˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ทศั นศลิ ป ม.๓ ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี ๓ กลมุ สาระการเรยี นรศู ิลปะ ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ผเู รยี บเรยี ง ศ. สชุ าติ เถาทอง นายสังคม ทองมี นายธาํ รงศักด์ิ ธํารงเลิศฤทธิ์ นายรอง ทองดาดาษ ผตู รวจ รศ. จารุพรรณ ทรัพยป รงุ นางสาววัชรนิ ทร ฐิตอิ ดิศยั นายชัยยศ วนิชวัฒนานุวัติ บรรณาธกิ าร ศ. ปรชี า เถาทอง นายสมเกียรติ ภรู ะหงษ พิมพครัง้ ที่ ๑ สงวนลขิ สิทธ์ิตามพระราชบญั ญตั ิ ISBN : 978-616-203-614-9 รหัสสนิ คา ๒๓๑๕๐๐๓
¤íÒ¹íÒ ñ˹Nj ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙ·Œ èÕ ÊÒúÑÞ กลุมสาระการเรียนรูศิลปะ เปนกลุมสาระที่จะชวยพัฒนาใหผูเรียนมีความคิดริเริ่มสรางสรรค ·Ñȹ¸ÒµáØ ÅÐËÅÑ¡¡ÒÃÍ͡Ẻã¹ÊÔ§è áÇ´ÅŒÍÁáÅÐ ñ-ñô มจี ินตนาการทางศลิ ปะ รจู กั ช่นื ชมความงาม มสี ุนทรยี ภาพ ความมคี ุณคา ซง่ึ ยอมจะมผี ลตอคุณภาพชวี ติ §Ò¹·ÈÑ ¹ÈÔŻРของผูเรียน เพราะกิจกรรมทางศิลปะจะชวยพัฒนาผูเรียน ทั้งทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม ò และสตปิ ญญา ตลอดจนการนําไปสูก ารพฒั นาส่งิ แวดลอ ม สง เสริมใหผเู รยี นมคี วามเชือ่ มั่นในตนเอง ● ·Ñȹ¸ÒµØáÅÐËÅ¡Ñ ¡ÒÃÍ͡Ẻ ö ● ¡ÒÃÇàÔ ¤ÃÒÐË· Ñȹ¸ÒµáØ ÅСÒÃÍ͡Ẻã¹Ê§èÔ áÇ´ÅÍŒ Á ù การจัดทําหนังสือเรียนกลุมสาระการเรียนรูศิลปะ ช้ันมัธยมศึกษาปที่ ๓ (ม. ๓) เพื่อใหสะดวกแก ● ¡ÒÃÇàÔ ¤ÃÒÐË·ÈÑ ¹¸ÒµØáÅСÒÃÍ͡Ẻ㹧ҹ·ÑȹÈÅÔ »Š การจัดการเรียนการสอน รวมท้ังเพ่ือใหสอดคลองกับธรรมชาติวิชา จึงจัดทําหนังสือเรียนแยกเปน ๒ เลม ñõ-óð คือ หนังสอื เรยี นสาระทัศนศิลป ๑ เลม และหนังสอื เรียนสาระดนตรรี วมกบั สาระนาฏศิลป ๑ เลม ซงึ่ ทาง ò˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹Ã·ÙŒ èÕ à·¤¹Ô¤ÇÔ¸¡Õ ÒÃ㹡ÒÃÊÌҧ§Ò¹·ÑȹÈÅÔ »Š¢Í§ÈÅÔ »¹ ครูผูสอนและสถานศึกษาพึงใชควบคูกัน เพื่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอนและการมีผลสัมฤทธ์ิ ñö ทางการเรียนที่ดีของผเู รยี น ● ÈÅÔ »¹·ÑȹÈÅÔ »ŠÊÒ¢Ò¨µÔ áÃÃÁ òò ● ÈÅÔ »¹ ·ÑȹÈÅÔ »ÊŠ Ò¢Ò»ÃеÔÁÒ¡ÃÃÁ òõ สําหรับหนังสือเรียนทัศนศิลปเลม น้ี เน้ือหาสาระจะเรยี บเรียงตรงตามสาระการเรียนรูแกนกลางของ ● ÈÔÅ»¹ ·ÈÑ ¹ÈÔŻʊ Ò¢ÒÊ×èͼÊÁ หลักสตู รเพอ่ื เสนอองคค วามรพู ้นื ฐานทีจ่ าํ เปน แกผูเรยี น ขณะเดียวกนั ก็ยังไดเ สนอแนะกิจกรรมศิลปป ฏิบตั ิ óñ-õö เพื่อใหผูเรียนไดปฏิบัติจริง อันจะนําไปสูการบรรลุตัวช้ีวัดตามท่ีหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน ó˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹Ã·ÙŒ Õè ¡ÒÃÊÌҧÊÃä¼ ŧҹ·ÈÑ ¹ÈÅÔ »Š กําหนดไว นอกจากน้ี ภายในเลม ไดจ ดั พิมพภ าพประกอบ ๔ สอี ยางสวยงาม เพือ่ จะไดเ ปน ประโยชนสําหรบั óò ผเู รียนจะไดเห็นผลงานทใ่ี กลเคยี งกบั ความเปน จริงและทาํ ความเขาใจไดง า ยข้นึ ● ¡ÒÃÊÌҧÊÃä¼Å§Ò¹·ÑȹÈÔŻአººÊ×èͼÊÁ óø ● ¡ÒÃÊÌҧÊÃä¼Å§Ò¹·ÈÑ ¹ÈÔÅ»Šáºº ò ÁµÔ Ô áÅÐ ó ÁµÔ Ô ôõ อยา งไรกต็ าม เน่ืองจากธรรมชาตขิ องสาระทศั นศิลป เนนทักษะปฏบิ ัติ ดังน้ัน การศกึ ษาสาระน้ี ● ¡ÒÃÊÌҧÊÃä¼Å§Ò¹·ÑȹÈÅÔ »áŠ ¹Ç¨µÔ áÃÃÁä·Â õð ใหเกิดผลสัมฤทธ์ิจึงมีความจําเปนท่ีผูเรียนพึงลงมือปฏิบัติจริง เพ่ือจะไดมีทักษะฝมือและความชํานาญ ● ¡ÒÃÊÃÒŒ §ÊÃä¼Å§Ò¹·ÈÑ ¹ÈÅÔ »àŠ ¾Í×è Êè×ͤÇÒÁËÁÒÂáÅÐà˵ءÒó อันจะเปน ความรูคงทนทต่ี ิดตวั ผเู รียนตลอดไป õ÷-÷ò ô˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ·èÕ ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐ˼ ŧҹ·ÈÑ ¹ÈÔŻРคณะผูเรียบเรียงคาดหวังวา หนังสือเรียนเลมน้ีจะเปนประโยชนอยางย่ิงตอการนําไปใชประกอบ õø การจัดการเรียนการสอนกลุมสาระการเรียนรูศิลปะของสถานศึกษาทุกแหง ชวยใหผูเรียนไดรับความรู ● ¡ÒÃÇàÔ ¤ÃÒÐ˼ŧҹ·ÈÑ ¹ÈÅÔ »Š öð มีทักษะ ชวยพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึงประสงค ตลอดจนบรรลุตัวชี้วัดตามท่ีหลักสูตรไดกําหนด ● û٠Ẻ¢Í§¼Å§Ò¹·ÈÑ ¹ÈÅÔ »Š öò ไวทุกประการ และขอขอบพระคุณเปนอยางสูงตอศิลปนทุกทานที่คณะผูเรียบเรียงไดนําภาพผลงานของ ● à¹é×ÍËҢͧ¼Å§Ò¹·ÑȹÈÅÔ »Š öø ทานมาใชเ ปน ภาพประกอบในหนังสอื เรยี นเลมนี้ ● ¤Ø³¤‹Ò¢Í§¼Å§Ò¹·ÑȹÈÅÔ »Š ÷ó-øø คณะผูเ รียบเรียง õ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹÷ŒÙ èÕ ·ÈÑ ¹ÈÅÔ »Š¡ºÑ ¡ÒûÃСͺÍÒª¾Õ ÷ô ● ·ÈÑ ¹ÈÔÅ»¡Š ºÑ ªÇÕ Ôµ»ÃШíÒÇ¹Ñ ÷ö ● ·ÈÑ ¹ÈÔŻСºÑ ¡ÒûÃСͺÍÒª¾Õ
ö˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÌٷèÕ ¡ÒèѴ¹·Ô ÃÃÈ¡Ò÷ҧ·ÈÑ ¹ÈÅÔ »Š øù-ñðò ● ¤ÇÒÁÊíÒ¤Ñޢͧ¹·Ô ÃÃÈ¡Ò÷ҧ·ÈÑ ¹ÈÔŻРùð ùñ ● ¢Ñ鹵͹¡ÒèѴ¹Ô·ÃÃÈ¡Ò÷ҧ·ÑȹÈÅÔ »Š ù÷ ● ࡳ±¡ ÒäѴàÅ×Í¡¼Å§Ò¹·ÑȹÈÔÅ»àŠ ¾è×ͨѴ¹·Ô ÃÃÈ¡Òà ÷˹Nj ¡ÒÃàÃչ̷٠Õè ·ÈÑ ¹ÈÅÔ »Š¡ÑºÇѲ¹¸ÃÃÁ ñðó-ñòò ● ·ÑȹÈÔÅ»¡Š ºÑ ¡ÒÃÊзŒÍ¹¤³Ø ¤‹Ò·Ò§Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁ ñðô ñð÷ ● ¤ÇÒÁᵡµ‹Ò§¢Í§§Ò¹·ÈÑ ¹ÈÅÔ »ãŠ ¹áµ‹ÅÐÂ¤Ø ÊÁÂÑ ¢Í§Ç²Ñ ¹¸ÃÃÁä·Â ññó ● ¤ÇÒÁᵡµ‹Ò§¢Í§§Ò¹·ÑȹÈÅÔ »ãŠ ¹áµÅ‹ ÐÂ¤Ø ÊÁÂÑ ¢Í§ÇѲ¹¸ÃÃÁÊÒ¡Å ºÃóҹءÃÁ ñòó ñหนว ยที่ ทศั นธาตแุ ละหลักการออกแบบในสิง่ แวดลอ มและงานทศั นศิลป ตัวชีว้ ดั ส่ิงแวดล้อมที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ หรือท่ีมนุษย์ ■ บรรยายส่งิ แวดล้อมและงานทศั นศิลปที่เลือกมา โดยใช้ความรู้ สรา้ งสรรคข์ นึ้ เมอ่ื พจิ ารณาลงไปในรายละเอยี ดแลว้ จะพบวา่ เรือ่ งทัศนธาตุและหลกั การออกแบบ (ศ ๑.๑ ม.๓/๑) เกดิ จากการผสมผสานกันขององคป์ ระกอบต่างๆ ของทัศนธาต ุ โดยมีการออกแบบจัดวางอย่างลงตัว จึงท�าให้เกิดความงดงาม ■ วิเคราะห์และบรรยายวิธีการใช้ทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ในการสรา้ งงานทศั นศลิ ปข องตนเองให้มคี ณุ ภาพ (ศ ๑.๑ ม.๓/๓) สาระการเรยี นรแู กนกลาง ซ่ึงสามารถอธิบายและบรรยายให้ผู้อื่นเข้าใจถึงความงดงามนี้ได้ ■ ทศั นธาตแุ ละหลักการออกแบบในสิ่งแวดลอ้ ม โดยใช้ความรู้เรื่องทัศนธาตุและหลักการออกแบบ การมีความรู้ และงานทศั นศลิ ป ความเขา้ ใจในเรอ่ื งนจ้ี ะชว่ ยใหส้ ามารถพฒั นาผลงานทศั นศลิ ปข องตน ใหม้ คี ณุ ภาพมากย่งิ ขึ้น ■ วธิ กี ารใชท้ ัศนธาตแุ ละหลักการออกแบบ ในการสร้างสรรคผ์ ลงานทศั นศิลป
ñ. ·ÈÑ ¹¸ÒµØáÅÐËÅ¡Ñ ¡ÒÃÍ͡Ẻ ๑.๑ ทศั นธาตุ สิง่ แวดล้อม (Environment) หมำยถึง ปรำกฏกำรณต์ ่ำงๆ หรอื สรรพสง่ิ ท้งั หลำยทอ่ี ยรู่ ำยล้อมรอบตัวเรำ ทศั นธาตุ (Visual Element) ซ่ึงสำมำรถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก ่ หมายถงึ สวนประกอบของการมองเหน็ ซ่ึงจะประกอบไปดวยจุด เสน รูปราง ๑. สิ่งแวดลอมทีเ่ กิดขน้ึ เองตามธรรมชาต ิ เช่น ปำไม ้ ภูเขำ หำดทรำย ทะเล ดอกไม ้ น�้ำตก เมฆ เปน็ ต้น รูปทรง นํ้าหนักออน - แก พ้ืนที่วาง ๒. สง่ิ แวดลอ มท่ีมนุษยสรา งขึน้ เช่น อำคำรบ้ำนเรือน ถนน ไฟฟำ สวนสำธำรณะ โบรำณสถำน เป็นต้น พ้ืนผิว และสี ในการสรางสรรคผลงาน ซง่ึ ไมว่ ำ่ จะเปน็ สงิ่ แวดลอ้ มประเภทใดกต็ ำม ถำ้ พจิ ำรณำอยำ่ งละเอยี ดถถี่ ว้ นจะพบวำ่ สงิ่ แวดลอ้ มดงั กลำ่ วลว้ นมี ทัศนศิลปแขนงใดก็ตาม ลวนแตตองใช ทัศนธำตุปรำกฏอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่มีลักษณะท่ีแตกต่ำงกันออกไป เช่น ถนนที่ทอดยำวออกไปสุดสำยตำจนเห็น องคป ระกอบตา งๆ ดงั กลา วของทศั นธาตุ เปน็ จดุ เลก็ ๆ ขอบฟำบริเวณชำยทะเลทเ่ี ห็นเปน็ เส้นโค้ง สเี ขยี วขจขี องตน้ หญำ้ ผวิ ขรขุ ระของก้อนหนิ เงำของตน้ ไม ้ นํามาออกแบบจัดวางใหผสมผสานกัน เป็นต้น ซ่ึงศิลปนได้แบบอย่ำงจำกธรรมชำติมำสร้ำงสรรค์เป็นผลงำนทัศนศิลป์ โดยใช้องค์ประกอบของทัศนธำตุ ตามหลกั การออกแบบดว ยกันทัง้ สนิ้ นำ� มำออกแบบผสมผสำนกนั ในลกั ษณะตำ่ งๆ องคป ระกอบของทัศนธาตุ “Plane Trees” (ค.ศ. ๑๘๙๓) ผลงานของพอล ซียัค (Paul Signac) เกร็ดศลิ ป ๑ จดุ เปน สว นทเี่ ลก็ ทส่ี ดุ ในผลงาน เปน ตน กาํ เนดิ ของเสน รปู รา ง รปู ทรง แสงเงา และพนื้ ผวิ ถา นาํ จดุ ภาพที่เรามองเห็นในสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและในผลงานทัศนศิลป ล้วนมีทัศนธาตุปรากฏอยู่ด้วยกันท้ังส้ิน มาวางเรียงตอกัน และทาํ ซ้าํ ๆ จะเกดิ เปนเสน หรอื ถา นําจดุ มาวางรวมกลุมกนั ใหเ หมาะสม จะเกิด หากแต่ทัศนธาตใุ นภาพทง้ั ๒ ประเภทน้จี ะมคี วามแตกต่างกนั ออกไป สามารถเปรียบเทยี บได้ ดังตอ่ ไปนี้ เปนรปู ราง รูปทรง พน้ื ผิว และแสงเงาได ทศั นธาตใุ นส่ิงแวดลอ ม ทัศนธาตุในงานทัศนศิลป ๒ เสน มผี ลตอ การรบั รแู ละชว ยกระตนุ ใหเ กดิ อารมณแ ละความรสู กึ ตา งๆ เสน เปน พนื้ ฐานสาํ คญั ของ การสรางสรรคผลงานทัศนศลิ ปท ุกแขนง โดยเฉพาะใชใ นการรางภาพ เพ่ือถา ยทอดส่ิงท่มี องเห็น ๑. เกิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ ๑. เกดิ ขึน้ จากการสรา้ งสรรคข์ องมนษุ ย์ หรือสิ่งที่จนิ ตนาการสอ่ื ออกมาเปนภาพ ๒. รปู ทรงท่ีปรากฏจะเป็นไปอย่างอิสระ ๒. รปู ทรงเปน็ ไปตามจนิ ตนาการและแนวคิดของ ๓. รปู ทรงมกี ารเปล่ียนแปลงไปตามธรรมชาติ ๓ รูปรา ง รูปทรง เกิดจากการนาํ เอาเสน ในลักษณะตา งๆ มาประกอบใหเปน เรอื่ งราว ทง้ั นี้ รปู รา ง ๔. รปู ลกั ษณะและความงามจะปรากฏตามกฎของ ผู้สรา้ งสรรค์ จะเปน เสน โครงของวตั ถสุ งิ่ ของ มลี กั ษณะ ๒ มติ ิ คอื ความกวา งและความยาว สว นรปู ทรง เปน เสน โครง ธรรมชาติ ๓. รูปทรงจะมกี ารเปลีย่ นแปลงอยู่ตลอดเวลาตามแนวคดิ ของวตั ถสุ ่ิงของ มีลกั ษณะ ๓ มิติ คอื ความกวา ง ความยาว และความลกึ (ความสงู ) ของผ้สู ร้างสรรค์ ๔ น้ําหนักออน - แก จํานวนความเขม - ความออนของสีและแสงเงาตามท่ีประสาทตารับรูเม่ือเทียบ ๔. ร ูปทรงและความงามมีปรากฏอยู่ไดท้ ุกเวลา ทกุ พนื้ ท ่ี กับน้ําหนกั ของสีขาว - สดี ํา เม่ือใชนาํ้ หนักท่ีตางกนั ของสแี ละแสงเงา จะทําใหเ กิดรูปลักษณะตา งๆ ตามแนวคดิ ในการสร้างสรรค์ ๕ พน้ื ทวี่ าง บริเวณท่เี ปนความวาง ไมใ ชสว นทเ่ี ปนรปู ทรง หรือเน้ือหา การกําหนดพื้นทที่ ี่เหมาะสม จะชว ยทําใหผลงานดูแลวสบายตา ไมอดึ อัด หรืออา งวา งโดดเดีย่ ว “Sternennacht” (ค.ศ. ๑๘๗๓) ผลงานของฟินเซนต์ วลิ เลยี ม ฟาน กอ็ กฮ์ (Vincent William Van Gogh) ๖ พ้ืนผิว พื้นผิวของวัตถุตางๆ ท่ีเกิดจากธรรมชาติและท่ีมนุษยสรางสรรคขึ้น พื้นผิวของวัตถุ ท่ีมีคุณสมบัติแตกตางกัน ยอมใหอารมณและความรูสึกท่ีไดจากการมองเห็นมีความแตกตางกัน ๒ ออกไปดว ย ๗ สี ปรากฏการณของแสงท่ีตกกระทบกับวัตถุแลวสะทอนเขาสูตาของมนุษย จึงทําใหมองเห็นเปน สีตางๆ ซึ่งสจี ะปรากฏอยใู นทุกสรรพสง่ิ มีอิทธพิ ลตออารมณแ ละความรูสึกของมนุษย ทง้ั ยังเปน สว นประกอบสาํ คัญที่สง ผลใหผ ลงานมีความงดงามอกี ดวย ๓
๑.๒ การออกแบบ เสริมสาระ กำรออกแบบ (Design) หมำยถงึ กำรวำงแผน กำรกำ� หนดขัน้ ตอน วิธกี ำร กำรเลือกใชว้ ัสดุ อุปกรณ์ การออกแบบกับส่ิงแวดลอม เพอ่ื สรำ้ งสรรคผ์ ลงำน ถำ่ ยทอดควำมคดิ และจนิ ตนำกำรของตนใหอ้ อกมำเปน็ ผลงำนทผ่ี อู้ น่ื สำมำรถมองเหน็ รบั ร ู้ หรอื สมั ผสั ได ้ เพอื่ ใหเ้ กดิ ควำมเขำ้ ใจตอ่ ผลงำนรว่ มกนั ซง่ึ กำรออกแบบทดี่ จี ะตอ้ งคำ� นงึ ถงึ หลกั กำรสำ� คญั ๓ ประกำร ไดแ้ ก่ ธรรมชาติได้ออกแบบส่ิงแวดล้อมท่ีมีความสลับซับซ้อนและงดงามได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งศิลปินได้นําแรงบันดาลใจน้ีมาเลียนแบบ สรา้ งสรรคเ์ ปน็ ผลงานทศั นศลิ ปข น้ึ ในรปู แบบตา่ งๆ แตส่ งิ่ แวดลอ้ มกม็ ไิ ดม้ คี วามสมบรู ณไ์ ปเสยี ทงั้ หมด บางสว่ นกย็ งั มคี วามไมง่ ามผสมผสานอยู่ หรือไม่เอื้อประโยชน์ในการใชส้ อย มนุษยจ์ ึงทาํ การออกแบบปรบั ปรุงส่ิงแวดลอ้ มที่อยูร่ อบๆ ตัว ด้วยวธิ กี ารตา่ งๆ เพอื่ ประโยชน์ ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑. เพอ่ื ความสวยงาม เปน็ การสรา้ งบรรยากาศจากสงิ่ ทไ่ี มง่ ามให้ มีความงาม หรอื งามอยแู่ ล้วให้งามมากยง่ิ ข้นึ เชน่ การจัดสวนดอกไม้ การนาํ ผลงานทัศนศลิ ปม าเสริมแต่ง การตัดแตง่ พันธุไ์ มใ้ ห้เป็นรูปรา่ ง ต่างๆ การสร้างสระนา้ํ การทาํ นํ้าพุ น้ําตก เป็นต้น “Market Scene” (ค.ศ. ๑๕๕๐) ผลงานของปเิ อเตอร์ เอริ ์ตเซน็ (Pieter Aertsen) ศิลปนิ ชาวดตั ช์ นอกจากเนื้อหาสาระและวัฒนธรรมท่ปี รากฏ ๒. เพื่อประโยชนใ ชส อย มกี ารสรา้ งสรรคส์ ่ิงใหมๆ่ ซึ่งโดย อยูใ่ นภาพแล้ว การออกแบบยังมกี ารจัดวางไดอ้ ย่างลงตวั ท้ังความเปน็ เอกภาพ ความสมดุล และความกลมกลนื มากมักจะเป็นผลงานทางด้านสถาปตยกรรม เพ่ือประโยชน์ใช้สอย ในด้านที่เปน็ ประโยชนต์ ่อการดาํ รงชวี ติ เชน่ การสรา้ งสะพานเช่อื ม หลักการออกแบบ ส�ำหรับส่ิงแวดล้อมท่ีเกิดขึ้นเองตำม สองฝงของทะเลสาบ เพื่อความสะดวกในการสญั จรไปมา การสรา้ ง ธรรมชำติ ในทำงทัศนศิลป์ถือว่ำมีควำมส�ำคัญ ๑ ค วามเป็นเอกภาพ (Unity) เป็นการจัดระเบียบ เพรำะเป็นต้นแบบให้มนุษย์ได้น�ำมำใช้สร้ำงสรรค์ ประภาคารเพอื่ ตดิ ต้งั สญั ญาณไฟสาํ หรับเรอื เปน็ ตน้ องค์ประกอบของทัศนธาตุให้เกิดรูปทรงที่รวมกลุ่มกัน ผลงำนทศั นศลิ ปใ์ หเ้ กดิ สนุ ทรยี ภำพ โดยมกั จะไดย้ นิ ไมแ่ ตกแยกออกจากกนั ๒ ค วามกลมกลืน (Harmony) เป็นการจัดองค์ประกอบ คำ� กลำ่ วทว่ี ำ่ “ธรรมชาตเิ ปน็ คร”ู เพรำะธรรมชำตใิ ห้ ๓. เพอ่ื รักษาสิ่งแวดลอม สง่ิ แวดล้อมบางบรเิ วณอาจเกิด ของผลงานให้มีความรูส้ ึกสอดคลอ้ ง และมคี วามสัมพนั ธ์ ก�ำเนิดทุกสรรพสิ่งท้ังที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ซ่ึงมี ความเสียหายด้วยปจจัยจากธรรมชาติเอง มนุษย์จึงได้หาวิธีการ ต่อกัน หรือเขา้ กันได้เปน็ อยา่ งดี รปู รำ่ ง รปู ทรง และสสี นั ทแ่ี ตกตำ่ งกนั มคี วำมสมั พนั ธ์ แก้ไขปญหาด้วยการออกแบบปรับปรุงส่ิงแวดล้อมในบริเวณน้ันๆ เช่น การปลกู แนวตน้ ไมเ้ พอื่ ปอ งกันการรกุ คบื ของทะเลทราย การ ๓ ค วามสมดุล (Balance) เป็นการจัดองค์ประกอบของ ตอ่ กนั อยำ่ งกลมกลนื เปน็ ระบบ หรอื อำจขดั แยง้ กนั ทาํ แนวเขอ่ื นชายฝง เพ่อื ปองกนั การกัดเซาะจากคลืน่ เปน็ ต้น ผลงานใหม้ คี วามเท่ากนั เสมอกัน มนี ้า� หนกั และแรงถว่ ง แต่ก็สำมำรถด�ำรงอยู่ร่วมกันได้อย่ำงสมดุล ทงั้ ดา้ นซ้ายและดา้ นขวาของผลงานทเ่ี ทา่ กนั มคี วำมเปน็ เอกภำพและมีควำมงดงำม ท้ังนี้ การออกแบบท่ีดีจะต้องผสมกลมกลืนเข้ากันได้ดีกับ สิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่างๆ ตามมา และควรมี กำรศกึ ษำเกยี่ วกบั วชิ ำทศั นศลิ ปใ์ นหนว่ ยกำรเรยี นรนู้ ้ี มงุ่ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ทกั ษะควำมสำมำรถในกำรบรรยำย ส่วนช่วยทําให้สิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นมีความสวยงามและมีความ โดดเดน่ มากย่ิงข้ึน ใหผ้ อู้ นื่ รบั ร้เู กย่ี วกบั สงิ่ แวดลอ้ มและงำนทัศนศลิ ป์ โดยในกำรบรรยำยจะตอ้ งใชค้ วำมรเู้ รื่องทัศนธำต ุ รวมทงั้ หลกั กำร ออกแบบทำงทศั นศิลป์มำวิเครำะห์สิ่งทจ่ี ะบรรยำย รวมทงั้ ควำมรู้ท่ีได้รบั ยังสำมำรถนำ� ไปใชพ้ ฒั นำผลงำนทศั นศิลป์ ของตนให้มีคุณภำพมำกข้ึนอีกด้วย 4 ๕
ò. ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐË· ÈÑ ¹¸ÒµØáÅСÒÃÍ͡Ẻã¹Ê§Ôè áÇ´ÅÍŒ Á ตัวอยา งที่ ๑ การวเิ คราะหท ศั นธาตแุ ละการออกแบบในสงิ่ แวดลอมท่ีเกดิ ข้ึนเองตามธรรมชาต ิ : กอ นหนิ กํามะหย่ี กำรวิเครำะห์ทัศนธำตุในส่ิงแวดล้อม หมำยถึง กำรพิจำรณำแยกแยะลักษณะต่ำงๆ ท่ีพบเห็นใน ภาพถ่ายนีเ้ ป็นการเลอื กบางมมุ ของธรรมชาตมิ าท�าการวิเคราะห์ เพือ่ ส่ือให้เหน็ วา่ ธรรมชาตทิ กุ แห่งมีแงม่ มุ สงิ่ แวดลอ้ มวำ่ สว่ นใดเปน็ จุด เป็นเส้น พ้นื ผวิ เป็นเงำมัน ขรขุ ระ หรือเปน็ รปู ทรง สสี นั มีนำ�้ หนักอ่อน - แก่อยำ่ งไร ทเี่ ปน็ ความงามซอ่ นอยมู่ ากมาย พน้ื ทบี่ างแหง่ แมไ้ มม่ สี รรพสงิ่ ปรากฏอยมู่ าก ไมม่ สี สี นั สะดดุ ตา แตถ่ า้ เลอื กมมุ มองใหด้ ี รวมทงั้ กำรปลอ่ ยพน้ื ทว่ี ำ่ งในผลงำนมมี ำกนอ้ ยเพยี งใด ซง่ึ ควำมสำมำรถในกำรจำ� แนกแยกแยะและกำรสอื่ สำรใหผ้ อู้ น่ื กจ็ ะเหน็ ความงามทซ่ี อ่ นอย ู่ โดยเฉพาะความงามทเี่ ปน็ ศลิ ปะ ไมว่ า่ จะเปน็ กอ้ นหนิ สายนา�้ ฯลฯ ขณะเดยี วกนั มมุ มองนนั้ เขำ้ ใจไดน้ น้ั จำ� เปน็ ตอ้ งใชค้ วำมรเู้ รอ่ื งทศั นธำตซุ งึ่ เปน็ ควำมรเู้ ฉพำะทำงดำ้ นทศั นศลิ ปเ์ ปน็ หลกั ในกำรอธบิ ำย รวมไปถงึ ก็สามารถบ่งบอกเนอ้ื หาสาระบางประการไดเ้ ช่นเดียวกนั ลกั ษณะในกำรออกแบบว่ำมคี วำมเป็นเอกภำพ ควำมกลมกลืน และควำมสมดุลมำกน้อยเพียงใด ซึง่ สำมำรถแบง่ กำรวเิ ครำะหอ์ อกเปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่ การวเิ คราะห จากภาพตวั อยา่ ง จะเหน็ ภาพรวมเป็นรูปทรง ส ี แสงเงา ๑. ทัศนธาตแุ ละการออกแบบในส่ิงแวดลอ มที่เกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาต ิ เป็นสิ่งแวดลอ้ มท่ีเกดิ ขน้ึ เองตำม ท่ีปรากฏอย่างเด่นชัด สังเกตภาพธรรมชาติในภาพนี้แล้วมีความโดดเด่นท่ีรูปร่าง ธรรมชำติ ไม่วำ่ จะเป็นทอ้ งฟำ ดอกไม้ ผเี สอ้ื รงุ้ น้�ำตก ดวงดำว ทะเล ปำไม ้ ภูเขำ และอืน่ ๆ อีกมำกมำย ลว้ นมี รูปทรงของก้อนหินทเี่ ปน็ รูปทรงตามธรรมชาต ิ แสงทต่ี กกระทบทา� ให้เกดิ เงา ช่วย ควำมงดงำมผสมผสำนอย่ ู ซง่ึ สำมำรถคัดเลือกมำวิเครำะห์เพอื่ ใหเ้ หน็ ถงึ ทศั นธำตุและหลักกำรออกแบบได้ เพิม่ มิติใหก้ บั กอ้ นหิน ดูเปน็ กอ้ น มมี วล และขนาด มคี วามลกึ ต้นื แตกต่างกัน ๒. ทัศนธาตุและการออกแบบในสิ่งแวดลอมท่ีมนุษยสรางข้ึน โดยมนุษย์ได้สร้ำงสรรค์ส่ิงต่ำงๆ ออกไป แสงส่องสว่างลงมาจากด้านบน พื้นผิวของ ขึ้นมำ เพื่อตอบสนองควำมต้องกำรทำงด้ำนร่ำงกำยและจิตใจ ไม่ว่ำจะเป็นอำคำรสถำนท่ี สวนดอกไม้ สะพำน กอ้ นหินท่ขี รุขระเมือ่ มีตน้ หญา้ มอสส ์ ตะไครน่ �้า บ้ำนเมอื ง สนำมเดก็ เล่น สถำนีรถไฟฟำ และอนื่ ๆ ซึง่ ถำ้ วิเครำะห์สิง่ แวดล้อมทม่ี นษุ ย์สร้ำงขึ้นมำน้นั จะเห็นถงึ กำร และพชื ชนดิ อนื่ ๆ ทมี่ สี เี ขยี วผสมผสานกบั สเี หลอื ง น�ำเอำทัศนธำตุต่ำงๆ มำออกแบบให้มีควำมสอดคลอ้ งกับหลักกำรจดั องค์ประกอบศลิ ป์ ขน้ึ ปกคลมุ ความหยาบและความขรขุ ระของกอ้ นหนิ ไดถ้ กู แปรเปลยี่ นเปน็ ความรสู้ กึ ออ่ นนมุ่ ดจุ มผี า้ กา� มะหย่ี ส่ิงแวดลอ้ มทเ่ี กิดข้นึ เองตามธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ มที่มนษุ ยส์ ร้างข้ึน สีเขียววางคลุมไว้ น�้าหนักอ่อน - แก่ของสีช่วยให้เกิดความรู้สึกนุ่มนวลและมี ระยะใกล้ - ไกล ขณะเดียวกันเส้นสายของน้�าตกสีขาวก็น�าสายตา มีทิศทางจาก ๖ ดา้ นบนลงสดู่ า้ นลา่ ง สขี องนา้� ตดั กบั พนื้ ผวิ ของกอ้ นหนิ ทป่ี กคลมุ ดว้ ยสเี ขยี ว สภี าพนี้ เป็นสีวรรณะเย็น เมื่อมองดูแล้วจะให้ความรู้สึกสดชื่น เยือกเย็น สื่อถึงความ อดุ มสมบรู ณ์และความชมุ่ ช้นื ของธรรมชาติได้อย่างชัดเจน ๗
ตวั อยา งท ี่ ๒ การวิเคราะหท ศั นธาตแุ ละการออกแบบในสงิ่ แวดลอมท่ีมนษุ ยส รางขึ้น : เมอื งจําลองมาดโู รดัม การจัดสถานท่ีให้ความส�าคัญในเรื่องของสัดส่วนเป็นอย่างมาก การย่อ ขนาดลงมาได้อย่างถูกต้อง ช่วยสร้างความรู้สึกเหมือนได้ชมของจริง จังหวะและ เมอื งจ�าลองแหง่ นมี้ ีชือ่ ว่า “มาดูโรดมั ” (Madurodam) ตั้งอยู่ท่ีกรงุ เฮก ประเทศเนเธอรแ์ ลนด์ เปด ให้เขา้ ชม จุดสนใจต้องมองแบบองค์รวมจะเห็นถึงความโดดเด่น ทั้งน้ี การออกแบบที่เปดให้มี ตงั้ แต่ ค.ศ. ๑๙๕๒ โดยจ�าลองสภาพบ้านเมือง สถานทสี่ า� คัญ สิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ตลอดจนวิถีชีวิตของผูค้ นในประเทศ พื้นท่ีโล่งกว้างท�าให้ผลงานดูแล้วไม่เกิดความอึดอัด การจัด เนเธอร์แลนด์ น�ามารวมไว้อยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน โดยสิ่งที่น�ามาจ�าลองไว้จะมีลักษณะเหมือน หรือคล้ายคลึงกับ องค์ประกอบต่างๆ มีความเป็นเอกภาพสอดคล้องกันท้ังหมด ของจรงิ โดยยอ่ ลงมาในสดั สว่ น ๑ : ๒๕ บางคนเรยี กสถานทแี่ หง่ นวี้ า่ “เมอื งตกุ ตา” ซง่ึ จะเหน็ การนา� หลกั การสรา้ งสรรค์ ตงั้ แตเ่ สน้ ทางเดิน ตน้ ไม ้ ดอกไม ้ ล้วนได้มกี ารออกแบบให้มี ผลงานทศั นศลิ ปใ นสาขาต่างๆ มาออกแบบเปน็ เมืองทมี่ บี รรยากาศและความสวยงามอยา่ งลงตวั ความกลมกลืนเข้ากันได้ดีกับส่ิงของจ�าลองท่ีน�ามาจัดแสดง และการจดั วางส่ิงจ�าลองต่างๆ กระจายครอบคลุมท่ัวพื้นที ่ การวิเคราะห จุดเด่นของสถานท่ีแห่งน้ี คือ การจ�าลองของจริงให้มาอยู่ภายในพื้นที่เดียวกันและมี จึงท�าใหเ้ กิดความสมดุลในผลงาน ขนาดเล็กกว่าผู้คน ท�าให้สามารถมองดูได้อย่างทั่วถึง ทัศนธาตุที่ปรากฏในสถานท่ีน้ีมีอยู่มากมาย ซ่ึงขึ้นอยู่กับ กจิ กรรม ศิลปปฏิบตั ิ ๑.๑ ว่าจะเน้นพิจารณาในบริเวณใดเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเส้นโค้งที่มีลักษณะสลับไปมาของหลังคาสีขาวท่ีดูเหมือน ลูกคล่ืน หรือเส้นตรงแนวตั้งของสถาปตยกรรมท่ีอยู่ด้านหน้า แต่ท่ีเห็นได้เด่นชัด คือ รูปร่าง รูปทรง สีสัน และ กิจกรรมท ่ี ๑ ใหน้ กั เรยี นเลอื กภำพถำ่ ยเกย่ี วกบั สง่ิ แวดลอ้ มตำมธรรมชำตมิ ำ ๑ ภำพ แลว้ เขยี นบรรยำยถงึ ทศั นธำตุ พน้ื ผวิ ของสง่ิ ตา่ งๆ ทเ่ี หมอื นกบั ไดช้ มของจรงิ การเวน้ พนื้ ทว่ี า่ งและเปด โลง่ จะชว่ ยทา� ใหผ้ คู้ นเดนิ เขา้ ไปชมไดอ้ ยา่ งใกลช้ ดิ และกำรออกแบบทปี่ รำกฏอยภู่ ำยในภำพ จำกนนั้ สง่ ครผู สู้ อน เพอ่ื คดั เลอื กผลงำนทเ่ี ขยี นบรรยำยไดด้ ี ตลอดจนการเพ่มิ สีสันของตน้ ไมแ้ ละดอกไมท้ ี่มีขนาดเล็กเขา้ ไป ชว่ ยท�าให้ดสู บายตามากย่ิงขน้ึ สร้างความรสู้ ึกเหมอื น จำ� นวน ๕ ชิน้ น�ำไปตดิ ทปี่ ำยนเิ ทศ ได้เขา้ ไปอยใู่ นเมอื งตุกตา ภาพเมืองจําลอง “มาดูโรดัม” (Madurodam) ถูกออกแบบข้ึนโดยการนําความรู้ทางด้านทัศนศิลปหลากหลายแขนงมาผสมผสานกัน กิจกรรมท ี่ ๒ ให้นักเรียนเลือกภำพถ่ำยสถำนท่ีส�ำคัญภำยในท้องถ่ิน ซ่ึงจะเป็นสภำพแวดล้อมที่เกิดข้ึนเองตำม ทําให้ผลงานดูแลว้ มีความเหมือนจรงิ ธรรมชำต ิ หรอื สภำพแวดลอ้ มทม่ี นษุ ยส์ รำ้ งสรรคข์ นึ้ ก็ได ้ แลว้ ใหน้ กั เรยี นเขยี นบรรยำยสถำนทแี่ หง่ นนั้ ว่ำมีทศั นธำตใุ ดปรำกฏอยบู่ ำ้ ง และมีกำรออกแบบอย่ำงไร ๘ ó. ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐË· ÈÑ ¹¸ÒµØáÅСÒÃÍ͡Ẻ㹧ҹ·ÈÑ ¹ÈÔŻРทัศนศิลป์ (Visual Art) หมำยถึง ผลงำนศลิ ปะทเี่ กดิ จำกกำรแสดงออกทำงกำรสรำ้ งสรรค์ของมนษุ ยเ์ พือ่ ประโยชนใ์ นด้ำนต่ำงๆ ซ่งึ สำมำรถจ�ำแนกผลงำนตำมรปู แบบได้เปน็ ๔ ประเภท ไดแ้ ก่ งำนจิตรกรรม (Painting) งำนประตมิ ำกรรม (Sculpture) งำนสถำปต ยกรรม (Architecture) และงำนภำพพมิ พ์ (Printing) โดยผสู้ รำ้ งสรรค ์ หรือศิลปนแต่ละท่ำนจะเป็นผู้น�ำเอำองค์ประกอบต่ำงๆ ทำงทัศนธำตุมำออกแบบตำมหลักกำรจัดองค์ประกอบศิลป ์ ใหเ้ กดิ เปน็ ผลงำนทศั นศลิ ปข์ น้ึ มำตำมแนวคดิ หรอื จนิ ตนำกำรของตน ซง่ึ กำรเลอื กใชท้ ศั นธำตอุ ำจเกดิ จำกควำมตง้ั ใจ และไม่ต้ังใจ ดงั น้ัน ในผลงำนทศั นศิลป์ทกุ ชนิ้ จึงมีทศั นธำตปุ รำกฏอย่ ู ในที่น้ีจะขอยกตัวอย่ำงกำรวเิ ครำะหท์ ศั นธำตุ และหลกั กำรออกแบบในงำนทัศนศิลป์มำเป็นกรณศี ึกษำ ๒ ผลงำน ดงั ตวั อย่ำงตอ่ ไปน้ี ๙
ตัวอยา งท่ี ๑ รูปทรงของแสงบนเนอ้ื ทข่ี องเงา ตัวอยางท่ ี ๒ ทชั มาฮาล ผลงานช้ินนี้เปนผลงานจิตรกรรมของ ทชั มาฮาล (Taj Mahal) ตง้ั อยทู่ เี่ มอื งอคั ระ ประเทศอนิ เดยี เปน็ ผลงานทศั นศลิ ปป ระเภทสถาปต ยกรรม สรา้ งขน้ึ อาจารยปรีชา เถาทอง ศิลปนแหงชาติ สาขา เมอื่ ครสิ ตศ์ ตวรรษท ี่ ๑๗ จากหนิ ออ่ นสขี าวนวล โดยกษตั รยิ ช์ าหญ์ ะฮานสรา้ งไวเ้ ปน็ อนสุ รณแ์ หง่ ความรกั ของพระองค์ ทัศนศิลป (จิตรกรรม) ประจําปพุทธศักราช ทม่ี ตี อ่ พระนางมมุ ตซั มาฮาล พระมเหสที สี่ นิ้ พระชนม ์ รปู แบบของงานสถาปต ยกรรมเปน็ รปู โดมแบบเปอรเ์ ซยี ซง่ึ ไดร้ บั ๒๕๕๒ มีช่ือวา “รูปทรงของแสงบนเน้ือที่ของ การยกย่องวา่ “เปนสงิ่ กอสรา งดานความรกั ทีส่ วยงามทสี่ ุดของโลก” เงา” วาดโดยใชสีอะคริลิกและสีน้ํามันบนผืน ผาใบ ขนาด ๑๗๒ x ๑๔๒.๕ เซนตเิ มตร วาดข้นึ การวเิ คราะห ทศั นธาตุทีป่ รากฎอยใู่ นผลงาน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งศิลปนมีผลงานหลายชิ้น ท่ีไดจากการศึกษาคนควาเก่ียวกับผลของแสง สถาปตยกรรมชิ้นน้ีจะประกอบไปด้วยลักษณะของ ที่ตกกระทบกับรูปทรงตางๆ นําไปเปนแนวคิด เส้นตรงแนวราบของสระน้�าที่เป็นจุดน�าสายตามุ่งไปสู่ ในการสรา งสรรคผลงานทัศนศลิ ปข ้นึ มา ตวั อาคาร เสาทง้ั ๒ ดา้ นเปน็ เสน้ ตรงแนวตง้ั ทใ่ี หค้ วามรสู้ กึ มน่ั คง แขง็ แรง และสงา่ งาม กา� แพงปรากฏทศั นธาตทุ เี่ ปน็ การวเิ คราะห องคป ระกอบของทศั น- เสน้ ตรงในแนวนอน หรอื เสน้ ระดบั ใหค้ วามรสู้ กึ ราบเรยี บ ธาตุที่ศิลปนนํามาใช คือ เสน ซ่ึงจะประกอบ ปลอดภยั ตวั อาคารจะประกอบไปดว้ ยรปู ทรงสเ่ี หลยี่ มและ ไปดวยเสนตรงแนวด่ิง เสนตรงแนวนอน รปู โดมทรงกลม มกี ารนา� ลกั ษณะเสน้ แบบตา่ งๆ ทง้ั เสน้ ตรง และเสน หยัก ดา นลา งของภาพเปนเสน โคง แบบ แนวตงั้ เสน้ ตรงแนวนอน และเสน้ โคง้ มาใชใ้ นการออกแบบ ไทยประเพณีที่แสดงลวดลายตางๆ และใชผนัง สว่ นตา่ งๆ สง่ ผลใหต้ วั สถาปต ยกรรมมลี กั ษณะเปน็ รปู ทรง ของพระอุโบสถมานําเสนอ โดยใหความสําคัญ เรขาคณติ ท่สี วยงาม เก่ียวกับเร่ืองแสงที่มีตอบรรยากาศท้ังหมด พ้ืนผิวแม้ว่าจะเป็นหินอ่อนแต่ก็ให้ความรู้สึกถึง ของภาพ จึงจํากัดขอบเขตของแสงโดยเนนให ความราบเรยี บ การใหพ้ นื้ ทโ่ี ดยรอบตวั สถาปต ยกรรมเปน็ แสงสองตกกระทบผนังพระอุโบสถเฉพาะเปน พนื้ ทว่ี า่ งและเมอื่ มฉี ากหลงั เปน็ พน้ื ทสี่ เี ขม้ ของทอ้ งฟา กย็ ง่ิ “รูปทรงของแสงบนเนอ้ื ทขี่ องเงา” (พ.ศ. ๒๕๒๑) ผลงานของปรีชา เถาทอง บางบริเวณ ทาํ ใหเ กิดรูปทรงเรขาคณติ ระหวา ง เสรมิ ใหส้ ขี าวของตวั อาคารมคี วามโดดเดน่ ตระหงา่ นอยใู่ น เทคนคิ ภาพวาดสอี ะครลิ กิ และสนี ้ํามันบนผนื ผา ใบ รปู ทรงของแสงและพ้นื ทข่ี องเงา โดยสวนทเี่ ปน ความเวงิ้ วา้ งของบรรยากาศ สอ่ื ถงึ ความยง่ิ ใหญ ่ รวมทงั้ เงา สะทอ้ นบนพน้ื ผวิ นา้� กช็ ว่ ยทา� ใหเ้ กดิ มติ ทิ ส่ี วยงามมากยงิ่ ขนึ้ แสงจะเปนรูปทรงทีม่ ีสัดสวนนอ ยกวาสว นที่เปน พ้ืนทข่ี องเงา สว นทีม่ ืดดูลกึ ลงไปเปนการแสดงระยะใกล - ไกล การใช สวี รรณะเยน็ ทมี่ ลี กั ษณะออ นใสตดั กบั พนื้ สเี ขม ชว ยทาํ ใหม องเหน็ รายละเอยี ดของภาพ ๑๑ ไดอยา งชดั เจน สรางความรูสกึ สงบ รมเยน็ และศรทั ธา ผลงานจิตรกรรมช้ินนี้มีการจัดวางภาพท่ีมีชีวิตชีวา แมวาสวน ที่เปนรูปสวนใหญจะวางอยูทางดานซาย แตมีการถวงนํ้าหนักดวย สวนที่มืดทางดานขวา ทําใหภาพมีความสมดุล ลวดลายบริเวณผนังท่ี ตอเน่ืองเต็มท้ังภาพ กําหนดเปนจังหวะไดอยางงดงามลงตัว ชวยลด พ้ืนท่ีวาง รูปทรงของแสงและลวดลายบนผนังของพระอุโบสถในเงามืด มีความสัมพันธตอเน่ืองเปนเนื้อหาเดียว ไมแตกกระจาย แสดงถึงความ เปนเอกภาพของรูปทรงท่ีกลมกลืนกันไปทั้งสีและแสงท่ีตกกระทบเปนรูปทรง เรขาคณิต รวมทั้งสัดสวนของส่ิงตางๆ ท่ีสอดคลองกับความเปนจริงและจัดวางได อยา งลงตวั ทาํ ใหผ ลงานมคี วามงดงามมากยงิ่ ข้นึ ๑๐
ผลงานสถาปตยกรรมช้ินเอกนี้ จะเห็นได้อย่างเด่นชัดถึงการน�าองค์ประกอบศิลปมาใช้ในการออกแบบ เกร็ดศลิ ป ได้อย่างดีเย่ียม เมื่อผู้ชมมองไปท่ีด้านหน้า จะเห็นอาคารสีขาวสะดุดตาขนาดใหญ่ เห็นได้ต้ังแต่ในระยะไกล ซ่ึงมี เอกลักษณ์เป็นรูปโดมแบบเปอร์เซียท่ีได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอาหรับ ส่วนประกอบต่างๆ ของตัวอาคารถูก ความงดงามทางธรรมชาติมีอิทธิพลอย่างมากที่ทําให้ศิลปินเกิดความประทับใจและถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานทัศนศิลป ออกแบบและน�ามาจัดวางอย่างลงตัวได้สัดส่วน มีจังหวะ ตลอดจนเสริมความโดดเด่นให้แก่กันและกัน ไม่มีส่วนใดที่ โดยเฉพาะศิลปินแนวประทับใจนิยม (Impressionism) ท่ีจะถ่ายทอดความรู้สึกท่ีมีต่อ “สี” และ “แสง” ในส่ิงแวดล้อมสร้างเป็น ดแู ลว้ มคี วามรู้สกึ ว่าเปน็ สว่ นเกิน หรอื ขัดแยง้ แปลกแยกไปจากกลุม่ แมแ้ ต่สระน�า้ ก็ช่วยเพิม่ ความงามให้แก่ทัชมาฮาล ผลงานจติ รกรรม ศลิ ปนิ คนสาํ คญั ในแนวน้ี เชน่ เอด็ การ์ เดอกาส์ (Edgar Degas) ปแ ยร์ โอกสุ ต์ เรอนวั ร์ (Pierre Auguste Renoir) ทงั้ ในด้านสะทอ้ นภาพ เป็นพน้ื ที่โลง่ ไม่บดบงั หรอื ดงึ ความสนใจออกไปจากตัวสถาปต ยกรรม อ็อสการ์ โกลด มอแน (Oscar Claude Monet) เปน็ ต้น ในการออกแบบ สถาปนกิ ตัง้ ใจใหส้ ถาปต ยกรรมมลี กั ษณะ ๒ ดา้ นท่เี หมอื นกนั หรอื มคี วามสมดุลเท่ากัน ขณะเดียวกันจากมุมมองของสายตา สมมติว่ามีการลากเส้นตรงไปยังจุดกึ่งกลางอาคาร พ้ืนท่ีระหว่างทางเดินทั้ง “Field of Poppies” (ค.ศ. ๑๘๕๗) และ “The Poppy Field” (ค.ศ. ๑๘๗๓) ผลงานของอ็อสการ์ โกลด มอแน (Oscar Claude Monet) ๒ ด้านของสระน้�า รวมทงั้ แนวไม้พมุ่ ๒ ข้างทางและหอคอยขนาบข้าง ก็จัดวางต�าแหน่งเปน็ คู่ขนานในระดบั เสมอกัน เปน็ จงั หวะที่ลงตวั ท่ีจะช่วยน�าสายตาม่งุ สโู่ ดมใหญ่ ทงั้ นี้ การทท่ี ัชมาฮาลสร้างด้วยหนิ ออ่ น ใช้เส้นโค้งพร้อมลวดลาย กิจกรรม ศิลปป ฏิบัติ ๑.๒ ในชอ่ งกรอบและส่วนอน่ื ๆ ทเี่ ห็นได้อย่างชดั เจน จงึ ทา� ให้ผลงานดแู ล้วไม่แข็ง แตก่ ลบั ทา� ใหด้ ูรสู้ กึ ออ่ นช้อย นมุ่ นวล สถาปตยกรรมแห่งน้ีเมื่อดูโดยรวมแล้ว จะเห็นว่าทุกส่วนประกอบสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพและความ กิจกรรมที ่ ๑ ให้นกั เรยี นคดั เลอื กภำพผลงำนทศั นศิลปจ์ �ำนวน ๒ - ๓ ช้นิ แลว้ นำ� มำวเิ ครำะหอ์ ภปิ รำยร่วมกนั ว่ำ กลมกลนื เปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั ทา� ให้ผลงานมคี วามสวยงามย่ิงข้นึ ผลงำนทัศนศิลป์น้ัน มีทัศนธำตุใดบ้ำงที่มีควำมโดดเด่น และผลงำนมีควำมสอดคล้องกับหลักกำร กจิ กรรมท่ ี ๒ ออกแบบอยำ่ งไร ๑๒ ให้นกั เรียนนำ� ผลงำนทัศนศิลป์ของตนเองที่เคยสรำ้ งสรรค์ไว้ในชน้ั ที่ผำ่ นมำ จำกนัน้ พิมพ์ หรือเขยี น กิจกรรมท ี่ ๓ บรรยำยลงในกระดำษรำยงำน วำ่ ผลงำนชน้ิ น้ันมอี งค์ประกอบของทัศนธำตใุ ดบำ้ งในกำรสร้ำงสรรค์ ผลงำนและกำรออกแบบมีลักษณะอยำ่ งไร จงตอบค�ำถำมตอ่ ไปนี้ ๑. ทศั นธำตุคือสง�ิ ใด มอี งค์ประกอบใดบำ้ ง ๒. จ งวิเครำะห์ควำมแตกต่ำงระหว่ำงทัศนธำตุในส�ิงแวดล้อมกับทัศนธำตุที่ปรำกฏอยู่ในผลงำน ทศั นศลิ ป์ ๓. กำรออกแบบสร้ำงสรรคผ์ ลงำนทศั นศลิ ป์ใหม้ ีคุณภำพ จะต้องค�ำนึงถึงหลกั กำรใดเป็นส�ำคัญ ๑๓
ส่ิงแวดล้อมท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมท่ีมนุษย์สร้างขึ้น รวมทั้งผลงานทัศนศิลป ต่างๆ ล้วนเกิดจากทัศนธาตุส่วนย่อยๆ ที่น�ามาผสมผสานกันและมีการออกแบบจัดวางอย่างเหมาะสมลงตัว โดยมนษุ ย์ไดใ้ ชธ้ รรมชาตเิ ปน็ ต้นแบบในการสร้างสรรคผ์ ลงานทศั นศลิ ปข้นึ ซ่ึงส่ิงตา่ งๆ ในส่งิ แวดล้อม ถ้าหาก พจิ ารณาจา� แนกแยกยอ่ ยลงไป กส็ ามารถจะวเิ คราะหใ์ หเ้ หน็ ถงึ องคป์ ระกอบของทศั นธาตแุ ละหลกั การออกแบบ ที่สอดคล้องกับหลักการจัดองค์ประกอบศิลปได้ แต่ทั้งน้ีจ�าเป็นต้องมีพ้ืนฐานความรู้ด้วย เพื่อวิเคราะห์และ บรรยายใหผ้ ู้อน่ื เขา้ ใจในความงามของสิ่งแวดลอ้ มอยา่ งถูกต้องตามหลกั การทางศลิ ปะ ๑4
Search
Read the Text Version
- 1 - 10
Pages: