บทเพลงปลกุ ใจ • เพลงท่มี เี นอ้ื หารณรงคใ์ หเ้ กดิ ความรัก ความสามคั คี ความเปน็ อันหนึ่งอันเดยี วกันในชาติ ทานองเพลงจะมคี วามต่ืนเต้น เรา้ ใจเสยี งหนกั แนน่ บทเพลงประสานเสยี ง ๒ แนว • เป็นลกั ษณะของบทเพลงทมี่ กี ารขบั ร้องมากกว่า ๑ แนวทานอง วิธีการรอ้ งประสานเสยี งระยะเรมิ่ แรกจะมแี นวทานอง หลักอยู่ ๒ แนว ซึง่ ผูร้ ้องทัง้ ๒ แนวจะขบั รอ้ งกนั คนละทาง จะมรี ะยะห่างกนั ขัน้ คู่ ๔ หรือขน้ั คู่ ๕ ตอ่ มามกี ารพฒั นา การร้องโดยการแยกออกเปน็ ๓-๔ แนว และมีการใชห้ ลักการประสานเสยี งแบบคอรด์ เพื่อทาให้บทเพลงมคี วามกลมกลืน กันมากข้ึน
บทเพลงรูปแบบ ABA • รปู แบบการประพันธเ์ พลงที่มที านองหลัก ๒ ทานองท่ีตา่ งกันในหน่ึงเพลง ได้แก่ ทานองท่ี ๑ (A) และ ทานองท่ี ๒ (B) เรม่ิ ต้นดว้ ยทานอง A ตามด้วยทานอง B และจบท่ีทานอง A อีกหน่ึงครง้ั เชน่ เพลง Twinkle, Twinkle, Little Star บทเพลงประกอบการเตน้ รา • ยกตวั อยา่ งบทเพลงประกอบการเตน้ ราจงั หวะวอลตซ์ (Waltz) เพราะลักษณะการเคลือ่ นไหวของจงั หวะวอลตซ์นน้ั จะเตม็ ไปดว้ ยความสวยงาม • จังหวะวอลตซ์ คอื อตั ราจงั หวะ ๓๔ แต่ละห้องเพลงมี ๓ จงั หวะ นบั ๑-๒-๓ และ ๑-๒-๓ เปน็ จังหวะเตน้ ราประเภท บอลรูม ลกั ษณะเปน็ การจับคกู่ นั ชาย-หญิง หนั หน้าเขา้ หากนั ประกอบด้วยการเดิน ๖ ก้าว (๑-๒-๓-๔-๕-๖) เร่ิมต้นด้วย เท้าชดิ กนั จังหวะที่ ๑ ชายก้าวด้วยเทา้ ซ้ายไปข้างหน้า สว่ นหญิง ก้าวเทา้ ขวาไปขา้ งหลงั
การถา่ ยทอดอารมณ์ของบทเพลง • เสยี งเพลง และดนตรสี ามารถถา่ ยทอดอารมณ์มาสู่ผูฟ้ ังไดด้ ้วยสีสนั และโครงสร้างของธาตปุ ระกอบของบทเพลง ธาตปุ ระกอบของบทเพลง คือ จังหวะกับอารมณ์เพลง • จงั หวะกบั อารมณ์เพลง “จงั หวะ” มสี ว่ นประกอบในตวั จงั หวะเอง ๓ สว่ น คือ กลมุ่ จงั หวะนับลักษณะการเคาะจังหวะ และอัตรา ชา้ -เรว็ ของการดาเนินจังหวะทง้ั ๓ สว่ นประกอบ ตอ้ งบรรเลงไปพรอ้ มกนั เปน็ “จงั หวะเดยี วกัน” มอี ิทธิพลตอ่ การถ่ายทอดอารมณ์ ตา่ งๆ ได้ ความดัง-เบากบั อารมณเ์ พลง • เกดิ จากเนื้อดนตรที ่มี ีความหนาแนน่ ของตวั โนต้ หรอื ของแนวดนตรที ี่แตกต่างกนั ยิ่งหนาแน่นมากย่งิ ดังมากและอารมณ์ของผู้ฟัง ก็จะผันผวน หรอื เปลี่ยนแปลงตาม ความแตกต่างของอารมณเ์ พลง • อารมณท์ ่จี ะเกดิ ข้นึ เมื่อบุคคลฟังเพลง ถ้าจาแนกเป็นกลมุ่ ใหญๆ่ จะได้ ๒ อารมณ์ คอื อารมณ์ด้านบวก (Positive Feeling) ไดแ้ ก่ อารมณ์ทเี่ ปน็ สุขต่างๆ เชน่ รา่ เรงิ เบกิ บาน หวาน รกั มกี าลังใจ เป็นตน้ อารมณ์ด้านลบ (Negative Feeling) ไดแ้ ก่ อารมณท์ ่เี ปน็ ทกุ ขต์ า่ งๆ เช่น เศร้า เครียด ท้อถอย เปน็ ตน้
การประเมินคณุ ภาพของบทเพลง ต้องประเมินใหค้ รบทัง้ ๓ ดา้ น คุณภาพด้านเนื้อหา คณุ ภาพดา้ นเสยี ง คณุ ภาพดา้ นองคป์ ระกอบของดนตรี ประเมินดา้ นจงั หวะ ประเมินด้านการขับรอ้ ง ประเมนิ ด้านจังหวะ ประเมนิ ด้านทานอง ประเมินด้านการบรรเลง ประเมินดา้ นทานอง ประเมนิ ดา้ นบทรอ้ ง(ถ้าม)ี ประเมินดา้ นเสยี งประสาน ประเมินดา้ นการบรรเลงทานอง สอดประสาน
๗หน่วยการเรียนรู้ท่ี ความรูพ้ น้ื ฐานเก่ยี วกบั นาฏศลิ ป์ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ • ระบปุ จั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลงของนาฏศลิ ป์ นาฏศิลป์พน้ื ฐานละครไทย และละครพืน้ บา้ นได้
ความหมาย และความเปน็ มาของนาฏศิลปไ์ ทย ความหมาย • พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พทุ ธศักราช ๒๕๔๒ ไดใ้ หค้ วามหมายของคาวา่ “นาฏศลิ ป”์ ไว้วา่ “เป็นศิลปะแหง่ การละคร หรอื การฟอ้ นรา” นอกจากน้ี ยงั มนี กั การศกึ ษา และท่านผรู้ ูไ้ ด้ ใหน้ ิยามความหมายของนาฏศลิ ป์แตกตา่ งกนั ออกไป • สามารถสรปุ ได้วา่ นาฏศิลป์มคี วามเกยี่ วข้องกับศิลปะด้านการละคร การฟ้อนรา การเคลอื่ นไหว อริ ิยาบถตา่ งๆ เพอื่ ถา่ ยทอดความหมาย และอารมณ์ให้ผชู้ มเกิดความรสู้ กึ สะเทอื นอารมณ์ และ มคี วามสนุกสนานเพลดิ เพลนิ ความเปน็ มา • สนั นษิ ฐานวา่ นาฏศลิ ปไ์ ทยมกี าเนดิ มาพร้อมๆ กับชนชาติไทย สรุปไดว้ า่ นาฏศลิ ปไ์ ทยนา่ จะมที ี่มา จาก ๔ แหล่ง จากการเลียนแบบธรรมชาติ จากการละเล่นของชาวบา้ น จากการแสดงทเี่ ปน็ แบบแผน จากการรบั อารยธรรมของอินเดยี
องคป์ ระกอบของนาฏศลิ ปไ์ ทย ๑ การฟ้อนรา • เป็นทา่ ทางของการเยือ้ งกรายฟอ้ นราที่สวยงาม มมี นษุ ย์เปน็ ผู้ประดษิ ฐท์ ่าราใหถ้ กู ตอ้ งตามแบบแผน และการสื่อความหมาย ท่ชี ดั เจน ๒ จังหวะ • นาฏศลิ ปไ์ ทยจาเป็นต้องใช้จงั หวะเปน็ พ้ืนฐานในการฝกึ หดั หากผเู้ รียนมีทกั ษะทางการฟังจังหวะแลว้ ก็จะสามารถราได้สวยงาม ๓ เนือ้ รอ้ งและทานองเพลง • การแสดงลีลาทา่ ราแต่ละครั้งจะตอ้ งสอดคลอ้ งตามเนื้อรอ้ ง และทานองเพลง ทง้ั นเ้ี พอ่ื บอกความหมายของท่ารา ถ่ายทอด อารมณค์ วามรู้สกึ ในการแสดงได้ตามเน้อื เรื่อง ๔ การแต่งกาย • การแต่งกายในการแสดงนาฏศลิ ป์ สามารถบง่ บอกถึงยศและบรรดาศกั ด์ิของนักแสดงละครตวั นัน้ ๆ โดยเฉพาะการแสดงโขน การแต่งกายจะเปรยี บเสมอื นแทนสีกายของตวั ละคร
๕ การแตง่ หน้า • เปน็ องค์ประกอบหน่ึงทีท่ าใหน้ กั แสดงสวยงาม นอกจากนี้นอกจากนก้ี ็ยงั สามารถใชว้ ธิ กี ารแตง่ หน้า เพ่อื บอกวัยบอกลักษณะ เฉพาะของตัวละครได้ เชน่ แตง่ หนา้ นกั แสดงหนุ่มให้เป็นคนแก่ ๖ เครอ่ื งดนตรที ่บี รรเลงประกอบการแสดง • การแสดงนาฏศิลป์จาเปน็ อยา่ งย่งิ ท่จี ะต้องใช้เครื่องดนตรีบรรเลงประกอบการแสดงในขณะเดยี วกันดนตรกี เ็ ป็นองค์ประกอบ หลกั ท่ีสาคญั ในการช่วยเสริมใหก้ ารแสดงสมบูรณ์ และสามารถสอ่ื ความหมายไดช้ ัดเจนมากขน้ึ ๗ อุปกรณ์การแสดงละคร • อปุ กรณ์แต่ละชนดิ ที่ใช้ประกอบการแสดงจะตอ้ งมีความสมบูรณ์ สวยงาม และสวมใสไ่ ดพ้ อดี หากเป็นอุปกรณ์ท่ีตอ้ งนามาใช้ ประกอบการแสดง เช่น กลอง ร่ม เปน็ ตน้ นักแสดงจะต้องมีทักษะในการใชอ้ ุปกรณ์ได้อยา่ งคลอ่ งแคลว่ สามารถจัดวางตาแหนง่ ใหอ้ ยูใ่ นระดับทถ่ี ูกตอ้ งสวยงาม
ประเภทของนาฏศลิ ปไ์ ทย ระบา • ศลิ ปะการร่ายราทแ่ี สดงพร้อมกันเปน็ หมู่ ไม่ดาเนินเรื่องราว ใชเ้ พลงบรรเลงอาจมีเนื้อร้อง หรือไม่มเี นอ้ื ร้องกไ็ ด้ เนน้ การแปรแถวในลกั ษณะต่างๆ อยา่ งมรี ะเบียบงดงามและเน้นความ พร้อมเพรียงเปน็ หลัก ระบาศรีวชิ ัย รา • การแสดงทา่ ทางการเคล่ือนไหวรา่ งกายประกอบจังหวะเพลงร้อง หรือเพลงบรรเลง จะเปน็ ศลิ ปะการราเด่ียว ราคู่ ราประกอบเพลง ราอาวุธ ราทาบท หรอื ราใชบ้ ท โดยเน้นท่วงท่าลลี า การร่ายราที่งดงาม ราฉุยฉาย (ทมี่ าของภาพ : หนงั สือวพิ ธิ ทัศนา)
ฟ้อน • ระบาทมี่ นี กั แสดงพรอ้ มกันเป็นหมู่ เปน็ ศิลปะการรา่ ยราที่มีลลี าเฉพาะในท้องถ่ินล้านนา ทเี่ ปน็ การเคล่อื นไหวแขน ขา ยืดยบุ เข่าตามจังหวะ เพอื่ ความอ่อนชอ้ ยสวยงาม ฟอ้ นสาวไหม เซ้งิ • การรอ้ งราทาเพลงแบบพน้ื เมืองอสี าน ลลี าและจงั หวะการรา่ ยราจะรวดเร็วกระฉบั กระเฉง การแตง่ กาย จะแตง่ กายตามแบบพ้นื เมืองของชาวอีสาน สว่ นใหญก่ ารเซ้ิงจะใชส้ าหรบั นา กระบวนแหต่ ่างๆ เซงิ้ กะโป๋ (ทม่ี าของภาพ : หนงั สอื วพิ ิธทศั นา)
ละคร • มหรสพอย่างหนง่ึ ทแ่ี สดงเป็นเรือ่ งราว มจี ุดม่งุ หมายเพอ่ื แสดงอารมณ์ความรู้สกึ กอ่ ให้เกดิ ความบันเทงิ ความสนกุ สนาน และเพลิดเพลินโดยมนี ักแสดงเป็นผสู้ ่อื ความหมาย และ เรอ่ื งราวตอ่ ผูช้ ม การแสดงละครพนั ทาง เร่ือง “ผูช้ นะสิบทิศ” (ท่มี าของภาพ : http://www.m-culture.go.th) โขน • ศลิ ปะการแสดงนาฏศิลปข์ องไทยรูปแบบหนึ่ง อากปั กริ ยิ าของตวั ละครจะมที ้งั การรา และ การเต้นทอี่ อกทา่ ทางเข้ากบั ดนตรี นักแสดงจะถูกสมมตใิ ห้เป็นตวั ยกั ษ์ ตัวลงิ โดยการสวมหนา้ กาก หรือเรยี กวา่ “หัวโขน” ส่วนนกั แสดงเปน็ มนษุ ย์ และเทวดา จะไม่สวมหัวโขน นกั แสดงไมต่ อ้ งรอ้ ง หรือเจรจาเอง เพราะจะมผี พู้ ากยเ์ จรจาขบั ร้อง แทนทั้งหมด นกั แสดงจะทาทา่ ทางไปตามบทพากย์ และคาร้อง ซงึ่ เรียกว่า “ตบี ท” เรือ่ งทน่ี ิยมนามาแสดง คอื เรื่อง “รามเกยี รติ์” (ท่มี าของภาพ : http://www.bloggang.com)
ปจั จยั ท่ีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศลิ ป์ ปัจจยั ทีม่ ผี ลตอ่ การเปลย่ี นแปลงนาฏศิลปไ์ ทยมาตรฐาน ปจั จัยท่มี ผี ลตอ่ การเปลยี่ นแปลงนาฏศิลป์พื้นเมอื ง • นโยบายของรฐั • สภาพสงั คม และวถิ ชี ีวติ • สภาพสังคมและวิถชี วี ิต • การประกอบอาชพี • ค่านิยม • ยุคสมัยทีเ่ ปลย่ี นแปลง • ยุคสมัยทเี่ ปลยี่ นแปลง • ความเชอื่ • พธิ กี รรม
Search