do โดยอัดโนมติ \"คุณคะ ใจเย็น ®| นะคะ ใจเย็น ®| มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจาก้นไอั พูดผิดตรงไหน ก็ยินดีขอโทษคุณนะคะ คุณอย่าโกรธเลย เดี๋ยวไม่สบายใจ เปล่า «1 ค่อย «1 เล่าเถอะค่ะ'* \"เนโกรธ! ทำ ไมแม่^ต้องพูดคำว่า คํลยาณมิตร ทำ ไม! เนไม่ชอบคำ «[ นี้ ว้ดพระธรรมกายชอบนัญญ้ติคำขื้นมาใต้ใหม่อยู่เรื่อย ต้นไม่ชอบ!ไม่อยากไดยิน! อย่าใต้ไต้มั้ย!\" ข้าพเจ้าจึงอธิบายว่า คำ นี้ไม่ใต้คำใหม่ เป็นคำเก่าที'พระส้มมา- สมพุทธเจ้าใต้มาตั้งแต่ครั้งกระโน้นไม่เต้อให้อ่านไต้จากพระไตรป็ฎก ในพระสูตรเล่าไว้ว่า พระอานนท์ทูลลามพระพุทธองคํว่า ในการ ประพฤติพรหมจรรย์นั้น กํลยาณมิฅรมีความสำคัญเท่าอับครึ่งหนึ่ง ของพรหมจรรย์ไต้หรือไม่ พระองค์ตรัสตอบว่า ไม่ควรกล่าวดังนั้น กํลยาณมิตรนึ่แหละเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ กํลยาณะ แปลว่า งาม ด กลขาณมิตร แปลว่า เพรนทดงาม คำ นี้มีที'ใต้อีกหลายแห่งในพระไตรป็ฎก ไม่ใต้คำใหม่ อย่างคำ ธรรมทายาท ก็เหมือนก้น เราก็นำมาจากพระไตรฮฎก ผู้คนก็พาก้นตำหนิอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้ว้ตหลายแห่งเอาไปใต้แส้ว กลายเป็นคำรู้จักก้นแพร่หลาย แต่ส้กษณะของเธอเหมือนพังต้าพเจ้าพูดไม่รู้เรื่องเลย นึ่กระม้งที'เขาพูดก้นว่าโกรธจนหูอื้อตาลาย ข้าพเจ้าจึงต้องพูดต้า ฤ อีก หลายครั้ง เธอหยุดต่อว่าเรื่องคำ \"กัลยาณมิตรุ\" แต่ห้นไปเล่นงาน เรื่องใหม่ \"ย้งมือีกนะ ทำ ไม ทำ ไม ต้องทำอย่างนี้ก้บพระพุทธรูป พระพุทธรูปองค์ไหน ๆ ก็ใต้เป็นต้วแทนพระพุทธเจ้าไต้ทั้งนั้น ทำ ไม ต้องเอาองค์นี้ไปปีดองค์ที'ตั้งอย่เดิม นึ่ นึ่ นึ่ !\" www.kalyanamitra.org
๕๑ ว่าแล้วเธอก็ห้นไป^มือทีโต๊ะหมู่บูชา ข้าพเจ้าจึงได้สังเภตเห็น ดูเหมือนจะเป็นภาพพระพุทธรูปสีทองของวัดพระธรรมกาย วางตํ่าฦว่า พระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่ ^งเป็นสีดำสนิท แต่ภาพพระพุทธรูปมีขนาด ใหญ่กว่าพระพุทธรูปสัมฤทธิ๋ จึงปังขึ้นไปกึงครึ่งองค์ กึงอย่างไรกึเป็น พระพุทธรูปเหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงยืนงงว่า เธอโกรธเพราะเหดูใด ลามเธอไปว่า \"ทำไมหรือคะ มีอะไรที'คุณเห็นว่าผิด\" เธอแผดเสียงด้งว่า \"ผิดข้ ทำ อย่างนีผิดมาก เป็นพระพุทธรูปก็ใข้แทนพระพุทธเจ้า ด้วยกันทั้งนั้น ทำ ไมจึงไม่เคารพองค์ทีตั้งอยู่เดิม ด้องเอาองค์นั้มาปัง ทำ ไม''ขณะทีข้าพเจ้ากำลังงงอยู่ว่า ประการแรกไม่ได้รู้สึกแปงแยกว่า เคารพองค์นี้ไม่เคารพองค์โน้นอยู่ในหัวใจข้าพเจ้าเลย เธอกล่าวหาเป็น ดูเป็นตะได้อย่างไร ประการที่สอง ข้าพเจ้าไม่ใข้เป็นคนจ้ดโต๊ะหมู่บูชา เจ้าหน้าทีของกระทรวงเขาจ้ดของเขาเองทุกครั้ง ข้าพเจ้าเพียงแต่ขอร้อง ใหัเขาใชํเดอกไม้สดแทนดอกไม้แหังเท่านั้น ขณะนั้นเอง เจ้าหน้าที่ ผู้จัดที่บูชาก็ตรงเข้ามาขึ้แจงกับสตรืผู้นั้นว่า \"คุณป้า (หมายกึงข้าพเจ้า) ไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ หนูเป็นคน จัดโต๊ะหมู่บูชาเอง หนูเห็นว่าเราภาวนาโดยทำกสิณแสงสว่าง จะใข้' ลูกแกัวหรือองค์พระพุทธรูปก็ได้เป็นนิมิตในการเจริญภาวนา หนูเห็น พระพุทธรูปบนโต๊ะนี้มืสีดำ ล้าใครนึกเอาเป็นบริกรรมนิมิต ก็จะเหมือน เอาสีดำหรือความมืดเข้าไปนึก มันตรงข้ามกับแสงสว่างน่ะค่ะ บริกรรม นิมิตก็จะไม่เกิด เพราะขาดความสว่างไสว หนูก็คิดว่ากึงเราจะไม่มี พระพุทธรูปที่ทำด้วยแกัวมาวางใหัผู้ปฏิปัดิลู เอาภาพพระพุทธรูปสีทอง นี่ก็กังดีกว่าสีดำ ล้านึกเป็นพระพุทธรูปสีทองออก ก็นึกใหัเป็นแกัวใส www.kalyanamitra.org
(£๒ สว่างได้ไม่ยาก นี่หนูคิดเอง ทำ เองค่ะ คุณโกรธคุณป้าไม่ถูกนะคะ ต้องโกรธหนู แต่หนูไม่มีเจตนาเรึ่องลบหลู่จริง ใ เป็นพระพ,ทธรูป หนูก็เคารพเหมีอนก้นทั้งรน เรึ่องเป็นย้งงื้ค่ะ\" แมี'เจ้าหน้าที่(ก้นั้นจะเแจงฟ้าซากอีกกี่ครั้ง เธอก็ทำอาการ เหมือนไม่เข้าใจ ยอมรับไม่ไต้ เธอกล่าวหาว่า คำ อธิบายนั้นเป็นเพียง คำ แก้ต้ว และเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีเจตนาปกป้องข้าพเจ้า เธอพรำกล่าวโทษ ซํ้าซากอีกหลายคำ แต้วออกจากห้องไปต้วยอาการกระฬตกระเพียต ข้าพเจ้ารู้สึกสลตใจในความเข้าใจผิตของเธอเป็นที่สุต พอดีได้ยิน เจ้าหน้าที่คนเดิมพูตก้บข้าพเจ้าว่า \"คุณป้าอย่าไปคีตอะไรเลยคะ คนนี้เต้าเป็นอย่างนั้เอง ใคร ไปเรียนกรรมฐานคนละสายก้บเขา เขาจะเกลียตไปหมต เต้าว่าสายเต้า ถูกอยู่สายเดียว ไม่เหมือนทีคุณป้าสอนพวกหนูนี คุณป้าบอกว่าถูกหมด ทุกสายเลย และยังบอกว่าถูกยังไงต้วย หนูฬงแต้วก็เข้าใจรู้เรือง มีแต่ คนเจ้าอารมณ์คนนี้เท่านั้นที่ฟ'งคุณป้าไม่รู้เรื่อง ตั้งหน้าตั้งตาจับผิต\" \"เปล่าจ้ะ ป้าไม่ได้ไม่พอใจเต้า ป้าสงสารต่างหาก สงสาร จังเลย ป้ารู้กึงความบริส,ทธิใจของตนเองดี จึงยิงสงสารเต้ามากหนัก ขนไปอีก เพราะคนที่โกรธแต้นคนบริสุทธิ๋ที่ไม่ทำผิตนั้นมีโทษมาก ไม่อยากให้เต้าต้องไปรับผลบาปนั้น เพราะเต้าไม่ใฟ้คนเลว เต้ารู้ต้วว่า เต้ากำต้งทำผิต แต่ห้ามใจต้วเองไม่ไต้ เต้ากึงรัองขอให้ป้าฟ้วย แต่ดูฟ้ ป้าก็ช่วยอะไรเต้าไม่ไต้เลย กลับไปนี่เต้าจะไปผูกใจโกรธแต้นเป็นเดือน เป็นปี แบกบาปเอาไปอีกแค่ไหนก็ไม่รู้ ลัาแกํไขจิตใจตนเองไม่ไต้ คอย จ้องจ้บผิตโกรธใคร คุ เรื่อยไป่อย่างนี้ มีหวังไม่ข้าไม่นาน จะต้องเป็น โรคประสาท และอาจกึงเป็นบ้า\" ข้าพเจ้าพูตไปตามเหต,ผล และตามความรู้สึกจริง คุ ในใจ www.kalyanamitra.org
๕๓ ของตนเอง จากวันนั้นมา สตรีผู้นั้นไม่เคยมา'ฟังการอบรมของข้าพเจ้า สีกเลย บางครั้งข้าพเจ้าเดินสวนทางกับเธอ ข้าพเจ้าพยายามจะยิ้มใ'ค้ แต่เธอก็เมินห'แา'ทำมองไม่เ'ค็นไปเสีย ข้าพเจ้าหมดทางผูกไมตรี จึงได้ แต่วางอุเบกขา ส้ตว์ทำกรรมใดก็ด้องเป็นผู้รับผลกรรมนั้น ผู้คน'ที่มาฟังธรรมบรรยายและเข้ารับการอบรมธรรมปฏิบต มีจำ นวนเป็นปกติ ยกเวันครั้งที'ตรงกับวันเงินเดือนออก และวันใกด้ เทศกาลสำคัญ เ'ช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ หลายคนไปเตรียมเอ ข้าวของไข้ตามเทศกาล เงจะทำให้คนลดจำนวนลงไปประมาณ ๑ ใน ๓ ราว «1 ๒-๓ เดือนต่อมา ข้าพเจ้าสังเกตเห็นผู้ฟังแปลกห'แา เ'ที่มมา ๒-๓ คน มีท่าทีผิดแปลกไปจากพวกที่เคยมา เงคนอื่นๆ เมึ่อพบเห็นข้าพเจ้าก็จะ'ทักทายยิ้มแย้มแสดงความคันเคยเป็นกันเอง แต่คนกลุ่มที'กล่าวนั้น จะแยก'นั่งอยู่ด้านหลังสุด มองข้าพเจ้าด้วยสีห'น้า และแววตาเฉยเมย วินาทีที่ข้าพเจ้าเห็นเป็นครั้งแรกก็มีความรัสิกสังหรณ์ ใจทันทีว่ากำลังถูกตรวจสอบ แต่ไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอะไร ในใจก็'แก แต่ว่า ข้าพเจ้าทำงานให้พระศาสนาในที่นี้ด้วยความบริสุทธิใจ หวังข้ ทางให้แก่เ'ที่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้รู้สึกตัวว่า เกิดมาชาติ'นีไม่ใ'ธิเ'ทียงมา มีครอบครัว มาเลื้ยงลูก มามีภรรยามีสามีแล้วก็แก'ก็ตายไป ให้รู้ตัวเองว่า เกิดมาเพื่อสรัางบุญทุศลให้แก่กล้าเป็นบารมีติดตัวเอาไวั เมีอบารมี แก่กล้าครบถ้วนเต็มที' จะได้เลิกเวียนว่ายตายเกิดเสียที ข้าพเจ้าไม่เคย หวังประโยชน์ใด ๆ จากคนฟัง แม้แต่ค่ารถค่าเดินทางก็พยายามห้อยโหน รถเมล์มาเอง ไม่ด้องการทำความลำบากให้ผู้ใด บางครั้งถึงกับหกล้ม หกลุก แข้งขาถลอก ข้าวของหล่นกระจายเต็มพื้นถนน เสีอผ้าเปรอะ เปีอน ขัดยอกเคล็ดบวมไปหลาย ๆ วัน บางคราวด้องอดอาหารมื้อเพล เพราะรถเมล์ติดแน่นในทัองถนน ก็ไมเคยย่อทัอในการสรัางบารมี เมึ่อ www.kalyanamitra.org
๕๔ หวังดีต่อฝัคนขนาดนื้ จะต้องมาถูกจับผิดอีกก็จะไม่เสียใจอะไรเลย หากหลวงพ่อธ'มมชโยสั่งให้เลิกสอนก็จะลือเป็นโชคดี จะไต้ไม่เหนื่อย ยากตรากตรำต่อไป แก'แต้วจะไต้พักผ่อนบ้าง เป็นครูสอนเด็กมาหลาย สิบปี ยังต้องมาสอนคนใหญ่อีก ควรพอเสียที คิตไต้อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่สะทกสะท้านอย่างใต ตั้งใจให้ การอบรมสั่งสอนไปตามปกติ การสอนแต่ละคราวที'ผ่านไป กระทำต้วย ความเข้มแข็งองอาจ เหมือนทำการอบรมสั่งสอนลูกหลานในไส้ของ ตนเอง ใจก็นึกแต่ว่า ใครที'มาคิตจับผิตเรา คนเหล่านั้นเขาหวังดีต่อผู้คน ไม่ไต้หนึ่งในต้านส่วนของเราหรอก ท้ายที'สุตคนแปลกหน้ากลุ่มนั้น ก็หายไป อีกร่วมค่รึ่งปีต่อมา วัติพระธรรมกายถูกใส่ร้ายป้ายสีต้วยเรึ่อง เสียหายต่าง «1 สื่อมวลชนโดยเฉพาะหน้งสึอพิมพ์บางฉบ้บกล่าวโจมดี วัดอย่างรุนแรง บางฉบ้บลงทนพิมพ์ขายเป็นเล่ม ใข้คำพูตดูถูกดูหมิ่น หลวงพ่อต้วยต้อยคำน่าเกลียดต่าง «1 โดยทีตนเองไม่ร้ข้อเทีจจริงตื้นลึก หนาบางมาก่อน ไปพังเพียงคำพูดของคนบางคนที'ต้องการทำลายต้าง โครงงานของวัดบ้าง อาศัยหน่วยงานบางหน่วยที'หวาดระแวงไปว่าวัด *จะรวมคนจำนวนมากก่อความบ้นปวนให้บ้านเมืองบ้าง บางหน่วยงาน ทุข่าวสร้างความเสื่อผิด ทุ ว่าเป็นวัดคอมมิวนิสต์บ้าง สื่งไม่ทราบว่า ประเทศคอมมิวนิสต์เขาสอนผู้คนของเขาให้ทำทาน รักษาศีล เจริญ ภาวนากันหรืออย่างไร แต้วพากันเขียนข้อความทำลายวัดสื่งเป็นงาน ส่วนรวม ทำ ลายศรัทธาของผู้คนที่กำต้งสนใจปฎิบ้ติธรรมอยู่แต้ว และคนที'กำต้งสนใจจะเดินทางมาศึกษา เรียกว่า \"ดีให้กระเจิดกระเจิง ทั้งคนเก่าคนใหม่\" เขาทำไปโดยไม่รู้ว่าผลบาปที'เขาจะได้รับนั้นมากมาย หน้กหนาสาห้สเพียงใด เพราะเป็นการกระทำต่อผู้บริสุทธิ้ เป็นเรึ๋อง www.kalyanamitra.org
น่าอนาลใจแท้ ๆ ในเวลานั้นเอง หลังจากข่าวต่าง ๆ ของวัดส'ร่างชาลง ก็มี เรื่องของข้าพเวัาโผล่ขึ้นในหนังสือพิมพ์ ๓ ฉบับ แต่ไม่ออกข้อเสืยง เรียงนามข้าพเจ้า เพียงแต่กล่าวเป็นสามัญนามว่า \"แม่ชืว่ดพระธรรมกาย\" แม่ข้วัดพระธรรมกาย มีอยู่เพียง ๒ คน ท่านแรกคือคุณยาย อุบาสิกาจันท'ร์ ขนนกยูง ข้งอยู่ประจำในวัด ส่วนข้าพเจัาอยู่นอกวัด พักอยู่บ้านของบุตรสาว เป็นทีเงียบสงบ ไม่ต้องคลุกคลีเกียวข้องกับใคร ข้าพเจ้าชอบอย่างนั้น แต่ไต้ทำงานให้หลวงพ่อต้วยการเขียนหนังสือบ้าง ออกให้การอบรมผู้คนตามสลานที่ต่าง ใ อย่างที'กำลังเล่าอยู่นั้บ้าง มีแม่ข้ ๒ คน ใครอ่านแล้วก็ต้องเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์เจาะจงว่าข้าพเจ้า เรื่องที่หนังสือพิมพ์เอามาเขียนให้ผู้คนทราบคือ เรืองว่า ข้าพเจ้าไปสอนทีกระทรวงเกษตร'ว มีข้าราชการไม่พอใจเขียนเรือง ร้องเรียนขึ้นฟ้องปลัดกระทรวงเป็นทำนองข้าพเจ้าไม่นับลือพระพ,''า®!บ่ กัอยคำที่ใข้มีเจตนาให้คนอ่านเข้าใจว่า ข้าพเจ้าสอนแบบเพียน ๆ ผู้คน ไม่พอใจ แรก ®| คนไปพังกันมาก แล้ว'ร่อยหรอลงเหลือไม่กีคน ข้าพเจ้าอ่านแล้วเข้าใจต้นสายปลายเหคุไต้ดลอ^ สตรผู้นัน จะต้องเป็นผู้ทำหนังสือร้องเรียนขึ้นไปจนลืงปลัดลระ'ครรโด^แ'ล่'แอ'แ กล่าวคำ \"มุสาวาท** ในการร้องเรียน เป็นการกระทำโดยเจตนาบิดเบือน ความจริง ไม่ยอมพังเจ้าหนัาทีผู้จ้ดสลานทีขีแจงตามทีเล่าไวัแล้า ยังดีที่หนังสือพิมพ์ลงตอนท้ายเล็กนัอยว่า ปลัดกระทรวง ไต้แต่งตั้งให้ผู้อำนวยการกองผู้หนึงไปลังเกดการณ์ ผู้ลังเกดการณ์รายงาน ว่าไม่พบเห้นการกระทำดังกล่าวของข้าพเจ้า เรืองของข้าพเจ้าทเล่าไวั ข้างต้นเกิดก่อนเรื่องว่น คุ ของวัดนานเต้มที ไม่มีการเอาข่าวลงในหนังสอ พิมพ์ แต่พอมีการโจมตวัดพระธรรมกายขึ้นมาจึงไดัมีค'แนัาเรื่องนื้ไป www.kalyanamitra.org
๕๖ ใใพ้!าว ท่านฝัอ่ๆนก็คงเดาออกว่าเป็นการกระ'»าาของใคร เหตุการณ์ทีเกิดขึนครั้งนื้ •ฃ้าพเจ้าจำไส์'ว่า ตนเองเกิดความ ดีใจเป็นพิเศษ ไม่ใ'ช่แกสัง'ijjดแกจ้งทำ เป็นความดีใจจริง «1 เพราะ ตลอดเวลาที่ต้อง'ฟัง'ข่าวอ่าน'ข่าว หลวงพ่อลูกใส่ร้าย 'คัวใจข้าพเจ้า เจ็บปวด ม้นร้าวรานเหม่อนจะแตกดับ เพราะข้าพเจ้ารู้จ้กต้วคนก่อ เหตุร้ายให้หลวงพ่อมากว่า too ปี รู้ข้งลงอ้ธยาศัยเจ้าเล่ใ^ต่าง 8} รู้การ ทำ บาปทำข้วโดยไม่ม่ความละอายแก่ใจของคน นื้ดี รู้ถึงความบริสุทธิ้ ปราศจากมลทินของหลวงพ่อ แต่ข้าพเจ้าไม่ม่ปัญญาส่วยเหลืออะไร หลวงพ่อไต้เลย คัวใจจึงเจ็บปวดยิง'นัก พยายามเอาหลักธรรมต่าง รเ ตลอดจนการปฏิฟ้ตธรรมเข้าคักใจ กิสำ เริจเพียงข้วครู่ข้วยาม ไม่หาย ไต้เดดขาด และโดยพื้นเพอุปนิส้ยใจคอ ข้าพเจ้าเป็นคนอย่างนื้เอง คือชอบเห็นความยุติธรรม ใครทำดีต้องไต้ดี พอเห็นใครทำดีแลัวไต้ ผลร้าย ลูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ไม่มีโอกาสแต้ตัว ไม่มีการสอบกาม ว่าเรองเป็นความจริงแค่ไหน มันเพ่ยิงกว่าการพิจารณาความในศาลสกิต ยุติธรรมเสียอีก ในศาลเขายังใคัโอกาสจำเลยแกลงข้อแต้ตัว แต่หลวงพ่อ ไม่มีโอกาสเลย ลูกฟาดฟันอยู่ข้างเดียว ครั้นตนเองลูกเข้าปัาง หนังสือพิมพ์ลงข่าวกล่าวร้ายหลาย ฉปับ จึงรู้สีกเหม่อนไต้ตกอยู่ในฐานะเดียวก้บหลวงพ่อท่าน ไม่ไต้อยู่ เยนเป็นสุขอย่างใด พ่อมีเคราะห์ ลูกกิมีต้วย ดูส่างเหมาะที่จะเป็นสาย เลือดเผ่าพนธุเดียวต้น ทำ ใคัสบายอกสบายใจยิ้มน้อยยิ้มใหญไปหลายๆน เรื่องต่าง «} ในโลก'นื้ จะทำทุกข์ทำสุขให้เราไต้ ไม่ใส่เหตุการณ์ ของเรื่อง■น'นเป็นสาเหตุทุกข์สุขอยู่ที่ใจเราคิดเอาต่างหาก เรื่องเดียวต้น คิดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ - คิดอีกอย่างกลับเป็นสุข ต้งนั้น่ต้าคนเรารู้จัก \"คิดให้เป็น'' กิจะไม่มีเรื่องอะไรมาทำให้ใจ้เราเป็นทุกข์ www.kalyanamitra.org
๕๗ หลายคนอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เรึ่องที่ข้าพเจ้าดูกกล่าวหาว่า ลบหลู่พระพุทธรูปครั้งนัน พากันมากามว่า อย่างบางสำนักที่เขาไม่นิยม กราบไหว้พระพุทธรูป เขาทำดูกหรือเปล่า ข้าพเจ้าจึงคุยให้เขาฬง \"คนในโลกนี้ มีจริตอัธยาศัย จิตใจ และสติปัญญาเหมีอน กันรืเปล่าเล่า\" \"โธ่ป้า มันจะเหมือนกันได้ยังไง ให้เป็นลูกแฝดก็ยังไม่ เหมือนกันเลย\" \"ก็นั่นแหละ เรื่องนับถือพระพุทธรูป มันก็เกี่ยวกันอย่างนี้\" \"เกี่ยวยังไง นึกไม่ออกเลย\" อีกฝ่ายตอบเพราะคงรู้สึกงง ไปตามนั้นจริง ®|\" \"ก็คนมืปัญญามาก คุ ที่เราเรืยกกันว่า คนพุทธิจริตไงล่ะ คนพวกนี้เจ้าเหตุเจ้าผล กัาเด้าต้องการเคารพพระสัมมาส้มพุทธ(.จ้า ของเรายังงั๊ เด้าก็นึกเคารพกึงพระองค์จริงโน่นได้เลย ตั้งแต่พระองค์ ทรงมืพระชนม์ข้พอยู่ในครั้งกระโนัน เด้านึกออกป็บปับ ไม่ต้องเสืยเวลา อะไร นึกจะกราบพระองค์ที่ไหนก็กราบได้ นึกด้วยใจไม่มืเสืยเวลา ไม่ลำบาก ไม่เรื่องมากให้ตองวุ่นวาย เราจะว่าคนประเภทนี้ผิดได้ อย่างไรกัน จริงมั้ย\" \"แต่พวกเราอีกเยอะที่ไม่ใข่คนมืจริตอัธยาศัยรวดเร็วอย่างนั้น เราเป็นพวกศร'ทธาจริต หนักไปในทางเลื่อมใส ใจเราไม่รวดเร็วเหมือน ประเภทพุทธิจริต แต่อ่อนโยนนิ่มนวลกว่า อักข้ากว่ากัน กัาใครบอกให้ นึกกึงพระพุทธเจ้า บางทีก็นึกไมใคร่ออก หรือนึกออกก็ไม่มั่นคง ลืมง่าย จึงต้องใข้อบายหาของต่าง คุ มาใข้เป็iเสื่อให้ใจจดจ่อเอาไว้ จะเป็นรูปภาพ รูปซ้น พร่ะบใ^สารีริกธาตุ เจดีย์ กัอยคำที่เป็นพระพุทธภาษิต •ต้นโพธิ้ กัอนห้;นอะเr มุติขน ใข้ได้ทั้งนั้น กัาพอเห้นของสมมุติเหล่านั้น www.kalyanamitra.org
๕cร แล้วใจของเราคิดต่อเนื่องไปถึงพระบรมศาสดาได้ กถึอว่าใฟ้.ด้ ซึ่งนับว่า ได้ประโยชน์ไม่นัอยกว่าพวกแรก\" อธิบายเสียยืดยาว คนฬงกย้งขอตัวอย่างเพิ่มเติม สีหนัาย้ง ไม่คลายสงสัย จึงด้องสาธยายต่อ \"นี่คุณเคยมีแฟนมั้ย เมื่อตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวน่ะ\" อีกฝ่าย ยอมรับ \"แฟนเคยให้ของขวัญของที่ระลึกอะไรกะคุณมั่งมั้ย ดอกไม้ ผ้าเ'ธิดหนัา ฯลฯ\" \"เคยครับ เคยค่ะ ให้ นาฬิกา ปากกา...\" ว่ากุนไปตามที่คิดได้ \"เด้าคิดตามให้ดีนะ... ทีนี้เวลาปกติคุณมีงานเรึ๋องอึ๋นทำอยู่ ก็ลึมคิดถึงแฟนไป แต่พอมองเห้นของที่เขาให้ไวั คุณนึกถึงใคร รึว่า นึกย้งไง นึกถึงคนให้ นึกถึงราคาของ หรึอนึกถึงร้านขายของ...\" \"เราก็ด้องนึกถึงคนให้รครับ (คะ)\" ข้าพเจ้าจึงอธิบายสรุปว่า \"พระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ โบสถ์ วิหาร อะไรต่อมิอะไร ที่เราสร้างขื้น ล้วนแต่ใข้เป็นสิ่งเตือนใจให้เรารำลึกถึงพระคุณของ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้แหละ\" ผู้ฬิงรับว่าเข้าใจแจ่มแจ้งดีแล้ว และด้วยความอยากให้เข้าใจ อย่างกระจ่าง อย่างหมดข้อสงสัยใด ®| อีก ข้าพเจ้าจึงยกตัวอย่างอธิบาย ต่อไปอีกว่า \"คุณรัมั้ย สม้ยป้ารุ่น 6| สาวนะ มีแฟนกะเค้าเหมือนกัน แฟนกปลูกด้นกหลาบไวัหลายกระกาง พอม้นออกดอก เด้าก็ด้ดมาให้ป้า ป้าก็ปักแจกันเอาไวัซึ่นชม เห็นดอกไม้ก็คิดถึงคนให้ ทีนี้พอดอกไม้ม้น เทียวป้าก็ไม่อยากจะทิ้ง เลยเอาม้นใส่ไวิในสมุดมั่ง ในหนังสีอมั่ง เอาของ หนัก «1 ท้บให้แบน ดอกไม้ก็แห้งแบน แล้วป้าก็เขียนวันที่กำกับไวั www.kalyanamitra.org
๕๙ ดอกนี้ได้มาเส์อนั่น ดอกนั้นได้มาวันโน้น ความจริงตอนที่ดอกไม้แห้ง แบนอยู่ในสมุดหรือหน้งสือนั่นน่ะ ม้นดูไม่ได้แล้ว ทั้งยู่ยี่ สีก็ดำ บางที มีราขื้นเลอะไปหมด แต่เมึ๋อป้าเอาออกมาดู กล้บไม่เคยนึกรังเกียจเลย กล้บไปนึกถึงนี้ๆใจ นึกถึงท่าทางของคนให้โน่น\" \"ครับ, ค่ะ เข้าใจแจ่มแจ้ง หมดสงส้ยเนเข้ง\" ข้าพเจ้าพูดเสริมอีกว่า \"เราไม่ควรว่ากัน ใครจะเคารพหรือ ไม่เคารพพระพุทธรูปกีลูกทั้งสองพวก ขอให้เคารพพระสัมมาส้มพุทธเจ้า กีแล้วกัน ไม่ควรจะโกรธว่าเขาไม่เหมีอนเรา อย่างเช่นเรื่องกินอาหาร คนนี้ชอบอาหารอย่างโน้น คนโน้นชอบอาหารอย่างนั้น จะหาว่าเป็น ความผิดได้ยังไง แล้วพระพุทธรูปสวยไม่สวย ได้สัดส่วนรืเปล่ากีไม่ควร เอามาเป็นอารมณ์อีกน่ะแหละ เพราะเราใข้เป็นแค่อุบายพาใจให้คิดถึง พระคุณของพระรัตนตรัยเท่านั้น เหมีอนดอกกุหลาบดำ «1 แห้ง กุ ที่ป้ายกมาเป็นด้วอย่างให้ฟ่'งนั่นแหละ ป้าหมายความว่าเราใข้เป็นสื่อ ให้ใจนึกถึงคนให้เท่านั้น ความสนใจอยู่ทีคนให้ ไม่ใช่อยู่ที่ดอกไม้\" เล่าเหคุการณ์เรื่องข้างด้นมาให้ท่านผู้อ่านฟัง เป็นตัวอย่าง ของการกล่าวมุสาวาททั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง ยังข้'กชวนให้ผู้อื่นมี ความเห้นคล้อยตาม ทำ อย่างถาวรคือเขียนเป็นลายลักษณ์อ้กษรเผยแพร่ คนที'พอมีศรัทธาอยู่ม้างแต่ขาดปัญญา อ่านรู้เรื่องเข้า หรือฟังจากคำ บอกเล่าของคนอื่นกีพลอยเข้อถึอ ไม่มาเข้าฟังการอบรมอีก เท่ากับคน ทำ มุสาวาทคนนี้ \"ปีดกั้นบุญ'' ของผู้คน ไม่ใช่บาปที่มีผลเฉพาะด้วเอง บาปที่กั้นการประกอบกุศลกรรมของคนอื่น กุ นั้น เวลาให้ผลย่อม น่ากลัวฟันประมาณ www.kalyanamitra.org
๖๐ อย่างไรคือโกหก วิธีการกล่าวมุสามีต่าง ®} เช่น - พูดเรื่องไม่จริงตรง ๆ เลย เรียกว่าแต่งเรื่องขื้นเอง - ลงทนทำอาการกล่าวเป็นคำสาบาน เช่นว่าสัาเรื่องที่พูด ไม่จริง ให้มีอันตรายต่าง ๆ เกิดเน - ทำ เล่ห์กระเท่ห์ เช่น สร้างเหตุการณ์และตัวละครให้ดู สมจริงสมจัง - ใช่ก้อยคำมายา หรือการแสร้งทำด้วยกิริยาอาการ เช่น ร้องไห้บ่นรำพันให้ดูเป็นเรื่องจริง - ใช่เลศนัย อาจเป็นการแสดงด้วยคำพูด กิริยาอาการให้ อีกฝ่ายเข้าใจผิด - พูดเสริมความ เรื่องจริงมีเล็กน้อย เล่าขยายความเพิ่มเติม ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตยิ่งขื้น - พูดลำความ เรื่องจริงมีมากคือเป็นเรื่องใหญ่ นำ มาพูด ให้เป็นเรื่องเล็ก การร้บคำแล้วไม่กระทำตามที่ตกลงไว้ ลือเป็นอนุโลมมุสา ส่วนเรื่องที่พูดกันตามธรรมเนียมแบบแผน เช่น ใจไม่ได้ร้สึกนับลือเลย แต่เขียนจดหมายว่า...ที่เคารพ หรือ...ที่นับลือ หรือด้วยความรักและคิดถึง ไม่เรียกว่ากล่าวมุสา เป็นแต่เพียงทำตามธรรมเนียม การเล่านิยาย นิทาน เล่นละคร ภาพยนตร์ไม่ลือว่าเป็นมุสา เพราะตัพัง ผู้ชม ร้ว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องไม่จริง แต่ที่กล่าวก้นว่า www.kalyanamitra.org
พวกนักแสดงทั้งหลายทำบาป บางทีตายแล้วต้องตกนรก เป็นเพราะ บาปกรรมในเรื่องใตนั้น บาปที่แทํ'จริงอยู่ตรงจดที่นักแสตงนั้น'58'กชวน ให้ผู้ดูผู้ชมหลงใหลอยู่ในเรื่องกามคุณอารมณ์ รักใคร่พอใจหลงใหล ม้วเมาอยู่ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส บาปอยู่ตรงนี้ การพูดพลั้งเผลอ พูดโดยสำคัญผิด ก็ไม่นับเป็นกล่าวมุสา เรเนเมื่อถูกลามว่าจะไปไหน ก็ตอบว่า \"เปล่า จะไปโน่นไปน* คำ ว่า \"เปล่า\" ที่กล่าวนั้นไม่ลือเป็นมุสาวาท หรือกล่าวโดยสำคัญผิด เ'ช่น เห็นสิ่งของของคน ร| หนึ่งอยู่ในบ้านของอีกคนหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นการ ขโมยเอามา ก็กล่าวไปตามนั้น ทั้งที่เป็นการเอขายหรือการให้กันมาต้งนี้ เป็นต้น ก็ไม่ลือเป็นมุสาวาท คนที่กล่าวคำมุสา จะมีโทษในบ้จจุบ้นทันตาเห็นคือ ผัคนที่ รู้จักพบเห็นจะหมดความรักใคร่นับลือ ไม่มีใครเข้อกัอยฬงคำ แม้จะ พูดจริงครั้งใด ผู้ทังก็จะคลางแคลงพลอยไม่เข้อลือไปทั้งหมด ไม่มีใคร อยากเป็นมิตรต้วย ความเป็นเพื่อนเป็นมิตรนั้นต่างฝ่ายต่างต้องมีความ จริงใจต่อกัน ล้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกล่าวมุสาเท่ากับขาดความจริงใจ มิตรภาพ ก็ขาดสะบั้นลง บางครั้งไม่ใช่การมุสา เป็นเพียงนำข้อบกพร่องของอีก ฝ่ายกล่าวประจานลับหล้ง ฝ่ายถูกประจานทราบเข้า เห็นความไม่จริงใจ ก็เป็นสาเหตุให้ไมตรืจิตขาดสิ้นสุดลง กรณีนี้ข้าพเจัาเคยพบกับตนเองจากเพื่อนที'เคยรักใคร่กันมา นาน ข้าพเจ้าเลิกคบทันที รายแรกเป็นลูกสาวนายพล คบกันมาตั้งแต่ เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยด้วยกัน จนรับราชการในกรมเดียวกันอีกลึง ๑๐ ปี สนิทสนมกันมากเป็นที่รู้กันทั่วไปในบรรดาเพื่อนร่วมงาน ครั้น เมื่อข้าพเจ้าห้นมาสนใจช่วยเหลือกิจการพระศาสนา สามีข้าพเจ้าไม่เห็น ด้วยแกล้งทำตนเสเพลเพื่อเรืยกร้องความสนใจ เพื่อนรักข้งน่าจะเข้าใจ www.kalyanamitra.org
๖๒ และเห็นใจกล้บพูดจาท้บลมลับหลัง ข้าพเจ้าทราบข่าวเข้า ไลัเลิกคบ ด้วยเด็ดขาดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ รายที่สอง เป็นเพื่อนสนใจธรรมปฏิบ้ติด้วยกัน ขนาดมีผล การปฎิบ้ติธรรมเป็นที่เข้อลือได้ ชอบพอรักใคร่กันดีกับข้าพเจ้า อาศัย ความสนิทสนมกันนีเอง เมีอเขาด้องการตำหนิติเตียนการกระฑํๆของ คนที'ไม่ลูกใจ จึงอ้างว่าได้ปรึกษาหารือกับข้าพเจ้าแล้ว เห็นควรว่ากล่าว ฝ่ายนั้นอย่างนั้นอย่างนี้ พลอยให้ฝ่ายที่ลูกว่ากล่าวโกรธแค้นข้าพเจ้าจน ไม่ยอมพูดด้วยมากระทังปัจจุบัน ทังทีข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แม้ฝัเป็นเพื่อนจะมาขออนุญาตภายหลังว่าขอใข้ข้อข้าพเจ้าไปกัางเทั่ฎ ติเตียนการกระทำของฝ่ายนั้น ก็เป็นเรื่องสายไปทุกอย่างแล้ว แกไขอะไร ไม่ได้ ข้แจงไปกลับลูกหาว่าแกัด้ว ไม่มีใครยอมเข้อ ทั้งจะทำให้เพื่อน ที่อ้างข้อข้าพเจ้าได้รับความเสียหาย กลายเป็นคนปฏิบัติธรรมที่ไม่รักษา ศีลข้อ ๔ ข้าพเจ้าจึงต้องนิ่งเฉยกลายเป็นแพะรับบาป เมื่อได้รับบทเรียน ด้งนแลัวจงจำเป็นด้องเลิกใกลัชิดด้วย พยายามออกห่างให้มากทีสด ไม่พบเห็นได้เป็นตีที่สด นิ่โทษของการกล่าวมุสาวาทในบัจจุบันทันตา เห็น แม้เพื่อนรักก็กลับชิ'งกันได้ โฑษของการกล่าวมุสาในอนาคตหลังจากตายแล้ว ย่อมไปล่ อบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน เกิดชาติใด «1 ไม่มีใครเข้อลือ มกลินปากเหม็นจ้ด โทษทีเบาทีสุด เวลาเกิดเป็นมนุษย์อีกจะลูกกล่าว ตูอย่เสมอ ทำ ความดีงามสิงใดจะลูกม้อืนโกงไปเป็นของเขาจนหมด ไม่มีใครจริงใจด้วย อามิสงสของการทนจากการพูดมุสามีมากมายหอายบ่วร;อๅว ในบัจจุบันชาติ ทำ ให็ไม่มีความหวาดระแวงว่าจะมีฝ่ใดกล่าวรัายหรือ จ้บผิด เพราะไม่มีความผิดให้จับ มีข้วิตอย่างสงบสุข กล่าววาจาองอาจ www.kalyanamitra.org
๖๓ กส์'าหาญ ไม่มีเวรภัยกับ เป็นที่รักใคร่เ^อดือของฝัคน ได้รับความ ไว้วางใ^ในกิจการงานทั้งปวง สำ หรับชาติหน้า กัาได้เกิดเป็นมนุษย์ จะมี - อินทรีย์ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)ผ่องใส - พูดจาไพเราะ มีน้าเสียงดี - ปาก ฬน เหงือก สวยงามเป็นระเบียบ ไม่มีโรคภัยเกี่ยวกับ อวัยวะส่วนนื้ มีสภาพคงทนแข็งแรง - ผิวพรรณ หน้าตา ร่างกายดีสมส่วนบริ!Jรณ์แข็งแรง - ไม่มีกลิ่นปาก บางทีมีกสินหอมเหมีอนกสินดอกบัว - พูดสิ่งใดเป็นที่เ'ร่อดือของคนท'วไป มีวาจาสิทธิ พูดเกียวกับ เรึ่องใด มักเกิดเป็นจริงตามนั้น - การพูดจาน่าฬง มีคนชอบฬง ไม่เป็นใบ้ ติดอ่าง - ริมแปากบาง แดงระเรึ่อ สวยงามกว่าคนธรรมดาทั่วไป ก่อนจบเรึ่องศีลข้อที่ ๔ ข้าพเว้าใคร่กล่าวดืงนาห^๓บาปกรรม ของผู้กระทำเพิ่มเติมไว้ในที่นี้ ล้าการกล่าวคำมุสานั้นทำให้เกิดประโยชน์ ต่อผู้อื่น การกระทำนั้นมีโทษน้อย เช่น แพทย์กล่าวมุสาต่อคนไข้ว่า อาการของโรคไม่ร้ายแรง ทั้งที่เป็นโรคร้ายแรง เพื่อให้คนไข้มีกำลังใจ รักษาตัว หรือประคองศรัทธาของผู้ที่เลึ่อมใสศรัทธาในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้จิตของผู้นั้นผ่องใสเบิกบาน เช่น ญาติผู้ชราของเราเลื่อมใสที่ไดใส่ บาตรต่อพระภิกษุที่ท่านเลื่อมใส ท่านกล่าวชมเชยพระภิกษุนั้น เรากีต้อง พลอยพูดคล้อยตามไปด้วย ทั้งที่เป็นคำมุสา เหทาะเราทราบพฤติการณ์ ของพระภิกษุอลัชข็รูปนั้นดี คำ มุสานี้มีโทษน้อย เพราะไม่ทำลาย ศรัทธาให้สิ้นลง www.kalyanamitra.org
Vxs^ คำ มุสามีโทษมากน้อยชื้นอยู่กับนาหนํกโฑษฑเกิดขนต่อผู้อน และต่วผู้ทเรากล่าวมุสาด้วย เช่น ทำ ใน้น้เชื้อลือเสียผลประโยชน์มาก โทษก็มากตามและกัาผู้เสียหายเป็นผู้มีคุณธรรมสูงมาก คนทำบาปนั้น ก็มีโทษเพิ่มพูนยิ่งชื้นเป็นทวีคูณ อย่างเช่นกรเพของวํดพระธรรมกาย ที่ลูกสื่อมวลชนโดยเฉพาะ หน้งสีอพิมพ์ชื้งพากันเชื้อลือบุคคลอันธพาลที่เตมไปด้วยแรงอิจฉา ริษยาอาฆาตยุยง พากันเขียนข่าวโจมตีใน้ร้ายในกรณีที่ไม่มีมูลความจริง บ้าง ในกรณีมีความจริงอย่างหนึ่งบิดเบือนใด้ด้คนมองเห็นเป็นอีก อย่างหนึ่งบ้าง ทำ ให้เสียหายต่อทั้งฝัมีคุณธรรมอันบริสุทธิ๋ด้วย ผู้หวัง ทำ ประโยชน์ให้มหาชนด้วย และยังทำลายศร้ทธาของราษฎรน้บจำนวน ไม่กัวนที่หลงเชื้อทราบข่าว เกิดความร้งเกียจไม่ยอมไปทำทาน ร้กษาศีล เจริญภาวนาที่วัดพระธรรมกาย พลอยให้รังเกียจไปถึงวัดและพระภิกษุ สงฆ์ในที่อึ่น ยุ เท่ากับสื่อมวลชนที่โง่เขลาเหล่านั้ปีดกั้นการสร้างบารมี ของผู้คน แกลงข่าวออกไปโดยไม่สอบลามข้อเทจจริงให้ล่องแท้ บาปของผู้คนที่ทำเรึ่องที่กล่าวนี้จึงไม่สามารกคำนวณโทษได้ ทำ ให้เกิดผลร้ายต่อชนจำนวนมาก ต่องานของพระศาสนา และความ มั่นคงของชาติบ้านเมีอง เรึ๋องความมั่นคงของชาติบ้านเมืองนี้เป็นเรื่องจริง เมื่อผู้คน รังเกียจพระภิกษุสงฆ์เสียแล้ว ไม่ว่าจะเริ่มที่พระภิกษุองค์ใดก็ตาม คนก็จะพาลไม่สนใจเรื่องของศาสนา จะเหมาเอาว่าล้วนแต่มีเล่ห็เหลี่ยม บ้งหน้า เมือไม่สนใจงานศาสนา ก็ไม่สนใจศึกษาหล้กธรรมคำสั่งสอน และปฏิบ้ติตาม เมื่อนั้นผู้คนก็จะประพฤติแต่เรื่องผิดศึลธรรม บ้าน- เมืองนั้นก็น้บว่าจะพบกับความวิบ้ติด้วยเภทภ้ยอันตรายต่าง ยุ www.kalyanamitra.org
าธึฝืคสมาธิพองด้น ๓) นั่งรัตสมาธิ เห้าขวาห้บเห้า ต่อไปนี้ ใฟ้เทดลองสืกฟ้'อมควบ รัาย รอขวาห้บม่อรัาย นี้วนี้รอขวาจรด คุมใจตนเองใฟ้'อยู่ในความร[งบส์'ๆยการ ทำสมาธิในพุทธศาสนาตามแนววิชชา ห้วแม่รอรัาย หลับตาพอปีตสนิท แต่ ธรรมกาย ไม่กึงกับบีบกลัามเนี้อตา ตั้งกายตรง ดำ รงสติมั่น ๑) สำ รวมใจ ระลึก!!งบุญกุศล ที่เคยฬามาตีแสํวตลอตธิวิต เที่อร'งความ ๔) กำ หนดเครืองหมาย ดวง รjม^นใฟ้เแก่จิตใจ สิ่งใดลึ'ากระาาา สัา แต่'ว ให้ใสเหรอนเพชรลูกที่เจียระไน เห็น สัาไตียิน ถ้าระลึกลึงแลึวก่อให็เกิด เป็นตวงกลม ๆ ไม่รดำหนิ สีขาวใสเย็น ความไม่สบายใจ ควรเว้นเสีย ตาเย็นใจ โตเท่ากับแถ้วตาดำ นี้เรืยกว่า ๒) กราบบูชาพระรัตนตร้ย บรกรรมนมิฅ น้อมมาตั้งไว้ที่คูนย็กลาง กายฐานที่ ๗ (ดูภาพ) แลัวบริกรรม หน้าที่บูชาพระ สมาทานศีลห้า (หรือ ภาวนาในใจเป็นพุทธานุสติว่า ส*มมๅ ศีลแปดตามก่าลังศรัทธา) ตั้งใจรักษา อะระหํง บริกรรมทั้งสองอย่างนี้ให้ ให้มั่น ควบค่กันไป ฬไพแลดงททั้งจีดถ้ง ๗ ฐาน ฐานก่«ปาทฟองจ^ก ห^งช่างช่'าย ฐานก่ to เพลาดา ฐานก่(ท จอมประลาฑ ชาอช่างขวา ห^งช่างช่าอ ชายช่างขวา ฐานก่ ๙ช่องเพดาน \".\"ๆ to นิ้วปึอ ฐานก่ ๕ ปากช่องลำคอ ฐานก่ ๖ คูนรกลางทาอระลํบสะสือ ฐานก่ ๗ คูนรกลางทายก่ทั้งจดลาวร www.kalyanamitra.org
ภาพแสดงฑึ๋ฅั้งจตทั้ง ๗ ฐาน ฐานfl Q ปากไเองจมท / พญิงข้ใฬ'ใย \" ' ขายขางขวา ฐานfi to เพลาคา ( พ^'ง\"ฟ้างฟ้'ใบ I ชใขฟ้างขวา ฐานฑึ่ ๓ จอมประลาท \".} to นิ้วSo ฐในทั้๔ซ่องเพดาน ฐานทั้ ๕ ปาทซ่องรำคอ ฐานfi ๖ คูนfinลางกายระฟ้บละคอ ฐานทั้ ๙ คูนfinลางกายทั้^งจํคอาวร เมื่อนิมิตเป็นดวงแก้วใสเกิดชื้น ดวงแก้วที่เจียระไนแล้ว ใสสะอาด■ไม่ แล้ว ให้หยุดบริกรรมภาวนาเหลือแต่ มีรอยขีดรอยร้าว สว่างเย็นดาเย็นใจ การกำหนดสติอยู่กลางดวงนิมิดอย่าง เดียว ล้าดวงนิมิดเกิดชื้นที่อึ๋น เร/น ดรง ขนาดประมาณเท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ ห้วดาบ้าง ข้างหห้าบ้าง หห้าห้องบ้าง หรืออย่างโดกิขนาดเส่'นผ่าศูนย์กลาง ให้ห้อมเอานิมิตนั้น มาตั้งไว้ห้ศูนย์กลาง ประมาณหนึ่งคืบ เมื่อใจหยุดถูกส่วนเข้า กายฐานที่ ๗ แด'อย่าใข้แรงบ้งคับ ในที่สุดจะมีร้ศมีสว่างรอบดวงสามารถฺ เห็นจุดศูนย์กลางดวง นึ่งมีขนาดเล็กเท่า ห้าใจให้หยุดเข้าไปดรงกลาง ดวงนิมิด ปลายเข็ม ดวงนิมิดนึ่คือ ดวงธรรม เรื่อยไปไม่ถอยหล้งกล้บ ดวงนิมิดกิจะ เรืยกว่า ดวงปฐมมรรค ที่ขีอเข่นนึ่ สว่างสดใสยิ่งชื้น จะนึกให้Iหญ่หริอเล็ก เพราะเป็นหนทางเบื้องต้นไปส่มรรค กิได้ดามปรารถนา ' ผลและนิพพาน ฉะนั้น ต้องหมั่น เมื่อใจหยุดถูกส่วน นิมิดที่เกิด ประคองร้กษาไว้ให้ดี จนกว่าจะเห็น ชื้นจะเห็นได้ข้ดเจน มีลักษณะเหมือน อยู่ตลอดเวลา ทั้งห้ง นอน ยืน เดีน จีงจะห้บได้ว่า ได้ที่พึ่งอันประเสริฐ www.kalyanamitra.org
ข้อควรระวํง ๑. อย่าใใรโกาลัง คือ ไมใ'ลักำลัง สว่างเป็นบาทเบื้องตัน เมื๋อเกิดนิมิต เป็นตวงสว่างแล้วค่อยเจ่ริญวิบัสสนา ใด ๆ ทั้งเน ฟน ไม่ปีบกลัามเนื้อตา เพื่อจะให้เห็นนิมิตเร็ว ๆ ไม่เกร็งแขน ในภายหลัง จึงไม่มีดวามจำเป็นตัอง ไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าห้อง ไม่เกร็งตัว กำ หนดลมหายใจเข้าออกแค่ประการใด่ เพราะ การให้กำลังตรงส่วนไหนของ ๔. เร่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว ร่างกายก็ตาม จะ'กำให้จิตเตลึ๋อนจาก ให้ตงใจไว้ที่ศูนย์กลางกายที่เดียวไม่ว่า ศูนย์กลางกายไปส่จุตนั้น - จะอยู่ในอิริยาบถใตก็ตาม เ'ธ่น ยืนก็ดี เดินก็ดี นอนก็ดี หรือนั่งก็ดี ห้ามย้าย , ๒. อย่าอยากเห็น คือ ทำ ใจให้ เป็นกลาง ' ประคองสติมิให้เผลอจาก ฐานที่ตั้งจิตใจไปไว้ที่อึ๋นเป็นอันขาด บริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิต ส่วน จะเห็นนิมิตเมิอใตนั้นอย่ากังวล กัาถึง ให้ตั้งใจบริกรรมภาวนาพร้อมกับนึกถึง เวลาแล้วย่อมเห็นเอง การบังเกิตของ บริกรรมนิมิตเป็นตวงแกัวใสควบคู่กัน ตวงนิมิตอุปมาเสมือนก่ารขื้นและดกของ ตลอดไป ตวงอาทิตย์ไม่อาจจะเร่งเวลาไตั ๓. อย่ากังวลถึงการกำหนด ๕. นิมิตต่าง ๆ ที่เกิตขื้น จะ ต้องน้อมไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายทั้งหมด ลมหายุใจเข้าออก เพราะการถึเกเจริญ ถ้านิมิตที่เกิตขื้นแล้วหายไปก็ไม่ต้อง ภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายอาค้'ย ตามหา ให้ภาวนาประคองใจต่อไปตาม การเพ่ง อาโลกกสณ คือ กสิณแสง ปกติ ในที่สุต เร่อจิตสงบ นิมิตย่อม ปรากฏขุนใหม่อีก www.kalyanamitra.org
www.kalyanamitra.org
Search