ่ ทกุ ข์เป็นต้น วิสทุ ฺธตฺถาย โวทานตฺถาย เอส มคฺโคติ อตฺโถ. (ดงั นี ้ ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ สพเฺ พ สงขฺ ารา ดงั นี ้ ฯ อ.อรรถ วา่ อ.หนทาง นน่ั (ยอ่ มมี) เพื่อประโยชน์แก่ความหมดจดวิเศษ คือวา่ เพ่ือประโยชน์แก่ความ ผอ่ งแผ้ว ดงั นี ้(แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ เอส มคโฺ ค วสิ ุทธฺ ิยา ดงั นี ้ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ตงั้ อยู่ สมปฺ เตทฺตสปนราิสวาสยาปเนิ สาเตตฺถิกภาิกฺขเทู สอนราหตอฺเโตหสตี ปิ.ตฏิ ฺฐหสึ .ุ เฉพาะแล้ว ในพระอรหตั ฯ อ.เทศนา เป็นเทศนาเป็นไปกบั - ด้วยวาจามปี ระโยชน์ ได้มแี ล้ว แม้แกบ่ ริษทั ผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ดงั นแี ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งภกิ ษุมีร้อยห้าเป็ นประมาณ อ่ืนอีก (จบแล้ว) ฯ อปรํ ปญจฺ สตภกิ ขฺ ุวตถฺ ุ. ผลติ สือ่ การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 61 www.kalyanamitra.org

อ.เร่ือง แม้ในคาถาท่ี ๒ มอี ยา่ งนเี ้ป็นรูปนน่ั เทยี ว ฯ ก็ ในกาลนนั้ ทตุ ยิ คาถายปิ เอวรูปเมว วตถฺ .ุ ตทา หิ ภควา เตสํ อ.พระผ้มู ีพระภาคเจ้า ทรงทราบแล้ว ซง่ึ ความที่ แหง่ ภิกษุ ท. ภิกฺขนู ํ ทกุ ฺขลกฺขเณ กตาภิโยคภาวํ ญตฺวา “ภิกฺขเว เหลา่ นนั้ เป็นผ้มู ีความเพียรเป็นเคร่ืองประกอบย่ิงอนั กระท�ำแล้ว สพฺเพปิ ขนฺธา ปฏิปี ฬนตฺเถน ทกุ ฺขา เอวาติ วตฺวา ในทกุ ขลกั ษณะ ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. อ.ขนั ธ์ ท. แม้ทงั้ ปวง อิมํ คาถมาห ชื่อวา่ เป็นทกุ ข์ เพราะอรรถคืออนั บีบคนั้ นนั่ เทียว (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา นี ้วา่ ในกาลใด (อ.บณั ฑิต) ย่อมเห็น “สพเฺ พ สงฺขารา ทกุ ฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ, ดว้ ยปัญญา ว่า อ.สงั ขาร ท. ทงั้ ปวง อถ นิพพฺ ินทฺ ติ ทกุ ฺเข, เอส มคฺโค วิสทุ ฺธิยาติ. เป็นทกุ ข์ (ย่อมเป็น) ดงั นี้ ในกาลนนั้ (อ.บณั ฑิตนน้ั ) ยอ่ มเบือ่ หนา่ ย ในทกุ ข์, อ.หนทาง นน่ั (ยอ่ มมี) เพือ่ ความหมดจด วิเศษ ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ ช่ือวา่ เป็นทกุ ข์ เพราะอรรถคืออนั บีบคนั้ ตตฺถ “ทกุ ขฺ าต:ิ ปฏิปี ฬนตฺเถน ทกุ ฺขา. เสสํ (ดงั นี ้ ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ ทกุ ขฺ า ดงั นี ้ ฯ ปรุ ิมสทิสเมว. ตติยคาถายปิ เอเสว นโย. เกวลํ (อ.บท) อนั เหลอื เป็นเชน่ กบั ด้วยบทมีในก่อนนน่ั เทียว (ยอ่ มเป็น) ฯ หิ เอตฺถ ภควา เตสํ ภิกฺขนู ํ ปพุ ฺเพ อนตฺตลกฺขเณ อ.นยั แม้ในพระคาถาที่ ๓ นีน้ นั่ เทียว ฯ ก็ อ.พระผ้มู ีพระภาคเจ้า อนุยุตฺตภาวํ ญตฺวา “ภิกฺขเว สพฺเพปิ ขนฺธา ทรงทราบแล้ว ซง่ึ ความที่ แหง่ ภกิ ษุ ท. เหลา่ นนั้ เป็นผ้ตู ามประกอบแล้ว อวสวตฺตนตฺเถน อนตฺตา เอวาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห ในอนตั ตลกั ษณะ ในกาลกอ่ น ตรสั แล้ว วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. อ.ขนั ธ์ ท. แม้ทงั้ ปวง ชอื่ วา่ เป็นอนตั ตา เพราะอรรถคอื อนั ไมเ่ ป็นไปในอำ� นาจ นน่ั เทียว (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา นี ้วา่ ในกาลใด (อ.บณั ฑิต) ย่อมเห็น “สพเฺ พ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสสฺ ติ, ด้วยปัญญา ว่า อ.ธรรม ท. ทงั้ ปวง อถ นิพพฺ ินทฺ ติ ทกุ ฺเข, เอส มคฺโค วิสทุ ฺธิยาติ. เป็นอนตั ตา (ย่อมเป็น) ดงั นี,้ ในกาลนน้ั (อ.บณั ฑิตนน้ั ) ย่อมเบือ่ หน่าย ในทกุ ข์, อ.หนทางนนั่ (ยอ่ มมี) เพอื่ ความหมดจดวิเศษ ดงั นี้ ในเร่ืองนี ้ อยา่ งเดียว ฯ อ.ขนั ธ์ ๕ ท. นนั่ เทียว (อนั พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ทรงประสงค์ ตตฺถ “สพเฺ พ ธมมฺ าต:ิ ปญฺจกฺขนฺธาเอว เอาแล้ว (ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (ในหมวดสองแหง่ บท) วา่ อธิปเฺ ปตา. อนตตฺ าต:ิ “มา ชีรนฺตุ มา มียนฺตตู ิ วเส สพเฺ พ ธมมฺ า ดงั นี ้ฯ อ.อรรถ วา่ (อ.ธรรม ท. เหลา่ นนั้ อนั ใครๆ) วตฺเตตํุ น สกฺกาติ อวสวตฺตนตฺเถน อนตฺตา สญุ ฺญา ไมอ่ าจ เพื่ออนั ให้เป็นไป ในอ�ำนาจ (ด้วยมนสกิ าร) วา่ (อ.ธรรม ท. อสฺสามิกา อนิสสฺ ราติ อตฺโถ. เสสํ ปรุ ิมสทิสเมวาติ. ทงั้ ปวง) จงอยา่ แก่ จงอยา่ ตาย ดงั นี ้ เพราะเหตนุ นั้ (อ.ธรรม ท. เหลา่ นนั้ ) ช่ือวา่ เป็นอนตั ตา คือวา่ เป็นสภาพวา่ ง คือวา่ เป็นสภาพ ไมม่ ีเจ้าของ คือวา่ เป็นสภาพไมม่ ีบคุ คลผ้เู ป็นใหญ่ เพราะอรรถวา่ ไมเ่ ป็นไปในอ�ำนาจ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ อนตตฺ า ดงั นี ้ ฯ (อ.บท) อนั เหลือ เป็นเชน่ กบั ด้วยบทมีในก่อนนน่ั เทียว (ยอ่ มเป็น) ดงั นีแ้ ล ฯ 62 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

๓. อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าตสิ สะผู้ประกอบแล้วในกรรม ๓. ปธานกมมฺ กิ ตสิ ฺสตเฺ ถรวตถฺ ุ. คือความเพยี รเป็ นเคร่ืองตงั้ หน้า (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ เชตว“เอนุฏฺ ฐวาหิ นรกนาฺโตลมหฺ ปตี ธิานกอมิมมฺํ ิกตธสิมฺสมฺ ตเทฺเถสรนํ ํ สตฺถา ซึ่งพระเถระช่ื อว่าติสสะผ้ ูประกอบแล้ วในกรรมคือความเพียร กเถส.ิ อารพฺภ เป็ นเคร่ืองตัง้ ไว้ ตรัสแล้ว ซ่ึงพระธรรมเทศนา นี ้ ว่า อุฏฺ ฐานกาลมหฺ ิ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยินวา่ อ.กลุ บตุ ร ท. มีร้อยห้าเป็นประมาณ ผ้อู ยใู่ น สาวตฺถิวาสโิ น กิร ปญฺจสตา กลุ ปตุ ฺตา สตฺถุ เมืองช่ือวา่ สาวตั ถีโดยปกติ บวชแล้ว ในส�ำนกั ของพระศาสดา เสตนสตฺ ุ เิเกอโปกพตพฺ ตชฺเติถวฺวาโกอมหมฺียฏิ. ฺฐอาวนเสํ คสเาหตอวฺราญอฺเญรญสญฺ มํ ณอคธมมสํ มฺ .ุ ํ เรียนเอาแล้ว ซงึ่ กมั มฏั ฐาน ได้ไปแล้ว สปู่ ่ า ฯ (ในภิกษุ ท.) กโรนตฺ า อรหตตฺ ํ ปตวฺ า “ปฏลิ ทธฺ คณุ ํ สตถฺ ุ อาโรเจสสฺ ามาติ เหลา่ นนั้ หนา (อ.ภิกษุ) รูปหนงึ่ เหลือแล้ว (ในท่ี) นนั้ นน่ั เทียว ฯ ปนุ สาวตฺถึ อคมํส.ุ เต สาวตฺถิโต โยชนมตฺเต เอกสฺมึ (อ.ภิกษุ ท.) ผ้เู หลอื กระท�ำอยู่ ซงึ่ สมณธรรม ในป่ า บรรลแุ ล้ว คามเก ปิ ณฺฑาย จรนฺเต ทิสฺวา เอโก อปุ าสโก ซง่ึ พระอรหตั (คดิ แล้ว) วา่ (อ.เรา ท.) จกั กราบทลู ซงึ่ คณุ (อนั ตน) ยาคภุ ตตฺ าทหี ิ ปฏมิ าเนตวฺ า อนโุ มทนํ สตุ วฺ า ปนุ ทวิ สตถฺ าย ได้เฉพาะแล้ว แกพ่ ระศาสดา ดงั นี ้ ได้ไปแล้ว สเู่ มอื งชอื่ วา่ สาวตั ถี อกี ฯ นิมนฺเตส.ิ เต ตทเหว สาวตฺถึ คนฺตฺวา ปตฺตจีวรํ อ.อบุ าสก คนหนง่ึ เหน็ แล้ว (ซง่ึ ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ผ้เู ท่ียวไปอยู่ ปฏิสาเมตฺวา สายณฺหสมเย สตฺถารํ อปุ สงฺกมิตฺวา เพ่ือบณิ ฑะ ในบ้าน หมหู่ นงึ่ (ในท่ี) มีโยชน์เป็นประมาณ แตเ่ มือง วนฺทิตฺวา นิสีทสึ .ุ ชื่อวา่ สาวตั ถี ต้อนรับแล้ว (ด้วยโภชนะ ท.) มีข้าวต้มและข้าวสวย เป็นต้น ฟังแล้ว ซง่ึ การอนโุ มทนา นิมนต์แล้ว เพ่ือประโยชน์ ในวนั รุ่งขนึ ้ ฯ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ไปแล้ว สเู่ มืองชื่อวา่ สาวตั ถี ในวนั นนั้ นน่ั เทียว เก็บแล้ว ซงึ่ บาตรและจีวร เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซงึ่ พระศาสดา ในสมยั คอื เวลาเยน็ แหง่ วนั ถวายบงั คมแล้ว นง่ั แล้ว ฯ อ.พระศาสดา ทรงประกาศอยู่ ซง่ึ ความยินดี เกินเปรียบ สตฺถา เตหิ สทฺธึ อตวิ ิย ตฏุ ฺฐึ ปเวทยมาโน กบั (ด้วยภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ได้ทรงกระท�ำแล้ว ซง่ึ การปฏิสนั ถาร ฯ ปฏิสนฺถารมกาส.ิ ครงั้ นนั้ อ.ภกิ ษุ ผ้เู ป็นสหาย ของภกิ ษุ ท. เหลา่ นนั้ ผ้เู หลอื แล้ว อถ เนสํ ตตฺถ โอหีโน สหายภิกฺขุ จินฺเตสิ (ในท)ี่ นนั้ คดิ แล้ว วา่ เมอ่ื พระศาสดา ทรงกระทำ� อยู่ ซงึ่ การปฏสิ นั ถาร “สตฺถุ อิเมหิ สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กโรนฺตสฺส มขุ ํ กบั (ด้วยภิกษุ ท.) เหลา่ นี ้ อ.ปาก ยอ่ มไมเ่ พียงพอ, แตว่ า่ นปปฺ โหต,ิ มยหฺ ํ ปน มคคฺ ผลาภาเวน มยา สทธฺ ึ น กเถต,ิ (อ.พระศาสดา) ยอ่ มไมต่ รสั กบั ด้วยเรา เพราะความไมม่ แี หง่ มรรค อชเฺ ชว อรหตตฺ ํ ปตวฺ า สตถฺ ารํ มยา สทธฺ ึ กถาเปสสฺ ามตี .ิ และผล ของเรา, ในวนั นีน้ น่ั เทียว (อ.เรา) บรรลแุ ล้ว ซง่ึ พระอรหตั เตปิ ภิกฺขู “มยํ อาคมนมคฺเค เอเกน อปุ าสเกน จกั ทลู ยงั พระศาสดา ให้ตรสั กบั ด้วยเรา ดงั นี ้ฯ อ.ภกิ ษุ ท. แม้เหลา่ นนั้ สฺวาตนาย นิมนฺตติ า ปาโตว ตตฺถ คมิสสฺ ามาติ ทลู ลาแล้ว ซง่ึ พระศาสดาวา่ อ.ข้าพระองค์ ท. ผ้อู นั อบุ าสก คนหนง่ึ สตฺถารํ อปโลเกส.ํุ อถ เนสํ สหายภิกฺขุ สพฺพรตฺตึ ในหนทางเป็นที่มา นิมนต์แล้ว เพ่ือภตั รบริโภคอนั จะมีในวนั พรุ่ง จงฺกมนฺโต นิทฺทาวเสน จงฺกมนโกฏิยํ เอกสฺมึ จกั ไป (ในท)่ี นนั้ ในเวลาเช้าเทยี ว ดงั นี ้ฯ ครงั้ นนั้ อ.ภกิ ษุผ้เู ป็นสหาย ปาสาณผลเก ปต.ิ อรู ุฏฺฐิ ภิชฺชิ. (ของภิกษุท.) เหลา่ นนั้ จงกรมอยู่ ตลอดราตรีทงั้ ปวง ล้มลงแล้ว บนแผน่ แหง่ หิน แผน่ หนงึ่ ในท่ีสดุ แหง่ ที่เป็นท่ีจงกรม ด้วยอ�ำนาจ แหง่ ความหลบั ฯ อ.กระดกู แหง่ ขา แตกแล้ว ฯ ผลติ สื่อการเรยี นรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย 63 www.kalyanamitra.org

(อ.ภกิ ษ)ุ นนั้ ร้องแล้ว ด้วยเสยี งอนั ดงั มาก ฯ อ.ภกิ ษุ ท. ผ้เู ป็นสหาย โส มหาสทฺเทน วริ ว.ิ ตสสฺ เต สหายกา ภิกฺขู สทฺทํ (ของภกิ ษ)ุ นนั้ เหลา่ นนั้ จำ� ได้แล้ว ซงึ่ เสยี ง วงิ่ เข้าไปแล้ว (โดยข้าง) สญฺชานิตฺวา อิโต จิโต จ อปุ ธาวสึ .ุ เตสํ ทีปํ ชาเลตฺวา นีด้ ้วย นีด้ ้วย ฯ (เมื่อภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ยงั ประทีป ให้โพลงแล้ว ตสฺส กตฺตพฺพกิจฺจํ กโรนฺตานํเยว อเนรุโณสตฺถาอฏุ อฺฐาหหิ. กระท�ำอยู่ ซงึ่ กิจอนั ตนพงึ กระท�ำ (แก่ภิกษุ) นนั้ นน่ั เทียว อ.อรุณ เต ตํ คามํ คนฺตํุ โอกาสํ น ลภสึ .ุ อถ ตงั้ ขนึ ้ แล้ว ฯ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ไมไ่ ด้แล้ว ซง่ึ โอกาส เพ่ืออนั ไป “กึ ภิกฺขเว ภิกฺขาจารคามํ น คมิตฺถาต.ิ เต “อาม สบู่ ้าน นนั้ ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ภนฺเตติ ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสํ.ุ สตฺถา “น ภิกฺขเว เอส วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. (อ.เธอ ท.) ไมไ่ ปแล้ว สบู่ ้านเป็นทเ่ี ทย่ี วไปเพอ่ื ภกิ ษา อิทาเนว ตมุ หฺ ากํ ลาภนฺตรายํ กโรต,ิ ปพุ ฺเพปิ หรือ ดงั นี ้ฯ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ (กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ อกาสเิ ยวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริตฺวา ผ้เู จริญ พระเจ้าข้า (อ.อยา่ งนนั้ ) ดงั นี ้ กราบทลู แล้ว ซงึ่ ความ เป็นไปทว่ั นนั้ ฯ อ.พระศาสดา ตรสั แล้ว วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. (อ.ภกิ ษุ) นน่ั ยอ่ มกระท�ำ ซงึ่ อนั ตรายแหง่ ลาภ แก่เธอ ท. ในกาลนีน้ น่ั เทียว หามิได้, อ.ภิกษุนนั่ ได้กระท�ำแล้วนนั่ เทียว แม้ในกาลก่อน ดงั นี ้ ผู้ (อนั ภิกษุท.) เหลา่ นนั้ ทลู วงิ วอนแล้ว ทรงน�ำมาแล้ว ซงึ่ เรื่อง อนั ลว่ งไปแล้ว ทรงยงั ชาดก วา่ (อ.บคุ คล) นน้ั ใด ย่อมปรารถนา เพือ่ อนั กระท�ำ “โย ปพุ เฺ พ กรณียานิ ปจฺฉา โส กาตมุ ิจฺฉติ, (ซ่ึงกิจ ท.) อนั (อนั ตน) พึงกระท�ำ ในกาลก่อน วรุณกฏฺฐํ ภญฺโชว ส ปจฺฉา อนตุ ปปฺ ตีติ ในภายหลงั , (อ.บคุ คล) นน้ั ย่อมตามเดือดร้อน ในภายหลงั เพียงดงั (อ.มาณพ) ผูห้ กั ซ่ึงไมก้ ่มุ ดงั นี้ ให้พิสดารแล้ว ฯ ชาตกํ วติ ฺถาเรส.ิ ได้ยนิ วา่ อ.ภกิ ษุ ท. เหลา่ นนั้ เป็นมาณพ มรี ้อยห้าเป็นประมาณ ตทา กิร เต ภิกฺขู ปญฺจสตา มาณวกา อเหส,ํุ ได้เป็นแล้ว ในกาลนนั้ , อ.มาณพผ้เู กียจคร้าน (ในกาลนนั้ ) กสุ ีตมาณวโก อยํ ภิกฺขุ อโหส,ิ อาจริโย ปน ตถาคโตว เป็นภิกษุ นี ้ได้เป็นแล้ว (ในกาลนี)้ , สว่ นวา่ อ.อาจารย์ (ในกาลนนั้ ) อโหสตี .ิ เป็นตถาคตเทียว ได้เป็นแล้ว (ในกาลนี)้ ดงั นีแ้ ล ฯ อ.พระศาสดา ครนั้ ทรงนำ� มาแล้ว ซงึ่ พระธรรมเทศนา นี ้ ตรสั แล้ว สตฺถา อิมํ ธมมฺ เทสนํ อาหริตฺวา “ภิกฺขเว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. ก็ (อ.บคุ คล) ใด ยอ่ มไมก่ ระท�ำ ซงึ่ ความหมนั่ โย หิ อกฏุ สุ ฺฐีโาตน, กาโสเล อฌฏุ าฺฐนาานทํ นิเภกทโํรตวิ ิเสอสวํ สนนาฺนธสิคงจฺกฺฉปตโฺ ปีติ ในกาลเป็นทหี่ มนั่ เป็นผ้มู คี วามดำ� ริอนั จมลงแล้ว เป็นผ้เู กยี จคร้าน โหติ ยอ่ มเป็น, (อ.บคุ คล) นนั้ ยอ่ มไมบ่ รรลุ ซง่ึ คณุ วเิ ศษมฌี านเป็นต้น วตฺวา อิมํ คาถมาห เป็ นประเภท ดังนี ้ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระคาถานี ้วา่ (อ.บุคคล ใด) ไม่หมน่ั อยู่ ในกาลเป็ นที่หมน่ั “ยอวุฏุ าฺฐานพกลาี ลอมาฺหลิ สอิยนํ ฏุ ฺฐอหเุ าปโโนต เป็นผูห้ น่มุ เป็นผูม้ ีก�ำลงั (เป็น) เป็นผูเ้ ขา้ ถึงแลว้ สํสนนฺ สงฺกปปฺ มโน กสุ ีโต ซึ่งความเป็นแห่งบคุ คลผูเ้ กียจคร้าน เป็นผูม้ ีใจ ปญฺญาย มคฺคํ อลโส น วินทฺ ตีติ. ประกอบพร้อมแล้วด้วยความด�ำริอนั จมลงแล้ว ดว้ ยดี เป็นผูเ้ กียจคร้าน (ย่อมเป็น อ.บคุ คล นน้ั ) ผูเ้ กียจคร้าน ย่อมไม่ประสบ ซ่ึงหนทาง ดว้ ยปัญญา ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ ไมห่ มน่ั อยู่ คือวา่ ไมพ่ ยายามอยู่ (ดงั นี ้ในบท ท.) ยุวาตพตลฺถีต“:ิอปนฐุฏมฺ ฐโหยพาโฺพนเนต:ิ อโิ ตนฏุ พฺฐลหสนมฺโตปฺ :นอฺโนวาปยิ หมตุนฺวฺโตา.. เเหป็ลนา่ผน้ตู นังั้้ อหยนแู่าล้ว(แหในง่ บคทวา)มวเปา่ ็นอหนนุฏมุ่ ฺคฐรหัง้ าแโรนก ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ แม้เป็นผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ด้วยก�ำลงั เป็น (ดงั นี ้ แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ ยุวา พลี ดงั นี ้ ฯ 64 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.อรรถ) วา่ เป็นผ้เู ข้าถงึ แล้ว ซงึ่ ความเป็นแหง่ บคุ คล อาลสิยํ อุเปโตต:ิ อลสภาวํ อเุ ปโต โหติ ภตุ ฺวา ผ้เู กียจคร้าน ยอ่ มเป็น คือวา่ กินแล้วๆ ยอ่ มนอน (ดงั นี ้ ภตุ วฺ า สยต.ิ สสํ นนฺ สงกฺ ปปฺ มโนต:ิ ตหี ิ มจิ ฉฺ าวติ กเฺ กหิ แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ อาลสิยํ อุเปโต ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ อสอปุฏลฺสโฐสสฺุอตนว:ฺิโสตนโสฺนนสมงวหฺกนิ าปฺทอฺลปตโิจสนิตฺโปลตญภ. ฺญตีตากิยุสอีโตทตฺโฏถตฺฐ.ิ:พฺพํนอิพรฺิพยมิริโคยฺค.ํ เป็ นผู้มีจิตประกอบแล้ วด้ วยความด�ำริอันจมลงแล้ วด้ วยดี เพราะมิจฉาวติ ก ท. ๓ (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ สสํ นฺนสงกฺ ปปฺ มโน ดงั นี ้ฯ (อ.อรรถ) วา่ มีความเพียรออกแล้ว (ดงั นี ้แหง่ บท) วา่ กุสีโต ดงั นี ้ ฯ อ.อรรถ วา่ (อ.บคุ คล) ผ้เู กียจคร้านใหญ่ นนั้ เม่ือไมเ่ หน็ ช่ือวา่ ยอ่ มไมป่ ระสบ คือวา่ ยอ่ มไมไ่ ด้ ซง่ึ อริยมรรค อนั (อนั ตน) พงึ เหน็ ด้วยปัญญา ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ อลโส ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา (อ.ชน ท.) มาก บรรลแุ ล้ว เทสนาวสาเน พหู โสตาปตตฺ ผิ ลาทนี ิ ปาปณุ สึ ตู .ิ (ซงึ่ อริยผล ท.) มีโสดาปัตตผิ ลเป็นต้น ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าตสิ สะผู้ประกอบแล้วในกรรม ปธานกมมฺ กิ ตสิ ฺสตเฺ ถรวตถฺ ุ. คือความเพยี รเป็ นเคร่ืองตงั้ ไว้ (จบแล้ว) ฯ ๔. อ.เร่ืองแห่งเปรตมีอัตภาพเพยี งดงั อัตภาพแห่งสุกร ๔. สูกรเปตวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทบั อยู่ ในพระเวฬวุ นั ทรงปรารภ “วาจานุรกขฺ ีติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา เวฬวุ เน ซงึ่ เปรตมีอตั ภาพเพียงดงั อตั ภาพแหง่ สกุ ร ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรม วิหรนฺโต สกู รเปตํ อารพฺภ กเถส.ิ เทศนา นี ้วา่ วาจานุรกขฺ ี ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ดงั จะกลา่ วโดยพิสดาร ในวนั หนง่ึ อ.พระเถระช่ือวา่ เอกสมฺ ึ หิ ทิวเส มหาโมคฺคลลฺ านตฺเถโร มหาโมคคลั ลานะ ข้ามลงอยู่ จากภเู ขาชื่อวา่ คชิ ฌกฎู กบั ลกฺขณตฺเถเรน สทฺธึ คชิ ฺฌกฏู า โอโรหนฺโต เอกสมฺ ึ ด้วยพระเถระชื่อวา่ ลกั ขณะ กระท�ำแล้ว ซง่ึ อนั แย้ม ในประเทศ ปเทเส สติ ํ กตฺวา “โก นุ โข อาวโุ ส เหตุ สติ สสฺ แหง่ หนงึ่ ผู้ อนั พระเถระชอ่ื วา่ ลกั ขณะ ถามแล้ว วา่ แนะ่ ทา่ นผ้มู อี ายุ ปาตกุ มฺมายาติ ลกฺขณตฺเถเรน มปํฏุ ปฺโจุฐฺเฉ“อยกฺยาาโสลีตอิ วาตวฺวโุ สา อ.อะไร หนอ แล เป็นเหตุ แหง่ อนั กระท�ำ ซง่ึ อนั แย้ม ให้ปรากฏ อิมสฺส ปญฺหสฺส, สตฺถุ สนฺตเิ ก (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ กลา่ วแล้ว วา่ แนะ่ ทา่ นผ้มู ีอายุ (อ.กาล นี)้ ลกฺขณตฺเถเรน สทฺธึเยว ราชคเห ปิ ณฺฑาย จริตฺวา เป็นสมยั มใิ ชก่ าล ของปัญหา นี ้ (ยอ่ มเป็น), (อ.ทา่ น) พงึ ถาม ซง่ึ เรา ปิ ณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เวฬวุ นํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ในส�ำนกั ของพระศาสดา ดงั นี ้ เท่ียวไปแล้ว เพื่อบณิ ฑะ ในเมือง วนฺทิตฺวา นิสที ิ. ชอื่ วา่ ราชคฤห์ กบั ด้วยพระเถระชอื่ วา่ ลกั ขณะนนั่ เทยี ว ผ้กู ้าวกลบั แล้ว จากบบณิ ฑบาต ไปแล้วสพู่ ระเวฬวุ นั ถวายบงั คมแล้ว ซงึ่ พระศาสดา นงั่ แล้ว ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระเถระช่ือวา่ ลกั ขณะ ถามแล้ว ซงึ่ เนือ้ ความ นนั้ ฯ อถ นํ ลกฺขณตฺเถโร ตมตฺถํ ปุจฺฉิ. (อ.พระเถระ) นนั้ กลา่ วแล้ว วา่ แนะ่ ทา่ นผ้มู ีอายุ อ.เรา ได้เหน็ แล้ว โส อาห “อาวโุ ส อหํ เอกํ เปตํ อทฺทส,ํ ตสฺส ซงึ่ เปรต ตนหนงึ่ , อ.สรีระ (ของเปรต) นนั้ เป็นอวยั วะ มีคาวตุ ๓ ตคิ าวตุ ปปฺ มาณํ สรีรํ, ตํ มนสุ สฺ สรีรสทิส,ํ สสี ํ ปน เป็นประมาณ (ยอ่ มเป็น), (อ.สรีระ) นนั้ เป็นเชน่ กบั ด้วยสรีระ สกู รสฺส วยิ , ตสสฺ มเุ ข นงฺคฏุ ฺฐํ ชาตํ, ของมนษุ ย์ (ยอ่ มเป็น), สว่ นวา่ อ.ศรี ษะ (ของเปรต นนั้ ) เป็นราวกะวา่ (ศรี ษะ) ของสกุ ร (ยอ่ มเป็น), อ.หาง เกดิ แล้ว ในปาก (ของเปรต) นนั้ , ผลติ สือ่ การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม วดั พระธรรมกาย 65 www.kalyanamitra.org

อ.หนอน ท. ยอ่ มไหลออก (จากปาก ของเปรต) นนั้ , อ.เรานนั้ ตโต ปฬุ วา ปคฺฆรนฺต;ิ สฺวาหํ `น เม เอวรูโป สตฺโต (คดิ แล้ว) วา่ อ.สตั ว์ มีอยา่ งนีเ้ป็นรูป เป็นผู้ อนั เรา เคยเหน็ แล้ว “ทจิฏกฺฐฺขปภุ พุ ตู ฺโาพตวิ ตตํภทิกฺขิสเฺววา สติ ํ ปาตฺวากาสนิ ฺต.ิ สตฺถา (ยอ่ มเป็น) หามิได้ ดงั นี ้ครัน้ เหน็ แล้ว (ซงึ่ เปรต) นนั้ ได้กระท�ำแล้ว มม สาวกา วหิ รนฺตีติ วตฺวา ซง่ึ การแย้ม ให้ปรากฏ ดงั นี ้ฯ อ.พระศาสดา ตรสั แล้ว วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ ท. “อหมเฺ ปตํ สตฺตํ โพธิมณฺเฑเยว อทฺทส,ํ `เย ปน เม น (อต.สรัสาวแกล้วท).วขา่ อแงมเร้ าอ.เเปร็านไผด้มู ้เีจหกัน็ ษแุเลป้ว็น(แซลงึ่ ้สวตั หวน์)อนน่ั(เปท็นี่ค)วยงแอ่ หมง่อตย้นู่ ดโพงั นธิ์ี ้ สทฺทเหยฺยํ,ุ เตสํ อหิตาย อสสฺ าติ ปเรสํ อนกุ มปฺ าย น กเถส,ึ อิทานิ โมคฺคลลฺ านํ สกฺขึ ลภิตฺวา กเถมิ, นนั่ เทียว, อ.เรา ไมก่ ลา่ วแล้ว ด้วยความเอน็ ดู (ตอ่ ชน ท.) เหลา่ อ่ืน สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลลฺ าโน อาหาต.ิ ตํ สตุ ฺวา ภิกฺขู วา่ ก็ (อ.ชน ท.) เหลา่ ใด ไมพ่ งึ เช่ือ ตอ่ เรา, (อ.ความไมเ่ ช่ือ นนั้ ) สตฺถารํ ปจุ ฺฉึสุ “กึ ปน ภนฺเต ตสฺส ปพุ ฺพกมมฺ นฺติ. พงึ มี เพ่ือความไมเ่ กือ้ กลู (แก่ชน ท.) เหลา่ นนั้ ดงั นี,้ ในกาลนี ้อ.เรา ได้แล้ว ซง่ึ โมคคลั ลานะ (กระท�ำ) ให้เป็นพยาน ยอ่ มกลา่ ว, ดกู ่อนภิกษุ ท. อ.โมคคลั ลานะ กลา่ วแล้ว จริง ดงั นี ้ ฯ อ.ภิกษุ ท. ฟังแล้ว (ซงึ่ พระด�ำรัส) นนั้ ทลู ถามแล้ว ซง่ึ พระศาสดา วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ ก็ อ.บรุ พกรรม (ของเปรต) นนั้ อยา่ งไร ดงั นี ้ฯ อ.พระศาสดา (ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. ถ้าอยา่ งนนั้ สตฺถา “เตนหิ ภิกฺขเว สณุ าถาติ อตีตํ อาหริตฺวา (อ.เธอ ท.) จงฟัง ดงั นี ้ ทรงนำ� มาแล้ว ซงึ่ เรืองอนั ไปลว่ งแล้ว ตรสั แล้ว ตสสฺ ปพุ ฺพกมมฺ ํ กเถส:ิ กสสฺ ปพทุ ฺธกาเล กิเรกสฺมึ ซง่ึ บรุ พกรรม (ของเปรต) นนั้ วา่ ได้ยนิ วา่ อ.พระเถระ ท. ๒ อยแู่ ล้ว คามกาวาเส เทฺว เถรา สมคฺควาสํ วสสึ .ุ เตสุ เอโก อยแู่ หง่ บคุ คลผ้พู ร้อมเพรียงกนั ในอาวาสใกล้บ้าน แหง่ หนงึ่ สจวีฏรฺฐมวิ าสทฺโาสย, เอโก สเาอมกเนูณสโฏรฺฐวยวิิ สสโฺ พสพฺ. ํ โส อิตรสสฺ ปตฺต- ในกาลแหง่ พระพทุ ธเจ้าพระนามวา่ กสั สปะ ฯ (ในพระเถระ ท. ๒) วจิ ร,ิ วตตฺ ปฏวิ ตตฺ ํ อกาส.ิ เหลา่ นนั้ หนา (อ.พระเถระ) รูปหนงึ่ เป็นผ้มู ีพรรษา ๖๐ (ยอ่ มเป็น), เตสํ เอกมาตกุ จุ ฺฉิยํ วตุ ฺถภาตีนํ วยิ สมคฺควาสํ (อ.พระเถระ) รูปหนง่ึ เป็นผ้มู ีพรรษา ๕๙ (ยอ่ มเป็น) ฯ วจสนธฺตมามฺ นสํ สฺ ววสนนทฏิวฺฐโาสนํ เอโก ธมมฺ กถิโก อาคมิ. ตทา (อ.พระอนเุ ถระ) นนั้ ถือเอา ซงึ่ บาตรและจีวร ของพระมหาเถระ โหต.ิ เถรา ตํ สงฺคณฺหิตฺวา นอกนี ้ เท่ียวไปแล้ว ได้กระท�ำแล้ว ซง่ึ วตั รและวตั รตอบ ทงั้ ปวง “ธมมฺ กถํ โน กเถหิ สปปฺ รุ ิสาติ อาหํส.ุ ราวกะ อ.สามเณร ฯ (เมื่อพระเถระ ท. ๒) เหลา่ นนั้ อยอู่ ยู่ อยแู่ หง่ บคุ คลผ้พู ร้อมเพรียงกนั ราวกะ พ่ีน้องชายผ้อู ยแู่ ล้ว ในท้องของมารดาคนเดียวกนั อ.พระธรรมกถกึ รูปหนง่ึ มาแล้ว สทู่ ่ีเป็นท่ีอยู่ ฯ ก็ อ.กาลนนั้ เป็นวนั ที่ฟังซง่ึ ธรรม ยอ่ มเป็น ฯ อ.พระเถระ ท. สงเคราะห์แล้ว (ซง่ึ พระธรรมกถกึ ) นนั้ กลา่ วแล้ว วา่ ดกู อ่ นสตั บรุ ุษ (อ.ทา่ น) จงกลา่ ว ซงึ่ ธรรรมกถา แกเ่ รา ท. เถดิ ดงั นี ้ฯ (อ.พระธรรมกถกึ ) นนั้ กลา่ วแล้ว ซง่ึ ธรรมกถา ฯ อ.พระเถระ ท. โส ธมมฺ กถํ กเถส.ิ เถรา “ธมมฺ กถิโก โน ลทฺโธติ มีจิตอนั ยินดีแล้ว วา่ อ.พระธรรมกถกึ อนั เรา ท. ได้แล้ว ดงั นี ้ ตตธมฏตุ ฺฐมฺฺถจกติ กถตฺ ตํ าภกปตเถนฺุตหทกีตวิิจเิ ฺสจมาตนม“สุ อาสฺ าทาวานโยุ สํ ธธรหุมคิยมฺ าฺโํมยกํ ปถิณาติ เฏฑฺปฺฐาสายํ.ุ นปโมตวนสิ สุโติ ถฺสวฺ กาาํ พาเอาแล้ว (ซง่ึ พระธรรมกถกึ ) นนั้ เข้าไปแล้ว สบู่ ้านอนั ใกล้ เพื่อบิณฑะ ในวันรุ่งขึน้ มีกิจด้วยภัตรอันกระท�ำแล้ว (ในบ้าน) นนั้ (กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู อ่ นทา่ นผ้มู อี ายุ (อ.ทา่ น) ขอจงกลา่ ว ธมมฺ กถํ สตุ วฺ า ปนุ ทวิ สตถฺ ายปิ นมิ นตฺ ยสึ .ุ เอวํ สมนตฺ า ซงึ่ ธรรมกถา หนอ่ ยหนง่ึ จากที่ (แหง่ ตน) หยดุ แล้ว ในวนั วาน ดงั นี ้ ภกิ ขฺ าจารคาเมสุ เทวฺ เทวฺ ทวิ เส ตมาทาย ปิณฑฺ าย จรสึ .ุ (ยงั พระธรรมกถกึ ) ให้กลา่ วแล้ว ซง่ึ ธรรม แกม่ นษุ ย์ ท. ฯ อ.มนษุ ย์ ท. ธมมฺ กถิโก จินฺเตสิ “อิเม เทฺว อตมิ ทุ กุ า, มยา อโุ ภเปเต ฟังแล้ว ซง่ึ ธรรมกถา นิมนต์แล้ว แม้เพ่ือประโยชน์ในวนั รุ่งขนึ ้ ฯ ปลาเปตฺวา อิมสมฺ ึ วหิ าเร วสติ ํุ วฏฺฏตีต.ิ (อ.พระเถระ ท.) พาเอา (ซง่ึ พระธรรมกถกึ ) นนั้ เที่ยวไปแล้ว เพื่อบณิ ฑะ สนิ ้ วนั ท. ๒ ๒ ในบ้านเป็นที่เที่ยวไป เพื่อภิกษา ท. โดยรอบ ด้วยประการฉะนี ้ ฯ อ.พระธรรมกถกึ คดิ แล้ว วา่ (อ.พระเถระ ท.) ๒ เหลา่ นี ้ เป็นผ้อู อ่ นโยนยิ่ง (ยอ่ มเป็น), อ.อนั อนั เรา ยงั พระเถระ ท. เหลา่ นนั่ แม้ทงั้ ๒ ให้หนีไปแล้ว อยู่ ในวหิ าร นี ้ยอ่ มควร ดงั นี ้ฯ 66 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.พระเถระ) นนั้ ไปแล้ว สทู่ เ่ี ป็นทบี่ ำ� รุง ซงึ่ พระเถระ ในเวลาเยน็ โส สนาิวยตํ ฺตเติถฺวรุปาฏฺมฐาหนาํเถครํนอฺตปฺุวาสงฺกภมิกิตฺขฺวนู าํ อ“ฏุภฺ ฐนาฺเตย กลบั แล้ว ในกาล แหง่ ภิกษุ ท. ลกุ ขนึ ้ แล้ว ไปแล้ว เข้าไปหาแล้ว คตกาเล ซงึ่ พระมหาเถระกลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ.เรื่อง) อะไรๆ อนั กิญฺจิ วตฺตพฺพํ อตฺถีติ วตฺวา, “กเถหิ อาวโุ สติ (อนั กระผม) พงึ กลา่ ว มอี ยู่ ดงั น,ี ้ (ครนั้ เมอื่ คำ� ) วา่ ดกู อ่ นทา่ นผ้มู อี ายุ วตุ เฺ ต, โถกํ จนิ เฺ ตตวฺ า “ภนเฺ ต กถา นาม มหาสาวชชฺ าติ (อ.ทา่ น) จงกลา่ วเถิด ดงั นี ้ (อนั พระมหาเถระ) กลา่ วแล้ว, คดิ แล้ว วตฺวา อกเถตฺวาว ปกฺกามิ. อนเุ ถรสฺสาปิ สนฺตกิ ํ หนอ่ ยหนงึ่ กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ชื่อ อ.วาจา คนฺตฺวา ตเถว อกาส.ิ เป็นเคร่ืองกลา่ ว เป็นถ้อยค�ำเป็นไปกบั ด้วยโทษใหญ่ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ไมก่ ลา่ วแล้วเทียว หลกี ไปแล้ว ฯ (อ.พระธรรมกถกึ ) นนั้ ไปแล้ว สสู่ ำ� นกั แม้ของพระอนเุ ถระ ได้กระทำ� แล้ว อยา่ งนนั้ นน่ั เทยี ว ฯ (อ.พระธรรมกถกึ ) นนั้ กระทำ� แล้ว อยา่ งนนั้ นน่ั เทยี ว ในวนั ที่ ๒, โส ทตุ ยิ ทวิ เส ตเถว กตวฺ า, ตตยิ ทวิ เส เตสํ อตวิ ยิ ครัน้ เม่ือความวนุ่ วาย เกินเปรียบ เกิดขนึ ้ แล้ว (แก่พระเถระ ท.) โกตหุ เล อปุ ปฺ นฺเน, มหาเถรํ อปุ สงฺกมิตฺวา “ภนฺเต เหลา่ นนั้ ในวนั ที่ ๓, เข้าไปหาแล้ว ซงึ่ พระมหาเถระ กลา่ วแล้ว วา่ กิญฺจิ วตฺตพฺพํ อตฺถิ, ตมุ หฺ ากํ ปน กสเนถหฺตตีเิ กิ นวปิ ตปฺ ฺตีฬํุ โิ นต ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ.เรื่อง) อะไรๆ อนั (อนั กระผม) พงึ กลา่ ว มีอย,ู่ วสิ หามตี ิ วตวฺ า, เถเรน “โหตุ อาวโุ ส, แตว่ า่ (อ.กระผม) ยอ่ มไมอ่ าจ เพ่ืออนั กลา่ ว ในสำ� นกั ของทา่ น ท. อาห “กึ ปน ภนฺเต อนเุ ถโร ตมุ เฺ หหิ สทฺธึ วสิ ภาโคต.ิ ดงั น,ี ้ ผ้อู นั พระเถระ บบี คนั้ แล้ว วา่ ดกู อ่ นทา่ นผ้มู อี ายุ (อ.เหตุ นน่ั ) “สปปฺ รุ ิส กึ นาเมตํ กเถส,ิ มยํ เอกมาตกุ จุ ฺฉิยํ จงมเี ถดิ , (อ.ทา่ น) จงกลา่ วเถดิ ดงั นี ้ กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ วตุ ฺถปตุ ฺตา วยิ , อมเฺ หสุ เอเกน ลทฺธํ อิตเรนาปิ ก็ อ.พระอนเุ ถระ เป็นวสิ ภาค กบั ด้วยทา่ น ท. (ยอ่ มเป็น) หรือ ดงั นี ้ฯ ลทฺธเมว โหต,ิ มยา เอตสฺส เอตฺตกํ กาลํ อคโุ ณ (อ.พระมหาเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนสตั บรุ ุษ (อ.ทา่ น) กลา่ วแล้ว ทิฏฺฐปพุ ฺโพ นตฺถีต.ิ “เอวํ ภนฺเตต.ิ (ซง่ึ ค�ำ) นนั่ ช่ืออะไร, อ.เรา ท. เป็นราวกะ บตุ รผ้อู ยแู่ ล้ว ในท้อง ของมารดาคนเดียวกนั (ยอ่ มเป็น) (อ.วตั ถ)ุ อนั ในเรา ท. หนา (อนั บคุ คล) รูปหนง่ึ ได้แล้ว เป็นของ (อนั บคุ คล) แม้นอกนี ้ ได้แล้ว นน่ั เทยี ว ยอ่ มเป็น, อ.โทษมใิ ชค่ ณุ (ของพระอนเุ ถระ) นนั่ อนั อนั เรา เคยเหน็ แล้ว ยอ่ มไมม่ ี ตลอดกาล มีประมาณเทา่ นี ้ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระธรรมกถกึ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.อยา่ งนนั้ หรือ ดงั นี ้ฯ (อ.พระมหาเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ เออ “อาม อาวโุ สต.ิ “ภนเฺ ต มํ อนเุ ถโร เอวมาห `สปปฺ รุ ิส (อ.อยา่ งนนั้ ) ดงั นี ้ฯ (อ.พระธรรมกถกึ ) กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ตฺวํ กลุ ปตุ ฺโต, `อยํ มหาเถโร ลชฺชี เปสโลติ เอเตน อ.พระอนเุ ถระ กลา่ วแล้ว กะกระผม อยา่ งนี ้ วา่ ดกู ่อนสตั บรุ ุษ สทฺธึ สมโฺ ภคํ กโรนฺโต อปุ ปริกฺขิตฺวา กเรยฺยาสตี ,ิ (อ.ทา่ น) เป็นกลุ บตุ ร (ยอ่ มเป็น), (อ.ทา่ น) เมอ่ื กระทำ� ซงึ่ การคบหา กบั เอวเมส มํ กอทุ าฺธคมตาทนิวโสสโตทณปฺฑฏฺาฐาภยิหตวํ เกทลุตาีตลิ.ภมาหชานเํ ถวโยิร (ด้วยพระมหาเถระ) นนั่ (ด้วยความสำ� คญั ) วา่ อ.พระมหาเถระ นี ้ ตํ สตุ ฺวาว เป็นผ้มู คี วามละอาย เป็นผ้มู ศี ลี เป็นทรี่ กั (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ พจิ ารณาแล้ว อภโิชวฺชจิ..อโิตสโปริปิตอเถฏุ วฺฐาภยิชอฺชนิ. เุ เถตรสสุ ฺสกิญสนฺจฺตากิปํิ คนฺตฺวา ตเถว พงึ กระท�ำ ดงั นี,้ (อ.พระอนเุ ถระ) นนั่ ยอ่ มกลา่ ว อยา่ งนี ้กะกระผม เอตฺตกํ กาลํ จำ� เดมิ แตว่ นั (แหง่ กระผม) มาแล้ว ดงั นี ้ ฯ อ.พระมหาเถระ ฟังแล้ว เปอนโกวปสิิ ํุวปสิ ิ ณํุ ปฺฑิณาฑยฺ าปยวสิปติ วฺวฏิ าฺฐ,ปอพุ นโฺ พเุ ถโนราปมเุ รนตตรถฺํ อ,ิ าปคนุ นทฺตวิ ฺวเสา (ซง่ึ ค�ำ) นนั้ เทียว มีใจโกรธแล้ว แตกกนั แล้ว ราวกะ อ.ภาชนะ อปุ ฏฺฐานสาลายํ อฏฺฐาส,ิ มหาเถโร ปจฺฉา อคมาส.ิ อันเป็ นวิการแห่งดิน อันบุคคลเคาะแล้วด้วยท่อนไม้ ฯ (อ.พระธรรมกถกึ ) แม้นอกนี ้ ลกุ ขนึ ้ แล้ว ไปแล้ว สสู่ ำ� นกั ของพระอนเุ ถระ ได้กลา่ วแล้ว อยา่ งนนั้ นนั่ เทียว ฯ (อ.พระอนเุ ถระ) แม้นนั้ แตกแล้ว อยา่ งนนั้ นน่ั เทียว ฯ (ในพระเถระ ท. ๒) เหลา่ นนั้ หนา (อ.พระเถระ) รูปหนง่ึ ชื่อวา่ ผ้เู คยเข้าไปแล้ว เพ่ือบณิ ฑะ แยกกนั ยอ่ มไมม่ ี ตลอดกาล มีประมาณเทา่ นี ้ แม้โดยแท้, ถงึ อยา่ งนนั้ (อ.พระเถระ ท. ๒ เหลา่ นนั้ ) เข้าไปแล้ว เพ่ือบณิ ฑะ แยกกนั ในวนั รุ่งขนึ ้ , อ.พระอนเุ ถระ มาแล้ว ก่อนกวา่ ได้ยืนแล้ว ในศาลาเป็นท่ีบ�ำรุง ฯ อ.พระมหาเถระ ได้ไปแล้ว ในภายหลงั ฯ ผลติ สื่อการเรยี นรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ัติธรรม วดั พระธรรมกาย 67 www.kalyanamitra.org

อ.พระอนเุ ถระ เหน็ แล้ว (ซง่ึ พระมหาเถระ) นนั้ คดิ แล้ว วา่ ตํ ทิสฺวา อนเุ ถโร จินฺเตสิ “กึ นุ โข อิมสฺส อ.บาตรและจีวร (ของพระมหาเถระ) นี ้ (อนั เรา) พงึ รับ หรือ ปตฺตจีวรํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ อทุ าหุ โนต.ิ โส “นทานิ หนอ แล หรือวา่ (อ.บาตรและจีวร ของพระมหาเถระ นี ้ อนั เรา ปฏิคฺคเหสฺสามีติ จินฺเตตฺวาปิ “โหต,ุ น มยา เอวรูปํ พงึ รับ) หามิได้ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระอนเุ ถระ) นนั้ แม้คดิ แล้ว วา่ (อ.เรา) กกตตปวฺ าพุ พฺเถ,ํ รมํ ยอาปุ สองตกฺตฺ มโนติ วฺ วาตตฺ“ภํ หนาเฺ เตปตปํุ ตนตฺ วจฏวี ฺฏรํตเตีทิถจาติ ตตฺ ิ ํ มทุ กุ ํ จกั รับ ในกาลนี ้ หามิได้ ดงั นี ้ กระท�ำแล้ว ซงึ่ จิต ให้เป็น อาห. ธรรมชาตอิ อ่ นโยน (ด้วยมนสกิ าร) วา่ (อ.เร่ือง นนั่ ) จงมีเถิด, (อ.กรรม) มีอยา่ งนีเ้ป็นรูป เป็นกรรม อนั เรา เคยกระท�ำแล้ว (ยอ่ มเป็น) หามิได้, อ.อนั อนั เรา ยงั วตั ร ของตน ให้เสอื่ ม ยอ่ มไมค่ วร ดงั นี ้ เข้าไปหาแล้ว ซง่ึ พระเถระ กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ.ทา่ น ท.) ขอจงให้ ซงึ่ บาตรและจวี ร เถดิ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระมหาเถระ) นอกนี ้ ดีดแล้ว ซง่ึ นิว้ มือ (มีอนั ให้รู้) วา่ อติ โร “คจฉฺ ทพุ พฺ นิ ตี , น ตวฺ ํ มม ปตตฺ จวี รํ ปฏคิ คฺ เหตํุ แนะ่ ทา่ นผ้อู นั บคุ คลแนะนำ� ได้โดยยากแล้ว (อ.ทา่ น) จงไปเถดิ , อ.ทา่ น ยตุ ฺตรูโปติ อจฺฉรํ ปหริตฺวา, เตน “อาม ภนฺเต, อหํปิ เป็นผ้มู รี ูปอนั ควรแล้ว เพอ่ื อนั รบั ซง่ึ บาตรและจวี ร ของเรา (ยอ่ มเป็น) `ตมุ หฺ ากํ ปตฺตจีวรํ น ปฏิคฺคเหสฺสามีติ จินฺเตสนิ ฺติ หามิได้ ดงั นี ้ (เป็นเหต)ุ , (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ วตุ ฺเต, “อาวโุ ส นวก กึ ตฺวํ จินฺเตสิ `มม อิมสฺมึ วหิ าเร ขอรับ (อ.อยา่ งนนั้ ) แม้ อ.กระผม คดิ แล้ว วา่ อ.เรา จกั ไมร่ ับ โกจิ สงโฺ ค อตถฺ ตี ิ อาห. อติ โรปิ “ตมุ เฺ ห ปน ภนเฺ ต กเิ มวํ ซงึ่ บาตรและจีวร ของทา่ น ท. ดงั นี ้ ดงั นี ้ (อนั พระอนเุ ถระ) นนั้ มญฺญถ `มม อิมสมฺ ึ วิหาเร โกจิ สงฺโค อตฺถีต,ิ กลา่ วแล้ว, กลา่ วแล้ว วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้ใู หม่ ผ้มู ีอายุ อ.ทา่ น เอโส โว วหิ าโรติ วตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย นิกฺขมิ. คดิ แล้ว วา่ อ.ความเกยี่ วข้อง อะไรๆ ในวหิ ารนี ้ แหง่ เรา มอี ยู่ (ดงั น)ี ้ อิตโรปิ นิกฺขมิ. เต เอกมคฺเคนาปิ อคนฺตฺวา, หรือ ดงั นี ้ฯ (อ.พระอนเุ ถระ) แม้นอกนี ้กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ เอโก ปจฉฺ มิ ทวฺ าเรน มคคฺ ํ คณหฺ ,ิ เอโก ปรุ ตถฺ มิ ทวฺ าเรน. ก็ อ.ทา่ น ท. ยอ่ มสำ� คญั อยา่ งนี ้ วา่ อ.ความเกี่ยวข้อง อะไรๆ ในวิหาร นี ้ แหง่ เรา มีอยู่ ดงั นี ้ หรือ, (อ.วหิ าร) นนั่ เป็นวิหาร ของทา่ น ท. (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ถือเอาแล้ว ซงึ่ บาตรและจีวร ออกไปแล้ว ฯ (อ.พระมหาเถระ) แม้นอกนี ้ ออกไปแล้ว ฯ (อ.พระเถระ ท. ๒) เหลา่ นนั้ ไมไ่ ปแล้ว แม้โดยหนทางเดียวกนั , (อ.พระเถระ) รูปหนง่ึ ถอื เอาแล้ว ซง่ึ หนทาง โดยประตใู นปัจฉมิ ทศิ , (อ.พระเถระ) รูปหนงึ่ (ถอื เอาแล้ว ซงึ่ หนทาง) โดยประตใู นปรุ ตั ถมิ ทศิ ฯ อ.พระธรรมกถกึ กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ.ทา่ น ท.) ธมมฺ กถโิ ก “ภนเฺ ต มา เอวํ กโรถ, มา เอวํ กโรถาติ ขอจงอยา่ กระทำ� อยา่ งน,ี ้ (อ.ทา่ น ท.) ขอจงอยา่ กระทำ� อยา่ งนี ้ ดงั น,ี ้ “วปอตวาฺวิฏวาฺโโุ ฐส“,ตมฏิ มาฺฐนาปสุวจุ ฺเโุ ฺฉสสถหต,ิิ วตุ ฺเต, นิวตฺติ. โส ปนุ ทิวเส ธรุ คามํ (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ (อ.ทา่ น) จงหยดุ ดงั นี ้ “ภนฺเต ภทนฺตา กหุ ินฺติ วตุ ฺเต, (อนั พระเถระ ท. ๒ เหลา่ นนั้ ) กลา่ วแล้ว, กลบั แล้ว ฯ ตมุ หฺ ากํ กลุ ปุ กา หิยฺโย กลหํ กตฺวา (อ.พระธรรมกถกึ ) นนั้ เข้าไปแล้ว สบู่ ้านอนั ใกล้ ในวนั รุ่งขนึ ้ , นิกฺขมสึ ,ุ อหํ ยาจนฺโตปิ นิวตฺเตตํุ นาสกฺขินฺติ อาห. (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.ทา่ นผ้เู จริญ ท. (ไปแล้ว) เตสุ พาลา ตณุ ฺหี อเหส,ํุ ปณฺฑิตา ปน “อมเฺ หหิ (ในที่) ไหน ดงั นี ้ อนั มนษุ ย์ ท. กลา่ วแล้ว, กลา่ วแล้ว วา่ ดกู ่อน เอตฺตกํ กาลํ ภทนฺตานํ กิญฺจิ ขลติ ํ อนปุามปฺ นนฺนทํ ภิฏวฺฐิสปสฺ พุ ตฺพีตํ,ิ ทา่ นผ้มู ีอายุ ท. (อ.ทา่ น ท.) จงอยา่ ถาม, (อ.พระเถระ ท.) เตสํ ภยํ อปุ ปฺ ชฺชมานํ อิมํ นิสฺสาย ผ้เู ข้าถงึ ซงึ่ ตระกลู ของทา่ น ท. กระท�ำแล้ว ซง่ึ ความทะเลาะกนั โทมนสฺสปปฺ ตฺตา อเหส.ํุ ออกไปแล้ว ในวนั วาน, อ.เรา แม้อ้อนวอนอยู่ ไมไ่ ด้อาจแล้ว เพอ่ื อนั (ยงั พระเถระ ท.) เหลา่ นนั้ ให้กลบั ดงั นี ้ฯ (ในชน ท.) เหลา่ นนั้ หนา อ.คนเขลา ท. เป็นผ้นู ่ิง ได้เป็นแล้ว ฯ สว่ นวา่ อ.คนฉลาด ท. (คดิ แล้ว) วา่ ชื่อ อ.ความพลงั้ พลาด อะไรๆ แหง่ ทา่ นผ้เู จริญ ท. เป็นโทษ อนั เรา ท. ไมเ่ คยเหน็ ล้ว (ยอ่ มเป็น) ตลอดกาล มีประมาณเทา่ นี,้ อ.ภยั เมื่อเกิดขนึ ้ (แก่ทา่ นผ้เู จริญ ท.) เหลา่ นนั้ เป็นภยั เกิดขนึ ้ แล้ว เพราะอาศยั (ซงึ่ พระธรรมกถกึ ) นี ้จกั เป็น ดงั นี ้ เป็นผ้ถู งึ แล้ว ซงึ่ ความโทมนสั ได้เป็นแล้ว ฯ 68 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.พระเถระ ท.) แม้เหลา่ นนั้ ไมไ่ ด้แล้ว ชอ่ื ซง่ึ ความสบายแหง่ จติ เตปิ จเถินรฺเาตสคิ “ตอฏโฺหฐานเนวกจสิตฺสฺตภสขิกุ ํฺขโุนนามภานริยํ ลภสึ .ุ ในท่ี (แหง่ ตน) ไปแล้ว ฯ อ.พระมหาเถระ คดิ แล้ว วา่ โอ อ.กรรม อนั หนกั มหาเถโร กมมฺ ํ อนั ภิกษุ ผ้ใู หม่ กระท�ำแล้ว, (อ.ภิกษุ) นนั้ กลา่ วแล้ว กะภิกษุผ้จู รมา กสตทํ,ฺธมึ หุสตุมฺตโฺ ภํ ทคิฏํ ฺฐมํ นาามอกอาาสคีตน.ิฺตกุ อภิติกโรฺขปํุ อิ าจหิน`ฺเมตหสาิ เถ“อเรโหน ชอื่ ผ้อู นั ตนเหน็ แล้ว ครหู่ นง่ึ วา่ (อ.ทา่ น) อยา่ ได้กระทำ� แล้ว ซงึ่ อนั คบหา กบั ด้วยพระมหาเถระ (ดงั นี)้ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระอนเุ ถระ) แม้นอกนี ้ มหาเถรสสฺ ภาริยํ กมมฺ ํ กตํ, สมทหุ ฺธตุ ึ ฺตํสมทโฺิฏภฺฐคํ ํ นาม คดิ แล้ว วา่ โอ อ.กรรม อนั หนกั อนั พระมหาเถระ กระท�ำแล้ว, อาคนฺตกุ ภิกฺขํุ อาห `อิมินา มา (อ.พระมหาเถระ) กลา่ วแล้ว กะภิกษุผ้จู รมา ช่ือ ผ้อู นั ตนเหน็ แล้ว อกาสีต.ิ เตสํ เนว สชฺฌาโย น มนสกิ าโร อโหส.ิ ครู่หนงึ่ วา่ (อ.ทา่ น) อยา่ ได้กระท�ำแล้ว ซง่ึ อนั คบหา กบั ด้วยพระ เต วสฺสสตจฺจเยน ปจฺฉิมทิสาย เอกํ วิหารํ อคมํส.ุ อนเุ ถระ (ดงั นี)้ ดงั นี ้ฯ อ.การสาธยาย (ได้มีแล้ว) (แก่พระเถระ ท.) เตสํ เอกเมว เสนาสนํ ปาปณุ ิ. มหาเถเร ปวิสติ ฺวา เหลา่ นนั้ หามไิ ด้นน่ั เทยี ว ฯ อ.การมนสกิ าร ได้มแี ล้ว (แกพ่ ระเถระ ท. มญฺจเก นิสนิ ฺเน, อิตโรปิ ปาวสิ .ิ เหลา่ นนั้ ) หามไิ ด้ ฯ (อ.พระเถระ ท.) เหลา่ นนั้ ได้ไปแล้ว สวู่ หิ าร แหง่ หนงึ่ ในปัจฉมิ ทศิ โดยอนั ลว่ งไปแหง่ ร้อยแหง่ ปี ฯ อ.เสนาสนะ เดยี วกนั นนั่ เทยี ว ถงึ แล้ว (แกพ่ ระเถระ ท.) เหลา่ นนั้ ฯ ครนั้ เมอ่ื พระมหาเถระ เข้าไปแล้ว นงั่ แล้ว บนเตียงน้อย (อ.พระอนเุ ถระ) แม้นอกนี ้ ได้เข้าไปแล้ว ฯ อ.พระมหาเถระ เหน็ แล้ว (ซงึ่ พระอนเุ ถระ) นนั้ เทยี ว จำ� ได้แล้ว มหาเถโร ตํ ทิสวฺ าว สญฺชานิตฺวา อสฺสนู ิ สนฺธาเรตํุ ไมไ่ ด้อาจแล้ว เพื่ออนั อดกลนั้ ซง่ึ น�ำ้ ตา ท. ฯ (อ.พระอนเุ ถระ) นาสกฺขิ. อิตโรปิ มหาเถรํ สญฺชานิตฺวา อสสฺ ปุ ณุ ฺเณหิ แม้นอกนี ้ จ�ำได้แล้ว ซง่ึ พระมหาเถระ มีนยั น์ตา ท. อนั เตม็ แล้ว เนตฺเตหิ “กเถมิ นุ โข มา กเถมีติ จินฺเตตฺวา “น ตํ ด้วยน�ำ้ ตา คดิ แล้ว วา่ (อ.เรา) จะกลา่ ว หรือ หนอ แล หรือวา่ สทฺเธยฺยรูปนฺติ เถรํ วนฺทิตฺวา อาห “ภนฺเต อหํ เอตฺตกํ จงอยา่ กลา่ ว ดงั นี ้ (คดิ แล้ว) วา่ (อ.ค�ำ) นนั้ เป็นค�ำมีรูปอนั บคุ คล กาลํ ตมุ หฺ ากํ ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา วิจรึ, อปิ นุ เม พงึ เชอื่ (ยอ่ มเป็น) หามไิ ด้ ดงั นี ้ ไหว้แล้ว ซง่ึ พระเถระ กลา่ วแล้ว ก“`มนาายทเทอิฏฺวเฺฐตาปนรพุาสทฺพทีสํธฺอุึ ตาสวมุมโุโเฺฺสภหตคห.ิํิ อ“กกอิญาถสฺจกตีิ อส.ิ “สฺมนาาารหธุปํมปฺอมฺําวทกโุิถฏสฺิกฐเปํออวพุ โํวฺพกจเนถตุ ฺตมฺถ.ิ,ิ วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.กระผม ถอื เอา ซง่ึ บาตรและจวี ร ของทา่ น ท. เที่ยวไปแล้ว ตลอดกาล มีประมาณเทา่ นี,้ อ.กรรมอนั ไมส่ มควร อะไร ๆ (ในทวาร ท.) มีกายทวารเป็นต้น ของกระผม เป็นกรรม ตยา กริ มม อนตฺ เร เอวํ วตุ ตฺ นตฺ .ิ “อหปํ ิ ภนเฺ ต น วทามตี .ิ (อนั ทา่ น ท.) เคยเหน็ แล้ว (ยอ่ มเป็น) บ้างหรือ หนอ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระมหาเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ (อ.กรรม อนั ไมส่ มควร นนั้ ) เป็นกรรม (อนั เรา) เคยเหน็ แล้ว (ยอ่ มเป็น) หามิได้ ดงั นี ้ฯ (อ.พระอนเุ ถระ กลา่ วแล้ว) วา่ (ครัน้ เมื่อความเป็น) อยา่ งนนั้ (มีอย)ู่ (อ.ทา่ น ท.) ได้กลา่ วแล้ว วา่ (อ.ทา่ น ) อยา่ ได้ กระท�ำแล้ว ซงึ่ อนั คบหา กบั (ด้วยพระอนเุ ถระ) นน่ั (ดงั นี)้ กะพระธรรมกถกึ เพราะเหตไุ ร ดงั นี ้ฯ (อ.พระมหาเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนทา่ นผ้มู ีอายุ อ.เรา ยอ่ มกลา่ ว อยา่ งนี ้ หามิได้, ได้ยินวา่ (อ.ค�ำ) อยา่ งนี ้ อนั ทา่ น กลา่ วแล้ว ในระหวา่ ง แหง่ เรา ดงั นี ้ ฯ (อ.พระอนเุ ถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ แม้ อ.กระผม ยอ่ มไมก่ ลา่ ว ดงั นี ้ฯ ในขณะนนั้ (อ.พระเถระ) ท. เหลา่ นนั้ รู้แล้ว วา่ (อ.ค�ำ) อยา่ งนี ้ เต ตสมฺ ึ ขเณ “เตน อมเฺ ห ภินฺทิตกุ าเมน เอวํ เป็นคำ� (อนั พระธรรมกถกึ ) นนั้ ผ้ใู คร่เพอื่ อนั ทำ� ลาย ซงึ่ เรา ท. กลา่ วแล้ว วตุ ฺตํ ภวิสสฺ ตีติ ญตฺวา อญฺญมญฺญํ อจฺจยํ เทสยสึ .ุ จกั เป็น ดงั นี ้ แสดงแล้ว ซง่ึ โทษอนั เป็นไปลว่ งเกิน กะกนั และกนั ฯ เต วสสฺ สตํ จิตฺตสฺสาทํ อลภนฺตา ตํ ทิวสํ สมคฺคา (อ.พระเถระ ท.) เหลา่ นนั้ ไมไ่ ด้อยู่ ซง่ึ ความสบายแหง่ จิต หตุ ฺวา “อายาม, ตํ ตโต วิหารา นิกฺกฑฺฒิสฺสามาติ ตลอดร้อยแหง่ ปี เป็นผ้พู ร้อมเพรียงกนั เป็น ในวนั นนั้ (กลา่ วแล้ว) ปกฺกมิตฺวา อนปุ พุ ฺเพน ตํ วหิ ารํ อคมํส.ุ ธมมฺ กถิโกปิ วา่ (อ.เรา ท.) จงมาเถดิ , (อ.เรา ท.) จกั คร่าออก (ซง่ึ พระธรรมกถกึ ) นนั้ เถเร ทิสวฺ า ปตฺตจีวรํ ปฏิคฺคเหตํุ อปุ คญฺฉิ. จากวิหาร นนั้ ดงั นี ้หลกี ไปแล้ว ได้ไปแล้ว สวู่ หิ าร นนั้ ตามล�ำดบั ฯ แม้ อ.พระธรรมกถกึ เหน็ แล้ว ซงึ่ พระเถระ ท. เข้าไปหาแล้ว เพ่ืออนั รับ ซงึ่ บาตรและจีวร ฯ ผลิตสื่อการเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปริยัตธิ รรม วดั พระธรรมกาย 69 www.kalyanamitra.org

อ.พระเถระ ท. ดดี แล้ว ซงึ่ นวิ ้ มอื (มอี นั ให้รู้) วา่ อ.ทา่ น เป็นผ้มู รี ูป เถรา “น ตฺวํ อิมสฺมึ วหิ าเร วสติ ํุ ยตุ ฺตรูโปติ อจฺฉรํ อนั ควรแล้ว เพอื่ อนั อยใู่ นวหิ ารนี ้(ยอ่ มเป็น) หามไิ ด้ ดงั นี ้(เป็นเหต)ุ ฯ ปหรึส.ุ โส สณฺฐาตํุ อสกฺโกนฺโต ตาวเทว นิกฺขมิตฺวา (อ.พระธรรมกถกึ ) นนั้ ไมอ่ าจอยู่ เพื่ออนั ด�ำรงอยดู่ ้วยดี ออกแล้ว ปลายิ. อถ นํ วีสตวิ สฺสสหสสฺ านิ กโต สมณธมโฺ ม หนีไปแล้ว ในขณะนนั้ นน่ั เทียว ฯ ครัง้ นนั้ อ.สมณธรรม อนั สนฺธาเรตํุ นาสกฺขิ. ตโต จวติ ฺวา อวีจิมหฺ ิ นิพฺพตฺโต (อนั พระธรรมกถกึ ) นนั้ กระท�ำแล้ว ตลอดพนั แหง่ ปี ๒๐ ท. เอกํ พทุ ฺธนฺตรํ ปจิตฺวา อิทานิ คชิ ฺฌกเู ฏ วตุ ฺตปปฺ กาเรน ไมไ่ ด้อาจแล้ว เพ่ืออนั ทรงไว้พร้อม (ซง่ึ พระธรรมกถกึ ) นนั้ ฯ อตฺตภาเวน ทกุ ฺขํ อนโุ ภต.ิ (อ.พระธรรมกถกึ นนั้ ) เคล่อื นแล้ว (จากอตั ภาพ) นนั้ บงั เกิดแล้ว ในนรกช่ือวา่ อเวจี ไหม้แล้ว สนิ ้ พทุ ธนั ดรหนง่ึ เสวยอยู่ ซงึ่ ทกุ ข์ ด้วยทงั้ อตั ภาพ มปี ระการอนั ข้าพเจ้ากลา่ วแล้ว ทภ่ี เู ขาชอ่ื วา่ คชิ ฌกฏู ในกาลนี ้(ดงั นี)้ ฯ อ.พระศาสดา ครนั้ ทรงนำ� มาแล้ว ซง่ึ บรุ พกรรม (ของเปรต) นนั้ นี ้ สตฺถา อิทํ ตสสฺ ปพุ ฺพกมมฺ ํ อาหริตฺวา “ภิกฺขเว ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. ช่ือ อนั ภิกษุ เป็นผ้มู ีรูปเข้าไปสงบแล้ว ภิกฺขนุ า นาม กายาทีหิ อปุ สนฺตรูเปน ภวิตพฺพนฺติ (ด้วยทวาร ท.) มกี ายทวารเป็นต้น พงึ เป็น ดงั นี ้ ตรสั แล้ว ซงึ่ พระคาถา วตฺวา อิมํ คาถมาห นี ้วา่ (อ.บคุ คล) เป็นผูต้ ามรกั ษาซ่ึงวาจาโดยปกติ “วาจานรุ กฺขี มนสา สสุ ํวโุ ต (พึงเป็น ดว้ ย) เป็นผูส้ �ำรวมแลว้ ดว้ ยดี โดยใจ กาเยน จ อกสุ ลํ น กยิรา (พงึ เป็น ดว้ ย) ไมพ่ งึ กระทำ� ซงึ่ อกศุ ล ดว้ ยกาย ดว้ ย, เอเต ตโย กมฺมปเถ วิโสธเย (อ.บคุ คล) ยงั กรรมบถ ท. ๓ เหล่านน่ั อาราธเย มคฺคมิสิปปฺ เวทิตนตฺ ิ. พึงใหห้ มดจดวิเศษ พึงยินดีย่ิง ซ่ึงหนทาง อนั ฤาษีประกาศแลว้ ดงั นี้ ฯ อ.เนือ้ ความ (แหง่ ค�ำอนั เป็นพระคาถา) นนั้ วา่ (อ.บคุ คล) ตสฺสตฺโถ “จตุนฺนํ วจีทุจฺจริตานํ วชฺชเนน ชอื่ วา่ เป็นผ้ตู ามรกั ษาซงึ่ วาจาโดยปกติ เพราะอนั เว้น ซง่ึ วจที จุ รติ ท. ๔ วาจานรุ กฺขี, อภิชฺฌาทีนํ อปนชปุ หปฺ นาฺโตทเนกนาเยมนนสจาอสกฏสุุ ฺลฐุํ (พงึ เป็น ด้วย), ชื่อวา่ เป็นผ้สู ำ� รวมแล้ว ด้วยดี โดยใจ เพราะอนั ไม่ สวํ โุ ต, ปาณาตปิ าตาทโย (ยงั มโนทจุ ริต ท.) มีอภิชฌาเป็นต้น ให้เกิดขนึ ้ (พงึ เป็น ด้วย), น กยิรา, เอวํ เอเต ตโย กมมฺ ปเถ วิโสธเย; เอวํ เมื่อละขาด (ซงึ่ เจตนาธรรม ท.) มีปาณาตบิ าตเป็นต้น ชื่อวา่ วโิ สเธนฺโต หิ สีลกฺขนฺธาทีนํ เอสเกหิ พทุ ฺธาทีหิ อิสหี ิ ไมพ่ งึ กระท�ำ ซงึ่ อกศุ ล ด้วยกาย ด้วย, (อ.บคุ คล) ยงั กรรมบถ ท. ๓ ปเวทิตํ อฏฺฐงฺคกิ ํ มคฺคํ อาราเธยฺยาต.ิ เหลา่ นน่ั พงึ ให้หมดจดวิเศษ อยา่ งนี,้ ก็ (อ.บคุ คล) (ยงั กรรมบถ ท. ๓ เหลา่ นนั่ ) ให้หมดจดวิเศษอยู่ อยา่ งนี ้ ชื่อวา่ พงึ ยินดียิ่ง ซง่ึ หนทาง มีองค์ ๘ อนั (อนั บคุ คล ท.) ผ้แู สวงหา (ซง่ึ คณุ ท.) มีกองแหง่ ศีลเป็นต้น ช่ือวา่ อนั ฤาษี ท. มีพระพทุ ธเจ้าเป็นต้น ประกาศแล้ว ดงั นี ้ (อนั บณั ฑิต พงึ ทราบ) ฯ ในกาลเป็นที่สดุ ลงแหง่ เทศนา (อ.ชน ท.) มาก บรรลแุ ล้ว เทสนาวสาเน พหู โสตาปตตฺ ผิ ลาทนี ิ ปาปณุ สึ ตู .ิ (ซง่ึ อริยผล ท.) มีโสดาปัตตผิ ลเป็นต้น ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งเปรตมีอัตภาพเพยี งดงั อัตภาพแห่งสุกร สูกรเปตวตถฺ ุ. (จบแล้ว) ฯ 70 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

๕. อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าโปฐิละ ๕. โปฐิลตเฺ ถรวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “โยคา เวติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา เชตวเน ซง่ึ พระเถระ ชื่อวา่ โปฐิละ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ วหิ รนฺโต โปฐลิ ํ นาม เถรํ อารพฺภ กเถส.ิ โยคา เว ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยนิ วา่ (อ.พระเถระ) นนั้ เป็นผ้ทู รงไว้ซง่ึ ปิฎก ๓ (เป็น) บอกแล้ว โส กิร สตฺตนฺนํ พทุ ฺธานํ สาสเน เตปิ ฏโก ปญฺจนฺนํ ซง่ึ ธรรม แก่ร้อยแหง่ ภิกษุ ท. ๕ ในศาสนา ของพระพทุ ธเจ้า ท. ๗ ฯ ภิกฺขสุ ตานํ ธมฺมํ วาเจส.ิ สตฺถา จินฺเตสิ “อิมสสฺ อ.พระศาสดา ทรงด�ำริแล้ว วา่ แม้ อ.จิต วา่ (อ.เรา) จกั กระท�ำ ภิกฺขโุ น `อตฺตโน ทกุ ฺขนิสสฺ รณํ กริสสฺ ามีติ จิตฺตํปิ ซง่ึ การสลดั ออกจากทกุ ข์ เพื่อตน ดงั นี ้ (ของภิกษุ) นี ้ ยอ่ มไมม่ ี, อตนปุจตุ ฺฉฏฺถฺโิ,ฐปาสฐนํเลิวํ เ,ชอสยาสฺ คาาหตมิกิ นานตเลฺตจุ .ิฺฉโต“ปโเตอฐลิหปาิ ฏตฺิฐตาจุ ยวฺฉเทตโปํตเฐ,ิถลิ ร,ํ อตฺตโน (อ.เรา ยงั ภิกษุ) นนั้ จกั ให้สลด ดงั นี ้ ฯ อ.พระศาสดา ยอ่ มตรัส วา่ คตกาเลปิ “ตจุ ฺฉโปฐโิ ล คโตติ วเทต.ิ นิสที ดกู อ่ นภกิ ษผุ ้มู คี มั ภรี ์เปลา่ (อ.เธอ) จงมา, ดกู อ่ นภกิ ษผุ ้มู คี มั ภรี ์เปลา่ (อ.เธอ) จงนงั่ , ดกู ่อนภิกษุผ้มู ีคมั ภีร์เปลา่ (อ.เธอ) จงไป ดงั นี ้ อฏุ ฺฐาย กะพระเถระนนั้ ในกาล (แหง่ พระเถระ) นนั้ มาแล้ว สทู่ ่ีเป็นท่ีบ�ำรุง ซงึ่ พระองค์, ยอ่ มตรัส วา่ อ.ภิกษุผ้มู ีคมั ภีร์เปลา่ ไปแล้ว ดงั นี ้ แม้ในกาล (แหง่ พระเถระ) นนั้ ลกุ ขนึ ้ แล้ว ไปแล้ว จ�ำเดมิ (แตก่ าล) นนั้ ฯ (อ.พระเถระ) นนั้ คดิ แล้ววา่ อ.เรา ยอ่ มทรงไว้ ซงึ่ ปิ ฎก ท. ๓ ปอถญฺจจโนสนฺปจํนินภฺเกิ ตมขฺ สํ สุ สิ “ตตอาฺถหนาํํสอาอฏฏภฺฐฺฐิกากรฺขถสณามํนห`ิ ตตาจุีณคฺฉเิณโปปิ ฏฐธกลิ มาามฺนตํิิวธวาาเเเทจรมมติ,,,ิิ อนั เป็นไปกบั ด้วยอรรถกถา, (อ.เรา) ยอ่ มบอก ซงึ่ ธรรม อทฺธา มํ สตฺถา ฌานาทีนํ อภาเวน เอวํ วเทตีต.ิ กะคณะใหญ่ ท. ๑๘ แหง่ ร้อยแหง่ ภกิ ษุ ท. ๕, ก็ แล (ครนั้ เมอ่ื ความเป็น) โส อปุ ปฺ นฺนสํเวโค “อรญฺญํ อิทานิ ปวิสติ ฺวา อยา่ งนนั้ (มอี ย)ู่ อ.พระศาสดา ยอ่ มตรสั กะเรา เนอื งๆ วา่ ดกู อ่ นภกิ ษุ สมณธมมฺ ํ กริสสฺ ามีติ สยเมว ปตฺตจีวรํ สวํ ิทหิตฺวา ผ้มู ีคมั ภีร์เปลา่ ดงั นี,้ อ.พระศาสดา ยอ่ มตรัส อยา่ งนี ้ กะเรา ปจจฺ สู กาเล สพพฺ ปจฉฺ า ธมมฺ ํ อคุ คฺ ณหฺ ติ วฺ า นกิ ขฺ มนเฺ ตน เพราะความไมม่ ี (แหง่ คณุ วิเศษ ท.) มีฌานเป็นต้น แนแ่ ท้ ดงั นี ้ ฯ ภิกฺขนุ า สทฺธึ นิกฺขมิ. ปริเวเณ นิสที ิตฺวา สชฺฌายนฺตา (อ.พระเถระ) นนั้ เป็นผ้มู ีความสงั เวชอนั เกิดขนึ ้ แล้ว (เป็น คดิ แล้ว) ตํ “อาจริโยติ น สลลฺ กฺเขสํ.ุ วา่ (อ.เรา) เข้าไปแล้ว สปู่ ่ า จกั กระท�ำ ซง่ึ สมณธรรม ในกาลนี ้ ดงั นี ้ จดั แจงแล้ว ซง่ึ บาตรและจีวร เองนน่ั เทียว ออกไปแล้ว กบั ด้วยภิกษุ ผู้ เรียนเอาแล้ว ซง่ึ ธรรม ออกไปอยู่ ในภายหลงั แหง่ ภิกษุทงั้ ปวง ในกาลอนั ขจดั เฉพาะซงึ่ มืด ฯ (อ.ภิกษุ ท.) นงั่ สาธยายอยู่ ในบริเวณ ไมก่ �ำหนดแล้ว (ซงึ่ พระเถระ) นนั้ วา่ เป็นอาจารย์ ดงั นี ้ฯ (อ.พระเถระ) นนั้ ไปแล้ว สนิ ้ ร้อยแหง่ โยชน์ ๒๐, อ.ภกิ ษุ ท. ๓๐ โส วีสํ โยชนสตํ คนฺตฺวา, เอกสมฺ ึ อรญฺญาวาเส ยอ่ มอยู่ ในอาวาสอนั ตงั้ อยใู่ นป่า แหง่ หนง่ึ , เข้าไปหาแล้ว ซงึ่ ภกิ ษุ ท. ตสึ ภิกฺขู วสนฺต,ิ เต อปุ สงฺกมิตฺวา สงฺฆตฺเถรํ เหลา่ นนั้ ไหว้แล้ว ซง่ึ พระเถระในสงฆ์ กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ วนฺทิตฺวา “ภนฺเต อวสสฺ โย เม โหถาติ อาห. (อ.ทา่ น ท.) เป็นทพ่ี ง่ึ ของกระผม จงเป็นเถดิ ดงั นี ้ฯ (อ.พระมหาเถระ “อาวโุ ส ตฺวํ ธมมฺ กถิโก, อมเฺ หหิ นาม ตํ นิสฺสาย กลา่ วแล้ว) วา่ แนะ่ ทา่ นผ้มู อี ายุ อ.ทา่ น เป็นพระธรรมกถกึ (ยอ่ มเป็น), กิญฺจิ ชานิตพฺพํ ภเวยฺย, กสมฺ า เอวํ วเทสีติ. (อ.เหต)ุ อะไรๆ เป็นเหตุ ช่ือ อนั เรา ท. อาศยั แล้ว ซง่ึ ทา่ น พงึ รู้ พงึ เป็น, อ.ทา่ น กลา่ วแล้ว อยา่ งนี ้เพราะเหตไุ ร ดงั นี ้ฯ ผลิตสื่อการเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ัติธรรม วดั พระธรรมกาย 71 www.kalyanamitra.org

อ.พระเถระนนั้ กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ.ทา่ น ท.) “มา ภนฺเต เอวํ กโรถ, อวสสฺ โย เม โหถาต.ิ เต ปน ขอจงอยา่ กระท�ำ อยา่ งนี,้ (อ.ทา่ น ท.) เป็นที่พง่ึ ของกระผม จงเป็น สพฺเพ ขีณาสวาว. เถิด ดงั นี ้ฯ ก็ (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ ทงั้ ปวง เป็นพระขีณาสพเทียว (ยอ่ มเป็น) ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระมหาเถระ (คิดแล้ว) วา่ อ.มานะ (ของภิกษุ) นี ้ อถ นํ มหาเถโร “อิมสสฺ อคุ ฺคหํ นิสสฺ าย มา โน มีอยู่ เพราะอาศยั ซง่ึ อนั เลา่ เรียนนน่ั เทียว ดงั นี ้ สง่ ไปแล้ว อตฺถิเยวาติ อนเุ ถรสฺส สนฺตกิ ํ ปหิณิ. โสปิ ตํ ตเถวาห. (ซง่ึ พระเถระ) นนั้ สสู่ ำ� นกั ของพระอนเุ ถระ ฯ อ.พระอนเุ ถระ แม้นนั้ อิมินา นีหาเรน สพฺเพปิ ตํ เปเสนฺตา สทติวตฺาฏวฺสฐสฺาเกิ น- กลา่ วแล้ว (กะพระเถระ) นนั้ อยา่ งนนั้ นนั่ เทยี ว ฯ อ.ภกิ ษุ ท. แม้ทงั้ ปวง นสิ ที ติ วฺ า สจู กิ มมฺ ํ กโรนตฺ สสฺ สพพฺ นวกสสฺ เมอื่ สง่ ไป (ซง่ึ พระเถระ) นนั้ โดยท�ำนองนี ้ สง่ ไปแล้ว สสู่ ำ� นกั สามเณรสฺส สนฺตกิ ํ ปหิณึส.ุ เอวมสสฺ มานํ นีหรึส.ุ ของสามเณร ผ้มู ีกาลฝน ๗ ผ้ใู หมก่ วา่ สามเณรทงั้ ปวง ผู้ นง่ั กระท�ำอยู่ ซงึ่ กรรม อนั บคุ คลพงึ กระท�ำด้วยเขม็ ในที่เป็นท่ีพกั ในเวลากลางวนั ฯ (อ.ภิกษุท.) เหลา่ นนั้ นำ� ออกแล้ว ซงึ่ มานะ (ของพระเถระ) นนั้ ด้วยประการฉะนี ้ฯ (อ.พระเถระ) นนั้ มีมานะ (อนั ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั้ น�ำออกแล้ว โส นีหตมาโน สามเณรสสฺ สนฺติเก อญฺชลึ ประคองแล้ว ซงึ่ อญั ชลี ในส�ำนกั ของสามเณร กลา่ วแล้ว วา่ ปคฺคเหตฺวา “อวสสฺ โย เม โหหิ สปปฺ รุ ิสาติ อาห. ข้าแตส่ ตั บรุ ุษ (อ.ทา่ น) เป็นที่พง่ึ ของกระผม จงเป็นเถิด ดงั นี ้ ฯ “อโห อาจริย กึ นาเมตํ กเถถ, ตมุ เฺ ห มหลลฺ กา (อ.สามเณร นนั้ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นอาจารย์ โอ (อ.ทา่ น ท.) พหสุ สฺ ตุ า, ตมุ หฺ ากํ สนฺตเิ ก มยา กิญฺจิ การณํ ยอ่ มกลา่ ว ซงึ่ คำ� นนั่ ชอื่ อะไร, (อ.ทา่ น ท.) เป็นผ้แู ก่ เป็นผ้มู สี ตุ ะมาก ชานิตพฺพํ ภเวยฺยาติ. “มา เอวํ กริ สปปฺ รุ ิส, โหหิเยว (ยอ่ มเป็น), อ.เหตุ อะไรๆ เป็นเหตุ อนั กระผม พงึ รู้ ในสำ� นกั เม อวสสฺ โยต.ิ “ภนฺเต สเจ โอวาทกฺขมา ภวิสสฺ ถ, ของทา่ น ท. พงึ เป็น ดงั นี ้ ฯ (อ.พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตส่ ตั บรุ ุษ ภวสิ ฺสามิ โว อวสฺสโยต.ิ “โหมิ สปปฺ รุ ิส, อหํ `อคฺคึ (อ.ทา่ น) อยา่ กระท�ำแล้ว อยา่ งนี,้ (อ.ทา่ น) เป็นท่ีพงึ่ ของกระผม ปวสิ าติ วตุ ฺเต, อคฺคปึ ิ ปวสิ สิ ฺสามิ เอวาต.ิ ขอจงเป็นนนั่ เทยี ว ดงั นี ้ฯ (อ.สามเณร กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ถ้าวา่ (อ.ทา่ น ท.) เป็นผ้อู ดทนตอ่ โอวาท จกั เป็น ไซร้, (อ.กระผม) เป็นที่พง่ึ ของทา่ น ท. จกั เป็น ดงั นี ้ ฯ (อ.พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตส่ ตั บรุ ุษ (อ.กระผม เป็นผ้อู ดทนตอ่ โอวาท) จะเป็น, อ.กระผม (ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ อ.ทา่ น จงเข้าไป สไู่ ฟ ดงั นี ้ (อนั ทา่ น) กลา่ วแล้ว จกั เข้าไป แม้สไู่ ฟ นนั่ เทียว ดงั นี ้ ฯ ครงั้ นนั้ (อ.สามเณร) นนั้ แสดงแล้ว ซง่ึ สระ แหง่ หนงึ่ ในทไี่ มไ่ กล อถ นํ โส อวิทเู ร เอกํ สรํ ทสฺเสตฺวา “ภนฺเต กลา่ วแล้ว (กะพระเถระ) นนั้ วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.ทา่ น ท. ยถา นิวตฺถปารุตาว อิมํ สรํ ปวสิ ถาติ อาห. โส หิสฺส ผ้นู งุ่ หม่ แล้วอยา่ งไรเทยี ว จงเข้าไป สสู่ ระ นี ้เถดิ ดงั นี ้ฯ ก็ (อ.สามเณร) “มโหอควาฺฆทากนฺขํ โทมปุ นฏฺุฏโจขีวรโานนตํ ิ นิวตฺถปารุตภาวํ ญตฺวาปิ นนั้ แม้รู้แล้ว ซง่ึ ความที่ แหง่ จีวรมีชนั้ ๒ ท. อนั มีคา่ มาก เป็นผ้า วีมํสนฺโต เอวมาห. (อนั พระเถระ) นนั้ นงุ่ แล้วและหม่ แล้ว เมอื่ ทดลอง วา่ (อ.พระเถระ นนั้ ) เป็นผ้อู ดทนตอ่ โอวาท (ยอ่ มเป็น) หรือ หนอ แล (หรือวา่ เป็น ผ้อู ดทนตอ่ โอวาท ยอ่ มเป็น) หามิได้ ดงั นี ้ กลา่ วแล้ว อยา่ งนี ้ ฯ แม้ อ.พระเถระ ข้ามลงแล้ว ด้วยค�ำค�ำเดียวนน่ั เทียว ฯ เถโรปิ เอกวจเนเนว โอตริ. อถ นํ จีวรกณฺณานํ ครัง้ นนั้ (อ.สามเณร) กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ (อ.ทา่ น ท.) เตมนกาเล “เอถ ภนฺเตติ วตฺวา, เอกวจเนเนว จงมาเถิด ดงั นี ้ (กะพระเถระ) นนั้ ในกาลเป็นท่ีเปี ยก แหง่ มมุ อาคนฺตฺวา ติ ํ อาห “ภนฺเต เอกสฺมึ วมมฺ ิเก แหง่ จีวร ท., กลา่ วแล้ว วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.ชอ่ ง ท. ๖ ฉ ฉิทฺทานิ, ตตฺถ เอเกน ฉิทฺเทน โคธา อนฺโต ถปเวกฏิ ตฺฐฺวาา, ในจอมปลวก แหง่ หนง่ึ (มีอย)ู่ , อ.เหีย้ เข้าไปแล้ว ในภายใน ตํ คณฺหิตกุ าโม อิตรานิ ปญฺจ ฉิทฺทานิ (ในชอ่ ง ท. ๖) เหลา่ นนั้ หนา โดยชอ่ ง หนง่ึ , (อ.บคุ คล) เป็นผ้ใู คร่ ฉฏฺฐํ ภินฺทิตฺวา ปวฏิ ฺฐจฺฉิทฺเทเนว คณฺหาต;ิ เพื่ออนั จบั (ซงึ่ เหีย้ ) นนั้ (เป็น) ปิดแล้ว ซง่ึ ชอ่ ง ท. ๕ เหลา่ นอกนี ้ ทำ� ลายแล้ว (ซง่ึ ชอ่ ง) ที่ ๖ ยอ่ มจบั เอา โดยชอ่ ง (แหง่ เหีย้ นนั้ ) เข้าไปแล้วนน่ั เทียว (ฉนั ใด), 72 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

แม้ อ.ทา่ น ท. ปิ ดแล้ว ซงึ่ ทวาร ท. ๕ อนั เหลอื ในอารมณ์ ท. เอวํ ตมุ เฺ หปิ ฉทฺวาริเกสุ อารมมฺ เณสุ เสสานิ อนั เป็นไปในทวาร ๖ จงเริ่มตงั้ ซงึ่ กรรม ในมโนทวาร ฉนั นนั้ เถิด พปหญสุ ฺจสฺ ตุทสฺวสฺ ารภากนิ ขฺิ โปุ นิ ธาเอยตมตฺ เโกนเทนวฺวาปเรทปีกชมุ ชฺมฺ ลํ นปํ ฏวฺฐยิ เปอถโหาตส..ิิ ดงั นี ้ (กะพระเถระ) ผู้ มาแล้ว ยืนแล้ว ด้วยค�ำค�ำเดียวนนั่ เทียว ฯ (อ.ญาณ) ได้มีแล้ว แก่ภิกษุ ผ้มู ีสตุ ะมาก (ด้วยอนั ให้ซง่ึ นยั ) โส “เอตฺตกเมว โหตุ สปปฺ รุ ิสาติ กรชกาเย ญาณํ มีประมาณเทา่ นีน้ นั่ เทียว ราวกะ อ.อนั โพลงขนึ ้ แหง่ ประทีป ฯ โอตาเรตฺวา สมณธมมฺ ํ อารภิ. (อ.พระเถระ) นนั้ (กลา่ วแล้ว) วา่ ข้าแตส่ ตั บรุ ุษ (อ.ค�ำ) มีประมาณเทา่ นีน้ น่ั เทียว จงมีเถิด ดงั นี ้ ยงั ญาณ ให้ข้ามลงแล้ว ในกรชกาย ปรารภแล้ว ซงึ่ สมณธรรม ฯ อ.พระศาสดา ประทบั นง่ั แล้ว ในท่ีสดุ แหง่ ร้อยแหง่ โยชน์ ๒๐ สตฺถา วีสโยชนสตมตฺถเก นิสนิ ฺโนว ตํ ภิกฺขํุ เทียว ทรงแลดแู ล้ว ซง่ึ ภิกษุ นนั้ ทรงด�ำริแล้ว วา่ อ.ภิกษุ นี ้ โอโลเกตฺวา “ยเถวายํ ภิกฺขุ ภรู ิปญฺโญ; เอวเมว เป็นผ้มู ีปัญญาเพียงดงั แผน่ ดนิ (ยอ่ มเป็น) ฉนั ใดนน่ั เทียว, อ.อนั เตน อตฺตานํ ปวตยิ ฏิ ฺฐาโอเปภตาํสุ ํวฏผฺฏริตตฺวีตาิ จินฺเตตฺวา เตน (อนั ภิกษุ) นนั้ ยงั ตน ให้ตงั้ อยเู่ ฉพาะ ยอ่ มควร ฉนั นนั้ นนั่ เทียว ดงั นี ้ สทฺธึ กเถนฺโต อิมํ คาถมาห เป็นราวกะวา่ ตรัสอยู่ กบั (ด้วยพระเถระ) นนั้ (เป็น) ทรงแผไ่ ปแล้ว ซงึ่ พระรัศมี ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา นี ้วา่ อ.ปัญญา ยอ่ มเกิด เพราะอนั ประกอบแล, อ.ความส้ินไป- “โยคา เว ชายเต ภูริ, อโยคา ภูริสงฺขโย,’ พร้อมแห่งปัญญา (ย่อมเกิด) เพราะอนั ไม่ประกอบ, เอตํ เทฺวธาปถํ ญตฺวา ภวาย วิภวาย จ (อ.บณั ฑิต) รูแ้ ลว้ ซ่ึงหนทางโดยสว่ น ๒ นนั่ แหง่ ความเจริญ ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย; ยถา ภูริ ปวฑฺฒตีติ. ด้วย แห่งความเสื่อม ด้วย ยงั ตน พึงให้ตง้ั ลง, อ.ปัญญา ย่อมเจริญทว่ั ฉนั ใด ฉนั นน้ั ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ เพราะอนั กระท�ำไว้ในใจ โดยอบุ ายอนั แยบคาย มนสตกิ ตารฺถา.“โภยครู ีตาต:ิ :ิ ปอฐฏวฺีสฐตมฺตาสึยายวิตอฺถาตรามยฺมเปณญสฺญุ โยานเยิโตสํ ในอารมณ์ ท. ๓๘ (ดงั นี ้ ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ โยคา ดงั นี ้ฯ (อ.บท) วา่ ภรู ิ ดงั นี ้นน่ั เป็นช่ือ ของปัญญา อนั กว้าง นามํ. อนั เสมอด้วยแผน่ ดนิ (ยอ่ มเป็น) ฯ อ.ความพินาศ ชื่อวา่ สงขฺ โย ฯ (อ.อรรถ) วา่ ซงึ่ ความประกอบ สงขฺ โยต:ิ วนิ าโส. เอตํ เทวฺ ธาปถนฺต:ิ เอตํ ด้วย ซง่ึ ความไมป่ ระกอบ ด้วย นนั่ ดงั นี ้ (แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ โยคญฺจ อโยคญฺจ. ภวาย วภิ วาย จาต:ิ วฑฺฒิยา เอตํ เทวฺ ธาปถํ ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ แหง่ ความเจริญด้วย จ อวฑฺฒิยา จ. ตถตตฺ านนฺต:ิ ยถา อยํ ภรู ิสงฺขาตา แหง่ ความไมเ่ จริญด้วย (ดงั นี ้ แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ ภวาย ปญฺญา ปวฑฺฒต;ิ เอวํ อตฺตานํ นิเวเสยฺยาติ อตฺโถ. วภิ วาย จ ดงั นี ้ ฯ อ.อรรถ วา่ อ.ปัญญา อนั บณั ฑติ นบั พร้อมแล้ววา่ แผน่ ดนิ นี ้ ยอ่ มเจริญทวั่ ฉนั ใด, (อ.บณั ฑิต) ยงั ตน พงึ ให้ตงั้ ลง ฉนั นนั้ ดงั นี ้(แหง่ บท) วา่ ตถตตฺ านํ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.พระเถระช่ือวา่ โปฐิละ ตงั้ อยู่ คาถาวสาเน โปฐลิ ตฺเถโร อรหตฺเต ปตฏิ ฺฐหีต.ิ เฉพาะแล้ว ในพระอรหตั ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งพระเถระช่ือว่าโปฐิละ โปฐิลตเฺ ถรวตถฺ ุ. (จบแล้ว) ฯ ผลิตส่อื การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัติธรรม วัดพระธรรมกาย 73 www.kalyanamitra.org

๖.(ออัน.เขร่ือ้าพงแเจห้า่งพจระะกเลถ่ารวะ)ผฯู้แก่ ๖. มหลฺลกตเฺ ถรวตถฺ ุ. อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “วนํ ฉินฺทถาติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา เชตวเน ซงึ่ ภิกษุ ท. ผ้แู ก่ ผ้มู าก ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ วิหรนฺโต สมพฺ หเุ ล มหลลฺ เก ภิกฺขู อารพฺภ กเถส.ิ วนํ ฉินฺทถ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยินวา่ อ.พระเถระ ท. เหลา่ นนั้ เป็นผ้มู ีขมุ ทรัพย์ เป็นผ้-ู เต กิร คิหิกาเล สาวตฺถิยํ กเฏุอมุกพฺโติกาปญุ อฑฺญฺฒานาิ มงั่ คงั่ เป็นผ้มู ีทรัพย์มาก เป็นสหาย ซงึ่ กนั และกนั (เป็น) ในเมือง มหทฺธนา อญฺญมญฺญํ สหายกา ชื่อวา่ สาวตั ถี กระท�ำอยู่ ซง่ึ บญุ ท. โดยความเป็นอนั เดียวกนั กโรนฺตา สตฺถุ ธมมฺ เทสนํ สตุ ฺวา “มยํ มหลลฺ กา, กึ ฟังแล้ว ซงึ่ พระธรรมเทศนา ของพระศาสดา (ปรึกษากนั แล้ว) วา่ โน ฆราวาเสนาติ สตฺถารํ ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา ปพฺพชสึ ,ุ อ.เรา ท. เป็นคนแก่ (ยอ่ มเป็น), อ.ประโยชน์ อะไร ของเรา ท. มหลลฺ กภาเวน ปน ธมมฺ ํ ปริยาปณุ ิตํุ อสกฺโกนฺตา ด้วยการอยคู่ รองซงึ่ เรือน ดงั นี ้ ขอแล้ว ซง่ึ การบวช กะพระศาสดา วิหารปริยนฺเต ปณฺณสาลํ กาเรตฺวา เอกโต วสสึ ,ุ บวชแล้ว, แตว่ า่ (อ.พระเถระ ท. เหลา่ นนั้ ) ไมอ่ าจอยู่ เพื่ออนั ปิ ณฺฑาย จรนฺตาปิ เยภยุ ฺเยน ปตุ ฺตทารสเฺ สว เคหํ เลา่ เรียน ซงึ่ ธรรม เพราะความท่ี (แหง่ ตน) เป็นคนแก่ (ยงั บคุ คล) คนฺตฺวา ภญุ ฺชสึ .ุ ให้กระท�ำแล้ว ซงึ่ บรรณศาลา ในที่สดุ รอบแหง่ วิหาร อยแู่ ล้ว โดยความเป็นอนั เดียวกนั , แม้เที่ยวไปอยู่ เพื่อบณิ ฑะ ไปแล้ว สเู่ รือน ของลกู และเมียนน่ั เทียว โดยมาก ฉนั แล้ว ฯ อ.หญิงที่ ๒ ผ้มู ีในก่อน (ในพระเถระ ท.) เหลา่ นนั้ หนา เตสุ เอกสฺส ปรุ าณทตุ ิยิกา มธรุ ปาณิกา นาม. (ของพระเถระ) รูปหนงึ่ เป็นผ้ชู ื่อวา่ มธรุ ปาณิกา (ยอ่ มเป็น) ฯ สา เตสํ สพฺเพสปํ ิ อปุ การิกา อโหส;ิ ตสฺมา สพฺเพปิ (อ.หญิง) นนั้ เป็นผ้มู ีอปุ การะ ได้เป็นแล้ว (แก่พระเถระ ท.) เหลา่ นนั้ อตฺตนา ลทฺธํ อาหารํ คเหตฺวา ตสฺสาเอว เคเห แม้ทงั้ ปวง, เพราะเหตนุ นั้ (อ.พระเถระ ท.) แม้ทงั้ ปวง รับแล้ว นสิ ที ติ วฺ า ภญุ ฺชนตฺ .ิ สาปิ เนสํ ยถาสนนฺ หิ ติ ํ สปู พยฺ ญฺชนํ ซงึ่ อาหาร อนั อนั ตนได้แล้ว ยอ่ มนงั่ ฉนั ในเรือน (ของหญิง) เทต.ิ นนั้ นนั่ เทียว ฯ (อ.หญิง) แม้นนั้ ยอ่ มถวาย ซงึ่ แกงและกบั อนั ตนจดั ไว้แล้วอยา่ งไร (แก่พระเถระ ท.) เหลา่ นนั้ ฯ (อ.หญิง) นนั้ ผ้อู นั อาพาธ อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ถกู ต้องแล้ว อถ สา อญฺญตเรน อสาหพายาเกธตนฺเถรผสฏุ สฺฺฐาปณกาฺณลสมากลาาสย.ิ ํ ได้กระท�ำแล้ว ซงึ่ กาละ ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระเถระผ้แู ก่ ท. เหลา่ นนั้ เต มหลฺลกตฺเถรา ประชมุ กนั แล้ว ในบรรณศาลา ของพระเถระผ้เู ป็นสหาย จบั แล้ว สนนฺ ปิ ตติ วฺ า อญญฺ มญญฺ ํ ควี าสุ คเหตวฺ า “มธรุ หตถฺ รสา ซงึ่ กนั และกนั ที่คอ ท. บน่ เพ้ออยู่ วา่ อ.อบุ าสกิ า ผ้มู ีรสแหง่ มือ อปุ าสกิ า กาลกตาติ วลิ ปนฺตา โรทสึ ,ุ ภิกฺขหู ิ จ อนั อร่อย เป็นผ้มู ีกาละอนั กระท�ำแล้ว (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ร้องไห้แล้ว, สมนฺตโต อปุ ธาวติ ฺวา “กิมิทํ อกาาวลโุ กสตตาิ ,ปฏุสฺาฐาอ“มภหฺ นาฺเตกํ อนงึ่ (อ.พระเถระ ท. เหลา่ นนั้ ) ผู้ อนั ภิกษุ ท. วิง่ เข้าไปแล้ว โดยรอบ สหายสฺส โน ปรุ าณทตุ ยิ ิกา ถามแล้ว วา่ ดกู อ่ นทา่ นผ้มู อี ายุ ท. (อ.เร่ือง) นี ้ อะไร ดงั นี ้ กลา่ วแล้ว อตวิ ยิ อปุ การิกา, อิทานิ กโุ ต ตถารูปํ ลภิสสฺ าม, วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.หญงิ ที่ ๒ ผ้มู ใี นกอ่ น ของสหาย ของเรา ท. อิมินา การเณน โรทามาติ อาหํส.ุ เป็นผ้มู ีกาละอนั กระท�ำแล้ว (ยอ่ มเป็น), (อ.หญิง) นนั้ เป็นผ้มู ี อปุ การะ เกินเปรียบ (ยอ่ มเป็น) แก่เรา ท., ในกาลนี ้ (อ.เรา ท.) จกั ได้ (ซงึ่ หญิง) ผ้มู ีรูปอยา่ งนนั้ (แตท่ ่ี) ไหน, อ.เรา ท. ยอ่ มร้องไห้ ด้วยเหตนุ ี ้ดงั นี ้ฯ อ.ภิกษุ ท. ยงั วาจาเป็นเครื่องกลา่ ว ให้ตงั้ ขนึ ้ พร้อมแล้ว ภิกฺขู ธ“มกมฺายสภานยตุํ ฺถกถภํ ิกฺขสเมวฏุ ฺฐเาอเตปรสห.ํุ ิ สตฺถา ในโรงเป็นท่ีกลา่ วกบั ด้วยการแสดงซงึ่ ธรรม ฯ อ.พระศาสดา อาคนฺตฺวา กถาย เสดจ็ มาแล้ว ตรัสถามแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) เป็นผู้ สนฺนิสนิ ฺนาติ นง่ั พร้อมกนั แล้ว ด้วยวาจาเป็นเคร่ืองกลา่ ว อะไร หนอ ยอ่ มมี ในกาลนี ้ดงั นี,้ 74 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(ครัน้ เมื่อค�ำ) ว่า (อ.ข้าพระองค์ ท. เป็ นผู้น่ังพร้ อมกันแล้ว ปจุ ฺฉิตฺวา, “อิมาย นามาติ วตุ ฺเต, “น ภิกฺขเว อิทาเนว, ด้วยวาจาเป็ นเคร่ืองกล่าว) ชื่อ นี ้ (ย่อมมี ในกาลนี)้ ดังนี ้ ปพุ ฺเพเปเต, ตสสฺ า กากโยนิยํ นิพฺพตฺตติ ฺวา สมทุ ฺทตีเร (อนั ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ) กราบทลู แล้ว, ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. จรมานาย สมทุ ฺทอมู ิยา สมทุ ฺทํ ปเวเสตฺวา มาริตาย, (อ.ภิกษุ ท. เหลา่ นน่ั ยอ่ มลำ� บาก) ในกาลนีน้ นั่ เทียว หามิได้, กากา หตุ ฺวา โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา, `ตํ นีหริสสฺ ามาติ แม้ในกาลก่อน (อ.ภิกษุ ท.) เหลา่ นนั่ (เม่ือหญิง) นนั้ บงั เกิดแล้ว มขุ ตณุ ฺฑเกหิ มหาสมทุ ฺทํ อสุ สฺ ญิ ฺจนฺตา กิลมสึ ตู ิ วตฺวา ในก�ำเนิดแหง่ กา เท่ียวไปอยู่ ที่ฝั่งแหง่ ทะเล อนั คลื่นแหง่ น�ำ้ อตีตํ อาหริตฺวา ให้เข้าไปแล้ว สทู่ ะเล ให้ตายแล้ว เป็นกา เป็น ร้องไห้แล้ว คร�่ำครวญแล้ว, วิดอยู่ ซงึ่ มหาสมทุ ร ด้วยจะงอยแหง่ ปาก ท. (ด้วยความคดิ ) วา่ (อ.เรา ท.) จกั น�ำออก (ซง่ึ นางกา) นนั้ ดงั นี ้ ล�ำบากแล้ว, ดงั นี ้ ทรงน�ำมาแล้ว ซง่ึ เรื่องอนั ไปลว่ งแล้ว ทรงยงั กากชาดก นี ้วา่ อ.คาง ท. แมข้ องเรา ท. ลา้ แลว้ , อน่ึง อ.ปาก ย่อมซีด, “อปิ นุ หนกุ า สนตฺ า, มขุ ญฺจ ปริสสุ สฺ ติ, อ.เรา ท. จงงด อ.เรา ท. จะไม่วิด, (เพราะว่า) โอรมาม น ปาเรม, ปรู เตว มโหทธีติ อ.ทะเลใหญ่ เต็มอยู่ นนั่ เทียว ดงั นี้ ให้พิสดารแล้ว ตรัสเรียกมาแล้ว ซง่ึ ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ตรัสแล้ว วา่ อิมํ กากชาตกํ วติ ฺถาเรตฺวา เต ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ดกู ่อนภิกษุ ท. อ.ทกุ ข์ นี ้ อนั เธอ ท. อาศยั แล้ว ซงึ่ ป่ าคือราคะและ “ภิกฺขเว ราคโทสโมหวนํ นิสสฺ าย ตมุ ฺเหหิ อิทํ ทกุ ฺขํ โทสะและโมหะ ถงึ แล้ว, อ.อนั (อนั เธอ ท.) ตดั ซงึ่ ป่ านนั้ ยอ่ มควร, ปตฺตํ, อติมํ วานคํ ฉาินถาฺทิตอํุภวาฏสฺฏิ ต,ิ เอวํ นิทฺทกุ ฺขา ภวิสสฺ ถาติ (อ.เธอ ท.) เป็นผ้มู ีทกุ ข์ออกแล้ว จกั เป็น ด้วยประการฉะนี ้ ดงั นี ้ วตฺวา ได้ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ (อ.เธอ ท.) จงตดั ซ่ึงป่า จงอย่าตดั ซ่ึงตน้ ไม,้ อ.ภยั “วนํ ฉินทฺ ถ มา รุกฺขํ, วนโต ชายเต ภยํ, ยอ่ มเกิด จากป่า, ดกู อ่ นภิกษุ ท. (อ.เธอ ท.) ครน้ั ตดั แลว้ เฉตฺวา วอยนณาํ ววมุนญตฏฺหฺฺโฐิตญปวฺิจนฏนฺโฐรนสิสฺพนพฺ ฉนนิชาาฺชรโิตสหิุถ ภิกฺขโว; ซง่ึ ป่า ดว้ ย ซง่ึ หมไู่ มอ้ นั ตง้ั อยใู่ นป่า ดว้ ย เป็นผมู้ ปี ่าออกแลว้ จงเป็ นเถิด, เพราะว่า อ.หมู่ไม้อนั ตง้ั อยู่ในป่ า แมม้ ีประมาณนอ้ ย ของนระ ย่อมไม่ขาด ในนารี ท. ปฏิพทฺธมโนว ตาว โส เพียงใด, (อ.นระ) นนั้ เป็นผูม้ ีใจเนือ่ งเฉพาะแลว้ วจฺโฉ ขีรปโกว มาตรีติ. (ในนารี ท.) เทียว (ย่อมเป็ น) เพียงดงั อ.ลูกโค ตวั ดืม่ กินซึ่งน้�ำนม (เป็นสตั ว์มีใจเนือ่ งเฉพาะแล้ว) ในมารดา (เป็นอยู่) เพียงนน้ั ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ ก็ (ครนั้ เมอ่ื พระดำ� รสั ) วา่ (อ.เธอ ท.) จงตดั ซง่ึ ป่า ตตฺถ “มา รุกขฺ นฺต:ิ สตฺถารา หิ “วนํ ฉินฺทถาติ ดงั นี ้ อนั พระศาสดา ตรัสแล้ว, อ.ความคดิ ในความเป็นแหง่ บคุ คล วตุ เฺ ต, เตสํ อจริ ปปฺ พพฺ ชติ านํ “สตถฺ า อมเฺ ห วาสอี าทนี ิ ผ้ใู คร่เพ่ืออนั ตดั ซงึ่ ต้นไม้ วา่ อ.พระศาสดา จะทรง ยงั เรา ท. คเหตฺวา วนํ ฉินฺทาเปตีติ รุกฺขํ ฉินฺทิตกุ ามตาจิตฺตํ ให้ถือเอาแล้ว (ซง่ึ วตั ถุ ท.) มีมีดเป็นต้น ตดั ซงึ่ ป่ า ดงั นี ้ยอ่ มเกิดขนึ ้ อปุ ปฺ ชฺชต;ิ อถ เน “มยา ราคาทิกิเลสวนํ สนฺธาเยตํ (แกภ่ กิ ษุ ท.) เหลา่ นนั้ ผ้บู วชแล้วโดยกาลไมน่ าน. (ครนั้ เมอื่ ความเป็น) วตุ ฺตํ, น รุกฺเขติ ปฏิเสเธนฺโต “มารุกฺขนฺติ อาห. อยา่ งนนั้ (มีอย)ู่ (อ.พระศาสดา) เมื่อทรงปฏิเสธ ซงึ่ ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ วา่ (อ.ค�ำ วา่ วนํ ฉินฺทถ ดงั นี)้ นนั่ อนั เรา กลา่ วแล้ว หมายเอา ซง่ึ ป่ าคือกิเลส มีราคะเป็นต้น, (อ.ค�ำ วา่ วนํ ฉินฺทถ ดงั นี ้ นน่ั อนั เรา กลา่ วแล้ว หมายเอา) ซง่ึ ต้นไม้ ท. หามิได้ ดงั นี ้ ตรัสแล้ว วา่ มา รุกฺขํ ดงั นี ้(ดงั นี ้ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ มา รุกขฺ ํ ดงั นี ้ฯ ผลติ ส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 75 www.kalyanamitra.org

อ.อรรถ วา่ อ.ภยั แตส่ ตั ว์มีสีหะเป็นต้น ยอ่ มเกิด จากป่ าตามปกติ วนโตต:ิ ยถา ปกตวิ นโต สหี าทิภยํ ชายต;ิ เอวํ ฉนั ใด; แม้ อ.ภยั แตท่ กุ ข์มีชาตเิ ป็นต้น ยอ่ มเกิด จากป่ าคือกิเลส ชาตอิ าทิภยํปิ กิเลสวนโต ชายตีติ อตฺโถ. วนํ ฉนั นนั้ ดงั นี ้(แหง่ บท) วา่ วนโต ดงั นี ้ฯ (อ.อนั วนิ ิจฉยั ในหมวดสอง ตวมวานสหฺมฏนวฺนึฺตฐวํมญนเหนาจฺ นมาฺต,ตติ าอิาปเอรวตภานฺถวปฏกรฺมฐฑุปาหปฺฺฒนตนฺนตฺตาากมกิ าร;าุกปวฺขกนพุาิเฏฺพลวฺฐสปุนาาปํฺ นนตาาฺตวมมกิน,;าํ ขเอทุ รนวฺทุกเามกฺขมาวา, แหง่ บท) วา่ วนํ วปน่ าฏ, ฺ ฐ(อญ.ตจฺ ้นดไมงั ้นที น้ .)ี (้ ออนั นั บเลณั ก็ ฑอิตนั พตงึ งั้ทอรยาแู่ บล)้วอ.ใตน้นปไ่ ามน้ ทนั้ . ต้นใหญ่ ชื่อวา่ ช่ือวา่ หมไู่ ม้อนั ตงั้ อยใู่ นป่ า, อีกอยา่ งหนง่ึ อ.ต้นไม้ ท. อนั เกิดขนึ ้ ในกาลก่อน ช่ือวา่ ป่ า, (อ.ต้นไม้ ท.) อนั เกิดขนึ ้ ในกาลตอ่ ๆ มา ปวตฺตยิ ํ นวาปิ มา,กอทปารยากปารุปวปฺนตฏฺฺตฐากิ านวานมฏ;ฺฐปาพุ นฺพาปุมปฺ. ตฺตกิ า ช่ือวา่ หมไู่ ม้อนั ตงั้ อยใู่ นป่ า (ฉนั ใด), อ.กิเลส ท. อนั คร่าไปสภู่ พ วา วนํ ทงั้ ใหญ่ๆ ชื่อวา่ ป่ า (อ.กิเลส ท.) อนั ให้ซงึ่ วิบาก ในปวตั ตกิ าล ช่ือวา่ หมไู่ ม้อนั ตงั้ อยใู่ นป่ า, อีกอยา่ งหนงึ่ (อ.ต้นไม้ ท.) อนั เกิดขนึ ้ ในกาลก่อน ชื่อวา่ ป่ า, (อ.ต้นไม้ ท.) อนั เกิดขนึ ้ ในกาลตอ่ ๆ มา ชื่อวา่ หมไู่ ม้อนั ตงั้ อยใู่ นป่ า ฉนั นนั้ นน่ั เทียว ฯ ก็ (อ.กิเลสชาต) นนั้ แม้ทงั้ ๒ (อนั พระโยคาวจร) พงึ ตดั ตํ ปน อภุ ยํปิ จตตุ ฺถมคฺคญาเณน ฉินฺทิตพฺพํ, ด้วยมรรคญาณท่ี ๔ , เพราะเหตนุ นั้ (อ.พระศาสดา) ตรัสแล้ว วา่ โฉเยตหิาชนวถฺชาตาหเต;ิอ:ิตสา“เวอนฉณิกโตสฺกมุวฺ ิเาตขลีรฺโสตปาปโวกิ นกโํวหิเจลถฺโวส.ฉนวนมฏยฺฏาฐาฺตโญวฐรญิจฺ วนาหฺ ิยรติสป.ิ ฺสฏวินพนนทิพาฏรฺธฺพฺโีสมฐนุ โตนนา:ิ อเฉอตกแวฺ ลา้ววนจงํ เวปน็นฏเถฺ ฐดิ ญ(จฺดงั ดนงัี ้นแหี ้ฯง่ ห( มอว.อดรสรอถง)แวหา่ ง่ (บอท.เ)ธอวา่ ท.น) พิเปพฺ็นนผ้ามู กี โเิหลถส ดงั นี ้ฯ อ.อรรถ วา่ อ.หมไู่ ม้อนั ตงั้ อยใู่ นป่าคอื กเิ ลส แม้มปี ระมาณน้อย นนั่ ของนระ ยอ่ มไมข่ าด ในนารี ท. เพียงใด, (อ.นระ) นนั้ เป็นผู้ ลคฺคจิตฺโต ว โหตีติ อตฺโถ. มีใจเน่ืองเฉพาะแล้ว คือวา่ เป็นผ้มู ีจิตข้องแล้วเทียว ยอ่ มเป็น ราวกะ อ.ลกู โค ตวั ดื่มกินซงึ่ น�ำ้ นม (เป็นสตั ว์มีใจเน่ืองเฉพาะแล้ว) ในมารดา (เป็นอย)ู่ เพียงนนั้ ดงั นี ้ แหง่ หมวดสองแหง่ บท วา่ ยาวญหฺ ิ วนฏฺ โฐ ดงั นี ้ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.พระเถระผ้แู ก่ ท. เหลา่ นนั้ เทสนาวสาเน เต มหลลฺ กตฺเถรา โสตาปตฺตผิ เล ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว ในโสดาปัตติผล ฯ อ.เทศนา เป็นเทศนาเป็นไป ปตฏิ ฺฐหสึ .ุ สมปฺ ตฺตานํปิ สาตฺถิกา เทสนา อโหสตี .ิ กบั ด้วยวาจามีประโยชน์ ได้มีแล้ว (แก่ชน ท.) แม้ผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งพระเถระผู้แก่ (จบแล้ว) ฯ มหลลฺ กตเฺ ถรวตถฺ ุ. ๗. อ.เร่ืองแห่งสัทธิวหิ าริก ของพระสารีบุตร ๗. สารีปุตตฺ ตเฺ ถรสสฺ สทธฺ ิวหิ าริกวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “อุจฉฺ ินฺทาติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา เชตวเน ซง่ึ สทั ธิวิหาริก ของพระเถระช่ือวา่ สารีบตุ ร ตรัสแล้ว ซงึ่ พระธรรม วหิ รนฺโต สารีปตุ ฺตตฺเถรสฺส สทฺธิวหิ าริกํ อารพฺภ กเถส.ิ เทศนา นี ้วา่ อุจฉฺ ินฺท ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยินวา่ อ.บตุ รของบคุ คลผ้กู ระท�ำซง่ึ ทอง คนหนงึ่ เป็นผ้มู ี เอโก กิร สวุ ณฺณการกปตุ ฺโต อภิรูโป เถรสฺส รูปงาม (เป็น) บวชแล้ว ในสำ� นกั ของพระเถระ ฯ สนฺตเิ ก ปพฺพชิ. 76 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

อ.พระเถระ คดิ แล้ว วา่ อ.ราคะ ของชายหนมุ่ ท. เป็นกิเลส เถโร “ตรุณานํ ราโค อสุ ฺสนฺโน โหตีติ จินฺเตตฺวา หนาขนึ ้ แล้ว ยอ่ มเป็น ดงั นี ้ ได้ให้แล้ว ซงึ่ อสภุ กมั มฏั ฐาน ปตสนสฺ ตรํ าอคสปปฏปฺ ิฆาายตํ; าตยสมฺ อาสภุ อกรมญมฺ ฺญฏฺฐํ าปนวํ ิสอติ ทฺวาาส.ิเตตมสาฺสสํ เพื่ออนั ก�ำจดั ซงึ่ ราคะ (แก่ภิกษุ) นนั้ ฯ ก็ (อ.อสภุ กมั มฏั ฐาน) นนั้ เป็นกมั มฏั ฐานไมส่ ปั ปายะ (แกภ่ กิ ษุ) นนั้ (ยอ่ มเป็น); เพราะเหตนุ นั้ วายมนฺโต จิตฺเตกคฺคตามตฺตํปิ อลภิตฺวา ปนุ เถรสสฺ (อ.ภกิ ษ)ุ นนั้ เข้าไปแล้ว สปู่ ่า พยายามอยู่ ตลอดประชมุ แหง่ เดอื น ๓ สนฺตกิ ํ อาคนฺตฺวา, เตถํเรปนวตฺต“อึ ปุอฏาฺโฐรติ เจํ สเ.ิ ต อาวโุ ส ไมไ่ ด้แล้ว (ซง่ึ คณุ ) แม้สกั วา่ ความทแี่ หง่ จติ มอี ารมณเ์ ดยี วเป็นเลศิ กมมฺ ฏฺฐานนฺติ วตุ ฺเต, มาแล้ว สสู่ ำ� นกั ของพระเถระ อีก, (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ ดกู ่อนทา่ น ผ้มู ีอายุ อ.กมั มฏั ฐาน ปรากฏแล้ว แกท่ า่ น หรือ ดงั นี ้ อนั พระเถระ กลา่ วแล้ว, บอกแล้ว ซง่ึ ความเป็นไปทว่ั นนั้ ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระเถระ กลา่ วแล้ว วา่ อ.อนั อนั เธอ ถงึ สอาาปธกุชอํฺชถกิตสเํุสฺถนตเฺวถวาโฏรฺอฏ“ทตกาีตมสิมฺ .ิ วฏตโฺฐสฺวาานทํ ตุปนยินุ วสาตมเรเปฺ ทปชิวฺชกตกญีตมฺิจมฺ โิ ฏววฺสฐิเสาานนสํํํ ซงึ่ ความท้อแท้ วา่ อ.กมั มฏั ฐาน ยอ่ มไมถ่ งึ พร้อม ดงั นี ้ยอ่ มไมค่ วร ดงั นี ้กลา่ วแล้ว ซง่ึ กมั มฏั ฐาน นนั้ นนั่ เทียว (กระท�ำ)ให้ดี ได้ให้แล้ว (แก่ภิกษุ) นนั้ อีก ฯ (อ.ภิกษุ) นนั้ ไมอ่ าจอยู่ เพ่ืออนั ยงั คณุ วเิ ศษ นิพฺพตฺเตตํุ อสกฺโกนฺโต อาคนฺตฺวา เถรสสฺ อาโรเจส.ิ อะไรๆ ให้บงั เกิด แม้ในวาระที่ ๒ มาแล้ว บอกแล้ว แก่พระเถระ ฯ แม้ อ.พระเถระ บอกแล้ว ซง่ึ กมั มฏั ฐาน นนั้ นนั่ เทียว กระท�ำ ออสาจมิกปฺเถฺขชโิ.ฺชรปนิ ภโสสากวาํ รกปณเนุถํ ปสสิ .ิอปุ เถอมโาํรคกนตจฺตฺวินฺาวฺเตาตสเิ ทก“วกมากมฺ รมฏโกฺมฺฐาฏนภฺฐสิากนสฺฺขํุ ให้เป็นไปกบั ด้วยเหตุ ให้เป็นไปกบั ด้วยอปุ มา ฯ (อ.ภิกษุ) นนั้ มาแล้ว แม้อกี บอกแล้ว ซงึ่ ความเป็นคอื อนั ไมถ่ งึ พร้อม แหง่ กมั มฏั ฐาน ฯ อ.พระเถระ คดิ แล้ว วา่ อ.ภิกษุ ผ้กู ระท�ำ ยอ่ มรู้ (ซงึ่ นิวรณธรรม ท.) อตฺตนิ วิชฺชมาเน กามฉนฺทาทโย `วิชฺชมานาติ มกี ามฉนั ทเ์ ป็นต้น อนั มอี ยู่ ในตน วา่ มอี ยู่ ดงั นี ้ด้วย (ซงึ่ นวิ รณธรรม ท. อวชิ ฺชมาเน `อวิชฺชมานาติ จ ชานาต;ิ อยญฺจาปิ มีกามฉนั ท์เป็นต้น) อนั ไมม่ ีอยู่ วา่ ไมม่ ีอยู่ ดงั นี ้ ด้วย, ก็ (อ.ภิกษุ) ภิกฺขุ การโก โน อการโก, ปฏิปนฺโน โน อปปฺ ฏิปนฺโน; แม้นี ้ เป็นผ้กู ระทำ� (ยอ่ มเป็น) (อ.ภกิ ษุ น)ี ้ เป็นผ้ไู มก่ ระทำ� (ยอ่ มเป็น) อหํ ปเนตสฺส อชฺฌาสยํ น ชานามิ, พทุ ฺธเวเนยฺโย หามิได้, (อ.ภิกษุ นี)้ เป็นผ้ปู ฏิบตั แิ ล้ว (ยอ่ มเป็น) (อ.ภิกษุ นี)้ เอโส ภวิสฺสตีติ ตํ อาทาย สายณฺหสมเย สตฺถารํ เป็นผ้ไู มป่ ฏิบตั ิแล้ว (ยอ่ มเป็น) หามิได้, แตว่ า่ อ.เรา ยอ่ มไมร่ ู้ อปุ สงฺกมิตฺวา “อยํ ภนฺเต มม สทฺธิวหิ าริโก, ซงึ่ อธั ยาศยั (ของภิกษุ) นนั่ , (อ.ภิกษุ) นน่ั เป็นผ้อู นั พระพทุ ธเจ้า อิมสสฺ มยา อิมินา การเณน อิทํ นาม กมมฺ ฏฺฐานํ พงึ ทรงแนะนำ� จกั เป็น ดงั นี ้ พาไปแล้ว (ซง่ึ ภกิ ษ)ุ นนั้ เข้าไปเฝ้ าแล้ว ทินฺนนฺติ สพฺพํ ตํ ปวตฺตึ อาโรเจส.ิ ซงึ่ พระศาสดา ในสมยั คือเวลาเยน็ แหง่ วนั กราบทลู แล้ว ซงึ่ ความ เป็นไปทวั่ นนั้ ทงั้ ปวง วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ (อ.ภิกษุ) นี ้ เป็นสทั ธิวหิ าริก ของข้าพระองค์ (ยอ่ มเป็น), อ.กมั มฏั ฐาน ช่ือ นี ้ อนั ข้าพระองค์ ให้แล้ว (แก่ภิกษุ) นี ้ ด้วยเหตนุ ี ้ ดงั นี ้ฯ ครงั้ นนั้ อ.พระศาสดา ตรสั แล้ว วา่ ชอ่ื อ.อาสยานสุ ยญาณ นน่ั อถ นํ สตฺถา “อาสยานสุ ยญาณํ นาเมตํ ปารมิโย ยอ่ มมี แก่พระพทุ ธเจ้า ท. ผู้ ทรงยงั พระบารมี ท. ให้เตม็ แล้ว ทรง ปเู รตฺวา ทสสหสสฺ โลกธาตํุ อนุ ฺนาเทตฺวา สพฺพญฺญตุ ํ ยงั โลกธาตหุ ม่ืนหนง่ึ ให้บนั ลือขนึ ้ แล้ว ทรงบรรลแุ ล้ว ซงึ่ ความเป็น ปตฺตานํ พทุ ฺธานํเยว โหตีติ วตฺวา “กตรกลุ า นุ โข แหง่ พระสพั พญั ญญุ าณนน่ั เทยี ว ดงั นี ้ (กะพระเถระ) นนั้ ทรงร�ำพงึ อยู่ เอส ปพฺพชิโตติ อาวชฺชนฺโต วา่ (อ.ภิกษุ) นน่ั บวชแล้ว แตต่ ระกลู ไหน หนอ แล ดงั นี ้ ผลิตสื่อการเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 77 www.kalyanamitra.org

ทรงทราบแล้ว วา่ (อ.ภิกษุ นน่ั บวชแล้ว) แตต่ ระกลู แหง่ บคุ คล “สวุ ณณฺ การกลุ าติ ญตวฺ า อตเี ต อตตฺ ภาเว โอโลเกนโฺ ต ผ้กู ระท�ำซง่ึ ทอง ดงั นี ้ ทรงตรวจดอู ยู่ ซงึ่ อตั ภาพ ท. อนั ไปลว่ งแล้ว ตสสฺ สวุ ณฺณการกเุ ลเยว ปฏิปาฏิยา นิพฺพตฺตานิ ทรงเหน็ แล้ว ซงึ่ ร้อยแหง่ อตั ภาพ ท. ๕ (ของภกิ ษ)ุ นนั้ อนั บงั เกดิ แล้ว ปญฺจ อตฺตภาวสตานิ ทิสฺวา “อิมินา ทหเรน ทีฆรตฺตํ ตามลำ� ดบั ในตระกลู แหง่ บคุ คลผ้กู ระทำ� ซงึ่ ทองนน่ั เทยี ว ทรงดำ� ริแล้ว สวุ ณฺณการกมมฺ ํ กโรนฺเตน `กณฺณิการปปุ ผฺ ปทมุ - วา่ อ.ทองมีสีสกุ นน่ั เทียว อนั ภิกษุหนมุ่ นี ้ ผ้กู ระท�ำอยู่ ซงึ่ การงาน ปปุ ผฺ าทีนิ กริสสฺ ามีติ รตฺตสวุ ณฺณเมว สมปฺ ริวตฺตติ ํ, แหง่ บคุ คลผ้กู ระท�ำซง่ึ ทอง สนิ ้ กาลนาน ให้เป็นไปรอบพร้อมแล้ว ออกกิมชมมฺชสมมฺฺ สฺฏฏฺฺฐฐอปาาสจนนภฺุฉํสปาปทภฏปฺ ตติกาฺวฺเลูยตากนเยมฺตวมฺจิ ตฏจฺฺตฐอินาารฺเนโหตรํ ตตนฺตฺวมวาํ ฏาฺเฏปส“ตตส,ิฺตากมรํ ีิลปนมปตุาิตปฺตสํฺสเมสิ ภตวฺสสิกยสสฺฺขา,ิ ํุ (ด้วยความคดิ ) วา่ (อ.เรา) จกั กระทำ� (ซง่ึ ดอกไม้ ท.) มดี อกกรรณกิ าร์ และดอกปทมุ เป็นต้น ดงั นี,้ อ.อสภุ ปฏิกลู กมั มฏั ฐาน ยอ่ มไมค่ วร (แก่ภิกษุหนมุ่ ) นี,้ (อ.กมั มฏั ฐาน) อนั ยงั ใจให้เจริญนนั่ เทียว เป็นกมั มฏั ฐานอนั เป็นสปั ปายะ (แกภ่ กิ ษหุ นมุ่ ) นนั้ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ คจฺฉ ตฺวนฺติ เถรํ อยุ ฺโยเชตฺวา อิทฺธิยา จกฺกมตฺตํ ทรงสง่ ไปแล้ว ซงึ่ พระเถระ (ด้วยพระด�ำรัส) วา่ ดกู ่อนสารีบตุ ร สวุ ณฺณปทมุ ํ มาเปตฺวา ปตฺเตหิ เจว นาเฬน จ (อ.เธอ) จกั เหน็ (ซง่ึ ภิกษุ) ผู้ อนั เธอ ให้แล้ว ซง่ึ กมั มฏั ฐาน อทุ กพินฺทนู ิ มญุ ฺจนฺตํ วยิ กตฺวา “หนฺท ภิกฺขุ อิมํ ให้ลำ� บากแล้ว ตลอดเดือน ท. ๔ ผ้บู รรลแุ ล้ว ซงึ่ ความเป็น ปทมุ ํ อาทาย วิหารปจฺจนฺเต วาลกุ ราสมิ หฺ ิ ฐเปตฺวา แหง่ พระอรหนั ต์ ในภายหลงั แหง่ ภตั รนนั่ เทียว ในวนั นี,้ อ.เธอ ปสมริกมฺ มขุ ฺมฏฺํฐกาเโนรหปีตลิ ฺลองทฺเกาสน.ิ นิสีทิตฺวา `โลหิตกํ โลหิตกนฺติ จมงจี ไกั ปรเเถป็ิดนปดระงั นมีา้ ณทรงดเน้วรยมพิตรแะฤล้ทวธซ์ิ ง่ึทดรองกกรปะททมุำ� แอลนั ้วเป็นใหว้เิกปา็นรรแาหวง่กทะอวา่ง ปลอ่ ยอยู่ ซงึ่ หยาดแหง่ น�ำ้ ท. จากใบ ท. ด้วย นน่ั เทียว จากก้าน ด้วย ได้ประทานแล้ว ด้วยพระด�ำรัส วา่ ดกู ่อนภิกษุ เอาเถิด (อ.เธอ) ถือเอาแล้ว ซงึ่ ดอกปทมุ นี ้ วางไว้แล้ว บนกอง แหง่ ทราย ในท่ีสดุ ท้ายแหง่ วิหาร นง่ั แล้ว โดยบลั ลงั ก์ ในที่ตอ่ หน้า จงกระท�ำ ซงึ่ บริกรรม วา่ โลหิตกํ โลหิตกํ ดงั นีเ้ป็นต้น ดงั นี ้ ฯ (เมอ่ื ภกิ ษ)ุ นนั้ รบั อยู่ ซง่ึ ดอกปทมุ จากพระหตั ถ์ ของพระศาสดา ตสสฺ สตฺถุ หตฺถโต ปทมุ ํ คณฺหนฺตสฺเสว จิตฺตํ นนั่ เทียว อ.จิต ผอ่ งใสแล้ว ฯ (อ.ภิกษุ) นนั้ ไปแล้ว สทู่ ี่สดุ เฉพาะ ตปตสฺถีทิ.ปโทสมุ วนหิ าาฬรํปปจเวฺจเนสฺตตํฺวคานสฺตมฺวมฺาเุ ขวาปลลกุ ฺลํ องฺเสุ กสฺ นาเนปิสตนิ ฺวฺโาน, แหง่ วหิ าร ยงั ทราย ให้พนู ขนึ ้ แล้ว ยงั ก้านแหง่ ดอกปทมุ ให้เข้าไปแล้ว ในทรายนนั้ นงั่ แล้ว โดยบลั ลงั ก์ ในท่ีมีหน้าพร้อม ปรารภแล้ว “โลหิตกํ โลหิตกนฺติ ปริกมมฺ ํ อารภิ. ซงึ่ บริกรรม วา่ โลหิตกํ โลหิตกํ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ครงั้ นนั้ อ.นวิ รณ์ ท. (ของภกิ ษ)ุ นนั้ ระงบั แล้ว ในขณะ นนั้ นนั่ เทยี ว, อถสฺส ตํ ขณํเยว นีวรณานิ วิกฺขมฺภึสุ, อ.อปุ จารฌาน เกิดขนึ ้ แล้ว ฯ (อ.ภิกษุ นนั้ ) ยงั ปฐมฌาน อุปจารชฺฌานํ อุปฺปชฺชิ. ตทนนฺตรํ ปฐมชฺฌานํ ให้บงั เกิดแล้ว ในลำ� ดบั แหง่ อปุ จารฌานนนั้ (ยงั ปฐมฌาน) นนั้ นิพฺพตฺเตตฺวา ปญฺจหากาเรหิ วสีภาวํ ปาเปตฺวา ให้ถึงแล้ว ซึ่งความเป็ นแห่งคุณชาตมีความคล่องแคล่ว ยถานิสินฺโนว ฌทาุตนิยกชีฬฺฌํ ากนีฬานทฺโีนติ ปตฺวา วสีภูเต โดยอาการ ท. ๕ ผ้นู งั่ แล้วอยา่ งไรเทียว บรรลแุ ล้ว (ซงึ่ ฌาน ท.) จตตุ ฺถชฺฌาเน นิสีทิ. มีทตุ ยิ ฌานเป็นต้น นงั่ เลน่ อยู่ แล้ว เลน่ ด้วยฌาน ในจตตุ ถฌาน อนั มีความคลอ่ งแคลว่ เป็นแล้ว ฯ อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซงึ่ ความท่ี แหง่ ฌาน ท. สตฺถา ตสฺส ฌานานํ อปุ ปฺ นฺนภาวํ ญตฺวา เป็นคณุ ชาตเกิดขนึ ้ แล้ว (แก่ภิกษุ) นนั้ ทรงตรวจดอู ยู่ วา่ (อ.ภิกษุ) “สกฺขิสฺสติ นุ โข เอส อตฺตโน ธมมฺ ตาย อตุ ฺตรึ นน่ั จกั อาจ หรือ หนอแล เพื่ออนั ยงั คณุ วิเศษ อนั ยิ่ง ให้บงั เกิด วเิ สสํ นิพฺพตฺเตตนุ ฺติ โอโลเกนฺโต “น สกฺขิสฺสตีติ ตามธรรมดา ของตน ดงั นี ้ทรงทราบแล้ว วา่ (อ.ภกิ ษุ) นนั้ จกั ไมอ่ าจ ญตฺวา “ตํ ปทมุ ํ มิลายตตู ิ อธิฏฺฐหิ. ดงั นี ้ทรงอธิษฐานแล้ว วา่ อ.ดอกปทมุ นนั้ จงเหี่ยวเถิด ดงั นี ้ฯ (อ.ดอกปทมุ ) นนั้ เห่ียวอยู่ เป็นดอกไม้มีสดี �ำ ได้เป็นแล้ว ตํ หตฺเถหิ มทฺทิตปทมุ ํ วิย มิลายนฺตํ กาฬวณฺณํ ราวกะ อ.ดอกปทมุ อนั บคุ คลขยีแ้ ล้ว ด้วยมือ ท. ฯ อโหส.ิ 78 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.ภิกษุ) นนั้ ออกแล้ว จากฌาน แลดแู ล้ว ซงึ่ ดอกปทมุ ปทมุ โํ สชรฌายานปาหวฏฏุ ํฺฐปาญย ฺญตําโยอตโล,ิ เกอนตฺวปุ าาท“ินกฺนึ นเกุ ปโขิ อิทํ นนั้ เหน็ แล้ว ซงึ่ อนิจลกั ษณะ (ด้วยนมสกิ าร) วา่ อ.ดอกปทมุ นี ้ เอวํ อนั อนั ชรา กระทบแล้ว ยอ่ มปรากฏ เพราะเหตไุ ร หนอ แล, ชราย อภิภยุ ฺยมาเน, อปุ าทินฺนเก กถา นาม นตฺถิ, แม้ครัน้ เม่ืออนปุ าทินนกสงั ขาร อนั ชรา ครอบง�ำอยู่ อยา่ งนี,้ อิทํปิ หิ ชรา อภิภวสิ สฺ ตีติ อนิจฺจลกฺขณํ ปสฺส.ิ ช่ือ อ.วาจาเป็นเครื่องกลา่ ว ในอปุ าทินนกสงั ขาร ยอ่ มไมม่ ี, เพราะวา่ อ.ชรา จกั ครอบง�ำ (ซง่ึ อปุ าทินนกสงั ขาร) แม้นี ้ ดงั นี ้ ฯ ก็ (ครัน้ เม่ืออนิจลักษณะ) นัน้ (อันภิกษุ นัน้ ) เห็นแล้ว, ตสมฺ ึ ปน ตทสิฏฺสฺเฐ,ตทโยกุ ฺขภลวกาฺขณอาํ ทอิตนฺตตาฺตลวกิยฺขณกณญฺเฺจฐ อ.ทุกขลักษณะ ด้วย อ.อนัตตลักษณะ ด้วย เป็ นลักษณะ พทิฏทฺฐฺธเกมณุ วปโํ หวตยิ ิ. จ ขายสึ .ุ ตสฺมึ ขเณ ตสสฺ อวทิ เู ร (อนั ภกิ ษุ นนั้ ) เหน็ แล้วนน่ั เทยี ว ยอ่ มเป็น ฯ อ.ภพ ท. ๓ เป็นราวกะวา่ อนั ไฟตดิ ทวั่ แล้ว ด้วย เป็นราวกะวา่ ซากศพอนั บคุ คลผกู แล้วท่ีคอ กมุ ารกา เอกํ สรํ โอตริตฺวา กมุ ทุ านิ ภญฺชิตฺวา ด้วย (เป็น) ปรากฏแล้ว (แก่ภิกษุ) นนั้ ฯ ในขณะนนั้ อ.เดก็ ชาย ท. ถเล ราสึ กโรนฺต.ิ ข้ามลงแล้ว สสู่ ระ แหง่ หนง่ึ ในที่ไมไ่ กล (แหง่ ภิกษุ) นนั้ หกั แล้ว ซง่ึ ดอกโกมทุ ท. ยอ่ มกระท�ำ ให้เป็นกอง บนบก ฯ (อ.ภกิ ษ)ุ นนั้ แลดแู ล้ว ซงึ่ ดอกโกมทุ ท. บนบก ด้วย ในนำ� ้ ด้วย ฯ โส ถเล จ ชเล จ กมุ ทุ านิ โอโลเกส.ิ อถสฺส ครัง้ นนั้ อ.ดอกโกมทุ ท. ในน�ำ้ ปรากฏแล้ว (แก่ภิกษุ) นนั้ ชเล กมุ ทุ านิ อภิรูปานิ อทุ กํ ปคฺฆรนฺตานิ วิย เป็นดอกไม้มีรูปงาม เป็นราวกะวา่ หลงั่ ออกอยู่ ซงึ่ น�ำ้ (เป็น), “ออปุ นฏปฺุฐาหทสึ ิน,ุ ฺนกอํ ิตชรราานิ อคฺคคฺเคสุ ปริมิลาตานิ. โส (อ.ดอกโกมทุ ท.) เหลา่ นอกนี เ้ ห่ียวรอบแล้ว ที่ปลายและปลาย ท. ฯ เอวํ ปหรต,ิ อปุ าทินฺนกํ กึ น (อ.ภิกษุ) นนั้ ได้เหน็ แล้ว (ซงึ่ ลกั ษณะ ท.) มีอนิจจลกั ษณะเป็นต้น ปหริสฺสตีติ สฏุ ฺฐุตรํ อนิจฺจลกฺขณาทีนิ อทฺทส. ด้วยดีกวา่ วา่ อ.ชรา ยอ่ มกระทบ ซง่ึ อนปุ าทินนกสงั ขาร อยา่ งนี,้ จกั ไมก่ ระทบ ซงึ่ อปุ าทินนกสงั ขาร อยา่ งไร ดงั นี ้ฯ อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว วา่ ในกาลนี ้ อ.กมั มฏั ฐาน สตฺถา “ปากฏีภตู ํ อิทานิ อิมสสฺ ภิกฺขโุ น ของภิกษุ นี ้ เป็นคณุ ชาตมีความปรากฏเป็นแล้ว (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ มกมญุ มฺ ฺจฏิ.ฺฐโาสนนตฺตสิฺสญมตขุ ฺวํ าปหครนิ.ฺธอกถฏุ สิยฺสํ นิสนิ ฺนโกว โอภาสํ ประทบั นงั่ แล้ว ในพระคนั ธกฏุ ีเทียว ทรงเปลง่ แล้ว ซงึ่ พระรัศมี ฯ “กินฺนุ โข เอตนฺติ (อ.พระรัศมี) นนั้ กระทบแล้ว ซงึ่ หน้า (ของภิกษุ) นนั้ ฯ ครัง้ นนั้ โอโลเกนฺตสฺส, สตฺถา อาคนฺตฺวา สมมฺ เุ ข โิ ต วยิ (เมอื่ ภกิ ษ)ุ นนั้ แลดอู ยู่ (ด้วยความคดิ ) วา่ (อ.เหต)ุ นน่ั อะไร หนอ แล อสโปหปฺ สา.ิ ยโํ สสลอฺลฏุ กฺฐฺเาขยตฺวอาญอฺชิมลํ ึ ปคฺคณฺหิ. อถสฺส สตฺถา ดงั นี ้ อ.พระศาสดา เป็นราวกะวา่ เสดจ็ มาแล้ว ประทบั ยืนแล้ว คาถมาห ในทม่ี หี น้าพร้อม ได้เป็นแล้ว ฯ (อ.ภกิ ษ)ุ นนั้ ลกุ ขนึ ้ แล้ว ประคองแล้ว ซงึ่ อญั ชลี ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระศาสดา ทรงก�ำหนดแล้ว ซงึ่ ธรรม อนั เป็นท่ีสบาย (แก่ภิกษุ) นนั้ ตรัสแล้ว ซง่ึ พระคาถานี ้วา่ (อ.เธอ) จงตดั ซ่ึงความเยือ่ ใย แห่งตน เพียงดงั (อ.บคุ คล “อจุ ฺฉินทฺ สิเนหมตฺตโน ผู้ตดั อยู่) ซึ่งดอกโกมุท อนั บงั เกิดแล้วในสารทกาล กมุ ทุ ํ สารทิกํว ปาณินา ดว้ ยฝ่ ามือ, ยงั หนทางแห่งความสงบนนั่ เทียว จงใหเ้ จริญ, สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย, (เพราะว่า) อ.พระนิพพาน อนั พระสคุ ต ทรงแสดงแลว้ ดงั นี้ ฯ นิพพฺ านํ สคุ เตน เทสิตนตฺ ิ. ผลิตสอื่ การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม วดั พระธรรมกาย 79 www.kalyanamitra.org

(อ.อรรถ) วา่ อ.เธอ จงตดั ด้วยอรหตั มรรค (ดงั นี ้ ในบท ท.) ตตฺถ “อุจฉฺ ินฺทาต:ิ อรหตฺตมคฺเคน ฉินฺท. เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ อุจฉฺ ินฺท ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ สารทกิ นฺต:ิ สรทกาเล นิพฺพตฺตํ. สนฺตมิ คคฺ นฺต:ิ อนั บงั เกิดแล้ว ในสรทกาล (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ สารทกิ ํ ดงั นี ้ ฯ นิพฺพานคามึ อฏฺฐงฺคกิ ํ มคฺคํ. พรฺ ูหยาต:ิ วฑฺฒย. (อ.อรรถ) วา่ ยงั หนทาง มีองค์ ๘ อนั เป็นที่ถงึ ซง่ึ พระนิพพาน (ดงั นี ้ แหง่ บท) วา่ สนฺตมิ คคฺ ํ ดงั นี ้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ จงให้เจริญ (ดงั นี ้แหง่ บท) วา่ พรฺ ูหย ดงั นี ้ฯ อ.อรรถ วา่ เพราะวา่ อ.พระนิพพาน อนั พระสคุ ตเจ้า ทรง นิพพฺ านนฺติ นิพฺพานํ หิ สคุ เตน เทสติ ํ; ตสฺมา แสดงแล้ว, เพราะเหตนุ นั้ (อ.เธอ) ยงั หนทาง (แหง่ พระนิพพาน) นนั้ ตสฺส มคฺคํ ภาเวหีติ อตฺโถ. จงให้เจริญ ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ นิพพฺ านํ ดงั นี ้ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.ภิกษุ นนั้ ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว เทสนาวสาเน โส ภิกฺขุ อรหตฺเต ปตฏิ ฺฐหีต.ิ ในพระอรหตั ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งสัทธิวหิ าริก ของพระเถระช่ือว่าสารีบุตร สารีปุตตฺ ตเฺ ถรสสฺ สทธฺ ิวหิ าริกวตถฺ ุ. (จบแล้ว) ฯ ๘. อ.(เอร่ือันงขแ้าหพ่งเพจ้า่อคจ้ะาผกู้มล่าีทวร)ัพฯย์มาก ๘. มหาธนวาณิชวตถฺ ุ. อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “อธิ วสฺสนฺติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา เชตวเน ช่ือ ซงึ่ พอ่ ค้าผ้มู ีทรัพย์มาก ตรัสแล้ว ซงึ่ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ วหิ รนฺโต มหาธนวาณิชํ นาม อารพฺภ กเถส.ิ อธิ วสสฺ ํ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ได้ยินวา่ (อ.พอ่ ค้า) นนั้ ยงั ร้อยแหง่ เกวียน ท. ๕ ให้เตม็ แล้ว โส กิร พาราณสโิ ต กสุ มุ ภฺ รตฺตานํ วตฺถานํ ปญฺจ ด้วยผ้า ท. อนั บคุ คลย้อมแล้วด้วยดอกค�ำ มาแล้ว แตเ่ มืองชื่อวา่ สกฏสตานิ ปเู รตฺวา วณิชฺชาย สาวตฺถึ อาคโต. โส พาราณสี สเู่ มอื งชอ่ื วา่ สาวตั ถี เพอ่ื อนั ค้าขาย ฯ (อ.พอ่ ค้า) นนั้ ถงึ แล้ว นทีตีรํ ปตฺวา “เสฺว นทึ อตุ ฺตริสสฺ ามีติ ตตฺเถว สกฏานิ ซง่ึ ฝ่ังแหง่ แมน่ ำ� ้ (คดิ แล้ว) วา่ (อ.เรา) จกั ข้ามขนึ ้ ซงึ่ แมน่ ำ� ้ ในวนั พรุ่ง โมเจตฺวา วส.ิ ดงั นี ้ แก้แล้ว ซง่ึ เกวียน ท. อยแู่ ล้ว (ในที่) นนั้ นน่ั เทียว ฯ อ.มหาเมฆ ตงั้ ขนึ ้ แล้ว ตกแล้ว ตลอดคืน ฯ อ.แมน่ �ำ้ อนั เตม็ กอีทฬุ กสึ สร.ุ ตฺสฺตกสึุ ปมมุ รู หภฺ าารตเมอฺเตโฏฆหฺฐาิ สอกฏ.ิุ ิจฺฐฺจนหํ คิตนเฺวรตาปฺถิ วิ. สสวฺสตา.ิฺตณานหิโทชํ ี สตฺตาหํ ด้วยน�ำ้ ได้ตงั้ อยแู่ ล้ว ตลอดวนั ๗ ฯ (อ.ชน ท.) เลน่ แล้ว ซง่ึ นกั ษัตร นกฺขตฺตํ ตลอดวนั ๗ แม้ในนคร ฯ อ.กิจ (ด้วยผ้า ท.) อนั บคุ คลย้อมแล้ว จินฺเตสิ ด้วยดอกค�ำ ยอ่ มไมม่ ี ฯ อ.พอ่ ค้า คดิ แล้ว วา่ (อ.เรา) เป็นผ้มู าแล้ว “อหํ ทรู มาคโต, สเจ ปนุ คมิสฺสามิ, ปปญฺโจ สทู่ ี่ไกล (ยอ่ มเป็น), ถ้าวา่ (อ.เรา) จกั ไป อีก ไซร้, อ.ความเนิ่นช้า ภวสิ ฺสต,ิ อิเธว วสสฺ ญฺจ เหมนฺตญฺจ คมิ หฺ ญฺจ มม จกั มี, (อ.เรา) เม่ือกระท�ำ ซง่ึ การงาน ของเรา อยแู่ ล้ว (ในที่) นี ้ กมมฺ ํ กโรนฺโต วสติ ฺวา อิมานิ วกิ ฺกีณิสฺสามีต.ิ นนั่ เทยี ว ตลอดฤดฝู น ด้วย ตลอดฤดหู นาว ด้วย ตลอดฤดรู ้อน ด้วย จกั ขาย ซงึ่ ผ้า ท. เหลา่ นี ้ดงั นี ้ฯ อ.พระศาสดา เสดจ็ เทย่ี วไปอยู่ ในนคร เพอื่ บณิ ฑะ ทรงทราบแล้ว สตฺถา นคเร ปิ ณฺฑาย จรนฺโต ตสสฺ จิตฺตํ ญตฺวา ซง่ึ จิต (ของพอ่ ค้า) นนั้ ทรงกระท�ำ ซงึ่ การแย้ม ให้ปรากฏแล้ว สติ ํ ปาตกุ ริตฺวา อานนฺทตฺเถเรน มสหติ ากธานรวณาํณปิโชฏุ ฺตโฐิ. ผู้ อนั พระเถระชื่อวา่ อานนท์ ทลู ถามแล้ว ซงึ่ เหตแุ หง่ อนั แย้ม อาห ภ“นทฺเิฏตฺ โตฐ.ิ เต อานนฺท ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนอานนท์ อ.พอ่ ค้าผ้มู ีทรัพย์มาก อนั เธอ เหน็ แล้ว “อาม หรือ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระเถระ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ พระเจ้าข้า (อ.อยา่ งนนั้ ) ดงั นี ้ฯ 80 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.พระศาสดา ตรสั แล้ว) วา่ (อ.พอ่ ค้า) นนั้ ไมร่ ู้แล้ว ซงึ่ อนั ตราย “โส อตฺตโน ชีวิตนฺตรายํ อชานิตฺวา อิมํ สํวจฺฉรํ แหง่ ชีวิต ของตน ได้กระท�ำแล้ว ซง่ึ จิต เพ่ืออนั อยขู่ าย ซง่ึ ภณั ฑะ อิเธว วสติ ฺวา ภณฺฑํ วกิ ฺกีณิตํุ จิตฺตํ อกาสีต.ิ “กึ ปนสสฺ (ในที่) นีน้ น่ั เทียว ตลอดปี นี ้ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระเถระ ทลู ถามแล้ว) วา่ ภนฺเต อนฺตราโย ภวิสสฺ ตีต.ิ สตฺถา “อาม อานนฺท ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ ก็ อ.อนั ตราย จกั มี (แกพ่ อ่ ค้า) นนั้ หรือ ดงั นี ้ฯ สตฺตาหเมว ชีวิตฺวา โส มจฺจมุ เุ ข ปตฏิ ฺฐหิสสฺ ตีติ วตฺวา อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนอานนท์ เออ (อ.พอ่ ค้า) นนั้ อิมา คาถา อภาสิ เป็นอยแู่ ล้ว ตลอดวนั ๗ นน่ั เทยี ว จกั ตงั้ อยเู่ ฉพาะ ทปี่ ากแหง่ ความตาย ดงั นี ้ ได้ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้วา่ อ.ความเพียรเป็นเครื่องยงั กิเลสใหร้ ้อนทว่ั (อนั บคุ คล) “อชฺเชว กิจฺจํ อาตปปฺ ํ , โก ชญฺญา `มรณํ สเุ ว,’ พึงกระท�ำ ในวนั นีน้ นั่ เทียว, อ.ใคร พึงรู้ ว่า อ.ความตาย น หิ โน สงฺครนเฺ ตน มหาเสเนน มจฺจนุ า; (จกั มี) ในวนั พรุ่ง (ดงั นี)้ , ก็ อ.ความผดั เพีย้ น ดว้ ยมจั จุ เอวํ วิหารึ อาตาปึ อโหรตฺตมตนทฺ ิตํ อนั มีเสนาหมู่ใหญ่ นน้ั (มีอยู่) แก่เรา ท. หามิได,้ อ.มนุ ี ตํ เว `ภทฺเทกรตฺโตติ สนโฺ ต อาจิกฺขเต มนุ ีติ. ผูส้ งบแลว้ ย่อมเรียก (ซ่ึงบคุ คล) ผูม้ ีอนั อยู่ อย่างนี้ เป็นปกติ ผูม้ ีความเพียรเป็นเครื่องยงั กิเลสให้ร้อนทวั่ ผู้ไม่เกียจคร้านแล้ว ตลอดวนั และคืน นน้ั แล ว่า เป็นผมู้ ีราตรีเดียวอนั เจริญ ดงั นี้ ดงั นี้ ฯ (อ.พระเถระ กราบทลู แล้ว) วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ วคาจณฉฺ “ิโอคชาจเนฺฉถนารทฺํมอาิสาตสฺห.ิ าเเถภรโนนรฺเปสตกฏฏิมอฏาาฺเฐโนารสนเจ.ิํ สคสฺนาตฺ มวฺ ีตา.ิ ภกิ “ขวฺ สิายฺสฏจฺโรฐิ. (อ.ข้าพระองค์) จะไป จกั บอก (แก่พอ่ ค้า) นนั้ ดงั นี ้ฯ (อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว) วา่ ดกู ่อนอานนท์ (อ.เธอ) ผ้คู ้นุ เคยแล้ว จงไปเถิด ดงั นี ้ฯ อ.พระเถระ ไปแล้ว สทู่ ี่ตงั้ แหง่ เกวียน เท่ียวไปแล้ว เพื่อภิกษา ฯ อ.พอ่ ค้า ต้อนรับแล้ว ซงึ่ พระเถระ ด้วยอาหาร ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระเถระ กลา่ วแล้ว (กะพอ่ ค้า) นนั้ วา่ (อ.ทา่ น) อถ นํ เถโร อาห “กิตฺตกํ กาลํ อิธ วสสิ ฺสสีต.ิ จกั อยู่ (ในท)ี่ นี ้สนิ ้ กาล มปี ระมาณเทา่ ไร ดงั นี ้ฯ (อ.พอ่ ค้า กลา่ วแล้ว) “ภนฺเต อหํ ทรู โต อาคโต, สเจ ปนุ คมิสฺสามิ, วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ อ.กระผม เป็นผ้มู าแล้ว แตท่ ี่ไกล (ยอ่ มเป็น), ปปญฺโจ ภวสิ สฺ ต;ิ อิมํ สวํ จฺฉรํ อิธ วสติ ฺวา ภณฺฑํ ถ้าวา่ (อ.กระผม) จกั ไป อีก ไซร้, อ.ความเนิ่นช้า จกั มี; วกิ กฺ ณี ติ วฺ า คมสิ สฺ ามตี .ิ “อปุ าสก ทชุ ชฺ าโน ชวี ติ นตฺ ราโย, อ.กระผม อยแู่ ล้ว ในท่ีนี ้ตลอดปี นี ้ขายแล้ว ซงึ่ ภณั ฑะ จกั ไป ดงั นี ้ฯ อปปฺ มาทํ ก“าอตาํุ มวฏฺอฏปุตาีตส.ิ ก“,กึ ปน ภนฺเต อนฺตราโย (อ.พระเถระ กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนอบุ าสก อ.อนั ตรายแหง่ ชีวติ ภวสิ ฺสตีต.ิ สตฺตาหเมว เต ชีวติ ํ เป็นสภาพอนั บคุ คลรู้ได้โดยยาก (ยอ่ มเป็น), อ.อนั (อนั ทา่ น) ปวตฺตสิ สฺ ตีต.ิ โส สวํ คิ ฺคมานโส หตุ ฺวา พทุ ฺธปปฺ มขุ ํ กระท�ำ ซงึ่ ความไมป่ ระมาท ยอ่ มควร ดงั นี ้ ฯ (อ.พอ่ ค้า ถามแล้ว) ภิกฺขสุ งฺฆํ นิมนฺเตตฺวา สตฺตาหํ มหาทานํ ทตฺวา วา่ ข้าแตท่ า่ นผ้เู จริญ ก็ อ.อนั ตราย จกั มี หรือ ดงั นี ้ ฯ (อ.พระเถระ อนโุ มทนตฺถาย ปตฺตํ คณฺหิ. กลา่ วแล้ว) วา่ ดกู ่อนอบุ าสก เออ (อ.อยา่ งนนั้ ), อ.ชีวิต ของทา่ น จกั เป็นไป ตลอดวนั ๗ นนั่ เทียว ดงั นี ้ฯ (อ.พอ่ ค้า) นนั้ เป็นผ้มู ีใจ สลดแล้ว เป็น นมิ นตแ์ ล้ว ซงึ่ หมแู่ หง่ ภกิ ษุ มพี ระพทุ ธเจ้าเป็นประมขุ ถวายแล้ว ซงึ่ ทานใหญ่ ตลอดวนั ๗ รบั แล้ว ซงึ่ บาตร เพอื่ ประโยชน์ แก่การอนโุ มทนา ฯ ครัง้ นัน้ อ.พระศาสดา เมื่อทรงกระท�ำ ซ่ึงการอนุโมทนา อถสฺส สตฺถา อนโุ มทนํ กโรนฺโต “อปุ าสก (แก่พอ่ ค้า) นนั้ ตรัสแล้ว วา่ ดกู ่อนอบุ าสก อ.อนั ชื่อ อนั บณั ฑิต ปณฺฑิเตน นาม `อิเธว วสฺสาทีนิ วสสิ สฺ ามิ, คดิ วา่ (อ.เรา) จกั อยู่ (ในท)่ี นนี ้ นั่ เทยี ว (ตลอดฤดู ท.) มฤี ดฝู นเป็นต้น, อิทญฺจิทญฺจ กมมฺ ํ ปโยเชสสฺ ามีติ จินฺเตตํุ น วฏวฺตฏฺวตา,ิ (อ.เรา) จกั ประกอบ ซงึ่ การงาน นีด้ ้วยๆ ดงั นี ้ ยอ่ มไมค่ วร, อ.อนั อตฺตโน ชีวติ นฺตรายเมว จินฺเตตํุ วฏฺ ฏตีติ (อนั บณั ฑิต) คดิ ซง่ึ อนั ตรายแหง่ ชีวติ ของตน นน่ั เทียว ยอ่ มควร อิมํ คาถมาห ดงั นี ้ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา นี ้วา่ ผลติ สือ่ การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปริยัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 81 www.kalyanamitra.org

(อ.ชน) ผู้เขลา ย่อมคิด ว่า อ.เรา จักอยู่ (ในที่) นี้ “อิธ วสสฺ ํ วสิสสฺ ามิ อิธ เหมนตฺ คิมฺหิส’ุ ตลอดฤดูฝน (อ.เรา จกั อยู่) (ในที)่ นี้ ในฤดูหนาวและ อิติ พาโล วิจินเฺ ตติ อนตฺ รายํ น พชุ ฺฌตีติ. ฤดูร้อน ท. ดงั นี้ ย่อมไม่รู้ ซึ่งอนั ตราย ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ อ.เรา เมื่อกระท�ำ ซงึ่ การงาน นีด้ ้วยๆ จกั อยู่ ตตฺถ “อธิ วสสฺ นฺต:ิ อิมสมฺ ึ ฐาเน อิทญฺจิทญฺจ ในที่ นี ้ตลอดประชมุ แหง่ เดอื น ๔ ชอื่ วา่ ตลอดฤดฝู น (ดงั นี ้ในบท ท.) กมมฺ ํ กโรนฺโต จาตมุ มฺ าสํ วสสฺ ํ วสสิ สฺ ามิ. เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ หมวดสองแหง่ บท) วา่ อธิ วสสฺ ํ ดงั นี ้ ฯ เหมนฺตคมิ หฺ สิ ูต:ิ “เหมนฺตคมิ เฺ หสปุ ิ จตฺตาโร มาเส (อ.อรรถ) วา่ (อ.ชน) ผ้ไู มร่ ู้อยู่ ซง่ึ ประโยชน์ ทงั้ เป็นไปในทิฏฐธรรม อิทญฺจิทญฺจ กมมฺ ํ กโรนฺโต อิเธว วสสิ ฺสามีติ เอวํ ทงั้ เป็นไปในสมั ปรายภพ ช่ือวา่ ผ้เู ขลา ยอ่ มคดิ อยา่ งนี ้ วา่ วทจิิฏินฺฐฺเธตมตมฺ .ิ ิกสอมนปฺฺตรราายยิกนํ ฺต:ิ อตฺถํ อชานนฺโต พาโล (อ.เรา) เมื่อกระท�ำ ซงึ่ การงาน นีด้ ้วยๆ จกั อยู่ (ในท่ี) นีน้ นั่ เทียว “อสกุ สมฺ ึ นาม กาเล วา ตลอดเดือน ท. ๔ แม้ในฤดหู นาวและฤดรู ้อน ท. ดงั นี ้ (ดงั นี ้ เทเส วา วเย วา มริสฺสามีติ อตฺตโน ชีวติ นฺตรายํ แหง่ บท) วา่ เหมนฺตคมิ หฺ สิ ุ ดงั นี ้ ฯ ( อ.อรรถ) วา่ (อ.ชน ผ้เู ขลา) น พชุ ฺฌตีต.ิ ยอ่ มไมร่ ู้ ซงึ่ อนั ตรายแหง่ ชีวิต ของตน วา่ อ.เรา จกั ตาย ในกาล หรือ หรือวา่ ในประเทศ หรือวา่ ในวยั ชื่อโน้น ดงั นี ้ ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ อนฺตรายํ ดงั นี ้ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.พอ่ ค้า นนั้ ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว เทสนาวสาเน โส วาณิโช โสตาปตตผิ เล ปตฏิ ฺฐหิ, ในโสดาปัตตผิ ล, อ.เทศนา เป็นเทศนาเป็นไปด้วยวาจามีประโยชน์ สมปฺ ตฺตานํปิ สาตฺถิกา เทสนา อโหส.ิ ได้มีแล้ว (แก่ชน ท.) แม้ผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ฯ แม้ อ.พอ่ ค้า ไปตามแล้ว ซงึ่ พระศาสดา กลบั แล้ว นอนแล้ว วาณิโชปิ สตฺถารํ อนุคนฺตฺวา นิวตฺติตฺวา บนที่เป็นท่ีนอน (ด้วยความคดิ ) วา่ (อ.โรค) เป็นราวกะวา่ “สีสโรโค วิย เม อุปฺปนฺโนติ สยเน นิปชฺชิ, โรคในศรี ษะ (เป็น) เกดิ ขนึ ้ แล้ว แกเ่ รา ดงั นี ้ , ผ้นู อนแล้วอยา่ งนนั้ เทยี ว ตถานิปนฺโนว กาลํ กตฺวา ตสุ ติ วิมาเน นิพฺพตฺตีติ. กระท�ำแล้ว ซง่ึ กาละ บงั เกิดแล้ว ในวมิ านชื่อวา่ ดสุ ติ ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแห่งพ่อค้าผู้มีทรัพย์มาก มหาธนวาณิชวตถฺ ุ. (จบแล้ว) ฯ 82 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

๙.(ออัน.เรข่ือ้าพงแเจห้า่งนจาะงกกลสิ ่าาวโ)คฯตมี ๙. กสิ าโคตมีวตถฺ ุ. อ.พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ในพระเชตวัน ทรงปรารภ “ตํ ปุตตฺ ปสุสมมฺ ตตฺ นฺติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา ซ่ึงนางกิสาโคตมี ตรัสแล้ว ซ่ึงพระธรรมเทศนา นี ้ ว่า เชตวเน วหิ รนฺโต กิสาโคตมึ อารพฺภ กเถส.ิ ตํ ปุตตฺ ปสุสมมฺ ตตฺ ํ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ อ.เรื่อง (อนั ข้าพเจ้า) กลา่ ว ให้พิสดารแล้ว ในกถาเป็นเคร่ือง วตฺถุ สหสฺสวคฺเค พรรณนาซงึ่ เนือ้ ความแหง่ พระคาถา วา่ ก็ (อ.บคุ คล)ใด ไม่เห็นอยู่ ซึ่งบท ชือ่ ว่าอมตะ พึงเป็นอยู่ “โย จ วสสฺ สตํ ชีเว อปสสฺ ํ อมตํ ปทํ, ส้ินร้อยแห่งปี , อ.ความเป็นอยู่ ส้ินวนั หน่ึง (แห่งบคุ คล) เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อมตํ ปทนตฺ ิ ผูเ้ ห็นอยู่ ซึ่งบท ชือ่ ว่าอมตะ เป็นธรรมชาติประเสริฐกว่า (กว่าความเป็นอยู่ สิ้นร้อยแห่งปี แห่งบคุ คล นน้ั นน้ั ย่อมเป็น) ดงั นี้ ในสหสั สวรรค ฯ ก็ ในกาลนนั้ อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว วา่ คาถาวณณฺ นาย วติ ถฺ าเรตวฺ า กถติ .ํ ตทา หิ สตถฺ า ดกู อ่ นกสิ าโคตมี อ.เมลด็ พนั ธ์ผุ กั กาด ท. มนี วิ ้ มอื หนง่ึ เป็นประมาณ “กิสาโคตมิ ลทฺธา เต เอกจฺฉรมตฺตา สทิ ฺธตฺถกาติ อนั เธอ ได้แล้ว หรือ ดงั นี ้ ฯ (อ.นางกิสาโคตมี กราบทลู แล้ว) วา่ อาห. “น ลทฺธา ภนฺเต, สกลคาเม ชีวนฺเตหิ มตกาว ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ (อ.เมลด็ พนั ธ์ผุ กั กาด ท. มนี วิ ้ มอื เป็นประมาณ พหตุ ราต.ิ อนั หมอ่ มฉนั ) ไมไ่ ด้แล้ว, (อ.ชน ท.) ผ้ตู ายแล้วเทียว เป็นผ้มู ากกวา่ (กวา่ ชน ท.) ผ้เู ป็นอยอู่ ยู่ ในบ้านทงั้ สนิ ้ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระศาสดา ตรัสแล้ว (กะนางกิสาโคตมี) นนั้ วา่ อถ นํ สตฺถา “ตฺวํ `มเมว ปตุ ฺโต มโตติ อ.เธอ ก�ำหนดแล้ว วา่ อ.บตุ ร ของเรานนั่ เทียว ตายแล้ว ดงั นี,้ สลลฺ กฺเขส,ิ ธวุ ธมโฺ ม เอส สพฺพสตฺตานํ, มจฺจรุ าชา (อ.ธรรม) นน่ั เป็นธรรมยงั่ ยืน ของสตั ว์ทงั้ ปวง ท. (ยอ่ มเป็น), หิ สพฺพสตฺเต อปริปณุ ฺณชฺฌาสเยเอว มโหโฆ วิย ด้วยวา่ อ.มจั จุ ผ้พู ระราชา คร่าไปรอบอยู่ ซง่ึ สตั ว์ทงั้ ปวง ท. ปริกฑฺฒมาโน อปายสมทุ ฺเท ปกฺขิปตีติ วตฺวา ธมมฺ ํ ผ้มู อี ธั ยาศยั อนั ไมเ่ ตม็ รอบแล้วนน่ั เทยี ว ยอ่ มซดั ไป ในทะเลคอื อบาย เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห ราวกะ อ.ห้วงน�ำ้ ใหญ่ ดงั นี ้ เมื่อทรงแสดง ซง่ึ ธรรม ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา นี ้วา่ อ.มจั จุ ยอ่ มพาเอา ซึ่งนระ นนั้ ผมู้ วั เมาดว้ ยดีแลว้ ในบตุ ร- “ตํ ปตุ ฺตปสสุ มฺมตฺตํ พยฺ าสตฺตมนสํ นรํ และสตั ว์ของเลีย้ ง ผูม้ ีใจขอ้ งแลว้ โดยอาการมีอย่างต่างๆ สตุ ฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉตีติ. ไป เพียงดงั อ.ห้วงน้�ำใหญ่ (พาเอา) ซึ่งชาวบ้าน ผูห้ ลบั แลว้ (ไปอยู่) ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ ซงึ่ นระ นนั้ ผู้ ได้แล้ว ซง่ึ บตุ ร ท. ด้วย ซง่ึ สตั ว์ ตตฺถ “ตํ ปุตตฺ ปสุสมมฺ ตตฺ นฺต:ิ ตํ รูปพลาทิ- ของเลยี ้ ง ท. ด้วย ผ้ถู งึ พร้อมแล้วด้วยคณุ มีรูปและก�ำลงั เป็นต้น สมปฺ นฺเน ปตุ ฺเต จ ปสู จ ลภิตฺวา “มม ปตุ ฺตา อภิรูปา มวั เมาพร้อมแล้ว คือวา่ ผ้ปู ระมาทแล้ว ด้วยบตุ ร ท. ด้วย พลสมปฺ นฺนา ปณฺฑิตา สพฺพกิจฺจสมตฺถา, มม โคโณ ด้วยสตั ว์ของเลยี ้ ง ท. ด้วย อยา่ งนี ้ วา่ อ.บตุ ร ท. ของเรา เป็นผู้ อภิรูโป อโรโค มหาภารสโห, มม คาวี พหขุ ีราติ เอวํ มีรูปงาม เป็นผ้ถู งึ พร้อมแล้วด้วยก�ำลงั เป็นผ้ฉู ลาด เป็นผ้สู ามารถ ปตุ ฺเตหิ จ ปสหู ิ จ สมมฺ ตฺตํ ปมตฺตํ นรํ. ในกิจทงั้ ปวง (ยอ่ มเป็น), อ.โค ของเรา เป็นสตั ว์มีรูปงาม เป็นสตั ว์ ไมม่ ีโรค เป็นสตั ว์อดกลนั้ ซงึ่ ภาระใหญ่ (ยอ่ มเป็น), อ.แมโ่ ค ของเรา เป็นสตั ว์มีน�ำ้ นมมาก (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ (ดงั นี ้ ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บาทแหง่ พระคาถา) วา่ ตํ ปุตตฺ ปสุสมมฺ ตตฺ ํ ดงั นี ้ฯ ผลิตส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรม วดั พระธรรมกาย 83 www.kalyanamitra.org

(อ.อรรถ) วา่ ช่ือวา่ ผ้มู ีใจข้องแล้ว เพราะความเป็นคืออนั ได้แล้ว พยฺ าสตตฺ มนสนฺต:ิ หิรญฺญสวุ ณฺณาทีสุ วา ปตฺต- (ในรัตนะ ท.) มเี งนิ และทองเป็นต้น หนา หรือ หรือวา่ (ในบริขาร ท.) จีวราทีสุ วา กิญฺจิเทว ลภิตฺวา ตโต อุตฺตริตรํ มบี าตรและจวี รเป็นต้น หนา (ซงึ่ วตั ถ)ุ อะไรๆ นนั่ เทยี ว ปรารถนา ปตฺถนตาย อาสตฺตมานสํ. จกฺขุวิญฺเญยฺยาทีสุ (ซง่ึ วตั ถ)ุ อนั ยง่ิ ขนึ ้ กวา่ (กวา่ วตั ถอุ นั ตนได้แล้ว) นนั้ ฯ อกี อยา่ งหนง่ึ อารมมฺ เณสุ วตุ ฺตปปฺ กาเรสุ วา ปริกฺขาเรสุ ยํ ยํ ชอ่ื วา่ ผ้มู ใี จข้องแล้วในอารมณ์ตา่ งๆ เพราะความเป็นคืออนั ข้อง ลทฺธํ โหติ ตตฺถ ตตฺเถว ลคฺคนตาย พฺยาสตฺตมานสํ ในอารมณ์ ท. มีอารมณ์อนั บคุ คลพงึ รู้แจ้งด้วยจกั ษุเป็นต้น หนา วา. สุตตฺ ํ คามนฺต:ิ นิทฺทํ อปุ คตํ สตฺตนิกายํ. หรือ หรือวา่ ในบริขาร ท. มีประการ (อันข้าพเจ้า) กล่าวแล้ว หนา (อ.วตั ถุ)ใดใดเป็ นของ(อนั ตน)ได้แล้ว ย่อมเป็ น,(ในวตั ถุ)นนั้ นนั้ นั่นเทียว (ดังนี ้ แห่งบท) ว่า พยฺ าสตตฺ มนสํ ดงั นี ้ฯ (อ.อรรถ) วา่ ซง่ึ หมแู่ หง่ สตั ว์ ผ้เู ข้าถงึ แล้ว ซงึ่ ความหลบั (ดงั นี ้ แหง่ หมวดสอง แหง่ บท) วา่ สุตตฺ ํ คามํ ดงั นี ้ฯ อ.อรรถ วา่ อ.ห้วงแหง่ มหานที อนั ใหญ่ ทงั้ ลกึ ทงั้ กว้าง ยอ่ มพาเอา มโหโฆวาต:ิ ยถา เอวรูปํ คามํ คมภฺ ีรวติ ฺถโต ซงึ่ ชาวบ้าน มีอยา่ งนีเ้ป็นรูป ทงั้ ปวง แม้ยงั สนุ ขั โดยก�ำหนด มหนฺโต มหานทีโอโฆ อนฺตมโส สนุ ขํปิ อเสเสตฺวา มใี นทส่ี ดุ ไมใ่ ห้เหลอื ไปอยู่ ฉนั ใด, อ.มจั จุ พาเอา ซงึ่ นระ มปี ระการ สพฺพํ อาทาย คจฺฉต;ิ เอวํ วตุ ฺตปปฺ การํ นรํ มจฺจุ (อนั ข้าพเจ้า) กลา่ วแล้ว ไปอยู่ ฉนั นนั้ ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ มโหโฆว อาทาย คจฺฉตีติ อตฺโถ. ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.นางกิสาโคตมี ตงั้ อยเู่ ฉพาะ เทสนาวสาเน กิสาโคตมี โสตาปตฺตผิ เล ปตฏิ ฺฐหิ, แล้ว ในโสดาปัตตผิ ล, อ.เทศนา เป็นเทศนาเป็นไปกบั ด้วยวาจามี สมปฺ ตฺตานํปิ สาตฺถิกา เทสนา อโหสตี .ิ ประโยชน์ ได้มีแล้ว (แก่ชน ท.) แม้ผ้ถู งึ พร้อมแล้ว ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ืองแ(จหบ่งแนลา้วง)กฯสิ าโคตมี กสิ าโคตมีวตถฺ ุ. ๑๐. อ.เร่ืองแห่งนางปฏาจารา ๑๐. ปฏาจาราวตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เมื่อประทบั อยู่ ในพระเชตวนั ทรงปรารภ “น สนฺติ ปุตตฺ าติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา เชตวเน ซงึ่ นางปฏาจารา ตรัสแล้ว ซง่ึ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ น สนฺติ วหิ รนฺโต ปฏาจารํ อารพฺภ กเถส.ิ ปุตตฺ า ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ อ.เร่ือง (อนั ข้าพเจ้า) กลา่ ว ให้พิสดารแล้ว ในกถาเป็นเคร่ือง วตฺถุ สหสสฺ วคฺเค พรรณนาซง่ึ เนือ้ ความแหง่ พระคาถา วา่ ก็ (อ.บคุ คล) ใด ไม่เห็นอยู่ ซ่ึงความเกิดข้ึนและ- “โย จ วสสฺ สตํ ชีเว อปสฺสํ อทุ ยพพฺ ยํ, ความเสือ่ มไป พึงเป็นอยู่ ส้ินร้อยแห่งปี , อ.ความเป็นอยู่ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสสฺ โต อทุ ยพพฺ ยนตฺ ิ สิ้นวนั หน่ึง (แห่งบคุ คล) ผูเ้ ห็นอยู่ ซ่ึงความเกิดข้ึนและ คาถาวณฺณนาย วิตฺถาเรตฺวา กถิตํ. ความเสือ่ มไป เป็นธรรมชาตประเสริฐกว่า (กว่าความ- เป็นอยู่ ส้ินร้อยแห่งปี แห่งบคุ คลนนั้ นน้ั ย่อมเป็น) ดงั นี้ ในสหสั สวรรค ฯ 84 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

ก็ ในกาลนนั้ อ.พระศาสดา ทรงทราบแล้ว ซงึ่ นางปฏาจารา ตทา หิ สตฺถา ปฏาจารํ ตนภุ ตู โสกํ ญตฺวา ผู้มีความเศร้ าโศกเป็ นสภาพเบาบางเป็ นแล้ว ตรัสแล้ว ว่า “ปฏาจาเร ปตุ ฺตาทโย นาม ปรโลกํ คจฺฉนฺตสสฺ ดกู ่อนปฏาจารา ชื่อ (อ.ปิ ยชน ท.) มีบตุ รเป็นต้น ยอ่ มไมอ่ าจ ตาณํ วา เลนํ วา ภวติ ํุ น สกโฺ กนตฺ ;ิ ตสมฺ า วชิ ชฺ มานาปิ เพ่ืออนั เป็นท่ีต้านทาน หรือ หรือวา่ เป็นที่พง่ึ หรือวา่ เต น สนฺตเิ ยว; ปณฺฑิเตน ปน สลี ํ วิโสเธตฺวา อตฺตโน เป็นที่หลกี เร้น (ของบคุ คล) ผ้ไู ปอยู่ สโู่ ลกอ่ืน เป็น, เพราะเหตนุ นั้ นิพฺพานคามิมคฺคเมว โสเธตํุ วฏฺ ฏตีติ วตฺวา ธมมฺ ํ (อ.ปิ ยชน ท.) เหลา่ นนั้ แม้มีอยู่ ยอ่ มไมม่ ีนน่ั เทียว; สว่ นวา่ เทเสนฺโต อิมา คาถา อภาสิ อ.อนั อนั บณั ฑิต ยงั ศีล ให้หมดจดวิเศษแล้ว ยงั หนทางเป็นที่ไป สพู่ ระนิพพาน ของตน นน่ั เทียว ให้หมดจด ยอ่ มควร ดงั นี ้ เมื่อทรงแสดง ซงึ่ ธรรม ได้ตรัสแล้ว ซงึ่ พระคาถา ท. เหลา่ นี ้ วา่ อ.บณั ฑิต รู้แล้ว ซึ่งอ�ำนาจแห่งเนือ้ ความนน่ั ว่า “น สนตฺ ิ ปตุ ฺตา ตาณาย, น ปิ ตา, นปิ พนธฺ วา, อ.บตุ ร ท. ย่อมไม่มี เพือ่ อนั ต้านทาน, อ.บิดา อนตฺ เกนาธิปนนฺ สสฺ นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา’ (ย่อมมี เพือ่ อนั ต้านทาน) หามิได้, อ.พวกพอ้ ง ท. เอตมตฺถวสํ ญตฺวา ปณฺฑิโต สีลสํวโุ ต (ย่อมมี เพือ่ อนั ตา้ นทาน) แมห้ ามิได,้ (เมือ่ บคุ คล) นิพพฺ านคมนํ มคฺคํ ขิปปฺ เมว วิโสธเยติ. อนั มจั จผุ กู้ ระทำ� ซ่ึงทีส่ ดุ ครอบงำ� แลว้ อ.ความเป็นคือ- อนั ตา้ นทาน ในเพราะญาติ ท. ย่อมไม่มี (ดงั นี)้ เป็ นผู้ส�ำรวมแล้วด้วยศีล (เป็ น) ยงั หนทาง อนั เป็นทีไ่ ปสู่พระนิพพาน พึงให้หมดจดวิเศษ พลนั นนั่ เทียว ดงั นี้ ฯ (อ.อรรถ) วา่ เพอื่ ความเป็นคอื อนั ต้านทาน คอื วา่ เพอ่ื ประโยชน์ พนฺธตวตาฺถต:ิ“ตปาตุณฺเตายจาตม:ิาตตาาณปิ ตภโารวจายฐปเปตตฏิ ฺวฺฐาานอตวเฺถสาสยา. แก่ความเป็นท่ีพงึ่ (ดงั นี ้ ในบท ท.) เหลา่ นนั้ หนา (แหง่ บท) วา่ ตาณาย ดงั นี ้ฯ อ.ญาตแิ ละบคุ คลผ้มู ใี จดี ท. ผ้เู หลอื ลง เว้น ซงึ่ บตุ ร ท. ญาติสุหชฺชา. อนฺตเกนาธิปนฺนสฺสาติ: มรเณน ด้วย ซง่ึ มารดาและบดิ า ท. ด้วย ชื่อวา่ พนฺธวา ฯ (อ.อรรถ) วา่ อภิภตู สฺส. (เมื่อบคุ คล) อนั ความตาย ครอบง�ำแล้ว (ดงั นี ้ แหง่ บาท แหง่ พระคาถา) วา่ อนฺตเกนาธิปนฺนสสฺ ดงั นี ้ฯ จริงอยู่ ในกาลอนั เป็นไปทวั่ (อ.ปิ ยชน ท.) มีบตุ รเป็นต้น ปวตฺตยิ ํ หิ ปตุ ฺตาทโย อนฺนปานาทิทาเนน เจว เป็นท่ีต้านทาน ด้วยการให้ซงึ่ วตั ถมุ ีข้าวและน�ำ้ เป็นต้น ด้วยนน่ั อปุ ปฺ นฺนกิจฺจนิตฺถรเณน จ ตาณํ หตุ ฺวาปิ มรณกาเล เทียว ด้วยการชว่ ยเหลือซงึ่ กิจอนั เกิดขนึ ้ แล้ว ด้วย แม้เป็น ช่ือวา่ เกนจิ อปุ าเยน มรณํ ปฏิพาหิตํุ อสมตฺถตาย ยอ่ มไมม่ ี เพ่ือประโยชน์แก่อนั ต้านทาน คือวา่ เพื่อประโยชน์ ตาณตฺถาย เลนตฺถาย น สนฺติ นาม; เตเนว แก่อนั ป้ องกนั เพราะความท่ีแหง่ ตนเป็นผ้ไู มส่ ามารถ เพื่ออนั ห้าม วตุ ฺตํ “นตถฺ ิ ญาตสี ุ ตาณตาต.ิ ซง่ึ ความตาย ด้วยอบุ าย อะไรๆ ในกาลเป็นท่ีตาย, เพราะเหตนุ นั้ นนั่ เทียว (อ.พระด�ำรัส) วา่ นตถฺ ิ ญาตสี ุ ตาณตา ดงั นี ้(อนั พระผ้มู ี พระภาคเจ้า) ตรัสแล้ว ฯ อ.อรรถ วา่ อ.บณั ฑิต รู้แล้ว ซงึ่ เหตุ นน่ั คือวา่ อนั บณั ฑิต เอตมตถฺ วสนฺต:ิ เอตํ เตสํ อญฺญมญฺญสสฺ นบั พร้อมแล้ววา่ ความที่ (แหง่ ปิ ยชน ท.) เหลา่ นนั้ เป็นผ้ไู มส่ ามารถ ตาณํ ภวิตํุ อสมตฺถภาวสงฺขาตํ การณํ ชานิตฺวา เพื่ออนั เป็นที่ต้านทาน ของกนั และกนั เป็น เป็นผ้สู ำ� รวมแล้ว ปณฺฑิโต จตปุ าริสทุ ฺธิสีเลน สวํ โุ ต รกฺขิโต โคปิ โต คอื วา่ เป็นผ้รู กั ษาแล้ว คอื วา่ เป็นผ้คู ้มุ ครองแล้ว ด้วยปาริสทุ ธศิ ลี ๔ หตุ ฺวา นิพฺพานคมนํ อฏฺฐงฺคกิ ํ มคฺคํ สีฆํ สฆี ํ เป็น ยงั หนทาง อนั มีองค์๘ อนั เป็นที่ไปสพู่ ระนิพพาน วิโสเธยฺยาติ อตฺโถ. พงึ ให้หมดจดวิเศษ เร็ว เร็ว ดงั นี ้ (แหง่ บท) วา่ เอตมตถฺ วสํ ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ผลติ สือ่ การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 85 www.kalyanamitra.org

ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.นางปฏาจารา ตงั้ อยเู่ ฉพาะ เทสนาวสาเน ปฏาจารา โสตาปตฺตผิ เล ปตฏิ ฺฐหิ, แล้ว ในโสดาปัตติผล, (อ.ชน ท.) มาก แม้เหลา่ อ่ืน บรรลแุ ล้ว อญฺเญปิ พหู โสตาปตฺตผิ ลาทีนิ ปาปณุ ึสตู .ิ (ซง่ึ อริยผล ท.) มีโสดาปัตตผิ ลเป็นต้น ดงั นีแ้ ล ฯ อ.เร่ือง(แจหบ่งแนลา้วง)ปฯฏาจารา ปฏาจาราวตถฺ ุ. แหอ่ง.วกรถราคเอป็ันนบเคณั ร่ฑือจงบติ พกแรำ�ลรห้วณนฯนดาแซล่งึ้วเดน้วือ้ ยคหวนามทาง มคคฺ วคคฺ วณฺณนา นิฏฺ ฐิตา. อ(.จวบรรแคลท้ว่)ี ๒ฯ๐ วีสตโิ ม วคโฺ ค. 86 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

๒๑. ออ.กันถบาณัเปฑ็ น(ติ เอคกันรำ� ข่ือห้างนพพดเรจแร้าลณ้วจนดะา้วกซยล่งึเ่าเรวน่ือ)ือ้งฯเคบวด็ าเมตแลหด็ ่งวรรค ๒๑. ปกณิ ฺณกวคคฺ วณฺณนา ๑. อ.เร่ืองแห่งบุรพกรรมของพระองค์ ๑. อตตฺ โนปุพพฺ กมมฺ วตถฺ ุ. (อันข้าพเจ้า จะกล่าว) ฯ อ.พระศาสดา เม่ือประทบั อยู่ ในพระเวฬวุ นั ทรงปรารภ “มตตฺ าสุขปริจจฺ าคาติ อิมํ ธมมฺ เทสนํ สตฺถา ซง่ึ บรุ พกรรม ของพระองค์ ตรัสแล้ว ซงึ่ พระธรรมเทศนา นี ้ วา่ เวฬวุ เน วิหรนฺโต อตฺตโน ปพุ ฺพกมมฺ ํ อารพฺภ กเถส.ิ มตตฺ าสุขปริจจฺ าคา ดงั นีเ้ป็นต้น ฯ ดงั จะกลา่ วโดยพิสดาร ในสมยั หนง่ึ อ.เมืองชื่อวา่ ไพสาลี เอกสฺมึ หิ สมเย เวสาลี อิทฺธา อโหสิ ผีตา พหชุ นา เป็นเมอื งมง่ั คงั่ เป็นเมอื งเจริญรุ่งเรือง เป็นเมอื งมชี นมาก เป็นเมอื ง อากิณฺณมนสุ สฺ า. ตตฺถ หิ วาเรน รชฺชํ กโรนฺตานํ มมี นษุ ยเ์ กลอื่ นกลน่ แล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ ก็ อ.พนั ท. ๗ อนั ยง่ิ ด้วยร้อย ๗ ขตฺตยิ านํเยว สตฺตสตาธิกานิ สตฺต สหสฺสานิ สตฺต จ แหง่ กษตั ริย์ ท. นน่ั เทยี ว ผ้ทู รงกระทำ� อยู่ ซง่ึ ความเป็นแหง่ พระราชา ขตฺตยิ า อเหส.ํุ เตสํ วสนตฺถาย ตตฺตกาเยว ตามวาระ ด้วย อ.กษัตริย์ ท. ๗ ด้วย ได้มีแล้ว ในเมืองช่ือวา่ ปาสาทา, ตตฺตกาเนว กฏู าคารานิ; อยุ ฺยาเน ไพสาลี นนั้ ฯ อ.ปราสาท ท. มปี ระมาณเทา่ นนั้ นนั่ เทยี ว (ได้มแี ล้ว) วหิ ารตฺถาย ตตฺตกาเยว อารามา จ โปกฺขรณิโย จ เพื่อประโยชน์แก่อนั ประทบั อยู่ (แหง่ กษัตริย์ ท.) เหลา่ นนั้ , อ.เรือน อเหสํ.ุ อนั ประกอบแล้วด้วยยอด ท. มีประมาณเทา่ นนั้ นนั่ เทียว (ได้มีแล้ว เพื่อประโยชน์แก่อนั ประทบั อยู่ แหง่ กษัตริย์ ท. เหลา่ นนั้ ); อ.สวน ท. มีประมาณเทา่ นนั้ นนั่ เทียว ด้วย อ.สระโบกขรณี ท. (มีประมาณ เทา่ นนั้ นน่ั เทียว) ด้วย ได้มีแล้ว เพื่อประโยชน์แก่อนั ประทบั อยู่ ในอทุ ยาน ฯ โดยสมยั อื่นอีก (อ.เมืองช่ือวา่ ไพสาล)ี นนั้ เป็นเมืองมีภิกษา สา อปเรน สมเยน ทพุ ฺภิกฺขา อโหสิ ทสุ ฺสสสฺ า. อนั บคุ คลหาได้โดยยาก เป็นเมอื งมขี ้าวกล้าอนั บคุ คลหาได้โดยยาก ตตฺถ ฉาตกโทเสน ปฐมํ ทคุ ฺคตมนสุ ฺสา กาลมกํส.ุ ได้เป็นแล้ว ฯ อ.มนษุ ยผ์ ้ถู งึ แล้วซงึ่ ยาก ท. (ในเมอื งชอื่ วา่ ไพสาล)ี นนั้ เตสํ ตตฺถ ตตฺถ ฉฑฺฑิตานํ กณุ ปานํ คนฺเธน อมนสุ สฺ า ได้กระทำ� แล้ว ซง่ึ กาละ กอ่ น เพราะโทษคอื ความหวิ ฯ อ.อมนษุ ย์ ท. นครํ ปวิสสึ .ุ อมนสุ สฺ ปุ ทฺทเวน พหตุ รา กาลมกํส.ุ เข้าไปแล้ว สเู่ มือง เพราะกลนิ่ แหง่ ซากศพ ท. (ของมนษุ ย์ ท.) เตสํ กณุ ปคนฺธปฏิกลู ตาย สตฺตานํ อหิวาตกโรโค เหลา่ นนั้ อนั อนั บคุ คลทิง้ แล้ว (ในที่) นนั้ ๆ ฯ (อ.มนษุ ย์ ท.) อปุ ปฺ ชฺชิ. มากกวา่ ได้กระท�ำแล้ว ซง่ึ กาละ เพราะอปุ ัทวะแตอ่ มนษุ ย์ ฯ อ.อหวิ าตกโรค เกดิ ขนึ ้ แล้ว แกส่ ตั ว์ ท. เพราะความท่ี (แหง่ เมอื งชอื่ วา่ ไพสาล)ี เป็นเมืองปฏิกลู ด้วยซากศพ (ของมนษุ ย์ ท.) เหลา่ นนั้ ฯ อ.ภยั ท. ๓ คือ อ.ภยั แตภ่ ิกษาอนั บคุ คลหาได้โดยยาก เอวํ “ทพุ ฺภิกฺขภยํ อมนสุ สฺ ภยํ โรคภยนฺติ ตีณิ อ.ภยั แตอ่ มนษุ ย์ อ.ภยั แตโ่ รค เกิดขนึ ้ แล้ว ด้วยประการฉะนี ้ ฯ ภยานิ อปุ ปฺ ชฺชสึ .ุ นครวาสโิ น สนฺนิปตติ ฺวา ราชานํ (อ.ชน ท.) ผ้อู ยใู่ นนครโดยปกติ ประชมุ กนั แล้ว กราบทลู แล้ว อาหํสุ “มหาราช อิมสฺมึ นคเร ตีณิ ภยานิ กะพระราชา วา่ ข้าแตม่ หาราชเจ้า อ.ภยั ท. ๓ เกิดขนึ ้ แล้ว อปุ ปฺ นฺนานิ, อิโต ปนพุ ฺเอพปุ ปฺยนาวฺนปสพุ ตฺพฺตํ;มาธมรมฺาิกชปรารชิวนูฏฺํฏหาิ ในเมือง นี,้ ช่ือ อ.ภยั มีอยา่ งนีเ้ป็นรูป เป็นภยั ไมเ่ คยเกิดขนึ ้ แล้ว เอวรูปํ ภยํ นาม ในกาลก่อน (แตก่ าล) นี ้ เพียงใด แตอ่ นั เวียนรอบแหง่ พระราชา กาเล เอวรูปํ ภยํ น อปุ ปฺ ชฺชตีต.ิ ท่ี ๗ (ยอ่ มเป็น), เพราะวา่ อ.ภยั มีอยา่ งนีเ้ป็นรูป จะไมเ่ กิดขนึ ้ ในกาล แหง่ พระราชาผ้ทู รงตงั้ อยใู่ นธรรม ท. ดงั นี ้ฯ ผลิตสอ่ื การเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยตั ธิ รรม วัดพระธรรมกาย 87 www.kalyanamitra.org

อ.พระราชา (ทรงยงั ราชบรุ ุษ) ให้กระท�ำแล้ว ซงึ่ การประชมุ ราชา สณฺฐาคาเร สพฺเพสํ สนฺนิปาตํ กาเรตฺวา (แหง่ ชน ท.) ทงั้ ปวง ในท้องพระโรง ตรัสแล้ว วา่ ถ้าวา่ อ.ความท่ี “สเจ เม อธมมฺ ิกภาโว อตฺถิ, ตํ วจิ ินถาติ อาห. แหง่ เรา เป็นผ้ไู มต่ งั้ อยใู่ นธรรม มีอยู่ ไซร้, อ.ทา่ น ท. จงตรวจดู เวสาลวี าสโิ น สพฺพํ ปเวณึ วจิ ินนฺตา รญฺโญ กญฺจิ (ซง่ึ โทษ) นนั้ เถดิ ดงั นี ้ ฯ (อ.ชน ท.) ผ้อู ยใู่ นเมอื งชอื่ วา่ ไพสาลโี ดยปกติ โทสํ อทิสฺวา “มหาราช นตฺถิ เต โทโสติ วตฺวา ตรวจดอู ยู่ ซงึ่ ประเพณี ทงั้ ปวง ไมเ่ หน็ แล้ว ซงึ่ โทษ อะไรๆ “กถนฺนุ โข อิทํ อมหฺ ากํ ภยํ วปู สมํ คจฺเฉยฺยาติ ของพระราชา กราบทลู แล้ว วา่ ข้าแตม่ หาราชเจ้า อ.โทษ มนฺตยสึ .ุ ตตฺถ เอกจฺเจหิ “พลกิ มเฺ มน อายาจนาย ของพระองค์ ยอ่ มไมม่ ี ดงั นี ้ปรึกษากนั แล้ว วา่ อ.ภยั ของเรา ท. นี ้ มงฺคลกิริยายาติ วตุ ฺเต, สพฺพมปฺ ิ ตํ วธิ ึ กตฺวา พงึ ถงึ ซง่ึ อนั เข้าไปสงบวเิ ศษ อยา่ งไร หนอ แล ดงั นี ้ ฯ (ครนั้ เมอื่ คำ� ) วา่ ปฏิพาหิตํุ นาสกฺขสึ .ุ (อ.ภยั พงึ ถงึ ซง่ึ อนั เข้าไปสงบวเิ ศษ) ด้วยพลกี รรม ด้วยอนั - บวงสรวง ด้วยอนั กระท�ำซง่ึ มงคล ดงั นี ้ (ในชน ท.) เหลา่ นนั้ หนา (อนั ชน ท.) บางพวก กลา่ วแล้ว, (อ.ชน ท.) กระท�ำแล้ว ซง่ึ วิธี นนั้ แม้ทงั้ ปวง ไมไ่ ด้อาจแล้ว เพ่ืออนั ห้าม ฯ (อ.ชน ท.) เหลา่ อ่ืน กลา่ วแล้ว อยา่ งนี ้ วา่ อ.ครู ท. ๖ เป็นผ้มู ี อญฺเญ เอวมาหํสุ “ฉ สตฺถาโร มหานภุ าวา, อานภุ าพใหญ่ (ยอ่ มเป็น) (ครัน้ เมื่อครู ท. ๖) เหลา่ นนั้ เป็นผ้สู กั วา่ เตสุ อิธาคตมตฺเตส,ุ ภยํ วปู สเมยฺยาต.ิ อปเร มาแล้ว (ในท)่ี นี ้ (มอี ย)ู่ อ.ภยั พงึ เข้าไปสงบวเิ ศษ ดงั นี ้ ฯ (อ.ชน ท.) “สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺโธ โลเก อปุ ปฺ นฺโน, โส หิ ภควา ใเหนลโลา่ กอ,่ืนอกีก็ (กอล.พา่ รวะแผล้มู้วีพวรา่ ะภอา.พครเจะ้าสพมั รมะาอสงมั คพ์) ทุ นธนัเ้ จ้าเปเ็นสผด้มูจ็ อีฤบุทตธั ิ์มแิ ลาก้ว สพฺพสตฺตหิตาย ธมฺมํ เทเสสิ มหิทฺธิโก มหานภุ าโว; ตสมฺ ึ อิธาคเต, อิมานิ ภยานิ วปู สมํ คจฺเฉยฺยนุ ฺติ เป็นผ้มู ีอานภุ าพมาก (เป็น) ทรงแสดงแล้ว ซง่ึ ธรรม เพ่ือประโยชน์ อาหํส.ุ เกือ้ กลู แก่สตั ว์ทงั้ ปวง; (ครัน้ เม่ือพระผ้มู ีพระภาคเจ้า) พระองค์นนั้ เสดจ็ มาแล้ว (ในท)ี่ นี ้ อ.ภยั ท. เหลา่ นี ้ พงึ ถงึ ซงึ่ อนั เข้าไปสงบวเิ ศษ ดงั นี ้ฯ (อ.ชน ท.) แม้ทงั้ ปวง เพลดิ เพลนิ ยิ่งแล้ว ซงึ่ ค�ำ (ของชน ท.) เตสํ วจนํ สพฺเพปิ อภินนฺทิตฺวา “กหํ นุ โข โส เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว วา่ อ.พระผ้มู ีพระภาคเจ้า พระองค์นนั้ ภควา เอตรหิ วหิ รตีติ อาหํส.ุ ตทา ปน สตฺถา ยอ่ มประทบั อยู่ (ในท่ี) ไหน หนอ แล ในกาลนี ้ ดงั นี ้ ฯ ปอปุฏกิญฏฺญฺฐาํ ยทตฺววาสเสฺ วปูฬนวุ าเนยิกวาิหยรต.ิ รญฺโญ พิมพฺ ิสารสสฺ ก็ ในกาลนนั้ ครนั้ เมอ่ื ดถิ เี ป็นทนี่ ำ� เข้าไปใกล้ซงึ่ กาลฝน ตงั้ ใกล้แล้ว อ.พระศาสดา ประทานแล้ว ซง่ึ ปฏิญญา แก่พระราชาพระนามวา่ พิมพิสาร ยอ่ มประทบั อยู่ ในพระเวฬวุ นั ฯ ก็ โดยสมยั นนั้ อ.เจ้าลจิ ฉวี พระนามวา่ มหาลิ ผ้ทู รงบรรลแุ ล้ว เตน จ สมเยน พิมพฺ ิสารสสฺ สมาคเม พิมพฺ ิสาเรน ซงึ่ โสดาปัตตผิ ล กบั ด้วยพระเจ้าพิมพิสาร ในสมาคม ของพระเจ้า สทฺธึ โสตาปตฺตผิ ลํ ปตฺโต มหาลิ นาม ลจิ ฺฉวิ พิมพิสาร เป็นผ้ปู ระทบั นง่ั แล้ว ในสำ� นกั ของบริษัท นนั้ ยอ่ มเป็น ฯ ตสสฺ ํ ปริสาย สนฺตเิ ก นิสนิ ฺโน โหต.ิ เวสาลีวาสโิ น (อ.ชน ท.) ผ้อู ยใู่ นเมืองช่ือวา่ ไพสาลีโดยปกติ จดั แจงแล้วซงึ่ เคร่ือง มหนฺตํ ปณฺณาการํ สชฺเชตฺวา “ราชานํ พิมพฺ ิสารํ บรรณาการ อนั ใหญ่ สง่ ไปแล้ว ซงึ่ เจ้าลจิ ฉวีพระนามวา่ มหาลดิ ้วย สญฺญาเปตฺวา สตฺถารํ อิธ อาเนถาติ มหาลญิ ฺเจว นนั่ เทียว ซง่ึ บตุ รของปโุ รหิต ด้วย (ด้วยค�ำ) วา่ (อ.ทา่ น ท.) ทลู ยงั ลจิ ฺฉวึ ปโุ รหิตปตุ ฺตญฺจ ปหิณึส.ุ พระราชาพระนามวา่ พมิ พสิ าร ให้ทรงทราบด้วยดแี ล้ว จงนำ� เสดจ็ มา ซงึ่ พระศาสดา (ในที่) นี ้ดงั นี ้ฯ (อ.บคุ คล ท. ๒) เหลา่ นนั้ ไปแล้ว ถวายแล้ว ซงึ่ เครอ่ื งบรรณาการ เต คนฺตฺวา รญฺโญ ปณฺณาการํ ทตฺวา ตํ ปวตฺตึ แกพ่ ระราชา (ทลู ยงั พระราชา) ให้ทรงทราบแล้ว ซงึ่ ความเป็นไปทว่ั นิเวเทตฺวา “มหาราช สตฺถารํ อมฺหากํ นครํ เปเสถาติ นนั้ ทลู วงิ วอนแล้ว วา่ ข้าแตม่ หาราชเจ้า (อ.พระองค์ ท.) ขอจงทรง ยาจสึ .ุ ราชา “ตมุ เฺ หว ชานาถาติ น สมปฺ ฏิจฺฉิ. สง่ ไป ซงึ่ พระศาสดา สเู่ มือง ของข้าพระองค์ ท. เถิด ดงั นี ้ ฯ อ.พระราชา (ตรัสแล้ว) วา่ อ.ทา่ น ท. เทียว จงรู้ (เอง) เถิด ดงั นี ้ ไมท่ รงรับพร้อมแล้ว ฯ (อ.บคุ คล ท. ๒) เหลา่ นนั้ เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซงึ่ พระผ้มู พี ระภาคเจ้า เต ภควนฺตํ อปุ สงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ยาจสึ ุ ถวายบงั คมแล้ว ทลู วงิ วอนแล้ว วา่ ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ อ.ภยั ท. ๓ “ภนฺเต เวสาลยิ ํ ตีณิ ภยานิ อปุ ปฺ นฺนานิ, ตานิ, เกิดขนึ ้ แล้ว ในเมืองช่ือวา่ ไพสาล,ี (อ.ภยั ท.) เหลา่ นนั้ ครัน้ เม่ือ ตมุ เฺ หสุ คเตส,ุ วปู สเมสฺสนฺต,ิ เอถ ภนฺเต, คจฺฉามาติ. พระองค์ ท. เสดจ็ ไปแล้ว จกั เข้าไปสงบวเิ ศษ, ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จริญ (อ.พระองค์ ท.) ขอจงเสดจ็ มาเถิด, (อ.เรา ท.) จงไปกนั เถิด ดงั นี ้ฯ 88 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

อ.พระศาสดา ทรงสดบั แล้ว ซง่ึ ค�ำ (ของบคุ คล ท. ๒) เหลา่ นนั้ สตฺถา เตสํ วจนํ สตุ ฺวา อาวชฺชนฺโต “เวสาลยิ ํ ทรงร�ำพงึ อยู่ ทรงทราบแล้ว วา่ ครัน้ เม่ือรัตนสตู ร (อนั เรา) กลา่ วแล้ว รตนสตุ ฺเต วตุ ฺเต, สารกฺขา จกฺกวาฬานํ โกฏิสตสหสสฺ ํ ในเมืองชื่อวา่ ไพสาล,ี (อ.อาชญา) อนั เป็นไปด้วยอนั รักษาทวั่ ผริสฺสต,ิ สตุ ฺตปริโยสาเน จตรุ าสีตยิ า ปาณสหสสฺ านํ จกั แผไ่ ป ตลอดแสนแหง่ โกฏิ แหง่ จกั รวาล ท., ในกาลเป็นที่สดุ ธมมฺ าภิสมโย ภวสิ สฺ ต,ิ ตานิ ภยานิ วปู สมิสสฺ นฺตีติ ลงรอบแหง่ พระสตู ร อ.อนั รู้ตลอดเฉพาะซงึ่ ธรรม จกั มี แก่พนั แหง่ ญตฺวา เตสํ วจนํ สมปฺ ฏิจฺฉิ. สตั ว์มีปราณ ท. ๘๔, อ.ภยั ท. เหลา่ นนั้ จกั เข้าไปสงบวเิ ศษ ดงั นี ้ ทรงรับพร้อมแล้ว ซง่ึ ค�ำ (ของบคุ คล ท. ๒) เหลา่ นนั้ ฯ อ.พระราชา พระนามวา่ พิมพิสาร ทรงสดบั แล้ว วา่ ได้ยินวา่ ราชา พิมพฺ ิสาโร “สตฺถา กิร เวสาลีคมนํ อ.อนั เสดจ็ เข้าไปสเู่ มอื งชอ่ื วา่ ไพสาลี อนั พระศาสดา ทรงรบั พร้อมแล้ว สมปฺ ฏิจฺฉิตนฺติ สตุ ฺวา นคเร โฆสนํ กาเรตฺวา สตฺถารํ ดงั นี ้(ทรงยงั ราชบรุ ุษ) ให้กระท�ำแล้ว ซง่ึ อนั ป่ าวร้อง ในเมือง เสดจ็ อปุ สงฺกมิตฺวา “กึ ภนฺเต เวสาลีคมนํ สมปฺ ฏิจฺฉิตนฺติ เข้าไปเฝ้ าแล้ว ซง่ึ พระศาสดา ทลู ถามแล้ว วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ ปจุ ฺฉิตฺวา, “อาม มหาราชาติ วตุ ฺเต, “เตนหิ ภนฺเต ผ้เู จริญ อ.อนั เสดจ็ ไปสเู่ มืองชื่อวา่ ไพสาลี (อนั พระองค์ ท.) ทรงรับ อาคเมถ, ตาว มคคฺ ํ ปฏยิ าเทสสฺ ามตี ิ วตวฺ า ราชคหสสฺ พร้อมแล้ว หรือ ดงั นี,้ (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ ดกู ่อนมหาบพิตร ขอถวาย จ คงฺคาย จ อนฺตเร ปญฺจโยชนภมู ึ สมํ กาเรตฺวา พระพร (อ.อยา่ งนนั้ ) ดงั นี ้(อนั พระศาสดา) ตรัสแล้ว, กราบทลู แล้ว โยชเน โยชเน วิหารํ ปฏิยาเทตฺวา สตฺถุ คมนกาลํ วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ ถ้าอยา่ งนนั้ อ.พระองค์ ท. (ทรงยงั กาล) อาโรเจส.ิ จงให้มาเถิด, อ.หมอ่ มฉนั จกั ตระเตรียม ซงึ่ หนทาง ก่อน ดงั นี ้ (ทรงยงั ราชบรุ ุษ) ให้กระทำ� แล้ว ซง่ึ แผน่ ดนิ มโี ยชน์ ๕ เป็นประมาณ ในระหวา่ ง แหง่ เมอื งชอื่ วา่ ราชคฤห์ ด้วย แหง่ แมน่ ำ� ้ ชอ่ื วา่ คงคา ด้วย ให้เป็นธรรมชาติเสมอ ทรงตระเตรียมแล้ว ซง่ึ วหิ าร ในโยชน์ๆ กราบทลู แล้ว ซง่ึ กาลเป็นท่ีเสดจ็ ไป แก่พระศาสดา ฯ ครัง้ นนั้ อ.พระศาสดา เสดจ็ ด�ำเนินไปแล้ว สหู่ นทาง กบั อถ สตฺถา ปญฺจหิ ภิกฺขสุ เตหิ สทฺธึ มคฺคํ ด้วยร้อยแหง่ ภกิ ษุ ท. ๕ ฯ อ.พระราชา ทรงยงั ราชบรุ ุษ ให้โปรยลงแล้ว ปฏิปชฺชิ. ราชา โยชนนฺตเร โยชนนฺตเร ชนฺนกุ มตฺเต ซง่ึ ดอกไม้ ท. อนั มีสี ๕ โดยถ่องแถว (ในที่) มีเขา่ เป็นประมาณ โอธินา ปญฺจวณฺณานิ ปปุ ผฺ านิ โอกิราเปตฺวา ในระหวา่ งแหง่ โยชน์ๆ (ทรงยงั ราชบรุ ุษ) ให้ยกขนึ ้ แล้ว (ซงึ่ วตั ถุ ท.) ธชปตากกทฺทลิอาทีนิ อุสฺสาเปตฺวา ภควโต มีธงชัยและธงแผ่นผ้าและต้นกล้วยเป็ นต้น (ทรงยังราชบุรุษ) ฉตฺตาตฉิ ตฺตํ กตฺวา เทฺว เสตจฺฉตฺตานิ เอเกกสฺส ให้ทรงไว้แล้ว ซงึ่ เศวตฉตั ร ท. ๒ กระท�ำ ให้เป็นฉตั รและฉตั รซ้อน ภิกฺขโุ น เอกเมกํ เสตจฺฉตฺตํ อปุ ธาเรตฺวา สปริวาโร แก่พระผ้มู ีพระภาคเจ้า ซง่ึ เศวตฉตั ร คนั หนง่ึ ๆ แก่ภิกษุ รูปหนงึ่ ๆ ปปุ ผฺ คนฺธาทีหิ ปชู ํ กโรนฺโต สตฺถารํ เอเกกสฺมึ วิหาเร ผ้เู ป็นไปกบั ด้วยบริวาร ทรงกระทำ� อยู่ ซง่ึ การบชู า (ด้วยสกั การะ ท.) วสาเปตฺวา มหาทานานิ ทตฺวา ปญฺจหิ ทิวเสหิ มีดอกไม้และของหอมเป็นต้น ทลู ยงั พระศาสดา ให้ประทบั อยแู่ ล้ว คงคฺ าตรี ํ ปาเปตวฺ า ตตถฺ นาวํ อลงกฺ โรนโฺ ต เวสาลกิ านํ ในวหิ าร แหง่ หนงึ่ ๆ ถวายแล้ว ซง่ึ มหาทาน ท. ทรงยงั พระ สาสนํ เปเสสิ “มคฺคํ ปฏิยาเทตฺวา สตฺถุ ปจฺจคุ ฺคมนํ ศาสดา ให้เสดจ็ ถงึ แล้ว ซง่ึ ฝ่ัง แหง่ แมน่ �ำ้ ช่ือวา่ คงคา โดยวนั ท. ๕ กโรนฺตตู .ิ ทรงประดบั อยู่ ซงึ่ เรือ (ในท่ี) นนั้ ทรงสง่ ไปแล้ว ซงึ่ ขา่ วสาส์น (แก่ชน ท.) ผ้มู ีอนั อยใู่ นเมืองชื่อวา่ ไพสาลเี ป็นปกติ วา่ (อ.ชน ท.) ผ้มู ีอนั อยใู่ นเมืองชื่อวา่ ไพสาลีเป็นปกติ ตระเตรียมแล้ว ซง่ึ หนทาง จงกระท�ำ ซงึ่ อนั ต้อนรับ แก่พระศาสดา เถิด ดงั นี ้ฯ อ.ชน ท. เหลา่ นนั้ (คดิ กนั แล้ว) วา่ อ.เรา ท. จกั กระท�ำ เต “ทฺวคิ ณุ ํ ปชู ํ กริสสฺ ามาติ เวสาลยิ า จ คงฺคาย ซงึ่ การบชู าอนั คณู ด้วย ๒ ดงั นี ้ (ยงั กนั และกนั ) ให้กระท�ำแล้ว จ อนฺตเร ตโิ ยชนภมู ึ สมํ กาเรตฺวา ภควโต จตหู ิ ซง่ึ แผน่ ดนิ มีโยชน์ ๓ เป็นประมาณ ในระหวา่ งแหง่ เมืองชื่อวา่ เสตจฺฉตฺเตหิ เอเกกสสฺ ภิกฺขโุ น ทฺวีหิ ทฺวีหิ ไพสาลี ด้วย แหง่ แมน่ �ำ้ ชื่อวา่ คงคา ด้วย ให้เป็นธรรมชาตเิ สมอ เสตจฺฉตฺเตหิ ฉตฺตาตฉิ ตฺตานิ สชฺเชตฺวา ปชู ํ กรุ ุมานา จดั แจงแล้ว ซง่ึ ฉตั รและฉตั รซ้อน ท. ด้วยเศวตฉตั ร ท. ๔ แกพ่ ระผ้มู ี อาคนฺตฺวา คงฺคาย ตีเร อฏฺฐสํ .ุ พระภาคเจ้า ด้วยเศวตฉตั ร ท. ๒ ๒ แก่ภิกษุ รูปหนงึ่ ๆ กระท�ำอยู่ ซงึ่ การบชู า มาแล้ว ได้ยืนแล้ว ที่ฝ่ัง แหง่ แมน่ �ำ้ ชื่อวา่ คงคา ฯ ผลติ ส่อื การเรียนรู้ โดยโรงเรียนพระปริยัติธรรม วดั พระธรรมกาย 89 www.kalyanamitra.org

อ.พระเจ้าพมิ พสิ าร (ทรงยงั ราชบรุ ุษ) ให้ขนานแล้ว ซง่ึ เรือ ท. ๒ พิมพฺ ิสาโร เทฺว นาวา สงฺฆาเฏตฺวา มณฺฑปํ (ทรงยงั ราชบรุ ุษ) ให้กระท�ำแล้ว ซงึ่ ปะร�ำ (ทรงยงั ราชบรุ ุษ) กาเรตวฺ า ปปุ ผฺ ทามาทหี ิ อลงกฺ าราเปตวฺ า สพพฺ รตนมยํ ให้ประดบั แล้ว (ด้วยสกั การะ ท.) มีพวงแหง่ ดอกไม้เป็นต้น พทุ ฺธาสนํ ปญฺญาเปส.ิ (ทรงยงั ราชบรุ ุษ) ให้ปลู าดแล้ว ซง่ึ พทุ ธอาสน์ อนั เป็นวิการ แหง่ รัตนะทงั้ ปวง ฯ อ.พระผ้มู ีพระภาคเจ้า ประทบั นงั่ แล้ว (บนพทุ ธอาสน์) นนั้ ฯ ภควา ตสฺมึ นิสที ิ. ภิกฺขปู ิ นาวํ อภิรูหิตฺวา แม้ อ.ภิกษุ ท. ขนึ ้ เฉพาะแล้ว สเู่ รือ นงั่ แวดล้อม แล้ว ซงึ่ พระผ้มู ี ภควนฺตํ ปริวาเรตฺวา นิสีทสึ .ุ ราชา อนคุ จฺฉนฺโต พระภาคเจ้า ฯ อ.พระราชา เสดจ็ ไปตามอยู่ ทรงข้ามลงแล้ว คลปปฺ มาณํ อทุ กํ โอตริตฺวา “ยาว ภนฺเต ภควา สนู่ �ำ้ มีพระศอเป็นประมาณ กราบทลู แล้ว วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ อาคจฺฉต,ิ ตาวาหํ อิเธว คงฺคาตีเร วสสิ ฺสามีติ ผ้เู จริญ อ.พระผ้มู ีพระภาคเจ้า จะเสดจ็ มา เพียงใด, อ.หมอ่ มฉนั วตฺวา นาวํ อยุ ฺโยเชตฺวา นิวตฺต.ิ จกั อยู่ ที่ฝ่ังแหง่ แมน่ �ำ้ ช่ือวา่ คงคา (ในที่) นีน้ น่ั เทียว เพียงนนั้ ดงั นี ้ ทรงสง่ ไปแล้ว ซงึ่ เรือ เสดจ็ กลบั แล้ว ฯ อ.พระศาสดา เสดจ็ ไปแล้ว ในแมน่ ำ� ้ ชอื่ วา่ คงคา สนิ ้ หนทางไกล สตฺถา โยชนมตฺตํ อทฺธานํ คงฺคาย คนฺตฺวา มีโยชน์เป็นประมาณ เสดจ็ ถงึ แล้ว ซง่ึ แดน (ของชน ท.) ผ้มู ีอนั อยู่ เวสาลกิ านํ สมี ํ ปาปณุ ิ. ลจิ ฺฉวิราชาโน สตฺถารํ ในเมืองชื่อวา่ ไพสาลีเป็นปกติ ฯ อ.เจ้าลจิ ฉวี ท. ทรงต้อนรับแล้ว ปจฺจคุ ฺคนฺตฺวา คลปปฺ มาณํ อทุ กํ ปวสิ ติ ฺวา นาวํ ตีรํ ซง่ึ พระศาสดา เสดจ็ เข้าไปแล้ว สนู่ �ำ้ มีพระศอเป็นประมาณ อปุ เนตฺวา สตฺถารํ นาวาโต โอตารยสึ .ุ ทรงนำ� เข้าไปแล้ว ซงึ่ เรือ สฝู่ ่ัง ทลู ยงั พระศาสดา ให้เสดจ็ ข้ามลงแล้ว จากเรือ ฯ ครัน้ เม่ือฝ่ังแหง่ แมน่ �ำ้ เป็นท่ีสกั วา่ อนั พระศาสดา เสดจ็ ข้าม สตฺถารา อตุ ฺตริตฺวา นทีตีเร อกฺกนฺตมตฺเตเยว, ขนึ ้ แล้ว ทรงเหยียบแล้วนน่ั เทียว (มีอย)ู่ , อ.มหาเมฆ ตงั้ ขนึ ้ แล้ว ชมนหฺนาเกุ มปโปฆฺ มาอณฏุ ฺอฐหรุ ุปิตปฺฺวามาณโปกกฏฺขิปรวปฺ สมฺสาํ ณวาสทฺสีน.ิ ิ สพฺพตฺถ ยงั ฝนโปกขรพรรษ ให้ตกแล้ว ฯ อ.น�ำ้ ท. มีเขา่ เป็นประมาณและ- อทุ กานิ มีขาออ่ นเป็นประมาณและมีสะเอวเป็นประมาณเป็นต้น (ในที่ ท.) สนฺทนฺตานิ สพฺพกณุ ปานิ คงฺคายํ ปเวสยสึ .ุ ปริสทุ ฺโธ ทงั้ ปวง ไหลไปอยู่ ยงั ซากศพทงั้ ปวง ท. ให้เข้าไปแล้ว ในแมน่ �ำ้ ภมู ิภาโค อโหส.ิ ชื่อวา่ คงคา ฯ อ.สว่ นแหง่ แผน่ ดนิ เป็นสว่ นหมดจดรอบแล้ว ได้เป็นแล้ว ฯ อ.เจ้าลจิ ฉวี ท. ทลู ยงั พระศาสดา ให้ประทบั อยแู่ ล้ว ในโยชน์ๆ ลจิ ฺฉวริ าชาโน สตฺถารํ โยชเน โยชเน วสาเปตฺวา ถวายแล้ว ซง่ึ มหาทาน ท. ทรงกระทำ� อยู่ ซง่ึ การบชู า อนั คณู ด้วย ๒ มหาทานานิ ทตฺวา ทฺวิคณุ ํ ปชู ํ กโรนฺตา ตีหิ ทิวเสหิ น�ำเสดจ็ ไปแล้ว สเู่ มืองชื่อวา่ ไพสาลี โดยวนั ท. ๓ ฯ อ.ท้าวสกั กะ เวสาลึ นยสึ .ุ สกฺโก เทวราชา เทวคณปริวโุ ต อคมาส.ิ ผ้พู ระราชาแหง่ เทพ ผ้อู นั หมแู่ หง่ เทพแวดล้อมแล้ว ได้เสดจ็ ไปแล้ว ฯ อ.อมนษุ ย์ ผท้มู .ีศกั ดหิใ์ นหีไญปแ่ ลฯ้ว โดยมาก เพราะอนั ประชมุ มเหสกฺขานํ เทวตานํ สนฺนิปาเตน อมนสุ ฺสา แหง่ เทวดา ท. อ.พระศาสดา ประทบั ยืนแล้ว เยภยุ ฺเยน ปลายสึ .ุ สตฺถา สายํ นครทฺวาเร ฐตฺวา ณ ประตแู หง่ เมือง ในเวลาเยน็ ตรัสเรียกมาแล้ว ซงึ่ พระเถระ อานนฺทตฺเถรํ อามนฺเตสิ “อิมํ อานนฺท รตนสตุ ฺตํ ชอ่ื วา่ อานนท์ (ด้วยพระดำ� รสั ) วา่ ดกู อ่ นอานนท์ (อ.เธอ) เรียนเอาแล้ว อคุ ฺคณฺหิตฺวา ลจิ ฺฉวกิ มุ าเรหิ สทฺธึ วิจรนฺโต เวสาลยิ ํ ซง่ึ รัตนสตู ร นี ้ เที่ยวไปอยู่ กบั ด้วยพระกมุ ารของเจ้าลจิ ฉวี ท. ตณิ ฺณํ ปาการานํ อนฺตเร ปริตฺตํ กโรหีต.ิ จงกระท�ำ ซงึ่ พระปริตร ในระหวา่ ง แหง่ ก�ำแพง ท. ๓ ในเมือง ช่ือวา่ ไพสาลี ดงั นี ้ฯ 90 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

อ.พระเถระ เรียนเอาแล้ว ซงึ่ รัตนสตู ร อนั อนั พระศาสดา เถโร สตฺถารา ทินฺนํ รตนสตุ ฺตํ อคุ ฺคณฺหิตฺวา ประทานแล้ว ถอื เอา ซง่ึ นำ� ้ ด้วยบาตรอนั เป็นวกิ ารแหง่ หนิ ของพระ สตฺถุ เสลมยปตฺเตน อทุ กํ อาทาย นครทฺวาเร ศาสดา ยนื แล้ว ณ ประตแู หง่ เมอื ง, ระลกึ ถงึ แล้ว ซงึ่ พระพทุ ธคณุ ท. โิ ต, ปณิธานโต ปฏทฺ ฐสาย ตถาคตสสฺ “ทส ปารมิโย เหลา่ นี ้ แม้ทงั้ ปวง คอื ซง่ึ บารมี ท. ๓๐ ถ้วน คอื อ.บารมี ท. ๑๐ ทส อปุ ปารมิโย ปรมตฺถปารมิโยติ สมตสึ อ.อปุ บารมี ท. ๑๐ อ.ปรมตั ถบารมี ท. ๑๐ ซง่ึ มหาบริจาค ท. ๕ ปารมิโย ปญฺจ มหาปริจฺจาเค “โลกตฺถจริยา ซง่ึ จริยา ท. ๓ คอื อ.โลกตั ถจริยา อ.ญาตตั ถจริยา อ.พทุ ธตั ถจริยา ญาตตฺถจริยา พทุ ฺธตฺถจริยาติ ตสิ โฺ ส จริยาโย ซงึ่ อนั เสดจ็ ก้าวลงสพู่ ระครรภ์ ในภพมใี นภายหลงั ซงึ่ การประสตู ิ ซงึ่ ปจฺฉิมภเว คพฺภาวกฺกนฺตึ ชาตึ อภินิกฺขมนํ อนั เสดจ็ ออกเพอื่ คณุ อนั ยง่ิ ซง่ึ อนั ทรงประพฤตซิ ง่ึ ความเพยี ร ซงึ่ ปธานจริยํ โพธิปลลฺ งฺเก มารวิชยํ สพฺพญฺญตุ ญาณป-ฺ อนั ทรงชนะวเิ ศษซง่ึ มาร ซงึ่ อนั ทรงรู้ตลอดซง่ึ พระสพั พญั ญตุ ญาณ ปฏิเวธํ ธมมฺ จกฺกปปฺ วตฺตนํ นว โลกตุ ฺตรธมเฺ มติ ที่บัลลังก์เป็ นที่ตรัสรู้ ซึ่งอันทรงยังธรรมจักรให้เป็ นไปทั่ว สพฺเพปิ เม พทุ ฺธคเุ ณ อาวชฺชิตฺวา นครํ ปวิสติ ฺวา ซงึ่ โลกตุ รธรรม ท. ๙ ของพระตถาคตเจ้า จ�ำเดมิ แตค่ วามเพียร ตยิ ามรตฺตึ ตีสุ ปาการนฺตเรสุ ปริตฺตํ กโรนฺโต วิจริ. เป็นเคร่ืองตงั้ ไว้ก่อน เข้าไปแล้ว สเู่ มือง เที่ยว กระท�ำอยู่ แล้ว เตน “ยงฺกิญฺจีติ วตุ ฺตมตฺเตเยว, อทุ ฺธํ ขิตฺตํ อทุ กํ ซง่ึ พระปริตร ในระหวา่ งแหง่ ก�ำแพง ท. ๓ ตลอดราตรีมียาม ๓ อมนสุ ฺสานํ อปุ ริ ปต.ิ เป็นประมาณ ฯ (ครนั้ เมอ่ื คำ� ) วา่ ยงกฺ ญิ ฺจิ ดงั นเี ้ป็นต้น เป็นคำ� สกั วา่ (อนั พระเถระ) นนั้ กลา่ วแล้วนน่ั เทยี ว (มอี ย)ู่ , อ.นำ� ้ อนั อนั พระเถระ ซดั ไปแล้ว ในเบือ้ งบน ตกแล้ว ในเบือ้ งบน แหง่ อมนษุ ย์ ท. ฯ อ.หยาดแหง่ น�ำ้ ท. ราวกะ อ.เทริดอนั เป็นวิการแหง่ เงิน ท. “ยานีธ ภูตานีติ คาถากถนโต อคุ ปฺคฏนฺ ฐฺตาฺวยา พงุ่ ขนึ ้ ไปแล้ว ในอากาศ ตกแล้ว ในเบือ้ งบน แหง่ มนษุ ย์ท. รชตวฏํสกา วิย อทุ กพินฺทนู ิ อากาเส ผ้เู ป็นไข้ จำ� เดมิ แตอ่ นั กลา่ วซง่ึ คาถา วา่ ยานธี ภตู านิ ดงั นเี ้ป็นต้น ฯ คลิ านานํ มนสุ ฺสานํ อปุ ริ ปตสึ .ุ ตาวเทว วปู สนฺตโรคา อ.มนษุ ย์ ท. มีโรคอนั เข้าไปสงบวิเศษแล้ว ในขณะนนั้ นนั่ เทียว มนสุ ฺสา อฏุ ฺฐาย เถรํ ปริวาเรส.ํุ ลกุ ขนึ ้ แล้ว แวดล้อมแล้ว ซง่ึ พระเถระ ฯ ก็ อ.อมนษุ ย์ ท. ผู้ อนั หยาดแหง่ น�ำ้ ท. ถกู ต้องแล้ว ๆ ไมห่ นี ปผฏุเทฺฐสา“ายทงผฺกีนฏุ ิญิฺฐาฺจนีติสิปสฺ วติพุ ตุ าฺเฺตพปอทอมโปนตลสุ ปาฺสยฏานฺฐฺตาเตยานปสนงเตฺกอนาทุรกกทฏูผฺวภสุ าิตเิ เตรฺตหน-ิ ิ ไปอยู่ ในกาลก่อน ผ้อู าศยั แล้ว (ซง่ึ ท่ี ท.) มีกองแหง่ หยากเย่ือและ สว่ นแหง่ ฝาเป็นต้น หนีไปแล้ว โดยประตู นนั้ ๆ จ�ำเดมิ แตบ่ ท วา่ ยงฺกิญฺจิ ดงั นีเ้ป็นต้น อนั พระเถระ กลา่ วแล้ว ฯ อ.ประตู ท. เป็น ปลายสึ .ุ ทฺวารานิ อโนกาสานิ อเหสํ.ุ เต โอกาสํ ที่ไมม่ ีโอกาส ได้เป็นแล้ว ฯ (อ.อมนษุ ย์ ท.) เหลา่ นนั้ ไมไ่ ด้อยู่ อลภนฺตา ปาการํ ภินฺทิตฺวา ปลายสึ .ุ มหาชโน ซง่ึ โอกาส ท�ำลายแล้ว ซง่ึ ก�ำแพง หนีไปแล้ว ฯ อ.มหาชน เข้าไป นครมชฺเฌ สณฺฐาคารํ สพฺพคนฺเธหิ อปุ ลมิ ปฺ ิ ตฺวา ไล้ทาแล้ว ซงึ่ ท้องพระโรง ในทา่ มกลางแหง่ เมือง ด้วยของหอม อปุ ริ สวุ ณฺณตารกาทิวิจิตฺตํ วติ านํ พนฺธิตฺวา ทงั้ ปวง ท. ผกู แล้ว ซง่ึ เพดาน อนั งดงามด้วยเครื่องประดบั พทุ ฺธาสนํ ปญฺญาเปตฺวา สตฺถารํ อาเนส.ิ มีดาวอนั เป็นวกิ ารแหง่ ทองเป็นต้น ในเบือ้ งบน ปลู าดแล้ว ซงึ่ พทุ ธอาสน์ น�ำเสดจ็ มาแล้ว ซง่ึ พระศาสดา ฯ อ.พระศาสดา ประทบั นงั่ แล้ว บนอาสนะอนั บคุ คลปลู าดแล้ว ฯ สตฺถา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ. ภิกฺขสุ งฺโฆปิ แม้ อ.หมแู่ หง่ ภิกษุ แม้ อ.หมแู่ หง่ เจ้าลจิ ฉวี นง่ั แวดล้อมแล้ว ลจิ ฺฉวคิ โณปิ สตฺถารํ ปริวาเรตฺวา นิสีทิ. สกฺโกปิ ซง่ึ พระศาสดา ฯ แม้ อ.ท้าวสกั กะ ผ้พู ระราชาแหง่ เทพ ผ้อู นั หมู่ เทวราชา เทวคณปริวโุ ต ปฏิรูเป โอกวาปู เสสนอฺตฏโฺรฐเาคสน.ิ แหง่ เทพแวดล้อมแล้ว ไปประทบั ยืนแล้ว ในโอกาส อนั สมควร ฯ เถโรปิ สกลนครํ อนวุ จิ ริตฺวา แม้ อ.พระเถระ เท่ียวไปตามลำ� ดบั แล้ว ตลอดเมืองทงั้ สนิ ้ มหาชเนน สทฺธึ อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิสีทิ. มาแล้ว กบั ด้วยมหาชน ผ้มู ีโรคอนั เข้าไปสงบวเิ ศษ ถวายบงั คม แล้ว ซง่ึ พระศาสดา นง่ั แล้ว ฯ ผลิตส่ือการเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยัติธรรม วดั พระธรรมกาย 91 www.kalyanamitra.org

อ.พระศาสดา ทรงแลดแู ล้ว ซงึ่ บริษัท ได้ตรัสแล้ว ซง่ึ รัตนสตู ร สตฺถา ปริสํ โอโลเกตฺวา ตเทว รตนสตุ ฺตํ อภาส.ิ นนั้ นน่ั เทียว ฯ ในกาลเป็นท่ีสดุ ลงแหง่ เทศนา อ.อนั รู้ตลอดเฉพาะ เทสนาวสาเน จตรุ าสตี ยิ า ปาณสหสสฺ านํ ธมมฺ าภสิ มโย ซง่ึ ธรรม ได้มีแล้ว แก่พนั แหง่ สตั ว์มีปราณ ท. ๘๔ ฯ (อ.พระศาสดา) อโหส.ิ เอวํ “ปนุ ทิวเสปิ ปนุ ทิวเสปี ติ สตฺตาหํ ตเทว ทรงแสดงแล้ว ซงึ่ รัตนสตู ร นนั้ นนั่ เทียว ตลอดวนั ๗ คือ แม้ใน รตนสตุ ฺตํ เทเสตฺวา สพฺพภยานํ วปู สนฺตภาวํ ญตฺวา วนั รุ่งขนึ ้ แม้ในวนั รุ่งขนึ ้ อยา่ งนี,้ ทรงทราบแล้ว ซง่ึ ความที่ แหง่ ภยั ลจิ ฺฉวคิ ณํ อามนฺเตตฺวา เวสาลโิ ต นิกฺขมิ. ทงั้ ปวง ท. เป็นภยั เข้าไปสงบวเิ ศษแล้ว ตรัสเตือนแล้ว ซงึ่ หมแู่ หง่ เจ้าลจิ ฉวี เสดจ็ ออกไปแล้ว จากเมืองชื่อวา่ ไพสาลี ฯ อ.เจ้าลจิ ฉวี ท. กระท�ำอยู่ ซงึ่ สกั การะ อนั คณู ด้วย ๒ น�ำเสดจ็ ลจิ ฺฉวริ าชาโน ทฺวิคณุ ํ สกฺการํ กโรนฺตา ปนุ ตีหิ ไปแล้ว ซง่ึ พระศาสดา สฝู่ ั่งแหง่ แมน่ ำ� ้ ชอื่ วา่ คงคา โดยวนั ท. ๓ อกี ฯ ทิวเสหิ สตฺถารํ คงฺคาตีรํ นยสึ .ุ คงฺคาย นิพฺพตฺตา อ.นาคราช ท. ผ้บู งั เกิดแล้ว ในแมน่ �ำ้ ช่ือวา่ คงคา คดิ กนั แล้ววา่ นาคราชาโน จินฺตยสึ ุ “มนสุ ฺสา ตถาคตสสฺ สกฺการํ อ.มนษุ ย์ ท. ยอ่ มกระท�ำ ซง่ึ สกั การะ แก่พระตถาคตเจ้า, อ.เรา ท. กโรนฺต,ิ มยํ กึ นุ กโรมาต.ิ จะกระท�ำ ซงึ่ อะไร หนอ ดงั นี ้ฯ (อ.นาคราช ท.) เหลา่ นนั้ เนรมิตแล้ว ซง่ึ เรือ ท. อนั เป็นวิการ เต สวุ ณฺณรชตมณิมยา นาวาโย มาเปตฺวา แหง่ ทองและเงินและแก้วมณี จดั ตงั้ แล้ว ซง่ึ บลั ลงั ก์ ท. อนั เป็น สุวณฺณรชตมณิมเย ปลฺลงฺเก ปญฺญาเปตฺวา วิการแหง่ ทองและเงินและแก้วมณี กระท�ำแล้ว ซง่ึ น�ำ้ อนั ดาดาษ ปญฺจวณฺณปทมุ สญฺฉนฺนํ อทุ กํ กตฺวา “ภนฺเต แล้วด้วยดอกปทมุ อนั มีสี ๕ ทลู วงิ วอนแล้ว ซงึ่ พระศาสดา อมหฺ ากํปิ อนคุ ฺคหํ กโรถาติ อตฺตโน อตฺตโน นาวํ เพ่ือประโยชน์แก่อันเสด็จขึน้ เฉพาะ สู่เรือ ของตนๆ ว่า อภิรุหณตฺถาย สตฺถารํ ยาจสึ .ุ ข้าแตพ่ ระองค์ผ้เู จริญ (อ.พระองค์ ท.) ขอจงทรงกระท�ำ ซง่ึ อนั ทรง อนเุ คราะห์ แม้แก่ข้าพระองค์ ท. เถิด ดงั นี ้ฯ อ.มนษุ ย์ ท. ด้วย อ.นาค ท. ด้วย ยอ่ มกระท�ำ ซงึ่ การบชู า มนสุ สฺ า จ นาคา จ ตถาคตสสฺ ปชู ํ กโรนฺต.ิ แก่พระตถาคตเจ้า ฯ อ.เทวดาทงั้ ปวง ท. กระท�ำ ซง่ึ เทพผ้ดู �ำรงอยู่ ตอ“มกตยนฺถํ ิฏกฺฐึนพนาฺรุคหกาฺมโรโมลโยากตชานิ ภิกมุาสนมฺ พิฏฺพฺฐฉเกทตเวฺตทตาเวาตฉิ อตาสฺตทกาึ ฺกนกาิ ตรํอฺวกุาฺขกยิปราึึสสว..ุุ ที่ภาคพืน้ ท. ให้เป็นต้น เพียงใด แตพ่ รหมโลกช่ือวา่ อกนิฏฐะ กระท�ำแล้ว ซง่ึ สกั การะ (ด้วยความคดิ ) วา่ อ.เรา ท. จะกระท�ำ ซงึ่ อะไร หนอ ดงั นี ้ ฯ ในมนษุ ย์และอมนษุ ย์ ท. เหลา่ นนั้ หนา อ.นาค ท. ยกขนึ ้ แล้ว ซงึ่ ฉตั รและฉตั รซ้อน ท. อนั ประกอบแล้ว ด้วยโยชน์ ฯ อ.ฉตั รและฉตั รซ้อน ท. เป็นฉตั ร (อนั มนษุ ย์และอมนษุ ย์ ท.) คอื เปทพวฺพตเตาอตาวทิํ ีสนเหุาฏภคฺฐมุภามฺวนฏนฺํฐากอคเาทาทวึ ตภกามู ติตฺวอเานลฺตจลมกกินฺกฺเสุวขสฺาฬาอาปกรรุกาิยฺขสนคฏฺเตฺจฐนฺฉก อ.นาค ท. ในภายใต้ อ.มนษุ ย์ ท. บนพืน้ แหง่ แผน่ ดนิ อ.เทวดา- ผ้ดู �ำรงอยทู่ ่ีภาคพืน้ ท. (ในสว่ น ท.) มีต้นไม้และกอไม้และภเู ขา เป็นต้น อ.เทวดาผ้ดู �ำรงอยใู่ นอากาศ ท. ในอากาศเป็นที่เหน็ ยาว พฺรหฺมโลกา ฉตฺตาติฉตฺตานิ อสุ ฺสาปิ ตานิ อเหส.ํุ ซงึ่ รูปในระหวา่ ง ให้ยกขนึ ้ แล้ว กระท�ำ ซง่ึ ภพแหง่ นาค ให้เป็นต้น เพียงใด แตพ่ รหมโลก โดยที่สดุ รอบแหง่ จกั รวาล ได้เป็นแล้ว ด้วยประการฉะนี ้ฯ อ.ธง ท. (ได้มีแล้ว) ในระหวา่ งแหง่ ฉตั ร ท., อ.ธงแผน่ ผ้า ท. ฉตฺตนฺตเรสุ ธชา, ธชนฺตเรสุ ปตากา, เตสํ (ได้มีแล้ว) ในระหวา่ งแหง่ ธง ท., อ.สกั การะมีพวงแหง่ ดอกไม้และ อนตฺ รนตฺ รา ปปุ ผฺ ทามวาสจณุ ณฺ ธปู าทสิ กกฺ าโร อโหส.ิ จณุ เป็นเคร่ืองอบและธปู เป็นต้น ได้มีแล้ว ในระหวา่ งๆ (แหง่ ธง ท.) สพพฺ าลงกฺ ารปฏมิ ณฑฺ ติ า เทวปตุ ตฺ า ฉณเวสํ คเหตวฺ า เหลา่ นนั้ ฯ อ.เทพบตุ ร ท. ผ้ปู ระดบั เฉพาะแล้วด้วยเครื่องอลงั การ อคุ ฺโฆสยมานา อากาเส วจิ รึส.ุ ทงั้ ปวง ถือเอาแล้ว ซงึ่ เพศแหง่ บคุ คลผ้เู ลน่ ซง่ึ มหรสพ เท่ียวป่ าว- ร้องอยแู่ ล้ว ในอากาศ ฯ ได้ยินวา่ อ.สมาคม ท. ๓ นนั่ เทียว คือ อ.สมาคมในเพราะ- ตโยเอว กิร สมาคมา มหนฺตา อเหสํุ ยมกปาฏิหารย์ อ.สมาคมในเพราะอันเสด็จลงจากเทวโลก “ยมกปาฏิหาริยสมาคโม เทโวโรหณสมาคโม อยํ อ.สมาคมในเพราะอนั เสดจ็ ลงสแู่ มน่ ำ� ้ ชอื่ วา่ คงคานี ้ เป็นสมาคมใหญ่ คงฺโคโรหณสมาคโมต.ิ ได้เป็นแล้ว ฯ 92 ธรรมบทภาคท่ี ๗ สองภาษา แปลโดยพยญั ชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

แม้ อ.พระเจ้าพมิ พสิ าร ทรงจดั แจงแล้ว ซงึ่ สกั การะ อนั คณู ด้วย ปรตีเร พิมพฺ ิสาโรปิ ลจิ ฺฉวีหิ กตสกฺการโต ๒ แตส่ กั การะอนั เจ้าลจิ ฉวี ท. ทรงกระท�ำแล้ว ได้ประทบั ยืนแล้ว ทฺวคิ ณุ ํ สกฺการํ สชฺเชตฺวา ภควโต อาคมนํ ทอดพระเนตรอยู่ ซง่ึ อนั เสดจ็ มา แหง่ พระผ้มู พี ระภาคเจ้า ทฝี่ ่ังอน่ื ฯ รอาทุ ชิกนู ฺขํ มมาโหนนฺตอํ ฏฺปฐาริสจฺจ.ิ าสคตํ ฺถโาอโลคเงกฺคตาฺวยา อโุ ภสุ ปสฺเสสุ อ.พระศาสดา ทรงแลดแู ล้ว ซงึ่ การบริจาค อนั ใหญ่ ของพระราชา ท. นาคาทีนญฺจ ในข้าง ท. ทงั้ ๒ ของแมน่ �ำ้ ชื่อวา่ คงคา ด้วย ทรงทราบแล้ว อชฺฌาสยํ วิทิตฺวา เอเกกาย นาวาย ปญฺจปญฺจ- ซง่ึ อธั ยาศยั (ของอมนษุ ย์ ท.) มีนาคเป็นต้น ด้วย ทรงเนรมิตแล้ว ภิกฺขสุ ตปริวารํ เอเกกํ นิมมฺ ิตพทุ ฺธํ มาเปส.ิ ซงึ่ พระพทุ ธเนรมิต องค์หนง่ึ ๆ มีร้อยแหง่ ภิกษุ ห้า ห้า เป็นประมาณ เป็นบริวาร ในเรือ ลำ� หนงึ่ ๆ ฯ (อ.พระพทุ ธเนรมิต) นนั้ ผ้อู นั หมแู่ หง่ นาคแวดล้อมแล้ว เป็นผู้ โส เอเกกสฺส เสตจฺฉตฺตสสฺ เจว กปปฺ รุกฺขสฺส จ ประทบั นงั่ แล้ว ในภายใต้ แหง่ เศวตฉตั ร คนั หนง่ึ ๆ ด้วยนนั่ เทียว สโมหปาตลริิว.าาปรปุภํ ผฺุมเทอฺมาเฏกมฺ ฐกสกํ ฺสเนทิมจวมฺ ตเหิตาพฏทฺฐทุีสาฺธุปํ ินมาาคเอเคปเณกส.ิกปสรฺิมวโุึ ต นิสนิ ฺโน แหง่ ต้นกลั ปพฤกษ์ (ต้นหนง่ึ ๆ) ด้วย แหง่ พวงแหง่ ระเบียบและ โอกาเส ดอกไม้ (พวงหนง่ึ ๆ) ด้วย ยอ่ มเป็น ฯ (อ.พระผ้มู ีพระภาคเจ้า) ทรงเนรมิตแล้ว ซงึ่ พระพทุ ธเนรมิต องค์หนง่ึ ๆ อนั เป็นไปกบั ด้วยบริวาร ในโอกาส หนงึ่ ๆ (ในเทวดา ท.) แม้มีเทวดาผ้ดู �ำรงอยู่ ท่ีภาคพืน้ เป็นต้น ฯ ครัน้ เมื่อห้องแห่งจักรวาฬทัง้ สิน้ เป็ นราวกะว่า มีมหรสพ เอวํ สกลจกฺกวาฬคพฺเภ เอกสุ ฺสเว เอกจฺฉเณ วิย อนั เดยี วกนั ด้วย เป็นราวกะวา่ มกี ารละเลน่ อนั เดยี วกนั ด้วยเกดิ แล้ว จ ชาเต, นาคานํ อนคุ ฺคหํ กโรนฺโต เอกํ รตนนาวํ อยา่ งน,ี ้ (อ.พระศาสดา) เมอ่ื ทรงกระทำ� ซง่ึ การอนเุ คราะห์ แกน่ าค ท. อภิรุหิ. ภิกฺขสู ปุ ิ เอเกโก เอเกกเมว อภิรุหิ. เสดจ็ ขนึ ้ เฉพาะแล้ว สเู่ รืออนั เป็นวกิ ารแหง่ รัตนะ ล�ำหนง่ึ ฯ แม้ในภิกษุ ท. หนา (อ.ภิกษุ) รูปหนง่ึ ๆ ขนึ ้ แล้ว (สเู่ รือ) ลำ� หนงึ่ ๆ นนั่ เทียว ฯ อ.นาคราช ท. ยงั หมแู่ หง่ ภิกษุ มีพระพทุ ธเจ้าเป็นประมขุ นาคราชาโน พทุ ฺธปปฺ มขุ ํ ภิกฺขสุ งฺฆํ นาคภวนํ ให้เข้าไปแล้ว สภู่ พแหง่ นาค ฟังแล้ว ซงึ่ ธรรมกถา ในส�ำนกั ของ ปเวเสตฺวา สพฺพรตฺตึ สตฺถุ สนฺตเิ ก ธมมฺ กถํ สตุ ฺวา พระศาสดา ตลอดราตรีทงั้ ปวง องั คาสแล้ว ซงึ่ หมแู่ หง่ ภิกษุ ทตุ ยิ ทิวเส ทิพฺเพน ขาทนีเยน โภชนีเยน พทุ ฺธปปฺ มขุ ํ มีพระพทุ ธเจ้าเป็นประมขุ ด้วยของอนั บคุ คลพงึ เคีย้ ว ด้วยของ ภิกฺขสุ งฺฆํ ปริวสิ สึ .ุ อนั บคุ คลพงึ บริโภค อนั เป็นทิพย์ ในวนั ท่ี ๒ ฯ อ.พระศาสดา ทรงกระทำ� แล้ว ซง่ึ การอนโุ มทนา เสดจ็ ออกแล้ว สตฺถา อนโุ มทนํ กตฺวา นาคภวนา นิกฺขมิตฺวา จากภพแหง่ นาค อนั เทวดาในจกั รวาลทงั้ สนิ ้ ท. ทรงบชู าอยู่ สกลจกฺกวาฬเทวตาหิ ปชู ิยมาโน ปญฺจหิ นาวสเตหิ เสดจ็ ก้าวลว่ งแล้ว ซงึ่ แมน่ �ำ้ ช่ือวา่ คงคา ด้วยร้อยแหง่ เรือ ท. ๕ ฯ คงฺคานทึ อตกิ ฺกมิ. ราชา ปจฺจคุ ฺคนฺตฺวา สตฺถารํ อ.พระราชา ทรงต้อนรบั แล้ว (ทลู ยงั พระศาสดา) ให้เสดจ็ ข้ามลงแล้ว นาวาโต โอตาเรตฺวา อาคมนกาเล ลจิ ฺฉวีหิ จากเรือ ทรงกระท�ำแล้ว ซง่ึ สกั การะ อนั คณู ด้วย ๒ แตส่ กั การะ กตสกฺการโต ทฺวคิ ณุ ํ สกฺการํ กตฺวา ปรุ ิมนเยเนว อนั เจ้าลจิ ฉวี ท. ทรงกระทำ� แล้ว ในกาลเป็นทเี่ สดจ็ มา นำ� เสดจ็ มาแล้ว ปญฺจหิ ทิวเสหิ ราชคหํ อาเนส.ิ สเู่ มืองช่ือวา่ ราชคฤห์ โดยวนั ท. ๕ ตามนยั มีในก่อนนน่ั เทียว ฯ ในวนั ที่ ๒ อ.ภิกษุ ท. ผ้กู ้าวกลบั แล้วจากบณิ ฑบาต ผ้นู ง่ั พร้อม ทตุ ยิ ทวิ เส ภกิ ขฺ ู ปิณฑฺ ปาตปฏกิ กฺ นตฺ า สายณหฺ - กนั แล้ว ในโรงเป็นท่ีกลา่ วกบั ด้วยการแสดงซงึ่ ธรรม ในสมยั คือ สพมทุ เฺธยานธํมอมฺ าสนภภุ าายโวํ ,สอนโฺนหิสสนิ ตฺนฺถารกิ เถทํวสมมนฏุ สุ ฺฐฺสาาเปนสํ ปํุ ส“ าอโโทห; เวลาเยน็ แหง่ วนั ยงั วาจาเป็นเคร่ืองกลา่ ว ให้ตงั้ ขนึ ้ พร้อมแล้ว วา่ สจมตอลฏํ ฺฐโภยมูชนึ กมตคฺวฺเคา โอ อ.อานภุ าพ ของพระพทุ ธเจ้า ท. โอ! อ.ความเลอ่ื มใส ในพระ คงฺคาย นาม โอรโต จ ปารโต ศาสดา แหง่ เทพและมนษุ ย์ ท. อ.ดอกไม้ ท. มีสีตา่ งๆ อนั พระ พทุ ฺธคเตน ปสาเทน ราชหู ิ ราชา ท. ทรงกระท�ำแล้ว ซงึ่ แผน่ ดนิ ให้เป็นธรรมชาตมิ ีพืน้ อนั เสมอ ผลิตสื่อการเรียนรู้ โดยโรงเรยี นพระปริยตั ิธรรม วัดพระธรรมกาย 93 www.kalyanamitra.org

ทรงเกลีย่ เเล้ว ซง่ึ ทราย ท. ทรงลาดแล้ว โดยถ่องแถว มีเขา่ เป็น วาลุกา โอกิริตฺวา ชนฺนุมตฺเตน โอธินา ประมาณ ในหนทางมีโยชน์ ๘ เป็นประมาณ แตฝ่ ่ังในด้วย นานาวณฺณานิ ปปุ ผฺ านิ สนฺถตานิ, คงฺคาย อทุ กํ แตฝ่ ่ังนอกด้วย ช่ือแหง่ แมน่ �ำ้ ช่ือวา่ คงคา ด้วยความเล่ือมใส นาคานภุ าเวน ปญฺจวณฺเณหิ ปทเุ มหิ สญฺฉนฺนํ, อนั ไปแล้วในพระพทุ ธเจ้า, อ.น�ำ้ ในแมน่ �ำ้ ช่ือวา่ คงคา ดาดาษแล้ว ยสากวลจกอฺกกวนาิฏฬฺ ฐคภพวฺภนํ า ฉตฺตาติฉตฺตานิ อสุ สฺ าปิ ตานิ, ด้วยดอกปทมุ ท. มสี ี ๕ ด้วยอานภุ าพของนาค, อ.ฉตั รและฉตั รยง่ิ ท. เอกาลงฺการํ เอกสุ ฺสวํ วยิ จ (อนั มนษุ ย์และอมนษุ ย์ ท. ให้ยกขนึ ้ แล้ว เพียงใด แตภ่ พช่ือวา่ ชาตนฺต.ิ อกนิฏฐ์, อ.ห้องแหง่ จกั รวาลทงั้ สนิ ้ เป็นราวกะวา่ มีเคร่ืองประดบั อยา่ งเดียวกนั ด้วย เป็นราวกะวา่ มีมหรสพอยา่ งเดียวกนั ด้วย เกิดแล้ว ดงั นีฯ้ อ.พระศาสดา เสดจ็ มาแล้ว ตรัสถามแล้ววา่ ดกู ่อนภิกษุ ท. สตฺถา อาคนฺตฺวา “กาย นตุ ฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ อ.เธอ ท. เป็นผ้นู ง่ั พร้อมกนั แล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกลา่ ว อะไร กถาย สนฺนิสนิ ฺนาติ ปจุ ฺฉิตฺวา, “อิมาย นามาติ หนอ ยอ่ มมี ในกาลนี ้ ดงั นี,้ (ครัน้ เมื่อค�ำ)วา่ (อ.ข้าพระองค์ท. วตุ เฺ ต, “น ภกิ ขฺ เว เอส ปชู าสกกฺ าโร มยหฺ ํ พทุ ธฺ านภุ าเวน เป็นผ้นู งั่ พร้อมกนั แล้ว ด้วยวาจาเป็นเครื่องกลา่ ว) ช่ือนี ้ (ยอ่ มมี นิพฺพตฺโต, น นาคเทวพฺรหฺมานภุ าเวน, อตีเต ปน ในกาลนี)้ ดงั นี ้ (อนั ภิกษุ ท. เหลา่ นนั้ ) กราบทลู แล้ว, ตรัสแล้ววา่ อปปฺ มตฺตกปริจฺจาคานภุ าเวน นิพฺพตฺโตติ วตฺวา ดกู ่อนภิกษุ ท. อ.บชู าและสกั การะนนั่ บงั เกิดแล้ว แก่เรา ด้วย ภิกฺขหู ิ ยาจิโต ตมตฺถํ ปกาเสตกุ าโม อตีตํ อาหริ: อานภุ าพของพระพทุ ธเจ้า หามิได้, (อ.บชู าและสกั การะนนั่ บงั เกิด แล้ว) ด้วยอานภุ าพของนาคและเทพและพรหม หามิได้, แตว่ า่ (อ.บชู าและสกั การะนนั่ ) บงั เกิดแล้ว ด้วยอานภุ าพของการ บริจาคมีประมาณน้อย ในกาลอนั ไปลว่ งแล้ว ดงั นี ้ ผ้อู นั ภิกษุ ท. ทลู วิงวอนแล้ว ทรงต้องการเพ่ืออนั ทรงประกาศ ซงึ่ เนือ้ ความนนั้ ทรงน�ำมาแล้ว ซง่ึ เรื่องอนั ไปลว่ งแล้ว วา่ ในกาลอนั ไปลว่ งแล้ว อ.พราหมณ์ ช่ือวา่ สงั ขะ ได้มีแล้ว “อตีเต ตกฺกสลิ ายํ สงฺโข นาม พฺราหฺมโณ อโหส.ิ ในเมืองชื่อวา่ ตกั ศลิ า ฯ อ.บตุ ร (ของพราหมณ์) นนั้ เป็นมาณพ ตสสฺ ปตุ โฺ ต สสุ โิ ม นาม มาณโว โสฬสวสสฺ ทุ เฺ ทสโิ ก. ชอื่ วา่ สสุ มิ ะ เป็นผ้อู นั บคุ คลพงึ แสดงขนึ ้ วา่ มกี าลฝน ๑๖ (ได้เป็นแล้ว) ฯ โส เอกทิวสํ ปิ ตรํ อปุ สงฺกมิตฺวา “อิจฺฉามหํ ตาต ในวนั หนงึ่ (อ.มาณพ) นนั้ เข้าไปหาแล้ว ซง่ึ บดิ า (กลา่ วแล้ว) วา่ พาราณสึ คนฺตฺวา มนฺเต สชฺฌายิตนุ ฺต.ิ อถ นํ ข้าแตพ่ อ่ อ.กระผม ยอ่ มปรารถนา เพื่ออนั ไปแล้ว สเู่ มืองชื่อวา่ ปิ ตา อาห “เตนหิ ตาต อสโุ ก นาม พฺราหฺมโณ พาราณสี สาธยาย ซงึ่ มนต์ ท. ดงั นี ้ ฯ ครงั้ นนั้ อ.บดิ า กลา่ วแล้ว มม สหายโก, ตสสฺ สนฺตกิ ํ คนฺตฺวา อธิยสสฺ ตู .ิ (กะมาณพ) นนั้ วา่ แนะ่ พอ่ ถ้าอยา่ งนนั้ อ.พราหมณ์ ชื่อ โน้น โส “สาธตู ิ ปฏิสณุ ิตฺวา อนปุ พุ ฺเพน พาราณสึ ปตฺวา เป็นสหาย ของเรา (ยอ่ มเป็น), (อ.เจ้า) ไปแล้ว สสู่ ำ� นกั (ของพราหมณ)์ นนั้ ตํ พฺราหฺมณํ อปุ สงฺกมิตฺวา ปิ ตรา ปหิตภาวํ อาจิกฺขิ. จงเรียนเอาเถิด ดงั นี ้ ฯ (อ.มาณพ) นนั้ รับค�ำแล้ว วา่ อ.ดีละ ดงั นี ้ ถงึ แล้ว ซงึ่ เมืองชื่อวา่ พาราณสี ตามล�ำดบั เข้าไปหาแล้ว ซง่ึ พราหมณ์ นนั้ บอกแล้ว ซง่ึ ความท่ี (แหง่ ตน) เป็นผู้ อนั บดิ า สง่ ไปแล้ว ฯ ครัง้ นนั้ (อ.พราหมณ์) นนั้ รับพร้อมแล้ว (ซงึ่ มาณพ) นนั้ อถ นํ โส “สหายกสฺส เม ปตุ ฺโตติ สมปฺ ฏิจฺฉิตฺวา (ด้วยความคดิ ) วา่ (อ.มาณพ นี)้ เป็นบตุ ร ของสหาย ของเรา ปฏิปปฺ สสฺ ทฺธทรถํ ภทฺทเกน ทิวเสน มนฺเต วาเจตํุ (ยอ่ มเป็น) ดงั นี ้ ปรารภแล้ว เพื่ออนั บอก ซงึ่ มนต์ ท. (กะมาณพ) อารภิ. โส ลหญุ ฺจ คณฺหนฺโต พหญุ ฺจ คณฺหนฺโต ผ้มู ีความกระวนกระวายอนั ระงบั แล้ว โดยวนั อนั เจริญ ฯ คหิตคฺคหิตญฺจ สวุ ณฺณภาชเน ปกฺขิตฺตสหี เตลมิว (อ.มาณพ) นนั้ เรียนอยู่ เร็ว ด้วย เรียนอยู่ มาก ด้วย ทรงจำ� ไว้อยู่ อวนิ สสฺ มานํ ธาเรนฺโต น จิรสเฺ สว อาจริยสฺส มขุ โต (ซงึ่ มนต)์ อนั (อนั ตน) ทงั้ เรียนเอาแล้วๆ ไมส่ ญู หายอยู่ เพียงดงั วา่ อคุ ฺคณฺหิตพฺพํ สพฺพํ อคุ ฺคณฺหิตฺวา สชฺฌายํ กโรนฺโต นำ� ้ มนั แหง่ สหี ะอนั บคุ คลใสเ่ ข้าแล้ว ในภาชนะอนั เป็นวกิ ารแหง่ ทอง อตฺตโน อคุ ฺคหิตสปิ ปฺ สสฺ อาทิมชฺฌเมว ปสฺสต,ิ โน ด้วย เลา่ เรียนแล้ว (ซงึ่ มนต์) ทงั้ ปวง อนั (อนั ตน) พงึ เรียนเอา ปริโยสานํ. จากปาก ของอาจารย์ ตอ่ กาลไมน่ านนน่ั เทียว ยอ่ มกระท�ำ ซง่ึ การสาธยาย เหน็ อยู่ ซง่ึ เบือ้ งต้นและท่ามกลาง แห่งศิลปะ อนั ตน เรียนเอาแล้ว นนั่ เทยี ว, ยอ่ มไมเ่ หน็ ซงึ่ ทสี่ ดุ รอบ (แหง่ ศลิ ปะ อนั ตน เรียนเอาแล้ว) ฯ 94 ธรรมบทภาคที่ ๗ สองภาษา แปลโดยพยัญชนะ และ บาลี www.kalyanamitra.org

(อ.มาณพ) นนั้ เข้าไปหาแล้ว ซงึ่ อาจารย์ กลา่ วแล้ว วา่ โส อาจริยํ อปุ สงฺกมิตฺวา “อหํ อิมสสฺ สปิ ปฺ สฺส อ.กระผม ยอ่ มเหน็ ซง่ึ เบอื ้ งต้นและทา่ มกลาง แหง่ ศลิ ปะนนี ้ น่ั เทยี ว, อาทิมชฺฌเมว ปสฺสามิ, โน ปริโยสานนฺติ วตฺวา, ยอ่ มไมเ่ หน็ ซงึ่ ที่สดุ รอบ ดงั นี,้ (ครัน้ เมื่อค�ำ) วา่ แนะ่ พอ่ แม้ อ.เรา อาจริเยน “อหํปิ ตาต น ปสฺสามีติ วตุ ฺเต, “อถ ไมเ่ หน็ อยู่ ดงั นี ้ อนั อาจารย์ กลา่ วแล้ว, ถามแล้ว วา่ โก อาจริย ปริโยสานํ ชานาตีติ ปจุ ฺฉิตฺวา, “อิเม ข้าแตอ่ าจารย์ (ครัน้ เมื่อความเป็น) อยา่ งนนั้ (มีอย)ู่ อ.ใคร ยอ่ มรู้ ตาต อิสโย อิสปิ ตเน วิหรนฺต,ิ เต ชาเนยฺยํ,ุ เตสํ ซงึ่ ที่สดุ รอบ ดงั นี,้ (ครัน้ เม่ือค�ำ) วา่ แนะ่ พอ่ อ.ฤาษี ท. เหลา่ นี ้ สนฺตกิ ํ อปุ สงฺกมิตฺวา ปจุ ฺฉสฺสตู ิ อาจริเยน วตุ ฺเต, ยอ่ มอยู่ ในป่ าช่ือวา่ อิสปิ ตนะ, (อ.ฤาษี ท.) เหลา่ นนั้ พงึ รู้, อ.เจ้า ปจฺเจกพทุ ฺเธ อปุ สงฺกมิตฺวา ปจุ ฺฉิ “ตมุ เฺ ห กิร เข้าไปหาแล้ว ซงึ่ สำ� นกั (ของฤาษี ท.) เหลา่ นนั้ จงถามเถิด ดงั นี ้ ปริโยสานํ ชานาถาต.ิ “อาม ชานามาติ. “เตนหิ อนั อาจารย์ กลา่ วแล้ว, เข้าไปหาแล้ว ซง่ึ พระปัจเจกพทุ ธเจ้า ท. เม อาจิกฺขถาต.ิ . “มยํ อปพฺพชิตสสฺ น อาจิกฺขาม; ถามแล้ว วา่ ได้ยินวา่ อ.ทา่ น ท. ยอ่ มรู้ ซง่ึ ท่ีสดุ รอบ หรือ ดงั นี ้ ฯ สเจ เต ปริโยสาเนนตฺโถ, ปพฺพชสฺสตู .ิ (อ.พระปัจเจกพทุ ธเจ้า ท. กลา่ วแล้ว) วา่ เออ (อ.เรา ท.) ยอ่ มรู้ ดงั นี ้ ฯ (อ.มาณพ กลา่ วแล้ว) วา่ ถ้าอยา่ งนนั้ (อ.ทา่ น ท.) ขอจงบอก แก่ข้าพเจ้าเถิด ดงั นี ้ ฯ (อ.พระปัจเจกพทุ ธเจ้า ท. กลา่ วแล้ว) วา่ อ.เรา ท. ยอ่ มไมบ่ อก (แก่บคุ คล) ผ้ไู มบ่ วชแล้ว; ถ้าวา่ อ.ความ ต้องการ ด้วยท่ีสดุ รอบ แหง่ ทา่ น (มีอยไู่ ซร้), (อ.ทา่ น) จงบวชเถิด ดงั นี ้ฯ (อ.มาณพ) นนั้ รับพร้อมแล้ว วา่ อ.ดีละ ดงั นี ้ บวชแล้ว โส “สาธตู ิ สมปฺ ฏิจฺฉิตฺวา เตสํ สนฺตเิ ก ปพฺพชิ. ในส�ำนกั (ของพระปัจเจกพทุ ธเจ้า ท. เหลา่ ) นนั้ ฯ ครัง้ นนั้ อถสฺส เต “อิทํ ตาว สกิ ฺขสฺสตู ิ วตฺวา “เอวํ เต (อ.พระปัจเจกพทุ ธเจ้า ท.) เหลา่ นนั้ กลา่ วแล้ว วา่ อ.ทา่ น นิวาเสตพฺพํ, เอวํ ปารุปิ ตพฺพนฺตอิ าทินา นเยน จงศกึ ษา (ซง่ึ วตั ร) นี ้ ก่อน ดงั นี ้ บอกแล้ว ซงึ่ อภิสมาจาริกวตั ร อภิสมาจาริกวตฺตํ อาจิกฺขสึ .ุ โส ตตฺถ สกิ ฺขนฺโต โดยนยั มีค�ำวา่ อนั ทา่ น พงึ นงุ่ อยา่ งนี,้ (อนั ทา่ น) พงึ หม่ อปุ นิสสฺ ยสมปฺ นฺนตฺตา น จิรสฺเสว ปจฺเจกสมโฺ พธึ อยา่ งนี ้ ดงั นีเ้ป็นต้น (แก่มาณพ) นนั้ ฯ (อ.สสุ มิ ะ) นนั้ ศกึ ษาอยู่ อภิสมพฺ ชุ ฺฌิตฺวา สกลพาราณสนี คเร คคนตเล (ในศลิ ปะ) นนั้ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซง่ึ ปัจเจกสมั โพธิญาณ ปณุ ณฺ จนโฺ ท วยิ ปากโฏ ลาภคคฺ ยสคคฺ ปปฺ ตโฺ ต อโหส.ิ ต่อกาลไม่นานนั่นเทียว เพราะความท่ีแห่งตนเป็ นผู้มี อุปนิสัยอนั ถงึ พร้อมแล้ว เป็นผ้ปู รากฏแล้ว ในเมืองพาราสีทงั้ สนิ ้ ราวกะ อ.พระจนั ทร์อนั เตม็ แล้ว ในพนื ้ แหง่ ฟ้ า เป็นผ้ถู งึ เเล้วซง่ึ ลาภ อนั เลศิ และยศอนั เลศิ ได้เป็นแล้ว ฯ (อ.พระปัจเจกพทุ ธเจ้า) นนั้ ปรินิพพานแล้ว ตอ่ กาลไมน่ าน โส อปปฺ ายกุ สวํ ตฺตนิกสฺส กมมฺ สสฺ กตตฺตา น นนั่ เทียว เพราะความที่ (แหง่ กรรม) อนั ประกอบแล้วในอนั ยงั สตั ว์ จิรสฺเสว ปรินิพฺพายิ. อถสสฺ ปจฺเจกพทุ ฺธา จ มหาชโน ให้เป็นไปพร้อมเพอ่ื ความเป็นผ้มู อี ายุ เป็นกรรม (อนั ตน) กระทำ� แล้ว ฯ จ สรีรกิจฺจํ กตฺวา ธาตโุ ย คเหตฺวา นครทฺวาเร ถปู ํ ครัง้ นนั้ อ.พระปัจเจกพทุ ธเจ้า ท. ด้วย อ.มหาชน ด้วย คปโตตฏิ ,ฺฐาเปปวสตํ.ุ ฺตมิสสงฺโฺสขปิ พฺราหฺมโณ “ปตุ ฺโต เม จิรํ กระทำ� แล้ว ซง่ึ กจิ ด้วยสรีระ (ของพระปัจเจกพทุ ธเจ้า) นนั้ ถอื เอาแล้ว ชานิสฺสามีติ พตารํ าณทสฏึฺฐปุกตาฺวโมา ซง่ึ ธาตุ ท. ยงั สถปู ให้ตงั้ อยเู่ ฉพาะแล้ว ใกล้ประตแู หง่ เมือง ฯ ตกฺกสลิ โต นิกฺขมิตฺวา อนปุ พุ ฺเพน อ.พราหมณ์ แม้ช่ือวา่ สงั ขะ (คดิ แล้ว) วา่ อ.บตุ ร ของเรา ไปแล้ว มหาชนกายํ สนฺนิปตติ ํ ทิสวฺ า “อทฺธา อิเมสุ เอโกปิ สนิ ้ กาลนาน, (อ.เรา) จกั รู้ ซง่ึ ความเป็นไปทว่ั (แหง่ บตุ ร) นนั้ เม ปตุ ฺตสสฺ ปวตฺตึ ชานิสสฺ ตีติ อปุ สงฺกมิตฺวา ปจุ ฺฉิ ดงั นี ้ เป็นผ้ใู คร่เพื่ออนั เหน็ (ซง่ึ บตุ ร) นนั้ (เป็น) ออกไปแล้ว “สสุ โิ ม นาม มาณโว อิธาคมิ, อปิ นุ ตสฺส ปวตฺตึ จากเมืองชื่อวา่ ตกั ศลิ า ถงึ แล้ว ซง่ึ เมืองชื่อวา่ พาราณสี ตามลำ� ดบั ชานาถาต.ิ เหน็ แล้ว ซงึ่ หมแู่ หง่ มหาชน อนั ประชมุ กนั แล้ว (คดิ แล้ว) วา่ (ในชน ท.) เหลา่ นี ้ หนา (อ.ชน) แม้ผ้หู นง่ึ จกั รู้ ซงึ่ ความเป็นไปทว่ั แหง่ บตุ ร ของเรา แนแ่ ท้ ดงั นี ้เข้าไปหาแล้ว ถามแล้ว วา่ อ.มาณพ ชอื่ วา่ สสุ มิ ะ มาแล้ว (ในท)ี่ น,ี ้ (อ.ทา่ น ท.) ยอ่ มรู้ ซง่ึ ความเป็นไปทว่ั (แหง่ มาณพ) นนั้ บ้างหรือ หนอ แล ดงั นี ้ฯ ผลิตส่อื การเรยี นรู้ โดยโรงเรียนพระปรยิ ัตธิ รรม วัดพระธรรมกาย 95 www.kalyanamitra.org