Made by Pitsanun Bomrungchit
ยุคก่อนประวตั ศิ าสตร์ 3 การพฒั นาการในยุคคลาสสกิ 5 การพัฒนาการในยุคกลาง 11 การพัฒนาการในยุคใหม่ 17 ยุโรปในศตวรรษท่ี 21 21 พฒั นาการด้านสังคมและศิลปวัฒนธรรม 24 30 พฒั นาการด้านการเมอื งการปกครอง 35 พฒั นาการด้านเศรษฐกจิ 39 อทิ ธิพลของทวปี ยุโรปตอ่ สงั คมโลก
ยโุ รปเป็ นทวีปที่ตงั้ อยใู่ นซีกโลกเหนือและส่วนมากอยใู่ นซีก โลกตะวนั ออก ทางทิศเหนือติดกบั มหาสมทุ รอารก์ ติก ทางทิศ ใตต้ ิดกบั ทะเลเมดิเตอรเ์ รเนียน ทางทิศตะวนั ออกติดกบั ทวีป เอเชีย ทางทิศตะวนั ตกติดกบั มหาสมทุ รแอตแลนติก เป็ นอน ุ ทวีปทางดา้ นตะวนั ตกของทวีปยเู รเชีย มนษุ ยโ์ ฮโมอีเรคตสั กบั มนษุ ยน์ ีแอนเดอรธ์ อล อาศยั อยใู่ น ยโุ รปมานานกอ่ นที่มีมนษุ ยป์ ัจจบุ นั กระดกู ของมนษุ ยย์ คุ แรก ๆ ใน ยโุ รปถกู พบที่เมือง Dmanisi ประเทศจอรเ์ จีย ซ่ึงกระดกู เหลา่ นนั้ คาดว่ามีอายรุ าว ๆ 2 ลา้ นปี กอ่ นครสิ ตกาล หลกั ฐานของ มนษุ ยท์ ี่มีโครงสรา้ งสรรี ะคลา้ ยมนษุ ยป์ ัจจบุ นั ที่ปรากฏในยโุ รปที่ เกา่ ที่สดุ นนั้ คือประมาณ 35,000 ปี กอ่ นครสิ ตกาล แต่หลกั ฐาน แสดงการตง้ั รกรากถาวรนน้ั แสดงอยรู่ าว ๆ 7000 ปี กอ่ น ครสิ ตกาลในประเทศบลั แกเรยี โรมาเนีย และ กรซี
ยโุ รปกลางเขา้ สย่ ู คุ หินใหม่ ในช่วงราว ๆ 6000 ปี กอ่ นครสิ ตกาลกอ่ นหลาย ๆ ท่ีในยโุ รปเหนือซ่ึงเขา้ สู่ ยคุ หินใหม่ในช่วงราว ๆ 5000 ถึง 4000 ปี กอ่ น ครสิ ตกาล ราว ๆ 2000 ปี กอ่ นครสิ ตกาลเรมิ่ มีอารย ธรรมที่มีความรทู้ างการอ่าน-เขียนในยโุ รปคืออารย ธรรมของพวกมิโนน ที่เกาะ crete และตามดว้ ย พวกไมเซเนียน ราว ๆ 400 ปี กอ่ นครสิ ตกาล วฒั นธรรมลาทีเน่ ซึ่ง Minoans เป็ นวฒั นธรรมในยคุ เหล็กไดแ้ พรก่ ระจายไป เกอื บทวั่ ภาคพ้ืน พวกอีทรสั กนั ไดเ้ ขา้ ไปตง้ั รกรากในตอนกลางของอิตาลีและลอมบา ดี ซ่ึงอยตู่ อนเหนือของอิตาลปี ัจจบุ นั crete Myceneans Etruscans
สงครามกรกี -เปอรเ์ ซีย คือ สงครามของพวกกรีกกบั ชาว เปอรเ์ ซียที่บกุ มาจากทางฝั่ งอาหรบั เขา้ มาทางตอนเหนือ ประวตั ิศาสตร์ ไดจ้ ดบนั ทึกวีรกรรมของชาวสปารต์ า ที่ไปรบขวางพวกเปอรเ์ ซียท่ีมีเป็ น แสนไดด้ ว้ ยกาลงั คนไมก่ ่ีพนั ท่ีชอ่ งเขา เทอรม์ อพิลี นาโดยกษตั ริยล์ โี อไนดาส ท่ี 1 หยดุ พวกเปอรเ์ ซียไวไ้ ดห้ ลายวนั กอ่ นที่จะถกู ทาลาย ถ่วงเวลาใหช้ าว กรกี มีเวลาตง้ั ตวั ต่อกรกบั ชาว เปอรเ์ ซียไดส้ าเร็จในภายหลงั
เป็ นสงครามกลางเมืองระหวา่ ง รฐั ของชาวเอเธนส์ มหาอานาจทาง ทะเลกบั ชาวสปารต์ าชนชาตินกั รบ หลงั จากสงครามกบั พวกเปอรเ์ ซียได้ ไมน่ าน ชาวสปารต์ าไปขอความ ชว่ ยเหลือจากพวกเปอรเ์ ซียใหช้ ว่ ยต่อ เรือไปสกู้ บั ชาวเอเธนส์ ตดั เสบียงทาง ทะเลจนชาวเอเธนสอ์ ดอยากตอ้ งยอม แพไ้ ปในที่สดุ หลงั จากสงครามครง้ั น้ี รฐั กรกี ก็เร่ิมทาสงครามกนั เร่ือยมา ทาใหเ้ สื่อมอานาจลงอยา่ งรวดเร็วจน การมาถึงของชาวมาซีดอน
พวกโรมนั มีกษตั รยิ ป์ กครองกนั เรอื่ ยมาหลงั ตานานโรมู ลสุ กษตั รยิ ล์ กู หมาป่ าที่กอ่ ตง้ั กรงุ โรม จนมาถึงรน่ ุ ของกษตั รยิ ์ ทาควิน เป็ นองคส์ ดุ ทา้ ย ว่ากนั ว่าชาวโรมนั ไม่พอใจที่ทาควินส รา้ งส่ิงกอ่ สรา้ งต่าง ๆ มากมายจนประชาชนเดือดรอ้ นทาใหม้ ี ตระกลู ชน้ั สงู พวกแพทรเิ ซียน ท่ีมีอานาจในกรงุ โรมนาโดยสกลุ บรตู สั พากนั ขบั ไลพ่ ระองคล์ งจากบลั ลงั ก์
ตงั้ แต่นนั้ มาชาวโรมนั ก็ใชก้ ารปกครอง แบบสาธารณรฐั ปกครองโดยสภาซีเนต มาถึง 400 ปี จวบจนมาถึงยคุ ของ จกั รพรรดิออกสั ตสั จกั รพรรดิพระองค์ แรกของจกั รวรรดิโรมนั
พวกคนเถื่อนทางตอนเหนือของยโุ รปกา้ วรา้ วบกุ รกุ อาณาจกั รโรมนั กนั เป็ นวา่ เลน่ หนึ่งในนนั้ มี “แอตติลา” ผนู้ าของคนเถ่ือนที่เป็ นตานาน รวบรวมเหลา่ คนเถื่อน มาไวด้ ว้ ยกนั นากาลงั บกุ เขา้ ไปในอาณาจกั รโรมนั แต่ถึง กระนน้ั ก็ไมส่ ามารถท่ีจะบกุ เขา้ ไปถึงกรงุ โรมไดถ้ กู พวก โรมนั หยดุ ยง้ั ไวไ้ ดก้ อ่ น แลว้ ก็มาดว่ นตายไป แต่การกระทาของแอตติลาก็สง่ ผลใหพ้ วกคนเถ่ือน บกุ เขา้ ไปในจกั รวรรดิโรมนั จนในท่ีสดุ กรงุ โรมก็ถกู ตี แตกโดยพวกเยอรมนั เป็ นการส้นิ สดุ อิทธิพลของพวก โรมนั ในยโุ รปตะวนั ตก คงเหลอื แต่พวกโรมนั ที่กรงุ คอนสแตนติโนเบิลเท่านนั้ ท่ียงั คงแผอ่ ิทธิพลออกไป
ยคุ กลาง เรยี กอีกอยา่ งว่ายคุ มืดหมายถึงช่วงเวลาของความ เส่ือมโทรมทง้ั ทางวฒั นธรรมและทางสงั คมในยโุ รปหลงั จาก การลม่ สลายของจกั รวรรดิโรมนั มาจนถึงในสมยั ที่มีการ ฟ้ื นฟกู ารศึกษากนั ข้ึนอีกครงั้ แต่ความเขา้ ใจท่ีเพิ่มข้ึนในครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 19 ของ ความสาเรจ็ ต่างๆท่ีเกดิ ข้ึนในยคุ น้ีทาใหภ้ าพพจนข์ องลกั ษณะ ความเป็ นยคุ มืดเปล่ยี นไป ฉะนนั้ คาว่ายคุ มืดจึงจากดั เฉพาะ ช่วงเวลาหนึ่งภายในยคุ กลาง ที่สาคญั คือยคุ กลางตอนตน้ แต่การ จากดั น้ีกย็ งั ไม่เป็ นท่ีตกลงกนั ในหม่นู กั วิชาการสมยั ใหม่ผมู้ กั จะ เลีย่ งการใชค้ าน้ี
กรงุ โรมลม่ สลายพรอ้ มกบั การกา้ วข้ึนมาของคนเถื่อนทางเหนือ พวกแฟรงค์ คนเถ่ือนทางประเทศฝรงั่ เศสกา้ วข้ึนมาเป็ นใหญ่โดยการ นาของ “พระเจา้ ชารเ์ ลอมาญ” เม่ือรวบรวมดินแดนทางยโุ รปตะวนั ตก ไวไ้ ดม้ ากมายแลว้ ชาเลอรม์ าญกไ็ ปทาสญั ญากบั พระสนั ตะปาปาข้ึน เป็ นจกั รพรรดิของอาณาจกั รโรมนั ตะวนั ตก ตง้ั อาณาจกั รโรมนั ตะวนั ตกข้ึนมาใหม่จากท่ีเคยลม่ สลายลงไป ภายใตช้ ื่อ \"จกั รวรรดิโรมนั อนั ศกั ด์ิสิทธ์ิ\" ทงั้ น้ีกเ็ พ่ือจะไดเ้ ป็ นอิสระจาก อิทธิพลของอาณาจกั รโรมนั ตะวนั ออก
พระสนั ตะปาปาเรยี กรอ้ งใหช้ าวครสิ ตท์ กุ คนนากาลงั ไป ช่วยเหลือจกั รวรรดิโรมนั ตะวนั ออกที่กาลงั ถกู พวกอาหรบั กลนื กนิ กองทพั ของผศู้ รทั ธานากาลงั บกุ เขา้ ไปถึงกรงุ เยร ู ซาเลม ดินแดนอนั ศกั ดิ์สิทธิ์ในพระคาภีรฉ์ บบั เกา่ ของโมเสส ที่ถกู ชาวอาหรบั ครอบครอง กองทพั ครเู สดยดึ ดินแดนไดแ้ ถบรมิ ฝ่ังตะวนั ออกของทะเล เมดิเตอรเ์ รเนียนแลว้ ตง้ั เป็ นประเทศ อยมู่ าจนการมาถึงของ ซาลาดิน สลุ ต่านอาหรบั ท่ีสามารถบกุ ยดึ กรงุ เยรซู าเลมจาก พวกครเู สดได้ ตง้ั แต่นน้ั มานกั รบครเู สดท่ีถกู สง่ มาอีกหลาย ๆ ครงั้ กไ็ มส่ ามารถที่จะยดึ คืนกรงุ เยรซู าเลมกลบั มาไดอ้ ีกเลย
สงครามรอ้ ยปี เป็ นความขดั แยง้ ระหวา่ งองั กฤษและฝรงั่ เศส นาน 116 ปี นบั จาก พ.ศ. 1880 ถึง พ.ศ. 1996 เรมิ่ จากการอา้ งสิทธิ์ของ กษตั รยิ อ์ งั กฤษเหนือบลั ลงั กฝ์ รงั่ เศส คาท่ีนกั ประวตั ิศาสตรใ์ ชน้ ิยาม สงครามความขดั แยง้ แบ่งไดส้ ามถึงส่ีชว่ ง คือ สงครามยคุ เอ็ดเวิรด์ สงครามยคุ แครอไลน์ สงครามยคุ แลงคาสเตอร์ องั กฤษกบั ฝรงั่ เศสเป็ นไมเ้ บ่ือไมเ้ มากนั มานาน ชาวนอรม์ งั ดีบกุ ไป ชิงราชบงั ลงั กท์ ่ีเกาะองั กฤษเพราะยงั อยากท่ีจะไดด้ ินแดนของบรรพบรุ ษุ กลบั มาอีกครงั้ องั กฤษกบั ฝรง่ั เศสจึงทาสงครามกนั เรอื่ ยมา ช่วงหลงั ของสงครามองั กฤษสามารถบกุ เขา้ ไปยึดดินแดนของ ฝรง่ั เศสไดจ้ นเกือบจะส้นิ ชาติ แต่กม็ ีการมาถึงของหญิงสาว “ฌาน ดารค์ ” (โจนออฟอารค์ ) สาวชาวนาผไู้ ดร้ บั นิมิตจากพระเจา้ ใหน้ า ฝรง่ั เศสไปสเู่ อกราชจากพวกองั กฤษ แต่ไมท่ นั ท่ีจะจบสงครามโจนกถ็ กู จบั ไปเผาในขอ้ หาว่าเป็ นแม่มด แต่การกระทาของโจนก็ไม่เสยี เปล่าพวก ฝรง่ั เศสขบั ไลอ่ งั กฤษออกจากประเทศไดส้ าเรจ็
หลงั จากการลม่ สลายของกรงุ โรม โรมนั ทางฝ่ังตะวนั ออกก็ค่อยๆ ลืมเลอื นความยิง่ ใหญ่ของตวั เองในฟากตะวนั ตกไปหมด จกั รพรรดิ องคต์ ่อๆ มากไ็ ม่ใช่คนจากอิตาลีอีกต่อไป แต่เป็ นชาวกรกี ดง้ั เดิมที่อยู่ มากอ่ นพวกโรมนั พวกกรกี เมื่อไม่รสู้ กึ ถึงคณุ ค่าของความเป็ นโรมนั ก็ ตงั้ ชื่ออาณาจกั รใหมเ่ ป็ น “ไบแซนไทน”์ ตามชื่อเกา่ ของเมืองคอนสแตน ติโนเบิลเมืองที่มง่ั คง่ั ที่สดุ ในยโุ รปยคุ มืด แต่ชาวอาหรบั ที่ขยายอานาจออกมาก็ทาใหไ้ บแซนไทนเ์ ส่อื มอานาจ ลงเรอื่ ยๆ จนในท่ีสดุ ก็มาเสยี กรงุ ใหก้ บั ชาวเติรก์ ทาใหก้ รงุ ไบเซนติอมุ ก ลายเป็ นเมืองหลวงในช่ือ อิสตนั บลู
หรอื เรอแนซ็องส์ เป็ นชว่ งเวลาที่เกดิ การเปลย่ี นแปลงทาง วฒั นธรรมในทวีปยโุ รป ซ่งึ เป็ นจดุ เรม่ิ ตน้ ของวฒั นธรรมยคุ ใหม่ สมยั ฟ้ื นฟูศิลปวิทยาเป็ นการเคลอื่ นไหวทางวฒั นธรรมท่ีกนิ เวลาตงั้ แต่ราว ครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 14 ถึง 17 ประกอบดว้ ยการเปลยี่ นแปลงทาง วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ศาสนาและการเมอื ง การฟ้ื นฟกู ารศึกษาโดยอาศยั ผลงานคลาสสิก การพฒั นา จิตรกรรม และการปฏิรปู การศึกษาอยา่ งคอ่ ยเป็ นคอ่ ยไป ซง่ึ การ เปลี่ยนแปลงดงั กลา่ วไดอ้ าศยั พลงั ของนกั มนษุ ยนิยมและปัจเจกชน นิยมเป็ นเครอื่ งจงู ใจ เป็ นที่ยอมรบั กนั โดยทวั่ ไปวา่ สมยั ฟ้ื นฟศู ิลปวิทยา เกดิ ข้นึ ในฟลอเรนซ์ แควน้ ทสั กานี ในช่วงครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 14
หลงั จากสงครามครเู สดอนั ยาวนานรว่ ม 300 ปี ส้ินสดุ ลง ยโุ รปก็เขา้ ส่สู มยั ฟ้ื นฟศู ิลปวิทยา โดยในชว่ งแรกความรทู้ างศิลปะ และวิทยาการของกรีกและโรมนั ไดถ้ กู นาเขา้ มาผา่ นเอกสารและ หนงั สือท่ีนกั วิชาการมสุ ลิมในโลกอาหรบั ไดแ้ ปลไว้ เช่น ปรชั ญา ของอริสโตเติล และคณิตศาสตรข์ องกรีก ต่อมาการลม่ สลายของนครคอนสแตนติโนเปิ ล ศนู ยก์ ลางแห่ง จกั รวรรดิไบแซนไทน์ ในช่วงกลางศตวรรษท่ี 15 จากการรกุ รานของ สลุ ต่านเมหเ์ หม็ดที่ 2 แห่งจกั รวรรดิออตโตมนั ทาใหบ้ รรดาพระ และผมู้ ี วิชาความรใู้ นเมืองหอบตาราสาคญั ที่คดั ลอกดว้ ยมือ ต่างๆอนั เป็ นความรู้ และสมบตั ิทางวฒั นธรรมที่ตกทอดมาจากอารยธรรมกรีก และโรมนั ออกมาเผยแพรเ่ พ่ือต่อสงั คมยโุ รปในวงกวา้ ง และเน่ืองจากใน ขณะนนั้ เทคโนโลยกี ารพิมพ์ และการพิมพแ์ บบตวั เรยี ง เพิ่งไดร้ บั การ ประดิษฐข์ ้ึนโดยกเู ทนเบิรก์ ในยโุ รป ความรศู้ ิลปวิทยาการในสมยั คลาสสิค จึงแพรก่ ระจายไปไดเ้ รว็ มาก
ทาใหย้ โุ รปไดน้ าศิลปวิทยาการที่ไดร้ บั การเผยแพรใ่ หม่ เหลา่ น้ี มาสอนในมหาวิทยาลยั ตลอดจนนามาปรบั ปรงุ ดดั แปลงใหม่ ทาใหย้ โุ รปมีความเจรญิ กา้ วหนา้ ใน ศาสตรท์ กุ ๆ ดา้ น อาทิเช่น 1.ศิลปศาสตร์ ศิลปิ นและผลงานที่มีช่ือเสียง เช่น เลโอนารโ์ ด ดา วิน ชี ผวู้ าดรปู โมนาลิซา มีเกลนั เจโล ผปู้ ้ันรปู ปั้นเดวิด ซง่ึ เชื่อวา่ เป็ นชาย ที่มีสดั สว่ นสมบรู ณท์ ี่สดุ ในโลก ราฟาเอลผกู้ ากบั การสรา้ งและ ตกแต่งมหาวิหารนกั บญุ เปโตร เป็ นตน้ 2.เทคโนโลยี เทคโนโลยที ี่สาคญั คือ เทคโนโลยกี ารต่อเรอื โดยชาติที่ เป็ นผรู้ เิ รม่ิ คือ โปรตเุ กสและสเปน ซง่ึ ทาใหก้ ารติดต่อคา้ ขายกบั เอเชีย สะดวกข้นึ 3.วิทยาศาสตร์ แนวคิดที่สาคญั ไดแ้ ก่ การเลน่ แรแ่ ปรธาต ุ โดยพารา เซลซสั , แนวคิดระบบดวงอาทิตยเ์ ป็ นศนู ยก์ ลาง โดยนิโคเลาส์ โค เปอรน์ ิคสั และความรดู้ า้ นการแพทย์ โดยแอนเดรยี ส เวซาเลียส และ วิลเลียม ฮารว์ ีย์
หลงั สงครามโลกครงั้ ที่สอง ยโุ รปอยใู่ นสภาพที่ บอบช้าและเสียหายอยา่ งหนกั ในทกุ ดา้ น จึงทาใหม้ ีผนู้ าทาง การเมืองเกิดแนวความคิดที่จะสรา้ งอนาคตที่มีสนั ติภาพอยา่ ง ถาวร โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การปรองดองกนั ระหว่างสองรฐั ท่ีเคยได้ ทาสงครามที่สรา้ งความหายนะแกท่ วีปทง้ั ทวีป คือ ฝรง่ั เศส กบั เยอรมนี ซึ่งบคุ คลที่ไดเ้ สนอแนวคิดน้ี คือ นาย Jean Monnet และถกู นามาขยายผลโดยนาย Robert Schuman โดยวิธีการของการรวมตวั กนั ทางเศรษฐกิจกนั ระหว่างฝรงั่ เศสกบั เยอรมนี ใหใ้ กลช้ ิดกนั จนกระทง่ั ทง้ั สองประเทศจะไมส่ ามารถทาสงครามระหว่างกนั ได้ แต่ในขณะเดียวกนั ก็มีเป้ าหมายในระยะยาวท่ีจะสรา้ งความเป็ นเอกภาพ ระหว่างประชาชนชาวยโุ รป เพ่ือมิใหม้ ีการแตกแยกและนาไปสกู่ ารทา สงครามระหว่างกนั ในอนาคตดว้ ย
สหภาพยโุ รป เป็ นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบดว้ ยรฐั สมาชิก 27 ประเทศซ่ึงสว่ นใหญ่ตงั้ อยใู่ นทวีปยโุ รป มีพ้ืนที่ 4,233,255 ตารางกิโลเมตร มี ประชากรท่ีประเมินกว่า 447 ลา้ นคน สหภาพยโุ รปพฒั นาตลาดเด่ียวภายในผ่าน ระบบกฎหมายทาใหเ้ ป็ นมาตรฐานซึ่งใชบ้ งั คบั ในรฐั สมาชิกทกุ ประเทศ นโยบายสหภาพยโุ รปมงุ่ ประกนั การเคลื่อนยา้ ยบคุ คล สินคา้ บริการและทนุ อยา่ ง เสรใี นตลาดเดี่ยว ตรากฎหมายดา้ นยตุ ิธรรมและกิจการในประเทศและธารงนโยบาย รว่ มกนั ดา้ นการคา้ เกษตรกรรมการประมงและการพฒั นาภมู ิภาค การควบคมุ หนงั สือ เดินทางถกู เลิกภายในพ้ืนที่เชงเกน มีการตงั้ สหภาพการเงินในปี 2542 และมีผลบงั คบั เต็มท่ีในปี 2545 ประกอบดว้ ยรฐั สมาชิกสหภาพยโุ รป 19 ประเทศซ่ึงใชส้ กลุ เงินยโู ร
กาเนิดของชนชน้ั กลาง ในสมยั กลางตอนตน้ สงั คมของตะวนั ตกประกอบดว้ ย ชนชน้ั ๓ ฐานนั ดร ไดแ้ ก่ กษตั รยิ -์ ขนุ นาง นกั บวช และชาวไร-่ ชาวนา แต่เม่ือมีการฟ้ื นตวั ของ เศรษฐกิจและเมืองข้ึนในครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี ๑๑ สงั คมยโุ รปก็เกิดชนชนั้ ใหม่ คือ ชนชน้ั กลางหรอื ชนชนั้ กระฎมุ พี ท่ีประกอบอาชีพต่างๆ เชน่ ชา่ งฝี มือ ลกู จา้ ง พ่อคา้ อาจารย์ นกั ศึกษา โดยอาศยั อยใู่ นเขตเมือง ถือว่าเป็ น ชนชนั้ ใหม่ ของ สงั คมตะวนั ตก ชนชน้ั กลางเหลา่ น้ีไดร้ ว่ มกนั วางรากฐานความเจรญิ ใหแ้ กส่ งั คมยโุ รป และปลกู ฝังอดุ มการณแ์ ละวิธีการปฏิบตั ิในการอยรู่ ว่ มกนั เชน่ สิทธิและหนา้ ที่ ของชาวเมือง การจดั เก็บภาษีและค่าปรบั เป็ นตน้ เพ่ือนารายไดม้ าบริหาร การ ทานบุ ารงุ แลการป้ องกนั เมือง สง่ เสรมิ และขยายการศึกษาการจดั ตง้ั มหาวิทยาลยั และเกิดการฟ้ื นฟศู ิลปวิทยาการและความเจริญอื่นๆ ตลอดจน สง่ เสรมิ คณุ ธรรมและใหค้ วามสาคญั แกส่ ิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ปัจเจกบคุ คล ซ่ึงเป็ นพ้ืนฐานสาคญั ที่ทาใหส้ งั คมยโุ รปสามารถพฒั นาระบอบ การปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย
การขยายตวั ของเมืองในยคุ ปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรม การขยายตวั ของเมืองในยคุ ปฏิวตั ิอตุ สาหกรรมเด่นชดั ข้ึนในกลาง ครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี ๑๙ กลา่ วคือใน ค.ศ. ๑๘๕๑ การสารวจสามะโนครวั ในองั กฤษ บ่งช้ีใหเ้ ห็นเป็ นครง้ั แรกว่ามีประชากรอาศยั อยใู่ นเขตเมืองมากกว่าอยใู่ นเขต ชนบท ขณะท่ีประเทศอื่นๆ ก็มีแนวโนม้ ของสงั คมเมืองในลกั ษณะเดียวกนั น้ีดว้ ย แต่เม่ือส้ินคริสตศ์ ตวรรษที่ ๑๙ มีเมืองกว่า ๕๐ แห่งท่ีมีประชากรมากกว่า ๑ ลา้ น คน ปัจจบุ นั ประชากรส่วนใหญ่ในทวีปยโุ รปมากกว่ารอ้ ยละ ๕๐-๖๐ อาศยั อยใู่ น เขตเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่
ศิลปะยโุ รปประติมากรรมลา้ ค่า และการใชแ้ รโ่ ลหะในการทาศิลปะ หลากหลายเกิดข้ึนในยโุ รปและเกาะองั กฤษระหว่างศตวรรษท่ี 7 และ 18 ศตวรรษ ก่อนหนา้ น้ีรวมถึงรปู ปั้นของฝรงั่ เศส ไฮไลทภ์ าพที่สาคญั มากมายกลายเป็ นโซนที่ ชาวยโุ รปเขา้ มาชมมากท่ีสดุ นนั้ เพราะว่าพวกเขาตอ้ งการรสู้ ่ิงท่ีเกิดข้นึ ในยคุ นนั้ แบบละเอียด งานศิลปะในรปู แบบของงานประติมากรรมเป็ นงานที่มีประวตั ิศาสตรม์ า อยา่ งยาวนาน โดยเฉพาะในดินแดนที่รง่ ุ เรืองในอดีตอยา่ งทวีปยโุ รป งาน ลกั ษณะแบบน้ีถือว่าเป็ นงานท่ีเราสามารถพบเห็นกนั ไดจ้ ากการคน้ พบของเหลา่ บรรดานกั โบราณคดี เป็ นงานท่ีชว่ ยสรา้ งประวตั ิศาสตรใ์ หม้ ีความเป็ นจรงิ มาก ยิง่ ข้ึนเรือ่ ยๆ ว่าในช่วงอดีตที่ผ่านมามนั มีเร่อื งราวอะไรท่ีเรายงั ตอ้ งศึกษากนั อีกบา้ ง ซึ่งหากแบ่งงานประติมากรรมของยโุ รปจรงิ ๆ แลว้ มนั ก็สามารถแบ่ง ออกแบบกวา้ งๆ ไดเ้ ป็ น 4 ยคุ งานประติมากรรมศิลปะของยโุ รป
1. ยคุ กอ่ นประวตั ิศาสตร์ – เป็ นยคุ ดึกดาบรรพย์ อ้ นกลบั ไปราวๆ 30,000 ปี ก่อนครสิ ตกาล งานประติมากรรมสว่ นใหญ่จะเป็ นการที่ มนษุ ยใ์ นยคุ นน้ั ไดใ้ ชก้ ารขีดเขียนกาแพง ถ้า เป็ นภาพต่างๆ อาทิ ภาพสตั ว์ ภาพตน้ ไม้ เป็ นการแสดงออกถึงดา้ นของวิถีชีวิตประจาวนั ของคนในยคุ ดงั กลา่ ว รวมถึงการแกะสลกั กระดกู หรอื การแกะสลกั หิน เราเรยี กงานประติมากรรมจาพวกน้ีว่า วีนสั ตวั ศีรษะจะไม่แสดง ห ู ตา จมกู หาง ทาเป็ นป่ มุ เลก็ ๆ แขนขาลบี ทอ้ งใหญ่ งาน ประติมากรรมเด่นๆ ของยคุ น้ี เช่น วีนสั แห่งวิลเลนดรอฟ 2. ยคุ โบราณ – เป็ นศิลปะดา้ นประติมากรรมในยคุ น้ีก็จะมีค่อนขา้ งหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ก็ยงั คงเป็ นงานประติมากรรมในยคุ รง่ ุ เรืองของดินแดนในอดีตอยา่ ง กรีกโบราณ อาณาจกั รโรมนั เชน่ เคลโอบิลและบิทอน เป็ นประติมากรรมรปู ป้ัน เปลอื ย, ประติมากรรมคนขบั รถมา้ แห่งเดลฟ์ , ประติมากรรมหน่มุ คริทิออสที่ถกู สรา้ งข้ึนมาในช่วง 480 ปี กอ่ นครสิ ตกาล, รปู สลกั ครง่ึ ตวั ของจกั รพรรดิเฮเดรียน, รปู สลกั ครึ่งตวั ของเฮอรค์ ิวลิส, ประติมากรรมนนู บนโลงหินพอรโ์ ตนชั โช
3. ยคุ กลาง – เป็ นยคุ ท่ีเรม่ิ เขา้ ถึงกนั ไดง้ ่ายข้ึนกว่ายคุ โบราณ เรมิ่ มี การบนั ทึกประวตั ิศาสตรท์ ่ีแน่นอนมากยงิ่ ข้ึน งานประติมากรรมในยคุ น้ีจึงเรม่ิ เป็ นงานประติมากรรมท่ีค่อนขา้ งน่าสนใจมากพอสมควร สว่ น ใหญ่เร่ิมทาใหผ้ ทู้ ่ีคน้ พบเขา้ ใจในความเป็ นพ้ืนที่ของบรเิ วณดงั กลา่ ว มากย่ิงข้ึน เชน่ ประติมากรรมคลา้ ยของจริงของพระเยซ,ู ประติมากรรมเซลลินี, ประติมากรรมโบโลญญา เป็ นตน้ งาน ประติมากรรมเหลา่ น้ีสามารถบ่งบอกความเป็ นตวั ตนของชนชาติท่ี สรา้ งงานข้ึนมาไดเ้ ป็ นอยา่ งดี ทาใหส้ ามารถเรยี นรสู้ ่ิงต่างๆ ไดง้ ่ายข้ึน 4. ยคุ สมยั ใหม่ – น่ีคือยคุ ของงานประติมากรรมที่ทกุ คนสามารถจบั ตอ้ งได้ มีการ บนั ทึกเป็ นประวตั ิศาสตรเ์ อาไวอ้ ยา่ งชดั เจน แต่สว่ นมากมกั จะกลายเป็ นงานท่ีไดร้ บั แรงบนั ดาลใจมาจากงานประติมากรรมยคุ กอ่ นๆ ทาใหห้ ากสงั เกตดีๆ การ ประติมากรรมในยคุ สมยั ใหมน่ ้ีจะถกู สรา้ งคลา้ ยๆ กบั ยคุ โบราณเสียเยอะ อาทิ ประติมากรรมรปู สลกั เดวิด, ประติมากรรมรปู สลกั ลาปิ เอตา เป็ นตน้ งาน ประติมากรรมในยคุ น้ีจึงค่อนขา้ งไดก้ ลิ่นอายของความเป็ นอดีตถกู ผสมผสานเขา้ ไป อยา่ งเต็มตวั นบั ว่าเป็ นงานประติมากรรมที่งดงามไมน่ อ้ ยเลยทีเดียว
ในองั กฤษ พระเจา้ จอหน์ ทรงยอมรบั แมกนาคารต์ า หรอื มหากฎบตั ร ท่ีขนุ นาง พระ พ่อคา้ และประชาชนรวมตวั กนั บีบบงั คบั ใหพ้ ระองคย์ อมรบั ขอ้ ตกลงที่ เป็ นลายลกั ษณอ์ กั ษรในการจากดั พระราชอานาจไมใ่ หใ้ ชพ้ ระราชอานาจเกิน ขอบเขตในการเก็บภาษีอากร การลงโทษและอ่ืนๆ ต่อมาไดเ้ กิดรฐั สภา ที่ ประกอบดว้ ย สภาขนุ นาง และ สภาสามญั ที่มีสว่ นสาคญั ในการลดอานาจสิทธิ์ ของกษตั รยิ ์ ต่อมาเม่ือกษตั รยิ พ์ ยายามจะละเลยอานาจของรฐั สภา สภาและประชาชนได้ รว่ มกนั ก่อการปฏิวตั ิอนั รง่ ุ โรจน์ ข้ึนใน ค.ศ.๑๖๘๘ ขบั กษตั ริยอ์ อกจากบลั ลงั โดยไม่ มีการนองเลือดและใหก้ ษตั ริยพ์ ระองคใ์ หม่ยอมรบั ในอานาจของรฐั สภา นบั เป็ น การส้ินสดุ ของการพยายามใชอ้ านาจปกครองอยา่ งเด็ดขาดของกษตั รยิ ์ และเป็ น จดุ เริ่มตน้ ของการปกครองแบบกษตั รยิ ภ์ ายใตร้ ฐั ธรรมนญู อยา่ งแทจ้ รงิ ทง้ั ยงั ยตุ ิ ปัญหาความแตกแยกทางศาสนาภายในประเทศโดยกาหนดใหก้ ษตั ริยต์ อ้ งทรงนบั ถือและเป็ นองคศ์ าสนปู ถมั ภกของนิกายแองกลิคนั หรอื นิกายองั กฤษ
คือ ระบอบการปกครองท่ีมีกษตั รยิ เ์ ป็ นผปู้ กครองและมีสิทธ์ิขาดในการบรหิ าร ประเทศ ในระบอบการปกครองน้ี กษตั ริยก์ ็คือกฎหมาย กลา่ วคือ ที่มาของ กฎหมายทง้ั ปวงอยทู่ ี่กษตั ริย์ คาสงั่ ความตอ้ งการต่าง ๆ ลว้ นมีผลเป็ น กฎหมาย กษตั รยิ ม์ ีอานาจในการปกครองแผน่ ดินและพลเมืองโดยอิสระ โดยไม่ มีกฎหมายหรือองคก์ รตามกฎหมายใด ๆ จะหา้ มปรามได้ แมอ้ งคก์ รทาง ศาสนาอาจทดั ทานกษตั ริยจ์ ากการกระทาบางอยา่ งและองคร์ ฏั ฐาธิปัตย์ นน้ั จะ ถกู คาดหวงั ว่าจะปฏิบตั ิตามธรรมเนียม แต่ในระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชยน์ นั้ ไม่มีรฐั ธรรมนญู หรือกฎหมายใด ๆ ท่ีจะอยเู่ หนือกว่าคาช้ีขาดของรฏั ฐาธิปัตย์ ตามทฤษฎีพลเมืองนน้ั ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชยม์ อบความไวว้ างใจ ทงั้ หมดใหก้ บั พระเจา้ แผน่ ดินที่ดีพรอ้ มทางสายเลอื ดและไดร้ บั การเล้ยี งด ู ฝึ กฝนมาอยา่ งดีตงั้ แต่เกิด
1.ระบอบประชาธิปไตย เป็ นระบอบที่เนน้ ความเป็ นปัจเจกบคุ คลนิยม เหตผุ ล นิยม และเสรภี าพ หลกั การสาคญั ของแนวความคิดประชาธิปไตย คือ สิทธิ เสรภี าพของประชาชน ประชาชนเป็ นท่ีมาของอานาจอธิปไตย ทกุ คนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคภายใตก้ ฎหมาย การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีตน้ กาเนิดมาตง้ั แต่สมยั กรกี โบราณ เมื่อกว่า ๕๐๐ ปี กอ่ นครสิ ตศ์ กั ราช โดยนคร รฐั เอเธนสเ์ ป็ นดินแดนแห่งแรกท่ีใหส้ ิทธิแกพ่ ลเมืองเพศชายท่ีเป็ นเสรชี นทกุ คนมี สิทธิในการเลือกตง้ั และเขา้ นง่ั ในสภา ทงั้ ยงั ดารงตาแหน่งผปู้ กครองได้ ระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยเป็ นระบอบการปกครองท่ีประชาชนมีอานาจ สงู สดุ โดยมีรฐั สภาทาหนา้ ท่ีเป็ นตวั แทนของประชาชน
2.ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ เป็ นระบอบการปกครองที่อา้ งอดุ ม การณข์ องลทั ธิมากซใ์ นการสรา้ งสงั คมท่ีปราศจากชนชนั้ และมีความ เสมอภาคกนั ในดา้ นต่างๆ โดยชนชน้ั แรงงานเป็ นผปู้ กครองประเทศ ระบอบเผด็จการคอมมิวนิสตม์ ีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ผนู้ าพรรคคอมมิวนิสตแ์ ละผนู้ ารฐั เป็ นคนเดียวกนั สหภาพโซเวียต เป็ นประเทศแรกที่มีการปกครองในระบอบเผด็จการคอมมิวนิสตภ์ ายหลงั การ ปฏิวตั ิรสั เซียในเดือนตลุ าคม ค.ศ. ๑๙๑๗ หลงั สงครามโลกครงั้ ที่ ๒ ก็มีประเทศอ่ืน ปกครองในระบอบเผด็จการคอมมิวนิสตอ์ ีก ๑๖ ประเทศ แต่เม่ือสหภาพโซเวียตลม่ สลายลงใน ค.ศ. ๑๙๙๑ ก็เหลอื เพียงไมก่ ่ีประเทศ เชน่ จีน คิวบา เกาหลเี หนือ เป็ น ตน้ ส่วนบรรดาประเทศบริวารของสหภาพโซเวียตเดิม ก็ตอ้ งปฏิรปู การปกครอง ตนเองในแนวทางของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยดว้ ย
เศรษฐกิจแบบพาณิชยนิยม เป็ นระบบเศรษฐกิจท่ีเกิดข้ึนและพฒั นา พรอ้ มๆ กบั การกอ่ ตวั ของรฐั ชาติ เป็ นรปู แบบของเศรษฐกิจครสิ ตศ์ ตวรรษที่ ๑๖-๑๘ โดยรฐั เขา้ ควบคมุ อตุ สาหกรรมและการคา้ ภายในประเทศ สง่ เสรมิ การ ดาเนินธรุ กิจของพ่อคา้ การสง่ สินคา้ ออก และกีดกนั การนาเขา้ สินคา้ จาก ต่างประเทศลทั ธิพาณิชยนิยมเป็ นผลจากความเช่ือว่าการควบคมุ และการดาเนิน ธรุ กิจต่างๆ จะทาใหร้ ฐั มน่ั คง เขม้ แข็ง ดงั นน้ั จึงถือเป็ นหนา้ ที่และความจาเป็ นของรฐั ที่จะตอ้ งดาเนินการทกุ วิถีทางเพ่ือเป็ นเจา้ ของทรพั ยากรและโภคทรพั ยต์ ่างๆ และเขา้ ครอบครอง ดินแดนต่างๆ แลว้ จดั ตง้ั เป็ นอาณานิคม เผยแผศ่ าสนา ทา้ ยที่สดุ ก็กอ่ ใหเ้ กิด ความขดั แยง้ กนั เองและเขา้ สสู่ งคราม กลายเป็ นสงครามท่ีลกุ ลามในภมู ิภาคอื่นๆ ของโลก เช่น สงครามเจ็ดปี ระหว่างฝรง่ั เศสและออสเตรยี กบั องั กฤษและป รสั เซีย ก่อใหเ้ กิดการรบกนั ทงั้ ในทวีปยโุ รป อเมริกา และเอเชีย
เป็ นระบบเศรษฐกิจซึ่งเจา้ ของเอกชนเป็ นผคู้ วบคมุ การคา้ อตุ สาหกรรม และวิถีการผลติ โดยมีเป้ าหมายเพ่ือทากาไรในเศรษฐกิจแบบตลาดคณุ ลกั ษณะ สาคญั ของทนุ นิยม ไดแ้ ก่ การสะสมทนุ ตลาดแข่งขนั และค่าจา้ งแรงงานใน เศรษฐกิจแบบทนุ นิยม โดยทวั่ ไปภาคีในปฏิสมั พนั ธก์ าหนดราคาท่ีมีการ แลกเปล่ียนสินทรพั ย์ สินคา้ และบรกิ าร ระดบั การแข่งขนั บทบาทการแทรกแซงและจดั ระเบียบ ตลอดจนขอบเขต ของหน่วยงานธรุ กิจที่รฐั เป็ นเจา้ ของแตกต่างกนั ไปตามทนุ นิยมแต่ละแบบ[5] นกั เศรษฐศาสตร์ นกั เศรษฐศาสตรก์ ารเมือง และนกั ประวตั ิศาสตรไ์ ดย้ ดึ มมุ มองการวิเคราะหท์ นุ นิยมแตกต่างกนั และยอมรบั ทนุ นิยมหลายแบบในทาง ปฏิบตั ิ แบบของทนุ นิยมรวมถึงทนุ นิยมปลอ่ ยใหท้ าไป ทนุ นิยมแบบสวัสดิการ และทนุ นิยมโดยรฐั โดยแต่ละแบบเนน้ ระดบั การพึ่งพาตลาด หน่วยงานธรุ กิจที่ รฐั เป็ นเจา้ ของและการรวมนโยบายทางสงั คมแตกต่างกนั การท่ีแต่ละตลาดมี ความเป็ นอิสระมากเพียงไร ตลอดจนกฎนิยามกรรมสิทธ์ิส่วนบคุ คลมีขอบเขต เป็ นอยา่ งไรนน้ั เป็ นเร่อื งของการเมืองและนโยบาย หลายรฐั ใชร้ ะบบที่เรียกว่า เศรษฐกิจแบบผสมทนุ นิยม ซ่ึงหมายความถึงการผสมระหว่างสว่ นท่ีมีการ วางแผนจากส่วนกลางและขบั เคลอื่ นโดยตลาด
เศรษฐกจิ แบบสงั คมนิยม เป็ นระบบเศรษฐกิจที่พฒั นามา จากแนวความคิดทางการเมืองของคารล์ มากซ์ นกั สงั คมนิยมท่ี มีช่ือเสียงของยโุ รป เกดิ ข้ึนกลางครสิ ตศ์ ตวรรษที่ ๑๙ เพื่อตอบโต้ การขยายตวั ของลทั ธิทนุ นิยมและการเอารดั เอาเปรยี บชนชนั้ แรงงาน เขาตอ้ งการสรา้ งระบบเศรษฐกจิ ที่เสมอภาค คือ การ ยกเลกิ กรรมสิทธิ์ทรพั ยส์ ินสว่ นบคุ คล และใหม้ ีการจดั การ ทางการผลิตโดยชนชน้ั แรงงาน ซ่ึงชนชน้ั แรงงานจะใชอ้ านาจ เผด็จการในการปกครองเพ่ือผลกั ดนั นโยบายสงั คมนิยมให้ บรรลผุ ลสาเรจ็
1.แนวคิดประชาธิปไตยสมยั กรกี เป็ น แม่แบบของระบอบการก ครองแบบ ประชาธิปไตยและระบอบกษตั รยิ ภ์ ายใต้ รฐั ธรรมนญู 2.งานศิลปะแขนงต่างๆ สมยั กรกี โรมนั เป็ นตน้ แบบในงาน สรา้ งสรรคท์ ว่ั โลกโดย เฉพาะงานสถาปัตยกรรม 3.งานศิลปะแขนงต่างๆ สมยั กรกี โรมนั เป็ นตน้ แบบในงาน สรา้ งสรรคท์ ว่ั โลกโดย เฉพาะงานสถาปัตยกรรม 4.ยคุ การคน้ พบ เกิดลทั ธิพาณิชยนิยม และการปฏิวตั ิทางการคา้ ครสิ ตศ์ าสนา ภาษาตะวนั ตก และเช้ือโรคบางชนิดแพร่ ไปทวั่ โลก 5.ยคุ การคน้ พบ เกดิ ลทั ธิพาณิชยนิยม และการปฏิวตั ิทางการคา้ ครสิ ตศ์ าสนา ภาษาตะวนั ตก และเช้ือโรคบางชนิดแพร่ ไปทวั่ โลก 6.การปฏิวตั ิดา้ นต่างๆ ในยคุ ภมู ิธรรม นาโลกเขา้ สสู่ งั คมแห่ง อตุ สาหกรรม ทนุ นิยม เทคโนโลยี ประชาธิปไตย และชาตินิยม 7.หลงั ส้ินสดุ สงครามโลกครง้ั ที่ ๒ เกิดการจดั ตง้ั องคก์ รระหว่าง ประเทศเพื่อ เสรมิ สรา้ งสนั ติภาพและความรว่ มมือ ของโลก 8.ผลจากลทั ธิสงั คมนิยมนาไปสก่ ู ารปฏิวตั ิรสั เซีย เกิดการปกครอง ระบอบ คอมมิวนิสตแ์ ละขยายตวั ไปยงั ท่ีต่างๆ ทวั่ โลก 9.การจดั ตง้ั สหภาพยโุ รปหรอื อียกู ลาย เป็ นแม่แบบในการจดั ตง้ั อาเซียนใน ภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้
Search
Read the Text Version
- 1 - 39
Pages: