Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore นวัตกรรม การบริหารโรงเรียนบ้านหนองสามพราน

นวัตกรรม การบริหารโรงเรียนบ้านหนองสามพราน

Published by ไปรยา เย็นสรง, 2021-08-31 07:57:22

Description: นวัตกรรม การบริหารโรงเรียนบ้านหนองสามพราน

Search

Read the Text Version

1 แบบรายงานการสร้างนวัตกรรม 1. ช่อื นวตั กรรม การบริหารสถานศึกษาดว้ ย N.S.P.K.A.N Model 2. ชื่อผ้สู ร้าง ศรลี าคา ตาแหน่ง ผู้อานวยการโรงเรียน ช่อื นางสาวณฐั นิช นามสกุล อาเภอ เมือง จังหวดั กาญจนบุรี โรงเรียน บา้ นหนองสามพราน E – mail address [email protected] โทรศพั ท์ 09 – 2459 - 9546 3. แนวคดิ การคิดคน้ นวัตกรรม  แสวงหานวัตกรรม/แบบอย่างท่ีดีจากแหล่งต่างๆ ที่เคยมีผู้สร้างหรือ ทาไว้แล้ว แล้วนามา ปรบั ปรุงหรือพัฒนาใหม่  การสร้างนวตั กรรมใหม่ 4. ประเภทของนวตั กรรม  การบริหารจดั การศึกษา  การจัดการเรยี นรู้  การนเิ ทศ ตดิ ตามและประเมินผล 5. ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา การจัดการเรียนรู้สาหรับนักเรียนในศตวรรษท่ี 21 น้ัน ครูผู้สอนจาเป็นต้องใช้วิธีการจัดการ เรียนรู้ท่ีหลากหลายในการพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะต่างๆ โดยมุ่งเน้นการ จัดการเรียนรู้ที่ให้ความสาคัญกับนักเรียนโดยฐานความเชื่อท่ีว่านักเรียนเป็นผู้สรรค์ส ร้างความรู้ด้วย ตนเองจากการปฏิบัติจริง การจัดการเรียนรู้ครูผู้สอนจึงต้องให้ความสาคัญกับการสร้างความรู้ด้วย ตนเองอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย ความสนใจ และความสามารถของนักเรียน การท่ีเด็กจะ เปน็ ผ้ใู หญท่ ี่ดีมีคุณภาพและเป็นบคุ คลทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ ่อสงั คมไดน้ ้นั จาเป็นต้องไดร้ ับการดแู ลเอาใจใส่ ให้สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการขั้นพน้ื ฐานของมนษุ ย์ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐานไดก้ าหนดคุณลักษณะของเด็กไทยในประชาคม อาเซียนไว้ว่า เด็กไทยควรมีทักษะในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และมีวิธีคิดที่ถูกต้อง ดังนั้นสถานศึกษาทุกระดับควรพัฒนาทักษะการคิดให้ เกิดขึ้นกับผู้เรียนให้ได้ เพื่อให้เด็กไทยก้าวทันความเจริญรุ่งเรืองภายใต้สภาวการณ์เปล่ียนแปลงอยา่ ง รวดเร็วทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและเทคโนโลยี และแข่งขันในระดับนานาชาติได้ อย่างไรก็ตามแม้ ประเทศไทยมีการปฏิรูปการศึกษามาแล้ว 1 ทศวรรษแต่กลับพบว่ายังไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร ซ่ึงสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้รายงานสรปุ ผลการดาเนินงาน 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา ในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับทักษะการคิดพบว่า ระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานผู้เรียนมีความสามารถในการคิด วเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ คดิ ไตรต่ รองเพยี งร้อยละ 10.4 สาเหตหุ รืออปุ สรรคสาคัญที่ทา ให้เด็กไทยขาดทักษะการคิดนั้นมีหลายประการด้วยกันต้ังแต่รูปแบบและวิธีการสอนที่เน้นครูเป็น การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

2 ศูนย์กลาง ครูส่วนมากยังไม่เข้าใจวิธีการสอนเพ่ือส่งเสริมทักษะการคิดให้แก่ผู้เรียน และขาดการ ตระหนกั ถงึ ความสาคัญในการส่งเสริมทักษะการคิดให้กบั ผู้เรียน หลักสตู รทีไ่ ม่สามารถสร้างเสริมและ พัฒนาให้ผู้เรียนคิดได้ ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังเรียนรดู้ ้วยวธิ ีการจดจาและท่องจามากกว่าท่ีจะคิดวิเคราะห์ เนอื้ หาสาระในส่งิ ที่ได้เรยี นรไู้ ป การพัฒนาทักษะการคิดน้ันครูผู้สอนเป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญอย่างมาก ดังนั้นครูจาเป็นต้องมี ความรูค้ วามเขา้ ใจในเนื้อหาสาระท่ีสอน และเข้าใจระดบั การคดิ ในแตล่ ะทักษะท้ังการคดิ วเิ คราะห์ คดิ สร้างสรรค์ คิดวิจารณญาณ คิดแก้ปัญหา เพราะทักษะการคิดมีหลายระดับและจะต้องพัฒนาทักษะ เหลา่ นนั้ จากข้นั ต่าไปสรู่ ะดบั สงู ตามศักยภาพและพฒั นาการของผเู้ รยี นทมี่ คี วามแตกต่างกันซ่ึง Piaget เชื่อว่า พัฒนาการทางสติปัญญาเป็นผลมาจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดย บุคคลพยายามปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุลด้วยการใช้กระบวนการดูซึมและกระบวนการปรับให้ เหมาะสม จนทาใหเ้ กิดการเรียนรู้โดยเริม่ จากการสัมผัส ต่อมาจึงเกิดความคิดทางรูปธรรมและพัฒนา เร่ือยๆ จนเกิดความคิดเป็นนามธรรม ซ่ึงจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นลาดับ ผู้เรียนในระดับ ประถมศึกษาถือว่าจัดอยู่ในขั้นความคิดรวบยอดอย่างใช้เหตุผลเป็นรูปธรรมเด็กสามารถเรียนรู้และ จาแนกสิ่งต่างๆ เป็นรูปธรรมได้ มีความพร้อมท่ีจะเรียนรู้ในส่ิงต่างๆ ได้ดีจากการลงมือปฏิบัติ นอกจากนี้ครูต้องสามารถนาเคร่ืองมือและกิจกรรมต่างๆ ไปใช้ในการพัฒนาการคิดให้เหมาะสม รู้จัก สร้างบรรยากาศการเรียนรู้โดยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกซึ่ง ความคดิ อยา่ งอิสระ ใจกวา้ งยอมรับฟงั ความคิดเหน็ ของผเู้ รียนบนพน้ื ฐานของเหตุผล ดังนน้ั ทกั ษะการ คิดจงึ จาเป็นต้องมีการปรับเปล่ียนกระบวนการจดั การเรียนร้แู ละเจตคติ และทสี่ าคญั ควรมีการพัฒนา นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ครูมีแนวทางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ การคดิ ของผเู้ รยี น กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพ่ือการประกันคุณภาพ ภายในของสถานศึกษา เมอ่ื วนั ท่ี 16 กุมภาพันธ์ 2554 สาหรบั สถานศึกษาทกุ สงั กัดที่จดั การศึกษาขั้น พ้นื ฐาน ใชเ้ ปน็ เป้าหมายในการพัฒนาและยกระดบั คณุ ภาพผเู้ รยี น คุณภาพการจดั การศึกษา คณุ ภาพ ด้านการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ คุณภาพด้านอัตลักษณ์ของสถานศึกษา รวมทั้งคุณภาพด้าน มาตรการส่งเสริม และหน่วยงานต้นสังกัด สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ให้ ความสาคัญในการนามาตรฐานการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพ และมีมาตรฐานเดียวกัน และให้สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาใช้เป็นเครื่องมือในการ ส่งเสรมิ สนับสนุนให้ระบบการประกนั คุณภาพในของสถานศึกษาเขม้ แข็งและยง่ั ยืน ประเทศไทยได้ดาเนนิ การเรื่องการพัฒนาทย่ี ั่งยืนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2520 โดยพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ริเร่ิมแนวทางในการพัฒนาที่ยั่งยืน ช่ือว่าปรัชญา “เศรษฐกิจ พอเพียง” เพ่ือปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดาเนินชีวิตกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมและ ธรรมชาติ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งยงั เนน้ ให้ประชาชนดาเนนิ ชีวิตอย่างยัง่ ยืน ซง่ึ เปน็ พน้ื ฐานทสี่ าคัญ ในการขจัดความยากจน และการพัฒนาท่ียั่งยืนของประเทศไทยสาหรับเร่ืองเศรษฐกิจสีเขียว และ เป้าหมายของการพัฒนาท่ีย่ังยืน (SDGs) การเพ่ิมขีดความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีท่ีเป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อมสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและ การพัฒนาที่ย่ังยืนได้ นอกจากน้ียังมีมาตรการหลากหลายท่ีมุ่งไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ดังน้ัน นานา การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

3 ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกาลังพัฒนา ควรจะมีความยืดหยุ่นในการพัฒนานโยบายของตน เพ่ือมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ย่ังยืน นอกจากน้ีกระบวนการจัดทาเป้าหมายของการพัฒนาท่ีย่ังยืน (SDGs) จะต้องมีการหารืออย่างต่อเน่ือง และต้องบูรณาการเรื่องสุขภาพของมนุษย์เป็นหนึ่งในเป้าหมายของ การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย ประเทศไทยมุ่งมั่นท่ีจะดาเนินการให้เกิดการพัฒนาที่ย่ังยืน โดยปัญหาท่ี เกีย่ วขอ้ งกับสิ่งแวดล้อม และสงั คม ไดบ้ รรจไุ วใ้ นวาระการพฒั นาของชาติ การนาความรู้หรือความเข้าใจมาพัฒนาเป็นส่ิงสร้างสรรค์ภูมิปัญญาใหม่ เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้และสังคมได้ ซ่ึงปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความสาคัญกับการวิจัย ตามแนวทางน้ี เพื่อสร้างเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ รวมท้ังสร้างโอกาสในการพัฒนาสู่ ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยได้มีการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์ นวัตกรรม ดังนั้นจึงเกิดนวัตกรรม การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model เพ่ือพัฒนา กระบวนการคิด แก้ปัญหา และลงมือปฏิบัติ อย่างเป็นข้ันตอนของนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองสาม พราน โดยไดน้ ากระบวนการทไ่ี ดไ้ ปประยกุ ต์ใชใ้ นการดาเนนิ ชวี ิต ประกอบอาชีพในอนาคต 6. วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพื่อพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิด แก้ปัญหา และการ ลงมือปฏิบตั ิของผเู้ รยี น 2. เพือ่ สร้างรูปแบบการบรหิ ารจัดการในสถานศึกษาทสี่ อดคล้องกบั บริบทของโรงเรยี น 7. กลมุ่ เป้าหมาย ประชากร/กล่มุ ตวั อย่าง นักเรียนโรงเรียนบา้ นหนองสามพราน ปีการศึกษา 2563 จานวน 96 คน 8. หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎีที่ใช้ 1. การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management) การบริหารโดยใช้ โรงเรียนเป็นฐาน เป็นรูปแบบและแนวคิดการบริหารที่ต้องการกระจายอานาจการบรหิ ารและการจัด การศึกษาจากส่วนกลาง หรือจากเขตพ้ืนท่ีการศึกษาไปยังสถานศึกษาโดยตรง ทาให้สถานศึกษามี อานาจและความรับผิดชอบในการบริหารตนเองในลักษณะเชิงเบ็ดเสร็จ มีความคล่องตัวและอิสระ มากข้ึนในการตัดสินใจส่ังการเก่ียวกับการบริหารสถานศึกษาในทุกด้านท่ีเก่ียวกับภารกิจทั้งในด้าน วิชาการและหลักสูตร การเงินและการงบประมาณ การบรหิ ารงานบคุ คล และการบริหารทว่ั ไป การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานได้รับอิทธิพลมาจากวงการธุรกิจและอุตสาห กรรมท่ี ประสบผลสาเร็จ โดยมีหลักการ วิธีการ และกลยุทธ์ในการทาให้องค์กร การมีประสิทธิภาพในการ ทางาน ทาให้ผลการปฏิบัติงานสูงข้ึน มีคุณภาพ สร้างกาไร และสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า และผู้ที่ เก่ียวข้องมากขึ้น โดยเน้นให้มีการทางานแบบมีส่วนร่วมและมอบอานาจให้มีการตัดสินใจเบ็ดเสร็จที่ สาขา หรือหน่วยงานย่อยในประเทศหรือเมืองต่างๆ ในวงการศึกษาของสหรัฐอเมริกา และประเทศ ต่างๆ ได้แสวงหานวัตกรรมมาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตร จนกระทั่งปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมามี การศึกษาพบวา่ การพฒั นาคุณภาพการศึกษาให้ดขี ึ้นน้นั ตอ้ งปรบั ปรุงกระบวนการ โดยมงุ่ ปรบั ระบบ การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

4 โครงสร้างการบริหารโรงเรียนเสียใหม่ มีการกระจายอานาจการบริหาร และจัดการศึกษาไปยัง โรงเรียนให้มากข้ึน และให้โรงเรียนบริหารแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากแนวคิดในเรื่อง การ กระจายอานาจการบริหารและจัดการศึกษาไปยังสถานศึกษาแล้ว ยังเกิดกระแสเร่ืองการตัดสินใจ แบบมีส่วนร่วม (Shared - Decision Making Movement) ข้ึนในช่วงเวลาเดียวกันและในช่วงปลาย ทศวรรษท่ี 1980 ได้มีการใช้วิธีการและกระบวนการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานขึ้นในประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นแห่งแรก แล้วแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ ท่ัวทุกภูมิภาคของโลก ขอบข่ายหรือ ภารกิจในการบริหารโดยใชโ้ รงเรียนเป็นฐาน (School - Based Management Tasks) การนารูปแบบ การบรหิ ารโดยใช้โรงเรยี นเปน็ ฐาน มาใชใ้ นประเทศไทย ประการที่ 1 รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ บ้านเมืองทด่ี ี พ.ศ. 2546 ประการท่ี 2 การนาการบริหารจัดการโรงเรยี นฐาน (School Based Management: SBM) มาใชใ้ นการศึกษาข้ันพ้ืนฐานซง่ึ หลักการบรหิ ารโรงเรยี นสอดคล้องกับหลักการของธรรมาภิบาล เกือบ ทั้งหมดจึงเป็นการสอดรับกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธกี ารบรหิ ารกิจการ บ้านเมืองท่ี ดี พ.ศ. 2546 ประการที่ 3 ตามท่ีมี พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า มาตรา 39 กาหนดให้กระทรวงกระจายอานาจการ บริหารและการจดั การศึกษาท้ังด้านวิชาการ งบประมาณ การบรหิ ารงานบุคคล และการบรหิ ารท่ัวไป ไปยังคณะกรรมการ และสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาและสถานศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษาโดยตรง และใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ. 2546 มาตรา 35 บญั ญตั ิไว้วา่ “สถานศกึ ษา ท่ีจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐานตามมาตรา 34 (2) เฉพาะที่เป็นโรงเรียนของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล เม่ือมี การยุบเลกิ สถานศึกษาตามวรรคหนง่ึ ให้ความเปน็ นิตบิ คุ คลสิน้ สดุ ลง” หลักสาคญั ในการบรหิ ารแบบโรงเรียนเป็นฐาน 1. การกระจายอานาจการตดั สินใจไปสู่หนว่ ยปฏิบัตใิ ห้มากขึน้ 2. การมีสว่ นรว่ มของผูเ้ กย่ี วขอ้ ง และการมีส่วนรว่ มรับผดิ ชอบในการตดั สนิ ใจใหส้ ถานศึกษา 3. มีอิสระในการบริหารจัดการตนเองอย่างมีอิสระภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยมี หนว่ ยงานตน้ สงั กัดดูแลด้านนโยบายและมาตรฐาน 4. มอี งคก์ รอสิ ระคอยตรวจสอบดา้ นคุณภาพ 5. มมี าตรฐานการจดั การศกึ ษาม่งุ ให้เกิดผลสาเร็จแก่สถานศกึ ษา หลักการสาคญั ของการบรหิ ารโดยใชโ้ รงเรียนเปน็ ฐานไว้ 5 ประการ ได้แก่ 1. หลกั การกระจายอานาจ (Decentralization) ซง่ึ เป็นการกระจายอานาจการจัดการศึกษา จากกระทรวง และส่วนกลางไปยังสถานศึกษาให้มากท่ีสดุ โดยมคี วามเชอ่ื วา่ โรงเรยี นเป็นหนว่ ยสาคัญ ในการเปล่ียนแปลงและพฒั นาการศึกษาของเด็ก การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

5 2. หลักการมีส่วนร่วม (Participation or Collaboration or Involvement) เปิดโอกาสให้ ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้มีส่วนร่วมในการบริหาร ตัดสินใจ และร่วมจัดการศึกษาผู้มีส่วน ได้ส่วนเสีย มีทั้งครู ผู้ปกครอง ตัวแทนชุมชน ตัวแทนศิษย์เก่า และตัวแทนนักเรียน การท่ีบุคคล เหล่าน้ันมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจะเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และจะรับผิดชอบในการจัด การศกึ ษามากขนึ้ 3. หลักการคืนอานาจจัดการศึกษาให้ประชาชน (Return Power to People) ความเจริญ ก้าวหนา้ ต่างๆ เปน็ ไปอยา่ งรวดเร็ว การจัดการศึกษาโดยสว่ นกลางเรมิ่ มีข้อจากัด เกิดความลา่ ช้า และ ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและชุมชนอย่างแท้จริง จึงต้องมีการคืนอานาจให้ท้องถิ่นและ ประชาชนได้จัดการศึกษาเองอีกครั้ง โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครอบครัว องค์กร ชุมชน สถานประกอบการ มีสิทธิจัดการศึกษาได้หรือการมีตัวแทนชุมชน ผู้ปกครอง องค์กรปกครอง ส่วนทอ้ งถนิ่ องคก์ รชุมชนไปร่วมเป็นคณะกรรมการโรงเรียน 4. หลักการบริหารตนเอง (Self - management) โรงเรียนมีระบบการบริหารด้วยตนเอง โดยใหโ้ รงเรียนมีอานาจหนา้ ที่และความรับผดิ ชอบในการดาเนนิ งาน ซงึ่ อาจดาเนนิ การไดห้ ลากหลาย แนวทาง ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันแล้วแต่ความพร้อมและสถานการณ์ของโรงเรียน ผลท่ีได้น่าจะมี ประสิทธิภาพสูงกวา่ เดมิ ที่ทุกอย่างถูกกาหนดมาจากส่วนกลางไม่วา่ จะโดยทางตรงหรือทางอ้อม 5. หลักการตรวจสอบและถว่ งดุล (Check and Balance) สว่ นกลางมหี นา้ ทกี่ าหนดนโยบาย และควบคุมมาตรฐาน มีองค์กรอิสระทาหน้าท่ีตรวจสอบคุณภาพการบริหารและการจัดการศึกษา เพื่อให้มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นไปตามกาหนด และเป็นไปตามนโยบายของชาติ คณะกรรมการ โรงเรยี นจะทาหน้าที่ตรวจสอบและถว่ งดุลซึง่ กนั และกันเสมอ ลกั ษณะสาคัญของโรงเรียน ทีบ่ รหิ ารงานแบบ (SBM) 1. บุคลากรทุกคนมสี ่วนรว่ มในการกาหนด วิสยั ทัศน์ พันธกจิ ของโรงเรียน 2. ผู้บริหารมกี ารบริหารงานแบบเกอ้ื หนนุ 3. มีการพฒั นาทัง้ ระบบอยา่ งตอ่ เนื่อง (Whole School Approach) 4. ผนู้ ามกี ารกระตุ้นบคุ ลากรในโรงเรียน 5. การบรหิ ารเชงิ กลยทุ ธ์ เน้นการแกป้ ญั หาไดท้ ันการ 6. เน้นการทางานเป็นทมี 7. ผ้ปู กครองมีส่วนในการสนับสนนุ โรงเรยี นอยา่ งเต็มที่ 8. ประเมนิ ผลทง้ั ระบบ (Input, Process, Output) ปัจจยั ทีเ่ อ้อื ต่อความสาเรจ็ ของการบิหารโดยใชโ้ รงเรียนเปน็ ฐาน ไดแ้ ก่ 1. การกระจายอานาจให้โรงเรียนอยา่ งแท้จริง 2. การบริหารแบบมสี ่วนร่วม 3. การพฒั นาบคุ ลากร 4. การใชส้ ารสนเทศเพือ่ การบรหิ าร 5. ผ้บู ริหารโรงเรียนมคี วามรคู้ วามสามารถ การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

6 6. วสิ ัยทัศนร์ ว่ มทีช่ ัดเจน 7. การให้รางวัลอย่างเหมาะสม ปัญหาสาคัญของการบรหิ ารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน คือ 1. ตอ้ งใชเ้ วลาในการเปลยี่ นแปลงนาน 2. คณะกรรมการไม่มีความสามารถ และไม่เข้าใจบทบาทหน้าท่ี 3. โรงเรียนไม่ได้รับการกระจายอานาจอย่างเต็มท่ีและมักไม่ให้ ความสาคัญเร่ืองการเรียน การสอนและผลการเรยี นเท่าทค่ี วร 2. การจัดการเรยี นการสอนที่เนน้ ผูเ้ รียนเปน็ สาคญั (Child Center) หลักการของการเรยี นการสอนทีเ่ น้นผเู้ รยี นเปน็ สาคญั มแี นวคดิ จากปรัชญา constructivism ท่ีเช่ือว่าการเรยี นรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในผูเ้ รยี น ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากความสัมพนั ธ์ ระหว่างส่ิงท่ีพบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม เป็นปรัชญาที่มีข้อสันนิษฐานว่า ความรู้ไม่ สามารถแยกจากความอยากรู้ ความรู้ได้มาจากการสร้างเพื่ออธิบายแนวคิด constructivism เน้นให้ ผู้เรียนสร้างความรู้ โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ทางปัญญา (Cognitive structure) แต่ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนปรับเปล่ียนสติปัญญาได้ โดยจัด สภาพการณ์ให้ผู้เรียนเกิดความขัดแย้งทางปัญญา หรือเกิดภาวะไม่สมดุลขึ้น (unequilibrium) ซึ่ง เป็นสภาวะที่ประสบการณ์ใหม่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์เดิม ผู้เรียนต้องพยายามปรับข้อมูลใหม่ กับประสบการณ์ทม่ี ีอยู่เดิม แล้วสรา้ งเป็นความรู้ใหม่ ตวั บง่ ชี้ของการจดั การเรยี นการสอนทเ่ี น้นผูเ้ รียนเปน็ สาคัญ โดยพิจารณาทง้ั ผู้สอนและผเู้ รียน มดี งั ตอ่ ไปนี้ ผูส้ อน 1. ผู้สอนจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่เอง (construction of the new knowledge) 2. ผู้สอนให้ผู้เรียนใช้ทักษะกระบวนการ (process skills)คือ กระบวนการคิด (thinking process) กระบวนการกลมุ่ (group process) และสร้างความรู้ด้วยตนเอง 3. ผู้สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน (participation) คือมีส่วนท้ังด้านปัญญา กาย อารมณ์ และสังคม รวมท้ังให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ (interaction) ท้ังส่ิงที่มีชีวิตและปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งไม่มีชีวติ เช่น หนงั สอื สถานที่ต่างๆ คอมพวิ เตอร์ เป็นตน้ 4. ผู้สอนสร้างบรรยากาศเอ้ือต่อการเรียนรู้ ทั้งบรรยากาศทางกายภาพและจิตใจ เพ่ือให้ ผ้เู รยี นมคี วามสขุ (happy learning) 5. ผู้สอนมีการวัดและประเมินผลท้ังทักษะกระบวนการ ขีดความสามารถศักยภาพของ ผ้เู รยี น และผลิตจากการเรยี นรู้ ซ่งึ เป็นการประเมินตามสภาพจริง (authentic assessment) 6. ผสู้ อนพฒั นาให้ผ้เู รยี นสามารถนาความรไู้ ปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้ (application) 7. ผู้สอนเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อานวยความสะดวก (facilitator) คือ เป็นผู้จัดประสบการณ์ รวมทง้ั ส่อื การเรียนการสอน เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นใช้เป็นแนวทางสร้างความรู้ดว้ ยตนเอง คอื ผู้สอนทีเ่ ป็นผู้อานวย การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

7 ความสะดวกน้ันมีบทบาทดังน้ี 1) เป็นผู้นาเสนอ (presenter) 2) เป็นผู้สังเกต (observer) 3) เป็นผู้ถาม (asker) 4) เป็นผู้ให้การเสริมแรง (reinforce) 5) เป็นผู้แนะนา (director) 6) เป็นผู้สะท้อนความคิด (reflector) 7) เป็นผู้จัดบรรยากาศ (atmosphere organizer) 8) เป็นผู้จัดระเบียบ (organizer) 9) เป็นผู้ แนะแนว (guide) 10) เป็นผู้ประเมิน (evaluator) 11) เป็นผู้ให้คาช่ืนชม (appraiser) 12) เป็นผู้กากับ (coacher) ผู้เรียน 1. ผเู้ รียนสร้างความรู้ (construction) รวมทั้งสรา้ งสิง่ ประดิษฐด์ ว้ ยตนเอง 2. ผู้เรียนใชท้ กั ษะกระบวนการ (process skills) คอื กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่ม สร้างความรูด้ ้วยตนเอง 3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรยี น (participation) มีปฏิสัมพนั ธ์ (interaction) 4. ผเู้ รยี นร้อู ย่างมคี วามสุข (happy learning) 5. ผ้เู รยี นสามารถนาความรไู้ ปใช้ได้ (application) ตัวบ่งชี้สาคัญในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ คือ การให้ผู้เรียนใช้กระบวนการ สรา้ งความรู้ใหมแ่ ละสิ่งประดษิ ฐ์ใหมด่ ้วยตนเอง ดังแผนภาพต่อไปนี้ ผเู้ รียนใช้กระบวนการ ผลผลิต ความรใู้ หม่ กระบวนการคิด กระบวนการกลุ่ม สิง่ ประดิษฐ์ใหม่ แผนภาพ การใชก้ ระบวนการสร้างความรู้และส่งิ ประดษิ ฐ์ใหม่ ขั้นตอนของการเรียนการสอนท่ีเน้นให้ผเู้ รียนสร้างความรู้ตามแนว Constructivism ข้ันตอนของการเรียนการสอนที่เน้นใหผ้ เู้ รียนสรา้ งความรู้ตามแนว constructivism นั้น ไดร์ เวอร์และเบลล์ ไดก้ าหนดข้ันตอนไว้ ดงั น้ี 1. ข้ันนา (orientation) เป็นข้ันตอนที่ผู้เรียนจะรับรู้ถึงจุดมุ่งหมายและมีแรงจูงใจในการเรียน บทเรยี น 2. ข้ันทบทวนความรู้เดิม (elicitation of the prior knowledge) เป็นข้ันท่ีผู้เรียนแสดงออก ถึงความรู้ความเข้าใจเดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องท่ีจะเรียน วิธีการให้ผู้เรียนแสดงออก อาจทาได้โดยการ อภิปรายกลุ่ม การให้ผู้เรียนออกแบบโปสเตอร์ หรือการให้ผู้เรียนเขียนเพื่อแสดงความรู้ความเข้าใจที่เขา มอี ยู่ ผู้เรยี นอาจเสนอความรูเ้ ดิมด้วยเทคนิคผังกราฟิก (graphic organizers) ขน้ั นี้ทาให้เกดิ ความขัดแย้ง ทางปญั ญา (cognitive conflict) หรอื เกิดภาวะไม่สมดลุ (unequilibrium) 3. ขัน้ ปรับเปลย่ี นแนวความคดิ (turning restructuring of ideas) นบั เปน็ ข้นั ตอนทสี่ าคญั หรือ เป็นหวั ใจสาคญั ตามแนว constructivism ข้นั น้ปี ระกอบด้วยขั้นตอนย่อยดงั นี้ การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

8 3.1 ทาความกระจ่างและแลกเปล่ียนเรียนรู้ ระหว่างกันและกัน (clarification and exchange of ideas) ผู้เรียนจะเข้าใจได้ดีขึ้น เม่ือได้พิจารณาความแตกต่างและความขัดแย้งระหว่าง ความคิดของตนเองกับของคนอ่ืน ครูจะมีหน้าที่อานวยความสะดวก เช่น กาหนดประเด็นกระตุ้นให้คิด ได้แก่ การเรยี นรู้ 3.2 สร้างความคิด (construction of new ideas) จากการอภิปรายและการสาธิต ผู้เรียน จะเหน็ แนวทางแบบวธิ ีการท่ีหลากหลายในการตีความปรากฏการณ์ หรอื เหตุการณ์แล้วกาหนดความคิด ใหม่หรอื ความร้ใู หม่ 3.3 ประเมินความคิดใหม่ (evaluation of the new ideas) โดยการทดลองหรือการคิด อย่างลึกซ้ึง ผู้เรียนควรหาแนวทางท่ีดีท่ีสุดในการทดสอบความคิดหรือความรู้ ในข้ันตอนน้ีผู้เรียนอาจจะ รู้สึกไม่พึงพอใจความคิดความเข้าใจท่ีเคยมีอยู่ เน่ืองจากหลักฐานการทดลองสนับสนุนแนวคิดใหม่ มากกว่า 4. ข้ันนาความคิดไปใช้ (application of ideas)เป็นข้ันตอนที่ผู้เรียนมีโอกาสใช้แนวคิดหรือ ความรู้ความเข้าใจท่ีพัฒนาขึ้นมาใหม่ในสถานการณ์ตา่ งๆ ทั้งท่ีคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย เป็นการแสดงว่า ผูเ้ รียนเกิดการเรยี นรู้อยา่ งมีความหมาย การเรยี นรูท้ ี่ไมม่ ีการนาความรู้ไปใชเ้ รียกว่า เรียนหนังสือไม่ใช่ เรียนรู้ 5. ข้ันทบทวน (review) เป็นข้ันตอนสุดท้าย ผู้เรียนจะได้ทบทวนว่า ความคิดความเข้าใจของ เขาได้เปลี่ยนไป โดยการเปรียบเทียบความคิดเม่ือเริ่มต้นบทเรียนกับความคิดของเขาเม่ือส้ินสุด บทเรียนความรทู้ ี่ผู้เรียนสร้างดว้ ยตนเองนั้นจะทาให้เกิดโครงสร้างปัญญา (cognitive structure) ปรากฏ ในช่วงความจาระยะยาว (long-term memory) เป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ผู้เรียนสามารถจาได้ ถาวร และสามารถนาไปใช้ได้ในสถานการณ์ต่างๆ เพราะโครงสร้างทางปัญญา คือ กรอบของความหมาย หรือแบบแผนที่บุคคลสร้างขึ้น ใช้เป็นเครื่องมือในการตีความหมาย ให้เหตุผล แก้ปัญหา ตลอดจนใช้ เป็นพ้ืนฐานสาหรับการสร้างโครงสร้างทางปัญญาใหม่ นอกจากน้ียังทบทวนเก่ียวกับความรู้สึกท่ี เกิดขึ้น ทบทวนว่าจะนาความร้ไู ปใช้ได้อย่างไร และยงั มีเร่อื งใดที่ยงั สงสยั อยอู่ ีกบ้าง การจัดสภาพแวดล้อมในจะเน้นเร่ืองบรรยากาศการเรียนการสอน การบรรยากาศการเรียน จะมีวิธีการสร้างอย่างไร สร้างยากหรือสร้าง การสอนเป็นปัจจัยสาคัญต่อประสิทธิภาพการสอนน้ัน ง่ายเพียงไร ผู้ใดเป็นผู้สร้าง ควรสร้างเมื่อใด สิ่งแหล่าน้ีนักการศึกษาท้ังไทยและต่างประเทศได้ศึกษา ค้นคว้าไว้อย่างเป็นระบบเพ่ือเป็นแนวคิด แนวทางแก่ผู้บริหารการศึกษาและผู้สอนได้ใช้เป็นหลักใน การจัดการสร้างบรรยากาศการเรียนการสอน บรรยากาศการเรียนการสอนมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ ของผู้เรียน บรรยากาศที่ดีอาจส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสุขภาพจิตดี มีความตั้งใจ ใช้เวลาในการเรียนเต็มที่ ในทางกลับกันบรรยากาศท่ีไม่เหมาะสมจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ทาให้ผู้เรียนไม่สนใจ ไม่ตั้งใจ เรียนและอาจมีอคติท่ีไม่ดีต่อผู้สอน อคติต่อสถาบันบรรยากาศการเรียนการสอน โดยเน้นในช้ันเรียน เป็นตัวแปรสาคัญท่ีช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้การเรียนการสอนมีประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพ บรรยากาศการเรียนการสอนแบ่งเปน็ 2 ประเภท คือ 1) บรรยากาศทางกายภาพ 2) บรรยากาศทาง จิตใจ การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

9 1. บรรยากาศทางกายภาพ การสร้างบรรยากาศทางกายภาพ หรือบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่ดีของห้องเรียนมผี ล ตอ่ การเรยี นการสอน และต่อเจตคติท่ดี ีของผู้เรยี น ลักษณะของหอ้ งเรียนทีม่ บี รรยากาศทางกายภาพเหมาะสม ควรเป็นดงั นี้ 1. ห้องเรียนมีสีสันน่าดูและเหมาะสม สบายตา อากาศถ่ายเทได้ดี และสร้างพอเหมาะ ปราศจากเสียงรบกวน และมีขนาดกว้างขวางเพียงพอกบั จานวนผู้เรียน 2. ห้องเรียนควรมีบรรยากาศ ความเป็นอิสระของการเรียน การทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตลอดจนการเคล่ือนไหวในกิจกรรมการเรียนการสอนทุกประเภท 3. หอ้ งเรียนตอ้ งสะอาดถกู สุขลักษณะ น่าอยู่ ตลอดจนมคี วามเปน็ ระเบียบเรียบร้อย 4. สิ่งท่ีอยู่ภายในห้องเรียน เช่น โต๊ะ เก้าอ้ี สื่อการสอนประเภทต่างๆ เช่น กระดาน จอรับภาพ เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ สามารถเคล่ือนไหวได้ และสามารถดัดแปลงให้เอ้ืออานวยต่อ การสอนและการจัดกิจกรรมประเภทต่างๆ ได้ 5. ควรจัดเตรียมห้องเรียนให้พร้อมต่อการสอนในแต่ละครั้ง เช่น ให้มีความเหมาะสมต่อ การสอนวิธีต่างๆ ตัวอย่างเช่น เหมาะต่อวิธีสอนโดยกระบวนการกลุ่ม วิธีบรรยายและวิธีการแสดง ละคร เปน็ ต้น การจัดโต๊ะในห้องเรียนเป็นปัจจัยสาคัญในการสร้างบรรยากาศทางการเรียน การจัดโต๊ะเรียน ทาได้หลายแบบข้นึ อยู่กบั ผู้สอนจะยึดวิธีสอนแบบใดเปน็ หลัก เช่น จดั โตะ๊ เรียนเพื่อเรียนแบบบรรยาย แบบสาธิต แบบประชุมกลุ่มย่อย หรือกิจกรรมการเรียนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การจัดโต๊ะเรียนควร คานึงถึง 1) จานวนนกั เรยี น 2) สภาพของห้องเรียน 3) ความสามารถของนักเรียน 4) สภาพแวดล้อมของ โรงเรียน ก. การจัดโต๊ะเรียนแบบธรรมดา เป็นการจัดโต๊ะเรียนแถวหันหน้าเข้าหากระดานหนา้ ชน้ั เรียน เหมาะกับการสอนท่ียึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เช่น ใช้วิธีสอนแบบบรรยาย แบบสาธิตประกอบ การ บรรยาย ห้องเรยี นแบบนี้เนน้ ความเข้มงวด ระเบยี บวินยั และเน้นการบรรยากาศทเี่ งียบ กระดาน โต๊ะครู ภาพ การจัดโตะ๊ เรยี นแบบธรรมดา การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

10 ข. การจัดโตะ๊ เรยี นเป็นกลุม่ ย่อย เปน็ การจัดโต๊ะเรยี นเพ่ือให้ผเู้ รยี นในกล่มุ เดยี วกันน่ังหัน หน้าเข้าหากัน ซ่ึงกลุ่มย่อยอาจประกอบด้วยสมาชิกต้ังแต่ 4-8 คน การจัดแบบน้ียึดผู้เรียนเป็น ศนู ย์กลางหรือเนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ เชน่ ใช้วธิ ีการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม แบบอภิปรายกลุ่มย่อย แบบปฏิบัติการทดลอง เป็นต้น การจัดต้ังแบบนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนทางานร่วมกัน แลกเปลี่ยน ประสบการณ์กันและกัน สร้างความคุ้นเคยกันและกัน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ โดยใช้กระบวนการ หาความรดู้ ว้ ยตัวของผ้เู รยี นเอง กระดาน โต๊ะครู ภาพ การจัดโต๊ะเรียนเปน็ กลุ่มย่อย 2. บรรยากาศทางจติ ใจ บรรยากาศทางจิตใจหรือบรรยากาศทางจิตวิทยา มีความสาคัญต่อการเรียนการสอนอย่าง มาก เพราะการเรียนการสอนจะดาเนินอย่างมีชีวิตชีวาและราบร่ืนน้ัน ผู้เรียนกับผู้สอน และผู้เรียนกับ ผู้เรียนต้องมีความสัมพันธก์ ัน และมีปฏิสัมพันธ์กัน อย่างไม่มีการหวาดระแวงกัน ปราศจากการติและ วิพากษ์วิจารณ์ในทางลบหรือทางไม่ดี เป็นบรรยากาศของการให้ความร่วมมือกันและกัน ซ่ึงทั้งผู้สอน และผเู้ รียนมสี ว่ นรว่ มในการสรา้ งบรรยากาศทางจติ ใจรว่ มกัน บรรยากาศทางจติ ใจมีดังน้ี 2.1 บรรยากาศความคุ้นเคยหรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ดังกล่าวน้ีทั้ง ผู้สอนและผ้เู รียนเปน็ ผรู้ ว่ มกันสรา้ ง ซึ่งพอสรุปไดด้ ังนี้ 1) บุคลิกภาพของผู้สอน ได้แก่ การย้ิมแย้มแจ่มใส การแต่งกายสุภาพและสะอาด มี อารมณ์ขัน ท่าทางเหมาะสม การใช้คาพูดเหมาะสม และมีน้าเสียงน่าฟัง สิ่งเหล่าน้ีเป็นการเร้าใจและ ดึงดูดความสนใจผู้เรยี น 2) พฤติกรรมการสอนของผู้สอน เป็นพฤติกรรมที่ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทา กิจกรรมด้วยตนเอง ค้นคว้าด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ซักถาม โต้แย้งและถามคาถามหรือการสอนท่ี ผู้สอนมีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะทาให้ห้องเรียนดาเนินการเรียนการสอนด้วยความสนุกและมี ชีวติ ชีวา การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

11 3) พฤติกรรมการเรียนของผู้เรียน ผูเ้ รยี นมสี ว่ นสรา้ งบรรยากาศอยา่ งมาก คอื การเข้า ร่วมกิจกรรมที่ผู้สอนกาหนดหรือแนะนาอย่างเต็มใจ โดยปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ ผู้เรียนกับผู้เรียน รู้จักกัน คุ้นเคยกัน และมีความไว้วางใจกันและกัน มีการตอบคาถามผู้สอนและผู้เรียนด้วยกัน มีการ ถามคาถาม ตลอดจนโต้แยง้ กับผู้สอนและผู้เรียนอยา่ งมเี หตุผลและถูกตอ้ งตามกาลเทศะ บรรยากาศความคุ้นเคยจะเกิดได้ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพของผู้สอน และพฤติกรรมการสอน ของผู้สอน เช่น การสอนที่เน้นให้ผู้เรียนทางานร่วมกัน ค้นคว้าร่วมกัน และใช้กระบวนการหาความรู้ ดว้ ยตนเอง หรือการใช้ทกั ษะกระบวนการหาความรู้ 2.2 บรรยากาศที่เป็นอิสระ คือ บรรยากาศท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระในการค้นคว้า ความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการค้นหาความรู้และเน้นการทางานเป็นทีมหรือเป็นกลุ่ม ให้ ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ตลอดจนประสานความคิดร่วมกัน เป็นบรรยากาศที่จะทาให้ การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวาและสนุกสนานจะช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชา ภาษาไทยหรือเรื่องท่ีเรียน อีกทั้งเป็นการพัฒนาความเป็นผู้มีคุณลักษณะของนักคิด คือ มีลักษณะใจ กว้าง มีเหตุผล ยอมรับ ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อ่ืน ไม่เป็นผยู้ ดึ มนั่ ในความคดิ ของตนเป็นหลักอย่าง เดียวใฝร่ ู้ ไม่ดว่ นตดั สินเรอื่ งใดงา่ ย โดยปราศจากการคดิ ไตรต่ รอง 2.3 บรรยากาศท่ีท้าทาย คือ บรรยากาศที่ผู้สอนสร้างให้ผู้เรียนกระตือรือร้นสนใจ ติดตาม ค้นคว้า ศึกษา เช่น การถามคาถามที่ต้องใช้ความคิด การค้นคว้า การถามเรื่องราว ที่ทันสมัย ทัน เหตกุ ารณ์ของประเทศและของโลก การให้ทางานทยี่ ากและซับซ้อน หรอื ทตี่ อ้ งอาศัยความพยายามในการ คน้ ควา้ และทาใหส้ าเร็จ ตลอดจนสร้างบรรยากาศแข่งขนั กนั ระหวา่ งบุคคล หรอื ระหว่างกลุ่ม 2.4 บรรยากาศของการยอมรับนับถือ คือ บรรยากาศที่ผู้เรียนยอมรับนับถือ ผสู้ อนในฐานะ เป็นผู้ให้ความรู้และมีความสามารถท้ังด้านเน้ือหา และกระบวนการถ่ายทอดความรู้ที่สามารถทาให้ ผู้เรียนประสบความสาเร็จ คือ มีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ท้ังในการทางานและใน ชีวิตประจาวันได้ นอกจากนี้ยังเป็นบรรยากาศที่ผู้สอนจะต้องยอมรับผู้เรียนในฐานะปัจเจกบุคคลท่ี มีความสามารถ สติปัญญา ความถนัด ทักษะแตกต่างกัน โดยยอมรับในคุณค่าของผู้เรียนแต่ละคน และ นาคณุ คา่ หรอื ความสามารถของแตล่ ะคนมาใชใ้ ห้เปน็ ประโยชน์ หรือนาความสามารถท่ีแตกต่างกันมา ประสานสัมพันธ์ให้เกิดประโยชน์ เกิดมรรคเกิดผลอันพึงจะได้ เป็นวิธีแตกต่างกัน ไม่มีใครโง่จนเรียน ไม่ได้ และไม่มผี ู้ใดฉลาดแบบเปน็ เลิศจนไม่ต้องเรยี น 2.5 บรรยากาศของการควบคมุ เป็นบรรยากาศที่ทาใหผ้ ้เู รียนในห้องเรียนมวี นิ ัยในตนเอง ปฏิบัติตามเกณฑ์ ระเบียบวินัยของห้องเรียน และความรู้ที่ผู้สอนเป็นผู้กาหนด โดยผู้เรียนมีหน้าที่ รับผิดชอบงานของตนเอง มีความตรงต่อเวลาในการเข้าเรียนและออกจากห้องเรียน ตลอดจนการตรงต่อ เวลาในการส่งงาน มวี ินยั ในการประพฤติปฏบิ ัติในห้องเรียนอยา่ งเหมาะสม ทัง้ ด้านการแต่งกาย ภาษา ท่าทาง ตลอดจนวาจาท่ีใช้มีความสุภาพและเป็นผู้มีสัมมาคารวะ ให้ตระหนักเสมอว่าการที่ผู้สอนมี ความคุ้นเคยเป็นกันเองกับผู้เรียนนั้นเป็นสิ่งดี แต่ต้องสร้างให้ผู้เรียนมีความเกรงใจและประพฤติ ในทางท่ีเหมาะสมทง้ั กาย วาจา และใจด้วย 2.6 ผู้สอนทาให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจเพ่ือบรรยากาศของการกระตุ้นความสนใจ คือไปสู่ เป้าหมายท่ีกาหนดและผู้สอนรู้จักการให้การเสริมแรง เพื่อให้ผู้เรียนเพ่ิมความถ่ีของการมีพฤติกรรม ในทางพงึ ประสงค์ การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

12 นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงลักษณะทางจิตวิทยาของผู้เรียนว่า โดยปกติทุกคนมีแรงขับทาง ปัญญา มีความอยากรู้อยากเห็น มีลักษณะเห็นตนเองสาคัญกับผู้อื่น ต้องการมีช่ือเสียงเป็นที่ยอมรับ ของผู้อื่น ด้วยข้อความรู้ดังกล่าว จึงเป็นส่วนสาคัญทาให้ผูเ้ รียนเกิดแรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธิ์ ดังนั้นผู้สอนจึง มีบทบาททาใหผ้ ้เู รียนเกดิ แรงจูงใจใฝส่ ัมฤทธ์ิ โดยการสรา้ งแรงจงู ใจ ดงั น้ี 1. กระตุ้นให้เกิดแรงขับทางปัญญา เสนอสิ่งเร้าที่ท้าทายให้ผู้เรียนต้องการทา ค้นคว้าด้วย ความสนใจ 2. ปลกู ฝงั ใหผ้ ู้เรยี นเหน็ คุณค่า ความสามารถ ความถนัดของตวั เอง 3. สร้างโอกาสหรือเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนเป็นทย่ี อมรับนับถือของเพื่อนๆ ดว้ ยกันเอง สาหรับการเสริมแรง เป็นสิ่งที่ผู้สอนควรกระทาและร้เู ทคนิคในการเสริมแรง เม่ือผู้เรียนมี พฤติกรรมท่ีประสบความสาเร็จ ในท่ีน้ีจะกล่าวเฉพาะการเสริมแรงทางบวกท่ีผู้สอนควรรู้จักเทคนิค การให้การเสริมแรง คอื เสริมแรงแบบต่างๆ ดังนี้ การเสริมแรงด้วยวาจา เช่น กล่าวชมว่า ดี ดีมาก เป็นความคิดท่ีดี น่าสนใจ ยอดเยี่ยม เป็น ต้น โดยผู้สอนต้องพูดให้ตรงกับความจริงตามสภาพที่ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมและไม่เสริมแรงท่ีมากนัก จนนกั เรยี นเคยชินกลายเปน็ เร่ืองธรรมดา การเสริมแรงด้วยภาษาทา่ ทาง เชน่ แสดงการยอมรับ โดยการพยกั หน้า ยิม้ พอใจ ตัง้ ใจฟงั ปรบมือ การใชส้ ายตาแสดงความสนใจและพอใจ การสมั ผัสกายและแสดงอาการยอมรบั เปน็ ตน้ การเสริมแรงด้วยการให้รางวัลและสัญลักษณต์ ่างๆ เชน่ การใหว้ ัตถุสิ่งของ การนาผลงานมา แสดงและยกย่อง การติดป้ายประกาศเพ่ือแสดงผลงาน การใช้เครือ่ งมือดเี ด่น เปน็ ต้น การจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เป็นวิธีท่ีจะช่วยให้การพัฒนาคนไทยมี ลักษณะของคนยุคใหม่ หรือยุคปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ เป็นคนไทยท่ีรู้เท่าก้าวทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันคน รู้วิธีการเรียนรู้ รู้วิธีการคิด คือ คิดเป็น รู้ วิธีการวิจัยและพัฒนา เป็นคนดีมีคุณภาพ รู้เรารู้เขา เป็นคนดี เก่ง สุข ตามเป้าหมายที่คาดหวัง แต่ได้ พบว่าการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญน้ัน มีปัจจัยสาคัญที่ผู้สอนพึงตระหนัก คือ บรรยากาศทางกายภาพและบรรยากาศทางจิตใจ และส่ิงที่เป็นปัจจัยสาคัญคือ ตัวผู้สอนเองควรต้องมี ทักษะท่ีจาเป็น ๔ประการ เพื่อจะเป็นแบบของการพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นผู้มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นที่พึง ประสงค์ ทกั ษะจาเป็น 4 ประการ คอื 1. ทักษะความสามารถรู้จักตนเองหรือรู้เรา คือ สามารถเข้าใจอารมณ์ของตนเอง เพ่ือเป็น แนวทางสู่การพฒั นาวนิ ยั ตนเอง การควบคุมตนเอง และเพ่อื การเรยี นร้ปู ระสบการณต์ ่างๆ 2. ทักษะความสามารถเข้าใจผู้อื่นหรือรู้เขา คือ ความสามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้ดี มี ความสุข สามารถส่ือสารเข้าใจ ร่วมมือร่วมใจทางานกับคนอ่ืนได้ แสดงความคิดเห็น รับฟังความ คดิ เหน็ ผอู้ ื่น ตลอดจนเหน็ อกเห็นใจผูอ้ ื่น 3. ทกั ษะความมีระบบและความสามารถปรบั ตัวได้ คือ ความสามารถที่จะดาเนินชีวิตอย่างมี ความสุข ด้วยการมีความรับผดิ ชอบ ความสามารถปรบั ตนได้ ความยืดหย่นุ ต่อเหตุการณ์ตา่ งๆ ได้ 4. ทักษะความสามารถในการตัดสินใจ คือ ความสามารถทางปัญญาท่ีใช้ในการประเมิน สถานการณต์ ่างๆ ไดอ้ ยา่ งฉลาดและรอบคอบ มีค่านิยมตนเองและต่อสงั คม การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

13 การสอนซ่ึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ การสอนเป็นศาสตร์ เพราะนักการศึกษา นักจิตวิทยา การศึกษาได้รวบรวมความรู้ไว้เป็นเร่ืองราวและจัดระบบระเบียบ เขียนเป็นทฤษฎีหลักการ มโนทัศน์ กฎ ต่างๆ ไว้ เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีการสอน หลักการจัดการเรียนการสอน วิธีสอน ตลอดจนเทคนคิ การสอนต่างๆ ซึ่งสามารถถ่ายทอดและฝึกหัดกันจนเป็นทักษะได้ การสอนเป็นศิลป์ เพราะเป็น ลักษณะเฉพาะของคนแต่ละคนในการถ่ายทอดความรู้ ผู้สอนรู้วิธีการถ่ายทอด มีความรู้ รู้เทคนิคการ ถ่ายทอด แต่ผู้สอนจะสามารถใช้วิธีและเทคนิคให้น่าสนใจเป็นท่ีประทับใจต่อผู้เรียนอย่างไร นั่นคือ เป็นศิลปะทางการสอน เช่น ในการสอนด้วยวิธีบรรยาย ผู้สอนที่มีศิลปะจะสามารถถ่ายทอดโดยใช้ น้าเสียง ภาษาท่าทาง ตลอดจนภาษาท่ีใช้ง่ายต่อการเข้าใจ กระชับ ชัดเจน ตลอดจนการยกตัวอย่าง เห็นได้ชัด ซ่ึงวิธีการดังกล่าวเป็นเทคนิคหรือกลยุทธ์ของการสอนด้วยวิธีบรรยาย หรือเรียกว่า เป็น ศิลปะการสอน การสอนจงึ เป็นทงั้ ศาสตร์และศลิ ป์ ผูส้ อนที่มีความปราดเปรอ่ื งทางการสอน คอื ผูส้ อน ที่มีศิลปะในการน้าศาสตร์ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ศิลปะท่ีส้าคัญประการหน่ึง คือ การสร้าง บรรยากาศการเรียนการสอนทั้งบรรยากาศทางกายภาพและบรรยากาศทางจิตใจ ซึ่งบรรยากาศ ดังกล่าวเป็นปัจจัยส้าคัญต่อการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส้าคัญ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ การศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 3. ทฤษฎีการเรยี นรขู้ องไทเลอร์ (Tylor) องค์ประกอบหลักหรือวัตถุประสงค์หลักของการเรียนรู้ตามทฤษฎีของไทเลอร์น้ัน ประกอบด้วย 1) ความต่อเนื่อง (continuity) หมายถึง ในวิชาทักษะต้องเปิดโอกาสให้มีการฝึกทักษะใน กจิ กรรมและประสบการณ์บอ่ ยๆ และต่อเนอื่ งกนั 2) การจัดช่วงลาดับ (sequence) หมายถึง หรือการจัดสิ่งที่มีความง่ายไปสู่ท่ีมีความยาก ดังน้ันการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ให้มีการเรียงลาดับก่อนหลัง เพ่ือให้ได้เรียนเน้ือหาท่ีลึกซ้ึง ยง่ิ ข้ึน 3) บูรณาการ (integration) หมายถึง การจัดประสบการณ์จึงควรเป็นลักษณะที่ช่วยให้ ผู้เรียนได้เพ่ิมพูนความคิดเห็นและได้แสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน เนื้อหาที่เรียนเป็นการเพ่ิม ความสามารถท้ังหมด ของผู้เรียนท่ีจะได้ใช้ประสบการณ์ได้ในสถานการณ์ต่างๆ ประสบการณ์เรียนรู้ จงึ เปน็ แบบแผนของปฏสิ ัมพันธ์ (interaction) ระหวา่ งผเู้ รยี นกบั สถานการณ์ท่ีแวดลอ้ ม 4. ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ 8 ขั้นของกานเย (Gagne) 1) การเรียนรู้สัญญาณ (signal learning) เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเรา้ ที่ เป็นไปโดยอัตโนมัติ อยู่นอกเหนืออานาจจิตใจ ผู้เรียนไม่สามารถบังคับพฤติกรรมไม่ให้เกิดขึ้นได้ การ เรียนรู้แบบนี้เกิดจากการที่คนเรานาเอาลักษณะการตอบสนองที่มีอยู่แล้วมาสัมพันธ์กับส่ิงเร้าใหม่ท่ีมี ความใกลช้ ดิ กับสิ่งเรา้ เดมิ การเรียนรู้สัญญาณ เปน็ ลกั ษณะการเรียนรู้แบบการวางเงอ่ื นไขของพาฟลอฟ 2) การเรียนรู้ส่ิงเร้า การตอบสนอง (stimulus response learning) เป็นการเรียนรู้ต่อเน่ืองจาก การเชอื่ มโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง แตกต่างจากการเรียนรสู้ ัญญาณ เพราะผเู้ รยี นสามารถ ควบคุมพฤติกรรมตนเองได้ ผู้เรยี นแสดงพฤติกรรม เนื่องจากไดร้ บั การเสริมแรง การเรียนรู้แบบนี้เป็น การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

14 การเรียนรู้ตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบเช่ือมโยงของธอร์นไดค์ และการเรียนรู้แบบวางเ ง่ือนไข (operant conditioning) ของสกินเนอร์ซึ่งเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทาเองมิใช่รอ ให้สิ่งเร้าภายนอกมากระทาพฤติกรรมที่แสดงออกเกิดจากสิ่งเรา้ ภายในของผ้เู รยี นเอง 3) การเรียนรูการเชื่อมโยงแบบต่อเนื่อง (chaining) เป็นการเรียนรู้ท่ีเชื่อมโยงระหว่างส่ิงเร้า และการตอบสนองทตี่ ่อเน่อื งกนั ตามลาดับ เป็นพฤตกิ รรมทเี่ ก่ียวข้องกบั การกระทา การเคลื่อนไหว 4) การเช่ือมโยงทางภาษา (verbal association) เป็นการเรียนรู้ในลักษณะคล้ายกับการ เรียนรู้การเชอ่ื มโยงแบบต่อเนื่อง แต่เป็นการเรียนรเู้ กี่ยวกับการใช้ภาษา การเรียนรู้แบบการรับสิง่ เรา้ การตอบสนองเป็นพืน้ ฐานของการเรยี นรู้แบบตอ่ เนื่องและการเชื่อมโยงทางภาษา 5) การเรียนรู้ความแตกต่าง (discrimination learning) เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถ มองเหน็ ความแตกต่างของสง่ิ ต่างๆ โดยเฉพาะความแตกตา่ งตามลักษณะของวตั ถุ 6) การเรียนรู้ความคิดรอบยอด (concept learning) เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถจัด กลุ่มส่ิงเร้าที่มีความเหมือนกันหรือแตกต่างกัน โดยสามารถระบุลักษณะที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน ได้ พร้อมทง้ั สามารถขยายความรู้ไปยงั สง่ิ อน่ื ทน่ี อกเหนือจากทีเ่ คยเหน็ มาก่อนได้ 7) การเรียนรู้กฎ (rule learning) เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการรวมหรือเช่ือมโยงความคิดรวบ ยอดตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป และตั้งเปน็ กฎเกณฑ์ขึ้น การที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์จะช่วยให้ ผเู้ รยี นสามารถนาการเรยี นร้นู ัน้ ไปใชใ้ นสถานการณ์ตา่ งๆ กันได้ 8) การเรียนรู้การแก้ปัญหา (problem solving) เป็นการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา โดยการนา กฎเกณฑ์ต่างๆ มาใช้การเรียนรู้แบบนี้เป็นกระบวนการที่เกิดภายในตวั ผ้เู รียน เป็นการใช้กฎเกณฑใ์ น ข้ันสูงเพ่ือการแก้ปัญหาท่ีค่อนข้างซับซ้อน และสามารถนากฎเกณฑ์ในการแก้ปัญหาน้ีไปใช้กับ สถานการณท์ ่คี ลา้ ยคลึงกนั ได้ ข้ันตอนการเรยี นการสอน การใช้ส่ือการสอนน้ันอาจใช้เฉพาะข้ันตอนใดขั้นตอนหน่ึงของการสอนหรือจะใช้ในทุก ขน้ั ตอนก็ได้ ดังนี้ - ข้ันนาสู่บทเรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเน้ือหาท่ีกาลังจะเรียนส่ือที่ใช้ใน ข้ันน้ีจึงเป็นส่ือท่ีแสดงเนื้อหากว้างๆ หรือเนื้อหาท่ีเก่ียวกับการเรยี นในคร้ังก่อนยังมิใช่สื่อท่ีเน้นเนอ้ื หา เจาะลึกจริง อาจเป็นสื่อท่ีเป็นแนวปัญหาหรือเพ่ือให้ผู้เรียนคิด และควรเป็นส่ือง่ายต่อการนาเสนอใน ระยะเวลาอันสน้ั เชน่ ภาพ บัตรคา หรอื เสียง เปน็ ต้น - ขั้นดาเนินการสอนหรือประกอบกิจกรรมการเรียน เป็นขั้นตอนท่ีสาคัญเพราะจะให้ ความรเู้ น้อื หาอย่างละเอียด เพ่อื สนองวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ ผสู้ อนจงึ ต้องเลือกส่ือให้ตรงกบั เน้ือหาและ วิธีการสอนหรืออาจจะใช้ส่ือประสมก็ได้ ต้องมีการจัดลาดับข้ันตอนการใช้ส่ือให้เหมาะสมและ สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียน การใช้ส่ือในขั้นน้ีจะต้องเป็นสื่อท่ีเสนอความรู้อย่างละเอียดถูกต้อง และชัดเจนแก่ผู้เรียน เช่น ของจริง แผ่นโปร่งใส กราฟ วีดิทัศน์ แผ่นซีดี หรือการทัศนศึกษานอก สถานท่ี เป็นต้น - ข้ันวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติ เป็นการเพ่ิมพูนประสบการณ์ตรงแก่ผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้ ทดลองนาความรู้ด้านทฤษฎีหรือหลักการท่ีเรียนมาแล้วไปใช้แก้ปัญหาในข้ันฝึกหัดโดยการลงมือฝึก ปฏิบัตเิ อง สอื่ ในขัน้ นจ้ี งึ เปน็ สือ่ ทเ่ี ปน็ ประเด็นปัญหา เทปเสยี ง สมุดแบบฝึกหัด ชดุ การเรียน การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

15 - ขน้ั สรุปบทเรียน เป็นการเน้นยา้ เน้ือหาให้มีความเข้าใจท่ตี รงตามวัตถปุ ระสงคท์ วี่ างไว้ ข้นั สรปุ นี้ควรใชเ้ พยี งระยะเวลานอ้ ย เชน่ แผนภูมิ โปร่งใส กราฟ เปน็ ตน้ - ข้ันประเมนิ ผู้เรยี น เปน็ การทดสอบวา่ ผ้เู รียนสามารถเรยี นรู้หรือเข้าใจสิง่ ท่เี รียนไปถกู ต้อง มากนอ้ ยเพียงใด และบรรลุตามวัตถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมท่ตี ั้งไว้หรือไม่ สื่อในข้นั ประเมินนม้ี ักจะเป็น คาถามจากเน้ือหาบทเรียนโดยอาจมีภาพประกอบด้วยก็ได้ หรือบัตรคาหรือสื่อที่ใช้ขั้นกิจกรรมการ เรียนมาถามอีกคร้งั หนงึ่ และอาจเปน็ การทดสอบโดยการปฏิบัตจิ ากส่ือหรอื การกระทาของผ้เู รยี น 5. เทคโนโลยแี ละกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเป็นกระบวนการหน่ึงที่ใช้แก้ปญั หาและพัฒนางานให้เป็น ระบบ เป็นขั้นเป็นตอน เมื่อเกิดปัญหาข้อผิดพลาดหรือมีปัญหาเกิดข้ึน สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ ง่ายขึ้น ทาให้งานที่ได้มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ภายใต้เง่ือนไข ขอบเขต และข้อกาหนดท่ีจากัด กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมประกอบด้วย ขน้ั ตอน ดงั นี้ 6 1. ) ระบุปัญหาproblem identification( เป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม ซึ่งผู้แก้ปัญหาได้สังเกตและตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการดาเนินชีวติ ประจาวันหรือ การทางานแล้วต้องการหาวิธีการหรือเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาท่ีเกิดข้ึนน้ัน ในการระบุปัญหาน้ีอาจใช้ เทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วย เช่น การต้ังคาถามด้วยหลักการ 5W1H เพื่อวิเคราะห์ประกอบของปัญหา และเข้าใจปัญหามากขึ้น หรือใช้แผนภาพความคิดแบบก้างปลา )fishbone diagram( เข้ามาช่วย วิเคราะห์หาสาเหตุที่เก่ียวข้องกับการเกิดปัญหาน้ันๆ ท้ังน้ีเพ่ือนาไปช่วยกาหนดเง่ือนไขหรือขอบเขต ของการแกป้ ญั หาน้นั ๆ ใหม้ คี วามชัดเจนมากย่ิงขน้ึ 2. รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา )related information search (เมื่อทาการกาหนดปัญหา ระบุสาเหตุและขอบเขตของปัญหาได้อย่างชัดเจนแล้ว ขั้นตอน ต่อมาในกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมน้ันคือ การรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหา โดยให้ง่ายขึ้น หรือการค้นหาแนวคิดหรือความรู้ที่เก่ียวข้องกับปัญหา ซึ่งอาจเป็นความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือเนื้อหาเฉพาะด้าน ซ่ึงในข้ันตอนน้ีอาจมีการสรุปเนื้อหาและเชื่อมโยง ข้อมูลที่ได้รวบรวมมาให้อยู่ในรูปแบบแผนภาพความคิดอย่างง่ายต่อการทาความเข้าใจและเลือก แนวทางในการแกป้ ญั หาหรอื พฒั นางานนัน้ ๆ ได้อย่างเหมาะสม 3. ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา )solution design (เป็นการนาแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหา ความรูแ้ ละข้อมลู ที่ได้จากการรวบรวมมาประยุกตใ์ ชแ้ ละออกแบบวธิ ีในการแกป้ ัญหา ภาพรา่ ง ของชนิ้ งานตน้ แบบโดยคานึงถึงทรพั ยากร ความเหมาะสมกับเงือ่ นไขและขอบเขตของปัญหามากที่สดุ 4. วางแผนและดาเนินการแก้ปัญหา )planning and development (เป็นการ กาหนดลาดับขั้นตอนและเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน เพ่ือช่วยในการประเมินเวลาและการ กาหนดหน้าท่ีของสมาชิกแต่ละคนให้เหมาะสม จากนั้นลงมือแก้ปัญหา พัฒนาวิธีการ หรือสร้าง ชิ้นงานต้นแบบในแต่ละลาดับข้ันตอนตามที่วางแผนไว้ โดยคานึงถึงความถูกต้อง ปลอดภัย และ เหมาะสมในการสรา้ งชิ้นงานหรอื วิธีการในการแก้ปัญหา 5. ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือช้ินงาน )testing evaluation and design improvement( เป็นการทดสอนและประเมินผลการใช้งานชิ้นงาน การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

16 ตน้ แบบหรอื วธิ กี ารท่สี ร้างขนึ้ เพื่อแก้ปัญหาจากน้ันนาผลจากการทดสอบและการประเมินมาวิเคราะห์ หาจุดเด่น จุดด้อย ข้อบกพร่องท่ีเกิดข้ึนเพื่อนามาปรับปรุงแก้ไขชิ้นงานต้นแบบหรือวิธีการในการ แกป้ ญั หาให้มีประสทิ ธภิ าพมากข้ึน 6. นาเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือช้ินงาน (presentation) หลังจาก การทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขชิ้นงานต้นแบบหรือวิธีการที่สร้างข้ึนเพ่ือแก้ปัญหา จนมี ประสิทธิภาพตรงตามความต้องการหรือเป็นท่ีพอใจแล้ว ต้องมีการนาเสนอแนวคิดและขั้นตอนการ แก้ปัญหาของช้ินงานหรือวิธีการที่สร้างข้ึนตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเห็นภาพและ แนวทางการแก้ปัญหา ตลอดจนปัญหาท่ีเกิดข้ึนและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อการพัฒนาต่อยอดใน อนาคต โดยการนาเสนอควรอธิบายให้เข้าใจงา่ ย ชัดเจน กระชบั ตรงประเดน็ และน่าสนใจ 9. การออกแบบนวตั กรรม การออกแบบนวัตกรรม การบริหารสถานศึกษาดว้ ย N.S.P.K.A.N Model มีการดาเนินการ 2 ระยะ ดงั น้ี ระยะท่ี 1 ศึกษาและพัฒนาแนวทางการจดั การเรียนรเู้ พ่ือพฒั นาผู้เรียน 1. สังเคราะหเ์ อกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง เพื่อให้ได้องค์ความรใู้ นการสร้างนวตั กรรมการ บรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model การสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับแนวคิด หลักการ ทฤษฎี ข้อมูลจาก เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศซ่ึงเผยแพร่เป็นตารา เอกสาร หรือเผยแพร่ผา่ น ส่ืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ รวบรวมบนั ทกึ ลงในตารางสังเคราะห์ขอ้ มูล การวเิ คราะหข์ ้อมลู โดยการวเิ คราะหเ์ น้ือหา (Content Analysis) เพื่อใหไ้ ดข้ ้อมูลพืน้ ฐาน สาหรับใช้เป็นกรอบแนวคิดในการสร้างและพัฒนานวัตกรรม ประเด็นดังนี้ การพัฒนาจัดการเรียนรู้ ของครูผู้สอนระดับประถมศึกษา เกี่ยวกับนิยาม ความหมายนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎี หลักการการจัดการเรียนรู้ กระบวนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะและทักษะ กระบวนการคิดของนักเรียน 2. วิเคราะห์วิธีปฏิบัติท่ีดี (Best Practices) ในการจัดการเรียนเพื่อให้ได้องค์ความรู้ในการ สร้างนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะ และทกั ษะ กระบวนการคิดของนกั เรยี นจากตัวแบบนกั เรยี นระดับชั้นประถมศกึ ษา 3. การสร้างและพัฒนาแนวทางนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model การสร้างและพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model โดยนาวิธีปฏิบัติที่ดี ในการจัดการเรียนรู้และเร่ืองเล่าประสบการณ์ของนักเรียนที่ประสบผลสาเร็จนามาสร้างเป็น N.S.P FARM HUG การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

17 N.S.P.K.A.N Model N = new วิถีใหม่ วถิ ีพฒั นา วถิ คี ุณภาพ S = Sufficient ความพอเพียง/เศรษฐกิจพอเพียง P = Public จากโรงเรียนสู่ชมุ ชน เพอ่ื สาธารณะ K = Knowledge ความรู้ ความสามารถ ความสนใจ/ความถนดั ของนกั เรยี น A = Active Learning กระบวนการเรยี นรดู้ ว้ ยการลงมอื ปฏบิ ตั ิ ประสบการณ์และ กระบวนการคิด N = Net work เครอื ข่ายชุมชน การประสานความรว่ มมอื กบั ทุกภาคส่วน N.S.P.K.A.N Model การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

18 ระยะท่ี 2 สร้างและพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model 4. ประชุมระดมสมอง (Brainstorming) นาผลระยะท่ี 1 ยกร่างโครงสร้างนวัตกรรมการ บริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model สู่การลงมือปฏิบัติ ผู้บริหาร ครู นักเรียน เป็น คณะทางานมาประชุมระดมสมองเพ่ือให้ได้กรอบยกร่างโครงสร้างนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา ดว้ ย N.S.P.K.A.N Model มีองค์ประกอบ 3 บท ดังน้ี บทที่ 1 ให้ความรู้ในรูปแบบเอกสารเพื่อสร้างความรู้พ้ืนฐาน ทฤษฎี หลักการ แนว ทางการออกแบบ บทท่ี 2 บทเรยี นการจัดการเรียนรู้ของครทู ี่มวี ิธปี ฏบิ ตั ิท่ดี ีใหต้ ัวอย่างการจดั การเรียนรู้จาก การศกึ ษาบทเรยี นของครูทีม่ ีวิธีปฏบิ ัตทิ ี่ดี (best practices) ในการพัฒนาผู้เรยี นให้มีคุณลกั ษณะและ ทักษะ กระบวนการคิดของนกั เรียน บทท่ี 3 สรุปบทเรียนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะและทักษะ กระบวนการคิดของนกั เรียน 5. สร้างและพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model ผู้บริหาร คณะครู นักเรียน สร้าง N.S.P FARM HUG ให้เป็นไปตามกระบวนการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ 6. ศึกษาคุณภาพของนวตั กรรมการบรหิ ารสถานศึกษาดว้ ย N.S.P.K.A.N Model ประชุมสนทนากลุ่ม (Focus groups) โดยผู้บริหาร คณะครู ตัวแทนนักเรียน สนทนาเชิง วิพากษ์ด้านความถูกต้องของเน้ือหา ภาษา การลาดับ คุณค่า กระบวนการการจัดการเรียนรู้ และ ความมีประโยชน์ของนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณีศึกษา N.S.P FARM HUG และได้ข้อเสนอแนะมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพนวัตกรรม การบริหาร สถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณีศึกษา N.S.P FARM HUG เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณลกั ษณะและทกั ษะ กระบวนการคิดของนักเรียน โดยใชเ้ คร่ืองมอื ในการประชุมดงั น้ี - ประเด็นคาถามการประชุมสนทนากลุ่มเพื่อให้ได้ข้อสรุป 3 ประการ คือ 1. ความ ถูกต้องของเนื้อหา การใช้ภาษา การลาดับเนื้อหาและภาพประกอบ 2. เทคนิควิธีการนาเสนอเนื้อหา สาระของนวตั กรรม และ 3. ความเป็นประโยชน์ของนวตั กรรม - แบบสรุปผลการประชุมสนทนากล่มุ 7. เผยแพร่นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณีศึกษา N.S.P FARM HUG เผยแพร่โดยการส่งให้โรงเรยี นในเครือขา่ ย - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณีศึกษา N.S.P FARM HUG เผยแพร่ทางช่องทาง youtube.com ผ่าน โครงการตามรอยพ่อสานต่อพอเพียง การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

19 - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณศี กึ ษา N.S.P FARM HUG เผยแพร่ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณศี กึ ษา N.S.P FARM HUG เผยแพร่ในการประชุมผู้ปกครอง - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณศี กึ ษา N.S.P FARM HUG เผยแพรใ่ ห้กับผู้บริหาร คณะครทู มี่ าศกึ ษาดูงาน การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model



20 การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

21 10. วธิ ดี าเนนิ การ กจิ กรรม ตัวชว้ี ดั ค่าเป้าหมาย 1. การจดั ตงั้ กลมุ่ สนใจ 1. นักเรียนสนใจเข้าร่วมกลุ่ม 1. ร้อยละ 70 คดิ เป็นร้อยละ 100 2. กิ จ ก ร ร ม ก ร ะ บ ว น ก า ร 1. ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1. ร้อยละ 70 ครูบูรณาการ เรียนรูบ้ ูรณาการ โ ค ร ง ก า ร N.S.P FARM ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น รู้ HUG ตั ว อ ย่ า ง ต า ม โ ค ร ง ก า ร N.S.P FARM พระราชดาริโดยบูรณาการ HUG ตั ว อ ย่ า ง ต า ม เข้ากบั ทกุ กลมุ่ สาระ พระราชดาริ 2. นักเรียนร้อยละ 70 มคี วามรู้ ความเข้าใจโครงการ N.S.P FARM HUG ตัวอย่างตาม พระราชดาริ 3. กิจกรรมโครงการ N.S.P 1. นักเรียนร้อยละ 80 มคี วามรู้ 1. ผู้บริหาร คณะครู แ ล ะ FARM HUG ตัวอย่างตาม ความเข้าคุณลักษณะและ นั ก เ รี ย น ร้ อ ย ล ะ 80 พระราช ดาริเพ่ือสร้าง ทักษะ กระบวนการคิด ดาเนินงานตามโครงการ รายได้ N.S.P FARM HUG 2. ผู้บริหาร คณะครู และ นักเรียนมีความรู้ ความ เข้าใจ โครงการ N.S.P FARM HUG ตัวอย่างตาม พระราชดารแิ ละน้อมนามา ปฏบิ ัตไิ ด้ผลดี 4. นเิ ทศกากับ ติดตามผล 1. ค ณ ะ ค รู แ ล ะ นั ก เ รี ย น มี 1. ผู้บริหาร คณะครู และ ค ว า ม รู้ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ใ น นกั เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ โ ค ร ง ก า ร N.S.P FARM โครงการ N.S.P FARM HUG HUG ตั ว อ ย่ า ง ต า ม ตัวอย่างตามพระราชดาริ พระราชดาริ แ ล ะ น้ อ ม น า ม า ป ฏิ บั ติ ใ น ชีวติ ประจาวันได้ 5. รายงานผลการปฏิบัตงิ าน 1. ผู้เกี่ยวข้องรายงานผลการ 1. ร้อยละ 80 ปฏิบัติได้ผลดี ปฏิบัติงานโครงการ N.S.P และขยายผลไปสู่ชมุ ชน FARM HUG ตัวอย่างตาม พระราชดาริ เดือนละ 1 คร้ัง การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

22 ขนั้ ตรวจสอบประเมนิ ผล ตัวชี้วัด วิธีการประเมนิ ผล เคร่อื งมือทใี่ ช้ 1. เพื่อน้อมนาศาสตร์ของพระราชาของในหลวง - สมั ภาษณ์ - แบบสัมภาษณ์ รัชกาลท่ี 9 และพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จ - สอบถาม - แบบสอบถาม พระนางเจ้าพระบรมราชนิ ีนาถ ในรัชกาลท่ี 9 มาเปน็ แนวทางในการดาเนินชวี ิต 2. เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆสร้างรายได้ระหว่าง - สัมภาษณ์ - แบบสัมภาษณ์ เรียนท่ีเพียงพอต่อความจาเป็น ในการยังชีพ - สังเกต - แบบสังเกต ให้แกน่ กั เรยี นเป็นการ 3. เพ่ือฝึกคุณลักษณะด้านความขยัน อดทน - สัมภาษณ์ - แบบสัมภาษณ์ ประหยัด ซอื่ สตั ย์ พึง่ ตนเอง ใหแ้ ก่นกั เรียน - สังเกต - แบบสังเกต 4. นักเรียน นาความรแู้ ละประสบการณท์ ่ีได้จาก - สัมภาษณ์ - แบบสมั ภาษณ์ การเรียนรู้เป็นแนวทางในการดาเนินชวี ิตเพอ่ื - สังเกต - แบบสังเกต ความอย่ดู ี มีสุขของนกั เรยี นได้ 5. เพอื่ ใหน้ ักเรยี น นาความรแู้ ละประสบการณ์ที่ ศกึ ษาจากแบบบันทึก - แบบบันทึกผลการ ได้จากการเรียนรู้เป็นแนวทางในการดาเนิน ผลการปฏิบัติงาน ปฏิบัตงิ าน ชวี ติ เพือ่ ความอยดู่ ี มีสขุ ของนักเรยี นได้ สั ม ภ า ษ ณ์ / ต อ บ - แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม - แบบสงั เกต 6. เป็นแหล่งศึกษา หาความรู้ด้านการเกษตรที่ - สัมภาษณ์ - แบบสัมภาษณ์ ถูกต้องตามหลักวิชาการให้เกษตรกร และ - สังเกต - แบบสังเกต ประชาชนท่วั ไปที่สนใจ 7. เป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมี - สมั ภาษณ์ - แบบสมั ภาษณ์ ให้แก่ชุมชน และประชาชนท่ัวไป ซ่ึงจะส่งผล - สังเกต - แบบสังเกต ใหป้ ระชาชนมสี ขุ ภาพทีแ่ ข็งแรงข้ึน 11. ผลการสรา้ งหรอื พัฒนานวตั กรรม 1. นักเรยี นปฏบิ ัติกิจกรรมอย่างมีความสุขและมรี ายได้ระหวา่ งเรียน 2. โรงเรยี นเปน็ แหลง่ ศกึ ษาดงู านดา้ นเศรษฐกิจพอเพยี งและงานเกษตรอินทรีย์วิถสี ุรนิ ทร์ของ ชุมชน 3. เกิดความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียน ,หน่วยงานอ่ืนและชุมชน.ในการพัฒนาความเปน็ อยู่ ของชมุ ชน การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

23 12. การเผยแพร่นวัตกรรม - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณศี ึกษา N.S.P FARM HUG เผยแพรโ่ ดยการส่งให้โรงเรยี นในเครอื ขา่ ย - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณีศึกษา N.S.P FARM HUG เผยแพร่ทางช่องทาง youtube.com ผ่าน โครงการตามรอยพอ่ สานต่อพอเพยี ง - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณีศกึ ษา N.S.P FARM HUG เผยแพร่ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N Model กรณศี กึ ษา N.S.P FARM HUG เผยแพร่ในการประชุมผู้ปกครอง - จัดทานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนานวตั กรรมการบริหารสถานศึกษาดว้ ย N.S.P.K.A.N Model กรณีศึกษา N.S.P FARM HUG เผยแพร่ใหก้ ับผู้บริหาร คณะครูที่มาศึกษาดูงาน ลงชอื่ ผูร้ ายงาน (นางสาวณัฐนิช ศรลี าคา) ตาแหน่ง ผู้อานวยการโรงเรยี นบา้ นหนองสามพราน การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

24 อา้ งองิ จริยา มหาเทยี ร. “การบริหารสงิ่ แวดล้อมทางการศกึ ษา.” พุทธจกั ร 70, 9 กันยายน 2559. ปยิ ะนนั ท์ หิรัณย์ชโลทร สทิ ธิกร สมุ าลี. การพัฒนานวตั กรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัมนาทักษะการคิด ของผู้ เรี ยน ใน ร ะ ดั บป ร ะถ ม ศึ ก ษ า ( Development of Learning Management Innovation to Develop Students’ Thinking Skill in Elementary Level). ศิ ลปากร ศกึ ษาศาสตรว์ ิจยั มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2561. ปาริชาติ สิงหรัตน์. การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยโรงเรียนวัดไผ่ (เชี่ยววิทยาคุณ) สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1. งานนิพนธ์ การศกึ ษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา, 2557. สานักความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ สานักงานปลัดกระทรง ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม. สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์กับส่ิงแวดล้อมโลก. กรุงเทพฯ: บริษทั อมรินทรพ์ ริน้ ต้งิ แอนด์พับลชิ ซง่ิ จากดั (มหาชน), 2557. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. คู่มือตรวจสอบและประเมินสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: จดุ ทอง, 2554. การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

25 ภาคผนวก การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

26 ประชุมคณะครู และประชมุ คณะกรรมการสถานศึกษาขนั้ พื้นฐาน การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

27 นกั เรียนร่วมกันปรับปรุงพน้ื ทส่ี าหรับการปลูกผกั และข้าวโพด การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

28 ประสานความร่วมมือโดยมีเครือข่ายผู้ปกครอง ตัวแทนชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษาข้ัน พ้นื ฐาน บรษิ ัทเจียไต๋ จากดั และ ภาคสว่ นตา่ งๆ การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

29 การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

30 การลงมือปฏบิ ตั ิงานในขนั้ ตอนต่างๆ เช่น ให้อาหารไก่ การนาล้อยางรถยนต์เก่ามาทาสีเพอ่ื ทารว้ั สนามเด็กเล่นใหก้ บั นอ้ งๆ ชั้นอนบุ าล โดยนักเรียนออกแบบและลงมือผสมสี ทาสี ร่วมกนั การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

31 นกั เรยี นได้ลงมอื ทาแปลงเกษตร ปลกู ผกั และช่วยผลดั เปล่ียนกันดแู ล บารงุ รักษา การบรหิ ารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

32 การทาปยุ๋ และน้าหมกั ชีวภาพ เพอ่ื บารงุ รักษา แก้ปญั หา โรค แมลง การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

33 นักเรยี นลงมือเก็บเกยี่ วผลผลติ มาบรโิ ภคในโครงการอาหารกลางวนั และจาหน่ายใหผ้ ปู้ กครอง . การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

34 นกั เรียนลงมอื เก็บเกย่ี วผลผลิต มาบริโภคในโครงการอาหารกลางวนั และจาหนา่ ยให้ผูป้ กครอง การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

35 ผลผลติ ทีเ่ ด็กๆภาคภมู ใิ จ รวมทัง้ ได้รบั ประทานผกั ปลอดสารพิษ การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

36 ผลผลติ ทีเ่ ด็กๆภาคภมู ใิ จ รวมทัง้ ได้รบั ประทานผกั ปลอดสารพิษ การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

37 ฝกึ การแปรรปู อาหาร โดยใช้กระบวนการคิดวเิ คราะห์แยกแยะ บรู ณาการวิชาภาษาต่างประเทศ และการทางานอยา่ งมีขนั้ ตอน การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

38 การเผยแพรผ่ ลการดาเนินงาน การบริหารจดั การสถานศกึ ษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

39 การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

40 การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

41 การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

42 การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

43 การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model

44 การบริหารสถานศึกษาด้วย N.S.P.K.A.N. Model