Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองไทย

วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองไทย

Published by gofnasai, 2018-05-16 00:16:46

Description: วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองไทย

Search

Read the Text Version

บทท่ี 1 ววิ ัฒนาการทางการเมือง และการปกครองของไทย

ววิ ฒั นาการทางการเมอื งและการปกครองของไทย ประเทศไทยไดช้ ่อื วา่ เป็นประเทศเก่าแก่ มปี ระวตั คิ วามเป็นมายาวนานชาตหิ น่ึงแมว้ ่าหลกั ฐานเก่ยี วกบั ปฐมกาเนิดของชาตไิ ทยจะไม่สามารถยนื ยนั ได้แน่ชดั ว่า ชนชาติไทยเป็นผทู้ อ่ี พยพมาจากทางตอนใตข้ องประเทศจนี แถบมณฑลยนู าน หรอื มรี กรากอยใู่ นสวุ รรณภูมิแห่งน้ีมาแต่เก่าก่อนก็ตาม การศกึ ษาววิ ฒั นาการทางการเมอื งการปกครองสมควรจะเรมิ่ ต้นตงั้ แตป่ ระเทศไทยตงั้ อาณาจกั รมนั ่ คงขน้ึ ในแหลมทอง เมอ่ื พ.ศ. 1781 อาณาจกั รแรกของชาตไิ ทยคอื อาณาจกั รสุโขทยั ซ่งึ สถาปนาโดยพ่อขนุ ศรอี นิ ทราทติ ย์ ต้นราชวงศ์พระรว่ ง ประกาศตนเป็นอสิ ระจากขอมซง่ึ ยดึ ครองดนิ แดนแถบนนั้ อยใู่ นสมยั นนั้ การเมืองการปกครองไทยตงั้ แต่สมยั สุโขทัยจนกระทงั่ ถึงสมยั รตั นโกสินทร์ก่อนหน้ามีการเปล่ยี นแปลงการปกครอง เม่อื วนั ท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ในรูปแบบระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ ซง่ึ มลี กั ษณะคลา้ ยกบั ระบอบเผดจ็ การ เพราะว่าอานาจสงู สุดในการปกครองเป็นของพระมหากษตั รยิ เ์ พยี งพระองคเ์ ดยี วเท่านัน้ พระมหากษตั รยิ ไ์ ด้อานาจมาด้วยการสืบสนั ตติวงศ์ หรอื การปราบดาภิเษก ประชาชนไม่มสี ่วนร่วมในการสถาปนาหรอืคดั เลอื กพระมหากษตั รยิ เ์ ลย ระบอบประชาธปิ ไตยซง่ึ มกี ารเปลย่ี นแปลงการปกครอง เมอ่ื วนั ท่ี 24 มถิ ุนายนพ.ศ. 2475 มลี กั ษณะทไ่ี ม่ราบรน่ื และพฒั นามากนกั แมว้ ่าจะดาเนินมาเป็นเวลากว่า 60 ปี แต่ก็พอจะอนุมานไดว้ ่าระบอบประชาธปิ ไตยไดห้ ยงั่ ลกึ พอสมควร การศกึ ษาการเมอื งการปกครองไทยหากจะแบ่งยุคสมยั ใหเ้ หมาะสมแก่การศกึ ษาแลว้ จะแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคสมยั ด้วยกนั คอืสมยั สุโขทยั ระหว่าง พ.ศ. 1781 – 1921 สมยั อยุธยา พ.ศ. 1893 – 2310 และสมยั รตั นโกสนิ ทร์พ.ศ. 2325 – 2475 ส่วนหลกั จาก พ.ศ. 2475 จนถงึ ปัจจุบนั จะกล่าวโดยละเอยี ดในบทต่อไปทว่ี ่าดว้ ยการเมอื งการปกครองแบบประชาธปิ ไตยของไทยในปัจจบุ นั แมว้ ่าในประวตั ศิ าสตรจ์ ะปรากฏว่ามสี มยั ธนบุรรี ะหว่าง พ.ศ. 2311 – 2325 แต่เน่ืองจากสมยั นัน้ ชาติไทยอยู่ในระยะสรา้ งชาติให้เป็นปึกแผ่นขน้ึ มาใหม่หลกั จากเสยี กรุงศรอี ยุธยาใน พ.ศ. 2310 และลกั ษณะการปกครองยงั ยดึ แบบของกรุงศรอี ยุธยาอยู่ ไม่ได้เสรมิ สรา้ งลกั ษณะใหม่ๆ ขน้ึ มา จงึ ไม่ขอกล่าวเป็นการเฉพาะ และคงแบ่งยคุ สมยั ออกเป็น 3 สมยั ดงั ทก่ี ลา่ วตอนตน้ เทา่ นนั้สมยั สโุ ขทยั ในหนังสือปาฐกถาของสมเด็จฯ กรมพระดารงราชานุภาพ เร่อื งลกั ษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ ไดอ้ ธบิ ายไวว้ า่ วธิ กี ารปกครองในสมยั สุโขทยั นนั้ นบั ถอื พระเจา้ แผ่นดนิ อยา่ งบดิ าของประชาชนทงั้ ปวงวธิ กี ารปกครองเอาลกั ษณะการปกครองสกุลมาเป็น

คติ เป็นตน้ บดิ าปกครองครวั เรอื น หลายครวั เรอื นรวมกนั เป็นบา้ น อยใู่ นปกครองของพ่อบา้ นผอู้ ย่ใู นปกครองเรยี กว่าลูกบา้ น หลายบา้ นรวมกนั เป็นเมอื ง ถ้าเป็นเมอื งขน้ึ อยใู่ นความปกครองของพ่อเมอื ง ถ้าเป็นประเทศราชเจา้ เมอื งเป็นขุนหลายเมอื งรวมกนั เป็นประเทศอยู่ในความปกครองของพอ่ ขนุ แมว้ ่าระบอบการปกครองของสุโขทยั จะเป็นแบบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ เพราะอานาจสูงสุดเดด็ ขาดไม่ว่าจะในด้านนิตบิ ญั ญัติ บรหิ าร และตุลาการ รวมอยู่ท่พี ่อขุนเพียงพระองคเ์ ดยี ว และพอ่ ขนุ ไม่จาเป็นตอ้ งรบั ผดิ ชอบต่อประชาชน แต่ดว้ ยการจาลองลกั ษณะครองครวั มาใช้ในการปกครองทาให้ลกั ษณะการใช้อานาจของพ่อขุนเกือบทุกพระองค์เป็นไปในลกั ษณะทางใหค้ วามเมตตาแลเสรภี าพแก่ราษฎรตามสมควร พอ่ ขุนแห่งกรุงสุโขทยั ทรงปกครองประชาชนในลกั ษณะ บดิ าปกครองบุตร คอืถือพระองค์เป็นพ่อของราษฎร มหี น้าท่ใี ห้ความคุ้มครองป้องกันภยั แบะส่งเสรมิ ความสุขให้ราษฎร ราษฎรในฐานะบุตรกม็ หี น้าใหค้ วามเคารพเช่อื ฟังพ่อขนุ ปรากฏว่าพ่อขนุ กบั ประชาชนในลกั ษณะการปกครองแบบบดิ าปกครองบุตรมคี วามใกล้ชดิ กนั พอสมควร จะเหน็ ไดจ้ ากการท่ีราษฎรในสมัยสุโขทัยมีสิทธิถวายฎีกา หรอื ร้องทุกข์โดยตรงต่อพ่อขุนโดยในสมัยพ่อขุนรามคาแหงมหาราช ได้มกี ระด่ิงแขวนไว้ท่ปี ระตูวงั ถ้าใครต้องการถวายฎีกาก็ไปสนั่ กระด่งิพระองคก์ จ็ ะทรงชาระความให้ สว่ นการจดั การปกครองอาณาจกั รสุโขทยั มกี รงุ สโุ ขทยั เป็นราชธานีหรอื เมอื งหลวงเป็นศูนย์กลางการปกครอง อานาจการวนิ ิจฉัยสงั่ การอยู่ท่เี มอื งหลวง ซ่งึ เป็นพ้ืนท่ีทาการของรฐั บาล และท่ีประทบั ของพระมหากษัตรยิ ์ การปกครองหวั เมอื งหรอื การปกครองส่วนภมู ภิ าคในสมยั สโุ ขทยั แบ่งหวั เมอื งออกเป็น 3 ประเภท คอื 1 หวั เมืองชนั้ ใน ไดแ้ ก่ เมอื งหน้าด่าน หรอื เมอื งลกู หลวง จดั เป็นเมอื งในวงเขตราชธานีล้อมรอบราชธานีทงั้ 4 ด้าน มศี รสี ชั นาลยั (สวรรคโลก) สองแคว (พิษณุโลก)สระหลวง (พจิ ติ ร) และกาแพงเพชร การปกครองหวั เมอื งชนั้ ในขน้ึ กบั สโุ ขทยั โดยตรง 2 หัวเมืองชัน้ นอก ได้แก่ เมืองท้าวพระยามหานครท่ีมีผู้ปกครองดูแลโดยตรง แต่ขน้ึ อยกู่ บั สุโขทยั ในรูปลกั ษณะการสวามภิ กั ดิ ์ในฐานะเป็นเมอื งขน้ึ หวั เมอื งชนั้ นอกมี แพรก (สรรคบุร)ี อ่ทู อง (สพุ รรณบรุ )ี ราชบรุ ี ตะนาวศรี แพร่ หลม่ สกั เพชรบรู ณ์ และศรเี ทพ 3 เมืองประเทศราช ได้แก่ เมอื งท่เี ป็นชาวต่างภาษา มกี ษตั รยิ ป์ กครองแต่ขน้ึ กบั สุดขทยั ในฐานะประเทศราช มนี ครศรธี รรมราช ยะโฮร์ ทวาย เมาะตะมะ หงสาวดี น่านเซ่า เวยี งจนั ทน์ และเวยี งกา ลักษ ณ ะเด่น ขอ งการป ก ครองสมัยสุโขทัยเป็ นก ารป กครอ งระบ อ บสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ ท่มี ลี กั ษณะปกครองแบบบดิ าปกครองบุตร มพี ระมหากษตั รยิ ์ (พ่อขนุ )เป็นประมุข โดยให้สทิ ธเิ สรภี าพแก่ประชาชน และมคี วามใกล้ชดิ กบั ประชาชนมาก ก่อให้เกดิ

ความสมั พนั ธอ์ นั ดใี นชาติ เพราะความสมั พนั ธร์ ะหว่างผปู้ กครองกบั ประชาชนตงั้ อย่บู นพน้ื ฐานของความเท่าเทยี มกนั แต่มหี น้าทต่ี ่างกนั เทา่ นนั้ ในสมยั พ่อขนุ รามคาแหง เมอ่ื พ.ศ. 1826 ไดท้ รงประดษิ ฐอ์ กั ษรไทยขน้ึ โดยใช้อกั ษรมอญและอกั ษรขอมเป็นตวั อย่าง รวมทงั้ อกั ษรไทยเก่าแก่บางอยา่ งขน้ึ ทาให้ชาตไิ ทยมีอกั ษรไทยใชเ้ ป็นวฒั นธรรมของเราเองจากศลิ าจารกึ ของพ่อขนุ รามคาแหงทาใหท้ ราบว่าไทยเรามรี ะบบกฎหมายมาตัง้ แต่สมัยสุโขทัย ทัง้ กฎหมายมรดก กฎหมายภาษี กฎหมายค้าขายกฎหมายเกย่ี วกบั ทรพั ยส์ นิ เป็นตน้ สมยั สุโขทัยนอกจากจะมสี มั พันธ์อนั ดีกบั รฐั ไทยอิสระทางเหนือ ก็ได้มกี ารคา้ ขายตดิ ต่อกบั ต่างประเทศ เช่น จนี มอญ มลายู ลงั กา ตลอดจนอนิ เดยี เรม่ิ มชี าวต่างประเทศเขา้ มาคา้ ขาย และมาตงั้ ประกอบกจิ การต่างๆ เชน่ พวกจนี เขา้ มาตงั้ ทาเครอ่ื งสงั คโลก เป็นตน้ มีการสนับสนุนการคา้ โดยไมเ่ กบ็ ภาษี จกอบ หรอื ศุลกากรเพ่อื ต้องการใหพ้ ่อค้ามคี วามสนใจในการทาการคา้ นอกจากน้ีพ่อขนุ รามคาแหงทรงศรทั ธาในหลกั ปฏบิ ตั ทิ ่เี คร่งครดั ของพระภกิ ษุในพระศาสนานิกายหนิ ยานท่มี คี วามเจรญิ รุ่งเรอื งอย่ใู นประเทศลงั กา พระองค์จงึ ทรงอญั เชญิพระภกิ ษุสงฆ์ลทั ธลิ งั กาวงศ์มาประจาท่ีกรุงสุโขทยั ทาหน้าท่เี ผยแพร่พระศาสนาลทั ธใิ หม่ ในระยะเวลาอนั สนั้ พระพุทธศาสนาลทิ ธลิ งั กาวงศก์ ม็ คี วามเจรญิ ในสุโขทยั ประชาชนพากนั ยอมรบันบั ถอื และววิ ฒั นาการมาเป็นศาสนาประจาชาตไิ ทยในทส่ี ดุ การนาพระศาสนาเขา้ มา และพ่อขนุ รามคาแหงไดท้ รงทาตวั อยา่ งใหป้ ระชาชนเหน็ ถงึ ความเคารพของพระองคท์ ม่ี ตี ่อพระภกิ ษุและหลกั ธรรม ทาใหศ้ าสนากลายเป็นเคร่อื งยดึเหน่ียวจติ ใจ ก่อให้เกิดศีลธรรมจรรยา และระเบียบวินัยแก่ประชาชน ทาให้มคี วามสามคั คีปรองดองเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั เกิดความสงบเรยี บรอ้ ยในบ้านเมอื ง เพราะทงั้ พ่อขุนและประชาชนมหี ลกั ยดึ และปฏบิ ตั ใิ นทางธรรม พระมหาธรรมราชาลไิ ทย พ่อขนุ ของสมยั สุโขทนั ในสมยั ต่อๆ มา ไดท้ รงนิพนธห์ นังสอื ไทยเร่อื งเก่ยี วกบั ศาสนาช่อื ไตรภูมพิ ระรว่ ง และในหนงั สอืเรอ่ื งน้เี องไดแ้ ถลงถงึ ทศพธิ ราชธรรม อนั เป็นหลกั ของพระมหากษตั รยิ ไ์ ทยตงั้ แต่นนั้ มาสมยั อยธุ ยา ระบอบการปกครองในสมยั อยุธยาเป็นระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ อานาจอธิปไตยอยู่ท่พี ระมหากษัตรยิ ์เพียงพระองค์เดยี ว เหมอื นกบั สมยั สุโขทยั แต่แนวความคดิเก่ียวกับพระมหากษัตรยิ ์ได้เปล่ยี นแปลงไปตามคติพราหมณ์ซ่งึ พวกขอมนามา โดยถือว่าพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นผทู้ ไ่ี ดร้ บั อานาจจากสวรรคต์ ามแนวความคดิ แบบลทั ธเิ ทวสทิ ธิ ์

ลกั ษณะการปกครองแบบเทวสทิ ธนิ ์ ้ีถอื ว่า พระมหากษตั รยิ เ์ ป็นเสมอื นเจา้ ชวี ตินอกจากจะมพี ระราชอานาจเดด็ ขาด สามารถกาหนดชะตาชวี ติ ของผอู้ ย่ใู ตป้ กครองแลว้ ยงั ถอืว่าอานาจในการปกครองนนั้ พระมหากษตั รยิ ท์ รงไดร้ บั จากสวรรค์ หรอื เป็นไปตามเทวโองการการกระทาของพระมหากษัตรยิ ์ถือเป็นความต้องการของพระเจ้า พระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นเหมือนสมมุติเทพ หรอื พระเจ้า หรือผู้แทนพระเจ้า เพราะฉะนัน้ พระมหากษัตรยิ ์ตามแนวความคิดแบบเทวสิทธิจ์ งึ ทรงอานาจสูงสุดล้นพ้น ลักษณะการปกครองเป็นแบบนายปกครองบา่ ว หรอื เจา้ ปกครองขา้ สาหรบั เร่อื งการปกครองนัน้ เน่ืองจากสมยั อยุธยามรี ะยะเวลายาวนาน และมีการเปล่ียนแปลงรูปแบบหลักเกณฑ์การปกครองบ้างไม่ได้ใช้รูปแบบเดียวตลอดสมยั จึงเหน็ สมควรแบ่งการศกึ ษาออกเป็น 2 สมยั คอื สมยั อยธุ ยาตอนตน้ ระหว่าง พ.ศ. 1893 – 1991และสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย เร่ิมแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 1991จนกระทงั่ เสยี กรงุ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2310 1. สมยั อยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893 – 1991 ) สมเด็จพระรามาธบิ ดที ่ี 1(อู่ทอง) ได้ทรงวางระบอบการปกครองส่วนกลางเป็ นแบบ จตุสดมภ์ ตามแบบ ขอม มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นผอู้ านวยการปกครองสูงสุด และมเี สนาบดี 4 คน คอื ขุนเมอื ง (เวยี ง)ขนุ วงั ขนุ คลงั และขนุ นา เป็นผชู้ ่วยดาเนินการเกย่ี วกบั กจิ การทงั้ 4 คอื 1. เมอื ง (เวยี ง) รบั ผดิ ชอบดา้ นรกั ษาความสงบและปราบปรามโจรผรู้ า้ ย 2. วงั มหี น้าทเ่ี กย่ี วกบั ราชสานกั การยตุ ธิ รรม และตดั สนิ คดคี วามต่างๆ 3. คลงั ไดแ้ ก่ งานดา้ นคลงั มหาสมบตั ิ การคา้ และภาษตี ่างๆ 4. นา รบั ผดิ ชอบเกย่ี วกบั การเกษตร สาหรบั การจดั ระเบยี บการปกครองนัน้ ได้นารปู แบบในสมยั สุโขทยั มาใช้ โดยให้ กรงุ ศรอี ยธุ ยาเป็นราชธานี และเป็นศนู ยก์ ลางการปกครอง เมอื งอ่นื ๆ แบง่ เป็น 3 ประเภท 1. หวั เมอื งชนั้ ใน ประกอบดว้ ยเมอื งหน้าด่านชนั้ ในสาหรบั ป้องกนั ในราชธานี 4ทิศ คือ ลพบุรี นครนายก พระประแดง และสุพรรณบุรี รวมทงั้ หวั เมอื งชนั้ ในเรยี งรายตามระยะทางคมนาคม สามารถตติ ่อกบั ราชธานไี ดภ้ ายใน 2 วนั เช่น นครพนม สงิ หบ์ ุรี ปราจนี บุรีชลบุรี เพชรบุรี ราชบรุ ี เป็นตน้ 2. หวั เมอื งชนั้ นอก หรอื เมอื งพระยามหานคร ได้แก่ เมอื งซ่งึ อยู่นอกเขตหวัเมอื งชนั้ ในออกไปตามทศิ ต่างๆ ได้แก่ โคราช จนั ทบุรี ไชยา นครศรธี รรมราช พทั ลุง สงขลาถลาง ตะนาวศรี ทวาย และเชยี งกราน เมอื งเหล่าน้ีบางเมอื งในสมยั สุโขทยั จดั ว่าเป็นเมอื งประเทศราชแต่ในสมยั อยธุ ยาไดเ้ ปลย่ี นสภาพมาเป็นหวั เมอื งชนั้ นอก

3. เมอื งประเทศราช ได้แก่ เมืองมะละกา ยะโฮร์ ทางแหลมมลายู และกมั พูชาด้านตะวนั ออกในสมยั อยุธยาน้ี นอกจากจะจดั การปกครองส่วนภูมภิ าคเป็นหวั เมอื งต่างๆ แล้ว ยงั มกี ารจดั ระเบยี บการปกครองทอ้ งทใ่ี นหวั เมอื งชัน้ ในอกี โดยแบ่งออกเป็นแขวงแขวงแบ่งออเกเป็นตาบล และตาบลแบ่งออกเป็นหมู่บ้าน โดยมผี ู้ปกครองตามระดบั ดงั น้ีหมน่ื แขวง กานนั ซง่ึ มกั ไดร้ บั บรรดาศกั ดเิ ์ป็นพนั และผใู้ หญ่บา้ น ประชาชนในสมยั อยุธยาตอนตน้ มฐี านะเป็นไพร่ ทาหน้าทที่ งั้ ทางราชการ และหน้าทีท่ างพลเรือน พร้อมกนั ไปเพราะว่าการปกครองในสมยั นัน้ ยงั ไม่มที ฤษฎีการแบ่งงานประชาชนเป็นไพร่ได้รบั ท่ีดินตามท่ีตนและครอบครวั จะทาการเพาะปลูกได้ เม่อื มีผลผลิตเกดิ ข้นึ พวกไพร่จะต้องมอบส่วนหน่ึงให้กบั ขุนวงั หรอื ผู้ซ่งึ ได้รบั มอบหมายให้ดูแลท่ีดนิ นัน้ไพร่จะต้องสละเวลาส่วนหน่ึงไปรบั ใช้ ผทู้ ่ยี อมใหต้ นอย่ใู นทด่ี นิ ของเขา ขนุ นางจะเป็นผคู้ วบคุมไพร่โดยตรง และมีหน้าท่ีระดมกาลังยามศึกสงคราม หรอื เกณฑ์แรงงานไปช่วยทางานสาธารณประโยชน์ ซง่ึ เท่ากบั ว่าประชาชนหรอื ไพร่ทุกคนจะต้องรบั ใชพ้ ระมหากษตั รยิ ์ มฐี านะเป็นทหารทกุ คน 2. สมยั อยธุ ยาตอนกลางและตอนปลาย (พ.ศ. 1991 - 2310) การปรบั ปรงุ การปกครองในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถในช่วง 100 ปีแรกของสมยั อยธุ ยา การบรหิ ารมไิ ด้แยกกนั ระหว่างฝ่ายพลเรอื นและฝ่ายทหาร เมอ่ื สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถทรงขน้ึ ครองราชยใ์ นระหว่าง พ.ศ. 1991 – 2031 พระองคท์ รงปฏริ ปู การปกครองเสยี ใหม่ ใหม้ สี มหุ นายกเป็นหวั หน้าราชการ ฝ่ายพลเรอื น โดยมเี สนาบดจี ตุสมดภเ์ ป็นผชู้ ่วย รบั ผดิ ชอบบรหิ ารกจิ การเกย่ี วกบั เมอื งวงั คลงั นา และใหม้ สี มุหกลาโหมเป็นหวั หน้าราชการ ฝ่ ายทหาร ทาหน้าท่ดี า้ นทหารและการป้องกนั ประเทศไพรจ่ ะไดร้ บั สทิ ธทิ จ่ี ะเลอื กสงั กดั ฝ่ายพลเรอื น หรอื ฝ่ายทหาร แต่ในยามสงครามไพรท่ งั้ สองฝ่ายตอ้ งออกรบดว้ ยกนั ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 – 2031 ) ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยศักดินาข้นึ และใช้มาจนถึงยุคกรุงรตั นโกสินทร์ตอนต้น ศักดินา คือ วธิ ใี ห้เกยี รตยิ ศบุคคลตงั้ แต่ขุนนางขา้ ราชการลงไปถงึ ไพร่และทาสโดยกาหนดจานวนท่นี ามากน้อยตามศกั ดหิ ์ รอื เกียรติยศของบุคคล เช่น ขุนนางชนั้ เอก คอื ชนั้ เจา้ พระยามศี กั ดนิ า 10,000 ไร่คนธรรมดาสามญั มศี กั ดนิ า 25 ไร่ ทาสมศี กั ดนิ า 5 ไร่ เป็นตน้ การกาหนดระบบศกั ดนิ าขน้ึ มาก็เพ่อื ประโยชน์ในการกาหนดสทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องประชาชน นอกจากน้ีระบบศกั ดนิ ายงั เก่ยี วพนักับการชาระโทษและปรบั ไหมในกรณีกระทาผิดอีกด้วย คนท่ถี ือศักดนิ าสูงเม่อื ทาผิดจะถูกลงโทษหนกั กวา่ ผมู้ ศี กั ดนิ าต่า การปรบั ในศาลหลวงคา่ ปรบั นนั้ กเ็ อาศกั ดนิ าเป็นบรรทดั ฐาน ในด้านความสมั พนั ธ์กบั ต่างประเทศ ในสมยั อยุธยานอกจากค้าขายกับชาติต่างๆ ใน เอเชยี แล้ว ก็ไดค้ า้ ขายกบั ชาวตะวนั ตกดว้ ย ชาตแิ รกทเ่ี ขา้ มาคอื โปรตุเกส โดยฑูตช่อื ดูอารต์ เฟอรน์ ันเดช ในสมยั พระรามาธบิ ดที ่ี 2 พ.ศ. 2061 ได้มกี ารเซ็นสญั ญาอนุญาตให้

ชาวโปรตุเกสทามาค้าขายในดนิ แดนไทยได้ ต่อจากนัน้ กม็ ชี นชาติอ่นื ๆ เช่น สเปน องั กฤษฮอลนั ดา ฝรงั่ เศสทยอยกนั เขา้ มามสี มั พนั ธท์ างการคา้ กบั ไทย โดยปกติพระมหากษัตรยิ ์ของไทยมกั ให้การต้อนรบั ชนต่างชาติเป็นอย่างดีบางครงั้ ก็มกี องกาลงั ต่างชาติประจาการเป็นอาสาประจาอาณาจกั ร โดยเฉพาะในสมยั พระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199 - 2231) มชี าวต่างประเทศเขา้ มารบั ราชการในตาแหน่งสาคญั ๆหลายคน มกี ารแลกเปล่ยี นทูตกบั ฝรงั่ เศสหลายครงั้ หลงั จากสมยั พระนารายณ์ลงมา อทิ ธพิ ลของชาวตะวนั ตกในราชสานักจงึ ลดลง เพราะพระมหากษัตรยิ ์ของอยุธยาตอนปลายไม่นิยมชาวตะวนั ตก และระแวงวา่ จะเขา้ มาหาทางครอบครองเอาชาตไิ ทยเป็นเมอื งขน้ึสมยั รตั นโกสินทร์ ลกั ษณะการปกครองในสมยั ธนบุรี ไม่ไดม้ กี ารปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลงไปจากรปูแบบเดมิ ทใ่ี ชอ้ ยใู่ นสมยั อยธุ ยาเน่ืองจากขณะนนั้ เป็นระยะทไ่ี ทยกาลงั รวบรวมอาณาจกั รขน้ึ ใหม่พระเจา้ กรุงธนบุรี (ตากสนิ ) ทรงมพี ระราชภาระในการปราบปรามบรรดาชุมนุมอิสระต่างๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ หลงั กรุงศรอี ยุธยาแตก รปู แบบการปกครองแบบกรุงศรอี ยุธยาคงใชอ้ ย่เู ร่อื ยมา แมแ้ ต่ในสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ เพมิ่ มกี ารปฏริ ปู ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วัรชั กาลท่ี 5 อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่าการปรบั ปรุงระเบียบแบบแผนการปกครองในสมยัสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ไดม้ กี ารวางแนวรากฐานเตรยี มพรอ้ มไวส้ าหรบั การปฏริ ปู มาตงั้ แต่สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั พระองค์ได้ทรงสนับสนุนใหม้ กี ารศกึ ษาอารยธรรมตะวนั ตก เป็นเหตุให้ได้รบั ทราบถงึ ความเจรญิ ก้าวหน้าในหลกั การปกครองของตะวนั ตกและนามาปรบั ปรงุ ในการปกครองของไทย การท่รี ชั กาลท่ี 5 ทรงปฏริ ปู การปกครองไปจากเดมิ เป็นอย่างมาก เพราะทรงเห็นว่าเป็นหนทางหน่ึงท่จี ะรกั ษาเอกราชของบ้านเมอื งไว้ได้ ในช่วงการขยายลทั ธจิ กั รวรรดินิยมของชาตติ ะวนั ตกเพราะในขณะนัน้ ประเทศเพ่อื นบ้านขา้ งเคยี งลว้ นแต่ตกเป็นเมอื งขน้ึ ของชาตติ ะวนั ตกทงั้ สน้ิ การปรบั ปรงุ การปกครองให้ทนั สมยั ทาใหช้ าวต่างชาตเิ หน็ ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีเจรญิ แล้ว สามารถปกครองดูแลพัฒนาบ้านเมอื งเองได้ นอกจากน้ี ยงั ทาให้เศรษฐกจิ ดขี น้ึ ประชาชนมคี วามเป็นอย่ดู ขี น้ึ ประเทศชาตมิ รี ายได้ในการทานุบารุงบา้ นเมอื งมากขน้ึ ทาให้สายตาของชาวต่างชาติมองประเทศไทยต่างจากประเทศเพ่อื นบ้านอ่นื ๆ และดว้ ยการวางวเิ ทโศบายทางการทตู กบั ชาตติ ะวนั ตกต่างๆ อย่างเหมาะสม ยอมรบั ว่าชาวยุโรปเป็นชาตทิ เ่ี จรญิ ให้เกยี รตแิ ละยกย่องพรอ้ มกบั เปล่ยี นแปลงวธิ กี ารปฏบิ ตั ติ ่างๆ อย่าง เพ่อื ให้เหน็ ว่าไทยไม่ใช่ชนชาตปิ ่ าเถ่อื น เช่น ให้ขา้ ราชการสวมเสอ้ื เวลาเขา้ เฝ้า นอกจากนัน้ ยงั ยอมผ่อนปรนอย่างชาญฉลาด แม้จะเสียผลประโยชน์หรอื ดินแดนไปบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย ยงัสามารถรกั ษาส่วนใหญ่ไวไ้ ด้ ทาใหป้ ระเทศไทยคงความเป็นชาตทิ ม่ี เี อกราชมาไดต้ ลอด

การปฏิรปู การปกครองสมยั สมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู วัการปรบั ปรงุ การบรหิ ารราชการในส่วนกลาง พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงยกเลกิ ตาแหน่ง อคั รเสนาบดี 2 ตาแหน่ง คอื สมุหกลาโหม และสมุหนายก รวมทงั้ จตุสดมถ์โดยการแบ่งการบรหิ ารราชการออกเป็นกระทรวงตามแบบอารยะประเทศ และใหม้ เี สนาบดเี ป็นผวู้ ่าการแต่ละกระทรวง กระทรวงทต่ี งั้ ขน้ึ ทงั้ หมดเมอ่ื พ.ศ. 2435 มี 12 กระทรวง คอื1. มหาดไทย บงั คบั บญั ชาหวั เมอื งฝ่ายเหนอื และเมอื งลาว2. กลาโหม บงั คบั บญั ชาหวั เมอื งฝ่ายใต้ หวั เมอื งฝ่ายตะวนั ออก ตะวนั ตก และเมอื งมลายู3. ต่างประเทศ จดั การเรอ่ื งเกย่ี วกบั การต่างประเทศ4. วงั กจิ การในพระราชวงั5. เมอื งหรอื นครบาล จดั การเกย่ี วกบั เรอ่ื งตารวจและราชฑณั ฑ์6. เกษตราธกิ าร วา่ การเกย่ี วกบั การเพาะปลกู เหมอื งแร่ ป่าไม้7. คลงั วา่ การภาษอี ากรและงบประมาณแผ่นดนิ8. ยตุ ธิ รรม จดั การเรอ่ื งชาระคดแี ละการศาล9. ยทุ ธนาธกิ าร จดั การเกย่ี วกบั เรอ่ื งการทหาร10. ธรรมการ วา่ การเรอ่ื งการศกึ ษา การสาธารณสขุ และสงฆ์11. โยธาธกิ าร วา่ การเรอ่ื งการก่อสรา้ ง ถนน คลอง การช่าง ไปรษณยี โ์ ทรเลข และรถไฟ12. มรุ ธาธกิ าร เกย่ี วกบั การรกั ษาตราแผ่นดนิ และงานระเบยี บสารบรรณ ภายหลงั ได้ยุบกระทรวงยุทธนาธกิ ารไปรวมกบั กระทรวงกลาโหม และยุบกระทรวงมรุ ธาธกิ าร ไปรวมกบั กระทรวงวงั คงเหลอื เพยี ง 10 กระทรวง เสนาบดที ุกกระทรวงมีฐานะเท่าเทียมกัน และประชุมร่วมกันเป็น เสนาบดีสภา ทาหน้าท่ีปรกึ ษาและช่วยบรหิ ารราชการแผ่นดินตามท่ีพระมหากษัตรยิ ์ทรงมอบหมาย เพราะอานาจสูงสุดเด็ดขาดเป็นของพระมหากษัตรยิ ์ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงแต่งตัง้ สภาท่ีปรึกษา ในพระองค์ ซ่ึงต่อมาได้เปล่ียนเป็น รฐั มนตรสี ภาประกอบด้วยเสนาบดี หรือผู้แทนกับผู้ท่ีโปรดเกล้าฯ แต่งตัง้ รวมกันไม่น้อยกว่า 12 คนจดุ ประสงคเ์ พ่อื เป็นท่ปี รกึ ษาและคอยทดั ทานอานาจพระมหากษตั รยิ ์ แต่การปฏบิ ตั หิ น้าท่ขี องสภาดงั กล่าวหาได้บรรลุจุดประสงค์ท่ีทรงหวงั ไว้เพราะสมาชกิ ส่วนใหญ่ไม่กล้าท่ีจะโต้แย้งพระราชดารสิ ่วนใหญ่มกั พอใจทจ่ี ะปฏบิ ตั ติ ามมากกว่าทจ่ี ะแสดงความคดิ เหน็

นอกจากน้ี พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ยงั ทรงแต่งตงั้ องคมนตรีสภาขน้ึ อกี ประกอบขน้ึ ด้วยสมาชกิ เม่อื แรกตงั้ ถงึ 49 คน มที งั้ สามญั ชน ตงั้ แต่ชนชนั้ หลวงถึงเจา้ พระยาและพระราชวงศ์ องคมนตรสี ภาน้ีอย่ใู นฐานะรองจากรฐั มนตรสี ภา เพราะขอ้ ความท่ีปรกึ ษา และตกลงกนั ในองคมนตรสี ภาแลว้ จะต้องนาเขา้ ท่ปี ระชุมรฐั มนตรสี ภาแลว้ จงึ จะเสนาเสนาบดกี ระทรวงต่างๆ ในด้านการปกครองท้องถ่ิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ทรงจดัใหม้ กี ารบรหิ าราชการส่วนทอ้ งถนิ่ ในรปู สุขาภบิ าล ซง่ึ มหี น้าทค่ี ลา้ ยเทศบาลในปัจจบุ นั เป็นครงั้แรกเมอ่ื พ.ศ. 2440 โดยโปรดเกลา้ ฯใหต้ ราพระราชบญั ญตั สิ ขุ าภบิ าล กรงุ เทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ.2440) ขน้ึ บงั คบั ใชใ้ นกรุงเทพฯ ต่อมาไดข้ ยายไปทท่ี ่าฉลอม ปรากฏว่าดาเนินการไดผ้ ลดเี ป็นอย่างมากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวั จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบญั ญัติสุขาภบิ าล พ.ศ. 2448 ขน้ึ โดยแบ่งสุขาภิบาลออกเป็น 2 ประเภท คอื สุขาภิบาลเมอื ง และสุขาภิบาลตาบล ท้องถ่ินใดเหมาะสมท่ีจะจดั ตัง้ สุขาภิบาลใดก็ให้ประกาศตัง้ สุขาภิบาล ในทอ้ งถนิ่ นนั้ สาหรบั การปกครองส่วนภูมภิ าค พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรชั กาลท่ี 6 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบญั ญตั ลิ กั ษณะการปกครองท้องท่ี พ.ศ. 2475 ข้นึเป็นผลใหใ้ นการปกครองแบ่งประเทศออกเป็นมณฑล ถดั จากมณฑลกค็ อื เมอื ง ซง่ึ ต่อมาเรยี กเป็นจงั หวดั จากจงั หวดั แบ่งเป็นอาเภอ โดยกระทรวงมหาดไทยตงั้ ขา้ ราชการจากส่วนกลางไปปกครองทงั้ 3 ระดบั อาเภอแบง่ เป็นหมบู่ า้ น มกี านนั เป็นผปู้ กครอง แมว้ ่าการปกครองในสมยั รตั นโกสนิ ทรจ์ ะเป็นแบบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ แต่พระราชกรณยี กจิ บางประการของพระมหากษตั รยิ ก์ ถ็ อื ไดว้ ่าเป็นการปพู น้ื ฐานการปกครองแบบประชาธปิ ไตย โดยเฉพาะในสมยั พระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ได้ทรงดาเนินการดงั ต่อไปน้ี 1. การเลกิ ทาส พระบาสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงประกาศเลกิ ทาสเม่ือ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2417 นโยบายการเลิกทาสของพระองค์นัน้ เพ่ือให้ประชาชนมีสิทธิเสรภี าพ และความเสมอภาคทดั เทยี มกนั อนั เป็นหลกั การสาคญั ของระบอบประชาธปิ ไตย 2. สนับสนุนการศกึ ษา ทรงจดั ตงั้ โรงเรยี นเพ่อื สนับสนุนใหค้ นไทยได้มโี อกาสเล่าเรยี นศึกษา หาความรู้ ตงั้ ทุนพระราชทาน ส่งผู้มคี วามสามารถไปศึกษาต่อต่างประเทศจากการสนับสนุนการศึกษาอย่างกว้างขวางน้ี นับได้ว่าเป็นรากฐานของการเปล่ียนแปลงแนวความคดิ ในการปกครองประเทศสรู่ ะบอบประชาธปิ ไตย 3.การปฏริ ปู การปกครอง การปฏริ ูประบอบบรหิ ารราชการ ทรงเปิดโอกาสให้ขา้ ราชการมสี ่วนรบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารมากข้นึ ทรงสนับสนุนการปกครองท้องถนิ่ ด้วยการ

จดั ตงั้ สุขาภบิ าล ทาใหป้ ระชาชนธรรมดามสี ่วนและมโี อกาสเรยี นรปู้ ระสบการณ์การบรหิ ารการปกครอง ตามหลกั การประชาธปิ ไตยทต่ี อ้ งการใหป้ ระชาชนมสี ่วนรว่ มในการปกครองบา้ นเมอื ง นอกจากน้ีในสมยั พระบาสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อย่หู วั รชั กาลท่ี 6 ไดม้ กี ารส่งเสรมิ การศกึ ษาให้แพร่หลาย มกี ารจดั ตงั้ โรงเรยี นขน้ึ หลายแห่ง และสนับสนุนให้ทุนหลวงโดยส่งนักเรยี นไปเรยี นในต่างประเทศมกี ารศกึ ษาภาคบงั คบั โดยกาหนดว่าใครอายคุ รบเกณฑ์7 ปี ต้องเขา้ รบั การศกึ ษาขนั้ ประถมศกึ ษา ทาให้ประชาชนมกี ารศึกษาเพม่ิ ขน้ึ พระบาสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงแสดงใหเ้ หน็ ว่าพระองคท์ รงนิยมระบอบประชาธปิ ไตย โดยไดท้ รงจดั ตัง้ เมืองสมมุติดุสิตธานี ข้ึนในบริเวณวังพญาไท จาลองรูปแบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยขน้ึ ใชใ้ นเมอื งสมมุตนิ ัน้ โดยโปรดเกล้าฯ ให้มรี ฐั ธรรมนูญการปกครองลกั ษณะนคราภบิ าลซง่ึ เปรยี บเสมอื นรฐั ธรรมนูญของเมอื ง และใหข้ า้ ราชบรพิ ารสมมตุ ติ นเองเป็นราษฎรของดุสติ ธานี มกี ารจดั ตัง้ สภาการเมอื งและเปิดโอกาสให้ราษฎรสมมุติใช้สทิ ธใิ ์ ช้เสียงแบบประชาธปิ ไตย เป็นเสมอื นการฝึกหดั การปกครองแบบประชาธปิ ไตย ต่อมาพระบาสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หวั รชั กาลท่ี 7 ได้พระราชทานสมั ภาษณ์แก่นกั หนงั สอื พมิ พร์ ะหว่างเสดจ็ เยย่ี มเยยี นสหรฐั อเมรกิ าเมอ่ื พ.ศ. 2474 ว่าพระองคท์ รงเตรยี มการทจ่ี ะพระราชทานรฐั ธรรมนูญแก่ประชาชน เพราะทรงเหน็ ว่าคนไทยมกี ารศกึ ษาดขี น้ึ มคี วามคดิอ่านและสนใจทางการเมอื งมากขน้ึ เม่อื เสดจ็ กลบั มา พระองคท์ รงมอบให้พระศรวี สิ ารวาจา ท่ีปรกึ ษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ และนายเรมอน สตีเวนส์ท่ีปรกึ ษากระทรวงการต่างประเทศพจิ ารณารา่ งรฐั ธรรมนูญขน้ึ แต่ดาเนินการไมท่ นั แลว้ เสรจ็ ไดม้ กี ารปฏวิ ตั ขิ น้ึ เมอ่ื 24มถิ ุนายน 2475 โดยคณะราษฎร เปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์มาเป็นการปกครองโดยมรี ฐั ธรรมนูญเป็นหลกั นบั ตงั้ แต่นนั้ มา สาระสาคญั ของการปกครองตามพระราชบญั ญตั ธิ รรมนูญการปกครองแผ่นดนิสยาม พ.ศ. 2475 ซง่ึ คณะราษฎรไดข้ อพระบาสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงพระราชทานเพ่อืประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย เม่อื วนั ท่ี 27 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 และถือเป็นรฐั ธรรมนูญฉบบัแรก คอื 1. อานาจอธปิ ไตย เป็นอานาจสงู สุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชนชาวไทย 2. รฐั ธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จะกาหนดหน้าท่ีความสมั พนั ธข์ องสถาบนั การปกครองต่างๆ ไวอ้ ยา่ งละเอยี ดและชดั เจน 3. พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นพระประมุขของประเทศ และทรงใชอ้ านาจอธปิ ไตยตามบทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนูญ คอื ทรงใชอ้ านาจนิตบิ ญั ญตั ทิ างรฐั สภา หรอื สภาผแู้ ทนราษฎรทรงใชอ้ านาจบรหิ ารทางคณะรฐั มนตรี และทรงใชอ้ านาจตุลาการทางศาล

คณะราษฎรไดจ้ ดั ตงั้ การปกครองประเทศตามนโยบายของคณะราษฎร ไดแ้ ก่หลกั 6 ประการ มดี งั น้ี 1. จะต้องรกั ษา ความเป็นเอกราช ทัง้ หลาย เช่น เอกราชในทางการเมอื งในทางศาล ในทางเศรษฐกจิ ฯลฯ ของประเทศใหม้ นั่ คง 2.จะต้องรกั ษา ความปลอดภยั ภายในประเทศ ในการประทุษรา้ ยต่อกนัใหล้ ดน้อยลงใหม้ าก 3. จะต้องบารุง ความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกจิ โดยรฐั บาลใหม่จะหางานใหร้ าษฎรทกุ ๆ คนทาจะวางเศรษฐกจิ แห่งชาติ ไมป่ ลอ่ ยใหร้ าษฎรอดอยาก 4. จะตอ้ งใหร้ าษฎรมสี ทิ ธเิ สมอภาคกนั (หมายถงึ สทิ ธเิ สมอภาคกนั ทางกฎหมาย) 5. จะตอ้ งใหร้ าษฎรไดม้ ี เสรภี าพ มคี วามเป็นอสิ ระ เมอ่ื เสรภี าพน้ไี ม่ขดั ต่อหลกั4 ประการขา้ งตน้ 6. จะตอ้ งใหก้ ารศกึ ษาอยา่ งเตม็ ทแ่ี ก่ราษฎร ส่วนการจดั การปกครองตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พ.ศ. 2475 ซง่ึ ใชร้ ะหวา่ ง วนั ท่ี 27 มถิ ุนายน ถงึ 9 ธนั วาคม พ.ศ. 2475 มกี ารดาเนินการใหอ้ งคก์ รการปกครอง คอื 1. สภาผแู้ ทนราษฎร เป็นฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ มอี านาจออกพระราชบญั ญตั ทิ งั้ หลายและดูแลควบคุมกจิ การของประเทศ ในระยะเรมิ่ แรกสมยั ท่ี 1 สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรได้มาจากการแต่งตงั้ ของคณะราษฎรมจี านวน 70 คน 2. คณะกรรมการราษฎร เป็ นฝ่ ายบริหาร เช่นเดียวกับคณะรฐั มนตรีในรฐั ธรรมนูญฉบบั ต่อๆ มามอี านาจและหน้าท่ดี าเนินการใหเ้ ป็นไปตามวตั ถุประสงค์ของสภา มีเสนาบดีซ่งึ เป็นเสมอื นรฐั มนตรกี ระทรวงต่างๆ เป็นผู้รบั ผิดชอบต่อคณะกรรมการราษฎรในกิจการทงั้ ปวง โดยมปี ระชาชน กรรมการราษฎรหรอื อาจเรยี กได้ว่าเป็นนายกรฐั มนตรเี ป็นหวั หน้าฝ่ายบรหิ าร 3. ศาล เป็นผใู้ ชอ้ านาจตุลาการ การระงบั ขอ้ พพิ าทใหเ้ ป็นไปตามกฎหมาย (ท่ีใชอ้ ยใู่ นขณะนนั้ ) ผพู้ พิ ากษามอี สิ ระในการพจิ ารณาพพิ ากษาอรรถคดใี หเ้ ป็นไปตามกฎหมาย ตอ่ มากไ็ ดม้ พี ระบรมราชโองการประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทยเป็นการถาวรฉบบั แรก เม่อื วนั ท่ี 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475 ดาเนินการปกครองในรปู ประชาธปิ ไตยแบบรฐั สภา โดยมพี ระมหากษตั รยิ ์เป็นพระประมขุ องคก์ รหลกั ในการปกครอง คอื พระมหากษตั รยิ ์ในฐานะองคพ์ ระประมขุ รฐั สภาเป็นฝ่ายนิตบิ ญั ญตั ิ คณะรฐั มนตรซี ่งึ มนี ายกรฐั มนตรเี ป็นหวั หน้าฝ่ายบรหิ าร และศาลเป็ นผู้ใช้อานาจตุลาการ แม้ภายหลังจากนัน้ จะมีการยกเลิกและประกาศใช้รฐั ธรรมนูญฉบบั ใหมอ่ กี หลายครงั้ แต่กอ็ าจกลา่ วไดว้ า่ ประเทศไทยพยายามทจ่ี ะยดึ รปู การปกครองประชาธปิ ไตยแบบรฐั สภามาโดยตลอด


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook