ชดุ ฝึกการพัฒนาความสามารถด้านการเขยี นเรยี งความ โดยใช้การจัดการเรยี นรแู้ บบ ร่วมมอื ร่วมกับผังกราฟิก กล่มุ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย สาหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ โรงเรยี นบา้ นห้วยสวิง ศูนยเ์ ครอื ขา่ ยพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาบ้านกลางชา้ งตะลูด จัดทาโดย นางสาวอรทยั กุลเกลยี้ ง ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ชานาญการ โรงเรยี นบา้ นหว้ ยสวิง ศูนยเ์ ครอื ขา่ ยพฒั นาคุณภาพการศึกษาบ้านกลางช้างตะลูด สานกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบรู ณ์ เขต ๒ สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
ก คานา การเขยี น เป็นทักษะกระบวนการเรยี นรพู้ น้ื ฐานที่สาคญั ทผี่ ้เู รยี นสามารถเกดิ การเรียนร้ไู ด้ดว้ ยตนเอง ผูเ้ ขียนจงึ ตอ้ งมคี วามรู้และทักษะการเขียนเพ่ือใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในเรื่องท่ีเขียนได้อยา่ งลึกซงึ่ การเขียนมี จุดมุง่ หมายหลายประการ ตามลาดบั ข้นั ความยากง่าย สาหรับการจดั กจิ กรรมการสอนในระดับช้ัน ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ ผู้เรยี นตอ้ งมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเรื่องการเขยี นตามจุดประสงคท์ ช่ี ดั เจน ซึ่งจะช่วยให้เกิด ทักษะการเรยี นรู้ทีร่ วดเร็วและเกิดประสทิ ธิภาพ ผสู้ อนจึงจัดทาแบบฝกึ เสรมิ ทักษะการเขียน เร่ืองการเขยี น เรียงความ จานวน ๖ ใบกิจกรรม แบบฝกึ เสริมทักษะการเขียน เรือ่ ง การการเขียนเรยี งความ เพ่ือให้ผู้เรยี นเกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถฝึกทักษะไดด้ ว้ ยตนเอง สามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้และเพอ่ื เปน็ ส่ือช่วยในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนให้ผู้เรียนบรรลตุ ามจดุ ประสงค์ท่ีตัง้ ใจ นางสาวอรทัย กุลเกลย้ี ง
สารบัญ ข เรอ่ื ง หนา้ คานา ๑ สารบัญ ๒ ๕ จุดประสงคข์ องการเรียนรู้ ๖ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ๗ ใบความรู้ที่ ๑ เร่ือง การเขยี นเรยี งความ ๘ ใบกจิ กรรมที่ ๑ ๙ ใบกจิ กรรมท่ี ๒ ๑๐ ใบความรู้ที่ ๒ เร่อื ง การเขียนเรียงความจากผงั ความคิด ๑๓ ใบกจิ กรรมที่ ๓ ๑๕ ใบความรู้ท่ี ๓ เรื่อง การเขยี นเรยี งความจากผงั แมงมุม ๑๙ ใบกจิ กรรมท่ี ๔ ๒๑ ใบความรู้ที่ ๔ เรื่อง การเขียนเรียงความจากผงั ลาดับขน้ั ตอน ๒๕ ใบกจิ กรรมที่ ๕ 38 ใบความรู้ที่ ๕ เรื่อง การเขียนเรียงความจากผังมโนทศั น์ ๒๑ ใบกิจกรรมที่ ๖ 53 แบบทดสอบหลังเรยี น เฉลย เอกสารอา้ งองิ
1 ผู้เรยี นสามารถ 1. บอกองค์ประกอบและลักษณะของเรียงความได้ 2. ระบปุ ระเภทของโวหารทใ่ี ชใ้ นการเขยี นเรยี งความได้ 3. อธิบายขัน้ ตอนการเขยี นเรียงความได้ 4. เขียนเรยี งความได้
2 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น เรอ่ื ง การเขยี นเรยี งความ ********************************************************** คาสัง่ ให้ผเู้ รยี นเลอื กคาตอบท่ถี ูกต้องทสี่ ุดเพียงคาตอบเดียว แล้วทาเครื่องหมาย X (กากบาท) ลงในกระดาษคาตอบ ๑. เรียงความมอี งค์ประกอบกี่ส่วน ก. ๒ ส่วน ข. ๓ สว่ น ค. ๔ ส่วน ง. ๕ สว่ น ๒. คานาเป็นสว่ นใดของการเขียนเรียงความ ก. ส่วนท่ี ๑ ข. สว่ นที่ ๒ ค. ส่วนที่ ๓ ง. สว่ นที่ ๔ ๓. สว่ นใดของเรยี งความท่มี ีความสาคญั ทีส่ ดุ ก. คานา ข. เนื้อเรื่อง ค. สรปุ ง. ถูกทกุ ข้อ ๔. ขอ้ ใดไมใ่ ชข่ ั้นตอนการเขียนเรียงความ ก. การเลอื กเรอ่ื ง ข. การค้นหาข้อมลู ค. การวางโครงเรอ่ื ง ง. การวิเคราะห์เนื้อหา
3 ๕. ขอ้ ใดไม่ใชล่ กั ษณะของเรียงความที่ดี ก. มีเอกภาพ ข. มีสมั พนั ธภาพ ค. มีความกลมกลืน ง. มีสารตั ถภาพ ๖. ข้อใดไมใ่ ช่การเขียนเรยี งความทีม่ เี อกภาพ ก. ต้องมเี น้ือหาไปในทศิ ทางเดยี วกนั ข. ตอ้ งมีเนือ้ หาที่เกี่ยวเนือ่ งสัมพนั ธ์กัน ค. ต้องมเี น้อื หาสาระทสี่ มบูรณต์ ลอดท้ังเร่อื ง ง. ต้องมีเนอ้ื หาบรรยายตลอดท้ังเรื่อง ๗. ขั้นตอนการเขียนเรียงความขอ้ ใดทมี่ ีการเขยี นคานา เน้ือเรอ่ื ง สรปุ ก. การเลือกเรื่อง ข. การค้นคว้าขอ้ มูล ค. การวเิ คราะหเ์ นื้อหา ง. การเรียบเรยี ง ๘. องคป์ ระกอบของเรยี งความส่วนใดที่มกี ารยกคาพดู สุภาษติ หรือบทกวที ่นี ่าประทบั ใจ ก. คานา ข. เนอื้ เรอ่ื ง ค. สรปุ ง. ข้อ ก และ ข ถกู ๙. ขอ้ ใดไมใ่ ช่สานวนภาษาทีใ่ ชใ้ นการเขียนเรยี งความ ก. ใช้ภาษาทเี่ ป็นทางการ ข. ไมค่ วรใช้ภาษาพดู ค. ไมค่ วรใชภ้ าษาแสลง ง. ควรหลกี เลย่ี งการใชค้ าศัพท์ทยี่ าก
4 ๑๐. ขอ้ ใดไมใ่ ช่สานวนที่ใชใ้ นการเขยี นเรยี งความ ก. แบบบรรยายโวหาร ข. อุปลกั ษณ์โวหาร ค. แบบพรรณนาโวหาร ง. แบบอุปมาโวหาร
5 ใบความร้ทู ี่ ๑ การเขยี นเรยี งความ ความหมายของเรียงความ เรียงความ เป็นงานเขียนร้อยแก้วชนิดหนึ่งท่ีผู้เขียนมุ่งถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้ ความคิด และทศั นคติในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งดว้ ยถอ้ ยคาและสานวนทเ่ี รียบเรียงอย่างมีลาดับชั้นและสละสลวย องค์ประกอบของเรียงความ เรยี งความมีองคป์ ระกอบ ๓ สว่ น คือ คานา เนื้อเรื่อง และสรปุ ๑. คานา เป็นส่วนแรกของเรียงความ ทาหน้าทีเ่ ปิดประเด็นหรือนาเข้าสู่เร่ืองที่จะเขียน จึง อาจกลา่ วได้ว่า คานาเป็นส่วนที่ดึงดูดความสนใจและทาให้ผู้อ่านเกิดความอยากรู้และต้องติดตาม เร่ืองต่อไป ผู้เขียนจึงต้องเขียนคานาอย่างพิถีพิถันโดยคานึงถึงเร่ืองที่ตนจะเขียนและศิลปะในการ ใช้ภาษา โดยปกติแล้วไม่มีการกาหนดว่าคานาจะมีก่ีย่อหน้า ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับความยาวของ เรยี งความ หากเรยี งความมีขนาดยาวกอ็ าจมีคานามากกว่า ๑ ย่อหนา้ ได้ ๒. เน้ือเรื่อง เป็นส่วนสาคัญและเป็นส่วนท่ียาวที่สุดของเรียงความ เพราะเน้ือเร่ืองเป็น ส่วนท่ีนาความรู้ ความคิด และข้อมูลที่ผู้เขียนได้ค้นคว้า และเรียบเรียงอย่างมีระบบระเบียบ เป็น ข้ันตอนเพ่ือให้ผู้อา่ นเขา้ ใจความคดิ สาคัญทั้งหมดของเรือ่ งได้อย่างชัดเจนและแจม่ แจง้ ๓. สรุป เปน็ องค์ประกอบสาคัญทอี่ ยู่สว่ นสดุ ท้ายของเรียงความ ผู้เขียนจะท้ิงท้ายให้ผู้อ่าน เกิดความประทับใจ การสรุปควรมีเน้ือหาที่สอดคล้องกับเรื่องที่เขียน ไม่ควรสรุปนอกเร่ืองหรือ นอกประเด็น นอกจากนี้ผู้เขียนจะต้องใช้ศิลปะในการเขียนเป็นอย่างย่ิง คือ ต้องกระชับรัดกุม และใช้ข้อความทีท่ าให้ผูอ้ ่านเกดิ ความประทับใจ การเขียนสรุปมีหลายวธิ ี เชน่ ฝากขอ้ คิดและความประทับใจให้แก่ผู้อ่าน ย้าความคิดสาคัญ ของเรือ่ ง ชักชวนใหป้ ฏิบัติตาม ใหก้ าลังใจแกผ่ ้อู ่าน ต้ังคาถามที่ชวนให้ผู้อ่านคิดหาคาตอบ และยก คาพดู คาคม สุภาษติ หรือบทกวีท่ีน่าประทบั ใจ เป็นต้น
6 ข้ันตอนการเขยี นเรียงความ ๑. การเลอื กเรอื่ ง โดยทวั่ ไปครูมักกาหนดหัวข้อเรื่องให้นักเรียนเขียนเรียงความแต่ถ้าหาก นักเรียนจะต้องเป็นผู้เลือกเรื่องเองแล้ว นักเรียนควรจะเลือกเรื่องตามความชอบหรือความถนัด ของตน ไมค่ วรเลอื กเรียงทย่ี ากจนเกินไป หรือหาข้อมูลไม่ได้เพยี งพอ ๒. การค้นคว้าหาข้อมูล อาจทาได้โดยการค้นคว้าจากหนังสือ นิตยสาร วารสาร หรือส่ือ อน่ื ๆ เชน่ วิทยุ โทรทศั น์ และอนิ เทอรเ์ นต็ เปน็ ต้น ๓. การวางโครงร่าง เมอื่ ไดห้ ัวขอ้ เร่ืองที่จะเขยี นรียงความแลว้ ผู้เขียนจะต้องวางโครงเรื่อง โดยคานึงถงึ การจัดลาดบั หวั ข้อเร่ืองที่จะเขยี นใหส้ ัมพนั ธ์ต่อเนอื่ งกัน เช่น ๓.๑ การจัดลาดบั หวั ข้อตามเวลาทีเ่ กิด เช่น หากจะเขียนเร่ืองการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ควรเร่มิ จาก การเตรยี มอปุ กรณ์ ข้นั ตอนการทดลอง และสรปุ ผลการทดลอง เป็นต้น ๓.๒ การจัดลาดับหัวข้อจากหน่วยเล็กไปสู่หน่วยใหญ่ เช่น หากจะเขียนเรื่องสถาบันทาง สงั คมควรเร่มิ จาก สถาบนั ครอบครัว สถาบนั การศกึ ษา และสถาบันศาสนา เป็นตน้ ๓.๓ การจัดลาดบั ตามความนิยม เชน่ หากจะเขียนเรอ่ื งพระรตั นตรยั ควรเริ่มจาก พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นตน้ ๔. การเรียบเรียงตามรูปแบบของเรยี งความ คือ การเขียนคานา เนอ้ื เรื่อง สรปุ การวางโครงเรอ่ื งกอ่ นเขยี น การเขียนเรียงความเป็นการเสนอความคิดต่อผู้อ่าน ผู้เขียนจึงต้องรวบรวมเลือกสรรและ จัดระเบียบความคิด แล้วนามาเรียบเรียงเป็นโครงเร่ือง การรวบรวมความคิด อาจจะรวบรวม ข้อมูลจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองนาส่วนท่ีเป็นประสบการณ์ตรงและประสบการณ์ทางอ้อม ซ่ึงเกิดจากการฟัง การอ่าน การพูดคุย ซักถาม เป็นต้น เม่ือได้ข้อมูลแล้วก็นาข้อมูลมาจัดระเบียบ ความคิดโดยจัดเรียงลาดบั ตามเวลา เหตกุ ารณ์ ความสาคัญและเหตุผล แล้วจึงเขียนเป็นโครงเรื่อง เพ่อื เป็นแนวทางใหง้ านเขียนอยใู่ นกรอบ ไม่ออกนอกเรื่อง และสามารถนามาเขียนขยายความเป็น เนื้อเรื่องที่สมบูรณ์ เขียนช่ือเรื่องไว้กลางหน้ากระดาษ เลือกหัวข้อที่น่าสนใจที่สุดเป็นคานา และ เลอื กหวั ขอ้ ทนี่ ่าประทบั ใจท่ีสุดเปน็ สรปุ นอกนัน้ เป็นเนอ้ื เรือ่ ง
7 ๑. ชนิดของโครงเรอื่ ง การเขียนโครงเรื่องนิยมเขียน ๒ แบบ คือ โครงเร่ืองแบบหัวข้อและ โครงเรือ่ งแบบ ประโยค ๑.๑ โครงเรื่องแบบหัวข้อ เขยี นโดยใช้คาหรือวลีสั้น ๆ เพ่ือเสนอประเด็นความคดิ ๑.๒ โครงเรื่องแบบประโยค เขียนเป็นประโยคที่สมบูรณ์ โครงเรื่องแบบน้ีมีรายละเอียดที่ ชัดเจนกวา่ โครงเร่ืองแบบหัวขอ้ ๒. ระบบในการเขียนโครงเรื่อง การแบ่งหัวข้อในการวางโครงเรื่องอาจแบ่งเป็น ๒ ระบบ คือ ๒.๑ ระบบตัวเลขและตัวอักษร เป็นระบบที่นิยมใช้กันท่ัวไป โดยกาหนดตัวเลขหรือ ประเด็น หลกั และตัวอกั ษรสาหรับประเด็นรองดงั นี้ ๑) ................................................................................................ ก. ........................................................................................ ข. ......................................................................................... ๒) …………………………………………………………….. ก. ........................................................................................ ข. ......................................................................................... ๒.๒ ระบบตัวเลข เป็นการกาหนดตวั เลขหลักเดียวให้กับประเดน็ หลักและตวั เลขสองหลัก และสามหลัก ให้กบั ประเด็นรอง ๆ ลงไป ดงั นี้ ๑) ................................................................................................. ๑.๑ ...................................................................................... ๑.๒ ..................................................................................... ๒) ................................................................................................. ๒.๑ ..................................................................................... ๒.๒ .................................................................................... ๒.๓ หลักในการวางโครงเรื่อง หลักในการวางโครงเร่ืองน้ันควรแยกประเด็นหลักและ ประเด็นย่อยจากกันให้ชัดเจน โดยประเด็นหลักทุกข้อควรมีความสาคัญเท่ากัน ส่วน ประเด็นย่อยจะเป็นหัวข้อที่สนับสนุนประเด็นหลัก ท้ังนี้ทุกประเด็นต้องต่อเน่ืองและ สอดคลอ้ งกนั จงึ จะเปน็ โครงเรือ่ งท่ดี ี
8 ตัวอยา่ งโครงเรื่องแบบหวั ขอ้ เร่ืองปัญหาการตดิ ยาเสพติดของวัยร่นุ ไทย ๑) สาเหตุของการตดิ ยาเสพตดิ ก. ตามเพื่อน ข. การหยา่ ร้างของบิดามารดา ค. พอ่ แม่ไมม่ เี วลาใหล้ กู ง. การบังคับข่เู ขญ็ ๒) สภาพปัญหาของการติดยาเสพตดิ ของวยั รุน่ ไทย ก. จานวนผู้ติดยา ข. การกอ่ อาชญากรรม ค. การคา้ ประเวณี ๓) แนวทางการแก้ไขปัญหา ก. การสรา้ งภมู ติ ้านทานในครอบครัว ข. การสร้างชุมชนให้เขม้ แข็ง ค. กระบวนการบาบดั รักษาแบบผสมผสาน ลักษณะของเรยี งความท่ดี ี ๑. มีเอกภาพ ความคิดสาคัญของแต่ละย่อหน้าต้องมีเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกับหัวข้อ เรอ่ื ง และไม่กล่าวนอกเรอ่ื ง ๒. มีสัมพันธภาพ มีเน้ือหาที่เก่ียวเน่ืองสัมพันธ์กันตลอดท้ังเร่ือง และจัดลาดับย่อหน้า อยา่ งมรี ะเบียบ รวมทงั้ ตอ้ งมกี ารเรียบเรยี งด้วยคาเชอื่ มที่เหมาะสม ๓. มสี ารตั ถภาพ ต้องมีเนือ้ หาสาระสมบรู ณต์ ลอดท้งั เร่ือง โดยในแต่ละย่อหน้าควรจะต้อง เขียนประโยคใจความสาคัญให้ชัดเจนและต้องมีประโยคขยายความท่ีมีน้าหนักน่าเชื่อถือถูกต้อง ตามขอ้ เท็จจรงิ
9 การใช้โวหารในการเขียนเรยี งความ สานวนโวหาร สานวนกับโวหารเป็นคาท่ีมีความหมายอย่างเดียวกันนามาซ้อนกัน หมายถึง ชั้นเชิงในการเรียบเรยี งถ้อยคา ในการเขียนเรยี งความสานวนโวหารท่ีใช้มี ๕ แบบ คือ ๑. แบบบรรยาย หรือที่เรียกกันว่า บรรยายโวหารเป็นโวหารเชิงอธิบาย หรือเล่าเรื่อง อย่าง ถ่ีถ้วน โวหารแบบน้ีเหมาะสาหรับเขียนเรื่องประเภทให้ความรู้ เช่น ประวัติ ตานาน บันทึก เหตกุ ารณ์ ฯลฯ ตวั อยา่ งบรรยายโวหาร เช่น “ขณะทีเ่ ราขับรถขนึ้ เหนือไปนครวัด เราผา่ นบา้ นเรือนซ่ึงประดบั ด้วยธงสีน้าเงินและแดงไว้ นอกบ้าน เราไปหยุดที่หน้าวัด ซ่ึงประตูทางเข้าตกแต่งด้วยดอกไม้และเครือเถาไม้ ในเขตวัด สงฆ์ หม่ จีวรสีส้มสนทนาปราศรัยกับผู้คนที่ไปนมัสการอยู่ในปะราไม้ปลูกขึ้นเป็นพิเศษ ความประสงค์ที่ เ ร า ไ ป ห ยุ ด ที่ วั ด ก็ เ พื่ อ ก่ อ พ ร ะ ท ร า ย อั น เ ป็ น เ รื่ อ ง ส า คั ญ ท่ี สุ ด ใ น วั น ข้ึ น ปี ใ ห ม่ ต า ม ศ รั ท ธ า ข อ ง พทุ ธศาสนกิ ชน การกอ่ พระทรายเปน็ พธิ บี ญุ อธิษฐานขอพรอย่างหน่ึง งานเทศกาลน้ีเป็นเวลาที่วัด ทุก ๆ วัด จะต้องเก็บกวาดให้สะอาดท่ีสุด มีการสรงน้าพระพุทธรูป เป็นประจาปีเพ่ือขอให้ฝนตก โดยเร็ว” ๒. แบบพรรณนา หรือท่ีเรียกกันว่า พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่กล่าว เป็น เร่ืองราว อย่างละเอียดให้ผู้อ่านนึกเห็นเป็นภาพ โดยใช้ถ้อยคาท่ีทาให้ผู้อ่านเกิดภาพในใจ (มโนภาพ) ข้ึน โวหารแบบน้ีสาหรับชมความงามของบ้านเมือง สถานท่ี บุคคล เกียรติคุณ คุณความดีต่าง ๆ ตลอดจนพรรณนาอานุภาพของกษัตริย์และพรรณนาความรู้สึกต่าง ๆ เช่น รัก โกรธ แค้น ริษยา โศกเศร้า เป็นต้น ตวั อยา่ งพรรณนาโวหาร เช่น “เมือ่ ถงึ ตอนน้าตืน้ พวกฝีพายต่างช่วยกันถ่อ ทางน้าค่อยกว้างออกไปเป็นหนองน้าใหญ่ แต่ น้าสงบนิ่ง น่าประหลาด ปุาร่นแนวไปจากริมหนอง ปล่อยให้ต้นหญ้าสีเขียวจาพวกอ้อคอยรับแสง สะท้อนสีน้าเงินแก่จากท้องฟูา ปุยเมฆสีม่วงลอยไปมาเหนือศีรษะ ทอดเงาลงมาใต้ใบบัวและ ดอกบัวสีเงิน เรือนเล็กหลังหนึ่ง สร้างไว้บนเสาสูง แลดูดาเมื่อมาแต่ไกล ตัวเรือนมีต้นชะโอนสอง ต้น ซ่ึงดูเหมือนจะข้ึนอยู่ในราวปุาเบ้ืองหลัง เอนตัวลงเหนือหลังคา ท้ังต้นและใบคล้ายจะเป็น สัญญาณวา่ มีความเศร้าโศกสุดประมาณ”
10 ๓. แบบอปุ มา หรือท่เี รยี กวา่ อปุ มาโวหาร คือ โวหารท่ียกเอาข้อความ มาเปรียบเทียบเพื่อ ประกอบความให้เด่นชัดขึ้น ในกรณีที่หาถ้อยคามาอธิบายให้เข้าใจ ได้ยาก เช่นเร่ืองที่เป็น นามธรรมท้งั หลายการจะทาใหผ้ อู้ ่านเข้าใจเด่นชดั ควรนาส่ิงทีม่ ีตัวตน หรือสิ่งท่ีคิดว่าผู้อ่านเคยพบ มาเปรยี บเทียบ หรืออาจนากริ ยิ าอาการ ของส่ิงต่าง ๆ มาเปรียบเทียบก็ได้ เช่น เย็นเหมือนน้าแข็ง ขาวเหมือนด่ังสาลี ไวเหมือนลิง บางทีอาจนา ความรู้สึกที่สัมผัสได้ทางกายมาเปรียบเทียบเป็น ความรู้สึกทางใจ เช่น ร้อนใจดังไฟเผา รักเหมือนแก้วตา เป็นต้น โวหารแบบน้ีมักใช้แทรกอยู่ใน โวหารแบบอ่ืน ตัวอย่างอุปมาโวหาร เช่น ความสวยเหมือนดอกไม้ เมื่อถึงเวลาจะร่วงโรยไปตาม อายขุ ัย แต่ความดเี หมอื นแผน่ ดิน ตราบใดที่โลกดารงอยู่ ผนื ดนิ จะไม่มวี ันสูญหายได้เลย ความดีจึง เปน็ ของคูโ่ ลกและถาวร กว่าความสวย ควรหรือไม่ถา้ เราจะหนั มาเทดิ ทูนความดีมากกว่าความสวย เราจะได้ทา แตส่ ่งิ ท่ถี กู เสยี ที ๔. แบบสาธก หรือสาธกโวหาร สาธกหมายถึง ยกตัวอย่างมาอ้างให้เห็น สาธกโวหาร จึง หมายถงึ โวหารท่ียกตวั อย่างมาประกอบอ้าง เพื่อใหผ้ ู้อ่านเข้าใจเรื่อง ให้ชัดเจนข้ึน ตัวอย่างท่ียกมา อาจจะเป็นตัวอย่างบุคคล เหตุการณ์หรือนิทาน โวหาร แบบน้ีมักแทรกอยู่ในโวหารแบบอื่น เชน่ เดียวกบั อุปมาโวหาร ตัวอย่างสาธกโวหาร เชน่ “... พึงสังเกตการบูชาในทางท่ีผิดให้เกิดโทษ ดังต่อไปนี้ ในสานักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมืองตักศิลามีเด็กวัยรุ่นเป็นลูกศิษย์อยู่หลายคน เรียนวิชาต่างกันตามแต่เขาถนัด มีเด็กวัยรุ่นคน หนึ่งชื่อ สัญชีวะอยู่ในหมู่น้ันเรียนเวทย์มนต์ เสกสัตว์ตายให้ฟ้ืนคืนชีพได้ ตามธรรมเนียมการเรียน เวทย์มนต์ต้องเรียนผูกและเรียนแก้ ไปด้วยกัน แต่เขาไม่ได้เรียนมนต์แก้” มาวันหน่ึง สัญชีวะกับ เพ่ือนหลายคนพากันเข้าปุาหาฟืนตามเคย ได้พบเสือโคร่งตัวหนึ่งนอนตายอยู่ “นี่แน่ะเพื่อน เสือ ตาย” สัญชีวะเอ่ยข้ึน “ข้าจะเสกมนต์ให้เสือตัวนี้ฟื้นคืนชีพขึ้น คอยดูนะเพื่อน” “แน่เทียวหรือ” เพื่อนคนหนึ่งพูด “ลองปลุกมันให้คืนชีพลุกข้ึนดูซิ ถ้าเธอ สามารถ” แล้วเพื่อน ๆ อื่น ๆ ข้ึนต้นไม้ คอยดู “แน่ซี่น่า” สัญชีวะยืนยัน แล้วเร่ิมร่ายมนต์ เสกลงที่ร่างเสือ พอเจ้าเสือฟื้นลืมตาลุกข้ึนยืน รู้สึกหิว มองเห็น สัญชีวะพอเป็นอาหารแก้หิวได้ จึงสะบัดแยกเขี้ยว อวดสัญชีวะและคารามว่ิง ปราดเข้ากัดก้านคอ สัญชีวะล้มตายลง เมื่ออาจารย์ได้ทราบข่าวก็สลดใจและอาลัยรักในลูกศิษย์ มาก จงึ เปล่งอุทานขึ้นว่า “นี่แหละ ผลของการยกย่องในทางที่ผิด ผู้ยกย่องคนเลวร้าย ยอมรับนับ ถือเขาในทางมิบงั ควร ต้องไดร้ บั ทุกข์ถงึ ตายเช่นนี้เอง”
11 ๕. แบบเทศนาโวหาร คือ โวหารที่อธิบายช้ีแจงให้ผู้อ่านเชื่อถือ ตามโดยยกเหตุผล ข้อเทจ็ จรงิ อธบิ ายคณุ โทษ แนะนาสง่ั สอน ตวั อย่างเชน่ “คนคงแก่เรยี นย่อมมปี รชี าญาณ ฉลาดคิด ฉลาดทา ฉลาดพูดและมีความรู้สึกสูง สานึกใน ผิดชอบช่ัวดี ไม่กล้าทาในสิ่งที่ผิดท่ีชั่ว เพราะรู้สึกละอายขวยเขินแก่ใจและรู้สึก สะดุ้ง หวาดกลัว ต่อผลร้ายอันพึงจะได้รับ รู้สึกอ่ิมใจในความถูกต้อง รู้สึกเสียใจในความผิดพลาด และรู้เท่าความ ถกู ผดิ นัน้ วา่ มิได้อยู่ท่ีดวงดาวประจาตัว แต่อยู่ที่การกระทาของตัวเอง พึงทราบว่า ความฉลาดคิด ฉลาดทา ฉลาดพูดและความรู้สกึ สงู ทาใหค้ ิดดีทีจ่ ริงและคิดจรงิ ทีด่ ี ทาดีทีจ่ ริงทาจรงิ ท่ดี ี และพูดดี ท่ีจริง พูดจริงที่ดี น่ีคือวิธีจรรยาของคนแก่เรียน โวหารต่าง ๆ ดังกล่าวเม่ือใช้เขียนเรียงความเร่ือง หนง่ึ ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะใชเ้ พยี งโวหารใดโวหารหน่ึงเพียงโวหารเดียว การเขียนจะใช้หลาย ๆ แบบประกอบกันไป แล้วแต่ความเหมาะสมตามลักษณะเน้ือเรื่องที่เขียน การเขียนเรียงความเป็น ศิลปะ หลักการต่าง ๆ ที่วางไว้ไม่ได้เป็นหลักตายตัวอย่าง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงเป็น เพียงแนวปฏบิ ตั ิและข้อเสนอแนะ ในการเขียน อาจพลกิ แพลงไดต้ ามความเหมาะสมทเี่ ห็นสมควร สานวนภาษาในการเขียนเรียงความ ยดึ หลักการใช้ภาษาดังน้ี ๑. ใช้ภาษาให้ถูกหลักภาษา เช่น การใช้ลักษณะนาม ปากกาใช้ว่า “ด้าม” รถใช้ว่า “คัน” พระภิกษุใช้ว่า “รูป” เป็นต้น นอกจากนี้ไม่ควรใช้สานวนภาษาต่างประเทศ เช่น ขณะที่ข้าพเจ้า จับรถไฟไปเชยี งใหม่ ควรใช้ว่า ขณะที่ขา้ พเจ้าโดยสารรถไฟไปเชยี งใหม่ บิดาของข้าพเจ้าถูกเชิญไป เป็นวิทยากร ควรใช้ บดิ าของข้าพเจ้าไดร้ ับเชญิ ไปเปน็ วิทยากร ๒. ไม่ควรใช้ภาษาพูด เช่น ดีจัง เมื่อไหร่ ทาน ฯลฯ ควรใช้ภาษาเขียนได้แก่ ดีมาก เม่ือไร รับประทาน ๓. ไมค่ วรใชภ้ าษาแสลง เช่น พน่ ฝอย แจวอ้าว สดุ เหวีย่ ง ฯลฯ ๔. ควรหลีกเล่ยี งการใชค้ าศพั ทย์ ากทไ่ี มจ่ าเปน็ เชน่ ปริเวทนาการ ฯลฯ ซึ่งมีคาท่ีง่ายกว่าท่ี ควรใช้คือคาว่า วิตก หรือใช้คาท่ีตนเองไม่ทราบความหมายที่แท้จริง เช่น บางคนใช้คาว่าใหญ่โต รโหฐาน คาว่า รโหฐานแปลว่า ท่ลี ับ ทถี่ ูกตอ้ งใช้ ใหญ่โตมโหฬาร เปน็ ต้น ๕. ใชค้ าใหถ้ ูกตอ้ งตามกาลเทศะและบคุ คล เช่น คาสุภาพ คาราชาศัพท์ เป็นต้น ๖. ผกู ประโยคใหก้ ระชับ “ถ้าเจ้าเดินช้าเช่นน้ีเมื่อไรจะไปถึงที่หมายสักที” หรือประโยคว่า “อันธรรมดาคนเราเกิดมาในโลกน้ี บ้างก็เป็นคนดี บ้างก็เป็นคนชั่ว” ควรใช้ว่า “คนเราย่อมมีท้ังดี และช่วั ” เปน็ ตน้
12 ใบกิจกรรมท่ี 1 ชอ่ื ...............................................สกลุ ............................................เลขท.่ี ................ ช่ือ...............................................สกลุ ............................................เลขท.่ี ................ ช่ือ...............................................สกุล............................................เลขที.่ ................ ชื่อ...............................................สกุล............................................เลขที่................. (คะแนนเต็ม 5 คะแนน)
13 ใบกิจกรรมที่ 2 ชอื่ ...............................................สกลุ ............................................เลขที่................. ช่ือ...............................................สกุล............................................เลขที่................. ช่ือ...............................................สกลุ ............................................เลขท.ี่ ................ ชื่อ...............................................สกลุ ............................................เลขท.ี่ ................ (คะแนนเตม็ 8 คะแนน)
14 ใบความรทู้ ่ี ๒ ผงั กราฟกิ ประเภทผังความคิด และการเขียนเรียงความจากผังความคดิ ผังกราฟกิ คอื เคร่ืองมือท่ีสามารถส่ือสารถอ่ ยทอดให้เห็นเป็นรูปธรรม ข้อมูล ท่ีนาเสนอ นั้นจะตอ้ งผ่านกระบวนการคิดขนั้ สูงเป็นนามธรรมที่แสดงออกมาให้เห็นเป็นภาพ ผงั กราฟิกมี หลายประเภท แตใ่ นการวิจยั คร้ังน้ีขอนาเสนอ ๖ ประเภท ไดแ้ ก่ ผงั ลาดบั ขน้ั ตอน ผงั ความคิด ผังวฏั จักร ผงั ใยแมงมุม ผงั มโนทัศน์ ผังกา้ งปลา การเลอื กใชผ้ งั กราฟกิ ประเภทใดก็ตาม ควรเลือก ให้เหมาะสมกบั วตั ถุประสงคข์ องเนือ้ หาด้วย ๑ ในการจดั การเรยี นรู้ในช่ัวโมงน้ี จะใหน้ ักเรยี นไดศ้ กึ ษาผังกราฟกิ ประเภท ผังความคดิ ดงั น้ี ผงั ความคดิ (A Mind Map) ผังความคิด เปน็ ผงั ท่แี สดงความสัมพันธ์ของสาระ หรือ ความคิดต่างๆ ใหเ้ ห็นเป็นโครงสร้างในภาพรวม โดยใช้เส้น คา ระยะห่างจาก จดุ ศูนยก์ ลาง สี เครอ่ื งหมาย รูปทรงเรขาคณิต และภาพ แสดงความหมายและความเช่ือมโยง ของความคิดหรือ สาระนนั้ ๆ เชน่ ผงั ความคิด เรอื่ ง ผลไม้ไทย ดังภาพ รปู แบบที่ ๑ รสชาติ ผลไม้ไทย วิธรี ับประทาน ลกั ษณะรูปรา่ ง โทษ การขยายพนั ธ์ ฤดกู าล ประโยชน์
รปู แบบที่ ๒ 15 วธิ รี ับประทาน รสชาติ ลักษณะรูปร่าง การขยายพันธ์ ฤดูกาล ประโยชน์ โทษ ขน้ั ตอนการเขียน การเขียนผังความคดิ และการเขียนเรยี งความจากผังความคดิ มดี ังนี้ ๑. กาหนดชอ่ื เรอื่ ง หรอื หัวข้อเรือ่ ง ๒. นาหวั ขอ้ เรือ่ งมาแตกเป็นความคิดหลัก ๓. นาความคดิ หลักมาหาขอ้ มลู หรอื รายละเอียดแล้วแต่งเปน็ ประโยค หรอื เปน็ ขอ้ ความ สัน้ ๆ พอไดใ้ จความ ๔. นาข้อความท้ังหมดมาเรยี บเรียงให้มคี วามสัมพันธ์ตอ่ เน่อื งกนั ตามรูปแบบ การเขียน เรยี งความ ในขน้ั ตอนน้ีจาเปน็ ต้องหาคา วลี หรอื ประโยคอนื่ ๆ มาเสริมด้วย เพ่ือใหไ้ ด้ รายละเอียดทช่ี ัดเจนข้นึ และมคี วามต่อเนอ่ื งกัน
16 ตวั อย่างการเขียนผงั ความคดิ และการเขยี นเรยี งความจากผงั ความคิด เรื่อง ผลไมไ้ ทย ขนั้ ตอนท่ี ๑ กาหนดชือ่ เรอื่ งหรอื หัวข้อเรือ่ ง ควรตง้ั หรือกาหนดให้กระชบั และสอดคลอ้ งกับ ประเด็นท่จี ะ เขยี นให้มากท่สี ุด เชน่ ผลไมท้ ีฉ่ ันชอบ ผลไมไ้ ทย ผลไมท้ ่ีฉนั ปลกู เป็นตน้ ขัน้ ตอนท่ี ๒ นาหวั ขอ้ เรือ่ งมาแตกเปน็ ความคิดหลกั โดยเขยี นรูปแบบผังความคิด เช่น รสชาติ วิธรี ับประทาน ลักษณะรปู รา่ ง ผลไม้ไทย การขยายพันธ์ ฤดกู าล ประโยชน์ โทษ ขัน้ ตอนท่ี ๓ นาความคดิ หลักมาหาข้อมลู หรอื รายละเอยี ดแลว้ แต่งเป็นประโยค หรอื เป็น ขอ้ ความสน้ั ๆพอได้ใจความ เชน่ รูปรา่ งลกั ษณะ : นอ้ ยหน่ามสี ีเขยี ว รับประทานผลสุก, มะมว่ งผลดบิ มสี ีเขยี วบางพนั ธุ์ (จะมีรสเปร้ียว ผลสุกจะมีรสหวาน, มะไฟดบิ จะมีสเี ขียว พอสกุ จะ มสี ีเหลืองและรสหวาน, ส้มโอมีผลสเี ขียวนยิ มนามารับประทาน เม่อื มีผลที่ แก่จัดจะทาใหม้ ีรสหวาน, ขนนุ เป็นผลไมท้ ี่มผี ลใหญ่ พอสุกจะมีรสหวาน เปน็ ต้น รสชาติ : น้อยหน่าผลสุกมรี สหวาน, มะม่วงผลดิบมสี เี ขยี วบางพนั ธ์ุ จะมีรสเปรี้ยว ผลสกุ จะมรี สหวาน, มะไฟมรี สหวาน, ส้มโอเม่ือมผี ลทแ่ี ก่จดั จะทาใหม้ ีรส หวาน, ขนนุ เป็นผลไมท้ มี่ ีรสหวาน เปน็ ตน้
17 วธิ ีรบั ประทาน : น้อยหน่ารับประทานผลสกุ , มะม่วงผลดิบรับประธานผลดิบและผลสุก, มะไฟดบิ รับประทานผลสกุ , ส้มโอรบั ประทานผลท่ีแก่จดั , ขนุนรบั ประทาน ผลดบิ และผลสุก เปน็ ตน้ การขยายพันธ์ุ : ขยายพนั ธุ์โดยใชก้ ิ่งตอนผลไม้เหลา่ นนั้ จะไม่กลายพนั ธ์,ขยายพันธโุ์ ดยใช้ เมล็ดผลไมเ้ หล่าน้นั จะกลายพนั ธ์ เป็นต้น ประโยชน์ : ผลไม้ให้วิตามินทมี่ ี ประโยชน์ตอ่ ร่างกาย, ลดภาวะโลกร้อน โทษ : ผลไมท้ ่เี ราซ้อื จากตลาดสว่ นใหญจ่ ะมีสารเคมีท่เี ป็นพิษต่อรา่ งกาย ฤดูกาล : ผลไมไ้ ทยมีใหเ้ รารบั ประทานทุกฤดกู าล
18 ตัวอยา่ งการเขยี นเรยี งความจากผังความคิด เร่ือง ผลไมไ้ ทย ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีผลไม้ท่ีอร่อยอยู่หลายชนิด บางชนิดสามารถปลูกได้ใน ทุกภาคของประเทศไทย เราควรปลูกผลไม้ไว้รบั ประทานเองเพอื่ จะได้ประหยัดและปลอดภัย ครอบครัวของฉนั ทุกคนเพราะผลไมม้ ีใหว้ ิตามินท่ีมปี ระโยชน์ตอ่ ร่างกาย คุณพ่อ จึงพาพวก เราปลกู ผลไม้ไวร้ ับประทาน พวกเราจงึ ปลูกผลไม้ไทยหลายชนิดไว้ในสวน หลังบ้าน เช่น น้อยหน่า มีสีเขียว รับประทานผลสุก มะม่วงผลดิบมีสีเขียวบางพันธ์ุจะมี รสเปร้ียว ผลสุกจะมีรสหวาน มะไฟดิบจะมสี ีเขียว พอสุกจะมีสีเหลืองและรสหวาน ส้มโอ มีผลสีเขียวนิยมนามารับประทานเม่ือ มผี ลทแี่ กจ่ ดั จะทาให้มีรสหวาน ขนนุ เป็นผลไม้ที่มี ผลใหญ่เมื่อสุกจะมีรสหวาน ผลไม้ท่ีกล่าวมาคุณ พ่อซ้ือกิ่งตอนมาจากตลาดนัดในตัวอาเภอ คุณพ่อบอกว่าการปลูกจากก่ิงตอนผลไม้เหล่านั้นจะไม่ กลายพันธ์ุ คือรสชาติและขนาดของผล จะไม่เปลี่ยน แต่ถ้าปลูกโดยใช้เมล็ดต้นไม้จะมีอายุยาวแต่ จะกลายพันธ์ พวกเราจงึ มีผลไมไ้ ว้ รับประทานเกือบทุกฤดูกาล และเป็นผลไม้ที่ปลอดสารพิษ คุณ พอ่ บอกว่าผลไม้ทเ่ี ราซ้ือ จากตลาดสว่ นใหญจ่ ะมีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย เราจึงควรปลูกผลไม้ ท่ีสามารถปลูกได้ ทุกภาคของประเทศไทย เพื่อเอาไว้รับประทาน จะได้ลดการรับสารพิษจาก สารเคมที ี่มอี ยู่ ในผลไม้ ,วธิ รี ับประทานนอ้ ยหน่ารบั ประทานผลสุก มะม่วงผลดิบรับประธานผลดิบ และ ผลสุก มะไฟดิบรับประทานผลสุก ส้มโอรับประทานผลท่ีแก่จัดขนุนรับประทานผลดิบ และ ผลสุก ผลไมร้ ับประทานได้ทง้ั สกุ และดบิ การปลูกผลไม้ไว้รับประทานเองเป็นสิ่งท่ีเราควรทา เพราะนอกจากจะเป็น การประหยัด และปลอดภยั จากสารพิษจากสารเคมที ม่ี อี ยู่ในผลไมแ้ ลว้ ยังให้วิตามินแก่ร่างกาย ของพวกเราและ ช่วยเพ่ิมออกซิเจนใหก้ ับโลกของเรา ซึ่งเปน็ การลดภาวะโลกร้อน นงนชุ ธรรมวเิ ศษ : ผู้เขยี น
19 ใบกจิ กรรมที่ 3 ชื่อ...............................................สกุล............................................เลขท.่ี ................ ช่อื ...............................................สกุล............................................เลขท.ี่ ................ ช่อื ...............................................สกลุ ............................................เลขที.่ ................ ชื่อ...............................................สกลุ ............................................เลขท.่ี ................ คาสัง่ จงเขียนแผนภาพโครงเร่อื งในหวั ข้อท่ีตนสนใจมา 1 เรือ่ ง โดยเรียงลาดับหัวข้อเรือ่ งใหเ้ หมาะสม แล้ว เขยี นเป็นเรยี งความตามลาดับหัวขอ้ เรือ่ งในแผนภาพโครงเรื่อง (คะแนนเต็ม 20 คะแนน)
20 ใบความร้ทู ่ี ๓ ผงั กราฟกิ ประเภทผงั ความคดิ และการเขียนเรยี งความจากผงั ความคดิ ผงั กราฟิก คือ เครือ่ งมอื ท่ีสามารถส่ือสารถ่อยทอดให้เห็นเป็นรปู ธรรม ขอ้ มลู ที่นาเสนอ น้นั จะตอ้ งผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเปน็ นามธรรมท่ีแสดงออกมาใหเ้ หน็ เปน็ ภาพ ผงั กราฟิกมี หลายประเภท แตใ่ นการวิจัยครั้งนี้ขอนาเสนอ ๖ ประเภท ได้แก่ ผังลาดับ ขนั้ ตอน ผังความคิด ผงั วัฏจักร ผังใยแมงมุม ผังมโนทศั น์ ผังก้างปลา การเลอื กใช้ผังกราฟกิ ประเภทใดกต็ าม ควรเลือก ใหเ้ หมาะสมกับวัตถปุ ระสงคข์ องเน้ือหาด้วย ๑ ในการจัดการเรยี นรใู้ นชวั่ โมงนี้ จะให้นกั เรียนได้ศึกษาผังกราฟกิ ประเภท ผงั แมงมมุ ดงั นี้ ผังใยแมงมมุ (Web diagram) เป็นผงั กราฟิกท่ีใช้แสดงมโนทัศน์แบบหนง่ึ โดยแสดง ความคดิ รวบยอดใหญไ่ ว้ตรงกลาง และเส้นทแ่ี ยกออกจากความคดิ รวบยอดใหญ่จะแสดง รายละเอียดของความคิดน้ัน ข้ันตอนการเขียนผัง ๑. เขยี นมโนทศั น์หลักหรอื หัวข้อเร่ืองใหญ่ไว้ตรงกลางหนา้ กระดาษ ๒. จัดลาดบั ขอ้ มลู ทีม่ คี วามสัมพันธ์กนั ตัง้ แตอ่ งคป์ ระกอบหลกั องค์ประกอบรอง องค์ประกอบย่อย ตามลาดบั ๓. เช่ือมโยงมโนทัศนต์ ่าง ๆ โดยใช้เสน้
21 ตัวอยา่ งการเขยี นผงั ความคิด และการเขียนเรียงความจากผังแมงมมุ เร่ือง นา้ ข้ันตอนท่ี ๑ กาหนดชือ่ เรื่องหรือหัวข้อเรอ่ื ง ควรตั้งหรือกาหนดให้กระชับและสอดคลอ้ งกับ ประเด็นที่จะ เขียนใหม้ ากที่สดุ เชน่ แหล่งน้าคอื ชีวติ คณุ ค่าของน้า น้ากับชีวติ เป็นต้น ขน้ั ตอนที่ ๒ นาหวั ข้อเรอ่ื งมาแตกเป็นความคดิ หลักโดยเขยี นรูปแบบผงั แมงมุม ความสาคัญ แหลง่ ท่ีมาของ ประโยชน์ น้า แหลง่ น้าคือชวี ติ สัตวท์ ่ีอาศัยใน การอนุรกั ษน์ า้ น้า ขั้นตอนที่ ๓ นาความคดิ หลกั มาหาขอ้ มูล หรือรายละเอียดแลว้ แตง่ เป็นประโยค หรือเปน็ ขอ้ ความส้นั ๆพอไดใ้ จความ เชน่ ความสาคญั ของน้า :ในการดารงชีวติ ของคนเรา หรอื สงิ่ มชี ีวติ จะตอ้ งมีองคป์ ระกอบ หลักคือ อากาศและน้า ซึ่งถ้าส่งิ มชี วี ิตขาดน้าแลว้ สงิ่ มชี วี ิตก็จะไม่ สามารถมีชีวติ อยตู่ อ่ ไปได้ กลา่ วได้วา่ น้ามคี วามสาคัญกับส่งิ มีชีวติ เป็นอยา่ งมาก แหล่งทีม่ าของน้า :น้าฝน แม่น้าลาธาร
22 ประโยชนข์ องน้า :ใชอ้ ปุ โภค ใช้บรโิ ภค ใช้ในการเกษตร สัตวท์ ี่อาศัยในน้า :ปลา พชื สัตวค์ ร่งึ บกคร่ึงนา้ การอนุรักษ์น้า :ใชน้ า้ อย่างประหยัด เราก็ควรช่วยกนั รกั ษาเพ่ือผลประโยชน์ท่ีดี ของตัวเรา คนที่เรารกั และรกั ษาความสมบรู ณข์ องสิ่งแวดลอ้ ม ให้เปน็ ไปตามธรรมชาติตอ่ ไป
23 ตัวอยา่ งการเขยี นเรยี งความจากผังแมงมุม เร่อื ง สายนา้ คอื ชวี ิต วันนี้ท้องฟูามืดครึ้ม ขุ่นมัว เพราะมีเมฆมากบ่งบอกว่าถึงเวลาที่ใกล้จะมีเม็ดฝน โปรย ปลายล่วงหล่นมาจากท้องฟูาสู่ผืนแผ่นดิน และไหลหลั่งลงสู่แหล่งน้าที่ผู้คน สัตว์ หรือพืช จาเป็นตอ้ งใช้ในการดารงชีวติ ไม่วา่ จะใช้ในการเกษตร ใชด้ ่ืม ใชใ้ นการประกอบอาหาร อุปโภค บรโิ ภค ซึง่ จะมขี ้นั ตอนการนาไปใชต้ ามกลวิธขี องการทาให้เกดิ ผล ในการดารงชวี ติ ของคนเรา หรือสิ่งมีชีวิต จะต้องมีองค์ประกอบหลักคือ อากาศและน้า ซึ่ง ถ้าส่ิงมีชีวิตขาดน้าแล้วส่ิงมีชีวิตก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ กล่าวได้ว่าน้ามีความสาคัญกับ ส่ิงมชี ีวติ เป็นอยา่ งมาก ดั่งเช่นฝนท่ีตกลงมาจากท้องฟูาก่อนท่ีจะเป็นเม็ดฝน ก็เกิดจากแสงอาทิตย์ ที่ให้ความร้อนกับผิวน้าจากแหล่งน้าต่างๆจนเกิดเป็นไอน้าแล้วจับกลุ่มรวมตัวกัน จนเป็นก้อนเมฆ ทใ่ี หญแ่ ละดาครึ้ม ซ่ึงเต็มไปด้วยไอน้าที่ระเหยจากแหล่งน้าสู่ช้ันบรรยากาศ และเกิดการควบแน่น กัน ภายในก้อนเมฆจึงทาให้เกิดก้อนเมฆบางส่วนท่ีถูกควบแน่น หล่นลงมาแล้วเสียดสีกับชั้น บรรยากาศเมอื่ มาถึงชั้นบรรยากาศที่ต่าสุกก็กลายเป็นเม็ดฝน ซึ่งจะเห็นได้ว่าแหล่งที่ให้กาเนิดเม็ด ฝนคือแหล่งน้า สิ่งมีชีวิตที่ทาร้าย ทาลายน้า ทาลายธรรมชาติมากที่สุดก็คือ คน เช่น ทาโรงงาน อุสาหกรรม ปล่อยควันข้ึนไปบนชั้นบรรยากาศ ทาให้ฝนที่ตกลงมาเสียดสีกับบรรยากาศ ได้รับ ส่ิงปฏิกุลไปด้วย ทาให้น้าฝนมีความเป็นกรด ซ่ึงถ้ามีความเป็นกรดมาก ก็จะทาให้เกิดอันตรายกับ ส่ิงมีชีวิต และยังไม่พอปล่อยควันขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศยังปล่อยน้าเสียลงในน้าอีก ทาให้ความ สมดุลของน้าเสียไป สิ่งมีชีวิตท่ีอาศัยอยู่ในน้าก็เสียความสมดุล และถ้าน้าเสียมากคือภายในน้ามี แก๊สออกซิเจนน้อยและมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากไป ก็จะทาให้ส่ิงมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้าตาย ได้ และคนเราจะจะหมดแหล่งหากินไปหน่ึงแหล่งคือ แหล่งน้า และแหล่งน้าก็ไม่สามารถนามาทา ประโยชน์ได้กล่าวคอื ไร้ประโยชน์นั่นเอง จะเห็นได้ว่าน้า แหล่งน้า มีความสาคัญกับสิ่งมีชีวิตมากน้อยเพียงใด เราก็เป็นสิ่งมีชีวิต ชนิดหนึ่ง ท่ีมีความสามารถในการช่วยกันรักษาและใช้น้าอย่างประหยัด เราก็ควรช่วยกันรักษา เพ่ือผลประโยชน์ที่ดีของตัวเรา คนท่ีเรารัก และรักษาความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมให้เป็นไป ตามธรรมชาตติ อ่ ไป
24 ใบกิจกรรมท่ี 4 ชื่อ...............................................สกลุ ............................................เลขท.่ี ................ ชอื่ ...............................................สกุล............................................เลขที่................. ชือ่ ...............................................สกลุ ............................................เลขท.ี่ ................ ชือ่ ...............................................สกุล............................................เลขท.่ี ................ คาสั่ง ให้นักเรียนนาข้อมูลจากผังแมงมมุ ทก่ี าหนดให้ เขียนเรยี งความพร้อมต้งั ชื่อเรื่อง (คะแนนเตม็ 20) ความหมาย ความสาคัญ ชมุ ชนของเรา ลักษณะของชมุ ชน จดุ เด่นของชุมชน การปฏิบตั ิตนในชุมชน
25 เรื่อง.............................................................. ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… .
26 ใบความร้ทู ่ี ๔ ผังกราฟกิ ประเภทผังความคดิ และการเขยี นเรยี งความจากผังความคดิ ผังกราฟกิ คอื เครอื่ งมือที่สามารถสื่อสารถ่อยทอดให้เหน็ เปน็ รปู ธรรม ข้อมูล ท่ีนาเสนอ นนั้ จะตอ้ งผา่ นกระบวนการคิดขน้ั สงู เป็นนามธรรมที่แสดงออกมาใหเ้ ห็นเป็นภาพ ผังกราฟิกมี หลายประเภท แต่ในการวิจยั ครั้งนี้ขอนาเสนอ ๖ ประเภท ได้แก่ ผงั ลาดบั ข้ันตอน ผังความคดิ ผงั วัฏจกั ร ผงั ใยแมงมมุ ผังมโนทศั น์ ผงั กา้ งปลา การเลอื กใช้ผงั กราฟกิ ประเภทใดก็ตาม ควรเลอื ก ให้เหมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์ของเน้ือหาดว้ ย ๑ ในการจัดการเรียนรใู้ นชวั่ โมงน้ี จะใหน้ ักเรียนไดศ้ กึ ษาผังกราฟกิ ประเภท ผังลาดับข้นั ตอน ดงั นี้ แผนผงั แสดงลาดบั ขน้ั การดาเนินงาน (Flowchart Diagram) แผนภาพรปู แบบน้ีใชแสดง การเลื่อนไหลของข้อมูลท่ีมีลักษณะมองเหน็ กระบวนการ เป็นวงจรที่มกี ารเลื่อนไหลหลายทิศทาง แต่สุดทา้ ยก็นาไปส่จู ุดหมายปลายทางอยา่ งใดอย่างหนึง่ ที่ต้องการเช่น เช่น การวางแผนดาเนนิ การ ในเรื่องใดเรือ่ งใดเร่ืองหน่งึ โดยมีการจัดระบบขั้นตอนตามลาดบั ดังตวั อย่าง Flowchart Diagram แสดงการวางแผนพัฒนาบุคลากร ตอ่ ไป ขน้ั ตอนการเขยี นผงั ๑. เขยี นคาสาคัญและเรียบเรยี งข้นั ตอน ๒. นาคาสาคญั ของข้ันตอนเป็นจุดตั้งต้น ๓. นาคาสาคญั ของขั้นตอนต่อไปมาเขยี นตอ่ จากขนั้ ตอนแรก จนถึงขน้ั ตอนสุดท้ายของ กระบวนการ
27 ขัน้ ตอนท่ี ๑ ตัวอยา่ งการเขยี นผงั ความคิด และการเขยี นเรยี งความจากผงั ลาดับขน้ั ตอน ขน้ั ตอนท่ี ๒ เรือ่ ง เศรษฐกจิ พอเพียง กาหนดช่ือเร่ืองหรือหัวข้อเรือ่ ง ควรตง้ั หรอื กาหนดให้กระชับและสอดคล้องกบั ประเด็นท่ีจะ เขยี นใหม้ ากท่สี ุด เช่น วถิ พี อเพยี งตามรอยเท้าพ่อ เศรษฐกิจพอเพยี งในครอบครัว ชีวิตพอเพยี ง เป็นต้น นาหวั ขอ้ เรอื่ งมาแตกเป็นความคิดหลกั โดยเขยี นรูปแบบผงั ลาดับขั้นตอน ทฤษฎีหลักและหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ความหมายของคาว่าเศรษฐกจิ พอเพียง ความสาคัญของเศรษฐกิจพอเพยี ง การนาหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งมาปรับใช้ในชวี ิตประจาวนั ขัน้ ตอนท่ี ๓ นาความคดิ หลกั มาหาข้อมูล หรือรายละเอยี ดแล้วแต่งเปน็ ประโยค หรอื เป็นข้อความสัน้ ๆพอ ได้ใจความ เชน่ ทฤษฎีและปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง : ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข คือ ห่วงท่ี ๑ ความพอประมาณ หว่ งที่ ๒ มเี หตผุ ล หว่ งท่ี ๓ มภี มู ิคุม้ กันในตัวทีด่ ี เง่ือนไขในความรู้ เงินไขคณุ ธรรม ความหมาย :ปรชั ญาทพี่ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๙ ทรงชี้แนวทางการ ดาเนนิ ชีวิตใหมแ่ กป่ วงชนชาวไทยมาเปน็ ระยะเวลานาน เพื่อมุง่ ให้พสกนิกรได้ ดารงชีวติ อยไู่ ด้อย่างยงั ยนื มั่นคง และปลอดภัย ภายใตค้ วามเปลี่ยนแปลงตา่ งๆที่ เกิดขน้ึ ตามกระแสโลกาภิวัฒน์
28 ความสาคัญ :เพอ่ื การพฒั นาท่ีตัง้ อยู่บนพ้ืนฐานของทางสายกลางและความไมป่ ระมาท โดยคานงึ ถึง ความพอประมาณ ความมีเหตผุ ล การสร้างภูมคิ มุ้ กนั ที่ดใี นตัว ตลอดจนใชค้ วามรคู้ วามรอบคอบและคุณธรรม ประกอบการวางแผนการตดั สินใจ และการกระทา ปรบั ใช้ในชวี ติ ประจาวนั :การดาเนนิ ชวี ติ ด้วยความพอเพียง ห่วงท่ีหน่ึง คือ พอประมาณ คอื ความ พอประมาณในทุกอย่าง ความพอดไี ม่มากหรือวา่ น้อยจนเกินไปโดยต้องไม่ เบียดเบียนตนเอง ห่วงทส่ี อง คือ มีเหตุผล ทุกคนมีการตัดสินใจอยา่ งมีเหตุผลโดย พิจารณาจากเหตุปจั จัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง หว่ งท่ีสาม คือ มภี ูมิคุม้ กันท่ดี ใี นตัวเอง การทท่ี ุก คนต้องเตรยี มตวั ใหพ้ ร้อมรับผลกระทบและการเปล่ยี นแปลงดา้ นการต่างๆ ที่จะ เกิดข้นึ ส่วนสองเง่ือนไขตามแนวเศรษฐกจิ พอเพยี ง ได้แก่ เงอ่ื นไขทห่ี นง่ึ เงื่อนไข ความรู้ คือ เราต้องมคี วามรอบรู้เกยี่ วกบั วชิ าการตา่ งๆที่เกี่ยวขอ้ งอย่างรอบด้าน
29 ตวั อย่างการเขยี นเรียงความจากผงั แมงมมุ วถิ ีพอเพียงตามรอยเท้าพอ่ “สามหว่ ง สองเง่ือนไข ควรตระหนัก ยดึ เปน็ หลกั บริหารพลนั เกิดผล พระราชดารัสปรัชญาสสู่ ากล น้อมกมลตามรอยพ่อ...เศรษฐกจิ พอเพียง” เมือ่ กลา่ วถึงคาว่า“เศรษฐกจิ พอเพยี ง” ถือเป็นปรชั ญาทชี่ ถ้ี งึ แนวทางการดารงอยแู่ ละปฏบิ ตั ติ นของ ประชาชนในทุกระดบั ต้ังแตร่ ะดับครอบครวั ระดับชุมชน จนถงึ ระดบั รฐั ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศ ใหด้ าเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพฒั นาเศรษฐกิจเพ่ือให้กา้ วทนั ต่อยคุ โลกาภิวัตน์ จากพระราชดารสั ของในหลวงรชั กาลท่ี ๙ ทาใหเ้ ราไดเ้ รยี นร้วู า่ “ความพอเพยี ง” เป็นสิ่งท่ีขึน้ อยู่กับ ตัวของเราว่าจะสามารถทาได้หรอื ไม่ โดยที่เราจะต้องรู้จกั การปรบั ตวั ใหเ้ ข้ากบั สังคมในปัจจบุ ันเสยี กอ่ น สว่ น ความพอเพียงน้ัน หมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผลรวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันใน ตัวท่ีดีพอสมควร ต่อการมผี ลกระทบท่จี ะเกิดขน้ึ การดาเนินชวี ติ ดว้ ยความอดทน ความเพยี ร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ ดฉิ นั ไดน้ ้อมนาหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงมาใชใ้ นชีวติ ประจาวัน โดยนาหลักสามหว่ ง สองเง่ือนไขมาใช้ เพ่อื เป็นแนวทางในการดาเนินชีวติ ด้วยความพอเพียง ห่วงท่ีหน่งึ คือ พอประมาณ คือความ พอประมาณในทุกอย่าง ความพอดีไม่มากหรือวา่ นอ้ ยจนเกนิ ไปโดยต้องไมเ่ บียดเบียนตนเอง ห่วงที่สอง คือ มี เหตุผล ทุกคนมกี ารตัดสินใจอย่างมเี หตุผลโดยพจิ ารณาจากเหตุปจั จยั ทเี่ กี่ยวข้อง ห่วงทสี่ าม คือ มภี ูมิคุ้มกนั ที่ดี ในตัวเอง การที่ทกุ คนตอ้ งเตรียมตัวให้พร้อมรบั ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงดา้ นการตา่ งๆ ทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ ส่วนสองเงื่อนไขตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ เง่ือนไขที่หนงึ่ เง่อื นไขความรู้ คือ เราต้องมีความรอบรู้ เกีย่ วกับวชิ าการต่างๆท่เี กี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบท่จี ะนาความรเู้ หลา่ นน้ั มาพิจารณาใหเ้ ช่อื มโยง กนั เพื่อประกอบการ วางแผน และความระมดั ระวงั ในขั้นตอนปฏิบัติ เงอ่ื นไขที่สอง เงื่อนไขคณุ ธรรม คือ มี ความตระหนักในคุณธรรม มีความซอ่ื สัตยส์ ุจรติ และมีความอดทน มคี วามเพยี ร ใชส้ ตปิ ญั ญาในการดาเนินชวี ิต หากทกุ คนเขา้ ใจคานิยามของเศรษฐกิจพอเพียงและนาปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงอยา่ งแจ่มชัดแลว้ ก็ จะง่ายขึ้นในการนาไปประยุกต์ใชเ้ ปน็ แนวทางปฏบิ ัติ ดงั ถ้อยความท่วี ่า “จงพอใจในสิง่ ท่ีตนเองมี พอใจในสง่ิ ที่ เราเป็น และร้ใู ช้เทา่ ที่เราสามารถใช้ไดห้ รือหามาได้ โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนผู้อ่ืน” เพ่ือจะนาไปส่ผู ลทีค่ าดวา่ หวงั คือ การพฒั นาที่สมดุลและย่งั ยืน พร้อมรบั ต่อการเปล่ยี นแปลงในทุกด้าน ทงั้ ด้านเศรษฐกจิ สงั คม สิง่ แวดลอ้ ม ความรูแ้ ละเทคโนโลยี
30 ใบกจิ กรรมที่ 5 ช่อื ...............................................สกุล............................................เลขท.่ี ................ ชอ่ื ...............................................สกลุ ............................................เลขท่ี................. ชื่อ...............................................สกุล............................................เลขท่.ี ................ ชอื่ ...............................................สกุล............................................เลขท.่ี ................ คาสั่ง ให้นักเรียนเขียนลาดบั ขน้ั ตอน เร่ือง สิ่งแวดล้อม พรอ้ มนาไปเรยี งเรียงเป็นเรียงความ (คะแนนเตม็ 20) ชอ่ื เรื่อง.................................................
31 เรือ่ ง.............................................................. ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… .
32 ใบความรูท้ ี่ ๕ ผงั กราฟกิ ประเภทผังความคิด และการเขยี นเรยี งความจากผงั มโนทัศน์ ผงั กราฟิก คือ เคร่ืองมอื ท่ีสามารถสือ่ สารถ่อยทอดให้เห็นเป็นรปู ธรรม ข้อมลู ทน่ี าเสนอ นั้นจะต้องผ่านกระบวนการคิดขัน้ สูงเป็นนามธรรมท่ีแสดงออกมาให้เหน็ เปน็ ภาพ ผงั กราฟกิ มี หลายประเภท แต่ในการวิจยั ครง้ั นข้ี อนาเสนอ ๖ ประเภท ได้แก่ ผังลาดับขน้ั ตอน ผังความคดิ ผังวัฏจกั ร ผังใยแมงมุม ผงั มโนทศั น์ ผงั กา้ งปลา การเลือกใช้ผังกราฟกิ ประเภทใดก็ตาม ควรเลอื ก ใหเ้ หมาะสมกับวัตถุประสงค์ของเนอื้ หาดว้ ย ๑ ในการจัดการเรียนรู้ในชวั่ โมงน้ี จะให้นักเรียนไดศ้ ึกษาผังกราฟกิ ประเภท ผังมโนทศั น์ ดงั นี้ ผังมโนทัศน์เปน็ ผงั ทแ่ี สดงมโนทัศนห์ รือความคิดรวบยอดใหญ่ไว้ตรงกลางและแสดง ความสมั พนั ธ์ ระหว่างมโนทศั นใ์ หญแ่ ละมโนทัศนย์ อ่ ย ๆ เป็นลาดับข้อมูลนน้ั ด้วยเสน้ เชื่อมโยง การนาไปใช้ ๑. ใช้แสดงความสมั พันธร์ ะหวา่ งมโนทศั น์หลกั มโนทัศนร์ อง มโนทัศน์ยอ่ ย มโนทัศน์ เฉพาะเจาะจงและตัวอยา่ งตามลาดับ ๒. ใชส้ รุปหรอื สรา้ งองค์วามรู้ใหม่ ๓. ใชว้ ิเคราะห์เนอ้ื หาหรืองานต่างๆ ๔. ใชจ้ ัดระบบความคิดและความจา ๕. ใชน้ าเสนอขอ้ มลู
33 ข้ันตอนท่ี ๑ ตัวอย่างการเขียนผังความคิด และการเขยี นเรยี งความจากผังมโนทศั น์ ขั้นตอนท่ี ๒ เร่อื ง การทจุ ริต กาหนดช่ือเรื่องหรือหวั ข้อเร่ือง ควรต้งั หรือกาหนดใหก้ ระชบั และสอดคล้องกบั ประเดน็ ที่จะ เขยี นให้มากทสี่ ุด เชน่ การเด็กไทยยุคใหม่หากไกลการทจุ ริต การทุจรติ ผดิ วินัย เปน็ ตน้ นาหัวขอ้ เรอื่ งมาแตกเป็นความคดิ หลักโดยเขียนรปู แบบผังมโนทศั น์ การทุจรติ คือ การต้านทุจรติ การทจุ ริต ผลของการทุจริต ตอ่ ตนเอง ตอ่ สังคม ข้ันตอนที่ ๓ นาความคิดหลกั มาหาข้อมูล หรือรายละเอียดแล้วแตง่ เป็นประโยค หรือเปน็ ข้อความส้ันๆพอ ได้ใจความ เชน่ ความหมาย : ประพฤติชัว่ ประพฤติไม่ดี ไมช่ อ่ื ตรง โกง คดโกง ฉอ้ โกง โดยใช้อบุ ายหรอื เลห่ ์ เหลยี่ มหลอกลวงเพื่อให้ได้ส่งิ ที่ต้องการ เพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ทม่ี คิ วรได้ ผลตอ่ ตนเอง :บคุ คลขาดจิตใตส้ านึก เหน็ แก่ประโยชนส์ ่วนตนมากกวา่ ประโยชน์ส่วนรวม จงึ เป็น บ่อเกดิ ของการทจุ ริตและคอร์รัปชน่ั เกิดขึน้ อย่างมากมาย ผลตอ่ สังคม :ดา้ นเศรษฐกจิ กับราคาสินค้าที่แพงขึน้ นา้ มันขน้ึ ราคาทุกวนั ค่าของเงินลด นอ้ ยลง ความเปน็ อยฝู่ ดื เคือง สง่ ผลกระทบให้สังคมที่เคยสงบสขุ เป็นสังคมท่มี ีโจร ผรู้ ้ายมากข้ึน ความปลอดภยั ลดลง เน่อื งจากคนตกงานเกิดภาวะปญั หาหนส้ี ินจาก ธุรกจิ สังคมขาดความอดทน สังคมไม่มนั่ คง ปัญหาเหล่านีท้ าใหบ้ ุคคลขาดจิตใต้
34 สานกึ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์สว่ นรวม จงึ เป็นบอ่ เกิดของการ ทจุ ริตและคอร์รัปชัน่ เกิดขนึ้ อยา่ งมากมาย การตา้ นทจุ รติ :การซ่อื สตั ย์ต่อตนเองทง้ั ความคดิ และการกระทา ไม่พูดโกหก ประพฤติตนในส่งิ ท่ี ดี และซ่ือสัตย์ในหน้าท่ีการงาน เมอื่ ทุกคนในสงั คมมีแตค่ วามซ่อื สัตย์ ระดับสงั คม ประเทศชาติกจ็ ะได้รับผลเป็นสังคมท่มี ีแตค่ นซ่ือสัตย์ คดิ ดี ทาดี มคี ุณธรรม สงั คม กน็ ่าอยู่น่าอาศัย มแี ตค่ นสุจริต ไม่คิดคดโกงบา้ นเมือง ดารงตนเองให้อยใู่ นศลี ธรรม มคี ณุ ธรรมและจริยธรรม เอ้ือเฟื้อเผอ่ื แผ่แก่คนรอบข้าง เมตตากรุณาต่อกนั ตา้ น การคอรปั ชนั่ ใชส้ ทิ ธิของตนเองให้มคี า่
35 ตวั อย่างการเขียนเรยี งความจากผงั แมงมุม เยาวชนไทยหา่ งไกลการทจุ ริต ในปัจจุบันสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและ วัฒนธรรม ทาให้สังคมเริ่มให้คุณค่ากับวัตถุนิยม หลงใหลในส่ิงนอกกาย ลุ่มหลงเงินทอง ชื่อเสียงและ เกียรตยิ ศ เป็นบ่อเกิดแห่งการขาดจิตสานึกที่ดี นาไปสู่พื้นฐานความคิดเห็นท่ีเห็นผิดเป็นชอบ เห็นการทุจริต และการคดโกงเป็นเรื่องปกตธิ รรมดา การทุจรติ และการคดโกง เชื่อวา่ เป็นเรอื่ งทีท่ ุกคนคงเคยได้ยินกันมานาน โดยมีเหตุและปัจจัยทางด้าน การเปลย่ี นแปลงทางสงั คมที่เกิดข้ึน จะได้ชัดเจนคือ ด้านเศรษฐกจิ กับราคาสินค้าที่แพงข้ึน น้ามันขึ้นราคาทุก วนั คา่ ของเงินลดนอ้ ยลง ความเปน็ อยฝู่ ืดเคอื ง สง่ ผลกระทบใหส้ งั คมที่เคยสงบสขุ เปน็ สังคมท่ีมีโจรผู้ร้ายมาก ขน้ึ ความปลอดภัยลดลง เน่ืองจากคนตกงานเกิดภาวะปัญหาหนี้สินจากธุรกิจ สังคมขาดความอดทน สังคม ไมม่ น่ั คง ปญั หาเหล่านี้ทาให้บุคคลขาดจิตใต้สานึก เห็นแกป่ ระโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จึงเป็น บอ่ เกดิ ของการทุจรติ และคอร์รปั ช่ันเกดิ ขนึ้ อยา่ งมากมาย ในฐานะที่เราเป็นเยาวชนไทยคนหน่ึง การต้านทุจริต และการคนโกง เราควรเรม่ิ จากตัวเราเอง เพราะเราคืออนาคตของชาติ ท่จี ะเติบโตเปน็ ประชาชนท่ีดีมีคุณธรรม ห่างไกลการทุจริต โดยการเรม่ิ ตน้ จากการซ่อื สัตยต์ อ่ ตนเองทั้งความคิดและการกระทา ไม่พูดโกหก ประพฤติ ตนในสงิ่ ที่ดี และซอ่ื สตั ยใ์ นหนา้ ท่กี ารงาน เม่ือทุกคนในสังคมมีแต่ความซื่อสัตย์ ระดับสังคมประเทศชาติก็จะ ได้รับผลเปน็ สังคมทมี่ แี ตค่ นซอื่ สัตย์ คดิ ดี ทาดี มคี ณุ ธรรม สังคมกน็ ่าอยู่น่าอาศัย มีแต่คนสุจริต ไม่คิดคดโกง บ้านเมอื ง ดารงตนเองให้อยูใ่ นศีลธรรม มคี ุณธรรมและจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่แก่คนรอบข้าง เมตตากรุณา ตอ่ กนั ตา้ นการคอรปั ชัน่ ใชส้ ทิ ธิของตนเองใหม้ คี ่า เพียงเท่านป้ี ระเทศไทยของเราก็ร่มเย็นเป็นสุข หากเยาวชนทุกคนปฏิบัติหน้าท่ีของตนด้วยความสุจริตและไม่คดโกง เอ้ือเฟ้ือแก่สังคมไม่เห็น ประโยชนส์ ่วนตนมากกว่าสว่ นตัว ใช้สทิ ธิของตนเองให้มีค่า และร่วมกันพัฒนาชาติไทยให้รุ่งเรือง ดั่งพระบรม ราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงใหไ้ ว้วา่ “เกียรติและความสาเร็จเกิดจากผลการปฏิบัติงานและปฏิบัติตัวของแต่ละคน ท่ีสามารถปฏิบัติงาน ในความรับผิดชอบให้ได้ผลสมบูรณ์ตรงตามวัตถุประสงค์และปฏิบัติให้สุจริต เที่ยงตรง พอควรพอดีแก่ ตาแหนง่ หนา้ ทท่ี ่ดี ารงอยู่”
36 ใบกิจกรรมที่ 6 ชื่อ...............................................สกุล............................................เลขท่ี................. ชื่อ...............................................สกลุ ............................................เลขท่ี................. ชือ่ ...............................................สกลุ ............................................เลขท่.ี ................ ชื่อ...............................................สกุล............................................เลขที.่ ................ คาส่งั ให้นักเรียนเขยี นผงั มโนทศั น์ เรอื่ ง ยาเสพตดิ พร้อมนาไปเรยี งเรยี งเป็นเรยี งความ (คะแนนเต็ม 20) ยาเสพตดิ คือ การปอ้ งกนั สารเสพตดิ ประเภทของยาเสพติด ยาเสพติด โทษของยาเสพตดิ ต่อตนเอง ตอ่ สงั คม
37 เรือ่ ง.............................................................. ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… .
38 แบบทดสอบหลงั เรียน เรอ่ื ง การเขยี นเรยี งความ ********************************************************** คาสงั่ ใหผ้ ้เู รียนเลอื กคาตอบทถี่ ูกตอ้ งทสี่ ดุ เพียงคาตอบเดยี ว แลว้ ทาเครอ่ื งหมาย X (กากบาท) ลงในกระดาษคาตอบ ๑. คานาเป็นสว่ นใดของการเขียนเรยี งความ ก. ส่วนท่ี ๑ ข. สว่ นท่ี ๒ ค. ส่วนที่ ๓ ง. ส่วนท่ี ๔ ๒. ขอ้ ใดไม่ใช่สานวนท่ีใชใ้ นการเขยี นเรียงความ ก. แบบบรรยายโวหาร ข. อปุ ลักษณโ์ วหาร ค. แบบพรรณนาโวหาร ง. แบบอปุ มาโวหาร ๓. ส่วนใดของเรยี งความที่มคี วามสาคญั ท่สี ดุ ก. คานา ข. เนื้อเรื่อง ค. สรปุ ง. ถกู ทกุ ข้อ ๔. ขอ้ ใดไม่ใช่ขน้ั ตอนการเขยี นเรยี งความ ก. การเลอื กเรือ่ ง ข. การค้นหาข้อมูล ค. การวางโครงเร่อื ง ง. การวเิ คราะหเ์ นอ้ื หา
39 ๕. เรยี งความมีองค์ประกอบก่สี ่วน ก. ๒ สว่ น ข. ๓ สว่ น ค. ๔ ส่วน ง. ๕ ส่วน ๖. ข้อใดไม่ใชก่ ารเขียนเรียงความทม่ี ีเอกภาพ ก. ต้องมีเนอื้ หาไปในทศิ ทางเดียวกัน ข. ตอ้ งมเี น้ือหาท่เี กยี่ วเนอ่ื งสมั พนั ธ์กัน ค. ต้องมีเนือ้ หาสาระท่สี มบรู ณต์ ลอดท้ังเร่ือง ง. ต้องมีเน้ือหาบรรยายตลอดทงั้ เร่อื ง ๗. ข้อใดไมใ่ ช่ลกั ษณะของเรยี งความที่ดี ก. มีเอกภาพ ข. มสี มั พนั ธภาพ ค. มีความกลมกลนื ง. มีสารตั ถภาพ ๘. ข้อใดไม่ใชส่ านวนภาษาทใ่ี ช้ในการเขยี นเรยี งความ ก. ใช้ภาษาทีเ่ ป็นทางการ ข. ไม่ควรใช้ภาษาพูด ค. ไมค่ วรใช้ภาษาแสลง ง. ควรหลีกเลยี่ งการใช้คาศัพท์ท่ยี าก ๙. ขน้ั ตอนการเขยี นเรยี งความขอ้ ใดท่มี กี ารเขยี นคานา เน้อื เร่อื ง สรปุ ก. การเลอื กเรือ่ ง ข. การคน้ ควา้ ขอ้ มูล ค. การวิเคราะห์เนอ้ื หา ง. การเรียบเรียง
40 ๑๐. องค์ประกอบของเรียงความส่วนใดที่มีการยกคาพูด สุภาษิต หรือบทกวีที่น่า ประทบั ใจ ก. คานา ข. เนือ้ เร่อื ง ค. สรุป ง. ขอ้ ก และ ข ถกู
41 เฉลยใบกจิ กรรมที่ 1
42 เฉลยใบกจิ กรรมที่ 2
43 เฉลยใบกิจกรรมที่ 3 ชือ่ ...............................................สกลุ ............................................เลขท.ี่ ................ ช่ือ...............................................สกุล....................................... .....เลขท่ี................. ช่อื ...............................................สกุล............................................เลขท่ี................. ชื่อ...............................................สกลุ ............................................เลขท่ี................. องิ ตามเกณฑ์การให้คะแนนการเขยี นเรยี งความ
44 เฉลยใบกิจกรรมท่ี 4 ชื่อ...............................................สกุล............................................เลขท่ี................. ชอ่ื ...............................................สกุล............................................เลขท.ี่ ................ ชื่อ...............................................สกลุ ............................................เลขท่.ี ................ ชื่อ...............................................สกุล............................................เลขท.่ี ................ คาสั่ง ใหน้ ักเรียนนาขอ้ มลู จากผงั แมงมุมท่ีกาหนดให้ เขียนเรยี งความพรอ้ มตั้งชื่อเร่ือง (คะแนนเตม็ 20) ความหมาย ความสาคัญ ชุมชนของเรา ลักษณะของชมุ ชน จดุ เด่นของชุมชน การปฏิบัตติ นในชุมชน
45 เรอ่ื ง.............................................................. ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………อ…งิ ต…า…มเ…กณ…ฑ…ก์ …าร…ให…ค้ ะ…แ…นน…ก…าร…เข…ียน…เร…ีย…งค…วา…ม………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………
46 . เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 5 ชื่อ...............................................สกุล............................................เลขท่ี................. ชอื่ ...............................................สกุล............................................เลขท่ี................. ชอ่ื ...............................................สกลุ ............................................เลขที.่ ................ ชื่อ...............................................สกลุ ............................................เลขท.่ี ................ คาสงั่ ใหน้ ักเรียนเขียนลาดับข้ันตอน เรื่อง สิ่งแวดล้อม พรอ้ มนาไปเรยี งเรียงเปน็ เรยี งความ (คะแนนเต็ม 20) ช่ือเร่อื ง.................................................
47 เรื่อง.............................................................. ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………อิง…ตา…ม…เก…ณฑ…ก์ …าร…ให…ค้ …ะแ…น…นก…าร…เข…ยี …นเ…รีย…งค…ว…าม……………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… .
Search