Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore fast fashion

fast fashion

Description: ดวงหท้ย

Search

Read the Text Version

fast fashion “เมื่อแฟชั่นสุดปัง กำลังจะพังโลก” ผลกระทบจาก Fast Fashion สู่ทางออก ของปั ญหา

คำนำ หนังสือเล่มนี้จัดทำเพื่อให้ได้รู้ที่มาที่ไป โทษและผลกระทบ อื่นๆอีกมากมาย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการแต่งกายของคนเราสามารถบ่งบอกถึง ความเป็นตัวตนของแต่ละคนได้ ไม่ว่าจะเป็นรสนิยม อุปนิสัย ค่านิยม วัฒนธรรม รวมถึงสถานะทางสังคม ฉะนั้น เสื้ อผ้าเครื่ องแต่งกายจึงกลายเป็ นสิ่งที่มักจะใช้ในการส่ง เสริมบุคลิกภาพ และบ่งบอกถึงสถานะในสังคม และในปั จจุบันที่ความนิยมของสินค้าแฟชั่นเปลี่ยนแปลงเร็ว มาก ทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งการให้ ทันสมัยอยู่เสมอ เหตุนี้เองทำให้ผู้ประกอบการสินค้าแฟชั่น ต่าง ๆ ผลิตเสื้อผ้าที่เน้ นความรวดเร็ว ให้ทันกับสมัยนิยม จึงเกิดกระแสที่เรียกว่า Fast Fashion

สารบัญ Fast Fashion คืออะไร? 1-4 ของมันต้องมี มลพิษจาก Fast Fashion ก็เช่นกัน 5-8 วิวัฒนาการของการผลิตเสื้อผ้า Fashion Evolution 9-11 จาก Rana Plaza ถึง ซินเจียง อุยกูร์ ทำไมแฟชั่นไม่ แฟร์ กับ ‘แรงงาน’ 12-15 เสื้อผ้าทุกตัวมีเรื่ องราวและราคามากกว่าที่ตาเห็น 16-17 Slow Fashion’เลือก‘เสื้อผ้า’อย่างไร ให้เป็ น ‘มิตรกับโลก’ 18-19 แบรนด์ไม่ได้ปรับลดการผลิตลงตามที่พวกเขาบอกเรา 20-24

1 Fast Fashion คืออะไร?

2 Fast Fashion คือเสื้อผ้าตาม กระแสที่เน้ นสวมใส่เพียงไม่กี่ ครั้ง มีกระบวนการผลิตที่เน้ น ความรวดเร็วฉับไว ใช้ต้นทุนต่ำ ทั้งในส่วนของวัตถุดิบในการผลิต และแรงงาน เพื่อที่ให้เสื้อผ้านั้นมีราคาไม่แพง เข้าถึงได้ง่าย เป็นแฟชั่นวงจรสั้นๆ เน้ นการขายในปริมาณมากในเวลาอัน รวดเร็ว กระแส Fast Fashion ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อเสื้อผ้า ตามสมัยนิยม ไม่คำนึงถึงการใช้งานในระยะยาว เน้ นราคาถูก เพราะเมื่อไม่ใส่แล้วจะทิ้งได้อย่างไม่เสียดาย จนเกิดเป็น พฤติกรรมการบริโภครวดเร็ว เปลี่ยนง่าย เบื่อเร็ว โดยในปี 2019 องค์การสหประชาชาติรายงานว่า ในระหว่างปี 2000-2014 ปริมาณการผลิตเสื้ อผ้าบนโลกเพิ่มขึ้นเป็ นเท่าตัวเพราะกระแส ความนิยมของ Fast Fashion ซึ่งพฤติกรรมนี้ทำให้เสื้อผ้าที่ไม่ใช้ งานแล้วถูกทิ้งกลายเป็นขยะในที่สุด และนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ต่อ สิ่งแวดล้อมโลก

3 Fast Fashion ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคและกระแสแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นี้ ทำให้อายุการใช้งานของเสื้อผ้าสั้นลงมาก โดยทั่วโลกสูญเสียเม็ดเงิน กว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการผลิตเสื้อผ้าออกมาแล้วไม่ถูกใช้ งานและระบบการรีไซเคิลเสื้อผ้าที่ล้มเหลว ซึ่งนอกจากอุตสาหกรรมแฟชั่น จะสร้างขยะมหาศาลแล้ว ยังเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรม ที่ใช้น้ำใน กระบวนการผลิตและทำความสะอาดสินค้ามากที่สุดในโลก โดยเฉพาะ เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยฝ้ าย เนื่องจากในกระบวนการปลูกฝ้ ายจำเป็นต้อง ใช้น้ำในปริมาณมาก ซึ่งข้อมูลจาก World Wildlife Fund หรือกองทุนสัตว์ ป่าโลกสากล ระบุว่า ฝ้ ายที่ใช้ผลิตเสื้อ 1 ตัว จะใช้น้ำในการปลูกมากถึง 2,700 ลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำที่มนุษย์เราดื่ม (2 ลิตรต่อ วัน) จะเท่ากับการดื่มน้ำถึง 3 ปี หรือในการผลิตกางเกงยีนส์ 1 ตัว จะต้อง ใช้น้ำ 7,500 ลิตร หรือเท่ากับน้ำที่เราดื่มถึง 7 ปี ซึ่งต่อมาได้มีการเลือกใช้วัตถุดิบอื่นในการผลิตเสื้อผ้าเพื่อทดแทนการใช้ ฝ้ ายและมีราคาถูกกว่า นั่นก็คือเส้นใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์ที่ผสม พลาสติกสังเคราะห์ขนาดเล็กหรือไมโครไฟเบอร์ แต่ในการผลิตใย สังเคราะห์โพลีเอสเตอร์จำเป็ นต้องใช้น้ำมันปิ โตรเลียมซึ่งจะปลดปล่อยก๊าซ เรือนกระจกออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรม แฟชั่นปลดปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือมาก ถึง 1.2 ล้านล้านตันต่อปี

4 นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแฟชั่นยังเป็นสาเหตุของน้ำเสีย เนื่องจากสีที่ใช้ย้อมเสื้อผ้า ส่วนใหญ่เป็นสีสังเคราะห์จากสารเคมี ทำให้เกิดน้ำเสีย คิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำเสียทั่วโลก และน้ำเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาโดยไม่มีการบำบัดอย่างถูกต้อง ซึ่งในสารคดี River Blue (2017) เคยได้กล่าวถึงการใช้สีและ สารเคมีในการผลิตจนทำให้แม่น้ำในประเทศจีนกลายเป็ น สายน้ำสีน้ำเงิน แม้ว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก อย่างไร มนุษย์ก็ยังจำเป็นที่ต้องใช้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ถือ เป็นปัจจัย 4 ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ เพราะใช้ห่อหุ้มและสร้างความ อบอุ่นให้กับร่างกาย อีกทั้งในสังคมปัจจุบันก็มักใช้เสื้อผ้าสะท้อน ความเป็นตัวตนและส่งเสริมภาพลักษณ์ของแต่ละบุคคล ทำให้ เราหลีกเลี่ยงสินค้าแฟชั่นที่เป็น Fast Fashion ได้ยาก และการ ได้ช้อปปิ้งจับจ่ายซื้อของยังเป็นความสุขเล็กๆ น้ อยๆ ของใคร หลายคน ฉะนั้น ในการเลือกซื้อเสื้อผ้าครั้งต่อไป ควรคำนึงถึงความคุ้มค่า ความจำเป็น และโอกาสที่จะต้องใช้ เลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพ มีอายุการใช้งานนาน สามารถใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่ง การนำเสื้ อผ้าเก่ามาดัดแปลงใหม่ก็เป็ นอีกหนึ่ งทางเลือกที่ทำให้ เราใช้งานเสื้อผ้าตัวเก่าได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

5 ของมันต้องมี มลพิษจาก Fast Fashion ก็เช่นกัน

6 การผลิตเสื้อผ้าในแต่ละปีนั้น เราทำอะไรลงไปบ้าง? เบื้องหลังของมันคือ การผลิตในปริมาณที่มากเกินไป การผลิตเสื้อผ้าใยฝ้ ายหนึ่งตัวใช้น้ำ 700 แกลลอนและใช้เวลากว่า 80 ปีที่การเดินทางของมันจะสิ้นสุดลง หรือจุด หมายปลายทางสุดท้าย มลพิษทางน้ำ 20% ของมลพิษทางน้ำมาจากโรงงานผลิตเสื้อผ้ามักปล่อยน้ำเสียที่เป็นพิษ โดยไม่ผ่านการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง 200,000 ตันของน้ำย้อมผ้าถูกปล่อยลงสู่ลำน้ำทุกปี 90% ของน้ำเสียจากดรงงานในประเทศกำลังพัฒนาไหลลงสู่แม่น้ำโดยไม่ ผ่านการบำบัด การบริโภคน้ำ น้ำ 1.5 พันล้านล้านลิตรถูกใช้ไปในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในแต่ละปี น้ำสะอาด 200 ตันถูกใช้ไปกับการย้อมผ้าของผ้าทอจำนวน 1 ตัน 750 ล้านคนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ ไมโครไฟเบอร์ในมหาสมุทร

7 85% ของที่มนุษย์ผลิตขึ้นมามักจะอยู่บริเวณชายฝั่งทั่วโลก และมัน ประกอบไปด้วยไมโครไฟเบอร์ที่ย่อยสลายยาก 190,000 ตันของน้ำเสียที่มีไมโครไฟเบอร์มีจุดหมายสุดท้ายคือมหาสมุทร การสะสมของขยะ 15% ของเสื้อผ้าทั้งหมดจะได้กลับไปรีไซเคิลหรือบริจาค 5,2%ของขยะในแหล่งที่ขยะคือเสื้อผ้า 3 ปีคือค่าเฉลี่ยของอายุการใช้งานของเสื้อผ้าแต่ละตัวต่อคน การใช้สารเคมี 1 กิโลกรัมของสารเคมีถูกใช้ไปกับการผลิตเสื้อผ้า 1 กิโลกรัม 23% ของสารเคมีทั้งหมดทั่วโลกถูกใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า 27% ของน้ำหนักเสื้อผ้าที่อ้างว่าใช้วัสดุธรรมชาต 100% มีส่วนประกอบของ สารเคมี การปล่อยก๊าซเรือนกระจก 23 กิโลกรัมของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมาจากโรงงาน อุตสาหกรรมเสื้อผ้า ใน 1 ปีถังน้ำมัน 70 ล้านถังจะถูกใช้เพื่อผลิตโพลิเอสเตอร์อย่างเดียว (ใช้ผลิต ใยสังเคราะห์และพลาสติก) ภาวะแห้งแล้งในบางพื้นที่ของประเทศยากจน

8 90% ของพื้นแผ่นดินมองโกเลียกำลังเผชิญหน้ ากับความแห้งแล้งแบบ ทะเลทรายที่ส่วนใหญ่เกิดจากการผสมพันธุ์แพะแคชเมียร์ เพื่อนำขนมัน มาทำเสื้อผ้า 93% ของปัญหาดินเสื่อมสภาพมักมีสาเหตุมาจากการกินหญ้าที่มากเกิน ไปกของสัตว์ 35% การตัดไม้ทำลายป่า 30% และการทำเกษตรกรรม 28% ดินเสื่อมสภาพจะนำไปสู่การลดลง 30% ของกำลังการผลิตอาหารในอีก 20-50ปีข้างหน้ า ถ้าไม่รีบเปลี่ยนแปลง การตัดไม้ทำลายป่ า ต้นไม้ 90 ล้านต้นถูกตัดในแต่ละปีเพื่อมาผลิตเสื้อผ้าที่เราสวมใส่อยู่ 30% ของเสื้อผ้าใยสังเคราะห์ผลิตมาจากป่าที่ต้องเร่งอนุรักษ์ 5% ของโรงงานเสื้อผ้าทั่วโลกใช้ต้นไม้เป็นวัตถุดิบหลัก

9 วิวัฒนาการของการผลิตเสื้อผ้า Fashion Evolution

10 ย้อนกลับไปในปีค.ศ.1800 แฟชั่นสมัยนั้น เป็นอะไรที่เชื่องช้ามากๆ ผู้คนจะแต่งตัว เหมือนกันๆ สีสันของเสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ดู เหมือนแฟชั่นของยุคมักจะไปตกอยู่ที่พวก ขุนนางชนชั้นสูง ที่จะมีมือตัดเสื้อผ้าให้อยู่ แล้วในบ้านของพวกเขาเอง และราคาก็สูง มาก การผลิตเสื้อผ้าสักชุดนึง ผู้คนจะต้อง หาวัตถุดิบเอง เช่น ขนแกะ ฝ้ ายหรือเครื่องหนัง และขนหาบพวกมันไปให้ คนตัดเย็บเสื้อผ้าผลิตชุดให้หรือตัดเย็บเอง ซึ่งส่วนใหญ่กระบวนการจะถูก ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในหมู่ผู้หญิงมากที่สุด ต่อมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการผลิตเทคโนโลยีเพื่อลดแรงในการตัด เย็บเสื้อผ้าเอง อย่าง เครื่องจักรเย็บผ้าขึ้นเป็นครั้งแรก ที่จะสามารถผลิต เสื้อผ้าได้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ลดราคาต้นทุนและทำให้เสื้อผ้าตัวนั้นๆมีราคา ถูกลง ดังนั้นร้านตัดเย็บเสื้อผ้าจึงผุดขึ้นมาเพื่อรองรับลูกค้าชนชั้นกลางที่ สามารถเข้าถึงราคาเสื้อผ้าของพวกเขาได้ เพราะราคามันก็ไม่ได้ถูกขนาดที่ จะทำให้แรงงานเข้าออกร้านเสื้อผ้าเหมือนร้านอาหารขนาดนั้น แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของร้านตัดเย็บเสื้อผ้ามากมายต้องตามมาด้วยการจ้าง แรงงาน ทั้งคนงานตัดเย็บและคนงานทำความสะอาด ด้วยวัสดุที่นำมาใช้ทำ เสื้อผ้านั้นเปราะบางและติดไฟง่าย ร้านตัดเย็บส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาด้าน ความปลอดภัย เหตุการณ์ครั้งสำคัญของโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าคือ การเกิดเหตุ เพลิงไหม้ที่โรงงาน Triangle Shirtwaist ในนิวยอร์กวันที่ 25 กันยายน ปีค.ศ.1911 ที่ได้คร่าชีวิตคนงานตัดเย็บไปกว่า 146 คนและส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ที่หนีออกมาไม่ทัน อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ร้ายแรงเช่นกันคือ กรณีเพลิงไหม้ปี 2013 ในโรงงานเสื้อผ้าบังคลาเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 114 คน บาดเจ็บอีก 800 รายเลยทีเดียว

11 ซื้อให้น้ อยลง เพราะเสื้อผ้าแต่ละตัวมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากๆ แนะนำ ให้ลองเอาเสื้อผ้าในตู้มาจับพลัดจับผลู Mix and match ใหม่ดู ก็จะเพิ่มการ สร้างสรรค์การแต่งกายในแต่ละวันในสนุกขึ้น เลือกซื้อเสื้อผ้าที่ตรวจสอบดีแล้วว่าผลิตมาจากวัสดุธรรมชาติ 100% เลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย คิดเยอะๆ คิดนานๆ เวลาจะซื้อเสื้อผ้าสักตัวว่าจำเป็นหรือยัง เราจะใช้มันจริงๆ ได้กี่ครั้ง เนื่องในโอกาสอะไรบ้าง และคิดก่อนเวลาจะกำจัดเสื้อผ้าออกจากตู้ สักตัวว่า นอกจากถังขยะแล้วมันไปที่ไหนได้อีกบ้าง ให้คนข้างบ้าน บริจาค หรือส่งไปรีไซเคิลดี ซื้อเสื้อผ้ามือสองหรือเช่าชุดไปเลย เป็นการ Reuse เสื้อผ้าที่ผู้เขียนแนะนำ เพื่อยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้ามากขึ้น

12 จาก Rana Plaza ถึง ซินเจียง อุยกูร์ ทำไมแฟชั่นไม่แฟร์กับ ‘แรงงาน’

13 จาก ‘Rana Plaza’ สู่ ‘ซินเจียง อุยกูร์’ 20% ของฝ้ ายทั่วโลกปลูกในประเทศจีน ซึ่งมากกว่า 80% มาจากพื้นที่ ที่เรียกว่าเขตปกครองซินเจียง อุยกูร์ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของจีน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอุยกูร์ราว 11 ล้านคน ซึ่งเป็นชนกลุ่ม น้ อยมุสลิม ในปี 2560 มีรายงานว่ารัฐบาลจีน ได้กักขังชาวอุยกูร์ในค่ายกักกันซึ่ง เป็น เสมือนสถานที่ปรับทัศนคติที่สอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อจากพรรค คอมมิวนิสต์จีน ซ้ำยังบังคับให้พวกเขาทำงานในไร่ฝ้ าย นำไปสู่การคว่ำ บาตรสินค้าจากซินเจียงอุยกูร์ของสหภาพยุโรป อังกฤษ อเมริกา และ แคนาดา แม้ว่ารัฐบาลจีนจะปฏิเสธ แต่ก็ดูเหมือนว่าชาวตะวันตกจะไม่ ฟัง นำไปสู่อีกประเด็นร้อนที่เพิ่งถูกพูดถึงเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ลายคนคงได้ยินข่าวการ #แบนฝ้ ายซินเจียงอุยกูร์ ของแบรนด์แฟชั่นยักษ์ ใหญ่ อาทิ H&M, Nike, Adidas และอีกหลายๆ แบรนด์อันสืบเนื่องมาจาก การใช้ ‘แรงงานทาส’ ชาวอุยกูร์ในการผลิตฝ้ าย นำไปสู่กระแสโต้กลับอย่างรุนแรงของรัฐบาลและชาวจีน ที่ประกาศว่าจะเลิก สนับสนุนแบรนด์ นอกจากนี้ ยังมีรูปภาพ และคลิปวิดีโอการทำลาย เผา สินค้า เบลอภาพ หรือถอดป้ ายแบรนด์ที่ไม่สนับสนุนฝ้ ายซินเจียงอุยกูร์ จำนวนมาก ถูกโพสต์ลงในโลกโซเชียล ภายในไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่ศิลปินดาราชาวจีนจำนวนมากก็ออกมายกเลิกสัญญากับแบรนด์ดัง ที่ ร่วมเคลื่อนไหวเช่นกัน แต่ท้ายที่สุด ความกดดันจากรัฐบาลและผู้บริโภคจีน บวกกับการขาดทุน ย่อยยับในไตรมาสแรก ก็ทำให้แบรนด์ Fast fashion สัญชาติสวีเดนอย่าง H&M ถอยหลัง หันมาสานสัมพันธ์กับจีนเหมือนเดิม นี่คือประเด็นที่แสดงให้เห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบแรงงานในอุตสาหกรรม สิ่งทอ อย่างชัดเจน ไม่ว่าฝ้ ายจากซินเจียงจะสวยและคุณภาพดีมากแค่ไหน แต่มันก็ต้องแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของผู้คนที่ถูกกดขี่ เราในฐานะผู้ บริโภค จึงควรตั้งคำถามกับเสื้อผ้าที่สวมใส่กันให้มากขึ้น

14 หลายคนคงจะรู้ถึงปัญหา Fast fashion กันมาบ้างแล้วว่ามันส่งผลกระ ทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร วันนี้เราเลยจะมาพูดถึงผลกระทบต่อ ‘คน’ ในอุตสาหกรรมแฟชั่นกันบ้าง ขอเริ่มจากการชวนตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ใครเป็นคนผลิตเสื้อผ้าที่เราสวม ใส่ทุกวันนี้นะ? แน่นอนว่าเบื้องหลังเสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋ า หรือรองเท้าที่เราสวม ใส่กันทุกวันนี้ ไม่ได้มีเพียงเจ้าของหรือนักออกแบบเท่านั้น ที่เป็นผู้สรรค์ สร้าง ทว่ายังมี ‘แรงงาน’ อีกจำนวนมาก ที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิต ตั้งแต่กระบวนการ ปลูก ปั่น ทอ ฟอก ย้อม ไปจนถึง เย็บ ปัก ถัก ร้อย ก่อนจะกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกว่าของรักของหวง หรือของมันต้องมี สำหรับใครหลายๆ คน ดังนั้น เราจึงขาดบุคคลสำคัญเหล่านี้ไปไม่ได้เลย แม้ว่าอุตสาหกรรมแฟชั่น จะขับเคลื่อนด้วยเรี่ยวแรงของผู้คนเหล่านี้ แต่ ในความเป็นจริงผลตอบแทนหรือ ‘ค่าแรง’ ที่พวกเขาได้รับกลับไม่เป็น ธรรมอย่างที่คิด ซึ่งสิ่งนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มแบรนด์ Fast fashion ที่มี ปัญหาการกดขี่แรงงาน การให้ค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการใช้ แรงงานเด็ก

15 เพราะอะไร Fast fashion ถึงไม่ยอมแฟร์กับ ‘แรงงาน’ เพราะแบรนด์ Fast fashion ต้องผลิตเสื้อผ้าออกมาอย่างรวดเร็วในปริมาณ มาก เพื่อตอบสนองเทรนด์ที่มาไวไปไว และนำมาวางขายในราคาจับต้องได้ พวกเขาจึงต้องลดต้นทุนการผลิตให้น้ อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของเนื้อ ผ้า การตัดเย็บ หรือแม้แต่ค่าแรงของผู้ผลิต จากการสำรวจ พบว่า แรงงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น ได้ค่าแรงน้ อยกว่าค่าแรง ขั้นต่ำ ขณะที่พวกเขาต้องทำงานวันละ 14 -16 ชม. แบบไม่มีวันหยุดพัก ซึ่ง แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบเอเชีย เช่น บังกลาเทศ ปากีสถาน อินเดีย จีน พม่า กัมพูชา และอีกหลายๆ ประเทศ นอกจากนี้ บางโรงงานใช้แรงงานเด็ก ซึ่งปัจจุบัน มีแรงงานเด็กกว่า 170 ล้าน ชีวิต ที่ทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งคิดเป็น 11% ของจำนวนเด็กทั่วโลก มาถึงตรงนี้ ลองคิดดูสิว่า เสื้อผ้าตัวละ 99.- 120.- 350.- ที่เราชอบ CF กัน นั้นมีต้นทุนเท่าไหร่ นอกจากค่าแรงที่ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพแล้ว อีกผลกระทบที่แรงงานต้อง เจอคือ ปัญหาสุขภาพ เพราะต้องทำงานในพื้นที่แออัด ซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นผง จากเศษผ้า และสารเคมีที่ปนเปื้ อนอยู่แทบทุกกระบวนการผลิต เช่น สีฟอก ย้อม ซึ่งอันตรายต่อผิวหนัง การหายใจ และเป็นสารก่อมะเร็ง นี่ยังไม่รวม การทำงานแบบลืมวันลืมคืนที่ทำให้หลายคนล้มป่วย ไปจนถึงขั้นเสียชีวิตก็มี

16 เสื้อผ้าทุกตัวมีเรื่ องราวและ ราคามากกว่าที่ตาเห็น

17 เบื้องหน้ าอุตสาหกรรมแฟชั่นที่เติบ โตอย่างรวดเร็วในยุคที่ ‘fast fashion’ กำลังเบ่งบาน ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึง ความไม่สวยงามเบื้องหลังของมัน จากเหตุการณ์ตึก Rana Plaza ถล่มในวันที่ 24 เมษายน ปี 2013 เหตุการณ์นั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตมาก ถึง 1,134 คน บาดเจ็บอีกกว่า 2,500 คน Rana Plaza คืออาคาร 8 ชั้น ซึ่งเ ป็นโรงงานรับเย็บผ้าของหลายแบรนด์ดัง ก่อนวันที่ตึกจะถล่มลงมา คน งานจำนวนหนึ่งได้ยินเสียงรอยแตกดังขึ้นจนไม่กล้าทำงานต่อ ทว่า นายจ้างก็ยังบังคับให้พวกเขาทำ เพื่อเร่งส่งงาน เรื่องไม่คาดฝันจึงเกิด ขึ้น แต่ท่ามกลางโศกนาฏกรรม ก็เกิดมูฟเมนต์สำคัญขึ้น ดีไซเนอร์ชาว อังกฤษรวมตัวกัน ก่อตั้งองค์กรที่ชื่อ ‘Fashion Revolution’ เพื่อปฏิวัติ วงการแฟชั่นอันแปดเปื้ อน นำไปสู่แคมเปญที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง #WhoMademyClothes ที่ชวนทั้งฝั่งผู้บริโภคออกมาตั้งคำถามกับ แบรนด์เสื้อผ้า ผ่านการใส่เสื้อกลับด้านให้คนเห็นคนชื่อแบรนด์เสื้อผ้าที่ สวมใส่ ทั้งยังชวนฝั่งแบรนด์ และแรงงานผู้ผลิต ออกมาแสดงตัวตน ผ่าน #IMadeYourClothes ให้ผู้บริโภคเห็นว่าใครอยู่เบื้องหลังเสื้อผ้า ของพวกเขาอีกด้วย

18 ‘Slow Fashion’ เลือก ‘เสื้อผ้า’ อย่างไร ให้เป็ น ‘มิตรกับโลก’

19 ‘ทุกวันนี้กระแสการบริโภคแบบ เป็ นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็ นกระ แสระดับโลก และเริ่มมีมากขึ้น ในประเทศไทย อย่างการหลีก เลี่ยงใช้พลาสติก การเลือกกิน อาหารปลอดสารพิษ แต่มีอีกเรื่อง ที่อาจไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก แต่ ก็ส่งผลกับโลกเยอะพอ ๆ กับการ ใช้พลาสติก นั่นคือการใช้เสื้อผ้าของ เราบางคนอาจสงสัยว่าการซื้อเสื้อผ้าของเราทำลายสิ่งแวดล้อมขนาด นั้นเลยเหรอ? คำตอบคือใช่ ในสารพัดด้านเลย [1] อุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งระบบ ไม่ใช่ส่งผลกระทบแค่เรื่องภาวะโลกร้อน แต่ยังปล่อยสารเคมี ไปสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติอย่างมากมายมหาศาลอีก อุตสาหกรรมแฟชั่นนี่แหละคือหนึ่งในตัวการทำลายธรรมชาติแท้ ๆ แม้ ภายนอกจะดูไม่มีอะไร โลกตะวันตกมีการตระหนักถึงปัญหานี้มานานแล้ว และก็ได้มีความ เคลื่ อนไหวเพื่ อแก้ไขปั ญหาการทำลายสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรม เสื้อผ้า ความเคลื่อนไหวนี้เรียกรวมๆ ว่า Slow Fashion ซึ่งไอเดีย ของขบวนการก็คือ การเลือกใส่เสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ และเป็น ธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ แต่ก่อนที่เราจะเข้าใจในรายละเอียดว่า Slow Fashion คืออะไร เราคง ต้องเข้าใจที่มาของสิ่งที่ขบวนการนี้คัดค้านก่อน ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า Fast Fashion เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่อยู่คู่มนุษย์มานานนมแล้ว ซึ่งสมัยก่อนโน้ นเสื้อผ้าไม่ใช่ สิ่งที่หาง่าย ๆ และมีราคาถูก คนจะสร้างเสื้อผ้าขึ้นมาใส่ทีก็ต้องเลือก เสื้อผ้าให้ใช้ได้หลายโอกาส ให้ใส่ได้นาน ๆ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่การปฏิวัติ อุตสาหกรรม (ซึ่งก็บังเอิญเหลือเกินที่อุตสาหกรรมที่เริ่มปฏิวัติคือ อุตสาหกรรมทอผ้า) เสื้อผ้าก็ค่อย ๆ กลายมาเป็นของราคาถูกลงเรื่อย ๆ และคนก็สามารถจะซื้อเสื้อผ้าได้ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดแบรนด์ เสื้อผ้าระดับมวลชนจำนวนมากตามมา และวิธีคิดการผลิตเสื้อผ้าเชิง อุตสาหกรรมก็ถึงจุดสูงสุดเมื่อราว ๆ 30 ปีที่แล้วกับกระแสที่เรียกว่า Fast Fashion

20 แบรนด์ไม่ได้ปรับลดการผลิต ลงตามที่พวกเขาบอกเรา

21 แบรนด์เปลี่ยน ผู้บริโภคต้องปรับ ย้อนกลับมาที่ตัวเราในฐานะผู้บริโภคเสื้อผ้าทุกวันนี้ เราอาจ ต้องลองเปิดใจก่อนว่าเรื่องแฟชั่นไม่ไกลตัวอย่างที่คิด และเรา เองสามารถเป็น Conscious Consumer หรือเป็นผู้บริโภค อย่างมีสติ โดยเลือกที่จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนแบรนด์ ต่างๆ ได้ รวมถึง การเรียกร้องความโปร่งใสของแบรนด์มาก ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือแรงงาน เพราะในความ เป็นจริง ถึงแม้เบื้องหน้ าของแต่ละแบรนด์จะสวยหรูเพียงใด ก็ อาจเป็นเพียงการ ‘Greenwashing’ ในที่สุด ขวดน้ำพลาสติกที่ถูกทอเป็นเสื้อผ้าตัวใหม่ อาจไม่ได้มาจาก ขวดที่เราใช้แล้วทิ้ง แต่มาจากการสร้างเพื่อทำลาย หรือแม้แต่ การบริจาคเสื้อผ้า ฉากหน้ าอาจเป็นการนำไปรีไซเคิล แต่ สุดท้ายอาจไปจบที่หลุมฝังกลบก็ได้ อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืน ที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการขับเคลื่อนด้าน ‘สิ่งแวดล้อม’ แต่ยัง รวมถึง ‘คน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรม แฟชั่น

22 องค์กรด้านการจัดการสิ่งทออย่างยั่งยืน หรือ The Sustainable Clothing Action Plan (SCAP) ได้เชิญชวนแบรนด์เสื้อผ้าหลายรายให้ ปรับตัวเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมุ่งทำงานในประเด็น ปริมาณน้ำที่ถูกใช้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการจัดการ ขยะในกระบวนการผลิตเสื้อผ้า โดยแผนดังกล่าวออกแบบเพื่อวางกรอบ ให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นไม่ให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์กร SCAP จะเกิดขึ้นเพื่อทำให้เป้ าหมายลดการ ใช้น้ำ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซดด์จากการผลิตสิ่งทอให้ได้ต่อ เสื้อผ้า 1 ตัน และต้องการบรรลุตามเป้ าหมายนี้ภายในปี 2563 ซึ่ง หมายความว่าองค์กรผู้ก่อตั้ง SCAP (ผู้ก่อตั้งองค์กร SCAP คือ องค์กร อิสระเพื่อการจัดการขยะและทรัพยากร the Waste & Resources Action Programme ) ขึ้นมานั้นจะต้องมีมาตรการในการตรวจสอบผล บนพื้นฐานของการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพในเชิงเศรษฐนิเวศ มิใช่การ วัดผลที่การเติบโดของอุตสาหกรรม จากการประเมินอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ครอบคลุมกว่าเดิมนั้น ผลปรากฎ ว่า การบริโภคเสื้อผ้าในสหราชอาณาจักรเติบโตขึ้นในช่วงปีที่องค์กร SCAP เข้ามาทำงานา โดยบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 950,000 ตัน ในปี 2555 เป็น 1,130,000 ตันในปี 2559

23 จากรายงานการวิจัยที่ชื่อว่า 'The global environmental injustice of fast fashion,' ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมของ มหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ ได้ประเมินห่วงโซ่อุปทานสำหรับ สินค้า fast-fashion และแนะนำการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Christine Ekenga ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ Brown School และผู้เขียน ร่วมเขียนรายงานแสดงความคิดเห็นว่า \"นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบ ด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมของ fast-fashion ซึ่งเป็นปัญหาความไม่ ยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก\" ประเด็นที่สำคัญที่ถูกหยิบยกจากรายงานฉบับดังกล่าว ประกอบด้วย 1. การผลิต (Production) จุดเริ่มตันของปัญหาห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ คือ การผลิต เส้นใย (Fibers) ทั้งเส้นธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์ (โพลีเอสเตอร์) ในกระบวนการผลิตนำ้และยาฆ่าแมลงถือเป็ นองค์ประกอบหลักที่ใช้ใน กระบวนการผลิตระดับต้นน้ำ ขณะที่กระบวนการฟอกย้อมและตกแต่ง สำเร็จ มีปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต โดยหากไม่บำบัดน้ำ เสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำ จะก่อให้เกิดการสะสมโลหะหนักและสารพิษอื่น ๆ ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนและสัตว์

24 2. โรงงานอุตสาหกรรม (Manufacture) พบว่า แรงงานกว่า 40 ล้านคนทั่วโลกที่อยู่ในภาคการผลิต โดยเฉพาะ ประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง (LMIC) จะเป็นประเทศฐานการผลิต เสื้อผ้ากว่าร้อยละ 90 ของโลก กลุ่มประเทศเหล่านี้จะมีโครงสร้างทางการ เมืองและการจัดการองค์กรที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้การบังคับใช้เกี่ยวกับ มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลคือแรงงานมี ความเสี่ยงอันตรายจากการทำงาน รวมถึงอันตรายต่อระบบทางเดิน หายใจเนื่องจากปัญหาฝุ่นละออง และอันตรายของกล้ามเนื้อและกระดูก เนื่องจากการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ มีการรายงานด้านสุขภาพของประเทศกลุ่ม LMIC ระบุว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคปอด มะเร็ง ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบ สืบพันธุ์ เป็นต้น ในส่วนของการบาดเจ็บและการเสียชีวิต มีรายงานเป็น ระยะ ๆ เช่น โรงงาน Rana Plaza ถล่มในบังคลาเทศปี 2013 ซึ่งคร่า ชีวิตผู้คนไป 1,134 คน เป็นภัยอันตรายที่คนงานตัดเย็บเสื้อผ้าต้องเผชิญ 3. ผู้บริโภค (Consumer) นักวิจัยกล่าวว่าความไม่ยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมยังคงดำเนินต่อไปตราบ ใดที่มีการขายเสื้อผ้า โมเดลของธุรกิจในกลุ่ม fast-fashion สนับสนุนให้ผู้ บริโภคใช้เสื้อผ้าเพียงหนึ่งครั้ง แต่ในความเป็นจริงชาวอเมริกันโดยเฉลี่ย จะทิ้งเสื้อผ้าและสิ่งทอประมาณ 80 ปอนด์ต่อปี เท่ากับพื้นที่ฝังกลบเกือบ ร้อยละ 5 ในแต่ละปีจะมีเสื้อผ้าที่ใช้แล้วประมาณ 500,000 ตันที่ถูกส่ง ออกจากสหรัฐอเมริกาไปยังต่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศ กลุ่ม LMICs โดยในปี 2015 สหรัฐอเมริกาส่งออกเสื้อผ้าที่ใช้แล้วมูลค่า มากกว่า 700 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เสื้อผ้ามือสองที่ขายไม่ได้ในตลาด สหรัฐอเมริกาถูกบีบอัดและส่งออกไปต่างประเทศเพื่อ \"คัดเกรด\" โดยใช้ แรงงานค่าแรงต่ำในกลุ่มประเทศ LMIC และถูกขายในตลาดมือสอง เสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายในตลาดจะกลายเป็นขยะมูลฝอยตามแม่น้ำ และสวน สาธารณะ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศ LMICs ที่ระบบ จัดการขยะยังไม่แข็งแกร่ง

25 บรรณานุกรม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook