Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์

Published by nuttaveenamin, 2021-07-05 07:59:04

Description: ประวัติศาสตร์

Search

Read the Text Version

การติดตอ ระหวา งโลกตะวันออก เจง้ิ เหอ กบั โลกตะวันตกในสมยั โบราณ มหาขนั ที ผบู ญั ชาการ เสนทางสายไหม ทหารเรือจนี ค๑.๓ศ๐. -ปคก .ศอ .น๑๔๕๓ เสนทางสายไหมทางบก กกาารรเคดานิ ขทาายง เสนทางสายไหมทางทะเล กาศราเสผนยาแผ เสน ทางสายไหม เร่มิ จากจีน - อนิ เดีย - เอเซยี กลาง เอเซยี ไมเนอร เมโสโปเตเมีย (อหิ ราน) อียิปต แอฟริกาเหนือ กรีซ - โรม เสนทางสายไหมกอใหเกดิ การแลกเปล่ยี นทางวัฒนธรรม และอารยธรรมในทุกสาขา ระหวางโลกตะวนั ออกกับโลกตะวันตก มารโคโปโล (ค.ศ. ๑๒๕๔ - ๑๓๒๔) เรื่องราวการเดนิ ทางของเขาตลอดเสนทางไปสู ราชสํานักจีน เปนแรงบันดาลใจใหชาวตะวันตกสนใจใครรูเรื่องราวของโลกตะวันออก จนนาํ ไปสกู ารสํารวจทางทะเลในยุคตอมา เสน ทางสาํ รวจทางบก เสนทางสาํ รวจทางทะเล มารโคโปโล เสน ทางสํารวจ เสนทางกลบั ผูเขียนบันทึก ของมารโคโปโล เสนทางไป เดนิ ทางมายงั จีน แแลละกวเปฒั ลนีย่ ธนรครวมามรู เสนทางอัญเชิญพระไตรปฎ ก ของพระถงั ซัมจง๋ั ๑๔๔

การขยายอาณาเขตของอเล็กซานเดอร ประวัติศาสตรสากล ๑๔๕ อเล็กซานเดอรมหาราช (๓๕๖ - ๓๒๓ ป กอน ค.ศ.) การแผพ ระราชอํานาจของ พระองค จากคาบสมุทรบอลขา น ไปจนถงึ ปากีสถานในปจ จบุ นั ทําให อารยธรรมกรีกแผข ยายออกไป ทัว่ เอเชีย - แอฟริกา ดินแดนภายใตการยึดครองของอเลก็ ซานเดอร การขยายอาณาเขตของเจงกสิ ขาน มองโกล ตีแผขยายอาณาเขตยาวไกลไปจนถึงยุโรป ขกยาารสยองคาํ รนาามจ สงครามครเู สด กศาารสขนยาาอยสิ ตลัวาขมอง ระหวาง ค.ศ. ๖๒๒ - ๗๕๐ ภาพกรุงเยรูซาเลมในสงครามครเู สดครงั้ แรก

เหตกุ ารณส ําคัญของโลกในสมยั กลาง (คริสตศตวรรษท่ี ๕ - คริสตศ ตวรรษท่ี ๑๕) เม่ือจักรวรรดิโรมันตะวันตกลมสลายใน ค.ศ. ๔๗๖ ครสิ ตศ าสนาโรมนั คาทอลกิ มอี าํ นาจครอบคลมุ สงั คมชาวยโุ รป ท้ังมวล สังคมเปนระบบศักดินาสวามิภักด์ิ (Feudalism) สมยั กลางสน้ิ สดุ ลงเมอื่ อาณาจกั รโรมนั ตะวนั ออกลม สลายลง ใน ค.ศ. ๑๔๕๓ ยุคมดื (Dark Ages) ระบบฟวดลั (Feudalism) Act of Homage คอื พิธแี สดงความ จงรักภักดีของขารับใชท่ีมีตอขุนนาง หลังจากจักรวรรดิโรมันลมสลาย แวนแควนตางๆ จะดูแลคุมครอง เจาของทด่ี นิ ของตน สังคมยุโรปวุนวายจากการรุกราน ประชาชนอยางเบ็ดเสร็จ ขุนนาง ของอานารยชนเผาตางๆ จากยโุ รป เจาของที่ดิน (Lord) มีสิทธิในการ เหนอื เปนสภาพสงั คมของยุคกลาง ครอบครองที่ดิน ประชาชนท่ีอาศัย ตอนตน อยูในที่ดินเรียกวา ขารับใช (Vassal) ความสมั พนั ธใ นระบบฟล ดลั เปน ระบบ อุปถัมถระหวางเจานายกับขารับใช ระบบแมนเนอร (Manorialism) อัศวิน (Knight) ศนู ยก ลางของแมนเนอรอ ยทู ปี่ ราสาทของ คือนักรบทหารมาเม่ือรบจนได ขุนนาง ชาวนาซ่ึงเปนทาสติดท่ีดิน เปน ชยั ชนะกจ็ ะไดร บั ทด่ี นิ ปราสาท และ หนวยเศรษฐกิจท่ีพึ่งพาตนเองได โดย มยี ศศกั ดม์ิ สี ทิ ธพิ เิ ศษเหนอื สามญั ชน ลอรด วสั ซลั และทาสมคี วามสมั พนั ธก นั ใน อัศวินจะตองจงรักภักดีตอกษัตริย ระบบอปุ ถมั ภ และปกปองศาสนา ยคุ แหง ศรทั ธา (Age of Faith) (สTงhคeราCมrคuรsเู aสdดes) ผลของสงครามครูเสด ศาสนาคริสตมีอิทธิพลตอการเมือง ระหวาง ค.ศ. ๑๐๙๖ - ๑๒๙๑ เปน จกั รวรรดไิ บแซนไทนล ม สลาย การปกครอง การดําเนินชีวิต และ สงครามระหวางชาวคริสตในยุโรป กษตั ริยม ีอํานาจมากขึ้น เกิด ศิลปวฒั นธรรมในสงั คมยุคกลาง กบั มสุ ลมิ ที่ยดึ ครองนครเยรูซาเล็ม การพัฒนาเสนทางการคา ทางทะเล เมืองกลายเปน ศูนยกลางของชุมชน เกิด ชนช้นั กลาง โลกทัศนข องชาว ยโุ รปกวางขวางขนึ้ ๑๔๖

เหตกุ ารณสาํ คญั ของโลกสมัยใปรหะวตั ศิมาสต รสากล ๑๔๗ (ครสิ ตศ ตวรรษที่ ๑๕ - ๒๐) การฟนฟูศิลปวิทยาการ การนําศลิ ปวทิ ยาการของกรีกและโรมนั มาศกึ ษาใหม ในชวงครสิ ตศ ตวรรษท่ี ๑๔ - ๑๖ ใหค วามสําคัญกับความเปนมนษุ ยนิยม (Humanism) ถือเปน จดุ เชือ่ มตอ ของ ประวตั ิศาสตรสมยั กลาง กบั ประวัตศิ าสตรสมัยใหม สาเหตุ ผล ๑. การขยายตัวทางการคา และความเจริญ ๑. ทําใหเกดิ การปฎิรูปศาสนา การสํารวจทาง ทางเศรษฐกิจ ทะเล การปฏวิ ตั วิ ทิ ยาศาสตร การปฏวิ ัติ ๒. ความเส่อื มศรัทธาในสถาบนั ศาสนาครสิ ต อตุ สาหกรรม และการปฏวิ ตั ทิ างภูมปิ ญ ญา ๓. ทัศนะคตขิ องชาวยโุ รปเปลี่ยนแปลง ๒. การแสวงหาความรอู ยา งกวา งขวาง ๔. การลมสลายของจกั รวรรดไิ บแซนไทน และสรางสรรคสง่ิ ตางๆเพือ่ สนองตนเอง ความเจริญในสมยั ศิลปกรรม วรรณกรรม การฟน ฟศู ิลปวทิ ยาการ ฟรานเซสโก เพทรารก ไมเคิลแอนเจโล บูโอนารโรตี (Francesco Petrarca) (Michel Angelo Buonarroti) กวนี ิพนธ ไดรับการยกยอง รูปสลกั เดวิด และปเอตา (Pieta) วา เปนบดิ าแหง มนุษยนิยม ภาพเขยี นทีโ่ บสถซสี ตนิ ในมหาวหิ ารเซนตปเตอรท ก่ี รุงโรม นโิ คโล มาเคียเวลล่ี เลโอนารโ ด ดา วนิ ชี (Nicolo Machiavelli) (Leonardo da Vinci) เจา ผูค รองนคร (The Prince) ภาพอาหารมอ้ื สุดทา ย (The last Suppy) และ เซอรทอมสั มอร โมนาลิซา (Monalisa) (Sir Thomas More) ราฟาเอล เมอื งในอดุ มคติ หรอื (Raphael) ยโู ทเปย (Utopia) ภาพพระมารดา และพระบตุ ร วิทยาการ และนกั บญุ จอหน วลิ เลีย่ ม เชคสเปยร ดานอน่ื ๆ โยฮนั กูเตนเบิรก (William Shakespeare) (Johannes Gutenburg) บทละครเร่ือง โรมิโอ - จเู ลียต ระบบการพมิ พโดยการเรียงตัวอกั ษร เวนิสวาณชิ

สาเหตุ ผล เรอื ของเมกเจลลัน เดินทางรอบโลก ๑. ความเจริญกา วหนา ๑. อารยธรรมตะวนั ตกเผยแพรไ ป สำเรจ็ เปนคร้ังแรก ทางวิทยาการ สดู ินแดนตางๆ ๒. ความตอ งการดา นการคา ๒. การแพรกระจายของพนั ธพุ ืชและสัตว ๓. การเผยแผคริสตศาสนา ๓. การแพรระบาดของโรคตดิ ตอ ๔. ความตองการสรา งช่ือเสียง ๔. การปฏิวตั ทิ างการคา และ และเกียรตภิ มู ิ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกจิ เฟอรด นิ นั ด แมกเจลลนั (Ferdinand Magellan) พบหมเู กาะฟลปิ ปน ส ไดเปนอาณานคิ ม ครสิ โตเฟอร โคลัมบสั วาสโก ดา กามา ๑๕๔๑ (Christopher Columbus) (Vasco da Garma) ๑๕๓๔ พบหมเู กาะเวสตอนิ ดสี เดินทางมาถงึ เมือง (West Indies) ในอเมรกิ าใต กาลิกตั ของอินเดยี ๑๕๒๒ จารค การต เิ ยร  (Jacques Cartier) ๑๕๑๙ สำรวจแมน้ำ เซนตลอเรนซ ครสิ ตศ ตวรรษที่ ๑๕ โปรตเุ กสกบั สเปน (St. Lawrence) การแขง ขนั ทางทะเล ทำสัญญา ๑๕๑๑ อเมรกิ าเหนอื ระหวางโปรตุเกส ตอรเ ดซียาส (Tordesillas) ๑๕๐๐ กบั สเปน ไดเ มอื งมะละกา ๑๔๙๘ เปน อาณานคิ ม เจา ชายเฮนร่ี ราชนาวิก ๑๔๙๗ เปโตร คาบราล (Henry of Navigator) ๑๔๙๔ (Pedro Cabral) ตง้ั โรงเรียนฝก หัดการเดินเรือ สำรวจบราซิล และเปน ผนู ำสำรวจทางทะเล ๑๔๙๒ จอนหน แคบอต (John Cabot) ๑๔๘๘ พบเกาะนวิ ฟน ดแลนด of ค.ศ. ๑๔๐๐ ๑๔๕๐ บารโทโลมิว ไดแอช Ageทวีปอเมรกิ าเหนอื (Bartholomew Diaz) ๑๔๘ เดินทางผา นแหลมกูดโฮป ไดสำเรจ็

ประวัตศิ าสตรส ากล ๑๔๙ โปรตเุ กสรวมกับสเปน แสวงหาเสน ทาง จัดตัง้ สถานกี ารคา ยตุ ิการแขง ขันทางทะเล ทางทะเลเพอ่ื การคา ในเกาะชวา เครอ่ื งเทศ จดั ตงั้ บรษิ ัทอินเดยี ตะวนั ออกขององั กฤษ ๑๕๘๘ ๑๕๙๘ ๑๖๐๐ ต้งั อาณานคิ ม ๑๕๘๑ ๑๖๐๒ จัดตง้ั บรษิ ทั อินเดยี ที่มาเกา ตะวันออกของดตั ช กองทัพเรืออังกฤษ (Dutch East India ๑๕๘๐ ชนะสเปนได องั กฤษเปน Company : VOC) มหาอำนาจทางทะเล ๑๕๕๗ เซอรฟ รานซสิ เดรก ๑๖๐๖ ๑๕๔๗ (Francis Drake) เดนิ ทางรอบโลกสำเรจ็ ตัง้ สถานีการคา พบทวีป ๑๖๑๑ ตามเมอื งทา ซามูเอล เดอ ซองแปลง ออสเตรเลยี ชายฝงของอินเดยี (Samuel de Champlain) เปน คร้ังแรก สำรวจดินแดนทะเลสาบ คริสตศ ตวรรษที่ เรยี กวา ใหญทง้ั ๕ อเมรกิ าเหนอื ๑๖ - ๑๘ New Holland ๑๖๔๑ ฮอลนั ดา การแขง ขนั ทางทะเล ยึดมะละกา ระหวางองั กฤษ ฮอลันดา จากโปรตเุ กส และฝรั่งเศส ๑๖๕๘ ยึดเกาะซีลอน ๑๖๖๓ (ศรีลงั กา) ๑๖๘๒ ยึดมะละบาร ๑๗๖๘ (Malabar) ชายฝง ตะวันตกเฉียงใต ของอินเดยี กัปตันเจมส คกุ โรเบริ ต ลาซาล (Captain (Robert La Salle) James Cook) สำรวจแมนำ้ พบออสเตรเลยี โอไฮโอ (Ohio) อเมรกิ าเหนอื Explorationครสิ ตศ ตวรรษท่ี ๑๕ - ๑๗

การปฏิรูปศาสนา (Religious Reformation) การแตกแยกของศาสนาครสิ ต ในครสิ ตศ ตวรรษท่ี ๑๘ ๑๒.. สาเหตุ ผล การฟน ฟศู ลิ ปวทิ ยาการ ๑. คริสตศาสนาแบงเปน ๒ นิกาย คือ กษัตริยและเจาผูปกครองแควนตางๆ โรมนั คาทอลกิ และนกิ ายโปรเตสแตนท ตองการเปนอิสระจากคริสตจักร และ ๒. ครสิ ตจกั รโรมนั คาทอลกิ ปรบั ปรงุ ศาสนา สนั ตะปาปา ของตนเอง (Catholic Reformation) ๓. ความเสอ่ื มศรัทธาในนกั บวชของศาสนา จดั “การประชมุ สงั คายนาแหง เทรนต” คริสต และปรังปรุงวินัยของนักบวช ๔. แนวคิดของมานุษยนิยม ธรรมชาตินิยม และปจเจกชนนิยม ันกปฏ ริ ปู ศาสนาท่ี สำคญั มารต นิ ลเู ธอร (Martin Luther) จอหน คาลวนิ (John Calvin) (Anนglกิ icาaยnองั cกhฤuษrch) โจมตีศาสนจักร เร่ืองขายใบไถบาป นำนิกายโปรเตสแตนทมาเผยแผ เรียกคำประทว ง ๙๕ ขอ กอ ตัง้ นิกายแคลวนิ (Calvinism) พระเจา เฮนรที่ ี่ ๘ ขัดแยงกบั (Ninety-Five Theses) เม่ือ ค.ศ. ๑๕๔๐ สันตะปาปา จึงต้งั นิกายใหม กอตั้งนกิ ายโปรเตสแตนท มกี ษัตรยิ อ งั กฤษเปนประมุข ๑๕๐ (Protestent) เม่ือ ค.ศ. ๑๕๑๗

ประวัติศาสตรส ากล ๑๕๑ สาเหตุ การศึกษาเก่ยี วกบั โลกและสังคมมนษุ ย ดว ยการใชท ฤษฎคี วามรู การคน ควาทดลอง ๑. การฟน ฟูศลิ ปวทิ ยาการ และนำเทคโนโลยีมาประดษิ ฐเ คร่ืองมือเครอื่ งใช ๒. การสำรวจทางทะเล ผลเริม่ ตง้ั แตค ริสตศตวรรษท่ี ๑๖ เปนตน มา ๑. ความเจรญิ กา วหนา และการคน พบดนิ แดนใหม ทางวิทยาศาสตรสมัยใหม เซอรไอแซก นิวตนั ทำใหเกดิ การขยายความรู (Sir Isaac Newton) ๓. ความเจรญิ ทางการคา ๒. นำไปสกู ารปฏวิ ตั ทิ างความคิด กฎแหง ความโนมถวง และอุตสาหกรรม (Intellectual Revolution) นกั วิทยาศาสตรและผลงานสำคญั ๓. ปฏริ ปู สังคมตะวนั ตก ครสิ ตศตวรรษท่ี ๑๖ - ๑๗ นิโคลสั คอเปอรนิคัส กาลิเลโอ กาลเิ ลอิ โยฮัน เคปเลอร เซอรฟรานซิส เบคอน (Nicholas Copernicus) (Galileo Galilei) (Johann Kepler) (Sir Francis Bacon) กลอ งโทรทรรศน ระบบสุริยจักรวาล กอ ตง้ั ราชบณั ฑิตยสถาน ระบบสุริยจกั รวาล สงั เกตกุ ารโคจรของดวงดาว สมบรู ณขนึ้ ขององั กฤษ คริสตศตวรรษท่ี ๑๘ - ๒๐ ชารล โรเบริ ต ดารว นิ เกรเกอร โยฮนั น เมนเดล หลยุ ส ปาสเตอร เจมส วตั ต (Charles Robert Darwin) (Gregar Johann Mendall) (Louis Pasteur) (James Watt) บิดาของวิชาพนั ธศุ าสตร จุลินทรียในอากาศ เคร่อื งจักรไอนำ้ ทฤษฎีวิวัฒนาการ และวธิ กี าร Pasteurization ของสง่ิ มีชวี ิต ซิกมันด ฟรอยด อัลเฟรด เบิรนฮารด โนเบล อัลเบริ ต ไอนสไตน (Sigmund Freud) (Alfred Bernhard Nobel) (Albert Einstein) ผบู ุกเบกิ ทฤษฎีจิตวิเคราะห ไดนาไมต ความสัมพนั ธร ะหวา ง มวลสารกบั พลังงาน

ก ารปฏวิ สตั าอิ เตุหสตาุ หกรรม๑ Industrial Revolution ทอกาแงาาทสณรสวะางำเนลหรคิแวามจละ ควา๒มเจรญิ ๓ทแคาลวงะากเมสามรร่นัเภี มคาอื พงง การเปลยี่ นแปลงวิธีการผลิต จากการใชแ รงงาน คน สตั ว และพลงั งานธรรมชาติ มาเปน การผลติ ทางวิทยาศาสตร โดยใชเครื่องจักร และระบบโรงงาน ในคริสต และเทคโนโลยี ศตวรรษท่ี ๑๘-๒๐ ในการผลิต การข๔ยายตัว การเพ๕มิ่ จำนวน รฐั บาล๖และผนู ำ ทางการคา ประชากร ประเทศสนบั สนนุ และการสะสมทุน และสง เสรมิ การคา ผล ๒ ๑ เกิดชนชั้นนายทนุ ความกา วหนาทาง และกรรมกร เทคโนโลยี การคมนาคม และการจัดตงั้ สหภาพแรงงาน การสือ่ สาร และ การกอ สรา ง ๔สเสเงั กคริดนีมแแลิยนลลัทมยิะะธมกเทิปศาารครรงะษคอกชามฐาาเกมรสธจิเิวิปรมีนไือตสิ งยต ปญ ห๓าสังคม หลายดาน ๑๕๒

ประวตั ศิ าสตรส ากล ๑๕๓ ลกั ษณะของการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม๑. การปฏิวัติอุตสาหกรรมในระยะแรก : เรม่ิ ทอ่ี งั กฤษในคริสตศตวรรษท่ี ๑๘ - ๑๙ ทอี่ ตุ สาหกรรมทอผา ประสบความสำเรจ็ ในการใชเ ครือ่ งจกั รไอน้ำในอุตสาหกรรม เรยี ก “สมยั แหงพลงั งานไอน้ำ” จอหน เคย เจมส ฮารกรฟี ส รชิ ารด อารก ไรต (Jaเจmมeสs วWตั ตat) อ(นเตุGปทิ สrนeรารaผหศtอูนกกงัEำรากกxรรhฤมาครiษจbรปัดi้งั tฏแใioหิวสnตัญด)ิง เสรหทใงถอลชว่ัเผไาคไใก็ปฟลวปนรนใุธื่อแอหเยอใรลงตุ หมทุุตือจะสญกี สกัเโเาดธหาาร หปนิแรหลไกอพลทก็กกรนะรัฒะกรรณ้ำเรลนมลมา า (John Kay) (James Hargreaves) (Richard Arkwright) (Elอi ลีWิ วhิตitนnียe y) เครอ่ื งแยกเมลด็ ฝา ย ประดษิ ฐก ่ีกระตกุ เครอื่ งปน ดา ย เคร่อื งจกั รกลทใ่ี ช Spinnig Jenny พลงั น้ำสำหรบั เครอื่ งปนดา ย (Water Frame) การใชเ ครอ่ื งจักรไอน้ำในการคมนาคมสอื่ สาร (Riรcิชhาaรrดd เTทrรeวvทีitิกick) จอรจ สตีเฟนสัน (Rโoรbเบeริ rตt Fฟuลุ lตtoนั n) (SแeซmมuมeวlลCคuูนnาaรrด d) ใชพ ลงั งานไอนำ้ ใชพ ลงั งานไอน้ำ เรือกลไฟขาม กับรถบรรทกุ (George Stephenson) กับเรือ มหาสมทุ รแอตแลนติก หัวรถจักรไอน้ำ Rocket มาใชก บั รถไฟ ๒. การปฏวิ ัติอตุ สาหกรรมในระยะทสี่ อง : การเปลย่ี นแปลงดา นพลงั งานจากถา นหนิ และไอนำ้ เปน กา ซ น้ำมันปโตรเลียมและไฟฟา และทำเหล็กใหเปน เหล็กกลา เรยี กวา ยุคเหล็กกลา (Age of Steel) เรมิ่ ในศตวรรษ ท่ี ๑๙ - ๒๐ คารล เบนซ (Karl Benz) การพฒั นา แซมมวล มอรส แ(ลGะotกtอliตeตbลDบี aเiดmมlเeลrอ)ร ระบบไปรษณยี  (SemuโทeรlเลMขorse) ประดิษฐร ถยนตใชน ำ้ มนั เบนซนิ อเลก็ ซานเดอร เกรแฮม เบลล ธอมสั แอลวา เอดิสนั (Alexander Graham Bell) (Thomas Alva Edison) หลอดไฟฟา เครื่องเลน จานเสยี ง โทรศัพท และกลอ งถายภาพยนตร

กา รปฏวิ ตัสทิ าาเงหภมูตปิ ุ ญ ญา Intellectu al Revolution ๑. ความม่นั คงทางการเมอื งของยุโรป ความคดิ กาวหนา ทางเศรษฐกจิ และความคิดของความเปนชาติ และการเมือง เกดิ นักคดิ และนักปรัชญา จำนวนมาก เรยี กวา ยคุ แหง ความสวา งไสว ๒. เดียวกัน การฟน ฟูศิลปวิทยาการ การปฏวิ ัติ ทางปญญา หรือยุคภูมธิ รรม ทางวิทยาศาสตร และการปฏิวัติ (Age of Enlightenment) ทางอตุ สาหกรรม ในชวงศตวรรษท่ี ๑๗ - ๑๘ ผล ๑. แนวคิดของนักปรัชญาในยุคภูมิธรรมมอี ทิ ธพิ ล ๒. ตอ ทัศนคตขิ องชาวยุโรป และสงั คมโลก เกดิ แนวคิดทางการเมอื งและเศรษฐกจิ ทแี่ ตกตาง ๒ แนวทาง คือ ลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) และ ๓. ลทั ธิสังคมนยิ ม (Socialism) กอ ใหเกิดการเปลีย่ นแปลงการปกครอง ในหลายประเทศ ๑๕๔

กษตั รยิ ผ ูทรงคณุ ธรรม ประวตั ิศาสตรสากล ๑๕๕ มหพารระาเชจแาเหฟงรปเรดัสรเกิ ซยี แคจแทกั หเรงธพรอัสรรรเนี ซดทยีิน่ี ี๒ (Frederick The Great) (Catherine of Russia) ค.ศ. ๑๗๔๐ - ๑๗๘๖ ค.ศ. ๑๗๖๒ - ๑๗๙๖ นกั ปรชั ญาและผลงาน (ThoโธmมaัสsฮHอoบbบb es) (JoจhอnหนLoลcอ็ kคe) (Mมoอnงtเตesสqกuิเอieอu) หนงั สือเรอื่ ง Leviathan หนังสอื เรือ่ ง Two Treatises หนงั สือเร่อื ง เสนอแนวคิดวา สังคมสันตสิ ุข of Government เจตนารมณแ หงกฎหมาย ตองมอบอำนาจใหผ ปู กครอง เสนอแนวคิดการปกครอง เสนอแนวคิดการแบงแยก ทำหนา ทีป่ กครองทีส่ อดคลอ ง ระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธบิ ไตย กับความตอ งการของคน สวนใหญ (Vวaอlลtแaiตrรe) ชอง - ชาคส รสุ โซ (Adอaดmมั สSmมธิ ith) (คKาaรrลl Mมาaกrxซ) หนังสือเรื่อง The Philosophical Letters (Jean-Jacques Rousseau) หนงั สอื เร่อื ง เคปเแศอนลรมกะษมDาคหฐวิขรำaกนนอเปsอิจังิสงรแาสKนตะรบือaากดัโpเบยรดาเiททออื่tศยaนุานุงเเlจนเนปตน ยิรนวมียาาบ หนังสอื เรอื่ งสญั ญา ความมงั่ คั่งของชาติ เรียกรองใหม ีการปฏริ ูป ประชาคม เสนอแนวคดิ เก่ียว การปกครอง กับทฤษฎีการคา เสรี เปน การวางรากฐาน เกยี่ วกับอำนาจ อธปิ ไตยของประชาชน

การปฏิวัตเิ ปลี่ยนแปลงการปกครอง ในครสิ ตศ ตวรรษท่ี ๑๗ - ๑๘ การปฎวิ ตั อิ นั รงุ โรจนข ององั กฤษ (The Glorious Revolution) ค.ศ. ๑๖๘๘ เปนความขัดแยงระหวางอังกฤษ กับรัฐสภา เกย่ี วกบั นโยบายการปกครอง และ การนับถือศาสนา รัฐสภาจึงกอการปฏิวัติขึ้น และประกาศใช “พระราชบัญญัติวาดวยสิทธิ พน้ื ฐานของพลเมอื ง” (Bill of Rights) เปน การ จำกัดอำนาจกษัตริย และยอมรับอำนาจของ รฐั สภา เม่ือป ค.ศ. ๑๖๘๙ ค.ศ. เหตกุ ารณ ๑๖๒๔ : พระเจาชาลสที่ ๑ (Charles ) ขัดแยงกับรัฐสภาใน เรื่องนโยบายการปกครองและการนับถือศาสนา ๑๖๔๒ - ๑๖๔๙ : เกิดสงครามกลางเมืองพระเจาชาลสที่ ๑ ถูกสำเร็จโทษ ๑๖๔๙ : อังกฤษจัดการปกครองระบอบสาธารณรัฐ ๑๖๖๐ : อังกฤษฟนฟูระบอบกษัตริย ๑๖๘๕ : พระเจาเจมสที่ ๒ (James ) ปกครองอังกฤษ เกิดความขัดแยงเรื่องการนับถือศาสนา ๑๖๘๘ : รัฐสภาจึงกอการปฏิวัติอันรุงโรจนขึ้น ลมอำนาจของ พระเจาเจมสที่ ๒ แลวเชิญเจาชายวิลเลียมแหงออรเรนจ และเจาหญิงแมรี่พระชายามาปกครองอังกฤษ ๑๖๘๙ : รัฐสภาประกาศใช “พระราชบัญญัติวาดวยเรื่อง สิทธิพื้นฐานของพลเมือง” (Bill of Rights) เปนการจำกัดอำนาจของกษัตริย และ ยอมรับอำนาจสูงสุดของรัฐสภา ๑๕๖

ประวัติศาสตรส ากล ๑๕๗ การปฏิวตั ิเพือ่ เอกราชของสหรัฐอเมรกิ า หรือสงครามสหรัฐอเมริกา (American Revolutionary War) ค.ศ. ๑๗๗๖-๑๗๘๓ เปน สงครามระหวา งองั กฤษ กบั อาณานคิ ม ๑๓ รฐั ขององั กฤษ ในทวปี อเมรกิ าเหนอื ซง่ึ ตอ งการเอกราชจากเจา อาณานคิ ม ผลของสงครามชาวอาณานิคมเปน ฝา ยชนะ ในสนธิสัญญา ปารีส (Treaty of Paris) อังกฤษยอมรับวาสหรัฐอเมริกา เปน เอกราช การปฏิวตั ฝิ ร่งั เศส (French Revolution) ค.ศ. ๑๗๘๙ : การเปลี่ยนแปลงการปกครองของฝรั่งเศส ซึ่ง เกิดขึ้นในชวงที่ฝรั่งเศสมีปญหาเศรษฐกิจ ประชาชนอดอยาก แรน แคน และปญ หาดา นการเมอื งซง่ึ ไดร บั อทิ ธพิ ลจากปรชั ญา ทางการเมืองของจอหน ล็อคและรุสโซ ประชาชนจึงกอกบฏ ทลายคกุ บาสตยี  (Fall of the Bastille) เกดิ สงครามกลางเมอื ง เมอ่ื ค.ศ. ๑๗๙๑ ยกเลกิ การปกครองระบอบกษตั รยิ เ ปลย่ี นเปน การปกครองระบอบสาธารณรัฐ

Imperialism จักรวรรดินิยม กหแในาลรกรอืะดาแดรำสนิ ขเวแนยงดินาหนนยาทอโผยอ่ีิทลบอธปานพิ รยและตอโเาขยกงาชวปไนาปรใะปนเกทปคศรระขอเอทงงศชคารตอบิมหงำาอำนาจ สา๑เหตุ ๒ความสำเร็จ ของการปฏวิ ัติ ความต่ืนตวั เร่อื ง อตุ สาหกรรม ลัทธิชาตนิ ิยม และเศรษฐกจิ ในคริสตศ ตวรรษ และการแขง ขนั กนั แสวงหา ๓ที่ ๑๘ อำนาจทางการเมือง และเศรษฐกจิ เพอ่ื เกยี รตภิ ูมิของชาตติ น แนวคดิ เร่ือง “ภาระของคนผวิ ขาว” (White Man's Burder) ๑ ผลมหาอำนาจ ๒ อารยธรรมตะวันตก ในยุโรปมอี ำนาจ โดยเฉพาะระบบเศรษฐกจิ ทางการเมืองสูงสดุ มีความเขมแข็ง แบบทุนนยิ ม ศาสนาครสิ ต ทางกำลังทหาร และชาตนิ ิยม แพรก ระจาย และอาวุธยุทโธปกรณ ในทุกพน้ื ท่ที ยี่ โุ รปยดึ ครอง ชาตมิ หาอำนาจ ทำใหเ กดิ ขบวนการชาตินยิ ม เรยี กรองเอกราชในเวลาตอมา ๓ ตะวันตก เกิดการแขง ขนั ดนิ แดนในอาณานคิ ม ๔ทางการเมือง สูญเสียเอกราชอธปิ ไตย และเศรษฐกจิ และทรัพยากรให เจาอาณานิคม ชาวพนื้ เมืองรับความเจรญิ จากชาวตะวนั ตก ๕ ทำใหม ีความกา วหนาทางการศึกษา การคมนาคม การแพทย และการสาธารณสขุ แตก ็สญู เสียวัฒนธรรมและภูมิปญญาด้งั เดิม ๑๕๘

สงครามโลก ประวัตศิ าสตรส ากล ๑๕๙ ครั้งท่ี ไแปกใยขมนสสังอนยรพงงาุษโุคครชืน้งยวรปคาทาชาตว่ีตมมแามิาาตขทลมหงอิดัะีเ่ ๆเากขสยแอิดยียายขำจงาหงอนรายางาุนกตยโจแลัวรกง ๑ค.ศ. ๑๙๑๔ - ๑๙๑๘ สาเหตุ ชนวนขอ งสงครามโลกครงั้ ท่ี ๑ ๑. ลทั ธชิ าตนิ ิยม (Nationalism) ทส่ี ง ผลใหอิตาลีและเยอรมนี ของอขราณัชณเทะกมาาเาือ่ยขจยครืออักาป๒.นศงทรล๘บอ.เแงมออ๑ลมพอื สส๙ะถิรงเเพ๑นุะซตนชรา๔ราียะยนียรชานม-เายยฮโางัวการี รวมชาตสิ ำเรจ็ และพยายาม สรางชาตติ นใหเปน ชาตยิ ง่ิ ใหญ ๒. การแขง ขันการสะสมกำลังทหาร และอาวธุ ยุทโธปกรณ ๓. ความขัดแยง ของชาตมิ หาอำนาจในยุโรป เกิดการรวมกลุมประเทศเปน ๒ กลุม คือ • มหาอำนาจกลาง ไดแก เยอรมนี อติ าลี และออสเตรยี - ฮงั การี • มหาอำนาจสัมพันธมติ ร ไดแ ก องั กฤษ ฝร่ังเศสและรสั เซีย ผล ๑. กอ ความเสียหายดานชวี ิตและทรัพยส นิ จำนวนมาก ๒. ประเทศเอกราชใหมเกิดขนึ้ (แยกมาจากประเทศท่แี พสงคราม) ๓. มกี ารเปลยี่ นแปลงการปกครองในประเทศตางๆ ๔. มหาอำนาจมีการเปล่ียนแปลงเปน สหรฐั อเมริกา และญป่ี นุ ๕. การพฒั นาอาวุธยุทโธปกรณในสงครามโลกครัง้ ท่ี ๑ เชน รถถัง เรอื ดำน้ำ ปนใหญ ปน กล ๖. เกดิ องคการสนั นิบาตชาติ World War I

สนัLeนagบิueาoตf ชNaาtiตonิ s องคการระหวา งประเทศท่จี ัดตัง้ ข้นึ ใน ค.ศ. ๑๙๑๘ ปลายสงครามโลกครัง้ ท่ี ๑ เพือ่ รักษาสันติภาพของโลก โดยประธานาธิบดวี ูดโรว วิลสัน (Woodrow Wilson) แหง สหรฐั อเมริกา ไดเ สนอขอเสนอ ๑๔ ประการ อันเปนพื้นฐานของกฎบตั รสนั นิบาตชาติ แตสันนบิ าตชาตไิ มสามารถแกป ญ หาความขดั แยง ของมหาอำนาจได ทำใหเ กิดสงครามโลกคร้งั ที่ ๒ ขึ้น ๑ สาเขห ุต๒ควาอมงสลนัม นเหบิ ลาวตชาติ สหรัฐอเมรกิ า ไมไดเ ปนสมาชกิ องคก ารสันนิบาตชาติ ไมมีกองกำลงั และมาตรการ ในการลงโทษ ผูละเมดิ กฎบตั ร ๑๖๐

ประวัตศิ าสตรส ากล ๑๖๑ สงครามโลกครั้งที่ ๒ สาเหตุ สงครามทเ่ี กดิ มาจากความไมพอใจ ของชาตมิ หาอำนาจภายหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี ๑ ๑. ความไมพอใจท่ีเยอรมนี เปน สงครามทีข่ ยายตวั ไปหลายภมู ิภาคของโลก มตี อสนธิสัญญาแวรซ ายส และกอ ความเสียหายอยา งมาก ๒. ความลมเหลวขององคการสนั นบิ าตชาติ ทไี่ มสามารถแกปญหาความขัดแยง ของชาติมหาอำนาจได ๓. ความออนแอของชาติมหาอำนาจเดมิ และใชน โยบายออมชอมกับประเทศ ที่มคี วามเขม แข็งทางทหาร ผลของสงคราม ๔. การรวมกลมุ พันธมติ รของ ประเทศเผดจ็ การทหาร ๑. ผคู นทงั้ พลเรือนและทหารเสียชีวติ บาดเจบ็ พกิ ารและสญู เสียทรัพยส นิ เปน จำนวนมาก ๒. การเปลีย่ นแปลงมหาอำนาจของโลก เปน สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ๓. ประเทศท่ีเคยเปนอาณานคิ มของชาตติ ะวนั ตก ไดรบั เอกราช ๔. เกิดสงครามเยน็ หรอื ความขดั แยง ดานอดุ มการณท างการเมอื ง ๕. เกดิ องคการสหประชาชาติ (United Nations) ๖. การสะสมและแขงขนั กนั ดานอาวธุ นวิ เคลียร และขปี นาวธุ รา ยแรง WoSrledcoWnadr เน้อื หาที่สามารถเปดแอปพลเิ คชนั ดไู ด

Contemporary History เขหอตงุกโลากรณสมสยั ำปคจัญจุบัน องคก ารสหประชาชาติ ๒๔ ตุลาคม : วันสหประชาชาติ (The United Nation : UN) เปนองคการสากลท่มี ปี ระเทศตา งๆ ของโลกเปน สมาชิก โดยมวี ัตถปุ ระสงคเ พอ่ื รกั ษาสันตภิ าพ และสนันสนนุ ความ รว มมอื ระหวางประเทศ กำเนิดข้นึ ใน ค.ศ. ๑๙๔๔ กอ น สงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ ยตุ ลิ ง โดยผแู ทนของประเทศสหรัฐอเมริกา องั กฤษ สหภาพโซเวยี ต และจนี รวมเปน ผรู า งกฏบัตรขององคก าร ตอ มาในที่ประชุมยลั ตา ซานฟรานซสิ โก ประเทศผูร ิเร่มิ ๕๑ ประเทศไดลงนามรับรองกฏบัตรสหประชาชาติ และไดรับ สตั ยาบันจากประเทศตา งๆ เมื่อ ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ สมชั ชาใหญ สำนักเลขาธกิ าร ศาลยุตธิ รรม ระหวา งประเทศ สหโปคองรรคงะสชก ราาารชงาติ คณะมนตรี ภาวะทรัสตี คณะมนตรีเศรษฐกจิ และสังคม คณะมนตรี ความม่นั คง ๑๖๒

ประวตั ิศาสตรส ากล ๑๖๓ องคการชำนัญพเิ ศษของสหประชาชาติ องคการแรงงาน องคก ารอาหารและ การประชมุ สหประชาชาติ โครงการสงิ่ แวดลอ ม ระหวา งประเทศ เกษตรแหงสหประชาชาติ วา ดว ยเรอ่ื งการคา และการพฒั นา แหงสหประชาชาติ (FAO) (UNCTAD) (UNEP) (ILO) องคการการบินพลเรอื น โครงการพัฒนา องคการทางทะเล ระหวางประเทศ แหง สหประชาชาติ ระหวางประเทศ (ICAO) (UNDP) (IMO) องคก ารศกึ ษาวิทยาศาสคร กองทนุ ประชากร และวฒั นธรรม แหงสหประชาชาติ แหงสหประชาชาติ (UNFPA) (UNESCO) กองทนุ เพื่อเด็ก แหงสหประชาชาติ (UNICEF) สหภาพสากล องคก าร ไปรษณยี  อนามัยโลก (UPU) (WHO)

สงครามเย็น (Cold War : ค.ศ. ๑๙๔๕ - ๑๙๙๑) ลักษณะความสัมพนั ธระหวา งประเทศทเี่ ปนความขัดแยงระหวางกลุมประชาธปิ ไตย ท่ีมสี หรฐั อเมรกิ าเปนผนู ำ และกลมุ คอมมวิ นสิ ตท มี่ สี หภาพโซเวียตเปน ผนู ำ โดยความขัดแยง แสดงออกหลายแบบยกเวนการทำสงครามกันเองโดยตรง าเหตขุ องส๑ง.คเดปรุลน าอปำมรนะเาเยจทโศน็ ลสกหเปรัฐลอีย่ เนมแริกปาลเกงดิ เปน สงครามตวั แทน (proxy war) ในหลายพ้ืนท่ี กับสหภาพโซเวยี ต ส เ๒. ความแตกตา งทางการเมือง ระหวา งประชาธิปไตย กับ คอมมวิ นิสต ๓. นโยบายผนู ำชาติมหาอำนาจ ๑. วินสตัน เชอรชิลล (Winston Churchill) ขององั กฤษ ๒. เฮนรี่ เอส. ทรแู มน (Henry S. Truman) ของสหรัฐอเมรกิ า ๓. โจเซฟ สตาลนิ (Joseph Stalin) ของสหภาพโซเวียต ๑๓ หตกุ ารณส น้ิ สดุ สงครามเยน็ กำแพงเบอรลิน : ๒ สคญั .ศล.ักษ๑ณ๙ข ๘อง๙สงเคยรอารมมเนยน็ีตถะวูกันทอำอลกาย และเยอรมนตี ะวนั ตกรวมเปน ประเทศเดยี วกนั การลมสลายของ สคห.ศภา. พ๑โซ๙เว๙ียต๑ใน ๑๖๔

Cold War ประวัตศิ าสตรส ากล ๑๖๕ สงครามเย็น (ค.ศ. ๑๙๔๕ - ๑๙๙๑) ๑. ดลุ อำนาจโลกเปลี่ยนแปลง Second World War สาเหตุ n ill๒. ความแตกตางทางการเมือง สงครามตัวแทน ประชาธปิ ไตย (Proxy War) คอมมวิ นิสต ๓. นโยบายผูน ำชาติมหาอำนาจ enry S. TrumaW inston Church Joseph Stalin H แบง เกาหลเี หนอื - ใต สงครามเวียดนาม สงครามเกาหลี ค.ศ. ๑๙๕๐ - ๑๙๕๓ ทเ่ี สนขนานท่ี ๓๘ กับฝรั่งเศส ๑๙๔๖ - ๑๙๕๔ ชวงสงครามโลกคร้ังที่ ๒ สหภาพโซเวยี ตบุกยดึ สหรัฐอเมริกา แมนจูเรยี ของญป่ี ุน และยโุ รปตะวันตก รางกฎบัตร สหประชาชาติ องคก าร สหรัฐอเมรกิ า จนี แบง เปน ค.ศ. ๑๙๔๔ ๒ ประเทศ สหประชาชาติ หลกั การ สหภาพโซเวียต ทรแู มน สหภาพโซเวยี ต Cominform Comecon ๑๙๔๕ ๑๙๔๖ ๑๙๔๗ ๑๙๔๙ ๑๙๕๐ ๑๙๕๓ สหภาพโซเวยี ตยดึ ครอง รวม ๓ เขตเปนเยอรมนีตะวันตก ยุโรปตะวนั ออก สวน ๑ เขตเปน เยอรมนตี ะวันออก เยอรมนถี ูกแบง แบง แยกประเทศเยอรมนี และเกดิ ออกเปน ๔ สว น วิกฤตการณ Berlin Blockade (ค.ศ. ๑๙๔๘ - ๑๙๔๙)

ขชอว งงสกงาครรผาอ มนเยค็นลา(ย๑ค๙ว๖า๙มต-ึง๑เค๙ร๗ยี ด๙) สงครามตวั แทน จดั ตั้ง ASEAN (Proxy War) วิกฤตการณข ีปนาวธุ คิวบา สงครามเวียดนาม เวยี ดนามแบงเปน สหรัฐอเมรกิ าใหการ ส้นิ สดุ สงคราม เวยี ดนามเหนอื - สนบั สนุนเวียดนามใต เวยี ดนาม เวียดนามใต สหรัฐอเมรกิ า ถอนทพั สหภาพโซเวยี ต จากเวยี ดนาม งคการ WARSA อ W รวมมอื อ สำรวจ องคก าร อวกาศ CENTO งคการ SEATO ขอ ตกลง SALT สหรฐั อเมริกา และพนั ธมิตร ๑๙๕๔ ๑๙๕๕ ๑๙๖๑ ๑๙๖๒ ๑๙๖๗ ๑๙๖๙ ๑๙๗๒ ๑๙๗๓ ๑๙๗๕ สหภาพโซเวยี ต กำแพงเบอรล นิ กั้นเบอรล ินตะวนั ออก กบั เบอรล นิ ตะวนั ตก ๑๖๖

ประวัติศาสตรส ากล ๑๖๗ ชวงการเจรจคา.ศระ. ห๑ว๙า๘งส๕ห-รฐั๑อ๙เม๘ร๙ิกา - โซเวียต ความตึงเครยี ดของ สหภาพโซเวยี ตปรบั เปลยี่ น การเจรจาที่ สงครามเย็นเรมิ่ ขนึ้ นโยบายตางประเทศเปน เกาะมอลตา นโยบายกลาสนอสต - อกี ครง้ั (Malta) เปเรสตรอยกา สหภาพโซเวยี ต บกุ อฟั กานสิ ถาน โอลมิ ปก ฤดูรอ น ๑๙๘๐ ๑๙๘๔ เจาภาพ เจาภาพ การเจรจา สงครามเยน็ จำวกาัดดขว ีปยนกาาวรธุ สหภสานิ้พสโซดุ เวยี ต สหรัฐอเมรกิ า สแหลภะาพพนั โธซมเวติ ียรต และพันธมติ ร อกี ไ๑ม๕เ ขาปรรว ะมเทศ พ(ิสSTัยAกRลTาง) ลม สลาย อกี ๖๓ ประเทศ ไมเขารว ม ๑๙๗๙ ๑๙๘๐ ๑๙๘๔ ๑๙๘๕ ๑๙๘๗ ๑๙๘๙ ๑๙๙๐ ๑๙๙๑ ทเำยลอารยมกนำีรแวพมงปเรบะอเรทล ศิน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook