การจดั องคก์ าร
องคก์ าร คอื กลุ่มบุคคลท่มี ลี กั ษณะเฉพาะทม่ี ี จุดมุ่งหมายในการดาเนินการอย่างใดอย่างหน่ึง โดย มสี ่งิ ยดึ เหน่ียวร่วมกนั และร่วมแรงร่วมใจกนั ทางาน เพ่อื บรรลุเป้ าหมายท่ไี ดว้ างไว้
1. เป็นรูปแบบของการรวมบคุ คล2. มคี วามความสมั พนั ธท์ ่จี ะทากจิ กรรมอย่างใดอยา่ งหน่ึง3. มกี ารแบ่งงาน จดั สรรหนา้ ท่ใี หส้ มาชิกในองคก์ าร4. มโี ครงสรา้ งขององคก์ ารในลกั ษณะของการบงั คบั บญั ชา5. มกี ารยอมรบั ในสงั คม ตามระเบยี บแบบแผน ประเพณี หรือกฎหมาย
ทฤษฎอี งคก์ าร แบ่งได้ 3 ทฤษฎี1.2.1 ทฤษฎดี ง้ั เดมิ(Classical Organization Theory)1.2.2 ทฤษฎสี มยั ใหม่ (Neo- ClassicalOrganization Theory)1.2.3 ทฤษฎสี มยั ปจั จุบนั (ModernOrganization Theory)
1.2.1 ทฤษฎดี ง้ั เดมิ(Classical Organization Theory)ประกอบดว้ ย1) การจดั องคก์ ารแบบราชการ (Bureaucracy) ของ แมค วเี บอร์(Max Weber) องคก์ ารบรหิ ารแบบราชการท่ดี ี ตอ้ งประกอบดว้ ย 1.1) จะตอ้ งมีการแบง่ งานกนั ทา โดยปฏบิ ตั งิ านในสาขาท่ตี นมีความชานาญ 1.2) ยดึ ถอื กฎเกณฑ์ ระเบยี บ วนิ ยั โดยเครง่ ครดั เพอ่ื ใหไ้ ดม้ าตรฐานของงาน เท่าเทยี มกนั 1.3) สายการบงั คบั บญั ชาตอ้ งชดั เจน 1.4) บคุ คลในองคก์ ารตอ้ งไม่คานึงถงึ ความสมั พนั ธส์ ว่ นบคุ คล 1.5) การคดั เลอื กบคุ คล การจา้ งงาน ใหข้ ้ึนกบั ความสามารถ และการเล่อื น ตาแหน่งใหค้ านึงถงึ การประสบความสาเรจ็ ในการทางานและอาวโุ สดว้ ย
1.2.1 ทฤษฎดี ง้ั เดมิ(Classical Organization Theory) 2) การจดั องคก์ ารแบบวทิ ยาศาสตร(์ ScientificManagement) ของ เฟรดเดอรคิ ดบั เบลิ ยู เทเลอร์ (FredericW. Taylor) เป็นการจดั องคก์ ารแบบนาเอาวธิ กี ารศึกษาวทิ ยาศาสตรม์ าวเิ คราะหแ์ ละแกป้ ญั หาเพอ่ื ปรบั ปรุงประสทิ ธภิ าพขององคก์ ารใหด้ ีข้ึน เร่มิ จากการหาความสมั พนั ธร์ ะหว่าง งานและคน ใชม้ าตรฐานการทางานท่มี ปี ระสทิ ธิภาพสูงสดุ เป็นเกณฑพ์ จิ ารณาคา่ ตอบแทน
1.2.2 ทฤษฎสี มยั ใหม่(Neo-Classical Organization Theory)มหี ลกั การวา่ “คนเป็นปจั จยั สาคญั และมอี ทิ ธพิ ลต่อการเพม่ิผลผลติ ขององคก์ าร” เนน้ ใหเ้ หน็ ถงึ ความสาคญั ของคนท่ีทางานรว่ มกนั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล
1.2.3 ทฤษฎสี มยั ปจั จบุ นั(Modern Organization Theory)เนน้ ความสมั พนั ธข์ ององคป์ ระกอบภายในองคก์ ารทกุ สว่ น ไดแ้ ก่ตวั ป้ อน กระบวนการ ผลผลติ ผลกระทบ และสง่ิ แวดลอ้ ม โดยมององคก์ ารในลกั ษะการเคลอ่ื นไหว (Dynamic) และปรบัเขา้ กบั รูปแบบองคก์ ารไดใ้ นทกุ สภาวะแวดลอ้ ม
การแบง่ ประเภทขององคก์ าร ข้ึนอยู่กบั จุดม่งุ หมายขององคก์ ารวา่ เป็นอยา่ งไรโดยสามารถแบง่ องคก์ ารไดด้ งั น้ี1.3.1 การแบง่ องคก์ ารตามความตอ้ งการของบคุ คล1.3.2 การแบ่งองคก์ ารโดยยดึ โครงสรา้ ง1.3.3 การแบ่งองคก์ ารตามจุดมงุ่ หมายขององคก์ าร
แบ่งองคก์ ารไดเ้ ป็น 2 แบบ 1) องคก์ ารเบ้อื งตน้ (Primary Organization) เป็นองคก์ ารท่ี สมาชิกมคี วามสนิทสนมกนั ดี มลี กั ษณะเป็นครอบครวั ญาตมิ ิตร มีลกั ษณะท่ี ไม่มีพธิ รี ตี อง มจี ุดม่งุ หมายเนน้ ไปท่คี วามสนุกสนาน 2) องคก์ ารทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary Organization) เป็น องคก์ ารท่กี าหนดบทบาทและหนา้ ท่ขี องสมาชิกในองคก์ าร มคี วามสมั พนั ธไ์ ม่ แน่นแฟ้ น เป็นไปในลกั ษณะชวั่ คราว มีลกั ษณะเป็นโรงงาน รา้ นคา้ สมาคม สโมสรเป็ นตน้
แบง่ องคก์ ารไดเ้ ป็น 2 แบบ 1) องคก์ ารแบบเป็นทางการ (Formal Organization) เป็น องคก์ ารท่มี ีโครงสรา้ งอย่างเป็นระเบยี บแบบแผนแน่นอน การจดั ตง้ั มีกฎหมาย รองรบั เช่น บรษิ ทั มูลนิธิ หน่วยงานราชการ กรม โรงพยาบาลฯลฯ 2) องคก์ ารแบบไม่เป็นทางการ (Informal Organization) เป็นองคก์ ารท่รี วมกนั หรอื จดั ตง้ั ข้ึนดว้ ยความพงึ พอใจและมคี วามสมั พนั ธ์ สว่ นตวั ไม่มีการจดั ระเบยี บโครงสรา้ งภายใน มกี ารรวมตวั กนั อย่างงา่ ย ๆ และ เลกิ ลม้ ไดง้ า่ ย เช่น ชมรมหรอื กลมุ่ ต่าง ๆ
แบง่ องคก์ ารไดเ้ ป็น 2 แบบ 1) องคก์ ารท่แี สวงผลประโยชน์ (Profit Organization) เป็น องคก์ ารท่มี ่งุ ทางการคา้ การแสวงหาผลกาไรเขา้ องคก์ ารหรอื เขา้ กลุ่มสมาชิก เช่น โรงงานอตุ สาหกรรมท่ผี ลติ สนิ คา้ รา้ นคา้ สานกั งาน 2) องคก์ ารท่ไี ม่แสวงผลประโยชน์ (Non-Profit Organization) เป็นองคก์ ารท่ใี หบ้ รกิ ารเพอ่ื สงั คม เพอ่ื สาธารณประโยชน์ เช่น สมาคมการกศุ ลต่าง ๆ สมาคมศิษยเ์ กา่ มลู นิธิ
หลกั การจดั องคก์ ารท่ดี ีมีองคป์ ระกอบและแนวปฏบิ ตั ิ 12 ขอ้ ดงั ต่อไปน้ี1. หลกั วตั ถปุ ระสงค์ (Objective)องคก์ ารตอ้ งมีวตั ถปุ ระสงคท์ ่กี าหนดไวอ้ ย่างชดั เจน2. หลกั ความรูค้ วามสามารถเฉพาะอยา่ ง (Specialization)องคก์ ารมีการจดั แบง่ งานตามความถนดั พนง. รบั มอบหนา้ ท่เี ฉพาะเพยี งอยา่ งเดียวและงานหนา้ ท่ที ่คี ลา้ ยกนั หรอื สมั พนั ธก์ นั3. หลกั การประสานงาน (Coordination)องคก์ ารตอ้ งทาใหท้ กุ ฝ่ ายรว่ มมอื กนั และทางานสอดคลอ้ งกนั โดยใชห้ ลกัสามคั คธี รรม เพอ่ื ประโยชนข์ ององคก์ าร
4. หลกั ของอานาจหนา้ ท่ี (Authority)องคก์ ารตอ้ งมอี านาจสูงสดุ และสามารถแยกอานาจออกเป็นสาย ไปยงับคุ คลทกุ ๆ คนในองคก์ าร หลกั น้ีเรยี กวา่ หลกั ความลดหลนั่ ของอานาจ(Scalar Principle) หรอื เรยี กวา่ สายการบงั คบั บญั ชา(Chain of Command)5. หลกั ความรบั ผิดชอบ (Responsibility)อานาจหนา้ ท่คี วรจะเท่ากบั ความรบั ผิดชอบ บคุ คลเม่ือไดร้ บั มอบหมายความรบั ผิดชอบกค็ วรจะไดร้ บั มอบหมายอานาจใหเ้ พยี งพอเพ่อื ใหท้ างานไดส้ าเรจ็ ดว้ ยดี
6. หลกั ความสมดลุ (Balance)องคก์ ารตอ้ งมีการมอบหมายปรมิ าณงานใหห้ น่วยงานย่อยทางานไดส้ มดลุกนั มคี วามสมดลุ ระหว่างงานกบั อานาจหนา้ ท่ที ่มี อบหมาย7. หลกั ความตอ่ เน่ือง (Continuity)การจดั องคก์ ารเพ่อื การบรหิ ารงาน ควรเป็ นการกระทาท่ตี อ่ เน่ือง ไม่ใช่ขาดความจรงิ จงั หรอื ไมใ่ หค้ วามสาคญั กบั การดาเนินงาน ซ่ึงจะสง่ ผลต่อความเช่ือถอื
8. หลกั การโตต้ อบและการติดตอ่ (Correspondence)ทกุ ตาแหน่งในองคก์ ารตอ้ งมีการโตต้ อบระหวา่ งกนั และตดิ ต่อสอ่ื สารกนัองคก์ ารจะตอ้ งอานวยความสะดวก จดั ใหม้ เี คร่อื งมอื และการตดิ ตอ่ สอ่ื สารท่เี ป็นระบบ9. หลกั ขอบเขตของการควบคมุ (Span of Control)ผูบ้ งั คบั บญั ชา ควรจะควบคมุ ดูแลผูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชาหรอื จานวนหน่วยงานยอ่ ยไม่มากเกนิ ไป โดยปกติ หวั หนา้ 1 คน มีขอบเขตในการรบั ผิดชอบไม่เกนิ 6 หน่วยงาน
10. หลกั การเอกภาพในการบงั คบั บญั ชา (Unity ofCommand)องคก์ ารท่ดี ี ผูร้ บั คาสงั่ จากผูบ้ งั คบั บญั ชาหรอื หวั หน้างาน ควรมีเพยี งคนเดียวเทา่ น้นั เพอ่ื ใหเ้ กดิ เอกภาพในการบงั คบั บญั ชา ตามหลกั การ‘One Man One Boss’11. หลกั ตามลาดบั ขน้ั (Ordering)ผูบ้ รหิ ารหรอื หวั หนา้ งาน ควรออกคาสงั่ แกผ่ ูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ตามลาดบั ชน้ัของสายการบงั คบั บญั ชา ไม่ควรออกคาสงั่ ขา้ มหนา้ ผูบ้ งั คบั บญั ชาหรอื ผูท้ ่มี ีความรบั ผิดชอบโดยตรง
12. หลกั การเล่อื นขน้ั เล่อื นตาแหน่ง (Promotion)การพจิ ารณาใหค้ ณุ ใหโ้ ทษแกผ่ ูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ควรใหผ้ ูน้ ้นั ทราบและมีสทิ ธิมเี สยี งในการพจิ ารณาดว้ ยเพ่อื ความเป็นธรรมแกผ่ ูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชาของเขา และเพ่อื เป็นการเสรมิ สรา้ งขวญั กาลงั ใจในการทางานของบคุ คลในองคก์ ารดว้ ย
กระบวนการจดั องคก์ ารประกอบดว้ ยกระบวนการ 3 ขน้ั1. พจิ ารณาแยกประเภทของงาน จดั กลมุ่ งาน และออกแบบงานสาหรบั ผู้ทางานแต่ละคน (Identification of Work & GroupWork)ผูบ้ รหิ ารจะตอ้ งพจิ ารณาตรวจสอบแยกประเภทกจิ การของตนว่ามีงานอะไรบา้ งท่จี ะตอ้ งจดั ทา, จดั กลมุ่ งานหรอื จาแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยจาแนกหนา้ ท่แี ต่ละชนิดออกเป็นกลมุ่ ๆ ตามความสามารถและความถนดั ของผูท้ ่จี ะปฏบิ ตั ิ
2. ทาคาบรรยายลกั ษณะงาน (Job Description &Delegation of Authority & Responsibility)จดั ทาคาบรรยายลกั ษณะงาน ระบขุ อบเขตของงานและมอบหมายงานพรอ้ มทง้ั กาหนดความรบั ผิดชอบ และใหอ้ านาจหนา้ ท่ี3. จดั วางความสมั พนั ธ์ (Establishment ofRelationship) จะทาใหท้ ราบวา่ ใครตอ้ งรายงานตอ่ ใคร เพ่อื ให้งานสว่ นต่าง ๆ ดาเนินไปโดยปราศจากขอ้ ขดั แยง้ มีการทางานร่วมกนัอย่างมรี ะเบยี บเพ่อื ใหท้ กุ ฝ่ ายรว่ มมอื กนั ทางานไปสูจ่ ุดหมายเดยี วกนั
สามารถแบง่ ออกเป็น 5 ประเภท1. โครงสรา้ งองคก์ ารตามหนา้ ท่กี ารงาน (FunctionalOrganization Structure)หมายถงึ โครงสรา้ งท่จี ดั ตง้ั ข้ึนโดยแบ่งไปตามประเภทหรอื หนา้ ท่กี ารงานเพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ วา่ ในแตล่ ะแผนกน้นั มหี นา้ ท่ตี อ้ งกระทาอะไรบา้ งขอ้ ดี – ไดค้ นท่มี ีความสามารถทางานในแผนกน้นั ๆ สามารถฝึกให้บคุ คลแผนกน้นั ๆ มคี วามเช่ียวชาญกบั หนา้ ท่ขี องงานน้นั อย่างลกึ ซ้ึงขอ้ เสยี – การแบ่งงานออกเป็นหลายแผนกและมผี ูเ้ ช่ียวชาญหลายคน ทาใหก้ ารวางแผนย่งุ ยาก อาจมกี ารปดั ความรบั ผิดชอบ มกั เนน้ การรวมอานาจไวท้ ่ศี ูนยก์ ลาง
ผูจ้ ดั การใหญ่การซ้อื การผลติ การตลาด การเงนิ บรหิ ารบคุ คล
2. โครงสรา้ งองคก์ ารตามสายงานหลกั (Line OrganizationStructure)หมายถงึ การจดั รูปแบบโครงสรา้ งใหม้ สี ายงานหลกั และมกี ารบงั คบั บญั ชาจากบนลงลา่ งลดหลนั่ เป็นขน้ั ๆ จะไม่มกี ารสงั่ การแบบขา้ มขน้ั ตอนในสายงาน ซ่ึงเหมาะสาหรบั องคก์ ารต่าง ๆ ท่ตี อ้ งการใหม้ กี ารขยายตวั ในอนาคตได้
ผูจ้ ดั การใหญ่ ผจก.ฝ่ ายผลติ ผจก.ฝ่ ายขาย ผจก.ฝ่ ายการเงนิผ.วตั ถดุ บิ ผ.ผลติ ผ.ขาย ผ.โฆษณา ผ.การเงนิ ผ.บญั ชี
3. โครงสรา้ งองคก์ ารแบบคณะท่ปี รกึ ษา (Staff OrganizationStructure)หมายถงึ การโครงสรา้ งโดยการใหม้ ที ่ปี รกึ ษาเขา้ มาช่วยบรหิ ารงาน เพราะท่ปี รกึ ษามีความชานาญเฉพาะดา้ น โดยเฉพาะการใชเ้ ทคโนโลยสี มยั ใหม่ซ่ึงตอ้ งอาศยั ผูเ้ ช่ียวชาญมาช่วยหรอื คอยแนะนา ทาใหอ้ งคก์ ารมองเหน็ความสาคญั ของการมที ่ปี รกึ ษา
คณะท่ปี รกึ ษา ผูจ้ ดั การใหญ่การซ้อื การผลติ การตลาด การเงนิ บรหิ ารบคุ คล
4. โครงสรา้ งองคก์ ารแบบกรรมการบรหิ าร (CommitteesOrganization Structure)หมายถงึ การจดั โครงสรา้ งองคก์ ารโดยใหม้ กี ารบรหิ ารงานในลกั ษณะคณะกรรมการ เช่น คณะกรรมการบรหิ ารงาน อสมท. คณะกรรมการบรหิ ารบรษิ ทั เจรญิ โภคภณั ฑ์ เป็นตน้ขอ้ ดคี อื ช่วยขจดั ปญั หาการบรหิ ารงานแบบผูกขาดของคนๆเดยี วหรอืบรหิ ารแบบเผดจ็ การ ฝ่ ายอน่ื ๆ ประสานงานไดง้ า่ ยข้ึนขอ้ เสยี คอื เกดิ การสูญเสยี ทรพั ยากร เน่ืองจากใชเ้ วลาสว่ นใหญ่ในการประชมุ ถกเถยี ง หรอื อาจเกดิ การแลกเปล่ยี นผลประโยชนใ์ นกรรมการ
5. โครงสรา้ งองคก์ ารแบบอนุกรม (Auxiliary)หมายถงึ หน่วยงานช่วย หรอื เรยี กว่า หน่วยงานแม่บา้ น (HouseKeeping Agency) ซ่ึงเป็นงานเกย่ี วกบั ธุรการและอานวยความสะดวก เช่น งานเลขานุการและงานตรวจสอบภายใน เป็นตน้
ผูจ้ ดั การใหญ่ผูต้ รวจสอบภายใน เลขานุการ ผจก.ฝ่ าย.... ผจก.ฝ่ าย ผจก.ฝ่ าย
การจดั แผนกงาน หมายถงึ การรวมกลมุ่ กจิ กรรมตา่ ง ๆ เขา้ ดว้ ยกนั โดยการรวมกจิ กรรมท่คี ลา้ ยกนั และเกมะสมท่จี ะนามาปฏบิ ตั ิในกล่มุ เดยี วกนัเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั เป็นกลมุ่ แผนก หรอื หน่วยงาน โดยมีหลกั ในการจดั แผนกงานดงั น้ี1. การจดั แผนกงานตามหนา้ ท่ี (Department byFunction) เป็นการจดั องคท์ ่เี ป็นท่ยี อมรบั อย่างกวา้ งขวาง และหนา้ ท่สี ว่ นใหญ่ท่แี ผนกต่าง ๆ จะมีกค็ อื หนา้ ท่ที างดา้ นการผลติ การขายและการเงนิ
ผูจ้ ดั การการผลติ การตลาด การเงนิ บคุ คลผ.วตั ถดุ บิ ผ.ผลติ ผ.ขาย
ขอ้ ดีของจดั แผนกงานตามหนา้ ท่ี - เหมาะกบั ธุรกจิ ขนาดเลก็ ในระยะเร่มิ แรก - เป็นการจดั ท่ถี กู ตอ้ งตามเหตผุ ลในเร่อื งของหนา้ ท่หี ลกั - เม่อื เกดิ ปญั หาข้ึนระหว่างปฏบิ ตั งิ าน ผูบ้ รหิ ารในแต่ละหนา้ ท่กี จ็ ะสามารถทาการประสานงานใหท้ กุ อยา่ งไปโดยสอดคลอ้ งกนั - ถกู ตอ้ งตามหลกั เกณฑข์ องการแบ่งอาชีพตามความถนดั
ขอ้ เสยี ของจดั แผนกงานตามหนา้ ท่ี - ไม่เหมาะกบั ธุรกจิ ท่มี กี ารขยายตวั - การทางานของทกุ กลมุ่ ไม่สามารถเนน้ ถงึ วตั ถปุ ระสงคข์ ององคก์ ารโดยสว่ นรวมได้ - การประสานงานตดิ ต่อระหว่างหนา้ ท่ตี ่าง ๆ เป็นไปไดย้ าก - ไม่เปิดโอกาสใหม้ กี ารฝึกฝนตวั ผูบ้ รหิ ารในระดบั รองลงมาและไม่มโี อกาสเรยี นรูง้ านของสว่ นตา่ ง ๆ
2. การจดั แผนกงานตามประเภทผลติ ภณั ฑ์ (Department byProduct) มกั ใชใ้ นการจดั แผนกงานขององคก์ ารธุรกจิ ขนาดใหญ่ มีกระบวนการผลติ สนิ คา้ หลายอยา่ ง ถา้ ใชก้ ารจดั แผนกงานตามหนา้ ท่ี กจ็ ะทาใหแ้ ต่ละแผนกมงี านมากเกนิ ไป การดูแลผลติ ภณั ฑแ์ ต่ละอย่างอาจดูแลไม่ทวั่ ถงึ การขยายงานกจ็ ะมปี ญั หาอยา่ งมาก ทาใหอ้ งคก์ ารธุรกจิ ขาดความคลอ่ งตวั ในการดาเนินงานและเสยี โอกาสในการแสวงหาผลประโยชนก์ บั องคก์ ารได้
ผูจ้ ดั การฝ่ ายผลติ ภณั ฑ์ ฝ่ ายผลติ ภณั ฑ์ ฝ่ ายผลติ ภณั ฑ์ ฝ่ ายผลติ ภณั ฑ์ แป้ ง สบู่ แชมพู ครมี บารุงผิว
ขอ้ ดีของจดั แผนกงานตามผลติ ภณั ฑ์ - เหมาะสมกบั องคก์ ารท่มี ขี นาดใหญ่ - ช่วยใหผ้ ูบ้ รหิ ารสูงสดุ สามารถมอบหมายอานาจหนา้ ท่ีในการทางานตามหนา้ ท่ตี า่ ง ๆ ใหก้ บั ผูบ้ รหิ ารหน่วยได้ - ช่วยใหป้ ระเภทสนิ คา้ ตา่ ง ๆ ไดร้ บั ความสนใจเตม็ ท่ี - ช่วยใหผ้ ูท้ างานในหนา้ ท่ตี ่าง ๆ มีโอกาสฝึกฝนความรู้ความสามารถของตนในสว่ นท่เี ก่ยี วกบั ผลติ ภณั ฑแ์ ต่ละอยา่ งไดอ้ ย่างดี
ขอ้ เสยี ของจดั แผนกงานตามผลติ ภณั ฑ์ - เกดิ ปญั หาในเร่อื งของการประสานงานในองคก์ าร - หน่วยงานต่าง ๆ ท่แี บง่ แยกตามผลติ ภณั ฑม์ อี านาจมากเกนิ ไป
3. การจดั แผนกงานตามพ้นื ท่ที างภมู ศิ าสตร์ (Department byTerritory) จะคานึงถงึ สภาพทางภมู ศิ าสตรห์ รอื ทาเลท่ตี ง้ั ท่กี จิ การจะตอ้ งเขา้ ไปดาเนินการในพ้นื ท่นี ้นั ๆ เป็นสาคญั มกั ถกู นาไปใชจ้ ดัแผนกงานสาหรบั องคก์ ารธุรกจิ ท่อี าณาเขตการขายกวา้ งขวางและธุรกจิ อยู่ในสภาวะท่มี ีการแข่งขนั สูง
ผูจ้ ดั การฝ่ ายผลติ ฝ่ ายการเงนิ ฝ่ ายการขาย ฝายบคุ คล ภาคเหนือ ภาคตะวนั ตก ภาคกลาง ภาคใต้
ขอ้ ดขี องจดั แผนกงานตามพ้นื ท่ภี มู ศิ าสตร์ - ช่วยใหป้ ระหยดั ค่าใชจ้ า่ ยในการปฏบิ ตั กิ าร ทง้ั ทางดา้ นการผลติและการขายรวมทง้ั คา่ ขนสง่ - แกไ้ ขปญั หาในเร่อื งของการตดิ ตอ่ ภายในของบรษิ ทั - ช่วยใหม้ ีการฝึกฝนและพฒั นาตวั ผูบ้ รหิ ารใหม่ ๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี - ช่วยใหท้ ราบถงึ ความตอ้ งการของทอ้ งถน่ิ ไดด้ กี วา่ จงึ เกดิ จดุ แข็งทางการตลาดได้
ขอ้ เสยี ของจดั แผนกงานตามพ้นื ท่ภี มู ิศาสตร์ - ตอ้ งเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยเพม่ิ ข้ึนในเร่อื งของการประสานงานและการคมนาคม เกดิ ปญั หาเร่อื งการประสานงานในองคก์ าร - หน่วยตาง ๆ ท่แี บ่งแยกตามพ้นื ท่อี าจจะมอี านาจมากเกนิ ไป - ขาดโอกาสฝึกความชานาญเฉพาะดา้ นตามอาชีพเฉพาะอย่าง
4. การจดั แผนกงานตามกระบวนการผลติ (Department byProcess) เป็นการแบง่ แผนกออกเป็นกลมุ่ ตามขน้ั ตอน กระบวนการผลติ หรอื กระแสการไหลของงาน เช่น กจิ การหนงั สอื พมิ พ์ อาจมีการแบ่งแผนกงานเป็น แผนกศิลป์ ทาหนา้ ท่อี อกแบบรูปเลม่ แบบหนา้ โฆษณาแบบตวั อกั ษร แผนกพมิ พ์ แผนกคลงั สนิ คา้ แผนกจดั สง่ สนิ คา้ ฯลฯ
ผูจ้ ดั การแผนกศิลป์ แผนกพมิ พ์ แผนกเขา้ เลม่ แผนก คลงั สนิ คา้ และ จดั สง่ สนิ คา้
ขอ้ ดีของจดั แผนกงานตามกระบวนการผลติ - ช่วยใหเ้ กดิ ผลดจี ากการแบ่งงานกนั ทาตามความถนดั - สะดวกและงา่ ยท่จี ะนามาใชใ้ นระดบั ตา่ ขององคก์ ารขอ้ เสยี ของจดั แผนกงานตามกระบวนการผลติ - การประสานงานระหวา่ งแผนกทาไดย้ าก
5. การจดั แผนกงานตามลูกคา้ (Departmental byCustomer) เป็นวธิ ีจดั แผนกงานท่อี งคก์ ารธุรกจิ จะใหค้ วามสาคญัแกก่ ลมุ่ ลกู คา้ เพราะสนิ คา้ ท่อี งคก์ ารผลติ ออกมาน้นั อาจตอบสนองความตอ้ งการของผูบ้ รโิ ภคแตกตา่ งกนั เน่ืองจากพฤตกิ รรมของกลมุ่ ลูกคา้ ท่จี ะซ้ือสนิ คา้ น้นั แตกต่างกนั
ผูจ้ ดั การฝ่ ายขายหวั หนา้ แผนกขาย หวั หนา้ แผนก หวั หนา้ แผนกขาย ลกู คา้ ท่บี รษิ ทั ขายเอกชน หน่วยราชการ พนกั งาน
ขอ้ ดีของจดั แผนกงานตามลูกคา้ - ช่วยใหส้ ามารถสนองความตอ้ งการของลูกคา้ กลมุ่ ตาง ๆ ไดด้ ี - เป็นการพฒั นาใหม้ ผี ูเ้ ช่ียวชาญและความชานาญในการขายสนิ คา้ใหก้ บั กลมุ่ ลูกคา้ขอ้ เสยี ของจดั แผนกงานตามลูกคา้ - การประสานงานของแตล่ ะหน่วยงานจะเกดิ ข้ึนไดย้ าก เพราะต่างฝ่ ายต่างแข่งขนั กนั - การจดั แบ่งกลมุ่ ลูกคา้ อาจทาไดย้ าก ถา้ ประกอบธุรกจิ หลายประเภท - ถา้ มกี ารเปล่ยี นแปลงในกลมุ่ ลูกคา้ อาจทาใหก้ ารทางานของบางแผนกนอ้ ยลงไปหรอื ไม่มงี านทาเลยกไ็ ด้
อานาจหนา้ ท่ี (Authority) หมายถงึ สทิ ธิอนั ชอบธรรมท่ไี ดร้ บัมอบหมายมาใหส้ งั่ บคุ คลอน่ื ปฏบิ ตั ติ ามท่ตี นตอ้ งการได้ สว่ นใหญ่แลว้ผูบ้ รหิ ารระดบั สูงจะมีการมอบหมายงานใหผ้ ูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชาระดบั ต่อไปความรบั ผดิ ชอบ (Responsibility) คอื ภาระผูกพนั ของบคุ คลในการปฏบิ ตั อิ ยา่ งใดอยา่ งหน่ึงโดยบคุ คลตอ้ งรบั ผิดชอบในการทางานเพอ่ื ใหง้ านสาเรจ็ ตามเป้ าหมาย โดยองคก์ ารท่มี กี ารวางโครงสรา้ งแบบเป็นทางการจะมกี ารกาหนดความรบั ผิดชอบของบคุ คลในการทาหนา้ ท่ใี นกจิ กรรมตา่ ง ๆ อยา่ งชดั เจน
1. ความหมายของการมอบหมายงาน การมอบหมายงาน หมายถงึ การท่ผี ูบ้ งั คบั บญั ชาไดก้ าหนดความรบั ผิดชอบและอานาจหนา้ ท่ี (Assignment ofResponsibility and Authority) หรอื เป็นการกระจายงานในหนา้ ท่ี ความรบั ผิดชอบ (Responsibility) และใหอ้ านาจในการตดั สนิ ใจ (Authority) ภายในขอบเขตท่กี าหนดให้ผูร้ ว่ มงานหรอื ผูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชาไปปฏบิ ตั ิ
2. ขน้ั ตอนการมอบหมายงาน การมอบหมายงาน มสี ว่ นประกอบ 3 ขน้ั ตอน คอื 2.1 ผูบ้ รหิ ารกาหนดภารกจิ หนา้ ท่ใี หแ้ กผ่ ูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชา 2.2 ใหอ้ านาจหนา้ ท่ี สทิ ธิหนา้ ท่ี และทรพั ยากรตามความจาเป็น 2.3 พยายามสรา้ งความรบั ผิดชอบใหเ้ กดิ ข้ึนในตวัผูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชา3. ประเภทของการมอบหมายงาน การมอบหมายงานมี 2 ประเภท
Search