การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การจดั การ เรยี นรดู้ ว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ สารนิพนธ์ ของ นพคุณ แดงบุญ เสนอต่อบณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ เพอ่ื เป็นสว่ นหน่ึงของการศกึ ษา ตามหลกั สตู รปรญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการมธั ยมศกึ ษา กนั ยายน 2552
การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การจดั การ เรยี นรดู้ ว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ สารนิพนธ์ ของ นพคุณ แดงบุญ เสนอต่อบณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ เพอ่ื เป็นสว่ นหน่ึงของการศกึ ษา ตามหลกั สตู รปรญิ ญาการศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการมธั ยมศกึ ษา กนั ยายน 2552 ลขิ สทิ ธเิ ์ ป็นของมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
การศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ และเจตคตติ อ่ วิทยาศาสตร์ ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ทไ่ี ดร้ ับการจดั การ เรยี นรดู้ ว้ ยชุดกิจกรรมวทิ ยาศาสตร์ บทคดั ย่อ ของ นพคณุ แดงบญุ เสนอต่อบัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ เพือ่ เปน็ ส่วนหนึ่งของการศกึ ษา ตามหลักสตู รปรญิ ญาการศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการมธั ยมศกึ ษา กนั ยายน 2552
นพคุณ แดงบญุ . (2552). การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ และเจตคตติ อ่ วทิ ยาศาสตร์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้ด้วยชดุ กจิ กรรมวิทยาศาสตร์. สารนพิ นธ์ กศ.ม. (การมัธยมศกึ ษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลศยั รีนครินทรวโิ รฒ. อาจารย์ทปี่ รึกษาสารนพิ นธ์: รองศาสตราจารย์ ดร.ชุตมิ า วฒั นะคีรี. การวจิ ัยคร้งั น้ีมจี ดุ ม่งุ หมาย เพอ่ื ศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิทยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อ วทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ทีไ่ ดร้ ับการจดั การเรยี นร้ดู ว้ ยชุดกจิ กรรม วทิ ยาศาสตร์ กลุม่ ตวั อย่างที่ใช้ในการวจิ ัยครง้ั น้ี ไดแ้ ก่ นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ที่เรยี นในภาค เรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2552 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณม์ หาราช ตาบลทะเลชบุ ศร อาเภอเมืองลพบรุ ี จงั หวัดลพบสรุ ีงั กดั สานักงานคณะกรรมการการอดุ มศึกษจาานวน 1 ห้องเรยี น 50 คน ซง่ึ ได้รับการเลอื กอยา่ งเจาะจง (Purposive sampling) ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 12 ช่ัวโมง การวจิ ัยคร้ังนีเ้ ปน็ การวจิ ัยเชงิ ทดลอง โดยใช้แบบแผนการวจิ ัย One Group Pretest- Posttest Design เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัยคอื ชดุ กจิ กรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง รา่ งกายมนุษย์ มีประสทิ ธิภาพ E1/E2 เปน็ 80.33,81.66 / 80.88 แบบทดสอบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิทยาศาสตร์ มีคา่ ความเชอื่ ม่นั .91 และแบบประเมนิ เจตคติต่อวิทยา ศาสตร์มคี ่าความเช่อื มัน่ .77 และวิเคราะห์ ขอ้ มูลโดยใช้ t - test Dependent Sample ผลการวิจัยสรปุ ไดด้ ังนี้ 1. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ อง นกั เรยี นที่เรยี นดว้ ยชดุ กิจกรร มวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 หลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียนอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05 2. เจตคตติ อ่ วิทยาศาสตรข์ องนักเรียนท่เี รียนด้วยชดุ กิจกรรมวทิ ยาศาสตร์ช้นั มธั ยมศกึ ษา ปที ี่ 2 หลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรยี นอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
THE ACHIEVEMENT AND ATTITUDE OF THE MATHAYOMSUKSA II STUDENTS IN SCIENCE STUDYING WITH SCIENCE ACTIVITIES SERIES AN ABSTRACT BY NOPPAKUN DANGBUN Presented in Partial Fulfillment of the Requirements for The Master of Education Degree in Secondary Education at Srinakharinwirot University September 2009
Noppakun Dangbun. (2009). The Achievement and Attitude of the Mathayomsuksa II students in science studying with science activities series. Master’s Project, M.Ed. (Secondary Education). Bangkok: Graduate School, Srinakharinwirot University. Project Advisor: Assoc. Prof. Chutima Vatanakhiri. The purposes of this research were to study the Achievement and Attitude of the Mathayomsuksa II students in science studying with science activities series. Samples of the research comprised 50 Mathayomsuksa II Thepsatri Rajabhat University’s Demonstration School students in 1/2009 semester by purposive sampling. This research is experimental research by using One Group Pretest – Posttest Design. The instruments in this research are the science activities series “Human Body” got efficiency value E1/E2 ; 80.33,81.66 / 80.88. The achievement test that got .91 of reliability value and the attitude in science studying guestionnaire that got .77 of reliability value. Data analyses were achieved by employing the Dependent Sample t – test The results of the research were as follow : 1. The achievement of the Mathayomsuksa II students in science studying with science activities series after studying was higher than before studying at the .05 level of significance. 2. The attitude of the Mathayomsuksa II students in science studying with science activities series after studying was higher than before studying at the .05 level of significance.
อาจารยท์ ป่ี รกึ ษาสารนิพนธ์ ประธานคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู ร และคณะกรรมการสอบ ไดพ้ จิ ารณาสารนิพนธเ์ รอ่ื ง การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ท่ไี ด้รบั การจดั การเรยี นรู้ด้วยชุดกิจกรรมวทิ ยาศาสตร์ ของ นพคุณ แดงบุญ ฉบบั น้ีแลว้ เหน็ สมควรรบั เป็นสว่ นหน่ึงของการศกึ ษาตามหลกั สตู ร ปรญิ ญาการศกึ ษา มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการมธั ยมศกึ ษา ของมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒได้ อาจารยท์ ป่ี รกึ ษาสารนิพนธ์ ............................................................................ (รองศาสตราจารย์ ดร.ชุตมิ า วฒั นะครี )ี ประธานคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู ร ............................................................................ (รองศาสตราจารย์ ดร.ชุตมิ า วฒั นะครี )ี คณะกรรมการสอบ ............................................................................ ประธาน (รองศาสตราจารย์ ดร.ชตุ มิ า วฒั นะครี )ี กรรมการสอบสารนิพนธ์ ............................................................................ (อาจารย์ ดร.ราชนั ย์ บุญธมิ า) ............................................................................ กรรมการสอบสารนิพนธ์ (ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยส์ นธยา ศรบี างพล)ี อนุมตั ใิ หร้ บั สารนิพนธฉ์ บบั น้ีเป็นสว่ นหน่ึงของการศกึ ษาตามหลกั สตู รปรญิ ญาการศกึ ษา มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการมธั ยมศกึ ษา ของมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ............................................................................ คณบดคี ณะศกึ ษาศาสตร์ (รองศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นยั พฒั น์) วนั ท่ี เดอื น กนั ยายน พ.ศ. 2552
ประกาศคณุ ูปการ สารนิพนธฉ์ บบั น้ีสาํ เรจ็ ไดด้ ว้ ยดเี พราะผวู้ จิ ยั ไดร้ บั ความอนุเคราะหแ์ ละความกรุณาอยา่ งยงิ่ จาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชุตมิ า วฒั นะครี ี อาจารยท์ ป่ี รกึ ษาสารนิพนธ์ ผชู้ ่วยศาสตราจารยส์ นธยา ศรบี างพลแี ละ อาจารย์ ดร.ราชนั ย์ บุญธมิ า กรรมการสอบปากเปล่าสารนิพนธ์ ทไ่ี ดเ้ สยี สละเวลา อนั มคี า่ ยงิ่ เพอ่ื ใหค้ าํ แนะนําในการจดั ทาํ งานวจิ ยั อยา่ งดที ุกขนั้ ตอน ตลอดจนแกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งต่าง ๆ อนั เป็นประโยชน์ยง่ิ สาํ หรบั งานวจิ ยั ผวู้ จิ ยั ขอกราบขอบพระคุณทุกทา่ นเป็นอยา่ งสงู ขอกราบขอบพระคุณผเู้ ชย่ี วชาญทก่ี รณุ าใหค้ าํ แนะนํา คาํ ปรกึ ษา แนวทางแกไ้ ขเคร่อื งมอื ในการวจิ ยั ครงั้ น้ี คอื ผูช้ ่วยศาสตราจารยว์ รรณวไิ ล นันทมานพ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์วนั ทนี ปานเจรญิ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประมวล แซ่โค้ว อาจารย์คณะครุศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ลพบุรี ขอขอบพระคุณผอู้ าํ นวยการ คณาจารยโ์ รงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ทใ่ี ห้ ทุนสนบั สนุนการศกึ ษา รวมทงั้ ผเู้ รยี นทไ่ี ดใ้ หค้ วามรว่ มมอื ในการวจิ ยั ครงั้ น้ี จนสาํ เรจ็ ลุลว่ งไดด้ ว้ ยดี ทา้ ยสุดผวู้ จิ ยั ขอขอบพระคุณ คุณพ่อบุญพอ คุณแม่วชั นี แดงบุญ พน่ี ้องครอบครวั แดงบุญ ท่ีคอยให้กําลังใจและกําลังทรพั ย์ สนับสนุนช่วยเหลือผู้วิจยั ด้วยความรกั และห่วงใยตลอดมา คุณค่าและประโยชน์ใด ๆ ทพ่ี งึ ไดจ้ ากสารนิพนธค์ รงั้ น้ี ผวู้ จิ ยั ขอกราบบูชาพระคุณบดิ า - มารดา ครู - อาจารย์ ตลอดจนผมู้ พี ระคุณทุกทา่ น นพคุณ แดงบุญ
สารบญั บทท่ี หน้า 1 บทนํา…........…….…………..……………………………………………………....... 1 ภมู หิ ลงั ……………….........………………………………………………………..... 1 ความมงุ่ หมายของการวจิ ยั ...…………..……………………………………….....…. 4 ความสาํ คญั ของการวจิ ยั ...……………………..…………………………………….. 4 ขอบเขตของการวจิ ยั …..…………………………………………………...………… 5 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ……...………………..…………………………………………..... 6 กรอบแนวคดิ ของการวจิ ยั ……..…………………………………………………....... 8 สมมตฐิ านในการวจิ ยั ..………………………………………………………....…….. 8 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวข้อง.......……………….…………………………....…. 9 เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ ………………...……….. 10 สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร…์ ………………………………………………….. 10 มาตรฐานการเรยี นร…ู้ …………………………………………………………… 11 ทฤษฎที างจติ วทิ ยาเพอ่ื การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร…์ ……………………… 12 เอกสารและงานวจิ ยั เกย่ี วกบั ชดุ กจิ กรรม..……..…………………………………..... 14 ความหมายของชดุ กจิ กรรม…………………………………………………..….. 16 ประเภทของชุดกจิ กรรม……………………………………………………..…… 16 องคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรม………………………………………………….…. 18 หลกั ในสรา้ งชดุ กจิ กรรม……………………………………………………..…… 23 คณุ คา่ ของชดุ กจิ กรรม………………………………………………………....… 24 งานวจิ ยั ในประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ชุดกจิ กรรม……………………………….….. 26 งานวจิ ยั ต่างประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ชุดกจิ กรรม…………………………….…... 29 เอกสารและงานวจิ ยั เกย่ี วกบั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร.์ ….....…………. 30 ธรรมชาตวิ ทิ ยาศาสตร…์ …………………………………………………....…… 30 ความหมายของผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร…์ …………….……...….. 30 องคป์ ระกอบของผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร…์ ………………....…… 31
สารบญั (ต่อ) บทที่ หน้า 2 (ต่อ) 32 34 พฤตกิ รรมทใ่ี ชใ้ นการวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร.์ ........................ 35 งานวจิ ยั ในประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร.์ .......... 36 งานวจิ ยั ต่างประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร.์ ........ 36 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร.์ .................................... 38 ความหมายของเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร.์ ......................................................... 38 แนวทางการพฒั นาเจตคต.ิ ............................................................................ 40 การวดั ผลการเรยี นรดู้ า้ นเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร.์ ............................................ 41 งานวจิ ยั ในประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เจตคตติ อ่ วทิ ยาศาสตร.์ ............................... งานวจิ ยั ต่างประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร.์ ............................. 3 วิธีดาํ เนินงานการวิจยั .……...............….…….………………………………..…… 43 การกําหนดประชากรและการเลอื กกลุม่ ตวั อยา่ ง................................................... 43 การสรา้ งเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ........................................................................ 44 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ......................................................................................... 50 การจดั กระทาํ และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ................................................................... 50 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู .…………………….....……………….…………………...... 55 สญั ลกั ษณ์ทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ………………...……..........….……………… 55 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ......................................................................................... 55 5 สรปุ อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ.……..…………………………………............ 59 ความมงุ่ หมายของการวจิ ยั .................................................................................. 59 สมมตฐิ านของการวจิ ยั ........................................................................................ 59 วธิ ดี าํ เนินการวจิ ยั ................................................................................................ 59 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู .............................................................................................. 61 สรปุ ผลการวจิ ยั ................................................................................................... 61 อภปิ รายผลการวจิ ยั ............................................................................................ 61 ขอ้ เสนอแนะ....................................................................................................... 64
สารบญั (ต่อ) บทท่ี หน้า บรรณานุกรม............................................................................................................ 66 ภาคผนวก................................................................................................................. 76 ภาคผนวก ก...................................................................................................... 77 ภาคผนวก ข...................................................................................................... 82 ภาคผนวก ค...................................................................................................... 97 ภาคผนวก ง...................................................................................................... 148 ประวตั ิยอ่ ผทู้ าํ สารนิพนธ.์ ......................................................................................... 153
บญั ชีตาราง ตาราง หน้า 1 คะแนนเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรก์ ่อนเรยี นและหลงั เรยี นของผเู้ รยี นกลุม่ ตวั อยา่ ง แบบแผนการวจิ ยั .............................................................................................. 44 2 ตวั อยา่ งแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร…์ …………………………………….. 50 3 ประสทิ ธภิ าพของชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย…์ ………………… 56 4 ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ องผเู้ รยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใช้ ชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษยร์ ะหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น...... 57 5 เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรร์ ะหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นคา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง…... 58 6 คา่ ประสทิ ธภิ าพชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย…์ ………………... 83 7 คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IC) ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น วทิ ยาศาสตร.์ .................................................................................................... 85 8 คา่ ความยาก(p) และคา่ อาํ นาจจาํ แนก(r)ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการ เรยี น................................................................................................................. 86 9 คา่ ความเช่อื มนั่ ของแบบทดสอบผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร…์ …………. 87 10 คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (IC) ของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร…์ ………… 91 11 คา่ ความเชอ่ื มนั่ ของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร…์ ………………………... 92 12 คา่ อาํ นาจจาํ แนก (t) ของแบบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร…์ ………………….. 96 13 ผลการทดลองใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายของมนุษยเ์ พอ่ื ทดสอบ สมมตฐิ าน........................................................................................................ 149 14 คะแนนเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรก์ ่อนเรยี นและหลงั เรยี นของผเู้ รยี นกลุ่มตวั อยา่ ง….. 151
บญั ชีภาพประกอบ หน้า 8 ภาพประกอบ 31 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ……………………………………………………..… 2 ความสมั พนั ธข์ องความรทู้ างวทิ ยาศาสตร…์ ……………………………….… 32 3 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร.์ ............................................................................................
บทที่ 1 บทนํา ภมู ิหลงั การศกึ ษาเป็นเคร่อื งมอื ในการพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์ เป็นพน้ื ฐานอนั สาํ คญั ของการ พฒั นาและเป็นเคร่อื งช้นี ําสงั คม ผู้ท่ไี ด้รบั การศึกษาจงึ เป็นบุคลากรท่มี คี ุณภาพ และเป็นกําลงั สาํ คญั ใน การพฒั นาประเทศ (กรมวชิ าการ. 2542: บทนํา) ปจั จุบนั น้ีเป็นทย่ี อมรบั กนั ว่าเรอ่ื งสาํ คญั ทส่ี ุดในแวดวงการศกึ ษาของไทยกค็ อื การปฏริ ปู การศกึ ษา เพราะในอดตี ทผ่ี า่ นมาการจดั การศกึ ษา ของไทยไม่สามารถแก้ปญั หาของประเทศได้ และนับว่าจะรุนแรงและสะสมปญั หาพอกพูนยง่ิ ขน้ึ เน่ืองจากการจดั การเรยี นการสอนมอี ยเู่ ฉพาะในหอ้ งสเ่ี หลย่ี มแคบ ๆ ลอ้ มรอบ มผี สู้ อนซง่ึ ทาํ หน้าท่ี พดู ผเู้ รยี นมหี น้าทร่ี บั ฟงั และทอ่ งหนงั สอื หรอื ยดึ ตําราเป็นหลกั ไมส่ ามารถเผชญิ และแกป้ ญั หาได้ เพราะโลกแหง่ วชิ าในหอ้ งเรยี นกบั โลกแห่งความเป็นจรงิ ต่างกนั ดงั นัน้ การปฏริ ปู การศกึ ษาจงึ เป็น สงิ่ สาํ คญั ทต่ี อ้ งเรง่ ดาํ เนินการ (อนนั ต์ รตั นภานุศร. 2546: 44 – 45) เพ่อื ใหเ้ ป็นไปตามรฐั ธรรมนูญ แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2540 และพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พุทธศกั ราช 2542 และฉบบั แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พุทธศกั ราช 2545 กําหนดใหม้ กี ารปฏริ ปู การศกึ ษา เพ่อื พฒั นาผเู้ รยี นใหม้ คี ุณภาพโดยมเี ป้าหมายในการพฒั นาใหเ้ ดก็ และเยาวชนคนไทยเป็นคนดี มี คุณภาพเป็นคนเก่ง คิดดี ทํางานได้ดี มีความเป็นไทย สามารถปรับตัวได้เหมาะสมกับ สถานการณ์โลกและสงั คมทเ่ี ปลย่ี นแปลง (สาํ นกั งานปฏริ ปู การศกึ ษา. 2545: 1) การทจ่ี ะทาํ ใหก้ าร ปฏริ ปู การศกึ ษาสาํ เรจ็ ตามความมงุ่ หมายดงั กลา่ วนนั้ ตอ้ งถอื วา่ ผเู้ รยี นมคี วามสาํ คญั ทส่ี ดุ ผสู้ อนและ ผูจ้ ดั การศกึ ษาจะต้องเปล่ยี นแปลงบทบาทจากการเป็นผูช้ ้นี ําใหจ้ ํา ผูถ้ ่ายทอดความรู้ มาเป็นผู้ ช่วยเหลอื ส่งเสรมิ สนบั สนุนใหผ้ เู้ รยี นแสวงหาความรจู้ ากส่อื และแหล่งการเรยี นรตู้ ่าง ๆ และให้ ขอ้ มูลท่ถี ูกต้องแก่ผูเ้ รยี นเพ่อื นําไปสรา้ งสรรค์ความรูข้ องตนไปใชป้ ระโยชน์ต่อไป (กรมวชิ าการ. 2544: 3) ดงั แนวคดิ ของประเวศ วะสี (2543: ข) ทว่ี า่ ชวี ติ คอื การศกึ ษา การศกึ ษาคอื ชวี ติ และ ชวี ติ คอื การเรยี นรู้ การเรยี นการสอนควรเอาชวี ติ เป็นตวั ตงั้ ผสู้ อนควรเปลย่ี นบทบาทจากการตอ้ ง ท่องจาํ เน้ือหาวชิ าแลว้ ถ่ายทอดใหผ้ เู้ รยี นฟงั มาเป็นการจดั ประสบการณ์เรยี นรอู้ นั หลากหลายและ เหมาะสมกบั ผเู้ รยี นรว่ มเรยี นรแู้ บบมปี ฏสิ มั พนั ธก์ บั ผเู้ รยี นในสถานการณ์จรงิ หลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานได้มกี ารกําหนดใหส้ ถานศกึ ษาจดั สาระการเรยี นรูใ้ หค้ รบ ทงั้ 8 กลุ่มสาระในทุกช่วงชนั้ วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นสาระหน่ึงทส่ี ถานศกึ ษาตอ้ งจดั การเรยี นการสอนท่ี ตอบสนองต่อหลกั สตู รใหม่ เพราะตงั้ แต่อดตี ทผ่ี ่านมาจนถงึ ปจั จุบนั วทิ ยาศาสตรม์ คี วามสาํ คญั ยงิ่ ต่อโลกและการดําเนินชวี ติ ด้วยเหตุผลประการแรกคอื โลกปจั จุบนั เป็นโลกของวทิ ยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยเี ราทุกคนต้องเก่ยี วขอ้ งตลอดเวลาไม่ว่าทางใดกท็ างหน่ึง วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เป็นเครอ่ื งมอื ชว่ ยใหม้ นุษยส์ ะดวกสบายและมคี ุณภาพชวี ติ ทด่ี ขี น้ึ และประการทส่ี อง วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยมี บี ทบาทท่สี าํ คญั ยง่ิ ต่อการพฒั นาประเทศใหเ้ จรญิ กา้ วหน้า ฉะนัน้ พลเมอื งทุกคน
2 ของประเทศจําเป็นต้องมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจพน้ื ฐานดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยเี พ่อื ชวี ติ และ สงั คมทม่ี คี ุณภาพทงั้ ในปจั จุบนั และอนาคต อนั เป็นหน้าทโ่ี ดยตรงของการศกึ ษาดา้ นวทิ ยาศาสตร์ (กรมวชิ าการ. 2542: 1) การปฏริ ูปการศกึ ษามุ่งเป้าหมายการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ของประเทศว่าควรใหป้ ระชากร ไทยทุกคนมรี ากฐานการคดิ เชงิ วทิ ยาศาสตรต์ งั้ แต่เยาวว์ ยั อย่างเพยี งพอและพรอ้ มทจ่ี ะดําเนินชวี ติ อยา่ งกลมกลนื กบั ธรรมชาตแิ ละรเู้ ท่าทนั ววิ ฒั นาการของสากลโลก (วโิ รจน์ ตนั ตราภรณ์. 2545: 3) โดยเฉพาะการจดั การเรยี นรชู้ ่วงชนั้ ท่ี 3 (ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 – 3) ซง่ึ ผเู้ รยี นอยใู่ นวยั เดก็ มอี ายุ ประมาณ 13 – 15 ปีเทา่ นัน้ การจดั การเรยี นรจู้ งึ ควรใหต้ อบสนองต่อความสนใจของผเู้ รยี น เปิด โอกาสให้ผู้เรยี นได้เลอื กเรยี นในสงิ่ ท่ตี นสนใจ มุ่งเน้นการทํางานกลุ่ม การสอนแบบบูรณาการ โครงงาน การใชห้ วั เร่อื งในการจดั การเรยี นการสอนเพ่อื มุ่งเน้นใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ ทกั ษะในการคดิ การ คน้ ควา้ แสวงหาความรู้ สรา้ งความรดู้ ว้ ยตนเอง สามารถสรา้ งสรรคผ์ ลงานแลว้ นําไป แลกเปลย่ี น เรียนรู้กับผู้อ่ืน (กรมวิชาการ. 2544: 28) แต่ท่ีผ่านมาคุณภาพการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยขี องเดก็ มธั ยมศกึ ษาพบว่ายงั อยู่ในเกณฑ์ทต่ี ้องปรบั ปรุง ทําใหเ้ ป็นปญั หาสบื เน่ืองต่อ ความรคู้ วามสามารถในวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยชี นั้ สงู ขน้ึ ไป (กรมวชิ าการ. 2542: 4) เป็น เพราะผู้สอนมุ่งเน้นด้านเน้ือหาวิชา ซ่ึงขัดกับธรรมชาติของเด็กในวัยน้ี ตามหลักจิตวิทยา พฒั นาการของเพยี เจต์ (Jean Piaget) กล่าววา่ เดก็ ในวยั น้ีจะมรี ะบบการคดิ อยา่ งเป็นรปู ธรรม ดงั นัน้ การเรียนการสอนท่ีเน้นผู้สอนเป็นศูนย์กลางจึงควรลดความสําคญั ลง เพราะการพฒั นา ความคดิ รวบยอดในตวั ผเู้ รยี นอาจกระทําดว้ ยตวั ผเู้ รยี นเองได้ การปฏบิ ตั กิ ารทดลองจะทาํ ใหผ้ เู้ รยี น เรยี นรแู้ ละสรา้ งความคดิ รวบยอดเกย่ี วกบั เรอ่ื งนนั้ ๆ ขน้ึ เองได้ การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นจะเกดิ ขน้ึ โดย ผา่ นกระบวนการเรยี นดว้ ยการแสวงหาความรแู้ ละทดลองปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง เป็นกระบวนการเรยี นรู้ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ควบคกู่ บั การพฒั นาดา้ นคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในตวั ผเู้ รยี น ดงั ทพ่ี งษ์ชยั ศรพี นั ธุ์ (2546: 8 – 9) ไดเ้ สนอวธิ กี ารเตรยี มตวั ของผสู้ อนดงั ต่อไปน้ี คอื 1) ตอ้ งเปลย่ี นแปลงบทบาทจากการเป็น ผชู้ น้ี ํา หรอื ผถู้ ่ายทอดความรไู้ ปเป็นผชู้ ว่ ยเหลอื สง่ เสรมิ และสนบั สนุนผเู้ รยี นในการแสวงหาความรู้ จากสอ่ื และการเรยี นรตู้ ่าง ๆ 2) เตรยี มส่อื เครอ่ื งมอื และอุปกรณ์ ทจ่ี ะตอ้ งใชใ้ นการสอนใหอ้ ยใู่ น สภาพทใ่ี ชก้ ารไดด้ ี มจี าํ นวนเพยี งพอกบั จาํ นวนผเู้ รยี น รวมทงั้ วสั ดุอุปกรณ์บางอยา่ งล่วงหน้า โดย ผสู้ อนและผเู้ รยี นตอ้ งวางแผนรว่ มกนั ในการจดั ทาํ และจดั หาสอ่ื ทม่ี อี ยใู่ นทอ้ งถน่ิ มาประยกุ ตใ์ ชเ้ ป็นส่อื การเรยี นรู้ 3) เตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ มเสมอโดยการทาํ ความเขา้ ใจในเรอ่ื งการคน้ ควา้ หรอื การสบื คน้ ขอ้ มลู การสาํ รวจตรวจสอบหรอื การทดลอง ซง่ึ สามารถทดลองไดท้ งั้ ในและนอกหอ้ งเรยี นหรอื ทบ่ี า้ นโดย ไม่จําเป็นต้องใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ท่ีมีราคาแพง อาจจะดดั แปลงส่ิงของเหลือใช้ หรือวสั ดุ ธรรมชาตมิ าทดลองใช้ และ 4) เร่อื งอ่นื ๆ เช่น การสาธติ กระบวนการกลุ่มบทบาทสมมุติ ฯลฯ ผเู้ รยี นวยั น้ีเป็นวยั ทอ่ี ยากรอู้ ยากเหน็ ผสู้ อนควรเปิดโอกาสใหผ้ เู้ รยี นมปี ระสบการณ์กบั โลกทศั น์ท่ี มุ่งส่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นไดเ้ รยี นรูด้ ว้ ยตนเองอย่างต่อเน่ืองตลอดชวี ติ ใชเ้ วลาอย่างสรา้ งสรรค์ อย่าง ยดื หยุน่ ซง่ึ สนองต่อความตอ้ งการของผเู้ รยี น ชุมชน สงั คม และประเทศชาตเิ พ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกบั
3 ทก่ี รมวชิ าการ (2542: 3) กลา่ วไวว้ า่ เป้าหมายในการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยใี หม้ ปี ระสทิ ธภิ าพคอื การสอนให้ผู้เรียนได้มีความรู้ มีทักษะ และปลูกฝงั อบรมให้เกิดค่านิยม และเจตคติเชิง วทิ ยาศาสตรท์ เ่ี หมาะสม ชดุ กจิ กรรมเป็นการพฒั นามาจากวธิ กี ารเรยี นการสอนหลาย ๆ ระบบเขา้ มาผสมผสานให้ กลมกลนื กนั นบั ตงั้ แต่การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง การรว่ มกจิ กรรมกลุ่ม การใชส้ อ่ื ในรปู แบบต่าง ๆ การ เรยี นการสอนวธิ ีน้ีเหมาะสมกบั การเรยี นการสอนท่เี น้นผู้เรยี นสําคญั ท่สี ุด (สุนันทา สุนทรประเสรฐิ . 2543: 107) ในส่วนของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ คือการประยุกต์ชุดการเรยี นการสอนเข้ากบั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื ระเบยี บวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ึ เพอ่ื ใชเ้ ป็นนวตั กรรมการสอน ทางวทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษา จะทําใหผ้ ูเ้ รยี นเรยี นรูห้ รอื สรา้ งองค์ความรูไ้ ดอ้ ย่างมรี ะบบ ส่งผลใหเ้ กดิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาศาสตร์ และสามารถพฒั นาทกั ษะปฏิบัติทาง วทิ ยาศาสตรไ์ ดม้ ากขน้ึ (ธานินทร์ ปญั ญาวฒั นากุล. 2546) และจากงานวจิ ยั พบวา่ การสอนโดย ใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ทําใหผ้ ูเ้ รยี นมผี ลการเรยี นรูส้ งู ขน้ึ กว่าการสอนตามคู่มอื ครเู พยี งอย่าง เดียว ขณะเดียวกันก็มีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงข้ึนกว่าก่อนเรียน (กรรณกิ าร์ ไผทฉนั ท.์ 2541: บทคดั ยอ่ ; เน้ือทอง นาย.่ี 2544: บทคดั ยอ่ ) ในการจดั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรท์ ผ่ี ่านมาสว่ นใหญ่รปู แบบการเรยี นการสอนเป็น แนวนามธรรมมากกว่ารปู ธรรม คอื สอนแบบบรรยาย อธบิ ายความรู้ ขาดสอ่ื เพ่อื เพม่ิ ความชดั เจน และกระตุน้ ความสนใจของผเู้ รยี น เน้นเน้ือหามากกวา่ การลงมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ สง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นมคี วามรู้ ทไ่ี ม่ยงั่ ยนื รแู้ ลว้ ลมื ผเู้ รยี นไม่ไดร้ บั การฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ดงั ท่ี สาํ นักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ (2544: 34) กล่าวไวว้ า่ ปจั จุบนั การจดั กระบวนการเรยี นการสอน วทิ ยาศาสตร์ในทุกระดบั การศึกษายงั ใช้วธิ ีสอนแบบเดมิ คอื เน้นการอภปิ รายหรอื สาธติ เป็นหลกั เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นอ่าน จด และท่องจาํ โดยไมม่ กี ารฝึกปฏบิ ตั ิ วธิ กี ารสอนเน้นเน้ือหา ซง่ึ ดูเหมอื นว่า ผู้เรียนได้รบั ความรู้มาก แต่เม่ือพจิ ารณาดูความสามารถของผู้เรยี นในการใช้งานความรู้ด้าน วทิ ยาศาสตรท์ ไ่ี ดเ้ รยี นไป พบวา่ ผเู้ รยี นไมส่ ามารถสงั เคราะหแ์ ละบรู ณาการความรตู้ ่าง ๆ ในการทาํ ความเขา้ ใจธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั ได้ การเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ท่ีพฒั นาข้ึนอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยใหผ้ ูเ้ รยี นเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ไดด้ ยี งิ่ ขน้ึ ส่งผลใหม้ ผี ลการเรยี นรูท้ งั้ ด้านความรูด้ ้าน ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และมเี จตคตติ ่อการเรยี นรูส้ งู ขน้ึ (พลู ทรพั ย์ โพธสิ ์ ุ. 2546: บทคดั ยอ่ ; อภญิ ญา เคนบุปผา. 2546: บทคดั ยอ่ ) เพราะชุดกจิ กรรมจะช่วยทําใหผ้ เู้ รยี นมอี สิ ระ เรยี นรูไ้ ดด้ ้วยตนเอง ผูเ้ รยี นมสี ่วนร่วมในการทํากจิ กรรมโดยใชค้ วามสามารถตามความต้องการ ของตน ได้ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมความรับผิดชอบทําให้มีความ กระตอื รอื รน้ ทจ่ี ะศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง เกดิ การเรยี นรแู้ ละปฏบิ ตั จิ รงิ เกดิ ทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ มเี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรใ์ นทางทด่ี ขี น้ึ และสามารถประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั ได้
4 ในส่วนของการจดั การเรยี นการสอนเก่ยี วกบั เร่อื งระบบร่างกายมนุษยน์ ัน้ ผูเ้ รยี นจะได้ เรยี นรตู้ ามเน้ือหาทผ่ี สู้ อนบอก อธบิ ายใหฟ้ งั หรอื จากในหนงั สอื เรยี น ไมม่ กี จิ กรรมการเรยี นรทู้ ไ่ี ด้ จากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม และไม่ไดร้ บั การฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ขาดส่อื การเรยี น การสอนทําใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ ความรูส้ กึ ไม่อยากเรยี น เบ่อื และไม่ตงั้ ใจเรยี น การพฒั นาชุดกจิ กรรม วทิ ยาศาสตร์ซ่งึ ประกอบดว้ ยส่วนท่เี ป็นเน้ือหาและส่วนทเ่ี ป็นกจิ กรรมใหผ้ ูเ้ รยี นไดล้ งมอื ปฏบิ ตั จิ ะ ชว่ ยทําใหผ้ เู้ รยี นไดร้ บั ความรพู้ รอ้ มกบั การฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เป็นการกระตุน้ ใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ ความสนใจในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมการเรยี นรู้ ไม่เกิดความเบ่อื หน่าย มเี จตคติต่อ วทิ ยาศาสตรส์ ง่ ผลใหม้ ผี ลการเรยี นรสู้ งู ขน้ึ ดว้ ย (สกาว แสงออ่ น. 2546: 73) ในฐานะผวู้ จิ ยั เป็นผสู้ อนในระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ พบว่าผเู้ รยี นในชนั้ เรยี นมคี วาม แตกต่างกนั ทงั้ ด้านความรู้ ความสนใจและความถนัดทําให้ผู้เรยี นมวี ิธีการเรยี นรู้ท่ีแตกต่างกนั ประกอบดว้ ยสภาพสงั คมทม่ี กี ารเปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลา การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนของ ผสู้ อนไม่ตอบสนองต่อความสนใจและความถนัดของผเู้ รยี นทําใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความเบ่อื หน่ายในการ เรยี น ขาดความสนใจใฝร่ ู้ ไม่กระตอื รอื รน้ ในการเรยี นและมเี จตคตทิ ่ไี ม่ดตี ่อวทิ ยาศาสตร์ ผวู้ จิ ยั จงึ สรา้ งชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรข์ น้ึ ซง่ึ เป็นส่อื นวตั กรรมการเรยี นรอู้ ย่างหน่ึง โดยมจี ุดมุ่งหมายเพ่อื ศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 2 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี จงั หวดั ลพบุรี ทงั้ น้ีเพอ่ื นําผลวจิ ยั ดงั กล่าวมาใชเ้ ป็น แ น ว ท า ง ใ น ก า ร จ ัด ก า ร เ รีย น ก า ร ส อ น วิช า วิท ย า ศ า ส ต ร์แ ล ะ นํ า ไ ป ป ร ับ ป รุ ง ก า ร เ รีย น ก า ร ส อ น วทิ ยาศาสตรใ์ หม้ ปี ระสทิ ธภิ าพต่อไป ความม่งุ หมายของการวิจยั ในการวจิ ยั ครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ไดต้ งั้ ความมงุ่ หมายไวด้ งั น้ี 1. เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษา ปีท่ี 2 ท่ีได้รับการจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 2. เพอ่ื ศกึ ษาเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การจดั การ เรยี นรดู้ ว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ความสาํ คญั ของการวิจยั 1. ผลจากการวจิ ยั ครงั้ น้ีจะไดช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรส์ าํ หรบั ผสู้ อนกลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรใ์ นการนําไปใชจ้ ดั การเรยี นรใู้ หเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ และจะเป็นแนวทางในการ จดั ทาํ ชุดกจิ กรรมการเรยี นการสอนสาํ หรบั ผสู้ อนวทิ ยาศาสตรร์ ะดบั ชนั้ อ่นื ๆ ต่อไป 2. ผลจากการวจิ ยั ครงั้ น้ีทาํ ใหท้ ราบถงึ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตติ ่อ วทิ ยาศาสตรท์ ไ่ี ดร้ บั การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เพ่อื พฒั นาศกั ยภาพของผเู้ รยี น
5 สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เกิดทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และนําความรู้ไปใช้ในการ แกป้ ญั หาในชวี ติ ประจาํ วนั ได้ ขอบเขตของการวิจยั ประชากรที่ใช้ในการวิจยั ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ น้ี เป็นนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทเ่ี รยี นในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2552 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตําบลทะเล ชุบศร อาํ เภอเมอื งลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สาํ นักงานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา จาํ นวน 5 หอ้ งเรยี น แบ่งเป็นดงั น้ี หอ้ งเรยี นท่ี 1 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 2 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 3 จาํ นวนผเู้ รยี น 49 คน หอ้ งเรยี นท่ี 4 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน หอ้ งเรยี นท่ี 5 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน รวมผเู้ รยี นทงั้ หมด 249 คน กล่มุ ตวั อย่างท่ีใช้ในการวิจยั กลุ่มตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ครงั้ น้ี เป็นผเู้ รยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทเ่ี รยี นในภาคเรยี น ท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2552 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เทพสตรี ถนนนารายณ์มหาราช ตําบล ทะเลชบุ ศร อาํ เภอเมอื งลพบุรี จงั หวดั ลพบุรี สงั กดั สาํ นกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา จาํ นวน 1 หอ้ งเรยี น ซง่ึ ไดร้ บั การเลอื กอยา่ งเจาะจง (Purposive sampling) คอื หอ้ งเรยี นท่ี 1 จาํ นวนผเู้ รยี น 50 คน ระยะเวลาท่ีใช้ในการวิจยั ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ผวู้ จิ ยั ทําการทดลองในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2552 โดย ใชเ้ วลา 12 ชวั่ โมง ระยะเวลา 4 สปั ดาห์ สปั ดาหล์ ะ 3 ชวั่ โมง เนื้อหาที่ใช้ในการวิจยั เน้ือหาท่ใี ช้ในการวจิ ยั ครงั้ น้ีเป็นเน้ือหาในสาระท่ี 1 สงิ่ มชี วี ติ กบั กระบวนการดํารงชวี ติ มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจหน่วยพ้นื ฐานของสง่ิ มชี วี ติ ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ขี อง ระบบต่าง ๆ ของสง่ิ มชี วี ติ ทท่ี าํ งานสมั พนั ธก์ นั มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ สอ่ื สารสงิ่ ทเ่ี รยี นรู้ และนําความรไู้ ปใชใ้ นการดาํ รงชวี ติ ของตนเองและดแู ลสงิ่ มชี วี ติ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์
6 ตวั แปรที่ศึกษา 1. ตวั แปรอสิ ระ ไดแ้ ก่ การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 2. ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ 2.1 ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 2.2 เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 1. การจดั การเรียนร้ดู ้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ หมายถงึ ส่อื หรอื นวตั กรรมการ เรยี นการสอนทผ่ี ูว้ จิ ยั สรา้ งขน้ึ ประกอบดว้ ยส่อื วสั ดุอุปกรณ์หลายชนิดประกอบเขา้ กนั เป็นชุด เพ่อื เกดิ ความสะดวกต่อการใชใ้ นการเรยี น การสอน และทาํ ใหก้ ารเรยี นการสอนบรรลุผลตามเป้าหมาย ของการเรียนรู้ ทัง้ ด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อ วทิ ยาศาสตร์ โดยสร้างในสาระท่ี 1 สง่ิ มชี วี ติ กบั กระบวนการดํารงชวี ติ เร่อื ง ร่างกายมนุษย์ ซ่ึง โครงสรา้ งของชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ประกอบดว้ ย 1.1 ชอ่ื ชดุ กจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุชอ่ื ชดุ กจิ กรรม 1.2 คาํ ชแ้ี จง เป็นสว่ นอธบิ ายถงึ วธิ กี ารใชช้ ุดกจิ กรรม และองคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรม 1.3 ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ เป็นสว่ นหวั ขอ้ เรอ่ื งยอ่ ย ๆ ของชุดกจิ กรรม 1.4 กจิ กรรม เป็นส่วนท่ใี หผ้ ูเ้ รยี นได้ปฏิบตั ิซ่งึ กําหนดไว้ในชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ โดยผเู้ รยี นเป็นผศู้ กึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนของชดุ กจิ กรรมโดยมสี ว่ นประกอบยอ่ ยดงั น้ี 1.4.1 จุดประสงค์ของกจิ กรรม เป็นส่วนท่รี ะบุจุดมุ่งหมายของกจิ กรรมโดยเป็น จุดมงุ่ หมายเชงิ พฤตกิ รรม 1.4.2 คําช้ีแจงของกิจกรรม เป็นส่วนแนะนําในการเรียนรู้ด้วยตนเองจากชุด กจิ กรรม 1.4.3 เวลาทใ่ี ช้ เป็นส่วนท่รี ะบุระยะเวลาทงั้ หมดในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมในแต่ละ หน่วยการเรยี นรู้ 1.4.4 สอ่ื การเรยี นการสอน เป็นสว่ นของใบความรเู้ พอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นไดศ้ กึ ษา และระบุ ถงึ วสั ดุ อุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการดาํ เนินกจิ กรรม 1.4.5 วิธีทํากิจกรรม เป็นส่วนท่ีผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรม ฝึกทักษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ไดฝ้ ึกการสบื คน้ ขอ้ มูล และฝึกทกั ษะการคดิ ไดแ้ สดงความคดิ เหน็ ใน องคค์ วามรอู้ ย่างกวา้ งขวาง โดยการใหผ้ เู้ รยี นวเิ คราะห์ และอธบิ ายเช่อื มโยงกบั ความรเู้ ดมิ อย่างมี ระบบสามารถพจิ ารณาแยกแยะอยบู่ นพน้ื ฐานของเหตุผลโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 1.4.6 แบบบนั ทกึ ผลกจิ กรรม เป็นส่วนท่รี ะบุถึงผลท่ไี ดจ้ ากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ของผเู้ รยี น
7 1.4.7 แบบฝึกหดั ท้ายกจิ กรรม เป็นส่วนท่กี ําหนดคําถามเพ่อื ตรวจสอบผลการ เรยี นรขู้ องผเู้ รยี น 1.5 แบบทดสอบก่อนและหลงั หน่วยการเรยี นรู้ 1.6 คาํ เฉลยแบบทดสอบก่อนและหลงั หน่วยการเรยี นรู้ 2. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม หมายถงึ ค่าสดั ส่วนระหว่างคะแนนรอ้ ยละทไ่ี ดจ้ าก การทาํ แบบฝึกหดั ทา้ ยชุดกจิ กรรมระหว่างเรยี นกบั คะแนนรอ้ ยละทไ่ี ดจ้ ากการทาํ แบบทดสอบวดั ผล สมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นของนกั เรยี นหลงั เรยี นจากชดุ กจิ กรรม โดยใชเ้ กณฑก์ าํ หนด 80/80 80 ตวั แรก หมายถงึ คา่ รอ้ ยละเฉลย่ี ของคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทาํ แบบฝึกหดั ทา้ ย กจิ กรรมของนกั เรยี น ระหวา่ งเรยี นโดยใชช้ ดุ กจิ กรรม คดิ เป็นรอ้ ยละ 80 80 ตวั หลงั หมายถงึ คา่ รอ้ ยละเฉลย่ี ของคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทาํ แบบทดสอบผล สมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นของนกั เรยี นหลงั เรยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรม คดิ เป็นรอ้ ยละ 80 3. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถงึ ความสามารถของผเู้ รยี นในการ เรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ทไ่ี ดจ้ ากการทาํ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนุษย์ ทผ่ี วู้ จิ ยั สรา้ งขน้ึ โดยวดั พฤตกิ รรม 4 ดา้ น ดงั น้ี 1. ดา้ นความรู้ – ความจาํ หมายถงึ ความสามารถในการระลกึ ถงึ สง่ิ ทไ่ี ดเ้ รยี นรมู้ าแลว้ เกย่ี วขอ้ งกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ความคดิ รวบยอด หลกั การ กฎ และทฤษฎที างวทิ ยาศาสตร์ 2. ดา้ นความเขา้ ใจ หมายถงึ ความสามารถในการจาํ แนกความรไู้ ดเ้ มอ่ื ปรากฏอยใู่ น รปู ใหม่ และความสามารถในการแปลความรจู้ ากสญั ลกั ษณ์หน่ึงไปอกี สญั ลกั ษณ์หน่ึง 3. ดา้ นการนําความรไู้ ปใช้ หมายถงึ ความสามารถในการนําความรแู้ ละวธิ กี ารต่าง ๆ ทางวทิ ยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่ ๆ หรอื จากทแ่ี ตกต่างไปจากทเ่ี คยเรยี นรมู้ าแลว้ โดยเฉพาะ อยา่ งยง่ิ คอื การนําไปใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั 4. ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการค้นคว้าหา ความรูท้ างวทิ ยาศาสตรโ์ ดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการสบื เสาะหาความรสู้ ําหรบั ทกั ษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรท์ ส่ี อดคลอ้ งกบั เน้ือหาในการวจิ ยั ประกอบดว้ ยทกั ษะ 6 ทกั ษะ ไดแ้ ก่ ทกั ษะการสงั เกต ทกั ษะการจาํ แนกประเภท ทกั ษะการลงความเหน็ ขอ้ มลู ทกั ษะการตคี วามหมาย ขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ ทกั ษะการจดั กระทาํ และสอ่ื ความหมายขอ้ มลู และทกั ษะการทดลอง 4. เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ หมายถงึ ความคดิ เหน็ ของผเู้ รยี นทม่ี ตี ่อวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ในดา้ นการเรยี นการสอน เน้ือหาและประโยชน์ท่ไี ดร้ บั จากการเรยี นหลงั การจดั การเรยี นรูด้ ว้ ยชุด กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรโ์ ดยผวู้ จิ ยั ไดพ้ จิ ารณาเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรด์ า้ นความรู้ ดา้ นความรสู้ กึ และ ดา้ นแนวโน้มเชงิ พฤตกิ รรม โดยใชแ้ บบประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตรท์ ส่ี รา้ งขนึ้ ตามวธิ กี ารของ ลเิ คริ ท์ (Likert Scale) เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดบั คอื 5, 4, 3, 2 และ 1 ซง่ึ หมายถงึ เหน็ ดว้ ยอยา่ งยง่ิ เหน็ ดว้ ย ไมแ่ น่ใจ ไมเ่ หน็ ดว้ ย และไมเ่ หน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ ตามลาํ ดบั
กรอบแนวคิดในการวิจยั 8 ตวั แปรตาม ตวั แปรต้น การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 1. ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 2. เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั สมมตุ ิฐานในการวิจยั 1. นกั เรยี นทเ่ี รยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรช์ นั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 มผี ลสมั ฤทธิ ์ ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น 2. นกั เรยี นทเ่ี รยี นดว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรช์ นั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 มเี จตคตติ ่อ วทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง ในการวิจยั ครงั้ น้ี ผูว้ จิ ยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง และได้นําเสนอตาม หวั ขอ้ ต่อไปน้ี 1. เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 และ หลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช 2544 1.1 สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 1.2 มาตรฐานการเรยี นรู้ 1.3 ทฤษฎที างจติ วทิ ยาเพอ่ื การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ 2. เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ชดุ กจิ กรรม 2.1 ความหมายของชดุ กจิ กรรม 2.2 ประเภทของชุดกจิ กรรม 2.3 องคป์ ระกอบของชดุ กจิ กรรม 2.4 หลกั ในการสรา้ งชุดกจิ กรรม 2.5 คุณคา่ ของชุดกจิ กรรม 2.6 งานวจิ ยั ในประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ชดุ กจิ กรรม 2.7 งานวจิ ยั ต่างประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ชุดกจิ กรรม 3. เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 3.1 ธรรมชาตวิ ทิ ยาศาสตร์ 3.2 ความหมายของผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 3.3 องคป์ ระกอบของผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 3.4 พฤตกิ รรมทใ่ี ชใ้ นการวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 3.5 งานวจิ ยั ในประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 3.6 งานวจิ ยั ต่างประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 4. เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 4.1 ความหมายของเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 4.2 แนวทางการพฒั นาเจตคติ 4.3 การวดั ผลการเรยี นรดู้ า้ นเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 4.4 งานวจิ ยั ในประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 4.5 งานวจิ ยั ต่างประเทศทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์
10 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกบั พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 และหลกั สตู รการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 ซง่ึ ถอื ไดว้ า่ เป็นแมบ่ ทในการจดั การศกึ ษาของประเทศ ซง่ึ มงุ่ เน้นใหม้ กี ารปฏริ ปู การจดั การศกึ ษานนั้ ในสว่ นของหมวด 4 วา่ ดว้ ย แนวการจดั การศกึ ษาโดยเฉพาะในมาตรา 22, 23, 24 และ 26 ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี สาํ นกั งาน คณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ 2544: 21 – 26) มาตรา 22 การจดั การศกึ ษาตอ้ งยดึ หลกั วา่ ผเู้ รยี นทุกคนมคี วามสามารถเรยี นรแู้ ละ พฒั นาตนเองได้ และถอื วา่ ผเู้ รยี นมคี วามสาํ คญั ทส่ี ดุ กระบวนการจดั การศกึ ษาตอ้ งสง่ เสรมิ ให้ ผเู้ รยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาตแิ ละเตม็ ตามศกั ยภาพ มาตรา 23 การจดั การศกึ ษาตอ้ งเน้นความสาํ คญั ทงั้ ความรู้ คุณธรรม กระบวนการ เรยี นรแู้ ละบรู ณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดบั มาตรา 24 การจดั กระบวนการเรยี นรตู้ อ้ งจดั เน้ือหาสาระและกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนดั ของผเู้ รยี น โดยคาํ นึงถงึ ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล ฝึกทกั ษะ กระบวนการคดิ การจดั การ การเผชญิ สถานการณ์ การประยกุ ตค์ วามรมู้ าป้องกนั และแกไ้ ขปญั หา จดั กจิ กรรมใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรจู้ ากประสบการณ์จรงิ ฝึกการปฏบิ ตั ใิ หท้ าํ ได้ คดิ เป็น ทาํ เป็นรกั การ อา่ น และเกดิ การใฝร่ อู้ ยา่ งต่อเน่ือง คา่ นิยมทด่ี งี ามและคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ ผสู้ อนจดั บรรยากาศสภาพแวดลอ้ ม สอ่ื การเรยี นและมคี วามรอบรู้ รวมทงั้ สามารถใชก้ ารวจิ ยั เป็นสว่ นหน่ึง ของกระบวนการเรยี นรู้ การจดั การเรยี นรใู้ หเ้ กดิ ขน้ึ ทกุ เวลา ทกุ สถานทม่ี กี ารประสานรว่ มมอื ทุก ๆ ฝา่ ยเพอ่ื รว่ มกนั พฒั นาผเู้ รยี นตามศกั ยภาพ มาตรา 26 การประเมนิ ผลผเู้ รยี น พจิ ารณาจากพฒั นาการของผเู้ รยี น ความประพฤติ การสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น การรว่ มกจิ กรรมและการทดสอบควบคไู่ ปกบั กระบวนการเรยี นการ สอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดบั และรปู แบบการศกึ ษา และนําผลการประเมนิ ผเู้ รยี นมา ประกอบการพจิ ารณาในการจดั สรรโอกาสเขา้ ศกึ ษาตอ่ โดยมวี ธิ กี ารทห่ี ลากหลาย จากพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาตพิ ทุ ธศกั ราช 2542 ทก่ี ล่าวมากระทรวงศกึ ษาธกิ าร ไดจ้ ดั ทาํ หลกั สตู รแกนกลาง ซง่ึ ประกอบดว้ ยสาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ 8 กลุ่มสาระทส่ี อดคลอ้ ง ตามพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 ซง่ึ ในการศกึ ษาครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ไดก้ ลา่ วถงึ เฉพาะสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษา 1.1 สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นสาระหลกั ของวิทยาศาสตร์พ้ืนฐานท่ีผู้เรียนต้องรู้ ประกอบดว้ ยสว่ นทเ่ี ป็นความรู้ เน้ือหา แนวความคดิ หลกั วทิ ยาศาสตรแ์ ละกระบวนการ ซง่ึ สาระท่ี เป็นองคค์ วามรขู้ องกลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรป์ ระกอบดว้ ย 8 สาระยอ่ ยดงั น้ี (สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี 2544: 10 – 11)
11 สาระท่ี 1 สงิ่ มชี วี ติ กบั กระบวนการดาํ รงชวี ติ สาระท่ี 2 ชวี ติ กบั สงิ่ แวดลอ้ ม สาระท่ี 3 สารและสมบตั ขิ องสาร สาระท่ี 4 แรงและการเคล่อื นท่ี สาระท่ี 5 พลงั งาน สาระท่ี 6 กระบวนการเปลย่ี นแปลงของเปลอื กโลก สาระท่ี 7 ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ สาระท่ี 8 ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2544: 3) ไดก้ าํ หนดเป้าหมายของ การจดั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ ดงั น้ี 1. เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจหลกั การ ทฤษฎที เ่ี ป็นพน้ื ฐานในวทิ ยาศาสตร์ 2. เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจขอบเขต ธรรมชาติ และขอ้ จาํ กดั ของวทิ ยาศาสตร์ 3. เพอ่ื ใหม้ ที กั ษะทส่ี าํ คญั ในการศกึ ษาคน้ ควา้ และคดิ คน้ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. เพอ่ื พฒั นากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและ การจดั การ ทกั ษะในการสอ่ื สาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจ 5. เพอ่ื ใหต้ ระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษยแ์ ละ สภาพแวดลอ้ มในเชงิ ทม่ี อี ทิ ธพิ ลและผลกระทบซง่ึ กนั และกนั 6. เพอ่ื นําความรคู้ วามเขา้ ใจในเรอ่ื งวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยไี ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ต่อ สงั คมและการดาํ รงชวี ติ 7. เพอ่ื ใหเ้ ป็นคนมจี ติ วทิ ยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมในการใช้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ยา่ งสรา้ งสรรค์ 1.2 มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรเู้ ป็นขอ้ กาํ หนดคุณภาพของผเู้ รยี นในองคป์ ระกอบหลกั ใน 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ดา้ นความรู้ ดา้ นความสามารถ และดา้ นการแสดงออก ซง่ึ เป็นจดุ มงุ่ หมายในการพฒั นา ผเู้ รยี นใหม้ คี ณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคซ์ ง่ึ มาตรฐานการเรยี นรใู้ นกลุ่มสาระวทิ ยาศาสตรก์ าํ หนดไว้ 2 สว่ น คอื มาตรฐานการเรยี นรกู้ ารศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานเป็นมาตรฐานการเรยี นรเู้ มอ่ื จบการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน และมาตรฐานการเรยี นรชู้ ว่ งชนั้ เป็นมาตรฐานการเรยี นรเู้ มอ่ื จบการศกึ ษาในแต่ละชว่ งชนั้ จากสาระการเรยี นรูท้ งั้ หมดผูว้ จิ ยั ไดเ้ ลอื กสาระท่1ี สง่ิ มชี วี ติ กบั กระบวนการดาํ รงชวี ติ มาตรฐาน ใน ว1.1 เขา้ ใจหน่วยพน้ื ฐานของสง่ิ มชี วี ติ ความสมั พนั ธข์ องโครงสรา้ งและหน้าทข่ี องระบบต่าง ๆ ของสง่ิ มชี วี ติ ทท่ี าํ งานสมั พนั ธก์ นั มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ สอ่ื สารสง่ิ ทเ่ี รยี นรแู้ ละนําความรู้ ไปใชใ้ นการดาํ รงชวี ติ ของตนเองและดแู ลสงิ่ มชี วี ติ
12 มาตรฐานการเรยี นรชู้ ว่ งชนั้ ท่ี 3 (ม.1 – ม.3) ขอ้ 1 สาํ รวจตรวจสอบ สบื คน้ ขอ้ มลู อภปิ รายและอธบิ ายโครงสรา้ งและหน้าทข่ี อง โครงสรา้ งต่าง ๆ ของพชื วฏั จกั รชวี ติ การสบื พนั ธุ์ และการขยายพนั ธุพ์ ชื ปจั จยั บางประการท่ี จําเป็นต่อการเจรญิ เติบโต การสงั เคราะห์ด้วยแสง การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม และนํา ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ขอ้ 2 สาํ รวจตรวจสอบ สบื คน้ ขอ้ มลู อภปิ รายและอธบิ ายการทาํ งานทส่ี มั พนั ธก์ นั ของอวยั วะต่าง ๆ ของสตั ว์ ปจั จยั บางประการทจ่ี าํ เป็นต่อการเจรญิ เตบิ โตของสง่ิ มชี วี ติ และใน สว่ นวฏั จกั รชวี ติ การสบื พนั ธุ์ พฤตกิ รรมของสตั วแ์ ละนําความรไู้ ปใช้ ขอ้ 3 สาํ รวจตรวจสอบ สบื คน้ ขอ้ มลู อภปิ รายและอธบิ ายเกย่ี วกบั สารอาหารและ ความจาํ เป็นทร่ี า่ งกายตอ้ งการสารอาหารทไ่ี ดส้ ดั สว่ นเหมาะสมกบั เพศ วยั ขอ้ 4 สบื คน้ ขอ้ มลู อภปิ ราย และอธบิ ายการทาํ งานรว่ มกนั ของระบบต่าง ๆ ของ ร่างกายมนุษยท์ ท่ี ําใหด้ ํารงชวี ติ ไดอ้ ย่างปกติ และการเจรญิ เตบิ โตจากวยั แรกเกดิ จนถงึ วยั ผูใ้ หญ่ รวมทงั้ ผลของการไดร้ บั สารบางชนิดทม่ี ตี ่อการทํางานของระบบในรา่ งกายและการนําความรไู้ ปใช้ ปฏบิ ตั ติ นไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ในการศกึ ษาครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ไดเ้ ลอื กมาตรฐานการเรยี นรชู้ ว่ งชนั้ ท่ี 3 ขอ้ 4 สบื คน้ ขอ้ มลู อภปิ ราย และอธบิ ายการทาํ งานรว่ มกนั ของระบบต่าง ๆ ของรา่ งกายมนุษยท์ ท่ี าํ ใหด้ าํ รงชวี ติ ได้ อยา่ งปกติ และการเจรญิ เตบิ โตจากวยั แรกเกดิ จนถงึ วยั ผใู้ หญ่ รวมทงั้ ผลของการไดร้ บั สารบาง ชนิดทม่ี ตี ่อการทาํ งานของระบบในรา่ งกายและการนําความรไู้ ปใชป้ ฏบิ ตั ติ นไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง โดย เลอื กเน้ือหาระบบต่าง ๆ ของรา่ งกาย มากาํ หนดเป็นเน้ือหาของชุดกจิ กรรม 1.3 ทฤษฎีทางจิตวิทยาเพ่ือการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ สนุ ีย์ เหมะประสทิ ธิ ์ (2543: 39 – 59) ไดก้ ล่าวถงึ ทฤษฎที างจติ วทิ ยาเพ่อื การเรยี น การสอนวทิ ยาศาสตร์ โดยมที ฤษฎดี งั น้ี 1. ทฤษฎขี องจอหน์ ดวิ อ้ี (John Dewey) โดยมคี วามเช่อื ว่าเดก็ จะเรยี นรไู้ ดด้ ที ส่ี ดุ เมอ่ื ไดแ้ กป้ ญั หาทม่ี คี วามหมายต่อตวั เอง ซง่ึ ปจั จุบนั เรยี กว่า การเรยี นรดู้ ว้ ยการกระทาํ และการเรยี นรู้ ดว้ ยการคดิ และจติ ใจ (Hands – on and mind – on learning) 2. กลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) มีความเช่ือว่าสิ่งใดท่ีผู้เรียนทําและ ผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ อะไรเป็นผลเน่ืองมาจากว่าอะไรทท่ี าํ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ พฤตกิ รรม ดงั นนั้ งานของ ผูส้ อนคอื สร้างบรรยากาศในการเรยี นรูท้ งั้ ทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ปฏสิ มั พนั ธ์เชงิ บวก ระหว่างกลุ่มของผูเ้ รยี นและระหว่างผูส้ อนกบั ผูเ้ รยี นโดยผูส้ อนต้องใชก้ ารเสรมิ แรงทางบวก เช่น การชมเชย การให้คะแนน การให้ผู้เรยี นเลือกทําในสง่ิ ท่ีต้องการอนั จะจูงใจให้ผู้เรียนประสบ ผลสาํ เรจ็ ผเู้ รยี นจะเกดิ การเรยี นรแู้ ละพฒั นาทศั นคตทิ างบวก
13 3. กลุ่มทฤษฎปี ญั ญานิยมหรอื พุทธนิ ิยม (Cognitivism) กลุ่มน้ีมงุ่ เน้นเกย่ี วกบั การศกึ ษา พฒั นาการดา้ นสมองและจติ ใจเพ่อื คน้ หาว่ากระบวนการคดิ และการรบั รขู้ องมนุษยแ์ ละปฏสิ มั พนั ธ์ ระหวา่ งรปู ธรรมของการคดิ ซง่ึ ประกอบดว้ ยแนวคดิ ของนกั จติ วทิ ยา 3 ทา่ น คอื 3.1 ทฤษฎพี ฒั นาการของเพยี เจต์ (Piaget’s development theory) มงุ่ เน้นพฒั นาการ ทางสตปิ ญั ญา ทศั นคติ และทางรา่ งกายโดยย้าํ วา่ วฒุ ภิ าวะทางรา่ งกายจะมอี ทิ ธพิ ลอยา่ งยงิ่ ต่อความ เจรญิ งอกงามทางดา้ นสตปิ ญั ญาและทศั นคตซิ ง่ึ จดั ลาํ ดบั ขนั้ ของการพฒั นาเป็น 4 ระยะ ไดแ้ ก่ 1) ระยะใหป้ ระสาทสมั ผสั (sensory – organs stage) เป็นการพฒั นาของเดก็ ตงั้ แต่แรกเกดิ จนถงึ 2 ปี 2) ระยะควบคุมอวยั วะต่าง ๆ (preoperational stage) เป็นการพฒั นาในช่วงอายุ 2 ปีจนถงึ 7 ปี 3) ระยะทค่ี ดิ อยา่ งเป็นรปู ธรรม (concrete – operational stage) เป็นการพฒั นาในชว่ งอายุ 7 ปี ถงึ 11 ปี เดก็ ในช่วงน้ีจะมคี วามสามารถในการคดิ และเขา้ ใจเรอ่ื งราวทเ่ี ป็นรปู ธรรมไดด้ ี แต่มี ความลาํ บากอยา่ งมากทจ่ี ะคดิ และเขา้ ใจเร่อื งทเ่ี ป็นนามธรรม และ 4) ระยะทค่ี ดิ อยา่ งเป็นนามธรรม (formal – operational stage) เป็นพฒั นาการในชว่ งสดุ ทา้ ยของเดก็ อายุประมาณ 12 – 15 ปี ก่อน จะเป็นผใู้ หญ่ พฒั นาการของเดก็ เกดิ ขน้ึ อย่างต่อเน่ือง โดยทวั่ ไปการพฒั นาของเดก็ จะไม่กระโดด ขา้ มขนั้ แต่ในบางช่วงของการพฒั นาอาจเกดิ ขน้ึ เรว็ หรอื ชา้ ซง่ึ เกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาตริ วมทงั้ การ ดาํ รงชวี ติ 3.2 ทฤษฎกี ารเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามหมายของออซูเบล (Ausubel’ s Meaning verbal learning) ซึ่งเช่ือว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ด้วยการสอนแบบท่ีผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้หรือ แบบบอกเล่า (expository method) เป็นสาํ คญั โดยผสู้ อนตอ้ งจดั เน้ือหาสาระทม่ี คี วามหมายต่อ ผู้เรยี นมากท่ีสุดการเรยี นรู้ก็จะเกิดข้นึ เม่อื แนวคดิ ใหม่หรือความรู้ใหม่เช่อื มโยงหรอื สมั พนั ธ์กบั ความรเู้ ดมิ 3.3 ทฤษฎีพัฒนาการของบูรเนอร์ มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบค้นพบ (discovery learning) และเชอ่ื วา่ การจดั สง่ิ แวดลอ้ มมอี ทิ ธพิ ลต่อพฒั นาการทางสตปิ ญั ญาสงิ่ แวดลอ้ มทเ่ี หมาะสม จะชว่ ยเรง่ พฒั นาการทางสตปิ ญั ญาใหเ้ รว็ ขน้ึ 4. กลุ่มทฤษฎสี รรคนิยม (Constructivism) มคี วามเช่อื ว่าผูเ้ รยี นเป็นผูส้ รา้ งความรูโ้ ดย อาศยั ประสบการณ์แหง่ ชวี ติ ทไ่ี ดร้ บั เพ่อื คน้ หาความจรงิ เป็นแนวทฤษฎกี ารจดั การเรยี นการสอนท่ี เน้นเดก็ เป็นศนู ยก์ ลาง 5. ทฤษฎพี หปุ ญั ญา (Multiple Intelligence) เป็นแนวคดิ ของการด์ เนอร์ (Howard Garder) ซง่ึ กล่าวว่ามนุษยม์ ปี ญั ญาทห่ี ลากหลาย 8 ดา้ น ไดแ้ ก่ สตปิ ญั ญาดา้ นภาษา ดา้ นตรรกและคณิตศาสตร์ ดา้ นมติ สิ มั พนั ธ์ ดา้ นการเคล่อื นไหวรา่ งกาย ดา้ นดนตรแี ละจงั หวะ ดา้ นความเขา้ ใจตนเอง ดา้ นมนุษย์ สมั พนั ธ์และด้านความเข้าใจธรรมชาติ ซ่ึงสะท้อนให้เหน็ ว่ามนุษย์มคี วามสามารถหลากหลายด้าน กระตุน้ ใหผ้ สู้ อนไดต้ ระหนกั ว่านกั เรยี นอาจแสดงความสามารถทแ่ี ตกต่างกนั ไดต้ ามสง่ิ ทผ่ี เู้ รยี นรแู้ ละทํา ไดน้ นั่ คอื ผเู้ รยี นมคี วามถนดั และแบบการเรยี นรทู้ แ่ี ตกต่างกนั ดงั นนั้ ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรผู้ สู้ อน
14 ควรจดั กจิ กรรมท่หี ลากหลายเพ่อื ให้สอดคล้องกบั ความหลากหลายทางสตปิ ญั ญาของผูเ้ รยี น อนั จะ สง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นประสบผลสาํ เรจ็ ในการเรยี นไดด้ ขี น้ึ 2. เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวข้องกบั ชดุ กิจกรรม 2.1 ความหมายของชดุ กิจกรรม ชุดการเรยี น (learning packages) หรอื ชุดการสอน (instructional packages) เดมิ มกั ใชค้ าํ วา่ ชุดการสอน เพราะเป็นส่อื ทผ่ี สู้ อนนํามาใชป้ ระกอบการสอน แต่ต่อมามแี นวคดิ ในการ จดั การเรยี นการสอนทเ่ี น้นผเู้ รยี นเป็นศูนยก์ ลางไดเ้ ขา้ มามบี ทบาทมากขน้ึ นกั การศกึ ษาจงึ เปลย่ี น มาใชค้ าํ วา่ ชุดการเรยี น (learning packages) เพราะการเรยี นรเู้ ป็นกจิ กรรมของผเู้ รยี น และการ สอนเป็นกจิ กรรมของผูส้ อน กจิ กรรมของผูส้ อนและผูเ้ รยี นต้องเกดิ ขน้ึ คู่กนั (กาญจนา เกยี รตปิ ระวตั .ิ 2524: 174 – 175) และในการวจิ ยั ครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ใชค้ าํ วา่ “ชุดกจิ กรรม” บุญชม ศรสี ะอาด (2541: 95) กลา่ ววา่ ชดุ กจิ กรรมคอื สอ่ื การเรยี นหลายอยา่ งประกอบ กนั จดั เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั เป็นชดุ (packages)เพอ่ื มงุ่ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรอู้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ภพ เลาหไพบลู ย์ (2542: 258 – 259) กลา่ ววา่ ชุดกจิ กรรม เป็นการจดั โปรแกรมการ เรยี นการสอนโดยใชส้ อ่ื หลายชนิดรว่ มกนั หรอื ใชร้ ะบบสอ่ื ประสม เพอ่ื สนองจุดมงุ่ หมายในการเรยี น การสอนทต่ี งั้ ไว้ ในเรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่ึงและใหเ้ กดิ ความสะดวกต่อการใชใ้ นการเรยี นการสอน วรี ะ ไทยพานิช (2534: 134) กลา่ ววา่ ชุดการเรยี นมชี ่อื เรยี กต่าง ๆ กนั เชน่ ชดุ การ สอน (Instructional Package) ชดุ การเรยี นเบด็ เสรจ็ (Self Instruction Package) ชุดการสอน รายบุคคล (Individualized Learning Package) ซง่ึ ชุดของสอ่ื ประสม (Multi – Media) ทจ่ี ดั ขน้ึ สาํ หรบั หน่วยการเรยี น หวั ขอ้ เน้ือหาและอปุ กรณ์ของแต่ละหน่วยไดจ้ ดั ไวเ้ ป็นชดุ กลอ่ งหรอื ซอง ชุด การเรยี นอาจมรี ปู แบบทแ่ี ตกต่างกนั ออกไป ซง่ึ สว่ นมากประกอบดว้ ยคาํ ชแ้ี จง หวั ขอ้ จดุ มงุ่ หมาย การประเมนิ ผลเบอ้ื งตน้ การกาํ หนดกจิ กรรมและการประเมนิ ผลขนั้ สดุ ทา้ ย จดุ มงุ่ หมายสาํ คญั เพอ่ื การสอนนกั เรยี นเป็นรายบุคคลใหน้ กั เรยี นมคี วามรบั ผดิ ชอบ สนุ ีย์ เหมะประสทิ ธิ ์ (2543: 243) กล่าวว่า ชุดกจิ กรรมเป็นสอ่ื การเรยี นรทู้ ม่ี งุ่ ใหน้ กั เรยี น ไดศ้ กึ ษาคน้ ควา้ ทดลอง หรอื ปฏบิ ตั กิ ารดว้ ยตนเอง สภุ าวรรณ ดา่ นสกุล (2539: 10) กลา่ วไวว้ า่ ชุดการเรยี นการสอนหรอื ชุดกจิ กรรมเป็น การรวบรวมสอ่ื การเรยี นสาํ เรจ็ รปู ซง่ึ สว่ นมากประกอบไปดว้ ยคาํ ชแ้ี จง ชอ่ื เรอ่ื ง จดุ มงุ่ หมาย กจิ กรรมและการประเมนิ ผล ผเู้ รยี นสามารถศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง ตามความสามารถทเ่ี ป็น ขนั้ ตอนตามทก่ี าํ หนดไวใ้ นชดุ การเรยี นนนั้ ๆ เพอ่ื พฒั นาการเรยี นรขู้ องตน ใหบ้ รรลุเป้าหมายทต่ี งั้ ไว้ ประพฤติ ศลี พพิ ฒั น์ (2540: 30) ใหค้ วามหมายของ ชุดการเรยี นหรอื ชุดกจิ กรรมไวว้ ่า เป็นสอ่ื ทช่ี ว่ ยใหผ้ เู้ รยี นสามารถเรยี นไดด้ ว้ ยตนเอง มกี ารจดั สอ่ื ไวอ้ ยา่ งเป็นระบบชว่ ยใหน้ กั เรยี นเกดิ ความสนใจเรยี นตลอดเวลา ทาํ ใหเ้ กดิ ทกั ษะในการแสวงหาความรู้
15 นารรี ตั น์ ฟกั สมบรู ณ์ (2541: 26) ใหค้ วามหมายของ ชดุ การเรยี นหรอื ชุดกจิ กรรมไวว้ ่า เป็นส่อื การเรยี นหลายอยา่ งทจ่ี ดั เขา้ เป็นชุด (Package) เรยี กว่า สอ่ื ประสม (Multi - Media) เพ่อื มงุ่ ใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดการเรยี นรูอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ นอกจากจะใช้สําหรบั ใหผ้ ูเ้ รยี นเรยี นเป็นรายบุคคล แลว้ ยงั ใชป้ ระกอบการเรยี นการสอนแบบอน่ื หรอื ใชส้ าํ หรบั การเรยี นเป็นกลุม่ ยอ่ ย หน่ึงนุช กาฬภกั ดี (2543: 14) กล่าวถงึ ชุดการเรยี นไวว้ า่ เป็นสอ่ื การเรยี นสาํ เรจ็ รปู ประกอบดว้ ยอุปกรณ์หลายชนิดทผ่ี ูเ้ รยี นสามารถศกึ ษาไดด้ ว้ ยตนเอง ตามขนั้ ตอนในชุดการเรยี น เพ่อื ใหบ้ รรลุจุดมงุ่ หมายอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพโดยพง่ึ ผสู้ อนน้อยทส่ี ดุ ผเู้ รยี นสามารถเรยี นอยา่ งอสิ ระ ตามความสามารถของแต่ละบุคคล ซ่งึ เป็นการฝึกใหผ้ ูเ้ รยี นรูจ้ กั การพง่ึ พาตนเองในการศกึ ษาหา ความรู้ ชลสตี ์ จนั ทาสี (2543: 10) ไดใ้ หค้ วามหมายของชุดการเรยี นหรอื ชุดกจิ กรรมว่า เป็น ส่ือการเรียนสําเร็จรูป นักเรยี นสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองตามความสามารถและความสนใจ ตามลาํ ดบั ทก่ี าํ หนดไวใ้ นชดุ การเรยี นนนั้ ๆ เพอ่ื พฒั นาการเรยี นรขู้ องตนใหบ้ รรลุเป้าหมายทต่ี งั้ ไว้ ศริ ลิ กั ษณ์ หนองเส (2545: 6) ไดใ้ หค้ วามหมายของ ชุดกจิ กรรม ไวว้ า่ หมายถงึ สอ่ื การ เรยี นการสอนทใ่ี ชเ้ พ่อื พฒั นาคุณลกั ษณะในตวั นักเรยี นในดา้ นการเรยี นรู้ การเสาะแสวงหาความรู้ และสามารถนําความรไู้ ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ โดยผเู้ รยี นสามารถเรยี นรไู้ ดด้ ว้ ยตนเอง แคปเฟอร์ และแคปเฟอร์ (Kapfer; & Kapfer. 1972: 3–10) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาํ ว่า ชุดการเรยี นไว้ว่า เป็นรูปแบบการส่อื สารระหว่างผูส้ อนและผู้เรยี น ซ่งึ ประกอบดว้ ยคําแนะนําให้ ผเู้ รยี นไดท้ าํ กจิ กรรมการเรยี นจนบรรลุพฤตกิ รรมทเ่ี ป็นผลของการเรยี นรู้ ส่วนเน้ือหาทน่ี ํามาสรา้ ง ชุดการเรยี น นํามาจากขอบขา่ ยความรทู้ ห่ี ลกั สตู รกาํ หนดใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้ ซง่ึ ตอ้ งส่อื ความหมาย ให้แก่ผู้เรยี นอย่างชดั เจน จนผู้เรยี นเกดิ พฤติกรรมตามเป้าหมายหรอื จุดประสงค์การเรยี นรู้เชงิ พฤตกิ รรม ฮุสตนั และคนอ่นื ๆ (Houstion; other. 1972: 10-15) ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ า่ ชุดการเรยี น หรอื ชดุ กจิ กรรม เป็นชุดประสบการณ์ทจ่ี ดั เตรยี มไวใ้ หผ้ เู้ รยี น เพอ่ื บรรลุเป้าหมายทต่ี งั้ ไว้ ดวน (Duann. 1973: 169) กล่าวถึง ชุดการเรียนว่าเป็นการเรียนรายบุคคล (Individua lizedInstruction )เป็นอกี รปู แบบหน่ึง ซง่ึ จะช่วยใหผ้ เู้ รยี นไดส้ มั ฤทธผิ ์ ลทางการเรยี นตาม เป้าหมายผเู้ รยี นจะเรยี นตามอตั ราความสามารถ และความตอ้ งการของตน ก๊ดู (Good. 1973: 306) ไดก้ ล่าวว่า ชุดการสอน เป็นชุดโปรแกรมการสอนประกอบดว้ ย ส่อื การสอน เครอ่ื งมอื การเรยี นรู้ เคร่อื งมอื แนะนําผสู้ อนหรอื คู่มอื แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น ขอ้ มลู ทม่ี คี วามเทย่ี งตรง จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ สนุ นั ทา สนุ ทรประเสรฐิ (2543: 107) กล่าวว่า การเรยี นการสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมนนั้ เป็นการพฒั นาวธิ กี ารสอนหลาย ๆ ระบบเขา้ มาผสมผสานใหก้ ลมกลนื กนั นบั ตงั้ แต่การเรยี นรดู้ ว้ ย ตนเอง การร่วมกจิ กรรมกลุ่ม การใชส้ ่อื รูปแบบต่าง ๆ ซ่งึ มเี ป้าหมายใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้ มสี ่วน
16 รว่ มในกจิ กรรมอย่างกระฉบั กระเฉง ไดล้ งมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ การเรยี นการสอนวธิ นี ้ีจงึ เป็นวธิ ที ส่ี ะดวก และชดั เจนทส่ี ดุ สาํ หรบั ยคุ ปฏริ ปู การเรยี นรู้ ความหมายของชดุ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ พลู ทรพั ย์ โพธสิ ์ ุ (2546: 21) ไดใ้ หค้ วามหมายของชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ไวว้ า่ ชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรเ์ ป็นสอ่ื การเรยี นการสอน ซง่ึ เป็นนวตั กรรมการศกึ ษาชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเรยี นได้ ดว้ ยตนเอง ทาํ ใหเ้ กดิ ทกั ษะในการแสวงหาความรแู้ ละเกดิ พฤตกิ รรมตามเป้าหมายของการเรยี นรู้ ธานินทร์ ปญั ญาวฒั นากุล (2546) ไดใ้ หค้ วามหมายของชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ไวว้ ่า ชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ หมายถงึ นวตั กรรมการศกึ ษาทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การใชส้ ่อื หรอื อุปกรณ์ตงั้ แต่ สองชนิดขน้ึ ไปนํามาจดั เป็นชุด ๆ เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นสามารถเรยี นรูแ้ ละสรา้ งองค์ความรู้ได้อย่างเป็น ระบบ สง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ จติ วทิ ยาศาสตร์ และสามารถพฒั นา ทกั ษะปฏบิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตรไ์ ดม้ ากขน้ึ จากความหมายขา้ งต้น สรุปไดว้ ่า ชุดกจิ กรรม หมายถงึ ส่อื การสอนทผ่ี สู้ อนสรา้ งขน้ึ ประกอบดว้ ยส่อื วสั ดุอุปกรณ์หลายชนิดประกอบเขา้ กนั เป็นชุด เพ่อื เกดิ ความสะดวกต่อการใชใ้ น การเรยี น การสอน และทําให้การเรยี นการสอนบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรยี นรู้ ทงั้ ด้าน ความรู้ ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 2.2 ประเภทของชดุ กิจกรรม จากการศกึ ษาประเภทของกจิ กรรม ไดม้ ผี แู้ บง่ ประเภทของชดุ กจิ กรรมไวต้ ่าง ๆ กนั ดงั น้ี วชิ ยั วงศใ์ หญ่ (2525: 185 – 186) และ บุญเกอ้ื ควรหาเวช (2545: 94 – 95) ไดแ้ บ่ง ประเภทของชดุ กจิ กรรมไว้ 3 ประเภทดงั น้ี 1. ชุดกจิ กรรมสาํ หรบั ประกอบการบรรยาย สาํ หรบั ผสู้ อนใชเ้ ป็นตวั กําหนดกจิ กรรมและ ส่อื การเรยี น ใหผ้ ูส้ อนใชป้ ระกอบการบรรยาย เพ่อื เปลย่ี นบทบาทการพดู ของผสู้ อนใหล้ ดน้อยลง และเปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นร่วมกจิ กรรมมากขน้ึ ชุดกจิ กรรมน้ีจะมเี น้ือหาหน่วยเดยี วใชก้ บั ผูเ้ รยี นทงั้ ชนั้ 2. ชุดกิจกรรมสําหรบั กิจกรรมแบบกลุ่ม ชุดกิจกรรมน้ีมุ่งเน้นท่ตี วั ผู้เรยี นได้ประกอบ กจิ กรรมรว่ มกนั ชุดกจิ กรรมน้ี จะประกอบดว้ ยชุดกจิ กรรมยอ่ ยทม่ี จี ํานวนเท่ากบั ศูนยก์ จิ กรรมนัน้ ผู้เรยี นอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากผู้สอนเพยี งเล็กน้อยในระยะท่เี รมิ่ เท่านัน้ ในขณะทํา กจิ กรรม หากมปี ญั หาผเู้ รยี นสามารถซกั ถามผสู้ อนไดเ้ สมอ 3. ชุดกจิ กรรมเป็นรายบุคคล เป็นชุดกจิ กรรมทจ่ี ดั ระบบขนั้ ตอนเพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นใชเ้ รยี น ดว้ ยตนเองตามลําดบั ขนั้ ความสามารถของแต่ละบุคคล เม่อื จบแลว้ จะทําการการทดสอบประเมนิ ความกา้ วหน้าและศกึ ษาชดุ อน่ื ต่อไปตามลาํ ดบั เมอ่ื มปี ญั หาจะปรกึ ษากนั ไดร้ ะหวา่ งผเู้ รยี นและผสู้ อน พรอ้ มทจ่ี ะใหค้ วามชว่ ยเหลอื ทนั ทใี นฐานะผปู้ ระสานงานหรอื ผชู้ แ้ี นะแนวทาง
17 ทบวงมหาวทิ ยาลยั (2525: 250 - 251) ไดแ้ บ่งประเภทของชดุ การเรยี นการสอนออกเป็น 3 ประเภท คอื 1. ชุดการเรยี นการสอนสาํ หรบั ครู เป็นชุดทจ่ี ดั ไวส้ าํ หรบั ใหเ้ ป็นคมู่ อื หรอื เคร่อื งมอื สาํ หรบั ใหค้ รนู ําไปใชส้ อน ใหเ้ ดก็ เกดิ พฤตกิ รรมทค่ี าดหวงั โดยครเู ป็นผูด้ ําเนินการและควบคุมกจิ กรรม ใหน้ กั เรยี นมสี ว่ นรว่ มในการทาํ กจิ กรรมภายใตก้ ารดแู ลของครู 2. ชดุ การเรยี นการสอน เป็นชดุ สาํ หรบั นกั เรยี นทจ่ี ดั ใหน้ กั เรยี นใช้ ครมู หี น้าทจ่ี ดั อปุ กรณ์ และชดุ การเรยี นการสอนให้ แลว้ คอยรบั การรายงานผลเป็นระยะ ๆใหค้ าํ แนะนําเมอ่ื มปี ญั หา ชุดการ เรยี นการสอนแบบน้ี ฝึกใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรแู้ ละสามารถศกึ ษาสงิ่ ต่าง ๆ ไดด้ ว้ ยตนเอง 3. ชุดการเรยี นการสอนทค่ี รแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั เรยี นมลี กั ษณะผสมระหว่างชุดการเรยี น การสอนแบบท่ี 1และแบบท่ี 2 โดยมคี รเู ป็นผคู้ อยดแู ลและกจิ กรรมบางอยา่ งครตู อ้ งเป็นผสู้ าธติ ให้ นกั เรยี นดู กจิ กรรมบางอย่างนกั เรยี นตอ้ งทาํ ดว้ ยตนเอง ชุดการเรยี นการสอนแบบน้ีเหมาะสาํ หรบั นกั เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาอยา่ งยง่ิ ซง่ึ จะเรม่ิ ฝึกใหร้ จู้ กั เรยี นดว้ ยตนเองภายใตก้ ารดแู ลของครู วาสนา ชาวหา (2533: 32 – 33) กล่าววา่ ชดุ กจิ กรรมมี 3 ประเภท คอื 1. ชดุ กจิ กรรมสาํ หรบั ผสู้ อนใชส้ อนผเู้ รยี นเป็นกลุ่มใหญ่หรอื ชนั้ เรยี น ซง่ึ ประกอบดว้ ยสงิ่ ต่าง ๆ ทผ่ี สู้ อนใชส้ อนความรใู้ หน้ กั เรยี นเพอ่ื ใหเ้ กดิ การเรยี นรใู้ นเวลาเดยี วกนั ประกอบดว้ ย 1.1 คมู่ อื ผสู้ อน ซง่ึ เปรยี บเหมอื นแผนการสอนหรอื บนั ทกึ การสอนของผสู้ อน 1.2 สอ่ื การเรยี นการสอน (instructional media) ทใ่ี ชป้ ระกอบการสอนเพอ่ื ให้ บรรลุความมงุ่ หมายมหี ลายชนิด เชน่ รปู ภาพ แผนภมู ิ เทป สไลด์ หรอื อ่นื ๆ ซง่ึ เลอื กสรรให้ เหมาะสมกบั กจิ กรรมการเรยี นการสอน 1.3 แบบฝึกหดั เสรมิ ทกั ษะ 1.4 แบบทดสอบทใ่ี ชใ้ นการทดสอบกอ่ นและหลงั การเรยี นการสอน 2. ชุดกจิ กรรมสาํ หรบั นกั เรยี นเรยี นตามลาํ พงั (independent study) เป็นกลุม่ เลก็ ๆ โดยดาํ เนินขนั้ ตอนหรอื ลาํ ดบั การเรยี นไปตามบตั รคาํ สงั่ ชุดการเรยี นประเภทน้ีประกอบดว้ ย บตั ร คาํ สงั่ เน้ือหาวชิ า สอ่ื การเรยี น เครอ่ื งเขยี น กระดาษหรอื สงิ่ อน่ื ๆ ทร่ี ะบุในบตั รคาํ สงั่ 3. ชดุ กจิ กรรมสาํ หรบั ผเู้ รยี นใชเ้ รยี นดว้ ยตนเองเป็นรายบุคคล ซง่ึ ประกอบดว้ ยสงิ่ ต่าง ๆ เหมอื นประเภทท่ี 2 แต่มบี ทเรยี นสาํ เรจ็ รปู เป็นสง่ิ ทส่ี าํ คญั อยู่ จากทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ สรปุ ไดว้ า่ ชุดกจิ กรรมแต่ละประเภทจะเป็นตวั กาํ หนดบทบาทของ ผสู้ อน– ผเู้ รยี น และลกั ษณะกจิ กรรม ในการศกึ ษาครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ไดส้ รา้ งในรปู แบบทผ่ี เู้ รยี นทาํ กจิ กรรมดว้ ยตนเอง ทงั้ รายบุคคล รายคู่ และกลุม่ โดยมผี สู้ อนเป็นผใู้ หค้ าํ ปรกึ ษา
18 2.3 องคป์ ระกอบของชดุ กิจกรรม ชดุ กจิ กรรมมอี งคป์ ระกอบทต่ี ่างกนั ตามทน่ี กั การศกึ ษาไดก้ ลา่ วไวด้ งั น้ี ฮสุ ตนั และคนอ่นื ๆ (วาสนา ชาวหา. 2533: 34 – 34; อา้ งองิ จาก Houstion; Others. 1972: 10 – 15) กลา่ วถงึ องคป์ ระกอบของชดุ กจิ กรรมไวด้ งั น้ี 1. คาํ ชแ้ี จง (prospectus) อธบิ ายถงึ ความสาํ คญั ของจุดมงุ่ หมาย ขอบขา่ ยในสว่ นชดุ กจิ กรรม สงิ่ ทผ่ี เู้ รยี นจะตอ้ งรกู้ ่อนและขอบขา่ ยของกระบวนการเรยี นทงั้ หมดในชดุ กจิ กรรม 2. จุดมุง่ หมาย (objectives) คอื ขอ้ ความทแ่ี จม่ ชดั และไมก่ าํ กวมทก่ี าํ หนดวา่ ผเู้ รยี นจะ ประสบความสาํ เรจ็ อะไรหลงั จากเรยี นแลว้ 3. การประเมนิ ผลเบอ้ื งตน้ (pre – assessment) มวี ตั ถุประสงค์ 2 ประการ คอื เพอ่ื ให้ ทราบวา่ ผเู้ รยี นอยใู่ นระดบั ใดในการเรยี นการสอนนนั้ และเพอ่ื ดวู า่ สมั ฤทธผิ ์ ลตามความมงุ่ หมาย เพยี งใด การประเมนิ ผลเบอ้ื งตน้ น้ีอาจอยใู่ นรปู ของการทดสอบแบบขอ้ เขยี น ปากเปลา่ การทาํ งาน ปฏกิ ริ ยิ าตอบสนอง หรอื คาํ ถามงา่ ย ๆ เพอ่ื ใหร้ ถู้ งึ ความตอ้ งการและความสนใจ 4. การกําหนดกจิ กรรม (enabling activities) คอื การกาํ หนดแนวทางและวธิ เี พ่อื ไปสู่ จุดหมายทต่ี งั้ ไว้ โดยใหผ้ เู้ รยี นไดม้ สี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมนนั้ ดว้ ย 5. การประเมนิ ผลขนั้ สดุ ทา้ ย (post – assesment) เป็นขอ้ สอบเพอ่ื วดั ผลหลงั การเรยี น ทศิ นา แขมมณี (2534: 10-12) กลา่ ววา่ ชดุ กจิ กรรมประกอบดว้ ยสว่ นต่าง ๆ ดงั น้ี 1. ชอ่ื กจิ กรรม ประกอบดว้ ยหมายเลขกจิ กรรม ชอ่ื ของกจิ กรรมและเน้ือหา 2. คําชแ้ี จง เป็นส่วนทอ่ี ธบิ ายความมุ่งหมายหลกั ของกจิ กรรม และลกั ษณะของการจดั กจิ กรรม เพอ่ื ใหบ้ รรลุจดุ มงุ่ หมาย 3. จดุ มงุ่ หมาย เป็นสว่ นทร่ี ะบุจุดมุง่ หมายทส่ี าํ คญั ของกจิ กรรมนนั้ แนวคดิ เป็นสว่ นทร่ี ะบุ เน้ือหา หรอื มโนทศั น์ของกจิ กรรมนนั้ สว่ นน้ีควรไดร้ บั การยา้ํ และเน้นเป็นพเิ ศษ 4. ส่อื เป็นสว่ นทร่ี ะบุถงึ วสั ดุอุปกรณ์ทจ่ี าํ เป็นในการดาํ เนินกจิ กรรม เพ่อื ช่วยใหค้ รทู ราบ วา่ ตอ้ งเตรยี มอะไรบา้ ง 5. เวลาทใ่ี ช้ เป็นการระบุจาํ นวนเวลาโดยประมาณวา่ กจิ กรรมนนั้ ควรใชเ้ วลาเทา่ ใด 6. ขนั้ ตอนในการดาํ เนินกจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบวุ ธิ กี ารดาํ เนินกจิ กรรม เป็นขนั้ ตอนเพอ่ื ให้ บรรลตุ ามวตั ถุประสงคท์ ต่ี งั้ ไว้ 7. ภาคผนวก ในสว่ นน้ีคอื ตวั อยา่ งวสั ดอุ ปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นการจดั กจิ กรรมและขอ้ มลู อ่นื ๆ ท่ี จาํ เป็นสาํ หรบั ครรู วมทงั้ เฉลยแบบทดสอบ กรรณกิ า ไผทฉนั ท์ (2541: 83 – 84)ไดจ้ ดั ทาํ ชุดกจิ กรรมสงิ่ แวดลอ้ มมสี ว่ นประกอบดงั น้ี 1. ช่อื กจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุช่อื เน้ือหาการเรยี น 2. คาํ ชแ้ี จง เป็นสว่ นทอ่ี ธบิ ายการใชช้ ดุ กจิ กรรม เพอ่ื ใหบ้ รรลุจุดมงุ่ หมายทว่ี างไว้ 3. จุดประสงค์ เป็นสว่ นทร่ี ะบุเป้าหมายทน่ี กั เรยี นตอ้ งบรรลุผล หลงั การปฏบิ ตั กิ จิ กรรม 4. เวลาทใ่ี ช้ เป็นสว่ นทร่ี ะบุเวลาในการเรยี นชดุ กจิ กรรมนนั้ ๆ
19 5. สอ่ื เป็นสว่ นทร่ี ะบุถงึ วสั ดุ อปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นการดาํ เนินการกบั ชดุ กจิ กรรมนนั้ ๆ 6. เน้ือหา เป็นรายละเอยี ดทต่ี อ้ งการใหผ้ เู้ รยี นทราบ 7. กจิ กรรม เป็นสว่ นทน่ี กั เรยี นปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนทก่ี าํ หนดไวใ้ นชดุ กจิ กรรม ศริ ลิ กั ษณ์ หนองเส (2545: 6-7) ไดจ้ ดั ทํา ชุดกจิ กรรมส่งเสรมิ ศกั ยภาพการเรยี นรทู้ าง วทิ ยาศาสตร์ ภายในชุดกจิ กรรมน้ี มโี ครงสรา้ งดงั น้ี 1. ชอ่ื ชดุ กจิ กรรม หมายถงึ ชอ่ื กจิ กรรมสง่ เสรมิ ศกั ยภาพการเรยี นรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ 2. ช่อื หน่วย หมายถงึ หวั ขอ้ เรอ่ื งยอ่ ยทป่ี ระกอบขน้ึ เป็นชุดกจิ กรรมสง่ เสรมิ ศกั ยภาพ การเรยี นรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ ในแต่ละชดุ กจิ กรรม 3. คาํ ชแ้ี จงสาํ หรบั นกั เรยี นในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมในชุดกจิ กรรม หมายถงึ ขอ้ แนะนําในการ เรยี นดว้ ยตนเอง จากชุดกจิ กรรมของผเู้ รยี น 4. สาระการเรยี นรู้ หมายถงึ เน้ือหารายละเอยี ดของหน่วยการเรยี นในชุดกจิ กรรม 5. ตวั บ่งชใ้ี นการเรยี นรู้ หมายถงึ การระบุพฤตกิ รรมการเรยี นรขู้ องเน้ือหาในหน่วยยอ่ ย ของชุดกจิ กรรมตามทห่ี ลกั สตู รกาํ หนด 6. เวลาทใ่ี ช้ หมายถงึ ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมในแต่ละหน่วยของชดุ กจิ กรรม 7. กจิ กรรมการเรยี นรใู้ นหน่วย หมายถงึ การกาํ หนดงานทจ่ี ะใหผ้ เู้ รยี นปฏบิ ตั ิ 8. สอ่ื และอุปกรณ์ทใ่ี ช้ หมายถงึ วสั ดุอุปกรณ์ทใ่ี ชก้ บั การเรยี นการสอนในชุดกจิ กรรม 9. การประเมนิ ผล หมายถึง การทดสอบความสามารถของผู้เรยี นหลงั จากเรยี นด้วย หน่วยการเรยี นในชุดกจิ กรรม ดวน (Duann. 1973: 169) กลา่ วถงึ องคป์ ระกอบของชดุ กจิ กรรมไว้ 6 ประการ คอื 1. มจี ุดมงุ่ หมายและเน้ือหาทต่ี อ้ งการเรยี น 2. บรรยายเน้ือหา 3. มจี ดุ มงุ่ หมายเชงิ พฤตกิ รรม 4. มกี จิ กรรมในการเรยี น 5. มกี จิ กรรมทจ่ี ะสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ 6. มเี ครอ่ื งมอื วดั ผลก่อนทจ่ี ะเรยี น ระหวา่ งเรยี นและหลงั เรยี น คารด์ าเรลล่ี (Cardarelli. 1973: 150) ไดก้ าํ หนดโครงสรา้ งของชุดกจิ กรรม ไวว้ า่ ประกอบดว้ ย 1. หวั ขอ้ (Topic) 2. หวั ขอ้ ยอ่ ย (Subtopic) 3. จดุ มงุ่ หมายหรอื เหตุผล (Rational) 4. จุดมงุ่ หมายเชงิ พฤตกิ รรม (Behavioral Objective) 5. การทดสอบก่อนเรยี น (Pre-Test) 6. กจิ กรรมและการประเมนิ ตนเอง (Active and Self-Evaluation)
20 7. การทดสอบยอ่ ย (Quiz and Formative Test) 8. การทดสอบขนั้ สดุ ทา้ ย (Post-Test and Summative Evaluation) กรนี (Green. 1976: 38 – 47) กล่าวไวว้ า่ การสอนวทิ ยาศาสตรส์ าํ หรบั ผเู้ รยี นใน โรงเรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษา เม่อื ผูส้ อนมกี ารนําอุปกรณ์ต่าง ๆ เขา้ มาใชใ้ นการสอน ต้องมกี ารพฒั นาให้ เหมาะกบั หลกั สูตรและเป้าหมาย เน้นใหเ้ ดก็ ได้คน้ พบความจรงิ ด้วยตนเอง ไดท้ ํางานดว้ ยตนเอง ตามความยากง่ายอย่างเหมาะสม การจดั การเรยี นการสอนจะมปี ระสทิ ธิภาพ ดงั นัน้ จึงเสนอ รปู แบบการสรา้ งชดุ การเรยี นในการสอนวทิ ยาศาสตรด์ ว้ ยตนเอง ไวด้ งั น้ี 1. บตั รคาํ ถามคาํ ตอบ ซง่ึ นําไปใชก้ ่อนและหลงั การเรยี น เพ่อื ศกึ ษาวา่ ผเู้ รยี นรหู้ รอื ไมร่ ู้ เรอ่ื งเกย่ี วกบั งานทท่ี าํ มาก่อนและเพอ่ื ใหเ้ ดก็ เกดิ ความคดิ ก่อน 2. การทดลอง ประกอบดว้ ยปญั หาทน่ี ําไปสกู่ ารทดลอง วสั ดอุ ุปกรณ์ทใ่ี ชแ้ ละวธิ ดี าํ เนิน การทดลอง บทบาทของผสู้ อนในการสอนโดยใชช้ ุดการเรยี นดว้ ยตนเอง คอื เป็นผตู้ รวจสอบผลการ ทดลอง ผสู้ อนตอ้ งพยายามใหผ้ เู้ รยี นไดร้ ว่ มอภปิ รายและผสู้ อนตอ้ งแนะนําใหผ้ เู้ รยี นทดลองซ้าํ เพ่ื ตรวจสอบผลการทดลอง เดอวโี ต และครอกโกเวอร์ (Devito; & Krokover. 1976: 388) ไดจ้ ดั ทาํ ชุดการเรยี น กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เพอ่ื พฒั นาความคดิ สรา้ งสรรคม์ ชี อ่ื วา่ “ Creative Science Ideas and Activities for Teachers and Children” กจิ กรรมทส่ี รา้ งขน้ึ นํากระบวนการทางวทิ ยาศาสตรม์ า สมั พนั ธก์ บั ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ แต่ละกจิ กรรมควรกระตุน้ ใหผ้ อู้ า่ นเกดิ ความคดิ เพอ่ื ใหเ้ กดิ กจิ กรรมอ่นื ๆ ตามมา ดงั นนั้ เพอ่ื ใหก้ จิ กรรมวทิ ยาศาสตรป์ ระสบผลสาํ เรจ็ รปู แบบการสรา้ งชดุ การ เรยี นกจิ กรรม ควรประกอบดว้ ย 1. ระบุปญั หา เพอ่ื นําไปสกู่ ารทาํ กจิ กรรม 2. กาํ หนดสถานการณ์ ซง่ึ เป็นการบรรยายหรอื กาํ หนดกจิ กรรมการทดลอง 3. คาํ ถามจากสถานการณ์หรอื การทาํ กจิ กรรมทดลอง จะไมม่ คี าํ ตอบทต่ี ายตวั เดก็ จะตอบ อยา่ งไรกไ็ ด้ คาํ ตอบของเดก็ จะอยใู่ นรปู ของการตงั้ สมมตฐิ าน 4. ขอ้ เสนอแนะหรอื ขอ้ คดิ เหน็ เพอ่ื แนะนําเดก็ ใหท้ าํ กจิ กรรมต่อเน่ืองไปอกี 5. ถามเพอ่ื ใหเ้ ดก็ เกดิ ความคดิ ความสนใจและหาขอ้ เทจ็ จรงิ ตามวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ บุญชม ศรสี ะอาด (2541: 95) และ บุญเกอ้ื ควรหาเวช (2545: 95 – 96) กล่าวถงึ องคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรมไวด้ งั น้ี 1. คู่มอื การใชช้ ุดกจิ กรรม เป็นคู่มอื ท่จี ดั ทําขน้ึ เพ่อื ใหผ้ ูใ้ ชช้ ุดกจิ กรรมศกึ ษาและปฏบิ ตั ิ ตามเพอ่ื บรรลุผล อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ อาจประกอบดว้ ยแผนการสอน สงิ่ ทผ่ี สู้ อนตอ้ งเตรยี มก่อน สอน บทบาทผเู้ รยี น และการจดั ชนั้ เรยี น 2. บตั รงาน เป็นบตั รท่ีมีคําสงั่ ว่าจะให้ผู้เรียนปฏิบตั ิอย่างไรบ้าง โดยระบุกิจกรรม ตามลาํ ดบั ขนั้ ตอนของการเรยี น
21 3. แบบทดสอบวดั ผลความกา้ วหน้าของผเู้ รยี น เป็นแบบทดสอบทใ่ี ชส้ าํ หรบั ตรวจสอบ ว่าหลงั จากเรยี นด้วยชุดกิจกรรมแล้วผูเ้ รยี นเปล่ียนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรยี นรู้ท่ี กาํ หนดไวห้ รอื ไม่ 4. สอ่ื การเรยี นต่างๆ เป็นสอ่ื สาํ หรบั ผเู้ รยี นไดศ้ กึ ษา มหี ลายชนิดประกอบกนั อาจเป็น ประเภท สงิ่ พมิ พ์ เชน่ บทความ เน้ือหาเฉพาะเรอ่ื ง จลุ สาร บทเรยี นโปรแกรม หรอื ประเภท โสตทศั นูปกรณ์ เชน่ รปู ภาพ แผนภมู ติ ่างๆ เทปบนั ทกึ เสยี ง ฟิลม์ สตรปิ สไลดข์ องจรงิ เป็นตน้ สนุ ีย์ เหมะประสทิ ธิ ์ (2543: 243) กล่าววา่ ชดุ กจิ กรรมหน่ึง ๆ จะประกอบดว้ ย 1. คาํ ชแ้ี จงหรอื คมู่ อื การใช้ ซง่ึ ระบุถงึ ช่อื จุดมงุ่ หมาย วธิ ใี ช้ ผลทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั 2. สาระความรทู้ จ่ี าํ เป็นตอ้ งใชใ้ นกจิ กรรม ไดแ้ ก่ ใบความรู้ หรอื วดี ทิ ศั น์ เป็นตน้ 3. กจิ กรรมทต่ี อ้ งปฏบิ ตั ิ ไดแ้ ก่ บตั รกจิ กรรมและใบงาน 4. สอ่ื วสั ดอุ ปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม พรอ้ มคาํ แนะนําในการใช้ 5. แบบบนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ิ และการประเมนิ ผล เน้ือทอง นาย่ี (2544: 68 – 69) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ รปู แบบของชุดกจิ กรรมฝึกทกั ษะกระบวน การทางวทิ ยาศาสตร์ ประกอบดว้ ย 1. ช่อื กจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุช่อื กจิ กรรม 2. แนวคดิ หลกั เป็นความคดิ รวบยอดของกจิ กรรม 3. จดุ ประสงคข์ องกจิ กรรม เป็นทร่ี ะบุเป้าหมายทต่ี อ้ งการใหผ้ เู้ รยี นบรรลุผล 4. เวลาทใ่ี ช้ เป็นสว่ นทร่ี ะบุเวลาในการเรยี นในชดุ กจิ กรรม 5. ปญั หาเพอ่ื นําไปสกู่ จิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุปญั หานํา เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นเขา้ สกู่ จิ กรรม 6. รายการวสั ดอุ ุปกรณ์ เป็นสว่ นทร่ี ะบุสอ่ื ทใ่ี ชป้ ระกอบการทาํ กจิ กรรม 7. กจิ กรรมฝึกปฏบิ ตั ิ เป็นสว่ นทร่ี ะบุคาํ ชแ้ี จง อธบิ ายลาํ ดบั ขนั้ ตอนและวธิ กี ารปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมในชุดกจิ กรรม 8. ขอ้ เสนอแนะ เป็นสว่ นทร่ี ะบุขอ้ คดิ ในการทาํ กจิ กรรม 9. สถานการณ์ฝึก เป็นสว่ นบรรยายขอ้ ความคาํ ถามหรอื กจิ กรรมฝึก 10. บนั ทกึ ผลกจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุสงิ่ ทผ่ี เู้ รยี นตอ้ งปฏบิ ตั ใิ นการทาํ กจิ กรรมและบนั ทกึ ผลขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการทาํ กจิ กรรม 11. เอกสารประกอบ เป็นรายละเอยี ดทต่ี อ้ งการใหผ้ เู้ รยี นทราบ 12. คาํ ถามทา้ ยกจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุคาํ ถามหลงั ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม 13. เฉลยแนวคาํ ตอบทา้ ยกจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุคาํ ตอบในคาํ ถามหลงั ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม พลู ทรพั ย์ โพธสิ ์ ุ (2546: 44 – 46) ไดพ้ ฒั นาชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรซ์ ง่ึ ประกอบดว้ ย เอกสาร 2 สว่ น คอื 1) ชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ และ 2) คมู่ อื ผสู้ อนประกอบการสอนชุดกจิ กรรม วทิ ยาศาสตร์ ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี
22 1. ชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ มไี วเ้ พอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นใชเ้ ป็นแนวทางในการทาํ กจิ กรรมแต่ละ ครงั้ ซง่ึ ประกอบดว้ ยดงั รายละเอยี ดดงั น้ี 1.1 ชอ่ื กจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุหมายเลขกจิ กรรม และช่อื กจิ กรรม 1.2 คาํ ชแ้ี จง เป็นสว่ นทอ่ี ธบิ ายคาํ มงุ่ หมายหลกั ของชดุ กจิ กรรม และลกั ษณะของ กจิ กรรม 1.3 จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ เป็นสว่ นทร่ี ะบจุ ุดมงุ่ หมายของกจิ กรรมเป็นจุดมงุ่ หมายเชงิ พฤตกิ รรม 1.4 เวลาทใ่ี ช้ เป็นสว่ นทร่ี ะบุเวลาทงั้ หมดในการใชช้ ดุ กจิ กรรมแต่ละชดุ 1.5 ใบความรู้ เป็นสว่ นทร่ี ะบุเน้ือหาของกจิ กรรมนนั้ ๆ 1.6 อปุ กรณ์ เป็นสว่ นทร่ี ะบุวสั ดอุ ุปกรณ์ในการทาํ กจิ กรรม 1.7 กจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุกจิ กรรมการเรยี นการสอน การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมของ ผเู้ รยี น 1.8 แบบฝึกหดั ทา้ ยกจิ กรรม เป็นสว่ นทก่ี าํ หนดคาํ ถามเพอ่ื ตรวจสอบผลการเรยี นรู้ ของผเู้ รยี น 2. คมู่ อื ประกอบการสอนชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ มไี วเ้ พอ่ื ใหผ้ สู้ อนเป็นแนวทางในการ จดั การเรยี นการสอน และดาํ เนินกจิ กรรมซง่ึ ประกอบดว้ ยดงั รายละเอยี ดดงั น้ี 1.1 ชอ่ื กจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุหมายเลขกจิ กรรม และชอ่ื กจิ กรรม 1.2 คาํ ชแ้ี จง เป็นสว่ นทอ่ี ธบิ ายคาํ มงุ่ หมายหลกั ของชุดกจิ กรรม 1.3 จุดประสงค์การเรยี นรู้ เป็นส่วนท่รี ะบุจุดมุ่งหมายของกจิ กรรมเป็นจุดมุ่งหมาย เชงิ พฤตกิ รรม 1.4 แนวคดิ หลกั เป็นสว่ นทร่ี ะบุแนวความคดิ หลกั ทม่ี ใี นชดุ กจิ กรรมแต่ละชนิด 1.5 เวลาทใ่ี ช้ เป็นสว่ นทร่ี ะบุเวลาทงั้ หมดในการใชช้ ดุ กจิ กรรมแต่ละชุด 1.6 สอ่ื อุปกรณ์ เป็นสว่ นทร่ี ะบุวสั ดุอปุ กรณ์ในการทาํ กจิ กรรม 1.7 การดาํ เนินกจิ กรรม เป็นสว่ นทร่ี ะบุกจิ กรรมการเรยี นการสอนการปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมของผเู้ รยี น 1.8 คําเฉลยแบบฝึกหดั ท้ายกิจกรรม เป็นส่วนท่ีระบุคําเฉลยแบบฝึกหดั เพ่อื เป็น แนวทางในการพจิ ารณาคาํ ตอบของผเู้ รยี น 1.9 ขอ้ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ เป็นสว่ นทร่ี ะบุคาํ แนะนําในการทาํ กจิ กรรม จากการศกึ ษาองคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรม ผวู้ จิ ยั ไดก้ าํ หนดองคป์ ระกอบของชุด กจิ กรรม คอื ชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ประกอบดว้ ย ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ คาํ ชแ้ี จง จุดประสงคก์ าร เรียนรู้ เวลาท่ีใช้ ใบความรู้ ส่ืออุปกรณ์และสารเคมี กิจกรรม แบบบันทึกผลกิจกรรม และ แบบฝึกหดั ทา้ ยกจิ กรรม
23 2.4 หลกั ในการสรา้ งชดุ กิจกรรม เม่ือจะสร้างชุดกิจกรรม ผู้สร้างต้องรู้ถึงหลกั การสร้างชุดกิจกรรม ว่าจะต้องมีวิธีการ ดาํ เนินการอยา่ งไร ซง่ึ ไดม้ นี กั การศกึ ษาไดเ้ สนอไวด้ งั น้ี บทั ทส์ (อภญิ ญา เคนบุปผา. 2546: 25; อา้ งองิ จาก Butts. 1974: 85) ไดเ้ สนอ หลกั การสรา้ งชดุ กจิ กรรมไวด้ งั น้ี 1. ก่อนทจ่ี ะสรา้ งตอ้ งกาํ หนดโครงรา่ งครา่ ว ๆ ก่อนวา่ จะเขยี นเกย่ี วกบั เรอ่ื งอะไร วตั ถุประสงคอ์ ะไร 2. ศกึ ษางานดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เรอ่ื งทจ่ี ะทาํ 3. เขยี นวตั ถุประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรมและเน้ือหาทส่ี อดคลอ้ งกนั 4. แจง้ วตั ถุประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรมเป็นกจิ กรรมยอ่ ย ๆ โดยคาํ นึงถงึ ความเหมาะสมของ ผเู้ รยี น 5. กาํ หนดอุปกรณ์ทจ่ี ะใชใ้ นกจิ กรรมแตล่ ะตอนใหเ้ หมาะสมกบั แบบฝึก 6. กาํ หนดเวลาทใ่ี ชใ้ นแบบฝึกแต่ละตอนใหเ้ หมาะสม 7. กาํ หนดการประเมนิ ผลวา่ จะประเมนิ กอ่ นหรอื หลงั เรยี น วชิ ยั วงศใ์ หญ่ (2525: 189 – 192) ไดเ้ สนอขนั้ ตอนในการสรา้ งชดุ กจิ กรรมไว้ 10 ขนั้ ตอน ดงั น้ี 1. ศกึ ษาเน้ือหาสาระของวชิ าทงั้ หมดอยา่ งละเอยี ดวา่ สงิ่ ทเ่ี รานํามาทาํ เป็นชดุ กจิ กรรมนนั้ จะมงุ่ เน้นใหเ้ กดิ หลกั การของการเรยี นรอู้ ะไรบา้ งใหก้ บั ผเู้ รยี น นําวชิ าทไ่ี ดท้ าํ การศกึ ษาวเิ คราะหแ์ ลว้ มาแบ่งเป็นหน่วยของการเรยี นการสอน ในแต่ละหน่วยนนั้ จะมหี วั เรอ่ื งยอ่ ย ๆ รวมอยอู่ กี ทเ่ี ราจะตอ้ ง ศกึ ษาพจิ ารณาใหล้ ะเอยี ดชดั เจนเพอ่ื ไมใ่ หเ้ กดิ การซ้าํ ซอ้ นในหน่วยอ่นื ๆ และควรคาํ นึงถงึ การแบง่ หน่วยของการเรยี นการสอนของแต่ละวชิ านนั้ ควรจะเรยี งลาํ ดบั ขนั้ ตอนของเน้ือหา สาระสาํ คญั ให้ ถกู ตอ้ งวา่ อะไรเป็นสง่ิ จาํ เป็นทผ่ี เู้ รยี นจะตอ้ งเรยี นรกู้ อ่ นอนั เป็นพน้ื ฐานตามขนั้ ตอนของความรแู้ ละ ลกั ษณะธรรมชาตใิ นวชิ านนั้ 2. เมอ่ื ศกึ ษาเน้ือหาสาระและแบ่งหน่วยการเรยี นการสอนไดแ้ ลว้ จะตอ้ งพจิ ารณาตดั สนิ ใจ อกี ครงั้ วา่ จะทาํ ชุดการสอนแบบใดโดยคาํ นึงถงึ ขอ้ กาํ หนดวา่ ผเู้ รยี นคอื ใคร จะใหอ้ ะไรกบั ผเู้ รยี น จะทาํ กจิ กรรมอยา่ งไร และจะทาํ ไดด้ อี ยา่ งไร สง่ิ เหลา่ น้ีจะเป็นเกณฑใ์ นการกาํ หนดการเรยี น 3. กาํ หนดหน่วยการเรยี นการสอน โดยประมาณเน้ือหาสาระทเ่ี ราจะสามารถถ่ายทอด ความรแู้ ก่นกั เรยี น หาสอ่ื การเรยี นไดง้ า่ ย พยายามศกึ ษาวเิ คราะหใ์ หล้ ะเอยี ดอกี ครงั้ หน่ึงวา่ หน่วย การเรยี นการสอนน้ีมหี ลกั การหรอื ความคดิ รวบยอดอะไร และมหี วั ขอ้ เรอ่ื งยอ่ ย ๆ อะไรอกี ทร่ี วมกนั อยใู่ นหน่วยน้ี 4. กาํ หนดความคดิ รวบยอด ตอ้ งกาํ หนดใหส้ อดคลอ้ งกบั หน่วย และหวั เรอ่ื ง โดยสรปุ แนวความคดิ สาระและหลกั เกณฑท์ ส่ี าํ คญั เพอ่ื เป็นแนวทางในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนให้ สอดคลอ้ งกนั
24 5. จุดประสงคก์ ารเรยี น ตอ้ งกาํ หนดใหส้ อดคลอ้ งกบั ความคดิ รวบยอด โดยกาํ หนดเป็น จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม 6. การวเิ คราะห์งาน คอื การนําจุดประสงคก์ ารเรยี นแต่ละขอ้ มาทําการวเิ คราะหง์ าน เพ่อื หากจิ กรรมการเรยี นการสอน แลว้ จดั ลําดบั กจิ กรรมการเรยี นใหเ้ หมาะสมถูกตอ้ งสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคท์ ก่ี าํ หนดไวใ้ นแต่ละขอ้ 7. เรยี งลําดบั กจิ กรรมการเรยี น เพ่อื ใหเ้ กดิ การประสานกลมกลนื ของการเรยี นการสอน จะตอ้ งนํากจิ กรรมการเรยี นของแต่ละขอ้ ทท่ี าํ การวเิ คราะหง์ าน และเรยี งลําดบั กจิ กรรมไวท้ งั้ หมด นํามาหลอมรวมกิจกรรมการเรียนขนั้ ท่ีสมบูรณ์ท่ีสุด เพ่ือไม่ให้เกิดการซ้ําซอ้ นในการเรยี นโดย คาํ นึงถงึ พฤตกิ รรมพน้ื ฐานของผเู้ รยี น วธิ ดี าํ เนินการสอน ตลอดจนการตดิ ตามผล และการประเมนิ พฤตกิ รรมทผ่ี เู้ รยี นแสดงออกมาเมอ่ื มกี ารเรยี นการสอนแลว้ 8. สอ่ื การเรยี น คอื วสั ดุอุปกรณ์และกจิ กรรมการเรยี นทผ่ี สู้ อนและผเู้ รยี นจะตอ้ งกระทํา เพ่อื เป็นแนวทางในการเรยี นรู้ ซง่ึ ผสู้ อนจะต้องจดั ทําขน้ึ และจดั หาไวใ้ หเ้ รยี บรอ้ ย ถ้าส่อื การเรยี น เป็นของท่ใี หญ่โตหรอื มคี ุณค่าท่ตี ้องจดั เตรยี มมาก่อนจะต้องเขยี นบอกไว้ใหช้ ดั เจนในคู่มอื ผูส้ อน เกย่ี วกบั การใชช้ ุดการสอนวา่ จะตอ้ งจดั หาได้ ณ ทใ่ี ด 9. การประเมนิ ผล คอื การตรวจสอบดวู า่ หลงั จากการเรยี นการสอนแลว้ ไดม้ กี าร เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมตามทจ่ี ุดประสงคก์ ารเรยี นกาํ หนดไวห้ รอื ไม่ การประเมนิ ผลน้ีจะใชว้ ธิ กี ารใด กต็ าม แต่จะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคก์ ารเรยี นทเ่ี ราตงั้ ไว้ 10. การทดลองใชช้ ุดกจิ กรรมเพอ่ื หารประสทิ ธภิ าพ การหาประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรม เพ่อื ปรบั ปรุงใหเ้ หมาะสมควรนําไปใชก้ บั กลุ่มเลก็ ๆ ดกู ่อนเพ่อื ตรวจสอบหาขอ้ บกพรอ่ งและแกไ้ ข ปรบั ปรงุ อยา่ งดแี ลว้ จงึ ไปทดลองใชก้ บั กลุม่ ใหญ่หรอื ทงั้ ชนั้ จากกระบวนการสรา้ งชุดกจิ กรรม สรุปได้ว่าการสร้างชุดกจิ กรรม ควรมกี ารวางแผน กําหนดเน้ือหา ผลการเรยี นรูท้ ค่ี าดหวงั กําหนดกจิ กรรม กําหนดเวลา ส่อื อุปกรณ์และสารเคมี และมกี ารประเมนิ ผล แลว้ ทดลองใชเ้ พ่อื ปรบั ปรุงขอ้ บกพร่อง ผูว้ จิ ยั ไดใ้ ชห้ ลกั การสรา้ งตามแนว ของบทั ทส์ และ วชิ ยั วงศใ์ หญ่ มาประยกุ ตเ์ พอ่ื ความเหมาะสมของงานวจิ ยั ครงั้ น้ี 2.5 คณุ ค่าของชดุ กิจกรรม วชิ ยั วงศใ์ หญ่ (2525: 192 – 193) ไดก้ ลา่ วถงึ คุณคา่ ของชดุ กจิ กรรมไวด้ งั น้ี 1. ช่วยอํานวยความสะดวกในการสอนของผสู้ อนทําใหก้ ารเรยี นการสอนมปี ระสทิ ธภิ าพ มากขน้ึ 2. ชว่ ยขจดั ปญั หาการขาดแคลนผสู้ อน เพราะผเู้ รยี นสามารถเรยี นไดด้ ว้ ยตนเอง 3. ชุดการสอนสามารถนําไปใชไ้ ดท้ ุกสถานทแ่ี ละทกุ เวลา
25 อุษา คาํ ประกอบ (2530: 30) ไดก้ ล่าวถงึ คณุ คา่ ของชุดการเรยี น ไว้ 5 ประการ คอื 1. ผเู้ รยี นสามารถทดสอบตนเองก่อนวา่ มคี วามสามารถอยใู่ นระดบั ใด แลว้ เรม่ิ ตน้ เรยี นรู้ ในสง่ิ ทต่ี นเองไมท่ ราบ ทาํ ใหไ้ มต่ อ้ งเสยี เวลากลบั มาเรยี นในสง่ิ ทผ่ี เู้ รยี นรแู้ ลว้ 2. ผู้เรียนสามารถนําบทเรยี นไปเรยี นท่ไี หนก็ได้ ตามความพอใจ ไม่จํากดั เวลาและ สถานท่ี 3. เมอ่ื เรยี นจบ ผเู้ รยี นสามารถทดสอบและทราบผลการเรยี นของตวั เองไดท้ นั ที 4. ผู้เรยี นมโี อกาสได้พบกบั ผู้สอนมากข้นึ เพราะผู้สอนเป็นผู้คอยให้คําปรกึ ษา เม่อื มี ปญั หาในขณะทใ่ี ชช้ ุดการเรยี น 5. ผู้เรยี นจะได้คะแนนเท่าไรข้นึ อยู่กบั ความสามารถหรอื ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นของ ผเู้ รยี นไม่มกี ารสอบตกสาํ หรบั ผูเ้ รยี นไม่สาํ เรจ็ แต่จะใหผ้ เู้ รยี นกลบั ไปศกึ ษาเร่อื งเดมิ ใหม่ จนไดผ้ ล การเรยี นตามเกณฑม์ าตรฐานทต่ี งั้ ไว้ วภิ าภรณ์ เตโชชยั วุฒิ (2533: 45) กล่าวถงึ คุณคา่ ของชุดการเรยี นไวว้ ่า ชุดการเรยี นช่วย ใหผ้ เู้ รยี นประสบความสาํ เรจ็ ตามความสามารถของตนเอง ไมจ่ าํ กดั เวลาและสถานทเ่ี รยี น ผเู้ รยี นได้ ฝึกทกั ษะต่าง ๆ ในการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองการสอน โดยใชช้ ุดการเรยี นช่วยลดบทบาทของผูส้ อน และชว่ ยแกป้ ญั หาการเรยี นการสอนได้ เชน่ การขาดผสู้ อนและความแตกต่างระหวา่ งบุคคล สมจติ สวธนไพบลู ย์ (2535ข: 3) ไดก้ ลา่ วถงึ ขอ้ ดขี องชุดกจิ กรรมหรอื การเรยี น ไวด้ งั น้ี 1. ชว่ ยใหน้ กั เรยี นไดเ้ รยี นรดู้ ว้ ยตนเองตามอตั ภาพ ความสามารถของแต่ละคน 2. ชว่ ยแกป้ ญั หาการขาดแคลนผสู้ อน 3. ใชส้ อนซอ่ มเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นทย่ี งั เรยี นไมท่ นั 4. ชว่ ยเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพในการอา่ น 5. ชว่ ยไมใ่ หเ้ กดิ ความเบ่อื หน่ายจากการเรยี นทผ่ี สู้ อนตอ้ งทบทวนซ้าํ ซาก 6. สนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคล ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งเรยี นใหพ้ รอ้ มกนั 7. ผเู้ รยี นตอบผดิ ไมม่ ผี เู้ ยาะเยย้ 8. ผเู้ รยี นไมต่ อ้ งคอยฟงั การสอนของผสู้ อน 9. ชว่ ยลดภาระของผสู้ อนในการสอน 10. ชว่ ยประหยดั รายจา่ ยอุปกรณ์ทม่ี ผี เู้ รยี นจาํ นวนมาก 11. ผเู้ รยี นจะเรยี นเมอ่ื ใดกไ็ ดไ้ มต่ อ้ งคอยฟงั ผสู้ อน 12. การเรยี นไมจ่ าํ กดั เวลาและสถานท่ี 13. สง่ เสรมิ ความรบั ผดิ ชอบของผเู้ รยี น กรนิ วาลต์ (เชาวนีย์ อะยะวงค.์ 2526: 32; อา้ งองิ จาก Grinewald. 1975) ไดก้ ล่าวถงึ คณุ คา่ ของชุดกจิ กรรม ไวว้ า่ 1. ผเู้ รยี นทใ่ี ชช้ ดุ กจิ กรรมดว้ ยตนเอง จะมโี อกาสศกึ ษาวสั ดุประเภทต่าง ๆ ซง่ึ จะทาํ ให้ ผเู้ รยี นมปี ระสบการณ์กวา้ งขวางขน้ึ
26 2. ผเู้ รยี นเหน็ คุณคา่ ความจาํ เป็นของวสั ดุอปุ กรณ์ประกอบการเรยี นและพยายามทจ่ี ะ ศกึ ษาพจิ ารณาผลการเรยี นของตนเองวา่ รสู้ ง่ิ ใดบา้ ง จะตอ้ งศกึ ษาเพมิ่ เตมิ อะไรบา้ ง 3. สตี ่าง ๆ ของอุปกรณ์ทแ่ี ปลก ๆ จะชว่ ยดงึ ดดู ความสนใจของผเู้ รยี น 4. ชดุ กจิ กรรม มกี ารแนะนําใหผ้ เู้ รยี นทาํ กจิ กรรมต่าง ๆ ตลอดจนกาํ หนดแหลง่ วสั ดุ อุปกรณ์อน่ื ๆ ทจ่ี ะตอ้ งไปศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เชน่ หอ้ งสมดุ การสบื คน้ ผา่ ยเครอื ขา่ ยอนิ เตอรเ์ น็ต 5. กจิ กรรมใดทผ่ี เู้ รยี นทาํ ไดส้ าํ เรจ็ บรรลถุ งึ วตั ถุประสงคแ์ ลว้ ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ ความพอใจแก่ ผเู้ รยี น อนั เป็นการเสรมิ แรงใหผ้ เู้ รยี นอยากศกึ ษาหรอื ทาํ กจิ กรรมตอ่ ไป ศรไี พบลู ย์ เพชรกลู (2528: 8 – 9) ไดก้ ลา่ วถงึ คณุ คา่ ของชดุ กจิ กรรมไว้ 8 ประการดงั น้ี 1. ทาํ ใหก้ ารเรยี นมปี ระสทิ ธภิ าพ เพราะผผู้ ลติ เป็นผทู้ ม่ี คี วามรหู้ ลายดา้ นและไดท้ ดลอง จนแน่ใจแลว้ วา่ ไดผ้ ลดจี งึ นําออกไปใช้ 2. ทาํ ใหล้ ดภาระของผสู้ อน เพราะการเรยี นการสอนจะเป็นไปตามลาํ ดบั ขนั้ ท่ี บอกไวผ้ สู้ อนไมจ่ าํ เป็นตอ้ งทาํ เพมิ่ เตมิ อกี กส็ ามารถใชไ้ ด้ 3. ไดค้ วามรใู้ นแนวเดยี วกนั การสอนหลายคนในวชิ าเดยี วกนั จะเกดิ ความแตกตา่ งใน ดา้ นประสทิ ธภิ าพในการสอน 4. มวี ตั ถุประสงคบ์ อกไวอ้ ยา่ งชดั เจน 5. มกี จิ กรรมการเรยี นการสอนตลอดจนขอ้ เสนอแนะในการทาํ กจิ กรรมพรอ้ มทงั้ อปุ กรณ์ 6. มขี อ้ สอบประเมนิ ผลเพอ่ื จดั การเรยี นไดค้ รบถว้ น 7. เปิดโอกาสใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นตามความสามารถของแต่ละบุคคล อตั ราการเรยี นของ แต่ละบุคคลจะมมี ากน้อยแตกต่างกนั ไปตามความสามารถ 8. ชดุ กจิ กรรมเสรมิ การเรยี นแบบต่อเน่ือง ในการศกึ ษาครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ไดพ้ ฒั นาชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง “รา่ งกายมนุษย”์ สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ซง่ึ ประกอบดว้ ย 2 หน่วยการเรยี นรดู้ งั น้ี คอื หน่วยท่ี 1 ระบบยอ่ ย อาหาร และหน่วยท่ี 2 ระบบหมนุ เวยี นเลอื ด ซง่ึ ประกอบดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ โดยมงุ่ หวงั ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความรู้ ทกั ษะบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และมเี จตคตทิ ด่ี ตี ่อวทิ ยาศาสตร์ 2.6 งานวิจยั ในประเทศที่เกี่ยวข้องกบั ชดุ กิจกรรม กรรณกิ าร์ ไผทฉนั ท์ (2541: บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ กึ ษาผลการใชช้ ดุ กจิ กรรมสง่ิ แวดลอ้ มตาม วธิ กี ารวจิ ยั ในการพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตติ ่อสง่ิ แวดลอ้ มในกจิ กรรม ชมุ นุมวทิ ยาศาสตรข์ องผเู้ รยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ผลการศกึ ษาพบวา่ ทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรข์ นั้ บรู ณาการของผเู้ รยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยชดุ กจิ กรรมสงิ่ แวดลอ้ มตามวธิ กี ารวจิ ยั กบั การสอนแบบสบื เสาะหาความรแู้ ตกต่างกนั จริ พรรณ์ ทะเขยี ว (2543: บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ กึ ษาเปรยี บเทยี บทกั ษะภาคปฏบิ ตั ทิ าง วทิ ยาศาสตรแ์ ละผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องผเู้ รยี นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชช้ ดุ
27 กจิ กรรมอปุ กรณ์วทิ ยาศาสตรก์ บั การสอนตามคมู่ อื ผสู้ อน ผลการวจิ ยั พบวา่ ทกั ษะภาคปฏบิ ตั ทิ าง วทิ ยาศาสตรแ์ ละผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรท์ ส่ี อนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมกบั การสอนโดยคู่ มอื ผสู้ อน หลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น เพชรรตั ดา เทพพทิ กั ษ์ (2545: บทคดั ยอ่ ) ไดพ้ ฒั นาในชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง เทคโนโลยที ม่ี คี วามเหมาะสมเพ่อื การทําโครงงานวทิ ยาศาสตร์ สาํ หรบั นักเรยี นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ผลการศกึ ษาพบว่า 1) นกั เรยี นมที กั ษะการปฏบิ ตั กิ ารทดลอง เฉลย่ี รอ้ ยละ 95.50 2) ผเู้ รยี นมี ความสามารถในการในการคดิ ทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตร์ เฉลย่ี รอ้ ยละ 95.00 และ 3) ผเู้ รยี นมคี วาม ตระหนกั ต่อเทคโนโลยอี ยใู่ นระดบั มาก สมชยั อนุ่ อนนั ต์ (2539: บทคดั ยอ่ ) ไดท้ าํ การศกึ ษาใน ผลการใชช้ ดุ กจิ กรรมเทคโนโลยี ในทอ้ งถน่ิ ทม่ี ตี ่อความสามารถการคดิ แกป้ ญั หาทางวทิ ยาศาสตร์ ความสนใจทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยขี องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ผลการวจิ ยั พบวา่ ความสามารถการคดิ แกป้ ญั หาทาง วทิ ยาศาสตร์ โดยใชช้ ุดกจิ กรรมเทคโนโลยใี นทอ้ งถน่ิ กบั การสอน โดยครเู ป็นผสู้ อนแตกต่างกนั วนิดา อยยู่ นื (2539: บทคดั ยอ่ )ไดท้ าํ การศกึ ษา ผลการใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยที ม่ี ตี ่อผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และความสามารถในการประดษิ ฐ์ ของ นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 กบั การสอนตามค่มู อื ครู พบว่า นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุด กิจกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับการสอนตามคู่มือครู มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชา วทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถในการประดษิ ฐ์ แตกต่างกนั อาคม ขุ่นด้วง (2539: 89-90) ได้ศึกษาเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวิชา วทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และความคงทนในการเรยี นรู้ ในกลุ่มสรา้ งเสรมิ ประสบการณ์ชวี ติ เรอ่ื ง พชื และสตั วข์ องนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ทเ่ี รยี นโดยใชช้ ดุ การสอนกบั การสอนตามปกติ ผลการศกึ ษาพบวา่ นกั เรยี นทเ่ี รยี นโดยใชช้ ดุ การสอน มผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น วทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ ความคดิ สรา้ งสรรคท์ าง วทิ ยาศาสตร์ ความคงทนในการเรยี นสงู กวา่ นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนแบบปกติ ประพฤติ ศลี พพิ ฒั น์ (2540: 68) ไดท้ าํ การศกึ ษาผลของการใชช้ ุดกจิ กรรมในสรา้ งสง่ิ ประดษิ ฐ์ ในค่ายวทิ ยาศาสตรท์ ม่ี ตี ่อความสามารถในการสรา้ งสง่ิ ประดษิ ฐแ์ ละการใชค้ วามคดิ สรา้ งสรรคท์ าง วทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 พบวา่ นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยชุดกจิ กรรมสรา้ ง สง่ิ ประดษิ ฐท์ างวทิ ยาศาสตรก์ บั ครเู ป็นผสู้ อน มคี วามสามารถในการประดษิ ฐไ์ ดแ้ ตกต่างกนั นกั เรยี นท่ี เรยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรมสรา้ งสง่ิ ประดษิ ฐ์ทางวทิ ยาศาสตร์ มคี วามคดิ สรา้ งสรรคท์ างวทิ ยาศาสตร์ ดา้ นความคดิ คลอ่ งทางวทิ ยาศาสตร์ และดา้ นความคดิ ยดื หยุน่ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ตกต่างกนั และดา้ น ความคดิ รเิ รมิ่ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ตกต่างกนั รตั นะ บวั รา (2540: 102) ไดศ้ กึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถใน การแกป้ ญั หาทางวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุดการเรยี น
28 ดว้ ยตนเองกบั การสอนตามคู่มอื ครู พบว่า ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นท่ี ไดร้ บั การสอนโดยใชช้ ดุ การเรยี นดว้ ยตนเองสงู ขน้ึ เสาวภา สมววิ ฒั นกุล (2541: บทคดั ยอ่ ) ไดท้ าํ การศกึ ษาผลการใชช้ ุดการเรยี นการสอน พฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ผลการศกึ ษาพบวา่ หลงั จากนกั เรยี นใชช้ ุดการเรยี นการสอนพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ นกั เรยี นมที กั ษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรส์ งู ขน้ึ นุศรา เอย่ี มเนาวรตั น์ (2542: บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ กึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นและเจตคติ ต่อสง่ิ แวดลอ้ มของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1ทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมสง่ิ แวดลอ้ มแบบ ยงั่ ยนื กบั การสอนตามปกติ พบว่า ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นและเจตคตติ ่อสงิ่ แวดลอ้ มของนักเรยี นท่ี ไดร้ บั การสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมสง่ิ แวดลอ้ มแบบยงั่ ยนื แตกต่างกบั การสอนตามปกติ เน้ือทอง นาย่ี (2544: 92) ไดศ้ กึ ษาผลการใชช้ ุดกจิ กรรมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ กับการสอนโดยครูเป็นผู้สอน ท่ีมีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความสนใจทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถด้านทกั ษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรก์ บั การสอนโดยครเู ป็นผสู้ อนแตกต่างกนั ศริ พิ ร ทพิ ยส์ งิ ห์ (2545: บทคดั ยอ่ ) ไดท้ าํ การศกึ ษาการพฒั นาชุดการเรยี นการสอน เร่อื ง “ ชวี ติ กบั สง่ิ แวดล้อม ” โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งประสบการณ์การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ บรเิ วณ ชุมชนวดั ประดิษฐาราม กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า ชุดการเรียนการสอนท่ีสร้างข้นึ มี คุณภาพอยใู่ นเกณฑร์ ะดบั ดี นกั เรยี นมพี ฤตกิ รรมการทาํ งานกลุ่มและผลการเรยี นรู้ อยใู่ นระดบั ดี ศริ ลิ กั ษณ์ หนองเส (2545: 112) ไดท้ าํ การศกึ ษา ผลการใชช้ ุดกจิ กรรมสง่ เสรมิ ศกั ยภาพ การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 กับการสอนตามคู่มือครูพบว่า นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมสง่ เสรมิ ศกั ยภาพการเรยี นรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ กบั การสอน ตามคมู่ อื ครมู คี วามสามารถทางการพง่ึ พาตนเองดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี ละดา้ นผลสมั ฤทธิ ์ ทางการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ตกต่างกนั พลู ทรพั ย์ โพธสิ ์ ุ (2546: บทคดั ยอ่ ) ไดพ้ ฒั นาชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง พชื และ สตั วใ์ นสาระท่ี 1 สง่ิ มชี วี ติ กบั กระบวนการดาํ รงชวี ติ สาํ หรบั นกั เรยี นช่วงชนั้ ท่ี 2 เพอ่ื ศกึ ษาผลการ เรยี นรูด้ า้ นความรู้ และด้านทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคติของนักเรยี นต่อชุด กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ผลการศกึ ษาปรากฏว่านักเรยี นทเ่ี รยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรเ์ ร่อื ง พชื และสตั ว์ ในสาระท่ี 1 สง่ิ มชี วี ติ กบั กระบวนการดาํ รงชวี ติ สาํ หรบั ผเู้ รยี นช่วงชนั้ ท่ี 2 มผี ลการ เรยี นรดู้ า้ นความรู้ และเจตคตขิ องนักเรยี นต่อชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตรอ์ ย่ใู นระดบั ดี ผลการเรยี นรู้ ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น อารยี ์ ทวลี าภ (2546: บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ กึ ษาแบบการเรยี นและผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ า วทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ทเ่ี รยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ ผลการศกึ ษา
29 พบว่าผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 หลงั เรยี นสงู กว่า ก่อนเรยี นดว้ ยชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ 2.7 งานวิจยั ต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกบั ชดุ กิจกรรม ฮนั สเบอรเ์ กอร์ (Huntsberger. 1976: 185 – 191) ไดศ้ กึ ษาพฒั นาการดา้ นความคดิ สรา้ งสรรคข์ องผเู้ รยี นประถมศกึ ษา หลงั การใชช้ ุดกจิ กรรมช่อื “Attribute Game and Program” กลุ่มตวั อย่างทใ่ี ชเ้ ป็นนักเรยี นเกรด 5 แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 10 คน ผล การศกึ ษาพบว่า คะแนนความคดิ สรา้ งสรรคด์ า้ นความยดื หยุ่น และความคดิ รเิ รม่ิ ของผเู้ รยี นกลุ่ม ทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม ส่วนคะแนนด้านอ่ืนๆ ไม่แตกต่าง และพบว่ากลุ่มทดลองมีความ กระตอื รอื รน้ และสนุกสนานในการทํากจิ กรรม และช่วยกนั คดิ ในการแกป้ ญั หา แสดงว่าอุปกรณ์ ทน่ี ํามาใชใ้ นกจิ กรรม สง่ เสรมิ ผเู้ รยี นใหม้ ที กั ษะในการแกป้ ญั หา สตรกิ แลนด์ (Strickland. 1971: Abstract) ไดศ้ กึ ษา ผลการใชบ้ ทเรยี นสาํ เรจ็ รปู ทม่ี ตี ่อ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นกบั การสอนตามปกติ ผลการศกึ ษาพบว่า นักเรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใช้ บทเรยี นสาํ เรจ็ รปู มผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นสงู วา่ การสอนตามปกติ ววี าส (Vivas. 1985: 603) ไดท้ าํ การวจิ ยั เกย่ี วกบั การออกแบบพฒั นา และประเมนิ ค่า ของการรบั รูท้ างความคดิ ของผู้เรยี นเกรด 1 ในประเทศเวเนซูเอลา โดยใช้ชุดการสอน จาก การศกึ ษาเกย่ี วกบั ความเขา้ ใจในการพฒั นาทกั ษะทงั้ 5 ดา้ น คอื ดา้ นความคดิ ดา้ นความพรอ้ ม ในการเรยี นดา้ นความคดิ สรา้ งสรรค์ ดา้ นเชาวป์ ญั ญา และดา้ นการปรบั ตวั ทางสงั คม ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรยี น ทไ่ี ดร้ บั การสอนโดยใชช้ ุดการสอนมคี วามสามารถในดา้ นความคดิ ดา้ นความพรอ้ ม ในการเรยี น ด้านความคดิ สรา้ งสรรค์ ด้านเชาว์ปญั ญา และดา้ นการปรบั ตวั ทางสงั คมหลงั จาก ไดร้ บั การสอนดว้ ยชุดการสอนสงู กวา่ ผเู้ รยี นทไ่ี ดร้ บั สอนแบบปกติ มคี ส์ (Meeks. 1972: 4296 – A) ไดศ้ กึ ษาการเปรยี บเทยี บวธิ สี อนแบบใชช้ ุดกจิ กรรม กบั วธิ สี อนแบบธรรมดา ผลการวจิ ยั พบวา่ วธิ สี อนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมมปี ระสทิ ธภิ าพมากกวา่ การสอน ดว้ ยวธิ สี อนแบบธรรมดาอยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01 และผวู้ จิ ยั ไดส้ าํ รวจความคดิ เหน็ ของ ผทู้ อ่ี ยใู่ นกลุ่มทดลองทุกคนโดยทาํ การสาํ รวจก่อนและหลงั การทดลอง ผลการวเิ คราะหช์ ใ้ี หเ้ หน็ ว่า ทกุ คนมพี ฒั นาการทางเจตคตทิ ด่ี ตี ่อการสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมเพมิ่ ขน้ึ จากงานวจิ ยั สรุปได้ว่า การสอนโดยใช้ชุดกจิ กรรม สามารถนํามาใชใ้ นการจดั การเรยี น การสอนได้ และจะช่วยให้ผู้เรยี นมผี ลการเรยี นรู้ ด้านความรู้ ด้านทกั ษะทางวิทยาศาสตร์และ ทาํ งานรว่ มกบั ผอู้ น่ื ดขี น้ึ ดงั นนั้ ผวู้ จิ ยั จงึ คดิ ทจ่ี ะพฒั นาชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง “รา่ งกายของ มนุษย”์ สาํ หรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 เพอ่ื เป็นแนวทางในการจดั การเรยี นรใู้ หผ้ เู้ รยี นต่อไป
30 3. เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวกบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 3.1 ธรรมชาติวิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตรม์ าจากภาษาองั กฤษทว่ี า่ “ Science ” นนั้ มรี ากศพั ทม์ าจากภาษาลาตนิ วา่ “ Sciences ” ซง่ึ หมายถงึ ”ความรู้ ” ฉะนัน้ ในสมยั ก่อน ๆ คาํ ว่าวทิ ยาศาสตรจ์ งึ มคี วามหมายถงึ ความรูเ้ พยี งอย่างเดยี ว กระบวนการเรยี นการสอนท่จี ดั ข้นึ ในสมยั ก่อน ๆ จงึ มุ่งเน้นใหผ้ ูเ้ รยี นได้ เรยี นรูเ้ ฉพาะเน้ือหาวชิ าใหไ้ ดม้ ากทส่ี ุดเท่าทจ่ี ะมากได้ วธิ กี ารถ่ายทอดเน้ือหาของผสู้ อนทง่ี ่ายและ สะดวกรวดเรว็ คอื การบรรยาย ผเู้ รยี นมหี น้าทฟ่ี งั จดจาํ ความหมายของวทิ ยาศาสตรใ์ นปจั จุบนั น้ี ไดม้ กี ารกล่าวถงึ ส่วนทเ่ี ป็นตวั ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ (body of knowledge) และส่วนทเ่ี ป็น กระบวนการแสวงหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ (process of scientific inquiry) กลา่ วคอื ทบวงมหาวทิ ยาลยั (2525: 5) ไดใ้ หน้ ิยามความหมายของวทิ ยาศาสตรไ์ วว้ า่ เป็นศาสตรท์ ่ี เก่ียวกับการค้นคว้าหาความจริงของธรรมชาติโดยการใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ทาง วทิ ยาศาสตร์ ซ่งึ ความหมายของวทิ ยาศาสตรน์ ัน้ ไม่ใช่หมายถงึ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรอ์ ย่างเดยี ว แต่ยงั ประกอบดว้ ย ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรซ์ ง่ึ ทาํ ใหไ้ ดค้ วามรนู้ นั้ ๆ อกี ดว้ ย ดงั นัน้ วิทยาศาสตร์ในความหมายปจั จุบันจึงหมายถึง ตัวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่ี สามารถตรวจสอบไดอ้ ย่างเป็นระบบจนเช่อื ถอื ได้ และส่วนทเ่ี ป็นกระบวนการแสวงหาความรูท้ าง วทิ ยาศาสตร์ 3.2 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเป็นคุณลักษณะเก่ียวกับความรู้ความสามารถของบุคคลท่ี เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมดา้ นต่าง ๆ จากการไดร้ บั มวลประสบการณ์ซง่ึ เป็นผลจากการเรยี นการสอน มผี กู้ ลา่ วถงึ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นไวแ้ ตกต่างกนั ดงั น้ี ทบวงมหาวทิ ยาลยั (2525: 1 – 5) กล่าวถงึ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรว์ ่า หมายถงึ ผลสมั ฤทธดิ ์ า้ นเน้ือหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละกระบวนการแสวงหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และกระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดป้ รบั ปรุง หลกั สตู รรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ใหเ้ ออ้ื ต่อการพฒั นาความสามารถของนกั เรยี น โดยยดึ จุดประสงค์ ดงั น้ี (กรมวชิ าการ. 2546) 1. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในหลกั การและทฤษฎขี นั้ พน้ื ฐานของวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 2. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในลกั ษณะขอบเขต และวงจาํ กดั ของวทิ ยาศาสตร์ 3. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ทกั ษะในการศกึ ษาคน้ ควา้ ดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. เพอ่ื ใหม้ เี จตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ 5. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และอทิ ธพิ ล ของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยตี ่อมวลมนุษยแ์ ละสภาพแวดลอ้ ม
31 6. เพอ่ื สามารถนําความรู้ ความเขา้ ใจในเรอ่ื งวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยไี ปใชป้ ระโยชน์ ต่อสงั คมและพฒั นาคุณภาพชวี ติ จากการศึกษาเอกสารท่ีกล่าวมา สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิท์ างการเรียน หมายถึง คุณลกั ษณะดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ ความสามารถในการนํามวลประสบการณ์ทไ่ี ดร้ บั จากการเรยี น การสอนและการทาํ กจิ กรรมต่าง ๆ ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ในชวี ติ ประจาํ วนั ในการศกึ ษาครงั้ น้ี ผวู้ จิ ยั ไดส้ รา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นใหค้ รอบคลุมทงั้ ในส่วนของเนื้อหาความรูแ้ ละ กระบวนการแสวงหาความรู้ เป็นปรนัยแบบเลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก 3.3 องคป์ ระกอบของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ สมจติ สวธนไพบลู ย์ (2535ก: 101 – 103) ไดเ้ สนอไวว้ า่ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น ประกอบดว้ ย 2 สว่ นดงั น้ี 1. สว่ นทเ่ี ป็นตวั ความรู้ (Body of Knowledge) ทางวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ ไดแ้ ก่ ขอ้ เทจ็ จรงิ (fact) มโนมติ (Concept) หลกั การ (Principle) กฎ (Law) ทฤษฎี (Theory) และ สมมตฐิ าน (Hypothesis) ดงั ภาพประกอบ 2 ความรทู้ างวิทยาศาสตร์ กฎ หลกั การ อนุมาน ทฤษฎี ข้อเทจ็ จริง อปุ มาน อปุ มาน สมมติฐาน มโนมติ อนุมานหรอื ความคดิ สรา้ งสรรค์ ขนั้ ตรวจทาน ภาพประกอบ 2 ความสมั พนั ธข์ องความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ 2. สว่ นทเ่ี ป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ (Process of Scientific Inquiry) เป็นกระบวนการ คดิ และการทาํ งานอยา่ งมรี ะบบการคน้ หาความรู้ ขอ้ เทจ็ จรงิ ต่าง ๆ จากสถานการณ์ทอ่ี ยรู่ อบตวั เราดว้ ย วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ มี 4 ขนั้ ตอน คอื ขนั้ ตงั้ ปญั หา ขนั้ ตงั้ สมมตฐิ าน ขนั้ รวบรวมขอ้ มลู จากการ สงั เกต ทดลอง และขนั้ สรปุ ผลและ การนําไปใช้ ดงั ภาพประกอบ 3
ปญั หาเกย่ี วกบั กระบวนการแสวงหา 32 - วตั ถุ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ - เหตุการณ์ - วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ -ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ - เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ 1. ขอ้ เทจ็ จรงิ 2. มโนมติ 3. สมมตฐิ าน 4. หลกั การ 5. ทฤษฎี 6. กฎ ภาพประกอบ 3 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 3.4 พฤติกรรมที่ใช้ในการวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ประวติ ร ชศู ลิ ป์ (2524: 21 – 31) กลา่ วไวว้ า่ การวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างดา้ นการเรยี น วทิ ยาศาสตรเ์ พอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นไดร้ บั เน้ือหาความรู้ และกระบวนการแสวงหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ จะตอ้ งวดั ทงั้ สองสว่ น ดงั นนั้ ในการประเมนิ สามารถจาํ แนกพฤตกิ รรมในการวดั เป็น 4 พฤตกิ รรม ดงั น้ี 1. ดา้ นความรู้ – ความจํา หมายถงึ ความสามารถในการระลกึ นําสงิ่ ทเ่ี รยี นรมู้ าแลว้ เกย่ี วกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ขอ้ ตกลง คาํ ศพั ท์ มโนมติ หลกั การ กฎ และทฤษฎที างวทิ ยาศาสตร์ 2. ความเขา้ ใจ หมายถงึ ความสามารถในการอธบิ ายความหมาย ขยายความ ตคี วาม และการแปลความหมายโดยอาศยั ขอ้ เทจ็ จรงิ ขอ้ ตกลง คําศพั ท์ มโนมติ หลกั การ กฎ และทฤษฎี ทางวทิ ยาศาสตร์ 3. ด้านการนําไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนําความรู้ และนําวิธีการทาง วทิ ยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นการแกป้ ญั หาในสถานการณ์ใหม่ ทแ่ี ตกต่างจากทเ่ี คยเรยี นรมู้ าแลว้ โดยเฉพาะ อยา่ งยงิ่ การนําไปใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั 4. ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถงึ ความสามารถของบุคคลใน การ สบื เสาะหาความรู้ โดยผ่านการปฏบิ ตั แิ ละการฝึกฝนความคดิ อย่างมรี ะบบจนเกดิ ความชํานาญ สามารถเลอื กใชก้ จิ กรรมต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม สมบูรณ์ ชติ พงษ์ และคนอ่นื ๆ (2540: 6 – 7) กล่าวไวว้ ่า การวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการ เรยี นจะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ผลการเรยี นรทู้ ค่ี าดหวงั 3 ดา้ น คอื 1. ดา้ นความคดิ (Cognitive Domain) เป็นความสามารถทางสมอง ดา้ นการคดิ (Thinking) เกย่ี วกบั สงิ่ ต่าง ๆ ซง่ึ เป็นพฤตกิ รรมทแ่ี ยกยอ่ ยเป็น 6 ขนั้ คอื 1.1 ความรคู้ วามจาํ (Memory) เป็นความสามารถในการทรงไว้ รกั ษาไวซ้ ง่ึ มวล ประสบการณ์ต่าง ๆ ทใ่ี นชวี ติ ไดร้ บั รมู้ า
33 1.2 ความเขา้ ใจ (Comprehension) เป็นความสามารถในการแปลความตคี วามและ ขยายความในเรอ่ื งราวและเหตุต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในชวี ติ 1.3 การนําไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการนําประสบการณ์ทไ่ี ดร้ บั มาไป ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการแกป้ ญั หาทเ่ี กดิ ขน้ึ ใหมใ่ นชวี ติ 1.4 การวเิ คราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการจบั ใจความสาํ คญั และการหา ความสมั พนั ธ์ และหลกั การของสง่ิ ของ เรอ่ื งราว เหตุการณ์ต่าง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ 1.5 การสงั เคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถดา้ นความคดิ รเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ เรอ่ื งราวต่าง ๆ ขน้ึ มาใหม่ โดยใชส้ ง่ิ เดมิ มาดดั แปลงและปรบั ปรงุ ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพดกี วา่ เดมิ 1.6 การประเมนิ คา่ (Evaluation) เป็นความสามารถในการตดั สนิ ประเมนิ คา่ และสรปุ ในเรอ่ื งราวต่าง ๆ 2. ดา้ นความรสู้ กึ (Affective Domain) สามารถแยกเป็นคณุ ลกั ษณะทเ่ี ขา้ ใจไดง้ า่ ย ๆ ไดแ้ ก่ ความสนใจ ความซาบซง้ึ เจตคตคิ า่ นิยม และการปรบั ตวั เป็นทา่ ทที ม่ี ตี ่อสงิ่ ต่างๆ โดย แบ่งเป็น 5 ขนั้ คอื 2.1 การรบั รู้ (Receiving) เป็นความรสู้ กึ ฉบั ไวในการทจ่ี ะรบั รตู้ ่อสงิ่ เรา้ ต่าง ๆ 2.2 การตอบสนอง (Responding) เป็นปฏกิ ริ ยิ าต่อสง่ิ เรา้ ดว้ ยความรสู้ กึ ทย่ี นิ ยอม เตม็ ใจและพอใจ 2.3 การสรา้ งคณุ คา่ (Valuing) เป็นการแสดงออกซง่ึ ความรสู้ กึ มสี ว่ นรว่ มต่อสงิ่ ต่าง ๆ ตงั้ แต่การยอมรบั นิยมชมชอบ และเชอ่ื ถอื ในสง่ิ นนั้ 2.4 การจดั ระบบ (Organization) เป็นการสรา้ งความคดิ รวบรวมของคณุ คา่ ใหเ้ ป็น ระบบโดยอาศยั ความสมั พนั ธข์ องคณุ คา่ ในสงิ่ ทย่ี ดึ ถอื 2.5 การสรา้ งลกั ษณะนิสยั (Characterization) เป็นการจดั คุณคา่ ทม่ี อี ยแู่ ลว้ ใหเ้ ป็น ระบบแลว้ ยดึ ถอื เป็นลกั ษณะนิสยั ประจาํ ตวั บุคคล 3. ดา้ นทกั ษะ (Psychomotor Domain) เป็นทกั ษะในการปฏบิ ตั มิ ี 3 ขนั้ คอื 3.1 การเลยี นแบบ (Imitation) เป็นการเลอื กหาตวั แบบทส่ี นใจ 3.2 การทาํ ตามแบบ (Manipulation) เป็นการลงมอื ทาํ ตามแบบทส่ี นใจ 3.3 การหาความถกู ตอ้ ง (Precision) เป็นการตดั สนิ ใจเลอื กทาํ สง่ิ ทเ่ี หน็ วา่ ถกู ตอ้ ง 3.4 การทาํ อยา่ งต่อเน่ือง (Articulation) เป็นการกระทาํ สง่ิ ทถ่ี ูกตอ้ งอยา่ งจรงิ จงั 3.5 การทาํ โดยธรรมชาติ (Naturalization) เป็นการปฏบิ ตั จิ นเกดิ ทกั ษะสามารถปฏบิ ตั ิ ไดโ้ ดยอตั โนมตั แิ ละเป็นธรรมชาติ จากเอกสารทก่ี ล่าวมา สรุปไดว้ ่า ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นเป็นคุณลกั ษณะดา้ นความรู้ ความสามารถ มวลประสบการณ์ของบุคคลทไ่ี ดร้ บั จากการเรยี นการสอน การฝึกอบรม หรอื การทาํ กจิ กรรมต่าง ๆ ผวู้ จิ ยั จงึ สรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น ใหค้ รอบคลุมทงั้ ในสว่ นของเน้ือหา
34 ความรแู้ ละกระบวนการแสวงหาความรู้ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั มาตรฐานเรยี นรแู้ ละผลการเรยี นรทู้ ่ี คาดหวงั ของกลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ 3.5 งานวิจยั ในประเทศที่เก่ียวข้องกบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ศจี อนนั ตโสภาจติ ร์ (2540: 112 – 113) ไดศ้ กึ ษาเกย่ี วกบั ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ า วทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนดว้ ยกจิ กรรมมุมวทิ ยาศาสตร์ กบั การสอนทไ่ี ม่ไดจ้ ดั ดว้ ย กิจกรรมมุมวิทยาศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองท่ีได้รับการสอนด้วยกิจกรรมมุม วทิ ยาศาสตร์ กลุ่มควบคุมไดร้ บั การสอนโดยไม่ไดจ้ ดั กจิ กรรมมุมวทิ ยาศาสตร์ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการ เรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ตกต่างกนั กญั ญา ทองมนั่ (2534: 83-84) ได้ศึกษาผลสมั ฤทธิท์ างกาเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์ ดา้ นความรู้ ความจาํ และทางดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษา ปีท่ี 2 พบว่า นักเรยี นกลุ่มท่ไี ด้รบั การสอนแบบสบื เสาะหาความรูแ้ บบไม่กําหนดแนวทางมี ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นดา้ นความรู้ ความจํา และดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรส์ ูงกว่า นกั เรยี นกลุ่มทไ่ี ด้ รบั การสอนแบบสบื เสาะหาความรแู้ บบกาํ หนดแนวทาง มนมนสั สุดสน้ิ (2543: 87) ไดศ้ กึ ษา ผลสมั ฤทธทิ ์ างวทิ ยาศาสตร์ และความสามารถใน การคดิ วเิ คราะหว์ จิ ารณ์ของผูเ้ รยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ ประกอบกบั การเขยี นผงั มโนมติ ผลการศกึ ษาพบว่า ผลสมั ฤทธทิ ์ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถ ในการคดิ วเิ คราะหว์ จิ ารณ์ของผเู้ รยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทไ่ี ดร้ บั การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ ประกอบกบั การเขยี นผงั มโนมตแิ ตกต่างกนั มณีรัตน์ เกตุไสว (2540: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการทดลองท่ีมี ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาฟิสิกส์ด้านมโนมติทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตรข์ นั้ บูรณาการของผเู้ รยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ผลการศกึ ษาพบว่า ผลสมั ฤทธทิ ์ างการ เรยี นวชิ าฟิสกิ สไ์ ดม้ โนมตทิ างวทิ ยาศาสตรข์ องผเู้ รยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนดว้ ยการจดั กจิ กรรมทดลองท่ี ผูเ้ รยี นออกแบบการทดลองและปฏบิ ตั กิ ารทดลองตามท่ไี ด้ออกแบบไวพ้ รอ้ มทงั้ เลอื กรูปแบบการ บนั ทกึ ขอ้ มูลจากการทดลองแตกต่างจากกลุ่มทไ่ี ดร้ บั การสอนดว้ ยการจดั กจิ กรรมการทดลองตาม คมู่ อื ผสู้ อน ชลสตี ์ จนั ทาสี (2543: 69) ศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และความสามารถในการตดั สนิ ใจอย่างสรา้ งสรรคข์ องผเู้ รยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ทไ่ี ดร้ บั การสอน โดยใช้ชุดกิจกรรมการตดั สนิ ใจทางวทิ ยาศาสตร์กบั การสอนตามคู่มอื ผู้สอน ผลการศกึ ษาพบว่า ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละความสามารถในการตดั สนิ ใจอย่างสรา้ งสรรคแ์ ตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05 ศิริภรณ์ แม่นมนั่ (2543: 112) ศึกษาเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชา วทิ ยาศาสตรแ์ ละทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ของผูเ้ รยี นชนั้
35 มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ทไ่ี ดร้ บั การสอนตามแนวทฤษฎสี รรคนิยมผลการศกึ ษาพบวา่ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการ เรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตรแ์ ตกต่าง กนั อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01 และเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นกลุ่มทดลองและ กลุม่ ควบคมุ แตกต่างกนั อยา่ งไมม่ นี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ จริ พรรณ ทะเขยี ว (2543: 82) ไดศ้ กึ ษาเปรยี บเทยี บทกั ษะภาคปฏบิ ตั ทิ างวทิ ยาศาสตร์ ทางทะเลและผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ทส่ี อนโดยใช้ ชุดกจิ กรรมอุปกรณ์วทิ ยาศาสตรก์ บั การสอนตามคู่มอื ผูส้ อน ผลการศกึ ษาพบว่าทกั ษะภาคปฏบิ ตั ิ ทางวทิ ยาศาสตรท์ างทะเลและผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทาง สถิติท่ีระดบั .01 และทกั ษะภาคปฏิบตั ิทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลและผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น วทิ ยาศาสตรห์ ลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .01 3.6 งานวิจยั ต่างประเทศท่ีเก่ียวข้องกบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ นอรแ์ มน (Norman. 1992: 715 – 727) ไดเ้ ปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธขิ ์ องทกั ษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตรร์ ะหว่างแบบจาํ ลองทเ่ี ป็นระบบ (Systematic modeling) กบั วฏั จกั รการเรยี นรู้ (Learning cycle) ผลปรากฏว่า ผูเ้ รยี นทเ่ี รยี นโดยผูส้ อนเป็นผูส้ อนแบบจําลองทเ่ี ป็นระบบมี ผลสมั ฤทธิข์ องทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์สูงกว่า นักเรยี นท่ีเรยี นโดยผู้สอนเป็นผู้สอน แบบวฏั จกั รการเรยี นรู้ บอรด์ (Bard. 1975: 5947 - A) ไดศ้ กึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างดา้ นการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ กายภาพของนกั ศกึ ษาท่ี Southern Colorado State College โดยใชบ้ ทเรยี นสาํ เรจ็ รปู กบั การ สอนปกติกลุ่มทดลองโดยใชบ้ ทเรยี นสําเรจ็ รูป กลุ่มควบคุมสอนแบบปกติปรากฏว่า ผลสมั ฤทธิ ์ ทางการเรยี นของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองไมแ่ ตกต่างกนั ฮาร์ท และอลั -ฟาเลห์ (Harty; & Al-Faleh. 1983: 861 - 866) ได้ศึกษาผลสมั ฤทธิ ์ ทางการเรยี นวชิ าเคมแี ละเจตคตทิ ไ่ี ดจ้ ากการสอนแบบสาธติ ประกอบการบรรยายและวธิ สี อนแบบ แบ่งกลุ่มย่อยทดลองของนักเรยี นระดบั 11 จํานวน 74 คน ผลการวจิ ยั พบว่า ผลสมั ฤทธทิ ์ างการ เรยี นของนักเรยี นท่ีสอนแบบแบ่งกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มท่สี อนแบบสาธิตประกอบการบรรยาย อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ แฟรงเกล (Frankel. 1960: 281 - 289) ได้ทาํ การศึกษา สาเหตุท่ีทาํ ให้ผู้เรยี นท่ีมี ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นสงู กบั ผเู้ รยี นชายทม่ี ผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นต่ําแต่มรี ะดบั สตปิ ญั ญาเทา่ กนั มคี วามสามารถทางวชิ าการแตกต่างกนั ผลการศกึ ษาพบว่า ความสนใจเป็นสาเหตุหน่ึงทท่ี าํ ใหผ้ เู้ รยี น ทงั้ สองกลุ่มมคี วามสามารถทางวชิ าการแตกต่างกนั โดยผูเ้ รยี นชายทม่ี ผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นสงู มคี วาม สนใจในวชิ าคณติ ศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์ ในขณะทผ่ี เู้ รยี นทม่ี ผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นต่าํ มคี วาม สนใจเกย่ี วกบั เครอ่ื งจกั รกลและศลิ ปะ
36 สมทิ (Smit. 1994: 2528-A) ได้ศกึ ษาผลจากการวธิ สี อนท่มี เี จตคตติ ่อผลสมั ฤทธิ ์ ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนแบบบรรยายแบบลงมอื ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเองและ ทงั้ แบบบรรยายและแบบลงมอื ปฏบิ ตั ิ ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การสอนแบบลงมอื ปฏบิ ตั ิ ดว้ ยตนเองมผี ลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นสงู กวา่ ทงั้ สองแบบ จากการศกึ ษาผลการวจิ ยั พบวา่ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี นมที งั้ ดา้ นความรคู้ วามสามารถท่ี ไดร้ บั จากการเรยี นการสอนทผ่ี สู้ อนจดั ใหแ้ ก่ผเู้ รยี น ซง่ึ มหี ลากหลายรปู แบบ จนผเู้ รยี นสามารถนํา ความรคู้ วามสามารถ ประสบการณ์ต่าง ๆ ไปใชเ้ ป็นพน้ื ฐานในการพฒั นาตนเองในชวี ติ ประจาํ วนั ในการศกึ ษาครงั้ น้ีผวู้ จิ ยั ทาํ การศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ ์ างการเรยี น จากการทดสอบก่อนและ หลงั เรยี นโดยใชช้ ุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ร่างกายมนุษย์ สาํ หรบั นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ทผ่ี วู้ จิ ยั พฒั นาขน้ึ 4. เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้องกบั เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ 4.1 ความหมายของเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เจตคติ หรอื ทศั นคติ (attitude) เป็นพฤตกิ รรมการวดั ดา้ นเจตพสิ ยั (affective domain) โดยเน้นการวดั ความรสู้ กึ อารมณ์ การยอมรบั ไดม้ ผี ใู้ หค้ วามหมายของเจตคตไิ วด้ งั น้ี ศกั ดิ ์ สนุ ทรเสณี (2531: 1 – 3) ไดก้ ล่าวถงึ คาํ วา่ เจตคตไิ วว้ ่าเจตคติ (attitude) มาจาก คาํ วา่ “Aptus” ในภาษาลาตนิ ตรงกบั คาํ วา่ ความเหมาะเจาะ (fitness) หรอื การปรงุ แต่ง (adaptedness) เจตคตเิ ป็นพฤตกิ รรมการเตรยี มพรอ้ มทางสมองในการทจ่ี ะกระทาํ ซง่ึ จะบ่งบอกถงึ หน้าทข่ี องสภาวะ จิตใจหรือสภาพของอารมณ์ท่ีสลับซับซ้อนก่อนท่ีคนเราจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหน่ึงในการ แกป้ ญั หา ดงั นนั้ เจตคติ หมายถงึ ความสลบั ซบั ซอ้ นของความรสู้ กึ ความอยาก ความกลวั ความ ลําเอยี ง หรอื การมอี คตขิ องบุคคล ความรแู้ ละความรสู้ กึ เหล่าน้ีมคี วามโน้มเอยี งทจ่ี ะมปี ฏกิ ริ ยิ าต่อสง่ิ หน่ึงสง่ิ ใดในทางทด่ี หี รอื ต่อตา้ น สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2538: 28) ไดก้ ล่าวถงึ จติ พสิ ยั (Affective domain) วา่ เป็นคุณลกั ษณะดา้ นหน่ึงทเ่ี ป็นเป้าหมายหลกั ในการพฒั นาเชงิ การศกึ ษาท่ี เกย่ี วกบั ความรูส้ กึ นึกคดิ โดยพฤตกิ รรมดา้ นจติ พสิ ยั ทางวทิ ยาศาสตรจ์ ะเน้นทเ่ี จตคติ 2 กลุ่ม คอื เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตรก์ บั เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ โดยทเ่ี จตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ มธี รรมชาตเิ ป็น “อารมณ์” และโน้มเอยี งไปในเชงิ “ศลิ ปะ” ในขณะทเ่ี จตคตทิ างวทิ ยาศาสตรม์ ธี รรมชาตโิ น้มเอยี ง ไปในทางเป็น “เหตุผล” และ “ศาสตร”์ มากกวา่ บุญชม ศรสี ะอาด (2541: 17) กลา่ ววา่ เจตคติ หมายถงึ ความรสู้ กึ ทม่ี ตี ่อสง่ิ เรา้ ต่าง ๆ อาจอยใู่ นรปู ของการชอบ หรอื ไมช่ อบ สนใจหรอื ไมส่ นใจ และตอ้ งการหรอื ไมต่ อ้ งการ เป็นตน้ พวงรตั น์ ทวรี ตั น์ (2543: 106) กล่าวว่า เจตคติ หมายถงึ ความรสู้ กึ ของบุคคลต่าง ๆ อนั เป็นผลเน่ืองมาจากการเรยี นรู้ ประสบการณ์ เป็นตวั กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมต่อสง่ิ ต่าง ๆ ไปในทศิ ทางใดทศิ ทางหน่ึง ซง่ึ อาจเป็นไปในทางสนบั สนุนหรอื ทางต่อตา้ นกไ็ ด้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168