Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์n ๖๖

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์n ๖๖

Published by Guset User, 2023-08-13 04:41:01

Description: กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์n ๖๖

Search

Read the Text Version

วทิ ยศาสตร์ และเทคโนโลยี

หลกั สตู รกลุมสาระการเรียนรู วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เอกสารประกอบหลักสตู รสถานศึกษา โรงเรียน................................................... พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๖ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) สํานกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษา........... เขต ......... สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน

คํานาํ หลักสูตรกลุม สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ฉบับน้ี เปนเอกสารประกอบ หลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรียน................................................... พุทธศักราช ๒๕๖๖ จัดทําเพ่อื เปน กรอบและทิศทางในการจัดการเรียนการสอนในการพัฒนาคุณภาพผูเรียนใหตรงตามมาตรฐาน ตวั ชว้ี ัด และสาระการเรียนรขู องกลุมสาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี โดยพิจารณาตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) มอี งคประกอบ ดงั ตอ ไปนี้ - วสิ ัยทัศน พนั ธกิจ และเปา ประสงค - สมรรถนะสาํ คัญของผเู รยี น และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค - สาระและมาตรฐานการเรียนรู - ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร - คณุ ภาพผูเรยี น - ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรแู กนกลาง - โครงสรางหลกั สตู รกลุม สาระการเรียนรกู ลมุ สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร - คาํ อธบิ ายรายวชิ า - โครงสรา งรายวชิ า - ส่ือ/แหลง เรียนรู - การวดั และประเมินผลการเรยี นรู คณะผูจัดทาํ ขอขอบคุณผูทีม่ สี ว นรวมในการพัฒนาและจัดทําหลักสูตรกลุมสาระการเรยี นรู วิทยาศาสตรฉบับน้ี จนสําเร็จลุลวงเปนอยางดี และหวงั เปนอยางยิ่งวาจะเกิดประโยชนตอการจัด การเรียนรใู หกับผูเรยี นตอ ไป กลุมสาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี คณะผจู ัดทํา ก

สารบญั เรอื่ ง หนา คํานํา.......................................................................................................................................... ก สารบญั ....................................................................................................................................... ข สาระสาํ คญั ................................................................................................................................. ๑ วิสยั ทศั น พนั ธกจิ และเปาประสงค ............................................................................................ ๒ สมรรถนะสําคญั ของผูเ รียน และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค ....................................................... ๒ สาระและมาตรฐานการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร ................................................................................ ๔ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร........................................................................................... ๖ คณุ ภาพผูเรียน ........................................................................................................................... ๙ ตัวชีว้ ัดและสาระการเรยี นรูแกนกลาง......................................................................................... ๑๑ โครงสรา งหลกั สตู รกลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร.................................................................. ๕๔ คําอธบิ ายรายวชิ า....................................................................................................................... ๕๕ โครงสรางรายวิชา....................................................................................................................... ๖๘ สื่อ/แหลง เรยี นรู ......................................................................................................................... ๑๐๕ การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู................................................................................................ ๑๐๖ อภิธานศพั ท................................................................................................................................ ๑๒๕ ข

๑ สาระสาํ คัญ หลกั สูตรกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี โรงเรียน................................ พุทธศักราช ๒๕๖๖ จัดทําขึ้นโดยยึดมาตรฐาน ตัวชี้วัด กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) มุงหวังใหผูเรียนไดเรยี นรูวิทยาศาสตรท่ีเนนการเช่ือมโยงความรูกับกระบวนการ มีทักษะ สําคญั ในการคน ควาและสรา งองคค วามรู โดยใชก ระบวนการในการสืบเสาะหาความรแู ละแกปญ หาที่ หลากหลาย ใหผเู รียนมีสวนรวมในการเรยี นรู ทกุ ขนั้ ตอน มีการทํากิจกรรมดว ยการลงมือปฏิบัตจิ ริง อยางหลากหลาย เหมาะสมกับระดบั ชัน้ โดยกาํ หนดสาระสําคัญ ดังน้ี ๑. วิทยาศาสตรชีวภาพ เรียนรูเกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดลอม องคประกอบของส่ิงมีชีวติ การดํารงชีวติ ของมนุษยแ ละสัตวการดํารงชวี ติ ของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และ ววิ ฒั นาการของสงิ่ มชี ีวติ ๒. วิทยาศาสตรกายภาพ เรียนรูเ กี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคล่ือนท่ี พลังงาน และคล่นื ๓. วิทยาศาสตรโลกและอวกาศ เรียนรูเกี่ยวกับ องคประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลย่ี นแปลงลมฟา อากาศ และผลตอสิง่ มชี ีวิตและสิง่ แวดลอม ๔. เทคโนโลยี ๔.๑ การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรูเ กี่ยวกบั เทคโนโลยเี พอ่ื การดํารงชวี ิต ในสงั คมท่ี มีการเปล่ียนแปลงอยา งรวดเร็ว ใชความรแู ละทกั ษะทางดา นวทิ ยาศาสตรค ณติ ศาสตร และศาสตรอืน่ ๆ เพื่อแกปญหาหรือพัฒนางานอยางมีความคิดสรา งสรรคด วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใชเทคโนโลยอี ยางเหมาะสมโดยคํานึงถึงผลกระทบตอชีวิต สงั คม และส่งิ แวดลอ ม ๔.๒ วิทยาการคํานวณ เรียนรูเกี่ยวกับการคิดเชิงคํานวณ การคดิ วิเคราะหแ กปญหา เปน ขั้นตอนและเปนระบบ ประยกุ ตใชความรูด า นวิทยาการคอมพิวเตอรและเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการแกปญ หาที่พบในชีวิตจริงไดอ ยา งมีประสิทธภิ าพ

๒ วิสัยทศั น พนั ธกิจ และเปาประสงค วสิ ัยทัศน จดั การศึกษาทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน เพ่ือบมเพาะความสามารถ ทางวทิ ยาศาสตร ปลูกฝง การสังเคราะหค วามรแู ละแกปญหาใหกบั นกั เรียน มจี ติ สาธารณะและเจตคติ ทด่ี ตี อ วิชาวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี พนั ธกิจ ๑. ยกระดบั คุณภาพการจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ๒. จัดการศึกษามุงเนนการพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการ แกปญหาทางวทิ ยาศาสตร การจัดการ ทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจโดยใช เทคโนโลยี ตลอดจนสรางทัศนคติท่ีดีดานการเรยี นรูท ักษะและกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร ๓. พัฒนาศักยภาพของครูและนักเรียนตามแนวทางของการปฏิรูปการศึกษาใหทันกับ โลกปจจบุ ัน เปาประสงค ๑. ยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร ๒. ผูเรียนความสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ มีความสามารถในการ แกปญ หา การจัดการทักษะในการสอื่ สาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจเพื่อนําความรคู วามเขา ใจ ในเร่อื งวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีไปใชใ หเ กิดประโยชนตอสังคม และการดาํ รงชวี ิต ๓. ครูผูสอนมีความรูความสามารถในการจัดกจิ กรรมการเรียนรูเพือ่ ใหผูเรียนเกิดทักษะ ท่ีสาํ คญั เพอ่ื เตรยี มความพรอมเดก็ ในศตวรรษท่ี ๒๑ สมรรถนะสาํ คัญของผเู รียน และคุณลักษณะอนั พึงประสงค สมรรถนะสาํ คัญของผูเรียน ๑. ความสามารถในการส่ือสาร เปนความสามารถในการรับและสงสาร มีวฒั นธรรมใน การใชภาษาถายทอดความคิด ความรูความเขาใจ ความรูส กึ และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปลี่ยน ขอ มลู ขาวสารและประสบการณอนั จะเปนประโยชนต อการพฒั นาตนเองและสังคม รวมทัง้ การเจรจา ตอ รองเพ่อื ขจัดและลดปญ หาความขัดแยง ตาง ๆ การเลือกรับหรอื ไมรบั ขอ มลู ขา วสารดวยหลักเหตผุ ล และความถูกตอง ตลอดจนการเลอื กใชวิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธภิ าพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่มีตอ ตนเองและสงั คม

๓ ๒. ความสามารถในการคิด เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห การคิดสังเคราะห การคิด อยางสรางสรรค การคิดอยา งมีวิจารณญาณ และการคดิ เปน ระบบ เพือ่ นําไปสูก ารสราง องคค วามรหู รือสารสนเทศเพื่อการตัดสนิ ใจเกี่ยวกบั ตนเองและสงั คมไดอยา งเหมาะสม ๓. ความสามารถในการแกป ญ หา เปน ความสามารถในการแกป ญหาและอุปสรรคตาง ๆ ที่เผชิญไดอ ยางถูกตอ งเหมาะสมบนพืน้ ฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขาใจ ความสัมพันธแ ละการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณตา ง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู ประยกุ ตความรูม า ใชใ นการปองกันและแกไ ขปญหา และมีการตัดสินใจทมี่ ีประสทิ ธภิ าพโดยคาํ นึงถึงผลกระทบท่ีเกดิ ข้นึ ตอ ตนเอง สังคมและส่งิ แวดลอม ๔. ความสามารถในการใชท กั ษะชีวิต เปนความสามารถในการนาํ กระบวนการตาง ๆ ไป ใชในการดาํ เนนิ ชวี ิตประจําวนั การเรยี นรูดวยตนเอง การเรียนรูอยา งตอเนือ่ ง การทาํ งาน และการ อยูร วมกันในสงั คมดวยการสรางเสริมความสมั พันธอันดีระหวา งบุคคล การจดั การปญหาและความ ขัดแยงตา ง ๆ อยางเหมาะสม การมีเหตผุ ล กตัญกู ตเวที การปรบั ตวั ใหทนั กับการเปลยี่ นแปลงของ สงั คมและสภาพแวดลอ ม และการรูจักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไมพ ึงประสงคท สี่ ง ผลกระทบตอ ตนเองและ ผอู น่ื การรักและภมู ใิ จในความเปนไทยและรักษทอ งถน่ิ ๕. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เปนความสามารถในการเลือก และใช เทคโนโลยี ดานตาง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดานการ เรียนรู การส่อื สาร การทํางาน การแกป ญหาอยางสรางสรรค ถูกตอง เหมาะสม และมีคุณธรรม คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ๑. รกั ชาติ ศาสน กษตั ริย ๒. ซือ่ สัตยส จุ รติ ๓. มวี ินัย ๔. ใฝเ รียนรู ๕. อยูอยางพอเพียง ๖. มุง ม่ันในการทาํ งาน ๗. รกั ความเปนไทย ๘. มีจติ สาธารณะ

๔ สาระและมาตรฐานการเรียนรูกลุม สาระการเรยี นรูว ทิ ยาศาสตร แผนภาพสาระและมาตรฐานการเรยี นรกู ลมุ สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร วทิ ยาศาสตรเพิ่มเตมิ – สาระชีววทิ ยา – สาระเคมี – สาระฟสิกส – สาระโลก ดาราศาสตร และอวกาศ ญวิทยาศาสตรเ พ่ิมเตมิ ญ สาระชวี วทิ ยา สาระเคมี สาระฟส ิกส และสาระโลก ดาราศาสตร และอวกาศ จดั ทำข้นึ สำหรบั ผูเรียนในระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการเรยี นวิทยาศาสตรท จี่ ำเปน ตอ งเรียน เพือ่ เปน พ้ืนฐานสำคัญและเพยี งพอสำหรบั การศกึ ษาตอ และการประกอบอาชพี ดา นวทิ ยาศาสตร

๕ สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตรชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ เขาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธระหวาง สิ่งไมมชี ีวติ กบั ส่ิงมีชีวติ และความสมั พันธร ะหวางสิ่งมีชีวติ กับสิ่งมีชีวติ ตาง ๆ ในระบบนเิ วศ การ ถายทอดพลังงาน การเปลีย่ นแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปญหาและ ผลกระทบท่ีมตี อทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม แนวทางในการอนุรกั ษทรัพยากรธรรมชาติและ การแกไขปญหาสิ่งแวดลอม รวมท้ังนาํ ความรูไ ปใชป ระโยชน มาตรฐาน ว ๑.๒ เขาใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หนวยพืน้ ฐานของสิ่งมีชีวิต การลําเลียงสาร เขา และออกจากเซลลค วามสัมพนั ธข องโครงสรา ง และหนา ท่ีของระบบตา ง ๆ ของสัตวแ ละมนุษยท่ี ทาํ งานสัมพันธกนั ความสมั พันธของโครงสรา ง และหนาท่ี ของอวัยวะตาง ๆ ของพชื ที่ทํางานสัมพันธ กัน รวมทั้งนาํ ความรูไปใชป ระโยชน มาตรฐาน ว ๑.๓ เขาใจกระบวนการและความสําคัญของการถายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลีย่ นแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลตอสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและววิ ัฒนาการของส่ิงมชี วี ติ รวมท้งั นําความรไู ปใชป ระโยชน สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก ายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เขาใจสมบัติของสสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พันธระหวาง สมบัติของสสารกับโครงสรางและแรงยึดเหนี่ยวระหวางอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ เปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี มาตรฐาน ว ๒.๒ เขาใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจําวนั ผลของแรงที่กระทาํ ตอ วัตถุ ลกั ษณะ การเคลอ่ื นท่แี บบตาง ๆ ของวัตถรุ วมทง้ั นาํ ความรูไปใชประโยชน มาตรฐาน ว ๒.๓ เขาใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถายโอน พลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจําวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณท่ีเก่ยี วของกับเสยี ง แสง และคลนื่ แมเหลก็ ไฟฟา รวมท้งั นําความรูไปใชประโยชน สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เขาใจองคประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของ เอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษแ ละระบบสุริยะ รวมทั้งปฏสิ มั พันธภายในระบบสุริยะ ทสี่ งผลตอ สิง่ มีชวี ิต และการประยกุ ตใ ชเทคโนโลยอี วกาศ มาตรฐาน ว ๓.๒ เขาใจองคประกอบและความสัมพันธของระบบโลก กระบวนการ เปล่ียนแปลง ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบตั ิภยั กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา อากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลตอสง่ิ มีชีวติ และสง่ิ แวดลอ ม

๖ สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เขาใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดํารงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลย่ี นแปลง อยางรวดเร็ว ใชความรูและทกั ษะทางดานวิทยาศาสตร คณติ ศาสตร และศาสตรอ่ืน ๆ เพื่อแกป ญหาหรือพัฒนางานอยางมีความคิดสรา งสรรค ดว ยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใชเทคโนโลยอี ยา งเหมาะสม โดยคาํ นงึ ถึงผลกระทบตอชีวติ สังคม และสง่ิ แวดลอม มาตรฐาน ว ๔.๒ เขาใจและใชแนวคิดเชิงคํานวณในการแกปญ หาที่พบในชีวติ จรงิ อยาง เปน ข้นั ตอนและเปนระบบ ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู การทํางาน และการ แกป ญหาไดอยางมปี ระสิทธิภาพ รูเทา ทนั และมีจรยิ ธรรม ทกั ษะและกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร การศึกษาทางวิทยาศาสตรคือ การศึกษาเกี่ยวกับทุก ๆ สิ่งทีอ่ ยูรอบตัวอยา งมรี ะเบียบ แบบแผน เพ่ือใหไ ดขอสรุปและสามารถนําความรูที่ไดมาอธิบายปญ หาตาง ๆ ซึ่งการจะตอบหรือ อธิบายปญหาทสี่ งสัยไดนน้ั จาํ เปนตองมที กั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร (science process skill) หมายถึง ความสามารถ และความชํานาญในการคิด เพื่อคนหาความรู และการแกไขปญหา โดยใชกระบวนการทาง วิทยาศาสตร อาทิ การสังเกต การวัด การคํานวณ การจําแนก การหาความสัมพันธระหวาง สเปสกับเวลา การจัดกระทํา และสื่อความหมายขอมูล การลงความคิดเห็น การพยากรณ การตั้งสมมติฐาน การกําหนดนิยาม การกาํ หนดตวั แปร การทดลอง การวิเคราะห และแปรผลขอมลู การสรุปผลขอมูลไดอยางรวดเร็ว ถูกตอง และแมน ยาํ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ๑๓ ทักษะ แบงเปน ๒ ระดับ คือ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรขั้นพื้นฐาน ๘ ทักษะ และทักษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรขน้ั บรู ณาการ ๕ ทักษะ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข ้ันพืน้ ฐาน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรขัน้ พื้นฐาน เปน ทักษะเพ่ือการแสวงหาความรูทั่วไป ประกอบดวย ๘ ทักษะ ทักษะท่ี ๑ การสังเกต (Observing) หมายถงึ การใชประสาทสมั ผสั ของรางกายอยางใด อยางหนึ่งหรือหลายอยาง ไดแก หู ตา จมกู ลิ้น กายสัมผัส เขา สัมผัสกบั วัตถหุ รือเหตกุ ารณเพื่อให ทราบ และรับรูขอมลู รายละเอียดของสิ่งเหลานั้น โดยปราศจากความคดิ เหน็ สว นตน ขอมูลเหลาน้ี จะประกอบดวย ขอมลู เชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก การสังเกต

๗ ทกั ษะท่ี ๒ การวัด (Measuring) หมายถึง การใชเครื่องมอื สําหรับการวัดขอมูลในเชิง ปริมาณของส่ิงตา ง ๆ เพ่ือใหไดข อมูลเปนตัวเลขในหนวยการวัดที่ถูกตอง แมน ยําได ทั้งนี้ การใช เครอ่ื งมอื จาํ เปนตอ งเลือกใชใ หเ หมาะสมกับส่งิ ทต่ี อ งการวัด รวมถึงเขา ใจวิธกี ารวัด และแสดงขนั้ ตอน การวัดไดอ ยางถกู ตอง ทักษะท่ี ๓ การคาํ นวณ (Using numbers) หมายถงึ การนับจํานวนของวตั ถุ และการนํา ตัวเลขที่ไดจ ากนับ และตัวเลขจากการวัดมาคํานวณดวยสูตรคณิตศาสตร เชน การบวก การลบ การคูณ การหาร เปนตน โดยการเกิดทักษะการคํานวณจะแสดงออกจากการนับที่ถูกตอง สว นการคํานวณจะแสดงออกจากการเลอื กสูตรคณิตศาสตร การแสดงวิธีคํานวณ และการคํานวณ ที่ถูกตอ ง แมนยํา ทักษะท่ี ๔ การจําแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การเรียงลําดบั และการแบงกลุม วัตถหุ รือรายละเอียดขอมูลดวยเกณฑความแตกตา งหรอื ความสมั พนั ธใ ด ๆอยางใดอยางหน่งึ ทกั ษะที่ ๕ การหาความสัมพันธระหวางสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา (Using space/Time relationships) สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่วางทีว่ ัตถุนั้นครองอยู ซ่ึงอาจมีรูปราง เหมือนกันหรอื แตกตางกับวัตถนุ น้ั โดยทั่วไปแบง เปน ๓ มิติ คอื ความกวา ง ความยาว และความสงู ความสัมพันธระหวางสเปสกับสเปสของวัตถุ ไดแก ความสัมพันธระหวาง ๓ มิติ กับ ๒ มิติ ความสัมพันธร ะหวางตําแหนงที่อยูของวัตถหุ นง่ึ กับวตั ถุหน่งึ ความสมั พันธระหวางสเปสของวัตถกุ ับ เวลา ไดแก ความสมั พันธของการเปลี่ยนแปลงตําแหนงของวัตถุกับชวงเวลา หรือความสมั พันธ ของสเปสของวตั ถทุ เี่ ปลยี่ นไปกบั ชวงเวลา ทกั ษะที่ ๖ การจัดกระทํา และสื่อความหมายขอมูล (Communication) หมายถึง การนําขอมลู ที่ไดจ ากการสังเกต และการวัด มาจดั กระทาํ ใหมคี วามหมาย โดยการหาความถี่ การ เรียงลาํ ดับ การจดั กลมุ การคาํ นวณคา เพ่ือใหผูอืน่ เขาใจความหมายไดด ีขึ้น ผา นการเสนอในรูปแบบ ของตาราง แผนภมู ิ วงจร เขยี นหรอื บรรยาย เปน ตน ทกั ษะท่ี ๗ การลงความเห็นจากขอมลู (Inferring) หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นของ ตนตอขอมูลท่ีไดจ ากการสงั เกตอยางมเี หตุผลจากพื้นฐานความรหู รอื ประสบการณท่ีมี ทกั ษะท่ี ๘ การพยากรณ (Predicting) หมายถึง การทาํ นายหรือการคาดคะเนคาํ ตอบ โดยอาศัยขอมูลที่ไดจากการสงั เกตหรอื การทําซํ้า ผานกระบวนการแปรความหายของขอ มูลจาก สมั พันธภายใตความรูทางวิทยาศาสตร

๘ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข ัน้ บรู ณาการ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข้ันบูรณาการ เปน ทักษะกระบวนการขั้นสูงที่มีความ ซับซอนมากขึ้น เพื่อแสวงหาความรู โดยใชทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรขั้นพื้นฐาน เปนพน้ื ฐานในการพฒั นา ประกอบดวย ๕ ทกั ษะ ทักษะที่ ๙ การตั้งสมมติฐาน (Formulating hypotheses) หมายถึง การตั้งคําถาม หรือคดิ คําตอบลวงหนากอนการทดลองเพื่ออธิบายหาความสัมพันธระหวางตัวแปรตา ง ๆ วามี ความสัมพนั ธอ ยา งไร โดยสมมตฐิ านสรางขึ้นจะอาศยั การสังเกต ความรู และประสบการณภ ายใต หลักการ กฎ หรือทฤษฎที ีส่ ามารถอธิบายคาํ ตอบได ทกั ษะที่ ๑๐ การกําหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining operationally) หมายถึง การกําหนดและอธิบายความหมาย และขอบเขตของคําตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับการศึกษา หรือ การทดลองเพือ่ ใหเกิดความเขา ใจตรงกันระหวา งบุคคล ทักษะท่ี ๑๑ การก ําหนด แ ละ ควบคุ มตัว แปร ( Identifying and controlling variables) หมายถงึ การบง ช้ี และกาํ หนดลักษณะตัวแปรใด ๆใหเปนเปน ตัวแปรอสิ ระหรอื ตวั แปร ตน และตัวแปรใด ๆ ใหเ ปน ตัวแปรตาม และตวั แปรใด ๆใหเ ปน ตัวแปรควบคุม ทักษะที่ ๑๒ การทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติ และทําซํ้า ในข้นั ตอนเพื่อหาคาํ ตอบจากสมมตฐิ าน แบง เปน ๓ ขั้นตอน คอื ๑. การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองกอ นการทดลองจริง ๆ เพอ่ื กาํ หนดวิธกี ารและข้ันตอนการทดลองทส่ี ามารถดาํ เนนิ การไดจ ริง รวมถึงวิธีการแกไขปญหาอุปสรรค ท่อี าจเกดิ ขนึ้ ขณะทาํ การทดลองเพอื่ ใหการทดลองสามารถดาํ เนินการใหสําเร็จลุลวงดวยดี ๒. การปฏิบัติการทดลอง หมายถงึ การปฏบิ ัติการทดลองจรงิ ๓. การบนั ทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบนั ทกึ ขอ มลู ที่ไดจากการทดลองซึง่ อาจเปน ผลจากการสังเกต การวดั และอน่ื ๆ ทักษะที่ ๑๓ การตีความหมายขอมูล และการลงขอมูล (Interpreting data and conclusion) หมายถึง การแปรความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบัติของขอมลู ที่มีอยู การตีความหมายขอมลู ในบางคร้ังอาจตอ งใชทกั ษะอนื่ ๆ เชน ทักษะการสังเกต ทักษะการคาํ นวณ

๙ คณุ ภาพผูเ รียน จบชั้นประถมศกึ ษาปที่ ๓ ๑. เขาใจลักษณะทั่วไปของสง่ิ มชี วี ิตและการดํารงชวี ิตของสงิ่ มชี วี ิตรอบตัว ๒. เขาใจลักษณะที่ปรากฏ ชนิดและสมบัติบางประการของวัสดุที่ใชทําวัตถุและ การเปลีย่ นแปลงของวัสดุรอบตวั ๒. เขาใจการดึง การผลัก แรงแมเหล็ก และผลของแรงที่มีตอการเปลี่ยนแปลง การเคลอื่ นที่ของวตั ถุ พลังงานไฟฟา และการผลติ ไฟฟา การเกดิ เสยี ง แสงและการมองเห็น ๓. เขาใจการปรากฏของดวงอาทิตย ดวงจันทร และดาว ปรากฏการณขึ้นและตกของ ดวงอาทติ ย การเกดิ กลางวันกลางคืน การกาํ หนดทศิ ลักษณะของหนิ การจาํ แนกชนิดดินและการใช ประโยชน ลกั ษณะและความสาํ คญั ของอากาศ การเกิดลม ประโยชนและโทษของลม ๔. ต้ังคําถามหรือกําหนดปญหาเกี่ยวกับส่งิ ทจี่ ะเรียนรูตามที่กําหนดใหหรือตามความสนใจ สังเกต สํารวจตรวจสอบโดยใชเครือ่ งมืออยางงาย รวบรวมขอ มลู บนั ทกึ และอธบิ ายผลการสํารวจ ตรวจสอบดวยการเขียนหรือวาดภาพ และสื่อสารสิง่ ที่เรยี นรูดว ยการเลาเร่ือง หรอื ดวยการแสดง ทา ทางเพื่อใหผอู ื่นเขา ใจ ๕. แกปญหาอยางงายโดยใชข้นั ตอนการแกปญหา มีทักษะในการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสารเบือ้ งตน รักษาขอ มูลสวนตัว ๖. แสดงความกระตือรอื รน สนใจทจ่ี ะเรียนรู มคี วามคิดสรา งสรรคเกี่ยวกบั เรื่องท่ีจะศกึ ษา ตามทก่ี าํ หนดให หรือตามความสนใจ มีสวนรว มในการแสดงความคิดเห็น และยอมรบั ฟง ความคิดเหน็ ผูอื่น ๗. แสดงความรบั ผิดชอบดวยการทํางานท่ีไดร ับมอบหมายอยางมุงมั่น รอบคอบ ประหยัด ซอื่ สตั ย จนงานลุลวงเปนผลสําเรจ็ และทาํ งานรว มกบั ผูอืน่ อยางมีความสขุ ๙. ตระหนักถึงประโยชนของการใชความรูและกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการ ดํารงชวี ติ ศกึ ษาหาความรเู พ่ิมเติม ทําโครงงานหรือช้ินงานตามทีก่ ําหนดใหหรือตามความสนใจ จบช้ันประถมศึกษาปที่ ๖ ๑. เขาใจโครงสราง ลกั ษณะเฉพาะและการปรับตวั ของส่ิงมชี วี ิต รวมทงั้ ความสัมพันธของ สง่ิ มีชวี ติ ในแหลงทอี่ ยู การทาํ หนาที่ของสว นตาง ๆ ของพืช และการทาํ งานของระบบยอยอาหารของ มนุษย

๑๐ ๒. เขา ใจสมบัติและการจาํ แนกกลุมของวัสดุ สถานะและการเปล่ียนสถานะของสสารการ ละลาย การเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปลี่ยนแปลงทีผ่ นั กลับไดและผันกลับไมได และการแยกสาร อยา งงาย ๓. เขาใจลักษณะของแรงโนมถวงของโลก แรงลัพธ แรงเสยี ดทาน แรงไฟฟา และผลของ แรงตา ง ๆ ผลที่เกิดจากแรงกระทําตอวัตถุ ความดัน หลักการที่มตี อวัตถุ วงจรไฟฟาอยา งงาย ปรากฏการณเบอื้ งตน ของเสยี ง และแสง ๔. เขา ใจปรากฏการณก ารข้ึนและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปรา งปรากฏของดวงจันทร องคป ระกอบของระบบสรุ ยิ ะ คาบการโคจรของดาวเคราะห ความแตกตา งของดาวเคราะหและ ดาว ฤกษ การขึ้นและตกของกลุมดาวฤกษ การใชแ ผนทีด่ าว การเกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน ของเทคโนโลยีอวกาศ ๕. เขาใจลักษณะของแหลงนํ้า วฏั จักรนํา้ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก นา้ํ คา ง นํา้ คางแขง็ หยาดนํ้าฟา กระบวนการเกดิ หิน วัฏจักรหนิ การใชประโยชนหนิ และแร การเกิดซากดึกดําบรรพ การเกิดลมบก ลมทะเล มรสมุ ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบตั ิภัย การเกิดและ ผลกระทบของปรากฏการณเ รอื นกระจก ๖. คนหาขอมูลอยางมปี ระสทิ ธภิ าพและประเมินความนาเช่ือถือ ตัดสนิ ใจเลือกขอมลู ใช เหตผุ ลเชิงตรรกะในการแกป ญ หา ใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารในการทํางานรว มกัน เขา ใจ สิทธแิ ละหนา ทข่ี องตน เคารพสิทธขิ องผูอ่นื ๗. ตั้งคาํ ถามหรือกําหนดปญหาเก่ียวกบั สงิ่ ที่จะเรยี นรตู ามที่กาํ หนดใหห รือตามความสนใจ คาดคะเนคําตอบหลายแนวทาง สรางสมมติฐานที่สอดคลองกับคําถามหรือปญหาที่จะสํารวจ ตรวจสอบ วางแผนและสํารวจตรวจสอบโดยใชเครื่องมือ อุปกรณ และเทคโนโลยีสารสนเทศท่ี เหมาะสม ในการเก็บรวบรวมขอ มลู ท้งั เชงิ ปริมาณและคณุ ภาพ ๘. วิเคราะหขอมูล ลงความเหน็ และสรุปความสัมพนั ธของขอมูลที่มาจากการสํารวจ ตรวจสอบในรูปแบบท่ีเหมาะสม เพื่อส่ือสารความรูจากผลการสํารวจตรวจสอบไดอ ยา งมีเหตผุ ลและ หลักฐานอา งองิ ๙. แสดงถงึ ความสนใจ มุงม่ัน ในสิ่งท่ีจะเรียนรู มีความคิดสรางสรรคเก่ียวกับเรื่องที่จะ ศึกษาตามความสนใจของตนเอง แสดงความคดิ เห็นของตนเอง ยอมรับในขอมูลที่มีหลกั ฐานอา งอิง และรบั ฟง ความคดิ เหน็ ผูอื่น ๑๐. แสดงความรบั ผดิ ชอบดวยการทาํ งานทีไ่ ดร บั มอบหมายอยางมงุ มนั่ รอบคอบ ประหยดั ซอ่ื สัตย จนงานลุลวงเปนผลสําเรจ็ และทํางานรวมกบั ผอู ่นื อยางสรา งสรรค

๑๑ ๑๑. ตระหนกั ในคุณคาของความรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ใชความรูแ ละกระบวนการ ทางวิทยาศาสตรใ นการดํารงชวี ติ แสดงความชน่ื ชม ยกยอง และเคารพสทิ ธใิ นผลงานของผูคิดคน และ ศกึ ษาหาความรูเพิ่มเติม ทาํ โครงงานหรอื ชนิ้ งานตามท่กี ําหนดใหหรอื ตามความสนใจ ๑๒. แสดงถงึ ความซาบซ้งึ หวงใย แสดงพฤติกรรมเกีย่ วกับการใช การดูแลรักษาทรัพยากร ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอมอยางรคู ุณคา ตัวชี้วัดและสาระการเรยี นรูแกนกลาง สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ เขาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธระหวางสิ่งไมมีชีวิต กับส่ิงมีชวี ติ และความสัมพันธระหวา งสิ่งมีชีวิตกับสง่ิ มชี ีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศการถายทอดพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบที่มีตอ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม แนวทางในการอนุรักษท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแกไขปญ หา สิ่งแวดลอ ม รวมท้งั นําความรูไปใชประโยชน ชน้ั ตวั ชีว้ ัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแ กนกลาง ป.๑ ๑. ระบชุ ือ่ พชื และสัตวท ี่อาศยั อยู • บริเวณตาง ๆ ในทอ งถน่ิ เชน สนามหญา ใตตนไม สวนหยอม แหลงนํา้ อาจพบพืชและ บรเิ วณตา ง ๆ จากขอมลู ทร่ี วบรวมได สตั วหลายชนดิ อาศยั อยู ๒. บอกสภาพแวดลอมท่เี หมาะสม • บรเิ วณที่แตกตางกนั อาจพบพชื และสัตว กับการดาํ รงชีวิตของสัตวใ นบรเิ วณ แตกตางกนั เพราะสภาพแวดลอ มของแตล ะ ท่อี าศยั อยู บรเิ วณ จะมีความเหมาะสมตอการดาํ รงชีวติ ของพชื และสัตวท อ่ี าศัยอยใู นแตล ะบริเวณ เชน สระนา้ํ มนี ํา้ เปน ท่ีอยูอ าศยั ของหอย ปลา สาหราย เปนที่หลบภัยและมแี หลงอาหารของ หอยและปลา บรเิ วณตน มะมวงมีตนมะมว ง เปน แหลงทอ่ี ยูและมอี าหารสําหรับกระรอก และมด • ถาสภาพแวดลอ มในบรเิ วณท่พี ืชและสตั ว อาศัยอยมู ีการเปลย่ี นแปลง จะมผี ลตอ การดาํ รงชวี ติ ของพืชและสัตว

๑๒ ชั้น ตวั ชีว้ ดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ป.๒ - - ป.๓ - - ป.๔ - - ป.๕ ๑. บรรยายโครงสรา งและลกั ษณะ • สิง่ มชี ีวติ ท้ังพชื และสตั วม ีโครงสรา งและ ของสง่ิ มีชวี ติ ทเี่ หมาะสมกับการดาํ รงชีวิต ลักษณะท่ีเหมาะสมในแตล ะแหลง ทีอ่ ยู ซงึ่ เปน ซงึ่ เปนผลมาจากการปรบั ตวั ของสง่ิ มีชวี ติ ผลมาจากการปรับตวั ของส่งิ มีชวี ิต เพ่อื ให ในแตล ะแหลง ทีอ่ ยู ดาํ รงชวี ิตและอยรู อดไดใ นแตละแหลง ที่อยู เชน ผักตบชวามชี องอากาศในกานใบชวยให ลอยนาํ้ ได ตน โกงกางท่ีขน้ึ อยใู นปา ชายเลน มรี ากค้าํ จุนทําใหล ําตน ไมลม ปลามีครบี ชว ย ในการเคลื่อนทีใ่ นน้ํา ๒. อธิบายความสัมพนั ธร ะหวา ง • ในแหลงท่ีอยหู นง่ึ ๆ สิง่ มีชีวติ จะมี ส่งิ มีชีวติ กับสิ่งมีชีวติ และความสัมพันธ ความสมั พนั ธซ ง่ึ กันและกัน และสัมพันธกับ ระหวางส่ิงมชี วี ิตกบั ส่ิงไมม ีชีวติ เพอ่ื สง่ิ ไมมชี วี ิต เพ่ือประโยชนตอการดาํ รงชวี ติ ประโยชนต อ การดํารงชวี ติ เชน ความสัมพันธก ันดา นการกินกนั เปน ๓. เขียนโซอาหารและระบุบทบาทหนา ที่ อาหาร เปนแหลง ทอี่ ยูอาศยั หลบภัย ของส่ิงมชี ีวิตทีเ่ ปน ผผู ลิตและผูบรโิ ภคใน และเลย้ี งดลู กู ออน ใชอ ากาศในการหายใจ โซอาหาร • สง่ิ มีชวี ติ มีการกินกนั เปน อาหาร โดยกิน ๔. ตระหนักในคุณคา ของสง่ิ แวดลอ มที่ ตอกนั เปน ทอด ๆ ในรปู แบบของโซอ าหาร มตี อ การดํารงชีวติ ของสง่ิ มชี ีวติ โดยมี ทําใหส ามารถระบบุ ทบาทหนาท่ขี องส่งิ มชี ีวิต สวนรวมในการดูแลรักษาส่ิงแวดลอม เปนผูผลิตและผูบรโิ ภค ป.๖ - -

๑๓ สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตรชวี ภาพ มาตรฐาน ว ๑.๒ เขาใจสมบัตขิ องสิง่ มีชีวติ หนว ยพนื้ ฐานของสงิ่ มชี วี ติ การลาํ เลียงสารเขา และออก จากเซลลค วามสมั พันธของโครงสราง และหนาทข่ี องระบบตาง ๆ ของสตั วแ ละมนุษยทีท่ าํ งานสัมพันธ กนั ความสัมพันธข องโครงสรา ง และหนา ที่ ของอวัยวะตาง ๆ ของพืชทท่ี ํางานสมั พันธกัน รวมทั้งนาํ ความรูไปใชประโยชน ชั้น ตัวชีว้ ัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง ป.๑ ๑. ระบุชือ่ บรรยายลักษณะและบอก • มนษุ ยมสี วนตา ง ๆ ทม่ี ีลักษณะและหนา ท่ี หนาทีข่ องสวนตาง ๆ ของรา งกายมนษุ ย แตกตางกนั เพื่อใหเหมาะสมในการดํารงชีวติ สัตวแ ละพืชรวมท้งั บรรยายการทําหนา ที่ เชน ตามหี นาทไี่ วม องดโู ดยมีหนงั ตาและ รว มกันของสว นตา ง ๆ ของรางกาย ขนตา เพอ่ื ปองกนั อนั ตรายใหก บั ตา หูมหี นา ที่ มนษุ ยใ นการทํากจิ กรรมตา ง ๆ รับฟง เสยี ง โดยมใี บหูและรูหเู พอ่ื เปนทางผา น จากขอ มลู ทร่ี วบรวมได ของเสยี ง ปากมีหนาท่ีพดู กินอาหาร ๒. ตระหนกั ถงึ ความสําคัญของ มีชอ งปากและมีรมิ ฝปากบนลาง แขนและมือ สวนตาง ๆ ของรางกายตนเอง มีหนาท่ียก หยิบ จบั มีทอนแขนและนวิ้ มือ โดยการดแู ลสวนตาง ๆ อยางถกู ตอ ง ทีข่ ยบั ไดส มองมีหนา ที่ควบคมุ การทาํ งาน ใหปลอดภัย และรักษาความสะอาด ของสวนตา ง ๆ ของรา งกายอยใู นกะโหลก อยูเสมอ ศรี ษะ โดยสวนตาง ๆ ของรางกาย จะทาํ หนาที่รว มกนั ในการทาํ กจิ กรรม ในชวี ติ ประจาํ วนั • สตั วม หี ลายชนดิ แตล ะชนิดมสี ว นตาง ๆ ท่มี ีลักษณะและหนา ที่แตกตา งกนั เพ่อื ให เหมาะสมในการดาํ รงชวี ิต เชน ปลามคี รีบ เปน แผน สวนกบ เตา แมว มขี า ๔ ขา และ มีเทาสาํ หรบั ใชใ นการเคลื่อนที่ • พืชมสี ว นตา ง ๆ ทมี่ ีลักษณะและหนาท่ี แตกตา งกันเพ่ือใหเ หมาะสมในการดาํ รงชีวติ โดยทัว่ ไป รากมลี กั ษณะเรียวยาว และแตก แขนงเปนรากเลก็ ๆ ทําหนา ท่ดี ดู น้ํา ลําตน มลี กั ษณะเปน ทรงกระบอก ตัง้ ตรงและ

๑๔ ช้นั ตัวชีว้ ดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง มกี ่งิ กาน ทําหนา ทชี่ ูกิ่งกา น ใบ และดอก ใบมลี ักษณะเปนแผนแบน ทาํ หนาท่ี สรา งอาหาร นอกจากนี้พืชหลายชนดิ อาจมี ดอกที่มสี ีรปู รางตาง ๆ ทําหนาทีส่ ืบพนั ธุ รวมท้ังมีผลทม่ี ีเปลอื ก มีเน้ือหอหมุ เมล็ด และมเี มลด็ ซึ่งสามารถงอกเปนตนใหมได • มนุษยใชส วนตาง ๆ ของรา งกายในการทํา กจิ กรรมตาง ๆ เพื่อการดาํ รงชวี ติ มนุษยจึง ควรใชสวนตาง ๆ ของรา งกายอยางถูกตอ ง ปลอดภยั และรกั ษาความสะอาดอยเู สมอ เชน ใชตามองตัวหนงั สือในทท่ี ี่มีแสงสวางเพียงพอ ดูแลตาใหป ลอดภัยจากอันตราย และรกั ษา ความสะอาดตาอยูเสมอ ป.๒ ๑. ระบุวา พืชตอ งการแสงและนํ้า • พืชตองการนํา้ แสง เพื่อการเจริญเตบิ โต เพ่ือการเจริญเติบโต โดยใชข อ มูล จากหลักฐานเชิงประจกั ษ ๒. ตระหนกั ถึงความจําเปนท่ีพืช ตองไดร ับนํ้าและแสงเพ่อื การเจริญเติบโต โดยดูแลพืชใหไดรับสง่ิ ดงั กลา ว อยางเหมาะสม ๓. สรา งแบบจําลองทบี่ รรยายวฏั จกั ร • พชื ดอกเม่ือเจรญิ เติบโตและมีดอก ดอกจะมี ชวี ิตของพืชดอก การสืบพนั ธเุ ปล่ียนแปลงไปเปนผล ภายในผล มเี มล็ดเมอื่ เมล็ดงอก ตน ออ นท่อี ยูภ ายในเมล็ด จะเจรญิ เตบิ โตเปน พืชตน ใหม พืชตน ใหมจ ะ เจรญิ เตบิ โตออกดอกเพื่อสืบพนั ธมุ ีผลตอไป ไดอ ีก หมนุ เวียนตอ เน่ืองเปน วัฏจักรชีวิต ของพืชดอก

๑๕ ชน้ั ตวั ชีว้ ัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ป.๓ ๑. บรรยายสงิ่ ทจี่ ําเปนตอการดาํ รงชวี ิต • มนษุ ยและสัตวตองการอาหาร นํ้า และ และการเจรญิ เตบิ โตของมนุษยและสตั ว อากาศ เพ่ือการดํารงชวี ิตและการเจรญิ เตบิ โต โดยใชข อ มลู ทรี่ วบรวมได ๒. ตระหนกั ถึงประโยชนข องอาหาร น้ํา • อาหารชวยใหรางกายแข็งแรง และอากาศ โดยการดูแลตนเองและสตั ว และเจริญเตบิ โต นํา้ ชว ยใหร างกายทาํ งานได ใหไดรบั สงิ่ เหลาน้อี ยางเหมาะสม อยา งปกติ อากาศใชใ นการหายใจ ๓. สรา งแบบจําลองที่บรรยายวฏั จกั ร • สตั วเ ม่อื เปน ตวั เต็มวยั จะสบื พนั ธุม ลี ูก ชวี ิตของสัตวและเปรยี บเทยี บวัฏจักรชีวติ เมอ่ื ลกู เจรญิ เตบิ โตเปน ตวั เตม็ วัยก็สืบพันธุ ของสัตวบ างชนดิ มลี ูกตอ ไปไดอกี หมนุ เวียนตอ เนอ่ื งเปนวัฏจักร ๔. ตระหนกั ถงึ คุณคา ของชวี ิตสัตว ชีวิตของสัตว ซง่ึ สัตวแ ตล ะชนิด เชน ผีเสอ้ื กบ โดยไมทําใหวัฏจักรชีวิตของสัตว ไก มนุษย จะมีวัฏจักรชวี ิตท่เี ฉพาะ เปล่ยี นแปลง และแตกตา งกนั ป.๔ ๑. บรรยายหนา ท่ีของราก ลําตน ใบ • สว นตา ง ๆ ของพชื ดอกทําหนาท่แี ตกตา งกนั และดอกของพืชดอก โดยใชขอมูล - รากทาํ หนา ท่ีดดู นํ้าและธาตุอาหารขน้ึ ไปยงั ทรี่ วบรวมได ลาํ ตน - ลําตน ทําหนา ทล่ี ําเลยี งนาํ้ ตอไปยงั สว นตา ง ๆ ของพืช - ใบทําหนา ทสี่ รางอาหาร อาหารทีพ่ ืช สรางขน้ึ คือ นํา้ ตาลซงึ่ จะเปล่ยี นเปนแปง - ดอกทําหนาท่สี ืบพันธุ ประกอบดว ย สวนประกอบตาง ๆไดแ ก กลบี เล้ยี ง กลีบดอก เกสรเพศผแู ละเกสรเพศเมีย ซงึ่ สว นประกอบ แตล ะสวนของดอกทําหนา ทแ่ี ตกตา งกัน ป.๕ - - ป.๖ ๑. ระบสุ ารอาหารและบอกประโยชน • สารอาหารทอ่ี ยูใ นอาหารมี๖ ประเภท ไดแก ของสารอาหารแตละประเภทจากอาหาร คารโ บไฮเดรต โปรตนี ไขมนั เกลือแร วิตามิน ทีต่ นเองรบั ประทาน และนา้ํ ๒. บอกแนวทางในการเลอื กรับประทาน • อาหารแตล ะชนิดประกอบดวยสารอาหาร อาหารใหไ ดส ารอาหารครบถว น ท่ีแตกตา งกนั อาหารบางอยา งประกอบดวย

๑๖ ช้ัน ตัวช้วี ัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ในสดั สวนที่เหมาะสมกบั เพศและวยั สารอาหารประเภทเดยี ว อาหารบางอยาง รวมท้งั ความปลอดภยั ตอ สขุ ภาพ ประกอบดวยสารอาหารมากกวา หนง่ึ ประเภท ๓. ตระหนักถึงความสําคัญของ • สารอาหารแตละประเภทมีประโยชนตอ สารอาหาร โดยการเลอื กรบั ประทาน รา งกายแตกตา งกัน โดยคารโบไฮเดรต อาหารทีม่ ีสารอาหารครบถวน โปรตีน และไขมนั เปน สารอาหารที่ให ในสัดสวนท่ีเหมาะสมกบั เพศและวัย พลังงานแกร า งกายสวนเกลอื แร รวมท้งั ปลอดภยั ตอสุขภาพ วติ ามนิ และนํา้ เปน สารอาหารท่ีไมใ ห พลงั งานแกรางกาย แตชว ยใหร างกายทาํ งาน ๔. สรางแบบจาํ ลองระบบยอยอาหาร ไดเ ปนปกติ และบรรยายหนา ทขี่ องอวัยวะในระบบ • การรบั ประทานอาหาร เพ่อื ใหร างกายเจรญิ ยอ ยอาหาร รวมทง้ั อธบิ ายการยอย เติบโต มีการเปลีย่ นแปลงของรา งกายตามเพศ อาหารและการดูดซึมสารอาหาร และวัย และมสี ขุ ภาพดี จําเปนตอ ง ๕. ตระหนักถงึ ความสําคัญของระบบ รับประทานใหไดพลงั งานเพียงพอกบั ยอ ยอาหาร โดยการบอกแนวทางใน ความตองการของรา งกาย และใหได การดูแลรักษาอวัยวะในระบบยอย สารอาหารครบถว น ในสดั สว นที่เหมาะสมกับ อาหารใหท ํางานเปนปกติ เพศและวัย รวมทัง้ ตอ งคาํ นึงถึงชนดิ และปรมิ าณของวัตถุเจอื ปนในอาหาร เพอ่ื ความปลอดภยั ตอสขุ ภาพ • ระบบยอ ยอาหารประกอบดว ยอวยั วะตาง ๆ ไดแ ก ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลําไสเล็ก ลาํ ไสใหญ ทวารหนัก ตับและ ตับออ น ซ่ึงทาํ หนา ทรี่ วมกันในการยอย และดดู ซมึ สารอาหาร - ปากมีฟนชว ยบดเคยี้ วอาหารใหม ขี นาด เลก็ ลงและมีล้นิ ชวยคลุกเคลา อาหารกับ นํา้ ลาย ในนํ้าลายมเี อนไซมย อ ยแปง ใหเปน น้ําตาล - หลอดอาหารทําหนา ทล่ี ําเลียงอาหารจาก ปากไปยงั กระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะ

๑๗ ชนั้ ตัวช้ีวัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรูแ กนกลาง อาหาร มีการยอยโปรตีนโดยกรดและเอนไซม ทสี่ รา งจากกระเพาะอาหาร - ลําไสเ ลก็ มเี อนไซมทส่ี รา งจากผนังลาํ ไสเล็ก เองและจากตับออ นท่ีชว ยยอ ยโปรตนี คารโบไฮเดรต และไขมนั โดยโปรตนี คารโ บไฮเดรต และไขมนั ทผี่ า นการยอ ยจน เปนสารอาหารขนาดเล็กพอทีจ่ ะดูดซึมได รวมถงึ นํา้ เกลอื แรแ ละวิตามนิ จะถกู ดดู ซมึ ที่ ผนงั ลําไสเ ล็กเขา สูกระแสเลือด เพือ่ ลําเลียงไป ยงั สว นตาง ๆ ของรา งกาย ซง่ึ โปรตนี คารโบไฮเดรต และไขมัน จะถูกนําไปใช เปนแหลง พลงั งานสาํ หรับใชใ นกิจกรรมตาง ๆ สวนน้ํา เกลือแรและวิตามิน จะชวยให รา งกายทํางานไดเปน ปกติ - ตับสรา งนา้ํ ดแี ลว สง มายังลําไสเล็ก ชว ยให ไขมันแตกตัว - ลําไสใหญทาํ หนา ทดี่ ูดน้ําและเกลือแร เปน บรเิ วณท่ีมอี าหารท่ียอยไมไ ดห รอื ยอ ย ไมห มดเปน กากอาหาร ซ่งึ จะถกู กําจัดออก ทางทวารหนัก • อวยั วะตา ง ๆ ในระบบยอยอาหาร มีความสาํ คญั จงึ ควรปฏิบัตติ น ดแู ลรกั ษา อวยั วะใหทํางานเปน ปกติ

๑๘ สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตรช วี ภาพ มาตรฐาน ว ๑.๓ เขาใจกระบวนการและความสําคัญของการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพนั ธุกรรมทีม่ ผี ลตอส่ิงมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและ ววิ ฒั นาการของสิง่ มีชีวติ รวมท้ังนําความรไู ปใชป ระโยชน ช้นั ตัวชวี้ ดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ป.๑ - - ป.๒ ๑. เปรยี บเทยี บลกั ษณะของสงิ่ มชี ีวติ • สง่ิ ทอ่ี ยรู อบตวั เรามที ้งั ที่เปนสง่ิ มีชีวิต และ และส่ิงไมมีชีวิต สง่ิ มชี ีวติ ตอ งการอาหาร สิง่ ไมม ชี ีวติ จากขอ มูลท่รี วบรวมได มีการหายใจเจรญิ เตบิ โตขับถายเคลอ่ื นไหว ตอบสนองตอ ส่ิงเรา และสืบพันธุไดลูกที่มี ป.๓ - ลกั ษณะคลายคลงึ กับพอ แม สว นสิง่ ไมมีชวี ติ ป.๔ ๑. จําแนกสง่ิ มชี ีวิตโดยใชค วามเหมอื น จะไมมลี กั ษณะดังกลาว - และความแตกตา งของลกั ษณะของ • ส่ิงมชี ีวิตมหี ลายชนดิ สามารถจดั กลุมได สิ่งมีชีวติ ออกเปนกลุม พืช กลุมสัตวแ ละ โดยใชความเหมือนและความแตกตา งของ กลมุ ท่ไี มใชพชื และสตั ว ลกั ษณะตาง ๆ เชน กลมุ พชื สรางอาหารเองได และเคลอื่ นทด่ี ว ยตนเองไมได กลมุ สตั วก นิ ๒. จาํ แนกพืชออกเปน พืชดอก และ สิ่งมชี ีวติ อนื่ เปน อาหาร และเคลือ่ นทไี่ ดก ลมุ ที่ พชื ไมม ีดอก โดยใชการมีดอกเปน ไมใ ชพชื และสัตว เชน เหด็ รา จุลินทรยี  เกณฑโดยใชขอมูลทร่ี วบรวมได • การจําแนกพืช สามารถใชก ารมดี อก ๓. จาํ แนกสัตวออกเปนสตั วม ีกระดูก เปนเกณฑในการจําแนก ไดเปนพชื ดอก สันหลัง และสตั วไมม ีกระดกู สนั หลงั และพชื ไมมีดอก โดยใชการมีกระดกู สนั หลงั เปนเกณฑ • การจาํ แนกสตั วส ามารถใชก ารมกี ระดกู โดยใชข อ มลู ท่รี วบรวมได สนั หลงั เปนเกณฑในการจาํ แนกไดเ ปนสตั ว ๔. บรรยายลักษณะเฉพาะท่ีสังเกตได มีกระดกู สนั หลงั และสัตวไ มม ีกระดูกสันหลงั ของสตั วม ีกระดูกสันหลงั ในกลุมปลา • สัตวม กี ระดูกสันหลังมหี ลายกลุม ไดแก กลมุ ปลา กลมุ สตั วส ะเทินนํ้า สะเทนิ บก กลมุ สตั วเลื้อยคลาน กลุมนก และกลมุ สตั ว

๑๙ ชน้ั ตัวชว้ี ัด (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง กลมุ สตั วสะเทนิ นา้ํ สะเทินบก เลีย้ งลกู ดวยน้ํานม ซงึ่ แตล ะกลมุ จะมลี ักษณะ กลุม สตั วเ ลื้อยคลาน กลุมนก และ เฉพาะทีส่ งั เกตได กลุม สตั วเลย้ี งลูกดว ยนํ้านม และ ยกตวั อยา งส่ิงมีชีวติ ในแตล ะกลุม • ส่ิงมีชีวติ ทั้งพืช สัตวแ ละมนุษยเมอื่ โตเต็มท่ี จะมกี ารสืบพนั ธุเพอ่ื เพ่มิ จํานวนและดาํ รงพันธุ ป.๕ ๑. อธิบายลกั ษณะทางพันธุกรรมที่มี โดยลกู ทเี่ กดิ มาจะไดร ับการถายทอดลักษณะ การถา ยทอดจากพอ แมส ูล ูกของพชื ทางพันธุกรรมจากพอ แม ทาํ ใหมีลักษณะ สตั ว และมนษุ ย ทางพันธุกรรมท่เี ฉพาะแตกตางจากส่งิ มีชีวติ ๒. แสดงความอยากรอู ยากเห็น โดย ชนดิ อน่ื การถามคําถามเกย่ี วกบั ลักษณะที่ • พืชมกี ารถายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม คลายคลึงกนั ของตนเองกับพอแม เชน ลักษณะของใบ สดี อก • สัตวม ีการถายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม ป.๖ - เชน สขี น ลักษณะของขน ลักษณะของหู • มนษุ ยม กี ารถายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม เชน เชงิ ผมทีห่ นา ผากลกั ยม้ิ ลักษณะหนงั ตา การหอลนิ้ ลกั ษณะของติง่ หู -

๒๐ สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก ายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา ใจสมบตั ิของสสาร องคประกอบของสสาร ความสัมพนั ธร ะหวางสมบตั ิ ของสสารกบั โครงสรางและแรงยดึ เหนี่ยวระหวา งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลย่ี นแปลง สถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิด ปฏกิ ิรยิ าเคมี ชัน้ ตัวชีว้ ัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง ป.๑ ๑. อธิบายสมบตั ทิ สี่ ังเกตไดข องวสั ดทุ ีใ่ ช • วัสดทุ ี่ใชทําวตั ถทุ เี่ ปน ของเลน ของใช ทําวตั ถุ ซึ่งทําจากวสั ดชุ นิดเดยี ว หรือ มีหลายชนดิ เชน ผา แกว พลาสติก ยาง ไม หลายชนดิ ประกอบกนั โดยใชหลกั ฐาน อิฐ หิน กระดาษ โลหะ วสั ดแุ ตละชนดิ เชิงประจกั ษ มสี มบตั ิท่ีสังเกตไดตา ง ๆ เชน สนี มุ แข็ง ๒. ระบุชนิดของวัสดแุ ละจัดกลุมวสั ดุ ขรุขระ เรยี บ ใส ขนุ ยดื หดได บิดงอได ตามสมบตั ทิ สี่ ังเกตได • สมบัติทส่ี งั เกตไดของวสั ดุแตละชนิดอาจ เหมือนกนั ซ่งึ สามารถนาํ มาใชเ ปนเกณฑใน การจดั กลุมวสั ดไุ ด • วัสดบุ างอยา งสามารถนํามาประกอบกนั เพือ่ ทาํ เปนวตั ถุตา ง ๆ เชน ผา และกระดมุ ใชทําเส้ือ ไม และโลหะ ใชท ํากระทะ ป.๒ ๑. เปรียบเทียบสมบตั ิการดูดซบั นํา้ • วสั ดุแตละชนิดมีสมบตั ิการดดู ซับนา้ํ ของวัสดโุ ดยใชหลักฐานเชิงประจกั ษ แตกตางกัน จึงนาํ ไปทําวตั ถเุ พ่อื ใชป ระโยชน และระบุการนําสมบตั ิการดดู ซบั นา้ํ ไดแตกตา งกัน เชน ใชผาทด่ี ดู ซบั น้ําไดม าก ของวสั ดุไปประยุกตใ ชในการทําวตั ถุ ทําผาเชด็ ตัว ใชพ ลาสตกิ ซึ่งไมด ดู ซบั นา้ํ ทาํ รม ในชวี ติ ประจําวัน ๒. อธบิ ายสมบตั ิทีส่ ังเกตไดข องวสั ดุ • วสั ดุบางอยางสามารถนํามาผสมกัน ซึ่งทาํ ให ท่ีเกดิ จากการนําวสั ดมุ าผสมกันโดยใช ไดสมบัติทเี่ หมาะสม เพื่อนําไปใชป ระโยชน หลกั ฐานเชงิ ประจักษ ตามตองการ เชน แปงผสมน้าํ ตาลและกะทิ ใชทาํ ขนมไทย ปูนปลาสเตอรผสมเยือ่ กระดาษใชท ํากระปกุ ออมสนิ ปนู ผสมหิน ทราย และนํ้าใชท าํ คอนกรีต ๓. เปรียบเทียบสมบตั ิทสี่ งั เกตไดของวสั ดุ • การนาํ วัสดุมาทาํ เปน วัตถุในการใชง านตาม เพอ่ื นํามาทําเปน วัตถุในการใชง าน

๒๑ ช้ัน ตวั ชี้วดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง ตามวตั ถุประสงค และอธิบายการนําวสั ดุ วตั ถุประสงคขนึ้ อยกู ับสมบตั ขิ องวสั ดุวสั ดุ ท่ีใชแ ลว กลบั มาใชใ หมโ ดยใชหลักฐาน ทใี่ ชแลวอาจนํากลบั มาใชใ หมไ ด เชน เชิงประจกั ษ กระดาษใชแ ลว อาจนาํ มาทําเปน จรวด ๔. ตระหนักถึงประโยชนข องการนํา กระดาษ ดอกไมป ระดษิ ฐ ถุงใสของ วัสดุทใี่ ชแลวกลบั มาใชใ หม โดยการนาํ วัสดุทใ่ี ชแลวกลับมาใชใหม ป.๓ ๑. อธิบายวา วตั ถปุ ระกอบข้ึนจาก • วตั ถอุ าจทําจากชน้ิ สว นยอย ๆ ซึ่งแตล ะชนิ้ ชน้ิ สว นยอ ย ๆ ซึง่ สามารถแยกออก มลี กั ษณะเหมือนกนั มาประกอบเขาดว ยกัน จากกันไดแ ละประกอบกนั เปน วัตถุชิน้ เมอื่ แยกช้นิ สวนยอ ย ๆ แตละชิน้ ของวตั ถุ ใหมไดโดยใชห ลกั ฐานเชิงประจักษ ออกจากกนั สามารถนําชิ้นสวนเหลานั้นมา ประกอบเปนวตั ถุชิ้นใหมไ ด เชน กาํ แพงบาน มีกอนอฐิ หลาย ๆ กอ นประกอบเขา ดว ยกนั และสามารถนาํ กอนอิฐจากกําแพงบาน มาประกอบเปนพ้นื ทางเดินได ๒. อธบิ ายการเปลย่ี นแปลงของวัสดุ • เม่ือใหค วามรอ นหรือทําใหว ัสดรุ อนข้ึน เมื่อทําใหรอนขน้ึ หรือทาํ ใหเ ยน็ ลง และเม่อื ลดความรอนหรือทําใหว ัสดเุ ยน็ ลง โดยใชหลักฐานเชิงประจกั ษ วสั ดุจะเกดิ การเปล่ียนแปลงไดเ ชน สีเปล่ยี น รปู รางเปลี่ยน ป.๔ ๑. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพ • วัสดุแตละชนิดมีสมบัตทิ างกายภาพ ดา นความแข็ง สภาพยดื หยุน การนาํ แตกตางกนั วสั ดุทมี่ ีความแข็งจะทนตอ ความรอ น และการนําไฟฟา ของวสั ดุ แรงขดู ขดี วัสดทุ ม่ี ีสภาพยืดหยนุ จะ โดยใชหลักฐานเชงิ ประจักษจ าก เปล่ยี นแปลงรูปรา งเมื่อมแี รง การทดลองและระบุการนาํ สมบัติ มากระทาํ และกลับสภาพเดมิ ได เรื่องความแข็ง สภาพยดื หยุน การนํา วัสดุทีน่ าํ ความรอ นจะรอนไดเ รว็ เมื่อไดร บั ความรอน และการนาํ ไฟฟาของวัสดุ ความรอนและวสั ดุท่ีนําไฟฟาไดจะให ไปใชใ นชีวติ ประจาํ วนั ผานกระบวนการ กระแสไฟฟาผานได ดังนัน้ จงึ อาจนาํ ออกแบบช้นิ งาน สมบัติตา ง ๆ มาพิจารณาเพ่อื ใชใ น ๒. แลกเปลีย่ นความคิดกับผอู นื่ กระบวนการออกแบบชิ้นงานเพ่อื ใชป ระโยชน โดยการอภปิ รายเกีย่ วกบั สมบัติ ในชีวิตประจําวนั

๒๒ ช้นั ตัวชวี้ ัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ทางกายภาพของวัสดุอยา งมีเหตุผล จากการทดลอง ๓. เปรยี บเทยี บสมบัติของสสาร • วัสดเุ ปน สสารเพราะมมี วลและตองการที่อยู ท้ัง ๓ สถานะ จากขอมลู ที่ได สสารมสี ถานะเปนของแข็ง ของเหลว จากการสังเกตมวล การตองการที่อยู หรือแกส ของแข็งมีปรมิ าตรและรูปรา งคงที่ รปู ราง และปรมิ าตรของสสาร ของเหลวมีปรมิ าตรคงทแี่ ตมรี ูปรา งเปล่ียนไป ๔. ใชเครอื่ งมอื เพื่อวดั มวล และปริมาตร ตามภาชนะเฉพาะสว นท่บี รรจขุ องเหลว ของสสารทง้ั ๓ สถานะ สวนแกสมีปรมิ าตรและรูปรางเปล่ียนไปตาม ภาชนะท่บี รรจุ ป.๕ ๑. อธิบายการเปลยี่ นสถานะของสสาร • การเปลยี่ นสถานะของสสาร เม่ือทาํ ใหส สารรอนข้นึ หรือเยน็ ลง โดยใช เปนการเปล่ียนแปลงทางกายภาพ เม่ือเพ่ิม หลกั ฐานเชิงประจกั ษ ความรอนใหกบั สสารถงึ ระดับหน่งึ จะทําให สสารทีเ่ ปน ของแขง็ เปลยี่ นสถานะ เปนของเหลว เรยี กวา การหลอมเหลว และเม่อื เพิ่มความรอนตอ ไปจนถึง อกี ระดบั หน่ึงของเหลวจะเปลีย่ นเปน แกส เรยี กวา การกลายเปนไอ แตเม่ือลดความรอน ลงถึงระดับหนึ่งแกส จะเปลีย่ นสถานะเปน ของเหลว เรียกวา การควบแนน และถา ลด ความรอ นตอไปของเหลวจะเปล่ียนสถานะ เปนของแขง็ เรยี กวา การแข็งตัว สสารบาง ชนดิ สามารถเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเปน แกส โดยไมผ า นการเปนของเหลว เรยี กวา การระเหิดสวนแกสบางชนิดสามารถเปล่ียน สถานะเปนของแขง็ โดยไมผา นการเปน ของเหลวเรยี กวา การระเหิดกลับ ๒. อธิบายการละลายของสารในน้ํา • เม่ือใสส ารลงในนํ้าแลวสารนั้น รวมเปน โดยใชหลกั ฐานเชิงประจักษ เนือ้ เดยี วกันกับนํา้ ทั่วทกุ สวน แสดงวาสารเกิด การละลาย เรียกสารผสมท่ีไดวาสารละลาย

๒๓ ช้นั ตัวชวี้ ัด (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ๓. วเิ คราะหการเปลีย่ นแปลงของสาร • เมื่อผสมสาร ๒ ชนิดข้ึนไปแลว มีสารใหม เมอ่ื เกิดการเปลย่ี นแปลงทางเคมี โดยใช เกิดขึ้น ซ่ึงมสี มบตั ติ า งจากสารเดมิ หรอื เมื่อ หลักฐานเชิงประจกั ษ สารชนิดเดียวเกิดการเปล่ยี นแปลงแลว มี สารใหมเ กิดขึ้น การเปลย่ี นแปลงนี้เรียกวา การเปล่ียนแปลงทางเคมี ซึ่งสังเกตไดจากมสี ี หรือกล่นิ ตา งจากสารเดมิ หรือมฟี องแกส หรอื มตี ะกอนเกดิ ขึน้ หรือมีการเพ่ิมขน้ึ หรือลดลง ของอณุ หภูมิ ๔. วเิ คราะหแ ละระบุการเปลย่ี นแปลง • เมือ่ สารเกดิ การเปล่ียนแปลงแลว ท่ีผนั กลับไดแ ละการเปล่ียนแปลงทผ่ี ัน สารสามารถเปล่ยี นกลบั เปน สารเดมิ ได กลบั ไมได เปน การเปลย่ี นแปลงท่ผี นั กลบั ได เชน การหลอมเหลว การกลายเปน ไอ การละลาย แตสารบางอยา งเกิดการเปลยี่ นแปลงแลว ไมส ามารถเปล่ียนกลบั เปน สารเดิมได เปนการเปลี่ยนแปลงที่ ผนั กลับไมไ ด เชน การเผาไหมการเกิดสนมิ ป.๖ ๑. อธบิ ายและเปรียบเทยี บการแยก • สารผสมประกอบดวยสารตั้งแต ๒ ชนดิ สารผสมโดยการหยิบออก การรอ น ข้ึนไปผสมกัน เชน น้ํามันผสมน้าํ ขา วสาร การใชแ มเ หลก็ ดึงดดู การรนิ ออก ปนกรวดทราย วธิ กี ารทีเ่ หมาะสมในการแยก การกรอง และการตกตะกอน โดยใช สารผสมข้ึนอยูก บั ลักษณะและสมบตั ขิ องสาร หลักฐานเชงิ ประจักษร วมทงั้ ระบุวิธี ท่ผี สมกัน ถา องคป ระกอบของสารผสม แกปญ หาในชีวติ ประจาํ วันเก่ยี วกับ เปน ของแข็งกับของแข็งทมี่ ีขนาดแตกตางกัน การแยกสาร อยางชดั เจน อาจใชวิธีการหยิบออก หรอื การรอ นผานวสั ดทุ ี่มีรูถามีสารใดสารหน่ึง เปน สารแมเ หลก็ อาจใชว ิธีการใชแ มเหลก็ ดึงดูด ถา องคป ระกอบเปน ของแขง็ ทไ่ี มล ะลาย ในของเหลว อาจใชว ิธกี ารรนิ ออกการกรอง หรือการตกตะกอน ซง่ึ วิธีการแยกสารสามารถ นาํ ไปใชป ระโยชนในชวี ติ ประจาํ วันได

๒๔ สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก ายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๒ เขาใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจาํ วัน ผลของแรงที่กระทําตอวตั ถุลักษณะ การเคล่อื นทแ่ี บบตา ง ๆ ของวตั ถุรวมทง้ั นําความรูไปใชป ระโยชน ช้นั ตวั ช้ีวดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง ป.๑ - - ป.๒ - ป.๓ ๑. ระบุผลของแรงที่มตี อการ - เปลยี่ นแปลงการเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถุ • การดงึ หรอื การผลักเปน การออกแรงกระทาํ จากหลักฐานเชิงประจักษ ตอวัตถแุ รงมผี ลตอ การเคล่อื นท่ขี องวัตถแุ รง อาจทาํ ใหวตั ถุเกดิ การเคลื่อนท่ีโดยเปล่ยี น ๒. เปรียบเทยี บและยกตัวอยางแรง ตาํ แหนงจากทห่ี นงึ่ ไปยังอีกท่ีหน่ึง สมั ผสั และแรงไมสมั ผัสท่ีมผี ลตอการ • การเปลย่ี นแปลงการเคลื่อนทขี่ องวัตถุ ไดแก เคลอื่ นทีข่ องวัตถโุ ดยใชหลักฐานเชิง วตั ถุท่ีอยูน่งิ เปลยี่ นเปนเคลอื่ นที่ วตั ถุทก่ี าํ ลงั ประจักษ เคลื่อนท่เี ปลี่ยนเปนเคล่อื นทีเ่ ร็วข้นึ หรอื ชาลง หรือหยดุ น่งิ หรอื เปลี่ยนทศิ ทางการเคล่ือนท่ี ๓. จาํ แนกวตั ถโุ ดยใชก ารดงึ ดดู กบั แมเ หล็กเปน เกณฑจากหลักฐาน • การดึงหรือการผลักเปน การออกแรงท่ีเกิด เชงิ ประจกั ษ จากวัตถุหน่ึงกระทาํ กับอีกวัตถหุ นึ่ง โดยวตั ถุ ๔. ระบขุ ว้ั แมเ หลก็ และพยากรณผล ทงั้ สองอาจสมั ผัสหรือไมตองสัมผัสกนั เชน ที่เกดิ ขน้ึ ระหวางขั้วแมเหลก็ เมอ่ื นํามา การออกแรงโดยใชม อื ดึงหรือการผลกั โตะให เขา ใกลกันจากหลักฐานเชงิ ประจักษ เคลื่อนทเ่ี ปน การออกแรงทวี่ ัตถุตอ งสัมผัสกัน แรงนี้จงึ เปนแรงสมั ผสั สว นการที่แมเ หลก็ ดงึ ดูดหรอื ผลกั ระหวา งแมเ หล็ก เปน แรงที่ เกิดข้นึ โดยแมเ หลก็ ไมจาํ เปน ตอ งสัมผสั กนั แรงแมเหล็กนจ้ี ึงเปนแรงไมสัมผัส • แมเ หล็กสามารถดึงดดู สารแมเหลก็ ได • แรงแมเ หลก็ เปน แรงท่ีเกิดขนึ้ ระหวา ง แมเ หลก็ กบั สารแมเ หล็ก หรอื แมเ หล็กกบั แมเ หลก็ แมเ หล็ก ม๒ี ขวั้ คอื ข้วั เหนอื และ ขั้วใต ขวั้ แมเ หลก็ ชนดิ เดียวกนั จะผลักกนั ตา งชนดิ กนั จะดงึ ดูดกัน

๒๕ ช้ัน ตวั ชวี้ ดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง ป.๔ ๑. ระบุผลของแรงโนม ถว งทีม่ ีตอวัตถุ • แรงโนม ถว งของโลกเปน แรงดึงดดู ทีโ่ ลก จากหลักฐานเชิงประจกั ษ กระทาํ ตอวตั ถุมที ศิ ทางเขา สูศูนยกลางโลก ๒. ใชเ คร่ืองชั่งสปริงในการวดั น้าํ หนกั และเปน แรงไมสัมผสั แรงดงึ ดูดที่โลกกระทํา ของวัตถุ กับวัตถหุ นงึ่ ๆ ทําใหวัตถุตกลงสพู ้นื โลกและ ทําใหว ตั ถุมนี ํ้าหนัก วดั น้าํ หนกั ของวัตถุไดจ าก เคร่อื งชงั่ สปรงิ น้ําหนกั ของวตั ถุขึน้ กบั มวล ของวตั ถโุ ดยวตั ถุทม่ี มี วลมากจะมีนา้ํ หนักมาก วัตถุท่ีมีมวลนอ ยจะมีนํ้าหนักนอ ย ๓. บรรยายมวลของวตั ถุทม่ี ีผลตอการ • มวล คือ ปรมิ าณเน้ือของสสารท้ังหมดที่ เปลีย่ นแปลง ประกอบกันเปน วัตถซุ ึ่งมผี ลตอ ความยากงา ย การเคล่อื นที่ของวตั ถุจากหลักฐานเชิง ในการเปล่ียนแปลงการเคลอื่ นท่ีของวตั ถุ ประจกั ษ วตั ถุทม่ี มี วลมากจะเปลย่ี นแปลงการเคล่ือนที่ ไดย ากกวาวตั ถทุ มี่ ีมวลนอย ดงั นนั้ มวลของ วตั ถุ นอกจากจะหมายถงึ เน้อื ทัง้ หมดของวตั ถุ นัน้ แลว ยงั หมายถงึ การตา นการเปล่ียนแปลง การเคลอื่ นท่ีของวตั ถนุ นั้ ดว ย ป.๕ ๑. อธิบายวิธีการหาแรงลพั ธข องแรง • แรงลพั ธเ ปน ผลรวมของแรงท่กี ระทาํ ตอวัตถุ หลายแรงในแนวเดียวกันท่กี ระทาํ ตอ วตั ถุ โดยแรงลัพธข องแรง ๒ แรงที่กระทําตอ วัตถุ ในกรณีทว่ี ัตถอุ ยูน ิ่งจากหลักฐาน เดยี วกันจะมีขนาดเทา กบั ผลรวมของแรง เชงิ ประจกั ษ ทั้งสองเมอ่ื แรงทั้งสองอยูในแนวเดียวกัน และ ๒. เขียนแผนภาพแสดงแรงทีก่ ระทาํ มีทิศทางเดยี วกันแตจะมีขนาดเทา กบั ผลตาง ตอ วตั ถทุ ่อี ยูในแนวเดียวกันและแรงลัพธ ของแรงท้งั สองเมื่อแรงทัง้ สองอยูในแนว ท่ีกระทําตอวัตถุ เดยี วกนั แตม ที ิศทางตรงขา มกนั สาํ หรบั วตั ถุท่ี ๓. ใชเครอื่ งชั่งสปรงิ ในการวัดแรง อยูน่งิ แรงลพั ธที่กระทาํ ตอวัตถุมคี าเปนศนู ย ทก่ี ระทาํ ตอวตั ถุ • การเขยี นแผนภาพของแรงทก่ี ระทาํ ตอวัตถุ สามารถเขียนไดโดยใชล ูกศร โดยหวั ลกู ศร แสดงทิศทางของแรง และความยาวของลกู ศร แสดงขนาดของแรงท่กี ระทําตอ วัตถุ

๒๖ ชั้น ตวั ชี้วดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ๔. ระบุผลของแรงเสียดทานท่ีมีตอการ • แรงเสียดทานเปนแรงทเี่ กดิ ข้ึนระหวา ง เปล่ยี นแปลงการเคล่ือนท่ีของวัตถุ ผวิ สัมผัสของวตั ถุ เพ่อื ตานการเคล่อื นที่ของ จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ วตั ถนุ น้ั โดยถาออกแรงกระทําตอวัตถุที่อยนู ิ่ง ๕. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทาน บนพนื้ ผวิ หนง่ึ ใหเคล่ือนท่แี รงเสียดทานจาก และแรงที่อยใู นแนวเดียวกันท่ีกระทาํ พื้นผิวน้ันก็จะตา นการเคล่ือนที่ของวัตถุ แตถ า ตอวตั ถุ วตั ถุกําลังเคลอื่ นทีแ่ รงเสียดทานกจ็ ะทําให วตั ถนุ นั้ เคล่อื นที่ชาลงหรอื หยดุ นงิ่ ป.๖ ๑. อธบิ ายการเกิดและผลของแรงไฟฟา • วัตถุ ๒ ชนิดท่ีผา นการขัดถูแลว เมื่อนําเขา ซงึ่ เกดิ จากวตั ถทุ ผ่ี า นการขดั ถู โดยใช ใกลก นั อาจดึงดูดหรือผลักกัน แรงที่เกดิ ขึ้นน้ี หลกั ฐานเชิงประจักษ เปนแรงไฟฟา ซงึ่ เปน แรงไมส ัมผสั เกิดขน้ึ ระหวางวัตถทุ ี่มปี ระจุไฟฟา ซงึ่ ประจไุ ฟฟา มี๒ ชนิด คอื ประจไุ ฟฟาบวกและประจุไฟฟา ลบ วตั ถทุ ีม่ ปี ระจไุ ฟฟาชนดิ เดียวกันผลกั กนั ชนิดตรงขามกนั ดึงดูดกนั

๒๗ สาระที่ ๒ วิทยาศาสตรกายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๓ เขาใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวา งสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ิตประจาํ วัน ธรรมชาตขิ องคลื่น ปรากฏการณที่ เกยี่ วของกบั เสยี ง แสง และคลน่ื แมเหลก็ ไฟฟา รวมทัง้ นาํ ความรไู ปใชประโยชน ช้นั ตวั ชีว้ ดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรูแกนกลาง ป.๑ ๑. บรรยายการเกิดเสยี งและทศิ ทาง • เสียงเกดิ จากการสนั่ ของวัตถุวัตถทุ ี่ทําให การเคล่อื นทขี่ องเสยี งจากหลักฐาน เกดิ เสยี งเปน แหลง กําเนดิ เสยี ง ซ่ึงมีท้งั เชิงประจักษ แหลงกําเนดิ เสียงตามธรรมชาติและ แหลงกําเนดิ เสียงท่ีมนุษยส รา งขน้ึ เสยี งเคล่อื นที่ออกจากแหลงกําเนดิ เสียง ทุกทิศทาง ป.๒ ๑. บรรยายแนวการเคล่ือนท่ีของแสงจาก • แสงเคลอื่ นทจ่ี ากแหลงกําเนิดแสง แหลงกาํ เนิดแสง และอธิบายการมองเหน็ ทุกทศิ ทางเปนแนวตรง เม่ือมีแสงจากวตั ถุ วัตถุจากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ มาเขา ตาจะทาํ ใหมองเหน็ วัตถนุ ้ัน ๒. ตระหนักในคณุ คาของความรขู อง การมองเหน็ วัตถุที่เปนแหลง กําเนดิ แสง การมองเหน็ โดยเสนอแนะแนวทาง แสงจากวัตถนุ ั้นจะเขาสูต าโดยตรง การปอ งกันอนั ตรายจากการมองวตั ถุท่ี สว นการมองเหน็ วัตถุทีไ่ มใ ชแหลงกําเนดิ แสง อยูในบรเิ วณที่มแี สงสวา งไมเหมาะสม ตอ งมีแสงจากแหลงกําเนดิ แสงไปกระทบวตั ถุ แลว สะทอนเขา ตา ถามแี สงทสี่ วางมาก ๆ เขา สตู า อาจเกิดอันตรายตอตาไดจ งึ ตอ ง หลีกเล่ียงการมองหรือใชแ ผน กรองแสงที่มี คณุ ภาพเมื่อจําเปน และตองจัดความสวาง ใหเหมาะสมกบั การทาํ กจิ กรรมตาง ๆ เชน การอา นหนงั สอื การดูจอโทรทศั น การใช โทรศัพทเคลื่อนทแ่ี ละแท็บเล็ต ป.๓ ๑. ยกตวั อยางการเปลี่ยนพลงั งานหนึง่ • พลังงานเปน ปริมาณที่แสดงถงึ ไปเปน อีกพลังงานหนึ่ง จากหลกั ฐาน ความสามารถในการทาํ งาน เชงิ ประจกั ษ พลังงานมีหลายแบบ เชน พลงั งานกล พลงั งานไฟฟา พลงั งานแสง พลงั งานเสยี ง

๒๘ ชนั้ ตัวชีว้ ัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง และพลงั งานความรอ น โดยพลงั งานสามารถ เปลี่ยนจากพลังงานหนึง่ ไปเปน อกี พลังงาน หนง่ึ ไดเชน การถูมือจนรูสึกรอนเปน การ เปล่ียนพลังงานกลเปนพลงั งานความรอน แผงเซลลสุรยิ ะเปลย่ี นพลังงานแสงเปน พลังงานไฟฟา หรือเครอื่ งใชไฟฟาเปลีย่ น พลังงานไฟฟาเปนพลงั งานอ่นื ๒. บรรยายการทํางานของเครอ่ื งกําเนดิ • ไฟฟา ผลติ จากเครอ่ื งกําเนดิ ไฟฟา ซงึ่ ใช ไฟฟาและระบแุ หลง พลังงานในการผลิต พลงั งานจากแหลงพลังงานธรรมชาติ ไฟฟา จากขอ มลู ทร่ี วบรวมได หลายแหลง เชน พลงั งานจากลม พลงั งาน ๓. ตระหนักในประโยชนแ ละโทษ จากนา้ํ พลงั งานจากแกสธรรมชาติ ของไฟฟา โดยนาํ เสนอวิธกี ารใชไ ฟฟา • พลงั งานไฟฟา มคี วามสําคัญตอ อยา งประหยดั และปลอดภัย ชวี ติ ประจาํ วัน การใชไ ฟฟา นอกจากตองใช อยา งถูกวิธปี ระหยดั และคุม คาแลว ยังตอง คํานงึ ถงึ ความปลอดภยั ดวย ป.๔ ๑. จาํ แนกวตั ถุเปน ตวั กลางโปรงใส • เมื่อมองส่ิงตา ง ๆ โดยมีวัตถุตา งชนิดกัน ตวั กลางโปรงแสง และวตั ถทุ ึบแสง มากัน้ แสงจะทาํ ใหลักษณะการมองเหน็ จากลกั ษณะการมองเห็นส่ิงตา ง ๆ สิ่งนน้ั ๆ ชัดเจนตางกัน จึงจําแนกวัตถุ ผานวตั ถุนั้นเปนเกณฑ โดยใชหลักฐาน ทมี่ ากั้นออกเปน ตวั กลางโปรง ใสซง่ึ ทาํ ให เชิงประจักษ มองเหน็ ส่ิงตา ง ๆ ไดช ดั เจน ตัวกลาง โปรงแสงทาํ ใหม องเห็นส่ิงตา ง ๆ ไดไ มชดั เจน และวตั ถทุ บึ แสงทาํ ใหมองไมเ ห็นส่ิงตาง ๆ ป.๕ ๑. อธบิ ายการไดยนิ เสียงผา นตวั กลาง • การไดยินเสยี งตองอาศัยตัวกลาง โดยอาจ จากหลักฐานเชงิ ประจักษ เปนของแขง็ ของเหลว หรอื อากาศ เสยี งจะ สง ผานตวั กลางมายังหู ๒. ระบตุ วั แปร ทดลอง และอธิบาย • เสยี งท่ไี ดยินมรี ะดับสงู ตาํ่ ของเสียงตางกนั ลักษณะและการเกดิ เสียงสงู เสียงตา่ํ ขึ้นกับความถ่ขี องการส่ันของแหลง กําเนิด ๓. ออกแบบการทดลองและอธิบาย เสียง โดยเมอ่ื แหลง กาํ เนดิ เสยี งสั่นดวย ลักษณะและการเกดิ เสียงดงั เสียงคอย ความถี่ตํ่าจะเกดิ เสียงตา่ํ แตถา สั่นดว ยความถ่ี

๒๙ ช้นั ตัวชี้วดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ๔. วัดระดับเสยี งโดยใชเ ครื่องมือ สูงจะเกิดเสียงสูง สวนเสยี งดังคอยท่ีไดย ิน วัดระดับเสยี ง ข้นึ กบั พลงั งานการสั่นของแหลงกาํ เนดิ เสยี ง ๕. ตระหนักในคุณคาของความรู โดยเมอ่ื แหลง กําเนดิ เสยี งส่ันดวยพลงั งานมาก เรอ่ื งระดับเสยี ง โดยเสนอแนะแนวทาง จะเกดิ เสียงดัง แตถ า แหลง กาํ เนดิ เสียง ในการหลกี เลี่ยงและลดมลพิษทางเสยี ง สัน่ ดว ยพลังงานนอยจะเกดิ เสียงคอย • เสยี งดังมาก ๆ เปนอนั ตรายตอ การไดยิน และเสียงที่กอ ใหเ กิดความรําคาญเปน มลพิษ ทางเสยี ง เดซิเบลเปนหนว ยที่บอกถึงความดงั ของเสียง ป.๖ ๑. ระบสุ ว นประกอบและบรรยายหนาท่ี • วงจรไฟฟาอยางงา ยประกอบดวย ของแตล ะสวนประกอบของวงจรไฟฟา แหลงกาํ เนิดไฟฟา สายไฟฟา และ อยา งงา ยจากหลกั ฐานเชิงประจักษ เครื่องใชไฟฟา หรอื อปุ กรณไฟฟา ๒. เขียนแผนภาพและตอวงจรไฟฟา แหลงกําเนิดไฟฟา เชน ถา นไฟฉาย หรือ อยางงาย แบตเตอร่ี ทาํ หนา ทีใ่ หพลังงานไฟฟา สายไฟฟาเปนตวั นําไฟฟา ทาํ หนาทเ่ี ชอ่ื มตอ ระหวา งแหลงกําเนิดไฟฟา และเครื่องใชไฟฟา เขา ดว ยกนั เคร่ืองใชไฟฟา มีหนา ทเี่ ปลี่ยน พลงั งานไฟฟาเปนพลงั งานอ่ืน ๓. ออกแบบการทดลองและทดลองดว ย • เม่อื นาํ เซลลไฟฟาหลายเซลลม าตอ เรยี งกัน วธิ ีทเ่ี หมาะสมในการอธบิ ายวิธกี ารและผล โดยใหข้ัวบวกของเซลลไ ฟฟาเซลลห น่ึงตอกบั ของการตอ เซลลไ ฟฟา แบบอนกุ รม ข้วั ลบของอกี เซลลห นึง่ เปน การตอแบบ ๔. ตระหนักถึงประโยชนข องความรูของ อนกุ รม ทาํ ใหมีพลงั งานไฟฟาเหมาะสมกับ การตอเซลลไฟฟาแบบอนุกรม โดยบอก เครอ่ื งใชไฟฟา ซ่ึงการตอเซลลไฟฟา ประโยชนแ ละการประยุกตใช แบบอนกุ รมสามารถนาํ ไปใชประโยชน ในชีวิตประจําวัน ในชีวติ ประจําวนั เชน การตอเซลลไฟฟา ในไฟฉาย ๕. ออกแบบการทดลองและทดลองดวย • การตอหลอดไฟฟา แบบอนกุ รมเม่อื ถอด วิธที ่เี หมาะสมในการอธิบายการตอ หลอด หลอดไฟฟา ดวงใดดวงหน่งึ ออก ทาํ ให ไฟฟาแบบอนุกรมและแบบขนาน หลอดไฟฟาทีเ่ หลอื ดับทงั้ หมด สว นการตอ

๓๐ ช้ัน ตวั ชี้วดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง ๖. ตระหนักถึงประโยชนของความรูของ หลอดไฟฟา แบบขนาน เมื่อถอดหลอดไฟฟา การตอ หลอดไฟฟา แบบอนุกรม ดวงใดดวงหนึ่งออก หลอดไฟฟา ทเ่ี หลือกย็ ัง และแบบขนาน โดยบอกประโยชน สวางไดก ารตอหลอดไฟฟาแตละแบบ ขอ จํากัดและการประยุกตใช สามารถนาํ ไปใชประโยชนได เชน การตอ ในชวี ติ ประจําวัน หลอดไฟฟาหลายดวงในบา นจึงตอง ตอ หลอดไฟฟา แบบขนาน เพื่อเลือกใช หลอดไฟฟา ดวงใดดวงหน่ึงไดต ามตองการ ๗. อธิบายการเกิดเงามืดเงามัว • เมือ่ นําวัตถทุ ึบแสงมากัน้ แสงจะเกิดเงา จากหลกั ฐานเชิงประจักษ บนฉากรับแสงที่อยูดา นหลังวัตถุโดยเงามี ๘. เขยี นแผนภาพรงั สขี องแสง รปู รา งคลายวัตถทุ ่ีทาํ ใหเ กิดเงา เงามวั เปน แสดงการเกิดเงามืดเงามัว บริเวณท่ีมีแสงบางสว นตกลงบนฉาก สว นเงามดื เปนบรเิ วณที่ไมม แี สงตกลงบนฉาก

๓๑ สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตรโลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เขาใจองคประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซดี าวฤกษแ ละระบบสรุ ยิ ะ รวมทั้งปฏิสมั พันธภายในระบบสุริยะ ท่ีสงผลตอสิง่ มชี ีวิต และการ ประยกุ ตใ ชเ ทคโนโลยีอวกาศ ช้นั ตัวชี้วดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง ป.๑ ๑. ระบดุ าวที่ปรากฏบนทอ งฟา ในเวลา • บนทอ งฟา มดี วงอาทิตยดวงจนั ทรแ ละดาว กลางวันและกลางคืนจากขอมลู ท่ี ซึ่งในเวลากลางวันจะมองเห็นดวงอาทิตย รวบรวมได และอาจมองเห็นดวงจนั ทรบางเวลาในบางวนั ๒. อธิบายสาเหตุทมี่ องไมเห็นดาว แตไ มสามารถมองเหน็ ดาว สว นใหญใ นเวลากลางวนั จากหลักฐาน • ในเวลากลางวนั มองไมเ ห็นดาวสว นใหญ เชงิ ประจกั ษ เนอ่ื งจากแสงอาทติ ยส วางกวาจึงกลบแสงของ ดาว สว นในเวลากลางคืนจะมองเหน็ ดาวและ มองเหน็ ดวงจนั ทรเ กือบทุกคนื ป.๒ - - ป.๓ ๑. อธิบายแบบรปู เสน ทางการขนึ้ และตก • คนบนโลกมองเห็นดวงอาทติ ยปรากฏข้นึ ของดวงอาทิตยโดยใชหลกั ฐาน ทางดานหนึ่งและตกทางอีกดานหน่ึงทุกวัน เชงิ ประจักษ หมนุ เวียนเปนแบบรปู ซา้ํ ๆ ๒. อธบิ ายสาเหตุการเกิดปรากฏการณ • โลกกลมและหมนุ รอบตัวเองขณะโคจรรอบ การขน้ึ และตกของดวงอาทิตยการเกิด ดวงอาทติ ยทาํ ใหบรเิ วณของโลกไดร บั กลางวันกลางคืนและการกําหนดทิศ แสงอาทิตยไ มพรอ มกนั โลกดานทีไ่ ดรบั แสง โดยใชแ บบจําลอง จากดวงอาทติ ยจ ะเปนกลางวนั สวนดา น ๓. ตระหนักถงึ ความสําคญั ของ ตรงขา มท่ีไมไ ดร ับแสงจะเปน กลางคนื ดวงอาทติ ย โดยบรรยายประโยชน นอกจากน้ีคนบนโลกจะมองเห็น ของดวงอาทติ ยต อส่งิ มชี ีวิต ดวงอาทิตยปรากฏข้นึ ทางดา นหนงึ่ ซง่ึ กําหนดใหเ ปน ทศิ ตะวันออก และมองเห็น ดวงอาทิตยตกทางอกี ดา นหน่ึง ซง่ึ กาํ หนดให เปน ทศิ ตะวนั ตก และเมอ่ื ใหดานขวามอื อยู ทางทิศตะวนั ออก ดานซายมืออยทู างทศิ

๓๒ ช้นั ตวั ช้วี ัด (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรูแกนกลาง ตะวนั ตก ดานหนาจะเปนทิศเหนอื และ ดานหลังจะเปน ทศิ ใต • ในเวลากลางวันโลกจะไดรับพลงั งานแสง และพลังงานความรอ นจากดวงอาทิตยทําให สิ่งมีชวี ิตดํารงชีวติ อยูได ป.๔ ๑. อธบิ ายแบบรปู เสน ทางการขน้ึ และตก • ดวงจันทรเ ปนบรวิ ารของโลก โดยดวงจนั ทร ของดวงจันทร โดยใชห ลักฐาน หมนุ รอบตัวเองขณะโคจรรอบโลก ขณะท่ีโลก เชงิ ประจักษ ก็หมนุ รอบตวั เองดวยเชนกนั การหมุน รอบตวั เองของโลกจากทศิ ตะวนั ตก ไปทิศตะวนั ออกในทิศทางทวนเขม็ นาิกา เมอ่ื มองจากขัว้ โลกเหนือทําใหม องเห็น ดวงจันทรปรากฏขึ้นทางดานทศิ ตะวันออก และตกทางดานทศิ ตะวันตก หมนุ เวยี นเปน แบบรปู ซา้ํ ๆ ๒. สรา งแบบจาํ ลองทีอ่ ธิบายแบบรปู • ดวงจันทรเปนวัตถุท่ีเปน ทรงกลม แตรูปราง การเปล่ยี นแปลงรูปรา งปรากฏของ ของดวงจนั ทรท่ีมองเหน็ หรอื รูปรา งปรากฏ ดวงจันทร และพยากรณรปู รางปรากฏ ของดวงจนั ทรบ นทอ งฟา แตกตา งกันไปในแต ของดวงจันทร ละวัน โดยในแตละวันดวงจันทรจ ะมรี ปู ราง ปรากฏเปน เส้ยี วทม่ี ีขนาดเพ่มิ ข้นึ อยา ง ตอเนือ่ งจนเตม็ ดวง จากนน้ั รูปรา งปรากฏของ ดวงจนั ทรจ ะแหวงและมขี นาดลดลงอยาง ตอ เนอื่ งจนมองไมเ หน็ ดวงจนั ทร จากน้ัน รปู รางปรากฏของดวงจันทรจ ะเปนเสีย้ วใหญ ขนึ้ จนเตม็ ดวงอีกคร้งั การเปลย่ี นแปลงเชนน้ี เปน แบบรปู ซํา้ กนั ทกุ เดอื น ๓. สรางแบบจาํ ลองแสดงองคประกอบ • ระบบสุริยะเปน ระบบที่มดี วงอาทิตย ของระบบสรุ ิยะ และอธบิ าย เปนศนู ยกลางและมีบรวิ ารประกอบดวย เปรยี บเทียบคาบการโคจรของดาว ดาวเคราะหแปดดวงและบรวิ าร เคราะหตาง ๆ จากแบบจาํ ลอง

๓๓ ช้นั ตวั ช้วี ดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง ซึ่งดาวเคราะหแตละดวงมขี นาดและระยะหา ง จากดวงอาทติ ยแตกตางกนั และ ยังประกอบดวย ดาวเคราะหแคระ ดาวเคราะหนอย ดาวหาง และวตั ถขุ นาดเล็ก อื่น ๆ โคจรอยูรอบดวงอาทติ ยว ัตถุขนาดเล็ก อนื่ ๆ เมอ่ื เขามาในชนั้ บรรยากาศเน่อื งจาก แรงโนม ถว งของโลก ทาํ ใหเกิดเปน ดาวตกหรอื ผพี งุ ไตแ ละอุกกาบาต ป.๕ ๑. เปรียบเทียบความแตกตางของ • ดาวทีม่ องเห็นบนทอ งฟาอยูในอวกาศ ดาวเคราะหแ ละดาวฤกษจากแบบจาํ ลอง ซึ่งเปน บริเวณที่อยูนอกบรรยากาศของโลก มที งั้ ดาวฤกษและดาวเคราะห ดาวฤกษเ ปน แหลง กําเนิดแสงจงึ สามารถมองเห็นได สว นดาวเคราะหไมใ ชแ หลงกําเนดิ แสง แตส ามารถมองเหน็ ไดเน่อื งจากแสงจาก ดวงอาทติ ยต กกระทบดาวเคราะห แลว สะทอนเขาสูตา ๒. ใชแ ผนทดี่ าวระบตุ าํ แหนง และ • การมองเหน็ กลมุ ดาวฤกษมรี ูปรา งตา ง ๆ เสนทางการขึ้นและตกของกลมุ ดาว เกดิ จากจนิ ตนาการของผูสงั เกต กลมุ ดาวฤกษ ฤกษบ นทอ งฟา และอธบิ ายแบบรูป ตา ง ๆ ท่ีปรากฏในทอ งฟาแตล ะกลุม มดี าว เสนทางการข้ึนและตกของ ฤกษแ ตละดวงเรยี งกนั ทตี่ ําแหนงคงทแ่ี ละมี กลมุ ดาวฤกษบ นทองฟาในรอบป เสนทางการขนึ้ และตกตามเสน ทางเดิมทุกคนื ซึ่งจะปรากฏตาํ แหนง เดิม การสังเกตตาํ แหนง และการขน้ึ และตกของดาวฤกษแ ละกลมุ ดาว ฤกษส ามารถทําไดโ ดยใชแผนทดี่ าว ซง่ึ ระบุ มุมทศิ และมุมเงยที่กลมุ ดาวนั้นปรากฏ ผูสงั เกตสามารถใชมอื ในการประมาณคาของ มมุ เงยเมื่อสงั เกตดาวในทอ งฟา

๓๔ ชั้น ตวั ช้ีวดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ป.๖ ๑. สรางแบบจําลองท่อี ธิบายการเกดิ • เมื่อโลกและดวงจันทรโคจรมาอยใู นแนว และเปรยี บเทียบปรากฏการณ เสนตรงเดยี วกนั กบั ดวงอาทิตยใ นระยะทางท่ี สุริยุปราคาและจันทรปุ ราคา เหมาะสม ทาํ ใหด วงจนั ทรบงั ดวงอาทติ ย เงาของดวงจนั ทรท อดมายังโลก ผสู งั เกตที่อยู บริเวณเงาจะมองเห็นดวงอาทิตยมืดไป เกดิ ปรากฏการณสุริยปุ ราคา ซึ่งมที ้ัง สุริยปุ ราคาเต็มดวง สรุ ิยุปราคาบางสว น และสุรยิ ุปราคาวงแหวน • หากดวงจันทรและโลกโคจรมาอยูใ นแนว เสน ตรงเดยี วกันกับดวงอาทติ ยแ ลวดวงจันทร เคลือ่ นท่ีผา นเงาของโลกจะมองเห็นดวงจนั ทร มดื ไป เกิดปรากฏการณจ ันทรปุ ราคา ซง่ึ มที ั้งจนั ทรุปราคาเต็มดวง และจันทรุปราคา บางสว น ๒. อธิบายพัฒนาการของเทคโนโลยี • เทคโนโลยีอวกาศเริ่มจากความตอ งการของ อวกาศ และยกตัวอยางการนํา มนุษยใ นการสํารวจวตั ถทุ องฟา โดยใชต าเปลา เทคโนโลยอี วกาศมาใชประโยชนใ น กลอ งโทรทรรศนแ ละไดพัฒนาไปสกู ารขนสง ชีวติ ประจาํ วัน จากขอมูลทีร่ วบรวมได เพื่อสาํ รวจอวกาศดว ยจรวดและยานขนสง อวกาศ ปจ จบุ ันมีการนาํ เทคโนโลยอี วกาศบาง ประเภทมาประยุกตใ ชใ นชวี ิตประจําวนั เชน การใชด าวเทยี มเพือ่ การสอ่ื สาร การพยากรณ อากาศ หรือการสาํ รวจทรพั ยากรธรรมชาติ การใชอปุ กรณว ัดชีพจรและการเตน ของหวั ใจ หมวกนริ ภัย ชุดกฬี า

๓๕ สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๒ เขาใจองคประกอบและความสัมพันธของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลก และบนผวิ โลก ธรณีพบิ ตั ิภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟา อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทัง้ ผลตอ สิ่งมชี วี ิตและส่งิ แวดลอ ม ชัน้ ตวั ช้วี ัด (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง ป.๑ ๑. อธบิ ายลักษณะภายนอกของหิน • หินท่ีอยใู นธรรมชาติมีลักษณะภายนอก จากลักษณะเฉพาะตวั ท่สี ังเกตได เฉพาะตัวท่ีสงั เกตได เชน สี ลวดลาย น้ําหนกั ความแขง็ และเนอื้ หิน ป.๒ ๑. ระบสุ ว นประกอบของดนิ และจาํ แนก • ดนิ ประกอบดวยเศษหนิ ซากพืช ซากสัตว ชนิดของดนิ โดยใชลักษณะเนอ้ื ดนิ และ ผสมอยใู นเน้อื ดิน มอี ากาศและนา้ํ แทรกอยู การจับตัวเปน เกณฑ ตามชอ งวา งในเนือ้ ดนิ ดินจาํ แนกเปน ดนิ รวน ๒. อธิบายการใชประโยชนจ ากดิน ดินเหนยี ว และดนิ ทราย ตามลักษณะเนือ้ ดนิ จากขอ มูลท่รี วบรวมได และการจับตัวของดินซง่ึ มผี ลตอ การอมุ นาํ้ ที่แตกตางกัน • ดินแตล ะชนิดนําไปใชประโยชนไดแ ตกตา ง กันตามลักษณะและสมบัติของดนิ ป.๓ ๑. ระบสุ วนประกอบของอากาศ • อากาศโดยทัว่ ไปไมมสี ไี มม ีกลน่ิ ประกอบดว ย บรรยายความสาํ คญั ของอากาศ และ แกส ไนโตรเจน แกสออกซเิ จน ผลกระทบของมลพิษทางอากาศตอ แกสคารบอนไดออกไซด แกส อืน่ ๆ รวมทงั้ สิ่งมีชวี ิต จากขอ มลู ท่รี วบรวมได ไอนา้ํ และฝนุ ละออง อากาศมคี วามสําคัญตอ ๒. ตระหนักถึงความสาํ คญั ของอากาศ สิ่งมชี ีวิต หากสว นประกอบของอากาศ โดยนําเสนอแนวทางการปฏิบัติตน ไมเ หมาะสม เนื่องจากมแี กสบางชนดิ หรอื ในการลดการเกิดมลพษิ ทางอากาศ ฝุนละอองในปรมิ าณมาก อาจเปน อนั ตรายตอ สง่ิ มชี วี ิตชนิดตาง ๆ จัดเปนมลพษิ ทางอากาศ • แนวทางการปฏิบตั ติ นเพอ่ื ลดการปลอ ย มลพิษทางอากาศ เชน ใชพ าหนะรวมกนั หรือ เลือกใชเทคโนโลยที ี่ลดมลพษิ ทางอากาศ ๓. อธิบายการเกิดลมจากหลักฐาน • ลม คอื อากาศท่เี คลอื่ นที่ เกิดจาก เชิงประจกั ษ ความแตกตา งกันของอุณหภูมิอากาศบรเิ วณที่

๓๖ ชั้น ตวั ชว้ี ดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง อยใู กลก ัน โดยอากาศบริเวณทม่ี อี ุณหภูมสิ ูง จะลอยตัวสูงขน้ึ และอากาศบริเวณท่ีมี อุณหภมู ิตํา่ กวาจะเคลื่อนเขาไปแทนท่ี ๔. บรรยายประโยชนและโทษของลม • ลมสามารถนาํ มาใชเ ปน แหลงพลังงาน จากขอมลู ทร่ี วบรวมได ทดแทนในการผลิตไฟฟา และนาํ ไปใช ประโยชนในการทาํ กจิ กรรมตา ง ๆ ของมนษุ ย หากลมเคลื่อนท่ีดว ยความเรว็ สงู อาจทําใหเกดิ อันตรายและความเสยี หายตอชีวติ และ ทรพั ยส ินได ป.๔ - - ป.๕ ๑. เปรยี บเทียบปรมิ าณน้ําในแตล ะแหลง • โลกมที ง้ั นํ้าจืดและนํา้ เค็มซงึ่ อยใู นแหลง น้าํ และระบุปริมาณน้ําทม่ี นษุ ยส ามารถ ตาง ๆ ทมี่ ที ง้ั แหลง นํ้าผวิ ดิน เชน ทะเล นํามาใชป ระโยชนไ ด จากขอ มลู ที่ มหาสมทุ ร บึง แมน ํ้า และแหลงนา้ํ ใตด ิน เชน รวบรวมได นํ้าในดนิ และน้าํ บาดาล นา้ํ ทั้งหมดของโลก แบงเปนน้ําเคม็ ประมาณรอยละ ๙๗.๕ ซง่ึ อยู ในมหาสมุทร และแหลง นํ้าอ่ืน ๆ และทเี่ หลือ อีกประมาณรอ ยละ ๒.๕ เปนน้ําจดื ถา เรยี งลําดบั ปรมิ าณน้ําจืดจากมากไปนอย จะอยูท ่ี ธารนํ้าแขง็ และพดื นํา้ แขง็ น้ําใตด ิน ชัน้ ดินเยอื กแข็งคงตวั และนาํ้ แข็ง ใตดิน ทะเลสาบ ความช้นื ในดนิ ความชนื้ ใน บรรยากาศ บงึ แมนา้ํ และนํ้าในสงิ่ มีชวี ิต ๒. ตระหนักถงึ คณุ คา ของน้าํ โดย • นํา้ จดื ท่ีมนุษยนาํ มาใชไดม ีปริมาณนอ ยมาก นาํ เสนอแนวทางการใชนํ้าอยา ง จึงควรใชน ํ้าอยา งประหยดั และรว มกนั ประหยดั และการอนรุ กั ษน ํ้า อนรุ กั ษนา้ํ ๓. สรา งแบบจาํ ลองทอี่ ธิบาย • วฏั จกั รนา้ํ เปน การหมุนเวียนของนํ้าที่มี การหมุนเวยี นของนาํ้ ในวัฏจักรนา้ํ แบบรปู ซา้ํ เดิม และตอ เน่อื งระหวาง นํ้าในบรรยากาศ นา้ํ ผวิ ดนิ และน้ําใตด ิน

๓๗ ช้ัน ตวั ช้ีวดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรูแกนกลาง โดยพฤติกรรมการดํารงชีวิตของพชื และสัตว สง ผลตอ วัฏจักรนาํ้ ๔. เปรยี บเทยี บกระบวนการเกดิ เมฆ • ไอนํา้ ในอากาศจะควบแนนเปนละอองนาํ้ หมอก นา้ํ คา ง และนํ้าคา งแขง็ เล็ก ๆ โดยมีละอองลอย เชน เกลอื ฝนุ ละออง จากแบบจาํ ลอง ละอองเรณูของดอกไมเปนอนุภาคแกนกลาง เมอ่ื ละอองนาํ้ จาํ นวนมากเกาะกลุมรวมกนั ลอยอยสู ูงจากพ้ืนดนิ มาก เรียกวา เมฆ แตล ะอองน้าํ ที่เกาะกลุมรวมกันอยูใ กลพ น้ื ดนิ เรียกวา หมอก สวนไอนาํ้ ท่ีควบแนนเปน ละอองนา้ํ เกาะอยบู นพ้นื ผิววตั ถุใกลพ ื้นดิน เรยี กวา นาํ้ คา ง ถา อณุ หภูมิใกลพืน้ ดนิ ตํ่ากวา จุดเยือกแข็งน้ําคางก็จะกลายเปนนาํ้ คางแข็ง ๕. เปรยี บเทียบกระบวนการเกดิ ฝน หิมะ • ฝน หิมะ ลูกเหบ็ เปนหยาดนา้ํ ฟาซ่งึ เปน นํา้ และลูกเห็บ จากขอมูลที่รวบรวมได ท่ีมสี ถานะตาง ๆ ท่ตี กจากฟา ถงึ พื้นดนิ ฝน เกดิ จากละอองน้าํ ในเมฆทีร่ วมตัวกนั จนอากาศไมส ามารถพยุงไวไ ดจ ึงตกลงมา หมิ ะเกดิ จากไอนํา้ ในอากาศระเหดิ กลับเปน ผลกึ น้าํ แขง็ รวมตวั กันจนมนี ้าํ หนัก มากขึน้ จนเกินกวาอากาศจะพยุงไวจึงตกลงมา ลกู เห็บเกิดจากหยดนํา้ ท่เี ปล่ียนสถานะเปน นํ้าแข็ง แลวถกู พายุพดั วนซํ้าไปซ้ํามาในเมฆ ฝนฟาคะนองที่มขี นาดใหญแ ละอยใู นระดับสูง จนเปนกอ นนาํ้ แขง็ ขนาดใหญขน้ึ แลว ตกลงมา ป.๖ ๑. เปรยี บเทียบกระบวนการเกิด • หนิ เปน วสั ดุแขง็ เกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ หินอคั นี หนิ ตะกอน และหินแปร และ ประกอบดวย แรต้งั แตห น่งึ ชนิดข้ึนไป อธิบายวฏั จักรหินจากแบบจําลอง สามารถจําแนกหนิ ตามกระบวนการเกิดได เปน ๓ ประเภท ไดแก หินอัคนีหนิ ตะกอน และหินแปร

๓๘ ช้ัน ตวั ชวี้ ดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง • หนิ อคั นีเกิดจากการเย็นตัวของแมกมา เนื้อหินมลี ักษณะเปน ผลึก ทงั้ ผลกึ ขนาดใหญ และขนาดเลก็ บางชนดิ อาจเปน เน้อื แกว หรือมี รูพรนุ • หนิ ตะกอน เกิดจากการทบั ถมของตะกอน เมือ่ ถกู แรงกดทบั และมสี ารเชอื่ มประสาน จึงเกิดเปนหนิ เนื้อหนิ กลุมนีส้ ว นใหญ มีลักษณะเปนเม็ดตะกอน มที ั้งเนอ้ื หยาบ และเนื้อละเอยี ด บางชนิดเปน เนือ้ ผลกึ ทีย่ ึดเกาะกันเกดิ จากการตกผลกึ หรือตกตะกอนจากนาํ้ โดยเฉพาะนํา้ ทะเล บางชนิด มลี ักษณะเปน ชัน้ ๆ จงึ เรยี กอกี ช่ือวา หนิ ชน้ั • หินแปร เกดิ จากการแปรสภาพของหนิ เดมิ ซ่งึ อาจเปน หินอคั นหี นิ ตะกอน หรอื หนิ แปร โดยการกระทาํ ของความรอ น ความดนั และ ปฏกิ ิริยาเคมีเนือ้ หนิ ของหินแปรบางชนิด ผลึกของแรเ รียงตัวขนานกนั เปน แถบ บางชนดิ แซะออกเปนแผน ได บางชนดิ เปน เน้ือผลึกทม่ี คี วามแขง็ มาก • หนิ ในธรรมชาตทิ ั้ง ๓ ประเภท มีการเปล่ยี นแปลงจากประเภทหนึ่งไปเปน อีกประเภทหนง่ึ หรอื ประเภทเดมิ ไดโ ดยมี แบบรปู การเปลีย่ นแปลงคงทแ่ี ละตอ เนื่อง เปน วัฏจักร ๒. บรรยายและยกตวั อยา งการใช • หนิ และแรแ ตละชนดิ มลี ักษณะและสมบัติ ประโยชนของหินและแร แตกตา งกนั มนษุ ยใชป ระโยชนจ ากแร ในชีวติ ประจาํ วันจากขอมลู ที่รวบรวมได ในชวี ิตประจําวัน ในลักษณะตา ง ๆ เชน นําแรม าทาํ เครือ่ งสําอาง ยาสฟี น

๓๙ ช้ัน ตวั ช้ีวัด (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแ กนกลาง เคร่อื งประดบั อปุ กรณท างการแพทย และนาํ หนิ มาใชในงานกอ สรางตาง ๆ เปนตน ๓. สรางแบบจําลองที่อธบิ ายการเกดิ • ซากดกึ ดําบรรพเ กดิ จากการทบั ถม หรือ ซากดึกดาํ บรรพ และคาดคะเน การประทบั รอยของส่ิงมชี วี ิตในอดตี จนเกิด สภาพแวดลอ มในอดตี ของ เปนโครงสรางของซากหรอื รองรอยของ ซากดึกดาํ บรรพ สิ่งมีชวี ิตท่ปี รากฏอยใู นหิน ในประเทศไทย พบซากดึกดาํ บรรพท ี่หลากหลาย เชน พชื ปะการัง หอย ปลา เตา ไดโนเสาร และ รอยตีนสัตว • ซากดึกดาํ บรรพส ามารถใชเปน หลักฐานหนง่ึ ที่ชวยอธบิ ายสภาพแวดลอ มของพนื้ ท่ใี นอดตี ขณะเกิดส่งิ มีชีวติ นั้น เชน หากพบซาก ดกึ ดําบรรพของหอยนํ้าจืด สภาพแวดลอ ม บรเิ วณนน้ั อาจเคยเปนแหลง น้ําจดื มากอน และหากพบซากดึกดําบรรพของพืช สภาพแวดลอมบริเวณนนั้ อาจเคยเปน ปา มากอ น นอกจากนีซ้ ากดกึ ดาํ บรรพ ยังสามารถใชระบุอายุของหิน และเปน ขอมลู ในการศกึ ษาววิ ัฒนาการของสิ่งมชี วี ิต ๔. เปรียบเทยี บการเกดิ ลมบก ลมทะเล • ลมบก ลมทะเล และมรสมุ เกดิ จากพน้ื ดิน และมรสุมรวมท้งั อธิบายผลทม่ี ตี อ และพื้นนํา้ รอ นและเย็นไมเ ทา กนั ทําให สิ่งมีชีวติ และสิ่งแวดลอมจาก อุณหภูมอิ ากาศเหนอื พื้นดนิ และพน้ื น้ํา แบบจําลอง แตกตางกัน จงึ เกดิ การเคลื่อนท่ขี องอากาศ จากบริเวณทม่ี อี ุณหภูมิต่าํ ไปยงั บรเิ วณท่ีมี อุณหภูมสิ งู • ลมบกและลมทะเลเปนลมประจาํ ถิ่นท่ีพบ บริเวณชายฝง โดยลมบกเกิดในเวลากลางคืน ทําใหม ีลมพัดจากชายฝงไปสูท ะเล สวนลม

๔๐ ช้ัน ตัวชวี้ ดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง ทะเลเกิดในเวลากลางวัน ทําใหมลี มพัดจาก ทะเลเขาสูช ายฝง ๕. อธบิ ายผลของมรสมุ ตอ การเกดิ ฤดู • มรสมุ เปนลมประจาํ ฤดูเกดิ บรเิ วณเขตรอน ของประเทศไทยจากขอ มลู ทร่ี วบรวมได ของโลก ซ่ึงเปน บรเิ วณกวางระดบั ภมู ภิ าค ประเทศไทยไดร บั ผลจากมรสมุ ะวันออก เฉยี งเหนือ ในชวงประมาณกลางเดือนตุลาคม จนถึงเดอื นกมุ ภาพันธทําใหเ กิดฤดหู นาว และ ไดร ับผลจากมรสุมตะวนั ตกเฉียงใตใ นชว ง ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถึง กลางเดือนตลุ าคมทําใหเกดิ ฤดฝู น สว นชวง ประมาณกลางเดือนกุมภาพนั ธจ นถงึ กลางเดือนพฤษภาคมเปนชว งเปลี่ยนมรสมุ และประเทศไทยอยใู กลเสน ศนู ยส ตู ร แสงอาทิตยเ กือบต้ังตรงและต้งั ตรงประเทศ ไทยในเวลาเทย่ี งวนั ทําใหไดร บั ความรอ นจาก ดวงอาทิตยอยางเตม็ ที่อากาศจึงรอ นอบอา ว ทําใหเ กิดฤดูรอ น ๖. บรรยายลกั ษณะและผลกระทบของ • นา้ํ ทวม การกดั เซาะชายฝง ดินถลม น้ําทวม การกดั เซาะชายฝง ดนิ ถลม แผน ดินไหว และสึนามมิ ีผลกระทบตอ ชวี ติ แผนดินไหว สนึ ามิ และสิ่งแวดลอ มแตกตา งกนั ๗. ตระหนกั ถึงผลกระทบของ • มนุษยค วรเรียนรูวิธีปฏบิ ตั ิตนใหป ลอดภัย ภัยธรรมชาติและธรณีพบิ ตั ิภยั เชน ติดตามขาวสารอยา งสมํ่าเสมอ โดยนําเสนอแนวทางในการเฝาระวงั เตรียมถงุ ยังชีพใหพ รอมใชต ลอดเวลา และ และปฏิบัติตนใหปลอดภัยจากภยั ปฏบิ ตั ิตามคาํ ส่งั ของผูปกครองและเจา หนา ท่ี ธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบตั ิภยั ที่อาจเกิดใน อยา งเครง ครัดเมอื่ เกดิ ภยั ธรรมชาตแิ ละธรณี ทองถนิ่ พิบัติภยั ๘. สรางแบบจําลองทอ่ี ธิบายการเกิด • ปรากฏการณเ รือนกระจกเกิดจาก ปรากฏการณเ รือนกระจกและผลของ แกสเรือนกระจกในชนั้ บรรยากาศของโลก ปรากฏการณเรือนกระจกตอสง่ิ มีชีวิต กกั เก็บความรอนแลว คายความรอ นบางสวน

๔๑ ชัน้ ตัวชว้ี ดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรแู กนกลาง ๙. ตระหนักถงึ ผลกระทบของ กลบั สูผิวโลก ทําใหอ ากาศบนโลกมีอณุ หภมู ิ ปรากฏการณเ รอื นกระจก โดยนาํ เสนอ เหมาะสมตอการดาํ รงชวี ิต แนวทางการปฏบิ ัติตนเพ่อื ลดกิจกรรม • หากปรากฏการณเ รือนกระจกรุนแรงมากขนึ้ ที่กอ ใหเ กดิ แกส เรือนกระจก จะมีผลตอการเปลี่ยนแปลงภูมอิ ากาศโลก มนษุ ยจึงควรรว มกนั ลดกจิ กรรมทก่ี อใหเกิด แกส เรอื นกระจก สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เขา ใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยีเพ่ือการดํารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลง อยางรวดเร็ว ใชค วามรูและทกั ษะทางดานวทิ ยาศาสตร คณติ ศาสตรแ ละศาสตรอืน่ ๆ เพือ่ แกปญหา หรือพฒั นางานอยางมคี วามคดิ สรางสรรค ดวยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลอื กใชเ ทคโนโลยี อยางเหมาะสม โดยคาํ นงึ ถึงผลกระทบตอ ชีวติ สงั คม และสิ่งแวดลอ ม ช้ัน ตวั ช้ีวัด (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง ป.๑ - - ป.๒ - - ป.๓ - - ป.๔ - - ป.๕ - - ป.๖ - -

๔๒ สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๒ เขาใจและใชแ นวคดิ เชงิ คํานวณในการแกปญ หาที่พบในชวี ิตจริงอยางเปน ข้นั ตอน และเปนระบบ ใชเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารในการเรยี นรู การทาํ งาน และการแกปญ หาได อยา งมปี ระสทิ ธิภาพ รูเทา ทนั และมจี ริยธรรม ช้ัน ตวั ชีว้ ดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง ป.๑ ๑. แกป ญหาอยา งงา ยโดยใชการลอง • การแกป ญ หาใหประสบความสาํ เร็จทาํ ได ผิดลองถกู การเปรียบเทียบ โดยใชขั้นตอนการแกป ญหา • ปญ หาอยา งงาย เชน เกมเขาวงกต เกมหา จุดแตกตา งของภาพ การจัดหนงั สอื ใสกระเปา ๒. แสดงลาํ ดับขัน้ ตอนการทาํ งานหรอื • การแสดงขนั้ ตอนการแกปญหา ทาํ ไดโ ดย การแกป ญหาอยา งงา ยโดยใชภ าพ การเขียน บอกเลา วาดภาพ หรอื ใชส ัญลักษณ สัญลักษณหรือขอ ความ • ปญหาอยางงา ย เชน เกมเขาวงกต เกมหาจุดแตกตา งของภาพ การจดั หนังสือ ใสก ระเปา ๓. เขยี นโปรแกรมอยา งงา ย โดยใช • การเขียนโปรแกรมเปนการสรา งลําดับของ ซอฟตแ วรห รือสอ่ื คําส่งั ใหค อมพิวเตอรทํางาน • ตวั อยางโปรแกรม เชน เขียนโปรแกรมส่ังให ตวั ละครยายตําแหนง ยอขยาย ขนาดเปลย่ี น รูปราง • ซอฟตแ วรห รอื สอ่ื ทใ่ี ชใ นการเขยี นโปรแกรม เชน ใชบ ตั รคาํ ส่ังแสดงการเขยี นโปรแกรม, Code.org ๔. ใชเทคโนโลยีในการสราง จดั เกบ็ • การใชงานอุปกรณเ ทคโนโลยเี บื้องตน เชน เรียกใชขอมูลตามวัตถปุ ระสงค การใชเ มาสคยี บ อรด จอสัมผัส การเปด -ปด อุปกรณเ ทคโนโลยี • การใชง านซอฟตแวรเบอ้ื งตน เชน การเขา และออกจากโปรแกรม การสรา งไฟล การจดั เก็บ การเรยี กใชไ ฟล ทําไดใ นโปรแกรม

๔๓ ช้นั ตัวชี้วดั (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง เชน โปรแกรมประมวลคาํ โปรแกรมกราฟก โปรแกรมนําเสนอ • การสรางและจัดเก็บไฟลอยางเปน ระบบจะ ทําใหเ รียกใชคน หาขอ มูลไดงายและรวดเร็ว ๕. ใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ • การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยา งปลอดภยั อยางปลอดภยั ปฏบิ ตั ิตามขอตกลง เชน รูจกั ขอ มูลสวนตัว อนั ตรายจาก ในการใชคอมพิวเตอรรว มกัน การเผยแพรขอมลู สว นตัว และไมบ อกขอ มลู ดแู ลรกั ษาอุปกรณเ บ้อื งตน สว นตัวกับบคุ คลอ่นื ยกเวน ผูปกครองหรือครู ใชงานอยา งเหมาะสม แจงผูเก่ยี วของเม่ือตองการความชวยเหลอื เกย่ี วกบั การใชง าน • ขอปฏิบตั ใิ นการใชงานและการดแู ลรักษา อปุ กรณ เชน ไมขีดเขียนบนอุปกรณ ทาํ ความสะอาด ใชอ ปุ กรณอ ยางถูกวธิ ี • การใชงานอยา งเหมาะสม เชน จัดทา นั่ง ใหถ กู ตอง การพกั สายตาเมื่อใชอ ุปกรณเ ปน เวลานาน ระมัดระวังอบุ ตั เิ หตจุ ากการใชง าน ป.๒ ๑. แสดงลําดับข้นั ตอนการทาํ งาน หรือ • การแสดงข้นั ตอนการแกป ญหา ทาํ ไดโ ดย การแกป ญ หาอยา งงา ยโดยใชภาพ การเขียนบอกเลา วาดภาพ หรือใชส ญั ลกั ษณ สัญลกั ษณห รือขอความ • ปญหาอยางงา ย เชน เกมตวั ตอ ๖-๑๒ ชนิ้ การแตง ตัวมาโรงเรียน ๒. เขยี นโปรแกรมอยา งงาย โดยใช • ตัวอยา งโปรแกรม เชน เขยี นโปรแกรมสงั่ ให ซอฟตแวรห รือส่อื และตรวจหา ตัวละครทํางานตามทตี่ องการ และตรวจสอบ ขอผิดพลาดของโปรแกรม ขอ ผดิ พลาด ปรับแกไ ขใหไดผ ลลพั ธต ามที่ กําหนด • การตรวจหาขอ ผิดพลาด ทําไดโ ดย ตรวจสอบคาํ สัง่ ทีแ่ จง ขอ ผดิ พลาด หรอื หาก ผลลัพธไ มเ ปนไปตามท่ีตองการใหต รวจสอบ การทาํ งานทลี ะคาํ ส่ัง

๔๔ ช้นั ตัวชว้ี ัด (ระหวางทาง/ปลายทาง) สาระการเรยี นรแู กนกลาง • ซอฟตแ วรห รือส่ือที่ใชใ นการเขยี นโปรแกรม เชน ใชบตั รคาํ สั่งแสดงการเขยี นโปรแกรม, Code.org ๓. ใชเ ทคโนโลยีในการสราง จัด • การใชง านซอฟตแ วรเ บ้อื งตน เชน การเขา หมวดหมคู น หาจัดเกบ็ เรยี กใชขอ มูล และออกจากโปรแกรม การสรางไฟล ตามวัตถุประสงค การจัดเก็บ การเรียกใชไฟลก ารแกไขตกแตง เอกสารทาํ ไดในโปรแกรม เชน โปรแกรม ประมวลคํา โปรแกรมกราฟก โปรแกรม นาํ เสนอ • การสรา ง คัดลอก ยา ย ลบ เปลี่ยนช่ือ จดั หมวดหมูไ ฟลแ ละโฟลเดอรอยา งเปนระบบ จะทําใหเ รยี กใชค นหาขอ มลู ไดง า ยและรวดเรว็ ๔. ใชเทคโนโลยสี ารสนเทศ • การใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภยั อยางปลอดภัย ปฏิบัติตามขอตกลง เชน รจู กั ขอมลู สว นตัว อันตรายจากการ ในการใชค อมพวิ เตอรร วมกัน เผยแพรขอมูลสว นตวั และไมบอกขอ มลู ดแู ลรักษาอุปกรณเบ้ืองตน สวนตัวกบั บคุ คลอื่นยกเวน ผูป กครองหรอื ครู ใชงานอยา งเหมาะสม แจงผูเก่ยี วของเมื่อตอ งการความชวยเหลือ เก่ยี วกับการใชงาน • ขอ ปฏบิ ัติในการใชงานและการดูแลรกั ษา อปุ กรณ เชน ไมข ีดเขยี นบนอปุ กรณ ทาํ ความสะอาด ใชอุปกรณอ ยางถกู วธิ ี • การใชงานอยางเหมาะสม เชน จดั ทานง่ั ให ถูกตอง การพกั สายตาเมอ่ื ใชอ ปุ กรณเปน เวลานาน ระมัดระวังอุบตั เิ หตจุ ากการใชงาน ป.๓ ๑. แสดงอลั กอรทิ ึมในการทํางาน • อัลกอรทิ ึมเปน ขน้ั ตอนท่ีใชในการแกปญหา หรอื การแกป ญ หาอยา งงายโดยใชภาพ • การแสดงอัลกอรทิ มึ ทําไดโ ดยการเขียน สัญลักษณห รอื ขอความ บอกเลา วาดภาพ หรอื ใชส ญั ลักษณ • ตัวอยางปญ หา เชน เกมเศรษฐีเกมบนั ไดงู เกม Tetris เกม OX การเดินไปโรงอาหาร

๔๕ ช้ัน ตัวช้วี ดั (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง ๒. เขยี นโปรแกรมอยางงา ย โดยใช การทาํ ความสะอาดหอ งเรียน ซอฟตแวรหรอื สอ่ื และตรวจหา ขอ ผิดพลาดของโปรแกรม • การเขียนโปรแกรมเปน การสรา งลาํ ดับของ คาํ ส่ังใหคอมพวิ เตอรทาํ งาน ๓. ใชอินเทอรเน็ตคน หาความรู • ตัวอยา งโปรแกรม เชน เขยี นโปรแกรม ทส่ี ั่งใหตัวละครทํางานซา้ํ ไมสิ้นสุด • การตรวจหาขอผดิ พลาด ทําไดโ ดย ตรวจสอบคาํ สงั่ ทแี่ จงขอ ผดิ พลาด หรอื หาก ผลลัพธไมเปนไปตามทตี่ อ งการใหตรวจสอบ การทาํ งานทลี ะคําส่งั • ซอฟตแวรหรือสอื่ ที่ใชในการเขียนโปรแกรม เชน ใชบตั รคําสง่ั แสดงการเขียนโปรแกรม, Code.org • อนิ เทอรเ น็ตเปน เครือขา ยขนาดใหญชวยให การตดิ ตอ สือ่ สารทําไดสะดวกและรวดเร็ว และเปน แหลงขอมลู ความรทู ี่ชวยในการเรยี น และการดาํ เนินชวี ิต • เวบ็ เบราวเซอรเปนโปรแกรมสําหรับอา น เอกสารบนเวบ็ เพจ • การสบื คน ขอ มูลบนอินเทอรเนต็ ทําไดโดย ใชเ ว็บไซตส าํ หรบั สืบคน และตอ งกําหนด คําคน ทีเ่ หมาะสมจงึ จะไดข อมูลตามตองการ • ขอ มลู ความรเู ชน วิธีทําอาหาร วิธพี ับ กระดาษเปนรูปตาง ๆ ขอมลู ประวตั ิศาสตร ชาติไทย (อาจเปนความรูในวชิ าอืน่ ๆ หรอื เรอื่ งทเ่ี ปนประเดน็ ทีส่ นใจในชวงเวลานั้น) • การใชอนิ เทอรเ นต็ อยา งปลอดภัยควรอยู ในการดแู ลของครหู รือผปู กครอง

๔๖ ช้นั ตัวชีว้ ัด (ระหวา งทาง/ปลายทาง) สาระการเรียนรูแกนกลาง ๔. รวบรวม ประมวลผล และนําเสนอ • การรวบรวมขอมลู ทําไดโ ดยกําหนดหวั ขอ ขอมูล โดยใชซอฟตแวรตาม ที่ตองการ เตรยี มอุปกรณใ นการจดบันทกึ วัตถปุ ระสงค • การประมวลผลอยางงา ย เชน เปรยี บเทียบ จดั กลุม เรยี งลําดับ • การนาํ เสนอขอมูลทําไดหลายลักษณะตาม ความเหมาะสม เชน การบอกเลา การทาํ เอกสารรายงาน การจดั ทําปายประกาศ • การใชซอฟตแ วรท าํ งานตามวตั ถุประสงค เชน ใชซ อฟตแวรนําเสนอ หรือซอฟตแ วร กราฟกสรา งแผนภูมริ ูปภาพ ใชซอฟตแ วร ประมวลคาํ ทาํ ปายประกาศหรอื เอกสารรายงาน ใชซ อฟตแ วรต ารางทาํ งาน ในการประมวลผลขอ มูล ๕. ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศ • การใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยางปลอดภัย อยา งปลอดภัย ปฏิบัติตามขอ ตกลง เชน ปกปองขอ มูลสว นตวั ในการใชอ นิ เทอรเน็ต • ขอความชว ยเหลือจากครูหรอื ผูปกครอง เมือ่ เกิดปญหาจากการใชง าน เม่อื พบขอมูล หรอื บคุ คลท่ีทําใหไมสบายใจ • การปฏิบตั ติ ามขอ ตกลงในการใช อินเทอรเ น็ตจะทําใหไ มเ กิดความเสียหายตอ ตนเองและผอู ่ืน เชน ไมใ ชคําหยาบ ลอ เลยี น ดาทอ ทําใหผูอ่นื เสียหายหรือเสียใจ • ขอ ดแี ละขอเสียในการใชเ ทคโนโลยี สารสนเทศและการส่อื สาร ป.๔ ๑. ใชเ หตุผลเชิงตรรกะในการแกปญ หา • การใชเหตผุ ลเชิงตรรกะเปนการนาํ กฎเกณฑ การอธบิ ายการทํางาน การคาดการณ หรือเงอื่ นไขท่ีครอบคลมุ ทกุ กรณีมาใช ผลลพั ธจากปญ หาอยางงาย พจิ ารณาในการแกป ญ หา การอธิบายการ ทาํ งาน หรอื การคาดการณผลลพั ธ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook