ขขุุนนชช้้าางง ขข ุุนนแแผผนน ตอน พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทรายมูลวิทยา ครูผู้สอน นางสาวจิตราวดี เกิดศิริ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) บทละครเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จัดทำโดย นางสาวจิตราวดี เกิดศิริ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนทรายมูลวิทยา ตำบลทรายมูล อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษยโสธร
ก คำนำ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณกรรมสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ร่วมกับกวีแห่งราชสำนัก พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ตอนพลาย แก้วเป็นชู้กับนางพิม ตอนขุนแผนขึ้นเรือนของขุนช้างและเข้า ห้องนางแก้วกิริยา และตอนนางวันทองหึงกับนางลาวทอง พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้ง ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระราช นิพนธ์ตอนขุนช้างขอนางพิม และตอนขุนแผนพานางวันทองหนี สุนทรภู่แต่งตอนกำเนิดพลายงาม นอกจากนั้นยังมีกวีอื่นๆ ช่วย กันแต่งอีกมาก เนื่องด้วยความงดงามในการใช้ถ้อยคำของกวี เอกในครั้งนั้น วรรณคดีสโมสรในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ยกย่องวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ว่าเป็นยอดแห่งกลอนเสภา อนึ่ง ในการพิมพ์ครั้งนี้ ได้นำ “ตำนานเสภา” และ“ว่าด้วยชำระหนังสือเสภา” พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมารวมพิมพ์ไว้ด้วย
สารบัญ ข เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ความเป็นมา 1 ประวัติผู้แต่ง 2 ลักษณะคำประพันธ์ 3 ตัวละครที่ปรากฏ 5 เนื้อเรื่องย่อ 10 ตัวบทวรรณคดี 13 ศิลปะการแต่ง 14 ศิลปะการใช้ถ้อยคำและสำนวนโวหาร 15 รสวรรณคดีหรือลีลาของกลอน 18 ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง 19 ทัศนะของผู้เขียน 20 ความรู้หรือคุณค่าของเรื่อง 21 เพลงประกอบ 24 แบบทดสอบ 25
ความเป็นมา 1 เรื่องขุนช้างขุนแผน มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และเล่ากันต่อ ๆมาจนกลายเป็นนิยายพื้นเมืองของ เมืองสุพรรณบุรี ต่อมาได้มีผู้นำเรื่องขุนช้างขุนแผนมาแต่งเป็นกลอนเสภเพื่อใช้ ในการขับเสภา จึงทำให้เรื่องนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้น ครั้นเสียกรุงแล้ว บางตอนก็สูญหายไป บางตอนยังมีต้นฉบับเหลืออยู่ เรื่องไม่ติดต่อกัน พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้กวีหลายคนช่วยกันรวบรวมและ แต่งขึ้นเรียกว่า เสภาหลวง หนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ โปรดเกล้าฯ ให้กวีในรัชสมัยของพระองค์ ตลอดจนพระองค์เองร่วมกันแต่งและ ทรงพระราชนิพนธ์ขี้นเป็นวรรณคดีที่มีค่าทั้งในด้านความไพเราะและในลีลาการ แต่ง ตลอดจนเค้าโครงเรื่อง ได้รับการยกย่องตามพระราชบัญญัติวรรณคดี สโมสรในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป็นยอดของหนังสือ ประเภทกลอนเสภา และได้รับประทับราชลัญจกรรูปพระคเณศร์ไว้เป็น เครื่องหมายของการยกย่องนั้นด้วย หนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ ไม่เพียงแต่เป็น วรรณคดีสำหรับอ่านกันเล่น เพื่อได้รับรสวรรณคดีเป็นเครื่องบันเทิงใจเท่านั้น หากแต่บางตอนในวรรณคดีเรื่องนี้ยังเป็นหลักฐานที่ให้ความรู้ในเรื่องราวความ เป็นอยู่ของผู้คนและบ้านเมืองในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สมกับที่มีคำกล่าวว่า วรรณคดีเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นไปของบ้านเมืองใน ยุคนั้นๆ ให้คนรุ่นหลังๆ ได้ทราบด้วย
ประวัติผู้แต่ง 2 เรื่องขุนช้างขุนแผน มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และเล่ากันต่อ ๆมาจนกลายเป็นนิยายพื้นเมืองของ เมืองสุพรรณบุรี ต่อมาได้มีผู้นำเรื่องขุนช้างขุนแผนมาแต่งเป็นกลอนเสภเพื่อใช้ ในการขับเสภา จึงทำให้เรื่องนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้น ครั้นเสียกรุงแล้ว บางตอนก็สูญหายไป บางตอนยังมีต้นฉบับเหลืออยู่ เรื่องไม่ติดต่อกัน พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้กวีหลายคนช่วยกันรวบรวมและ แต่งขึ้นเรียกว่า เสภาหลวง หนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ โปรดเกล้าฯ ให้กวีในรัชสมัยของพระองค์ ตลอดจนพระองค์เองร่วมกันแต่งและ ทรงพระราชนิพนธ์ขี้นเป็นวรรณคดีที่มีค่าทั้งในด้านความไพเราะและในลีลาการ แต่ง ตลอดจนเค้าโครงเรื่อง ได้รับการยกย่องตามพระราชบัญญัติวรรณคดี สโมสรในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป็นยอดของหนังสือ ประเภทกลอนเสภา และได้รับประทับราชลัญจกรรูปพระคเณศร์ไว้เป็น เครื่องหมายของการยกย่องนั้นด้วย หนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ ไม่เพียงแต่เป็นวรรณคดีสำหรับอ่านกันเล่น เพื่อได้รับรสวรรณคดีเป็นเครื่องบันเทิงใจเท่านั้น หากแต่บางตอนในวรรณคดีเรื่องนี้ยังเป็นหลักฐาน ที่ให้ความรู้ในเรื่องราวความเป็นอยู่ของผู้คน และบ้านเมืองในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สมกับที่มีคำกล่าวว่า วรรณคดีเป็นกระจกเงา สะท้อนภาพความเป็นไปของบ้านเมืองใน ยุคนั้นๆ ให้คนรุ่นหลังๆ ได้ทราบด้วย
ลักษณะคำประพันธ์ 3 เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นคำประพันธ์ ประเภทกลอน เสภา 43 ตอน ซึ่งมีอยู่ 8 ตอนที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดียอดเยี่ยม จากวรรณคดีสมาคม อันมีสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์ กรมพระยาด ารงรา ชานุภาพ ทรงเป็นประธานโดยลงมติเมื่อ พ.ศ.2474 และ ตอน ขุนช้าง ถวายฎีกา เป็นหนึ่งในแปดตอนที่ได้รับการยกย่อง ลักษณะคำประพันธ์กลอนเสภาเป็นกลอนสุภาพ เสภาเป็นกลอนขั้น เล่าเรื่องอย่างเล่า นิทานจึงใช้คำมากเพื่อบรรจุข้อความให้ชัดเจนแก่ผู้ฟัง และมุ่งเอาการขับได้ ไพเราะ เป็นส าคัญ สัมผัสของค าประพันธ์ คือ คำ สุดท้ายของวรรคต้น ส่งสัมผัสไปยังคำใดคำหนึ่งใน 5 คำแรกของวรรค หลังสัมผัสวรรคอื่นและสัมผัสระหว่างบทเหมือนกลอนสุภาพ
4 ลักษณะคำประพันธ์ คำประพันธ์ที่ใช้เป็น กลอนเสภา โดยเป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่ง แต่งเพื่อใช้ขับเพราะใช้เป็นกลอนขับ จึงกำหนดคำไม่แน่นอน มุ่งการขับเสภา เป็นสำคัญ จึงใช้คำ 7 คำ ถึง 9 คำ การส่งสัมผัสนอกเหมือนกับกลอนสุภาพ แต่ไม่บังคับหรือห้ามเสียงสูง ต่ำ ตามจำนวนคำแต่ละวรรค อยู่ในเกณฑ์กลอน 7-9 คำ
ตัวละครที่ปรากฎ 5
ขุนแผน หรือพลายแก้ว 6 ขุนแผน เดิมชื่อ พลายแก้ว เป็นคนหน้าตาดี หล่อเหลา คารมดี ฉลาด แต่เจ้าชู้ เป็นบุตรของขุนไกรพลพ่าย กับนางทองประ ศรี บ้านเดิมอยู่ที่สุพรรณบุรี ต่อมาย้ายไปอยู่ที่กาญจนบุรี บวชเป็น สามเณรอยู่ที่วัดส้มใหญ่ และศึกษาเล่าเรียนที่วัดป่าเลไลยก์ต่อ ไม่นานก็สึกและแต่งงานกับนางพิมพิลาไลย หรือวันทอง เมื่อได้รับราชการทหารทำศึกสงครามจนชนะ ก็ได้อวยยศ เป็น “ขุนแผนแสนสะท้าน” ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระกาญจนบุรี ตามลำดับ ขุนแผนมีวิชาคาถาอาคมที่ได้เรียนรู้ในสมัยที่ยังเป็น สามเณรมากมาย อาทิ คาถามหาระรวย วิชาคงกระพันชาตรี วิชา มหาเสน่ห์ วิชาสะเดาะกลอน การเสกกุมารทอง การควบคุมผีโหง พราย เป็นต้น
นางพิมพิลาไลย หรือวันทอง 7 นางพิมพิลาไลย ลูกสาวคนเดียวของพันศรโยธา พ่อค้าเมืองสุพรรณบุรี กับนางศรีประจัน มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงดงาม ฝีปากกล้า เมื่อเป็นสาวแรกรุ่นได้แต่งงานกับพลายแก้ว และเกิดป่วย หนัก จึงได้เปลี่ยนชื่อแก้เคล็ดเป็น วันทอง และถูกหลอกให้แต่งงาน ใหม่กับขุนช้าง เพราะคิดว่าขุนแผนตายในสงคราม และโกรธที่รู้ว่า ขุนแผนพาภรรยาใหม่จากการทำศึกกลับมา ด้วยความรักความอาลัย ที่มีต่อขุนแผนและความระแวงของขุนช้าง ทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมากมาย จนถูกคนประณามว่าเป็น หญิงสองใจ และถูกลงโทษให้ ประหารชีวิตในที่สุด
ขุนช้าง 8 เป็นบุตรของขุนศรีวิชัย เศรษฐีเมืองสุพรรณบุรี กับนาง เทพทอง เป็นคนซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว แม้จะอยู่ในตระกูลที่ ร่ำรวย แต่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่อ้วนลงพุง หัวล้านแต่กำเนิด ทำให้เป็นที่ขบขันล้อเลียนอยู่เสมอ เมื่อเป็นหนุ่ม ขุนช้างได้นาง แก่นแก้วเป็นภรรยา แต่ไม่นานก็ตาย ขุนช้างจึงหันมาหมายปองหญิง ที่เขาหลงรักตั้งแต่เด็ก ๆ นั่นคือ นางพิมพิลาไลย
นางศรีประจัน 9 นางศรีประจัน เป็นแม่ของนางพิมหรือนางวันทอง นาง เป็นคนปากจัด ด่าเก่ง และเอาแต่ใจตนเอง ขุนช้างมาบอกข่าวว่า พลายแก้วตายและขู่ว่า นางวันทองจะต้องถูจับกุมตัวเข้าวังเป็นม่าย หลวง นอกจาก จะรีบแต่งงานใหม่เสีย แล้วขุนช้างก็เอาเงินทองของมี ค่ามาล่อใจ นางศรีประจันจึงคิดให้นางวันทองแต่ง งานกับขุนช้าง แม้ว่านางวันทองกับคนอื่นๆจะพยายามคัดค้านแต่นางศรีประจันไม่ สนใจ บังคับให้นางวัน ทองแต่งงานใหม่กับขุนช้างจนได้ การกระทำ ของนางทำให้ลูกสาวต้องมีสามีถึงสองคน และมีเหตุวุ่นวาย แย่ง ตัวนางวันทองกัน ผลสุดท้ายนางวันทองถูกประหารชีวิต
นางศรีประจัน 10 นางทองประศรี เป็นชื่อตัวละครหญิงตัวสำคัญซึ่งมี บทบาทตั้งแต่ต้นจนจบในเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน โดยเป็นภริยา ของข้าราชการทหารชื่อ ขุนไกรพลพ่าย และเป็นมารดาของ พลาย แก้ว นางทองประศรีนั้นเป็นตัวอย่างของหญิงไทยแต่โบราณซึ่งมี ความรู้ความสามารถและช่วยเหลือส่งเสริมผู้อื่นให้เป็นคนดี ซึ่งตรง กันข้ามกับ นางศรีประจัน มารดาของ นางวันทอง
11 เนื้อเรื่องย่อความเดิม เป็นเรื่องของครอบครัว 3 ครอบครัว ครอบครัวที่ 1 คือ ครอบครัวขุนไกร พลพ่ายกับนางทองประศรี มีบุคร ชายชื่อ พลายเก้ว ครอบครัวที่ 2 คือ ครอบครัวขุนครี วิชัยกับนางเทพทอง เป็นครอบครัวที่มีฐานะดีถึงขั้นเป็น เศรษรี มีบุตรชายชีอช้าง ส่วนครอบครัวที่ 3 คือ ครอบครัวของพันศรโยธากับนางศรีประชัน มีลูกสาวชื่อ พิมพิดาไลย เด็กทั้ง 3 คน เล่นกันมาตั้งแต่เค็กเดิบโด มาด้วยกันขนเป็นหนุ่มเปืนสาวพลายแก้วและขุนช้างต่าง พอใจนางพิม แต่นางพิมนั้น พึงพอใจ รักโคร่พลายเก้ว พลายแคั่วจึงให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอเป็นที่มาของตอนที่จะได้ เรียนต่อไปนี้ ส่วนขุนช้างเคยแต่งานกับนางแก่นแก้ว แต่อยู่กันได้ไม่นานเมื่อขุนช้างรู้ว่านางพิม จะแต่งงานก็เสียใจมาก
12 เนื้อเรื่องย่อความเดิม นางทองประศรี มารตาของพลายแก้ว ได้ปรึกษา ตาสน ตาเสา ยายมิ่ง ยายเม้า ให้ช่วยเป็นเถ้ำาแก่ไปสู่ขอนาง พิมลูกสาวของนางศริประจันให้กับพลายแก้วเถ้าแก่ก็ตกลงรีบ ไปแต่งตัวแล้วก็ออกเดินทางมาถึงบ้านนางศรีประอัน นางศรี ประชันก็ออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดี ทักทายถามสารทุกข์สุขดิบ กันทั่วไป แล้วนางท่องประศรีก็แจ้งว่าจะมาสู่ขอนางพิมให้ พลายแก้วนางศรีประนก็ไม่ว่ากระไร.ขอให้เป็นคนขข้นทำมา หากินก็พอนางศรีประขันก็ถามถึงลักษณะอุปนิสัยของพลาย แก้ว เถ้าแก่ 4 คนก็บรรยายถึงถักษณะนิสัยของพลายแก้ว โดยรับรองว่า เป็นคนดีแน่นอนและเล่าว่านางพิมเคยชอบใจ เมื่อครั้งพลายแก้วยังบวชเป็นสามเณรและได้เทศน์ให้ฟังนาง ศรีประชันก็นึกได้ และก็มีการตกลงเรื่องของหมั้นและสินสอด กันคือเงิน 15 ชั่ง ขันหมากค้าไหว้ สำรับหนึ่ง และเรือนหอ จากนั้นก็กำหนควันแต่งงาน คือ วันเสาร์ 9 ค่ำเดือน 12 นางทองประศรี จึงรีบกลับไปแข็งให้พลายแก้วทราบ
13 เนื้อเรื่องย่อความเดิม ต่อ... ต่างฝ่ายต่างจัดเดรียมข้าวของ เครื่องใช้ นางศรีประชันก็มานิ มนด์พระที่วัดฝ่ายพลายแก้วก็เตรียมปลูกเรือนนอ โดยให้เพื่อนผู้ขายมาช่วยกันปลูกที่บ้านนางพิมกันอย่าง ครึกครื้น พอถึงวันงาน นางทองประศรีก็จัดขบวนขันหมากลงเรือ ไปยังบ้านนางพิม มีคนมากั้นขันหมากตามประเพณี จากนั้นนางทองประศรีก็ยกขันหมากขึ้นบ้านของนางศรีประศรี เถ้าแก่ก็ตรวจนับสินสอดทองหมั้นว่าครบหรือไม่ จากนั้นก็มี การเตรียมอาหารกันตามธรรมเนียมฝ่ายพลายแก้วก็ ให้คนไปเชิญขุนช้างมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ขุนช้างเสียใจมาก แต่ก็มาร่วมงาน พอได้ฤกษ์งามยามดีที่ กำหนดไว้ สมภารก็สวมมงคลให้เข้าสู่พัรีแต่งงาน เมื่อพีธีเเร็แล้ว พลายแก้วก็ต้องนอนเฝ้าหอเป็นเวลา3 วัน ส่วนทางนางศรีประนก็อบรมสั่งสอน แนะนำวิธีการครองเรือน ก่อนที่จะพา นางพิมไปส่งตัวเข้านอ นางศรีประจัน นำตัวนางพิมมาส่งให้พลายแก้ว พร้อมกับฝาก ฝังนางพิมไว้กับพลายแก้วให้ช่วยดูแลต่อไป
ตัวบทวรรณคดี 14 อ้างอิง : หอพระสมุดวชิรญาณ
ศิลปะการแต่ง 15 รูปแบบของเรื่อง เป็นการประพันธ์โดยใช้กลอนสุภาพหรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กลอนแปดการขับเสภาคงเนื่อง มาจากการเล่านิทาน คือ เล่านิทานฟังกันมานาน ๆ เข้าก็อึดจึงมีคนคิดจะเล่าให้แปลกโดยแต่งเป็น บทกลอนให้คล้องกัน ใช้ขับเป็นลำนำ มักใช้กรับขยับ เป็นจังหวะทำนองขับเสภาเรียบง่าย นักเรียนอาเรียน ขับเองได้ กถอนสุภาพหรือกลอนแปด บทหนึ่งมี 4 วรรค คือ วรรคสดับ วรรครับ วรรครองและวรรคส่ง แต่ละวรรคจะมี 7-9 คำ แต่ส่วนมากนิยม 8 คำ จึง ได้ชื่อว่า กลอนเเปดมีบังคับฉันทลักษณ์
ศิลปะการใช้ถ้อยคำ 16 และสำนวนภาษา การตั้งชื่อเรื่อง ใช้ชื่อตัวละรคัวเด่นของเรื่อง คือ ชื่อขุนช้าง ขุนแผนและแบ่งเป็นตอน มาให้เรียนเกี่ยวกับประ เพไทยในสมัยก่อน ดอนที่นำมาให้นักเรียนได้ เรียนตอนนี้คือ ตอนพลายแก้วแค่งงานกัยนางพิม ทำให้เกิดความรู้สึกอยากอ่านอยากทราบเนื้อหาว่า ประเพณีการแต่งงานเป็นอย่างไร การดำเนินเรื่อง รวดเร็ว เด่นตลอดเรื่อง บทถนทนาตอบใต้ ของตัวละครก็ตมค่าย น่าติดตาม เป็นไปตามลำดับ ขั้นตอน เนื้อเรื่องบ่งบอกขั้นตอนของประเพณีการ แต่งงานของคนไทยสมัยก่อน ได้อย่างละเอียด แถะ ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินไนบางตอนอีกด้วย
ศิลปะการแต่ง 17 ฉากหรือบรรยากาศ บรรยากาศในงานแต่งงานจะมีการแห่ขันหมาก กันอย่างครึกครื้น สนุกสนาน มีการนำสร้อยทอง เข็มขัดทอง เข็มขัดนาคมากั้นขันหมากดามประเพณี มี ผู้คนมาช่วยงานมากมาย พอได้ฤกษ์งามยามดีท่าน สมภารก็สวมมงคลให้คู่บ่าวสาวให้เข้าสู่พิรีแต่งงาน 1. การใช้ถ้อยคำ เป็นถ้อยคำ ง่าย ๆ มีความหมายตรงตามตัว ไม่มีคำศัพท์ยากอ่านแล้วเข้าใจ 2. การใช้สำนวนโวหาร แบบ พรรฒนาแถะบรรยายโวหาร มีการใช้คำสอนเตือนสติ 3. การใช้บทเปรียบเทียบ 3.1 เปรียบเทียบเกินจริง 3.2 เปรัยบเป็นอุปมาอุไมย
รสวรรณคดีหรือลีลาของกลอน 18 1. เสาวรจนี (บทชมความงาม) 2. นารีปราโมทย์ (บทเกี๊ยว ฝากรัก) ในบทนี้ไม่มี 3. พิโรธวาทัง (บทโกรธ ตัดท้อ ประชด ประชัน เสียดสี) 4. อัตตาปังคพิสัย (บทโศก คร่ำครวญ)
รสวรรณคดีหรือลีลาของกลอน 19 1. 2. สิ่งสำคัญของผู้ที่มาเป็นผู้นำ เกิดเป็นหญิงต้องรู้จักการ ครอบครัว คือ ต้องขยันและ วางตัว รู้อักหน้าที่ของภรรยา รู้จักทำ มาหากินแม้จะยากจน แค่หากมีความขชัน อดทน ก็ เป็นแม่ศรีเรือน จะสร้างฐานะความเป็นอยู่ และ ผู้เป็นแม่ย่อมรักและ ให้ดีขึ้น หวังดีต่อถูกเสมอ 3. 4. ดนไทยในสมัยโบราณ การจะทำสิ่งใดก็ตาม มีความเชื่อเรื่อง ขนบธรรมเนียมประเพณี ไสยศาสตร์มาก ที่ยังเห็น ไม่ควรฝ่าฝืน มีมาจนทุกวันนี้ คือ ความ เชื่อเรื่องฤกษ์ยาม
ทัศนะของผู้เขียน 20 1 . ผู้ เ ขี ย น เ รื่ อ ง เ ส ภ า ขุ น ช้ า ง ข น เ ผ น ต อ น พ ล า ย แ ก้ ว แ ต่ ง ง า น กั บ น า ง พิ ม เ พื่ อ ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ ท ร า บ ถึ ง ข น บ ร ร ร ม เ นี ม ป ร ะ เ พ ณี ก า ร แ ต่ ง ง า น ว่ า ต า ม ขั้ น ต อ น เ ป็ น อ ย่ า ง ไ ร 2 . อ่ า น เ รื่ อ ง นี้ จ บ แ ล้ ว ส ะ ท้ อ น ใ ห้ เ ห็ น ถึ ง ปั จ จุ บั น คื อ ก า ร แ ต่ ง ง า น ส มั ย ก่ อ น กั บ ส มั ย ปั จ จุ บั น แ ต ก ต่ า ง กั น ม า ก คื อ ส มั ย ปั จ จุ บั น เ ป็ น ก า ร แ ต่ ง ง น เ อ า ห น้ า เ อ า ต า เ ป็ น ก า ร คำ น้ำ พ ริ ก ล ะ ล า ย แ ม่ น้ำ บ า ง ที แ ต่ ง เ ร็ จ ต้ อ ง ม า ห า เ งิ น ใ ช้ ห นี้ บ า ง คู่ จั ค ง า น แ ต่ ง ง า น ใ ห ญ่ โ ด ม โ ห ร า ญ แ ต่ ยั ง อ ยู่ ไ ม่ ทั น ไ ร เ ลิ ก ล า กั น แ ล้ ว ดั ง คำ โ บ ร า ณ ว่ า อ ยู่ กั น ยั ง ไ ม่ ทั น กั น ห ม้ อ ข้ า ว ดำ ก็ เ ลิ ก ล า กั น ไ ป แ ล้ ว
ความรู้หรือคุณค่าของเรื่อง 21 1. ด้านภาษา คุณคำต้านการใช้ถ้อยคำสำนวนที่ไพเราะคมดาย อ่านแล้วทำให้เกิดความเพลิดเพลินและบางตอนก็แทรกอารมณ์ ขันไว้ด้ว ทำให้นักเรียนได้เห็นตัวอย่างการใช้ภาษาได้อย่าง ชัดเจน การเนคำของบทกถอนมีความสอดคล้องฟังแล้ว สละสลวยรื่นหูดี 2. ด้านศาลนา คือ ตนไทยจะเชื่อเรื่องฤกษ์ยามเวถาจะมี ประเพณีการแต่งงานและฤกข์ยามการสร้างเรือนหอ เช่น การยก เสาเอก นิมนต์พระมาเจิมเสาเอกเพื่อตั้งเสาเอกเป็นสิริมงคลกับ บ้านเรือนแถะผู้อยู่อาศัย และดูฤกษ์ยามงานแต่ง ก็จะไปหาพระ ที่วัดให้ช่วยดูฤกษ์ยามงานแต่งงาน นิมนต์พระมาสวมมงคลแก่ บ่าวสาวที่บ้านเพื่อทำพิธีต่อไป
ความรู้หรือคุณค่าของเรื่อง 22 1. ด้านภาษา คุณคำต้านการใช้ถ้อยคำสำนวนที่ไพเราะคมดายอ่านแล้ว ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและบางตอนก็แทรกอารมณ์ขันไว้ด้ว ทำให้ นักเรียนได้เห็นตัวอย่างการใช้ภาษาได้อย่างชัดเจน การเนคำของบทก ถอนมีความสอดคล้องฟังแล้ว สละสลวยรื่นหูดี 2. ด้านศาลนา คือ ตนไทยจะเชื่อเรื่องฤกษ์ยามเวถาจะมีประเพณีการแต่งงาน และฤกข์ยามการสร้างเรือนหอ เช่น การยกเสาเอก นิมนต์พระมาเจิมเสาเอก เพื่อตั้งเสาเอกเป็นสิริมงคลกับบ้านเรือนแถะผู้อยู่อาศัย และดูฤกษ์ยามงานแต่ง ก็จะไปหาพระที่วัดให้ช่วยดูฤกษ์ยามงานแต่งงาน นิมนต์พระมาสวมมงคลแก่ บ่าวสาวที่บ้านเพื่อทำพิธีต่อไป 3. ค้านสังคม ะท้อนให้เห็นว่า ในสมัยก่อนจะเห็นได้ว่าเวลามีครอบครัวฝ่าอชา ยจะต้องดูแลฝ้ายหญิงทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว ส่วนฝ่ายหญิงก็จะเป็นแม่ตรี เรือนอยู่บ้นหุงหาอาหาร ทำกับข้าว ดูแลบ้านเรือน เวลามีถูกก็เลี้ยงถูกอยู่กับ บ้าน 4. ค้านวัฒนธรรม จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมการแต่งกายสมัยก่อนเวลาอยู่บ้านใส่ผ้านุ่งโจง กระเบน มีผ้าแนบอก และเวลาออกนอกบ้านไปไหนมาไหนก็จะสวมเสื้อแขนยาวแล้วห่ม ผ้าสใข นุ่งโจงกระเบน แถั่วแต่งตัวให้สมหน้าตมตา ให้ดูดีมีสง่ส่วนชุดที่ใส่ในงานแต่งาน ก็จะเป็นชุดไทย มาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นชุดไทยอยู่ อาจจะมีการประยุกต์ให้เหมาะสมทัน สมัยบ้างแต่ก็ยังคงแบบไว้เป็นชุดไทยที่สวยงาม เพราะชุดไทยเป็นชุดที่มีเอกลักษณ์ประ ชำชาติที่สวยงามที่สุด จะสังเกตเห็นว่า ปังจุบันนี้เราจะไม่แต่งกายชุดไทยกันแล้วเพราะ ประเทศชาติเริ่มพัฒนาขึ้นเป็นแบบสาก แต่เราจะเห็นคู่บ่าวสาวแต่งชุดไทยอย่างสวยสดง คงาม ครบองค์ทรงเครื่องก็ประเพมีงานแต่งงานเป็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้
ความรู้หรือคุณค่าของเรื่อง 23 5. ค่านิยม จะสังเกตเห็นได้ว่า ประเพณีการแต่งงานเป็นค่านิยม สืบทอดกันมานานมาก ที่สำคัญก็คือ การสู่ขอเข้าสาวให้ถูกต้องตามปงะ เพณี และมีสินสอดทองหมั้น ตั้งขบวนแห่ขันหมากให้ครบขั้นตอนของ งานแต่งงานและในเรื่องงานแต่งานนี้ก็จะสังเกตได้ว่า ถ้าบ้านใครมีการ จัดงานแต่งงานขึ้น จะมีญาดีพี่น้อง เพื่อนบ้านมาช่วยงานของเรา คราว หน้ำาบ้านโครมึงานเราก็ไปช่วยดอบแทนเช่นกัน ดังสุภาษิดดำพังเพย ว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งบำา แปลว่า พึ่งพาอาศัยกัน ส่วนทางฝ่ายเจ้าภาพทั้ง สองฝ่ายก็จะทุ่มเทจัดงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้มาร่วมงานประทับใจและ เป็นหน้ำเป็นตาเข้าภาพด้วย และที่สังเกดเห็นกันเป็นประจำทุกงาน ญาติพี่น้องเพื่อนบ้นเวลาจะไปร่วมงานกันแต่ละทีก็จะแค่งตัวกันสวยงาม ใส่เครื่องประดับ สร้อยคอ ทองหยอง เพื่อประคับบารมีของตน
24 เพลงประกอบ
แบบทดสอบ 25 แบบทดสอบเรื่องขุน ช้างขุนแผน ตอนพลายแก้ว แต่งงานกับนางพิม
Search
Read the Text Version
- 1 - 29
Pages: