บทที่8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม 2)ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ 2.1 เดวิค พี ออซุเบล ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย 2.2 Gestalt Psychologist ทฤษฎีการใช้ความเข้าใจ (CognitiveTheory) 2.3 โคท์เลอร์ (Kohler, 1925) การเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ (Insight Learning) 2.4 Jero Brooner ทฤษฏีการเรียนรู้แบบค้นพบ 2.5 Piaget ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา
บทที่8 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม 3)ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้คือ 3.1 ศาสตราจารย์บันดูรา แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) ประเทศสหรัฐอเมริกา การเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ (Observational Learning หรือ Modeling) 3.2 Anthony Grasha กับ Sheryl Riechmann ทฤษฎีการสังเกตจาก ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูผู้สอน และสังเกตจากปฏิสัมพันธ์ ระหว่างนักเรียนกับเพื่อนร่วมห้อง 3.3 เลวิน (Lawin) ทฤษฎีสนาม 3.4 Robert Slavin และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมกันเรียนรู้ 3.5 David Johnson และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ 3.6 Shlomo และ Yael Sharan ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียน รู้ในงานเฉพาะอย่าง
บทที่9การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ การเรียนรู้หมายถึง การเรียนรู้หมายถึงกระบวนการที่บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ พัฒนาความคิดและความสามารถโดยอาศัยประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม สุมน อมรวิวัฒน์2533:460ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้คือ สถานการณ์อย่างหนึ่ งที่มีดังต่อไปนี้ที่เกิดขึ้ นได้แก่ 1) มีความสัมพันธ์และมีปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อมและ ครูผู้สอนกับสิ่งแวดล้อม 2)ความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์ก่อให้เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ ใหม่ 3)ผู้เรียนสามารถนำประสบการณ์ใหม่นั้นไปใช้ได้ประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม วิชัย ประสิทธิ์วุฒิเวชช์2542:255 ได้กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้เป็นกระบวน การที่มีระบบระเบียบควบคุมการดำเนินการตั้งแต่การวางแผนการจัดการ เรียนรู้จนถึงประเมินผล สุรางค์ โด้วตระกุล2550:186ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ว่าหมายถึงการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซึ่งเป็ นผลมาจากประสบการณ์ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมหรือการฝึ กหัดรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงความรู้ของผู้เรียน
บทที่9การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ ความสำคัญ การจัดการเรียนรู้การสอนเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ส่ง เสริมให้ผู้เรียนรักการเรียนตั้งใจเรียนและเกิดการ เรียนรู้ขึ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนจะไปสู่จุดหมายปลาย ทางมากน้ อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการจัดการเรียนการ สอนของครูผู้สอนด้วยเช่นกันหากผู้สอนจัดการเรียนรู้ ที่ดีและเหมาะสมก็จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเกิดความ ชำนาญและความสามารถนำไปสู่การประยุกต์และ ประสานต่อได้
บทที่9การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ การเตรียมตัวสอนการเรียนรู้เด็กปกติ การเตรียมSEAT s หมายถึงเตรียมผู้เรียน eหมายถึงเตรียมสภาพแวดล้อม a หมายถึงเตรียมกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน t หมายถึงเตรียมสื่อสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการ ทางการศึกษา
บทที่9การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ หลักสูตรหรือการเรียนรู้ของเด็กปกติ 1 ผู้สอนต้องไปทำความเข้าใจในเรื่องที่จะสอน 2 ผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจในรายวิชานั้นๆ 3 ใช้สื่อให้เหมาะสมกับช่วงวัย 4 ทำสื่อออกมามีความน่าสนใจน่าอ่านและเข้าใจง่าย 5 ทำกิจกรรมให้เด็กเพื่อทดสอบความเข้าใจของนักเรียน รูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ 1 สามารถนั่งเรียนเป็นเวลานานได้ 2 สามารถทำกิจกรรมหน้ าเสาธงได้ 3 สามารถรับประทานอาหารเองได้ 4 สามารถช่วยเหลือตนเองได้ 5 สามารถเรียนวิชาพละได้ 6 ทำกิจกรรมต่างๆได้ 7 มีปฏิภาณไหวพริบสามารถเรียนวิชาปฏิบัติได้
บทที่10 การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษหมายถึง การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษหมายถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษต่างไป จากเด็กปกติ การให้การศึกษาสำหรับเด็กเหล่านี้จึงควรมีลักษณะแตกต่าง ไปจากเด็กปกติในทางด้านเนื้ อหาวิชาการและการประเมินผล การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษหมายถึงเด็กที่มีสภาพความบกพร่องแรงทาง ลักษณะต่างๆไม่ว่าจะเป็ นทางด้านการพัฒนาร่างกายอารมณ์สังคมและ ภาษาหรือสติปั ญญาและไม่สามารถปฏิบัติงานในชีวิตประจำวันได้เช่นเด็ก ทั่วไปรวมถึงทางด้านการจัดการศึกษาซึ่งต้องจัดให้มีการเรียนการสอนที่ แตกต่างไปจากเหล็กปกติเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพของ ความบกพร่องของเด็กเเต่และประเภทด้วย
บทที่10 การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ การพัฒนาศักยภาพเด็กพิเศษ พ่อแม่ แพทย์ - สังเกตพฤติกรรมของลูก - ประเมินผล วินิจฉัย อย่างใกล้ชิด - ให้คำแนะนำโปรแกรม - ให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่ทีม การช่วยเหลือ สหวิชาชีพ - ปรับสภาพแวดล้อมและ - มีส่วนร่วมในการพัฒนา ความช่วยเหลือตามความ ศักยภาพของลูก ต้องการการจำเป็ น ครู - วิเคราะห์ผู้เรียน - จัดทำ lEP และllP - จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการเรียนรู้ - สนับสนุนสื่อสิ่งอำนวย ความสะดวก - จัดการเรียนรู้ตามlEP
บทที่10 การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กล่าวไว้ว่าลักษณะของเด็กพิเศษ ที่มีความต้องการหรือผิดปกติทางด้านร่างกายสติปั ญญาและทางจิตใจแบ่ง ออกได้เป็น 9 ประเภทดังนี้ 1 เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 2เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 3 เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น 4เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายและสุขภาพ 5เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา 6เด็กที่มีปั ญหาทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์ 7 เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ 8เด็กพิการซ้อน 9 เด็กออทิสติก
บทที่10 การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สภาวะที่การพัฒนาของสมองหยุดชะงักหรือพัฒนาไม่สมบูรณ์ซึ่งมีลักษณะ เฉพาะคือการบกพร่องของทักษะต่างๆในช่วงระยะเวลาการพัฒนาการ รักษาต่างๆเหล่านี้ได้แก่ - ทักษะในด้านการคิด - ภาษา - การเคลื่อนไหว - ความสามารถทางด้านสังคม ซึ่งทักษะทั้งหมดเหล่านี้เป็ นสิ่งเกื้ อหนุนต่อระบบเชาว์ปั ญญา การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ID ระดับก่อนวัยเรียน เน้ นความพร้อมของเด็กทั้งด้านความคิดความจำร่างกายอารมณ์และสังคม ของเด็กความพร้อมของเด็กเป็ นพื้ นฐานสำคัญในการเรียนระดับประถม ศึกษาการพัฒนาทักษะของเด็กในระดับนี้ควรเน้ นทักษะที่จะจำเป็นที่จะ ช่วยให้เด็กมีความพร้อมในการเรียนเช่นการพัฒนากล้ามเนื้ อมัดเล็กกล้าม เนื้ อมัดใหญ่การฝึ กให้นักเรียนมีความสนใจในบทเรียนนั้นการฝึ กความคิด ความจำฝึ กภาษาฝึ กพูดเป็ นต้น
บทที่10 การเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีความบกพร่องทางการศึกษาlD ระดับประถมศึกษา เกี่ยวกับการอ่านคณิตศาสตร์ภาษาส่วนวิชาคณิตศาสตร์และสังคมศึกษามี ความสำคัญลงไปในหลักสูตรแตกต่างไปจากหลักสูตรสำหรับเด็กปกติ ตลอดจนเอกสารการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความสนใจและความ สามารถของเด็กส่วนเนื้ อหาวิชาดนตรีและศิลปะควรจะให้เหมาะสม สำหรับเด็ก ระดับมัธยม ศึกษาความต้องการและความสามารถของเด็กเป็ นหลักหากเด็กมีความสนใจ ในการเรียนเด็กควรได้รับการส่งเสริมให้เรียนในวิชาที่เหมาะสมหากเด็กไม่มี ความพร้อมการให้เด็กเรียนในด้านอาชีพและฝึ กทักษะที่จำเป็ นในการดำรง ชีวิตเพื่ อเตรียมเด็กให้สามารถดำรงชีพในสังคมได้ควรฝึ กให้เด็กมีทักษะใน ด้านต่อไปนี้คือทักษะด้านการงานอาชีพการโรงเรียนนันทนาการการดูแล สุขภาพการดำรงชีพในชุมชน
บทที่11 เเรงจูงใจ ความหมายของเเรงจูงใจ แรงจูงใจ คือพลังผลักดันให้คนมีพฤติกรรม และยัง กำหนดทิศทางและเป้ าหมายของพฤติกรรมนั้นด้วย คนที่มีแรงจูงใจสูงจะใช้ความพยายามในการกระทำ ไปสู่เป้ าหมายโดยไม่ลดละ แต่คนที่มีแรงจูงใจต่ำจะ ไม่แสดงพฤติกรรม หรือไม่ก็ล้มเลิกการกระทำก่อน บรรลุเป้ าหมาย
บทที่11 เเรงจูงใจ ลักษณะของแรงจูงใจ แรงจูงใจของมนุษย์มีมากมายหลายอย่าง เราถูกจูงใจให้มีการกระทำหรือ พฤติกรรมหลายรูปแบบ เพื่อหาน้ำ และอาหารมาดื่มกิน สนองความ ต้องการทางกาย แต่ยังมีความต้องการมากกว่านั้น เช่น ต้องการความ สำเร็จ ต้องการเงิน คำชมเชย อำนาจ และในฐานะที่เป็นสัตว์สังคมคนยัง ต้องการมีอารมณ์ผูกพันและอยู่รวมกลุ่มกับผู้อื่น แรงจูงใจจึงเกิดขึ้นได้จาก ปั จจัยภายในและปั จจัยภายนอก ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก แรงจูงใจภายในเป็ นสิ่งผลักดันจากภายใน แรงจูงใจภายนอกเป็ นสิ่งผลักดันภายนอก ตัวบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิด ตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม อาจ เห็น ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็น จะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศ ชื่อเสียง คุณค่า ความพอใจ ความต้องการ ฯลฯ สิ่ง คำชม การได้รับการยอมรับ ยกย่อง ฯลฯ ต่างๆ ดังกล่าวมาเหล่านี้มีอิทธิพลต่อ แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวรต่อพฤติกรรม พฤติกรรมค่อนข้างถาวร เช่น คนงานที่ บุคคลจะแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบสนองสิ่ง เห็นคุณค่าของงาน มองว่าองค์การคือ จูงใจดังกล่าว เฉพาะในกรณีที่ต้องการางวัล สถานที่ให้ชีวิตแก่เขาและครอบครัว เขาก็ ต้องการเกียรติ ชื่อเสียง คำชม การยกย่อง จะจงรักภักดีต่อองค์การ กระทำการต่าง ๆ การได้รับการยอมรับ ฯลฯ ตัวอย่างแรง ให้องค์การเจริญก้าวหน้ า หรือในกรณีที่ จูงใจภายนอกที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม บ้านเมืองประสบปัญหาเศรษฐกิจ ในช่วง เช่น การที่คนงานทำงานเพียงเพื่อแลกกับ เวลาของเศรษฐกิจ ค่าตอบแทน หรือเงินเดือน การแสดงความ ขยันตั้งใจทำงานเพียงเพื่อให้หัวหน้ างาน มองเห็นแล้วได้ความดีความชอบ เป็นต้น
บทที่11 เเรงจูงใจ รูปแบบของแรงจูงใจ 2)แรงจูงใจใฝ่ สัมพันธ์ (Affiliative Motive)ผู้ที่มีแรง 1)แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ จูงใจใฝ่สัมพันธ์ มักจะเป็นผู้ที่ (Achievement Motive) หมาย โอบอ้อมอารี เป็นที่รักของเพื่อน มีลักษณะเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเมื่อ ถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้ ศึกษาจากสภาพครอบครัวแล้วผู้ บุคคลพยายามที่จะประกอบ ที่มีแรงจูงใจใฝ่ สัมพันธ์มักจะเป็ น พฤติกรรม ที่จะประสบสัมฤทธิ ครอบครัวที่อบอุ่น บรรยากาศใน ผลตามมาตรฐานความเป็ นเลิศ บ้านปราศจาก การแข่งขัน พ่อ (Standard of Excellence) ที่ แม่ไม่มีลักษณะข่มขู่ พี่น้ องมี ตนตั้งไว้ บุคคลที่มีแรงจูงใจ ใฝ่ สัมฤทธิ์ จะไม่ทำงานเพราะ หวัง ความรักสามัคคีกันดี รางวัล แต่ทำเพื่อจะ ประสบ ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ ตั้งไว ้ 3)แรงจูงใจใฝ่อำนาจ (Power Motive) สำหรับผู้ที่มีแรงจูงใจ ใฝ่อำนาจนั้น พบว่า ผู้ที่มีแรง จูงใจแบบนี้ส่วนมาก มักจะ พัฒนามาจาก ความรู้สึกว่า ตนเอง \"ขาด\" ในบางสิ่งบาง อย่างที่ต้องการ อาจจะเป็นเรื่อง ใดเรื่ องหนึ่ งก็ได้ทำให้เกิดมี ความรู้สึกเป็น \"ปมด้วย\" เมื่อมี ปมด้วย จึงพยายามสร้าง \"ปมเด่น\" ขึ้นมาเพื่อชดเชยกับ สิ่งที่ตนเองขาด
บทที่11 เเรงจูงใจ รูปแบบของแรงจูงใจ 4)แรงจูงใจใฝ่ ก้าวร้าว 5)แรงจูงใจใฝ่ พึ่งพา (Aggression Motive)ผู้ที่มี (Dependency Motive) สาเหตุ ลักษณะแรงจูงใจแบบนี้มักเป็ นผู้ ของการมีแรงจูงใจแบบนี้ก็ ที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเข้มงวด เพราะการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ทะนุ มากเกินไป บางครั้งพ่อแม่อาจจะ ถนอมมากเกินไป ไม่เปิดโอกาส ใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงเกินไป ให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง ดังนั้นเด็กจึงหาทางระบายออก กับผู้อื่น หรืออาจจะเนื่องมาจาก การเลียนแบบ บุคคลหรือจากสื่อ ต่าง ๆ
บทที่12 การเเนะเเนว ความหมาย การแนะแนว หมายถึง กระบวนการทางการศึกษาที่ช่วยให้ บุคคลรู้จัก และ เข้าใจตนเองและสิ่งแวดล้อม สามารถนำตนเองได้ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง และพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ ปฏิบัติตนให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม จุดมุ่งหมายของการจัดการแนะแนว จุดมุ่งหมายของการแนะแนว คือ ทำให้บุคคลพัฒนาด้วยตัวเองอย่างดีที่สุด ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์สังคม และจิตใจและช่วยให้บุคคลช่วย เหลือตัวเองได้ในทุกเรื่อง เรียนรู้ที่จะดำรงอยู่อย่างมีความสุข
บทที่12 การเเนะเเนว ประเภทของการเเนะเเนว 1)ให้บริการแนะแนวการ 2)การแนะแนวอาชีพเป็ นการ ศึกษา จะช่วยให้นักเรียน ช่วยให้นักเรียนได้มีความรู้ความ รู้จักเลือกและปรับตัวได้ เข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่อไปนี้ อย่างเหมาะสมในเรื่องการ ศึกษาเล่าเรียนของตน ทั้งยัง สภาพและลักษณะของงาน ช่วยให้นักเรียนสามารถ คุณสมบัติที่จำเป็น การฝึกฝน วางแผนการศึกษาต่อของตน อบรม รายได้ สวัสดิการ ความ มั่นคงและความก้าวหน้ า สิ่ง ได้อย่างถูกต้อง แวดล้อม ข้อดีและข้อเสีย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการ แสวงหางาน การสมัครงาน การ ปรับตัวให้เข้ากับงานและการ ปฏิบัติตนให้มีความเจริญ ก้าวหน้ าในการทำงาน 3)การรแนะแนวด้านส่วนตัว และสังคม (Personal and Social Guidance) หมายถึง กระบวนการให้ความช่วย เหลือนักเรียนในเรื่องที่นอก เหนือจากด้านการศึกษาและ อาชีพ เป็นการช่วยให้ นักเรียนได้เกิดความเข้าใจ ตนเองและสภาพแวดล้อม ทำให้สามารถมีชีวิตและปรับ ตัวได้อย่างมีความสุข
บทที่13 การให้คำปรึกษา ความหมาย การปรึกษาแนะนำเป็ นเครื่ องมืออันมีค่าที่จะช่วยเหลือเกื้ อกูลให้คนที่ประสบ ปัญหา สามารถตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาและผ่านพ้นอุปสรรคช่วงวิกฤต ของชีวิตไปได้ด้วยตัวของเขาเอง วัตถุประสงค์ในการให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาได้พูด เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ระบายความรู้สึกคับข้องใจ ระหว่างผู้ให้คำปรึกษาและ ออกมา อันจะทำให้เกิด ผู้รับคำปรึกษา ในการที่ ความเข้าใจใน ความหมาย ของปั ญหาและเหตุการณ์ จะวางแผนเผชิญและ แก้ไขสถานการณ์ปั ญหา นั้นๆ ได้ ของผู้รับคำปรึกษาเองได้
บทที่13 การให้คำปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษา ให้คำปรึกษาแนะนำ คือคนที่ถูกฝึกอบรมให้มีทักษะ เหมาะสมที่จะเข้ารับ หน้ าที่ในการให้คำปรึกษาแนะนำ ผู้ให้คำปรึกษาก็ยังเป็นคนผู้ซึ่งมีความ ต้องการทางร่างกาย จิตใจและสังคม เป็นผู้ซึ่งถูกขัดเกลามาจาก ครอบครัวต่างๆ กันทำให้มีความเชื่อ ค่านิยมในเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เหมือน กัน ตลอดจนเป็นผู้ที่มีจุดอ่อน จุดเด่นในตัวเองที่แตกต่างกันไป ลักษณะ ที่แตกต่างกันนี้เอง อาจมีอิทธิพลส่งเสริมหรือขัดขวางในการให้คำปรึกษา แนะนำต่อผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคหรือผู้ป่ วยและครอบครัวได้ ผู้รับคำปรึกษา ผู้รับคำปรึกษา คือ คนที่กำลังเผชิญปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง และต้องการ ความช่วยเหลือ เพื่อให้มองเห็นสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหา ผู้รับคำปรึกษา แต่ละคนมีความแตกต่างกัน
บทที่14การสร้างเเรงบันดาลใจใฝ่เรียน 8เทคนิคในการสร้างเเรงบันดาลใจ 1. มีความเชื่อมั่น 2. มีเป้ าหมายที่ชัดเจน ก่อนอื่นนั้น เราควรมีความเชื่อ การจะทำอะไรให้ประสบความ มั่นในตัวเองก่อนค่ะ โดยการสร้าง สำเร็จนั้น นอกจากจะต้องมั่นใจใน ทัศนคติดีๆ เช่น เชื่อมั่นว่าตนเอง สิ่งที่ทำแล้ว การวางแผนและตั้งเป้ า ทำได้และสามารถผ่านปั ญหาที่ หมายที่ชัดเจนก็เป็ นอีกทางที่ช่วย กำลังเจออยู่ตอนนี้ไปได้ ซึ่งหากเรา ให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น มีความเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว เราก็ เพราะจะช่วยให้เราไม่ไขว้เขวทำให้ จะเกิดความมั่นใจและสามารถ เรามีแรงจูงใจที่จะไปให้ถึงเป้ าหมาย เอาชนะปั ญหาได้ในที่สุด ได้ 3. หาแบบอย่างหรือบุคคลตัวอย่าง 4. เรียนรู้จากความผิดพลาด ลองหาแบบอย่างหรือบุคคลตัวอย่างที่ \"ไม่มีใครไม่เคยทำพลาด\" คน เราชื่ นชอบมาเป็ นแรงบันดาลใจของเรา ทุกคนย่อมเคยผ่านความผิดพลาด โดยเราอาจชื่นชมบุคคลเหล่านั้นจากการ มาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่เราควรนำ กระทำ แนวคิด หรือประสบการณ์ต่างๆ ความผิดพลาดนั้นมาเป็ น ที่บุคคลเหล่านั้นได้ถ่ายทอดออกมา เรา ประสบการณ์และเตือนตัวเองว่าไม่ สามารถเลือกบุคคลเหล่านั้นมาเป็ น ควรทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่อง แรงบัลดาลใจของเราได้ ถือเป็นการให้ เดิมๆ รวมถึงเรายังไม่ควรจมปลัก กำลังใจตัวเองอีกทาง อยู่กับความผิดพลาดนั้นๆ
บทที่14การสร้างเเรงบันดาลใจใฝ่เรียน 8เทคนิคในการสร้างเเรงบันดาลใจ 5. รู้จักบริหารเวลา 6 . เปิดใจ ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ในบางครั้งเราก็จำเป็ นต้องทำอะไร การติดอยู่กับความเคยชินเก่าๆ หลายๆ อย่างในเวลาจำกัด ซึ่งเราจะไม่ ทำให้เราไม่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย สามารถทำให้สำเร็จได้เลยหากไม่รู้จัก ซึ่งหากเราอยากเป็ นคนที่เรียนรู้อะไร บริหารจัดการเวลาที่ดี การเรียงลำดับว่า หลายๆ ด้าน ก็ควรจะเปิดใจทดลองทำ สิ่งใดควรมาก่อนและสิ่งใดควรทำทีหลัง อะไรใหม่ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ด้วย เป็ นนิสัยหนึ่ งของคนที่ประสบความ เช่นกัน เพราะประสบการณ์ที่หลากหลาย สำเร็จ ซึ่งหากเราอยากจะประสบความ จะช่วยเราให้รับมือกับอุปสรรคในรูปแบบ สำเร็จก็ควรฝึ กตนเองให้มีนิสยแบบนี้ ต่างๆ ได้ 7. มองโลกในแง่ดี 8. อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็น ลองยิ้มรับกับปั ญหาและมองว่า เรื่อง นั่นคือประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำให้เรา เรื่องบางเรื่องหรือแม้แต่คนบาง เข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ซึ่งการจะ คนก็ไม่ควรที่เราจะไปเสียเวลาด้วย ยิ้มรับปัญหาได้นั้น เราก็ควรเปลี่ยน เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ ตัวเองให้เป็ นคนที่มองโลกในแง่ดีเสีย อะไร กลับมีแต่เสียกับเสีย ซึ่งหาก ก่อน เพราะเมื่อมองทุกอย่างเป็นไปใน เรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็ควรจะเอาเวลา ด้านบวกแล้ว จะช่วยทำให้เรามีจิตใจ ที่มีไปทำสิ่งที่มีประโยชน์จะดีกว่า โปร่งใสและเกิดแรงบันดาลใจที่ดีเกิด ขึ้นมาได้
บทที่15 การศึกษาเป็นรายกรณี ความหมาย การศึกษารายกรณี หมายถึง กระบวนการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลใด บุคคลหนึ่ง หรือหลายคนเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่งโดยใช้ เครื่องมือ เทคนิค หรือวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของข้อมูลแล้ว นำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจสภาพผู้ถูกศึกษา สาเหตุของ พฤติกรรมตลอดจนข้อเสนอแนะที่เป็ นแนวทางการให้ความช่วยเหลือกรณีที่ผู้ ศึกษากำลังประสบปั ญหา ความมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี 1. เพื่อสืบค้นหาสาเหตุ 2. เพื่อสืบค้นรูปแบบของ ที่ทำให้ผู้เรียนมี พัฒนาการของนักเรียนทั้ง ในด้านร่างกาย สติปัญญา พฤติกรรมที่ผิดปรกติ อารมณ์ สังคม และจิตใจ ซึ่งทางโรงเรียนจะได้ให้ ความช่วยเหลือและ แก้ไขได้อย่างถูกต้อง
บทที่15 การศึกษาเป็นรายกรณี ความมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี 3. เพื่อช่วยให้นักเรียนได้ 4. เพื่อช่วยให้ผู้ เกิดความเข้าใจในตนเอง ปกครองเข้าใจในตัว สามารถพัฒนาวางแผนชีวิต เด็กของตนได้ดีขึ้น และตัดสินใจเลือกแนวทาง การศึกษาต่อ และเลือก อาชีพที่เหมาะสม 5. เพื่อช่วยให้ครูเข้าใจ นักเรียน ได้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง และถูกต้อง
บทที่15 การศึกษาเป็นรายกรณี ประโยชน์ของการศึกษารายกรณี ในวิธีการศึกษารายกรณี ที่นำมาใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นรายบุคคลเพื่อให้ กรแนะแนวนั้น จัดเป็นกลวิธีที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่นำมาใช้และบุคคลที่ เกี่ยวข้องเป็นอย่างมากซึ่งจำแนกออกได้ ดังนี้ 1. ช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนวได้ 2. ช่วยให้ครูและผู้แนะแนวเข้าใจถึง ทราบรายละเอียด เกี่ยวกับตัว สาเหตุและเงื่อนไขต่างๆ นักเรียนอย่างกว้างขวาง ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็ นปั ญหา ทำให้รู้จักและเข้าใจธรรมชาติ ทำให้มองเห็นลู่ทางที่จะช่วยเหลือ ของมนุษย์อย่างแท้จริง แก้ไขปั ญหา ให้กับนักเรียนได้อย่างเหมาะสม 3. ช่วยให้ครูและผู้แนะแนวมีความรู้ และมีทักษะในการใช้เครื่องมือและ กลวิธีต่างๆ ในการเก็บข้อมูลเกี่ยว กับตัวนักเรียน และยังช่วยให้เป็น คนที่มีเหตุผล รู้จักเก็บข้อมูลอย่างมี ระบบ รู้จักแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลที่ ได้รวบรวมไว้มาประกอบในการ พิจารณาตัดสินใจ
Search