Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานการพัฒนาเว็บไซต์ 17

รายงานการพัฒนาเว็บไซต์ 17

Published by Muthita Lison, 2021-01-26 05:41:09

Description: รายงานการพัฒนาเว็บไซต์ 17

Search

Read the Text Version

1 หัว่ขอเร่อื ง ่สวนที่ 1 ก่ลมุ ่เปำหมำย บทนำ ประเภท ่ผจู ดั ทำ : ภาษาไทยกบั การ้ใช สำขำวชิ ำ : นกั เรียนระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษา้ปที่ 3 ่ปกำรศกึ ษำ : การพฒั นาเวบ็ ไซ้ตสาหรับการเรียนการสอน้ดวย Google Sites : นางสาวมุฑติ า ลสิ อน รหัสนักศึกษา 614179017 : คบ.3 เทคโนโลยีการศกึ ษาและคอมพิวเตอ้รการศกึ ษา : คณะครุศาสต้ร มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ห้มู้บานจอมบึง : ภาคเรียนท่ี 1้ปการศึกษา 2563 หลักกำรและเหตุผล การส้รางส่ือทาง้ดานการเรียนการสอนมีความสาคัญ้เปนอ้ยางมากใน้ปจจุบัน ซึ่งสามารถเสริมส้รางการ เรียน้รู้ใหมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ท้ังนี้การส้รางส่ือ้เปนวิชาชีพเฉพาะของนักเทคโนโลยีการศึกษา จะ้ตอ้งรูจัก ระบบ กระบวนการ และขั้นตอนในการผลิตส่ือ โดยเฉพาะสื่อภาพนิ่ง มีความสาคัญมากท้ังทา้งดานการรับ้รู การ ้ถายทอด และ อีกท้ังการนาเสนอท่ีเพ่ิมความ้นาสนใจ และยัง้เปนสื่อกลางในส้รางความ้เขาใจ้ตาง ๆ เพื่อ้ถายทอด ไปย้ังผูเรียน ้เชน ภาพประกอบในหนังสือ ภาพประกอบแ้ผนพับ โปสเตอ้ร้ตาง ๆ หรือทา้ให้ผูเรียน้เขาใจในเนอื้ หา มากขึ้น และทุกคนควรเรียน้รูเก่ียวกับทักษะ้ดานภาษาไทยประกอบ้ดวย การ้ฟง พูด้อาน เขียน ้เปนทักษะ เครื่องมือท้่ีใชในการสื่อสาร้ใหเกิดความ้รู ความ้เขาใจท่ีดีตรงกัน ถูก้ตอง ้เปนเครื่องมือท้่ีใชในการแสวงหาความ้รู ้รวมทง้ั มีความคิดแ้จมชดั และสามารถนาไป้ใชในชวี ิตประจาวัน้เปน้ตน ้ดวยความสาคัญดังก้ลาว เพ่ือใ้หการจัดการเรียน้รู้เปนไปอ้ยางมีประสิทธิภาพและสอดค้ลองกับการ เปลี่ยนแปลงทางทา้งดานเทคโนโลยีกบั การศึกษา พ้รอมทงั้ การส้รางพัฒนาการเริ่มการเรียน้รู้ใหกบั ้ผูเรยี นและ้เปน ส่ือเสริมเพื่อ้ให้ผูเรียน้รู้ไดทบทวนบทเรียน้ได้ดวยตนเอง้ได จึงขอเสนอดาเนินการ การพัฒนาเว็บไซ้ตสาหรับการ

2 เรียนการสอน เรื่อง ภาษาไทยกับการ้ใช สาหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา้ปท่ี 3 เพ่ือ้ใชในการพัฒนาทักษะ ทา้งดานการเรียนการสอน และการพัฒนาการ้ฟง พูด้อาน และเขียนของ้ผูเรียนอีก้ดวย เพื่อ้เปนการ้สงเสริมการ พัฒนาเวบ็ ไซ้ตสาหรับการเรียนการสอนในการนามาประยกุ้ต้ใช้ใหเหมาะสมกับการศกึ ษา โดยคาดหว้ังวา้ผูเรียนทเี่ รียน้รูจากการพฒั นาพัฒนาเวบ็ ไซ้ตสาหรับการเรียนการสอน เร่ือง ภาษาไทยกับ การ้ใช สาหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา้ปท่ี 3 จะทา้ใหสามารถนาความ้รูท้่ีไดไป้ใชในชีวิตประจาวันสาหรับการ ้ฟง พูด้อาน เขียน และการพฒั นาความคิดส้รางสรร้คของนักเรียน ขอบเขตของกำรศึกษำ่คนค่วำ ก้ลุมตัวอ้ยาง : นกั เรยี นระดบั ชน้ั มัธยมศึกษา้ปที่ 4 ขอบเขตเนือ้ หา : ก้ลมุ สาระการเรียน้รูภาษาไทย วตั ถุประสง่ค 1. เพื่อ้ให้ผูเรยี นสามารถบอกแนวคดิ พน้ื ฐานของการสอ่ื สาร 2. เพอ่ื ้ให้ผูเรียนมีทกั ษะทา้งดานการพูด สามารถพูด้ไดถกู้ตองเหมาะสม 3. เพ่อื ้ให้ผูเรียนมีทกั ษะทา้งดานการ้ฟง สามารถ้ฟงและคดิ อ้ยางมวี ิจารณญาณ 4. เพ่อื ้ให้ผูเรยี นมีทกั ษะทา้งดานการ้อาน สามารถ้อาน้ไดอ้ยางถูก้ตอง 5. เพือ่ ้ให้ผูเรียนมีทกั ษะทา้งดานการเขียน สามารถเขยี นงานเชงิ ส้รางสรร้ค้ได 6. เพือ่ ้ให้ผูเรียนสามารถนาความ้รทู ้ไี่ ดรบั ไปประยุก้ต้ใชในชวี ติ ประจาวนั ้ได ประโยช่นทค่ี ำด่วำจะ่ไดรับ 1) นกั เรยี น้ไดรบั ความ้รูในเร่ือง ภาษาไทยกบั การ้ใช 2) ้ใหนักเรียนมีการพัฒนาทกั ษะทา้งดานการเรียนการสอน และการพัฒนาการ้ฟง พดู ้อาน และเขยี น 3) นักเรียนจะ้ไดนาความ้รูท้ี่ไดรบั ไปประยุก้ต้ใชในชีวิตประจาวนั ้ได

3 ่สวนท่ี 2 เอกสำรที่เกีย่ ว่ของ ชอ่ื สื่อกำรสอน : ภาษาไทยกับการ้ใช ชอื่ วิชำ : วิชา ภาษาไทย ก้ลุมสาระการเรียน้รูภาษาไทย ก่ลมุ ่เปำหมำยระดับชัน้ : มัธยมศกึ ษา้ปที่ 3 บทที่ 1 กำร่ฟง การ้ฟง้เปนกระบวนการของการรับสารซ่ึงนับ้วา้เปนทักษะที่สาคัญและมนุษ้ย้ใชมากท่ีสุด การ้ฟงยัง้เปน การสอื่ สารท่มี า้กอนการพดู การ้อาน และการเขยี น การ้ฟงมคี วามสาคญั ้ตอความสาเรจ็ หรือความ้ลมเหลวของการ ส่ือสารอ้ยางมาก ความ้ลมเหลวของการส่ือสารน้ันเกิดจากการ้ฟงมากท่ีสุด การ้ฟงอ้ยางมีประสิทธิภาพจึงมี ความสาคัญและทา้ใหการสือ่ สารสัมฤทธผิ์ ล้ได เนอื้ หาในบทนจ้ี ะก้ลาวถึงการ้ฟงใน 3 ประเดน็ ให้ญ ้ไดแ้ก - ประเด็นท่ีหนง่ึ ความ้รูพืน้ ฐานของการ้ฟง จะอธิบายถงึ ความ้รูทั่วไปเก่ยี วกับการ้ฟงเพื่อปูพ้นื ฐานความ้เขาใจ้ใหแ้ก ้ผูเรยี น - ประเด็นท่ีสอง หลักการ้ฟง จะอธิบายลักษณะและวิธีการ้ฟงสารประเภท้ตาง ๆ เพื่อ้ให้ผูเรียน้เขาใจและสามารถ พฒั นาทกั ษะการ้ฟงของตนเอง้ใหมีประสทิ ธภิ าพ - ประเด็นท่สี าม อุปสรรคและ้ปญหาในการ้ฟง จะก้ลาวถึง้ปจจยั ที่ทา้ใหการ้ฟงขาดประสทิ ธิภาพ 1.1 ควำม่รูพน้ื ฐำนของกำร่ฟง การพัฒนาทักษะการ้ฟง้ใหมีประสิทธิภาพนั้น้ผู้ฟง้ตองมีความ้รูพื้นฐานเก่ียวกับการ้ฟงเพราะจะทา้ให ้เขาใจลักษณะท่ัวไปของการ้ฟง ซึ่งจะ้เปนพื้นฐานความ้เขาใจอันจะ้ชวย้ใหการพัฒนาทักษะการ้ฟงรวดเร็วและมี คณุ ภาพข้ึน การเรยี น้รูพ้ืนฐานของการ้ฟงจงึ ้เปนข้ันตอนแรกของการพฒั นาทักษะการ้ฟง ควำมหมำยของกำร่ฟง การ้ฟง้เปนทักษะทางภาษาที่มนุษ้ย้ใชมากที่สุด บางครั้งอาจม้ีผู้เขาใจ้วาการ้ฟงมีความหมายเหมือนการ ้ไดยิน แ้ตในความ้เปนจริงแ้ลวการ้ฟงกับการ้ไดยินมีความหมายแตก้ตางกัน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2546, ห้นา 811) ้ใหความหมายของค้าวา “้ฟง” ้ไ้ววา “ตั้งใจสดับ คอยรับเสยี ้งดวยหู”้สวนการ้ไดยิน (2546, ห้นา 419) หมายถงึ “รบั้รูเสีย้งดวยหู” จากทง้ั สองความหมายน้ี้เปนท้ี่นาสังเกต้วา การ้ฟงมีความเกี่ยว้ของ กบั การตั้งใจ้ฟ้งตางจากการ้ไดยินซึง่ ้เปนเพียงการรบั้รเู สยี ้งดวยหู้เทานั้น

4 ปรีชา้ชางขวัญยืน ก้ลา้ววา การ้ฟง คือ พฤติกรรมการ้ใชภาษาที่เกิดข้ึนภายในตัวบุคคลของบุคคลหนึ่ง หลังจาก้ไดยินเสียงพูดหรือเสีย้งอาน ซ่ึง้เปนพฤติกรรมการ้ใชภาษาภายนอกตัวบุคคลจากอีกบุคคลหนึ่ง เม่ือเสียง น้ันมากระทบโสตประสาทขอ้งผูรบั คอื ้ผู้ฟงแ้ลว้ผ้ฟู งก็จะนาเสยี งพดู เห้ลานัน้ ้เขา้สูกระบวนการทางสมอง คอื การ คิด้ดวยการแปลความ ตีความจนเกิดความ้เขาใจ ทั้งน้้ีถาเสียงดังก้ลาว้เปนเสียงในภาษาเดียวกันของทั้้งผูพูดและ ้ผู้ฟง การ้ฟงกจ็ ะเกิดผล้ไ้ดงาย ถูก้ตองและชดั เจน (ปรีชา้ชางขวัญยนื , 2525, ห้นา 4-5) จากที่ก้ลาวมา้ขา้งตน สามารถสรุปความหมายของการ้ฟง้ได้วา การ้ฟง หมายถึง พฤติกรรมการรับสาร ้ผานโสตประสาทอ้ยางตั้งใจเชื่อมโยงกับกระบวนการคิดในสมอง โดยสมองแปลความหมายของเสียงจนเกิดความ ้เขาใจและมีปฏกิ ริ ยิ าตอบสนอง การ้ฟงจึง้เปนกระบวนการทีเ่ กดิ ข้ึนภายในตัวบุคคล กำร่ฟงกับกำร่ไดยนิ การ้ฟงน้ัน้ตางจากการ้ไดยิน เน่ืองจากการ้ฟง้ตองอาศัยโสตประสาทท่ีอ้ยูในหู้เปนเครื่องมือรับเสียง จากน้ันเมื่อเสีย้งผานโสตประสาทแ้ลวจะ้เขา้สูกระบวนการทางานของสมอง้สวนการ้ไดยิน้เปนกลไกอัตโนมัติของ โสตประสาทในการรับเสียงแ้ต้ไม้ไดเช่ือมโยงกับกระบวนการทางสมองเพื่อตีความในการทาความ้เขาใจเสียงน้ัน แผนภูม้ิตอไปนี้แสดง้ใหเห็นกระบวนการการ้ฟงซ่ึงจะทา้ใหเห็นความแตก้ตางระห้วางการ้ฟงกับการ้ไดยิน แ้บง ตามลาดบั ้ได 5 ขัน้ ตอน ดงั นี้ จากแผนภูมิจะเห็นว่า กระบวนการฟังเป็นขั้นตอนที่ต่อจากการได้ยิน การได้ยินจะส้ินสุดเพียงระดับ การรับรู้เสียงแต่การฟังน้ัน เม่ือผู้ฟังเกิดการรับรู้เสียงแล้วจะต้องใช้กระบวนการทางสมองในการตีความและแปล ความเสียงท่ีได้ยินนั้นออกมา ทาให้เกิดความเข้าใจและตอบสนองสารที่ได้ฟัง เช่น เกิดความเข้าใจ เกิดอารมณ์ ความรู้สกึ เป็นต้น เป็นท่นี า่ สงั เกตวา่ ลกั ษณะการฟังน้นั จะต้องเร่ิมมาจากการต้ังใจหรือจงใจทีจ่ ะฟัง ส่วนการได้ยนิ จะไม่ได้เรมิ่ จากการตง้ั ใจฟัง

5 ความสาคัญของการฟัง การฟังมีความสาคัญมากต่อการติดต่อส่ือสารของมนุษย์ในชีวิตประจาวัน ดังจะเห็นว่ามนุษย์ใช้เวลาไป กบั การฟงั มากทสี่ ุดหากเปรียบเทียบกบั การพดู การอา่ นและการเขียน จอห์น ดับบลวิ เคล์ทเนอร์ พบว่า ผู้ทส่ี ่อื สาร นนั้ มีอตั ราส่วนของการใชท้ ักษะทางภาษา คือ ใช้เวลาในการฟงั 42% การพูด 32% การอา่ น 15% และการเขียน 11% ซ่ึงทาให้เหน็ วา่ การฟังมีความสาคญั ในการกาหนดความล้มเหลวหรือความสาเรจ็ ของการสือ่ สารอย่างมาก แผนภมู แิ สดงอัตราส่วนการใชท้ กั ษะทางภาษา ความสาคัญของการฟัง สรปุ ไดด้ ังนี้ 3.1 การฟงั ทาให้ได้รับความรู้ เพราะการฟังเปน็ เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ เชน่ การฟงั บรรยาย ของอาจารย์ในช้ันเรยี น ฟังวิธที าขนมไทย ฟงั วธิ ีปลูกไม้ดอก เป็นตน้ 3.2 การฟังทาให้รู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ทาให้รู้เท่าทันความ เปล่ยี นแปลงของคนและสงั คม 3.3 การฟังเปน็ กระบวนการเรียนร้อู ย่างหนึง่ ของมนุษย์ ทง้ั ท่เี กิดจากการฟงั จากบคุ คลโดยตรงหรือฟัง ผา่ นสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ 3.4 การฟงั ช่วยยกระดบั จิตใจ ทาใหเ้ ขา้ ใจความเปน็ มนุษย์หรือการอยู่ร่วมกันในสงั คมอย่างมคี วามสุข ได้ เชน่ การฟงั ธรรมเทศนา การฟงั โอวาท เปน็ ตน้ 3.5 การฟงั ทาใหไ้ ดร้ บั ความบันเทิง ชว่ ยผ่อนคลายความเครียด

6 3.6 การฟังช่วยพฒั นาทักษะการพูดให้มีประสิทธิภาพได้ กลา่ วคอื การฟังชว่ ยให้ผู้ฟังได้เรียนรู้วิธีการ พูด เนื้อหาสาระของสาร วิธีการนาเสนอสาร บุคลิกภาพ ฯลฯ ซ่ึงสามารถนามาปรับใช้กับวิธกี ารพูดของตน ทาให้ เกดิ ความมน่ั ใจขณะพูด และทาให้การพดู ของตนมีประสทิ ธภิ าพมากย่งิ ข้ึน 3.7 การฟงั อย่างมปี ระสทิ ธสิ ามารถสร้างความเข้าใจอนั ดรี ะหว่างคนในสงั คม 3.8 การฟังเป็นเคร่ืองมือช่วยสืบทอดความงามทางวรรณศิลป์และฉันทลักษณ์ของไทย เช่น การอ่าน บทรอ้ ยกรอง บทกวี บทสวดมนต์ เพลงไทยเดมิ เป็นต้น ระดบั ของการฟงั การฟังสามารถจาแนกได้หลายระดบั โดยระดับของการฟังท่ีมักใช้ในชวี ิตประจาวันสรุปได้เปน็ 3 ระดบั ดงั ต่อไปนี้ 1. ระดับการได้ยิน การได้ยินเป็นกระบวนการข้ันแรกของการฟัง เป็นการรับรู้โดยใช้ อวัยวะในการ รับรู้หรือการได้ยินคือ หูและอวัยวะภายในหู เมื่อหูรับคล่ืนเสียงแลว้ ก็จะส่งไปยงั สมอง สมองจะรับรู้ว่าเรื่องที่ไดย้ ิน น้ันคืออะไรโดยไม่มกี ารแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง 2. ระดับการฟังตามปกติ เป็นระดับการได้ยินที่สูงขึ้นต่อจากการได้ยิน ผู้ฟังต้องใช้สมรรถภาพทาง สมองเชือ่ มโยงเสียงที่ได้ยนิ กบั ประสบการณ์และความร้เู กี่ยวกับความหมายของเสยี ง เพ่อื ใหเ้ กดิ การแปลความและ ตีความเสียงน้นั จนเข้าใจสารทีฟ่ ังและแสดงปฏิกริ ยิ าตอบสนองสารน้นั อยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม 3. ระดบั การฟงั อยา่ งมวี ิจารณญาณ เป็นระดบั การฟังที่สงู ขึ้นอีกตอ้ งอาศยั สมรรถภาพทางดา้ นการคิด วิเคราะห์ การประเมนิ คา่ การวินจิ ฉัย และการนาไปใช้ในชีวติ จริงได้ การฟงั ระดับนตี้ ้องอาศัยการฝึกฝนและพัฒนา อย่างตอ่ เนื่อง หากสามารถพัฒนาจนเกิดทักษะแล้ว ผฟู้ ังจะไดป้ ระโยชน์สูงสุดจากการฟงั สารนั้น ๆ

7 จากแผนภูมิข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า การฟังทั้ง 3 ระดับนี้ มีความเกี่ยวโยงกันอย่างเป็นลาดับเป็นการ พัฒนาจากระดับของการได้ยินจากอวัยวะรับเสียง จากนั้นเข้าสู่การฟังตามปกติคือผ่านกระบวนการตีความและ แปลความทางสมอง แล้วจึงเข้าสู่ระดับการฟังอย่างมีวิจารณญาณท่ีเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ การใคร่ครวญ การ วนิ จิ ฉยั การประเมนิ ค่าและการใชป้ ระโยชน์ ลักษณะการฟังแบบตา่ ง ๆ การฟงั สามารถแบง่ ได้หลากหลายลักษณะ สรปุ ได้ดงั น้ี 1. การฟังอย่างเข้าใจ เป็นการฟังขั้นพ้ืนฐานท่ีใช้ได้ทุกสถานการณ์ เช่น ฟังเพื่อให้สามารถรับรู้เข้าใจ เรื่องราว เข้าใจความคิดของบุคคล เข้าใจความหมายของสารแล้วสามารถนาส่ิงท่ีได้ฟังไปปฏิบัติได้ ฯลฯ การฟัง ลกั ษณะน้ผี ู้ฟังควรฟังโดยตลอด ใช้ความคดิ พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลางและยอมรับความรู้ความคิดหรือมุมมองต่าง ๆ ของผู้ส่งสาร อาจมีการจดบันทึกประเด็นสาคญั ๆ ไปด้วยก็ได้ 2. การฟังอย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็นการฟังที่ผู้ฟังตั้งวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่งไว้ล่วงหน้า เช่น ตอ้ งการฟงั เพ่อื ความรู้ เพอ่ื ความบันเทงิ เพอ่ื การตัดสินใจ เปน็ ต้น การฟงั อยา่ งไมไ่ ด้ต้ังจุดมงุ่ หมายจัดว่าเป็นการฟัง แบบผ่านๆ ผู้ฟังจะไม่ได้ประโยชน์จากส่ิงท่ีได้ฟัง การฟังอย่างมีจุดมุ่งหมายจึงเป็นพื้นฐานสาคัญของการฟังอย่างมี ประสิทธิภาพ 3. การฟงั อย่างมวี ิจารณญาณ จดั เป็นการฟังท่ีต้องใชค้ วามคดิ วเิ คราะหส์ ารท่ีได้ฟัง มกั ดาเนินควบคูไ่ ปกับ การวิเคราะห์สาร จัดเปน็ การฟงั ขั้นสูง ผู้ฟงั ตอ้ งจับประเด็นวา่ จดุ มุ่งหมายของผู้พูดคืออะไร และแยกแยะวา่ ส่วนใด ท่ีเป็นขอ้ เท็จจริงและเป็นข้อคิดเห็น โดยใชก้ ระบวนการคิดใคร่ครวญดว้ ยเหตผุ ล จนนาไปสกู่ ารตอบสนองที่ถูกต้อง เหมาะสม การฟังอย่างมวี ิจารณญาณจะทาให้ผู้ฟังไดร้ ับประโยชน์และไดข้ ้อมูลท่ีเปน็ จรงิ 4. การฟังอย่างประเมินคุณค่า เป็นการฟังในระดับสูงต่อมาจากการฟังอยา่ งมีวจิ ารณญาณ เป็นการฟังที่ ผู้ฟังต้องประเมินหรือตัดสินคุณค่าของสารที่ฟังว่าดีหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ เหมาะแก่การนาไปปฏิบัติหรือไม่ ผู้ฟงั ควรฟงั อย่างต้ังใจและสามารถวิพากษ์วิจารณส์ ง่ิ ท่ีฟังได้อย่างมีเหตผุ ลน่าเชื่อถือ การฟังอย่างประเมินคุณค่าทา ให้ผู้ฟงั ตระหนักไดว้ ่าข้อมูลนัน้ นา่ เช่อื ถอื มากน้อยเพียงใด

8 จุดมุง่ หมายของการฟัง การฟงั ท่ีดีผู้ฟังควรจะต้องฝึกฝนและพฒั นาทักษะการฟังของตนอย่เู สมอ เพอื่ ใหส้ ามารถทาความเข้าใจสิ่ง ท่ีได้ฟังอย่างถ่องแท้ การฟังโดยที่มีการต้ังจุดมุ่งหมายในการฟังไวล้ ่วงหนา้ เป็นอีกวิธหี น่ึงทีจ่ ะช่วยพัฒนาทักษะการ ฟงั จุดมงุ่ หมายของการฟังสรุปได้ดงั น้ี 1. ฟังเพื่อให้เกิดความรู้ นักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มท่ีใช้วัตถุประสงค์น้ีโดยตรง ผู้เรียนจะต้องฟังบรรยาย ของครูอาจารย์ ฟังวิทยากร ฟังเสวนา ฟังอภิปรายและฟังการรายงานของเพ่ือน นอกจากการฟังเพ่ือใหเ้ กิดความรู้ โดยตรงแล้ว ยังมีการฟังอีกลักษณะหน่ึงที่ทาให้ผู้ฟังเกิดความรูโ้ ดยอ้อม คือการฟังสารประเภทข่าวสาร เหตุการณ์ บ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฟังสารคดี ฟังการสัมภาษณ์บุคคลสาคัญ ฟังรายการสนทนาต่าง ๆ ฟังรายการที่เป็น สาระประโยชน์ เช่น การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง การกาหนดจิตให้มีสมาธิ หรือรายการแนะนาสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น การฟังเพ่ือให้เกิดความรู้โดยอ้อมน้ีจะทาให้ผู้ฟังเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวาง เป็นผู้รอบรู้ในเร่ืองต่าง ๆ ความรอบร้นู สี้ ามารถนาไปปรบั ใชก้ ับการดาเนนิ ชีวิตในสงั คมปจั จบุ ัน ทาใหก้ ารดาเนินชีวิตมีคุณภาพและเกดิ ความ สงบสุขได้ 2. ฟังเพื่อความบันเทิงและผ่อนคลาย เป็นการฟังเพ่ือให้เกิดเพลิดเพลิน ความสนุกสนาน ผ่อนคลาย ความเครียดจากการทางาน ภาวะแวดล้อม ความวิตกกังวลจากการดาเนินชีวิตในสังคม เช่น การฟังเพลง ฟังและ ชมการแสดงดนตรี ฟังเรื่องเบาสมอง ฟังการอ่านทานองเสนาะ รวมไปถึงฟังเสียงธรรมชาติ เช่น น้าตก นกร้อง คล่ืนในทะเล ฯลฯ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปัจจุบันลักษณะการฟังเพ่ือความบันเทิงและผ่อนคลายยังมีความแตกต่าง จากในอดีต ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีท่ีมีความเจริญก้าวหน้า ดังจะเห็นว่าการฟังในสมัยอดีตจะมีลักษณะเป็นการฟัง ระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่มชนกลุ่มเล็ก ๆ และมักจะมีการนัดหมายลว่ งหนา้ ซึ่งมักจะเป็นการร้องหรือพูดปาก เปล่าท่ีผู้ร้องหรือพูดอยู่ไม่ไกลจากผฟู้ ัง เช่น การฟังเพลง ฟังขับเสภา การดูโขน ฯลฯ แต่ในปัจจุบันมกี ารพัฒนาส่ือ และเคร่ืองมืออิเล็กทรอนิกส์ทาให้ผู้ฟังสามารถฟังเพลงหรือสิ่งที่ต้องการได้ในทุกขณะและผู้ฟังกับผู้ร้องหรือพูด ไม่ จาเปน็ ต้องอยู่ใกลก้ ันเพราะสามารถใช้เครื่องขยายเสยี งได้ เชน่ ฟังจากเครื่องเล่นเทป-ซดี แี บบพกพา เครอื่ งเลน่ เอ็ม พี โทรศัพท์มอื ถอื IPad เป็นตน้ 3. ฟังเพื่อให้เกิดความคิดและการตัดสินใจ อาทิเช่น การฟังปราศรัยหาเสียง ฟังโฆษณาสินค้า ฟังการ ขอร้อง วิงวอน ฯลฯ การฟังลักษณะนี้ผู้ฟังจะต้องใช้วจิ ารณญาณในการฟังมากที่สดุ และต้องประเมินค่าสิ่งที่ไดฟ้ งั ว่ามีเหตุมีผลน่าเชื่อถือหรือไม่ เพ่ือการตัดสินใจอย่างถูกต้อง เช่น ฟังการปราศรัยหาเสียง ผู้ฟังควรตั้งใจฟังและหา

9 สาระสาคัญจากส่ิงท่ีได้ฟัง พยายามแยกแยะข้อมูลท่ีเป็นข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นหรือถ้อยคาท่ีมีลักษณะชักจูงใจ ชวนเช่ือออกจากกัน ใช้วิจารณญาณพิจารณาไตรต่ รองข้อมูลท่เี ปน็ ไปได้จรงิ และประโยชน์ท่จี ะได้รับ เป็นต้น 4. ฟังเพ่ือสร้างความเข้าใจ เป็นการฟังความคิดเห็น ความรู้สึกของผู้อื่น เพ่ือเข้าใจบุคคลหรือเรื่องนั้น ๆ เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันและลดความขัดแย้งต่าง ๆ การฟังเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกิดข้ึนได้ในทุก ระดับช้ัน ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับชาติและนานาชาติ เป็นท่ีน่าสังเกตว่า ลักษณะการฟังเพื่อสร้างความ เข้าใจน้ี ส่วนใหญ่มักมีปัญหาหรือเกิดความขัดแย้งข้ึนเสียก่อนจึงมีการตกลงสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยปัญหา หรือความขดั แย้งนนั้ เกดิ ได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น สาเหตทุ างการเมือง สาเหตุทางเศรษฐกจิ สาเหตุทางสังคม สาเหตุทางความคิดและทัศนคติที่แตกต่างกัน ฯลฯ การฟังเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันจะเป็นแนวทางช่วยลด ปัญหาหรอื ความขดั แย้งต่าง ๆ ได้ แต่ทัง้ นีผ้ ฟู้ ังและผพู้ ูดต้องมใี จเปน็ กลางและยอมรบั ความคดิ เห็นที่แตกตา่ งด้วย 5. การฟังเพื่อแสดงความคิดเห็น การฟังเพ่ือแสดงความคิดเห็นน้ันเป็นการฟัง ที่ต้องเกิดจากความต้ังใจ และการคิดพิจารณาเพือ่ ประกอบการแสดงความคดิ เห็น โดยการแสดงความคิดเหน็ เปน็ กระบวนการท่เี กย่ี วข้องกับ การประเมินคุณค่าของสาร ฉะน้ัน ผู้ฟังจึงต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบและพิจารณาถึงความเหมาะสมในการ ถ่ายทอดความคิดเหน็ นั้นเป็นภาษาพดู หรือภาษาเขียนดว้ ย การฟงั เพอ่ื แสดงความคิดเห็นนี้มักปรากฏในการฟังการ สัมมนา การเสวนา การอภิปราย เป็นตน้ 6. ฟังเพ่ือให้ได้คติชีวิตหรือความจรรโลงใจ เป็นการฟังท่ีก่อให้เกิดสติปัญญาและวิจารณญาณ ยกระดับ จิตใจ ค้าชูจิตใจให้สูงข้ึนและประณีตขึ้น การฟังประเภทน้ีมีลักษณะคล้ายกับการฟังเพื่อความบันเทิงแต่ต่างกัน ตรงท่ีการฟังเพ่ือให้ได้คติชีวิตหรือความจรรโลงใจจะมีลักษณะลึกซ้ึงและละเอียดอ่อนกว่า มุ่งพัฒนาจิตวิญญาณ มใิ ช่เพยี งอารมณห์ รือความรูส้ ึก เชน่ การฟังธรรมะ ฟงั เทศน์ ฟงั สนุ ทรพจน์ ฟังโอวาท เปน็ ตน้ 7. ฟังเพื่อพัฒนาสมองและรักษาสุขภาพจิต เป็นการฟังท่ีมีลักษณะเฉพาะเจาะจงเพ่ือพัฒนาสมองและ รักษาสขุ ภาพจติ อาทเิ ชน่ ใหท้ ารกในครรภ์ฟงั เสยี งเพลงเช่อื วา่ เป็นการพฒั นาสมอง การฟังเสยี งตามธรรมชาติ เช่น เสยี งนกรอ้ ง เสยี งนา้ ตก ฯลฯ เชื่อว่าจะบาบดั อาการเครยี ด การซึมเศรา้ และคนไข้จิตเวชได้ การตั้งจุดมุ่งหมายการฟังเป็นข้ันตอนพื้นฐานของการพัฒนาทักษะการฟังให้มีประสิทธิภาพ ผู้ฟังที่ดี ตอ้ งตัง้ จุดม่งุ หมายของการฟังทกุ คร้ังเพ่ือสร้างแนวทางในการฟังเร่ืองราวต่าง ๆ ซงึ่ จะทาให้ผูฟ้ ังสามารถตระเตรียม ความพรอ้ มกอ่ นฟงั เพื่อใหเ้ กิดความเขา้ ใจเนือ้ หาสาระ ประโยชนแ์ ละสามารถประเมนิ ค่าสงิ่ ทไ่ี ด้ฟังได้งา่ ยขน้ึ

10 1.2 ประเภทของการฟัง ปัจจบุ ันเทคโนโลยีมีความเจรญิ ก้าวหนา้ ทาใหม้ นุษย์ใช้ทักษะการฟงั มากขน้ึ ในอดตี ประเภทของการฟังมี ลักษณะเป็นเพียงการสื่อสารระหว่างบุคคลหรือกลุ่มชน แต่ปัจจุบันมีการขยายตัวของสังคม เทคโนโลยีมีความ เจริญก้าวหน้าส่งผลให้ส่ืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามามีบทบาทสาคัญต่อการฟังอย่างย่ิงทาให้ประเภทของการฟัง หลากหลายมากข้ึน ประเภทของการฟังสรปุ ได้ 2 ประเภทใหญๆ่ ดงั นี้ 1. การฟังโดยพจิ ารณาจากกระบวนการสื่อสาร 2. การฟังโดยพิจารณาจากการตอบสนองของผู้ฟังเป็นหลกั 1. การฟงั โดยพจิ ารณาจากกระบวนการสอื่ สาร การฟงั ท่ีพจิ ารณาจากกระบวนการสือ่ สารมี 2 ลักษณะ ดังนี้ 1.1 การฟังการสื่อสารแบบทางเดียว การฟังการสื่อสารแบบทางเดียวเป็นการรับฟังสารท่ีถ่ายทอดผ่าน ส่ือต่าง ๆ โดยไม่มีการส่ือสารกลับ เช่น การฟังบรรยาย การฟังเพลง ฟังรายการวิทยุ การฟังการกล่าวสุนทรพจน์ เป็นต้น ท้ังน้ี การฟังการสื่อสารทางเดียวอาจมีอุปสรรคได้ เช่น สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออานวย ผู้พูดเสียงแหบแห้ง ส่ือที่ผู้พูดใช้ประกอบไม่สมบูรณ์ หรือไฟดับ เป็นต้น ผู้ฟังการส่ือสารประเภทนี้จึงควรตรวจสอบความสมบูรณ์ของ สือ่ เลือกสง่ิ แวดล้อมใหเ้ หมาะสมกบั การฟงั และตง้ั ใจฟัง 1.2 การฟังการสือ่ สารแบบสองทาง การฟังการส่ือสารแบบสองทางมีกระบวนการขั้นต้นเหมือนกบั การ ฟังการสื่อสารทางเดียว แตต่ า่ งการตรงที่การฟังการสื่อสารสองทางน้นั ผฟู้ ังสามารถสื่อสารกลับได้ (feedback) มี

11 การโต้ตอบระหวา่ งผพู้ ูดกับผู้ฟัง เช่น การสนทนา การคุยโทรศัพท์ เป็นตน้ การฟังประเภทนี้ ผู้ฟงั ควรพัฒนาทักษะ การฟัง การจับใจความสาคญั และพัฒนาทักษะการพดู ควบคไู่ ปดว้ ย 2. การฟังโดยพจิ ารณาจากการตอบสนองของผู้ฟังเป็นหลกั การฟังที่พิจารณาจากการตอบสนองของผฟู้ งั แบง่ ได้เปน็ 2 ลกั ษณะ ดังนี้ 2.1 การฟังโดยผู้ฟังมีส่วนร่วมโดยตรงในการสื่อสาร การฟังประเภทน้ีเป็นการส่ือสารท่ีบุคคลมีบทบาท โดยตรงในฐานะเปน็ ผู้รบั สารและผสู้ ง่ สาร แบ่งออกเปน็ 2 ลกั ษณะ ดงั นี้ 2.1.1 การฟังการสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารลักษณะน้ีเป็นการส่ือสารขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เปน็ การสื่อสารที่ใช้ในชวี ติ ประจาวัน บุคคลท่ีส่ือสารมจี านวนไมเ่ กนิ 2 คน ทาหน้าทเี่ ป็นผรู้ บั สารและส่งสารโต้ตอบ กัน เช่น การทักทาย การสนทนา การคุยโทรศัพท์ การสัมภาษณ์ เป็นต้น การฟังการส่ือสารระหว่างบุคคลจะ สัมฤทธ์ิผลได้ต่อเมื่อผู้ฟังตั้งใจฟัง เป็นผู้ฟังท่ีดี มีความจริงใจต่อคู่สนทนา แสดงปฏิกิริยาตอบสนองอย่างเหมาะสม และใช้วิจารณญาณตีความหมายสารท่ีผู้พดู สง่ มาเพอ่ื การตอบสนองกลบั ได้อย่างถูกตอ้ ง 2.1.2 การฟังการส่ือสารภายในกลุ่ม การส่ือสารลักษณะน้ีเป็นการส่ือสารที่มบี ุคคลเขา้ ร่วมสื่อสาร มากกว่า 3 คน ไม่จากัดจานวนบุคคลในกลุ่ม ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับโอกาส สถานที่ และเครื่องอานวยความสะดวก การ สื่อสารภายในกลมุ่ เช่น การอภิปรายกล่มุ การประชุมปรึกษาหารอื แก้ไขเร่ืองต่าง ๆ เป็นต้น บุคคลที่อยู่ในกลุ่มจะ เป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังสลับกันไป อาจเป็นการปรึกษาหารือ แลกเปล่ียนความคิดเห็น การโต้แย้งวิพากษ์วิจารณ์ วัตถุประสงค์ของการฟังการส่ือสารภายในกลุ่มมักเป็นการฟังเพื่อรับทราบข้อตกลง รับทราบเป้าหมาย หรือร่วม ตดั สินใจ รปู แบบของการสอื่ สารอาจเปน็ แบบทางการหรอื ไมเ่ ป็นทางการก็ได้ อาจมีประธานกลุ่มหรอื ไม่มกี ็ได้

12 การฟังการส่ือสารภายในกลุ่ม ผู้ฟังควรศึกษาเอกสารหรือประเด็นของเร่ืองท่ีจะฟังมาล่วงหน้าก่อน ขณะ ฟังควรฟังอย่างตั้งใจ ฟังแล้วคิดไตร่ตรองไปด้วย เมื่อมีผู้แสดงความคิดเห็นควรรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่มีอคติ และมีส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็ ในชว่ งเวลาท่ีเหมาะสมเปน็ ระยะ ๆ 2.2 การฟังโดยผู้ฟังไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการสื่อสาร การฟังประเภทน้ีจัดเป็นการฟังส่ือสาธารณะ เป็น การรับสารและสง่ สารในทีช่ มุ นมุ ชน มีขนาดกลมุ่ ใหญ่กว่าการสอ่ื สารภายในกลมุ่ 2.2.1 การฟังการสื่อสารกลุ่มใหญ่ การฟังประเภทน้ีเป็นการฟังในที่ชมุ นุมชนหรอื ฟังส่ือสาธารณะ ลักษณะของการฟังมักจะแยกอย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้ส่งสารและใครเป็นผู้รับสาร เวทีของผู้พูดและผู้ฟังก็มักจะ แยกสว่ นออกจากกัน กลมุ่ ผฟู้ ังมักเปน็ กลุม่ ทม่ี ีความคดิ เหน็ ทศั นคติ และความนิยมท่ใี กลเ้ คยี งกับผูส้ ่งสาร ผู้ฟงั สว่ น ใหญ่มกั จะเขา้ ใจสารทส่ี ่งมาแต่ไม่สามารถแสดงความคดิ เหน็ หรือซกั ถามได้ การฟงั ประเภทน้ี เช่น การบรรยายสรุป การช้แี จงตอ่ ที่ประชุม การปราศรัยหาเสยี ง การแสดงปาฐกถา การอภปิ รายสาธารณะ เปน็ ตน้ การฟังส่ือสาธารณะ ผฟู้ ังควรศกึ ษาผู้พูดและประเด็นท่จี ะฟังลว่ งหน้าเพ่ือปูพื้นฐานความเข้าใจ ในขณะฟงั ควรตั้งใจฟงั มีสมาธิในการฟัง จับประเด็นเรอื่ งท่ีฟังใหไ้ ด้ และหลังจากฟงั จบแลว้ ผฟู้ งั ควรประเมินคา่ ส่ิงทฟี่ งั ด้วย 2.2.2 การฟังจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การฟังประเภทน้ีเป็นการฟังส่ือผ่านเคร่ืองมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิดีทัศน์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เป็นส่ือท่ีผู้ฟังสามารถเลือกฟังได้ตามความต้องการของ ตนมากกว่าการส่ือสารประเภทอ่ืน เช่น บางคนชอบเลือกฟังเฉพาะเพลงลูกทุ่ง บางคนชอบเลือกฟังรายการท่ีมี สาระประโยชน์ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การฟังสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผู้ฟังต้องรอกาหนดเวลาการส่งสัญญาณมายัง เคร่ืองรับและฟังได้เพียงคร้ังเดียว ไม่สามารถย้อนกลับมาฟังซ้าได้ ดังน้ัน ผู้ฟังจึงต้องตั้งใจฟังและฟังอย่างมี วจิ ารณญาณ เนอ่ื งจากผูฟ้ งั ไมส่ ามารถแสดงความคิดเหน็ หรือซักถาม 1.3 หลกั การฟัง การฟังอย่างมีประสิทธิภาพทาให้ผู้ฟังได้รับความรู้และความเพลิดเพลิน ซึ่งจะช่วยพัฒนาสติปัญญาให้ เจริญงอกงามได้ การจะฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพน้ัน ผู้ฟังควรรู้หลักการฟังเพ่ือนาไปพัฒนาทักษะการฟังของ ตนเอง ท้ังต้องหมน่ั ฝึกฝนและพฒั นาประสิทธิภาพในการฟงั อย่างสม่าเสมอ หลักการฟังทวั่ ไป หลกั การฟังทดี่ ีทผ่ี ู้ฟังควรฝึกฝนอยู่เสมอเพ่อื เพิ่มประสิทธิภาพในการฟัง มีหลกั ใหญ่ๆ ดงั นี้

13 1. มีสมาธิในการฟัง การมีสมาธิเป็นพ้ืนฐานของพฤติกรรมการฟังที่ดี ผู้ฟังควรมีสมาธิในการฟังอยู่เสมอ การมีสมาธจิ ะเร่มิ มาจากความตั้งใจฟงั มีใจจดจ่อตอ่ เรื่องที่ได้ฟัง ไม่วอกแวกต่อสิ่งรบกวนต่าง ๆ การมสี มาธใิ นการ ฟังยังจะทาใหผ้ ฟู้ งั มกี ิรยิ าท่าทางที่สารวมอีกดว้ ย 2. พยายามจับประเด็นสาคัญ วิธีการฟังท่ีดีนอกจากต้องใช้สมาธิในการฟังแล้ว ผู้ฟังควรพยายามจับ ประเด็นสาคัญของเรื่องทุกครั้งท่ีฟัง การจับประเด็นสาคัญเริ่มมาจากผู้ฟังกาหนดจุดมุ่งหมายในการฟังไว้แล้ว ฟัง อย่างตั้งใจตลอดเร่ือง จดบันทึก และพยายามจับสาระสาคัญโดยใช้การพิจารณาจากพ้ืนฐานความรู้และ ประสบการณ์ และสดุ ทา้ ยให้สรปุ ประเดน็ สาคัญของเรือ่ ง 3. พิจารณาไตร่ตรองเร่ืองที่ฟัง เป็นการฟังแล้วนาเรื่องที่ฟังมาวิเคราะห์แยกแยะข้อเท็จจริงและ ข้อคิดเห็น หาสาระความรู้จากเรือ่ งท่ีฟัง แล้วนามาพิจารณาประเมินค่าวา่ น่าเชื่อถือ มีประโยชนห์ รอื เหมาะแก่การ นาไปปฏิบตั ิตามหรอื ไม่ วิธีการฟังที่ดีข้างต้นเป็นหลักการฟังอันสาคัญ สามารถนาไปปรับใช้กับการฟังได้ทุกประเภท อย่างไรก็ ตาม การจะฟังได้อย่างดมี ีประสิทธิภาพนัน้ ต้องอาศัยความตง้ั ใจและหม่ันฝึกฝนของผู้ฟังอยู่เสมอด้วย หลกั การฟังสารประเภทตา่ ง ๆ การฟงั สารประเภทตา่ ง ๆ ผู้ฟงั ควรรวู้ ธิ ีการฟังและลักษณะของสาร เพือ่ ให้ไดร้ ับประโยชนส์ งู สดุ หลักการ ฟงั สารแยกได้กว้างๆ เปน็ 3 ประเภท ดังน้ี 1. การฟังสารประเภทให้ความรู้ สารที่ให้ความรู้จะมีลักษณะเนื้อหาที่มุ่งให้สาระความรู้และข้อเท็จจริง แก่ผู้ฟังมากกว่ามุ่งให้ความเพลิดเพลิน เช่น เรื่องทางวิชาการ เร่ืองท่ีมีสาระประโยชน์ ข่าวสาร ฯลฯ การฟังสารที่ ให้ความรู้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสามารถนาความรู้นั้นไปปรับใช้ได้ในการดาเนินชีวิต ตลอดจนทาใหเ้ กดิ การคดิ และการตัดสนิ ใจดว้ ย หลักการฟังสารประเภทใหค้ วามรู้มดี งั นี้ 1) ควรฟังอยา่ งตั้งใจและฟังตลอดทงั้ เร่ือง 2) ควรจดบนั ทกึ ประเดน็ สาคญั เพื่อใหเ้ ขา้ ใจเนือ้ หาของสารและไว้เตือนความจา 3) พยายามจับใจความสาคญั ของเรื่องให้ได้ 4) ควรวิเคราะห์และตีความสารที่ได้ฟัง ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ส่วนใดเป็น ข้อคิดเห็น และ พิจารณาว่าเชื่อถอื ได้มากน้อยเพียงใด ทง้ั นเ้ี พอ่ื ให้ได้สว่ นท่ีเป็นความรู้จริง ๆ

14 5) ฟังแล้วลองตั้งคาถามหรือนาเสนอประเด็นท่ีต้องการอภิปราย เพื่อทบทวนความเข้าใจและ เพมิ่ พนู ความรู้ (ในกรณีทเ่ี ปน็ การฟังในชน้ั เรยี น งานสัมมนา หรืองานประชุมกลมุ่ ย่อย) 6) พิจารณาถ้อยคาภาษาว่ามีลักษณะอย่างไร โดยทั่วไปแล้วสารประเภทให้ความรู้มักใช้ถ้อยคา ภาษาทตี่ รงไปตรงมา ชัดเจน 7) หลังการฟังควรทบทวนสิ่งท่ีได้ฟังสารท่ีให้ความรู้จะช่วยให้ผู้ฟังได้เพ่ิมพูนความรู้และได้ฝึกคิด พจิ ารณา ซ่ึงเป็นการพฒั นาสติปัญญา ผฟู้ ังจงึ ควรฝกึ ฝนทกั ษะการฟังสารประเภทนี้อย่างสม่าเสมอ เปน็ ทนี่ า่ สังเกต ว่า การฟังสารท่ีให้ความรู้บางประเภทก็เข้าใจยาก เช่น เนื้อหาของบทเรียนท่ีมีความลึกซึ้งซับซ้อน ผู้ฟังต้องใช้ ความอดทนและต้ังใจเพ่ือให้เกิดความเข้าใจ นอกจากนี้ สารประเภทข่าว บทสัมภาษณ์หรือบทแสดงความคิดเห็น ผู้ฟังก็ควรพิจารณาให้รอบคอบถ่ีถ้วนก่อนที่จะปักใจเชื่อ ดังนั้นการฟังสารที่ให้ความรู้บางประเภทผู้ฟังจึง จาเป็นต้องฟังอย่างเข้าใจและมีวจิ ารณญาณควบคู่กนั ไปดว้ ย 2. การฟังสารประเภทโน้มน้าวใจ สารประเภทโน้มน้าวใจเป็นสารที่พบได้ในชีวิตประจาวันมากท่ีสุด สาร ประเภทน้ีอาจมาจากส่ือมวลชน มาจากคาบอกเล่าจากปากสู่ปาก มักมีลักษณะโฆษณา ชวนเชื่อ ชักจูงและโน้ม น้าวใจให้เช่ือหรือปฏิบัติตาม ด้วยการใช้ถ้อยคาที่น่าเชื่อถือ มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด เช่น การโฆษณาสินค้า การหาเสียง การขอร้อง วิงวอน ฯลฯ การฟังสารประเภทน้ีจึงควรใช้วิจารณญาณในการฟังเสมอ หลักการฟังสาร ประเภทโน้มนา้ วใจมีดังนี้ 1) ตงั้ ใจฟงั ตลอดทั้งเร่อื ง 2) ควรแยกแยะให้ได้ว่าผู้พดู มจี ุดหมายอย่างไร 3) พจิ ารณาว่าจุดม่งุ หมายนั้นดีหรือไม่ เปน็ ประโยชน์หรือไม่ 4) ควรใชว้ ิจารณญาณในการฟงั พิจารณาความสมเหตุสมผล 5) พิจารณาการใช้ภาษาว่าเป็นอย่างไร โดยท่ัวไปแล้วสารประเภทโน้มน้าวใจมักใช้ภาษาใน ลกั ษณะชักจงู ชวนเช่อื และเรา้ อารมณ์ 6.ประเมนิ คา่ วา่ ควรเชือ่ ถือหรอื นาไปปฏิบัตติ ามหรือไม่ ไม่ควรคลอ้ ยตามงา่ ย ๆ

15 3. การฟังสารประเภทจรรโลงใจ สารประเภทจรรโลงใจ คือสารท่ีมุ่งให้ผู้ฟังได้รับความสุข ได้ข้อคิด ทา ให้คลายความทุกข์ ไดร้ ับความเพลดิ เพลนิ เกิดความซาบซ้ึง เกดิ จนิ ตภาพ รวมถึงยกระดบั จติ ใจ อาจได้จากการฟัง บทเพลง คาประพันธ์ บทละคร สนุ ทรพจน์ โอวาท พระธรรมเทศนา เป็นตน้ หลักการฟังสารทจ่ี รรโลงใจมดี งั นี้ 1) ทาจิตใจให้ผอ่ นคลาย 2) ตง้ั ใจฟังและฟังใหต้ ลอดทงั้ เรอ่ื ง 3) จบั สาระสาคญั ให้ไดว้ า่ ตอ้ งการสื่อความหมายอะไรโดยการฟังอยา่ งเข้าใจ 4) พจิ ารณาสารทีไ่ ดฟ้ ังวา่ มเี หตมุ ผี ลสอดรบั กันอยา่ งไร 5) พจิ ารณาลกั ษณะการใช้ภาษาว่าเปน็ อยา่ งไร เหมาะสมกับเนื้อหาหรือไม่ โดยท่วั ไปสารประเภท จรรโลงใจมักจะใชภ้ าษาทีส่ ละสลวย มีภาพพจน์ ทาใหเ้ กิดจินตภาพ 6) หลังการฟังสารประเภทโอวาทหรือพระธรรมเทศนา ผู้ฟังควรทบทวนว่าสารท่ีได้ฟังน้ันมี ประโยชนอ์ ยา่ งไร ควรแกก่ ารนาไปปฏิบตั ติ ามหรอื ไม่ หลักการฟังสารประเภทต่าง ๆ ข้างต้น เป็นแนวทางในการฟังสารให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ฟังควรนา ไป ฝกึ ฝน โดยอาจฝึกฝนจากเรอ่ื งใกล้ตัว เช่น นักศกึ ษาเร่มิ ฝึกฟงั สารท่ใี ห้ความรู้จากการบรรยายบทเรียนของอาจารย์ ในช้ันเรียน หรือลองฝึกฟังโฆษณาสินค้าในโทรทัศน์โดยใช้หลักการฟังสารประเภทโน้มน้าว เป็นต้น การฝึกฝน ทกั ษะการฟงั อยเู่ สมอจะทาให้สามารถพัฒนาการฟังให้มคี ุณภาพได้ อย่างไรก็ดี การฟงั สารครง้ั หนึ่งๆ นนั้ อาจมีประเภทของสารหลายประเภทปะปนกนั อยู่ ผฟู้ งั ควรแยกแยะ ให้ได้ว่าสารทฟี่ งั อยนู่ ั้นมปี ระเภทใดบา้ ง แต่ละประเภทมีจดุ มงุ่ หมายอย่างไร ใช้กลวธิ ีในการนาเสนออย่างไร มีความ น่าเชื่อถือ สมเหตุสมผลหรือไม่ และผู้ฟังได้รับประโยชน์หรือควรนาไปปฏิบัติตามหรือไม่ ในขณะฟังผู้ฟังควรจด บนั ทึกประเดน็ สาคญั ตามไปด้วย การพฒั นาทกั ษะการฟงั การฟังให้เกิดประสิทธิภาพ ผู้ฟังจะต้องเข้าใจข้ันตอนการปฏิบัติเพ่ือพัฒนาทักษะการฟังให้มี ประสิทธิภาพ การพัฒนาการฟังให้เกิดประสทิ ธิภาพมขี น้ั ตอนดังน้ี

16 1. สร้างความสนใจและความต้องการที่จะฟัง การฟังอย่างมีประสิทธิภาพควรเริ่มมาจากการพัฒนาให้ ผู้ฟังมีนิสัยรักการฟัง โดยการฝึกฟังเรื่องต่าง ๆ ท่ีจะช่วยพัฒนาทักษะการฟังอยู่เสมอ ให้ความสนใจกับเร่ืองท่ีฟัง แมเ้ รือ่ งทฟี่ งั จะไมต่ รงกับความสนใจของตนเองกต็ าม 2. กาหนดวัตถุประสงค์ในการฟัง ผู้ฟังควรกาหนดวัตถุประสงค์ในการฟังทุกคร้ังและควรกาหนดให้ ชัดเจนด้วย เช่น ฟังเพื่อความรู้ หรือฟังเพื่อความบันเทิง เป็นต้น การกาหนดวัตถุประสงค์จะช่วยสร้างแนวทางใน การฟัง ทาให้ผู้ฟังได้เตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม ซ่ึงจะช่วยให้ผู้ฟังสามารถจับประเด็นสาคัญของสารท่ีฟังได้ ง่ายขึ้น 3. ฝึกสมาธิ ผู้ฟังควรตั้งใจฟัง มีสมาธิกับเรื่องท่ีกาลังฟัง ไม่พยายามสนใจต่อสิ่งรอบข้าง เพ่ือให้ได้ข้อมูล ครบถ้วน ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ หรือหากมีข้อสงสัยจะได้เตรียมสอบถามผู้พูดได้อย่างตรงประเด็น การมี สมาธใิ นการฟงั จะทาให้ผฟู้ งั สามารถจดบนั ทกึ ประเด็นสาคญั ได้อย่างครบถว้ นดว้ ย 4. ฝึกการจดบันทึก ในขณะฟัง ผู้ฟังควรจดบันทึกข้อมูลที่สาคัญไปด้วย การจดบันทึกน้ันไม่จาเป็นต้อง จดทุกคาพูดเพราะจะทาให้พะวงกับการจดให้ทัน การจดบันทึกไม่มีรูปแบบท่ีตายตัว ขึ้นอยู่กับวิธีการและความ ถนัดของผู้ฟังแต่ละคน อาจบันทึกในรูปของคำาย่อ คาสั้น ๆ ข้อความสั้น ๆ ทาเครื่องหมายหรือทาเป็นตารางหรือ แผนภาพก็ได้ เม่ือจดบันทึกเสร็จ ผู้ฟังควรนามาเรียบเรียงในแบบสรุปความเพ่ือทาให้เกิดความเข้าใจและอ่าน ทบทวนเรือ่ งทฟี่ ังไดส้ ะดวก 5. ฝึกจับใจความสาคัญ การจับใจความสาคัญเป็นขั้นตอนที่สาคัญของการพัฒนาทักษะการฟัง เน้ือหา ของสารแต่ละประเภทจะประกอบด้วยส่วนที่เป็นใจความสาคัญและส่วนท่ีเป็นรายละเอียดซึ่งผู้ฟังจะต้องแยกแยะ ให้ออก ผู้ฟังควรฟังเรื่องราวตลอดทั้งเร่ืองอย่างตั้งใจและพยายามหาใจความสาคัญว่าคืออะไร การจับใจความ สาคญั สามารถพฒั นาไดด้ ้วยการฝกึ ฟังและฝึกจับใจความสาคัญบ่อย ๆ 6. ฝึกสรุปความ ในขณะฟัง หากผู้ฟังควรจดรายละเอียดที่สาคัญไปด้วยหากสามารถทาในขณะฟังได้ จากน้นั ให้ลองสรุปความ การสรุปความอาจอยู่ในรูปแบบของการสรุปความที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือการพูดเพื่อ สรปุ ความกไ็ ด้ 7. ฝกึ วิเคราะหส์ าร การวเิ คราะห์สารคือการแยกแยะเน้ือหาสาระของสารวา่ มีก่ีประเด็น กีป่ ระเภท สว่ น ใดคอื ข้อเทจ็ จรงิ และสว่ นใดคือข้อคิดเห็น โดยผฟู้ งั จะตอ้ งตั้งใจฟงั สารตลอดทั้งเรื่อง ขณะฟังให้พยายามสงั เกตถ้อย คา สีหน้า และน้าเสียงของผู้พูดเพราะส่วนท่ีลงเสียงหนักหรือเน้นเสียงมักเป็นส่วนท่ีสาคัญ การวิเคราะห์สารจะ ช่วยใหจ้ บั ใจความสาคัญไดง้ ่ายขึ้น

17 8. ฝึกใช้วิจารณญาณในการฟัง การใช้วิจารณญาณในการฟังจัดเป็นกระบวนการคิดข้ันสูง มีความ ซับซ้อน การฟังอย่างมีวิจารณญาณจะต้องเริ่มจากความตั้งใจและความเข้าใจเรื่องที่ฟังท้ังหมดเสียก่อน แล้วจึงนา มาพิจารณา ใคร่ครวญ โดยใช้ความรู้ ความคดิ เหตุผลและประสบการณ์ของตนประกอบ ผู้ฟังควรพจิ ารณาให้ไดว้ ่า ผู้พูดมีวัตถุประสงค์ในการพูดอย่างใด มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด มีความจริงใจหรือไม่ สารท่ีได้ฟังมีความ น่าเช่ือถอื เพยี งใด และควรแกก่ ารนาไปปรบั ใช้กับชวี ติ หรอื ไม่ แผนภมู ิกระบวนการฟังอยา่ งมีวิจารณญาณ จากแผนภูมิจะเห็นว่า การฟังโดยปกติจะเริ่มจากการได้ยิน เกิดการรับรู้และเข้าใจความหมายของสาร จากน้นั จะถงึ ข้ันการฟังอย่างมวี ิจารณญาณ คอื การพจิ ารณาใคร่ครวญ แยกแยะได้ว่าส่วนใดคือใจความสาคัญ ส่วน ใดทเ่ี ป็นข้อเท็จจริง สว่ นใดทเ่ี ปน็ ข้อคดิ เห็น และสามารถวินิจฉยั และประเมินค่าได้ว่าส่ิงที่ได้ฟงั น้นั เชื่อถือได้หรือไม่ และจะนาไปใช้ประโยชน์ได้หรอื ไม่ หลกั การฟังอย่างสร้างสรรค์ การฟงั ท่ีดีน้ันผู้ฟังจะต้องรู้จักวิธีการฟังและการเลือกสารท่จี ะฟัง รวมไปถึงตอ้ งรู้จักวิธีการเลือกส่ือในการ ฟังเพ่ือทาใหก้ ารฟังนั้นเปน็ การฟังทสี่ รา้ งสรรค์ โดยการฟังอยา่ งสรา้ งสรรคม์ หี ลกั การดงั นี้ 1. ผู้ฟังต้องศึกษาทาความเข้าใจความรู้พ้ืนฐานทางภาษา ความหมายของคา สานวน ข้อความและ ประโยคที่บรรยายหรืออธิบาย รวมถึงหลักของการจับใจความสาคัญ เพื่อทาให้เข้าใจสารตรงกับที่ผู้พูดต้องการ สอ่ื สาร ซึง่ จะชว่ ยลดความขัดแยง้ หรอื เข้าใจผิดได้ 2. ผู้ฟังต้องศึกษาประเภทของสารและสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นประเภทอะไร เป็นสารประเภทให้ ความรู้ ให้ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นหรือเป็นคาทักทายปราศรัย ข่าว สารคดี จะได้จับประเด็นหรือใจความสาคัญได้ ง่าย ความสามารถในการแยกแยะประเภทของสารจะทาให้ผู้ฟังเลือกฟังเร่ืองที่มีสาระประโยชน์และเหมาะกับ ตนเองได้

18 3. ผู้ฟังต้องรู้จักเลือกสื่อให้เหมาะสมและสร้างสรรค์ โดยควรศึกษาประเภทของส่ือก่อนฟัง หากฟังจาก สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเทอร์เน็ตหรือรายการวิทยุโทรทัศน์ ควรศึกษาชื่อเว็บไซด์ท่ีมีเน้ือหาสาระสร้างสร รค์ เพิ่มพูนความรู้ ควรเลือกท่ีเหมาะสมกับวยั และมีคุณค่าในการนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ควรเป็นรายการท่ีไมข่ ัดกบั ศีลธรรมประเพณีอันดีงาม และไม่มอมเมาทาให้เกิดความงมงาย โดยขณะที่ฟังน้ันควรวิเคราะห์ข้อความ พิจารณา ภาษาภาพ การนาเสนอวา่ เหมาะสมหรือไม่ น่าเช่อื ถอื เพียงใดไปดว้ ย 4. ผู้ฟงั ต้องฟงั อยา่ งมวี ิจารณญาณ ผ้ฟู งั ควรฟังเนื้อหาให้ครบถว้ น พจิ ารณาใครค่ รวญ แยกแยะส่วนที่เป็น เหตุเป็นผล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นของผู้พูดว่ามีความน่าเชอ่ื ถือมากน้อยเพียงใด และเหมาะสมกับการนาไปปฏบิ ตั ิ หรือไม่ 5. ผฟู้ ังควรศึกษาหาความร้ดู ้านสังคมและวัฒนธรรมเพือ่ ประกอบการทาความเขา้ ใจเนือ้ หาสาระของสาร นัน้ ๆ มารยาทในการฟงั มารยาทในการฟัง ถอื เปน็ วัฒนธรรมประจาชาตอิ ยา่ งหน่ึงท่ผี ู้ฟงั ควรยดึ ถอื และปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม การมีมารยาทในการฟังท่ีดี ถือเป็นการให้เกียรติต่อผู้พูด ให้เกียรติต่อสถานที่และให้เกียรติต่อชุมชน มารยาท เหล่านจ้ี งึ เปน็ เร่อื งจาเป็นทท่ี ุกคนควรยึดถอื และปฏบิ ตั ิโดยเคร่งครดั ผมู้ มี ารยาทในการฟงั ควรปฏิบัตติ น ดงั นี้ 1) เมื่อฟังอยู่เฉพาะหน้าผู้ใหญ่ ควรฟังโดยสารวมกิริยามารยาท ฟังด้วยความสุภาพเรียบร้อย และ ตงั้ ใจฟงั 2) การฟงั ในท่ีประชมุ ควรเขา้ ไปนั่งก่อนผูพ้ ูดเร่มิ พูด โดยนั่งที่ด้านหนา้ ใหเ้ ต็มกอ่ นและควรตงั้ ใจฟังจน จบเรือ่ ง 3) ใหเ้ กียรตผิ ้พู ดู ดว้ ยการปรบมอื เมือ่ มกี ารแนะนาตัวผูพ้ ูดหรอื ขอบคณุ ผู้พดู 4) หากมีข้อสงสัยเก็บไว้ถามเม่ือมีโอกาสและถามด้วยกิริยาสุภาพ เมื่อจะซักถามต้องเลือกโอกาสที่ผู้ พดู เปิดโอกาสใหถ้ าม ถามด้วยถอ้ ยคาสุภาพและไม่ถามนอกเรื่อง 5) ระหว่างการพูดดาเนินอยู่ควรรักษาความสงบเรียบร้อยด้วยการฟังอย่างสงบสุขุม ไม่ทาเสียง รบกวนผอู้ ื่น ไม่เคาะโต๊ะ ไมส่ ่งเสยี งโหฮ่ า เป่าปาก สน่ั ขา กระทบื เทา้ ไมล่ ุกไปมาบ่อย ๆ หากมคี วามจาเป็นต้องลุก

19 จากเก้าอี้ควรแสดงความเคารพผู้พูดหรือประธานเสียก่อน หากเดินเข้าไปในท่ีประชุมขณะที่ผู้พูดพูดอยู่ควรแสดง ความเคารพผู้พดู ก่อนเข้าไปน่ัง 6) มีปฏิกิรยิ าตอบสนองผู้พูดอย่างเหมาะสม ไม่แสดงสหี นา้ หรอื กริ ิยาก้าวรา้ ว เบื่อหนา่ ย หรอื ลุกออก จากทน่ี ัง่ โดยไมจ่ าเปน็ ขณะฟัง 7) ฟงั ดว้ ยความอดทน แม้มีความคดิ เหน็ ขดั แย้งกบั ผูพ้ ดู ก็ควรมีใจกว้างรับฟังอย่างสงบ 8) ไม่แอบฟังการสนทนาของผู้อื่น หลักปฏิบัติในการฟังตามสถานการณ์ตา่ ง ๆ หลักปฏบิ ตั ใิ นการฟงั ตามสถานการณ์ต่าง ๆ สรุปได้ ดังน้ี 1. การนั่งฟัง ผู้ฟังควรนั่งฟังด้วยความสุภาพเรียบร้อย ไม่เหยียดขาออกมา ไม่น่ังไขว่ห้าง หากนั่งกับพ้ืน ควรนั่งพับเพียบ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าพระสงฆ์หรือผู้ใหญ่ ในขณะฟังเทศน์ควรพนมมือขณะฟังด้วย น่ังมือวาง ซ้อนกนั บนตัก ไมค่ วรพิงพนัก ตามองผู้พูด ลกั ษณะเชน่ น้เี ปน็ สง่ิ ที่ผฟู้ งั ควรฝกึ ปฏิบตั ใิ ห้เคยชิน 2. การยืนฟัง ขณะยืนฟังควรยืนตัวตรง ส้นเท้าชิด มือกุมประสานกันยกมือขึ้นเล็กน้อย ตามองผู้พูด ไม่ ยนื อย่างสบายเกินไป ไมเ่ ทา้ สะเอว เท้าแขนบนโต๊ะ หรอื ยนื ค้าศรี ษะผูใ้ หญ่ 3. การฟังการสนทนาหรือฟังผู้ใหญ่พูดขณะเดิน ควรเดินเยื้องไปทางด้านหลังผู้ใหญ่ด้านใดด้านหนึ่ง เลก็ น้อย ไม่เปลย่ี นด้านไปมา เดนิ ดว้ ยความสารวม และต้ังใจฟงั หลักการฟังที่กล่าวไปท้ังหมดข้างต้น เป็นส่ิงท่ีผู้ฟังต้องฝึกฝนและพัฒนาเพ่ือการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการฟงั ท่ีมีประสทิ ธภิ าพเปน็ เรื่องสาคัญต่อการดาเนนิ ชีวิตประจาวัน โดยสามารถทาให้ชวี ติ ดาเนินไปได้อย่าง มคี ณุ ภาพและปกตสิ ุขได้ 1.4 อปุ สรรคและปัญหาในการฟัง อุปสรรคและปัญหาในการฟังเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่งผลให้การสื่อสารไม่สัมฤทธ์ิผล เกิดความเข้าใจ คลาดเคลอ่ื นระหว่างผู้พูดกบั ผู้ฟัง และอาจทาให้ผู้ฟงั ไม่สามารถวิเคราะห์สิ่งท่ีฟังได้ สาเหตุของอปุ สรรคและปัญหา ท่ที าให้การฟังไม่สัมฤทธ์ิผลสรปุ ได้ 5 สาเหตุใหญๆ่ ดังนี้

20 1. สาเหตุจากผู้ฟัง สาเหตุจากผู้ฟังส่วนใหญ่เกิดมาการขาดความพร้อมของผู้ฟังและนิสัยการฟังที่ไม่ดี เช่น ทนฟังนาน ๆ ไม่ได้ ขาดสมาธิ เช่ือคนง่าย ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องท่ีฟัง ขาดทักษะการจับใจความสาคัญ ไม่ ชอบบันทึกข้อมูล มีปัญหาสุขภาพ เป็นต้น ผู้ฟังที่ดีควรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและนิสัยดังกล่าว และพยายาม พฒั นาทักษะการฟังอยูเ่ สมอ อุปสรรคและปญั หาเหล่าน้ี ผูฟ้ งั สามารถปรับใหด้ ีขึ้นได้เพราะเกิดมาจากตัวผู้ฟังเอง นอกจากนิสัยการฟังแล้ว ปัญหาในการฟังอาจเกิดมาจากการท่ีผู้ฟังไม่รู้จักวิธีการฟังที่ถูกต้อง อาทิเช่น ผู้ฟังบางคนฟังไม่ถูกวิธี เช่น เข้ามาฟังอาจารย์บรรยายในชน้ั เรียนแต่กลับฟังแบบสบายๆ เหมือนการพักผ่อน หรือ บางคนชอบฟังผ่านๆ ไมใ่ ช้กระบวนการคิดทาให้ความรู้ที่ไดร้ ับมลี ักษณะผวิ เผิน หรือบางคนชอบประเมนิ ค่าสิ่งที่ได้ ฟังตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์สาร วิเคราะห์กลวิธีพูดและบุคลิกภาพของผู้พูด ซึ่งอาจทาให้ผู้ฟังเข้าใจ ความหมายหรือเข้าใจสารผิดวัตถุประสงค์ เช่น ผู้พูดส่งสารที่ตลกขบขันเพ่ือสร้างบรรยากาศท่ีสนุกสนาน แต่ผู้ฟัง เอาแตป่ ระเมินคา่ สารอยจู่ นอาจไม่ไดร้ ับสาระบันเทิงดงั กล่าวก็ได้ 2. สาเหตุจากผู้พูด ผู้พูดเป็นอีกฝ่ายหน่ึงที่มีส่วนสาคัญต่อกระบวนการฟังที่มีประสิทธิภาพ การฟังที่มี ประสิทธิภาพนอกจากผู้ฟังจะต้องมีทักษะการฟังท่ีดีแล้ว ผู้พูดควรมีทักษะการพูดที่ดีด้วยเช่นกัน หากผู้พูดมี ข้อบกพร่องเกี่ยวกับวิธีการพูด การนาเสนอสาร หรือบุคลิกภาพอาจจะทาให้ผู้ฟังเข้าใจประเด็นผิด ไม่เช่ือถือ และ ไม่สนใจฟังก็เปน็ ได้ สาเหตุจากผูพ้ ูดพอสรปุ ไดด้ ังนี้ 2.1 ผู้พูดขาดทักษะการส่งสาร เช่น ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดหรือความรู้เป็นคาพูดได้ ไม่คุ้นเคย ตอ่ การนาเสนอต่อหน้าที่ประชมุ ชน ฯลฯ 2.2 ผู้พูดรู้สึกประหม่า ต่ืนเต้น หรือกลัวจนพูดไม่ออกหรือพูดติดขัด ซึ่งอาจทาให้ฟังแล้วเข้าใจยาก และอาจทาใหไ้ ม่อยากฟัง 2.3 ผู้พูดกังวลเรื่องเน้ือหาท่ีจะพูดยังไม่สมบูรณ์ ปัญหานี้อาจทาให้ผู้พูดขาดความม่ันใจจนทาให้การ ถ่ายทอดสารขาดประสทิ ธภิ าพ ส่วนผฟู้ ังจะไดร้ ับสารไม่ครบถว้ นหรอื อาจเข้าใจสารผิดไปได้ 2.4 ขาดบุคลิกภาพที่ดีขณะพูด บุคลิกภาพท่ีดีจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้พูดได้ การขาด บุคลกิ ภาพจะทาให้ผูฟ้ งั ร้สู กึ สงสัยและไม่เช่ือถือส่งิ ท่ผี ู้พูดพดู 3. สาเหตุจากสาร สาเหตุจากสารส่วนใหญ่มักเกิดจากการท่ีผู้ฟังไม่เข้าใจสาร โดยเกิดได้จากหลายสาเหตุ พอสรปุ สาเหตจุ ากสารครา่ ว ๆ เปน็ 2 ลักษณะ ดงั นี้

21 3.1 สาเหตุจากเนื้อหา ส่วนใหญ่แล้วปัญหาที่มาจากเน้ือหาของสารมักจะเกิดจากสารท่ีเข้าใจยาก สารที่มีความซับซ้อนและลึกซ้ึงมากหรือมีตาราง แผนภูมิ กราฟท่ีเข้าใจยาก ซึ่งปัญหาเหล่าน้ีอาจทาให้ฟังไม่เข้าใจ หรอื เข้าใจสารผิดกไ็ ด้ 3.2 สาเหตุจากภาษา ภาษาที่ปรากฏในสารนั้นอาจทาให้เกิดปัญหาได้ โดยสารนั้นมีคาศัพท์เฉพาะ มากเกินไป เป็นศัพท์ท่ีไม่ได้ใช้อยู่ท่ัวไป หรือใช้ศัพท์ภาษาต่างประเทศมากเกินไปหรือบทกวีท่ีเข้าใจยากซ่ึงอาจทา ให้ผฟู้ ังไมเ่ ขา้ ใจสาร เกิดความรู้สกึ งนุ งงก็เปน็ ได้ ปัญหาการฟังทีม่ สี าเหตุมาจากสารขา้ งตน้ น้ี ส่งผลใหผ้ ฟู้ งั ไมส่ ามารถจับประเดน็ หรอื เข้าใจเรอ่ื งท่ีฟังได้ ท้งั หมด และอาจทาให้ผู้ฟงั ร้สู กึ เบอ่ื หนา่ ยไดอ้ ีกดว้ ย 4. สาเหตุจากส่ือ ส่ือ คือ วิธีทางหรือช่องทางการนาเสนอสารของผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ส่ือมีหลาย ประเภท เชน่ ส่อื ทเ่ี ป็นบคุ คล สือ่ อิเล็กทรอนกิ ส์ ส่อื ทางธรรมชาติ เป็นต้น หากสอ่ื เกดิ ขดั ข้องหรอื ดอ้ ยคุณภาพ เช่น ไมโครโฟนเสยี งขาดหายเป็นช่วง ๆ หรือโทรทัศนพ์ รา่ มัว สัญญาณไมด่ ี หรือบคุ คลท่ที ฝ่ี ากสารไปสง่ ตอ่ เข้าใจสารผิด 5. สาเหตุจากสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมเป็นส่วนที่ช่วยสร้างบรรยากาศในการฟัง แต่หาก สภาพแวดล้อมไม่เอ้ืออานวยอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟังได้ เช่น แสงสว่างน้อยเกินไป อยู่ในบริเวณท่ีมีเสียงดัง เกินไป รอ้ นหรอื หนาวเกนิ ไป เป็นต้น อุปสรรคและปัญหาในการฟังข้างต้น อาจทาให้ประสิทธิภาพในการฟังลดน้อยลง ท้ังน้ีปัญหาบางปัญหา ไม่ได้เกิดมาจากผู้ฟัง ทว่าผู้ฟังควรเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการฟังท่ีมาจาก ผู้ฟงั เอง เปน็ สง่ิ ทผ่ี ูฟ้ ังควรแก้ไขและเป็นสิ่งที่แกไ้ ขได้เพราะเกดิ จากตัวผ้ฟู ังเอง สรุป การฟังเป็นทักษะท่ีสาคัญย่ิง เพราะเป็นพ้ืนฐานแห่งการเรียนรู้ท้ังปวง เป็นทักษะแรกที่มนุษย์ใช้เรียนรู้ วิธีการพูด ทาให้เกิดการเลียนแบบการพูดส่งผลให้มนุษย์สามารถพูดจาส่ือสารกันได้ บุคคลท่ีฟังได้อย่างมี ประสิทธิภาพจะทาให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล ช่วยให้เกิดความเข้าใจระหว่างบุคคล และระหว่างคนในสังคม อันจะ ทาให้ประเทศชาตบิ ้านเมืองมคี วามสงบสุข ทกั ษะการฟังที่ดียงั จะนามาซึง่ ความสาเรจ็ ในชีวิต เนือ่ งจากเปน็ พ้ืนฐาน สาคญั ของทักษะการเข้าสังคม เพราะจะสามารถลดความเข้าใจผิดและความขัดแยง้ ในการปฏิสัมพันธ์กบั บุคคลอื่น การฟงั ที่ดีผฟู้ งั จงึ ตอ้ งฝึกทกั ษะการฟังของตนอยา่ งสมา่ เสมอ

22 บทท่ี 2 การพูด การพูด หมายถึง พฤติกรรมในการส่ือความหมายของมนุษย์ โดยการเปล่งเสียงเป็นถ้อยคา (วัจนภาษา) ขณะเดียวกันก็มีการใช้ภาษาท่ีไม่ใช้ถ้อยคา (อวัจนภาษา) ประกอบวิชาท่ีเก่ียวกับการพูดอาจเรียกต่าง ๆ กันไป เช่น การพดู ศลิ ปะการพูด วาทการ และวาทวทิ ยา เปน็ ต้น 2.1 ความรพู้ น้ื ฐานในการพดู เพ่ือให้การพดู ประสบความสาเรจ็ ผู้พดู ควรมีความรพู้ ืน้ ฐานในการพดู ดังต่อไปนี้ ประเภทของการพดู ประเภทของการพูดแบง่ ตามลักษณะการพดู ได้ 2 ประเภท ดงั นี้ 1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ คือ การพูดในชีวิตประจาวัน เช่น การสนทนา การพูดโทรศัพท์ การ แนะนาตัว การซักถาม การตอบคาถาม เป็นต้น ผู้พูดต้องฝึกฝนให้เป็นผู้ท่ีพูดได้ถูกต้อง น่าฟัง และเหมาะสมกับ กาลเทศะและบุคคล 2. การพดู อย่างเป็นทางการ หมายถงึ การพูดอย่างเปน็ พธิ ีการในที่ประชมุ หรอื การพูดต่อหน้าชุมชนใน โอกาสต่าง ๆ และเพ่ือจุดหมายต่าง ๆ ต้องอาศัยความรู้ความสามารถและมีศิลปะในการพูด การพูดอย่างเป็น ทางการ เช่น การปาฐกถา การอภิปราย บรรยาย การกลา่ วสนุ ทรพจน์ เป็นต้น รูปแบบของการพดู การพูดมีหลายแบบ เพ่ือให้ประสบความสาเร็จในการพูด ผู้พูดควรเลือกแบบการพูดให้เหมาะสมกับ จุดประสงคข์ องการพูดแต่ละคร้ัง แบบของการพูดมีดังนี้ 1. การพูดบอกเล่าหรือบรรยาย หมายถึง การพูดท่ีมุ่งให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ฟัง เช่น การพูดอบรม ปฐมนิเทศ ช้ีแจงระเบียบ ข้อบังคับ สรุป รายงาน การสอน การเล่าเรื่อง เล่าประสบการณ์ การแนะนาวิทยากร การพูดตามมารยาทสังคมในโอกาสต่าง ๆ เช่น การกล่าวต้อนรับ แสดงความยนิ ดี อวยพร เปน็ ตน้ 2. การพูดจูงใจหรือโน้มน้าวใจ หมายถึง การพูดท่ีมุ่งให้ความรู้ ความคิด ปลุกเร้า ให้ผู้ฟังคิดตาม เชื่อถือ คล้อยตาม และปฏิบัติตาม วิธีการพูดต้องสอดใส่อารมณ์ กิริยาท่าทาง ความรู้สึกท่ีจริงใจ ลงไป เช่น การพูดจูงใจ ให้คนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การโน้มน้าวชักชวนให้คนประท้วงหรือเดินขบวน โน้มน้าวให้คนบริจาคเงิน บริจาคโลหติ จูงใจใหซ้ ื้อสนิ ค้า เปน็ ต้น

23 3. การพูดจรรโลงใจหรือการพูดเพ่ือความบันเทิง หมายถึง การพูดที่มุ่งให้ความสนุกสนาน ร่ืนเริง ขณะเดยี วกนั ก็ได้สาระ หรอื ไดแ้ งค่ ิดบางประการดว้ ย เช่น การเล่านิทาน การเล่าเรื่องตลก ขาขัน ปจั จบุ นั มีการพูด แบบนีใ้ นทส่ี าธารณะและมีผู้สนใจฟังเป็นจานวนมาก ในการปฏิบัติแม้ว่าผู้พูดจะเน้นหนักไปในการพูดแบบใดแบบหนึ่งแต่ก็สามารถนาการพูดทั้ง 3 แบบ มา ปรับใช้ใหส้ อดคล้องกบั สถานการณ์ และเนือ้ หา เพือ่ ให้การพดู ครง้ั นัน้ ๆ ประสบความสาเร็จ วธิ ีการพดู วธิ กี ารพูดจาแนกได้ดงั น้ี 1. พูดแบบฉับพลันหรือพูดแบบกะทันหัน คือ การพูดท่ีผู้พูดไม่มีโอกาส หรือไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า ประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และปฏิภาณ ไหวพริบ จะช่วยให้ผู้พูด พูดได้ดีในชีวิตประจาวันเราอาจต้องพูด แบบนีเ้ สมอ ๆ เช่น ในการโตต้ อบสนทนา การใหส้ มั ภาษณ์ เปน็ ตน้ 2. พูดแบบอ่านจากร่างหรือต้นฉบับ วิธีน้ีนิยมใช้แบบเป็นทางการ เช่น การกล่าวรายงาน แถลงการณ์ กล่าวเปดิ กลา่ วปิดงาน กลา่ วตอบในพิธกี ารต่าง ๆ การกล่าวถวายรายงานเฉพาะพระพักตร์เปน็ ตน้ 3. การพูดแบบท่องจา บางครั้งเราจาเป็นต้องจาข้อความบางอย่างไปใช้อ้างหรือใช้พูด เช่น โคลง กลอน บทกวตี า่ ง ๆ คาคม ภาษิต ตัวเลข สถติ ิ เราสามารถนาส่ิงเหลา่ นไี้ ปประกอบการพดู ได้ตามความเหมาะสม 4. พูดจากความเข้าใจโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า การพูดจากความเข้าใจ คือการพูดจากความรู้ ความสามารถ ความรู้สึกของผู้พูด และจะพูดได้ดีย่ิงข้ึนถ้าได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ผู้ที่คิดว่ายังมีความรู้ ความสามารถน้อยกจ็ ะสามารถพูดได้ดีถา้ ได้มโี อกาสเตรยี มตวั และฝกึ ฝน องค์ประกอบของการพูด การพูดคือ พฤติกรรมในการสื่อสาร องค์ประกอบของการพูดจะเป็นไปในทานองเดียวกับองค์ประกอบ ของการสอ่ื สาร น่ันคอื มีองคป์ ระกอบพ้นื ฐานทีส่ าคัญคือ 1. ผูพ้ ดู คือ ผ้สู ่งสาร (sender) 2. เร่อื งที่พูด คือ สาร หรือเนื้อหาสาระ (message)

24 3. ภาษา คือ ส่ือ (media) หรือ เครื่องมือท่ีถ่ายทอดสาร ทั้งภาษาท่ีใช้ถ้อยคา (วัจนภาษา) และภาษาที่ ไม่ใช้ถ้อยคา (อวัจนภาษา) และอุปกรณ์อ่ืน ๆ ท่ีใช้ประกอบการพูด เช่น ไมโครโฟน คอมพิวเตอร์ สื่อ power point แผนภูมิ รูปภาพ ฯลฯ 4. ผู้ฟงั คือ ผู้รบั สาร (receiver) นอกจากนั้นองค์ประกอบของการพูดยังหมายรวมถึงผล (effect) ที่เกิดจากการพูด เช่น ความรู้ ความ เข้าใจ ความรู้สึก ปฏิกิริยาตอบสนอง (feedback) ที่ผู้ฟังแสดงออก เช่น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ชื่นชม ดีใจ เสียใจ และสถานการณแ์ วดลอ้ มตา่ ง ๆ ในการพดู เช่น สถานที่ เวลา และโอกาสอีกดว้ ย อวัจนภาษาในการพดู การพูดท่ีดีนอกจากวจั นภาษา (verbal language) คอื ถอ้ ยคาภาษาทีส่ ื่อสารเนื้อหาสาระต่าง ๆ แลว้ สง่ิ สาคัญ อีกประการหน่ึงท่ีช่วยให้การพูดประสบความสาเร็จ ก็คืออวัจนภาษา (non-verbal language) ซึ่งจะช่วยสอ่ื ความหมาย ช่วยให้การพูดเป็นธรรมชาติ ช่วยเน้นให้มีน้าหนัก และช่วยให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเชื่อม่ันศรัทธาในตัวผู้พูดอวัจน ภาษาทสี่ าคญั ในการพูดมดี งั น้ี 1. การเดิน ควรเดินอย่างกระฉับกระเฉงม่ันใจ มีชีวิตชีวาไม่เนิบเนือยแต่ไม่ เร่งรีบลุกลน ท่าเดินที่ควร หลีกเลี่ยงคือ การเดินวางก้ามแบบนักเลงโต เดินตัวลีบกระมิดกระเมี้ยน ประหม่าอาย หลุกหลิก แกว่งแขนมาก เกนิ ไป นวยนาดแบบนางละคร เดนิ หลงั งอ เลน่ หรอื ตามสบายเกนิ ไป 1.1 การเดินไปสู่ที่พูด ควรเดินช้า ๆ มั่นใจ เมื่อถึงท่ีพูด ควรหยุดเล็กน้อย กวาดสายตาไปท่ัว ๆ ผู้ฟัง ย้มิ แยม้ แจ่มใส แลว้ จงึ เร่ิมปฏิสันถารหรือทกั ทายผฟู้ ัง 1.2 การเดินระหว่างพูด ทาได้บ้าง ให้สอดคล้องกับเน้ือหาท่ีพูด เช่น ก้าวไปข้างหน้า หมายถึงย้าเนน้ ช้ีจุดสาคัญ ถอยหลัง หมายถึง ชะงัก ลังเล หรือคิดทบทวน ก้าวไปข้าง ๆ แสดงการเปรียบเทียบ การเดินระหว่าง พดู ชว่ ยดึงดดู ความสนใจของผู้พดู แก้ความจาเจ แต่ถ้าเดนิ มากเกนิ ไปผู้ฟังจะมึนงง และไม่ควรหันหลังใหผ้ ู้ฟังขณะ เดนิ กลับจากจุดหนึ่งไปยังอกี จุดหน่ึง 1.3 การเดินกลับ ควรเดนิ อย่างช้า ๆ และมัน่ ใจเช่นเดยี วกัน 2. การยืนและการน่ัง การยืนและการนั่ง จะต้องมีการทรงตัวท่ีสง่างาม ผึ่งผาย ช่วยให้ผู้ฟังศรัทธา การ ทรงตัวท่ดี ี ลาตวั จะต้องตัง้ ตรง หลังตรง ไหล่ตรง เก็บพงุ ดสู บาย และเปน็ ธรรมชาติ

25 2.1 การยืน ควรยืนสบาย ๆ วางเท้าให้เหมาะสม ไม่ห่างเกินไป หรือชิดเกินไป ส้นเท้าชิด หรือห่าง เล็กน้อย ปลายเท้าห่างพอสมควร น้าหนักลงท่ีก้อนเนื้อกลมถัดจากหัวแม่เท้า ไม่ยืนเขย่งหรือน้าหนักลงท่ีส้นเท้า ท่ายืนทีค่ วรหลกี เลยี่ ง เช่น ท่าตรงแบบทหาร เพราะไมเ่ ปน็ ธรรมชาติ ท่าพกั ขา หรอื หย่อนขาขา้ งใดขา้ งหนง่ึ เพราะ ดลู าลอง สบาย ๆ เกนิ ไป ท่าทิ้งสะโพกไปข้างใดขา้ งหน่ึง หรอื สลับกัน เพราะเสียการทรงตัวและดตู ลก ท่านางแบบ ทา่ ไหลท่ รุด คอเอยี ง หลุกหลิก โยกหนา้ -หลงั พิงโต๊ะ-เกา้ อ้ี หรอื แทน่ พดู ฯลฯ 2.2 การน่ัง นั่งในท่าสง่างาม หลังตรง วางเท้าให้เหมาะสม สุภาพสตรีควรเอียงขาไปข้างใดข้างหน่ึง หรอื ไขวป้ ลายเท้า ไม่นง่ั ไขว่ห้าง น่ังใหเ้ ตม็ สะโพก เทา้ ยนั พื้น 3. การใชก้ ริ ยิ าท่าทาง กิรยิ าทา่ ทางท่ีสัมพันธ์กบั การพดู มดี ังน้ี 3.1 การเคล่ือนไหวศีรษะและลาคอ สอ่ื ความหมายบางประการดังน้ี ศีรษะตง้ั ตรง หมายถึง กล้าหาญ ม่ันคง มั่นใจ ภูมิใจ มีอานาจ ผงกศีรษะ หมายถึง ยอมรับ เห็นด้วย โน้มศีรษะไปข้างหน้า หมายถึง เคารพ ขอร้อง ขอความเห็นใจ ผงะศีรษะไปข้างหลัง หมายถึง ตกใจ สะดุ้ง สั่นศีรษะ หมายถึง ปฏิเสธ ไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับ ก้ม ศีรษะ หมายถึง ขวยอาย สงบ ปลง สภุ าพ เอียงศรี ษะ หมายถึง คดิ สงสยั ไม่แนใ่ จ เป็นต้น 3.2 การแสดงสหี นา้ การแสดงสหี นา้ จะสอดคลอ้ งกบั นา้ เสยี ง ทา่ ทาง และดวงตา เชน่ ยมิ้ เศรา้ ตกใจ รา่ เรงิ สงสัย เสียใจ สีหน้าโดยท่วั ไป ควรยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตรกบั ผฟู้ งั 3.3 การใช้ท่ามือ ช่วยเน้นย้าหรือขยายความเข้าใจ ท่ามือมีหลายแบบ เช่น หงายมือแล้วค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ผู้ฟัง เป็นการแสดงความรู้สึกเป็นมิตร ยกย่อง หรือเช้ือเชิญ แบมือทั้งสองข้าง หมายถึง สูญเสีย หมด หวงั ยกมือตั้งส่นั หมายถึง ปฏเิ สธ ควา่ มอื แลว้ ลดมือลง แสดงการขอร้องให้สงบ ขอใหช้ ้าลงหรือแสดงระดับสูง-ต่า ตะแคงมอื แล้วเคล่ือนมอื ไปทางซา้ ยหรือขวา แสดงถงึ การแบง่ ตะแคงมอื ต้งั บนฝา่ มอื แสดงการตดั แบ่ง กามอื แสดง ถึงความมน่ั คง เอาจริงเอาจัง ชน้ี ิ้วแสดงถงึ ลักษณะเฉพาะเจาะจง เนน้ ตกั เตือน หรอื บอกทิศทาง เป็นตน้ นอกจากนั้นยังมีการใช้มอื และแขนแสดงขนาดเล็ก ใหญ่ สูง ต่า แสดงรูปร่าง กลม เหลี่ยม แสดงจาน วน เช่น 1, 3, 5 และระดบั มอื ทใ่ี ช้มอี ยู่ 3 ระดบั คอื สูง ระดบั ไหลข่ ึ้นไป กลาง ระดับเอวถงึ ไหล่ และต่า คอื ระดบั ตา่ จากเอวลงไป โดยทวั่ ไปจะใชท้ า่ มอื ในระดับกลางและระดับสูง หลักการใช้ท่ามือที่ดีต้องเป็นธรรมชาติ จังหวะเหมาะ มีความหมายและใช้ไม่มากเกินไป ไม่ขัดเขิน หรือมองดูมือขณะทาท่า หลีกเล่ียงการใช้ท่ามือ ช้า ๆ หรือไม่มีความหมาย หรือมีลักษณะมือไม่อยู่สุข แตะจมูก เกาศีรษะ เป็นต้น

26 4. การใช้สายตา การใช้สายตาช่วยให้การพูดมีพลังมีความหมาย สร้างความสัมพันธ์กับผู้ฟัง ถ่ายทอด ความรู้สกึ ของผพู้ ดู ไดร้ บั รู้ปฏิกริ ิยาตอบสนองของผฟู้ ัง ลกั ษณะการใช้สายตาทคี่ วรฝกึ ฝน คอื 4.1 การใช้สายตาเม่ือเริ่มต้นพูด ให้มองผู้ฟังเป็นส่วนรวมก่อน โดยมองไปที่ผู้ฟังที่อยู่ตรงกลางแถว หลังสุด หลังจากนั้นจึงเปล่ียนสายตาไปยังจุดอ่ืน ซ้าย ขวา หน้า หลัง ให้ท่ัวถึง และเป็นธรรมชาติ อย่าเปลี่ยน สายตาโดยรวดเรว็ หรอื ใช้สายตาแบบพดั ลมสา่ ย ควรจับตาและเปล่ียนสายตาในลกั ษณะของการถ่ายรูป 4.2 การใช้สายตาขณะพูด มองผู้ฟังให้ทั่วถึง สบตาผู้ฟังน่ิงอยู่เฉพาะคนบ้าง และใช้สายตาแสดง ความรู้สึก อารมณ์ ตามเน้ือหาที่พูด อวัจนภาษาเกี่ยวกับสายตาบางประการ เช่น เบิ่งตาโพลง หมายถึง ตกใจ อยากได้ ปิดตา หมายถึง อ่อนเพลีย หรี่ตา หมายถึง สงสัย ไม่แน่ใจ ยั่วเย้า ประสานสายตา หมายถึงจริงใจ แน่ใจ ลดสายตาลง หมายถงึ เกรง รสู้ กึ ผิด ยอมรบั ชาเลอื งตา หมายถึง อาย อจิ ฉา ดถู กู เป็นตน้ ขณะพูด ให้หลีกเล่ียงการมองเพดาน มองข้ามศีรษะไปที่ผนังหลังห้อง มองออกนอกประตู หน้าต่าง หรอื ใช้สายตาหลกุ หลกิ เหลือบไปเหลือบมาตลอดเวลา ทาให้เสียบุคลิกภาพ 5. การใช้เสียง เสียงจะห่อหุ้มอยู่โดยรอบถ้อยคา ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ และความรู้สึกของผู้พูด ส่ิงท่ีต้อง คานงึ เกย่ี วกับการใช้เสียงมีดงั นี้ 5.1 เสียงและการออกเสียง จะตอ้ งชดั เจน แจม่ ใส นุม่ นวลชวนฟัง ไมห่ ้วน ไม่สูงแหลมจนฟังไม่สบาย หู ไม่ต่าจนฟังไม่ถนัดไม่สั่นเครือไม่แหบพร่าและไม่เพ้ียนแปร่ง นอกจากน้ันยังต้องไม่ดังหรือค่อยจนเกินไป หนัก เบา สูง ต่า เป็นไปตามธรรมชาติ มีการ เน้นย้าไม่ราบเรียบเสมอกันไปโดยตลอด (mo-no-tone) แต่ก็ไม่ควร เปลี่ยนระดับเสียงข้ึน – ลง – สูง - ต่า มากเกินไป จนดูเหมือนเสียงแสดงละคร (dramatization) ออกเสียงสระ พยัญชนะ และระดบั เสยี งวรรณยกุ ตช์ ัดเจน ถูกตอ้ ง การออกเสียงชดั เจนถูกต้องชว่ ยใหก้ ารพูดครั้งนัน้ ๆ นา่ ฟังและ นา่ เชอื่ ถือ 5.2 จังหวะการพูด ไม่เร็วจนเสียความ ไม่ตัดหรือรวบคา เช่น “กระทรวงสาธารณสขุ ” ออกเสียงเปน็ “กระทรวงสาสขุ ” “มหาวิทยาลัย” ออกเสียงเป็น “มหาลยั ” “พจิ ารณา” ออกเสียงเปน็ “พิณา” เป็นตน้ และตอ้ ง ไม่ช้าเนิบนาบจนเกินไป การพูดเร็วเกินไป ผู้ฟังจะฟังไม่ทันและรู้สึกเหน่ือย การพูดช้าจนเกินไปผู้ฟังก็จะรู้สึก ราคาญ และอึดอัด นอกจากน้ันยงั ต้องเว้นวรรคตอนให้ถกู ตอ้ ง การเวน้ วรรคตอนผิดจะทาใหส้ ่ือความหมายผดิ ได้

27 การตน่ื เวทแี ละการลดอาการตืน่ เวที เมื่อต้องพูดต่อหน้ากลุ่มคน ทุกคนจะประหม่า ความรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเป็นสิ่งดี ทาให้มีชีวิตชีวา กระตือรือร้นท่ีจะเตรียมตัวและพูด อาการประหม่าท่ีเกิดข้ึน คือ การต่ืนเวที (stage fright) ซ่ึงถ้ามีมากจนเกินไป จะทาให้เสยี บคุ ลกิ ภาพ และทาให้เสยี บุคลิกภาพ ส่งิ ที่ควรทราบเก่ยี วกบั การต่ืนเวที คอื อาการของการต่ืนเวที และ การลดอาการตื่นเวที 1. อาการของการต่ืนเวที อาการของการต่ืนเวทีมีหลายประการ เช่น คอและปากแห้ง เสียงหาย ต้อง กระแอมกระไอเรียกเสียงก่อนพูด พูดไม่ออก ตะกุกตะกัก หรือติดอ่าง ลืม นึกอะไรไม่ออก ลังเลไม่แน่ใจ สับสน หายใจขัด มือส่ัน ขาสั่น เข่ากระตุก เสียงเบากว่าปกติ พูดเร็วขึ้น ๆ หรือ ช้าลง ๆ หัวใจเต้นถ่ี เร็ว หรือเต้นดังกว่า ปกติ รู้สึกเครียด เกร็ง หรือไม่สบาย ในท้อง ไม่กล้าสบตาผู้ฟัง รู้สึกว่าผู้ฟังไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วย เหง่ือออกมาก รู้สกึ กลัว เปน็ ตน้ อาการต่ืนเวทีของบางคนอาจมีเพียงเล็กน้อยจนไม่มีใครสังเกตเห็น คือเพียงแต่รู้สึกกังวลเก่ียวกับการพูด และเกร็ง เครียด (tension) ซึ่งเป็นอาการต่ืนเวทีในระดับปกติ ผ่อนคลายได้ง่าย แต่ บางคนอาจตื่นเต้นและกังวล มากจนถึงขึ้นกลัว (fear) กลัวท่ีจะพูด กลัวคนฟัง อาจอาเจียน ปวดท้องมาก ใจเต้นระทึก หูอื้อ เหงื่อไหล หายใจ หอบ เป็นต้น การต่ืนเวทรี ะดบั น้ีต้องใช้เวลาในการฝกึ ฝนและสร้างเชื่อมน่ั ก็จะแก้ไขใหล้ ดนอ้ ยลงได้ สว่ นการตื่นเวที ทีม่ ากที่สุดคือการกลัวมาก (panic) ถึงขัน้ เข่าอ่อน หมดแรง เป็นลม ซงึ้ นอ้ ยคนมากที่จะตื่นเวทีจนถึงระดับนี้ 2. การลดอาการตื่นเวที การที่จะแก้ไขอาการประหม่า หรือต่ืนเวทีให้หายไป อย่างส้ินเชิงน้ันยังไม่มี ขอ้ แนะนาใด ๆ ท่ีปฏบิ ตั แิ ลว้ ได้ผล แตอ่ าจจะลดอาการตื่นเวทใี ห้น้อยลงได้ มีขอ้ เสนอแนะดงั นี้ 2.1 ก่อนการพูด มีแนวทางในการลดการตื่นเวทีให้น้อยลง เร่ิมด้วยการเตรียมตัวให้พร้อม ความ พร้อมจะช่วยให้เกิดความมั่นใจ นอกจากนั้นอาจใช้วิธีหายใจเข้าลึก ๆ แล้วอัดไว้ 2-3 วินาที แล้วค่อย ๆ ผ่อนลม หายใจออก ออกซิเจนท่ีเข้าไปในปอดจะช่วยลดความตึงเครียดได้ (หายใจให้เป็น หายใจเข้ากระบังลมจะพองตัว ออก ท้องจะป่อง หายใจออกท้องแฟบลง การหายใจโดยปกติเป็นเช่นนี้ แต่บางคนเม่ือเกิดความ “ตั้งใจ” ท่ีจะ หายใจเขา้ ท้องกลับแฟบ เพราะแขม่วทอ้ ง ทาใหห้ ายใจไม่ลกึ ลมทีห่ ายใจเข้าไปไมถ่ ึงช่องท้อง) บางคนอาจใช้วธิ ีลด ความเครียด เชน่ จบิ นา้ ดื่มกาแฟ ลกุ ขน้ึ เดนิ ไปเดนิ มา สดุ ทา้ ยทาใจใหส้ งบ ทบทวนลาดบั การพดู ในใจว่าจะทักทาย ผู้ฟังอย่างไร เริ่มต้นพูดอย่างไร จะขยายความเน้ือหาอย่างไรบ้าง และจะจบการพูดอย่างไร การลาดับการพูดได้ ตงั้ แต่เรม่ิ ต้นพูด จนจบการพูด จะทาให้ผพู้ ูดมั่นใจยิง่ ข้นึ อาการตนื่ เวทีจะลดนอ้ ยลง

28 2.2 ขณะพูด พยายามควบคุมสายตา มองผู้ฟังให้ท่ัวถึง และจับตาท่ีผู้ฟังเฉพาะคนให้ได้ พูดช้า ๆ ถ้า รสู้ ึกตัววา่ กาลงั พดู เร็วขึน้ ๆ ให้ควบคมุ ใหช้ า้ ลง จะชว่ ยลดความประหมา่ ลงได้ เปล่ยี นอิรยิ าบถขณะพดู บ้าง เชน่ จัด อุปกรณ์ จิบน้า ถ้ารู้สึกประหม่า คอแห้ง ให้จิบน้า ถ้าไม่มีน้าให้หาจังหวะ เช่น ตอนก้มหรือจัดหยิบอุปกรณ์ ให้อ้า ปากเล็กน้อย ภายใน 2-3 วินาที จะมีน้าลายช่วยให้ชมุ่ คอข้ึน ถ้าติดขัดขณะพูด ไม่ควรพูดซ้า หรือหยุดคิดนาน จน เกดิ บรรยากาศตาย เงยี บ ใหพ้ ยายามเช่อื มโยง แล้วข้ามมายงั เน้ือหาท่ีจาได้ ผู้ที่ตั้งใจจะฝึกพูดต้องพร้อมเผชิญหน้ากับอาการตื่นเต้นประหม่าน้ัน พยายามหาโอกาสพูด พูดหน้าช้ัน หน้าที่ประชุม ตอนไม่มีคนฟังหรือตอนที่มีคนน้อย ๆ เมื่อถึงเวลาพูดจริง ๆ ให้คิดว่ากาลังพูดให้เพื่อนสนิทฟัง อยา่ งไรกต็ ามการลดความประหม่าที่ดที ่ีสุด ก็คือการสรา้ งความมัน่ ใจโดยการเตรยี มตัวให้พรอ้ ม 2.2 หลกั การพดู การพูดท่ีดีต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ใช้วัจนภาษา อวัจนภาษา และส่ือถูกต้องเหมาะสมกับผู้ฟัง สถานที่ เวลา โอกาส และสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ หลักการพูดท่ีจะกล่าวถึงต่อไปน้ี คือหลักการพูดที่ผู้พูดรู้ตัว ลว่ งหน้า เพอ่ื ให้การพดู ประสบความสาเรจ็ ผ้พู ดู จะตอ้ งปฏิบตั ิตามหลักการพดู ดงั ตอ่ ไปน้ี การเตรียมตวั ในการพดู ก่อนพูดทุกคร้ังผู้พูดจะต้องเตรียมการพูดให้พร้อม การเตรียมท่ีครบถ้วนคือการเตรียมให้ครบตาม องคป์ ระกอบของการพดู โดยจัดลาดบั ความสาคญั ก่อน หลงั ดงั น้ี 1. วิเคราะห์ผู้ฟัง สถานที่ เวลา โอกาส และสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ผู้ฟัง คือ องค์ประกอบที่สาคัญ ของการพูด ผู้พูดต้องวิเคราะห์รายละเอียดของผู้ฟังให้มากที่สุด ท้ังเพศ วัย การศึกษา อาชีพ ศาสนา หรือลัทธิ ความเช่ือ ความสนใจพิเศษ จานวน นอกจากนั้นยังต้องวิเคราะห์สถานที่ เวลา และโอกาส ในการพูดคร้ังน้ันด้วย เชน่ พดู ในหอประชมุ หรอื กลางสนาม เวลาเชา้ หรือบ่ายระยะเวลา 3 ช่ัวโมง หรือเพยี ง 10 นาที พดู เนือ่ งในโอกาส วันปฐมนิเทศ วันฉลองจบการศึกษา หรือ วันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น ทั้งน้ีเพ่ือจะได้เตรียมคาปฏิสันถาร เน้ือหา ภาษา ตวั อยา่ ง สือ่ การแตง่ กายของผูพ้ ูด ฯลฯ ให้เหมาะสม 2. เตรียมตัวผู้พูด การเตรียมตัวผู้พูด เน้นในเร่ืองการเตรียมบุคลิกภาพ ท้ังบุคลิกภาพภายนอกและ บุคลกิ ภาพภายใน

29 2.1 บุคลิกภาพภายนอก ได้แก่ รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ การแต่งกาย สุขภาพ การยืน การเดิน การ ใช้สายตา ท่าทาง การออกเสียง เป็นต้น บุคลิกภาพภายนอก จะปรากฏเด่นชัดในระยะเวลาอันส้ัน คุณจะดูแล บุคลิกภาพภายนอกของคุณให้ “ดดู ี” อยา่ งไรได้บ้าง รปู ร่าง หนา้ ตา ผวิ พรรณ มอี ะไรบา้ งไหมทท่ี าให้ดีข้นึ กว่าเดิมได้ สะอาดสะอา้ นหรือเปล่า แก้ไขอา พราง ตกแต่ง เพมิ่ เตมิ อะไรได้บา้ งไหม ดีทสี่ ุดหรอื ยัง พอใจหรอื ยงั การแต่งกาย ข้อเสนอแนะในการแต่งกายเพื่อให้เป็นผู้มีบุคลิกภาพดี คือ ยึดหลัก 5 ส. ได้แก่ สะอาด สะดวก สุภาพ สวยงาม และสงา่ ไม่จาเปน็ ต้องเด่นสะดดุ ตามากนัก สุขภาพ ผู้พูดจะต้องดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ การเจ็บป่วยหรือแม้แต่พักผ่อนไม่เพียงพอ มีผลต่อ บคุ ลกิ ภาพ อาจหงดุ หงิด อารมณ์ไม่ดี นา้ เสยี งไม่แจ่มใส และอาจทาใหข้ าดปฏิภาณไหวพริบในการคิด การพูด การ สนทนาโต้ตอบ การใช้สายตา ท่าทาง การออกเสียง หมายรวมถึง อิริยาบถต่าง ๆ การใช้ท่าทาง การแสดง ความรู้สกึ ทางสีหน้า สายตา เป็นต้น 2.2 บุคลิกภาพภายใน ได้แก่ ลักษณะทางจิตใจ เช่น อุปนิสัย ความสนใจ ความคิด ทัศนคติในการ มองโลกและชีวติ ลักษณะทางอารมณ์ เช่น ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมตา่ ง ๆ ลกั ษณะทาง สงั คม เชน่ การมมี นุษย์สัมพันธ์ การปรับตวั ลักษณะทางปญั ญา เช่น ความเฉลยี วฉลาด ความมไี หวพริบ เปน็ ต้น บุคลิกภาพภายใน อาจมองไม่เห็นในระยะอันส้ัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ตัวตน” ของบุคคล บุคลิกภาพภายในเป็นส่ิงท่ีสร้างเสริมและพัฒนาได้ เช่น การพยายามมองโลกในแง่ดี การมองบุคคลอ่ืนอย่างเป็น มิตร การระงับอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย การรู้จักการให้อภัย การมีความหวังและพลังใจ การรู้จักสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว การรจู้ ักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเพมิ่ พูนความรู้ ความคดิ ประสบการณ์ เปน็ ต้น บคุ ลิกภาพภายในกับบุคลิกภาพภายนอกย่อมสัมพนั ธ์กัน เมอื่ คณุ ปรากฏตวั เพ่ือพดู ภายใน 4 นาที แรก ผู้ฟังจะมองคุณท่ีบุคลิกภาพภายนอก เช่น รูปร่างหน้าตา เส้ือผ้า เคร่ืองแต่งกาย เครื่องประดับ หลังจากนั้น ผู้ฟังจะสนใจเรื่องอื่น ๆ เช่น เน้ือหาสาระ สื่อ หรืออุปกรณ์ และบุคลิกภาพภายในท่ีคุณแสดงออก เช่น ความคิด ทศั นคติ อารมณ์ ความเฉลียวฉลาด ความรู้ ความสามารถ เป็นตน้ 3. เตรียมเน้ือหา การเตรียมเน้ือหา ต้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เหมาะสมกับผู้ฟัง สถานท่ี เวลา และโอกาสทีไ่ ด้วิเคราะหไ์ วแ้ ลว้ โดยมลี าดบั ขน้ั ในการเตรียมเนอ้ื หาดงั นี้

30 3.1 กาหนดวตั ถปุ ระสงคก์ ารพูดใหช้ ดั เจน 3.2 เลือกเรอื่ งที่จะพดู 3.3 ค้นควา้ รวบรวมเน้อื หา 3.4 วางโครงเร่อื งและเรยี บเรียงเร่อื ง 4. เตรียมส่ือ (media) สื่อหรือเคร่ืองมือถ่ายทอดสารในการพูดคือภาษา ผู้พูดจะต้องเตรียมวัจนภาษา ไดแ้ ก่ ถ้อยคา คาคม ภาษิต คาพูดท่ีประทับใจ เตรียมฝกึ การใช้อวัจนภาษา ไดแ้ ก่ กรยิ า ท่าทาง การใชส้ ีหน้า แวว ตา ฯลฯ รวมไปถึงการเตรียมส่ือหรืออุปกรณ์อ่ืน ๆ ให้พร้อม เพื่อให้การพูดนั้น ๆ ประสบความสาเร็จที่สุด เช่น ไมโครโฟน รูปภาพ แผนภูมิของจริง ฯลฯ เตรียมการใช้ส่ือนั้นให้คล่องแคล่ว และเป็นไปตามลาดับสอดคล้องกับ เร่อื งที่พูด การฝึกพูด การพูดเป็นทักษะ ฉะน้ันการฝึกพูดจึงเป็นเร่ืองสาคัญ ผู้พูดอาจฝึกคนเดียวหรือฝึกต่อหน้าผู้อื่น ขั้นตอน การฝึกพูดมดี ังตอ่ ไปน้ี 1. ทาบทพูดหรือบันทึกส้ัน ปัญหาของผู้พูดหลาย ๆ คน คือต้ังแต่เร่ิมต้นพูดก็จาไม่ได้ว่าจะทักผู้ฟัง อย่างไร หรือลืมทักผู้ฟัง จาเนื้อหาไม่ได้หรือสับสน ผู้พูดจะต้องอ่านเน้ือหาท่ีเตรียมไว้ให้เข้าใจ แล้วทาบทพูดหรือ บันทึกสั้น ๆ เฉพาะประเด็นสาคัญ ลาดับไปตามโครงเรื่องคือ นาเร่ือง เน้ือเรื่อง และสรุป หากเกรงว่าจะจาคา ปฏิสันถารผู้ฟังไม่ได้ก็ควรเขียนไว้ในบทด้วย กระดาษที่ทาบทพูดหรือบันทึกสั้นๆ อาจใช้กระดาษธรร มดา หรือ กระดาษแขง็ ขนาดครึง่ หนึง่ ของกระดาษ A4 2. พูดจากความเข้าใจ เร่ิมต้ังแต่ปฏิสันถารผู้ฟังแล้วลาดับไปตามโครงเร่ือง ถ้าเนื้อหาส้ันควรพูดได้เอง โดยไม่ต้องดูบท ถ้าเนื้อหามากและติดขัด ให้ดูบทพูดท่ีบันทึกหัวข้อหรือประเด็นสาคัญไว้ แล้วพูดอธิบาย ขยาย ความเองจากความเข้าใจ การถือกระดาษบันทึก ควรถือให้เรียบร้อย ไม่ม้วน พับ หักมุม เคาะ ดีดม้วนแล้วนามา กระแทกกบั ฝา่ มือ ฯลฯ 3. ฝึกการใชอ้ วัจนภาษา เชน่ การใช้เสยี ง สายตา การยืน การเดนิ การใชท้ า่ ทางประกอบการพูด 4. จบั เวลา ต้องพูดให้จบภายในเวลาที่กาหนด

31 5. ประเมินผล รวบรวมข้อบกพร่องในการพูด วิเคราะห์ และประเมินผล หลังจากน้ันควรฝึกซ้อม โดย แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งตา่ ง ๆ นน้ั การปฏิบตั ิการพูด เม่ือเตรียมพร้อมแล้ว ฝึกพูดแล้วขั้นต่อไปก็คือขั้นปฏิบัติการพูด หรือลงมือพูด ซ่ึงเร่ิมต้น และสิ้นสุด ตามลาดบั ดังนี้ 1. เดินไปสู่ที่พูด การเดินไปสู่ที่พูด ควรเดินอย่างกระฉับกระเฉง มั่นใจ เมื่อถึงท่ีพูดควรหยุดเล็กน้อย (ใน บางกรณี เช่น การประกวดการพูดอาจทาความเคารพกรรมการ) มองผู้ฟัง ยิ้มแย้มแจ่มใส ยืนสบาย ๆ วางเท้าให้ เหมาะสมไมห่ ่างหรือชิดเกนิ ไป 2. กล่าวปฏิสนั ถารผฟู้ ัง เริ่มต้นพูดโดยการกลา่ วปฏิสันถาร หรือทักผฟู้ งั ให้เหมาะสม 3. พดู ไปตามลาดับโครงเรื่อง เมือ่ กลา่ วถึงคาปฏสิ นั ถารผ้ฟู ังแลว้ ก็เรม่ิ ตน้ พูดไปตามลาดบั โครงเรื่อง ตงั้ แต่ นาเร่อื ง เนอ้ื เรอ่ื ง และลงทา้ ย ถา้ ตดิ ขดั ให้ดูหัวข้อหรอื ประเด็นสาคญั ท่ีทาบันทึกเตอื นความจาไว้ ขณะพูดใช้อวัจนภาษา เช่น การเดิน การยืน การใช้สายตา ท่าทาง เสียง และจังหวะการพูดให้ เหมาะสม ถา้ ใช้สื่อประกอบการพดู ก็ตอ้ งใช้อย่างคล่องแคล่ว และเป็นไปตามลาดับ สอดคล้องกับเน้อื หา 4. การเดินกลับ เมื่อพูดจบควรเดินกลับท่ีน่ังอย่างกระฉับกระเฉงและม่ันใจ ไม่รีบร้อนเกินไป (บางกรณี เชน่ ในการประกวดการพูด ให้ก้าวถอยหลงั สองกา้ ว ทาความเคารพผู้ฟัง แลว้ เดินกลบั ทีน่ ั่ง) ผู้พูดควรสารวมอิริยาบถให้สุภาพเรียบร้อย นับต้ังแต่การเดินไปสู่ท่ีพูด จนกระทั่งการเดินกลับสู่ที่นั่ง เพราะทุกอิริยาบถอยู่ในสายตาของผู้ฟัง บางคนเม่ือพูดจบก็โล่งใจ ทาให้ลืมสารวม บางคนวิ่งกลับมายังที่นั่ง บาง คนแลบลนิ้ เพราะเขนิ อายทผ่ี ิดพลาด ทาให้เสียบคุ ลกิ ภาพยิง่ ขนึ้ การประเมินการพดู การประเมินการพดู อาจประเมนิ โดยการบรรยาย หรือประเมินโดยกาหนดเกณฑเ์ ป็นค่าระดบั คะแนนก็ได้ หวั ข้อการประเมนิ ทวั่ ไปมีดังน้ี 1. การปรากฏตัวและการปฏิสันถารผู้ฟัง ผู้พูดปรากฏตัวอย่างกระฉับกระเฉงม่ันใจหรือไม่ กล่าวคา ปฏิสนั ถารผฟู้ ังหรอื ไม่ ถกู ต้องเหมาะสมเพียงไร

32 2. การนาเรื่องหรืออารัมภบท ผู้พูดนาเรื่องได้น่าสนใจชวนให้คิดตามเร่ืองต่อไปหรือไม่ การนาเรื่องช่วย สรา้ งบรรยากาศการพดู เพียงใด ทาใหผ้ ู้ฟังเล่อื มใสผูพ้ ดู หรือชว่ ยให้ผู้ฟงั เข้าใจเรือ่ งทจี่ ะพดู ตอ่ ไปหรอื ไม่ สดั ส่วนการ นาเร่ืองเหมาะสมเพียงใด เปน็ ตน้ 3. เน้ือหาและการดาเนินเรื่อง เนื้อหาน่าสนใจหรือไม่ การดาเนินเร่ืองทาให้น่าสนใจและชวนติดตาม เพียงไร สัดส่วนของเน้ือหาเหมาะสมหรือไม่ การลาดับเรื่องไม่สับสน เข้าใจง่ายหรือไม่ ตัวอย่างชัดเจน เหมาะสม น่าสนใจเพียงใด 4. การใช้ถ้อยคาสานวนภาษา และส่ือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ถ้อยคาสานวนภาษาที่ใช้สุภาพ เหมาะสมกับ ผู้ฟังหรือไม่ ลึกซึ้ง คมคาย สอดคล้องกับเร่ืองที่พูดหรือไม่ สื่อที่ใช้เหมาะสม และช่วยส่ือความหมายย่ิงขึ้นหรือไม่ ลักษณะการใชส้ ่ือเหมาะสมเพยี งใด 5. การออกเสียง ระดับเสียง และจังหวะการพูด การออกเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ชัดเจนหรือไม่ น้าเสียงแจ่มใส และนุ่มนวลชวนฟัง หรือส่ันเครือ แหบพร่า และเพ้ียนแปร่ง ระดับเสียงดังพอสมควรหรอื ไม่ มีการ เนน้ ย้าพอเหมาะชวนใหส้ นใจตดิ ตามเรือ่ งหรอื ไม่ จงั หวะการพดู ช้า-เร็ว เหมาะสมเพียงใด 6. การใช้สายตาท่าทาง ผู้พูดมองผู้ฟังท่ัวถึงหรือไม่ จับตาผู้ฟังเฉพาะคนบ้างหรือไม่ ท่าทางที่ใช้สุภาพ เหมาะสมสอดคลอ้ งกบั เรอื่ งทีพ่ ดู เพียงใด 7. การลงท้าย ผู้พูดมีการลงท้ายหรือการจบการพูดหรือไม่ ประทับใจหรือไม่ สัดส่วนของการลงท้าย เหมาะสมเพยี งใด จบเรือ่ งภายในเวลาที่กาหนดหรอื ไม่ 8. คณุ ค่าของเร่ือง เนื้อเร่อื งมีคณุ คา่ ตอ่ ผู้ฟงั มาน้อยเพียงใด 9. บุคลกิ ภาพท่ัวไป บุคลิกภาพทวั่ ไป เช่น การแต่งกาย การเดนิ การยืน (หรือน่งั ) เหมาะสมหรือไม่ 10. ความสนใจของผู้ฟัง ผู้ฟังให้ความสนใจเพียงไร ตั้งใจฟังหรือไม่ ร่วมซักถามหรือแสดงความคิดเห็น บ้างหรือไม่ จะเห็นได้ว่าการประเมินการพูด ประเมินไปตามองค์ประกอบของการพูดน่ันเอง ได้แก่ ประเมินผู้พูด เนือ้ หาสาระ การใชภ้ าษาและสื่อ และประเมินผู้ฟงั การประเมนิ การพูดอาจใช้หัวข้อเดียวกัน แต่แทนทจ่ี ะบรรยาย อาจกาหนดเกณฑเ์ ปน็ ค่าระดับคะแนนก็ได้

33 2.3 การพดู ในชวี ติ ประจาวัน หลักการพูดซึ่งประกอบไปด้วยการเตรียมการพูด การฝึกพูด และการปฏิบัติการพูดดังที่กล่าวไปแล้วน้ัน คือหลักการพูดอย่างเป็นทางการในท่ีประชุม หรือการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่าง ๆ และเพ่ือจุดหมายต่าง ๆ เป็นการพูดอย่างมีแบบแผน ส่วนการพูดในชีวิตประจาวันนั้นเป็นการพูดท่ีไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่เป็นการพูดท่ี ไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า เช่น การทักทาย ไต่ถามทุกข์สุข แนะนาตัว การตั้งคาถาม การตอบคาถาม การบอกเล่า การพดู โทรศัพท์ การกล่าวขอโทษ ขอบคุณ เปน็ ต้น มีข้อแนะนากว้าง ๆ เก่ียวกับการพูดในชีวิตประจาวันคือต้องสุภาพ ให้เกียรติผู้ที่เราพูดด้วย มีคาลงท้าย ค่ะ/ครับ ที่เหมาะสม ไม่ละเลยที่จะกล่าวคาขอโทษ ขออภัย ขอบใจ ขอบคุณ หรือขอบพระคุณ ให้เหมาะสมกับ บคุ คล การทักทาย นอกจากกล่าวคา “สวัสดีคะ่ ” “สวัสดคี รบั ” แลว้ ตามวัฒนธรรมไทยบางครงั้ เราต้อง “ไหว้” ดว้ ย หากบคุ คลน้ันมอี าวุโสกวา่ หรอื เป็นหวั หน้า เปน็ ผู้บังคบั บญั ชา หรือเป็นครูอาจารย์ของเรา การกลา่ วคา “สวสั ดี” ต้องสุภาพ น้าเสียงนุ่มนวล การไหว้ ตอ้ งไหว้อยา่ งต้ังใจ ไม่ใช่อยา่ งลวก ๆ ขอไปที เพราะถ้าทาเช่นน้ันการไหว้จะไม่มีคุณค่าใด ๆ เลย การกล่าวคาขอโทษ ขออภัย ขอบคุณ หรือขอบพระคุณ ก็ เชน่ เดยี วกัน ต้องกล่าวอย่างตั้งใจ จรงิ ใจ และนมุ่ นวล ผฟู้ งั จงึ จะรับสารไดต้ ามทีเ่ ราตอ้ งการส่ือสาร ในกรณีที่เราทาสิ่งใดสิ่งหน่ึงให้ แล้วมีผู้กล่าวขอบคุณ เราอาจกล่าวตอบว่า “ไม่เป็นไร” ตามที่เราเคย กล่าวกันมา หรือในปัจจุบันมีผู้ใช้คาว่า “ด้วยความยินดีค่ะ/ครับ” ก็นับเป็นสานวนท่ีน่านามาใช้ เช่น เราช่วยเปิด ประตใู ห้ ผูเ้ ดนิ เข้ามากลา่ วขอบคณุ เราอาจตอบวา่ “ดว้ ยความยนิ ดคี ่ะ/ครบั ” ซ่งึ หมายความว่าเรายินดี หรอื เตม็ ใจ ท่จี ะทาให้เขา นบั เป็นสานวนท่นี ่มุ นวลมีไมตรีจติ ปัจจุบันการพูดโทรศัพท์ นับเป็นกิจกรรมการพูดท่ีสาคัญมากในชีวิตประจาวัน การพูดโทรศัพท์ทั้งสอง ฝา่ ยได้ยินแตเ่ สยี ง ไมเ่ หน็ หนา้ ผู้พดู น้าเสยี งนมุ่ นวล ถ้อยคาสภุ าพ ใช้ภาษาชดั เจน กระชับ เปน็ สง่ิ สาคญั ถา้ เราเป็น ฝ่ายโทรศัพท์ไป เมื่อกล่าวคาสวัสดีแล้ว อาจแนะนาตัวเอง แล้วแจ้งความประสงค์ ถ้าผู้ที่เราต้องการติดต่อด้วยไม่ อยู่ อาจฝากข้อความไว้ กอ่ นวางสายอยา่ ลมื กล่าวคาขอบคุณและสวัสดี ในกรณีท่ีเราเป็นฝ่ายรับโทรศัพท์ ควรกล่าวคาสวัสดี แล้วบอกสถานที่ หรือหน่วยงาน ถ้าหากจะต้องไป ตามบุคคลท่ีอีกฝ่ายต้องการจะพูดโทรศัพท์ด้วย ควรบอกว่า “กรุณารอสักครู่ค่ะ” และถ้าหากบุคคลนั้นไม่อยู่ เสนอแนะให้เลือกใช้สานวนต่อไปนี้ตอบให้เหมาะสม เช่น “กรุณาติดต่อมาใหม่นะคะ” “จะฝากข้อความไว้ไหม

34 คะ” “ถ้าท่านกลับมาจะให้เรียนท่านว่าอย่างไรคะ” หรือ “ขออภัยค่ะ จะให้เรียนท่านว่าใครโทรมาคะ” เป็นต้น และถ้ามีการฝากข้อความ การรับฝากข้อความก็ควรระบุชัดเจนว่า ถึงใคร จากใคร ข้อความคืออะไร ผรู้ ับโทรศัพท์ คือใคร และอยา่ ลมื ลงวนั ทแี่ ละเวลาท่ีรับโทรศพั ทด์ ว้ ย 2.4 การพดู เพ่ือวัตถปุ ระสงคเ์ ฉพาะ เน้ือหาเกี่ยวกับการพูดเพ่ือวัตถุประสงค์เฉพาะท่ีจะเสนอต่อไปน้ีเป็นการพูดที่ใช้มากในการศึกษา ระดบั อดุ มศึกษาและนกั ศึกษาจะต้องปฏบิ ตั ใิ ห้ถูกต้อง การพูดเพอ่ื นาเสนองาน การศึกษาระดับอุดมศึกษา นักศึกษามักต้องศึกษาค้นคว้าทารายงาน ทาโครงงานหรือทาวิจัย แล้ว นาเสนองานน้ันต่อท่ีประชุม ส่วนใหญ่เป็นการพูดในลักษณะสรุปผล การพูดคนเดียวเพ่ือนาเสนองานต่อที่ประชุม มีขั้นตอนในการนาเสนอดังนี้ 1. กล่าวคาปฏิสันถารผฟู้ ัง ในที่ประชุมมีอาจารยแ์ ละนักศึกษาและเป็นการนาเสนอหรือเรยี นให้อาจารย์ ทราบถึงงานท่ีทา การกล่าวปฏสิ นั ถารหรือทักท่ปี ระชมุ อาจใชว้ ่า “เรยี นอาจารย์ และสวสั ดีเพอ่ื นนักศึกษาทุกคน” หรือกรณีที่บรรยากาศในการนาเสนอคร้ังนั้นไม่เป็นทางการมากนัก อาจทักที่ประชุมโดยใส่อารมณ์และความรู้สึก ด้วยเป็น “เรียนอาจารย์ท่ีเคารพและสวัสดีเพ่ือนนักศึกษาที่รักทุกคน” หากในท่ีประชุมนั้นมีบุคคลภายนอกเข้าฟงั ด้วย อาจใช้คาทักเป็นกลาง ๆ ว่า “เรียนอาจารย์ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน” หรือ “เรียนอาจารย์และท่านผู้มี เกียรติที่เคารพทุกท่าน” ถ้าหากเป็นการนาเสนองานในท่ีประชุมอ่ืน ๆ เช่น ห้องประชุมของบริษัท อาจทักที่ ประชุมว่า “เรียนท่านประธานและคณะกรรมการทุกท่าน” หรือ “เรียนท่านประธานและคณะกรรมการที่เคารพ ทกุ ท่าน” โปรดพิจารณาใช้คาปฏสิ นั ถารใหเ้ หมาะสม เมื่อกล่าวคาปฏิสันถารผู้ฟังแล้วจึงบอกช่ือเร่ืองที่จะนาเสนอ และนาเสนอรายละเอียดในส่วนต้นบาง ประการ เช่น วตั ถุประสงค์ ขอบขา่ ยและท่มี าของข้อมลู เปน็ ต้น 2. นาเสนอ พูดไปตามหัวข้อหรือประเด็นสาคัญของงาน ลักษณะการพูด ให้พูดจากความเข้าใจโดยดู หัวขอ้ ที่ทาบนั ทึกไว้ แล้วอธิบายขยายความหรือยกตวั อย่างเองตามที่เตรียมไว้ กรณที เ่ี นื้อหาบางตอนมรี ายละเอียด และจาเป็นต้องนาเสนอ อาจพูดแบบอ่านจากร่างหรือต้นฉบับ นั่นคืออ่านจากบันทึกโดยเงยหน้าสบตาผู้ฟังบ้าง และควรใช้วธิ ีน้ใี นระยะสนั้ ๆ เทา่ นั้น เพราะการอ่านจากบันทึก แมจ้ ะเงยหนา้ สบตากับผู้ฟังบ้าง แต่ก็เปน็ การพูดที่ ขาดชีวิตชีวา ผู้ฟังจะเบ่ือมาก หากมีรายละเอียดมากและจาเป็นต้องนาเสนอ ควรแก้ไขโดยการใช้สื่อหรือเอกสาร

35 ประกอบการนาเสนอ ขณะพูดใช้อวัจนภาษาต่าง ๆ ใหเ้ หมาะสม เชน่ การใชส้ ายตา น้าเสียง จังหวะการพดู ท่าทาง ประกอบ เปน็ ต้น 3. การใช้ส่ือ ในกรณีที่มีส่ือหรืออุปกรณ์อ่ืน ๆ ประกอบการพูดรายงาน ควรฝึกซ้อมและนาเสนอให้ คลอ่ งแคล่ว เป็นไปตามลาดับ สอดคล้องกับเรอื่ งท่กี าลังพดู จะชว่ ยให้การนาเสนอประสบความสาเร็จ 4. เปิดโอกาสให้ผู้ฟังซักถามหรือแสดงความคิดเห็น เมื่อสรุปจบการรายงานหรือการนาเสนอแล้ว ควร เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถามหรือแสดงความคิดเห็น ผู้นาเสนอควรตอบคาถามอย่างสุภาพ รับฟังข้อเสนอแนะ เพิม่ เติมอย่างมีวจิ ารณญาณ 5. จบการพูด ควรจบการพูดรายงานหรือการนาเสนอด้วยการกล่าวขอบคุณ และกล่าวสวัสดี ในกรณีท่ี ต้องเดินกลับสู่ท่ีน่ัง ให้เดินกลับสู่ที่นั่งอย่างม่ันใจและสารวม เพราะทุกอิริยาบถของผู้พูดยังอยู่ในสายตาผู้ฟังโดย ตลอด การพูดรายงานคนเดียวต่อที่ประชุมนั้น งานที่นาเสนออาจเป็นงานที่ทาเดี่ยว หรือทาเป็นกลุ่มก็ได้ แต่มี ตัวแทนกลุ่มพูดรายงานเพียงคนเดียว ในกรณีน้ี สมาชิกลุ่มคนอื่น ๆ อาจคอยช่วยเหลือในตอนใช้สอื่ หรือช่วยตอบ คาถาม เป็นตน้ การแนะนาและกลา่ วเชิญวิทยากร การศึกษาระดับอุดมศึกษา นักศึกษาต้องศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งศึกษาจาก ผู้เชี่ยวชาญหรือวิทยากร การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ก็อาจเชิญวิทยากรมาบรรยาย อภิปราย สาธิต หรือ ให้ข้อคิด ข้อเสนอแนะ ซึ่งบางคร้ังนักศึกษาอาจต้องมีบทบาทในการแนะนาและกล่าวเชิญวิทยากร ลาดับขั้นในการแนะนา และกลา่ วเชิญวิทยากรหรอื ผ้พู ูดมีดงั น้ี 1. กล่าวปฏิสันถารผู้ฟัง การกล่าวปฏิสันถารหรือทักผู้ฟังจะต้องพิจารณาให้เหมาะสม เช่น อาจกล่าว ปฏิสันถารว่า “ท่านประธาน อาจารย์ นักศึกษา และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน” หรือ “คณะอาจารย์-นักศึกษา และ ทา่ นผู้มเี กียรตทิ เ่ี คารพทุกทา่ น” เปน็ ต้น 2. อารัมภบท คือการกล่าวเกริ่นถึงโอกาสท่ีมีกิจกรรมนั้น ๆ ส้ัน ๆ เช่น กิจกรรมนั้น ๆ จัดขึ้นเนื่องใน โอกาสใด ใครเป็นผ้จู ัด มคี วามสาคัญอยา่ งไร โดยพดู เชือ่ มโยงใหส้ ัมพันธก์ บั เรอ่ื งหรอื หัวข้อที่เชญิ วิทยากรมาพดู 3. แนะนา แนะนาโดยบอกชื่อ-นามสกุล การศึกษา ตาแหน่งหน้าท่ี ประสบการณ์การทางาน ผลงาน ความรู้ ความสามารถพิเศษในเร่ืองที่เชิญมาพูด ในกรณีท่ีวิทยากรมีตาแหน่งหน้าที่หรือประสบการณ์การทางาน

36 และผลงานมากมาย อาจเลือกแนะนาเฉพาะที่สาคัญ หรืออาจขอคาแนะนาจากวิทยากรว่าประสงค์จะให้แนะนา อย่างไรบ้าง การแนะนาไม่ควรยืดยาวเกิน 2 นาที และไม่ควรสั้นกว่า 2 นาที ถ้ายาวเกินไปผู้ฟังจะเบ่ือหากส้ัน เกินไปผฟู้ ังกจ็ ะจบั ใจความอะไรไม่ได้ และเกดิ ความรสู้ ึกเหมือนผู้แนะนาไมใ่ ห้ความสาคญั แกว่ ิทยากร 4. กล่าวเชิญ เม่ือแนะนาวิทยากรจบแล้ว อย่าลืมกล่าวเชิญ ผู้พูดโดยอาจกล่าวว่า “ขอเชิญคุณ...ค่ะ/ครับ” หรือ “เรยี นเชิญท่านวิทยากร รองศาสตราจารย.์ ....คะ่ /ครบั การกลา่ วขอบคณุ วทิ ยากร เม่ือวิทยากรพูดจบลง พิธีกรซึ่งเป็นผู้กล่าวแนะนาจะออกมาขอบคุณวิทยากร หรืออาจกล่าวเชิญให้ผู้ฟัง คนใดคนหน่ึง (ต้องเชญิ ใหร้ ้ตู วั ไวก้ อ่ นลว่ งหน้า) ออกมาขอบคุณวทิ ยากรก็ได้ ลาดบั ขั้นในการกลา่ วขอบคณุ มีดังน้ี 1. กล่าวปฏิสันถารผู้ฟัง กล่าวปฏิสันถารหรือทักผู้ฟังส้ัน ๆ ควรทักวิทยากรด้วย เพราะจะขอบคุณ วิทยากร เช่น อาจกล่าวคาปฏิสันถารว่า “ท่านประธาน ท่านวทิ ยากร ท่านผมู้ เี กียรติทุกทา่ น” หรือ “ท่านวทิ ยากร อาจารย์ และทา่ นผมู้ ีเกยี รติท่เี คารพทุกท่าน” เป็นตน้ 2. กลา่ วถงึ ประโยชนท์ ี่ได้รับจากการฟัง เชน่ ความรู้ ขอ้ คิดท่ไี ด้รับ ความประทับใจ อาจกล่าวคาดหวังว่า วทิ ยากรจะให้เกยี รตมิ าพดู อีกในโอกาสต่อไป 3. กล่าวขอบคุณ อาจมกี ารเชิญชวนให้ผู้ฟังปรบมือเปน็ การร่วมกันขอบคุณวิทยากรและหลังจากนั้นอาจ มีการมอบของท่ีระลึกแก่ผ้พู ูด หรือวิทยากรดว้ ย การพดู ในโอกาสต่าง ๆ การศึกษาในระดับอุดมศึกษา อาจมกี ารจัดกิจกรรมพิเศษเน่ืองในโอกาสต่าง ๆ เช่น การรับนอ้ งใหม่ การ เล้ียงส่งรุ่นพี่ การแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล ฯลฯ ในโอกาสพิเศษเหล่าน้ีนักศึกษาอาจมีบทบาทต้องกล่าว อวยพร ต้อนรับ หรือแสดงความยินดี ฯลฯ การเตรียมการพูดและขั้นตอนการพูดในโอกาสต่าง ๆ เหล่าน้ี มีหลัก กลาง ๆ เช่นเดียวกับการพูดท่ัวไป ขอเสนอข้ันตอนการพูดในโอกาสดังกล่าวแต่เพียงสังเขป โดยนักศึกษาจะต้อง ปรบั ใช้ใหเ้ หมาะสมดังนี้ 1. กล่าวปฏิสันถารผ้ฟู งั 2. กล่าวถงึ ความรูส้ ึกเป็นเกยี รติ ท่ไี ด้มาอวยพร ยินดีท่ไี ดต้ อ้ นรบั ยินดีที่ได้มาแสดงความชน่ื ชมฯลฯ และ อาจกลา่ วถึงความสมั พันธ์ระหวา่ งผ้พู ดู กับผู้ทีบ่ ุคคลจะอวยพร ต้อนรับ หรือ แสดงความยนิ ดดี ว้ ยน้นั

37 3. ให้ข้อคิดหรือเหตุผลให้สอดคล้องกับโอกาสนั้น ๆ เช่น ข้อคิดเก่ียวกับการปฏิบัติตนของน้องใหม่ เหตุผลท่ชี นื่ ชมและยินดีท่ีมีความพากเพียรจนสาเร็จเปน็ บัณฑิตเกยี รตินยิ มอนั ดบั 1 หรือเปน็ นักกีฬาดเี ดน่ ฯลฯ 4. กล่าวอวยพร ต้อนรับ แสดงความยินดี หรืออาลา ฯลฯ และอาจมีการมอบของที่ระลึกของขวัญ ของ รางวลั แลว้ แต่กิจกรรมนน้ั ๆ สรปุ การพูดเป็นพฤติกรรมการติดต่อส่ือสารของมนุษย์ท่ีสาคัญมากการพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมการพูด ซ่ึง ไม่ว่าจะพูดโดยมีวัตถุประสงค์ใดหรือพูดในโอกาสใด ล้วนมีหลักการเตรียมการพูดอย่างเดียวกัน น่ันคือ เตรียมไป ตามองค์ประกอบของการพูด ได้แก่ เตรียมตัวผู้พูด เนื้อหาสาระภาษา และส่ืออื่น ๆ ท้ังน้ีต้องให้เหมาะกับผู้ฟัง สถานที่ เวลา และโอกาส นอกจากการเตรียมการพูดแล้ว ควรฝึกพูดทบทวนและแก้ไขข้อบกพร่อง จะช่วยให้ สามารถพัฒนาการพูดให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตามการพูดและการปฏิบัติจะต้องสอดคล้องกัน ต้องพูดดี และทาดีด้วย จึงจะประสบความสาเร็จในชีวติ บทท่ี 3 การอา่ น การอ่านเป็นทักษะในการรับสารซ่ึงเป็นส่ิงจาเป็นในชีวิตประจาวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาหา ความรู้ การอ่านทาให้เราทราบเหตุการณ์ความรู้สึกนึกคิดของอดีตและปัจจุบัน ทราบปัญหา เพิ่มพูนสติปัญญา และทาให้เกิดความเพลิดเพลิน ซึ่งในการอ่านเหล่าน้ีต้องฝึกฝนจนเกิดทักษะจะทาให้เข้าใจข้อความท่ีอ่านได้เป็น อยา่ งดี ปัจจุบันส่ือการอ่านมีจานวนมากมายทั้งในด้านรูปแบบและเน้ือหาการท่ีจะอ่านสื่อแต่ละชนิดให้ได้ผล ผู้อ่านต้องแยกแยะการอ่านออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยใช้วิธีการอ่านท่ีเหมาะสมกับเนื้อหาเหล่าน้ันผู้ ที่ประสบ ความสาเรจ็ ในการอ่านมกั มคี วามร้เู กย่ี วกับเรื่องของการอ่าน 3.1 ความรูพ้ ื้นฐานเก่ียวกบั การอ่าน การอา่ นท่ดี นี ัน้ เกิดจากทักษะการฝึกฝนและการเรยี นรู้ การอา่ นเปน็ การสอ่ื สารระหว่าง ผูส้ ่งสารด้วยการ เขียนกับผู้อ่าน โดยอาศัยตัวหนังสือเป็นสื่อ ผู้อ่านจึงเกิดความรู้ ความคิดและประสบการณ์ สามารถนาความรู้ ความคิดและประสบการณ์เหล่านั้นไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ แต่ผลจากการอ่านที่ผู้อ่านได้รับนั้นย่อมได้รับผล แตกต่างกนั เพราะฉะนัน้ การมีความรเู้ กีย่ วกบั การอา่ นจะชว่ ยให้เกดิ ประโยชน์ต่อผู้อ่านได้

38 ความหมายของการอา่ น การอ่านคือการรับรู้ความหมายจากถ้อยคาที่ตีพิมพ์จากส่ิงพิมพ์ชนิดต่าง ๆ เพ่ือรับรู้ว่าผู้เรียนคิดอะไร และพูดอะไร โดยที่ผู้อ่านต้องเร่ิมทาความเข้าใจวลี ประโยค ซึ่งรวมอยู่ในย่อหน้า แต่ละย่อหน้า แล้วรวมเป็นเร่ือง เดียวกัน สุพรรณี วราทร กล่าวสรุปความหมายของการอ่านว่า การอ่านเปรียบเหมือนการถอดรหัส อันเป็นผล จากการเห็นสัญลักษณ์หรือข้อความ การอ่าน เน้นกระบวนการทางสมองที่ซับซ้อน ซึ่งการอ่านนั้นเกี่ยวข้องกับ พฤตกิ รรม 3 ลักษณะ คือ 1. การรับรู้ ไดแ้ กก่ ารรบั รู้คา คอื แปลสญั ลักษณท์ ีเ่ นน้ ลายลักษณอ์ ักษรได้ 2. การมีความเขา้ ใจ มี 3 นยั คือ 2.1 การประสานความหมาย คอื การกาหนดความหมายใหส้ ญั ลักษณ์ทเี่ ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร 2.2 ความเขา้ ใจทางภาษา หมายถงึ เข้าใจข้อความที่อ่านซึ่งต้องอาศัยทกั ษะการอ่านบางประการ 2.3 การตีความ เป็นการประมวลความคิดจากเนื้อหาต่าง ๆ ในข้อเขียน รับความเข้าใจโดย เชอื่ มโยงจากสง่ิ ที่อา่ นท้ังหมด ทาใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในสารทน่ี าเสนอ 3. การมีปฏิกิริยาต่อสิ่งท่ีอ่าน เป็นเรื่องของการประเมินผลซ่ึงหมายถึงการพิจารณา วิเคราะห์ เพ่ือหา ขอ้ เทจ็ จรงิ จากการอ่าน พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน ใหค้ วามหมายของการอ่านว่า “การอา่ นตามตัวหนงั สือ การออกเสียง ตามตัวหนังสอื การดหู รือเข้าใจความจากตัวหนงั สือ : สังเกต หรอื พจิ ารณาดู เพ่ือใหเ้ ข้าใจ : คดิ นับ (ไทยเดิม)” จากคาจากัดความข้างต้นนี้ การอ่านในที่นี้จึงหมายถึงการอ่านในใจและการอ่านออกเสียง สมบัติ จาปา เงนิ ให้ความหมายของการอ่านว่า เปน็ การเก็บรวบรวมความคดิ ท่ีปรากฏอยใู่ นหนังสอื ทอี่ ่าน และสรุปวา่ การอา่ นท่ี จะได้ผลตอ้ งพจิ ารณาจากพฤติกรรมพืน้ ฐาน 3 ด้าน คอื การแปลความตีความและการขยายความ การแปลความ คือ การเขา้ ใจเรือ่ งราวอยา่ งตรงไปตรงมา การตคี วาม คอื การเข้าใจเรื่องราวอยา่ งลึกซงึ้ และอาจแยกแยะไปไดอ้ กี หลายแงม่ ุม การขยายความ คือ การนาเสนอความร้คู วามเขา้ ใจทีถ่ ูกต้องในรปู ของการอธบิ ายเพมิ่ เติม

39 สรุป การอ่าน หมายถึง การเก็บรวบรวมความคิดที่ปรากฏในหนังสือท่ีอ่าน ซึ่งในการอ่านผู้อ่านมี พฤติกรรมในการรับรู้ การแปลความ ความเข้าใจความหมายจากการตีความ โดยต้องอาศัย การขยายความ ประกอบด้วย ลักษณะของนกั อ่านที่ดี การเป็นนักอ่านที่ดีนั้นย่อมให้ประโยชน์แก่บุคคลน้ัน ๆ อย่างสูงสุด ซ่ึงก่อนที่จะเป็นนักอ่านที่ดีได้ ผู้อ่าน ควรมีความรู้เกี่ยวกับการอ่านเบื้องต้นว่าต้องมีความสามารถทางภาษา รู้คา รู้จัก ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ รู้ว่า หนังสือประเภทใดควรใช้การอ่านอย่างไร รู้จักเลือกหนังสืออ่าน และรู้แหล่งของหนังสืออีกด้วย การมีความรู้เร่ือง เหล่านี้จะช่วยพัฒนาให้เป็นนักอ่านท่ีดีได้ ซึ่งนักอ่านที่ดีน้ัน สมบัติ จาปาเงิน และสาเนียง มณีกาญจน์ (2545 , หน้า 6-7) ไดก้ ล่าวไว้ดังนี้ 1. มีความตั้งใจ หรือมีสมาธิแนว่ แน่ในการอา่ น 2. มคี วามอดทน หมายถึง สามารถอ่านหนังสอื ได้ในระยะเวลานานโดยไมเ่ บ่อื 3. อ่านได้เร็วและเขา้ ใจความหมายของคา 4. มคี วามรู้พื้นฐานพอสมควร ทั้งดา้ นความร้ทู ัว่ ไป ถอ้ ยคา สานวนโวหาร ฯลฯ 5. มนี ิสยั จดบันทกึ รวบรวมความรูค้ วามคดิ ท่ไี ด้จากการอา่ น 6. มคี วามจาดี คอื จาขอ้ มูลของเรื่องได้ 7. มคี วามรู้เรื่องการหาขอ้ มลู จากห้องสมดุ เพราะจะชว่ ยประหยัดเวลาในการหาข้อมูล 8. ชอบสนทนากับผู้มีความร้แู ละนักอ่านด้วยกัน. 9. หมนั่ ทบทวน ติดตามความรูท้ ี่ตอ้ งการทราบหรือขอ้ มูลที่เปล่ยี นแปลงตลอดเวลา 10. มีวิจารณญาณในการอ่าน คือ แยกเนื้อหาข้อเท็จจริง เพ่ือกันสิ่งท่ีเป็นประโยชน์ไว้ใช้ต่อไปใน อนาคต

40 ความมุ่งหมายในการอา่ น การรู้ความมุ่งหมายในการอ่าน เป็นองค์ประกอบหนึ่งของทักษะการอ่านเร็ว และการอ่านเพ่ือได้รับ ประโยชน์อย่างเต็มท่ี การท่ีผู้อ่านรู้ว่าอ่านเพื่ออะไร จะทาให้สามารถเลือกสื่อการอ่านได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และทาใหก้ ารอา่ นมีสมาธิ โดยทว่ั ไปการอา่ นมีความม่งุ หมายดังนี้ 1. อ่านเพ่ือความรู้ เน้นการอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องการให้เกิดความรู้ ซึ่งการอ่านเพื่อความรู้น้ีมีหลาย ลกั ษณะ เช่น 1.1 อ่านเพ่อื หาคาตอบ เช่น อา่ นกฎ ระเบยี บ คาแนะนา ตารา หนงั สืออ้างองิ ฯลฯ 1.2 อ่านเพื่อรู้ข่าวสารและข้อมูล เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร เอกสารโฆษณา และ ประชาสมั พนั ธ์ 1.3 อ่านเพ่ือประมวลสาร ได้แก่ อ่านเอกสาร วารสาร หนังสืออื่น ๆ เพ่ือสิ่งที่ต้องการรู้และนามา ประมวลสารเข้าดว้ ยกนั การอ่านเพ่ือความรู้มีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะสนองตอบความต้องการด้านต่าง ๆ แล้วยังทาให้ ผู้อ่านเกิดความรู้และความม่ันใจอันมีผลต่อบุคลิกภาพ ในบางคร้ังสารท่ีอ่านยังให้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ อกี ดว้ ย 2. อ่านเพอ่ื ศกึ ษา เปน็ การอ่านอยา่ งจรงิ จัง เชน่ การอา่ นตารา และหนังสอื วชิ าการตา่ ง ๆ 3. อา่ นเพื่อความคดิ เป็นการอ่านเพื่อให้เข้าใจสาระของเนื้อเรื่องเป็นแนวทางในการริเร่ิมสงิ่ ตา่ ง ๆ ซึ่งเปน็ ความคดิ อนั ไดป้ ระโยชน์จากการอ่าน 4. อ่านเพ่ือวิเคราะห์วิจารณ์ เป็นการอ่านเพ่ือความรู้อย่างลึกซ้ึง ทาให้สามารถแสดงความคิดเห็นจาก เร่ืองท่ีอ่านได้ เช่น การอา่ นบทความ ข่าว เป็นตน้ 5. อ่านเพอื่ ความเพลิดเพลิน เป็นการอ่านเพื่อเปลี่ยนแปลงกิจกรรม เป็นการผอ่ นคลาย เพอื่ ให้เกิดความ รน่ื รมย์ การอ่านชนิดน้ไี ม่ได้จากัดว่าอ่านเอกสารชนดิ ใด ข้นึ อยู่กบั ความพอใจของผู้อา่ นเป็นสาคญั บางคนอาจชอบ อา่ นหนังสอื ธรรมะเพอ่ื ความเพลิดเพลนิ บางคนอาจชอบอา่ นเร่อื งสนั้ นวนยิ ายก็ได้

41 6. อ่านเพ่ือใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ หมายถึง การอ่านที่ไม่ได้มุ่งหวังสิง่ หน่ึงส่งิ ใดโดยเฉพาะ เป็นการอ่าน เมื่อมเี วลาว่างขณะรอคอยกิจกรรมอื่น ๆ เชน่ การนง่ั คอยบุคคลทไี่ ปพบ อาจอ่านหนงั สือพิมพห์ รือสารคดีอ่นื ใดก็ได้ การอา่ นชนิดน้ีสามารถหยุดอา่ นไดท้ นั ทีโดยไม่ทาลายความตอ่ เนื่องหรอื สมาธิในการอา่ น องคป์ ระกอบของการอา่ น การอ่านเป็นกระบวนการท่ีสาคัญและมีความซับซ้อน โดยมีองค์ประกอบหลายชนิดท่ีช่วยให้การอ่าน เปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ดังตอ่ ไปนี้คือ 1. การเขา้ ใจความหมายของคาผู้อา่ นต้องมคี วามเขา้ ใจในความหมายที่ถูกต้องของคาศพั ท์ ทกุ คา 2. การเข้าใจความหมายของกลุม่ คา ความหมายของกลุ่มคาน้ันจะช่วยทาให้ผ้อู ่านเข้าใจความหมายของ เน้อื ความอยา่ งตอ่ เนื่อง 3. การเข้าใจประโยค หมายถึงการนาความหมายของกลุ่มคาแต่ละกลุ่มมาสัมพันธ์กัน จนได้ความหมาย เป็นประโยค 4. การเข้าใจยอ่ หนา้ ผอู้ า่ นต้องเข้าใจขอ้ ความในแต่ละย่อหน้า และสามารถมองเห็นความสัมพันธข์ องย่อ หน้าทุกย่อหน้าอันจะทาใหเ้ ขา้ ใจความสาคญั ของเรื่องไดท้ ง้ั หมด เม่อื ทราบเรอ่ื งองค์ประกอบของการอา่ นแลว้ ผ้อู า่ นที่ดจี ะต้องพยายามศึกษาขอ้ มลู ต่าง ๆ ให้ชัดเจน ตาม องค์ประกอบน้ัน ๆ การอ่านจึงจะเกิดประสิทธิภาพตามท่ีต้องการ ความสาเร็จของการอ่านประกอบด้วยปัจจัย ตอ่ ไปน้ี 1) ความรู้เก่ียวกับระบบการเขียน รู้จักย่อหน้า ข้อความที่เน้นด้วยการขีดเส้น หรือพิมพ์อักษรทึบ การวรรคตอน ประโยคใจความสาคญั ประโยคขยาย 2) ความรเู้ กยี่ วกบั การใช้ภาษา ในการใช้คา โวหาร ภาพพจน์ สุภาษติ 3) ความสามารถในการตีความ หมายถึง ความเขา้ ใจเน้ือหา เข้าใจความสัมพนั ธ์ระหว่างประโยค และ ตดิ ตามความคิดของผู้เขียนได้ 4) ความรู้รอบตัวของผู้อ่าน ผู้อ่านที่มีความรู้รอบตัวมาก ๆ อาจเกิดจากประสบการณ์ต่าง ๆ หาก สมั พนั ธก์ บั เร่ืองทอ่ี า่ นแลว้ จะทาให้เขา้ ใจได้ดยี ่ิงขึน้

42 5) เหตผุ ลในการอ่าน ผ้อู ่านทีด่ ีต้องรู้เหตุผลในการอ่านว่าจะอ่านไปทาไมเพ่ือจะได้เลือกวธิ ีการอ่านได้ อยา่ งเหมาะสม เมื่อรู้องค์ประกอบของการอ่านข้างต้นแลว้ ผู้อ่านที่มีความรู้เรื่องพ้ืนฐานในการอ่านจะรู้สึกได้วา่ การอา่ น มีคุณค่าต่อชวี ิตอย่างมากมาย ซง่ึ สามารถนามาสรปุ ไดด้ งั ต่อไปน้ี 1) การอา่ นทาให้เกดิ ความพอใจ เชน่ การอ่านเพ่ือการพกั ผ่อนหย่อนใจ ฯ 2) การอ่านช่วยสนองความต้องการเรื่องราวต่าง ๆ ของตนได้อย่างกว้างขวาง เช่น การอ่านเพ่ือฆ่า เวลา และยงั ทาให้ใช้เวลาวา่ งไดอ้ ย่างมีประโยชน์ 3) การอ่านทาให้เกดิ ความคิดสร้างสรรค์ 4) การอา่ นทาใหร้ ทู้ ันความคิดของผอู้ น่ื ทันโลก และสามารถดารงชวี ิตไดอ้ ย่างมคี ณุ ภาพ 5) การอา่ นชว่ ยพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต เชน่ การอ่าน เพ่อื การศกึ ษาเลา่ เรยี น 6) การอ่านสามารถเสริมสร้างบุคลกิ ภาพของบุคคลได้ 3.2 หลกั พนื้ ฐานในการอา่ น การอ่านท่ีจะกล่าวถึงต่อไปน้ีเป็นการอ่านหนังสือทั่วไปที่สามารถใช้ได้กับงานเขียนทุกประเภทและทุก วัตถุประสงค์ ซ่งึ เปน็ หลักเกณฑ์ทไี่ ม่ได้กาหนดไวต้ ายตัว มีการกาหนดขั้นตอนการอา่ นไวด้ งั นี้ 1. ขั้นวางเป้าหมาย ก่อนการอ่านหนังสือทุกคร้ังผู้อ่านต้องกาหนดเปูาหมายใน การอ่านของตนไว้ให้ แน่นอน เมื่อทราบว่าตนจะอ่านหนังสือน้ันไปเพื่อเปูาหมายใดก็ควรต้ังใจอ่านให้ดี เช่น หากต้องการอ่านเพ่ือรู้ รายละเอียด กค็ วรเกบ็ สาระของการอา่ นใหไ้ ด้ 2. ข้ันสารวจข้อมูล ผู้อ่านควรให้ความสนใจเก่ียวกับผแู้ ต่ง เวลาที่แต่ง เวลาท่ีจัดพิมพ์ จานวนครั้งทีพ่ ิมพ์ โรงพิมพ์หรือสานักพิมพ์ เพื่อจะได้ทราบเกี่ยวกับภูมิหลังของหนังสือเล่มนั้น ๆ เช่น หนังสือที่จัดพิมพ์เป็นครั้งท่ี 1 เวลาผ่านไป 5 ปี ยงั ไมม่ ยี อดพิมพ์จาหน่ายเพิ่มเตมิ แสดงว่ายอ่ มได้รับความสนใจน้อยกวา่ หนังสือทีจ่ ัดพิมพใ์ นเวลา 1 เดือน แต่มีการพิมพ์เพ่ิมเติมเป็นคร้ังท่ี 2 หรือ 3 และในจานวนเล่มที่พิมพ์แต่ละคร้ังมากกว่า ดังนั้น หากจะ เลือกใช้หนังสือที่มีเน้ือหาเดียวกันควรเลือกหนังสือท่ียอดพิมพ์และครั้งท่ีพิมพ์มากกว่า หรือหนังสือที่ได้รับการ ตีพิมพ์ใหม่ย่อมน่าสนใจกว่า เพราะเน้อื หายอ่ มทันสมยั มากกว่า

43 3. ขั้นสังเกตส่วนประกอบ ส่วนประกอบของหนังสือในที่น้ี เช่น คานา ช่วยทาให้รับรู้จุดมุ่งหมายของ ผู้เขียน สารบัญ ช่วยให้รับรู้เน้ือหาสาระที่สาคัญของหนังสือเล่มนั้นอย่างรวดเร็ว หนังสือบางเล่มมีดรรชนีท้ายเลม่ ซึง่ จะช่วยใหเ้ ราเข้าใจรายละเอยี ดของคาทีต่ ้องการคน้ ว่าอยู่ทห่ี น้าใดของหนังสือ สว่ นภาคผนวกนั้น อาจมีหรือไม่มี กไ็ ด้เพราะภาคผนวกจะรวบรวมสาระที่น่าสนใจและเกย่ี วข้องกับหนังสือเล่มนั้นที่ควรทราบเพ่มิ เติม นอกจากน้ียังมี อภิธานศัพท์ ซึ่งจะรวมคาศัพท์ยาก ๆ ไว้ การพลิกดูจะทาให้เข้าใจความหมายของคาได้รวดเร็วและทาให้อ่าน หนังสือเข้าใจได้เร็วยิ่งข้ึน ส่วนบรรณานุกรมในหนังสือตาราวชิ าการ รายงาน ทาให้ผู้อ่านสามารถทราบแหล่งที่มา ของขอ้ มลู ที่ปรากฏในหนังสือเล่มน้นั และช่วยให้สามารถหาความรู้เพมิ่ เติมไดก้ วา้ งขวางยง่ิ ขน้ึ 4. ขั้นอ่านอย่างมีสมาธิ เม่ือผ่านข้ันตอนต่าง ๆ มาแล้ว ผู้อ่านก็ควรอ่านอย่างมีสมาธิจะช่วยให้ได้ ประโยชน์จากการอา่ นมากขึน้ 5. ขั้นต้ังคาถามทบทวน ในขณะที่อ่าน ผู้อ่านควรทบทวนอยู่ตลอดเวลา โดยการตั้งคาถามถามตัวเองว่า ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อย่างไร และทาไม และค้นหาคาตอบให้ได้ จะเป็นการตรวจสอบว่าการอ่านของเรา ประสบความสาเร็จมากน้อยเพียงใด 3.3 ประเภทของการอา่ น การอา่ นแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทคอื การอ่านในใจและการอา่ นออกเสียง การอ่านในใจ การอ่านในใจ คือ การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด ความเข้าใจ และนาความคิด ความเขา้ ใจที่ได้นั้นไปใชใ้ ห้เป็นประโยชน์ ประเภทของการอ่านดงั ตอ่ ไปนีค้ ือ 1. การอ่านจบั ใจความ การอ่านจับใจความเป็นพื้นฐานของการอ่านในใจที่มุ่งคุณค่าทางสติปัญญา แบ่งการอ่านชนิดนี้ ออกเปน็ 2 ประเภทคอื 1.1 การอ่านจบั ใจความส่วนรวม เปน็ การอ่านเพอ่ื เข้าใจเน้ือหาส่วนรวม เปน็ ประโยชนต์ ่อผ้ทู ี่ต้องการ อ่านอยา่ งรวดเรว็

44 วิธกี ารอ่าน 1) สังเกตส่วนประกอบของงานเขียน เช่น ช่ือเร่ือง คานา วัตถุประสงค์ ของผู้เขียนว่าเป็นงาน เก่ยี วกบั อะไร และเขยี นเพือ่ อะไร 2) วิเคราะหจ์ ดุ มุ่งหมายงานเขยี นว่าเขียนด้วยวตั ถุประสงคใ์ ด 3) จัดลาดับเน้ือหาใหมต่ ามความสาคัญ 4) ใช้การต้งั คาถามกว้าง ๆ ว่าใคร ทาอะไร ทไ่ี หน เม่อื ไร อยา่ งไร และทาไม เพ่อื หาความสัมพันธ์ ในการดาเนินเร่อื ง ตวั อยา่ งการอ่านจบั ใจความสว่ นรวม ลมร้อนผ่าวพัดผ่านไปเหนือลานหินทรายอันร้อนระอุที่ยามน้ีข่อยดานกอใหญ่ยังไม่วายเหี่ยวเฉา ทั้งใบ เพื่อจะเก็บกักน้า ไม่ให้คายออกมามากจนเกินกว่าจะรักษาชีวิตของมันให้ผ่านพ้นกาลเวลาแห่งความแห้งแล้ง เพื่อ พบกบั หยาดฝนแรกแหง่ ปีท่กี าลงั จะมาถึง ทว่ากุหลาบแดงกอใหญ่กลับไม่สนใจกับลมร้อนดังว่า มันกลับเริงร่าท้าทายด้วยการผลิดอกสีแดงสด ประชดไอร้อนให้อายในความงาม ท่ีหากใครสักคนผา่ นมาพบ ก็คงต้องสยบอยู่กับความงดงามอันราวกับราชินแี ห่ง ฤดรู ้อนเบื้องหนา้ นัน้ ห่างออกไป กุหลาบขาวดงใหญ่ก็กาลังเต่งตูม รอวันเวลาอีกไม่นานที่จะผลดิ อกสีขาวบริสุทธใ์ิ ห้โลกได้รบั รู้ ถึงความงามท่ีไม่เป็นรองดอกไม้ชนิดใดบนลานหินทรายแห่งนี้ ซึ่งก็เป็นวัฏจักรของธรรมชาติท่ีหมุนเวียนเปลยี่ นไป ด้วยสีสันของมวลดอกไม้หลายหลาก ผลิดอกออกช่อเบ่งบานไปในฤดูกาลแห่งปี และไม่ว่าฤดูกาลใด เพลงดอกไม้ บนลานหนิ ทรายกย็ ังขับขานผสมผสานกบั วนั เวลาของธรรมชาตไิ ด้อยา่ งกลมกลืน ตน้ เดือนกมุ ภาพนั ธ์ ในวนั ทธี่ รรมชาตยิ า่ งเข้าสฤู่ ดูร้อน ไม้ใหญ่น้อยในป่าเริม่ ปลิดปลวิ ทิ้งใบร่วงหล่นลงสู่ผืน ดินตามกลไกของธรรมชาติท่ีสอนให้มันรู้ว่า น่ีคือหนทางท่ีจะยืนหยัดต่อสู้กับฤดูกาลอันแห้งแล้งและยาวนานนี้ได้ ตามหนทางเดินในป่าจึงเกลื่อนกล่นไปด้วยใบไม้สีน้าตาล ยามเดินผ่านก็จะมีเสียงกรอบแกรบดังข้ึนมาแทบทุกยา่ ง กา้ ว มนั เปน็ รหัสของป่าอีกอย่างหนงึ่ ท่ีกาลังเดนิ ไปในกฎเกณฑ์ ของธรรมชาตอิ ยา่ งท่ีไม่มีใครหยุดยั้ง ราวไผข่ ้างทาง ยามนี้กลับพบว่ามีความงามยิ่งนัก ด้วยใบสีทองเหลืองอร่ามเปล่งปลั่งไปท่ัวทั้งป่า พาให้อารมณ์เพริดไปในความ สุนทรีย์ของธรรมชาติรอบข้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหนือความสูงจากระดับน้าทะเลข้ึนไปกว่า 1,300 เมตร บนลาน หินทรายอันกว้างใหญ่ของภูกระดึง คือ เป้าหมายของการเดินทางในวันฤดูร้อนน้ีด้วยความเหน่ือยอ่อนที่ต้องพา

45 สังขารอันอ่อนล้าข้ึนไปสู่เบื้องบน ใครเลยจะล่วงรู้ว่า ในวันเวลาอันแห้งแล้งเช่นน้ี กลับเป็นเวลาที่งดงามเป็นท่ีสุด อีกวันหน่ึงของภูกระดึงในรอบปีด้วยต้นฤดูร้อนราวเดือนกุมภาพันธน์ ้ี คือวันเวลาท่ีกุหลาบแดงกาลังบานสะพร่ังไป ท้งั ภู โดยเฉพาะตามธารนา้ เหนือน้าตกหลายแหง่ ซ่งึ เป็นแหลง่ ทีอ่ ดุ มสมบูรณด์ ้วยกหุ ลาบแดงเปน็ ท่สี ุด น้ีก็เช่นเดียวกันกับทุกปที ี่ผ่านมาท่ีธรรมชาติยังคงทาหน้าที่ของมนั อย่างดีและตรงเวลาเป็นท่ีสุด เหนือธาร น้าตกธารสวรรค์ ซ่ึงยามนี้มีเพียงสายนา้ ปร่มิ ๆ ไหลรินจึงเตม็ ไปด้วยดอกสีแดงสดของกุหลาบแดงเป็นพุ่ม แต่งแต้ม ในธารน้าตกแห่งนี้สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง ต่างกับในฤดูฝนที่สายน้าไหลหลากหากแต่ไม่มีสีสันแต่งแต้มดังเช่นฤดู ร้อนธรรมชาติไม่เคยให้อะไรที่เกินกว่าคาว่าสมดุล เว้นแต่กลไกแห่งธรรมชาตินั้นจะถูกทาลายลงด้วยหนทางใด หนทางหน่ึง ซึ่งมนุษยม์ กั จะเขา้ ไป เกีย่ วข้องดว้ ยแทบทกุ คร้ัง (บทคัดย่อเร่ือง “เพลงดอกไม้ บนลานหินทราย” ของ สุรจิต จามรมาน จาก อนุสาร อ.ส.ท. พฤษภาคม 2536) แนวการจบั ใจความสว่ นรวม 1) ชื่อเรื่อง “เพลงดอกไม้ บนลานหินทราย” ผู้อ่านสามารถจับประเด็นของเรื่องได้ไมย่ าก ช่ือเรื่องมีความ แปลกใหมช่ วนให้ฉงนและครอบคลมุ ใจความของเนื้อเรือ่ งไวท้ ง้ั หมด 2) ผู้เขียนดาเนินเรื่องด้วยการบรรยายถึงประสบการณ์ของตนใจความแต่ละย่อหน้ามีความสัมพันธ์ ต่อเนื่อง เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ใช้สานวนเปรียบเทียบที่คมคาย แทรกด้วยการพรรณนาท่ีทาให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพ และเกิดความประทับใจ ผู้เขียนสรุปเป็นข้อคิดเกี่ยวกับธรรมชาติว่า มีความสมดุลในตัวของมันเองเสมอ หาก ธรรมชาติ ถกู ทาลายลงก็เป็นดว้ ยนา้ มอื ของมนุษย์เท่านนั้ 3) การใช้ภาษา ผู้เขียนเลือกสรรถ้อยคามาใช้อย่างประณีต ทาให้เกิดความไพเราะด้วยเสียงสัมผัส ท้ัง สัมผัสสระและสัมผสั อักษร เช่น “จนเกินกว่าจะรักษาชวี ิตของมันใหผ้ ่านพ้นกาลเวลาแหง่ ความแหง้ แล้ง” มีการใช้ โวหาร โดยสมมุติใหด้ อกไม้มีกิริยาอาการและความรู้สกึ เหมือนมนุษย์ เชน่ “มันกลบั เริงรา่ ทา้ ทายดว้ ยการผลิดอกสี แดงสดประชดไอร้อนให้อายในความงาม” ผู้เขียนใช้ถ้อยคาทาให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพและได้ยินเสียง เช่น “ไม้ใหญ่ น้อยในป่าเริ่มปลิดปลิวท้ิงใบร่วงหล่นลงสู่ผืนดินตามกลไกของธรรมชาติ” นอกจากนั้น ยังใช้ถ้อยคาเลียนเสียง ธรรมชาติ “...หนทางเดนิ ในป่าจงึ เกล่ือนกล่นไปดว้ ยใบไมส้ นี า้ ตาล ยามเดนิ ผ่านก็จะมเี สยี งกรอบแกรบดงั ขน้ึ ...”

46 1.2 การอา่ นจับใจความสาคญั ใจความสาคัญคือใจความหลักของเร่ืองเป็นการอ่านท่ีละเอยี ดมากข้ึน เพื่อ จบั ใจความสาคัญของงานเขียนแตล่ ะยอ่ หน้า วิธกี ารอา่ นจบั ใจความสาคญั - อา่ นวิเคราะหค์ าหรือประโยค โดยการตคี วามหมายของศัพทย์ ากในขอ้ เขยี น - วิเคราะห์จุดมุ่งหมายงานเขยี นว่าเขยี นดว้ ยวตั ถุประสงค์ใด - วเิ คราะหน์ า้ เสียงวา่ เป็นไปในทานองใด ประชดประชัน ล้อเลยี น ฯลฯ - วจิ ารณเ์ นื้อหาสาระของงานเขยี น ใจความสาคญั ในแต่ละย่อหน้ามลี ักษณะดังนี้ 1) ใจความสาคัญอยู่ต้นย่อหน้า “ การศึกษาคัมภีร์ฤคเวท ช่วยให้เกิดความรู้ความเขา้ ใจประเทศอนิ เดยี จากอดตี ถึงปัจจุบัน ได้อย่างถูกต้อง เพราะอารยธรรมอินเดียมีความเป็นหน่ึงเดียวสืบเนื่องยาวนานมาต้ังแต่โบราณถึงปัจจุบันด้วย พาหนะทสี่ าคญั คอื คัมภรี ์ฤคเวท ความเป็นไปในปจั จบุ ันของศาสนา ปรัชญา ศีลธรรม วรรณคดี ตลอดจนพฤติกรรม ทางสังคมในอินเดียล้วนมีพ้ืนฐานมาจากคัมภีร์ฤคเวทท้ังสิ้น ความรู้สึกนึกคิดของคนอินเดียปัจจุบันโดยทั่วไปก็ เหมือนกับที่ปรากฏในคัมภีร์ฤคเวทเป็น ส่วนใหญ่ อิทธิพลของคัมภีร์ฤคเวทต่อพฤติกรรมในชีวิตของชาวอินเดีย ได้รบั การยอมรบั อย่างกวา้ งขวางในทุกทต่ี ลอดเวลา” ตัวทีพ่ มิ พ์หนา เป็นใจความสาคัญของยอ่ หนา้ นี้ 2) ใจความสาคัญอยู่กลางย่อหน้า “การเลยี นแบบเนื้อหาโครงสร้างและโวหารกวอี ยุธยาท่ีปรากฏในสมัยต้นรัตนโกสินทร์น้ี แสดง วา่ กวรี ตั นโกสินทร์ไม่นิยมแต่งเร่ืองนอกขนบนิยม แต่งอะไรกเ็ ลยี นแบบ กวีเกา่ แม้แตล่ ักษณะคาประพันธ์ก็มีการ พยายามเลียนแบบของเก่า เช่น พระยาตรังแต่งโคลงกวีโบราณโดยยกตัวอย่างโคลงโบราณแล้วก็แต่งตามแบบน้ัน ๆ” ตัวทีพ่ มิ พ์หนา เป็นใจความสาคญั ของยอ่ หน้านี้

47 3) ใจความสาคญั อยู่ทา้ ยย่อหนา้ “ วรรณกรรมของศาสนาฮินดู ประกอบไปด้วยรสทุกรสคลุกเคล้าประสมประสาน ปะปนกัน ถา้ จะเปรยี บวรรณกรรมของฮนิ ดู เปรียบไดเ้ สมือนป่าใหญซ่ ึง่ เตม็ ไปด้วยพรรณไมน้ านาชนดิ เปน็ ไม้เลก็ บ้างใหญบ่ ้าง ไม้ชนิดดีมีค่าก็มี ไม้ไร้ค่าก็มี ไม้แก่นไม้กระพี้ ไม้มีพิษและไม้ท่ีใช้เป็นสมุนไพรก็มีไม้เหล่าน้ีข้ึนปะปนกันไปฉะน้ัน บุคคลท่ีเป็นสามัญชนย่อมพิจารณาได้โดยยากนอกจากนักพฤกษศาสตร์เท่านั้นท่ีจ ะสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นไม้ ชนดิ ใด ด้วยเหตนุ ี้วรรณกรรมฮนิ ดูจึงมีท้ังดีที่สดุ และเลวรา้ ยที่สดุ แล้วแตผ่ ใู้ ดจะใช้วิจารณญาณเลือกสรรนามา ใช้” ตัวทีพ่ มิ พ์หนา เปน็ ใจความสาคัญของยอ่ หนา้ นี้ 4) ใจความสาคัญอย่ตู อนตน้ และตอนทา้ ยย่อหนา้ เชน่ “ บรรณานุกรมวรรณคดีเปรียบเทียบเป็นส่ือท่ีสาคัญมาก มีหน้าที่รวมข่าวสารและเผยแพร่ ไปยังนักวรรณคดที ุกชาติ เปน็ เครือ่ งมอื ชนิ้ ท่ีจาเป็นอย่างยิ่งสาหรับผูท้ ่ีศึกษาวชิ าวรรณคดเี ปรียบเทียบ ถึงแมว้ ่าวิชา นี้จะไม่มีกฎเกณฑ์ท่ีแน่นอนตายตัว แต่ก็ยังพอมีแนวทางที่เดินร่วมกันได้ บรรณานุกรมเหล่านี้ได้แยกทางเส้นท่ี สาคัญ ๆ ไว้ให้เห็นอย่างเด่นชัด รวมทั้งแนวทางย่อย ๆ ที่ต่าง ความคิดเห็นกัน ซ่ึงล้วนแต่มีประโยชน์ต่อ การศึกษาและการตรวจสอบท้ังนั้น” ตวั ท่ีพมิ พ์หนา เป็นใจความสาคญั ของยอ่ หน้านี้ การอ่านจับใจความสาคัญนี้ ต้องสังเกตประโยคใจความหลักและใช้การขีดเส้น บันทึกเร่ืองราวย่อ ๆ ด้วย สานวนภาษาของเราเอง 2. การอ่านตีความ คือ การอ่านท่ีผู้อ่านจะต้องใช้สติปัญญาตีความหมายของคาและข้อความท้ังหมด โดย พิจารณาถึงความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝงที่ผู้เขียนต้องการจะส่ือความหมาย ซึ่งทั้งน้ีผู้อ่านจะสามารถ ตคี วามหมายของคาสานวนไดถ้ ูกต้องหรอื ไมน่ ั้นจาเปน็ ต้องอาศยั เน้ือความแวดล้อมของข้อความนัน้ ๆ บางคร้ังต้อง อาศยั ความรู้หรอื ประสบการณป์ ัจจุบันเป็นเคร่อื งช่วยตดั สินการอา่ นตีความมีหลักเกณฑ์ในการอ่านดังนี้ การอ่านตีความอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้อ่านต้องพิจารณาความหมายโดยอาศัยบริบท น้าเสียงของผู้เขียน เจตคติ ภมู ิหลังของเหตกุ ารณ์ประกอบด้วย

48 ข้อปฏบิ ตั ิในการอา่ นตคี วาม - อ่านเรอื่ งให้ละเอยี ดโดยพยายามจบั ประเดน็ สาคญั ของเรื่องให้ได้ - หาเหตผุ ลอย่างรอบคอบเพือ่ พิจารณาว่ามีความหมายถงึ ส่ิงใด - ทาความเขา้ ใจกับถอ้ ยคาทไ่ี ดจ้ ากการตคี วาม - เรียบเรยี งถ้อยคาให้มีความหมายชดั เจนและมีเหตุมผี ลเปน็ หลักสาคัญ ตวั อยา่ งการอา่ นตคี วาม “เห็นชา้ งขข้ี ้ตี ามช้าง” ตีความไดว้ า่ จะทาอะไรควรดฐู านะของตน ไมค่ วรเอาอย่างคนท่มี ีฐานะดีกวา่ เรา “พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า กล่นิ หอมของดอกไม้ ทวนลมขึ้นไปไม่ได้ ไม่วา่ จะเป็นกลิ่นจันทน์ กลิน่ กฤษณา หรือกลิ่นมะลวิ ัลย์ แต่กลน่ิ ของคุณงามความดขี องคนย่อมหอมหวนทวนลมข้ึนไปได้ และย่อมหอมฟุ้งไปทัว่ ทุกทิศ” ตีความไดว้ า่ คณุ งามความดีของคน หอมยิง่ กวา่ กลิน่ ดอกไม้และกล่ินหอมใด ๆ 3. การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ การอ่านชนิดนี้เป็นการอ่านที่ค่อนข้างยาก เพราะต้องใช้การหาเหตุผลมา ใชใ้ นการวิจารณ์ ควรปฏิบัติในการอา่ นอย่างใชว้ ิจารณญาณ 3.1 พจิ ารณาความหมายของขอ้ ความท่ีอ่าน 3.2 พจิ ารณาความตอ่ เนอื่ งของประโยควา่ มีเหตผุ ลสอดรบั กันหรือไม่ 3.3 พจิ ารณาความต่อเนื่องของใจความหลักและใจความรอง 3.4 แยกแยะข้อเทจ็ จรงิ ออกจากความคดิ เห็นและความร้สู ึก 3.5 พิจารณาว่ามีความรู้เน้อื หา หรือมีความคิดแปลกใหม่น่าสนใจหรือไม่ ตวั อย่างการอ่านอยา่ งมวี ิจารณญาณ ถึงแม้ว่าคนโบราณจะสอนกันมาว่า “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วส้ินซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย”ดังนี้ก็ ตาม แต่ลูกควรระวังคาพูดของคนอ่นื โดยเฉพาะคาพดู หวาน ๆ ของคนไวบ้ ้างกด็ ี น้าออ้ ยหรือนา้ ตาลทมี่ รี สหวานทิ้ง ไว้นานเข้าก็กลายเป็นน้าเมาได้ น้าคาหวานๆของคนบางคนก็ทาให้เราเมาไดเ้ หมือนกัน พอเมาแล้วก็ทาให้หลง ลืม

49 ตัว ลืมใจ เสียรู้ เสียท่าบางครั้งถึงกับเสียเงินเสียทองให้เขาอย่างท่ีไม่น่าจะเสีย เพราะไปเช่ือคาหวานของเขา ข้อนี้ ขอให้ลูกพจิ ารณาใหด้ ี ใครมาพดู จาหวานๆยกยอเราวา่ ดีอยา่ งน้นั เก่งอย่างนี้ ลูกตอ้ งระวังไวก้ อ่ นทีเดยี ว อย่าเพง่ิ ไป หลงใหลได้ปล้ืมกับคาพูดของเขาในทันที ลูกจะได้ไม่เสียใจภายหลัง ปลาท่ีตายไปส่วนหน่ึงเพราะถูกเขา “ยกยอ” ขน้ึ มา ถา้ มนั ไมต่ ิด “ยอ”มันก็จะไมต่ าย เรือ่ งมันเปน็ อย่างน้จี งึ ควรระวังจะถูก “ยกยอ” แล้วตายไปเหมอื นปลา ผูอ้ า่ นต้องใช้วิจารณญาณวา่ คาท่สี อนมานี้เปน็ การเปรยี บเทยี บกบั สงิ่ ทสี่ ามารถมองเห็นไดอ้ ยา่ งชัดเจน เชน่ น้าอ้อยท่ีท้ิงไว้นานจะกลายเป็นน้าเมา วิจารณญาณท่ีจะใช้พิจารณาคือน้าอ้อยและน้าเมาน้ันอะไรดี อะไรมีโทษ เมา คือความลุ่มหลง หลงเช่ือในคายอ เปรียบเหมือนปลาท่ีติดยอจนตาย คนก็เช่นกันถ้าหลงในคาหวานที่มีโทษก็ จะตายไปเหมือนปลา เมอื่ ได้ประสบเหตุการณเ์ หล่าน้ีผทู้ ่ีได้รับรู้คาสอนนจี้ ะได้ใชว้ จิ ารณญาณของตนพจิ ารณาได้ว่า อะไรคืออะไร เพราะการฟังและเชอ่ื โดยไม่พิจารณาให้ถ้วนถ่มี ีโทษมากมาย 4. การอ่านวเิ คราะห์ การอา่ นชนิดนเ้ี ปน็ การอา่ นเพ่ือพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เป็นการแยกแยะทาความเข้าใจ องค์ประกอบหรอื โครงสร้างของหนังสอื แต่ละประเภท ขอ้ ควรปฏบิ ัติในการอ่านวิเคราะห์ 4.1 ศกึ ษารปู แบบของงานประพันธว์ ่าเปน็ รปู แบบใด 4.2 แยกเน้อื เรอ่ื งออกเปน็ ส่วน ๆ ให้เหน็ วา่ ใครทาอะไร ท่ีไหน อย่างไร เมื่อไร 4.3 แยกพจิ ารณาแตล่ ะสว่ นให้ละเอยี ดลงไปวา่ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง 4.4 พิจารณากลวิธใี นการนาเสนอ การวิเคราะห์การอ่านจะต้องคานึงถึงรูปแบบ กลวิธใี นการประพันธ์ เนื้อหาหรือเนอ้ื เร่ืองและสานวนภาษา การอ่านวิเคราะหค์ วรปฏิบัตดิ ังตอ่ ไปนี้ - ดรู ูปแบบงานประพันธ์วา่ ใชร้ ปู แบบใด อาจเป็นนิทาน บทละคร นวนยิ าย เรอื่ งสนั้ บทความ บท ละคร ฯลฯ - แยกเนื้อเร่ืองเป็นสว่ นๆให้เห็นวา่ ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เม่อื ไร อย่างไร - พิจารณาแต่ละส่วนให้ละเอียดลงไปว่าประกอบดว้ ยอะไรบ้าง - พิจารณาใหเ้ ห็นวา่ ผูเ้ ขียนใช้กลวธิ เี สนอเรอื่ งอย่างไร

50 5. การอ่านเพ่ือประเมินคุณค่า การอ่านวิธีน้ี หมายถึง การที่ผู้อ่านใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว ในการ ประเมินค่างานเขียนซึ่งอาจจะมีเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวเข้าร่วมด้วย การประเมินคุณค่าท่ีดีต้อง ปราศจากอารมณ์และในการประเมินคุณคา่ นั้นต้องประเมินตามลักษณะของหนังสือด้วย เช่น ถ้าเป็นตารา เอกสาร ทางวิชาการต้องประเมินในเร่ืองความรู้ การใช้ภาษา ฯลฯ ถ้าเป็นหนังสือสารคดีหรือบทความ ควรประเมินความ คดิ เหน็ ของผ้เู ขียน หรือหนงั สือพิมพต์ ้องประเมนิ จากความนา่ เชอ่ื ถือของขา่ ว และอคติของผเู้ ขียน การอา่ นประเมิน คา่ มวี ิธกี ารอา่ นดงั น้ี 5.1 พิจารณาความถูกต้องของภาษาจากเรอ่ื งท่ีอ่าน ภาษาที่ไม่ถูกต้องจะทาให้เกิดความคลาดเคลื่อน ไปจากความหมายที่แท้จริง ความถูกต้องของภาษามีหลายลักษณะ เช่น การใช้คาผิดความหมาย การเรียงคาใน ประโยคผดิ การไม่รู้จกั เวน้ วรรคตอน เป็นตน้ นับเป็นองคป์ ระกอบสาคญั ตอ่ การสื่อความหมาย 5.2 พิจารณาความต่อเนื่องของประโยค ว่าเป็นข้อความท่ีไปกันได้ ไม่ขัดแย้งกัน หรือข้อความที่ให้ ความกา้ วหนา้ แก่กัน หากขอ้ ความใดมเี น้ือหาสับสนวนุ่ วาย ไม่เข้ากับหลกั สามขอ้ น้ใี หถ้ ือวา่ เป็นเรื่องท่ีไมค่ วรอ่าน 5.3 พิจารณาความต่อเน่ืองของความหมาย ความหมายท่ีต่อเนื่องต้องมีแกนหลักในการเชื่อมโยง ความหมาย เช่น การเขียนชีวประวตั ิ อาจใชช้ ว่ งเวลาของชีวติ เปน็ แกนหลัก เปน็ ต้น 5.4 เมื่ออ่านแล้วต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น และความรู้สึก จากเร่ืองท่ีอ่านดังตัวอย่าง เชน่ “ประเทศหนึ่งๆต่างมีระบอบการปกครองแตกต่างกันออกไป ประเทศรัสเซียได้ช่ือว่าเป็นประเทศท่ี ปกครองด้วยระบบสังคมนิยม ไม่มีศาสนา ไม่มีพระมหากษัตริย์ ถ้าข้าพเจ้าต้องมีชีวิตอยู่ท่ีนั่นคงจะอึดอัดใจมิใช่ นอ้ ย เพราะขา้ พเจ้าถอื วา่ ท้ังสองสถาบนั นีค้ ือ ศูนยร์ วมจติ ใจของทกุ คน” ข้อเท็จจริง - ประเทศหนึ่งๆต่างมีระบอบการปกครองของตนเองไม่เหมือนประเทศอื่น ประเทศรัสเซียมี การปกครองตามระบอบสังคมนิยม ไมม่ ีศาสนา ไมม่ พี ระมหากษตั รยิ ์ ความรสู้ กึ – ถ้าขา้ พเจา้ ตอ้ งมีชีวิตอยู่ทนี่ ่ันคงจะอดึ อดั ใจมิใชน่ อ้ ย 5.5 พิจารณาดูความสมั พันธข์ องหลักการและตัวอย่าง วา่ มคี วามจรงิ เพยี งไร สมเหตผุ ลหรอื ไม่ กอ่ นท่ี จะเชอ่ื ในเร่ืองที่อา่ นนนั้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook