Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ดนตรี ม.๑

ดนตรี ม.๑

Published by สรวิศ จันพุ่ม, 2019-09-06 03:50:47

Description: ดนตรี ม.๑

Search

Read the Text Version

๘๐.-

หนังสือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน ดนตรี กลมุ่ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ ๑ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กระทรวงศึกษาธิการ ISBN 978-616-317-158-0 พมิ พค์ ร้งั ทส่ี อง ๕,๐๐๐ เล่ม พ.ศ. ๒๕๕๖ องค์การคา้ ของ สกสค. จัดพมิ พจ์ ำาหนา่ ย พมิ พ์ท่ีโรงพิมพ์ สกสค. ลาดพรา้ ว ๒๒๔๙ ถนนลาดพร้าว วังทองหลาง กรงุ เทพมหานคร มลี ขิ สทิ ธต์ิ ามพระราชบัญญัติ



ประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการ เรอ่ื ง อนญุ าตให้ใช้หนงั สือในสถานศึกษา _________ ดว้ ยสาำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ได้จัดทำาหนงั สอื เรียน รายวชิ าพื้นฐาน ดนตรี ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๑ กล่มุ สาระการเรยี นรศู้ ลิ ปะ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ กระทรวงศึกษาธกิ ารไดพ้ ิจารณาแล้ว อนญุ าตให้ใช้หนังสือนใ้ี นสถานศึกษาได้ ประกาศ ณ วันท่ี ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ (นายชินภัทร ภูมิรตั น) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน

คำานาำ หนังสอื เรียน รายวิชาพ้นื ฐาน ดนตรี ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี ๑ เป็นหนังสอื ที่สาำ นกั งาน คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน จดั ทาำ ข้ึนสาำ หรบั นักเรยี นใชใ้ นการเรียนรู้และครใู ชใ้ น การจัดการเรียนการสอนรายวชิ าพ้ืนฐาน กลุ่มสาระการเรยี นรศู้ ลิ ปะ ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ โดยคณะผู้จัดทำา ดงั รายนามในทา้ ยเลม่ ซ่ึงประกอบ ด้วยผทู้ รงคุณวฒุ ิ มีประสบการณแ์ ละความเชย่ี วชาญดา้ นดนตรี และด้านการจัดการศึกษา หนงั สือเรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน ดนตรี ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๑ มงุ่ เน้นให้นกั เรียนเรียนรู้ เก่ยี วกบั ทฤษฎดี นตรี การบันทกึ สญั ลักษณแ์ สดงความดัง-เบา การฟังและการแสดงออกทาง ดนตรี การวิเคราะห์ วจิ ารณ์ดนตรี และการเลือกใช้เครอื่ งดนตรีประเภทต่าง ๆ มาบรรเลง เพลงตามความเหมาะสม โดยปลกู ฝงั ใหผ้ เู้ รยี นมคี วามรักดนตรี เรียนรวู้ ฒั นธรรมผา่ นบทเพลง ทม่ี อี ยูใ่ นชีวิตประจำาวนั สำานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐานหวังว่า หนังสอื เรียนเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ ต่อการจดั การเรยี นรใู้ หเ้ ปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ เปน็ ไปตามหลกั การและบรรลตุ ามจดุ หมาย ของหลักสูตร หากมีข้อเสนอแนะ กรณุ าแจง้ สาำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน เพอื่ ปรบั ปรงุ แก้ไขให้หนงั สอื สมบูรณ์ยิ่งขน้ึ ขอขอบคณุ คณะผูจ้ ดั ทำา ผมู้ สี ว่ นรว่ มท่ีเอ้ือเฟือ้ ภาพ ประกอบเพ่ือการศึกษามา ณ โอกาสนด้ี ้วย (นายชินภทั ร ภูมิรตั น) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓

สารบญั หนา้ ๑ บทที่ ๑ ประเภทและหนา้ ทีข่ องเครือ่ งดนตรี ๒ ประเภทเครอื่ งดนตรี ๘ หน้าที่ของเครอ่ื งดนตรี ๑๑ บทที่ ๒ จงั หวะในดนตรไี ทย ๑๒ รปู แบบจังหวะและความสัมพันธ์ของจังหวะฉง่ิ และกรับ ๑๓ รูปแบบจังหวะและความสัมพันธ์ของจังหวะฉิ่ง และกรับ ประกอบบทเพลง ๑๔ รูปแบบจังหวะและความสัมพนั ธ์ของจังหวะฉงิ่ กรบั ฉาบ และโหม่ง ๑๔ รปู แบบจงั หวะและความสัมพนั ธ์ของจังหวะฉง่ิ กรับ ฉาบ และโหม่ง ประกอบบทเพลง ๑๕ รูปแบบจงั หวะและความสมั พนั ธข์ องจังหวะฉง่ิ กรบั และหน้าทบั ปรบไก่ ๑๖ รูปแบบจังหวะและความสัมพันธข์ องจงั หวะฉง่ิ กรบั และหน้าทบั ปรบไก่ ประกอบบทเพลง ๑๗ รูปแบบจงั หวะและความสัมพนั ธ์ของจังหวะฉิ่ง กรบั และหน้าทับสองไม้ ๑๘ รูปแบบจังหวะและความสมั พันธ์ของจังหวะฉ่งิ กรบั และหนา้ ทับสองไม้ ประกอบบทเพลง ๒๐ องคป์ ระกอบของดนตรีไทย ๒๑ บทที่ ๓ การบนั ทกึ จงั หวะแบบดนตรสี ากล ๓๓ ชีพจรจงั หวะ ๓๓ เคร่อื งหมายประจำาจงั หวะ ๔๕ การบันทกึ จังหวะ ๔๗ การบนั ทึกความดงั เบา ๔๘ บทที่ ๔ การบนั ทึกโน้ตในดนตรสี ากล ๔๙ การร้องโนต้ ในระบบโซลเฟจ ๕๑ บรรทดั หา้ เสน้ และกุญแจโซ ๕๓ หลกั การเขยี นหางโนต้ ๕๔ การบันทึกโน้ตดนตรสี ากล ๕๘ กญุ แจฟาและกญุ แจโด ๕๘ ความสำาคญั ของกุญแจเสียง

บทที่ ๕ ทฤษฎดี นตรีสากล หนา้ คูเ่ สียง ๖๒ บนั ไดเสียง บันไดเสียงเมเจอร์ ๖๓ ระบบโดคงที่ และระบบโน้ตตัวอกั ษร ๖๔ เครื่องหมายแปลงเสยี ง ๖๕ ๖๖ บทท่ี ๖ รู้จักบทเพลงทีม่ คี ุณคา่ ๗๐ การวิเคราะหบ์ ทเพลงจากการฟัง สังคตี ลกั ษณท์ ำานองหลักและการแปรทำานอง ๗๔ บรรณานกุ รม ๗๕ ๗๖ ๗๘

สารบญั เพลง แผน่ ท่ี ๑ เพลงที่ ๑ แผน่ ท่ี ๑ เพลงท่ี ๒ บทที่ ๑ ประเภทและหน้าท่ีของเคร่อื งดนตรี แผน่ ที่ ๑ เพลงท่ี ๓ ลาวแพน แผ่นท่ี ๑ เพลงที่ ๔ ซิกอยเนอรไ์ วเซน ของซาราซาเต้ Sarasate : Zigeunerweisen แผ่นที่ ๑ เพลงท่ี ๕ ขบั ไมบ้ ณั เฑาะว์ แผน่ ท่ี ๑ เพลงท่ี ๖ โซนาต้า ของชูมนั น์ Schumann : Sonata แผ่นที่ ๑ เพลงที่ ๗ แขกมอญ แผน่ ที่ ๑ เพลงท่ี ๘ ซัมเมอร์ทาม ของเกิรช์ วนิ Gershwin : Summertime แผน่ ท่ี ๑ เพลงที่ ๙ ลาวปทุมมาลย์ แผน่ ที่ ๑ เพลงท่ี ๑๐ ฟารันดอยล์ ของบเิ ซต์ Bizet : Farandole แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๑ พญาโศก แผ่นท่ี ๒ เพลงที่ ๒ คาซาปา ของบาร์ริออส Barrios : Caazapa แผ่นที่ ๒ เพลงที่ ๓ จะเข้ แผน่ ท่ี ๒ เพลงท่ี ๔ ซอด้วง แผน่ ที่ ๒ เพลงท่ี ๕ ซออู้ แผน่ ที่ ๒ เพลงท่ี ๖ ซอสามสาย แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๗ ระนาดเอก แผ่นท่ี ๒ เพลงท่ี ๘ ระนาดท้มุ แผ่นท่ี ๒ เพลงท่ี ๙ ฉ่ิง แผ่นท่ี ๒ เพลงท่ี ๑๐ ฉาบ แผ่นที่ ๒ เพลงท่ี ๑๑ ฆ้องวงใหญ่ แผ่นที่ ๒ เพลงท่ี ๑๒ ฆอ้ งวงเล็ก แผ่นที่ ๒ เพลงท่ี ๑๓ กลองทัด แผ่นที่ ๒ เพลงที่ ๑๔ กลองแขก แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๑๕ โทน รำามะนา แผ่นที่ ๒ เพลงท่ี ๑๖ ตะโพน แผน่ ที่ ๒ เพลงท่ี ๑๗ ปีใน ปีชวา ขลยุ่ เพยี งออ

สารบญั เพลง (ตอ่ ) ไวโอลิน Violin แผ่นท่ี ๒ เพลงที่ ๑๘ วโิ อลา Viola แผ่นท่ี ๒ เพลงที่ ๑๙ เซลโล่ Cello แผ่นท่ี ๒ เพลงท่ี ๒๐ ดมั เบ้ิลเบส Double bass แผน่ ท่ี ๒ เพลงท่ี ๒๑ กีตาร์ Guitar แผ่นที่ ๒ เพลงที่ ๒๒ ฟลตู Flute แผ่นที่ ๒ เพลงที่ ๒๓ โอโบ Oboe แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๒๔ บาสซูน Bassoon แผน่ ที่ ๒ เพลงที่ ๒๕ คลาริเนต Clarinet แผ่นท่ี ๒ เพลงท่ี ๒๖ แซกโซโฟน Saxaphone แผ่นที่ ๒ เพลงท่ี ๒๗ ทรัมเป็ต Trumpet แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๒๘ ทรอมโบน Trombone แผ่นที่ ๒ เพลงที่ ๒๙ เฟรนช์ฮอรน์ French horn แผน่ ที่ ๒ เพลงท่ี ๓๐ ทูบา Tuba แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๓๑ ไซโลโฟน Xylophone แผ่นที่ ๒ เพลงที่ ๓๒ มารมิ บ้า Marimba แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๓๓ ทิมปานี Timpani แผน่ ที่ ๒ เพลงที่ ๓๔ บทท่ี ๒ จงั หวะในดนตรไี ทย แผ่นท่ี ๒ เพลงที่ ๓๕ เพลงแขกบรเทศ สองชน้ั แผน่ ที่ ๒ เพลงที่ ๓๖ เพลงคลืน่ กระทบฝงั สองชั้น แผน่ ที่ ๒ เพลงที่ ๓๗ แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๓๘ บทที่ ๓ การบันทกึ จงั หวะแบบดนตรสี ากล แผน่ ท่ี ๒ เพลงท่ี ๓๙ แผน่ ท่ี ๒ เพลงที่ ๔๐ เพลงเราสู้ เพลงลมหนาว เพลงชาติ เพลงตน้ ไมข้ องพ่อ

สารบญั เพลง (ต่อ) แผ่นที่ ๒ เพลงท่ี ๔๑ แผน่ ที่ ๒ เพลงท่ี ๔๒ บทที่ ๓ การบนั ทกึ จังหวะแบบดนตรีสากล แผน่ ท่ี ๒ เพลงท่ี ๔๓ เพลงแผ่นดินของเรา แผน่ ที่ ๒ เพลงท่ี ๔๔ เพลงนา้ำ ตาแสงไต้ แผ่นที่ ๒ เพลงที่ ๔๕ เพลงชวา แผ่นท่ี ๒ เพลงที่ ๔๖ เพลงสายทิพย์ เพลงต้นตระกูลไทย เพลงพักตรงนี้ บทท่ี ๔ การบนั ทกึ โน้ตในดนตรสี ากล แผน่ ท่ี ๒ เพลงท่ี ๔๗ เพลงพรปใี หม่ แผน่ ที่ ๒ เพลงที่ ๔๘ เพลงพระคุณทสี่ าม แผ่นท่ี ๒ เพลงท่ี ๔๙ เพลงสายฝน แผน่ ที่ ๒ เพลงท่ี ๔๔ บทท่ี ๕ ทฤษฎดี นตรสี ากล เพลงสายทิพย์ แผน่ ที่ ๒ เพลงที่ ๕๐ แผน่ ที่ ๒ เพลงท่ี ๕๑ บทที่ ๖ รจู้ ักบทเพลงทมี่ ีคณุ ค่า เพลงราตรปี ระดับดาว (เถา) เพลงลาโฟร์เลีย ของคอลเรลลี



พฒั นาการของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ นักเรยี นในชว งอาย ุ ๑๒-๑๕ ป เริ่มเข้าสูวยั รนุ การเคลื่อนไหว ระบบประสาท และกลา้ มเนื้อมคี วามแขง็ แรง ในสว นของพัฒนาการด้านความรสู้ ึกนึกคิด เริ่มมคี วามร ู้ ความเข้าใจในสิง่ ตา ง ๆ เริ่มมีความคดิ เปน็ ของตัวเอง และสง่ิ ทนี่ กั เรยี นในวยั น้ีต้องการคอื ๑) ต้องการความรักความเข้าใจ ๒) ต้องการคาำ แนะนำาชแ้ี จงในเรือ่ งเพศ และการเปลยี่ นแปลงทางรางกาย ๓) ต้องการการยอมรับ และคาำ ยกยอ งชมเชย ๔) ตอ้ งการอาหาร การออกกาำ ลงั กาย และการพกั ผอ นอยางเพยี งพอ ๕) ต้องการทำากจิ กรรมท่ีสงเสริมความคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์ เน่อื งดว้ ยนกั เรียนในวัยนต้ี ้องการเปน็ ทีย่ อมรับของกลมุ เพ่ือนและสงั คม ส่งิ ท่ีจะทาำ ใหไ้ ด้รับการยอมรบั ได้ส่งิ หนึง่ ก็คือดนตรี ในระดับชน้ั นห้ี ลกั สตู รกำาหนดเน้ือหาของ ความรูท้ เ่ี ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร โดยเฉพาะในเรอื่ งของทฤษฎดี นตร ี ซ่งึ จะชว ยสนบั สนุนระดับความคิดและความสามารถในการปฏิบตั ิดนตรไี ดด้ ีข้นึ นกั เรียนสมควรทจี่ ะไดร้ บั การ สงเสริมในเรือ่ งของความคดิ สรา้ งสรรค์ โดยการนาำ ความรูท้ ี่ตนเองไดศ้ กึ ษามาสรา้ งสรรค์เพลง และแสดงตอหนา้ สาธารณชน เพอื่ ใหเ้ กิดการยอมรับ การเรียนรทู้ ่ีเหมาะสมกับนักเรยี น ควรจะเปน็ การเรยี นปฏิบตั ิโดยการสอดแทรกความร้ทู างดนตรี เชน เรือ่ งของสัญลักษณ์ทางดนตร ี ระบบบนั ไดเสียง ข้นั คเู สียง วิเคราะหสาระการเรยี นร้ดู นตรี ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๑ ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ วตั ถปุ ระสงค มโนทัศน องคค วามรู้ การปฏบิ ัติและการสรา้ งสรรค ขับร้อง และ/หรอื บรรเลงเพลงทมี่ ีสญั ลกั ษณ์ ๑) เชื่อมโยงทักษะการแสดงดนตรีด้วย การเรยี นรู้ทฤษฎดี นตร ี โดยใช้การขับร้อง ความเข้าใจในทฤษฎีดนตรี แปลงเสยี ง จากนัน้ ครผู ูส้ อนอธบิ ายเรอ่ื ง การขับร้อง และ/หรือ บรรเลงเพลงที่ และ/หรือ บรรเลงเพลงในรูปแบบการแสดง - ครึ่งเสยี ง (Semitone) ความสัมพนั ธ์ระหวา งโน้ต คูเ สยี ง และฝึก สอดคลอ้ งกับทฤษฎีดนตรีสากล เดยี่ ว และการแสดงกลุม ทำาให้นักเรียนเกดิ - หนงึ่ เสยี งเต็ม (Tone) รอ้ งความสมั พนั ธ์ครงึ่ เสียง และหนง่ึ เสยี งเต็ม ความมัน่ ใจในการแสดง มปี ฏสิ ัมพันธก์ ับ - ข้ันค ู (Interval) ให้เกิดความชัดเจน กลมุ เพอ่ื น มีความเขา้ ใจ และสามารถแสดง - เครอื่ งหมายแปลงเสียง (Accidental) ออกถึงองค์ประกอบดนตรีได้อยางถูกต้อง และแมนยำา

วตั ถุประสงค มโนทัศน องคความรู้ การปฏิบัตแิ ละการสร้างสรรค ๒) บันทึกโน้ตดนตรีตามระบบการบันทึก การนำาเพลงท่ีอยูในบริบทชีวิตประจำาวัน การบันทกึ โนต้ ขับร้อง และ/หรือ บรรเลงเพลงจาก โนต้ สากล มาบันทึกองค์ประกอบของดนตรีตามระบบ - บรรทดั หา้ เส้น (Staff) การอานโนต้ ทถี่ กู บันทกึ ไว้ เพมิ่ เตมิ ราย การบันทึกโน้ตสากลอยางถูกต้อง ทำาให้ - เสน้ น้อย (Ledger line) ละเอยี ดของเสียง โดยใชส้ ัญลกั ษณ์แสดง นักเรียนมีความเข้าใจถึงเหตุผลในการบันทึก - ระดบั เสียง (Pitch) ความดงั เบา นาำ เพลงมาแปลงอตั ราจังหวะ สัญลักษณ์ และการนาำ โน้ตดนตรีที่มีอยูมา - จังหวะ (Rhythm) และบนั ทกึ โนต้ ขึน้ มาใหม  แสดงเป็นเพลงได้อยา งถกู ต้อง - เคร่อื งหมายแปลงเสยี ง (Accidental) กุญแจเสยี ง (Clef) - กญุ แจโซ (G clef) - กุญแจฟา (F clef) - กญุ แจโด (C clef) สัญลกั ษณแสดงความดังเบา (Dynamic term) - เบามาก (pp) - เบา (p) - เบาปานกลาง (mp) - ดงั ปานกลาง (mf) - ดงั (f) - ดังมาก (ff) - ดงั ขน้ึ ทีละนอ้ ย (Cresc) - เบาลงทลี ะน้อย (Decresc) เครอ่ื งหมายประจำาจังหวะ (Time signature) - เคร่ืองหมายประจำาจังหวะอัตราจงั หวะ ธรรมดา (Simple time signature)

วัตถุประสงค์ มโนทศั น์ องค์ความรู การปฏบิ ัติและการสรางสรรค์ แบง่ นักเรียนออกเป็นกลมุ่ เพอื่ ฝกึ ฝนการ ๓) มคี วามเขา้ ใจ และสามารถบรรเลง การฟังและการแสดงออกทางดนตรีตาม ความเขา ใจจังหวะดนตรีไทย เล่นจังหวะในดนตรีไทย และนำาจังหวะท่ี จังหวะในดนตรีไทย ลักษณะของดนตรีไทย ทาำ ให้นักเรียนเขา้ ใจ - ฉิ่ง ได้เรยี นรูม้ าใชก้ บั เพลง ถึงลักษณะดนตรีตามมาตรฐานของไทย - ฉาบ และเข้าใจองค์ประกอบทางดนตรีอย่างเป็น - กรบั องค์รวม เพอ่ื เช่อื มโยงความรูร้ ะหวา่ งดนตรี - โหม่ง ไทยและดนตรีสากล ความเขา ใจหนาทบั - หน้าทับปรบไก่ - หน้าทับสองไม ้ ๔) ฟัง วิเคราะห ์ วจิ ารณด์ นตร ี และรู้จกั การฟังผลงานดนตรีที่มีคุณค่า ผ่านสื่อ องค์ประกอบของดนตรีท่ีนักเรียนฟัง ๑) ครนู าำ เพลงท่คี วรคา่ แกก่ ารฟงั เช่น เพลงที่มคี ุณค่า การสอน ผา่ นการแสดงของเพ่อื นรว่ มชนั้ เรยี น วเิ คราะห์ และวจิ ารณ์ - ซิมโฟนี หมายเลข ๕ ของเบโธเฟ่น - คุณภาพของเสียงและความถูกต้องของ (Symphony No.5 by Beethoven) หรือจากการแสดงสด ทาำ ใหน้ กั เรยี นร้จู กั เพลง ระดับเสียง (Intonation) - เชลโลโซนาตา ของบรามส ์ (Cello ที่มีความเปน็ ศลิ ปะชัน้ สงู สามารถวเิ คราะห์ - ความสามารถในการรวมวง (Ensemble) sonata by Brahms) องค์ประกอบ สังคีตลกั ษณ์ของดนตร ี และ - ความเทีย่ งตรงของจงั หวะ (Rhythm) - โซนาตา อิน ดี เมเจอร์ ฟอร ์ ท ู เปยี โน วิจารณไ์ ด้อย่างสรา้ งสรรคอ์ ยา่ งมีมารยาท - อัตราจงั หวะ (Time) เค ๔๔๘ ของโมสารท์ (Sonata in D - การสอื่ อารมณ์ของเพลงจากผู้เล่นดนตรี major for two pianos, k.448 by - สังคีตลักษณ ์ (Form) Mozart) สังคตี ลักษณ์ - เพลงแสนคาำ นงึ ของหลวงประดษิ ฐ ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) - เพลงทำานองหลักและการแปรทำานอง - เพลงเชิดจีน ของพระประดิษฐไ์ พเราะ (Theme and variations) (มี ดุรยิ างกูร) รจู กั เพลงท่มี ีคณุ ค่า - เพลงระบาำ โบราณคด ี ๕ สมัย ของครู - เพลงไทยเดิม มนตรี ตราโมท ให้นักเรียนฟงั วิเคราะห์ - เพลงคลาสสิก (Classical music) วจิ ารณ์ และแลกเปลย่ี นความคิดเห็น

วัตถปุ ระสงค์ มโนทัศน์ องค์ความรู การปฏิบตั ิและการสรางสรรค์ ๒) นักเรยี นได้มโี อกาสบรรเลงเพลงต่อ หน้าช้นั เรยี น และใหเ้ พือ่ นรว่ มชั้น วิจารณ์อยา่ งมีเหตผุ ล และมมี ารยาท ๓) ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพอื่ ให้ นักเรยี น เข้าใจเพลงทำานองหลักและการแปร ทำานอง (Theme and variations) โดย - ใหน้ ักเรยี นฟังเพลงไทย ทบี่ รรเลงด้วย อัตราจังหวะต่าง ๆ - ให้นักเรยี นฟังเพลงทีเ่ ปน็ เพลงทำานอง หลักและการแปรทำานอง ๕) มีความเข้าใจและสามารถนำาความรู้ การแยกแยะวิธกี ำาเนิดเสียง จดั หมวดหมู่ การจาำ แนกประเภทเคร่อื งดนตรี - นักเรียนช่วยกันแบ่งกลุ่มประเภทของ เก่ยี วกบั การกำาเนิดเสยี ง และหนา้ ที่ ประเภทเคร่ืองดนตรีไทยและเคร่ืองดนตรี - ดดี เครอ่ื งดนตรี ตามความคดิ เห็นของ ของเครื่องดนตรีมาใช้ประโยชน์เพื่อ สากลผ่านทางการฟังสอ่ื หรือจากเครือ่ ง - สี นักเรียนแต่ละคนเพ่ือเป็นการเปิดกว้าง การเรยี บเรยี งเพลง ดนตรที ่สี ามารถหาได้ในสงั คม และนำาความรู้ - ตี ทางความคดิ จากนนั้ ครจู งึ นำาเสนอ ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้กับเพลงท่ีอยู่ในบริบท - เป่า รูปแบบการจัดประเภทเคร่ืองดนตรี ชวี ิตประจาำ วนั โดยการเรียบเรยี งเพลงให้ - เครอ่ื งสาย (Strings) มาตรฐานทง้ั ของไทยและสากล เคร่อื งดนตรี และจดั วงดนตรี - เครือ่ งลมไม้ (Woodwind) - เครือ่ งลมทองเหลอื ง (Brass) - เลือกใช้เครื่องดนตรีประเภทต่างๆมา - เคร่อื งตี (Percussion) บรรเลงเพลงให้เกิดความเหมาะสมกับ ประเภทของเคร่อื งดนตรี โดยมคี รู เป็นผู้ช้ีแนะและเปิดกว้างให้นักเรียนได้ คน้ คว้าทดลองการประสมวง ๖) มีความรกั ดนตรี เรียนรู้วฒั นธรรม การขับร้องเพลง และรว่ มกจิ กรรมกลมุ่ เพลงเสริมสรางวฒั นธรรมและความรกั ดนตรี ตัวอย่างเพลง ผ่านเพลงในบริบทชีวิตประจำาวัน โดยนำาเพลงท่ีอยู่ในบริบทชีวิตประจำาวันท่ี - เพลงเทศกาล เพลงเทศกาล รวมทั้งมีความเข้าใจในเนื้อหาและท่ีมา นักเรียนมีความคุ้นเคยและสามารถเข้าถึง - เพลงสมยั นิยม - เพลงใครหนอ ของเพลง ได้ มาจัดกจิ กรรมดนตรี ทำาให้นกั เรียนเกิด - เพลงในวรรณคดี - เพลงค่าน้ำานม

วัตถปุ ระสงค์ มโนทศั น์ องคค์ วามรู การปฏิบัตแิ ละการสรา งสรรค์ - เพลงอม่ิ อุน่ ความเพลดิ เพลิน รักในวิชาดนตรี และม ี - เพลงอื่นๆ ได้แก่ - เพลงพระคุณทส่ี าม ความร้ใู นเน้อื หาและทีม่ าขอเพลง • เพลงชวี ติ - เพลงพรปีใหม่ • เพลงทอ้ งถ่ิน - เพลงสวัสดีปีใหม่ รายละเอียดของเพลง - เพลงราำ วงวนั สงกรานต์ - เน้อื หาและความหมาย - เพลงลอยกระทง - ผู้ประพนั ธ์ - เพลงวนั ครสิ ต์มาส - ความเป็นมา - เพลงหนา้ ที่นักเรยี น - เพลงเยาวชนชาตไิ ทย ๗) ขับรอ้ งเพลงเกยี รติยศ และเพลงพระ- การขบั รอ้ งเพลงเกียรตยิ ศ และเพลงพระ- เพลงเกยี รตยิ ศ เพลงสมัยนิยม ราชนิพนธ ์ โดยออกอกั ขระไดอ้ ยา่ ง ราชนิพนธ ์ โดยเนน้ เร่อื งความแมน่ ยาำ ของ - เพลงเกยี รติยศอื่นๆ - เพลงทะเลใจ ชดั เจน ถูกต้อง ร้องตรงจังหวะ ระดับ จังหวะ ระดบั เสยี ง ความถกู ตอ้ งของภาษา - เพลงพระราชนิพนธ์ - เพลงเยลโล ่ รเี วอร ์ (Yellow River) เสียง และเข้าใจความหมาย และความเขา้ ใจในเนอ้ื หาของเพลง ทาำ ให้ ความถูกตองของเพลง เพลงในวรรณคดี นกั เรียนในฐานะเยาวชนไทยเกดิ ความรกั - ออกอักขระไดช้ ัดเจน - เพลงนำ้าตาแสงไต้ เพลงอนื่ ๆ - เพลงทอ่ี ยใู่ นบริบทสงั คม เพลงเกยี รติยศ - ครูชี้นำาการออกอักขระของเนื้อเพลง ระดับเสียงรวมถึงจังหวะอย่างชัดเจน และถูกต้องพร้อมท้ังอธิบายถึงเนื้อหา ของเพลง

วตั ถปุ ระสงค์ มโนทัศน์ องค์ความรู การปฏบิ ัติและการสรา งสรรค์ - ขับร้องเพลงเกยี รตยิ ศอ่ืน ๆ ได้แก่ และซาบซง้ึ ในพระมหากรณุ าธิคณุ รวมถงึ - ออกอกั ขระไดช้ ัดเจน • เพลงพอ่ แห่งแผ่นดิน พระราชอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของ - ร้องจังหวะอย่างแม่นยำา • เพลงภมู ิแผน่ ดินนวมนิ ทรม์ หาราชา พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั - ร้องตรงระดับเสยี ง • เพลงตน้ ไม้ของพ่อ • เพลงของขวญั จากกอ้ นดนิ เพลงพระราชนิพนธ์ - ครูชี้นำาการออกอักขระของเนื้อเพลง ระดับเสียงรวมถึงจังหวะอย่างชัดเจน และถูกต้องพร้อมทั้งอธิบายถึงเน้ือหา ของเพลง - นกั เรยี นไดม้ โี อกาสใชค้ วามคดิ สรา้ งสรรค์ กับเพลง เชน่ คิดรูปแบบจังหวะเพอ่ื ตบมอื หรือบรรเลงเพลงประกอบจังหวะให้เข้า กบั เพลง เพือ่ ใหเ้ กดิ ความเพลิดเพลนิ

บทที่ ๑ ประเภทและหนา ท่ขี องเครือ่ งดนตรี วตั ถุประสงค มคี วามเขา ใจและสามารถนาํ ความรเู กย่ี วกบั การกาํ เนดิ เสยี งและหนา ทข่ี องเครอ่ื งดนตรมี าใชป ระโยชนเ พอ่ื การเรยี บเรยี งเพลง มโนทศั น การแยกแยะวิธีกาํ เนดิ เสยี ง จัดหมวดหมูประเภทของเคร่อื งดนตรไี ทยและเครือ่ งดนตรีสากล ผานทางการฟง สอื่ หรือ จากเครือ่ งดนตรีท่ีสามารถหาไดในสังคม และนาํ ความรูทไี่ ดรบั มาประยุกตใ ชก ับเพลงที่อยใู นบรบิ ทชวี ิตประจําวนั โดย การเรียบเรียงเพลงใหเครื่องดนตรีและจัดวงดนตรี องคความรู การจาํ แนกเครอ่ื งดนตรปี ระเภท ดดี สี ตี เปา ในดนตรไี ทย และจาํ แนกเครอ่ื งดนตรปี ระเภท เครอ่ื งสาย (Strings) เครอ่ื งลมไม (Woodwind) เคร่อื งลมทองเหลือง (Brass) เครือ่ งตี (Percussion) ในดนตรีสากล ผลการเรยี นรูที่คาดหวัง ๑) แยกแยะประเภทเครอ่ื งดนตรตี ามความรสู ึกจากการฟง ๒) เขยี นบรรยายอตั ลักษณข องเครื่องดนตรที ี่ตนชน่ื ชอบ ๓) จดั วงดนตรตี ามประเภทของเครอื่ งดนตรไี ทย อยา งนอ ย ๓ วง ๔) จัดวงดนตรตี ามหลักเกณฑก ารแบงหนา ทเ่ี คร่ืองดนตรี ไดแก ทํานอง และแนวประกอบ ๕) จัดกจิ กรรมแสดงดนตรีหนาชัน้ เรียนตามหัวขอท่ีกําหนด

๒ ดนตรี ประเภทเครอ่ื งดนตรี กจิ กรรมนาํ การเรียนรู ๑.๑) นักเรยี นแบง กลุม กลุม ละประมาณ ๕ คนฟง เพลงไทยเดมิ และเพลงคลาสสิกตะวันตก จากแผน เสียง จากนน้ั รวม กันอภิปรายถงึ ประเภทของเครื่องดนตรตี ามความรสู ึกวา เปน เครอื่ งดนตรีประเภทใด ( แผนท่ี ๑) ลําดบั ชอื่ เพลง ประเภท เกณฑใ นการจําแนก เคร่ืองดนตรที ค่ี ิดไว ประเภท ๑ ลาวแพน ๒ ซิกอยเนอรไวเซน ของซาราซาเต (Sarasate : Zigeunerweisen) ๑ ๓ ขบั ไมบัณเฑาะว ๒ ๔ โซนาตา ของชูมนั น (Schumann : Sonata) ๓ ๕ แขกมอญ ๔ ๖ ซมั เมอรท าม ของเกิรช วนิ (Gershwin : Summertime) ๕ ๗ ลาวปทุมมาลย ๖ ๘ ฟารนั ดอยล ของบเิ ซต (Bizet : Farandole) ๗ ๙ พญาโศก ๘ ๑๐ คาซาปา ของบารรอิ อส (Barrios : Caazapa) ๙ ๑๐ กจิ กรรมเสริมการเรยี นรู ๑.๒) นักเรียนศึกษาคําอธิบายเร่อื งการจาํ แนกประเภทเคร่อื งดนตรีไทยตามระบบมาตรฐาน พรอ มทั้งฟงเสยี งเครื่อง ดนตรตี ัวอยา งแตละชนดิ จากแผนเสียง ( แผนที่ ๒)

ดนตรี ๓ ประเภทของเครือ่ งดนตรีไทย การจําแนกประเภทของเคร่ืองดนตรีไทยจะยึดวิธีการกําเนิดเสียงเปนเกณฑ์สําคัญซ่ึงสามารถแบงแยกออกเปน ๔ ประเภท ดงั รายละเอยี ดตอไปน้ี ประเภทหลกั ประเภทรอง เครื่องดนตรี รปู คําอธบิ ายเพิ่มเติม ดีด - จะเข้ เปน เครือ่ งดนตรีมี ๓ สาย ใช้ไมด้ ดี ซอดว้ ง ๑ สําหรับดดี ใหเ้ กิดเสยี งดําเนนิ ทํานองแบบเกบ็ บ้างรัวบ้าง เปนเครื่องดนตรีมี ๒ สาย มเี สียงแหลมสูง ๒ ใชค้ นั ชักสีไปที่สายเพ่อื ให้เกดิ เสียง เปน ผนู้ าํ วงในการบรรเลงวงเคร่ืองสาย เครื่องดนตรีมี ๒ สาย มเี สยี งท้มุ กงั วาน กะโหลกทําดว้ ยกะลามะพรา้ ว สี - ซออู้ ๓ การรวมวงมีหนา้ ทบ่ี รรเลงหยอกล้อย่วั เย้า ไปกบั ทาํ นองเพลงเพอ่ื ความสนุกสนาน เครื่องดนตรมี ี ๓ สาย เสยี งไพเราะนมุ นวล กะโหลกทําดว้ ยกะลามะพร้าว ซอสามสาย ๔ มหี น้าที่คลอเสยี งผขู้ ับร้อง และบรรเลงรว มในวงมโหรี ระนาดเอก ๕ ลูกระนาดทําด้วยไม้ไผ หรอื ไม้แกน ระนาดทุ้ม ทําหน้าที่เปนเครือ่ งดนตรนี าํ ในวงปพาทย์ ทําด้วยไม้ ๖ ลกู ระนาดทาํ ด้วยไมไ้ ผบ ง มีเสียงทุ้ม ดาํ เนนิ ทเําพนอื่ อใหงล้เก้อดิขคัดวไปามกสบั นระกุ นาดเอก ฉงิ่ ๗ เครือ่ งดนตรีประเภทตีกาํ กับจังหวะ ทําดว้ ยโลหะ รูปรางคลา้ ยฝาขนมครก ทาํ ด้วย ฉาบ ๘ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทตกี ํากบั จงั หวะ รปู รางคล้ายฉิ่งแตใหญแ ละกว้างกวา ตี โลหะ ฆอ้ งวงใหญ ๙ มลี กู ฆอ้ ง ๑๖ ลกู ในวงดนตรไี ทยมีหน้าที่ ดําเนนิ เนื้อเพลงเพ่อื เปนหลักของวง ฆอ้ งวงเล็ก ๑๐ มีลกู ฆอ้ ง ๑๘ ลกู มีเสยี งแหลมสูง บรรเลงแบบเกบ็ สอด แทรก ในวงปพ าทย์ กลองหุ้มดว้ ยหนงั ทัง้ สองด้าน กลองทัด ๑๑ นิยมใช้หนังววั หรือหนงั ควาย ขึงด้วย เสียงสูงเรยี กวาตัวผู้ เสียงตํ่าเรยี กวาตวั เมีย หนงั รูปรา งยาวเปน ทรงกระบอก กลองแขก ๑๒ ข้ึนดว้ ยหนงั ววั ทง้ั สองดา้ น เสียงสูงเรียกวาตัวผู้ เสยี งตา่ํ เรียกวา ตวั เมีย

๔ ดนตรี ประเภทหลัก ประเภทรอง เครื่องดนตรี รูป คาํ อธิบายเพ่ิมเตมิ หุนกลองทํามาจากไม้หรือดินเผาขนึ้ หนงั ดว้ ย โทน ๑๓ หนังววั หนงั แพะ หรอื หนงั งูเหลือม นยิ ม บรรเลงในวงเคร่อื งสาย ราํ มะนา ๑๓ หุนกลองมขี นาดสนั้ ทาํ จากไมข้ ึงหนงั ตี ขงึ ดว้ ยหนงั หนา้ เดียว ใช้บรรเลงรวมกบั โทน ตะโพน ตวั ตะโพนเรียกวา หนุ ทาํ ด้วยไม้เนอ้ื แข็งขงึ ด้วยหนังวัวหรอื หนงั แกะทงั้ สองด้านหนา้ กลอง ๑๔ ทาด้วยรกั ไว้สาํ หรับตดิ ขกี้ ลอง สว นไม้ด้านลางท่ีรองรบั ตวั ตะโพนนนั้ ไว้ เรียกวา “เท้า” ปใ น มลี กั ษณะบานหัว บานท้าย ตรงกลางปลอ งมี มีลิ้น ๑๕ เสียงใหญแ ละนุมนวล ใชล้ ้ินปส าํ หรับเปาล้ินป เปา ปช วา ทาํ ด้วยใบตาลซอ้ นกนั ๔ ช้ัน มี ๒ ทอ น คอื ทอ นเลาป และทอ นลําโพงใช้ลน้ิ ๑๖ ปสาํ หรับเปา ล้ินปทาํ ด้วยใบตาลซ้อนกนั ๔ ชน้ั ไมมีล้ิน ขลยุ เพยี งออ ๑๗ เปน ขลุย ขนาดกลาง นิยมทาํ ด้วยไมไ้ ผ ใช้เปนหลกั เทียบเสียงในวงเคร่อื งสาย กิจกรรมเสรมิ การเรียนรู ๑.๓) หลงั จากทน่ี กั เรยี นไดฟ้ ง เสยี งเครอ่ื งดนตรี จากกจิ กรรมเสรมิ การเรยี นรทู้ ่ี ๑.๒ แลว้ ใหน้ กั เรยี นเลอื กเครอ่ื งดนตรที ช่ี อบ และวาดรูปเครื่องดนตรพี รอ้ มทั้งเขียนบรรยายอัตลกั ษณ์ (Character) ของเครื่องดนตรีนั้นๆ ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... .......................................................................................................................

ดนตรี ๕ กจิ กรรมเสรมิ การเรียนรู ๑.๔) นกั เรยี นศึกษาการจาํ แนกประเภทเครือ่ งดนตรีสากล พร้อมท้งั ฟงเสยี งเครือ่ งดนตรีตวั อยา งแตล ะชนดิ จากแผน เสียง ( แผน ที่ ๒) ประเภทของเคร่ืองดนตรสี ากล ประเภทหลกั ประเภทรอง เครือ่ งดนตรี รปู คําอธบิ ายเพมิ่ เติม ไวโอลิน ๑๘ วโิ อลา ๑๙ สี เชลโล ๒๐ เชลโล ดบั เบลิ้ เบส ๒๑ ดดี กตี าร์ ๒๒

๖ ดนตรี ประเภทหลัก ประเภทรอง เครื่องดนตรี รูป คาํ อธบิ ายเพมิ่ เตมิ เปน เคร่อื งดนตรที พี่ ฒั นามาจากขลยุ จีนมี ๓ ทอ น ประกอบเขาดวยกนั โดยมสี ว นที่เปน รูเปา ไมมลี น้ิ ฟลูต ทอนกลางมลี ักษณะยาว มีปุม กดตาง ๆ ไมม ลี น้ิ (Flute) ๒๓ สว นทอ นสดุ ทา ยมีปุมกดไมม ากนกั สามารถถอด หรอื ขยับสวนทเ่ี ปน ขอตอ เพอื่ ใหเ สยี งตํ่าลง โอโบ ๒๔ มีรูปรา งเปนทอ กลวงปลายผายออก (Oboe) เหมือนรูปทรงกรวย จัดอยูในตระกูลป ลน้ิ คู เปน เครอ่ื งดนตรที ม่ี ีเสยี งตํ่าท่สี ุด ในตระกลู เครอ่ื งลมไม บาสซนู ๒๕ เคร่อื งเปา ลมไม ทอมีความยาวมาก (Bassoon) เพื่อใหไ ดเ สียงทีต่ ํ่า จงึ ตองมวนทอ เปาทบยอ น ลาํ ตัวของป เพื่อลดขนาดความยาวใหสน้ั ลง คลารเิ นต มลี ักษณะเปนทอ กลวงเทา กัน โดยมีปากเปาและ (Clarinet) ลําโพงอยปู ลายสดุ ลน้ิ ประกอบเขาตรงกนั สว น ๒๖ ปากเปา ดวยแผนโลหะ หรือใชสายรดั ลน้ิ เดย่ี ว สวนลําตวั ของปม ีรูเปด -ปดเสยี ง เพ่ือใหเกดิ เสยี งสูงตาํ่ ได แซกโซโฟน เปนเคร่อื งลมไม ท่ที าํ ดว ยโลหะ (Saxophone) ๒๗ มีลกั ษณะเปน ทอแบบกรวย เปน เครื่องดนตรที ี่ตอ งยายคีย ทรมั เปต มปี ากเปาเปนรปู ถวย และมที อ ทรมั เปต แบบกลวงยาวเทากัน ประกอบดว ยลกู สูบ (Trumpet) ๒๘ ทัง้ หมด ๓ ทอ และเปนเคร่อื งดนตรี ทรอมโบน (Trombone) ทต่ี องยายคีย เครอ่ื งเปา ทรอมโบน มปี ากเปาเปน รูปถวย และมีทอ ทองเหลอื ง แบบกลวงยาวเทากนั มลี กั ษณะสําคัญคือ ใชวธิ กี ารชกั ทอดแตรใหย าวออกหรือส้นั เขา ๒๙ ทําใหสามารถเลนไดครบทกุ ชว งเสียง ซึง่ ตาง กบั เครอ่ื งเปาทองเหลืองชนิดอน่ื ๆ ทใี่ ชล ูกสูบ (ทรอมโบน มีชนิดท่ีเปน ลูกสูบดวย)

ดนตรี ๗ ประเภทหลัก ประเภทรอง เคร่อื งดนตรี รูป คําอธบิ ายทีเ่ พิม่ เติม เฟรนซฮอรน มกี าํ พวดลักษณะรูปกรวย มีทอแตร (French ๓๐ ทขี่ ยายออกไดต ลอดจนถึงปากลาํ โพง horn) เปนแตรทตี่ องยายคยี  ทูบา เคร่ืองเปา (Toba) มีระดับเสยี งตํ่าท่ีสุดในตระกูลเคร่อื งเปา ทองเหลือง ๓๑ ทองเหลอื ง ทอ แตรมีลกั ษณะบานออกปาก เปาเปนรปู ถวย จํานวนลกู สบู มี ๓-๔ ทอ ไซโลโฟน ระนาดฝรัง่ จดั เรียงคยี ด วยรางไมต า งๆ (Xylo- ในลกั ษณะคยี บอรด ของเปยโนมที อ กลวง phone) ๓๒ ทําใหเ กิดเสียงกงั วานอยูสว นลางของราง ซึง่ ทอ นีท้ ําดว ยโลหะสามารถตดี วยหัวไม ทท่ี ําดว ยวัสดตุ า งๆ ได จดั เรียงคลายเปยโน ดว ยแทงไมทเ่ี ทยี บ มารมิ บา เสยี งแลว มีทอโลหะกลวงเพื่อทาํ ใหเ กิด เคร่อื งตี (Marimba) ๓๓ เสียงกงั วานอยสู ว นลางของรางสามารถ ตีดวยหัวไมท ที่ าํ ดวยวสั ดุตา งๆ ได เครือ่ งตหี มุ ดวยหนัง มกั ใชใ นวงออเครสตรา สามารถเลนระดบั เสยี งตา งๆ ได ดว ยกลอง ทมิ ปานี แตล ะใบ มกั จะเรียงกลองใหม ลี ักษณะเปน (Timpani) ๓๔ เสยี งโทนกิ และโดมินนั ทของบนั ไดเสยี ง ในเพลงนนั้ ๆ กิจกรรมเสรมิ การเรยี นรู ๑.๕) หลงั จากทน่ี กั เรยี นไดฟ ง เสยี งเครอ่ื งดนตรี จากกจิ กรรมเสรมิ การเรยี นรทู ่ี ๑.๔ แลว ใหน กั เรยี นเลอื กเครอ่ื งดนตรที ช่ี อบ และวาดรปู เครอื่ งดนตรพี รอ มทง้ั เขยี นบรรยายอตั ลกั ษณ (Character) ของเครอื่ งดนตรีนนั้ ๆ ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... ....................................................................................................................... .......................................................................................................................

๘ ดนตรี หนาทีข่ องเคร่ืองดนตรี กิจกรรมเสริมการเรียนรู ๑.๖) นักเรยี นศึกษาคําอธบิ ายเรอื่ งหนาทขี่ องเคร่อื งดนตรีไทยแตล ะชนดิ เคร่ืองดนตรีไทยแตล ะชนดิ จะมีหนาทใี่ นการบรรเลงท่แี ตกตางกนั ข้นึ อยูกบั ลกั ษณะของการกําเนิดเสยี งและชว ง เสยี งของเครอ่ื งดนตรแี ตล ะเครอื่ ง เชน ดีด สี ตี เปา เสยี งสงู เสยี งตํ่า เปน ตน ซึง่ สามารถแบง ประเภทตามหนา ท่ไี ดดงั น้ี ๑) เครือ่ งดนตรีทด่ี ําเนินทาํ นอง คอื เครือ่ งดนตรีทม่ี ีระดับเสียงตา งๆ สามารถบรรเลงทาํ นองได ๒) เคร่อื งดนตรีประกอบจังหวะ เปน เครื่องดนตรีทไ่ี ดว ิวัฒนาการมาจากการตบมือหรือเคาะจงั หวะ ใชบรรเลง ทํานองเพลงไมได จึงทําหนา ที่เปนเคร่อื งประกอบจังหวะแทน ตารางแสดงการจดั เครือ่ งดนตรเี ขากบั วงดนตรไี ทยประเภทตา งๆ เครื่องสาย ปไมพแาขท็งย ปพ าทย มโหรี เครอื่ งดนตรี เครอ่ื งสาย เครผ่ือสงมสาย ปไมพ นาวทมย นปาพ งาหทงยส  ดกึ ปดพ ําาบทรยรพ มโหรี เครมอื่ โงหใรหี ญ จะเข ซอสามสาย ซอดว ง ซออู ระนาดเอก ระนาดทุม ฆองวงใหญ ฆอ งวงเลก็ ปใน ปชวา ขลยุ เพยี งออ ฉง่ิ กรบั ฉาบ โหมง กลองแขก โทน รํามะนา ตะโพน

ดนตรี ๙ กิจกรรมเสริมการเรียนรู ๑.๗) นกั เรยี นแบงกลุม กลมุ ละประมาณ ๕ คน วางแผนจัดวงดนตรตี ามเครอื่ งดนตรที แี่ บง ไว้ในกจิ กรรมเสรมิ การเรยี นร้ทู ี่ ๑.๖ ประมาณ ๓ วง เชน วงเครือ่ งสายประกอบดว้ ยเครื่องดนตรี จะเข้ ซอดว้ ง ซออู้ ฯลฯ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................................................................ กจิ กรรมเสรมิ การเรียนรู ๑.๘) นกั เรยี นศึกษาคาํ อธิบายเร่อื งหนา้ ที่ของเครือ่ งดนตรีในระบบดนตรสี ากล ทาํ นอง (Melody) คอื ชุดของเสยี งหรอื โนต้ ทเ่ี คลอ่ื นท่ี มีเอกลักษณเ์ ฉพาะตวั ไดย้ ินชัดเจนท่ีสดุ แนวทํานองน้นั อาจมคี วามยาวแตกตา งกนั ไป แตต ้องสามารถหาจดุ เร่ิมต้นและจดุ สุดท้ายของทาํ นองได้ แนวประกอบ (Accompaniment) คอื แนวท่ชี วยเสริมใหบ้ ทเพลงเกิดความไพเราะยิ่งขึน้ ซ่ึงอาจหมายถงึ ทํานองประกอบ เสียงประสาน (Harmony) หรอื การประกอบโดยการใช้เครื่องเคาะตา งๆ ก็ได้ การจัดวงดนตรีระดบั พื้นฐาน ๑) ในการจัดวงดนตรีระดับพื้นฐานนั้นเครื่องดนตรีที่มีระดับเสียงทุกชนิดสามารถทําหน้าที่เปนเครื่อง ดําเนินทํานอง ได้ท้ังหมดโดยชว งใดชว งหนงึ่ ในบทเพลงควรมเี ครื่องดนตรีดําเนนิ ทํานองเดนออกมาเพยี งเครอ่ื งเดยี ว หรอื กลมุ เดียวเพื่อไมให้เกดิ การทบั ซ้อนกันของแนวทํานอง ๒) เคร่อื งดนตรีประกอบจงั หวะทไ่ี มม รี ะดบั เสียง (Non-pitch percussion) สามารถทาํ หน้าทเ่ี ปน แนว ประกอบ (Accompaniment) ได้

๑๐ ดนตรี กจิ กรรมเสรมิ การเรียนรู ๑.๙) นกั เรียนแบงกลมุ กลมุ ละประมาณ ๕ คน เลอื กเพลงประเภทใดก็ได้ท่กี ลุมชน่ื ชอบ และรวมกันอภิปรายเร่อื งการ จัดเครือ่ งดนตรีในวงของตนเองโดยใชห้ ลกั เกณฑ์การแบง หน้าท่เี ครื่องดนตรีตามกจิ กรรมเสรมิ การเรียนรู้ท่ี ๑.๘ จากน้ันแบง หน้าทกี่ นั ฝก ซอ้ มตามเคร่อื งดนตรีท่ถี นัด เพอ่ื เตรยี มการแสดงหนา้ ช้นั เรยี น .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................

บทท่ี ๒ จังหวะในดนตรีไทย วัตถปุ ระสงคการเรียนรู ๑) มคี วามเข้าใจและสามารถบรรเลงจังหวะในดนตรไี ทย มโนทศั น การฟง และแสดงออกทางดนตรีตามลักษณะของดนตรีไทย ทาํ ใหน้ ักเรียนเข้าใจถงึ ลกั ษณะดนตรีตามมาตรฐานของไทย และเข้าใจองคป์ ระกอบทางดนตรีอยา งเปนองคร์ วมเพ่ือเช่ือมโยงความรรู้ ะหวา งดนตรไี ทยและดนตรสี ากล องคความรู จงั หวะในดนตรไี ทย ได้แก จังหวะฉิง่ ฉาบ กรบั โหมง และหน้าทับ ได้แก หน้าทบั ปรบไก และหนา้ ทับสองไม้ ๒) มคี วามรกั ดนตรี เรยี นรวู้ ฒั นธรรมผา นบทเพลงในบรบิ ทชวี ติ ประจาํ วนั รวมทง้ั มคี วามเขา้ ใจในเนอ้ื หาและทม่ี าของเพลง มโนทศั น มคี วามรักดนตรี เรียนรู้วัฒนธรรมผานเพลงในบรบิ ทชวี ติ ประจาํ วนั รวมทง้ั มีความเข้าใจในเนือ้ หาและท่มี าของเพลง องคค วามรู ตัวอยางเพลงเพ่ือการเสรมิ สร้างวัฒนธรรมและความรักดนตรี ผลการเรียนรทู คี่ าดหวัง ๑) ตบจังหวะตามสัญลกั ษณ์ที่กาํ หนดให้ได้ ๒) บนั ทกึ จงั หวะตามประเภทของเครอ่ื งดนตรไี ด้ถกู ต้อง ๓) บรรเลงเครื่องประกอบจังหวะประกอบบทเพลงที่กําหนด

๑๒ ดนตรี รูปแบบจังหวะและความสมั พนั ธของจงั หวะฉ่ิง และกรบั กจิ กรรมนําการเรยี นรู ๒.๑) แบงนกั เรียนเปน ๓ กลมุ ใหท้ กุ กลุมตบมอื พร้อมกันโดยปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนดงั นี้ ๑) กลุมท่ี ๑ ตบจงั หวะดงั น้ี ๒) กลมุ ที่ ๒ ตบจงั หวะดังนี้ ๓) กลมุ ที่ ๓ ตบจงั หวะดงั นี้ หมายเหตุ เครอ่ื งหมาย + หมายถงึ ใหต้ บมอื ๑ ครั้ง เครอื่ งหมาย – หมายถึง ให้หยุดตบมือ ๑ คร้งั กจิ กรรมนาํ การเรยี นรู ๒.๒) แบงนักเรียนออกเปน ๓ กลุม โดยแตละกลมุ รอ้ งเสยี งฉิ่ง ฉับ และกรบั ตามรูปแบบจงั หวะในตารางท่กี ําหนดให้ จงั หวะฉิ่ง ฉิ่ง ฉิ่ง ฉ่ิง ฉิง่ จังหวะฉบั ฉบั ฉับ ฉับ ฉบั จังหวะกรบั กรบั กรบั กรบั กรบั

ดนตรี ๑๓ กจิ กรรมนําการเรียนรู ๒.๓) นกั เรียนรอ้ งหรือตีจังหวะฉิ่ง และจังหวะกรับ โดยมีรปู แบบจงั หวะดงั นี้ จังหวะฉง่ิ ฉิ่ง ฉบั ฉ่ิง ฉบั ฉ่ิง ฉบั ฉ่งิ ฉบั จงั หวะกรับ กรบั กรบั กรับ กรับ หมายเหตุ คาํ วา “ฉิง่ ” หมายถึง ใหร้ อ้ งวา “ฉ่ิง” และ/หรอื ตีฉิง่ แบบเปด ๑ คร้งั คาํ วา “ฉบั ” หมายถงึ ใหร้ ้องวา “ฉบั ” และ/หรอื ตฉี ง่ิ แบบปด ๑ ครง้ั คําวา “กรบั ” หมายถงึ ให้รอ้ งวา “กรบั ” และ/หรอื ตกี รบั ๑ ครง้ั ในจังหวะฉับ เครือ่ งหมาย – หมายถึง ให้หยุด ๑ ครง้ั กิจกรรมนาํ การเรียนรู ๒.๔) นักเรยี นจบั คู แล้วรอ้ งเสียง ฉ่ิง ฉบั และกรับ ตามตารางโดยคนท่ี ๑ รอ้ งเสยี ง ฉิง่ และฉบั คนท่ี ๒ ร้องเสยี ง กรับ จงั หวะฉง่ิ ฉง่ิ ฉับ ฉิง่ ฉบั ฉิง่ ฉบั ฉิง่ ฉับ จังหวะกรบั กรบั กรบั กรบั กรับ รปู แบบจงั หวะและความสมั พนั ธของจังหวะฉิง่ และกรบั ประกอบบทเพลง กิจกรรมนําการเรยี นรู ๒.๕) นักเรียนตีจังหวะฉงิ่ และจังหวะกรบั ประกอบเพลงแขกบรเทศ สองชน้ั ( แผน ที่ ๒ เพลงที่ ๓๕) กิจกรรมนาํ การเรียนรู ๒.๖) นักเรียนเตมิ จังหวะฉง่ิ และกรบั ของเพลงแขกบรเทศ สองชนั้ ใหถ้ กู ต้อง โนต ซ ลลล ด ลลลล ซซซ ล ซ ม มมม ฉง่ิ กรับ โนต - ล ซ ม - ร - ด - ซ - ด - ร - ม - ซ - ล ด ล ซ ม - - - ร - - - ด ฉิ่ง กรับ

๑๔ ดนตรี โนต้ - ม ม ม - ร - ด - ร - ด - ซ - ล ด ล ซ ม - ซ - ล - - ร ด ลด-ร ฉิ่ง ---ด กรบั โน้ต - ล ซ ม - ร - ด - ซ - ด - ร - ม - ซ - ล ด ล ซ ม - - - ร ฉง่ิ กรบั รูปแบบจังหวะและความสัมพันธข องจงั หวะฉิ่ง กรบั ฉาบ และโหมง กจิ กรรมนําการเรียนรู ๒.๗) แบงนักเรยี นออกเปน ๔ กลุม - กลุมที่ ๑ ร้อง และ/หรือ ตี เสียงฉ่งิ - กลมุ ที่ ๒ รอ้ ง และ/หรือ ตี เสียงฉบั - กลุม ท่ี ๓ รอ้ ง และ/หรือ ตี เสยี งกรบั - กลมุ ที่ ๔ ร้อง และ/หรอื ตี เสียงโหมง ให้นกั เรียนทัง้ ๔ กลมุ ร้อง และ/หรอื ตเี สยี งฉงิ่ ฉับ กรบั และโหมง โดยปฏบิ ัติตามรปู แบบจังหวะในตารางทก่ี ําหนดให้ จังหวะฉง่ิ - - - ฉิง่ - - - ฉบั - - - ฉ่งิ - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉ่ิง - - - ฉบั จังหวะกรบั ---- - - - กรับ ---- - - - กรบั - - - - - - - กรบั ---- - - - กรบั จังหวะฉาบ - ฉาบ - - ---- - ฉาบ- - - - - - - ฉาบ- - ---- - ฉาบ- - ---- จงั หวะโหมง ---- ---- ---- - - -โหมง - - - - ---- ---- - - -โหมง รูปแบบจังหวะและความสมั พนั ธของจังหวะฉ่ิง กรบั ฉาบ และโหมง ประกอบบทเพลง กจิ กรรมนําการเรยี นรู ๒.๘) นกั เรียนเตมิ จงั หวะฉ่งิ กรับ ฉาบ โหมง ของเพลงแขกบรเทศ สองชั้น ใหถ้ ูกต้อง ( แผนที่ ๒ เพลงที่ ๓๕ ) โน้ต - - - ซ - ล ล ล - - - ด ล ล ล ล - ซ ซ ซ - ล - ซ - - - ม - ม ม ม ฉ่ิง กรบั ฉาบ โหมง

ดนตรี ๑๕ โน้ต - ล ซ ม - ร - ด - ซ - ด - ร - ม - ซ - ล ด ล ซ ม - - - ร - - - ด ฉ่งิ กรับ ฉาบ โหมง โน้ต - ม ม ม - ร - ด - ร - ด - ซ - ล ด ล ซ ม - ซ - ล - - ร ด ล ด - ร ฉ่งิ กรับ ฉาบ โหมง โนต้ - ล ซ ม - ร - ด - ซ - ด - ร - ม - ซ - ล ด ล ซ ม - - - ร - - - ด ฉ่ิง กรับ ฉาบ โหมง รปู แบบจังหวะและความสัมพันธของจงั หวะฉงิ่ กรับ และหนาทับปรบไก กิจกรรมนาํ การเรียนรู ๒.๙) นักเรียนศึกษาจังหวะหนา้ ทับปรบไกต ามตารางทีก่ ําหนดให้ ฉ่ิง - - - ฉ่งิ - - - ฉับ - - - ฉ่ิง - - - ฉบั - - - ฉิง่ - - - ฉบั - - - ฉง่ิ - - - ฉบั กรับ ---- - - - กรบั - - - - - - - กรับ ---- - - - กรับ ---- - - - กรับ หนา้ ทับ - ท่ัง - ติง - โจะ -จะ - โจะ - จะ - โจ - จะ - ติง - ทง่ั - ตงิ - ตงิ - ท่ัง - ตงิ - ตงิ - ท่งั

๑๖ ดนตรี กจิ กรรมนาํ การเรียนรู ๒.๑๐) แบง นกั เรยี นออกเปน ๒ กลมุ โดยให้ กลมุ ท่ี ๑ รอ้ งเสยี ง ทง่ั และจะ กลมุ ท่ี ๒ รอ้ งเสยี ง ตงิ และโจะ จากนน้ั จงึ รอ้ งรวมกนั ฉงิ่ - - - ฉง่ิ - - - ฉบั - - - ฉิง่ - - - ฉับ - - - ฉงิ่ - - - ฉบั - - - ฉิ่ง - - - ฉบั กรบั ---- - - - กรับ ---- - - - กรับ ---- - - - กรบั - - - - - - - กรับ - ทั่ง - - - - - จะ - - - จะ - - - จะ - - - ทงั่ - - - - - ทง่ั - - - - - ทัง่ หน้าทับ - - - ติง - โจะ - - - โจะ - - - โจ - - - ตงิ - - - ตงิ - ตงิ - - - ติง - ติง - - กิจกรรมนาํ การเรียนรู ๒.๑๑) นักเรยี นรวมจังหวะของหน้าทบั ปรบไกท ้ังหมดใหอ้ ยใู นบรรทดั เดยี วกนั หน้าทับ รูปแบบจงั หวะและความสมั พันธข องจงั หวะฉิง่ กรบั และหนาทับปรบไก ประกอบบทเพลง กจิ กรรมนําการเรียนรู ๒.๑๒) นกั เรยี นตจี งั หวะฉง่ิ ฉาบ กรบั โหมง และหนา้ ทบั ประกอบเพลงแขกบรเทศ สองชน้ั ( แผน ท่ี ๒ เพลงท่ี ๓๕) กจิ กรรมนําการเรียนรู ๒.๑๓) นกั เรียนฟง เพลงแขกบรเทศ สองชั้น แลว้ เตมิ จังหวะฉิ่ง กรับ ฉาบ โหมงและหน้าทบั ปรบไก ลงในชองวางให้ ถกู ต้อง เพลงแขกบรเทศ สองชน้ั ทอ น ๑ โนต้ ---ซ -ลลล ---ด ลลลล -ซซซ -ล-ซ ---ม -มมม ฉิง่ กรบั หน้าทบั โน้ต -ลซม -ร-ด -ซ-ด -ร-ม -ซ-ล ดลซม ---ร ---ด ฉง่ิ กรบั หน้าทับ

ดนตรี ๑๗ เพลงแขกบรเทศ สองช้นั ทอ น ๒ โน้ต -มมม -ร-ด -ร-ด -ซ-ล ดลซม -ซ-ล --รด ลด-ร ฉ่งิ กรบั หน้าทบั โน้ต -ลซม -ร-ด -ซ-ด -ร-ม -ซ-ล ดลซม ---ร ---ด ฉิ่ง กรบั หน้าทบั รปู แบบจังหวะและความสัมพันธของจงั หวะฉิง่ กรับ และหนาทบั สองไม กิจกรรมนําการเรยี นรู ๒.๑๔) นกั เรียนศกึ ษาจังหวะหน้าทบั สองไมต้ ามตารางที่กําหนดให้ ฉิง่ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิง่ - - - ฉบั - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉง่ิ - - - ฉับ กรบั ---- - - - กรับ - - - - - - - กรับ - - - - - - - กรับ - - - - - - - กรับ หน้าทับ - -โจะ จะ ตงิ ตงิ -ตงิ - -โจะจะ ติงติง-ท่ัง - -โจะจะ ติงตงิ -ติง - -โจะ จะ ตงิ ติง-ท่งั กจิ กรรมนาํ การเรียนรู ๒.๑๕) แบง นักเรียนออกเปน ๒ กลุม โดยให้ กลมุ ท่ี ๑ รอ้ งเสียง ตงิ และโจะ กลมุ ท่ี ๒ ร้องเสียง ทั่งและจะ จากนน้ั จึง รอ้ งรวมกนั ฉ่งิ - - - ฉงิ่ - - - ฉบั - - - ฉิง่ - - - ฉับ - - - ฉง่ิ - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ กรับ ---- - - - กรบั ---- - - - กรบั - - - - - - - กรับ ---- - - - กรับ - - โจะ- ตงิ ตงิ -ติง - - โจะ - ติงติง - - ตงิ -โจะ - ตงิ ตงิ -ติง - - โจะ- ตงิ ตงิ - - หนา้ ทับ - - - จะ ---- - - - จะ - - - ทงั่ - - - จะ ---- - - - จะ - - - ทงั่

๑๘ ดนตรี กิจกรรมนําการเรียนรู ๒.๑๖) นักเรยี นรวมจงั หวะของหน้าทับสองไม้ทงั้ หมดให้อยูในบรรทัดเดียวกัน หน้าทับ รูปแบบจังหวะและความสัมพนั ธข องจงั หวะฉิง่ กรบั และหนา ทบั สองไม ประกอบบทเพลง กจิ กรรมนําการเรยี นรู ๒.๑๗) นักเรยี นฟงเพลงคลน่ื กระทบฝง สองช้ัน แล้วเติมจังหวะฉง่ิ กรับ ฉาบ โหมง และหนา้ ทับสองไม้ ลงในชอ งวา งใหถ้ กู ตอ้ ง ( แผนท่ี ๒ เพลงที่ ๓๖) เพลงคลื่นกระทบฝง สองช้นั ทอน ๑ โนต้ ---ด -ดดด -ซ-ล -ซ-ด -มซล -ด-ร -ม-ร -มมม ฉิ่ง ---- -มมม --รด --รม ---ร ---ม ---ซ ---ล กรบั ---ล -มรด -ล-ด ---- -ลดร ดทลซ -ซ-ด รมฟซ หนา้ ทับ -ซ-ด รมฟซ -ซซซ -ซ-ซ โน้ต ฉ่งิ กรับ หนา้ ทับ โนต้ ฉิง่ กรบั หน้าทับ โน้ต ฉง่ิ กรบั หน้าทบั

ดนตรี ๑๙ เพลงคล่ืนกระทบฝง สองชนั้ ทอน ๒ โน้ต - - - ม - - - ร - - - ด - - - ล - - - - - ด - ร - ม - ร - ด - ล ฉิ่ง กรบั หนา้ ทบั โนต้ ---ด ---ฟ --ลซ ฟซ-ล ---ม ---ร ---ด ---ล ฉง่ิ ---ล -มรด -ล-ด ---- -ลดร ดทลซ -ซ-ด รมฟซ กรับ -ซ-ด รมฟซ -ซซซ -ซ-ซ หน้าทบั โนต้ ฉิง่ กรบั หนา้ ทบั โน้ต ฉง่ิ กรบั หน้าทบั กจิ กรรมเสรมิ การเรยี นรู ๒.๑๘) นกั เรยี นศกึ ษาคําอธิบายเรือ่ งองค์ประกอบของดนตรไี ทย

๒๐ ดนตรี องคป ระกอบของดนตรไี ทย ๑) เสยี งของดนตรไี ทย ประกอบดว้ ยระดบั เสยี ง ๗ เสยี ง แตล ะเสยี งมชี ว งเสยี งหา งเทา กนั ทกุ เสยี งและมชี อ่ื เรยี กแตกตา งกนั ไป ๒) จังหวะของดนตรไี ทย จังหวะในทีน่ ห้ี มายถึงความสมํา่ เสมอของจังหวะเปน ตวั กําหนดใหผ้ บู้ รรเลงใช้เปนหลกั ในการ บรรเลงเพลงได้พร้อมเพรียงกนั จงั หวะของดนตรีไทยจาํ แนกได้ ๓ ประเภท คือ ๒.๑) จงั หวะสามญั หมายถงึ จังหวะทั่วไปทีน่ กั ดนตรียดึ เปนหลักสําคญั ในการบรรเลงและขบั ร้องโดยปกติ จงั หวะสามญั ท่ใี ช้กนั ในวงดนตรจี ะมี ๓ ระดบั คือ - จงั หวะชา้ ใชก้ ับเพลงทีม่ ีอตั ราจังหวะ สามช้ัน - จงั หวะปานกลาง ใช้กบั เพลงที่มีอตั ราจงั หวะ สองช้ัน - จังหวะเรว็ ใช้กบั เพลงท่ีมอี ตั ราจังหวะ ช้นั เดยี ว ๒.๒) จงั หวะฉิง่ หมายถงึ จงั หวะที่ใชฉ้ ง่ิ เปน หลักในการตี เสยี งฉ่งิ เปน จังหวะเบา เสยี งฉับเปน จงั หวะหนกั โดยปกติจังหวะฉิ่งจะตี “ฉิ่ง…ฉับ” สลับกันไปตลอดทั้งเพลง แตจะมีเพลงบางประเภทที่ตีเฉพาะ “ฉิ่ง” ตลอดบทเพลง บางเพลงตี “ฉ่งิ ฉง่ิ ฉับ” ตลอดทั้งเพลง หรอื อาจจะตีแบบอ่นื ๆ ก็ได้ ซ่ึงผู้ฟง จะใช้เปนแนวในการพิจารณาวา ชว ง ใดเปนอัตราจังหวะ สามชั้น สองชั้น หรอื ชน้ั เดยี ว เพราะฉงิ่ จะตีเพลงสามช้ันให้มีชวงหา งตามอัตราจงั หวะของเพลง หรอื ตเี รว็ กระชั้นจังหวะ ในเพลงท่ีมีอัตราชั้นเดียว ๒.๓) จังหวะหน้าทับ หมายถงึ จังหวะทีเ่ กิดจากเครอ่ื งดนตรีทข่ี งึ ด้วยหนงั เลยี นเสียงมาจากทับ เชน ตะโพน กลองแขก ใช้เพื่อบอกสดั สวนและประโยคของบทเพลง มแี บบแผนสําหรับตปี ระจําเพลงตา งๆ ผตู้ ีจะต้องตกี าํ กบั จงั หวะ ให้ถกู ต้องและกลมกลืนกับทํานองเพลง หน้าทับจงึ เปรียบเสมอื นผกู้ ํากบั สาํ คญั ของการขบั รอ้ งและบรรเลง หน้าทับสามญั แบง ออกเปน ๒ ประเภท คือ หนา้ ทบั ปรบไก และหนา้ ทับสองไม้ หนาทบั ปรบไกสองชน้ั - ทั่ง - ติง - โจะ - จะ - โจะ - จะ - โจะ - จะ - ติง - ทัง่ - ตงิ - ตงิ - ทัง่ - ตงิ - ติง - ทง่ั หนาทับสองไม ตงิ ติง-ตงิ --โจะ จะ ตงิ ตงิ -ท่ัง --โจะจะ เกร็ดความรู เพลงแขกบรเทศ สองชน้ั เปน เพลงทาํ นองเกา ไมทราบนามผ้แู ตง มักนิยมนาํ ไปบรรเลงประกอบการแสดงโขน ละครหรอื การรําอวยพร เพลงคล่ืนกระทบฝง สองชนั้ เปน เพลงทํานองเกา ไมท ราบนามผู้แตง เปนเพลงหนงึ่ ในเพลงตบั ววิ าห์พระสมุทร ประกอบดว้ ยเพลงคลนื่ กระทบฝง เพลงบงั ใบ และเพลงแขกสาหรา ย

บทท่ี ๓ การบันทกึ จังหวะแบบดนตรสี ากล วตั ถุประสงคการเรียนรู ๑) บนั ทึกโน้ตดนตรีตามระบบการบันทึกโนต้ สากล มโนทศั น การนําเพลงท่อี ยูในบริบทชีวิตประจําวันมาบันทึกองค์ประกอบของดนตรีตามระบบการบันทึกโน้ตสากลอยางถูกต้อง ทาํ ใหน้ กั เรยี นมคี วามเขา้ ใจถงึ เหตผุ ลในการบนั ทกึ สญั ลกั ษณ์ และการนาํ โนต้ ดนตรที ม่ี อี ยมู าบรรเลงในเพลงไดอ้ ยา งถกู ตอ้ ง องคค วามรู - การบนั ทกึ จงั หวะแบบดนตรีสากล - เครอ่ื งหมายประจาํ จังหวะ อัตราจังหวะธรรมดา (Simple time signature) - สัญลักษณ์แสดงความดงั เบา (Dynamic term) ๒) มคี วามรกั ดนตรี เรยี นรวู้ ฒั นธรรมผา นบทเพลงในบรบิ ทชวี ติ ประจาํ วนั รวมทง้ั มคี วามเขา้ ใจในเนอ้ื หาและทม่ี าของเพลง มโนทศั น มีความรกั ดนตรี เรียนรู้วฒั นธรรมผา นเพลงในบรบิ ทชวี ติ ประจําวนั รวมท้งั มคี วามเขา้ ใจในเนือ้ หาและทมี่ าของเพลง องคค วามรู ตวั อยา งเพลงเพ่ือการเสรมิ สรา้ งวัฒนธรรมและความรักดนตรี ๓) ขับร้องเพลงเกยี รติยศ และเพลงพระราชนิพนธ์ โดยออกอกั ขระไดอ้ ยางชดั เจน ถูกตอ้ ง ร้องตรงจงั หวะ ระดับเสียง และเข้าใจความหมาย มโนทัศน การขบั รอ้ งเพลงเกยี รตยิ ศ และเพลงพระราชนพิ นธ์ โดยเนน้ เรอ่ื งความแมน ยาํ ของจงั หวะ ระดบั เสยี ง ความถกู ตอ้ งของภาษา และความเขา้ ใจในเนอื้ หาของเพลง ทาํ ใหน้ กั เรยี นในฐานะเยาวชนไทยเกดิ ความรกั และซาบซง้ึ ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ รวมถงึ พระราชอจั ฉรยิ ภาพทางดา้ นดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว องคค วามรู ตัวอยา งเพลงเกยี รตยิ ศ และเพลงพระราชนิพนธ์ ผลการเรียนรทู ่คี าดหวัง ๑) ร้องเพลงและตบมอื ตามสัญลกั ษณ์ทางดนตรที ี่ถูกบันทึก ๒) ระบชุ ีพจรจังหวะจากบทเพลงที่ได้ฟงไดอ้ ยางถูกตอ้ ง ๓) บันทกึ จงั หวะแบบดนตรสี ากลตามวรรคเพลง หรือบทเพลงท่ีถูกคดั เลือกมา ๔) บันทกึ เครือ่ งหมายแสดงความดงั เบาในรูปแบบของดนตรีสากล ๕) จัดกจิ กรรมแสดงดนตรีหนา้ ช้นั เรยี นตามหวั ขอ้ ที่กาํ หนด

๒๒ ดนตรี กจิ กรรมนาํ การเรยี นรู ๓.๑) นักเรียนแบง กลุม กลุม ละประมาณ ๕ คน ฟง เพลง ๖ เพลงทกี่ ําหนดใหไ้ ดแ้ ก เพลงเราสู้ เพลงลมหนาว เพลงชาติ เพลงตน้ ไม้ของพอ เพลงแผน ดนิ ของเรา และเพลงน้าํ ตาแสงไต้ จากแผนเสยี ง โดยร้องและตบมอื ตามสัญลักษณ์ท่ี บันทกึ ในตารางด้านลางตอไปนี้ คําอธบิ ายเพ่มิ เตมิ เครื่องหมาย + หมายถงึ การให้ตบมือดงั เครอื่ งหมาย - หมายถงึ การใหต้ บมือเบา นกั เรียนรว มกันอภิปรายถงึ จํานวนชพี จรจงั หวะในแตล ะห้องของบทเพลง เพลงเราสู ( แผน ที่ ๒ เพลงที่ ๓๗) ทํานอง : พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู ัว ภูมิพลอดลุ ยเดช คํารอ้ ง : นายสมภพ จันทรประภา บรรพบุ รุษ ของ ไทย แตโบ ราณ ___ - + - +- +- + ___ ___ ปก บ้าน ปอง เมอื ง คมุ้ เหยา้ - + - +- +- + ___ ___ เสีย เลอื ด เสีย เนอื้ มใิ ช เบา - + - +- +- + ___ หนา้ ที่ เรา _รกั ษา สืบ ไป - +- +- +- + ___ ___ ลกู หลาน เหลน โหลน ภาย หน้า - + - +- +- + ___ ___ จะได้ มี พสุ ธา อา ศัย - + - + - +- + ___ __อ นา คต จะตอ้ ง มปี ระ เทศ ไทย - + - +- +- +

ดนตรี ๒๓ __มิ ยอม ให ผู ใด มาทํา ลาย ___ + - + - +- +- __ถึง ขู ฆา + - + ลาง โคตร ก็ไม หวน่ั ___ - +- +- __จะ สู กัน ไม หลบ หนี หาย ___ + - +- +- +- __สู __ตรง น้ี สู _ที่ น่ี สู _จน ตาย ___ + - +- +- +- __ถึง เปน คน สุด ทา ยก็ ลอง ดู ___ - + - +- +- + ___ บาน เมือง เรา เราตอ ง __รกั ษา ___ + - +- +- + - อยาก ทาํ ลาย เชญิ มา เรา สู ___ + - +- +- + - ___ เกียรติ ศกั ด์ิ ของ เรา เราเชิด ชู ___ + - +- + -+ - เรา สู ไม ถอย จน กาว เดียว ___ + - +- +- +- เกรด็ นารู เพลงเราสู เปน เพลงพระราชนิพนธล าํ ดบั ท่ี ๔๔ ทรงพระราชนพิ นธ ซึ่งนายสมภพ จนั ทรประภา เปน ผูป ระพนั ธค ํารอ ง

๒๔ ดนตรี เพลงลมหนาว ( แผน ที่ ๒ เพลงที่ ๓๘) ทํานอง : พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห วั ภมู พิ ลอดุลยเดช คาํ รอ้ ง : ทานผหู้ ญิงสมโรจน์ สวัสดกิ ลุ ณ อยุธยา ยาม ___ ลม หนาว ___ พัดโบก โบย ___ โชย + - - +- - +- - ชื่น ___ ___ เหลา ___ ส กุณ ___ รอ้ งรื่น + - - +- - +- - รมย์ ___ ___ ___ ___ ___ หมู ___ ดอก + - - +- - +- - ไม้ ___ ชวน ภ มร ___ รอน ชม ___ ___ + - - +- - +- - ชาง ___ สุข สม เพลนิ ตา นา ดู ชู + - - +- - +- - ใจ ___ ___ โอ้ ___ รักเจา้ เอย ___ ยาม + - - +- - +- - รัก __สม ดังฤ ทยั ___ ___ พศิ ___ ดสู ่งิ + - - +- - +- - ใด __ก็ แลวิ ไล ___ แจมใส ครัน ___ ___ + - - +- - +- - อนั ___ ความ รกั ___ แม้จะ พา ___ ใจ + - - +- - +- - ฝน ___ เมื่อรัก น้ัน ___ สขุ สม ___ จติ + - - +- - +- -

ดนตรี ๒๕ ปอง ___ ___ ___ ___ ___ ยาม ___ ลม + - - +- - +- - ฝน ___ พดั โบก โบย ___ กระ หนาํ่ ___ ___ + - - +- - +- - หยด ___ หยาด นาํ ___ นํา้ หลั่ง นอง ___ ___ + --+ --+ -- ___ ___ ___ ผง้ึ ___ ภู ท้งั ___ วิหค + --+ -- + -- เหงา ___ เศรา้ หมอง ___ ___ เกลื่อน ___ กลาด + - - +- - +- - ผอง มา ลี รว ง โรย ลง ดนิ ___ ___ + -- +- - +- - เหมอื น ___ รกั ผิด หวัง ___ เปรียบ ดัง _หวั ใจพงั + --+ -- + -- ภิณท์ ___ ___ นาํ้ ___ ตาหล่ัง รนิ _และ ลามไหล + - - +- - +- - เพยี ง ___ หยาดฝน ปราย ___ ___ อนั ___ ความ + - - +- - +- - รัก ___ แม้นไม เปน ___ ดัง หมาย ___ ตราบวัน + - - +- - +- - ตาย ___ ชพี ขม ___ ขนื่ เอย ___ ___ + - - +- - +- - ___ ___ ___ + --

๒๖ ดนตรี เกร็ดนา รู เพลงลมหนาว เปนเพลงพระราชนิพนธล์ าํ ดบั ท่ี ๑๙ คําร้องภาษาองั กฤษ ประพนั ธ์โดยพระเจา้ วรวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ จักรพันธ์เพ็ญศริ ิ นิพนธ์ คาํ รอ้ งภาษาไทย ประพันธ์โดยทานผู้หญิงสมโรจน์ สวสั ดิกลุ ณ อยุธยา เพลงชาติ ( แผน ท่ี ๒ เพลงที่ ๓๙) ทาํ นอง : พระเจนดุรยิ างค์ (ปติ วาทยะกร) คาํ รอ้ ง : พนั เอกหลวงสารานปุ ระพนั ธ์ (นวล ปาจณิ พยคั ฆ)์ _ประ เทศ ไทย รวมเลอื ด เน้ือ ชาติเชือ้ ไทย ___ +- +- +- +- ___ เปน ประ ชา รัฐ _ผ ไทของ ไทยทกุ สว น + - +- +- +- ___ อยูดํา รง คง ไว้ ไดท้ ้ัง มวล ___ + - +- +- +- ___ ด้วยไทย ลว้ น หมาย ___ รักสา มัค ___ + - + - +- + - คี ไทยนี้ รกั ส งบ ___ แตถ ึง รบไม ขลาด + - +- +- +- ___ เอก ราช จะไม ให้ ใครขม ข่ี ___ -+ - + - +- + _ส ละ เลอื ด ทกุ หยาดเปน ชาติ พลี ___ + - +- +- +- _เถ_ลงิ ลิงประ เทศชาติ ไทยท วีมี ชยั ช โย ___ + - + - + -+ - ___ ___ + -

ดนตรี ๒๗ เพลงตน ไมข องพอ ( แผนที่ ๒ เพลงท่ี ๔๐) ทาํ นอง : อภไิ ชย เย็นพูนสุข คาํ รอง : นติ ิพงษ หอ นาค - อภิไชย เยน็ พูนสขุ ___ ___ __นาน มาแลว ___ ___ ___ ___ + - -- + - - - พอ ได ปลูกตน ไมไว ใหเรา ___ ___ ___ ___ + - -- + - - - เพ่ือวัน หน่งึ จะ บงั ลมหนาว ___ ___ ___ __และ + - -- + - - - คอยเปน รม เงา ___ _ปลกู ไวเพือ่ พวกเรา _ทกุ ทกุ คน + - - - +- - - ___ ___ ___ ___ พอ ใช เหงอื่ แทน นา้ํ รด ลงไป + - - - +- - - ___ ___ ___ ___ เพอื่ ให ผลิดอก ใบ ออกผล + - - - +- - - ___ ___ ___ __ให เราทุก ทุกคน ___ __เตบิ + - - - +- - - โตอยาง รม เย็น _ใน บา นเรา ___ ___ ___ ผา นมา + - -- + - - - แลวหา สบิ ป ___ _ตน ไมน ั้น สูงใหญ ___ ___ + - - - +- - - ลมแรง เทาใด _ก็ บรรเทา ___ ___ ___ _ออก + - -- + - - - ผลให เกบ็ กนิ ___ _แตก ใบเพอื่ ใหรม _เงา ___ + - - - +- - - คอยดู แลเรา ___ ใหเ รา ยัง มวี ัน ___ ตอ ไป + - - - +- - -

๒๘ ดนตรี ___ ___ ___ จนวัน น้ี ___ ___ ___ + - - - +- - - ใตเ งา แหง ตน ไม ตน ใหญ ___ ___ ___ ___ + - - - + - - - ลูกได อยูไ ด คอย อาศยั ___ ___ ___ _แผน + -- - + - - - ดนิ ยงั กวางไกล ___ _แต เหมือนวา หัวใจ _พอ กวา งกวา + - - - +- - - ___ ___ ___ ___ ลกู ที่ เกิดตรง น้ีนัน้ ยงั อยู + - - - +- - - ___ ___ ___ ___ และยงั อยเู พ่ือ คอย รักษา + - - - +- - - ___ ___ ___ __จะ รวมใจ เขามา ___ _จะ + - - - + - - - มเี พียง สัญญา _ใน หวั ใจ ___ ___ ___ จากวนั + - - - + - - - นสี้ กั หมน่ื ป ___ _ตน ไมท่ี พอปลกู ___ _ตอ ง + -- - +- - - สวยตอ ง งดงาม _และ ย่ิงใหญ ___ ___ ___ _สืบ + -- - + - - - สานและ ติดตาม ___ _จาก รอยท่ี พอ ตง้ั _ใจ _เหง่อื + - - - +- - - เราจะ เทไป ___ ใหต น ไม ของพอ ___ ___ + -- - +- - - _ยงั งด งาม ___ ___ ___ ___ ___ + -- - + - - -

ดนตรี ๒๙ เพลงแผนดินของเรา ( แผน ที่ ๒ เพลงที่ ๔๑) ทํานอง : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห ัว ภูมิพลอดลุ ยเดช คํารอ้ ง : ทานผูห้ ญิงมณีรตั น์ บุนนาค ถึง อยู แคว้น ใด ___ ___ ไม สขุ สาํ + - - +- - +- - ราญ ___ ___ เหมือน อยู บ้าน เรา _ช่นื ฉํ่าค่ํา + - - +- - +- - เช้า ___ สขุ ทวี ___ ___ ทรัพย์ จาก ผนื + - - +- - +- - ดนิ ___ ___ สิน จาก น ที ___ ___ + - - +- - +- - มี สทิ ธิ์ เส รี สนั ติ ครอง ___ ___ + - - +- - +- - เมอื ง ___ ___ เรา มี ปา ไม้ ___ อยู + - - +- - +- - สม ___ ___ บูรณ์ ___ ___ ไร นา สด + - - +- - +- - ใส ___ ใต้ ฟา ___ ___ เรือง ___ ___ + - - +- - +- - โบ ราณ ส ถาน ___ สอ ง นาม ___ ___ + - - +- - +- - ประเทือง ___ เกยี รตเิ มอื ง ไทย ข จร ไป ท่ัว แดน + - -+ - - +- -

๓๐ ดนตรี ไกล ___ ___ ___ ___ ___ รกั ชาติ ของ + - - +- - +- - เรา ___ ___ ไว้ เถิด ผอง ไทย ___ ___ + - - +- - +- - ผนื แผน แหลม ทอง _รวม พีร่ วม น้อง ___ ดว้ ย + - - +- - +- - กัน ___ ___ รัก เกียรติ รกั วงศ์ ___ ___ + - - +- - +- - เสรมิ สง สัม พนั ธ์ ___ ___ ทูน เทิด เมอื ง + - - +- - +- - ไทย นนั้ ให้ ยืน ___ ___ ยง ___ ___ + - - +- - +- - เกรด็ นา รู เพลงพระราชนิพนธ แผน ดนิ ของเรา หรือ Alexandra เปนเพลงพระราชนิพนธ์ ลาํ ดบั ท่ี ๓๔ คาํ รอ้ งภาษาอังกฤษ ประพนั ธโ์ ดย หมอ มราชวงศ์เสนยี ์ ปราโมช ภายหลัง ทานผู้หญิงมณรี ัตน์ บุนนาค ได้ประพนั ธ์คําร้องภาษาไทย

ดนตรี ๓๑ เพลงน้ําตาแสงไต ( แผนท่ี ๒ เพลงท่ี ๔๒) ทํานอง : มารุต และเนรมติ คํารอง : สงา อารมั ภีร นวล ___ เจา พ่ี เอย ___ ___ คาํ +- - - + --- นอง ___ ___ ___ ___ _เอย ลํา้ ครา่ํ + - - - +- - - ครวญ ___ ___ ถอ ย คาํ ___ เหมือน จะ + ---+ -- - ชวน ___ ใจ พี่ หวน ___ ครวญ คร่าํ อา + - - - +- - - ลัย ___ ___ นํ้า ตา ___ ___ อาบ + - - - +- - - แกม ___ ___ เพียง แซม ___ ___ ___ + - - - +- - - ___ _เพชร ___ ___ ไสว ___ ___ วาว + ---+ --- วับ ___ จบั หัว ใจ ___ เคลา แสง + ---+ -- - ไต ___ งาม จบั ตา ___ ___ ___ + - - - +- - - นวล ___ ___ แสง เพชร ___ ___ เกล็ด + - - - +- - -

๓๒ ดนตรี แกว้ ___ ___ อนั ลํา้ คา ___ ___ ___ + - - - +- - - ครา ___ เมื่อ ___ แสง ___ ไฟ สอ ง + - - - +- - - มา _แวว วาวชวน ชื่น ชม ___ ___ น้ํา + - - - +- - - ตา ___ ___ แสง ไต้ ___ ___ ดื่ม + - - - +- - - ใจ _พี่ ร้าว ระ บม ___ ___ ไม + - - - +- - - อยาก _พราก ขวัญ ภิ รมย์ ___ จาํ ใจ +- - - + --- ขม ___ ใจไป จาก นวล ___ ___ ___ + - - - +- - - นวล ___ เจา้ พ่ี เอย ___ ___ ___ +- - - + --- นวล ___ เจ้า พ่ี เอย ___ ___ ___ +- - - + --- กิจกรรมนาํ การเรียนรู ๓.๒) นักเรยี นเขยี นจาํ นวนชพี จรจังหวะในแตละหนึง่ ห้องลงในตาราง เพลง จาํ นวนชีพจรจังหวะในหน่งึ หองเพลง เพลงเราสู้ เพลงลมหนาว เพลงชาติ เพลงต้นไมข้ องพอ เพลงแผนดนิ ของเรา เพลงน้ําตาแสงไต้

ดนตรี ๓๓ กิจกรรมเสริมการเรยี นรู ๓.๓) ศกึ ษาความหมายของชพี จรจงั หวะอตั ราจงั หวะ และเครอ่ื งหมายประจาํ จงั หวะอตั ราจงั หวะธรรมดา (Simple time signature) ชีพจรจังหวะ (Beat) บางครั้งเมื่อเราไดฟงเพลงที่ชอบ เรามักจะตบมือหรือเคาะเทาไปพรอมๆ กับการรองเพลงตามเสียงที่ไดยิน ใหสังเกตวาการตบมือหรือเคาะเทานั้น เรามักจะตบหรือเคาะเปนระยะหางที่เทาๆ กัน หรือเปนจังหวะเทาๆ กัน ซึ่งจังหวะที่เทากันนั้น เรียกวาชีพจรจังหวะ ในบทเพลง ชีพจรจังหวะจะตอ งมอี ัตราคงท่ีอยูเสมอ ไมเปน ลกั ษณะทม่ี คี วามเรว็ เปล่ยี นแปลง เชน เร็วข้นึ หรือชาลง ยกเวนแตวาผูประพันธเพลงตองการใหมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วของชีพจรจังหวะ ซึ่งมักจะมีการระบุ เอาไวใ หเหน็ ไดชัดเจน ในการฟง รอ ง เลน เครอ่ื งดนตรนี นั้ ชพี จรจงั หวะจะตองมีอัตราทีค่ งท่ี แตค วามชา เรว็ ของชพี จรจงั หวะ (Tempo) อาจมคี วามหลากหลายไดต ามการแสดงออกของแตล ะบุคคล ซง่ึ ความชา เรว็ ของชพี จรจังหวะนจี้ ําเปน ตองมรี ะยะหาง คงท่เี สมอ ประเภทของชพี จรจังหวะ แบงไดเปนสองประเภทไดแก ๑) ชพี จรจังหวะหนกั (Strong beat) ๒) ชีพจรจังหวะเบา (Weak beat) หองเพลง (Measure) เราสามารถทราบไดวา หองเพลงขึ้นและจบที่ไหนไดจากการตบมือหรือเคาะเทาตามชีพจรจังหวะ โดยที่ จงั หวะท่ี ๑ จะเปนจังหวะท่ีหนักที่สดุ และเปนตัวกําหนดของการเรม่ิ หอ งเพลงใหม เครอ่ื งหมายประจาํ จังหวะ (Time signature) เคร่อื งหมายประจําจังหวะ (Time signature) เปน เคร่ืองหมายแสดงอตั ราจงั หวะ ซงึ่ มี ๓ ประเภทคอื อตั รา จงั หวะธรรมดา (Simple time signature) อตั ราจงั หวะผสม (Compound time signature) และอัตราจงั หวะซอน (Complex time signature) เครอ่ื งหมายประจาํ จงั หวะจะอยใู นรปู ของตวั เลขสองตวั เสมอซง่ึ ประกอบไปดว ยตวั เลขท่ี อยสู ว นบนและตวั เลขทอ่ี ยสู ว นลา ง โดยตัวเลขแตล ะสวนจะมคี วามหมายในตัวเองแตไมใชความหมายในเชงิ เศษสวน ในท่ีนจ้ี ะกลา วถงึ เฉพาะอัตราจงั หวะธรรมดา (Simple time signature) ทม่ี ตี ัวเลขสวนลางเปน ๔ เทา นน้ั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook