ก ข คำนำ สำรบญั หนงั สือE-book เล่มน้ีจดั ทำข้ึนเพื่อผทู้ ี่มีควำมสนใจหรือ เนือ้ หำ หน้ำ ตอ้ งกำรศึกษำหำควำมรู้เก่ียวกบั ภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ก (อีสำน)โดยทำกำรรวบรวมขอ้ มูลโดยพ้นื ฐำนอำจมีเน้ือหำที่ คำนำ ข ไม่ครอบคลุมเท่ำท่ีควร 1-5 สำรบญั 6-12 หำกมีขอ้ ผดิ พลำดประกำรใดผจู้ ดั ทำขออภยั ไว้ ณ 1.ขอ้ มูลทว่ั ไป 13-18 โอกำสน้ี 2.กิจกรรมและประเพณี 19-24 3.กำรละเลน่ พ้นื เมือง 25-28 ผจู้ ดั ทำ 4.เคร่ืองดนตรีพ้ืนบำ้ น 29-36 5.เคร่ืองแตง่ กำย ค 6.อำหำร ง อ้ำงองิ ผ้จู ัดทำ
1 2 ข้อมูลทวั่ ไป ในดำ้ นภมู ิอำกำศ ท้งั แอ่งสกลนครและแอง่ โครำชไม่มีอะไรแตกต่ำงกนั แต่ใน ดำ้ นภมู ิประเทศ แอง่ สกลนครมีพ้นื ท่ีนอ้ ยกวำ่ แอ่งโครำช ประกอบดว้ ยพ้ืนที่ ภำคตะวนั ออกเฉียงเหนืออยใู่ นบริเวณท่ีรำบสูงซ่ึงเป็นบริเวณภำยในท่ีไม่มี รำบเชิงภเู ขำภพู ำน และบริเวณท่ีรำบลุม่ ต่ำท่ีอยใู่ กลม้ ำทำงแม่น้ำโขง บริเวณที่ ลุม่ ดงั กล่ำวน้ี ในฤดนู ้ำแม่น้ำโขงไหลทะลกั เขำ้ มำท่วม ทำใหก้ ำรเพำะปลกู ทำงติดตอ่ กบั ทะเล มีแตเ่ ทือกเขำลอ้ มรอบและมีสภำพคลำ้ ยแอง่ กระทะ ท่ีเท และกำรต้งั หลกั แหล่งชุมชนของมนุษย์ ไม่ดีเท่ำกบั บริเวณที่รำบเชิงเขำภพู ำน ซ่ึงอยทู่ ำงตอนใตแ้ อง่ สกลนครน้ี นกั โบรำณคดีพบหลกั ฐำนวำ่ เป็นบริเวณที่มี ลำดจำกที่สูงทำงตะวนั ตก ลงสู่ที่ลุ่มต่ำทำงดำ้ นตะวนั ออก ที่มีแม่น้ำโขง ชุมชนมนุษยเ์ ป็นหม่บู ำ้ นมำแลว้ แตส่ มยั ก่อนประวตั ิศำสตร์ อยำ่ งนอ้ ยกม็ ีอำยุ เป็นขอบเขตทำงตะวนั ตกมีเทือกเขำเพชรบรู ณ์ และดงพระยำเยน็ ก้นั ออก รำว ๕,๐๐๐ ปี มำแลว้ ต้งั หลกั แหล่งอยใู่ นบริเวณท่ีรำบเชิงเขำภพู ำนท่ีมีลำน้ำ จำกที่รำบลุม่ เขมรต่ำ ส่วนทำงดำ้ นตะวนั ออก แมว้ ำ่ จะมีลำแม่น้ำโขงก้นั เขต สงครำม และสำขำ ไหลผำ่ น ต่อมำประมำณ ๓,๐๐๐ กวำ่ ปี ท่ีแลว้ มำ ชุมชน ออกจำกประเทศลำวกม็ ีทิวเขำภพู ำนก้นั เป็นขอบช้นั ใน ตดั ออกจำกบริเวณ เหลำ่ น้ีกม็ ีควำมกำ้ วหนำ้ ทำงเทคโนโลยี สำมำรถหลอ่ สัมริดข้ึนเป็นเครื่องมือ จงั หวดั มุกดำหำรผำ่ นจงั หวดั กำฬสินธุ์ และสกลนครไปยงั อุดรธำนี ทำให้ เคร่ืองประดบั และอำวธุ นอกจำกน้นั ยงั มีประเพณีฝังศพท่ีใชภ้ ำชนะเขียนสี เป็นเคร่ืองเซ่นผตู้ ำย ชุมชนมนุษยท์ ่ีกล่ำวมำน้ี รู้จกั กนั ทวั่ ไปวำ่ เป็นพวก บริเวณท่ีรำบสูงของภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือแบ่งออกเป็น ๒ แอง่ ใหญ่ คือ วฒั นธรรมบำ้ นเชียง ตำมช่ือของหม่บู ำ้ นในปัจจุบนั แห่งหน่ึง ในเขตอำเภอ หนองหำน จงั หวดั อุดรธำนี อนั เป็นแหลง่ ที่พบชุมชนโบรำณ และแหล่งฝังศพ แอ่งสกลนครทำงเหนือ มีลำน้ำสำยเลก็ หลำยสำย เช่น แม่น้ำสงครำมและ ของมนุษย์ ในยคุ ก่อนประวตั ิศำสตร์ แม่น้ำก่ำ ไหลผำ่ นไปออกแม่น้ำโขง ส่วนอีกแอง่ หน่ึงคือ แอง่ โครำชอยทู่ ำง ใต้ มีแม่น้ำมลู และแม่น้ำชีตลอดจนลำน้ำที่เป็นสำขำอีกหลำยสำยหลอ่ เล้ียง
3 4 จำกหลกั ฐำนทำงโบรำณคดี เรำพอกำหนดไดว้ ำ่ ชุมชนมนุษยส์ มยั ก่อน ในสมยั หลงั ประมำณพทุ ธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ลงมำ คนส่วนใหญ่ ประวตั ิศำสตร์เหลำ่ น้ี กระจำยกนั อยตู่ ้งั แตบ่ ริเวณอำเภอกมุ ภวำปี ผำ่ น ท่ีอพยพเขำ้ มำต้งั หลกั แหล่ง กเ็ ป็นพวกคนลำวท่ีเคล่ือนยำ้ ยลงมำ อำเภอวำริชภมู ิ อำเภอพนำ ไปจนเขตอำเภอเมือง จงั หวดั สกลนคร ซ่ึง จำกเมืองหลวงพระบำง และเวยี งจนั ทน์ ทำงฝ่ังซำ้ ยของแม่น้ำโขง อยบู่ ริเวณรอบหนองหำน สกลนคร กำรต้งั หลกั แหลง่ ชุมชนในบริเวณ ในปัจจุบนั กำรต้งั หลกั แหลง่ ของผคู้ นในแอง่ สกลนครกระจำยอยู่ น้ี มีสืบเนื่องเรื่อยมำ จนถึงสมยั ที่เกิดศิลปะแบบทวำรำวดี อำยปุ ระมำณ ทวั่ ไป โดยเฉพำะบริเวณฝ่ังแม่น้ำโขงน้นั มีบำ้ นเลก็ เมืองนอ้ ยเรียง พทุ ธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ และศิลปะแบบลพบุรี หรือศิลปะขอมใน รำยอยคู่ ่อนขำ้ งหนำแน่น และอำศยั ที่ดินตำมชำยฝั่งแม่น้ำโขงเป็น ประเทศไทย อำยปุ ระมำณพทุ ธศตวรรษ ๑๒-๑๘ ดงั เห็นไดจ้ ำกกำรพบ แหล่งปลกู ผกั ยำสูบ และพืชพนั ธุ์อื่น ท่ีนอกเหนือไปจำกกำรปลกู โบรำณวตั ถุ โบรำณสถำน และร่องรอยเมืองโบรำณที่มีคนู ้ำลอ้ มรอบ ขำ้ ว เป็นหลกั ฐำนใหเ้ ห็น ส่วนในบริเวณที่รำบลุม่ ต่ำใกลก้ บั ลำน้ำโขงน้นั ไม่ปรำกฏร่อยรอยชุมชนมนุษยใ์ นยคุ ก่อนประวตั ิศำสตร์ เพรำะเป็น บริเวณท่ีน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำ ไม่เหมำะกบั กำรต้งั แหล่งที่พกั อำศยั เพิ่งมำ เกิดมีชุมชนข้ึน
56 กจิ กรรมและประเพณี ภำพถ่ำยทำงอำกำศของเมืองโบรำณ สมยั ประวตั ิศำสตร์ท่ีมีรูปเป็นส่ีเหล่ียมประกอบดว้ ยคนู ้ำและคนั ดินที่จงั หวดั สกลนคร เพิ่มเติม
78 ขอนแก่นมำรำธอนนำนำชำติ เทศกำลมรดกโลกบ้ำนเชียง ช่วงเวลำจดั งำน: เดือนมกรำคม ช่วงเวลำจดั งำน: เดือนกมุ ภำพนั ธ์ สถำนทจ่ี ดั งำน: จงั หวดั ขอนแก่น ในเดือนมกรำคมของทุกปี เส้นทำงของกำรวงิ่ จะเป็นเส้นทำงผำ่ นพ้ืนที่ของ สถำนทจ่ี ัดงำน: จงั หวดั อุดรธำนี สถำนศึกษำแหล่งวฒั นธรรมและชุมชนพ้ืนเมืองนกั วง่ิ ทุกคนท่ีวง่ิ จนถึงเสน้ แหล่งโบรำณคดียคุ ก่อนประวตั ิศำสตร์ท่ีสำคญั ท่ีสุดของภำค ชยั จะไดร้ ับเหรียญรำงวลั และประกำศนียบตั รสำหรับประเภทเดิน-วง่ิ เพ่อื ตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและในเอเชียอำคเนยเ์ ป็นแหลง่ อำรย สุขภำพผเู้ ขำ้ ร่วมทุกคนจะไดร้ ับเหรียญรำงวลั นอกจำกน้นั ผเู้ ขำ้ แขง่ ขนั ท่ีถึง ธรรมโบรำณท่ีสำคญั ล้ำค่ำท่ีมีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จกั ไปทว่ั โลกนอกจำกน้นั ท่ีน่ียงั เสน้ ชยั 5 คนแรก ในประเภทหญิง และประเภทชำย ในแตล่ ะกลุ่มอำยุ จะ เป็นสถำนที่จดั งำนเทศกำลทำงวฒั นธรรมและประเพณีท่ีสำคญั จำกสำมเหลี่ยม มรดกโลกอนั ไดแ้ ก่บำ้ นเชียงของประเทศไทย หลวงพระบำงของสำธำรณรัฐ ไดร้ ับถว้ ยรำงวลั และรำงวลั เงินสด ประชำชนลำวและฮำลองเบยข์ องประเทศเวยี ดนำมรวมไปถึงนิทรรศกำรตำ่ งๆ ตลอดจนเทศกำลออกร้ำนของสินคำ้ ทอ้ งถ่ิน และอื่นๆ อีกมำกมำย
9 10 งำนประเพณแี ห่มำลยั งำนพระธำตุพนม ช่วงเวลำจัดงำน: เดือนกมุ ภำพนั ธ์ ช่วงเวลำจดั งำน: เดือนกมุ ภำพนั ธ์ สถำนทจ่ี ัดงำน: จงั หวดั นครพนม จงั หวดั นครพนมจดั งำนเทศกำลพระธำตุพนมเป็นประจำทุกปี ในช่วง สถำนทจี่ ัดงำน: จงั หวดั ยโสธร เดือนกมุ ภำพนั ธ์ หรือตน้ เดือนมีนำคม ในตอนเชำ้ เทศกำลน้ีเร่ิมตน้ ดว้ ย ในช่วงวนั มำฆบชู ำของทุกปี จงั หวดั ยโสธรจดั งำนประเพณีแห่มำลยั ที่บำ้ น พธิ ีกำรทำงศำสนำพทุ ธท่ีจะเป็นกำรนำพระอุปคุตจำกริมฝ่ังแม่น้ำแม่โขง หยำดฟ้ ำอำเภอมหำชนะชยั ชำวพทุ ธมีควำมเชื่อวำ่ ในวนั น้ี พระพทุ ธเจำ้ ไปยงั วดั พระธำตุพนม นอกจำกน้นั ยงั มีพิธีนมสั กำรพระเจดียพ์ ระธำตุ เสดจ็ กลบั มำจำกสวรรคห์ ลงั จำกไดแ้ สดงพระธรรมเทศนำใหแ้ ก่พระมำรดำ พนม กำรแสดงศิลปะกำรฟ้ อนรำแบบด้งั เดิมเพอ่ื สกั กำระบูชำพระเจดีย์ แลว้ โดยเหลำ่ เทพดำนำงฟ้ ำไดท้ ำกำรตอ้ นรับพระองคด์ ว้ ยดอกไมแ้ ละขำ้ ว มีกำรออกร้ำนแสดงสินคำ้ ทอ้ งถิ่น กำรละเล่นพ้ืนเมือง และกำรแสดง ควำมเช่ือน้ีไดร้ ับกำรสืบทอดติดต่อกนั มำและกลำยมำเป็นประเพณีท่ียดึ ถือกนั มหรสพระหวำ่ งวนั และตอนกลำงคืนดว้ ย ในปัจจุบนั ชำวบำ้ นจะทำพวงมำลยั จำกขำ้ วอบซ่ึงจะถูกนำไปใชเ้ พอ่ื กำร ตกแตง่ ศำลำวดั และแสดงโชวใ์ นขบวนพำเหรด ณ วนั งำนดว้ ย
11 12 เทศกำลดอกกระเจียวบำน ประเพณแี ห่เทยี นเข้ำพรรษำ ช่วงเวลำจดั งำน: เดือนมิถุนำยน ช่วงเวลำจดั งำน: เดือนกรกฎำคม สถำนทจ่ี ดั งำน: จงั หวดั ชยั ภูมิ สถำนทจ่ี ดั งำน: จงั หวดั อุบลรำชธำนี เดือนมิถุนำยนซ่ึงถือเป็นตน้ ฤดูฝน เป็นช่วงเวลำเดียวของปี ที่ดอกสยำมทิวลิป เทศกำลน้ีจดั ข้ึนในช่วงวนั อำสำฬหบูชำซ่ึงตรงกบั ช่วงเริ่มตน้ ของวนั หรือดอกกระเจียวจะออกดอกบำนเตม็ ที่ ทว่ั พ้นื ที่ของอุทยำนแห่งชำติป่ ำหิน เขำ้ พรรษำในงำนมีเทียนพรรษำกวำ่ 60 เล่ม ประดบั ประดำอยำ่ งสวยงำมใน งำมและบริเวณรอบขำ้ งปกคลุมไปดว้ ยดอกไมส้ ีชมพมู ่วงท่ีบำนสะพร่ัง ขบวนพำเหรดท่ีแห่แหนไปทวั่ เมือง ไฮไลทท์ ี่น่ำสนใจอยำ่ งอื่นๆในงำนยงั นอกจำกน้นั กิจกรรมท่ีน่ำสนใจในเทศกำลยงั รวมไปถึงกำรแขง่ ขนั ข่ี รวมไปถึงกำรแขง่ ขนั แกะสลกั เทียนระดบั นำนำชำติกำรแสดงดนตรีอนั จกั รยำนเสือภเู ขำ งำนนิทรรศกำร กำรปี นหนำ้ ผำ และกำรเยย่ี มชมจุดชมววิ ท่ี อลงั กำรของวงซิมโฟนี กำรเล่นโขนตลอดจนกำรประกวดนำงงำม โดยจะมี อุทยำนแห่งชำติไทรทองท่ีต้งั อยใู่ นจงั หวดั เดียวกนั กำรแกะสลกั เทียนท่ีจะใชใ้ นงำนประมำณสองสำมวนั ล่วงหนำ้ ก่อนท่ีจะมี กำรเดินขบวน เพิ่มเติม
กำรละเล่นพนื้ เมอื ง 13 14 เน่ืองจำกภมู ิประเทศภำคอีสำนเป็นท่ีรำบสูงคอ่ นขำ้ งแหง้ แลง้ เพรำะพ้นื ดินไม่เกบ็ น้ำฤดแู ลง้ จะกนั ดำรฤดูฝนน้ำจะท่วม แต่ชำว อีสำนกม็ ีอำชีพทำไร่ทำนำและเป็นคนรักสนุกดงั น้นั จึงสำมำรถ หำควำมบนั เทิงไดท้ ุกโอกำสโดยจะมีท้งั กำรร้องเพลง และฟ้ อน รำท้งั น้ีกำรแสดงของภำคอีสำน มกั เกิดจำกกิจวตั รประจำวนั หรือประจำฤดูกำล และลกั ษณะกำรแสดงซ่ึงเป็นลีลำเฉพำะของ อีสำนคือ ลีลำ และจงั หวะในกำรกำ้ วเทำ้ ท่ีมีลกั ษณะคลำ้ ยเตน้ แตน่ ุ่มนวลกวำ่ และมกั เดินดว้ ยปลำยเทำ้ โดยจะสบดั เทำ้ ไปขำ้ ง หลงั สูง ซ่ึงตวั อยำ่ งเพลงพ้นื เมือง ที่มกั นิยมขบั รองกนั ไดแ้ ก่ หมอลำ เพลงโครำช เจรียง กนั ตรึม เพลงลอ่ งโขง เพลงแอว่ แคน ขณะท่ี กำรฟ้ อนรำ ไดแ้ ก่ แห่นำงแมว เซิ้งบ้งั ไฟ เซิ้งสวงิ เซิ้ง โปงลำง เซิ้งตงั หวำย เซิ้งกระติบ รำลำวกระทบไม้ ฟ้ อนภไู ท เป็ นตน้
15 16 เซิ้งบ้งั ไฟ ถือวำ่ เป็นประเพณีท่ีชุมชน ชำวอีสำนสืบทอดกนั มำพร้อม เซิ้งสวงิ เป็นกำรฟ้ อนรำที่จำลอง หรือเล่ำเรื่องรำวกำรหำสัตวน์ ้ำของ กบั ประเพณีกำรจุดบ้งั ไฟ คือก่อนที่จะทำบ้งั ไฟเพอ่ื จุดถวำยพญำแถน ชำวบำ้ น โดยใชส้ วงิ เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือ แสดงคชู่ ำย-หญิง กไ็ ด้ บนสวรรค์ ชำวบำ้ นจะรวมตวั กนั ออกเซิ้ง(คือ กำรร้องหรือจ่ำยกำพย์ ประกอบกำรฟ้ อน) ไปรอบๆหมู่บำ้ นหรือชุมชนใกลเ้ คียง เพอ่ื บอก หรือ แสดงเพยี งผหู้ ญิงเท่ำน้นั กไ็ ด้ เซิ้งสวงิ มีกำรประยกุ ตก์ นั มำเร่ือยๆ และในปี พ.ศ. 2515 ทำงกรม บุญขอรับไทยทำน เพ่อื ซ้ือ ข้ีเกีย (ดินประสิว) มำทำเป็น หม่ือ (ดิน ศิลปำกรจึงไดน้ ำท่ำฟ้ อนของทอ้ งถิ่นอำเภอยำงตลำด จงั หวดั กำฬสินธุ์ ปื น) เพอื่ บรรจุทำเป็นบ้งั ไฟ และจุดในพิธีขอฝนตอ่ ไป มำปรับปรุงใหม้ ีท่วงท่ำกระฉบั กระเฉงข้ึน ท่ำฟ้ อนจะแสดงใหเ้ ห็นถึง กำรออกไปหำปลำ กำรชอ้ นปลำ จบั ปลำ และดีอกดีใจเมื่อหำปลำได้ มำกๆ ผแู้ สดงฝ่ ำยหญิงจะเป็นผถู้ ือสวงิ ไปชอ้ นปลำ ส่วนฝ่ ำยชำยจะนำ ขอ้ งไปคอยใส่ปลำท่ีฝ่ ำยหญิงจบั ได้
17 18 ฟ้ อนภูไท เป็นฟ้ อนท่ีงดงำมและเก่ำแก่ ถือวำ่ เป็นนำฏศิลป์ ที่ข้ึนหนำ้ ข้ึนตำ รำกระทบไม้ เป็นกำรละเล่นพ้ืนเมืองของชำวจงั หวดั สุรินทร์ เดิม ของชำวภูไท เนื่องจำกชำวภไู ทอำศยั กระจดั กระจำยหลำยพ้ืนที่ในอีสำน จึง เรียกวำ่ \"เต้นสำก\" ประเทศไทยมีอำชีพทำงกสิกรรมมำชำ้ นำน กำรทำนำ จำแนกประเภทกำรฟ้ อนภไู ทตำมพ้นื ท่ี เช่น กำรฟ้ อนภไู ทของเขตจงั หวดั ผลิตขำ้ วเป็นอำหำรหลกั ของคนไทย และทำรำยไดเ้ ป็นสินคำ้ ออกใหแ้ ก่ ประเทศไทยอยำ่ งมำกมำย ชีวติ ประจำวนั ของคนไทยส่วนใหญ่จึงคลุกคลี สกลนคร กำรฟ้ อนภไู ทเขตเรณูนคร (รำภูไทภพู ำน รำภูไทสำมเผ่ำ) กำรรำภู อยกู่ บั กำรทำนำ เร่ิมต้งั แต่หวำ่ น ไถ ดำ และเกบ็ เกี่ยว เป็นตน้ ดว้ ยนิสัยรัก สนุก หลงั จำกเลิกงำน จึงนำสำกตำขำ้ วมำกระทบกนั เป็นเครื่องประกอบ ไทของเขตจงั หวดั กำฬสินธุ์ ซ่ึงในแตล่ ะพ้นื ที่จะมีลีลำกำรฟ้ อนที่แตกตำ่ งกนั จงั หวะ พร้อมกบั มีกำรละเลน่ ใหเ้ ขำ้ กบั จงั หวะ แต่เดิมคงเป็นจงั หวะตำขำ้ ว กำรฟ้ อนภไู ทจะฟ้ อนในงำนมงคลและงำนบุญ เช่น บุญมหำชำติ ในกำร ในลกั ษณะยนื ตำ 2 คน ต่อมำจึงลำกไมส้ ำกมำวำงตำมยำว มีคนจบั ปลำย ทำบุญแต่ละคร้ังหลงั วนั ทำบุญจะมีกำรแห่ปัจจยั ไปวดั กำรแห่ขณะไปทำบุญ สำก หวั ทำ้ ย ขำ้ งละคน พร้อมท้งั ใชไ้ มห้ มอนรองเคำะเป็นจงั หวะ และกำรแห่หลงั ทำบุญน้ีเองท่ีทำใหเ้ กิดฟ้ อนภไู ทข้ึน
19 20 เนื่องจำกภำคอีสำน เป็นแหลง่ รวมวฒั นธรรม ท้งั เพลงพ้ืนบำ้ น และกำร ฟ้ อนรำ ดงั น้นั ชำวอีสำนจึงใหค้ วำมสำคญั กบั เครื่องดนตรีที่ใชใ้ นกำร บรรเลงท่วงทำนองต่ำง ๆ เป็นอยำ่ งมำก ดงั น้นั เคร่ืองดนตรีของชำวอีสำน จึงมีครบทุกประเภท ท้งั ดีด สี ตี เป่ ำ อำทิ เคร่ืองดนตรีพนื้ บ้ำน
21 22 จะเขก้ ระบือ : เคร่ืองดนตรีสำคญั ที่ใชใ้ นวงมโหรีเขมร เป็นเครื่อง ซอกนั ตรึม : เป็นเครื่องสำยใชส้ ี ทำดว้ ยไม้ กลอ่ งเสียงขึงดว้ ยหนงั งู มี ดนตรีประเภทดีดในแนวนอน มี 3 สำย ช่องเสียงอยดู่ ำ้ นตรงขำ้ มหนำ้ ซอ กระจบั ป่ี : เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด โดยใชก้ ระท่ีทำจำกเขำสัตว์ โปงลำง : เป็นเครื่องดนตรีประเภทท่ีบรรเลงทำนองดว้ ยกำรตี โดย กล่องเสียงทำ ดว้ ยไมข้ นุนหรือไมส้ กั ใชบ้ รรเลงร่วมกนั กบั แคน พณิ : เป็นเคร่ืองดนตรีท่ีบรรเลงดว้ ยกำรดีด มี 2-3 สำย แต่ข้ึนเป็นสอง กลองกนั ตรึม : เป็นเคร่ืองหนงั ชนิดหน่ึง ทำดว้ ยไมข้ ดุ กลวง ขึงหนำ้ คู่ โดยข้ึนคู่ 5 ดำ้ นหน่ึง ดว้ ยหนงั ดึง ใหต้ ึงดว้ ยเชือก
23 24 หืน : เป็นเคร่ืองดนตรีก่ึงดีดก่ึงเป่ ำอยำ่ งหน่ึงมีท้งั ท่ีทำดว้ ยไมไ้ ผ่ ปี่ ไสล : ใชบ้ รรเลงในวงกนั ตรึม เป็นป่ี ประเภทลิ้นคู่ เช่นเดียวกบั ปี่ ใน และโลหะ โดยมีกำรเซำะร่องตรงกลำงเป็นลิ้นในตวั ที่มีลกั ษณะเป็นป่ี ท่อนเดียว และมีลิ้นในตวั แคน : เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่ ำ ซ่ึงเป็นที่รู้จกั มำกท่ีสุดของชำว กรับคู่ : เป็นกรับทำดว้ ยไมเ้ น้ือแขง็ ลกั ษณะเหมือนกบั กรับเสภำของ ภำคอีสำนเหนือ ภำคกลำง โหวด : เป็นเคร่ืองเป่ ำชนิดหน่ึงที่ไม่มีลิ้น เกิดจำกกระแสลมท่ีเป่ ำ ผำ่ นไมร้ วก
25 26 ชำวอีสำนถือวำ่ กำรทอผำ้ เป็นกิจกรรมยำมวำ่ งหลงั จำกฤดกู ำรทำนำ หรือวำ่ งจำกงำนประจำอ่ืน ๆ ดงั น้นั ใตถ้ ุนบำ้ นของชำวอีสำนในอดีตจะมี กำรกำงหูกทอผำ้ กนั ไวแ้ ทบทุกครัวเรือน โดยผหู้ ญิงในวยั ตำ่ ง ๆ จะสืบ ทอดกำรทอผำ้ ต้งั แต่เดก็ โดยผำ้ ทอมือเหลำ่ น้ีทำจำกเสน้ ใยธรรมชำติ เช่น ผำ้ ฝ้ ำย และผำ้ ไหม และจะถกู นำไปใชต้ ดั เยบ็ ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม หมอน ท่ีนอน ผำ้ ห่ม และกำรทอผำ้ ยงั เป็นกำรเตรียมผำ้ สำหรับกำรออกเรือนของ ฝ่ ำยหญิง รวมถึงเป็นกำรผำ้ ท่ีทอไวส้ ำหรับฝ่ ำยชำยดว้ ย เคร่ืองแต่งกำย
27 28 ผ้ำทอของภำคอสี ำน สำมำรถจำแนกออกเป็ น 2 ชนิด ดงั นี้ เน่ืองจำกอีสำนมีชนอยหู่ ลำยกลุ่มวฒั นธรรม กำรผลิตผำ้ พ้ืนเมืองจึง 1.ผ้ำทอสำหรับใช้ในชีวติ ประจำวนั แตกต่ำงกนั ไปตำมกลุ่มวฒั นธรรม เช่น กลุ่มอีสำนใต้ คือกลุม่ คนไทยเช้ือ โดยผำ้ ทอชนิดน้ีจะเป็นผำ้ พ้ืนไม่มีลวดลำย เพรำะตอ้ งกำรควำมทนทำน สำยเขมรที่ต้งั ถ่ินฐำนอยใู่ นแถบจงั หวดั สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ เป็น จึงทอดว้ ยฝ้ ำยยอ้ มสี กลุ่มที่มีกำรทอผำ้ ท่ีมีสีสนั แตกต่ำงจำกกลุ่มไทยลำว 2. ผ้ำทอสำหรับโอกำสพเิ ศษ เช่น ใชใ้ นงำนบุญประเพณีต่ำง ๆ งำนแต่งงำน งำนฟ้ อนรำ ดงั น้นั ผำ้ ทอ อยำ่ งไรกต็ ำม รูปแบบกำรแต่งกำยของชำวอีสำนทวั่ ๆไปคือผชู้ ำยมกั จึงมกั มีลวดลำยสวยงำม และมีสีสนั หลำกหลำย นิยมสวมเส้ือ ม่อฮ่อม ซ่ึงเป็นเส้ือแขนส้ันสีเขม้ ๆ สวมกำงเกงสีเดียวกบั ท้งั น้ีจะมีประเพณีท่ีคกู่ นั มำกบั กำรทอผำ้ คือกำรลงข่วงโดยบรรดำสำวๆ เส้ือจรดเขำ่ นิยมใชผ้ ำ้ คำดเอวดว้ ยผำ้ ขำวมำ้ ขณะที่ ผหู้ ญิง มกั สวมใส่ผำ้ ซ่ิน ในหม่บู ำ้ นจะพำกนั มำรวมกลุม่ ก่อกองไฟ บำ้ งกส็ ำวไหม บำ้ งกป็ ่ันฝ้ ำย แบบทอท้งั ตวั สวมเส้ือคอกลม แขนยำว เล่นสีสัน แต่หำกเป็นงำนพิธีตำ่ ง ๆ กรอฝ้ ำย ฝ่ ำยชำยกถ็ ือโอกำสมำเก้ียวพำรำสีและนงั่ คุยเป็นเพอ่ื น บำงคร้ังก็ อำจมีกำรห่มผำ้ สไบเฉียง สวมเครื่องประดบั ตำมขอ้ มือ ขอ้ เทำ้ และคอ เพ่ิม มีกำรนำดนตรีพ้ืนบำ้ นอยำ่ ง พณิ แคน โหวต มำบรรเลงจ่ำยผญำโตต้ อบ ดว้ ย กนั
อำหำร 29 30 ในปัจจุบนั อำหำรจำกภำคอีสำน ถือเป็นอำหำรยอดนิยมที่ แพร่หลำยท้งั ในประเทศ และต่ำงประเทศ ซ่ึงเมนูท่ีทุกคน คุน้ เคยกนั ดี ไดแ้ ก่ เมนูส้มตำ โดยเฉพำะสม้ ตำไทย ที่สำมำรถ รับประทำนไดท้ ุกที่ ทุกเวลำ เน่ืองจำกส้มตำมีส่วนประกอบ หลกั คือผกั และสำมำรถรับประทำนคู่กบั ขำ้ วเหนียว ขำ้ ว สวย ขนมจีน ไดต้ ำมท่ีตอ้ งกำร นอกจำกเมนูสม้ ตำแลว้ อำหำรอีสำนท่ีไดร้ ับควำมนิยมเป็น อยำ่ งมำก ไดแ้ ก่ ลำบ กอ้ ย ขำ้ วเหนียวไก่ยำ่ ง ปลำร้ำ หลน ขำ้ วจ่ี ผดั หม่ีโครำช แกงอ่อม แกงผกั หวำนไขม่ ดแดง เป็ นตน้ 17
31 32 ส้มตำ เป็นอำหำรปรุงมำจำกกำรทำตำสม้ คือกำรทำใหเ้ ปร้ียว ในลำว ลำบ เป็นอำหำรทอ้ งถิ่นทำงภำคอีสำน (รวมถึงประเทศลำวและสิบ จะเรียกวำ่ ตำหมำกหุ่ง ปรุงโดยนำมะละกอดิบที่สับแลว้ ฝำนหรือขดู สองปันนำ) โดยนำเน้ือมำสับใหล้ ะเอียดแลว้ คลุกกบั เคร่ืองปรุง ซ่ึง เน้ือท่ีมำทำลำบเป็นเน้ือหลำยชนิด เช่น เน้ือไก่ เน้ือเป็ด เน้ือววั เน้ือ เป็นเสน้ มำตำในครกเป็นหลกั พร้อมดว้ ยวตั ถุดิบอ่ืนๆ คือ มะเขือเทศ ควำย เน้ือปลำ เน้ือหมู และเน้ือนก นอกจำกน้ียงั สำมำรถลำบสตั ว์ ลกู เลก็ มะเขือสีดำ มะเขือเปรำะ พริกสดหรือพริกแหง้ จำพวก กวำง เช่น ละมงั่ กระจง เกง้ หรือแมแ้ ตบ่ ้ึง กน็ ำมำลำบได้ เช่นกนั ลำบนิยมกินคู่กบั ขำ้ วเหนียว ถว่ั ฝักยำว กระเทียม และปรุงรสดว้ ยน้ำตำลปี๊ บ น้ำปลำ มะนำว 18
33 34 ข้ำวจี่ เป็นอำหำรพ้นื บำ้ นของภำคอีสำนและภำคเหนือ ทำจำกขำ้ วเหนียวน่ึง ก้อย อำหำรทอ้ งถ่ินทำงภำคอีสำน คลำ้ ยกบั ลำบและส้มตำ นิยมปรุงจำก ทำเกลือ ป้ันเป็นรูปกลมหรือรีเสียบไมน้ ำไปยำ่ งบนเตำถ่ำน ไฟอ่อนพอ เน้ือสัตวด์ ิบรวมถึงไข่และตวั ออ่ นของแมลงท่ีกินได้ เช่น เน้ือววั เน้ือกวำง เกรียมนำมำชุบไข่ แลว้ นำไปยำ่ งใหม่จนเหลือง ดึงไมท้ ี่เสียบไวอ้ อก ยดั เน้ือเกง้ เน้ือหมูป่ ำ เน้ือปลำ (ตะเพียน หรือ ปลำขำว) กงุ้ ฝอย หอยเชอ น้ำตำลออ้ ยเขำ้ ไปแทน น้ำตำลจะละลำยเป็นไส้ และนิยมทำกนั มำกในช่วง รี่ กิ้งก่ำ ไข่มดแดง ไขแ่ มงมนั ตวั อ่อนตวั ต่อเป็นตน้ ไม่นิยมปรุงจำกเน้ือสตั ว์ เดือนสำมของทุกปี ซ่ึงจะมีกำรทำขำ้ วจ่ีไปทำบุญในงำนประเพณีบุญ ปี ก เช่น นก เป็ด ไก่ เพรำะจะมีกลิ่นคำวและเหมน็ สำบรุนแรง ขำ้ วจ่ี อำจเป็นเพรำะขำ้ วเหนียวจะเสียเร็วในตอนกลำงวนั สมยั ก่อนขำ้ ว เหนียวจึงถกู ทำเป็นขำ้ วจ่ีแลว้ ห่อใบตองไปกินเป็นอำหำรตอนทำนำหรือ เดินทำงไกล เพรำะสำมำรถเกบ็ ไดน้ ำนข้ึน 19
35 36 อ่อม เป็นอำหำรอีสำนประเภทหน่ึงใชน้ ้ำนอ้ ย เคร่ืองปรุงท่ีเป็น แกงผกั หวำนใส่ไข่มดแดง เป็นอำหำรเฉพำะฤดูกำล ในฤดูร้อนอนั แหง้ แลง้ เอกลกั ษณ์คือผกั ชีลำว แมงลกั และตน้ หอม เน้ือสตั วท์ ี่ใชไ้ ดแ้ ก่ ไก่ พืชผกั ตำ่ งๆแหง้ เห่ียวหำยำก แหล่งน้ำตำ่ งๆ แหง้ ขอด ไม่มีปปู ลำ สำหรับนำมำ ปรุงอำหำร แต่ธรรมชำติมอบผกั หวำนป่ ำ และไขม่ ดแดง มำเป็นอำหำรท่ีรส บำ้ น ปลำดุก เน้ือววั กบ หอยขม ซ่ึงจะใส่ในปริมำณที่ไม่มำกนกั กำร เลิศของฤดกู ำลมำทดแทน ดว้ ยภมู ิปัญญำของชำวอีสำนที่ไดน้ ำมำแกงร่วมกนั ปรุงจะผดั เคร่ืองแกงกบั เน้ือสตั วใ์ หส้ ุกก่อน แลว้ เติมน้ำ พอเดือดจึงใส่ เป็นแกงไขม่ ดแดงใส่ผกั หวำน แสนอร่อย ผกั มีแตอ่ อ่ มเขียดกบั อ่อมปลำที่จะไม่ผดั ก่อนเพรำะจะทำใหเ้ น้ือเละ ออ่ มที่ใชเ้ น้ือสตั วต์ ่ำงชนิดกนั จะมีเคร่ืองแกงและผกั ตำ่ งกนั ดว้ ย 20
ค ง อ้ำงองิ ผู้จดั ทำ • https://travel.kapook.com/view47157.html • http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book =18&chap=1&page=t18-1-infodetail03.html • http://www.sawadee.co.th/isan/festivals.html นำงสำวนฤมล นำงำม 6110601713 21
22
Search
Read the Text Version
- 1 - 22
Pages: