Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนนักธรรมโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

หนังสือเรียนนักธรรมโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

Published by suanvang, 2021-07-18 14:06:24

Description: หนังสือเรียนนักธรรมโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

Keywords: หนังสือเรียน,นักธรรมโท,พระธีรวัฒน์

Search

Read the Text Version

100 เหล่าน้ี ๑. ดว้ ยเอาไฟจ้ี. ๒. ดว้ ยเอามีดกรีด. ๓. ดว้ ยเอาเล็บจิก. ส่วนพืชท่ียงั อ่อนหรือเป็นของปลอ้ นเม็ดออกได้ ไม่ตอ้ งทาํ กปั ปิ ยะ จะให้เขาทาํ กปั ปิ ยะ ท่านแนะใหพ้ ดู ว่า \"จงทาํ ให้เป็นกปั ปิ ยะ\" ภกิ ษผุ จู้ ะเดินทาง ทรงอนุญาตให้แสวงหาเสบียงเดินทางไดค้ ือ ขา้ วสาร ถวั่ เกลอื น้าํ ออ้ ย น้าํ มนั และ เนย ตามตอ้ งการและทรงอนุญาตใหภ้ ิกษยุ นิ ดีของอนั เป็นกปั ปิ ยะ ทกี่ ปั ปิ ยการกจบั จ่ายมาดว้ ยเงินทอง ซ่ึงมผี มู้ อง ไวก้ บั กปั ปิ ยการก. กัปปิ ยภูมิ ๔ ๑. อุสฺสาวนนฺติกา กปั ปิ ยภมู ิทป่ี ระกาศใหไ้ ดย้ นิ กนั [ไดแ้ กก่ ุฎีที่ ภิกษทุ ้งั หลายต้งั ใจจะใหเ้ ป็นกปั ปิ ยกฎุ ี เรือนท่ี เก็บของเป็นกปั ปิ ยะ คอื เรือนครัวมาแต่แรก เมอ่ื ขณะทาํ ช่วยกนั ยกเสาหรือช่วยกนั ต้งั ฝาทแ่ี รก ร้อยประกาศ วา่ \"กปปฺ ิ ยกฏุ ึ กโรม\" \"เราท้งั หลาย ทาํ กปั ปิ ยกฎุ ี\" ๓ หน]. ๒. โคนิสาทิกา กปั ปิ ยภมู ิดจุ เป็นท่ีโคจ่อม [ไดแ้ กส่ ถานอนั ไมไ่ ด้ ลอ้ ม แจกออกเป็น ๒ กาํ หนดเอาวดั ท่ีไมไ่ ด้ ลอ้ ม เรียกวา่ อารามโคนิสาทกิ า๑ กาํ หนดเอากฎุ ที ไี่ มไ่ ดล้ อ้ ม เรียกวหิ าร-โคนิสาทิกา ๑ หมายความวา่ เป็นสถานท่ี โคเขา้ ได้ พระมตวิ ่า ไดแ้ ก่เรือนครวั นอ้ ย ๆ ท่ีไม่ไดป้ ักเสา ต้งั อยกู่ บั ท่ี ต้งั ฝาบนคาน ยกเลื่อนจากทไ่ี ด้ เป็น โคนิสาทิกาไดก้ ระมงั ]. ๓. คหปตกิ า เรือนของคฤหบดี [ไดแ้ ก่เรือนของคฤหัสถ์ ไมใ่ ช่ที่ อยทู่ ่ีใชข้ องภกิ ษุ ทา่ นอธิบายวา่ กฎุ ีท่ี คฤหัสถเ์ ขาทาํ ถวาย เพอื่ ใชเ้ ป็นกปั ปิ ยกฎุ ี จดั เขา้ ในกปั ปิ ยภมู ชิ ่ือน้ีดว้ ย]. ๔. สมฺมตกิ า กปั ปิ ยภูมิทสี่ งฆส์ มมติ [ไดแ้ กก่ ฎุ ีที่สงฆเ์ ลอื กจะใช้ เป็นกปั ปิ ยกุฎีแลว้ สวดประกาศดว้ ยญตั ติทกุ ติยกรรม ในบาลแี นะ ให้เลอื กกุฎีอนั อยใู่ นสุดเขต. พระมตวิ ่า จะให้กฎุ ีทภี่ กิ ษุเคยอยู่ ก็ได้ แต่เมื่อใชเ้ ป็นกปั ปิ ยกุฎีแลว้ ไมค่ วรใชเ้ ป็นทอ่ี ยู่ ถา้ จะ กลบั ใช้เป็นท่อี ยู่ ก็ตอ้ งเลิกใชก้ ปั ปิ ยกฎุ ี]. ยาวกาลิกท่เี ก็บไวใ้ นทอี่ ยทู่ ี่ใชข้ องภกิ ษแุ มเ้ ป็นของสงฆ์ เป็นอนฺโตวตุ ฺถ แปลวา่ อยภู่ ายใน หุงตม้ ใน น้นั เป็น อนฺโตปกฺก แปลว่า สุกในภายใน หุงตม้ เอง เป็น สามปกฺก แปลว่า ให้สุกเองท้งั ๓ อยา่ งน้ีเป็นวตั ถุ แห่งทุกกฏ ห้ามไมใ่ ห้ฉัน ยาวกาลิกที่เกบ็ ไวใ้ ห้กปั ปิ ยกุฎี ไม่เป็น อนฺโตวุตฺถ ไม่เป็น อนฺโตปกฺก แตท่ าํ เองน้นั คงเป็น สามปกฺก ท่านหา้ ม แตจ่ ะอนุ่ ของทีค่ นอน่ื ทาํ สุกแลว้ ทา่ นอนุญาต. ยาวกาลิก ปานะ คือ น้ําสําหรับดื่ม ทคี่ ้นั ออกจากลูกไม้ เรียกว่ายาวกาลิก มี ๘ ชนิด คือ ๑. อมพฺ ปาน น้ํามะม่วง. ๔. โมจปาน น้าํ กลว้ ยไมม่ เี มด็ . ๒. ชมพฺ ปุ าน น้าํ ชมพหู่ รอื น้าํ หวา้ . ๓. โจจปาน น้ํากลว้ ยมเี มด็ . โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 100

101 ๕. มธุกปาน น้ํามะซาง [เป็นของลว้ นไม่ ๗. สาลุกปาน น้ําเงา่ อบุ ล. ควร เจอื น้ําจงึ ควร]. ๘. ผารุสกปาน น้ํามะปรางหรอื ลน้ิ จี ๖. มุทฺทกิ ปาน น้ําลกู จนั ทน์หรอื อง่นุ . [วิธีทาํ ปานะ ปอกหรือควา้ นผลไมเ้ หลา่ น้ีที่สุก เอาผา้ ห่อบดิ ให้ตงึ อดั เน้ือผลไมใ้ หค้ ายน้าํ ออกจากผา้ เติมน้าํ ลง ไปให้พอดีประกอบของอน่ื เป็นตน้ วา่ น้าํ ตาลและเกลือพอเขา้ รส. ปานะน้ีใหใ้ ชข้ องสด ห้ามไมใ่ ห้ตม้ ดว้ ย ไฟ อนุปสมั บนั ทาํ จึงควรในวิกาล ภกิ ษทุ าํ มคี ติอยา่ งยาวกาลกิ เพราะรบั ประเคนท้งั ผล. ของท่ีใชป้ ระกอบ เช่น น้าํ ตาล เกลอื ไม่ใหเ้ อาของท่รี ับประเคนคา้ งคืนไวม้ าใช้ ปานะน้ีเพง่ เอาของท่อี นุปสมั บนั ทาํ ถวายดว้ ยของเขาเอง]. ยาวกาลกิ น้ี ลว่ งกาํ หนดคนื หน่ึง ทา่ นห้ามไม่ใหฉ้ ัน ปรบั เป็นอาบตั ิทกุ กฏ. สัตตาหกาลิก สัตตาหกาลกิ ได้แก่เภสัช ๕ คือ ๑. เนยสด. ๔. น้าํ ผ้งึ . ๒. เนยขน้ . ๕. น้าํ ออ้ ย ๓. น้าํ มนั . วตั ถสุ ําหรับทาํ นํา้ มันรวมเป็ น ๓ ชนดิ คือ ๑. มนั เปลวแห่งสัตว์ [ยกของมนุษย]์ . ๒. พืชอนั มีกาํ เนิดเป็นยาวกาลกิ [มเี ม็ดงาเป็นตวั อยา่ ง]. ๓. พืชอนั มีกาํ เนิดเป็นยาวชีวิก [มีเม็ดพนั ธผ์ กั กาดเป็นตวั อยา่ ง]. มันเปลวแห่งสัตว์ในบาลมี ี ๕ คือ ๔. เปลวหม.ู ๑. เปลวหม.ี ๒. เปลวปลา. ๕. เปลวลา. ๓. เปลวปลาฉลาม. มนั เปลวสัตวเ์ หลา่ น้ี ทรงอนุญาตใหร้ บั ประเคนแลว้ เจียวเป็นน้าํ มนั ได้ แตใ่ ห้รบั ให้เจียว และใหก้ รองเสร็จใน กาล ถา้ ทาํ นอกกาลหรือคาบกาล หา้ มไม่ใหฉ้ นั จดั เป็นวตั ถุแห่งทุกกฏทกุ กิจการที่ทาํ ในวิกาล คอื ถา้ ทาํ ในเวลา วกิ าลท้งั ๓ สถาน หรือ ๒ อยา่ ง หรือ๑ อยา่ ง กเ็ ป็นทกุ กฏ ๓ สถาน หรือ ๒ สถาน หรือสถานเดียว น้าํ มนั ที่สะกดั ออกจากพชื อนั เป็นยาวกาลกิ ภิกษุทาํ เอง มีคตอิ ยา่ งยาวกาลิกเท่ียงแลว้ ไป ไม่ให้ฉัน ส่วนน้าํ มนั ทสี่ ะกดั ออกจากพืชอนั เป็นยาวชีวิกภิกษุทาํ เองได.้ น้าํ ออ้ ยทอี่ นุปสัมบนั ทาํ กรองหมดกากแลว้ จึงใชไ้ ดท้ ี่ภิกษทุ าํ รับท้งั วตั ถุคอื ลาํ ออ้ ย มีคติอยา่ งยาวกาลกิ . ยาวชีวกิ ของที่ใช้ประกอบยา นอกจากกาลกิ ๓ อย่างน้นั จัดเป็ นาวชีวิก มปี ระเภทดงั นี้ ๑. รากไม้ เรียกมูลเภสัช [เช่น หลิททฺ  ขมน้ิ สิงฺคเวล ขงิ วจ ว่านน้ํา วจตถฺ  วา่ นเปราะ อติ โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 101

102 วสิ  อุตพดิ กฏุกโรหิณี ขา่ อสุ ิร แฝก ภทฺทมตุ ฺตก แหว้ หมู]. ๒. น้าํ ฝาด เรียกกสาวเภสชั เช่น นิมพฺ กสาโว น้าํ ฝาดสะเดา กุฏชกสาโว น้าํ ฝาดมกู มนั ปโฏลกสาโว น้าํ ฝาด กระดอมหรือ มลู กา ปคคฺ วกสาโว น้าํ ฝาดบอระเพด็ หรือพญามือเหล็ก นคคฺ -มาลกสาโว น้าํ ฝาดกระถินพมิ าน. ๓. ใบไม้ เรียกปัณณเภสชั เช่น นมิ พฺ ปณฺณ ใบสะเดา กฏุ ชปณฺณ ใบมกู มนั ปโฏลปณฺณ ใบ กระดอมหรอื มลู กา คลุ สิปณฺณ ใบ กะเพราหรอื แมงลกั กปปฺ าสิกปณฺร ใบฝ้าย. ๔. ผลไม้ เรียกผลเภสัช [วิลงคฺ  ลกู พลิ งั กาสา ปิ ปผฺ ลิ ดปี ลี มริจ พรกิ หรตี กี สมอไทย วิเภตก  สมอพเิ ภท อามลก มะขามป้อม โกผล ผลแห่งโกฐ]. ๕. ยางไม้ เรียกชตุเภสัช เช่น หงิ คุ เป็นยางไมช้ นิดหน่ึง ท่าน กล่าวว่าไหลออกจากตน้ หิงคุ หิงคชุ ตุ ยางชื่อ เดียวกนั ทา่ นกล่าว วา่ เค่ยี วออกจากกา้ นและใบแห่งตน้ หิงคุ หิงฺคสุ ิปาฏกิ า เป็นยาง ช่ือเดียวกนั ทา่ นกลา่ ว ว่าเคยี่ วออกจากใบหิงคุ หรือเจือของอื่น ดว้ ย ๓ น้ี เป็นชนิดมหาหงิ คุ ตกกฺ  เป็นยางไหลออกจากยอด ไม้ ชนิดหน่ึง ตกกฺ ปตตฺ ิ ยางชนิดเดียวกนั วา่ ไหลออกจากใบแห่งไม้ ชนิดน้นั ตกฺกปณณฺ ิ ยาวชนิด เดียวกนั วา่ เอาใบมาควั่ ออกบา้ ง ไหลออกจากกา้ นบา้ ง ๓ อยา่ งน้ี ไมร่ ู้ว่าอะไร สชฺชลุ ส กายาน]. ๖. เกลอื เรยี กโลณเภสชั [เช่น สามุททฺ ิก เกลอื แห่งน้าํ ทะเล กาฬโลณ เกลอื ดํา [ดเี กลอื กระมงั ] สินฺธว เกลอื สนิ เธาว์ เป็นเกลอื เกดิ บนดนิ ในทด่ี อน เขาเกบ็ มาหุง วา่ สขี าว อพุ ฺภิท  เกลอื ทเ่ี ขาเอาดนิ โป่งมาเคย่ี วทาํ ขน้ึ วิล เป็นเกลอื ชนดิ หนึ่ง เขา ปรุงสมั ภาระตา่ ง ๆ หุงขน้ึ วา่ สแี ดง]. รากไม้ น้าํ ฝาด ใบไม้ ผลไม้ ยาวไม้ เกลอื อยา่ งอืน่ อกี อนั ไม่สาํ เร็จอาหารกิจ ใชเ้ ป็นยา จดั เป็นยาวชีวกิ ท้งั น้นั . กาลกิ ระคนกัน กาลกิ บางอยา่ งระคนกบั กาลกิ อีกบางอยา่ ง มกี าํ หนดให้ใชไ้ ดช้ ว่ั คราวของกาลกิ มีคราวส้นั . สตั ตาหกาลกิ และ ยาวชีวกิ ท่ีรบั ประเคนแรมคนื ไว้ ทา่ นห้ามไมใ่ หเ้ อาไปปนกบั ยาวกาลกิ ในสัตตสตกิ ขนั ธกะท่านปรับเป็น ปาจิตตยี .์ กณั ฑ์ท่ี ๒๐ ภณั ฑะต่างเจ้าของ ของสงฆ์ ภณั ฑะทีเ่ ขาถวายเป็นสาธารณะแก่ภิกษุ ไม่เฉพาะตวั หรือภณั ฑะอนั ภกิ ษุรับก็ดี ปกครองหวงห้ามไวก้ ็ ดี ดว้ ยความเป็นของสาธารณะแกห่ ม่ภู ิกษุ จดั เป็ นของสงฆ.์ ของสงฆ์น้นั มี ๒ ประเภท คือ ๑. ลหุภณั ฑ์ ของเบา. โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 102

103 ๒. ครุภณั ฑ์ ของหนกั . ลหุภณั ฑ์น้ันจําแนกออกดงั น้ี ๑. บิณฑบาต. ๒. เภสชั . ๓. บริขารท่จี ะใชส้ าํ หรับตวั คอื บาตร จีวร ประคตเอว เข็ม มพี บั มดี โกน. ภกิ ษผุ ้อู นั สงฆ์สมมติให้เป็ นผ้มู ีหน้าทีแ่ จกลหุภัณฑ์เหล่าน้ัน มดี ังน้ี ๑. ภกิ ษุผูม้ ีหนา้ ทแี่ จกภตั ตาหาร ตลอดถึงรบั นิมนตข์ องทายกแลว้ จา่ ยให้ไป เรียกภตั ตทุ เทสกะ. ๒. ภิกษผุ ูม้ ีหนา้ ทแ่ี จกจีวร เรียกจีวรภาชกะ. ๓. ภกิ ษผุ มู้ ีหนา้ ที่แจกเภสัชและบริขารเลก็ นอ้ ย เรียกอปั ปมตั ตก-วิสัชชกะ. [วิธีแจกลหุภณั ฑอ์ ยา่ งไรน้นั ตอ้ งดูแบบใหจ้ าํ ไดห้ รือเขา้ ใจ] ภณั ฑะอนั ไมใ่ ช่ของสาํ หรับใชส้ ิ้นไป เป็นของควรรักษาไวไ้ ดน้ านเป็นเครื่องใชใ้ นเสนาสนะหรือเป็นตวั เสนาสนะเอง ตลอดถงึ กฎุ ีและท่ดี ิน จดั เป็นครุภณั ฑ.์ ครุภณั ฑ์น้ันแสดงไว้ในบาลี ๕ หมวด คือ ๑. พ้ืนดินและของปลูกสร้างเป็นอาราม. ๔. เครื่องโลหะท่เี ป็นภาชนะและเป็นเคร่ืองมือ. ๒. พ้ืนดินและของปลกู สร้างเป็นวิหาร. ๕. เคร่ืองสัมภาระสาํ หรับทาํ เสนาสนะและ ๓. ของท่เี ป็นตวั เสนาสนะเอง. เคร่ืองใช.้ พืน้ ดนิ และของปลกู สร้างเป็ นอาราม จาํ แนกเป็ น ๒ คือ ๑. อาราโม ของปลูกสร้างในอาราม ตลอดตน้ ไม.้ ๒. อารามวตฺถุ ที่ดินพ้ืนอาราม. พืน้ ดินและของปลกู สร้างเป็ นวหิ าร จาํ แนกเป็ น ๒ คือ ๑. วิหาโร กฎุ ีท่ีอย.ู่ ๒. วิหารวตฺถุ พ้ืนท่ีปลกู กฎุ ี. ของท่เี ป็ นเสนาสนะจาํ แนกเป็ น ๔ คือ ๑. ม�ฺโจ เตียง. ๒. ปี  ตงั่ . ๓. ภิสี ฟูก. ๔. พมิ ฺโพหน. หมอน. เคร่ืองโลหะที่เป็ นภาชนะและเครื่องมอื จาํ แนกเป็ น ๙ คือ ๑. โลหกุมฺภี หมอ้ โลหะ. ๕. วาสี มีดใหญห่ รือพร้าได.้ ๖. ผรสุ ขวาน. ๒. โลหภาณก อา่ งโลหะ. ๓. โลหวารโก กระถางโลหะ. ๗. กุารี ผ่งึ สาํ หรบั ถากไม.้ ๔. โลหกฏาห กระทะโลหะ. โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 103

104 ๘. กุทฺทาโล จอบหรือเสียม สาํ หรบั ขดุ ดิน. ๙. นิขาทน สวา่ น สาํ หรับเจาะไม้ เครื่องสัมภาระสําหรับทําเสนาสนะและเครื่องใช้จําแนกเป็ น ๘ คือ ๑. วลฺลี เถาวลั ย์ เช่นหวาย. ๒. เวฬุ ไมไ้ ผ่. ๓. ม�ุ ฺช เป็นหญา้ ชนิดหน่ึง แปลว่าหญา้ มุงกระต่าย. ๔. ปพฺพช เป็นหญา้ ชนิดหน่ึง แปลวา่ หญา้ ปลอ้ ง. ๕. ตณิ  หญ้าสามญั . ๖. มตฺตกิ า ดินเหนียว. ๗. ทารุภณฺฑ ของทาํ ดว้ ยไม.้ ๘. มตฺตกิ าภณฺฑ ของทาํ ดว้ ยดินเผา. [รวม ๕ หมวด เป็นของ ๒๕ สิ่งดว้ ยกนั .] ตามธรรมดาครุภณั ฑแ์ จกจา่ ยกนั ไม่ได้ แต่จะจาํ หน่ายของท่ีเลวแลกของที่ดี จาํ หน่ายของไม่เป็น อุปการะ เพื่อของเป็นอปุ การะอนั เป็นครุภณั ฑด์ ว้ ยกนั เห็นวา่ ได้ หรือในสมยั ขา้ วแพง อดอยากทา่ นอนุญาตให้ จาํ หน่ายของท่ีเลว ๆ เพอื่ อาหาร ดว้ ยปรารถนาจะอยรู่ กั ษาเสนาสนะทดี่ ี การจาํ หน่ายครุภณั ฑเ์ พื่อประโยชนส์ งฆ์ อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ดงั กล่าวมาน้ีเรียกว่า \"ผาตกิ รรม\" ที่กลั ปนา ก็จดั เป็นครุภณั ฑ.์ ของเจดยี ์ ของชนิดน้ี ไดแ้ กข่ องทท่ี ายกถวายเพ่อื บชู าเจดีย์ ของน้ีมีวิภาคอยา่ งไร ท่านหาไดก้ ลา่ วไวไ้ ม่ น่าจะเทยี บได้ กบั ของสงฆท์ ่จี าํ แนกเป็นลหุภณั ฑแ์ ละครุภณั ฑ์ ส่วนลหุภณั ฑ์ เช่นน้าํ มนั ใชต้ ามบูชา อาหาร ให้แกผ่ รู้ กั ษา ก็ ควร ทเ่ี ป็นครุภณั ฑ์ ควรเกบ็ รกั ษาไวห้ รือพงึ จาํ หน่ายเพอื่ ผาติกรรม ถอื เอาของเป็นครุภณั ฑด์ ว้ ยกนั ที่ถาวรกว่า หรือท่ีเป็นประโยชนก์ ว่า หรือเพื่อปฏสิ งั ขรณเ์ จดียน์ ้นั หรือถาวรวตั ถุเนื่องดว้ ยเจดียน์ ้นั ผลประโยชน์อนั เกิดในท่ี กลั ปนาพึงรู้โดยนยั อนั กลา่ วแลว้ ในของสงฆ.์ ของบคุ คล ของชนิดน้ี ไดแ้ กข่ องที่ทายกถวายแก่ภิกษุเป็นส่วนตวั หรือภกิ ษแุ สวงหาไดม้ า และถอื เอาเป็น ส่วนตวั แมข้ องทสี่ งฆแ์ จกให้ตกเป็นสิทธิแก่ภกิ ษุแลว้ ช่ือว่าเป็นของบุคคลเหมือนกนั . ภณั ฑะของภกิ ษกุ ด็ ี ของสามเณรกด็ ี เจา้ ของตายแลว้ สงฆเ์ ป็นเจา้ ของ คือตกเป็นมรดกของ สงฆ์ [น้ีหมายความวา่ เจา้ ของไม่ไดป้ ลงบริขาร] ในของเหล่าน้นั บาตร จีวร ทรงอนุญาตเพือ่ ให้แก่ภกิ ษผุ ู้ พยาบาลไข้ ของท่ีเป็นลหุภณั ฑอ์ นั เหลอื ให้แจกกนั สามเณรผูพ้ ยาบาล กพ็ งึ ไดร้ ับส่วนแจกเสมอภกิ ษุ ของที่เป็น ครุภณั ฑใ์ ห้ต้งั ไวเ้ ป็นของสงฆ.์ โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 104

105 การปลงบริขาร การมอบให้ดว้ ยมปี ริกปั ว่า ถา้ ตายแลว้ ให้ของเหลา่ น้ีตกเป็นของผนู้ ้นั หรือวา่ ผนู้ ้นั จงถอื เอาของเหล่าน้ีเมือ่ ตายแลว้ เช่นน้ีไมจ่ ดั วา่ มอบใหเ้ ป็นสิทธ์ิในเวลายงั เป็นอยู่ ตอ่ มอบให้ดว้ ยโวหารเป็นปัจจุบนั -กาลไมม่ ปี ริกปั วา่ \"ฉันใหบ้ ริขารท้งั ปวงน้ีแกเ่ ธอ\" หรือระบชุ ่ือพสั ดุดว้ ยก็ตาม จึงเป็นอนั ใหเ้ ป็นสิทธ์ิ. ลักษณะถือวิสาสะในบาลีมอี งค์ ๕ คือ ๑. เป็นผูเ้ คยไดเ้ ห็นกนั มา. ๒. เป็นผูเ้ คยคบกนั มา. ๓. ไดพ้ ดู กนั ไว.้ ๔. ยงั มชี ีวิตอย.ู่ ๕. รู้ว่าของน้นั เราถอื เอาแลว้ เขาจกั พอใจ. ในอรรถกถา แยกองคท์ ี่ ๑ องคท์ ่ี ๒ และองคท์ ่ี ๓ ออก เอาแตอ่ ยา่ งหน่ึง คงเป็น ๓. พระมตเิ หน็ สมด้วยอรรถกถาและองค์ ๓ คือ ๑. เป็นผูเ้ คยเห็นกนั มา หรือเป็นผเู้ คยคลกนั หรือไดพ้ ูดกนั ไว.้ ๒. รู้ว่าถือเอาแลว้ เขาจกั พอใจ. ๓. เขายงั เป็นอย.ู่ กณั ฑ์ท่ี ๒๑ วินัยกรรม วธิ ีแสดงอาบตั ิท่ีใช้อยู่ในบัดนี้ ต้องอาบัติตัวเดยี ว แสดงว่า \"อห อาวโุ ส ปาจติ ฺตยิ  อาปตฺตึ อาปนฺโน ต ปฏเิ ทเสม\"ิ ผรู้ บั \"ปสฺสถ ภนฺเต\" ผแู้ สดง\" อาม อาวุโส ปสฺสาม\"ิ ผรู้ บั \"อายติ ภนฺเต สวเรยฺยาถ\" ผูแ้ สดง \"สาธุ สุฎฺ�◌ุ อาวุโส สวรสิ สฺ ามิ.\" [น้ี ต่างวา่ ตอ้ งอาบตั ิปาจิตตยี ต์ วั หน่ึง และแสดงในสาํ นกั ภกิ ษผุ ูอ้ อ่ นกวา่ ถา้ ผูอ้ อ่ นกวา่ แสดงในสาํ นกั ผูแ้ ก่ กวา่ พงึ วา่ \"ภนฺเต\"]. ต้องอาบตั อิ ย่างเดียวกนั หลายตัว แสดงว่า \"อห อาวโุ ส สมฺพหุลา นิสฺสคฺคยิ าโย ปาจิตฺตยิ าโย อาปตฺตโิ ย อาปนฺโน ตา ปฏิเทเสมิ\" [ถา้ ๒ ตวั ใช้ \" เทฺว\" ต้งั แต่ ๓ ตวั ข้ึนไป ใช้ \"สมฺพหุลา\"]. ต้องอาบัติช่ือเดียวกนั แต่มีวตั ถุต่างกนั แสดงว่า \"อห อาวโุ ส สมฺพหุลา นานา วตฺถุกาโย ทกุ ฺกฏาโย อาปตฺติโย อาปนฺโน ตา ปฏิเทเสมิ\" [ถา้ ลว่ ง ๒ เรื่อง จาํ นวนอาบตั กิ ็ ๒ ใช\"้ เทฺว นานา วตฺถกุ าโย\" จาํ นวนอาบตั มิ ากกว่า ๒ ใช้ \"สมฺพหุลานานา วตฺถุกา โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 105

106 โย\"]. อาบตั ิน้นั ท่านให้แสดงโดยควรแก่ชื่อแกว่ ตั ถุแกจ่ าํ นวน แสดง ผิดช่ือใชไ้ ม่ได้ ผิดวตั ถุและผิดจาํ วน ขา้ ง มากแสดงเป็นนอ้ ย ใชไ้ มไ่ ด้ ขา้ งนอ้ ยพล้งั เป็นมาก ใชไ้ ด.้ ถา้ สงสยั อยใู่ นอาบตั บิ างตวั ทา่ นใหบ้ อกดงั น้ี \"อห อาวุโสอิตฺถนฺนามาย อาปตฺตยิ า เวมติโก ยทา นิพฺเพ มติโก ภวิสฺสามิ ตทา ต อาปตฺตึ ปฏกิ ฺกริสฺสาม\"ิ แปลวา่ \"แน่ะเธอ ฉันมีความสงสัยในอาบตั ชิ ่ือน้ี จกั สิ้น สงสัยเมอ่ื ใด จกั ทาํ คืนอาบตั ิน้นั เมอ่ื น้นั .\" ในอรรถกถาท่านวางแบบไว้ เป็นคาํ สาํ หรับสมมตติ นรับอาบตั ทิ ่ภี ิกษแุ สดงในสงฆว์ า่ \"สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺ โฆ, อย อติ ฺถนฺนาโม ภกิ ขฺ ุ อาปตฺตึ สรติ ววิ รติ อตุ ฺตานี กโรติ เทเสติ, ยทิ สงฺฆสฺสปตฺตกลฺล, อห  อติ ฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺตึ ปฏิคฺคณฺเหยฺย\"แปลว่า \"ทา่ นเจา้ ขา้ ของสงฆจ์ งฟังขา้ พเจา้ ภกิ ษผุ มู้ ีชื่อน้ี ผู้ น้ี ระลกึ เปิ ดเผยทาํ ให้ต้ืน แสดงอาบตั ิ ถา้ ความพร้อมพรั่งของสงฆถ์ ึงท่ีแลว้ ขา้ พเจา้ ขอรับอาบตั ขิ องภกิ ษุผมู้ ีชื่อน้ี.\" แบบใช้คําบาลีออกช่ืออาบัติ คือ อาบตั ติ วั เดียว ออกชื่อว่า\"ถลุ ฺลจฺจย อาปตฺต,ึ นิสฺสคฺคยิ ปาจติ ฺตยิ  อาปตฺต,ึ ปาจติ ฺตยิ  อาปตฺต,ึ ทุกฺ กฏ อาปตฺต,ึ ทพุ ภฺ าสติ อาปตฺต.ึ \" อาบตั หิ ลายตวั ออกช่ือวา่ \"ถลุ ฺลจฺจยาโย อาปตฺติโย,นิสฺสคฺคิยาโย ปาจิตฺตยิ าโย อาปตฺติโย, ปาจิตฺตยิ าโ อา ปตฺตโิ ย,ทุกฺกฏาโย อาปตฺติโย, ทุพฺภาสิตาโย อาปตฺตโิ ย\" ต่อ \"เทฺว\"หรือ \"สมฺพหุลา\" เฉพาะอาบตั ิมีวตั ถเุ ดียว , ต่อ \"นานา วตฺถกุ าโย\"เพาะอาบตั ิมีวตั ถุตา่ งกนั . คาํ สาํ หรับผแู้ ก่กว่าวา่ \"อาวุโส, ปสฺสสิ, สวเรยฺยาสิ.\" คาํ สาํ หรับผูอ้ อ่ นว่า \"ภนฺเต, ปสฺสถล สวเรยฺยาถ.\" คาํ แสดงอาบตั าิ ฏเิ ทสนียะว่า \"คารยฺห อาวดุ ส ธมมฺ  อาปชฺชึ อสปปฺ าย ปาฏเิ ทสนยี  ต ปาฏิเท เสม\"ิ แปลว่า \"แน่ะเธอ ฉันตอ้ งแลว้ ซ่ึงธรรมน่าติเตียนไม่สบาย ควรจะแสดงคนื เสีย ฉนั แสดงคืนซ่ึงธรรมน้นั .\" ภกิ ษุผูต้ อ้ งอาบตั ิแลว้ ไม่ยอมรบั ว่าเป็นอาบตั ิ หรือยอมรับว่าเป็นอาบตั ิ แตไ่ มแ่ สดง ทรงอนุญาตใหส้ งฆท์ าํ อุกเขปนียกรรมแก่เธอได้ และหา้ มมใิ หภ้ กิ ษอุ ื่นสมคบกบั เธอ. อธิษฐาน บริขารที่ระบุช่ือให้อธษิ ฐาน คือ ๑. สงั ฆาฏ.ิ ๒. อตั ราวาสก. ๓. อตุ ราสงค.์ ๔. บาตร. ท้งั ๗ อยา่ งน้ี อธิษฐานไดเ้ ฉพาะผืนหรือสิ่ง ๕. ผปู้ ูนง่ั . เดียว นอกจากน้ี ไม่มีจาํ กดั จาํ นวน. ๖. ผา้ ปิ ดฝี. ๗. ผา้ อาบน้าํ ฝน. โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 106

107 ๘. ผา้ ปนู อน. ๙. ผา้ เชด็ หนา้ ผา้ เช็ดปาก. ๑๐. ผา้ ใชเ้ ป็นบริขาร เช่นผา้ กรองน้าํ ถุงบาตร ยา่ ม ผา้ ห่อของ. คาํ อธิษฐานบริขารส่ิงเดียว เช่น สังฆาฏิ ว่า \"อมิ  สงฆาฏอึ ธฏิ ฺามิ\" แปล \"เราต้งั เอาไวซ้ ึงผา้ สงั ฆาฏิผืน น้ี หรือวา่ เราต้งั เอาไวซ้ ่ึงผา้ ผืนน้ีเป็นสังฆาฏิ\" อธิษฐานบริขารอน่ื ยกบทว่า \"สงฺฆาฏ\"ึ เสีย เปล่ยี นตามชื่อ ดงั น้ี อุตฺตราสงฺค สาํ หรับ อุตราสงค์ อนฺตรวาสก \" อนั ตรวาสก. นิสีทน \" ผา้ นิสีทนะ. กณฺฑปุ ฏจิ ฺฉาทึ \" ผา้ ปิ ดฝี. วสฺสิกสาฏิก \" ผา้ อาบน้าํ ฝน. ปจฺจตฺถรณ \" ผา้ ปูนอน. มุขปุ�ฺฉนโจล \" ผา้ เช็ดหนา้ เช็ดปาก. ปริกฺขารโจล \" ผา้ เป็นบริขาร. คาํ อธิษฐานผา้ หลายผนื ควบกนั เช่นผา้ ปูนอน วา่ \"อมิ านิปจฺจตฺถรณานิ อธิฏฺาม\"ิ แปล \"เราต้งั เอาไวซ้ ่ึงผา้ ปนู อนเหล่าน้ีหรือวา่ เราต้งั เอาไวซ้ ่ึงผา้ เหลา่ น้ีเป็นผา้ ปูนอน\" อธิษฐานผา้ อื่น ยกบทวา่ \"ปจฺจตฺถรณา นิ\" เปลย่ี นเป็น \"มขุ ป�ุ ฺฉนโจลานิ\" สาํ หรับผา้ เชด็ หนา้ เชด็ ปาก \"ปริกฺขารโจลานิ\" สาํ หรบั ผา้ เป็นบริขาร. อธษิ ฐานมี ๒ คือ ๑. อธิษฐานดว้ ยกาย คอื เอามือจบั ลูบบริขารท่ีอธิษฐานน้นั เขา้ ทาํ ความผกู ใจตามคาํ อธิษฐานขา้ งตน้ . ๒. อธิษฐานดว้ ยวาจา คอื ลน่ั คาํ อธิษฐานน้นั ไมถ่ ูกของดว้ ยกายกไ็ ด.้ อธษิ ฐานด้วยวาจาแยกเป็ น ๒ คือ ๑. อธิษฐานในหัตถบาส. ๒. อธิษฐานนอกหตั ถบาส. ของอยภู่ ายใน ๒ ศอกคืบหรือศอกหน่ึงในระหว่าง พึงใหอ้ ธิษฐานในหตั ถบาส ของอยหู่ ่าง พงึ ใชอ้ ธิษฐาน นอกหัตถบาสและเปลีย่ นบทวา่ \"อมิ \" เป็น \"เอต\" เปลยี่ น \"อิมานิ\" เป็น\"เอตานิ.\" แปลวา่ \"นนั่ .\" คาํ ปัจจทุ ธรณ์หรือถอนอธิษฐาน ว่า \"อมิ  สงฺฆาฏึ ปจฺจุทฺธราม\"ิ แปลว่า \"เรายกเลกิ สงั ฆาฏผิ นื น้ี\" ยกเลกิ บรขิ ารอ่นื พงึ เปลย่ี นตามชอ่ื . คําพนิ ทุว่า \"อม พนิ ฺทกุ ปปฺ  กโรม\"ิ แปลว่า \"เราทาํ หมายดว้ ยจดุ น้ี.\" บริขารท่ีจะละอธิษฐานไปเพราะเหตุ ๙ ประการ คือ ๑. ให้แกผ่ ูอ้ ืน่ เสีย. ๒. ถกู โจรแยง่ ชิงเอาไปเสีย. ๓. มติ รถอื เอาดว้ ยวสิ าสะ. โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 107

108 ๔. เจา้ ของหันไปเพือ่ ความเป็นคนเลว. ๕. เจา้ ของลาสิกขา. ๖. เจา้ ของทาํ กาลกิริยา. ๗. เพศกลบั . ๘. ถอนเสียจากอธิษฐาน. ๙. เป็นช่องทะลุ [เฉพาะในไตรจีวรและบาตร]. ในเหตุ ๙ ประการน้นั เหตทุ คี่ วรเป็ นประมาณมี ๕ คือ ๑. ใหแ้ ก่ผูอ้ ่ืน. ๒. ถกู โจรชิงเอาไปหรือลกั เอาไป. ๓. มิตรถอื เอาดว้ ยวสิ าสะ. ๔. ถอนเสียจากอธิษฐาน. ๕. เป็นช่องทะล.ุ [ช่องทะลุไตรจีวรน้นั ทา่ นวาเทา่ กลงั เล็บกอ้ ย ทะลโุ หวท่ เี ดียว ไมม่ เี สน้ ดา้ ยในระหวา่ ง นบั แตร่ ิมผา้ เขา้ ไป ดา้ ยยาวคืบหน่ึงดา้ นกวา้ งแห่งผา้ นุ่ง ๔ นิ้ว แห่งผา้ ห่ม ๘ นิ้ว ช่องทะลุในบาตรน้นั ท่านวา่ พอเมด็ ขา้ วฟ่ าง ลอดได]้ . วิกัป คาํ วกิ ปั ต่อหนา้ ในหตั ถบาส จีวรผืนเดียววา่ \"อิม จวี ร ตุยฺหวกิ ปเฺ ปมิ\" แปลวา่ \"ขา้ พเจา้ วกิ ปั จีวรผืนน้ี แก่ทา่ น\" จีวรหลายผืนวา่ \"อิมานิ จีวรานิ\" แทน \"อม จวี ร\" บาตรใบเดยี วว่า \"อมิ  ปตฺตตุยฺห วกิ ปฺ เปม\"ิ บาตรหลายใบวา่ \"อิเม ปตฺเต\" แทน \"อมิ ปตฺต\" นอกหตั ถบาสวา่ \"เอต\" แทน \"อมิ \" ว่า \"เอตา นิ\" แทน\"อมิ านิ\" วา่ \"เอเต\" แทน \"อิเม\" ถา้ วิกปั แก่ภิกษุผูแ้ ก่ว่าใชบ้ ทวา่ \"อายสฺมโต\" แทน \"ตยุ ฺห\" ก็ควร. คาํ วิกปั ลบั หลงั ในหัตถบาส จีวรผนื เดียวว่า \"อม จวี รอติ ฺถนฺนามสฺส วิกปฺเปม\"ิ แปลว่า \"ขา้ พเจา้ วิกปั จีวรผืนน้ีแก่สหธรรมิกช่ือน้ี\" ถา้ วกิ ปั แก่ภิกษุต่างวา่ ช่ืออุตระ พึงออกชื่อว่า\"อุตฺตรสฺส ภกิ ฺขุโน\" หรือ \"อายสฺม โต อตุ ฺตรสฺส\" แทน\"อติ ฺถนฺนามสฺส\" โดยสมควรแก่ผรู้ ับ อ่อนกวา่ หรือแกก่ วา่ วกิ ปั จีวรหลายผืน วิกปั บาตรใบ เดียว หลายใบ ในหตั ถบาส นอกหตั ถบาส พงึ เทยี บตามแบบวกิ ปั ต่อหนา้ . คาํ ถอนวกิ ปั จีวรในหตั ถบาสว่า \"อมิ  จวี ร มยฺห สนฺตก ปรภิ ุ�ฺช วา วสิ ชฺเชหิ วา ยถาปจฺจยวา กโรหิ\" แปลว่า \"จีวรผืนน้ี ของขา้ พเจา้ ทา่ นจงใช้สอยก็ตามจงสละกต็ าม จงทาํ ตามปัจจยั ก็ตาม.\" ถ้าผู้ถอนอ่อนกว่าว่า \"อมิ  จวี ร มยฺห สนฺตก ปรภิ �ุ ฺชถ วา วสิ ชฺเชถ วา ยถาปจฺจย วา กโรถ\" [แปลความเดียวกนั ]. บาตรทีว่ กิ ปั แลว้ ไมม่ ีกาํ หนดใหถ้ อนกอ่ นจึงบริโภค พึงใช้เป็นของวิกปั เถิด แตเ่ ม่ือจะอธิษฐาน พึงใหถ้ อนก่อน. โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 108

109 กัณฑ์ท่ี ๒๒ ปกณิ กะ มหาปเทศ ๔ มหาปเทศข้อสําหรับอ้างใหญ่มี ๔ คือ ๑. สิ่งใดไมไ่ ดท้ รงห้ามไวว้ า่ ไม่ควร แตเ่ ขา้ กนั กบั สิ่งเป็นอกปั ปิ ยะ ขดั กนั ต่อส่ิงเป็นกปั ปิ ยะ ส่ิงน้นั ไมค่ วร. ๒. สิ่งใดไมไ่ ดท้ รงห้ามไวว้ า่ ไม่ควร แตเ่ ขา้ กนั กบั สิ่งเป็นกปั ปิ ยะ ขดั กนั ตอ่ สิ่งเป็นอกปั ปิ ยะ สิ่งน้นั ควร. ๓. ส่ิงใดไม่ไดท้ รงอนุญาตไวว้ า่ ควร แตเ่ ขา้ กนั กบั ส่ิงเป็นอกปั ปิ ยะ ขดั กนั ตอ่ ส่ิงเป็นกปั ปิ ยะ สิ่งน้นั ไม่ควร. ๔. ส่ิงใดไมไ่ ดท้ รงอนุญาตไวว้ า่ ควร แตเ่ ขา้ กนั กบั ส่ิงเป็นกปั ปิ ยะ ขดั กนั ตอ่ สิ่งเป็นอกปั ปิ ยะ ส่ิงน้นั ควร. พระพุทธานญุ าตพเิ ศษ ข้อที่ทรงอนุญาตเป็ นพเิ ศษแท้ ๆ น้นั มี ๕ คือ ๑. ทรงอนุญาตเฉพาะอาพาธ [ยามหาวิกฏั ๔ มูตร คถู เถา้ (ไฟ)ดิน] ทรงอนุญาตแกภ่ กิ ษุผูถ้ กู งกู ดั แมไ้ มไ่ ด้ รบั ประเคน ฉันก็ไดไ้ ม่เป็นอาบตั ิ น้าํ ขา้ วใสทเ่ี ขา้ ใจว่าน้าํ ขา้ วตม้ ไมม่ กี าก และน้าํ เน้ือตม้ ทไี่ มม่ กี ากเหมือนกนั ทรงอนุญาตแก่ภิกษุไข้ ท่ีจาํ จะตอ้ งไดอ้ าหารในเวลาวกิ าล. ๒. ทรงอนุญาตเฉพาะบุคคล [เช่นทรงอนุญาตอาหารท่เี รออว้ กถงึ ลาํ คอแลว้ กลบั เขา้ ไป ไม่เป็นอาบตั ิเพราะ วิกาล โภชนสิกขาบท]. ๓. ทรงอนุญาตเฉพาะกาล [เช่นทรงอนุญาตให้เจียวมนั เปลว แต่ ตอ้ งทาํ ใหเ้ สร็จในกาล]. ๔. ทรงอนุญาตเฉพาะถิ่น [เช่นทรงอนุญาตใหอ้ ุปสมบทดว้ ยสงฆม์ ี องค์ ๕ ใหอ้ าบน้าํ ไดเ้ ป็นนิตย์ ใหใ้ ช้ รองเทา้ ๔ ช้นั ของใหมไ่ ด้ ในปัจจนั ตชนบท]. ๕. ทรงอนุญาตเฉพาะยา [เช่นทรงอนุญาตน้าํ มนั เจือน้าํ เมาไมม่ าก จนถงึ สีกลิ่นรสปรากฏ ให้ดื่มกิน ได้ และทรงอนุญาตใหใ้ ช้ กระเทียมเขา้ ยาได]้ . ขออารักขา ปกตขิ องภิกษุไม่พอใจเป็นถอ้ ยเป็นความกบั ใคร ๆ ไมแ่ ส่หาสาเหตุเลก็ นอ้ ยเป็นเคร่ืองปลกู คดีข้ึน พอจะ อดไดน้ ่ิงได้ กอ็ ดกน็ ่ิงแต่เม่ือพึงคราวจาํ เป็นคอื ถกู คนอ่ืนฟอ้ ง กเ็ ป็นจาํ เลยวา่ ความเพือ่ เปล้อื งตนได้ เมื่อถูกคน อนื่ ขม่ เหงเหลอื อกเหลอื ทน กบ็ อกขออารักขา แมเ้ จาะจงชื่อก็ได้ หรือเมื่อถกู ทาํ ร้าย แตไ่ มร่ ู้ว่าใครทาํ จะบอก ให้ถอ้ ยคาํ ไวแ้ กเ่ จา้ หนา้ ทกี่ ไ็ ด้ หรือของหายแต่ไมร่ ู้วา่ ใครลกั จะบอกตราสินไวแ้ ก่เขากไ็ ด้ ไม่มีโทษในเพราะ เหตเุ หลา่ น้ี. วบิ ัติ ๔ ในบาลีจําแนกวบิ ตั ิของภิกษุไว้ ๔ คือ ๑. สีลวิบตั ิ ความเสียแห่งศลี . ๒. อาจารวิบตั ิ ความเสียมารยาท. โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 109

110 ๓. ทฏิ ฐิวิบตั ิ ความเห็นผิดธรรมผดิ วนิ ยั . ๔. อาชีววบิ ตั ิ ความเสียหายแห่งการเล้ียงชีพ. อโคจร บุคคลหรือสถานทอ่ี นั ภกิ ษไุ ม่ควรไปสู่ เรียกอโคจรมี ๖ คือ ๑. หญิงแพศยา. ๒. หญงิ หมา้ ย. ๓. สาวเท้ือ [หมายเอาหญิงโสดหาสามีมไิ ด้ อยลู่ าํ พกั ตน]. ๔. ภิกษณุ ี. ๕. บณั เฑาะก.์ ๖. ร้านสุรา [โรงกลน่ั สุรา หรือร้านฝิ่นโรฝ่ิน สงเคราะห์เขา้ ดว้ ย]. ภกิ ษุผูถ้ ึงพร้อมดว้ ยศลี ถงึ พร้อมดว้ ยมารยาท และโคจร ยอ่ มประดบั พระศาสนาใหร้ ุ่งเรืองแล เนือ้ หาวิชากระท้ธู รรม นักธรรมศึกษาช้ันโท วชิ า เรยี งความแกก้ ระทู้ วิชา การแต่งกระทูน้ ้ี กค็ อื การแต่งเรียงความธรรมนน่ั เอง โดยอธิบายหัวขอ้ ธรรม(สุภาษติ ) ท่กี าํ หนดให้ และ หาสุภาษติ อนื่ มารบั รองกบั เน้ือความทต่ี นไดอ้ ธิบายมาน้นั ใหส้ ัมพนั ธ์กนั โดยในช้นั น้ีกาํ หนดให้หาสุภาษติ อืน่ มาเช่ือม ๒ สุภาษติ และให้แต่งต้งั แต่ ๔ หนา้ กระดาษ (เวน้ บรรทดั )ข้ึนไป ในการแตง่ กระทนู้ ้นั ให้นกั เรียนตีความหมายของสุภาษิตเสียก่อน ว่าหมายถึงอะไร สรุปใจความโดยยอ่ วา่ อยา่ งไร ต่อมาใหว้ างแนวทางว่าจะอธิบายไปในทาํ นองใด จะสามารถเชื่อมกบั สุภาษติ ท่ีเตรียมไวไ้ ดห้ รือไม่ และคาํ สรุปลงทา้ ยจะเนน้ ตรงจดุ ไหน เม่ือหาขอ้ สรุปไดด้ งั น้ีแลว้ จึงคอ่ ยลงมอื แตง่ การแต่งน้นั ควรบรรยายในทาํ นองทีจ่ ะทาํ ใหผ้ ูอ้ ่านหรือผูฟ้ ังมองเห็นภาพพจน์และเช่ือมตามน้นั โดยการเอาสุภาษติ มารบั รองคาํ พดู ท่ไี ดอ้ ธิบายมาน้นั ให้มี หลกั ฐานน่าเช่ือถือย่งิ ข้นึ และอยา่ ลมื ใส่ทม่ี าของสุภาษติ น้นั ดว้ ย การแต่งทีถ่ กู ตอ้ งตามลกั ษณะน้นั สนามหลวงไดก้ าํ หนดไวใ้ นระเบยี บการตรวจมี ๗ ลกั ษณะดว้ ยกนั นกั เรียนจะตอ้ งแต่งใหถ้ ูกตอ้ งตามขอ้ ระเบียบน้ีมากทีส่ ุด คือ ๑. แต่งให้ไดต้ ามกาํ หนด (๔ หนา้ กระดาษ(เวน้ บรรทดั )ข้ึนไป) ๒. อา้ งสุภาษติ ไดต้ ามกฎ (คอื นาํ มาเช่ือม ๒ สุภาษิตข้ึนไป) และบอกทม่ี าไดถ้ กู ตอ้ ง ๓. เชื่อมกระทูไ้ ดด้ ี ๔. อธิบายความสมกบั กระททู้ ไ่ี ดต้ ้งั เอาไว้ ๕. ใชส้ าํ นวนเรียบง่าย ภาษาสละสลวย ๖. ใชต้ วั สะกดการนั ตไ์ ดถ้ กู ตอ้ งเป็นส่วนมาก โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 110

111 ๗. สะอาด ไม่เปรอะเป้ื อน เม่ือจะลงมือแต่งน้นั ใหเ้ ตรียมสุภาษติ ท่จี ะเชื่อมไวก้ อ่ น คร้นั อธิบายไปไดพ้ อสมควรแลว้ จึงอธิบายโนม้ นา้ ว เขา้ หาสุภาษติ ทจ่ี ะเช่ือม เม่อื ทาํ ไดเ้ ช่นน้ีจะทาํ ใหก้ ารเช่ือมกระทูน้ ้ีสัมพนั ธ์กนั ไดด้ ี เพ่อื ใหด้ ูสวยงามและอ่านงา่ ย การ แตง่ ใหถ้ กู ตอ้ งตามลกั ษณะยอ่ หนา้ วรรคตอนน้นั ขอให้ดโู ครงสร้างรูปแบบการแตง่ ดงั ตอ่ ไปน้ีฯ โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 111

112 โครงสร้างแบบอย่างการแต่งกระทู้ (สุภาษิต)................................ ................................... ...................................... ................................... ............................................................. (คาํ แปล).................................................... บดั น้ี จะไดอ้ ธิบายขยายเน้ือความแห่งกระทูธ้ รรมสุภาษิตที่ไดล้ ขิ ติ ไว้ ณ เบ้อื งตน้ พอเป็นแนว ทางการปฏิบตั แิ ละศกึ ษา สาํ หรับผูส้ นใจ เป็นลาํ ดบั ไป ............................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ .................................. ................................................สมกบั สุภาษิตทมี่ าใน .................................................................วา่ (สุภาษิต)................................ ................................... ...................................... ................................... ............................................................. (คาํ แปล).................................................... ความวา่ .............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ......................................................................................………………..สมกบั สุภาษิตทม่ี าใน (ท่ีมา).................................................................ว่า (สุภาษติ )................................ ................................... ...................................... ................................... ............................................................. (คาํ แปล).................................................... โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 112

113 ความวา่ .............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ......................................................................................………… สรุปความวา่ .......................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................…….................. โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 113

114 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 114

115 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 115

116 พทุ ธศาสนสุภาษติ ๑. ชีวเตวาปิ สปปฺ �โฺ  อปิ วิตตุ ปริกฺขย ป�◌ฺ าย จ อลาเภน วิตตฺ าปิ น ววี ติ ถงึ สน้ิ ทรพั ย์ ผมู้ ปี ัญญากเ็ ป็นอยไู่ ด้ แต่อปั ปัญญา แมม้ ที รพั ยก์ เ็ ป็นอยไู่ มไ่ ด.้ ทมี่ า: (มหากปั ปินเถรคาถา) ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา ๒. ปาณิมหฺ ิ เจ วโณ นาสสฺ หเรยฺย ปาณินา วิสํ นาพฺพณํ วิสมนฺเวติ นตถฺ ิ ปาปํ อกพุ ฺพโต ถา้ ฝ่ามอื ไมม่ แี ผล กพ็ งึ นํายาพษิ ไป ดว้ ยฝ่ามอื ทย่ี าพษิ ซมึ เขา้ ไปไมไ่ ด้ ฉนั ใด บาปยอ่ มไมท่ ํา แกค่ นผไู้ ม่ทาํ ฉันนนั้ . ทมี่ า: (พุทธภาษติ ) ขทุ ทกนิกาย ธรรมบทคาถา ๓. น หิ ปาปํ กตํ กมมฺ ํ สชชฺ ุขรี วํ มุจจฺ ติ ฑหนฺตํ พาลมนฺเวติ ภสมฺ าจฺฉนฺโนว ปาวโก บาปกรรมทท่ี ําแลว้ ยอ่ มไมเ่ ปลย่ี นแปลง เหมอื นนมสดทร่ี ดี ในวนั นัน้ บาปย่อมตามเผาเขลา เหมอื นไฟทเ่ี ถา้ กลบไว.้ ทมี่ า: (พทุ ธภาษติ ) ขทุ ทกนิกาย ธรรมบทคาถา ๔. เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส ปิ ตุ อปริจารโก ปิ ตริ มิจฉฺ า จริตฺวาน นิรยํ โส อปุ ปชฺชติ ผทู้ ม่ี ารดา บดิ า เลย้ี งมาโดยยากอย่างน้ี ไม่บํารุงมารดา บดิ าประพฤตผิ ดิ ในมารดา บดิ า ย่อมเขา้ ถงึ นรก. ทมี่ า: (โสณโพธสิ ตั วภ์ าษติ ) ขุททกนิกาย ชาดก สตั ตตนิ ิบาต ๕. พฺรหฺมาติ มาตาปิ ตโร ปพุ พฺ าจริยาติ วจุ ฺจเร อาหเุ นยยฺ า จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมปฺ กา มารดา บดิ า ทา่ นว่าเป็นพรหม เป็นบรุ พาจารย์ เป็นทน่ี ับถอื ของบตุ รและเป็นผอู้ นุเคราะห์ บตุ ร. ทมี่ า: (โสณโพธสิ ตั วภ์ าษติ ) ขทุ ทกนกิ าย ชาดก สตั ตตนิ บิ าต โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 116

117 ๖. มธฺวา ม�◌ฺ ตี พาโล ยาว ปาป น ปจฺจติ ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ทกุ ขฺ ํ นิคจฉฺ ติ ตราบเทา่ ทบ่ี าปยงั ไม่ไหผ้ ล คนเขลายงั เขา้ ใจว่ามรี สหวาน แต่บาป ใหผ้ ลเม่อื ใด คนเขลาย่อมประสบ ทกุ ขเ์ ม่อื นนั้ . ทมี่ า: (พทุ ธภาษติ ) ขุททกนิกาย ธรรมปทคาถา ๗. โย จตตฺ านํ สมุกฺกเํ ส ปเร จ อวชานติ นิหิโน เสน มาเนน ตํ ช�◌ฺ า วสโล อิติ ผใู้ ดยกยอ่ งตนและดูหมน่ิ ผอู้ ่นื เป็นคนเลวเพราะการถอื ตวั เอง พงึ รวู้ ่าผนู้ ัน้ เป็นคนเลว. ทมี่ า: (พุทธภาษติ ) ขทุ ทกนกิ าย สุตตนบิ าต ๘. กลฺยาณเมว ม�ุ ◌เฺ จยยฺ น หิ ม�ุ ◌เฺ จยยฺ ปาปิ ปํ โมกโฺ ข กลยฺ าณิยา สาธุ มุตวฺ า ตปปฺ ติ ปาปิ กํ พงึ เปล่งวาจางามเท่านัน้ ไม่พงึ เปลง่ วาจาชวั่ เลย การเปลง่ วาจา งามยงั ประโยชน์สาํ เรจ็ คนเปล่ง วาจาชวั่ ยอ่ มเดอื ดรอ้ น. ทมี่ า: (พทุ ธภาษติ ) ขทุ ทกนกิ าย ชาดก เอกนบิ าต ๙. อปปฺ เกนปิ ปาภเฏน วิจกขฺ โณ สมฏฺ ฐาเปติ อตตฺ านํ อณุ อคคุ ึว สนฺธมํ ผมู้ ปี ัญญาเฉลยี วฉลาด ย่อมตงั้ ตนไดด้ ว้ ยทุนแมน้ ้อย เหมอื นคน ก่อไฟกองนอ้ ยขน้ึ ฉะนัน้ . ทมี่ า: (พุทธภาษติ ) ขุททกนิกาย ชาดก เอกนบิ าต ๑๐. อโมฆํ ทิวสํ กยิรา อปเฺ ปน พหเุ กน วา ยํ ยํ วิวหเต รตตฺ ิ ตทูนนฺตสสฺ ชีวิตํ ควรทําวนั คนื ไมใ่ หเ้ ปลา่ จากประโยชน์น้อยหรอื มาก เพราะวนั คนื ผา่ นบุคคลใดไป ชวี ติ ของบคุ คลนนั้ ยอ่ มพรอ่ งจากประโยชน์. ทมี่ า: (สริ มิ ณั ฑเถรภาษติ ) ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา ๑๑. อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณ�◌จฺ มตุกํ ปมุขํ สพพฺ ธมมฺ านํ ตสมฺ า สีลํ วิโสธเย โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 117

118 ศลี เป็นทพ่ี งึ่ เบอ้ื งตน้ เป็นมารดาของกลั ยาณธรรมทงั้ หลายเป็นประมขุ ของกลั ยาณธรรม ทงั้ ปวง เพราะฉะนัน้ ควรชาํ ระศลี ใหบ้ รสิ ทุ ธ.ิ ์ ทมี่ า: (สวี ลเถรภาษติ ) ขุททกนกิ าย เถรคาถา ๑๒. ปตู ิมจฺฉํ กสุ คเฺ คน โย นโร อปุ นยฺหติ กสุ าปิ ปตู ิ วายนฺติ เอวํ พาลปู เสวนา คนห่อปลาเน่าดว้ ยใบหญา้ คน แมห้ ญา้ คากพ็ ลอยเหมน็ เน่าไปดว้ ย ฉนั ใด การคบคนพาลกฉ็ นั นัน้ . ทมี่ า: (ราชธตี าภาษติ ) ขทุ ทกนกิ าย ชาดก มหานิบาต ๑๓. อทุ พินฺทุนิปาเตน อทุ กมุ โฺ ภปิ ปูรติ อาปรู ติ พาโล ปาปสสฺ โถกํ โถปํ ิ อาจินํ แมห้ มอ้ น้ํายอ่ มเตม็ ดว้ ยหยาดน้ํา คนเขลาสงั ่ สมบาปแมท้ ลี ะน้อยๆ กย็ ่อมเตม็ ดว้ ยบาป ฉนั นัน้ . ทมี่ า: (พุทธภาษติ ) ขทุ ทกนกิ าย ธรรมปทคาถา ๑๔. ยสสฺ รกุ ฺขสสฺ ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยยฺ วา น ตสสฺ สขํ ภ�ุ ◌เฺ ชยฺย มิตฺตทุพโฺ ภ หิ ปาปโก บุคคลนงั ่ หรอื นอนทร่ี ม่ เงาตน้ ไมใ้ ด ไม่ควรหกั กง่ิ ไมน้ ัน้ เพราะผปู้ ระทษุ รา้ ยมติ รเป็นคนเลวทราม. ทมี่ า: (โพธสิ ตั วภ์ าษติ ) ขทุ ทกนกิ าย ชาดก มหานิบาต ๑๕. สเจ ภาเยถ ทกุ ฺขสสฺ สเจ โว ทุกขฺ มปปฺ ิ ยํ มากตฺถ ปาปกํ กมมฺ ํ อาวี วา ยทิวา รโห ถา้ ทา่ นกลวั ทกุ ข์ ถา้ ท่านไมร่ กั ทุกข์ กอ็ ย่าทาํ บาปทงั้ ในทแ่ี จง้ ทงั้ ในทล่ี บั . ทมี่ า: (พทุ ธภาษติ ) ขุททกนกิ าย อทุ าน โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 118

119 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 119

120 ข้อสอบอบรมก่อนสอบ : ธรรมวภิ าค ปัญหาธรรมวิภาค นกั ธรรมช้ันโท หมวดที่ ๒ - ๓ *********************************** ๑. ๑.๑ กาม และกามคณุ มีอธิบายอยา่ งไร ? ๒๕๔๔ ๑.๒ รูป เสียง กลนิ รส โผฏฐพั พะ ท้งั ๕ นี& เพราะเหตไุ รจึงเรียกว่ากามคณุ ? ๒๕๔๔ ๒. ๒.๑ กรรมฐาน ๒ มีอะไรบา้ ง มอี ธิบายอยา่ งไร ? ๒๕๔๒ ๒.๒ การทาํ ใจใหน้ ิงคอื มอี ารมณ์เดียวจดั เป็นอะไร มีเทา่ ไร อะไรบา้ ง ? ๒๕๔๒ ๓. ๓.๑ บชู ามเี ทา่ ไร อะไรบา้ ง ? ๒๕๔๐ ๓.๒ การบูชาอยา่ งไหนนบั ว่าเป็นเลศิ เพราะเหตุไร ? ๒๕๔๐ ๔. ๔.๑ วิการในอปุ าทายรูปมกี ีอยา่ ง บอกมาใหค้ รบ ? ๒๕๓๙ ๔.๒ ลกั ษณะในอปุ าทายรูปมีกีอยา่ ง อะไรบา้ ง ตอบมาใหค้ รบ ? ๒๕๓๘ ๕. ๕.๑ พระเสขะ ผยู้ งั ตอ้ งศกึ ษาน้นั คือศึกษาเรื่องอะไร ? ๒๕๔๑ ๕.๒ อุจเฉททิฏฐิ กบั นตั ถกิ ทิฏฐิ เหมอื นกนั หรือตา่ งกนั อยา่ งไร ? ๒๕๔๑ ๖. ๖.๑ สังขาร ๓ คอื อะไรบา้ ง ? ๒๕๔๒ ๖.๒ ทช่ี ่ือวา่ สังขารเช่นน้นั เพราะอะไร ? ๒๕๔๒ ๗. ๗.๑ อนุตตริยะมอี ะไรบา้ ง ความพน้ จากกิเลสอาสวะเป็นอกปุ ปธรรม จดั เป็นอนุตตริยะอยา่ งไหน ? ๒๕๔๑ ๗.๒ ปรีชาหยงั รู้อะไรจดั เป็นกิจจญาณ ? ๒๕๔๓ ๘. ๘.๑ คาํ วา่ ปิ ฎก แปลว่าอะไร ปิ ฎกในทางธรรมมกี ีอยา่ งอะไรบา้ ง ? ๒๕๔๐ ๘.๒ ความเป็นใหญ่ใครกช็ อบ พระพุทธศาสนาไดว้ างหลกั น้ีไวอ้ ยา่ งไร ? ๒๕๔๐ ๙. ๙.๑ พระโสดาบนั ๓ ไดแ้ ก่ใครบา้ ง ? ๒๕๓๙ ๙.๒ กศุ ลวิตกมเี ท่าไร บอกมาใหค้ รบ ? ๒๕๓๙ ๑๐. ๑๐.๑ พุทธจริยามีเท่าไร อะไรบา้ ง ตอบมาให้ครบ ? ๒๕๓๘ ๑๐.๒ วฏั ฏะ ๓ คืออะไรบา้ ง สมั พนั ธ์กนั อยา่ งไร ? ๒๕๓๘ ----------------------------------------- โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 120

121 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 121

122 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 122

123 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 123

124 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 124

125 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 125

126 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 126

127 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 127

128 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 128

129 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 129

130 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 130

131 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 131

132 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 132

133 ข้อสอบอบรมก่อนสอบ : อนุพุทธประวตั ิ โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 133

134 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 134

135 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 135

136 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 136

137 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 137

138 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 138

139 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 139

140 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 140

141 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 141

142 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 142

143 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 143

144 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 144

145 ข้อสอบอบรมก่อนสอบ : ศาสนพิธี โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 145

146 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 146

147 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 147

148 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 148

149 โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 149


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook