วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 1 คานา เอกสารประกอบการเรียนชุด พลวัตภาษาไทย ท32203 สําหรับนักเรียน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 5 เล่มน้ ี จัดทําข้ ึนเพ่ือแกป้ ัญหาด้านการเรียนการสอนเก่ียวกับ เรื่องหน่วยเสียงในภาษาหน่วยเสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์ องคป์ ระกอบของพยางค์ และคาํ ความหมายของคาํ หน้าที่ของคาํ กลุ่มคาํ การสรา้ งคาํ โครงสรา้ งของประโยค ลกั ษณะของประโยคความเดียว ความรวม และความซอ้ น ลกั ษณะของประโยคแสดงเจตนา แจง้ ใหท้ ราบ บอกใหท้ าํ และถามใหต้ อบ เอกสารประกอบการเรียนชุดน้ ี สามารถนําไปใช้ ในการสอนซ่อมเสริม หรือทบทวนเน้ ือหาเพิม่ เติมในแต่ละเรื่องไดอ้ ยา่ งเหมาะสม โดยเน้น ใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง เอกสารประกอบการเรียนชุด พลวตั ภาษาไทย สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 5 ผู้สอนได้จัดทําข้ ึนท้ังหมด 4 หน่วยการเรียนรู้ คือ เรียนรู้ เรื่องเสียง เรียงคาํ ตามตําแหน่ง วิเคราะหถ์ อ้ ยคาํ นําใชร้ อ้ ยเรียง เอกสารประกอบการ เรียนชุดน้ ี จะเป็ นประโยชน์ต่อผเู้ รียน ผสู้ นใจและผสู้ อน ท่ีไดน้ ําไปศึกษาหาความรเู้ พ่ิมเติม หรือผู้สอนที่นําไปใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการใชภ้ าษาไทย ใหม้ ีประสิทธิภาพยง่ิ ข้ ึน ขอขอบคุณ ณ ท่ีน้ ี ชวลั ลกั ษณ์ บริบาล ครู
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 2 สารบญั หนา้ 3 เรื่อง 4 คาํ อธิบายรายวชิ า 5 โครงสรา้ งรายวชิ า 23 หน่วยท่ี 1 เรียนรเู้ ร่ืองเสียง 25 35 แบบฝึกหดั 1.1 เร่ือง ฐานและกรณ์ 42 แบบฝึกหดั 1.2 เรื่อง สทั อกั ษร 54 แบบทดสอบ หน่วยที่ 1 เรียนรเู้ รื่องเสียง 65 หน่วยที่ 2 เรียงคาํ ตามตาํ แหน่ง 71 แบบทดสอบ หน่วยท่ี 2 เรียงคาํ ตามตาํ แหน่ง 77 หน่วยที่ 3 วิเคราะหถ์ อ้ ยคาํ 31 แบบทดสอบ หน่วยที่ 3 วเิ คราะหถ์ อ้ ยคาํ 98 หน่วยที่ 4 นําใชร้ อ้ ยเรียง แบบทดสอบ หน่วยท่ี 4 นําใชร้ อ้ ยเรียง บรรณานุกรม
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 3 ท32203 พลวตั ภาษาไทย รายวิชาเพิ่มเตมิ กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 40 ชวั ่ โมง จานวน 1.0 หน่วยกิต รเู้ ขา้ ใจ และวิเคราะหธ์ รรมชาติและลกั ษณะของภาษาไทย เร่ืองหน่วยเสียงในภาษา หน่วยเสียงพยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์ องคป์ ระกอบของพยางค์ และคาํ ความหมาย ของคาํ หนา้ ท่ีของคาํ กลุ่มคาํ การสรา้ งคาํ โครงสรา้ งของประโยค ลกั ษณะของประโยค ความเดียว ความรวม และความซอ้ น ลกั ษณะของประโยคแสดงเจตนาแจง้ ใหท้ ราบ บอก ใหท้ าํ และถามใหต้ อบ โดยใชก้ ระบวนการคิดวเิ คราะห์ กระบวนการอา่ นอยา่ งมีวิจารณญาณ กระบวนการ กลุม่ การอภิปราย และการนําเสนอผลงาน เพือ่ ใหเ้ กดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ มีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ นําความรไู้ ป ประยุกตใ์ นการส่ือสารใหเ้ กิดประโยชน์ในชีวิตประจาํ วนั มคี ุณลกั ษณะอนั พึงประสงคร์ กั และ เห็นคุณคา่ ในความเป็ นไทยมีทศั นคติที่ถกู ตอ้ งต่อบา้ นเมือง ผลการเรยี นรู้ 1. มีความรู้ ความเขา้ ใจเร่ืองหน่วยเสียงในภาษา และวเิ คราะหห์ น่วยเสียงในภาษา ไดถ้ ูกตอ้ ง 2. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเร่ืองหน่วยคาํ และวเิ คราะหห์ น่วยคาํ ในภาษาไดถ้ ูกตอ้ ง 3. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเรื่องชนิดและหนา้ ท่ีของคาํ ในภาษาไทยไดถ้ ูกตอ้ ง 4. มคี วามรเู้ ร่ืองการสรา้ งคาํ ในภาษาไทย และวิเคราะหก์ ารสรา้ งคาํ ในภาษาไทย ไดถ้ ูกตอ้ ง 5. มคี วามรเู้ ร่ืองกลุม่ คาํ และหน้าที่ของกลุม่ คาํ ในภาษาไทย 6. มีความรเู้ ร่ืองประโยคในภาษาไทย วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งและเจตนาของประโยค ไดถ้ ูกตอ้ ง 7. มจี ติ สาํ นึก เจตคติทดี่ ี เห็นคุณค่าของภาษาไทยมที ศั นคติที่ถูกตอ้ งต่อบา้ นเมอื ง และมีคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ รวมท้งั หมด 7 ผลการเรยี นรู้
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 4 โครงสรา้ งรายวิชา พลวตั ภาษาไทย รหสั วิชา ท32203 กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 40 ชวั ่ โมง คะแนนเตม็ 100 คะแนน ชื่อ สาระการเรยี นรู้ เวลา มาตรฐาน น้าหนกั หน่วย หน่วย (ชวั ่ โม การเรยี นรู้ / คะแนน ท่ี การ ง) ตวั ช้ ีวดั 10 25 เรียนรู้ 10 25 10 25 1 เรียนรู้ ขอ้ 1 1. หน่วยเสยี งในภาษาไทย 10 25 เรื่อง ขอ้ 2 หน่วยเสียงพยญั ชนะ สระ 40 100 เสียง วรรณยุกต์ องคป์ ระกอบของพยางค์ 2. หน่วยคาํ ในภาษาไทย หน่วยคาํ อิสระ หน่วยคาํ ไมอ่ ิสระ 2 เรียงคาํ ขอ้ 3 ชนิดและหนา้ ที่ของคาํ ใน ตาม ภาษาไทย ตาํ แหน่ง 3 วเิ คราะห์ ขอ้ 4 การสรา้ งคาํ ในภาษาไทย ถอ้ ยคาํ ขอ้ 5 คาํ ประสม คาํ ซ้าํ คาํ ซอ้ น 4 นําใช้ ขอ้ 6 1. กลุ่มคาํ และหนา้ ท่ีของกลุ่มคาํ เรียงรอ้ ย ขอ้ 7 ประโยคในภาษาไทย 2. ประโยคตามโครงสรา้ งและ เจตนาของผสู้ ง่ สาร รวม
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 5 หน่วยที่ 1 เรยี นรูเ้ รอื่ งเสียง 1. หน่วยเสยี งในภาษาไทยหน่วยเสียงพยญั ชนะ สระวรรณยุกตอ์ งคป์ ระกอบของพยางค์ ตาแหน่งของการออกเสียงและลักษณะวิธีออกเสียง (Place and Manner of Articulation) ในการแปรเสียงหรือกล่อมเกลาเสียง (Articulation) เพ่ือใหเ้ กิดเป็ นเสียง พยญั ชนะต่างๆในภาษาน้ัน การแปรเสียงหรือกลอ่ มเกลาเสียงจะเกดิ ข้ ึน ณ จุดต่างๆ (Place of Articulation) ภายในช่องออกเสียง (Vocal Tract) ของเรา ในบทน้ ีจะกล่าวถึงบริเวณ ต่างๆ ที่มีความเป็ นไปไดท้ ี่จะเป็ นตาํ แหน่งที่เกิดของเสียงในภาษาต่างๆ ตลอดจนลกั ษณะวิธี ออกเสียง (Manner of Articulation) แบบต่างๆ ท่ีสามารถจะเกิดข้ ึนไดใ้ นภาษาต่างๆ โดยละเอียด โดยจะยกตวั อยา่ งเสียงต่างในภาษาประกอบดว้ ย ตาแหน่งของการเกิดเสียงบรเิ วณตา่ งๆ (Place of Articulation) คาํ น้ ีถา้ จะเรียกใหส้ ้นั และยอ่ มีช่ือเฉพาะว่าฐานกรณ์ ซึ่งหมายถึงอวยั วะแปรเสียง หรือกล่อมเกลาเสียงโดยรวม แต่ถา้ จะแยกกลุ่มของอวยั วะแปรเสียงออกมาตามลกั ษณะของ การเคล่ือนไหวกจ็ ะแบง่ ไดเ้ ป็ น 2 กลุม่ คือ 1. กลุ่มท่ีเคลื่อนท่ีไม่ได้ (Passive Articulator หรือ Upper Articulator) หรือมีชื่อ เฉพาะสน้ั ๆ วา่ ฐาน ซึ่งไดแ้ ก่ อวยั วะต่อไปน้ ี - ริมฝีปากบน (upper lip) - ฟันบน (upper teeth) - ป่ ุมเหงือก (gum ridge หรือ alveolar ridge) - เพดานแข็ง (hard palate) - เพดานออ่ น (soft palate หรือ velum) - ล้ ินไก่ (uvula) อวยั วะช้ ินน้ ีแมว้ า่ จะถูกจดั อยูใ่ นกลุ่มท่ีเรียกวา่ upper articulators หรืออวยั วะท่ีอยู่ส่วนบนของช่องปากหรือเพดานปากก็ตาม แต่เป็ นอวัยวะ ท่ีสามารถเคลื่อนท่ีได้ 2. กลุ่มที่เคลื่อนที่ได้ (Active Articulator หรือ Lower Articulator) หรือมีชื่อเฉพาะ ส้นั ๆ วา่ กรณ์ ซ่ึงไดแ้ ก่ อวยั วะต่อไปน้ ี คือ - ริมฝีปากล่าง (Lower lip) - ล้ ิน (tongue) ซ่ึงเป็ นอวยั วะท่ีมีความยืดหยุ่นตวั สูงท่ีสุดดังท่ีกล่าวมาแลว้ ในตอนตน้ ในบทท่ีวา่ ดว้ ยเร่ืองอวยั วะในการแกเสียง ในการทาํ ใหเ้ กิดเสียงพยญั ชนะเสียงใด เสียงหนึ่งข้ ึนมาน้ัน กระแสอากาซท่ีเดินทางผ่านเขา้ มาในชอ่ งออกเสียง (vocal tract) จะตอ้ ง
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 6 ถูกกักก้นั ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง การกกั ก้นั กระแสอากาศก็จะกระทําไดโ้ ดยอวัยวะ กลุ่มที่เคล่ือนที่ได้ (Active Articulators) จะเคล่ือนท่ีเขา้ ไปหา, เขา้ ไปใกล,้ หรือเขา้ ไปชิด อวยั วะกลุ่มที่เคล่ือนท่ีไม่ได(้ Passive Articulator) เมื่อกระแสอากาศเดินทางผ่านจุดกกั กน้ั เหล่าน้ันกจ็ ะกอ่ ใหเ้ กดิ เสยงพยญั ชนะประเภทต่างๆ ที่แตกต่างกนั ไปตามรูปแบบของการกกั ก้นั กระแสอากาศหรือท่ีเรียกว่าลกั ษณะวิธีออกเสียง (Manner of Articulation) ณ จุดเกิด เสียงต่างๆกนั และคาํ ท่ีใชส้ าํ หรบั เรียกช่ือพยญั ชนะส่วนหนึ่งกม็ าจากคาํ ระบุตาํ แหน่งของการ กกั กน้ั กระแสอากาศดงั กล่าว ซ่ึงไดแ้ ก่ Bilabial (เสียงท่ีเกิดจากริมฝีปากท้ังคู่) เกิดจากริมฝีปากล่างเคล่ือนเขา้ ไปหาริม ฝี ปากบน เช่น เสียงแรกของคําว่า “my” ในภาษอังกฤษ เสียงแรกของคําว่า “ปู” ในภาษาไทย Labiodental (เสียงที่เกิดจากริมฝีปากล่างและฟันบน) เกิดจากริมฝีปากล่างเคล่ือน เขา้ ไปหาฟันบนดา้ นหน้า เช่น เสียงแรกของคาํ ว่า “เฝ้า” ในภาษาไทย, เสียงแรกของคาํ วา่ “van” ในภาษาองั กฤษ Dental (เสียงที่เกิดจากปลายล้ ินหรือส่วนถดั จากปลายล้ ินกบั ฟันบน) เกิดจากปลาย ล้ ินหรือส่วนถัดจากปลายล้ ินเคลื่อนเขา้ ไปหาฟันบนด้านหน้า เช่น เสียงแรกของคํา วา่ “thin” ในภาษาองั กฤษ Alveolar (เสียงที่เกิดจากปลายล้ ินหรือส่วนถัดจากปลายล้ ินกบั ป่ ุมเหงือก) เกิดจาก ปลายล้ ินหรือส่วนถดั จากปลายล้ ินเคล่ือนเขา้ ไปหาป่ ุมเหงือก เช่น เสียงแรกของคาํ วา่ “นก” ในภาษาไทย, เสียงแรกของคาํ วา่ “tip” ในภาษาองั กฤษ Retroflex (เสียงท่ีเกิดจากปลายล้ ินหรือส่วนใตป้ ลายล้ ินกบั ส่วนปลายสุดของป่ ุม เหงือกที่ต่อกบั เพดานแข็ง) เกิดจากปลายล้ ินซ่ึงอาจจะเป็ นผิวบน (upper surface) หรือส่วน ใตป้ ลายล้ ินเคล่ือนเขา้ ไปหาสว่ นปลายสุดของป่ มุ เหงือกท่ีต่อกบั เพดานแข็ง เช่น เสียงตวั “ร” หรือ “ส” ในตําแหน่งพยัญชนะต้นของภาษาไทยถิ่นใต้บางสําเนียง และเสียง “r” ใน ภาษาองั กฤษสาํ เนียงอเมริกนั บางสาํ เนียง Palato-Alveolar (เสียงที่เกิดจากส่วนถัดจากปลายล้ ินกับส่วนปลายสุดของป่ ุม เหงือก) เกดิ จากการใชส้ ว่ นถดั ปลายล้ ินเคลื่อนเขา้ ไปหาส่วนปลายสุดของป่ ุมเหงือกท่ีต่อกบั เพดานแข็ง เชน่ เสียงแรกของคาํ วา่ “show” ในภาษาองั กฤษ
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 7 Palatal (เสียงที่เกดิ จากล้ ินสว่ นตน้ กบั เพดานแข็ง) เกิดจากการใชล้ ้ ินส่วนตน้ (front of the tongue) เคลื่อนเขา้ ไปหาเพดานแข็ง เช่น เสียงแรกของคําท่ีแปลว่า “ยาก” ใน ภาษาไทยถ่ินอีสาน [ø] และเสียงแรกของคาํ วา่ “nyamuk” ในภาษามาเลเซีย ซ่ึงแปลวา่ ยุง Velar (เสียงที่เกดิ จากล้ ินส่วนหลงั กบั เพดานออ่ น) เกดิ จากการใชล้ ้ ินส่วนหลงั เคลื่อน เขา้ ไปหาเพดานอ่อน เช่น เสียงแรกของคําว่า “คน” ในภาษาไทย เสียงแรกของคํา วา่ “give” ในภาษาองั กฤษ Uvular (เสียงที่เกิดจากล้ ินส่วนหลงั กบั ล้ ินไก่) เกิดจากการยกล้ ินส่วนหลงั เขา้ ไปหา ล้ ินไก่ เช่น เสียงแรกของคาํ วา่ “rouge” ในภาษาฝรงั่ เศส Pharyngeal (เสียงที่เกดิ จากโคนล้ ินกบั ผนังช่องคอดา้ นหลงั ) เกิดจากการดึงโคนล้ ิน ไปทางดา้ นหลังเขา้ หาผนังช่องคอดา้ นหลัง เช่น เสียงแรกในคาํ ที่แปลว่า “ลุง” ในภาษา อาหรบั ([?amm]) Glottal (เสียงท่ีเกิดจากเสน้ เสียง) เกิดจากการเคลื่อนเขา้ หากนั ของเสน้ เสียงท้งั คู่ โดยอาจจะเคล่ือนเขา้ มาติดกนั เชน่ เสียงแรกของคาํ วา่ “home” ในภาษาองั กฤษ, เสียงแรก ของคาํ วา่ “อ”ู่ ในภาษาไทย
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 8 ตารางแสดงตาแหน่งของการเกิดเสยี ง Point of articulation Active articulators Passive articulators Examples 1 Bilabial Lower lip Upper lip [m,p,b,¸,B,º,‡] 2 Labiodental Lower lip Upper teeth [M,f,v,V] Dental Alveolar Tip of the tongue Upper teeth [T,D] Post alveolar Tip of the tongue Alveolar ridge [n,t,d,s,z,Z,Â,l,r,t',ë ] Retroflex Palato-alveolar Tip of the tongue Post alveolar [S,!] Palatal Tip of the tongue Post alveolar [÷,ê ,§,½ ,ñ,] Velar Tip of the tongue Hard palate [S,Z] 1 Uvular Front of the Hard palate [ø,c,ï,þ,´] 1 Pharyngeal tongue 1 Glottal Back of the Soft palate [N,k,g,x] 1 Labial-palatal tongue 1 Labial-Velar Back of the Uvular [N, q,G, X,Ò,R] tongue Root of the Back wall of the [ð,?] tongue pharynx Vocal cords Vocal cords [?,h,ú,] Lower lipCenter of Upper lip Hard [ç ] the tongue palate Lower lipBack of Upper lipSoft palate [kƒp,gƒb,w] the tongue
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 9 หน่วยเสยี ง ภาษาไทยประกอบดว้ ยหน่วยเสียงสาํ คญั 3 ประเภท คือ 1. หน่วยเสยี งพยญั ชนะ 2. หน่วยเสยี งสระ 3. หน่วยเสียงวรรณยุกต์ ลกั ษณะและหนา้ ทข่ี องเสยี งแปร หรอื เสยี งพยญั ชนะ ลกั ษณะของและหน้าที่ของเสียงแปร หรือ เสียงพยญั ชนะ มีดงั น้ ี 1. เป็ นเสียงท่ีเกิดจากลมบริเวณเสน้ เสียงผา่ นออกมาทางชอ่ งวา่ งระหวา่ งเสน้ เสียง แลว้ กระทบกบั อวยั วะต่างๆ ในชอ่ งปากท่ีเรียกวา่ “ฐานกรณ”์ เชน่ ริมฝีปากกบั ฟัน ฟันกบั ป่ ุมเหงือก เป็ นตน้ 2. มีทง้ั เสียงกอ้ งและเสียงไมก่ อ้ ง 3. พยญั ชนะไมส่ ามารถออกเสียงตามลาํ พงั ไดต้ อ้ งอาศยั เสยี งสระช่วยจึงจะ สามารถออกเสียงได้ เช่น ใชส้ ระออช่วยออกเสียง ไดแ้ ก่ กอ ขอ คอ งอ เป็ นตน้ 4. เสียงพยญั ชนะสามารถปรากฎท่ีตน้ คาํ โดยนําหน้าเสียงสระ เรียกวา่ “พยญั ชนะตน้ ” และ ปรากฎหลงั คาํ โดยอยูห่ ลงั เสียงสระ เรียกวา่ “พยญั ชนะสะกด” หรือ “พยญั ชนะทา้ ย” พยญั ชนะไทยแบ่งตามทมี่ า มี 3 ชนิดคือ 1. พยญั ชนะกลาง คือ พยญั ชนะที่ใชไ้ ดท้ ้งั ในภาษาไทย บาลี และ สนั สกฤต มี 21 ตวั ไดแ้ ก่ กขคง จฉช ตถทน ปผพม ยรลวสห 2. พยญั ชนะเดมิ คือ พยญั ชนะท่ีใชเ้ ฉพาะในภาษาบาลี และ สนั สกฤต มี 13 ตวั ไดแ้ ก่ ฆ ฌญ ฏฐฑฒณ ธภ ศษฬ 3. พยญั ชนะเตมิ คือ พยญั ชนะที่คนไทยคิดเพมิ่ เติมข้ ึนมาใช้ มี 10 ตวั ไดแ้ ก่ ฃฅ ซ ฎด บ ฝฟ อฮ
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 10 พยญั ชนะไทยแบ่งตามฐานกรณท์ ีเ่ กิดเสยี ง ตารางเสยี งพยญั ชนะไทยตามหลกั สทั ศาสตร์
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 11 พยญั ชนะในภาษาไทย มี 44 รปู 21 เสียง ไดแ้ ก่ 1. /ก/ ก 8. /ด/ ด ฎ 15. /ฟ/ ฟ ฝ 2. /ค/ ข ค ฆ (ฃ ฅ) 9. /ต/ ต ฏ 16. /ม/ ม 3. /ง/ ง 10. /ท/ ท ฐ ถ ฑ ฒ 17. /ร/ ร 4. /จ/ จ ธ 5. /ช/ ช ฉ ฌ 11. /น/ 18. /ล/ ล ฬ 6. /ซ/ ซ ศ ส ษ 12. /บ/ น ณ 19. /ว/ ว 7. /ย/ ญ ย 13. /ป/ บ 20. /ฮ/ ฮ ห 14. /พ/ ป 21. /อ/ อ ผพภ *(บางตาํ รานับ 20 เสียง ไมน่ ับเสียง /อ/) พยญั ชนะตน้ แบง่ ออกเป็ น 2 ชนิด คือ 1. พยญั ชนะเดี่ยว มี 44 รปู แบง่ ตามฐานกาํ เนิดเสียง ดงั น้ ี เกิดฐานคอ ก ขฃ คฅฆ ง หอฮ เกิดฐานเพดาน จ ฉ ช ซ ฌ ญ ย เกดิ ฐานป่ ุมเหงือก ด ต ถ ท ธ น ล ส เกิดฐานริมฝีปาก บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ว 2. พยญั ชนะประสม คือ พยญั ชนะ 2 ตวั ที่ประสมกบั สระตวั เดียวกนั แบ่งออกเป็ น 2 พวก คือ 2.1 อกั ษรควบ คือพยญั ชนะซึ่งควบกบั ร ล ว และประสมสระเดียวกนั แบ่งเป็ น 2 ชนิด คือ 2.1.1 อกั ษรควบแท้ คือ อกั ษรควบซึ่งออกเสียงพยญั ชนะตวั หน้ากบั พยญั ชนะ ตวั หลงั ควบกลา้ํ พรอ้ มกนั สนิทจนเกือบเป็ นสียงเดียวกนั มที ้งั ส้ ิน 11 เสียง 15 รปู ไดแ้ ก่ 1. กร เชน่ กราบกราน. เกรียงไกร 2. กล เช่น กลบั กลาย, กลมเกลียว 3. กว เชน่ แกวง่ ไกว, กวดั แกวง่ 4. คร เช่น ครอบครอบ, คร้ ืนเครง 5. ขร เชน่ ขรุขระ, ขรึม
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 12 6. คล เช่น ไคลคลา, คลอง 7. ขล เชน่ โขลก, ขลุกขลิก 8. คว เชน่ ความ, เควง้ ควา้ ง 9. ขว เชน่ ขวนขวาย, ขวกั ไขว่ 10. ตร เชน่ ตริตรอง, เตร็ดเตร่ 11. ปร เชน่ โปรยปราย, ปรบั ปรุง 12. ปล เช่น เปล่ียนแปลง, ปลอด 13. พร เชน่ พรงั่ พรู, พราวพราย 14. พล เชน่ พลบั พลึง, พลู 15. ผล เชน่ แผล, แผลง (ขอ้ ท่ีมีขอ้ ความสีเดียวกนั คือมเี สียงเดียวกนั แต่มรี ปู ไมเ่ หมือนกนั ) *หมายเหตุ ทร ที่ใชเ้ ป็ นตวั ควบ ในภาษาไทยแท้ จะเป็ นอกั ษรควบไมแ่ ท้ สว่ น คาํ ท่ีออกเสียงควบแทม้ กั มาจากภาษาสนั สกฤต เชน่ อินทรา จนั ทรา ตวั อกั ษรควบแทท้ ่ีไทยไมม่ ใี ชแ้ ต่ไดร้ บั อิทธิพลมาจากภาษาองั กฤษ และนํามาใชม้ ี 6 เสียงคือ บร เชน่ เบรก บรนั่ ดี บรอนซ์ บล เช่น เบลม บลู บล็อก ดร เช่น ดรมั เมเยอร์ ดรีม ดราฟต์ ฟร เชน่ ฟรายด์ ฟรี ฟรกั โทส ฟล เชน่ ฟลูออรีน แฟลต ฟลุก ฟลุต ทร เช่น แทร็กเตอร์ ทรมั เป็ ต 2.1.2 อกั ษรควบไม่แท้ คือ อกั ษร 2 ตวั ท่ีควบกล้าํ กบั พยญั ชนะ ร แต่ ออกเสียงเหมือนพยญั ชนะ เด่ียว เชน่ เศรา้ ทราย จริง ไซร้ ปราศรยั สรอ้ ย เสร็จ เสริม ทรง สรา้ ง สระ เป็ นตน้
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 13 2.2 อกั ษรนา คือ พยญั ชนะ 2 ตวั ประสมสระเดียวกนั เช่นเดียวกบั อกั ษรควบกลา้ํ แต่ ต่างกนั ตรงที่วิธีการออกเสียง อกั ษรนํามีวิธีการออกเสียงดงั น้ ี 2.2.1 ไม่ออกเสียงตวั นา ออกเสียงกลืนกบั เสียงตวั นํา ไดแ้ ก่ อ นํา ย มีอยู่ 4 คาํ คือ อยา่ อยู่ อยา่ ง อยาก ห นํา อกั ษรตาํ่ เดี่ยว ไดแ้ ก่ ง ญ น ม ย ร ล ว จะออก เสียงเพียงพยางคเ์ ดียวสูงตามเสียง ห เชน่ หงาย หงอน หญา้ ใหญ่ หนา้ หนู หมา 2.2.2 ออกเสียงตวั นา ไดแ้ ก่ 1: อกั ษรสูงนาอกั ษรตา่ เดี่ยว จะออกเสียงพยางคต์ น้ เป็น สระอะ คร่งึ เสียง ออกเสียงพยางคห์ ลงั ตามท่ีประสมอยู่ ออกเสียงวรรณยกุ ตผ์ นั ตาม ตวั หนา้ เชน่ ขนม ขนง เขนย ขนํา สมอง สมาน สนอง สยาย ขยบั ขยนั ฝรงั่ ถลอก เถลิง ผยอง ถนน สนิท * ยกเวน้ ขมา ขโมย ขมา สมา สมาคม สมิทธิ สโมสร สลมั ไม่ออกเสียงตามตวั นา 2: อกั ษรกลางนาอกั ษรตา่ เดย่ี ว ออกเสียงเชน่ เดียวกบั ขอ้ ก เชน่ ตนุ โตนด จมกู ตลาด ตลก ตลอด จรวด ปรอท 3: อกั ษรสูงนาอกั ษรตา่ คู่ หรอื อกั ษรกลาง ออกเสียงตามขอ้ ก แต่ไมต่ อ้ งผนั วรรณยุกตต์ ามอกั ษรนํา เชน่ ไผท ผดุง เผด็จ ผกา เถกิง ผกา เผอิญ เผชิญ เผชิญ หนา้ ทีข่ องเสยี งแปร หรอื เสยี งพยญั ชนะ 1. เป็ นเสียงตน้ พยางค์ หรือพยญั ชนะตน้ ใชไ้ ดท้ ง้ั พยญั ชนะเด่ียว 21 เสียง และ พยญั ชนะควบกล้าํ 2. เป็ นตวั สะกด คือ พยญั ชนะท่ีอยูท่ า้ ยพยางค์ มี 8 แมเ่ สียง ไดแ้ ก่ เสียง ก สะกด เรียกวา่ แมก่ ก ใช้ ก ข ค ฆ เป็ นตวั สะกด เชน่ มกั มรรค สุก สุด เมฆ
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 14 เสียง ด สะกด เรียกวา่ แมก่ ด ใช้ ด ต ถ ท ธ ฎ ฏ ฑ ฐ ฒ จ ช ซ ศ ษ ส เป็ น ตวั สะกด เช่น บาท ชาติ คาด กฎหมาย ปรากฏ เสียง บ สะกด เรียกวา่ แมก่ บ ใช้ บ ป พ ภ ฟ เป็ นตวั สะกด เชน่ บาป พาบ ภาพ ลาภ กราฟ เสียง ง สะกด เรียกวา่ แมก่ ง ใช้ ง เป็ นตวั สะกด เช่น ทาง องค์ เสียง น สะกด เรียกวา่ แมก่ น ใช้ น ณ ญ ร ล ฬ เป็ นตวั สะกด เชน่ กาน บริเวณ เรียน กาล กาฬ เสียง ม สะกด เรียกวา่ แมก่ ม ใช้ ม เป็ นตวั สะกด เช่น ธรรม กรรม เสียง ย สะกด เรียกวา่ แมเ่ กย ใช้ ย เป็ นตวั สะกด เชน่ ชยั อาย เอย เคย เสียง ว สะกด เรียกวา่ แมเ่ กอว ใช้ ว เป็ นตวั สะกด เช่น ดาว สาว เปร้ ียว ลกั ษณะและหนา้ ท่ขี องเสยี งแท้ หรอื เสยี งสระ ลกั ษณะของสระมีดงั น้ ี 1.เป็ นเสียงท่ีลมผ่านออกมาไดโ้ ดยสะดวกไมถ่ ูกกบั อวยั วะในปากกกั ทางลม 2.อวยั วะท่ีชว่ ยใหเ้ สียงสระต่างกนั ไดแ้ ก่ ล้ ินและริมฝีปาก 3.เสียงสระออกเสียงไดย้ าวนาน 4.เสียงสระทุกเสียงเป็ นเสยี งกอ้ ง เสน้ เสียงจะสนั่ สะเทือน 5.เสียงสระจะมที ง้ั เสียงส้นั และเสียงยาว 6.เสียงสระเป็ นเสียงที่ช่วยใหพ้ ยญั ชนะออกเสียงได้ เพราะเสียงพยญั ชนะตอ้ งอาศยั เสียงสระเกาะเสมอ จงึ ออกเสียงได้ เสียงสระในภาษาไทยแบง่ ออกเป็ น 3 ชนิดคือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน สะกดดว้ ยรปู สระพ้ นื ฐานหน่ึงตวั หรือหลายตวั ร่วมกนั (ดูท่ี อกั ษรไทย) สระเด่ยี ว หรือ สระแท้ คือสระท่ีเกดิ จากฐานเพียงฐานเดียว มที ง้ั ส้ ิน 18 เสียง อกั ษรโรมนั ท่ีกาํ กบั เป็ นระบบถอดอกั ษรของราชบณั ฑิตยสถาน
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 15 สระเด่ียว ล้ ินส่วนหนา้ ล้ นิ สว่ นหลงั ปากเหยยี ด ปากเหยยี ด ปากห่อ ส้นั ยาว ส้นั ยาว ส้นั ยาว ล้ ิน /i/ /ɯ/ /ɯː/ ยก –ิิ /iː/ –ิึ –ิื /u/ /uː/ สูง i –ิี i ue ue –ิุ u –ิู u ล้ ิน /e/ /ɤ/ /ɤː/ /o/ กงึ่ เ–ะ /eː/ เ–อะ เ–อ โ–ะ /oː/ โ– o สูง e เ– e oe oe o ล้ ิน /ɛ/ /ɛː/ /ɔ/ /ɔː/ กึง่ แ–ะ แ– เ–าะ ‟อ ตา่ ae ae o(a) o(a) ล้ นิ ลด /a/ /aː/ ตา่ ‟ะ a ‟า a
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 16 สระประสม คือสระท่ีเกดิ จากสระเด่ียวสองเสียงมาประสมกนั เกดิ การเลื่อนของล้ ินใน ระดบั สูงลดลงสู่ระดบั ตาํ่ ดงั น้ันจงึ สามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งวา่ “สระเล่ือน” มี 3 เสียงดงั น้ ี เ–ิีย /iːa/ ประสมจากสระ อี และ อา ia เ–ิือ /ɯːa/ ประสมจากสระ อือ และ อา uea –ิั ว /uːa/ ประสมจากสระ อู และ อา ua ในบางตาํ ราจะเพมิ่ สระสระประสมเสียงสน้ั คือ เ–ิียะ เ–ิือะ –ิั วะ ดว้ ย แต่ใน ปัจจุบนั สระเหล่าน้ ีปรากฏเฉพาะคาํ เลียนเสียงเทา่ น้ัน เช่น เพยี ะ เปร๊ียะ ผวั ะ เป็ นตน้ สระประสม
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 17 สระเสียงส้นั สระเสยี งยาว สระเกิน ไมม่ ี มี ไม่มี มี ไมม่ ี มี ตวั สะกด ตวั สะกด ตวั สะกด ตวั สะกด ตวั สะกด ตวั สะกด ‟ะ –ิั ‟¹ ‟า ‟า‟ ‟ิํ า (ไม่ม)ี –ิิ –ิิ‟ –ิี –ิี‟ ใ‟ (ไมม่ )ี –ิึ –ิึ‟ –ิือ –ิื‟ ไ‟ ไ––⁵ –ิุ –ิุ ‟ –ิู –ิู ‟ เ–า (ไมม่ )ี เ–ะ เ–ิ็‟ เ‟ ฤ‟, ‟ เ–– ฤ, ‟ฤ ฤ‟ แ–ะ แ–ิ็‟ แ‟ แ–– ฤๅ (ไม่ม)ี ฦ‟, ‟ โ–ะ ‟‟ โ‟ โ–– ฦ, ‟ฦ ฦ‟ เ–าะ –ิ็อ‟ ‟อ ‟อ‟² ฦๅ (ไม่มี) –ิั วะ (ไม่ม)ี –ิั ว ‟ว‟ เ–ิียะ (ไม่มี) เ–ิีย เ–ิีย‟ เ–ิือะ (ไม่มี) เ–ิือ เ–ิือ‟ เ–อะ (ไมม่ )ี เ–อ เ–ิิ‟³, เ–อ‟⁴ สระเกิน คือสระท่ีมเี สียงของพยญั ชนะปนอยู่ มี 8 เสียงดงั น้ ี
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 18 ‟ิํ า /am, aːm/ am ประสมจาก อะ + ม (อมั )เช่น ขาํ บางครง้ั ออก เสียงยาวเวลาพดู (อาม)เช่น น้ํา ใ‟ /aj, aːj/ ai ประสมจาก อะ + ย (อยั )เช่น ใจ บางครง้ั ออกเสียงยาว เวลาพดู (อาย)เช่น ใต้ ไ‟ /aj, aːj/ ai ประสมจาก อะ + ย (อยั )เช่น ไหม้ บางครง้ั ออกเสียงยาว เวลาพดู (อาย)เชน่ ไม้ เ–า /aw, aːw/ ao ประสมจาก อะ + ว (เอา)เช่น เกา บางคร้งั ออกเสียง ยาวเวลาพดู (อาว)เช่น เกา้ ฤ /rɯ/ rue,ri,roe ประสมจาก ร + อึ (รึ)เชน่ ฤกษ์ บางครง้ั เปล่ียนเป็ น /ri/ (ริ)เชน่ กฤษณะ หรือ /rɤː/ (เรอ)เช่นฤกษ์ ฤๅ /rɯː/ rue ประสมจาก ร + อือ (รือ) ฦ /lɯ/ lue ประสมจาก ล + อึ (ลึ) ฦๅ /lɯː/ lue ประสมจาก ล + อือ (ลือ) บางตาํ รากว็ า่ สระเกินเป็ นพยางค์ ไมถ่ ูกจดั วา่ เป็ นสระ สระบางรปู เมื่อมพี ยญั ชนะสะกด จะมกี ารเปล่ียนแปลงรปู สระ สามารถสรปุ ได้ ตามตารางดา้ นขวา ¹คาํ ที่สะกดดว้ ย –ะ + ว น้ันไมม่ ี เพราะซ้าํ กบั –ิั ว แต่เปล่ียนไปใช้ เ–า แทน ²คาํ ที่สะกดดว้ ย –อ + ร จะลดรปู เป็ น –ร ไมม่ ตี วั ออ เช่น พร ศร จร ซ่ึงก็จะ ไปซา้ํ กบั สระ โ–ะ ดงั น้ันคาํ ที่สะกดดว้ ย โ–ะ + ร จงึ ไมม่ ี ³คาํ ท่ีสะกดดว้ ย เ–อ + ย จะลดรปู เป็ น เ–ย ไมม่ พี นิ ทุอ์ ิ เช่น เคย เนย เลย ซึ่งกจ็ ะไปซ้าํ กบั สระ เ– ดงั น้ันคาํ ที่สะกดดว้ ย เ– + ย จงึ ไมม่ ี ⁴ พบไดน้ อ้ ยคาํ เท่าน้ันเชน่ เทอญ เทอม ⁵ มพี ยญั ชนะสะกดเป็ น ย เท่าน้ัน เช่น ไทย ไชย
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 19 ลกั ษณะของเสียงดนตรี หรอื เสยี งวรรณยุกต์ 1. เสียงวรรณยุกต์ ไมส่ ามารถเกิดตามลาํ พงั จะเกดิ พรอ้ มกบั เสียงสระ 2. เสียงสระเป็ นเสียงกอ้ ง จึงชว่ ยทาํ ใหเ้ สยี งวรรณยุกตเ์ กดิ ระดบั สูงตาํ่ คลา้ ย เสียงดนตรี ถา้ เสน้ เสียงสนั่ สะเทือนมาก จะมีเสียงสูง เสน้ เสียงสนั่ สะเทือนน้อย จะมีเสียงตาํ่ เสยี งวรรณยุกต์ คาเป็ น เสียงวรรณยุกต์ ในภาษาไทย (เสียงดนตรีหรือเสียงผนั ) จาํ แนกออกไดเ้ ป็ น 5 เสียง ไดแ้ ก่ เสยี งวรรณยุกต์ ตวั อยา่ ง สทั อกั ษรสากล เสียง ระดบั เสยี ง หน่วยเสยี ง หน่วยเสยี ง สามญั กลาง อกั ษรไทย phonemic phonetic นา /nāː/ [naː ] กึ่งตาํ่ -ตาํ่ หรือ /nà ː/ [naː ] หรือ [naː ] เอก ตาํ่ อยา่ งเดยี ว หน่า [naː ] โท สงู -ตาํ่ น่า/หน้า /nâː/ กง่ึ สงู -สงู หรือ /náː/ [naː ] หรือ [naː ] ตรี สงู อยา่ งเดียว น้า /nǎː/ [naː ] หรือ [naː ] จตั วา ตาํ่ -ก่งึ สงู หนา
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 20 คาตาย เสียงวรรณยุกตใ์ นคาํ ตายสามารถมีไดแ้ คเ่ พยี ง 3 เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงเอก เสียงโท และ เสียงตรี โดยข้ นึ อยกู่ บั ความสน้ั ความยาวของสระ เสียงเอก สามารถออกเสียงควบคู่กบั ไดส้ ระสน้ั หรือยาว เสียงตรีสามารถออกเสียงควบคูก่ บั สระสน้ั และ เสียงโทสามารถออกเสียงควบคู่กบั สระยาว อาทิ เสยี ง สระ อกั ษรไทย ตวั อยา่ ง หน่วยเสยี ง สน้ั หมกั phonetic หน่วยเสยี ง เอก ยาว หมาก phonemic [mak ] ตรี ส้นั มกั [maːk ] โท ยาว มาก /mà k/ /mà ːk/ [mak ] [maːk ] /mák/ /mâ ːk/
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 21 แต่อยา่ งใดกด็ ี ในคาํ ยืมบางคาํ ท่ีมีรากศพั ทม์ าจากภาษาองั กฤษ คาํ ตายสามารถ มเี สียงตรีควบคูก่ บั สระยาว และเสียงโทควบคูก่ บั สระส้นั ไดด้ ว้ ย อาทิ ตวั อยา่ ง เสยี ง สระ อกั ษรไทย หน่วยเสยี ง หน่วยเสียง องั กฤษ phonemic phonetic มารค์ /máːk/ [maːk ] Marc, Mark สตารต์ /sa.táːt/ [sa.taːt ] start ตรี ยาว บาส(เกตบอล) /báːt(.kê t.bɔn)/ [baːt (.ket .bɔn )] basketball โท ส้นั เมคอพั /mé ːk.ʔâp/ [meːk .ʔap ] make-up รูปวรรณยุกต์ สว่ น รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ไดแ้ ก่ ช่อื รูปวรรณยกุ ต์ ไทย สทั อกั ษร /máːj.ʔè ːk/ -ิ่ ไมเ้ อก /máːj.tʰōː/ /máːj.trīː/ -ิ้ ไมโ้ ท /máːj.tɕà t.ta.wāː/ -ิ๊ ไมต้ รี -ิ๋ ไมจ้ ตั วา
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 22 การเขียนเสียงวรรณยุกต์ ทง้ั น้ ีคาํ ที่มีรูปวรรณยุกตเ์ ดียวกนั ไมจ่ าํ เป็ นตอ้ งมีระดบั เสียงวรรณยุกต์ เดียวกนั ข้ ึนอยูก่ บั ระดบั เสียงของอกั ษรนําดว้ ย เชน่ ขา้ (ไมโ้ ท) ออกเสียงโท เหมอื น คา่ (ไมเ้ อก) เป็ นตน้ รูปวรรณยุกต์ ไม่เขียน -่่ -่้ -่๊ -่๋ สูง เสียงจตั วา เสียงเอก เสยี งโท ‟ ‟ ตวั อยา่ ง ขา ขา่ ขา้ ‟ ‟ เสียง เสยี ง กลาง เสยี งสามญั เสยี งเอก เสยี งโท ตรี จตั วา ตวั อยา่ ง ปา ป่ า ป้า ป๊ า ป๋ า ตา่ เสียงสามญั เสยี งโท เสียงตรี ‟ ‟ อกั ษร ตวั อยา่ ง คา คา่ คา้
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 23 แบบฝึ กหดั 1.1 เรอ่ื ง ฐานและกรณ์ ชอื่ ...........................................นามสกุล..............................ช้นั ..............เลขท.่ี ............ คาช้ แี จง จากภาพทกี่ าหนดให้ นกั เรียนเตมิ ตาแหน่งของฐาน และ กรณ์ ใหถ้ ูกตอ้ ง ตามหมายเลขในภาพ ตาแหน่งเกิดเสยี ง (ฐาน และ กรณ)์ 1. .............................................................................................. 2. .............................................................................................. 3. .............................................................................................. 4. .............................................................................................. 5. ..............................................................................................
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 24 6. .............................................................................................. 7. .............................................................................................. 8. .............................................................................................. 9. .............................................................................................. 10. .............................................................................................. 11. .............................................................................................. 12. .............................................................................................. 13. .............................................................................................. 14. .............................................................................................. 15. .............................................................................................. 16. .............................................................................................. 17. .............................................................................................. 18. .............................................................................................. คะแนนท่ีได.้ ..............................................คะแนน ลงช่อื ครู................................................................. วนั ท่ีส่งงาน............................................................
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 25 แบบฝึ กหดั 1.2 เรอ่ื ง สทั อกั ษร ช่อื ...........................................นามสกุล..............................ช้นั ..............เลขที่............. คาช้ ีแจง ใหน้ กั เรยี นเขียนสทั อกั ษรภาษาไทยตามหลกั ของภาษาศาสตร์ 1. กลว้ ย ......................................................................... 2. พงไพร ......................................................................... 3. โรงเรียนมหาวชิราวุธ ......................................................................... 4. ภาษาไทย ......................................................................... 5. ชา้ งเอราวณั ......................................................................... 6. พระอภยั มณี ......................................................................... 7. ขุนชา้ ง ขุนแผน ......................................................................... 8. สาวเครอื ฟ้า ......................................................................... 9. ลิลติ พระลอ ......................................................................... 10. มทั นะพา ......................................................................... 11. กองปราบปราม ......................................................................... 12. นายรฐั มนตรี ......................................................................... 13. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ......................................................................... 14. ประธานาธดิ ี ......................................................................... 15. องคก์ ารอนามยั โลก ......................................................................... 16. คณะกรรมการ ......................................................................... 17. ผพู้ ิพากษาศาล ......................................................................... 18. อาจารย์ ......................................................................... 19. มหาวิทยาลยั ......................................................................... 20. เศรษฐกิจ ......................................................................... 21. นกั เรยี น .........................................................................
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 26 22. ประสบการณ์ ......................................................................... 23. โรงพยาบาล ......................................................................... 24. พระราชกาหนด ......................................................................... 25. ฟ้าทะลายโจร ......................................................................... 26. ยาตา้ นไวรสั ......................................................................... 27. ประกนั ภยั ......................................................................... 28. สวดมนต์ ......................................................................... 29. เจา้ อาวาส ......................................................................... 30. สถานีตารวจ ......................................................................... คะแนนท่ีได.้ .........................................คะแนน ลงชอ่ื ครู......................................................... วนั ที่ส่งงาน.....................................................
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 27 2. หน่วยคา ในภาษาไทย หน่วยคาอสิ ระ หน่วยคาไม่อสิ ระ พยางคแ์ ละคาในภาษาไทย พยางค์ หมายถึง เสียงท่ีเปลง่ ออกครง้ั หนึ่ง ๆ โดยเสียงน้ันจะมีความหมายหรือไมม่ ี ความหมายก็ได้ โดยเสียงท่ีเปลง่ ออกมา 1 ครง้ั เรียกวา่ 1 พยางค์ หรือถา้ เปลง่ เสยี งออกมา 2 คร้งั เรียกวา่ 2 พยางค์ เชน่ ๏ประวตั ิศาสตร์ อ่านวา่ ประ-หวดั -ติ-สาด มจี าํ นวน 4 พยางค์ ๏สวรรค์ อ่านวา่ สะ-หวนั มีจาํ นวน 2 พยางค์ องคป์ ระกอบของพยางค์ พยางคห์ น่ึงจะประกอบดว้ ยเสียงอยา่ งนอ้ ยที่สุด 3 เสียง คือ เสียงพยญั ชนะตน้ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ (บางพยางคอ์ าจมีเสียงพยญั ชนะทา้ ยเพ่ิมอีก 1 เสียง ซึ่ง เรียกวา่ “ตวั สะกด” ) เสียงพยญั ชนะตน้ คือ เสียงท่ีเปลง่ ออกมากอ่ น บางคาํ จะเป็ นเสียงพยญั ชนะ เด่ียว บางคาํ จะเป็ นเสียงพยญั ชนะควบกล้าํ ก็ได้ เชน่ อ่าง (พยญั ชนะตน้ คือ อ) ลิฟท์ (พยญั ชนะตน้ คือ ล) ดาว (พยญั ชนะตน้ คือ ด) คลอง (พยญั ชนะตน้ คือ คล) ไกร (พยญั ชนะตน้ คือ กร) ขวาน (พยญั ชนะตน้ คือ ขว) เป็ นตน้ เสียงสระ คือ เสียงที่เปลง่ ตามติดมากบั เสียงพยญั ชนะ เช่น งา (เสียงสระ อา) ชล (เสียงสระ โอะ) เสีย (เสียงสระ เอีย) เกาะ (เสียงสระ เอาะ) เป็ นตน้ เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงที่เปล่งออกมาพรอ้ มกบั เสียงสระ เพอ่ื ใหม้ ีระดบั เสียง สูงตาํ่ ต่างกนั ไป เชน่ ใหญ่ (เสียงวรรณยุกต์ เอก) เพอ่ื (เสียงวรรณยุกต์ โท) สี (เสียงวรรณยุกตจ์ ตั วา) เชน่ คาํ วา่ “ ทหาร” (อ่านวา่ ทะ- หาน) ประกอบดว้ ย - เสียงพยญั ชนะตน้ คือ ท. - เสียงสระ คือ สระอะ (ทะ) และสระอา (หาน) - เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงสามญั (ทะ) และเสียงจตั วา (หาน) - เสียงพยญั ชนะทา้ ยพยางค์ คือ หาน ซ่ึงตรงกบั มาตราตวั สะกด แม่ กน
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 28 มาตราตวั สะกด เสียงพยญั ชนะในภาษาไทยมี 21 เสียง แต่ทง้ั 21 เสียงน้ ี ทาํ หน้าท่ีเป็ น พยญั ชนะทา้ ยพยางค์ หรือเป็ นตวั สะกด ไดเ้ พยี ง 8 เสียง เท่าน้ัน ซึ่งเราเรียกพยญั ชนะทา้ ย พยางคว์ า่ “มาตราตวั สะกด” แบง่ เป็ น 1. แม่ ก กา คือ พยางคท์ ่ีไมม่ ีเสียงพยญั ชนะทา้ ยพยางค์ เช่น แม่ ใคร มา 2. แม่ กก คือ พยางคท์ ี่มีเสยี ง ก ทา้ ยพยางค์ เชน่ ทุกข์ สุข มรรค 3. แม่ กง คือ พยางคท์ ี่มีเสียง ง ทา้ ยพยางค์ เชน่ องค์ ปรางค์ ทอง 4. แม่ กด คือ พยางคท์ ี่มเี สียง ด ทา้ ยพยางค์ เชน่ อาทิตย์ สิทธ์ิ ครุฑ 5. แม่ กน คือ พยางคท์ ่ีมีเสยี ง น ทา้ ยพยางค์ เช่น สถาน การ บริเวณ 6. แม่ กบ คือ พยางคท์ ่ีมีเสยี ง บ ทา้ ยพยางค์ เชน่ กราบ กราฟ โลภ 7. แม่ กม คือ พยางคท์ ่ีมเี สยี ง ม ทา้ ยพยางค์ เช่น ขนม กลม อาศรม 8. แม่ เกย คือ พยางคท์ ่ีมเี สียง ย ทา้ ยพยางค์ เช่น กลว้ ย ปลาย ผชู้ าย 9. แม่ เกอว คือ พยางคท์ ่ีมเี สียง ว ทา้ ยพยางค์ เช่น แมว้ ไข่เจียว ปี นเกลียว เป็ นท่ีน่าสงั เกตว่า เสียงตวั สะกดอาจจะไม่ตรงกบั รปู ของตวั สะกดท่ีเราออก เสียงก็ไดค้ ะ่ เช่น - “ อาทิตย”์ เขียนดว้ ย “ ต” แต่เวลาออกเสียงตวั สะกด จะเป็ น “ แมก่ ด” - “ สมโภชน์” เขียนดว้ ย “ ช” แต่เวลาออกเสียงตวั สะกด จะเป็ น “ แมก่ ด” - “ พรรค” เขียนดว้ ย “ ค” แต่เวลาออกเสียงตวั สะกด จะเป็ น “ แมก่ ก” การท่ีเราเปล่งเสียงออกมาจากลาํ คอคร้งั หนึ่ง ๆ น้ัน เราเรียกเสียงท่ีเปล่งออกมา วา่ “พยางค”์ แมว้ า่ เสียงที่เปลง่ ออกมาจะมคี วามหมายหรือไมม่ ีความหมายก็ตาม เชน่ เราเปลง่ เสียง “สุ” ถึงจะไมร่ ูค้ วามหมาย หรือไมร่ ูเ้ ร่ืองเราก็เรียกวา่ 1 พยางค์ หากเรา เปลง่ เสียงออกมาอีกคร้งั หนึ่งว่า “กร” จะเป็ น “สุกร” จึงจะมีความหมาย คาํ วา่ “สุกร” ซ่ึง เปล่งเสียง 2 คร้งั เราก็ถือวา่ มี 2 พยางค์ เสียงท่ีเปล่งออกมาครง้ั เดียวมีความหมาย เชน่ นา หมายถึง ท่ีปลกู ขา้ ว เสียงท่ีเปล่งออกมาวา่ “นา” น้ ีเป็ น 1 พยางค์ ไร่ มี 1 พยางค์ ชาวไร่ มี 2 พยางค์ (ชาว-ไร)่ สหกรณ์ มี 3 พยางค์ (สะ-หะ-กอน) โรงพยาบาล มี 4 พยางค์ (โรง-พะ-ยา-บาน) นักศึกษาผใู้ หญ่ มี 5 พยางค์ (นัก-สึก-สา-ผู-้ ใหญ่) สหกรณก์ ารเกษตร มี 6 พยางค์ (สะ-หะ-กอน-การ-กะ-เสด)
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 29 จากตวั อย่างขา้ งบนน้ ีสรุปไดว้ ่า พยางค์ คือ เสียงท่ีเปลง่ ออกมาคร้งั หนึ่ง จะมคี วามหมายหรือไมม่ ีความหมาย กต็ าม ถา้ เปล่งเสียงออกมา 1 คร้งั กเ็ รียก 1 พยางค์ สองคร้งั ก็เรียก 2 พยางค์ สว่ นประกอบของพยางค์ พยางคแ์ ต่ละพยางคจ์ ะตอ้ งมสี ว่ นประกอบ 3 สว่ นข้ นึ ไป คือ สระ พยญั ชนะ และ วรรณยุกต์ การประกอบสระ พยญั ชนะและวรรณยุกตเ์ ขา้ เป็ นพยางคเ์ รียกวา่ การประสม อกั ษรมี 4 วิธี คือ ๏1. การประสมสามส่วน คือ การประกอบพยางคด์ ว้ ยพยญั ชนะตน้ สระ และ วรรณยุกต์ เช่น กา องคป์ ระกอบ คือ 1. พยญั ชนะ ก 2. สระ อา 3. วรรณยุกต์ เสยี งสามญั ไม่มีรูป ๏2. การประสมส่ีส่วน คือ การประสมพยางคด์ ว้ ยพยญั ชนะตน้ สระ พยญั ชนะ ทา้ ยพยางคห์ รือ ตวั สะกด และวรรณยุกต์ เชน่ เกิด องคป์ ระกอบ คือ 1. พยญั ชนะตน้ ก 2. สระ เออ 3. วรรณยุกต์ เสียงเอกไม่มีรูป 4. ตวั สะกด ด
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 30 ๏3. การประสมส่ีส่วนพิเศษ คือ การประกอบพยางคด์ ว้ ยพยญั ชนะตน้ สระ พยญั ชนะทา้ ย พยางคท์ ี่ไมอ่ อกเสียงหรือตวั การนั ต์ และวรรณยุกต์ เชน่ เลห่ ์ องคป์ ระกอบ คือ 1. พยญั ชนะตน้ ล 2. สระ เอ 3. วรรณยุกต์ เสยี งโท 4. ตวั การนั ต์ ห ๏4. การประสมหา้ ส่วน คือ การประกอบพยางคด์ ว้ ยพยญั ชนะตน้ สระ พยญั ชนะทา้ ยพยางค์ หรือตวั สะกด พยญั ชนะทา้ ยพยางคท์ ี่ไมอ่ อกเสียง หรือตวั การนั ต์ และวรรณยุกต์ เชน่ สงิ ห์ องคป์ ระกอบ คือ 1. พยญั ชนะ ส 2. สระ อิ 3. วรรณยุกต์ เสียงจตั วาไม่มีรูป 4. ตวั สะกด ง 5. ตวั การนั ต์ ห
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 31 คาในภาษาไทย คาํ ตามความหมายในหลกั ภาษา หมายถึง เสียงท่ีเปล่งออกมาแลว้ มี ความหมายอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง อาจเป็ นเสียงท่ีเปลง่ ออกมาครง้ั เดียวหรือหลายครง้ั ก็ได้ เชน่ นา เป็ นคา 1 คา 1 พยางค์ ชาวนา เป็ นคา 1 คา 2 พยางค์ นกั ศึกษา เป็ นคา 1 คา 3 พยางค์ คาํ คือ พยางคท์ ี่มคี วามหมาย คาํ มากพยางคค์ ือ พยางคห์ ลายพยางคร์ วมกนั แลว้ มีความหมาย พยางค์ คือ เสียงที่เปลง่ ออกมาคร้งั หนึ่งจะมคี วามหมายหรือไมม่ คี วามหมายกไ็ ด้ คา คือ เสียงที่เปล่งออกมาคร้งั หน่ึงจะกีพ่ ยางคก์ ต็ ามถา้ ไดค้ วามจงึ จะเรียกวา่ “คาํ ” องคป์ ระกอบของคา คาํ หน่ึง ๆ จะตอ้ งประกอบดว้ ย เสียง แบบสรา้ งและความหมาย 1. เสียง คาํ หนึ่งอาจมเี สียงเดียวหรือหลายเสียงกไ็ ด้ คาํ เสียงเดียว เรียกวา่ คาํ พยางคเ์ ดียว คาํ หลายเสียงเรียกวา่ คาํ หลายพยางค์ คาพยางคเ์ ดียว เช่น กนิ นอน เดิน น้ํา ไฟ ฯลฯ คาหลายพยางค์ เช่น บิดา นาฬิกา กระฉบั กระเฉง ฯลฯ 2. แบบสรา้ ง คาํ ประกอบดว้ ยพยางค์ และพยางคห์ น่ึง ๆ อาจมี ส่วนประกอบ 3 ส่วน 4 ส่วน 5 สว่ นกไ็ ด้ 3. ความหมาย คาํ จะตอ้ งมคี วามหมายอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งหรือหลาย อยา่ งกไ็ ด้ เชน่ ขนั มคี วามหมายต่างกนั สุดแต่ทาํ หนา้ ท่ีใด ข้ ึนอยกู่ บั รปู และประโยค เช่น ขนั ใบน้ ี ทาํ หน้าท่ีนาม แปลวา่ ภาชนะใส่ส่ิงของ ไกข่ นั ทาํ หนา้ ท่ีกริยา แปลวา่ รอ้ ง เขาขนั เชือก ทาํ หนา้ ท่ีกริยา แปลวา่ ทาํ ใหแ้ น่น เขาทาํ งานแข็งขนั ทาํ หน้าที่วิเศษณ์ แปลวา่ ขยนั ไมย่ อ่ ทอ้ เขาพดู น่าขนั ทาํ หนา้ ท่ีวเิ ศษณ์ แปลวา่ ชวนหวั เราะ
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 32 สรุป โครงสรา้ งของพยางคแ์ ละคา พยางค์ เสียงพยญั ชนะ + เสียงสระ + เสียงวรรณยุกต์ พยางค์ + ความหมาย คา กลุม่ พยางค์ + ความหมาย หน่วยคา หน่วยคาํ คือ หน่วยที่เล็กท่ีสุดในภาษาที่มคี วามหมาย ซึ่งในคาํ 1 คาํ จะตอ้ ง มีหน่วยคาํ เป็ นองคป์ ระกอบ อยา่ งน้อย 1 หน่วยคาํ เช่น กะทิ, มะลิ , มรสุม , ทุลกั ทุเล เป็ นตน้ 2.1 ขนาดของหน่วยคา 2.1.1 เสียง เสียงบางเสียงเป็ นเสียงที่มี ความหมายทางไวยากรณ์ เช่น cats dogs boxes เป็ น คาํ ท่ีมีการเติม “s” ทา้ ยคาํ นาม เพ่ือเป็ นการเเสดง ความหมายพหูพจน์ ซึ่งลกั ษณะเชน่ น้ ีในภาษาไทย ไมป่ รากฏ 2.1.2 คาํ หน่วยคาํ ท่ีเป็ นคาํ เช่น พอ่ แม่ น้ํา ครู ทุกคาํ เป็ นคาํ หนึ่งคาํ และเป็ นหน่วยคาํ ดว้ ย 2.1.3 สว่ นของคาํ หน่วยคาํ อาจเป็ นเพีย สว่ นหนึ่งของคาํ เช่น แมน่ ้าํ เป็ นคาํ หนึ่งคาํ ประกอบดว้ ย หน่วยคาํ สองหน่วยคาํ คือ แม่ +นํ้า 2.2 ลกั ษณะของหน่วยคา 2.2.1 หน่วยคาํ เป็ นหน่วยที่มคี วามหมาย เชน่ แมน่ ้าํ กาชาด 2.2.2 หน่วยคาํ เป็ นองคป์ ระกอบยอ่ ยของคาํ ตวั อยา่ งเชน่ ๏คาํ ที่มี 1 หน่วยคาํ เชน่ ตา รอ้ ง แมลง สะพาน ๏คาํ ท่ีมี 2 หน่วยคาํ เชน่ ตาขาว ติดต่อ แมแ่ รง ๏คาํ ที่มี 3 หน่วยคาํ เชน่ นักการเมือง ดาวคา้ งฟ้า ตุ๊กตาลม้ ลุก ๏คาํ ที่มี 4 หน่วยคาํ เชน่ นักโทษการเมือง ตวั๋ สญั ญาใชเ้ งิน พระพทุ ธเจา้ หลวง
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 33 ๏คาํ ท่ีมี 5 หน่วยคาํ เชน่ บุคคลเสมือนไรค้ วามสามารถ ผรู้ บั เหมากอ่ สรา้ ง ปื นต่อสูอ้ ากาศยาน 2.2.3 คาํ ท่ีมหี ลายหน่วยคาํ เชน่ ใตฝ้ ่ าละอองธุลีพระบาท ผลิตภณั ฑม์ วลรวมภายในประเทศ 2.2.4 หน่วยคาํ อาจมพี ยางคไ์ ดม้ ากกวา่ 1 พยางค์ ตวั อยา่ งเชน่ ขนม มรดก สภาวะ กระวีกระวาด กระเห้ ียนกระหือรือ เป็ นตน้ 2.2.5 หน่วยคาํ อาจมรี ปู แปรได้ เชน่ ววั /งวั , ควาย/ฟาย, ดิฉนั /ดิชน้ั /ดะฮ้นั / เด๊ียน/ด๊นั /อิชน้ั เป็ นตน้ ลกั ษณะเชน่ น้ ีเรียกวา่ หน่วยคาํ ยอ่ ย (allomorph) ของหน่วยคาํ 2.3 ประเภทของหน่วยคา******************* ประเภทของหน่วยคาํ แบง่ ไดเ้ ป็ น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ หน่วยคาํ อิสระ และ หน่วยคาํ ไมอ่ ิสระ 2.3.1 หน่วยคาํ อิสระ (free morpheme) คือ หน่วยคาํ ท่ีสมารถปรากฏตามลาํ พงั เป็ นคาํ หรือใชต้ าม ลาํ พงั โดยไมต่ อ้ งมหี น่วยคาํ อ่ืนมาประกอบ เชน่ ไฟ กระชาย กระดาษ 2.3.2 หน่วยคาํ ไม่อิสระ (bound morpheme) คือ หน่วยคาํ ท่ีตอ้ งใชป้ ระกอบกบั หน่วยคาํ อ่ืนเสมอ ไมป่ รากฏว่าใชต้ ามลาํ พงั ไดแ้ ละเมอ่ื ร่วมกบั คาํ อ่ืนแลว้ จะใชเ้ ป็ นคาํ คาํ เดียว เชน่ จติ รกร เกษตรกร ท่ีเปิ ดกระป๋ อง 2.4 การประกอบหน่วยคาเป็ นคาในภาษาไทย การประกอบหน่วยคาํ เขา้ เป็ นคาํ ในภาษาไทย ทาํ ใหค้ าํ ภาษาไทยมโี ครงสรา้ งแตกตา่ งกนั ดงั น้ ี 1) หน่วยคาํ อิสระ + หน่วยคาํ อิสระ เชน่ น้าํ สม้ หินโสโครก ประวตั ิศาสตร์ มีนงง 2) หน่วยคาํ ไมอ่ ิสระ + หน่วยคาํ อิสระ เชน่ ผพู้ ิพากษา การสอบ จาบจว้ ง บดบงั หน่วยคาํ อิสระ + หน่วยคาํ ไมอ่ ิสระ เช่น พฒั นาการ ชาตินิยม ยดื เย้ อื 3) หน่วยคาํ ไมอ่ ิสระ + หน่วยคาํ ไมอ่ ิสระ เช่น นักเลง ปรนเปรอ ข้ ีเกยี จ 2.5 หน่วยคาในภาษาไทย 2.5.1 หน่วยคาํ สว่ นใหญ่ในภาษาเป็ นหน่วยคาํ อิสระ หน่วยคาํ สว่ นใหญเ่ ป็ น หน่วยคาํ อิสระ หน่วยคาํ ไมอ่ ิสระในภาษาไทยมีคอ่ นขา้ งจาํ กดั ส่วนใหญเ่ ป็ นหน่วยฐานจาํ กดั หน่วยคาํ ไมอ่ ิสระ ประเภทหน่วยคาํ เติม ในภาษาไทยมีหน่วยคาํ เติมหน้าอยจู่ าํ นวน หนึ่ง ท่ีพบบอ่ ย ไดแ้ ก่ การ, ความ, ผู,้ ชาว, นัก, ที่, ข้ ี, พระ, พระราช, บรม, พระบรมราช, ทรง,
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 34 อยา่ ง, โดย, โคตร, มหา, สุ, ทุ, อนุ, อภิ, อต,ิิ อธิ, นิร สว่ นหน่วยคาํ เติมหลงั พบนอ้ ยมาก ไดแ้ ก่ นิยม และ กร หน่วยคาํ เติมกลาง - ิํ - และ - ิํ น- (หรือ - ิํ ณ-) เกือบทง้ั หมดพบในคาํ ท่ียมื มาจาก ภาษาเขมร เชน่ -ิํ - ดงั คาํ วา่ กาํ เดา(2: กเํ ฎา), คาํ นับ(2: คนํ าบ)ิ่ , กงั วล(2: กงฺวล่), ดาํ รง(2: ตมฺรง่), ทาํ ลาย(2: ทลํ าย,ทมฺลาย)หรือ- ิํ น- (หรือ - ิํ ณ-) ดงั คาํ วา่ กาํ เนิด (2: กเํ ณีต), จาํ นง (2: จณํ ง)่ , ดาํ เนิน (2: ฎเํ ณีร), อาํ นาจ (2: อณํ าจ) 2.5.2 หน่วยคาํ ในภาษาไทยไมต่ รงกบั หน่วยคาํ ในภาษาบาลีและสนั สกฤต หน่วยคาํ ว-ิิ ที่ปรากฏหน้า คาํ วา่ วินัยวิจารณว์ ิวาทวิหารซ่ึงเป็ นคาํ ที่ยมื เขา้ มาในภาษาไทย เป็ นพยางคซ์ ึ่งเป็ นสว่ นหนึ่งของคาํ ไมว่ เิ คราะหใ์ หเ้ ป็ นหน่วยคาํ อยา่ งที่วิเคราะหใ์ นภาษาบาลี และสนั สกฤต ตรงขา้ มกบั หน่วยคาํ วิ ที่เป็ นหน่วยคาํ เติมหนา้ มีความหมายวา่ \"แยก แตกต่าง\" ดงั คาํ วา่ วินย, วจิ ารณ, ววิ าท, วิหาร ในบาลีและสนั สกฤตท่ี ประกอบจากหน่วยคาํ มากกวา่ หนึ่งหน่วยคาํ
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 35 แบบทดสอบ หน่วยท่ี 1 เรยี นรูเ้ รอื่ งเสยี ง ชือ่ ...........................................นามสกุล..............................ช้นั ..............เลขท่.ี ............ คาช้ ีแจง ใหน้ กั เรียนทาเครือ่ งหมาย X หนา้ คาตอบท่ีถูกตอ้ งทส่ี ุดเพยี งขอ้ เดยี ว 1. หน่วยเสียงใดมีปัญหาการออกเสียงนอ้ ยที่สุด 1 : ด /d/ 2 : ช /ch/ 3 : ร /r/ 4 : ล /l/ 2. คาํ ใดถา้ ออกเสียงผิดแลว้ จะเกิดความเสียหายในการส่ือสารมากท่ีสุด 1 : ร่องแรง่ – ลอ่ งแล่ง 2 : ควนั ไฟ – ฟันไฟ 3 : รอ่ งรอย – ลอ่ งลอย 4 : ไมก้ วาด – ไมฝ้ าด 3. ขอ้ ใดเกดิ จากหน่วยเสียงเดียวกนั ทุกคาํ 1 : ชนั ษา ชวั่ ชา้ ช้าํ ชอก 2 : ชุมชน ชุกชุม ช่ืนฉาํ่ 3 : ช้นั ฉาย ชน้ั เชิง ชดั เจน 4 : ชอนไช เชิงซอ้ น ชุ่มฉาํ่ 4. ขอ้ ใดมีคาํ ที่เกดิ จากหน่วยเสียงต่างกนั 1 : รอ้ งเรียนเรื่องราวหรือ ราํ่ ไร 2 : จาํ ใจจรจากเจา้ จอมจติ 3 : หรูหราเร่งเรา้ ไร้ รีบรอ้ น 4 : สมศรีสรา้ งศาลเจา้ เศรา้ สรอ้ ย
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 36 5. “งว่ งเหงาเซาซบซ้าํ ซมซาน” โคลงบาทน้ ีมีหน่วยเสียงใดบา้ ง 1 : เสียงเสียดแทรก เสียงระเบิด 2 : เสียงนาสิก เสียงเสียดแทรก 3 : เสียงระเบิด เสียงรวั 4 : เสียงเสียดแทรก เสียงรวั 6. ขอ้ ใดมีเสียงวรรณยุกตร์ ะดบั ทุกคาํ 1 : หนีเด็กแวน้ 2 : ไมโ่ กหก 3 : บอกนอ้ งแลว้ 4 : แกว้ ตาโบ๋ 7. ขอ้ ใดมีเสียงวรรณยุกตเ์ ปลี่ยนระดบั จากสูงลงมาตาํ่ ทุกคาํ 1 : หอยเสือ 2 : หลอกเด็ก 3 : คิดคน้ 4 : เพื่อนมาก 8. ขอ้ ใดมเี สียงวรรณยุกตเ์ ปล่ียนระดบั จากตาํ่ ข้ ึนไปสูงทุกคาํ 1 : หมอกจดั 2 : หน้าวา่ ว 3 : ป๋ าขา 4 : สูญเสีย 9. คาํ ใดออกเสียงหนักทุกพยางค์ 1 : ดินสอ โยคี ขอ้ คิด 2 : นิทาน ตาํ นาน ภาษา 3 : ประกอบ ตาํ หนัก นักเรียน 4 : แนวคิด พินิจ คุณค่า 10. คาํ ใดออกเสียงหนักเบาเหมอื นคาํ วา่ “อนุชา” 1 : พฒั นา 2 : ธรรมชาติ 3 : ปรารถนา 4 : มหาดไทย
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 37 11. พยญั ชนะใดไมม่ ใี ชใ้ นคาํ บาลีสนั สกฤต 1:ดบร 2:ซฝฟ 3:มพส 4:หอฐ 12. คาํ ในขอ้ ใดเป็ นคาํ ที่มาจากภาษาไทยทุกคาํ 1 : บุญ ผลไม้ ราชวงั กรรม 2 : ญาติ กราบ เฆ่ียน พร 3 : เทียนหอม กรม คช ชาติ 4 : ธง เสภา เฒ่า ระฆงั 13. ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ ูกตอ้ ง 1 : พยญั ชนะเติม ฃ ฃ ใชใ้ นคาํ ไทยแทเ้ ทา่ น้ัน 2 : พยญั ชนะเติมใชเ้ ขียนคาํ ไทยแทเ้ ป็ นสว่ นใหญ่ 3 : การแผลงคาํ ใชก้ บั คาํ ที่มาจากภาษาเขมร 4 : คาํ ที่มตี วั สะกดมาตราเดียวกนั อาจใชต้ วั สะกดต่างกนั 14. ขอ้ ใดใชป้ ระวิสรรชนียไ์ ดถ้ ูกตอ้ ง 1 : ละมงั่ จละเม็ด สะลวย 2 : ขะจาย บารมี สะราญ 3 : ชะลอม ตะโพน ตะกรา้ 4 : สะพรงั่ กะหลาป๋ า สระแหน่ 15. ขอ้ ใดสะกดถูกตอ้ งทุกคาํ 1 : ไนลอน โพระดก ไจไหม 2 : สะว๊ดี สวา๊ ด ไฉน ลาํ ใย 3 : เซ่ียงไฮ๊ กาํ ไร ใบบวั 4 : เวไนย สระตะ อาํ ไพ 16. คาํ บาลีสนั สกฤตในขอ้ ใดมีความหมายวา่ “หว่ งใย” 1 : ขย 2 : นย 3 : อาลย 4 : อุทย
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 38 17. คาํ วา่ “ลกั ษณ”์ ใชเ้ ครื่องหมายทณั ฑฆาตฆ่าเสียงอกั ษรก่ีตวั 1 : 1 ตวั 2 : 2 ตวั 3 : 3 ตวั 4 : 4 ตวั 18. ขอ้ ใดเป็ นรปู ศพั ทเ์ ดิมของคาํ วา่ “เสาร์ เล่ห์ นัยน์” 1 : เสาร เลห นัยน 2 : เสาร์ เล่ นัยน์ 3 : เสา เลห่ นยน 4 : เสาร เลห นยน 19. คาํ ในขอ้ ใดมีความหมายวา่ “ข้ ึน” 1 : ขยั 2 : นัย 3 : อุทยั 4 : อาลยั 20. คาํ ท่ีใช้ สระอาํ ในขอ้ ใดมาจากภาษาเขมร 1 : ดาํ รสั 2 : ชาํ ระ 3 : อาํ ไพ 4 : ตาํ มะหงง 21. หน่วยเสียงใดมปี ัญหาการออกเสียงน้อยท่ีสุด 1 : ด /d/ 2 : ช /ch/ 3 : ร /r/ 4 : ล /l/ 22. คาํ ใดถา้ ออกเสียงผิดแลว้ จะเกดิ ความเสียหายในการสื่อสารมากท่ีสุด 1 : ร่องแร่ง – ลอ่ งแล่ง 2 : ควนั ไฟ – ฟันไฟ 3 : รอ่ งรอย – ลอ่ งลอย 4 : ไมก้ วาด – ไมฝ้ าด
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 39 35. ขอ้ ใดเกิดจากหน่วยเสียงเดียวกนั ทุกคาํ 1 : ชนั ษา ชวั่ ชา้ ช้าํ ชอก 2 : ชุมชน ชุกชุม ช่ืนฉาํ่ 3 : ช้นั ฉาย ชน้ั เชิง ชดั เจน 4 : ชอนไช เชิงซอ้ น ชุ่มฉาํ่ 24. ขอ้ ใดมีคาํ ท่ีเกิดจากหน่วยเสียงต่างกนั 1 : รอ้ งเรียนเรื่องราวหรือ ราํ่ ไร 2 : จาํ ใจจรจากเจา้ จอมจิต 3 : หรหู ราเร่งเรา้ ไร้ รีบรอ้ น 4 : สมศรีสรา้ งศาลเจา้ เศรา้ สรอ้ ย 25. “งว่ งเหงาเซาซบซ้าํ ซมซาน” โคลงบาทน้ ีมหี น่วยเสียงใดบา้ ง 1 : เสียงเสียดแทรก เสียงระเบิด 2 : เสียงนาสิก เสยี งเสียดแทรก 3 : เสียงระเบิด เสียงรวั 4 : เสียงเสียดแทรก เสียงรวั 26. ขอ้ ใดมเี สียงวรรณยุกตร์ ะดบั ทุกคาํ 1 : หนีเด็กแวน้ 2 : ไมโ่ กหก 3 : บอกน้องแลว้ 4 : แกว้ ตาโบ๋ 27. ขอ้ ใดมีเสียงวรรณยุกตเ์ ปลี่ยนระดบั จากสูงลงมาตาํ่ ทุกคาํ 1 : หอยเสือ 2 : หลอกเด็ก 3 : คิดคน้ 4 : เพื่อนมาก 28. ขอ้ ใดมเี สียงวรรณยุกตเ์ ปลี่ยนระดบั จากตาํ่ ข้ ึนไปสูงทุกคาํ 1 : หมอกจดั 2 : หนา้ วา่ ว 3 : ป๋ าขา 4 : สูญเสีย
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 40 29. คาํ ใดออกเสียงหนักทุกพยางค์ 1 : ดินสอ โยคี ขอ้ คิด 2 : นิทาน ตาํ นาน ภาษา 3 : ประกอบ ตาํ หนัก นักเรียน 4 : แนวคิด พินิจ คุณค่า 30. คาํ ใดออกเสียงหนักเบาเหมือนคาํ วา่ “อนุชา” 1 : พฒั นา 2 : ธรรมชาติ 3 : ปรารถนา 4 : มหาดไทย 31. พยญั ชนะใดไมม่ ใี ชใ้ นคาํ บาลีสนั สกฤต 1:ดบร 2:ซฝฟ 3:มพส 4:หอฐ 32. คาํ ในขอ้ ใดเป็ นคาํ ท่ีมาจากภาษาไทยทุกคาํ 1 : บุญ ผลไม้ ราชวงั กรรม 2 : ญาติ กราบ เฆ่ียน พร 3 : เทียนหอม กรม คช ชาติ 4 : ธง เสภา เฒ่า ระฆงั 33. ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ ูกตอ้ ง 1 : พยญั ชนะเติม ฃ ฃ ใชใ้ นคาํ ไทยแทเ้ ท่าน้ัน 2 : พยญั ชนะเติมใชเ้ ขียนคาํ ไทยแทเ้ ป็ นสว่ นใหญ่ 3 : การแผลงคาํ ใชก้ บั คาํ ท่ีมาจากภาษาเขมร 4 : คาํ ท่ีมีตวั สะกดมาตราเดียวกนั อาจใชต้ วั สะกดต่างกนั 34. ขอ้ ใดใชป้ ระวสิ รรชนียไ์ ดถ้ ูกตอ้ ง 1 : ละมงั่ จละเมด็ สะลวย 2 : ขะจาย บารมี สะราญ 3 : ชะลอม ตะโพน ตะกรา้ 4 : สะพรงั่ กะหลาป๋ า สระแหน่
วิชา พลวัตภาษาไทย ท32203 41 35. ขอ้ ใดสะกดถูกตอ้ งทุกคาํ 1 : ไนลอน โพระดก ไจไหม 2 : สะว๊ดี สวา๊ ด ไฉน ลาํ ใย 3 : เซ่ียงไฮ๊ กาํ ไร ใบบวั 4 : เวไนย สระตะ อาํ ไพ 36. คาํ บาลีสนั สกฤตในขอ้ ใดมีความหมายวา่ “หว่ งใย” 1 : ขย 2 : นย 3 : อาลย 4 : อุทย 37. คาํ วา่ “ลกั ษณ”์ ใชเ้ คร่ืองหมายทณั ฑฆาตฆา่ เสียงอกั ษรก่ีตวั 1 : 1 ตวั 2 : 2 ตวั 3 : 3 ตวั 4 : 4 ตวั 38. ขอ้ ใดเป็ นรปู ศพั ทเ์ ดิมของคาํ วา่ “เสาร์ เล่ห์ นัยน์” 1 : เสาร เลห นัยน 2 : เสาร์ เล่ นัยน์ 3 : เสา เลห่ นยน 4 : เสาร เลห นยน 39. คาํ ในขอ้ ใดมคี วามหมายวา่ “ข้ ึน” 1 : ขยั 2 : นัย 3 : อุทยั 4 : อาลยั 40. คาํ ท่ีใช้ สระอาํ ในขอ้ ใดมาจากภาษาเขมร 1 : ดาํ รสั 2 : ชาํ ระ คะแนนที่ได.้ ........................................คะแนน 3 : อาํ ไพ ลงช่ือครู........................................................ 4 : ตาํ มะหง วนั ท่ีสง่ งาน.........................................................
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 42 หน่วยที่ 2 เรียงคาตามตาแหน่ง ชนิดของคาในภาษาไทย คาํ ไทยแบ่งออกเป็ น 7 ชนิด แต่ละชนิดมีลกั ษณะและหน้าท่ีแตกต่างกนั ออกไป การ เรียนรเู้ ร่ืองลกั ษณะของคาํ เพ่ือสรา้ งเป็ นกลุ่มคาํ และประโยคเป็ นเรื่องสาํ คญั และจาํ เป็ นอย่าง ยง่ิ ในการเรียนและการใชภ้ าษาในชีวิตประจาํ วนั คาํ แต่ละคาํ มีความหมาย ความหมายของคาํ จะปรากฏชดั เมอ่ื อยใู่ นประโยค การ สงั เกตตาํ แหน่งและหนา้ ของคาํ ในประโยคจะชว่ ยใหเ้ ราทราบชนิดของคาํ รวมทง้ั ความหมาย ดว้ ย ดงั น้ันการศึกษาใหเ้ ขา้ ใจหนา้ ท่ีและชนิดของคาํ ในประโยคจึงมีความสาํ คญั มากเพราะ จะช่วยใหเ้ ราสามารถใชค้ าํ ไดถ้ ูกตอ้ งตรงตามความหมายท่ีตอ้ งการ 1.คาํ นาม ๏คานาม หมายถึง คาํ ท่ีใชเ้ รียกชื่อ คน สตั ว์ พชื สิ่งของ สถานที่ สภาพ อาการ ลกั ษณะ ทง้ั ท่ีเป็ นสิ่งมชี ีวติ หรือสิ่งไมม่ ีชีวิต ท้งั ที่เป็ นรูปธรรม และนามธรรม เช่นคาํ วา่ คน ปลา ตะกรา้ ไก่ ประเทศไทย จงั หวดั พิจิตร การออกกาํ ลงั กาย การศึกษา ความดี ความงาม กอไผ่ กรรมกร ฝงู ตวั เป็ นตน้ ๏ชนิดของคานาม คาํ นามแบง่ ออกเป็ น 5 ชนิด ดงั น้ ี 1. สามานยนาม หรือเรียกวา่ คาํ นามทวั่ ไป คือ คาํ นามที่เป็ นชื่อทวั่ ๆ ไป เป็ นคาํ เรียกสิ่งต่างๆ โดยทวั่ ไปไมช่ ้ ีเฉพาะเจาะจง เชน่ ปลา ผีเส้ ือ คน สุนัข วดั ตน้ ไม้ บา้ น หนังสือ ปากกา เป็ นตน้ 2. วิสามานยนาม หรือเรียกวา่ คาํ นามเฉพาะ คือ คาํ นามท่ีใชเ้ รียกชื่อเฉาะของคน สตั ว์ หรือสถานท่ี เป็ นคาํ เรียนเจาะจงลงไปวา่ เป็ นใครหรือเป็ นอะไร เชน่ พระพุทธชินราช เด็กชายวทิ วสั จงั หวดั พิจิตร วดั ทา่ หลวง สม้ โอท่าข่อย พระอภยั มณี วนั จนั ทร์ เดือน มกราคม เป็ นตน้ 3. สมุหนาม คือ คาํ นามท่ีทาํ หนา้ ท่ีแสดงหมวดหมขู่ องคาํ นามทวั่ ไป และคาํ นาม เฉพาะ เช่น ฝงู ผ้ ึง กอไผ่ คณะนักทศั นาจร บริษทั พวกกรรมกร เป็ นตน้ 4. ลักษณะนาม คือ เป็ นคาํ นามท่ีบอกลกั ษณะของคาํ นาม เพอ่ื แสดงรูปลกั ษณะ ขนาด ปริมาณ ของคาํ นามน้ันน้ันใหช้ ดั เจน เช่น บา้ น 1 หลงั โต๊ะ 5 ตวั คาํ วา่ หลงั และ ตวั เป็ นลกั ษณะนาม
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 43 5. อาการนาม คือ คาํ นามท่ีเป็ นช่ือกริยาอาการ เป็ นสิ่งท่ีเป็ นนามธรรม ไมม่ ี รูปร่าง มกั มีคาํ วา่ \"การ\" และ \"ความ\" นําหนา้ เช่น การกิน การเดิน การพดู การอ่าน การเขียน ความรกั ความดี ความคิด ความฝัน เป็ นตน้ ๏มีดงั น้ ีคือ 1. ทาํ หน้าท่ีเป็ นประธานของประโยค เช่น - เซฮุนชอบอา่ นหนังสือนิทานชุด ชินเฮอบไปโรงเรียน - พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถ่ิน จบั ผรู้ า้ ยคดีอุม้ ฆา่ พชี่ ายผพู้ ิพากษาศาล 2. ทาํ หน้าท่ีเป็ นกรรมหรือผถู้ ูกกระทาํ เชน่ - ลิซา่ อ่านจดหมาย - จุงกติ ีสุนัข 3. ทาํ หน้าที่ขยายนาม เพือ่ ทาํ ใหน้ ามที่ถูกขยายชดั เจนข้ ึน เชน่ - หวงั แจค็ สนั เป็ นขา้ ราชการครู - ฮองชิกทนายความฟ้องชีวอนพอ่ คา้ 4.ทาํ หนา้ ท่ีเป็ นส่วนสมบูรณห์ รือสว่ นเติมเต็ม เช่น - ลี มินโฮเป็ นทหาร - มารค์ ตว้ น เป็ นตาํ รวจแต่นอ้ งสาวเป็ นพยาบาล 5. ใชต้ ามหลงั คาํ บุพบทเพือ่ ทาํ หน้าที่บอกสถานท่ี หรือขยายกริยาใหม้ เี น้ ือความบอก สถานท่ีชดั เจนข้ ีน เชน่ - คุณแมข่ องเด็กจีซูเป็ นครู - พคั เซรอยไปโรงเรียน 6. ใชบ้ อกเวลาโดยขยายคาํ กริยาหรือคาํ นามอ่ืน เช่น - ยองแจจะไปเชียงใหมว่ นั เสาร์ - ยูคยอมชอบมากนิ ขา้ วตอนกลางวนั 7. ใชเ้ ป็ นคาํ เรียกขานได้ เชน่ - โรเช่ ชว่ ยหยบิ ปากกาใหค้ รูทีซิ - จินยอง ช่วยฉนั ดว้ ย อยู่ ๆ ก็ตีหมา เฉยเลยเรา
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 44 2.คาสรรพนาม ๏คาสรรพนาม หมายถึง คาํ ท่ีใชแ้ ทนคาํ นามที่กลา่ วถึงมาแลว้ เพื่อจะไดไ้ มต่ อ้ ง กลา่ วคาํ นามน้ันซา้ํ อีก เชน่ คาํ วา่ ฉนั เรา ดิฉนั กระผม กู คุณ ท่าน ใตเ้ ทา้ เขา มนั สิ่งใด ผใู้ ด น่ี นัน่ อะไร ใคร บา้ ง เป็ นตน้ ๏ชนิดของคาสรรพนาม คาํ สรรพนามแบ่งออกเป็ น 6 ชนิด ดงั น้ ี 1. บุรษสรรพนาม คือ คาํ สรรพนามที่ใชแ้ ทนผพู้ ดู แบง่ เป็ นชนิดยอ่ ย ได้ 3 ชนิด คือ 1.1 สรรพนามบุรุษที่ 1 ใชแ้ ทนตวั ผพู้ ดู เช่น ผม ฉนั ดิฉนั กระผม ขา้ พเจา้ กู เรา ขา้ พระพุทธเจา้ อาตมา หมอ่ มฉนั เกลา้ กระหมอ่ ม 1.2 สรรพนามบุรุษท่ี 2 ใชแ้ ทนผฟู้ ัง หรือผทู้ ี่เราพดู ดว้ ย เช่น คุณ เธอ ใตเ้ ทา้ ทา่ น ใตฝ้ ่ าละอองธุลีพระบาท ฝ่ าพระบาท พระคุณเจา้ 1.3 สรรพนามบุรุษท่ี 3 ใชแ้ ทนผทู้ ี่กลา่ วถึง เขา มนั ท่าน พระองค์ 2. ประพนั ธสรรพนาม คือ คาํ สรรพนามท่ีใชแ้ ทนคาํ นามและใชเ้ ชื่อม ประโยคทาํ หนา้ ที่เชื่อมประโยคใหม้ คี วามสมั พนั ธก์ นั ไดแ้ กค่ าํ วา่ ที่ ซ่ึง อนั ผู้ 3. นิยมสรรพนาม คือ สรรพนามที่ใชแ้ ทนนามช้ ีเฉพาะเจาะจงหรือบอก กาํ หนดความใหผ้ พู้ ดู กบั ผฟู้ ังเขา้ ใจกนั ไดแ้ กค่ าํ วา่ น่ี นัน่ โน่น 4. อนิยมสรรนาม คือ สรรพนามใชแ้ ทนนามบอกความไมช่ ้ ีเฉพาะเจาะจงท่ี แน่นอนลงไป ไดแ้ กค่ าํ วา่ อะไร ใคร ไหน ได บางคร้งั ก็เป็ นคาํ ซ้าํ ๆ เชน่ ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ 5. วิภาคสรรพนาม คือ สรรพนามที่ใชแ้ ทนคาํ นาม ซึ่งแสดงใหเ้ ห็นวา่ นาม น้ันจาํ แนกออกเป็ นหลายส่วน ไดแ้ กค่ าํ วา่ ต่าง บา้ ง กนั เชน่ - นักเรียน\"บา้ ง\"เรียน\"บา้ ง\"เลน่ - นักเรียน\"ต่าง\"ก็อ่านหนังสือ 6. ปฤจฉาสรรพนาม คือ สรรพนามที่ใชแ้ ทนนามที่เป็ นคาํ ถาม ไดแ้ กค่ าํ วา่ อะไร ใคร ไหน ผใู้ ด ส่ิงใด ผใู้ ด ฯลฯ เช่น - \"ใคร\" ทาํ แกว้ แตก - เขาไปที่ \"ไหน\"
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 45 ๏หนา้ ทข่ี องคาสรรพนาม มดี งั น้ ีคีอ 1. เป็ นประธานของประโยค เชน่ - \"เขา\"ไปโรงเรียน - \"ใคร\"ทาํ ดินสอตกอยบู่ นพ้ นื 2. ทาํ หน้าที่เป็ นกรรมของประโยค (ผถู้ ูกกระทาํ ) เช่น - ครูจะตี\"เธอ\"ถา้ เธอไมท่ าํ การบา้ น - คุณชว่ ยเอา\"นี่\"ไปเกบ็ ไดไ้ หม 3. ทาํ หนา้ ท่ีเป็ นสว่ นเติมเต็มหรือสว่ นสมบรู ณ์ เช่น - กาํ นันคนใหมข่ องตาํ บลน้ ีคือ\"เขา\"นัน่ เอง - เขาเป็ น\"ใคร\" 4. ใชเ้ ช่ือมประโยคในประโยคความซอ้ น เช่น - ครชู มเชยนักเรียน\"ที่\"ขยนั 5. ทาํ หน้าท่ีขยายนามที่ทาํ หนา้ ท่ีเป็ นประธานหรือกรรมของประโยค เพอ่ื เนน้ การ แสดงความรสู้ ึกของผพู้ ดู จะวางหลงั คาํ นาม เช่น - ฉนั แวะไปเย่ียมคุณป่ \"ู ทา่ น\"มา 3.คาํ กริยา ๏คากรยิ า หมายถึง คาํ แสดงอาการ การกระทาํ หรือบอกสภาพของคาํ นามหรือ คาํ สรรพนาม เพ่อื ใหไ้ ดค้ วาม เชน่ คาํ ว่า กิน เดิน นัง่ นอน เลน่ จบั เขียน อา่ น เป็ น คือ ถูก คลา้ ย เป็ นตน้ ๏ชนิดของคากริยา คาํ กริยาแบง่ เป็ น 5 ชนิด 1. อกรรมกริยา คือ คาํ กริยาท่ีไมต่ อ้ งมกี รรมมารบั กไ็ ดค้ วามสมบูรณ์ เขา้ ใจได้ เช่น - ลุงประยุทธ์ิ\"ยนื \"อยู่ - ลุงประวิทธ์ิ\"นอน\" 2. สกรรมกริยา คือ คาํ กริยาท่ีตอ้ งมกี รรมมารบั เพราะคาํ กริยาน้ ีไมม่ คี วาม สมบูรณใ์ นตวั เอง เชน่ - คุณพุทธ \"กิน\"ขา้ ว (ขา้ วเป็ นกรรมท่ีมารบั คาํ วา่ กนิ ) - คุณจติ ดี\"เห็น\"นก (นกเป็ นกรรมท่ีมารบั คาํ วา่ เห็น)
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 46 3. วกิ ตรรถกริยา คือ คาํ กริยาที่ไมม่ ีความหมายในตวั เอง ใชต้ ามลาํ พงั แลว้ ไมไ่ ดค้ วาม ตอ้ งมคี าํ อ่ืนมาประกอบจึงจะไดค้ วาม คาํ กริยาพวกน้ ีคือ เป็ น เหมือน คลา้ ย เท่า คือ เช่น - คิมเบอรล์ ี่\"เป็ น\"นักเรียน - ญาญ่า\"คือ\"ครูของฉนั เอง 4. กริยานุเคราะห์ คือ คาํ กริยาท่ีทาํ หน้าที่ชว่ ยคาํ กริยาสาํ คญั ในประโยคใหม้ ี ความหมายชดั เจนข้ ึน ไดแ้ กค่ าํ วา่ จง กาํ ลงั จะ ยอ่ ม คง ยงั ถูก นะ เถอะ เทอญ ฯลฯ เช่น - ดองวุค\"จะ\"ไปโรงเรียน - นิชคุณ\"ถูก\"ตี 5. กริยาสภาวมาลา คือ คาํ กริยาท่ีทาํ หน้าท่ีเป็ นคาํ นามจะเป็ นประธาน กรรม หรือบทขยายของประโยคกไ็ ด้ เชน่ - \"นอน\"หลบั เป็ นการพกั ผ่อนท่ีดี (นอน เป็ นคาํ กริยาที่เป็ นประธานของประโยค) - ฉนั ชอบไป\"เที่ยว\"กบั เธอ (เที่ยว เป็ นคาํ กริยาท่ีเป็ นกรรมของประโยค) ๏หนา้ ทข่ี องคากรยิ า มดี งั น้ ีคือ 1. ทาํ หนา้ ท่ีเป็ นตวั แสดงในภาคแสดงของประโยค เชน่ - ขนมวางอยบู่ นโต๊ะ - แจบอมอ่านหนังสือทุกวนั 2. ทาํ หนา้ ที่ขยายคาํ นาม เช่น - วนั เดินทางของแบมแบมคือวนั พรุง่ น้ ี (\"เดินทาง\" เป็ นคาํ กริยาที่ไปขยายคาํ นาม \"วนั \") 3. ทาํ หนา้ ที่ขยายกริยา เชน่ - รฐั มนตรีแกๆ่ คนน้ันนัง่ ดูนก (\"ดู\" เป็ นคาํ กริยาท่ีไปขยายคาํ กริยา \"นัง่ \") 4. ทาํ หน้าท่ีเหมอื นคาํ นาม เช่น - ออกกาํ ลงั กายทุกวนั ทาํ ใหร้ ่างกายแข็งแรง (\"ออกกาํ ลงั กาย\" เป็ นคาํ กริยา ทาํ หน้าท่ีเป็ นประธานของประโยค) - ยุนเซรีชอบเดินเร็วๆ (\"เดิน\" เป็ นคาํ กริยา ทาํ หน้าที่เป็ นกรรมของประโยค)
วชิ า พลวตั ภาษาไทย ท32203 47 4.คาวิเศษณ์ คาวิเศษณ์ หมายถึง คาํ ที่ใชป้ ระกอบหรือขยายคาํ นาม สรรพนาม คาํ กริยา หรือคาํ วเิ ศษณ์ เพื่อใหไ้ ดใ้ จความชดั เจนและละเอียดมากข้ ึน เช่น - แมวอว้ นกินจุ (\"อว้ น\" เป็ นคาํ วิเศษณท์ ่ีขยายคาํ นาม \"คน\" \"จุ\" เป็ นคาํ วิเศษณท์ ่ีขยายคาํ กริยา \"กิน\" - แจบอมรอ้ งเพลงไดไ้ พเราะ (\"ไพเราะ\" เป็ นคาํ วิเศษณท์ ่ีขยายคาํ กริยา \"รอ้ งเพลง\") - อึนอูรอ้ งเพลงไดไ้ พเราะมาก (\"มาก\" เป็ นคาํ วิเศษณท์ ี่ขยายคาํ วเิ ศษณ์ \"ไพเราะ\") ๏ชนิดของคาวิเศษณ์ คาํ วเิ ศษณแ์ บง่ ออกเป็ น 10 ชนิด ดงั น้ ี 1. ลกั ษณะวิเศษณ์ คือ คาํ วิเศษณท์ ่ีบอกลกั ษณะต่างๆ เชน่ บอกชนิด สี ขนาด สณั ฐาน กล่ิน รส บอกความรสู้ ึก เชน่ ดี ชวั่ ใหญ่ ขาว รอ้ น เยน็ หอม หวาน กลม แบน เป็ นตน้ เช่น - น้ํารอ้ นอยใู นกระติกสีขาว - จานใบใหญร่ าคาแพงกวา่ จานใบเล็ก 2. กาลวิเศษณ์ คือ คาํ วเิ ศษณบ์ อกเวลา เช่น เชา้ สาย บา่ ย เยน็ อดีต อนาคต เป็ นตน้ เช่น - พรุ่งน้ ีเป็ นวนั เกดิ ของพีต่ ๊ิก - หวงั แจค็ สนั มาโรงเรียนสาย 3. สถานวิเศษณ์ คือ คาํ วเิ ศษณบ์ อกสถานที่ เชน่ ใกล้ ไกล บน ล่าง เหนือ ใต้ ซา้ ย ขวา เป็ นตน้ เชน่ - บา้ นจซี ูอยไู่ กลตลาด - นกอยูบ่ นตน้ ไม้ 4. ประมาณวิเศษณ์ คือ คาํ วิเศษณบ์ อกจาํ นวน หรือปริมาณ เชน่ หน่ึง สอง สาม มาก น้อย บ่อย หลาย บรรดา ต่าง บา้ ง เป็ นตน้ เชน่ - นายกมเี งินหา้ บาท - ตาํ รวจมาหาฉนั บอ่ ยๆ
วชิ า พลวัตภาษาไทย ท32203 48 5. ประตเิ ษธวเิ ศษณ์ คือ คาํ วเิ ศษณท์ ี่แสดงความปฏิเสธ หรือไมย่ อมรบั เช่น ไม่ ไมใ่ ช่ มิ มิใช่ ไมไ่ ด้ หามิได้ เป็ นตน้ เช่น - ธนาธรมไิ ดม้ าคนเดียว - ของน้ ีไมใ่ ช่ของฉนั ฉนั จึงรบั ไวไ้ มไ่ ด้ 6. ประตชิ ญาวิเศษณ์ คือ คาํ วิเศษณท์ ่ีใชแ้ สดงการขานรบั หรือโตต้ อบ เช่น ครบั ขอรบั คะ่ เป็ นตน้ เชน่ - คุณเวียรค์ รบั มีคนมาหาขอรบั - คุณครเู บลล่าขา สวสั ดีค่ะ 7. นิยมวิเศษณ์ คือ คาํ วิเศษณท์ ี่บอกความช้ ีเฉพาะ เช่น น้ ี นัน่ โน่น ทง้ั น้ ี ท้งั น้ัน แน่นอน เป็ นตน้ เช่น - บา้ นน้ันไมม่ ีใคราอยู่ - นานะเป็ นคนขยนั แน่ๆ 8. อนิยมวิเศษณ์ คือ คาํ วิเศษณท์ ่ีบอกความไมช่ ้ ีเฉพาะ เช่น ใด อ่ืน ไหน อะไร ใคร ฉนั ใด เป็ นตน้ เชน่ - ไวรสั โคโรน่าจะหายไปเวลาไหนก็ได้ - ยุพนิ จะนัง่ เกา้ อ้ ืตวั ไหนกไ็ ด้ 9. ปฤจฉาวิเศษณ์ คือ คาํ วิเศษณแ์ สดงคาํ ถาม หรือแสดงความสงสยั เชน่ ใด ไร ไหน อะไร สิ่งใด ทาํ ไม เป็ นตน้ เช่น - เส้ ือตวั น้ ีราคาเท่าไร - จนั ทรจะมาเมื่อไร 10. ประพนั ธวิเศษณ์ คือ คาํ วิเศษณท์ ี่ทาํ หนา้ ที่เช่ือมคาํ หรือประโยคใหม้ ีความ เกี่ยวขอ้ งกนั เชน่ คาํ วา่ ที่ ซึ่ง อนั อยา่ ง ท่ีวา่ เพื่อวา่ ให้ เป็ นตน้ เชน่ - เจา้ ชายรงั สิมนั ตท์ าํ งานหนักเพอ่ื วา่ เขาจะไดม้ เี งินมาก - เจา้ หญิงทรรศิกาทาํ ความดี อนั หาที่สุดมไิ ด้ ๏หนา้ ทขี่ องคาวิเศษณ์ มีดงั น้ ีคือ 1. ทาํ หน้าทีข่ ยายคาํ นาม เช่น - แมวอว้ นกนิ จุ ( \"อว้ น\" เป็ นคาํ วเิ ศษณข์ ยายคาํ นาม \"แมว\") - ตาํ รวจหลายคนจบั โจรผรู้ า้ ย (\"หลาย\" เป็ นคาํ วิเศษณข์ ยายคาํ นาม \"ตาํ รวจ\")
วิชา พลวตั ภาษาไทย ท32203 49 2. ทาํ หนา้ ทข่ี ยายคาํ สรรพนาม เชน่ - เราท้งั หมดช่วยกนั ทาํ งานใหเ้ รียบรอ้ ย (\"ทง้ั หมด\" เป็ นคาํ วิเศษณข์ ยายคาํ สรรพนาม \"เรา\") - ฉนั เองเป็ นคนพดู ( \"เอง\" เป็ นคาํ วเิ ศษณข์ ยายคาํ สรรพนาม \"ฉนั \") 3. ทาํ หน้าที่ขยายกริยา เชน่ - นายกรฐั มนตรีคนน้ันนัง่ ดูหน้ากากอนามยั (\"ดู\" เป็ นคาํ กริยาที่ไปขยายคาํ กริยา \"นัง่ \") 4. ทาํ หนา้ ที่เหมือนคาํ นาม เช่น - ออกกาํ ลงั กายทุกวนั ทาํ ใหร้ า่ งกายแข็งแรง (\"ออกกาํ ลงั กาย\" เป็ นคาํ กริยา ทาํ หนา้ ท่ีเป็ นประธานของประโยค) - นักข่าวชอบเดินเร็วๆ (\"เดิน\" เป็ นคาํ กริยา ทาํ หน้าท่ีเป็ นกรรมของประโยค) 5. ทาํ หน้าท่ีเป็ นตวั แสดงในภาคแสดง เชน่ - ยูคยอมสูงกวา่ คนอ่ืนในวง - ขนมน้ ีอรอ่ ยดี 5.คาบพุ บท ๏คาบพุ บท หมายถึง คาํ ที่แสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคาํ หรือประโยค เพือ่ ใหท้ ราบวา่ คาํ หรือกลุ่มคาํ ท่ีตามหลงั คาํ บุพบทน้ันเกยี่ วขอ้ งกบั กลุม่ คาํ ขา้ งหนา้ ในประโยคในลกั ษณะใด เชน่ กบั แก่ แต่ ต่อ ดว้ ย โดย ตาม ขา้ ง ถึง จาก ใน บน ใต้ ส้ ิน สาํ หรบั นอก เพอ่ื ของ เกอื บ ต้งั แต่ แหง่ ท่ี เป็ นตน้ เชน่ - ปกรณม์ าแต่เชา้ - บา้ นของปริญน่าอยจู่ ริง - ลุงประยุทธ์ิใหร้ างวลั แกฉ่ นั - ลุงแป๊ ะใหร้ างวลั เฉพาะคนที่สอบไดท้ ี่หน่ึง ๏ชนิดของคาของคาบพุ บท คาํ บุพบทแบ่งออกเป็ น 2 ชนิด 1. คาํ บุพบทท่ีแสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคาํ ต่อคาํ คือ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง คาํ นามกบั คาํ นาม คาํ สรรพนามกบั คาํ นาม คาํ นามกบั คาํ กริยา คาํ สรรพนามกบั คาํ สรรพ
Search