Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บุคคลสำคัญ เล่ม2

บุคคลสำคัญ เล่ม2

Published by supawadee19063, 2021-03-04 11:24:40

Description: E-book-2

Search

Read the Text Version

บุคคลสาํ คญั IMPORTANT PERSON เสนอ ครวู ฒุ ชิ ัย เชอ่ื มประไพ โรงเรยี นมัธยมวดั หนองแขม สํานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาเขต 1 ประวัตศิ าสตร

บคุ คลสําคัญ เสนอ คณุ ครูวฒุ ิชยั เชือ่ มประไพ จดั ทาํ โดย 1.นางสาวชลทนิ ยี  แวดอดุ ม เลขที่ 15 2.นางสาวณัฏฐณชิ า สูงสุด เลขที่ 17 3.นางสาวธนพร ภาคยวฒุ นิ นท เลขท่ี 18 4.นางสาววราภรณ สมใจ เลขท่ี 30 5.นางสาวศริ พิ ร เฉลิมเกียรติ เลขที่ 33 6.นางสาวสุธมิ า เลิศอนันตชัยกุล เลขที่ 36 7.นางสาวสุปราณี เขตครบรุ ี เลขท่ี 37 8.นางสาวสภุ าวดี สาตะวฑั ฒก เลขที่ 38 9.นางสาวณฐั วดี สินจันทร เลขท่ี 39 10.นางสาวพัชรพร สุราฤทธิ์ เลขท่ี 40 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 5.2 โรงเรยี นมัธยมวัดหนองเเขม สาํ นักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาเขต 1

คํานํา หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ สเ ลม นี้เปน สว นหน่ึงของวิชาประวตั ิศาสตร ส32104 ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 5 จดั ทําขึน้ เพ่อื การศกึ ษาหาความรูเกีย่ วกบั บคุ คลสาํ คัญ ของประวตั ิศาสตรไ ทยและตา งประเทศทม่ี คี ณุ ปู การตอแผนดินไทยในเรื่องตา งๆ ตง้ั แตอ ดีตจนถงึ ปจจุบัน ทางคณะผจู ัดทําหวงั เปนอยางยิ่งวา หนังสืออิเลก็ ทรอนิกสเลมนจี้ ะเปน สว น หนึ่งในการถายทอดความรเู เละเผยแพรอ อกไป ใหคนที่สนใจในเรอื่ งเดียวกนั มาศกึ ษา จากส่ือแหลง เรยี นรนู ้ไี ด และจะไดสานตอ ความรจู ากหนังสอื อเิ ล็กทรอนกิ สเลม นใี้ น อนาคต เพอ่ื ใหไ ดจารึกบุคคลสาํ คัญในประวัติศาสตรไทยแบบน้ตี อ ไปอกี นานเทา นาน ทางคณะผจู ดั ทาํ ตอ งขอขอบคุณ คณุ ครูวุฒชิ ัย เช่ือมประไพ ทค่ี อยใหคํา ปรกึ ษาแนะนาํ ใหแนวทาง จนทําใหห นังสอื อิเลก็ ทรอนกิ สเลม นอี้ อกมาอยางเสรจ็ สมบูรณ พวกเราหวงั เปน อยา งยิง่ วา หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ สเลม นจ้ี ะเปน ประโยชนตอ ผู ทีต่ อ งการศึกษาไมมากกน็ อ ย หากมีขอเสนอแนะประการใดทางคณะผจู ัดทําขอนอม รับไวดวยความขอบพระคณุ ยง่ิ และตองขออภัยมา ณ ทนี่ ี้ หากมคี วามผิดพลาด ประการใด คณะผจู ัดทาํ

สารบญั 01 02 03 พระบาทสมเด็จ พระบาทสมเดจ็ พระบาทสมเด็จพระปรเมน พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั พระปกเกลาเจาอยหู วั ทรมหาอานนั ทมหิดล พระอัฐมรามาธบิ ดินทร 04 05 06 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกา สมเดจ็ พระมหาสมณเจา ธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดุลยเดช กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท มหาราช บรมนาถบพติ ร 08 09 07 สมเด็จพระเจา บรมวงศเ ธอ สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเธอ สมเด็จพระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระยาเทวะวงศว โรปการ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ เจาฟากรมพระยานริศรานุวัดติ 10 11 12 สมเดจ็ พระศรสี วรินทิรา หมอ มราโชทัย บรมราชเทวี พระพันวสั สา เจาพระยาโกษาธิบดี (ปาน) (หมอมราชวงศก ระตาย อิศรา อยั ยกิ าเจา 14 งกรู ) 13 สมเดจ็ เจา พระยา ซมี ง เดอ ลา ลแู บร 15 บรมมหาศรสี รุ ิยวงศ ( ชว ง บุนนาค ) พระสังฆราชปล เลอกวั ซ 16 17 พระยารัษฎานุ 18 19 หมอบรดั เลย หรือ แดน บีช แบรดลีย ประดษิ ฐม หิศรภักดี พระยากัลยาณไมตรี ศลิ ป พีระศรี (คอซิมบ๊ี ณ ระนอง) (ฟรานซสิ บี. แซร)

พพรระะบบาาททสสมมเเดด็จ็จพพรระะมมงงกกุฎฎุ เเกกลลาาเเจจา า ออยยูห หู ัวัว พระราชประวตั ิ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัวเปนกษัตรยิ  ไทยในรชั กาลที่ 6 แหงราชวงศจ กั รี เสดจ็ พระราชสมภพเมื่อวัน เสาร เดือนยี่ ขน้ึ 2 คํ่า ปม ะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2424 เปนพระราชโอรสพระองคที่ 32 ในพระบาทสมเด็จพระ จลุ จอมเกลาเจาอยูห วั เสวยราชสมบัติเมอ่ื วนั อาทติ ยท ี่ 23 ตุลาคม ปจอ พทุ ธศักราช 2453 และเสด็จสวรรคตเมอ่ื วนั พฤหัสบดที ี่ 26 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2468 ปฉลู รวม พระชนมพรรษา 44 พรรษา เสดจ็ ดาํ รงราชสมบัตริ วม 15 ป ใน พ.ศ. 2524 องคก ารการศกึ ษาวทิ ยาศาสตรและวฒั นธรรมแหง สหประชาชาติ (UNESCO) ได ยกยองพระเกียรตคิ ณุ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู ัววาทรงเปนบคุ คลสําคัญของ โลก ผมู ีผลงานดีเดนดา นวัฒนธรรม ในฐานะทีท่ รงเปน นักปราชญ นักประพนั ธ กวี และนักแตง บทละครไวเปน จํานวนมาก พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัว มีพระอจั ฉรยิ ภาพและทรงบาํ เพญ็ พระราช กรณียกจิ ในหลายสาขา ท้ังดา นการเมอื งการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสขุ การ ตางประเทศ และที่สําคญั ทส่ี ุดคอื ดา นวรรณกรรมและอักษรศาสตร ไดทรงพระราชนพิ นธบทรอย แกวและรอ ยกรองไวน บั พันเรื่อง กระท่ังทรงไดรบั การถวายพระราชสมัญญาเมอื่ เสด็จสวรรคตแลว วา \"สมเดจ็ พระมหาธรี ราชเจา\" พระองคเปนพระมหากษตั ริยพระองคแรกในราชวงศจักรที ไี่ มม วี ดั ประจาํ รัชกาล แตไ ดท รงมีการสถาปนาโรงเรยี นมหาดเลก็ หลวง หรอื วชริ าวธุ วิทยาลัยในปจ จบุ ันขนึ้ แทน ดวยทรงพระราชดาํ รวิ า พระอารามนนั้ มีมากแลว และการสรางอารามในสมยั กอนนน้ั กเ็ พ่ือ บาํ รงุ การศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงพระราชดําริใหสรา งโรงเรยี นขน้ึ แทน 01

พระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจาอยหู วั พระราชประวตั ิ เปน พระมหากษัตริยสยาม รัชกาลที่ 7 แหงราชวงศจกั รี เสด็จพระราชสมภพเม่อื วันพุธ แรม 14 คํ่า เดอื น 11 ปมะเส็ง เวลา 12.25 น. หรอื ตรงกบั วนั ท่ี 8 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2436 เปนพระ ราชโอรสพระองคท ี่ 96 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยหู ัว เปน พระองคที่ 14 ในสมเด็จพระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชนิ นี าถ พระบรม ราชชนนีพันปหลวง ขึ้นเสวยราชสมบัตเิ ปนพระมหากษตั รยิ  เม่ือวันท่ี 26 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2468 และทรงสละราชสมบัติ เมอื่ วนั ท่ี 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 รวมดาํ รงสิรริ าชสมบัติ 9 ป เสดจ็ สวรรคต เมอ่ื วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 สิริพระชนมพรรษา 47 พรรษา สาํ หรับชวี ิตสว นพระองคน ้ัน พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจา อยูห ัว อภเิ ษกสมรสกับหมอมเจาราํ ไพพรรณี สวสั ดวิ ตั น (ตอมาเฉลมิ พระนามเปน สมเด็จพระนางเจาราํ ไพพรรณี พระบรมราชนิ )ี ไมมพี ระราชโอรสและพระ ราชธิดา แตม ีพระราชโอรสบุญธรรมคอื พระวรวงศเธอ พระองคเ จา จิรศักดส์ิ ปุ ระภาต หลังสวรรคต พระองคไ ดร บั การยกยอ งจากองคการการศกึ ษา วทิ ยาศาสตร และวฒั นธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ใหเปนบคุ คลสําคัญของโลก เมือ่ วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 พระราชกรณียกิจ พระองคป ฏบิ ัติพระราชกรณียกิจทส่ี ําคญั หลายดาน เชน ดานการปกครอง โปรดใหตัง้ สภากรรมการองคมนตรี ทรงตรากฎหมายเพือ่ ควบคมุ การคาขายท่เี ปนสาธารณปู โภคและการเงิน ระบบเทศบาล ดา นการศาสนา การศกึ ษา ประเพณีและวฒั นธรรมน้ัน พระองคโ ปรดใหสรางหอพระ สมดุ ทรงปฏริ ปู การศกึ ษาระดับมหาวทิ ยาลยั นอกจากน้ี มกี ารปรบั ปรุงการศกึ ษาจนยกระดับ มาตรฐานถงึ ปริญญาตรี ทรงตง้ั ราชบณั ฑติ ยสภา โปรดใหจ ดั พมิ พพ ระไตรปฎกฉบบั พมิ พอ ักษรไทย สมบรู ณ ชือ่ วา “พระไตรปฎกสยามรฐั ” เปน ตน ความไมพอพระราชหฤทัยและการเพล่ียงพลาํ้ ใน การคัดคา นคณะราษฎรในหลายโอกาสนาํ ไปสูก ารสละราชสมบตั ิ และพระองคย ังทรงถกู ฟองคดี ยึดทรพั ย 02

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร มหาอานันทมหิดลพระอฐั มรามาธบิ ดนิ ทร พระราชประวัติ เสดจ็ พระราชสมภพเมอื่ วนั อาทติ ยท ี่ 20 กนั ยายน พ.ศ. 2468 ณ เมืองไฮเดลแบรก ประเทศเยอรมนี เปนพระโอรสในสมเดจ็ พระเจา พ่ียาเธอ เจา ฟามหดิ ลอดลุ ยเดช กรม หลวงสงขลานครนิ ทร และหมอ มศรสี ังวาลย มพี ระเชษฐภคนิ ีและ พระอนุชารว มพระชนกชนนอี กี 2 พระองค ทรงเปน พระมหากษตั รยิ  ลําดบั ท่ี 8 แหงราชจักรวี งศ เม่อื วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ขณะทม่ี ีพระชนมายุเพียง 8 พรรษาและประทบั อยูท ี่ประเทศสวติ เซอรแ ลนด ณ หองพระบรรทม พระท่ีนั่งบรมพิมาน ภายในพระบรม มหาราชวัง รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบตั ทิ ง้ั ส้นิ 12 ป พระราชกรณียกจิ พระองคไ ดเสด็จพระราชดาํ เนินไปในพระราชพิธีพระราชทานรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม ในวนั ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 และเปด ประชมุ สภาผูแทนในวนั ท่ี 1 มถิ ุนายน พ.ศ. 2489 นอกจากน้ี ยงั เสด็จพระราชดาํ เนินทรงเยย่ี มราษฎรในจงั หวดั ตา ง ๆ และทรงเยี่ยมชาวไทยเชือ้ สายจีนเปนครง้ั แรก ณ สาํ เพ็ง พระนคร พรอ มดว ย สมเดจ็ พระเจานองยาเธอ เจาฟาภมู พิ ล อดุลยเดช เมอื่ วนั ท่ี 3 มถิ ุนายน พ.ศ. 2489 ซง่ึ เปนชว งทเ่ี กดิ ความขดั แยงกันระหวางชาวไทยและ ชาวไทยเช้ือสายจนี จนเกอื บเกดิ สงครามกลางเมอื ง 03

พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชประวัติ ทรงเปนพระราชโอรสใน สมเดจ็ พระมหติ ลาธิเบศร อดลุ ยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรนี ครนิ ทรา บรมราชชนนี ทรงเสด็จพระราชสมภพ เมอื่ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470 ณ โรงพยาบาลเมานทออเบอรน ประเทศ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันท่ี 9 มิถนุ ายน พ.ศ.2489 รฐั บาลไดกราบ บงั คมทลู เชญิ ขน้ึ ครองราชยเปนพระมหากษัตรยิ  รชั กาลท่ี 9 แหง พระบรมราชจักรีวงศ ทรงเฉลมิ พระปรมาภิไธยวา สมเดจ็ พระเจา อยูหัวภูมิพลอดลุ ยเดช และรฐั บาลไดแ ตง ตัง้ ผสู ําเร็จ ราชการบริหารราชการแผน ดนิ แทนพระองค พระองคเ สดจ็ สวรรคตเม่อื วนั พฤหสั บดี ท่ี 13 ตลุ าคม พ.ศ.2559 เวลา 15:52 น. ณ โรงพยาบาล ศิรริ าช สริ พิ ระชนมพรรษา 88 ป 313 วัน ครองราชย 70 ป 126 วัน พระราชกรณียกจิ พระองคไ ดเ สดจ็ พระราชดําเนนิ ไปทรงกระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศตา ง ๆ และไดเสดจ็ พระราชดําเนนิ ไปทรงเย่ียมราษฎรในภมู ิภาคตา งๆ ทรงประจักษในปญ หาของราษฎร ในชนบททีด่ ํารงชีวติ ดว ยความยากจนและดอ ยโอกาส ไดท รงพระวริ ยิ ะอุตสาหะหาทางแกป ญ หา ตลอดมาตราบจนปจ จบุ ัน ทรงอุทศิ พระองคเ พือ่ ประโยชนส ุขของราษฎร และเพอื่ ความ เจริญพฒั นาของประเทศชาตติ ลอดระยะเวลาโดยมไิ ดท รงคํานงึ ประโยชนส ขุ สวนพระองคเ ลย 04

สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประวตั ิ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ทรงเปนพระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยหู วั รชั กาลที่ 4 และเจาจอมมารดาแพ ประสตู เิ มือ่ วันพฤหัสบดี เดอื น 5 แรม 7 คา่ํ ปวอก จ.ศ. 1221 ตรงกบั วนั ท่ี 12 เมษายน พ.ศ. 2403 เมอ่ื วนั ประสตู ิ น้ันฝนตกใหญ พระบรมชนกนาถจงึ ทรงถอื เปน มงคลนิมติ พระราชทานนามวา พระองคเจา มนษุ ยนาคมานพ หลงั จากประสตู ิไดเ พียงปเ ดยี ว เจาจอมมารดาของพระองคก ็ ถึงแกก รรม พระองคจ ึง ทรงอยใู นความเลยี้ งดขู องกรมหลวงวร เสฐสดุ า (พระองคเจา บุตรี พระราชธดิ าในพระบาทสมเด็จ พระน่ังเกลาเจา อยหู วั ) ซ่ึงเปน พระญาติ ทรงเรยี กวาเสด็จปามาตั้งแตท รงพระเยาว ตอมา ทรงยา ยมา อยูกบั ทาวทรงกันดาร (ศร)ี ผเู ปน ยายเมอื่ พระชนมายุ 8 พรรษา ทรงเรม่ิ ศึกษาภาษาบาลี ทรงศึกษา อยูจนสามารถแปลธรรมบทไดก อนทจี่ ะทรงผนวชเปน สามเณร และทรงเรม่ิ ศกึ ษาภาษาอังกฤษกบั ครู ฝร่งั เม่อื พระชนมายุ 12 พรรษา นอกจากน้ี ยงั ทรงศึกษาโหราศาสตรกบั ครทู ่ีเชยี่ วชาญทาง โหราศาสตรมาแตพ ระชนมยงั นอย ผลงานสาํ คญั ทรงเรมิ่ พัฒนการพระศาสนา โดยเรมิ่ ตนทว่ี ดั บวรนิเวศวิหาร รเิ รมิ่ ใหภ ิกษุสามเณรทบี่ วชใหม เรียนพระรรมวินัยในภาษาไทย มีการสอบความรูดวยวิธเี ขยี น กาํ หนดใหเปนหลักสูตรการศึกษา สําหรบั คณะสงฆ เรียกวา นกั ธรรม ทรงจัดตั้ง มหามกฎราชวทิ ยาลัย เปน การรเิ ร่มิ จัตการศกึ ษาของ พระภกิ ษุ สามเณรแบบใหม คอื เรยี นพระปริยัติธรรม ประกอบกับวชิ าการอน่ื ท่ีเอ้ืออาํ นวยตอการ สอนพระพุทธศาสนา ผูทส่ี อบไดจะไดเปน เปรียญเชนเดียวกับท่ีสอบไดในสนามหลวง เรียกวา เปรยี ญ มหามงกุฎ แตไดเลกิ ไปในอีก 8 ปต อ มา ทรงออกนติ ยสาร ธรรมจักษุ ซ่งึ เปน นิตยสารทางพระพุทธ ศาสนา ฉบับแรกเม่ือป พ.ศ. 1221 ตามพระราชดํารขิ องรชั กาลที่ 5 ท่จี ะขยายการศึกษาขนั้ พ้นื ฐานไป ยังประชาชน เปนการขยายการศกึ ษาไดเร็วและทัว่ ถึง เพราะมีวัดอยทู ่วั อาณาจกั ร ไมตอ งสิน้ เปลอื ง งบประมาณ งานน้ีมีกระทรวงมหาดไทยเปนหนว ยสนับสนนุ 05

พระเจา บรมวงศเธอ กรมหลวงวงศาธริ าชสนทิ ประวัติ พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมหลวงวงษาธริ าชสนิท มี พระนามเดมิ วา พระองคเ จา นวม เปนพระราชโอรสองคท ี่ 49 ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลัย (รัชกาลที่ 2) และ องคท ่ี 2ในเจา จอมมารดาปราง (ใหญ) สายราชินกิ ุลบางชาง ประสูติเมื่อวันเสาร แรม 2 คํา่ เดือน 8 ปมะโรง จลุ ศักราช 1170 ตรงกบั วนั ที่ 9 กรกฎาคม พทุ ธศักราช 2350 กอนสน้ิ รัชกาลที่ ๑ เพยี ง ๑ ป ในปท ่ีพระองคประสูตินน้ั มีบุคคลสาํ คญั ที่ “เกิด รว มสหชาติ” กับพระองคอีก 3 ทาน ซึง่ ตอมาไดม บี ทบาท สาํ คญั ในการบริหารแผนดินรว มสมยั กบั พระองค คอื พระบาทสมเดจ็ พระปน เกลา เจาอยหู ัว ในรัชกาลที่ 4 สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรีสรุ ยิ วงศ (ชวง บนุ นาค) ผสู าํ เรจ็ ราชการแผนดินในรัชกาลท่ี 5 และเจา พระยาภูธราภยั (นชุ บณุ ยรัตพนั ธุ) สมุหนายก ในรัชกาลที่ 4 ผลงานสาํ คญั พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลา เจาอยหู ัว ทรงกํากบั กรมหมอหลวง และทรงศึกษาวิชาการแพทยสมยั ใหมจ ากมิชชนั นารชี าว อเมรกิ ัน โปรดเกลา ๆสถาปนาขึ้นเปนกรมหมนื่ วงศาสนิท เมื่อคร้ันป พ.ศ.2392 พระบาท สมเด็จพระนง่ั เกลา เจาอยูหวั มพี ระราชปรารภ ถึงความเสอ่ื มโทรมของภาษาไทย จึงทรงพระ กรณุ าโปรดเกลาฯ ใหพ ระองคเ จา นวม ทรงแตงตําราภาษาไทยข้นึ ใหม เพอ่ื อนรุ ักษภ าษาไทย พระนิพนธเ รื่อง \"จินดามณี เลม 2\" ซึง่ ทรงดัดแปลงจากตาํ ราเดมิ สมัยอยธุ ยา อธิบายหลัก เกณฑภาษาไทยใหเขา ใจงา ยกวาเดิม 06

สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระยาเทวะวงศว โรปการ ประวตั ิ สมเด็จพระเจา บรมวงศเธอวงศเ ธอ กรมพระยาเทวะวงศว โรปการ มีพระนามเดมิ วา พระองคเจาวัญอุไทยวงศ ประสูตเิ ม่อื วนั ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401 เปนพระเจาลกู ยาเธอองคที่สองใน พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยหู วั และเจา จอมมารดาเปย ม เมือ่ มีพระชนั ษา 17 ป ทรงเขา รบั ราชการทาํ หนาท่ีตรวจบญั ชีคลังรว มกับ พระเจาบรมวงศเธอกรมพระนเรศรว รฤทธ์ิ ในสมัยน้นั การเก็บภาษี อากรของแผนดนิ ยงั ไมเ ปนระเบียบ ผลประโยชนของแผน ดนิ รัว่ ไหล มาก พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจา อยูหวั จงึ ทรงปฏิรูปการ ปกครองแผน ดนิ ดวยการตั้งหอรัษฎากรพิพฒั น อนั เปน ตนกําเนดิ ของกระทรวงการคลงั ขึน้ มกี ารตั้งสํานกั งานออดติ ออฟฟศ เกลา ฯ ใหพ ระองคเ จา เทวญั อไุ ทยวงศเ ปนหวั หนาพนักงาน ซึ่งทรงปฏิบัติหนา ทีเ่ ปน อยา งดี ทรงพระ ปรชี ารอบรูทง้ั ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ และวิชาเลข ตอมาพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว จงึ โปรดเกลาฯ ใหไ ปรบั ราชการชวยเจา พระยาภาสกรวงศ (พร บุนนาค) ราชเลขฝายตา งประเทศ หลงั จากนั้นทรงดาํ รงตําแหนง เปนราชเลขาธกิ าร และไดรับพระกรุณาโปรดเกลา ฯ สถาปนาใหท รง เปนกรมหม่ืนเทวะวงศวโรปการ ผลงานสําคัญ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศว โรปการ ทรงบริหารราชการแผนดนิ ตลอดพระชนมช พี จาก รัชกาลท่ี 5 ถึงรชั กาลที่ 6 พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยหู วั โปรดเกลาฯ ใหทรงดาํ รงตําแหนงไป รเวตสิดกรตารฝี ร่ัง (ราชเลขานุการฝา ยตา งประเทศ) ทําหนา ท่ีดแู ลงานตา งประเทศ ทรงมีบทบาท สําคัญดาานการทูต เปน ผเู จรจาขอพพิ าทกบั ฝรัง่ เศส คร้งั วิกฤตการณ ร.ศ. 112 ทรงเสนอใหม กี ารต้งั สถานทตู ในตา งประเทศ ท่ยี ุโรปและสหรฐั อเมริกา ทรงวา ราชการเปน เสนาบดีกระทรวงการตาง ประเทศทง้ั ใน รชั กาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 เปน เวลา 37 ป จนไดช ่อื วาเปน องคบดิ าแหงการตางประเทศ ของไทย อกี ท้ังทรงสนพระทยั ในวชิ าโหราศาสตร เม่อื พ.ศ. 2432 พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจา อยู หัว ทรงประกาศใชป ฏิทินแบบใหมตามสุริยคตติ ามแบบสากล สมเดจ็ ฯ กรมพระยาเทวะวงศวโรปการ ทรงเปน ผูคิดปฏิทนิ ไทยใชตามสุริยคติ เรยี กวา เทวะประตทิ นิ มีการกาํ หนดชื่อเดือนขึน้ มาใหม จากเดิมท่ี ใช เดือนอา ย เดือนย่ี ถงึ เดอื นสิบสอง เปนชื่อเดือนแบบทใี่ ชกนั อยใู นปจ จุบนั 07

สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ประวตั ิ พระองคท รงเริ่มเรยี นหนังสอื ชน้ั ตน ในพระบรมมหาราชวัง และเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลวง เมื่อพระชนมไ ด 13 พรรษา ไดท รงผนวชเปนสามเณรทว่ี ัดพระศรรี ัตนศาสดาราม จากนน้ั ไดท รง เขาศกึ ษาทโ่ี รงเรยี นนายรอยทหารบก ไดรับพระราชทานยศเปน นาย รอยตรีทหารมหาดเลก็ บงั คับกองแตรวง พระชนมายุได 15 พรรษา การงานกาวหนามาโดยตลอด จนไดรับพระมหากรุณาธิคุณโปรด เกลา ฯ ใหเ ล่อื น พระอิสรยิ ยศเปน “สมเด็จพระเจา บรมวงศเ ธอ กรม พระยาดาํ รงราชานภุ าพ” เม่อื ป พ.ศ.2472 ผลงานสําคญั ทรงพระปรชี าสามารถในดา นการศึกษา สาธารณสขุ ประวัตศิ าสตร โบราณคดี และศลิ ปวฒั นธรรม ทรงไดรบั พระ สมญั ญานามเปน \"พระบดิ าแหง ประวตั ิศาสตรไทย\" ในวันที่ 21 มถิ ุนายน พ.ศ. 2505 ท่ีประชุมใหญขององคการการศกึ ษา วิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหง สหประชาชาติ (UNESCO) ไดประกาศยกยอ งพระองคเปน บคุ คลสาํ คญั ของโลกคนแรก ของประเทศไทย และวนั ที่ 27 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2544 คณะ รัฐมนตรีไดมีมติใหวนั ท่ี 1 ธนั วาคม ของทกุ ป ซ่ึงตรงกับวนั คลา ยวันสิน้ พระชนมของพระองค เปน \"วันดํารงราชานุ ภาพ\" กาํ หนดขึ้นเพ่ือเปนการระลึกถงึ สมเดจ็ พระเจาบรม วงศเ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ 08

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจา ฟา กรมพระะยยาานนรริศิศรราานนวุ วุ ัดดั ตติ ิ ประวตั ิ เปนพระโอรสลําดบั ที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยูหัว รัชกาลที่ 4 พระมารดาคือพระสมั พันธวงศเ ธอ พระองคเ จา หญิงพรรณราย ประสูตเิ ม่อื วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 และทรงเปนตน ราชสกุล “จิตรพงศ\" ทรง เปนเจา ฟา ฯ ผเู ชี่ยวชาญศิลปะแขนงตา งๆ ท้ังวจิ ิตรศิลป สถา ปต ยศิลป ดุริยางคศิลป และวรรณศลิ ป ในชวงเวลาท่กี ระแส อารยธรรมตะวนั ตกถาโถมเขาใสส ยาม ศิลปะของเราซ่ึงมี ระเบยี บแบบแผนขนบธรรมเนียมเครง ครัด ตอ งเผชิญหนา กับ การทาทายจากอิทธิพลของศลิ ปะตะวนั ตก พระองคทรงประยกุ ตป รับปรุงวจิ ิตรศิลปซ ่ึงเปน ศลิ ปะประจาํ ชาตไิ ทยดว ยการศึกษาเชงิ ลึกถึง รากเหงา และคลีค่ ลายรปู แบบทางศิลปะใหมีความเปน สากลจนเปน ท่ปี ระจักษแ กสายตาชาวโลก อนั เปนการประกาศถึงความเปนอารยประเทศที่มรี ากฐานทางศิลปวฒั นธรรมอันงดงามไมย งิ่ หยอ นไปกวา ชาตใิ ดในโลก ผลงานสําคญั สถาปตยกรรม พระอุโบสถวดั เบญจมบพติ ร เม่ือแรกสรางอาคารเรียนโรงเรยี นมัธยมวัด เบญจมบพิตร (ตกึ ชมพ)ู การออกแบบกอสรางพระอุโบสถวดั เบญจมบพติ ร ถวายพระบาทสมเด็จพระ จลุ จอมเกลาเจา อยูหัวเมื่อพ.ศ.2442การออกแบบกอ สรา งอาคารเรียนโรงเรยี นมธั ยมวัดเบญจมบพิตร เร่ิมกอสรา งเมือ่ วนั ท่ี 4 มถิ นุ ายน รตั นโกสนิ ทรศก 121 (พ.ศ. 2445) หรอื ร.ศ. 121 งานดา น สถาปต ยกรรมเปนงานที่พระองคท รงพิถพี ถิ นั อยางมาก เพราะตรสั วา \"ตอ งระวังเพราะสรางขึน้ กเ็ พื่อ ความพอใจ ความเพลดิ เพลนิ ตา ไมใ ชสรางข้นึ เพ่อื อยากจะรอ้ื ท้ิง ทนุ รอนท่ีเสยี ไปกใ็ ชจ ะเอาคืนมาได ผลท่ีสุดกต็ องทิง้ ไวเปน อนุสาวรยี สําหรับขายความอาย\" ดานภาพจติ รกรรม ภาพเขยี น ภาพเขียนสีนํ้ามันประกอบพระราชพงศาวดาร แผนดนิ พระเจา ทายสระครั้งกรุงศรีอยุธยา เปนภาพชางทรงพระมหาอปุ ราชแทงชา งพระทน่ี ั่ง ภาพเขยี นรถ พระอาทิตยท เี่ พดานพระทนี่ งั่ ภานุมาศจํารญู (พระทีน่ งั่ บรมพิมาน) ภาพประกอบ เร่ืองธรรมาธรรมะ สงคราม ภาพแบบพัดตา ง ๆ 09

สสมมเเดดจ็ จ็ พพรระะศศรรสี ีสววรรินนิ ททิรริ าาบบรรมมรราาชชเเททววี ี พพรระะพพนั นั ววัสสั สสาาออยั ัยยยกิ ิกาาเเจจาา ประวัติ สมเด็จพระศรสี วรนิ ทริ า บรมราชเทวี พระพนั วสั สาอยั ยกิ า เจา หรอื พระเจา ลกู เธอ พระองคเ จาสวางวัฒนา เสดจ็ พระราชสมภพ เม่ือ วนั ท่ี 10 กนั ยายน พ.ศ.2405 เปนพระราชธดิ าในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจา อยูหวั รชั กาลท่ี 4 และสมเด็จพระปยมาวดี ศรีพัช รนิ ทรมาตา (เจาจอมมารดาเปยม) มีพระเชษฐา พระเชษฐภคินี พระ กนษิ ฐภคินี และพระอนชุ า รว มพระชนนีรวม 5 พระองค ครง้ั ทรงพระ เยาว ทรงศกึ ษาวิชาหนงั สือและวชิ าการตามแบบอยางราชนารใี น ราชสาํ นกั ทรงเฉลยี วฉลาด และมีความจําเปน เลิศ เมื่อทรงเจรญิ พระ ชนั ษาขึน้ พระองคก็มีสิริโฉมงดงาม จนมีคํากลาววา \"หนาตาคมสนั องคสวา ง พูดจากระจัดกระจา งองคสนุ ันทา\" พระองคทรงเขา รบั ราชการเปนพระภรรยาเจา ในรัชกาลท่ี 5 ขณะทีม่ พี ระชนม 16 พรรษา โดยมีพระองคเ จา หญงิ พระเจา ลกู เธอในรชั กาลท่ี 4 รบั ราชการเปน พระภรรยาเจา ในชวงเวลาทใี่ กลเ คยี งกบั พระองค ไดแ ก พระองค เจาสนุ ันทากมุ ารรี ตั น พระองคเ จาสุขมุ าลมารศรี และพระองคเ จา เสาวภาผองศรี ผลงานสําคัญ พระองคทรงดาํ รงตาํ แหนงองคสภาชนนสี ภาอณุ าโลมแดง อันเปนช่อื ของสภากาชาดไทยเมอื่ ครั้งแรกตงั้ ในตนรัชกาลท่ี 5 เปน พระองคแรกและพระองคเ ดียว และองคส ภานายกิ าสภากาชาดไทย พระองคท ี่ 2 และทรงสรา งสถานพยาบาลข้ึน ปจจุบนั คือ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรรี าชา ซึง่ อยภู ายใตก ารดูแลของสภากาชาดไทยในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ท่ีประชมุ ใหญ องคการการศกึ ษา วิทยาศาสตร และวฒั นธรรมแหง สหประชาชาติ (ยูเนสโก)ไดประกาศยกยอ ง สมเดจ็ พระศรสี วรนิ ทิราบรมราชเทวีฯ เปน บุคคลสําคัญของโลก เนอ่ื งในโอกาสวันครบรอบ150 ปว นั คลายวนั พระราชสมภพ ในวันที่ 10 กนั ยายน พ.ศ. 2555 ในฐานะท่ีทรงมผี ลงานดีเดน ดา นการศึกษา วิทยาศาสตรส ขุ ภาพและการอนรุ ักษพฒั นาดา นวฒั นธรรม 10

เเจจา าพพรระะยยาาโโกกษษาาธธบิ ิบดดี ี((ปปาานน)) ประวัติ ปานเกดิ ใน พ.ศ. 2176 เปนโอรสของเจาแมวัดดสุ ิต (หมอ ม เจา หญงิ บัว)กบั หมอ มเจา เจิดอําไพ เชือ้ สาย ออกญาโกษาปานได บรรดาศกั ด์ิ ออกพระวสิ ุทธสนุ ทร และไดร ับแตงตง้ั เปนทูตใน ปลายสมยั ของพระนารายณมีความรูสึกตอ ตา นชาวตางชาติ (โดยเฉพาะอยางยงิ่ ฝรั่งเศส) เมอ่ื พระเพทราชาปราบดาภเิ ษก ขน้ึ เปน กษัตรยิ  โกษาปานไดรับมอบหมายใหเปน ผเู จรจากบั นาย พลฝร่ังเศสทคี่ ุมปอมอยทู เ่ี มืองบางกอกใหถอนทหารออกไป จากอาณาจกั รไทยไดส าํ เรจ็ และดวยเหตทุ ่ีเปนคนซือ่ สตั ยต อ สมเดจ็ พระนารายณฯ เมอ่ื เหน็ วา สมเดจ็ พระเพทราชากระทาํ การไมส มควรกรณี แตงตัง้ ท้งั พระมเหสีและพระขนิษฐาของสมเด็จพระนารายณเ ปน พระมเหสี ทาํ ใหส มเด็จพระเพทราชา นัน้ ทรงกรวิ้ จงึ หาเหตุใหตอ งพระราชอาญา เมอ่ื พ.ศ. 2243 ภรรยาตลอดจนทรพั ยส มบตั ิของทา นก็ถกู ริบหมด และมโี ทษโบยดวยเชือก จนมกี ารกลา วกนั วา เจา พระยาโกษาธิบดี (ปาน) นั้นมคี วามเกรงกลวั พระราชอาญาเสยี จนไมกลาท่จี ะกราบทูลเร่ืองสาํ คญั ๆ จนในทสี่ ดุ ถงึ แกอสัญกรรมเมื่อวนั ที่ วันจันทรที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2242 ดวยความโทมนสั ที่ถูกพระราชอาญาและตอ งโทษโบย ผลงานสาํ คัญ เปน ทูตออกไปเจริญสัมพนั ธไมตรีกบั ฝรง่ั เศส ในสมยั ดงั กลา ว ฝร่ังเศสมีอิทธิพลในราชสํานกั ของ พระนารายณม าก จดุ ประสงคข องฝร่ังเศส คือ เผยแพรค ริสตศ าสนาและพยายามใหพระนารายณเขา รีตเปนครสิ ตชน คณะทูตไปฝรัง่ เศสดงั กลาว ประกอบดวยปาน เปนราชทตู , ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เปนอุปทูต, และออกขนุ ศรีวสิ ารวาจา เปน ตรีทูต พรอมท้งั บาทหลวงเดอ ลอี อง และผูติดตาม รวมกวา40 คน ออกเดนิ ทางจากกรุงศรอี ยุธยาในวันท่ี 18 มิถุนายน พ.ศ. 2229 ไดเขาเฝาพระเจาหลุยสท ี่ 14 เมอ่ื วันท่ี 1 กันยายน พ.ศ. 2229 ณ พระราชวังแวรซ าย และเดนิ ทางกลับเมอ่ื วันท่ี 9 ตลุ าคม พ.ศ. 2230 11

หหมมออมราโชทยั ((หหมอ มราชวงศก ระตาย อิศราางงกกูรรู )) ประวตั ิ หมอมราโชทยั มนี ามเดมิ วา หมอ มราชวงศกระตาย อิศรา งกรู เกิดเมอ่ื วนั ท่ี 12 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2363 เปน บุตรของกรมหมืน่ เทวานุรกั ษ (หมอมเจาชอมุ อิศรางกรู ) กบั หมอมนก เมือ่ เจริญวัย บิดาไดพาหมอมราชวงศก ระตา ยไปถวายตวั อยกู บั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจา อยูหวั ซ่งึ ขณะนั้นยงั คงดํารง พระอสิ ริยยศเปนเจา ฟามงกุฎฯ เมื่อเจาฟามงกุฎผนวช หมอ ม ราชวงศกระตา ยก็ไดตามเสดจ็ ไปรับใช ตอ มาเมื่อเจา ฟา มงกุฎ ทรงสนพระราชหฤทัยในภาษาอังกฤษ หมอมราชวงศก ระตาย กไ็ ดศ ึกษาตามพระราชนิยม โดยมมี ิชชนั นารที ่เี ขามาสอน ศาสนาเปนผูสอน จนไดช ่ือวาเปน ผมู ีความรูภาษาอังกฤษดี จา ฟามงกฎุ ทรงใชใหเปนตัวแทนเชิญกระแสรับส่งั ไปพูดจากบั ชาวตา งชาติไดเ ปนอยา งดี คร้นั เมอ่ื เจา ฟา มงกุฎเสดจ็ เถลงิ ถวลั ยราชสมบตั ขิ น้ึ เปนพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจา อยหู วั หมอม ราชวงศก ระตายก็ติดตามสมัครเขา รบั ราชการ ความสามารถของหมอมราชวงศก ระตายทช่ี วย ราชกจิ ไดด ี จงึ ไดรับพระราชทานเลอ่ื นอิสรยิ ยศเปน \"หมอ มราโชทัย\"และหมอมราโชทยั ถงึ แก อนจิ กรรมเมอื่ ป พ.ศ. 2410 ขณะมอี ายุ 47 ป ผลงานสําคัญ หมอ มราโชทัยเปนอธบิ ดพี ิพากษาศาลตา งประเทศเปน คนแรกของไทยความรภู าษา องั กฤษของ นบั วา ไดทําประโยชนใ หแกก จิ การทตู ของไทยเปน อยา งยิ่ง มิใชเพียงคนไทยเทา น้ันท่ี ประทับใจในความสามารถดานภาษาอังกฤษของหมอ มราโชทัย แมแตสมเด็จพระราชินีนาถ วกิ ตอเรยี แหงประเทศองั กฤษก็ทรงสนพระทัย ถึงกับมีรับส่งั ถามหมอ มราโชทัยวา เรียนภาษา องั กฤษมาจากท่ใี ดหลังจากเดนิ ทางกลับจากประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. 2401 หมอมราโชทัยได ทลู เกลา ฯ ถวายจดหมายเหตุเร่อื งราชทูตไทยไปลอนดอนแดพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจาอยหู ัว ตอ มาไดแ ตงบทกวเี ร่อื งนริ าศลอนดอนขนึ้ อีกเร่ืองหนึง่ จนเปนท่ีโดงดงั และถกู กลา วขานกนั มากซ่งึ แตงหลงั จากเดนิ ทางกลับได 2 ป ตอมาพระบาทสมเดพ็ ระจอมเกลาเจาอยหู ัวทรงพระกรณุ าโปรด เกลาฯ และถือวาเปนหนงั สือเลม แรกทมี่ กี ารขายลขิ สิทธิ์เกดิ ขึน้ ในไทย 12

สสมมเเดด็จ็จเเจจาา พพรระะยยาาบบรรมมมมหหาาศศรรีสสี ุรุรยิ ยิ ววงงศศ  ((ชชวว งงบบนุ ุนนนาาคค)) ประวัติ สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรสี ุรยิ วงศ มนี ามเดิมวา ชว ง เปน บตุ รชายคนโตของสมเดจ็ เจา พระยาบรมมหาประยูรวงศ (ดศิ บุนนาค) กบั ทา นผหู ญงิ จนั ทร เสด็จพระราชสมภพเมอ่ื วนั ท่ี 23 ธนั วาคม พ.ศ. 2351 ในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ ยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ในวัยเยาว ทานศกึ ษาเรยี นท่ีวดั พระเชตพุ นวิมลมงั คลารามราชวรมหาวหิ าร เม่ือเตบิ ใหญจ งึ เลา เรียนวชิ าทบ่ี า นจากบคุ คลในตระกลู ของทานเอง หลงั จาก การถวายตวั เปน มหาดเล็กในสมัยรชั กาลที่ 2 ก็รับราชการตอ เนือ่ งมาจนถึงสมยั รัชกาลที่ 5 ดว ยความอาวุโสและตาํ แหนง ทาํ ใหเ จาพระยาศรีสรุ ยิ วงศ (ชว ง บนุ นาค) กลายเปนขนุ นาง ทีม่ อี ทิ ธิพลและอาํ นาจอยา งมาก โดยในรัชกาลที่ 4 ไดรบั ตําแหนง อคั รมหาเสนาบดที สี่ มหุ กลาโหม ถือวามอี ํานาจมากในราชการแผนดนิ แทบจะเรียกไดวาผูก สทิ ธ์ิขาดในราชการท้งั หลายเอาไวกว็ า ได เมื่อถึงสมัยรัชกาลท่ี 5 กย็ งั ดํารงตาํ แหนง ผูส ําเร็จราชการแผน ดินในชว งทรี่ ชั กาลที่ 5 ยงั ทรงพระเยาวอีกดวย พระองคเปน คนทห่ี ัวกาวหนา รวมทงั้ ชอบคบหาสมาคม กับชาวตางชาตแิ ละรับความเจริญมาจากชาติตะวันตกยอย ผลงานสําคัญ เน่ืองจากวาบิดาของทา นนัน้ ดํารงตาํ แหนง เปนพระยาพระคลงั เสนาบดวี า การตางประเทศและได วา การปกครองหวั เมืองชายทะเลฝายตะวันออก ทานจงึ ไดศกึ ษาราชการตาง ๆ จากบิดาของทา น พระองคท รงมองเห็นถงึ ความสําคัญของวชิ าความรู วทิ ยาการและวิทยาศาสตรสมัยใหม เชน การ แพทย การพิมพ การรักษาพยาบาลท่ที นั สมัยของหมอสอนศาสนาครสิ ตโดย โดยเฉพาะมิชชนั นารี ชาวอเมรกิ นั แตคนเหลานี้มักถูกรงั เกียจจากเจา นายและขนุ นางหัวเกา จงึ ไดร ับความยากลําบากใน การหาท่อี ยอู าศยั และการทาํ งาน ทา นจึงใหความอุปการะอาํ นวยความสะดวกแกห มอ และทานก็ คอยเรยี นรวู ิชาการตะวันตกกบั ชาวตา งประเทศมาตง้ั แตอ ยใู นวยั หนุม ทําใหทา นสามารถตอ “ เรือกาํ ปน ” ไดเ องและนบั เปนนายชางสยามคนแรกทส่ี ามารถตอเรือแบบฝร่งั ได 13

ซมี ง เดอ ลา ลูแบร ประวัติ ลาลูแบร มีช่อื เต็มวา ซีมง เดอ ลา ลแู บร เกดิ เมื่อวันท่ี 21 เมษายน พ.ศ.2185 เปน ราชทูตของพระเจา หลุยสท ่ี 14 แหง ฝรงั่ เศส ไดเดินทางมาประเทศไทยในรัชสมยั สมเด็จพระ นารายณม หาราชเพ่อื เจรญิ สมั พนั ธไมตรีกับไทย โดยเดินทาง มาทกี่ รุงศรีอยธุ ยาพรอ มกบั เจาพระยาโกษาธบิ ดี (ปาน) และ ทหารของฝร่ังเศสจํานวนประมาณ 600 คน ทานไดรบั การแตง ตัง้ ใหเ ปน หัวหนา คณะทตู ฝรงั่ เศสรวมกบั โกลด เซเบอแร ดวู  บูแล (Claude Céberet du Boulay) และไดเ จรจาเรื่อง ศาสนาและการคาของฝร่ังเศสในอาณาจักรอยธุ ยาเมอื่ พ.ศ. 2230 ในการเจรจานัน้ อยธุ ยาไมสจู กั ยนิ ยอมรับขอเสนอ ของฝร่ังเศส ทําใหเ สียเวลาในการเจรจาหลายสัปดาห แตในทสี่ ุดฝายไทยกย็ อมรับขอ เสนอตามความ ประสงคของฝรัง่ เศส และทงั้ สองฝา ยไดล งนามในสัญญาการคา ทีเ่ มืองลพบรุ ีเมอ่ื วันที่ 11 ธันวาคม ผลงานสําคัญ นอกจากจะเปน หวั หนาคณะทตู จากฝรงั่ เศสแลว เดอ ลา ลูแบรย งั ไดรับคาํ สัง่ ใหส ังเกตเร่อื ง ราวตา งๆเกี่ยวกับอาณาจกั รอยุธยาและบันทกึ ขอ สังเกตทั้งหลายเหลาน้นั กลบั ไปรายงานใหราช สํานักของพระเจา หลยุ สท ่ี 14 ไดรบั ทราบดว ยจดหมายเหตเุ หลานี้ไดก ลายเปน หลกั ฐานทาง ประวัติศาสตรท ่มี คี ณุ คาตอ แวดวงวชิ าประวัติศาสตรไทยสมัยอยุธยา เพราะกลาวถึงชีวิตความเปน อยูส ังคม ประเพณี ประวัตศิ าสตร วัฒนธรรม หลายส่ิงหลายอยางของคนในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา รวมถงึ คาํ ศัพทห รอื สรรพนามเรยี กขานบคุ คลตา ง ๆ ทผ่ี ูคนในกรุงสยามใชก ันในขณะนน้ั ดวย จงึ นับไดว า เปน หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรท มี่ ีจารกึ เปน ลายลักษณอ ักษร 14

พพรระะสสงั ังฆฆรราาชชปปล ล เเลลออกกวั ัวซซ  ประวตั ิ เกิดเม่อื วันท่ี 24 ตลุ าคม พ.ศ. 2348 ที่ เมืองโกต-ดอร ประเทศ ฝรัง่ เศส เมอื่ อายุได 23 ป ก็ไดตดั สินใจบวชเปนบาทหลวง เมื่อวนั ท่ี 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2371 ทเี่ ซมินารขี องคณะมิสซงั ตา งประเทศแหง กรุงปารีส จากน้นั ก็ไดร ับหนา ทีใ่ หไปเผยแพรศาสนาคริสต ณ ประเทศไทยและไดร ับตําแหนงอธิการโบสถคอนเซ็ปชัญ ป พ.ศ. 2378 ถูกแตงตั้งใหเ ปนอปุ มุขนายก ป พ.ศ. 2381 ไดรับอภิเษกใหเปน มขุ นายกรองประจํามสิ ซังสยาม วนั ที่ 10 ก.ย. พ.ศ. 2384 ไดรับแตง ต้งั ใหเ ปนประมขุ มสิ ซงั สยามตะวันออกเปนทานแรก และไดเดินทาง กลบั ประเทศฝร่งั เศสเม่ือ พ.ศ. 2397 จากนั้นใชช วี ติ อยทู ี่ฝรัง่ เศส นาน 3 ป จึงเดินทางกลับประเทศไทย เม่อื พ.ศ. 2399 จากนัน้ ใชชวี ติ อยูทีฝ่ รัง่ เศสนาน 3 ป จึงเดินทางกลับประเทศไทย เมอื่ พ.ศ. 2399 และถงึ แกมรณภาพทโ่ี บสถอ ัสสัมชญั เม่ือวันท่ี 18 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2405 ในวยั 57 ป ศพฝง อยูใ นโบสถค อนเซป็ ชญั ไดม ขี บวนแหจ ากหนาโบสถอสั สัมชญั ไปยงั หนาโบสถค อนเซป็ ช่ัน ผลงานสําคญั ทา นไดน าํ วทิ ยาการการถา ยรปู เขา มาในประเทศไทยเม่ือ พ.ศ. 2388 และจัดทํา พจนานกุ รมสภี่ าษาเลมแรกของไทยขึ้นช่อื สัพะ พะจะนะ พาสา ไท ทานไดเ รียนภาษาไทยและ ภาษาบาลี จนมคี วามรใู นภาษาทัง้ สองเปนอยางดีจนสามารถแตง หนงั สือไดห ลายเลม นอกจาก น้นั ยังมคี วามรทู างดานภูมิศาสตร วิทยาศาสตร โดยเฉพาะฟส กิ ส เคมีและดาราศาสตร มี ความชํานาญทางดา นการถายรปู และชุบโลหะ ไดส รางตกึ ทําเปน โรงพิมพภายในโบสถค อน เซ็ปชญั และจดั พมิ พหนงั สือสวดข้ึน 15

หหมมออบบรรดั ัดเเลลยย  หหรรอื ือแแดดนนบบีชชี แแบบรรดดลลยี ีย  ประวตั ิ เปนชาวเมืองมารเ ซลลสั เกดิ เม่ือ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2347 บตุ รคนทห่ี า ของนายแดน บรัดเลยและนางยูนิช บชี บรัดเลย สําเรจ็ การแพทยจาก มหาวิทยาลยั นวิ ยอรก สมรสกับภรรยาคนแรก เอมิ ลี รอยส บรดั เลย และภรรยาคนท่ีสอง ซาราห แบลคลี บรัดเลย หมอบรดั เลยเ ปน นายแพทยชาวอเมรกิ นั ที่เขา มาเผยแพรศาสนา ครสิ ตใ นประเทศไทยสมัยรชั กาลท่ี 3 หมอบรดั เลยเ ปนผนู าํ แพทย แผนปจ จุบันเขา มาหลายประการ เปนผเู ร่มิ ตนการพมิ พอ ักษรไทย ในประเทศไทยเปนครั้งแรก และทาํ การผา ตดั ในประเทศไทยเปน ครง้ั แรก โดยเปด สถานพยาบาลรักษาผปู วยในบางกอกครั้งแรกเม่อื วัน ท่ี 4 สิงหาคม พ.ศ. 2374 การรกั ษาโรค ระยะแรกจะตรวจผูปวย 70 - 100 คน ในเวลา 3 - 4 ชั่วโมง ชวงเชา มีคนชวยจัดยาและแจกใบปลวิ ขอความในพระคมั ภรี ด ว ยในปแ รกเจาฟา นอย ไดเสดจ็ มาเยย่ี ม เลาใหฟ ง เรื่องประเพณกี ารอยูไฟ ของมารดาหลังคลอด หมอบรดั จงึ เสนออยากจะสอนใหค นไทยรจู กั ภาษาอังกฤษแลสอนวิชา แพทยท่มี ี ผลงานสาํ คัญ ดานการแพทย เปนผเู ริ่มตน การแพทยตะวันตกในเมืองไทย ในเรอ่ื งของการผาตัด รักษาโรคตอกระจก และปลูก ฝ ปองกันไขทรพิษ และยังเขียนหนงั สือบทความอธบิ ายวิธีการปลกู ฝ ตําราแพทยแผนปจจุบัน เลม แรกชือ่ วา ครรภทรกั ษา มเี น้อื หาเกีย่ วกับอาการของโรคในการคลอดและวิธกี ารรักษา ดานการพมิ พ เรยี บเรยี งคมั ภีรครรภท รักษา ใหค วามรูเรือ่ งการคลอด และรณรงคใ หเลกิ อยูไฟ โดย 10 ปแ รก พมิ พหนังสอื เผยแพรศาสนา เปนหนงั สือเลม แรกทเี่ กี่ยวขอ งกับศาสนา ท่ีเขยี นเมือ่ ป ค.ศ.1837 เขยี นเก่ยี วกบั การสรา งโลกของพระเยซูหลังจากนัน้ กลับไปทอี่ เมรกิ านานถึง 2 ป และกลับมาทาํ ธรุ กจิ โรงพมิ พหนังสอื วรรณคดี 16

พระยารัษฎานปุ ระดษิฐมหศิ รภกั ดี (คอซิมบ๊ี ณ ระนอง) พระยากลั ยาณไมตรี ประวัติ คอซมิ บี๊ ณ ระนอง เกิดท่ีจังหวดั ระนองเมอื่ วนั พุธ เดอื นหา ปม ะเสง็ ตรง กับเดือนเมษายน พ.ศ. 2400 เปนบตุ รคนสดุ ทอ งของพระยาดํารงสุจรติ มหิศรภักดี (คอซเู จียง ณ ระนอง) ซึ่งเปน ชาวจนี ฮกเกย้ี นท่ีอพยพมาอยู เมอื งไทยตั้งแตร ชั กาลท่ี 3 และนางกิม ณ ระนอง ทา นเกิดเม่ือวันท่ี 8 เมษายน 2400 ถึงแกอนจิ กรรมเม่ือวนั ท่ี 10 เมษายน 2456 พุทธศกั ราช 2425 เม่ือบิดาถึงแกอ นิจกรรม คอซมิ กอง พี่ชายไดนําเขา ถวายตัวเปน มหาดเลก็ ในรัชกาลท่ี 5ไดรับพระราชทานสัญญาบตั รที่ หลวงบรริ ักษโลหวสิ ัย ผชู วยราชการเมอื งระนอง พุทธศกั ราช 2428 ไดเ ปนท่ี พระอษั ฎงคตทศิ รกั ษา ผวู าราชการเมอื ง ตระ (กระบุรี) พทุ ธศกั ราช 2433 ไดเ ปนที่ พระยารัษฎานปุ ระดิษฐม หศิ รภกั ดี ผูวาราชการเมอื งตรงั พุทธศักราช 2444 ไดเ ปนที่ สมหุ เทศาภบิ าลมณฑลภเู กต็ ผลงานสาํ คญั ไดพฒั นาปรับปรงุ สภาพหลายอยางในเมอื งตรงั ใหเ จรญิ รุง เรืองหลายอยา ง ดว ยกุศโลบาลสว น ตวั ท่ีแยบยลเชน การตดั ถนนรวมทง้ั สง เสรมิ ชาวบา นใหกระทาํ การเกษตร เชน ใหเล้ียงไกโดยบอกวา เจา เมืองตอ งการไขไก ใหเ อากาฝากออกจากตน ไม โดยบอกวา เจาเมอื งตอ งการเอาไปทํายา สงเสรมิ ใหช าว บานปลูกกาแฟ และยางพารา ซึง่ เปนจดุ เรม่ิ ตนของการนํายางพารามาปลูกทภี่ าคใต จนกลายเปนพืช เศรษฐกจิ ทีส่ ําคญั เชนในปจ จุบนั ในดานการรักษาความสงบเรยี บรอย ไดจดั ต้ังกองโปลศิ ภธู รขนึ้ แลวซื้อเรอื กลไฟไวเ ปน พาหนะตรวจลาด ตระเวน บงั คับใหท กุ บา นเรอื นตอ งมีเกราะตีเตือนภัยไวห นาบา น หากบานใดไดย นิ เสียงเกราะแลว ไมตรี บั จะมีโทษ เปนตน 17

พระยากลั ยาณไมตรี (ฟรานซสิ บ.ี แซร) ประวัติ ฟรานซสิ เปนนติ ิศาสตรบณั ฑิต มหาวิทยาลัยฮารว ารด ตอมา เดินทางมายังประเทศสยาม (ตอมาคอื ประเทศไทย) ในฐานะ เอกอัครราชทูตสหรฐั ประจาํ สยาม เม่ือ พ.ศ. 2468 แลวกลบั สหรฐั อเมริกาใน พ.ศ. 2475 ท่บี า นเกดิ เมืองนอน ไดรบั แตง ตัง้ จาก แฟรงกลนิ ดี. โรสเวลต ประธานาธบิ ดี ใหเปน ผูช ว ย รัฐมนตรีตา งประเทศ ตอ มาจงึ ไดเ ปนขาหลวงใหญ สหรัฐอเมริกาประจาํ ประเทศฟล ปิ ปน สใ น พ.ศ. 2482 แลว ดํารงตําแหนง ผูแทนของสหรฐั ประจําสหประชาชาติ และเปน ประธานคณะมนตรีภาวะทรสั ตแี หง สหประชาชาติ พรอ ม ๆ กันในป พ.ศ. 2490 ผลงานสําคญั ขณะดํารงตาํ แหนงในประเทศไทย ไดชว ยงานดา นการตางประเทศของไทย โดยเปนท่ี ปรกึ ษาดา นการตางประเทศต้งั แต พ.ศ. 2466 ในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยู หัว มาจนถงึ รัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจา อยหู ัว โดยเฉพาะในดานสนธิสญั ญาและรวม รา งเคาโครงรฐั ธรรมนญู ฉบบั ของพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจาอยหู วั ดว ย ในช่ือ \"Outline of Preliminary Draft\" ในป พ.ศ. 2469 แตท วา เกดิ การปฏวิ ตั สิ ยาม พ.ศ. 2475 ขึ้นเสยี กอน จึงไมไดอ อกใช เปน ผแู ทนรัฐบาลสยามเจรจาสนธสิ ัญญาไทย-สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2468 จึงได รบั พระราชทานบรรดาศกั ดเ์ิ ปน พระยากัลยาณไมตรี มตี าํ แหนง ราชการในกระทรวงการตา ง ประเทศ ถอื ศักดินา 1,000 นบั เปนคนทส่ี องตอ จากพระยากัลยาณไมตรี (เจนส ไอเวอรสัน เวสเต นการด ) 18

ศศลิ ลิ ปป พพรี ีระะศศรรี ี ประวัติ ศาสตราจารยศ ลิ ป พีระศรี เดิมชือ่ CORRADO FEROCI เกดิ เมือ่ วนั ที่ 15 กนั ยายน พ.ศ.2435 ตําบลซานยิโอวานนี เมอื งฟลอเรนซ ประเทศอติ าลี บดิ าชือ่ นายอารท โู ด มารดาช่ือ นางซันตินา มีอาชพี ทําธรุ กจิ การคา ทานไดส มรสกับนาง FANNI VIVIANI มีบุตรดว ยกัน 2 คน บตุ รหญิงชอ่ื อซิ าเบลลา ปจจุบันเปน นักธุรกิจ บุตรชายชื่อ โรมาโน เปน สถาปนิก เม่อื โตขึน้ จึงไดเขาศกึ ษาศิลปะทรี่ าชวิทยาลัยศลิ ปะแหงนครฟลอเรนซ จบการศึกษาตง้ั แตอายุยงั นอยเพียง 23 ปเ ทาน้นั ไดร ับประกาศนยี บัตร ชา งเขยี นชางปน และเขา สอบชงิ ตาํ แหนง ศาสตราจารยไดรบั เกียรตินิยม อนั ดบั หนึ่ง เมื่อทา นไดทราบขาววารฐั บาลแหงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยูห วั รัชกาลท่ี 6 ตองการชา งปนชาวอติ าเล่ยี น เพือ่ เขา มารับราชการงานอนสุ าวรยี ในประเทศไทย ทานจงึ ยน่ื ความจาํ นงพรอมผลงานเขา แขง ขันกับศลิ ปนอกี จํานวนมาก ในท่ีสุดรัฐบาลไทยไดเ ลือก Prof. C. Feroci เขา มารบั ราชการในประเทศไทย เริ่มแรกในเมือง ศาสตราจารยศ ลิ ป พีระศรี ไดออก เดนิ ทางโดยทางเรอื จากประเทศอิตาลถี ึงกรุงสยาม ในราวตน เดือนมกราคม พ.ศ. 2466 อายไุ ด 31 ป เขา รบั ราชการในตําแหนง ชางปน ของกรมศลิ ปากร กระทรวงวงั เมอื่ วันท่ี 14 มกราคม ปเดียวกัน โดย มสี มเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ เจา ฟา กรมพระยานริศรานวุ ัดติวงศ ศลิ ปนเอกแหงกรุงสยามเปน องค อุปถมั ภ ผลงานสาํ คญั เปน ผวู างรากฐานมหาวิทยาลยั ศลิ ปากรเปน กาํ ลังหลกั ในการผลกั ดนั ใหเกิดการประกวดวาด เสน จติ รกรรมและประติมากรรม จนเกิดเปนงานแสดงศลิ ปกรรมแหง ชาตขิ ึ้น สรา งงานประตมิ ากรรม ท่ไี ดม ผี ลงานท่โี ดดเดนมากมายทสี่ รา งไวแ กป ระเทศไทย ไดแก พระพทุ ธรปู ประธานท่ีพทุ ธมณฑล, อนุสาวรียชัยสมรภูม,ิ อนสุ าวรยี ป ระชาธปิ ไตย และรวมไปถึง พระบรมราชานุสาวรีย สมเด็จพระเจา กรุงธนบุรี ทว่ี งเวยี นใหญ, พระบรมราชานสุ าวรียส มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช, อนสุ าวรยี ทา วสุรนารี และพระบรมราชานสุ าวรียของกษตั รยิ ไ ทยอีกหลายพระองค 19

บรรณานกุ รม วิกพิ ีเดยี . (2564) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั . เขาถึงไดจาก https://th.wikipedia.org/wiki/. (สบื คน เม่อื 21 กุมภาพนั ธ 2564) สถาบันพระปกเกลา . (2560) พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจาอยหู ัว. เขาถงึ ไดจาก http://kpi.ac.th/thehistory. (สืบคนเมือ่ 21 กุมภาพนั ธ 2564) บานจอมยุทธ. (2543) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานนั ทมหิดลฯ. เขาถงึ ไดจาก https://www.baanjomyut.com/library_. (สบื คน เมือ่ 22 กุมภาพันธ 2564) ภวู ดล บุญชวย. (2543) รายนาม20บคุ คลคนสาํ คญั ของไทย. เขา ถงึ ไดจาก https://sites.google.com/powadolton2543. (สบื คน เม่อื 22 กุมภาพนั ธ 2564) หอจดหมายเหต.ุ (2558) พระสังฆราชปล เลอกัวซ . เขา ถึงไดจาก http://catholichaab.com/main/. (สบื คนเมือ่ 22 กมุ ภาพันธ 2564) วิกพิ เี ดีย. (2564) ซีมง เดอ ลา ลูแบร. เขา ถึงไดจาก https://th.wikipedia.org/wiki/. (สืบคน เมื่อ 23 กุมภาพันธ 2564) ครูบานนอก.คอม. (2551) ศาสตราจารยศลิ ป พีระศร.ี เขาถึงไดจาก https://www.kroobannok.com. (สบื คน เมือ่ 23 กุมภาพนั ธ 2564) ผดุง ใสเหลีย่ ม. (2558) สมเด็จพระศรีสวรนิ ทิราบรมราชเทว.ี เขาถึงไดจาก https://www.konruksriracha.th. (สบื คน เม่ือ 23 กุมภาพนั ธ 2564) 20

บรรณานุกรม วิกพิ ีเดีย. (2564) สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. เขา ถงึ ไดจาก https://th.m.wikipedia.org/wiki. (สืบคนเมือ่ 24 กุมภาพันธ 2564) วิกิพีเดยี . (2564) พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงวงศาธริ าชสนิท. เขา ถึงไดจาก https://th.m.wikipedia.org/wiki. (สบื คน เมือ่ 25 กุมภาพันธ 2564) ศลิ ปวัฒนธรรม. (2562) หมอ มราโชทยั ฯลามคณะทูตเดินทางไปอังกฤษเมือ่ รอยป กอ น กบั ผลงาน “นิราศลอนดอน. เขาถงึ ไดจาก https://www.silpamag.com/history/article_34040. (สืบคน เม่อื 25 กุมภาพนั ธ 2564) วกิ พิ เี ดีย. (2564) ซีหมอมราโชทัย (หมอมราชวงศกระตาย อิศรางกรู ). เขา ถึงไดจ าก https://th.wikipedia.org/wiki/. (สืบคน เม่อื 26 กมุ ภาพนั ธ 2564) วกิ พิ เี ดีย. (2564) เจาพระยาโกษาธิบดี (ปาน). เขาถึงไดจ าก https://th.wikipedia.org/wiki/. (สืบคน เมื่อ 27 กุมภาพนั ธ 2564) ไลฟส ไตล. (2562) 28 บุคคลสาํ คัญไทยทไ่ี ดรบั รางวลั จากยูเนสโก. เขาถงึ ไดจาก https://today.line.me/th. (สบื คนเม่ือ 28 กมุ ภาพนั ธ 2564) อามีร สาเมาะ. (2562) 5 บุคคลสาํ คญั ของประเทศไทย. เขาถึงไดจ าก https://sites.google.com/. (สบื คนเม่ือ 28 กมุ ภาพันธ 2564) 21

บคุ คลสาํ คญั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook