Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนนักธรรมโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

หนังสือเรียนนักธรรมโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

Published by suanvang, 2021-07-18 14:06:24

Description: หนังสือเรียนนักธรรมโทพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ

Keywords: หนังสือเรียน,นักธรรมโท,พระธีรวัฒน์

Search

Read the Text Version

50 ๔๘. พระมหาปันถกเถระ ทา่ นเป็นบตุ รธิดาเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ เศรษฐีพาท่านไปฟังเทศนเ์ สมอ ๆ ท่านมีความเลอื่ มใสจึงขอตามไป บวชเป็นสามเณร ตอ่ มาไดอ้ ปุ สมบทเป็นพระภกิ ษุ แลว้ เจริญกมั มฏั ฐานจนสาํ เร็จพระอรหนั ต์ เอตทัคคะ ทา่ นไดเ้ ป็นภตั ตุเทสกข์ องสงฆ์ และพระบรมศาสดาทรงยกยอ่ งท่านวา่ เป็ นผู้เลิศกว่าภิกษทุ ้งั หลายผ้เู จริญ วิปัสสนา ๔๙. พระจฬู ปันถกเถระ ทา่ นเป็นนอ้ งชายของพระมหาปันถกเถระ พ่ีชายไดช้ วนมาบวชในพระพุทธศาสนา คร้นั บวชแลว้ พระพชี่ ายให้ ทอ่ งคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณต้งั ๔ เดือน กจ็ าํ ไม่ได้ พ่ีชายจึงไลอ่ อกจากวหิ าร และถอนช่ือออกจากภกิ ษุที่ควรถกู นิมนต์ ท่านเสียใจคดิ จะสึก พระบรมศาสดาทรงทราบจึงเสด็จไปปลอบโยนและทรงประทานผา้ ขาวให้ทา่ นลบู คลาํ แลว้ พจิ ารณาเขา้ มาในกาย พออรุณข้นึ ทา่ นเห็นผา้ เก่าไปแลว้ พิจารณาโนม้ เขา้ มาในกาย ก็บรรลพุ ระอรหนั ตพ์ ร้อมดว้ ย ปฏสิ ัมภทิ าในขณะน้นั เอตทคั คะ ทา่ นไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาว่า เป็ นผู้เลศิ กว่าภกิ ษทุ ้ังหลายผู้ชํานาญมโนมยทิ ธิ ๕๐. พระโสณกุฏกิ ัณณเถระ ท่านเป็นบตุ รนางกาฬีผโู้ สดาบนั อุปัฏฐากพระมหากจั จายนเถระ ท่านไดค้ นุ้ เคยกบั พระมหากจั จายนะ เมอ่ื โต ข้ึนปรารถนาจะบวชแตไ่ มม่ ีสงฆพ์ อคณะ จึงตอ้ งบวชเณรอยถู่ ึง ๓ ปี พอไดภ้ ิกษคุ รบองค์ จึงไดบ้ วชเป็นพระภิกษุ คร้นั บวชแลว้ เจริญวิปัสสนากมั มฏั ฐานจนสาํ เร็จพระอรหตั ตผล เอตทคั คะ ตอ่ มาทา่ นไดล้ าอุปัชฌายม์ าเฝา้ พระบรมศาสดา และไดถ้ วายธรรมเทศนาดว้ ยถอ้ ยคาํ อนั ไพเราะ อาศยั คณุ สมบตั เิ ช่นน้ีท่านจึงไดร้ บั ยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาว่า เป็ นผู้เลิศกว่าภกิ ษุท้ังหลายผู้แสดงธรรมด้วยถ้อยคาํ อนั ไพเราะ ๕๑. พระสุภตู ิเถระ ทา่ นเป็นบตุ รสุมนเศรษฐีในนครสาวตั ถี เพราะมีผิวขาวงามจึงมชี ่ือว่า “สุภูต”ิ ไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาเกิดศรัทธา เล่ือมใส อุปสมบท ณ พระเชตวนั มหาวหิ าร แลว้ เจริญวิปัสสนากมั มฏั ฐานจนไดส้ าํ เร็จพระอรหัตตผล เอตทัคคะ ท่านไดร้ บั การยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาว่า เป็ นผู้เลิศกว่าภิกษุท้ังหลายในทางอรุณวิหาร (คอื เจริญฌาณประกอบดว้ ยเมตตา) และเป็ นทกั ขเิ ณยยบคุ คล (คือผคู้ วรรับทกั ขณิ าทาน) โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 50

51 ๕๒. พระลกณุ ฏกภัททิยเถระ ทา่ นเกิดในตระกลู ทมี่ ง่ั คง่ั ในพระนครสาวตั ถี มรี ่างกายเล็กต่าํ เต้ยี ไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา มีความเลือ่ มใสจึงออกบวช คร้นั ไดบ้ วชสมประสงคแ์ ลว้ เจริญกมั มฏั ฐานจนสาํ เร็จโสดาปัตติผล ต่อมาไดส้ นทนากบั พระสารีบตุ รเถระ เมือ่ สนทนาอยจู่ ิตท่านก็หลุดพน้ จากอาสวะเป็นพระอรหันตใ์ นพระพุทธศาสนา เอตทัคคะ ท่านเป็นผูม้ ีเสียงไพเราะเสนาะโสตแกผ่ ูฟ้ ัง เหตุดงั น้ีนพระบรมศาสดาจึงทรงยกยอ่ งทา่ นวา่ เป็ นผู้เลศิ กว่าภิกษุ ท้ังหลายผู้มเี สียงไพเราะ ๕๓. พระกังขาเรวตเถระ ท่านเป็นบตุ รชาวเมอื งสาวตั ถี มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงอปุ สมบท ณ เชตวนั มหาวหิ าร เม่อื อปุ สมบทแลว้ เจริญสมณธรรมไม่นานกไ็ ดส้ าํ เร็จพระอรหัตตผล เอตทัคคะ ทา่ นเป็นผชู้ าํ นาญในฌานสมาบตั เิ ขา้ ออกท้งั กลางวนั กลางคืน ดว้ ยเหตนุ ้ีพระบรมศาสดาจึงทรงยกยอ่ งท่านว่า เป็ นผ้เู ลิศกว่าภกิ ษทุ ้ังหลายผู้เจริญฌานสมาบัติ ๕๔. พระวักกลิเถระ ทา่ นเป็นบุตรพราหมณ์ ในเมืองสาวตั ถี เมอื่ เจริญวยั แลว้ ไดศ้ กึ ษาจบไตรเพทตามลทั ธิพราหมณ์เลอ่ื มใสในพระ รูปโฉมของพระบรมศาสดา ออกบวชในพระพุทธศาสนา ณ วดั เชตวนั มหาวหิ าร คร้นั บวชแลว้ มวั ดแู ต่พระรูปโฉม ของพระบรมศาสดาอยา่ งเดียว พระบรมศาสดาจึงทรงประณามไลท่ า่ นเสีย ทา่ นเสียใจจะไปกระโดดเหวตาย พระบรม ศาสดาทรงทราบจึงทรงแผ่รศั มเี ป็นรูปพระองคไ์ ปปลอบ ทา่ นเกิดปี ติจนการลอย เมอ่ื ข่มสตไิ ดแ้ ลว้ พิจารณาตามภมู ิ ธรรมกไ็ ดส้ าํ เร็จพระอรหัตตผล เอตทคั คะ ท่านไดร้ ับการยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาวา่ เป็ นผู้เลศิ กว่าภกิ ษุท้ังหลายฝ่ ายข้างศรัทธาวมิ ุตติ คือ พน้ จาก กิเลสดว้ ยศรทั ธา ๕๕. พระโกณฑธานะ ทา่ นเกิดในสกุลพราหมณใ์ นเมืองสาวตั ถี เดิมช่ือ “ธานะ” ไดเ้ รียนจบไตรเพท ภายหลงั ไดฟ้ ังพระธรรมเทศนา เล่ือมใสไดอ้ ปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนา หลงั จากบวชแลว้ ท่านจะไปหรืออยไู่ หนยอ่ มมีรูปหญงิ สวยตดิ ตามหลงั ท่าน เสมอ ดว้ ยกรรมชว่ั ทท่ี า่ นทาํ ไวใ้ นกาลก่อน คฤหัสถแ์ ละบรรพชิตไดเ้ ห็นกต็ าํ หนิและเยาะเยย้ ต่างๆ มีกล่าววา่ “ธาโน โกณฺโฑ ซาโต” ดงั น้ีคาํ วา่ “กุณฑ” จึงเป็นช่ือนาํ หนา้ ทา่ น เม่อื พระเจา้ โกศลทรงทราบเสด็จมาไตส่ วน ปรากฏว่าไมใ่ ช่ หญิงจริง ก็ทรงเลื่อมใสตอ่ มาทา่ นไดเ้ จริญกมั มฏั ฐานจนสาํ เร็จพระอรหตั ตผล โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 51

52 ๕๖. พระวังคีสเถระ ท่านเป็นบตุ รพราหมณใ์ นพระนครสาวตั ถี มมี นตอ์ ยา่ งหน่ึงช่ือว่า “ฉวสีสะ” ชาํ นาญในการพสิ ูจน์กระโหลกคน วา่ จะไปเกิดในทไ่ี หน เมอ่ื ชาติกอ่ นเป็นอะไร โดยใชเ้ ลบ็ เคาะกระโหลกศีรษะ จนมคี นนบั ถอื มาก ภายหลงั ทราบวา่ พระบรมศาสดาเป็นนกั ปราชญ์ จึงมาเฝา้ แสดงความรู้แก่พระองค์ พระองคก์ ไ็ ดน้ าํ กระโหลกพระอรหันตม์ าให้ท่าน พสิ ูจน์ แตท่ ่านพสิ ูจนไ์ มไ่ ดจ้ ึงยอมแพป้ ระสงคจ์ ะเรียนพุทธมนตจ์ ึงอปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนาเมอ่ื บวชแลว้ พระบรม ศาสดาทรงประทานกมั มฏั ฐานมอี าการ ๓๒ ใหท้ ่านสาธยาย โดยล่วงไป ๒-๓ วนั จึงไดส้ าํ เร็จอรหัตตผล เอตทคั คะ เม่อื ทา่ นจะเขา้ เฝ้าทีไรมกั ผกู บทบาทคาถาแต่งกลอนถวายทุกคร้ัง ดว้ ยเหตนุ ้ีพระบรมศาสดาจึงทรงยกยอ่ งท่าน วา่ เป็ นผ้เู ลศิ กว่าภกิ ษุท้ังหลายทางมปี ฏิภาณในการผูกบทบาทคาถา ๕๗. พระปิ ลินทวจั ฉเถระ ทา่ นเกิดในสกลุ พราหมณว์ จั ฉโคตร ท่านมีศรัทธาเลือ่ มใสจึงอปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื บวชแลว้ เจริญ สมถกมั มฏั ฐาน ไม่นานก็บรรลพุ ระอรหัตตผล ท่านมกั เรียกใคร ๆ ว่า “วสลิ” แปลวา่ คนถอ่ ย เสมอ ๆนบั ว่าเป็น เพราะกรรมเก่าของท่าน เป็นการพูดโดยไม่ต้งั ใจให้ร้ายใคร เอตทัคคะ เทพยดาท้งั หลายทราบวา่ ท่านเป็นผใู้ ห้เทวสมบตั ิแกพ่ วกตนจึงพากนั รกั ใคร่ทา่ น ดงั น้นั พระบรมศาสดาจึง ทรงยกยอ่ งทา่ นวา่ เป็ นผ้เู ลศิ กว่าภิกษุท้งั หลายผ้เู ป็ นทีร่ ักใคร่ของเทพยดา ๕๘. พระกุมารกสั สปเถระ ทา่ นเป็นบตุ รธิดาเศรษฐีในพระนครราชคฤห์ มารดาของทา่ นมคี รรภแ์ ต่ไมร่ ู้ ไดไ้ ปบวชในสาํ นกั นางภกิ ษุณี และคลอดบตุ รในระหว่างน้นั พระเจา้ ปเสนทิโกศลเสดจ็ มาไดย้ ินเสียงเด็กร้อง จึงขอไปเล้ยี งไวเ้ ป็นราชโอรสบญุ ธรรม เม่ือมีอายคุ รบ ๒๐ กไ็ ดอ้ ปุ สมบทในพระพุทธศาสนา ต่อมาไดฟ้ ังปัญหาพุทธยากรณ์ ๑๕ ขอ้ เอตทัคคะ ท่านเป็นผูม้ คี วามสามารถในการแสดงธรรมแก่บริษทั ๔ ไดอ้ ยา่ งวิจิตรสมบูรณ์ดว้ ยอุปมาอุปไมย พร้อมท้งั เหตุผลให้ผูฟ้ ังเขา้ ใจง่าย ฉลาดในการสง่ั สอน ดงั น้นั จึงไดร้ ับการยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาวา่ เป็ นผู้เลิศกว่าภกิ ษุ ท้ังหลายผู้แสดงธรรมได้อย่างวิจติ ร ๕๙. พระมหาโกฏฐิตเถระ ทา่ นเป็นบตุ รของอสั สลายนะพราหมณ์กบั นางจนั ทวทีพราหมณี ในนครราชคฤห์ ไดศ้ กึ ษาลทั ธิพราหมณ์จนจบ ไตรเพท แต่มคี วามเล่อื มใสในพระพทุ ธศาสนา จึงออกบวชประพฤตพิ รหมจรรย์ มพี ระสารีบุตรเถระเป็นพระอปุ ัชฌาย์ มพี ระมหาโมคลั ลวนเถระเป็นพระอาจารย์ ไดส้ าํ เร็จพระอรหตั ตผลขณะปลงผม ดว้ ยอาํ นาจวิปัสสนากมั มฏั ฐานพร้อม ท้งั ปฏสิ ัมภทิ า โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 52

53 เอตทคั คะ ท่านเป็นผใู้ คร่ต่อการศกึ ษา ไม่ว่าจะเขา้ ไปหาพระเถระรูปไหนก็ดี หรือเขา้ ไปเฝ้าพระบรมศาสดาก็ดี มกั ถาม ปัญหาในปฏิสมั ภทิ าท้งั ๔ เป็นประจาํ ต่อมาพระบรมศาสดาทาํ มหาเวทลั ลสูตรใหเ้ ป็นตน้ เหตุ ต้งั ทา่ นไวใ้ นเอตทคั คฐานว่า เป็ นผ้เู ลศิ กว่าภกิ ษุท้ังหลายผ้แู ตกฉานในปฏิสัมภิทา ๖๐. พระโสภติ เถระ ท่านเป็นบตุ รพราหมณใ์ นนครสาวตั ถี เมอื่ เตบิ โตไดศ้ ึกษาอกั ษรสมยั ในลทั ธิพราหมณ์ ภายหลงั ไดฟ้ ังพระธรรม เทศนาของพระบรมศาสดา เกิดความเล่อื มใสจึงไดอ้ ปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนา คร้นั อปุ สมบทแลว้ บาํ เพญ็ เพยี รไม่ นานกส็ าํ เร็จพระอรหัตตผล เอตทัคคะ ทา่ นชาํ นาญในการระลกึ ชาตมิ าก ดงั น้นั จึงไดร้ บั การยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาวา่ เป็ นผู้เลศิ กว่าภิกษทุ ้งั หลาย ในทางเป็ นผ้รู ะลกึ ปพุ เพนวิ าสญาฌ ๖๑. พระนันทกเถระ ทา่ นเป็นบตุ รพราหมณ์ในนครสาวตั ถี มีความเลอ่ื มใสจึงอปุ สมบทในพระพุทธศาสนาตอ่ มาไดบ้ าํ เพญ็ สมณธรรม จนสาํ เร็จพระอรหตั ตผล เอตทคั คะ ทา่ นไดแ้ สดงอายตนะ ๖ แก่นางภกิ ษณุ ี ๕๐๐ รูป ใหไ้ ดส้ าํ เร็จพระอรหตั ตผลท้งั หมดดว้ ยเหตุน้นั จึงไดร้ บั การ ยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาว่า เป็ นผ้เู ลิศกว่าภิกษทุ ้ังหลายทางให้โอวาทแก่นางภกิ ษณุ ี ๖๒. พระมหากปั ปิ นเถระ ทา่ นเป็นพระราชาในกกุ กฏุ วดีนคร ทรงสดบั ข่าวจากพ่อคา้ วา่ “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดในโลกและ ประทบั ท่เี มอื งสาวตั ถี”ทรงเลอื่ มใสสละราชสมบตั เิ สดจ็ ไปเฝ้าพระบรมศาสดาพร้อมดว้ ยบริวารไดฟ้ ังธรรมจนสาํ เร็จ พระอรหตั ตผลแลว้ บวชพร้อมกนั หมด เอตทัคคะ เพราะเหตทุ ที่ ่านไดส้ ัง่ สอนให้บริวารของตนใหไ้ ดบ้ รรลุพระอรหัตตผล พระบรมศาสดาจึงทรงยกยอ่ งทา่ นว่า เป็ นผ้เู ลศิ กว่าภิกษทุ ้งั หลายทางให้โอวาทแก่ภิกษบุ ริษัท ๖๓. พระศาคตเถระ ท่านเป็นบตุ รพราหมณใ์ นนครสาวตั ถี มคี วามเลอ่ื มใสจึงไดอ้ ปุ สมบทในพระพุทธศาสนา เมอื่ อุปสมบทแลว้ ได้ ตามเสด็จพระบรมศาสดาไปยงั เมอื งโกสมั พี ทา่ นมชี ่ือเสียงในการเจริญเตโชกสิณ มเี รืองเล่าว่า “ท่านไดต้ ่อสู้กบั พญานาคทมี่ าเบยี ดเบียนชาวเมืองโกสมั พีใหห้ ายพยศ” ชาวเมอื งจึงพากนั เลือ่ มใสมากไดถ้ วายสุราอ่อนแก่ท่าน ทา่ นฉัน โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 53

54 จนเมาหมดสตินอนทีก่ องหยาดเยือ่ พระบรมศาสดาทรงทราบจึงตรัสบญั ญตั สิ ุราปานสิกขาบท และติเตยี นทา่ นเป็นอนั มากรุ่งข้นึ เชา้ ตรู่ท่านไดส้ ตทิ ลู ขอโทษไดค้ วามสังเวช หมน่ั เจริญสมณธรรมกไ็ ดส้ าํ เร็จพระอรหัตตผล เอตทัคคะ ต่อมาพระบรมศาสดาประทบั ณ วดั เชตวนั ทรงยกเอาคณุ สมบตั ขิ องท่านดงั กลา่ วแลว้ ใหเ้ หตุแลว้ ต้งั ทา่ นไวใ้ น ตาํ แหน่งเอตทคั คะวา่ เป็ นผู้เลิศกว่าภกิ ษทุ ้งั หลายในทางฉลาดในเตโชกสิณ ๖๔. พระอปุ เสนเถระ ท่านเป็นบตุ รของวงั คนั ตพราหมณ์กบั นางสารีพราหมณี เป็นนอ้ งชายของพระสารีบุตรเถระ คร้นั เจริญวยั แลว้ ได้ ศกึ ษาจบไตรเพทในลทั ธิพราหมณ์ ไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา เกิดความเล่อื มใสจึงไดอ้ ปุ สมบทใน พระพุทธศาสนา แลว้ บาํ เพญ็ เพยี รไม่นานก็ไดส้ าํ เร็จพระอรหัตตผล เอตทัคคะ ตอนทา่ นบวชไดพ้ รรษาเดียว ก็ใหอ้ ปุ สมบทแก่กลุ บตุ ร พระบรมศาสดาทรงทราบ จึงตรัสติเตียนวา่ เป็นคนสะ เพร้ามกั มาก เม่อื สาํ เร็จอรหันตแ์ ลว้ ในพรรษาที่ ๑๐ ไดแ้ สดงธรรมมีกุลบตุ รเล่อื มใสมาขอบวชกนั มาก ท่านกฝ็ ึกสอน ใหร้ ู้วนิ ยั แลว้ จึงบวช แตน่ ้นั กใ็ ห้เรียนธุดงค์ ๑๓ ใหย้ นิ ดีในการอยปู่ ่ าดุจทา่ น จนมีบริวารถงึ ๕๐๐ เมอ่ื พระบรมศาสดา ทรงทราบจึงทรงสรรเสริญท่านวา่ เป็ นผ้เู ลศิ กว่าภกิ ษทุ ้ังหลายทางยังพหุชนให้เลอื่ มใส ๖๕. พระขทริ วนยิ เรวตเถระ ทา่ นเป็นบตุ รวงั คนั ตพราหมณก์ บั นางสารีพราหมณี เป็นนอ้ งชายคนเลก็ ของพระสารีบตุ รเถระ เมอื่ อายไุ ด้ ๗ ปี บิดา มารดารีบจดั การแตง่ งานเพราะกลวั จะบวชเสียก่อนในวนั แตง่ งานท่านไดอ้ อกอบุ ายหนีไปบวชเป็นสามเณรใน สาํ นกั ภกิ ษุ ๓๐ รูปในป่ าที่พระสารีบตุ รสัง่ ไว้ ภายหลงั กลวั พวกญาตจิ ะตามมาพบ จึงเรียนเอากมั มฏั ฐานแลว้ ลาไปอยปู่ ่ า สะแก บาํ เพญ็ เพียรไปก็ไดบ้ รรลพุ ระอรหัตตผลในพรรษาน้นั พอออกพรรษา พระบรมศาสดากบั พระสารีบุตรพร้อม ดว้ ยหมสู่ งฆเ์ สด็จไปเย่ียม ทา่ นนิมติ รเรือนอยา่ งละ ๕๐๐ สาํ หรบั เป็นทพ่ี กั แก่หมู่สงฆ์ ทรงประทบั อยู่ ๑ เดือนก็เสดจ็ กลบั เอตทคั คะ ท่านชอบอยปู่ ่ ากนั ดารเช่นน้ี จึงมฉี ายาวา่ “ขทริ วนิยะ” และตอ่ มาพระบรมศาสดายกยอ่ งทา่ นว่า เป็ นผู้เลศิ กว่าภกิ ษุ ท้ังหลายผ้อู ย่ปู ่ ากันดาร ๖๖. พระสีวลีเถระ ท่านเป็นโอรสแห่งศากยะกุมารกบั พระนางสุปปวาสาธิดาโกลยิ วงศ์ เมื่อต้งั ครรภม์ ีผเู้ อาของสกั การะมาถวายทุก เชา้ เยน็ อยใู่ นครรภต์ ้งั ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วนั ดว้ ยผลกรรมทไ่ี ปลอ้ มเมอื งเพ่อื ชิงราชสมบตั ใิ นชาติก่อน คร้นั เวลาคลอด ก็ง่ายดุจน้าํ ออกจากกระบอก ทาํ ให้ประยรู ญาติเบาใจจึงขนานนามว่า “สีวลี” เมื่อเจริญวยั เกิดศรทั ธาไปบวชในสาํ นกั พระสารีบุตรเถระ ไดส้ าํ เร็จพระอรหตั ตผลขณะปลงผมเสร็จพอดี โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 54

55 เอตทคั คะ เมอื่ ท่านไดเ้ ขา้ มาบวช จะอยทู่ ไี่ หนกบ็ ริบรู ณด์ ว้ ยลาภ จนพระบรมศาสดาจะพาสงฆไ์ ปไหนทางกนั ดารตอ้ งเอา ท่านไปดว้ ย อาศยั เหตนุ ้ี พระองคจ์ ึงทรงยกยอ่ งท่านว่าเป็ นผ้เู ลิศกว่าภกิ ษุท้ังหลายทางเป็ นผู้บริบูรณ์ด้วยลาภ ๖๗. พระพาหิยทารุจริ ิยเถระ ทา่ นเป็นบตุ รกุฎมุ พผี ูม้ งั่ คง่ั ในแควน้ พาหิยราษฏร์ เม่ือเจริญวยั แลว้ ไดไ้ ปคา้ ขายยงั แควน้ สุวรรณภมู ิเรืออปั ปางใน กลางมหาสมทุ ร ทา่ นเกาะแผน่ กระดานว่ายน้าํ มาถงึ ฝั่งได้ ไมม่ ีเคร่ืองนุ่งห่มจึงเอาเปลอื กไมบ้ า้ ง ใบไมบ้ า้ งมานุ่งห่ม คน ท้งั หลายเห็นนึกว่าเป็นพระอรหนั ตม์ กั นอ้ ยสันโดษ เมอ่ื พรหมเทพผูเ้ ป็นสหายเกา่ มาเตือนวา่ ท่านประพฤตลิ วงโลก แนะนาํ ใหไ้ ปพบพระศาสดา ไดพ้ บพระบรมศาสดาขณะทรงบาตรในระหวา่ งทาง จึงเขา้ ไปหมอบลงริมพระบาททลู ขอให้แสดงธรรมแกต่ นพระบรมศาสดาจึงทรงแสดงธรรมโดยยอ่ อนั รวมในไตรสิกขา ทา่ นส่งจิตไปตามกระแสธรรมก็ สาํ เร็จพระอรหัตตผล นิพพาน ทา่ นปรารถนาจะอปุ สมบทจึงไปแสวงหาผา้ กาํ ลงั ฉุดผา้ อยทู่ ีก่ องหยากเยื่อมแี มโ่ คลกู อ่อนตวั หน่ึงวิง่ มาขวดิ ท่านตาย จึงนิพพานในขณะน้นั พระบรมศาสดาเสดจ็ ทรงบาตรตอ่ ไปพบท่านนอนตายอยทู่ ีน่ นั่ จึงรับให้สงฆจ์ ดั การ เผาสรีระแลว้ นาํ อฐั ิไปบรรลไุ วท้ ีใ่ กลท้ าง ๔ แพร่งเพ่อื เป็นท่สี กั การะ เอตทคั คะ ในกาลต่อมาพระบรมศาสดาทรงยกยอ่ งทา่ นไวใ้ นเอตทคั คฐานวา่ เป็ นผู้เลิศกว่าภกิ ษุท้ังหลายผู้ขิปปาภญิ ญา คือตรัสรู้เร็ว ๖๘. พระพากลุ เถระ ทา่ นเป็นบตุ รเศรษฐีในนครโกสมั พี ในคราวโกนผมไฟ นางนมไดพ้ าทา่ นไปอาบน้าํ ในแมน่ ้าํ คงคา ปลาไดฮ้ ุบเอา ท่านไป ปลารอ้ นทอ้ งกระวนกระวายไปตดิ แหชาวประมง ๆ ไดน้ าํ ปลาไปขายให้เศรษฐีในตาํ บลที่ท่านอยเู่ ศรษฐีแลป่ ลา เห็นทารกก็มคี วามรักใคร่ดุจบตุ ร เลยเล้ียงไวใ้ หเ้ ป็นบตุ ร ต่อมาเศรษฐีผบู้ ิดาทราบขา่ ว กเ็ กิดเรื่องถงึ กบั จะแยง่ บุตร จน พระเจา้ แผ่นดินทรงตดั สินใหท้ ้งั ๒ ตระกูลเล้ยี งในเวลาเทา่ ๆ กนั เมอ่ื เจริญวยั แลว้ ไดอ้ ุปสมบทในพระพุทธศาสนา แลว้ เจริญวิปัสสนาจนสาํ เร็จพระอรหัตตผล เอตทคั คะ ท่านเป็นผไู้ มม่ ีโรคาพาธเบียดเบียนเลยต้งั แต่เป็นฆราวาสจนถงึ นิพพาน ดว้ ยเหตนุ ้นั พระบรมศาสดาจึงทรงยก ยอ่ งท่านว่า เป็ นผู้เลศิ กว่าภกิ ษุท้ังหลายผู้มีโรคาพาธน้อย ทา่ นอยมู่ าถึงอายปุ ระมาณ ๑๔๐ ปี จึงนิพพานในทา่ งกลาง สงฆ์ และอธิฐานเตโชธาตุ ใหเ้ ผาสรีระเหลอื แต่อฏั ฐิสีขาวดงั ดอกมะลิ ๖๙. พระทพั พมัลลบตุ รเถระ ท่านเป็นโอรสของมลั ลกษตั ริย์ พระมารดาของท่านมรณะเม่ือทา่ นจะประสูติ เมอื่ กาํ ลงั เป่ าศพพอพ้ืนอทุ รร้อนก็ แตกออก ๒ เสี่ยง ตวั ทา่ นกระเด็นไปตกบนพ้ืนหญา้ ไมเ่ ป็นอนั ตรายเลย เม่อื อายไุ ด้ ๗ ปี กไ็ ดบ้ รรพชาเป็นสามเณรและ ไดบ้ รรลุพระอรหัตตผลขณะปลงผมเสร็จ โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 55

56 เอตทคั คะ ทา่ นไดร้ ับยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาว่า เป็ นผู้เลศิ กว่าภกิ ษทุ ้ังหลายทางจดั แจงเสนาสนะและแจกภัตต์ ท่าน นิพพานในอากาศต้งั แตย่ งั หนุ่ม ๗๐. พระอุทายีเถระ ท่านเกิดในสกลุ พราหมณ์ ในเมอื งกบลิ พสั ดุ์ เลื่อมใสในพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจา้ จึงออกบวชแลว้ ได้ สาํ เร็จพระอรหตั ตผล ทา่ นมเี ชื่อเสียงในทางแสดงธรรม ๗๑. พระอุปวาณเถระ ท่านเกิดในตระกลู พราหมณ์ ในเมอื งสาวตั ถี ไดพ้ บพระพทุ ธเจา้ ในพธิ ีถวายพระเวฬวุ นั เกิดความเลอื่ มใสจึงได้ เขา้ มาบวชในพระพทุ ธศาสนาและไดบ้ รรลเุ ป็นพระอรหนั ต์ ท่านไดเ้ คยเป็นอุปัฏฐากของพระพทุ ธเจา้ มากอ่ นท่ีพระ อานนทจ์ ะมารับตาํ แหน่ง ในตอนปรินิพพาน ท่านไดถ้ วายงานพดั อยเู่ ฉพาะพระพกั ตร์พระพุทธเจา้ ๗๒. พระเมฆิยเถระ ทา่ นไดเ้ ขา้ มาบวชในพระพุทธศาสนา คร้งั หน่ึงทา่ นเคยไดเ้ ป็นพทุ ธอปุ ัฏฐาก ในตอนน้นั ทา่ นไดเ้ ห็นสวนมะม่วงท่ี น่ารื่นรมย์ ประสงคไ์ ปบาํ เพญ็ สมณธรรมท่ีนนั่ พระบรมศาสดาทรงห้ามถึง ๓ คร้งั ทา่ นกไ็ ม่ฟัง ผลท่สี ุดกไ็ มไ่ ดส้ าํ เร็จ อะไร เพราะถกู อกศุ ลวิตกครอบงาํ เสีย ต่อมาไดฟ้ ังเทศนาสาํ หรับระงบั วิตกจากพระบรมศาสดาแลว้ พยายามบาํ เพญ็ เพยี รจนสาํ เร็จพระอรหัตตผล ๗๓. พระนาคติ เถระ ท่านเกิดทไี่ หน บวชเมอ่ื ไร ไมม่ ปี ระวตั ิ แต่เม่ือบวชแลว้ เคยเป็นพุทธอปุ ัฏฐากมาก่อน. ๗๔. พระจนุ ทเถระ ท่านเป็นนอ้ งชายพระสารีบตุ รเถระ เกิดที่บา้ นนาลนั ทา เมอื งราชคฤห์ ทา่ นไดเ้ คยเป็นพทุ ธอปุ ัฏฐากมาคร้ังหน่ึง เม่ือพระสารีบตุ รผพู้ ชี่ ายไปนิพพานท่บี า้ นเกิด ท่านไดต้ ิดตามไปดว้ ยและไดร้ วบรวมบาตรและจีวรพร้อมท้งั อฏั ฐิธาตุ ของพระสารีบตุ รเถระมาถวายพระพทุ ธเจา้ ทีเ่ ชตวนั มหาวหิ ารดว้ ย ๗๕. พระยโสชเถระ ท่านเป็นบุตรชาวประมง ในเมืองสาวตั ถี มคี วามเลอื่ มใสจึงไดเ้ ขา้ มาบวชในพระพุทธศาสนา ต่อมาไดเ้ จริญสมณ ธรรมท่ีฝั่งแมน่ ้าํ วดั คมุ ุทา ไดส้ าํ เร็จเป็นพระอรหันต์ โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 56

57 ๗๖. พระสภยิ เถระ ท่านเคยบวชเป็นปริพพาชก ท่านเท่ียวถามปัญหาตอบปัญหาไปเรื่อย ๆ เมื่อไดม้ าถามปัญหากบั พระพุทธเจา้ พอใจในคาํ ตอบเกิดความเลอื่ มใสและไดข้ อบวช พระพุทธเจา้ ทรงใหอ้ ยตู่ ดิ ถยิ ปริวาส ๔ เดือน จึงทรงอนุญาติให้ อุปสมบท ตอ่ มากไ็ ดส้ าํ เร็จเป็นพระอรหนั ต์ ๗๗. พระเสลเถระ ท่านเกิดในตระกลู พราหมณใ์ นองั คุตตราชนบท เช่ียวชาญไตรเพทจนเป็นคณาจารยส์ ั่งสอนศษิ ยป์ ระมาณ ๓๐๐ คน ไดพ้ บพระพุทธเจา้ ที่อาปณนิคมจึงเขา้ ไปเฝ้าถามปัญหาตา่ ง ๆพอใจในคาํ ตอบเกิดความเลอื่ มใสจึงไดข้ อบวช บาํ เพญ็ เพยี รไม่ชา้ กไ็ ดบ้ รรลุเป็นพระอรหนั ต์ ๗๘. พระมหาปรันตปเถระ ประวตั ขิ องทา่ นองคน์ ้ี ทราบความแต่เพียงเป็นผูฉ้ ลาดในการส่งั สอนพทุ ธบริษทั และเป็นพระอรหนั ตเ์ ท่าน้นั ฯ ๗๙. พระนาลกเถระ ท่านเป็นบตุ รของนางพราหมณีซ่ึงเป็นนอ้ งสาวของอสิตดาบส ในนครกบลิ พสั ดุ์ ไดม้ าเฝ้าพระบรมศาสดาเพ่ือทลู ถามเรื่องโมไนยปฏปิ ทา (การปฏิบตั ิเพอ่ื เป็นนกั ปราชญ)์ แลว้ จึงขอบวชจากน้นั กท็ ูลลาไปบาํ เพญ็ สมณ ธรรมในป่ าหิม พานตอ์ ยา่ งเคร่งครัดจนสาํ เร็จเป็นพระอรหนั ต์ ดาํ รงชีวิตมาอีก ๗ เดอื นกน็ ิพพาน ๘๐. พระองคุลิมาลเถระ ทา่ นเกิดในตระกลู พราหมณ์ ในเมอื งสาวตั ถี บดิ าชื่อวา่ ภคั ควพราหมณเ์ ป็นปโุ รหิตของพระเจา้ โกศล เดิมช่ือวา่ “อหงิ สกะ” ไดศ้ ึกษาศลิ ปศาสตร์ในสาํ นกั ทิศาปาโมกขใ์ นเมอื งตกั กสิลา ปรากฏวา่ ทา่ นเรียนเกง่ มคี วามรู้ ความประพฤติ ดี พวกศษิ ยด์ ว้ ยกนั ริษยา ยใุ หอ้ าจารยก์ าํ จดั เสีย อาจารยห์ ลงเชื่อจึงลวงให้อหิงสกะไปฆ่าคนมาใหค้ รบพนั หน่ึง แลว้ จะ มอบวชิ าวิเศษให้ ท่านจึงฆ่าคนคามคาํ สัง่ ของอาจารย์ จึงกลายเป็นคนทโ่ี หดร้ายทารุณมาก ฆ่าแลว้ เอานิ้วคนมาร้อยเป็น พวงมาลยั คลอ้ งคอ จึงไดช้ ่ือว่าองคลุ มี าล ภายหลงั พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ไปโปรด ทา่ นกลบั ใจจึงขอบวชและไดส้ าํ เร็จเป็น พระอรหันต์ เป็นพระอริยสาวกในพระพทุ ธศาสนา ภิกษทุ ีไ่ ด้รับเอตทคั คะมีท้งั หมด ๔๑ รูปด้วยกนั คือ ๑. พระอญั ญาโกณทญั ญะเถระ เป็นเลศิ ทางรัตตญั �ู ๒. พระอุรุเวลกสั สปเถระ เป็นเลิศทางมบี ริวารมาก ๓. พระมหาสารีบตุ รเถระ เป็นเลศิ ทางมีปัญญามาก ๔. พระมหาโมคคลั ลานเถระ เป็นเลิศทางมฤี ทธ์ิมาก ๕. พระมหากสั สปเถระ เป็ นเลิศทางทรงธุดงค์ ๖. พระมหากจั จายนเถระ เป็นเลศิ ทางอธิบายคาํ ยอ่ ให้พิสดาร โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 57

58 ๗. พระโมฆราชเถระ เป็ นเลิศทางทรงจีวรเศร้าหมอง ๘. พระราธเถระ เป็นเลิศทางมีปฏิภาณแจม่ แจง้ ๙. พระปุณณมนั ตานีบุตรเถระ เป็นเลศิ ทางเป็นพระธรรมกถกึ ๑๐. พระกาฬทุ ายีเถระ เป็นเลิศทางยงั สกุลทไ่ี ม่เลื่อมใสให้เลอื่ มใส ๑๑. พระนนั ทเถระ เป็นเลิศทางสาํ รวมอินทรีย์ ๑๒. พระราหุลเถระ เป็นเลิศทางใคร่ในการศกึ ษา ๑๓. พระอปุ าลีเถระ เป็นเลิศทางทรงจาํ พระวนิ ยั ๑๔. พระภทั ทยิ เถระ เป็นเลศิ ทางเกิดในตระกูลสูง ๑๕. พระอนุรุทเถระ เป็นเลศิ ทางมตี าทิพย์ ๑๖. พระอานนทเ์ ถระ ๕ ทาง คอื เป็นพหูสูตมีสตมิ ธี ิตมิ ีคติ และเป็นพุทธอุปัฏฐาก ๑๗. พระโสณโกฬวิ สิ เถระ เป็นเลิศทางปรารถความเพยี ร ๑๘. พระรฏั ฐบาลเถระ เป็นเลศิ ทางบวชดว้ ยศรัทธา ๑๙. พระพระปิ ณโฑลภารทวาชเถระ เป็นเลิศทางบนั ลอื สีหนาท ๒๐. พระมหาปันถกเถระ เป็ นเลิศทางเจริ ญวิปัสสนา ๒๑. พระจูฬปันถกเถระ เป็นเลศิ ทางชาํ นาญมโนมยทิ ธิ ๒๒. พระโสณกฏุ กิ ณั ณเถระ เป็ นเลิศทางแสดงธรรมไพเราะ ๒๓. พระสกุณฏกเถระ เป็นเลศิ ทางมเี สียงไพเราะ ๒๔. พระสุภูมเิ ถระ เป็นเลิศทางอรณวิหารและทกั ขเิ ณยยบคุ คล ๒๕. พระกงั ขาเรวตเถระ เป็นเลศิ ทางยนิ ดีในฌานสมาบตั ิ ๒๖. พระวกั กลิเถระ เป็นเลศิ ทางศรัทธาวิมุตติ ๒๗. พระกณุ ฑธานเถระ เป็นเลศิ จบั สลากเป็นปฐม ๒๘. พระวงั คีสเถระ เป็ นเลิศทางฉลาดในการผูกคาถา ๒๙. พระปิ ลินทวจั ฉเถระ เป็นเลศิ ทางเป็นท่ีรกั ใคร่ของเทพยดา ๓๐. พระกุมารกสั สปเถระ เป็นเลศิ แสดงเทศนาไดอ้ ยา่ งวิจิตร ๓๑. พระมหาโกฏฐิตเถระ เป็นเลศิ ทางแตกฉานในปฏสิ มั ภทิ า ๓๒. พระโสภิตเถระ เป็นเลศิ ทางชาํ นาญปพุ เพนิวาสญาณ ๓๓. พระนนั ทกเถระ เป็นเลิศทางให้โอวาทแก่นางภกิ ษณุ ี ๓๔. พระศาคตเถระ เป็นเลศิ ทางฉลาดในเตโชกสิณ ๓๕. พระมหากปั ปิ นเถระ เป็นเลศิ ทางให้โอวาทแก่ภกิ ษุ ๓๖. พระอุปเสนเถระ เป็นเลศิ ทางยงั พหุชนให้เล่อื มใส ๓๗. พระขทิรวนิยเรวตเถระ เป็นเลิศทางอยปู่ ่ ากนั ดาร ๓๘. พระสีวลเี ถระ เป็ นเลิศทางมีลาภมาก โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 58

59 ๓๙. พระพาหิยทารุจิริยเถระ เป็ นเลิศทางตรัสรู้เร็ว ๔๐. พระพากุลเถระ เป็นเลิศทางมอี าพาธนอ้ ย ๔๑. พระทพั พมลั ลบุตรเถระ เป็นเลศิ ทางเสนาสนคาหาปกะ ภิกษณุ ที ี่ได้รับเอตทัคคะมี ๑๓ รูปด้วยกนั คือ เป็นเลิศทางรตั ตญั �ู เป็ นเลิศทางมีปัญญามาก ๑. พระนางมหาปชาบดีโคตมี เป็ นเลิศทางมีฤทธ์ ิมาก ๒. พระนางเขมาเถรี เป็นเลศิ ทางเป็นธรรมกถกึ ๓. พระนางอบุ ลวรรณาเถรี เป็นเลิศทางเป็นวนิ ยั ธร ๔. พระนางธรรมทนิ นาเถรี เป็นเลศิ ทางมีทิพยจกั ษุญาณ ๕. พระนางปฏาจาราเถรี เป็ นเลิศทางทรงจีวรเศร้าหมอง ๖. พระนางสกุลาเถรี เป็นเลิศทางเพง่ ฌานสมาบตั ิ ๗. พระนางกีสาโคตมเี ถรี เป็นเลศิ ทางตรัสรู้เร็ว ๘. พระนางนนั ทาเถรี เป็นเลศิ ทางปพุ เพนิวาสนุสสติ ๙. พระนางภทั ทากณุ ฑลเกสีเถรี เป็ นเลิศทางปรารภความเพียร ๑๐. พระนางภทั ทกาปิ ลานีเถรี เป็นเลศิ ทางศรัทธาวมิ ุตติ ๑๑. พระนางโสณาเถรี เป็นเลศิ ทางบรรลุมหาภญิ ญา ๑๒. พระนางสิงคาลมาตาเถรี ๑๓. พระนางภทั ทากจั จานาเถรี โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 59

60 เนื้อหาวิชาศาสนพธิ ี นักธรรมศึกษาช้ันโท วชิ า ศาสนพธิ ี บทนเิ ทศ พิธี คือ แบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติในทางศาสนาโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา เรียกว่า ศาสนพิธี ความจริงเรื่องพิธีเป็นเรื่องที่มีดว้ ยกนั ทุกศาสนาและเกิดข้ึนทีหลงั ศาสนา คือ ศาสนาเกิดข้นึ กอ่ นแลว้ จึงมีพิธี ต่าง ๆ เกิดตามมาภายหลงั เหตุท่ีเกิดศาสนาพิธีในพระพุทธศาสนา ก็เน่ืองมาจากหลักการของพระพุทธศาสนา ซ่ึง พระพุทธเจา้ ไดท้ รงวางไวต้ ้งั แต่ปี ท่ีพระองค์ตรสั รู้ เพื่อให้พุทธสาวกถือเป็ นหลกั ในการออกไปประกาศพระศาสนา มี หลกั ทว่ั ๆ ไปว่า (๑)สอนไมใ่ ห้ทาํ ความชวั่ (๒)สอนใหท้ าํ ความดี (๓)สอนใหท้ าํ จิตใจใหผ้ อ่ งใส เพราะหลักการท้งั ๓ อย่างน้ี จึงเป็ นเหตุให้พุทธบริษทั ตอ้ งพยายามเลิกละความประพฤติช่ัวทุกอยา่ งจนเต็ม ความสามารถ และพยายามสร้างกศุ ลสาํ หรับตนให้พร้อมเท่าท่ีจะทาํ ได้ พร้อมกบั พยายามชาํ ระจิตใจใหผ้ ่องใสอยเู่ สมอ ดว้ ยการพยายามทาํ ตามคาํ สอนดงั กลา่ วน้ี เป็ นการพยายามทาํ ความดี เรียกว่าทาํ บญุ พระพุทธองคท์ รงแสดงทางไวเ้ ป็น หลกั เรียกว่า บญุ กริ ิยาวัตถุ มี ๓ ประการ คอื (๑)ทาน (๒)ศีล (๓)ภาวนา บุญกิริยาวตั ถุน้ีเองเป็นแนวทางให้พุทธบริษทั ไดบ้ าํ เพ็ญบุญตามหลกั การที่กล่าวข้างตน้ และเป็นมูลเหตุให้ เกิดศาสนพิธีตา่ ง ๆ ข้ึนเป็นประเพณีนิยม คือ ในเวลาต่อ ๆ มา พุทธบริษทั นิยมทาํ บญุ กนั ไม่ว่าจะปรารภเหตุใด ๆ ก็ทาํ ให้เขา้ หลกั ของบุญกิริยาวตั ถุ ๓ ประการน้ี โดยเร่ิมตน้ ดว้ ยการรบั ศีล ต่อไปก็ภาวนาดว้ ยการสวดมนตเ์ อง หรือฟังพระ สวดแลว้ ส่งใจไปตาม จบลงดว้ ยการบริจาคทานตามสมควรแกศ่ รัทธา เพราะพุทธบริษทั นิยมการทาํ บุญเป็ นการบาํ เพ็ญ ความดี และทาํ ตามในกรณีต่าง ๆ กนั ตามเหตุที่ปรารภ จึงไดเ้ กิดพธิ ีกรรมข้ึนมามากมาย เม่ือพิธีกรรมใด เป็ นท่ีนิยมและ รบั รองปฏิบตั สิ ืบ ๆ กนั มาจนเป็นประเพณี พธิ ีกรรมน้นั กไ็ ดก้ ลายมาเป็นศาสนพธิ ีข้ึน ดงั น้ันนักเรียนจึงจาํ เป็ นตอ้ งศึกษาให้รู้และเขา้ ใจในเรื่องพิธีกรรมให้ลึกซ้ึงและถี่ถว้ น ยิ่งศึกษาให้รู้กวา้ งขวาง และละเอียดเพียงใด ก็จะเป็ นประโยชน์แก่พระศาสนาเพียงน้ัน เพราะพิธีการแต่ละอย่างท่ีเกิดเป็ นความนิยมใน พระพุทธศาสนาน้ี ยอ่ มเกิดโดยอาศยั เหตผุ ลและมีจดุ หมาย. ในศาสนพิธีเล่ม ๒ น้ี ท่านไดแ้ สดงพิธีไว้ ๔ หมวด คือ ๑. หมวดกุศลพิธี วา่ ดว้ ยวิธีบาํ เพญ็ กุศล ๒. หมวดบญุ พิธี ว่าดว้ ยพิธีทาํ บุญ ๓. หมวดทานพิธี ว่าดว้ ยพธิ ีถวายทาน ๔. หมวดปกิณกะ ว่าดว้ ยพิธีเบ็ดเตลด็ คือ เรื่องทว่ั ๆ ไป โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 60

61 หมวดท่ี ๑ กศุ ลพธิ ี กศุ ลพิธี คอื พธิ ีกรรมต่าง ๆ อนั เก่ียวเน่ืองดว้ ยการอบรมความดีงามทางพระพุทธศาสนา ในหมวดน้ีพิธีกรรม ส่วนใหญเ่ ป็นของสงฆท์ ่จี ะปฏบิ ตั ิตามวนั สาํ คญั ทางพระพทุ ธศาสนา รวมท้งั วนั ธรรมดาทว่ั ๆ ไป เพ่อื ความดีงามตาม พระวนิ ยั ท้งั ตวั พระสงฆผ์ ปู้ ฏิบตั เิ อง และหมคู่ ณะรวมท้งั พระพทุ ธศาสนาดว้ ย บางอยา่ งกเ็ ป็นจารีตประเพณี ท่ีพระสงฆ์ ไดถ้ ือปฏิบตั สิ ืบ ๆ กนั มาโดยความเห็นชอบร่วมกนั จนไดก้ ลายมาเป็นประเพณีนิยมของสงฆใ์ นปัจจุบนั โดยแยก ออกเป็นประเภทไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี คอื ๑. พธิ ีเขา้ พรรษา ๒. พธิ ีถอื นิสสัย ๓. พิธีทาํ สามีจิกรรม ๔. พิธีทาํ วตั รสวดมนต์ ๕. พิธีกรรมวนั ธรรมสวนะ ๖. พิธีทาํ สังฆอโุ บสถ ๗. พธิ ีออกพรรษา หมวดท่ี ๒ บญุ พิธี บุญพิธีในศาสนพิธีเลม่ ๑ เป็นหลกั ทวั่ ไป ๒ ประการคือ งานมงคล งานอมงคล แต่ในทนี่ ้ีจะกล่าวถึงพิธีในส่วน ของพระสงฆ์ เพราะงานน้นั จะสาํ เร็จดว้ ยดีก็ตอ้ งอาศยั พระภิกษุสงฆ์ ถา้ ภกิ ษุสงฆผ์ ูป้ ระกอบพิธีปฏิบตั ิไม่ถูกหลกั หรือ ขาดเหตผุ ลโดยรู้เท่าไมถ่ งึ การณ์แลว้ อาจเป็นเหตุใหบ้ ุญพิธีท้งั หมดคลายความศกั ด์ิ หรือผิดวตั ถปุ ระสงฆข์ องฝ่ ายเจา้ ภาพ ได้ ฉะน้นั เรื่องบุญพธิ ีทค่ี วรศกึ ษาต่อไปในทน่ี ้ีจะนาํ พธิ ีสงฆ์ในงานทาํ บุญต่าง ๆ มาช้ีแจง โดยประมวลเป็นหัวขอ้ เร่ือง ๙ เร่ือง คือ ๑. พิธีทาํ บุญตกั บาตรเทโวโรหณะ ๒. พธิ ีเจริญพระพุทธมนต์ ๓. พิธีสวดพระพทุ ธมนต์ ๔. พิธีสวดพระอภิธรรม ๕. พธิ ีสวดมาตกิ า ๖. พิธีสวดแจง ๗. พธิ ีสวดถวายพรพระ ๘. พธิ ีอนุโมทนากรณีต่าง ๆ ๙. พธิ ีธรรมเทศนา หมวดท่ี ๓ ทานพธิ ี การถวายทานในศาสนพธิ ีเล่ม ๒ น้ี มี ๑๖ อยา่ ง คือ ๑. พิธีถวายสงั ฆทาน ๙. พธิ ีถวายผา้ อจั เจกจีวร ๒. พธิ ีถวายสลากภตั ต์ ๑๐. พิธีทอดผา้ ป่ า ๓. พธิ ีตกั บาตรน้าํ ผ้งึ ๑๑. พิธีถวายผา้ กฐิน ๔. พิธีตกั บาตรขา้ วสาร ๑๒. พิธีถวายธูป เทยี น ดอกไม้ ๕. พธิ ีถวายเสนาสนะ กุฏิ วหิ าร ๑๓. พธิ ีลอยกระทงตามประทีป โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 61

62 ๖. พธิ ีถวายศาลาโรงธรรม ๑๔. พิธีถวายธงเพอ่ื บชู า ๗. พิธีถวายผา้ วสั สิกสาฏก ๑๕. พธิ ีถวายเวจกฎุ ี ๘. พิธีถวายผา้ จาํ นาํ พรรษา ๑๖. พธิ ีถวายสะพาน ยงั มีทานพิธีพิเศษอกี หลายพธิ ี แตใ่ นทน่ี ้ีจะนาํ เฉพาะทานพิเศษมาแสดงเพิ่มเติมอกี ๕ พิธี คอื ๑. พิธีถวายปราสาทน้าํ ผ้งึ ๒. พธิ ีถวายโรงอุโบสถ ๓. พธิ ีถวายยานพาหนะ ๔. พิธีถวายคมั ภรี ์พระไตรปิ ฎก ๕. พธิ ีถวายคมั ภรี ์พระธรรม หมวดท่ี ๔ ปกิณณกพิธี ขนบธรรมเนียม บางอยา่ งที่ชาวพุทธจะตอ้ งปฏิบตั ิ ในการประกอบศาสนพธิ ีดงั กลา่ วขา้ งตน้ ทค่ี วรศกึ ษามอี ีก ๕ อยา่ ง คอื ๑. วธิ ีสวดมนตไ์ หวพ้ ระของนกั เรียน ๒. วิธีไหวค้ รูสาํ หรับนกั เรียน ๓. วธิ ีจบั ดา้ ยสายสิญจน์ ๔. วิธีบงั สุกลุ เป็น ๕. วธิ ีบอกศกั ราช. โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 62

63 เนื้อหาวชิ าวนิ ัยมุข นักธรรมศึกษาช้ันโท วชิ า วนิ ยั มขุ อภสิ มาจาร สิกขาบทแผนกนี้ มาในขันธกะเป็ นพ้นื ไม่ได้บอกจาํ นวนจดั ตามกจิ หรือวัตถุเรียกว่า ขันธกะอันหนึง่ ๆ คือ ๑. วา่ ดว้ ยอุโบสถ จดั ไวพ้ วกหน่ึง เรียกวา่ อุโบสถขนั ธกะ. ๒. วา่ ดว้ ยจีวร จดั ไวพ้ วกหน่ึง เรียกวา่ จีวรขนั ธกะ. มาในบาลอี น่ื นอกจากขันธกะ คือ ๑. ในนิทานตน้ บญั ญตั แิ ห่งสิกขาบทท่มี าในพระปาฏิโมกข.์ ๒. ในวินีตวตั ถเุ ร่ืองสาํ หรับเทียบเคียงตดั สินอาบตั ใิ นคมั ภรี ์วิภงั ค.์ ๓. ในอรรถกถาทเ่ี รียกว่า บาลีมตุ ตกะ. สิกขาบทแผนกนี้ มีรูปเป็ น ๒ คือ ๑. เป็นขอ้ ห้าม. ๒. เป็นขอ้ อนุญาต. ข้อห้ามท่ีปรับอาบตั มิ เี พยี ง ๒ คือ ๑. ถลุ ลจั จยั . ๒. ทกุ กฏ. กัณฑ์ที่ ๑๑ กายบริหาร กายบริหารมี ๑๔ คือ ๑. อยา่ พงึ ไวผ้ มยาว จะไวไ้ ดเ้ พยี ง ๒ เดือนหรือ ๒ นิ้ว. ๒. อยา่ พึงไวห้ นวดไวเ้ ครา พงึ โกนเสีย เช่นเดียวกบั ผม. ๓. อยา่ พงึ ไวเ้ ล็บยาว พึงตดั เสียดว้ ยมดี เลก็ พอเสมอเน้ือ และอยา่ พึงขดั เลบ็ ให้เกล้ยี งเกลา. โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 63

64 ๔. อยา่ พงึ ไวข้ นจมกู ยาว [ออกนอกรูจมูก] พึงถอนเสียดว้ ยแหนบ๑. ๕. อยา่ พงึ ใหน้ าํ เสียซ่ึงขนในที่แคบ คือในร่มผา้ และทีร่ กั แร้ เวน้ ไวแ้ ต่อาพาธ. ๖. อยา่ พึงผดั หนา้ ไลห้ นา้ ทาหนา้ ยอ้ มหนา้ เจิมหนา้ ยอ้ มตวั เวน้ ไว้ แตอ่ าพาธ. ๗. อยา่ พึงแต่งเคร่ืองประดบั ตา่ ง ๆ เป็นตน้ วา่ ตุม้ หู สายสร้อย สร้อยคอ สร้อยเอว เข็มขดั บาน พบั [สาํ หรับรดั แขน] กาํ ไลมอื และแหวน. ๘. อยา่ พึงส่องดเู งาหนา้ ในกระจกหรือในวตั ถอุ ่ืน อาพาธเป็นแผล ท่ีหนา้ ส่องทาํ กิจได.้ ๙. อยา่ พงึ เปลือยกายในทไ่ี ม่บงั ควรและในเวลาไมบ่ งั ควร [เปลือย๑. ถอนขนจมูกทาํ ให้เสียสายตา พงึ ตดั ดว้ ย กรรไกรดีกวา่ . เป็นวตั ร ตอ้ งถลุ ลจั จยั เปลือยทาํ กิจแกก่ นั และกนั และในเวลาฉนั ตอ้ งทุกกฏ ในเรือน ไฟและในน้าํ ทรงอนุญาต]. ๑๐. อยา่ พงึ นุ่งห่มผา้ อยา่ งคฤหัสถ.์ ๑๑. ถา่ ยอุจจาระแลว้ เมื่อมนี ้าํ อยู่ จะไมช่ าํ ระไมไ่ ด้ เวน้ ไวแ้ ตห่ า น้าํ ไม่ได้ หรือน้าํ มี แต่ไมม่ ภี าชนะจะ ตกั เช่นน้ี เช็ดเสียดว้ ยไมห้ รือดว้ ยของอน่ื เพียงเท่าน้นั กไ็ ด้ . ๑๒. อยา่ พึงใหท้ าํ สัตถกรรม [ผ่าตดั ทวารหนกั ดว้ ยศสั ตรา] ในทีแ่ คบ [ทวารหนกั ] หรือในทใ่ี กลท้ ี่แคบ เพยี ง ๒ นิ้ว อยา่ พึงใหท้ าํ วตั ถกิ รรม [ ผกู รดั ที่ทวารหนกั ] ใหท้ าํ ตอ้ งถุลลจั จยั . ๑๓. เป็นธรรมเนียมของภกิ ษตุ อ้ งใชไ้ มช้ าํ ระฟัน. ๑๔. น้าํ ทีด่ ื่มให้กรองกอ่ น. ห้ามการแต่งผมมีดังน้ี ๑. ไมใ่ ห้หวีผมดว้ ยหวหี รือดว้ ยแปรง. ๒. ไม่ใหเ้ สยผมดว้ ยนิ้วมอื โดยอาการว่าหวี. ๓. ไมใ่ ห้แต่งผมดว้ ยน้าํ มนั เจือข้ีผ้ึง หรือดว้ ยน้าํ มนั เจือน้าํ . ๔. ไม่ใหต้ ดั ผมดว้ ยกรรไกร เวน้ ไวแ้ ต่อาพาธ. ๕. ไมใ่ ห้ถอนผมหงอก. ข้อห้ามการแต่งหนวดมดี งั น้ี ๑. ไม่ใหแ้ ตง่ หนวด. ๒. ไม่ให้ตดั หนวดดว้ ยกรรไกร. ข้อห้ามภิกษุผู้อาบน้าํ มีดังน้ี ๑. ไมใ่ หส้ ีกายในทไ่ี มบ่ งั ควร เช่นตน้ ไม้ เสา ฝาเรือน และแผ่น กระดาน. ๒. ไม่ใหส้ ีกายดว้ ยของไม่บงั ควร เช่นทาํ ไมท้ าํ เป็นรูปมือหรือจกั เป็น ฟันมงั กร และเกลียวเชือกทค่ี ม. ๓. ไมใ่ หเ้ อาหลงั ต่อหลงั สีกนั . โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 64

65 ข้อห้ามการนุ่งห่มผ้าอย่างคฤหัสถ์มดี งั นี้ ๑. หา้ มเครื่องนุ่มห่มของคฤหสั ถ์ เช่นกางเกง เส้ือ ผา้ โพก หมวด ผา้ นุ่งผา้ ห่มสีตา่ ง ๆ ชนิดต่าง ๆ. ๒. ห้ามอาการนุ่งห่มตา่ ง ๆ ทมี่ ใิ ช่ของภกิ ษุ ประโยชน์แห่งการเคยี้ วไม้ชําระฟันมี ๕ คือ ๑. ฟันดไู มส่ กปรก. ๒. ปากไมเ่ หม็น. ๓. เสน้ ประสาทรบั รสหมดจดดี. ๔. เสมหะไม่หุม้ อาหาร. ๕. ฉันอาหารมีรส. กัณฑ์ที่ ๑๒ บริขารบริโภค จวี ร ประมาณจีวรที่ใช้ในเมืองเรามดี งั นี้ ๑. สงั ฆาฏิ ยาวไม่เกิน ๖ ศอก กวา้ งไม่เกิน ๔ ศอก. ๒. อตุ ราสงค์ ยาวไมเ่ กิน ๖ ศอก กวา้ งไมเ่ กิน ๔ ศอก. ๓. อนั ตรวาสก ยาวไม่เกิน ๖ ศอก กวา้ งไมเ่ กิน ๒ ศอก. [สาํ หรับพระขนาดกลาง สังฆาฏิกบั อตุ ราสงค์ ลดดา้ นยาว ๑คบื ดา้ นกวา้ ง ๘ นิ้ว อนั ตรวาสก ลดลง เพียงยาว ๔ ศอกข้ึนไปถงึ ๘ นิ้ว กวา้ ง ๑ ศอกคืบ ๔ นิ้ว เป็นพอดี]. ผ้าสําหรับทําจวี รมี ๖ ชนดิ คือ ๑. โขมะ ผา้ ทาํ ดว้ ยเปลอื กไม้ เช่นผา้ ลินิน. ๒. กปั ปาสิกะ ผา้ ทาํ ดว้ ยฝ้าย. ๓. โกเสยยะ ผา้ ทาํ ดว้ ยใยไหม เช่นแพร. ๔. กมั พละ ผา้ ทาํ ดว้ ยขนสตั ว์ ยกผมและขนมนษุ ย์ เช่นผา้ สกั หลาด และกาํ มะหริด. ๕. สาณะ ผา้ ทาํ ดว้ ยเปลอื กป่ าน [ ผา้ ชนิดน้ีเป็นผา้ เน้ือสาก ] . ๖. ภงั คะ ผา้ ทาํ ดว้ ยของ ๕ อยา่ งน้นั แตอ่ ยา่ งใดอยา่ งหน่ึงปนกนั เช่น ผา้ ดา้ ยแกมไหม. เครื่องนุ่งห่มท่ที ําด้วยของอน่ื ห้ามไม่ให้ใช้ คือ ๑. คากรอง [กุสจีร]. โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 65

66 ๒. เปลอื กตน้ ไมก้ รอง [วากจีร]. ๓. ผลไมก้ รอง [ผลกจีร]. ๔. ผา้ กาํ พลทาํ ดว้ ยผมคน [เกสกมฺพล]. ๕. ผา้ กาํ พลทาํ ดว้ ยหางขนสัตว์ [วาลกมฺพล]. ๖. ปี กนกเคา้ [อุลูกปกฺข]. ๗. หนงั สือ [อชินขิป]. ๘. ทาํ ดว้ ยปอ [โปตฺถก]. นุ่งห่มผา้ เหลา่ น้ีเป็นวตั ร ตอ้ งถลุ ลจั จยั เป็นแตส่ ักวา่ นุ่งห่มตอ้ งทกุ กฏ. จวี รน้นั โปรดให้ตดั เป็ นกระทงมีชื่อดงั นี้ ๑. อฑั ฒมณฑล คเี วยยกะ. ๒. มณฑล ววิ ฏั ฏะ. ๓. อฑั ฒมณฑล ชงั เฆยยกะ. ๔. มณฑล อนุวิวฏั ฏะ. ๕. อฑั ฒมณฑล พาหันตะ. ๖. มณฑล อนุวิวฏั ฏะ. ๗. อฑั ฒกสุ ิ. ๘. กุสิ. ๙. อนุวาต. ๑๐. รังดมุ . ๑๑. ลกู ดุม. [เอารงั ดุมและลูกดมุ รวมดว้ ย เพือ่ ให้ครบถว้ นตามแบบ] จีวรน้ันให้ย้อมด้วยของ ๖ อย่าง ๆ ใดอย่างหนงึ่ คือ ๑. รากหรือเง่า๑ [มลู ]. ๒. ตน้ ไม๒้ [ขนฺธ]. ๓. เปลอื กไม๓้ [ตจ]. ๔. ใบไม๔้ [ปตฺต]. ๕. ดอกไม๕้ [ปุปฺผ]. ๖. ผลไม้ [ผล]. สีท่ีห้ามใช้ย้อมจีวรมี ๗ คือ [นีลก]. ๑. สีคราม โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 66

67 ๒. สีเหลือง [ปี ตก]. ๓. สีแดง [โลหิต]. ๔. สีบานเยน็ (แดงฝาง) [ม�ฺเชฏฺก]. ๕. สีแสด [มหารงฺครตฺต]. ๖. สีชมพู [มหานามรตฺต]. ๗. สีดาํ [กณฺ ห]. ๑. เวน้ ขมน้ิ ๒. เวน้ ฝาง, แกแล, มะหาด. ๓. เวน้ เปลอื กโลท, เปลือกคลา้ .๔. เวน้ มะเกลอื , คราม. ๕. เวน้ ทองกวาว, ดอกคาํ . [สีเหลืองเจือแดงเขม้ หรือสีเหลอื งหม่น เช่นสีที่ยอ้ มดว้ ยแกน่ ขนุน (กรกั ) เป็นส่ีท่ีรับรองวา่ ใชไ้ ด]้ จวี รกาววาวท่ีห้ามไม่ให้ใช้ คือ ๑. จีวรเป็นรูปลายสตั ว.์ ๒. จีวรเป็นลาดดอกไม้ ผลไม.้ [จีวรมดี อกเลก็ ๆ ไม่กาววาว เช่นดอกเมด็ พริกไทย หรือเป็นริ้ว เช่นแพรโล่ ใชไ้ ด.้ ] ของสําหรับทําลกู ดุมมี ๑๑ คือ ๑. กระดกู [อฏฺ �◌ิ]. ๒. งา [ทนฺต] ๓. เขา [วิสาณ]. ๔. ไมไ้ ผ่ [เวฬุ]. ๕. ไมร้ วก [นฬ]. ๖. ไมแ้ กน่ ๗. ครง่ั [กฏฺ]. ๘. กะลา [ชต]ุ . [ผลก]. ๙. โลหะ [โลห]. ๑๐. สังข์ [สงฺขนาภิ]. ๑๑. ดา้ ยถกั [สุตฺต]. [ลูกถวนิ ก็ควรทาํ ดว้ ยของเหลา่ น้ี.] ประคตเอวมี ๒ ชนิด คือ ๑. ประคตแผน่ (เช่นทีเ่ รียกประคตลงั กา) [ปฏฺฏ]ิ . ๒. ประคตไส้สุกร ผา้ เยบ็ เป็นปลอก [สุกรนฺตก]. โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 67

68 สมัยท่ไี ม่ต้องห่มสังฆาฏิไปด้วยมี ๕ คือ ๑. เจ็บไข.้ ๒. สังเกตเห็นวา่ ฝนจะตก. ๓. ไปสู่ฝ่ังแม่น้าํ . ๔. วหิ ารคือกฎุ ีคุม้ ไดด้ ว้ ยดาน. ๕. ไดก้ รานกฐิน. ผ้าทีอ่ นุญาตให้ใช้อีก [นอกจากไตรจวี ร] มีดังนี้ ๑. ผา้ อาบน้าํ ฝน [วสฺสิกสาฏกิ ]. ๒. ผา้ ปิ ดฝี [กณฺฑุปฏิจฺฉาท]ิ . ๓. ผา้ ปูนง่ั [นิสีทน]. ๔. ผา้ ปทู ีน่ อน [ปจฺจตฺถรณ]. ๕. ผา้ เช็ดหนา้ เช็ดปาก [มขุ ป�ุ ฺฉนโจล]. ๖. ผา้ เป็นบริขารเช่นถงุ บาตรหรือยา่ ม [ปริกฺขารโจล]. แบบผ้านิสีทนะ ๓ แบบ คือ ๑. แบบของพระอรรถกถาจารย.์ ๒. แบบของสมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวิยาลงกรณ.์ ๓. แบบพิเศษ. วธิ ีทําผ้านิสีทนะ แบบ ๑. ชายผา้ ยาวคบื คร่ึง กวา้ งคืบ ๑ ตดั เป็น ๓ ขนาดเท่ากนั ทาง ดา้ นกวา้ ง ๆ ชายละ ๖ นิ้ว ตอ่ ชายเขา้ แลว้ เป็นผา้ นิสีทนะ ยาว ๓ คืบ กวา้ งคบื คร่ึง. แบบ ๒. ชายยาว ๒ คืบ กวา้ ง ๑ คบื ตดั เป็น ๓ ชาย ชายใหญ่กวา้ ง ๖. นิ้ว ชายเลก็ กวา้ ง ๓ นิ้ว ยาว เทา่ กนั ตอ่ ชายเขา้ แลว้ เป็นผา้ นิสีทนะ ๒ คบื ๖ นิ้ว กวา้ ง ๒ คืบถว้ น. แบบ ๓. เอาชายคบื หน่ึงจตุรสั น้นั ตดั กลางให้เป็ นสองชายเทา่ กนั ชายหน่ึง ๆ ยาวคืบ ๑ กวา้ ง ๖ นิ้ว เอาชายหน่ึง ตดั กลางใหเ้ ป็นสองชายเทา่ กนั อีก ชายหน่ึง ๆ เป็น ๖ นิ้วจตุรสั เอาเพลาะเขา้ กบั ดา้ นสะกดั ของชายใหญ่ดา้ นละ ชาย เป็นชายเดียว ยาว ๒ คบื ถว้ น กวา้ ง ๖ นิ้ว เอาเพลาะเขา้ กบั ตวั นิสีทนะ ทางดา้ นยาวเม่ือตอ่ ชายเขา้ แลว้ ผา้ นิสีทนะน้นั เป็น ๒ คบื จตรุ ัส. โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 68

69 บาตร บาตรมี ๒ ชนิด คือ [มตฺติกาปตฺต]. ๑. บาตรดินเผา [อโยปตฺต]. ๒. บาตรเหล็ก ของทีห่ ้ามไม่ให้ใช้แทนบาตร คือ [มตฺติกถาลก]. ๑. กระทะดิน [อลาพ]ุ . ๒. กะโหลกน้าํ เตา้ [ฉวสีส]. ๓. กะโหลกหวั ผี บาตรชนดิ อื่นทที่ รงห้ามมี ๑๑ คือ [โสวณฺ ณ]. ๑. บาตรทอง [รูปิ ย]. ๒. บาตรเงนิ [หินฺตาล]. ๓. บาตรแกว้ มณี [เวฬรุ ิย]. ๔. บาตรแกว้ ไพฑูรย์ [ผลกิ ]. ๕. บาตรแกว้ ผลึก [กาจ]. ๖. บาตรแกว้ หุง [ตมฺพโลห]. ๗. บาตรทองแดง [กส]. ๘. บาตรทองเหลอื ง [ตปิ ]ุ . ๙. บาตรดีบุก [สีส]. ๑๐. บาตรสงั กะสี ๑๑. บาตรไม[้ ทารุ]. ขนาดบาตรมี ๓ ชนิด คือ ๑. อยา่ งใหญ่ จขุ า้ วสุกแห่งขา้ วสารก่ึงอาฬหก. ๒. อยา่ งกลาง จขุ า้ วสุกแห่งขา้ วสารนาฬีหน่ึง. ๓. อยา่ งเลก็ จขุ า้ วสุกแห่งขา้ วสารปัตถหน่ึง. ธรรมเนยี มระวังบาตร มีดงั นี้ ๑. ไม่ใหว้ างบาตรบนเตียง. ๒. ไมใ่ หว้ างบาตรบนตง่ั [คอื มา้ หรือโต๊ะ]. ๓. ไม่ใหว้ างบาตรบนร่ม. ๔. \" \" บนพนกั . โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 69

70 ๕. \" \" บนพรึง [คอื ชานนอกพนกั ]. ๖. \" \" บนตกั . ๗. ไม่ให้แขวนบาตร [เช่นท่รี าวจีวร]. ๘. ไมใ่ หค้ วา่ํ บาตรที่พ้ืนคมแขง็ อนั จะประทุษร้ายบาตร. ๙. มบี าตรอยใู่ นมอื หา้ มไม่ใหผ้ ลกั บานประต.ู อน่ึง ให้รู้จกั ใหร้ ู้รักษาบาตร ห้ามไมใ่ หใ้ ช้บาตรต่างกระโถนคือทิ้งกา้ งปลา กระดูก เน้ือ หรืออนื่ ๆ อนั เป็นเดนลงในบาตร ห้ามไม่ใหล้ า้ งมอื หรือบว้ นปากในบาตร จะเอามือเป้ื อนจบั บาตรก็ไมค่ วร ฉนั แลว้ ให้ลา้ ง บาตร หา้ มไม่ใหเ้ กบ็ ไวท้ ้งั ยงั เปี ยก ให้ผ่ึงแดดก่อน ห้ามไม่ให้ผ่ึงท้งั ยงั เปี ยก ให้เชด็ น้าํ จนหมดน้าํ กอ่ นจึง ผ่งึ ห้ามไมใ่ หผ้ ่งึ ไวน้ าน ให้ผ่งึ ครู่หน่ึง เคร่ืองอปุ โภค บริขารที่เป็ นเคร่ืองอปุ โภค คือ ๑. กล่องเข็ม. ๒. เครื่องกรองน้าํ . ๓. มีดโกน พร้อมท้งั ฝัก หินสาํ หรับลบั กบั เคร่ืองสะบดั . ๔. ร่ม. ๕. รองเทา้ . ร่มทีก่ าววาวน้นั คือ ๑. ร่มปักดว้ ยไหมสีตา่ ง ๆ. ๒. ร่มมีระบายเป็นเฟือง. ร่มน้นั ทรงอนุญาตให้ใชไ้ ดใ้ นอารามและอปุ จารแห่งอารามหา้ มไมใ่ หก้ ้นั ร่มเขา้ บา้ น หรือก้นั เดินตาม ถนนหนทาง ในละแวกบา้ นเวน้ ไวแ้ ต่เจ็บไขไ้ มส่ บาย ถูกแดดถกู ฝนอาพาธจะกาํ เริบ เช่นปวด ศรี ษะ เช่นน้ี ก้นั ร่มเขา้ บา้ นได,้ ในช้นั อรรถกถา ผอ่ นใหว้ ่า ก้นั เพือ่ กนั จีวรเปี ยกฝนในเวลาฝนตก ก้นั เพ่อื ป้องกนั ภยั ก้นั เพ่อื รกั ษาตวั [เช่นในคราวแดดจดั ] ไดอ้ ย.ู่ รองเท้ามี ๒ ชนดิ คือ ๑. ปาทุกา เขียงเทา้ . ๒. อปุ าหนา รองเทา้ ไม่มสี น้ . ปาทกุ าทรี่ ะบชุ ่ือในบาลีมี ๑๕ คือ [โสวณฺ ณ]. ๑. เขียงเทา้ ทีท่ าํ ดว้ ยไม[้ กฏฺ]. ๒. \" ทาํ ดว้ ยทอง โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 70

71 ๓. \" ทาํ ดว้ ยเงิน [รูปิ ย]. ๔. \" ประดบั ดว้ ยแกว้ มณี [มณิ]. ๕. \" ประดบั ดว้ ยแกว้ ไพฑรู ย์ [เวฬุริย]. ๖. \" ประดบั ดว้ ยแกว้ ผลกึ [ผลิก] ๗. \" ประดบั ดว้ ยทองแดง [ตมฺพโลห]. ๘. \" ทาํ ดว้ ยดีบกุ [ตปิ ุ]. ๙. เขียงเทา้ ทที่ าํ ดว้ ยสงั กะสี [สีส]. ๑๐. \" สานดว้ ยใบตาล [ตาลปตฺต]. ๑๑. \" สานดว้ ยดอก [เวฬปุ ตฺต]. ๑๒. \" ทาํ ดว้ ยหญา้ ต่างชนิด [ตณิ ]. ๑๓. \" สานดว้ ยใบเป้ง [หินฺตาล]. ๑๔. \" สานดว้ ยแฝก [กมล]. ๑๕. \" ถกั หรือปักดว้ ยขนเจียม [กมฺพล]. [ปาทุกาที่ทาํ ดว้ ยไม้ ซ่ึงตรึงอยกู่ บั ที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะและเป็นที่ชาํ ระ ทรงอนุญาตให้ข้นึ เหยียบได]้ . รองเท้าท่จี ะใช้ต้องประกอบด้วยลกั ษณะเหล่านี้ คือ ๑. เป็นรองเทา้ ทาํ ดว้ ยหนงั สามญั ช้นั เดียว ใชไ้ ดท้ ว่ั ไป มากช้นั ต้งั แต่ ๔ เป็นของเกา่ ใชไ้ ดท้ ว่ั ไป มากช้นั เป็นของใหม่ ใชไ้ ด้ เฉพาะในปัจจนั ตชนบท มีสายรัดใชค้ ีบดว้ ยนิ้ว. ๒. เป็นรองเทา้ ไมม่ สี ีทต่ี อ้ งหา้ ม [ถา้ มีสีทตี่ อ้ งหา้ ม สาํ รอกสีน้นั ออกหรือเพยี งทาํ ให้หมน่ หมอง ใชไ้ ด]้ . ๓. หูหรือสายรดั ไม่มีสีท่ตี อ้ งหา้ ม [ถา้ มีสีทตี่ อ้ งห้าม เปลยี่ นหูหรือ สายรัดเสียใหม่ ใชไ้ ด]้ . ๔. ไม่ขลิบดว้ ยหนงั สตั วท์ ต่ี อ้ งห้าม [ถา้ ขลบิ ดว้ ยหนงั สัตวเ์ ช่นน้นั เอาหนงั ท่ีขลบิ ออกเสียใชไ้ ด]้ . ๕. ไม่ปกสน้ ปกหลงั เทา้ ปกแขง็ . ๖. ไม่ใชฟ้ ้ื นยดั นุ่น ตรึงหรือประดบั ขนนกกระทา ขนนกยงู . ๗. ไมม่ หี ูเป็นช่อเขาแกะ ดงั เขาแพะ ดงั ง่ามแมลงป่ อง. [ในขอ้ ๕-๗ น้ี ถา้ รองเทา้ น้นั ปกสน้ ปกหลงั เทา้ ฯ ล ฯ มีหูเป็นช่อตา่ ง ๆ แก่ให้เป็นกปั ปิ ยะแลว้ ใชไ้ ด]้ . สีรองเท้าที่ต้องห้ามมี ๗ คือ ๑. สีขาบ [นีลก]. ๒. สีเหลอื ง [ปี ตก]. ๓. สีแดง [โลหิตก]. ๔. สีบานเยน็ [ม�ฺเชฏฺก]. ๕. สีแสด [มารงฺครตฺต]. โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 71

72 ๖. สีชมพู [มหานามรตฺต]. ๗. สีดาํ [กณฺ ห]. [สีหูหรือสายรดั ทตี่ อ้ งห้าม ก็มีสีเช่นน้ีเหมือนกนั ] รองเท้าขลิบด้วยหนังสัตว์ท่ตี ้องห้าม หนังสัตว์น้ันมี ๘ คือ ๑. หนงั สีห์ [สีหจมฺม]. ๒. หนงั เสือโคร่ง [พยคฺฆจมฺม]. ๓. หนงั เสือเหลอื ง [ทปี ิ จมฺม]. ๔. หนงั ชะมด [กทลิมิคจมฺม]. ๕. หนงั นาก [อุทจมฺม]. ๖. หนงั แมว [พฬิ ารจมฺม]. ๗. หนงั ค่าง [กาฬกจมฺม]. ๘. หนงั นกเคา้ [อลุ กู จมฺม]. รองเทา้ ทปี่ ระกอบดว้ ยลกั ษณะอนั ใชไ้ ดโ้ ดยประการท้งั ปวงแลว้ ภกิ ษุจะใชใ้ นทีท่ ว่ั ไปไมไ่ ด้ ไม่เจบ็ เทา้ ห้ามไมใ่ ห้สวมเขา้ บา้ น เป็นอาคนั ตกุ ะเขา้ ไปในวดั อนื่ กใ็ ห้ถอด ในอารามอนั มใิ ช่ทตี่ อ้ งหา้ ม ในป่ าสวม ได.้ ฝ่ าเทา้ บาง เหยียบฟ้ืนแข็งไม่ได้ เหยียบเขา้ เจ็บ หรือในฤดูร้อน ฟ้ื นรอน เหยียบเขา้ เทา้ พอง สวมเขา้ บา้ นไดเ้ ขา้ วดั ได.้ ในฤดูฝน ไปในทีฉ่ าํ แฉะ ภกิ ษผุ อู้ าพาธเป็นโรคกษยั สวมเพือ่ กนั เทา้ เยน็ กไ็ ด.้ เคร่ืองเสนาสนะ บริขารบริโภคทีเ่ ป็ นเครื่องเสนาสนะ คือ ๑. เตียง [เตยี งมีเทา้ เกิน ๘ นิ้ว หรือเป็นของใหญ่ หรือมรี ูปสตั ว์ ร้ายทีเ่ ทา้ เช่นเตียงจมูกสิงห์ เรียก บลั ลงั ก์ ห้ามไมใ่ ห้ใช]้ . ๒. ตง่ั [คอื มา้ สาํ หรบั นงั่ ๔ เหลยี่ มรี นงั่ ไดส้ องคนก็มี หากมเี ทา้ เกิน ๘ นิ้ว ห้ามไม่ใหใ้ ช]้ . ๓. อาสันทิ [คือมา้ สาํ หรบั นงั่ ๔ เหล่ียมจตุรัส]. ๔. ฟกู เตียง [คอื ท่ีนอน ยดั นุ่นหรือใหญ่ หา้ มไมใ่ หใ้ ช]้ . ๕. ฟูกตงั่ คอื เบาะ [ยดั นุ่น ห้ามไมใ่ ห้ใช]้ . ๖. หมอนหนุนศรี ษะ [ประมาณพอศรี ษะ หมอนใหญ่ก่ึงกาย หมอน ขา้ ง ห้ามไม่ให้ใช]้ . ๗. มุง้ . ๘. เคร่ืองลาดอนั ไม่จดั ว่าเป็นของวจิ ิตร. ฟกู ที่ควรใช้ได้มี ๕ อย่าง คือ ๑. ฟูกยดั ดว้ ยขนแกะ [ยกผมขนมนุษย์ ขนปี กนกและขนสัตว์ ๒ เทา้ อนุโลมขนแกะ]. ๒. ฟูกยดั ดว้ ยทอ่ นผา้ หรือเศษผา้ . โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 72

73 ๓. ฟกู ยดั ดว้ ยเปลอื กไม้ ๔. ฟกู ยดั ดว้ ยหญา้ . ๕. ฟกู ยดั ดว้ ยใบไม้ [ยกใบพมิ เสนลว้ น ปนของอ่นื อนุญาต]. เคร่ืองลาดอนั จดั ว่าเป็ นของวิจิตรน้ัน คือ ๑. ผา้ ขนเรียกโคณกะมขี นยาวกวา่ ๔ นิ้ว. ๒. เคร่ืองลาดทที่ าํ ดว้ ยขนแกะมชี ื่อต่าง ๆ กนั . ๓. เครื่องลาดทท่ี อดดว้ ยดา้ ยแกมไหม [เช่นเยยี รบบั เขม้ ขาบเป็นตน้ ]. ๔. เคร่ืองลาดทเ่ี ป็นไหมลว้ น. ๕. เครื่องลาดทที่ าํ ดว้ ยหนงั สัตวช์ ื่ออชินะอนั มีขนออ่ นนุ่ม. ๖. เครื่องลาดอยา่ งดีทาํ ดว้ ยหนงั ชะมด. ๗. ทีน่ อนมีเพดานขา้ งบน ที่เขา้ ใจว่าท่นี อนมีมุง้ กาง หรือเตียง มีเพดาน๑. ๘. เครื่องลาดหลงั ชา้ ง ๙. เคร่ืองลาดหลงั มา้ อนั ไม่ปรากฏว่าชนิดไร. ๑๐. เครื่องลาดบนรถ ๑. ขอ้ น้ี ต้งั แตท่ รงอนุญาตมุง้ กนั ยงุ แลว้ ชื่อว่าเป็นของเลกิ จากการห้าม. เครื่องลาดทท่ี ําด้วยขนแกะมีชื่อต่าง ๆ กันน้นั คือ ๑. ทีป่ ักหรือทอเป็นลาย เรียกจิตตกา. ๒. ท่ีเป็นสณั ฐานพวงดอกไม้ เรียกปฏิลิกา. ๓. ทเี่ ป็นรูปสตั วร์ ้ายมสี ีห์เสือเป็นตน้ เรียกว่าวิกตกิ า. ๔. ท่มี สี ีขาวลว้ น เรียกวา่ ปฏกิ า. ๕. ท่มี ีขนต้งั เรียกอุทธโลมิ. ๖. ทีม่ ีขนตกไปขา้ งเดียวกนั เรียกเอกนั ตโลมิ. ๗. ทีเ่ ป็นของใหญน่ างฟ้อน ๑๖ คนยนื ราํ ได้ [เช่นพรมหอ้ ง] เรียก กุฏกะ. เคร่ืองเสนาสนะอนั เป็นอกปั ปิ ยะทเี่ ป็นของคฤหสั ถ์ ทรงอนุญาตให้นง่ั ทบั ได้ [ยกเวน้ บลั ลงั ก]์ แต่ไม่ให้ นอนทบั . ห้ามไมใ่ หภ้ กิ ษุสองรูปนอนบนเตยี ง บนเครื่องลาด อนั เดียวกนั หรือมีผา้ ห่มผนื เดียวกนั แต่นง่ั บน เตยี งหรือตงั่ ได้ แตใ่ นบาลใี ห้นงั่ ไดเ้ ฉพาะกบั ภิกษผุ มู้ ีพรรษาไล่เลย่ี กนั แกห่ รืออ่อนกว่ากนั ไมถ่ ึง ๓ พรรษา เรียกสมานาสนิกหา้ มไมใ่ หน้ งั่ กบั ภิกษุผูม้ พี รรษาห่างกนั เกิดกาํ หนดน้นั เรียกอสมานาสนิก. อน่ึง ห้ามไม่ให้นอนบนทน่ี อนอนั โรยดว้ ยดอกไม.้ โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 73

74 กัณฑ์ท่ี ๑๓ นสิ ัย มูลเหตุท่ีทรงอนญุ าตให้มพี ระอปุ ัชฌายะ คือ ๑. มีพทุ ธบญั ญตั แิ ละอภสิ มาจารมากข้นึ . ๒. ผมู้ าใหม่ไมส่ ามารถจะรู้ทวั่ ถึงและประพฤติให้ถูกระเบียบดว้ ยลาํ พงั ใชค้ วามสังเกตทาํ ตามกนั จาํ จะศึกษา จึงจะรู้ได.้ วิธีถอื อุปัชฌายะและรับ คอื ใหภ้ กิ ษนุ วกะทาํ ผา้ ห่มเฉวียงบ่าและ กราบเทา้ แลว้ นง่ั กระหยง่ ประณมมอื กล่าวว่า \"อปุ ชฺฌาโย เม ภนฺเต โหหิ\" \"ขอทา่ นแจงเป็นอปุ ัชฌายะของขา้ พเจา้ \" ๓ หนเม่ือภกิ ษุท่ีนวกะน้นั อาศยั รับวา่ \"สาหุ\" \"ดีละ\" \"ลหุ\" \"เบาใจดอก\" \"โอปายกิ \" \"ชอบแกอ่ บุ าย\" \"ปฏริ ูป\" \"สมควรอย\"ู่ หรือ ว่า \"ปาสาทเิ กน สมฺปาเทหิ\" \"ใหถ้ งึ พร้อมดว้ ยอาการอนั น่าเลอื่ มใสเถิด\" อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง เป็ นอนั ถอื อุปัชฌายะแลว้ . ภิกษผุ รู้ ับให้พ่ึงพงิ ไดช้ ่ือว่าอุปัชฌายะแลว้ แปลวา่ ผฝู้ ึกสอนหรือผูด้ แู ล ภกิ ษผุ ูพ้ ่ึงพิง ไดช้ ่ือว่า สทั ธิวิหาริก แปลว่า ผอู้ ยดู่ ว้ ยกิริยาทพี่ ่งึ พงิ เรียกว่านิสัย. เหตนุ สิ ัยระงับจากอุปัชฌายะมี ๕ คือ ๔. ไปเขา้ รีดเดียรถียเ์ สีย. ๑. อปุ ัชฌายะหลกี ไป. ๕. ส่งั บงั คบั . ๒. สึกเสีย. ๓. ตายเสีย. องคเ์ หลา่ น้ี ยกส่งั บงั คบั เสีย ไดใ้ นฝ่ ายสัทธิวหิ าริเหมอื นกนั สทั ธิวิหาริกหลกี ไปเสียเอง สึกเสียเอง ตาย เสียเอง ไปเขา้ รีตเดียรถยี เ์ สียเอง นิสยั กร็ ะงบั เหมอื นกนั . องค์คือสั่งบงั คบั น้นั มีมติเป็ น ๒ คือ ๑. ประณามคอื ไล่เสีย [มตขิ องอรรถกถาจารย]์ . ๒. อปุ ัชฌายะเป็นมพี รรษาพน้ ๕ แลว้ มีความรู้พระธรรมวนิ ยั พอ รกั ษาตวั ไดแ้ ลว้ ปลดเสียจากนิสยั ให้ อยเู่ ป็นนิสยั มตุ กะ [พระมติของสมเด็จ ฯ]. องค์เป็ นเหตุทจ่ี ะให้สัทธวิ หิ าริกถกู ประณาม ท่านกาํ หนดไว้ ๕ คือ ๑. หาความรกั ใคร่ในอุปัชฌายะมไิ ด.้ ๔. หาความเคารพมไิ ด.้ ๒. หาความเลอื่ มใสมไิ ด้ ๕. หาความหวงั ดีตอ่ มไิ ด้ ๓. หาความละอายมไิ ด.้ วิธีประณาม ประณามน้นั พึงทาํ อยา่ งน้ี:พึงพูดให้รู้วา่ ตนไล่เธอเสีย ทา่ นวางอยา่ ไวใ้ นบาลีว่า \"ฉันประณามเธอ\" \"อยา่ เขา้ โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 74

75 มา ณ ท่นี ้ี\"\"จงขนบาตรจีวรของเธอออกไปเสีย\" หรือ \"เธอไมต่ อ้ งอุปัฏฐากฉันดอก\" หรือแสดงอาการให้รู้ อยา่ งน้นั กไ็ ด.้ วธิ ีถอนประณาม สัทธิวิหาริก ผูถ้ กู ประณามแลว้ ตอ้ งทาํ ดีแกต้ วั ขอใหอ้ ุปัชฌายะอดโทษ ถา้ ทอดธุระ เสีย เป็นโทษแกส่ ัทธิวิหาริก. สทั ธิวิหาริก กลบั ทาํ ดี และขอขมาโทษแลว้ อุปัชฌายะไมร่ บั แลว้ ไม่ระงบั ประณาม กม็ โี ทษแก่ อุปัชฌายะ. เวน้ ไวแ้ ตส่ ัทธิวิหาริกยงั ไม่ไดแ้ กต้ วั จากเหตุทใ่ี หถ้ ูกประณามหรือเห็นวา่ รับง่ายนกั จกั ไม่เขด็ หลาบ ยงั ผูก ใจวา่ จะรบั ไมม่ ีโทษ. คาํ ของในการถืออาจารย์ว่าดังน้ี \"อาจริโย เม ภนฺเต โหหิ. อายสฺมโต นิสฺสาย วจฺฉาม\"ิ [๓ หน]. \"ขอท่านจงเป็นอาจารยข์ องขา้ พเจา้ ๆ จกั อยอู่ าศยั ท่าน.\" ภกิ ษุผรู้ ับให้พ่ึงพงิ ไดช้ ่ือว่าอาจารย์ ซ่ึงแปลว่าผฝู้ ึกมารยาทภิกษุผอู้ ิงอาศยั ไดช้ ่ือวา่ อนั เตวาสิกหรืออนั เต วาสี ซ่ึงแปลว่าผูอ้ ยใู่ นสาํ นกั . ในอรรถกถานบั อาจารย์เป็ น ๔ คือ ๑. ทา่ นผใู้ หส้ รณคมนเ์ มอื่ บรรพชา [ปัพพชั ชาจารย]์ . ๒. ท่านผสู้ วดกรรมวาจาเมื่ออุปสบท [อุปสัมปทาจารย]์ . ๓. ทา่ นผูใ้ ห้นิสยั [นิสสยาจารย]์ . ๔. ทา่ นผสู้ อนธรรม [อทุ เทสาจารย]์ . [อาจารยน์ ้ี ในบาลีหมายเอาภกิ ษผุ ใู้ หน้ ิสัยแทนอุปัชฌายะเท่าน้นั ]. อนั เตวาสิกกไ็ ด้ช่ือตามนยั น้นั ดังนี้ ๑. ปัพพชนั เตวาสิก อนั เตวาสิกในบรรพชา. ๒. อปุ สัมปทนั เตวาสิก อนั เตวาสิกในอปุ สมบท. ๓. นิสสยนั เตวาสิก อนั เตวาสิกผูถ้ ือนิสยั . ๔. ธมั มนั เตวาสิก อนั เตวาสิกผูเ้ รียนธรรม. เหตุนิสัยระงับจากอาจารย์ ๖ คือ ๑-๕. เหมือนในอุปัชฌายะ. ๖. อนั เตวาสิกร่วมเขา้ กบั อุปัชฌายะของเธอ. พวกภิกษุทไ่ี ด้รับยกเว้นในการถือนสิ ัย คือ ๑. ภิกษเุ ดินทาง. ๒. ภกิ ษผุ ูพ้ ยาบาท ผูไ้ ดร้ ับขอของคนไขเ้ พื่อให้อย.ู่ โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 75

76 ๓. ภิกษผุ ูเ้ ขา้ ป่ าเพื่อเจริญสมณธรรมชัว่ คราว. [ในทีใ่ ด หาทา่ นผูใ้ หน้ ิสัยได้ และมีเหตุขดั ขอ้ งทีจ่ ะไปอยใู่ นทอ่ี ่ืนไมไ่ ด้ จะอยใู่ นท่ีน้นั ดว้ ยผกู ใจ ว่า เมอ่ื ใดมีทา่ นผูใ้ หน้ ิสัยไดม้ าอยู่ จกั ถอื นิสยั ในทา่ น กใ็ ชไ้ ด]้ . องค์แห่งนสิ ัยมุตกะ องค์สมบัติทก่ี าํ หนดเพื่อให้เป็ นนสิ ัยมุตกะ ย่นกล่าวเฉพาะองค์อันสมแก่ภิกษใุ นบัดน้ี คือ ๑. เป็นผมู้ ศี รทั ธา มหี ิริ มโี อตตปั ปะ มวี ิริยะ มีสต.ิ ๒. เป็นผถู้ งึ พร้อมดว้ ยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยไดย้ นิ ไดฟ้ ัง มาก มปี ัญญา. ๓. รู้จกั อาบตั ิ มใิ ช่อาบตั ิ อาบตั ิเบา อาบตั หิ นกั จาํ ปาฏิโมกขไ์ ด้ แมน่ ยาํ . ท้งั มพี รรษาได้ ๕ หรือย่งิ กวา่ . [องคเ์ หลา่ น้ี แมบ้ กพร่องบางอยา่ ง กย็ งั ได้ ท่ขี าดไมไ่ ด้ คือกาํ หนดพรรษา]. ภกิ ษผุ ้มู พี รรษาครบ ๑๐ แล้ทรงอนุญาตให้มหี น้าทด่ี ังน้ี ๑. เป็นอปุ ัชฌายะใหอ้ ปุ สมบท. ๒. เป็นอาจารยใ์ หน้ ิสัย. ๓. มสี ามเณรไวอ้ ปุ ัฏฐาน คือใหบ้ รรพชาเป็นสามเณรได.้ [แตภ่ กิ ษผุ ขู้ าดองคส์ มบตั ิ แมม้ พี รรษาครบกาํ หนดแลว้ กไ็ ม่ทรงอนุญาต]. องค์แห่งเถระ องค์สมบัตทิ ก่ี าํ หนดไว้สําหรับพระเถระ เพมิ่ จากองค์ของภกิ ษุมัชฌมิ ะผ้นู สิ ัยมุตกะดงั น้ี ๔. อาจพยาบาลเองหรือส่งั ผูอ้ ื่นใหพ้ ยาบาลสทั ธิวิหาริก อนั เตวาสิก ผอู้ าพาธ อาจระงบั เองหรือหาผูอ้ ื่นให้ ช่วยระงบั ความกระสนั คือ ไม่ยินดีในพรหมจรรยข์ องสัทธิวิหาริกอนั เตวาสิก อาจบรรเทาเอง หรือหาผูอ้ ื่นให้ ช่วยบรรเทาความเบอ่ื หน่ายอนั เกิดข้นึ แกส่ ทั ธิ-วหิ าริกอนั เตวาสิกโดยทางธรรม รู้จกั อาบตั ิ รู้จกั วิธีออกจาก อาบตั .ิ ๕. อาจฝึกปรือสทั ธิวิหาริกอนั เตวาสิก ในสิกขาเป็นส่วนอภิสมาจาร คอื มารยาท อาจแนะนาํ สัทธิวหิ าริก อนั เตวาสิก ในสิกขาเป็นส่วน เบ้อื งตน้ แห่งพรหมจรรย์ คอื พระบญั ญตั ิอนั เป็นหลกั แห่งการ ประพฤติ พรหมจรรย์ อาจแนะนาํ ในธรรมในวินยั อนั ยิง่ ข้ึนไป อาจ เปล้ืองทฏิ ฐิผดิ อนั เกิดข้ึนแกส่ ัทธิวิหาริกอนั เตวา สิก โดยทางธรรม. ท้งั มพี รรษาได้ ๑๐ หรือยิ่งกวา่ . [องคเ์ หลา่ น้ี แมบ้ กพร่องบางอยา่ ง กย็ งั ได้ ท่ขี าดไมไ่ ด้ คอื กาํ หนดพรรษา]. กณั ฑ์ท่ี ๑๔ วัตร โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 76

77 ขนบคือแบบอย่างอนั ภิกษคุ วรประพฤตใิ นกาลน้ัน ๆ ในที่น้นั ๆในกจิ น้ัน ๆ แก่บคุ คลน้นั ๆ เรียกว่าวตั ร จําแนก เป็ น ๓ คือ ๑. กิจวตั ร ว่าดว้ ยกิจควรทาํ . ๒. จริยาวตั ร ว่าดว้ ยมรรยาทอนั ควรประพฤต.ิ ๓. วิธิวตั ร วา่ ดว้ ยแบบอยา่ ง. กิจวตั ร อปุ ัชฌายวัตร วตั รทสี ัทธวิ หิ าริกพึงทาํ แก่อปุ ัชฌายะ มีดังนี้ ๑. เอาใจใส่ในการอุปัฏฐากท่าน ในกิจทุกอยา่ ง เช่นถวายน้าํ บว้ นปาก น้าํ ลา้ งหนา้ และไมส้ ีฟัน. ๒. หวงั ความศกึ ษาในทา่ น. ๓. ขวนขวายป้องกนั หรือระงบั ความเส่ือมความเสียอนั จกั มีหรือ ไดม้ แี ลว้ แกท่ ่าน เช่นระงบั ความ กระสนั ความเบ่อื หน่าย เปล้ือง ความเห็นผดิ เอาธุระในการออกจากอาบตั ขิ องท่าน ขวนขวาย เพอ่ื สงฆง์ ด โทษทีจะลงแกท่ า่ น หรือผ่านเบาลงมา. ๔. รกั ษาน้าํ ใจทา่ น ไมค่ บคนนอกใหเ้ ป็นเหตุแหนง เช่นจะทาํ การ รักการให้เป็นตน้ กบั คนเช่นน้นั บอกทา่ น กอ่ น ไม่ทาํ ตามลาํ พงั . ๕. เคารพในทา่ น เช่นเดินตามท่านไมช่ ิดนกั ไม่ห่างนกั ไมพ่ ูดสอด ในขณะทา่ นกาํ ลงั พดู ท่านพดู ผิด ไมท่ กั หรือคา้ นจงั ๆ พดู ออ้ มพอใหท้ า่ นรู้. ๖. ไมเ่ ทยี่ วเตร่ตามอาํ เภอใจ จะไปขา้ งไหนลาทา่ นกอ่ น. ๗. เมือ่ ทา่ นอาพาธเอาใจใส่พยาบาล ไม่ไปขา้ งไหนเสีย กวา่ ท่าน จะหายเจ็บหรือมรณะ. สัทธิวิหาริกวัตร วัตรทอี่ ุปัชฌายะพึงทาํ แก่สัทธวิ ิหาริกมดี งั น้ี ๑. เอาธุระในการศึกษาของสทั ธิวิหาริก. ๒. สงเคราะห์ดว้ ยบาตรจีวรและบริขารอยา่ งอ่ืน ถา้ ของตนไม่มี กข็ วนขวายหา. ๓. ขวนขวายป้องกนั หรือระงบั ความเสื่อมความเสียอนั จกั มี หรือ ไดม้ ีแลว้ แกส่ ทั ธิวหิ าริก ดงั กลา่ วแลว้ ใน กรณียะของสทั ธิวหิ าริก. ๔. เมือ่ สทั ธิวิหาริกอาพาธ ทาํ การพยาบาล. [วตั รอนั อาจารยแ์ ละอนั เตวาสิกจะพึงประพฤติแกก่ นั พงึ รู้โดยนยั น้ี]. อาคนั ตวุ ตั ร วัตรท่ภี ิกษุผ้จู ะไปสู่อาวาสอ่นื พึงประพฤตใิ ห้สมเป็ นแขกของเจ้าของถ่ินดังนี้ ๑. ทาํ ความเคารพในทา่ น เช่นพอจะเขา้ เขตวดั ถอดรองเทา้ ลดร่ม เปิ ดผา้ คลมุ ศรี ษะ [ในบดั น้ีลดจีวรเฉวยี ง บ่า] เขา้ ไปสู่สาํ นกั เจา้ ของ ถิ่นกอ่ น ไหวเ้ จา้ ของถิ่นผแู้ กก่ วา่ ตน. ๒. แสดงความเกรงใจเจา้ ของถิ่น เช่นเห็นเจา้ ของถน่ิ กาํ ลงั ทาํ ธุระ เช่นกวาดลานพระเจดียห์ รือทาํ ยาแก่ภกิ ษุ ไข้ เธอละกิจน้นั มาทาํ การตอ้ นรบั บอกเธอทาํ ใหเ้ สร็จก่อน กล่าวอนุโลมนยั น้ี เม่ือเขา้ ไป เห็นเจา้ ของถิน่ กาํ ลงั โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 77

78 มีธุระอยา่ งน้นั รอใหเ้ สร็จกอ่ นจึงเขา้ ไปหา ถา้ เธอตอ้ งพกั งานไว้ อยา่ อยใู่ หน้ าน. ๓. แสดงอาการสุภาพ เช่นจะเขา้ ไปในที่อนั ไมค่ วรเหยียบยา่ํ ดว้ ยเทา้ เป้ื อน ถา้ เทา้ เป้ื อนมา ลา้ งเทา้ เสียกอ่ นจึง เขา้ ไป ถอื เอาอาสนะ อนั สมแก่ตน ซ่ึงเป็นผนู้ อ้ ยหรือผูใ้ หญห่ รือเสมอกนั เจา้ ของถิน่ . ๔. แสดงอาการสนิทสนมกบั เจา้ ของถิ่น เช่นตอ้ งการน้าํ ฉันก็ฉนั ตอ้ งการน้าํ ใชก้ ็ใช้ อนุโลมนยั น้ี เจา้ ของถิ่นทาํ ปฏิสนั ถาร กร็ บั ไม่แสดงอาการรังเกียจ. ๕. ถา้ จะอยทู่ น่ี นั่ ควรประพฤตใิ หถ้ กู ธรรมเนียมของเจา้ ของถิ่น เช่น ถามถงึ เสนาสนะอนั ถงึ แกต่ น ถามถึงโคจร คามไกลใกล้ จะพงึ เขา้ ไปเชา้ หรือสาย บา้ นไหนมีจาํ กดั ของหรือมจี าํ กดั ภกิ ษุ ถามถงึ ที่ อโคจรเป็นตน้ วา่ บา้ นมจิ ฉาทิฏฐิ ท่อี นั ประกอบดว้ ยภยั ถามถงึ ท่ี ถา่ ยเวจ็ ที่ถา่ ยปัสสาวะ สระน้าํ และกติกาของสงฆ.์ ๖. ถอื เสนาสนะแลว้ อยา่ ดูดาย เอาใจใส่ชาํ ระปัดกวาดให้หมดจด ต้งั เครื่องเสนาสนะใหเ้ ป็นระเบียบ. วัตรทีเ่ จ้าของถิน่ พงึ ประพฤตแิ ก่อาคันตกุ ะ ดงั นี้ ๑. เป็นผูห้ นกั ในปฏิสนั ถาร เช่นกาํ ลงั ทาํ จีวรหรือนวกรรมอยกู่ ด็ ี กาํ ลงั กวาดลานพระเจดียอ์ ยกู่ ็ดี กาํ ลงั ทาํ ยาแก่ ภกิ ษุไขไ้ มห่ นกั กด็ ี ใหง้ ดการน้นั ไวพ้ ลาง มาตอ้ งรับอาคนั ตกุ ะ เวน้ ไวแ้ ต่กาํ ลงั ทาํ ยา แกภ่ ิกษไุ ขห้ นกั ให้รีบทาํ ให้เสร็จกอ่ น. ๒.แสดงความนบั ถอื แกอ่ าคนั ตกุ ะ เช่นทาํ ปฏสิ นั ถาร ต้งั น้าํ ลา้ งเทา้ เคร่ืองเชด็ เทา้ ต้งั หรือปูอาสนะให้นงั่ ถามดว้ ยน้าํ ฉันน้าํ ใช้ ๓. ทาํ ปฏสิ นั ถารโดยธรรม คือสมแกภ่ าวะของอาคนั ตุกะ เช่น อาคนั ตุกะแกก่ ว่าตน ลุกไปรับบาตรจีวร ไหว้ ทา่ น ถา้ มีแก่ใจ กช็ ่วยเช็ดรองเทา้ ให้ดว้ ย เอาน้าํ มนั ทาเทา้ ให้และพดั ใหท้ ่าน ถา้ อาคนั ตกุ ะออ่ นกว่าตนก็เป็นแต่ บอกอาสนะใหน้ ง่ั บอกให้น้าํ ฉันน้าํ ใชใ้ ห้เธอถอื เอาฉนั เอาใชเ้ อง ในบดั น้ี สั่งให้ผอู้ ่นื ทาํ ให้เป็นการสมควร. ๔. ถา้ อาคนั ตุกะมาเพอื่ จะอยทู่ ว่ี ดั เอาใจเอ้ือเฟ้ื อแสดงเสนาสนะให้ ถา้ มแี ก่ใจ ช่วยปัดกวาดใหด้ ว้ ย บอกท่ที าง และกติกาสงฆใ์ ห้รู้ ตามขอ้ ทอ่ี าคนั ตุกะจะพงึ ถาม อนั กลา่ วแลว้ ในอาคนั ตุกวตั ร. ภิกษจุ ะไปอย่ทู ่ีอนื่ พงึ ประพฤติ ดังนี้ ๑. เกบ็ งาํ เสนาสนะ ถา้ หลงั คารั่วหรือชาํ รุด อาจมงุ อาจซ่อมได้ ทาํ ให้เสร็จก่อน ถา้ รกหรือเปรอะเป้ื อน ชาํ ระ ให้สะอาดกอ่ น เกบ็ เคร่ืองเสนาสนะ คือ เตียง ตงั่ ฟกู หมอน และเคร่ืองใชไ้ วใ้ ห้ เรียบร้อย อยา่ ท้ิงให้ เกลือ่ นกลาด ให้พน้ อนั ตราย ปิ ดหนา้ ต่างประตูลนั่ ดาลหรือกญุ แจ. ๒. บอกมอบคืนเสนาสนะแกภ่ กิ ษผุ เู้ ป็นเสนาสนคาหาปกะ ถา้ ไมม่ ีบอกแมแ้ ก่เพอ่ื นภกิ ษผุ อู้ ยดู่ ว้ ยกนั ถา้ ตนอยรู่ ูป เดียวบอกแกห่ ัวหนา้ ทายกหรือแกน่ ายบา้ น. ๓. บอกกล่าวทา่ นผูท้ ี่ตนพ่งึ พาํ นกั อยู่ กลา่ วคืออปุ ัชฌายะหรืออาจารย์ ผใู้ หน้ ิสยั [ในบดั น้ี บอกลาพระเถระเจา้ อาวาสดว้ ย]. ภิกษุผ้จู ะเข้าไปเพอื่ รับบิณฑบาตในละแวกบ้าน ควรประพฤตใิ ห้ถกู ธรรมเนยี มดงั น้ี ๑. นุ่งห่มให้เรียบร้อย คือนุ่งปิ ดสะดือ ปกหัวเขา่ ผกู ประคตเอว ซ้อนผา้ สังฆาฏกิ บั อตุ ราสงคเ์ ขา้ ดว้ ยกนั เป็นสอง ผนื ห่มคลมุ ปิ ด สองบา่ กลดั รังดมุ . โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 78

79 ๒. ถอื บาตรในภายในจีวร เอาออกเฉพาะเม่อื จะรบั บิณฑบาต. ๓. สาํ รวมกิริยาใหเ้ รียบร้อย ตามสมณสารูปในเสขิยวตั ร. ๔. กาํ หนดทางเขา้ ทางออกแห่งบา้ น และอาการของสาวบา้ นผจู้ ะให้ ภิกขาหรือไม.่ ๕. รู้ว่าเขาจะให้ รับบณิ ฑบาตดว้ ยอาการสาํ รวม ดงั กลา่ วไวใ้ น หมวดโภชนปฏสิ ังยตุ ในเสขยิ วตั ร. ๖. รูปทกี่ ลบั มากอ่ น เตรียมอาสนะที่นง่ั ฉนั น้าํ ฉัน ภาชนะรองของฉัน ตลอดถงึ น้าํ ลา้ งเทา้ และเครื่องเช็ด เทา้ ไวท้ า่ รูปมาทีหลงั ฝ่ายรูปมาทีหลงั ฉนั แลว้ เก็บของเหล่าน้นั และกวาดหอฉนั [ธรรม-เนียมน้ี สาํ หรับวดั ที่ ภิกษทุ ้งั หลายฉันในหอฉันแห่งเดียวกนั แต่ฉันไมพ่ ร้อมกนั ]. ภิกษุผ้จู ะฉันอาหาร ควรประพฤติให้ถกู ธรรมเนยี มดังนี้ ๑. นุ่งห่มใหเ้ รียบร้อย ตามสมควรแก่การฉันในวดั หรือในบา้ น [ใน อรรถกถาวา่ เมื่อจะไปสู่ที่องั คาสของทายก แมใ้ นวดั ควรห่มคลมุ แต่ในบดั น้ีในวดั ใชห้ ่มเฉวยี งบ่าท้งั น้นั ]. ๒. รู้จกั อาสนะอนั ควรแก่ตน [ถา้ นง่ั เขา้ แถวในท่อี งั คาส อยา่ นงั่ เบียดพระเถระ ถา้ ทน่ี ง่ั มมี าก เวน้ ไวห้ น่ึงหรือ สองท่ี ในอาสนะ เขาต้งั หรือปูมีจาํ กดั จาํ นวนภกิ ษุ จะทาํ อยา่ งน้นั ไมไ่ ด้ บอกให้ พระเถระทาํ โอกาสแลว้ นง่ั ได]้ และอยา่ หา้ มอาสนะภกิ ษุผอู้ อ่ นกวา่ ดว้ ยนง่ั เสียปลายแถว เช่นน้ี ภิกษุอ่อนไม่มีโอกาสจะนง่ั . ๓. ห้ามไมใ่ ห้นงั่ ทบั ผา้ สงั ฆาฏใิ นบา้ น. ๔. ทายกถวายน้าํ ถวายโภชนะ รับโดยเอ้ือเฟ้ือ ถา้ โภชนะเขาไม่ได้ จดั ถวายเฉพาะรูปๆ เขาจดั มาในภาชนะอนั เดียว ถวายใหต้ กั เอาเองหรือเขาตกั ถวาย หวงั ให้ไดท้ วั่ กนั ถา้ ของนอ้ ยเห็นวา่ จะไมพ่ อกนั ผลดั กนั รบั บา้ งไม่ รับบา้ ง. ๕. ในโรงฉนั เล็กพอจะแลทวั่ ถงึ กนั ภิกษุท้งั หลายยงั ไมไ่ ดร้ ับโภชนะ ทวั่ กนั ภกิ ษผุ ูส้ งั ฆเถระอยา่ เพิ่งลงมอื ฉนั เวน้ ไวแ้ ต่ในทอ่ี งั คาส ภิกษมุ ากแลเห็นกนั ไมท่ วั่ หรือพน้ วิสยั จะรอคอยกนั ได.้ ๖. ฉันดว้ ยอาการอนั เรียบร้อย ตามระเบยี บอนั กล่าวไวใ้ นโภชน ปฏิสังยตุ แห่งเสขิยวตั ร. ๗. อม่ิ พร้อมกนั ภกิ ษุท้งั หลายยงั ฉันไม่แลว้ ภิกษุผูส้ งั ฆเถระ อยา่ เพมิ่ รับน้าํ ลา้ งบาตร ในบดั น้ี ยงั ใชไ้ มบ่ ว้ น ปากและยงั ไมล่ า้ ง มอื แทน. ๘. ระวงั ไมบ่ ว้ นปากและลา้ งมอื ใหน้ ้าํ กระเซน็ ถกู ภกิ ษนุ งั่ ใกลห้ รือถูก จีวรของตนเอง. ๙. ฉันในที่องั คาสของทายก เสร็จแลว้ อนุโมทนา. ๑๐. เม่อื กลบั อยา่ เบยี ดเสียดกนั ออกมา ถา้ โรงฉันแคบ ภกิ ษุผอู้ ยู่ ปลายแถวออกก่อน โดยทวนลาํ ดบั ข้นึ ไป แลว้ ยนื รออยขู่ า้ ง นอก กว่าพระสังฆเถระจะออกมา ถา้ โรงฉนั กวา้ ง ออกต้งั แตต่ น้ แถว แลว้ เดิน กลบั ตามลาํ ดบั แกอ่ ่อน ท่านใหไ้ วร้ ะยะพอ คนเดินผา่ นไดใ้ นระหว่าง. ๑๑. หา้ มไมใ่ ห้เอาน้าํ ลา้ งบาตรมเี มล็ดขา้ วเทในบา้ นเขา ของเป็นเดน กเ็ หมอื นกนั . การแจกเสนาสนะให้ถือ มี ๒ คราว คือ ๑. สาํ หรับอยพู่ รรษา. ๒. สาํ หรบั อยนู่ อกพรรษา. โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 79

80 ภกิ ษุผ้แู จกเสนาสนะควรรู้ภิกษุทค่ี วรให้ย้ายหรือไม่ควร ดงั น้ี ๑. ไม่ควรยา้ ยภกิ ษุผแู้ ก่กว่า เพอ่ื จะแจกเสนาสนะให้แก่ภกิ ษุผอู้ อ่ นกวา่ . ๒. ไม่ควรยา้ ยภกิ ษุผูอ้ าพาธ [เวน้ ไวแ้ ตอ่ าพาธเป็ นโรคอนั จะตดิ กนั ได้ เช่นโรคเร้ือน และเป็นโรคอนั ทาํ เสนาสนะให้เปรอะเป้ื อน เช่นโรคอจุ จารธาตุ ควรจดั เสนาสนะใหอ้ ย่สู ่วนหน่ึง]. ๓. ไม่ควรยา้ ยภิกษผุ รู้ กั ษาคลงั ของสงฆ.์ ๔. ไม่ควรยา้ ยภิกษุผพู้ หุสูต ผูม้ อี ุปการะแก่ภิกษทุ ้งั หลาย ดว้ ย การบอกแนะอรรถธรรม. ๕. ไมค่ วรยา้ ยภกิ ษุผทู้ าํ การปฏิสังขรณ์เสนาสนะ อนั ชาํ รุดใหค้ นื เป็น ปกติ [คาํ ที่วา่ น้ี หมายเอาการยา้ ยจาก เสนาสนะดีไปอยเู่ สนาสนะ ทราม]. ภกิ ษุผ้รู ับเสนาสนะของสงฆ์ความเอาใจใส่รักษาเสนาสนะ ด้วยอาการดังนี้ ๑. อยา่ ทาํ ให้เปรอะเป้ื อน. ๒. ชาํ ระให้สะอาด อยา่ ให้รกดว้ ยหยากเยอ่ื หยากไยแ่ ละละออง. ๓. ระวงั ไม่ให้ชาํ รุด [เช่นจะยกเตียงตง่ั เป็นตน้ เขา้ ออก ระวงั ไมใ่ ห้ กระทบบานประตูหรือฝา จะวางเตียงตงั่ บนพ้นื ทเี่ ขาทาํ บริกรรม เอาสิ่งใดสิ่งหน่ึงรองปลายเทา้ อยา่ ให้ปลายเทา้ กนั พ้ืน]. ๔. รกั ษาเครื่องเสนาสนะ เป็นตน้ ว่าเตียง ต้งั ที่สุดจนกระโถนให้ สะอาด และจดั ต้งั เขา้ ระเบียบ. ๕. ต้งั น้าํ ฉนั น้าํ ใชไ้ วใ้ หม้ พี ร้อม. ๖. ของใชส้ าํ หรับเสนาสนะหน่ึง อยา่ เอาไปใชใ้ นท่อี ่นื ให้กระจดั กระจาย สาํ หรบั ทีใ่ ดใหใ้ ชท้ น่ี ้นั [แต่จะยืน ไปใชช้ วั่ คราว แลว้ นาํ มาคืนไดอ้ ยู่ หรือในเวลาไมม่ ภี กิ ษุอยู่ ของเกบ็ ในทน่ี ้นั จะหาย หรือเป็นอนั ตราย เพราะสัตวก์ ดั เป็นตน้ ภิกษุผนู้ ้นั เป็นเสนาสน- คาหาปกะจะขนไปเกบ็ ไวใ้ นท่อี น่ื สมควรแท]้ . วตั รอนั จะพงึ ประพฤติในวัจกฎุ ี มีดังนี้ ๑. การถ่ายเวจ็ ถ่ายปัสสาวะและอาบน้าํ ใหท้ าํ ตามลาํ ดบั ผูไ้ ปถงึ [ไม่ เหมอื นกิจอื่นอนั จะพึงทาํ ตามลาํ ดบั พรรษา. ๒. ใหร้ ักษากิริยา [เช่นเห็นประตปู ิ ดหา้ มไม่ให้ด่วนผลกั เขา้ ไป ให้ กระแอมหรือไอกอ่ น ฝ่ ายผอู้ ยขู่ า้ งในก็ให้ กระแอมหรือไอรับ ตอ่ ไมม่ ีเสียงจึงคอ่ ยผลกั บาน จะเขา้ จะออกอยา่ ทาํ ผลุนผลนั ค่อยเขา้ คอ่ ยออก อยา่ เวกิ ผา้ นุ่งเขา้ ไปหรือออกมา อยา่ ถา่ ยเวจ็ และ ชาํ ระใหม้ เี สียง]. ๓. ให้รู้จกั รักษาบริขาร เปล้ืองจีวรพาดไวเ้ สียขา้ งนอก อยา่ ครองเขา้ ไป. ๔. ให้รู้จกั รกั ษาตวั อยา่ แบ่งแรงให้ถึงชอกช้าํ เวน้ ไวแ้ ต่ทอ้ งผูกเกิน ปกติ อยา่ ใชไ้ มช้ าํ ระอนั จะประทุษร้าย ตวั เช่นไมม้ คี ม ไมม้ ีปม ไมม้ ีหนาม ไมผ้ ุ ให้ใชไ้ มท้ ่เี หลาเกล้ยี งแลว้ ชาํ ระดว้ ยน้าํ . ๕. อยา่ ทาํ กิจอน่ื ในเวลาน้นั ห้ามไม่ใหเ้ ค้ยี วไมช้ าํ ระฟันพลาง. ๖. ใหร้ ะวงั เพือ่ ไมใ่ ห้ทาํ สกปรก ถ่ายเวจ็ ไม่คา้ งหรือเป้ื อนลอ่ ง ถ่าย ปัสสาวะไมน่ อกราง ไมบ่ ว้ นน้าํ ลายหรือ สง่ั น้าํ มูกลงในรางปัสสาวะ หรือที่พ้ืน ไม่ทิ้งไมช้ าํ ระลงในหลมุ เวจ็ ทิ้งในตะกร้าท่มี ไี ว้ สาํ หรับใส่ เมือ่ ชาํ ระ ไม่เหลอื น้าํ ไวใ้ นหมอ้ ชาํ ระ ขอ้ หลงั น้ีกลา่ ว เฉพาะใชห้ มอ้ อนั มีไวส้ าํ หรับวจั กุฎีอนั เป็นท่ีถ่ายทวั่ ไป ถา้ ใชห้ มอ้ ของตนไมห่ ้าม. โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 80

81 ๗. ให้ช่วยรักษาความสะอาด พบวจั กฎุ ีโสโครกอนั ผอู้ ่นื ทาํ ไว้ ให้ ช่วยลา้ ง รกให้กวาด ตะกร้าไมช้ าํ ระเตม็ ให้ เท น้ีสาํ หรับชาํ ระ หมดใหต้ กั มาไว.้ ภกิ ษุผ้พู ร้อมด้วยองค์สมควรเลอื กเป็ นผ้พู ยาบาล ดังนี้ ๑. รู้จกั ประกอบเภสัช. ๒. รู้จกั ของอนั แสลงแกโ่ รคและไมแ่ สลง. ภกิ ษุผ้อู าพาธสมควรทาํ ตนให้เป็ นผ้พู ยาบาลง่าย คือ ๑. ทาํ ความสบายให้แก่ตน [ไม่ฉนั ของแสลง และไม่ทาํ ฝืนความสบายอยา่ งอน่ื ]. ๒. รู้จกั ประมาณคือความพอดีในของไม่แสลง เช่นไมฉ่ นั มากเกินไป. ๓. ฉันยาง่าย. ๔. บอกอาการไขต้ ามเป็นอยา่ งไรแก่ผูพ้ ยาบาล. ๕. เป็นผูอ้ ดทนตอ่ ทกุ ขเวทนา. [แมส้ ามเณรกค็ วรไดร้ ับความพยาบาล ดุจเดียวกบั ภิกษุ]. จริยวตั ร ๑. ห้ามไมใ่ หเ้ หยยี บผนื ผา้ ขาวอนั เขาลาดไวใ้ นทนี่ ิมนต.์ ๒. ยงั ไมพ่ จิ ารณากอ่ น อยา่ เพิ่มนงั่ ลงบนอาสนะ. ๓. ห้ามไมใ่ ห้นงั่ อาสนะยาวกบั หญิงและคนพนั ทาง [แต่จะนง่ั กบั คน มีอาสนะไมเ่ สมอกนั ไดอ้ ย]ู่ . ๔. ภิกษุผูร้ องลาํ ดบั ฉันคา้ งอยู่ อยา่ ให้ลกุ . ๕. จะพกั ในกลางวนั ท่านให้ปิ ดประต.ู ๖. หา้ มไม่ใหเ้ ทอุจจาระ ปัสสาวะ หยากเยอ่ื หรือของเป็นเดน ทง้ิ ลงไปนอกฝานอกกาํ แพง [และหา้ มไมใ่ ห้ทง้ิ ของเช่นน้นั ในที่สุดเขียว]. ๗. ห้ามไมใ่ หข้ ้ึนตน้ ไม้ เวน้ ไวแ้ ตม่ กี ิจ. ๘. หา้ มไมใ่ ห้ไปเพื่อจะดูฟ้อน ขบั ประโคม. ๙. ห้ามไม่ใหก้ ลา่ วธรรมดว้ ยเสียงอนั ยาว[จะแสดงธรรมหรือ สวดธรรมพอเป็นลาํ น เช่นที่เรียกว่าสรภญั ญะไดอ้ ย]ู่ . ๑๐. หา้ มไมใ่ หจ้ บั วตั ถเุ ป็นอนามาส คอื ส่ิงทีไ่ มค่ วรจบั . วตั ถุเป็ นอนามาสน้ัน มีประเภทดังน้ี ๑. หญิง ท้งั เคร่ืองแต่งกาย ท้งั รูปท่ีทาํ มีสัณฐานเช่นน้นั [ดิรัจฉาน ตวั เมยี กจ็ ดั เขา้ ในหมวดน้ี]. ๒. ทอง เงนิ และรัตนะ [ในอรรถกถา รัตนะมี ๘ คือ มุกดา มณี ไพฑูรย์ ประพาฬ ทบั ทมิ บษุ ราคมั สงั ข์ ศิลา]. ๓. ศสั ตราวุธต่างชนิด เป็นเครื่องทาํ ร้ายชีวติ ร่างกาย [เวน้ เคร่ืองมอื ทาํ งาน เช่น ขวานเป็นตน้ ]. โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 81

82 ๔. เครื่องดกั สตั วท์ ้งั บนบกท้งั ในน้าํ . ๕. เคร่ืองประโคมทกุ ชนิด. ๖. ขา้ วเปลอื กและผลไมอ้ นั เกิดอยใู่ นท่.ี วิธีวัตร วธิ วี ตั รมีประเภทดังนี้ ๑. วิธีครองผา้ ของภกิ ษุ. ๒. วิธีใชบ้ าตรในเวลาเทย่ี วรบั ภกิ ขา. ๓. วิธีพบั จีวร ไม่ให้พบั หักกลาง. ๔. วิธีเกบ็ จีวร จีวรคร้งั เก่าเกบ็ บนราว ถือจีวรดว้ ยมือขา้ งหน่ึง ลูบ ราวดว้ ยมือขา้ งหน่ึง เอาจีวรสอดใต้ ราว ค่อย ๆ พาดให้ชาย อยขู่ า้ งตวั ขนดอยขู่ า้ งนอก. ๕. วิธีเก็บบาตร บาตรเกบ็ ไวไ้ ดเ้ ตียงใตต้ งั่ ถอื บาตรดว้ ยมอื ขา้ งหน่ึง ลูบใตเ้ ตียงใตต้ งั่ ดว้ ยมอื ขา้ งหน่ึง แลว้ จึงเกบ็ . ๖. วิธีเชด็ รองเทา้ ใชผ้ า้ แห้งเช็ดก่อน แลว้ จึงใช้ผา้ เปี ยกเชด็ . ๗. วิธีพดั ใหพ้ ระเถระ ให้พดั ที่หลงั หนหน่ึง ท่ีตวั หนหน่ึง ท่ีศีรษะ หนหน่ึง. ๘. วิธีเปิ ดปิ ดหนา้ ตา่ งตามฤดู [ฤดูหนาว เปิ ดกลางวนั ปิ ดกลางคนื ฤดูร้อน ปิ ดกลางวนั เปิ ดกลางคนื ]. ๙. วธิ ีเดิน ท่านใหเ้ ดินเรียงตวั ตามลาํ ดบั แกก่ วา่ เวน้ ระยะห่างกนั พอคนเดินผ่านได้ [ถา้ พระมาก แถวจะ ยาว จะเดินระยะถก่ี ว่าน้นั ควรเวน้ ตอนไวพ้ อคนมีช่องผ่าน ไม่เช่นน้นั คนอน่ื จะเสียประโยชน์]. ๑๐. จะทาํ วินยั กรรม ให้ห่มผา้ เฉวยี งบา่ นงั่ กระหยง่ ประณมมอื . ๑๑. วา่ นโมคาํ นมสั การ ว่า ๓ จบ ยงั คาํ อน่ื ๆ อีกกม็ ี เช่นคาํ ปฏญิ ญาเมอื่ ปลงอาบตั ิ คาํ ปวารณาและอื่น ๆ. กณั ฑ์ท่ี ๑๕ คารวะ ทา่ นห้ามไมใ่ หเ้ ล่นปรารภพระรัตนตรยั หมายเอาท้งั ทาํ เลน่ พดู เลน่ . ทาํ เล่น เช่นเอาเรื่องพระพุทธเจา้ มาเลน่ ละคร. พูดเล่นเช่นเล่านิยายท่ผี ูกข้ึน ออกพระนามพระพุทธเจา้ หรือพระสงฆ์ในทอ้ งเร่ือง หรือเล่าเรื่อง ของพระพทุ ธเจา้ เร่ืองพระสงฆต์ ามความจริงโดยโวหารตลกคะนอง เรื่องสรวลเสเฮฮา. กิริยาแสดงความอ่อนน้อมแก่กนั มีประเภทดงั นี้ ๑. การกราบไหว.้ ๒. การลกุ รับ. ๓. การทาํ อญั ชลี [ประณมมอื ไหว]้ . ๔. การทาํ สามีจิกรรม [ความอ่อนนอ้ มอยา่ งอน่ื อนั เป็นความ ดีงาม]. ท้งั หมดน้ี ใหท้ าํ ตามลาํ ดบั พรรษา แมอ้ าสนะ ขา้ ว น้าํ ท่ีดีกว่าก็ให้ทาํ ตามลาํ ดบั พรรษาเหมือนกนั . โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 82

83 ผู้ทภี่ ิกษไุ ม่ไหว้ มีประเภทดงั น้ี ๑. อนุปสมั บนั . ๒. ภกิ ษผุ ูอ้ ่อนกวา่ ตน. ๓. ผูเ้ ป็นนานาสังวาส พูดไมเ่ ป็นธรรม. การไหว้มงี ดในบางเวลาดงั นี้ ๑. ในเวลาประพฤตวิ ฏุ ฐานวิธี [คืออยกู่ รรม เมือ่ ออกจากอาบตั ิ สังฆาทิเสส]. ๒. ในเวลาถูกสงฆท์ าํ อุกเขปนียกรรม [ท่ีถูกหา้ มสมโภคและ สงั วาส]. ๓. ในเวลาเปลือยกาย. ๔. ในเวลาเขา้ บา้ นหรือเดินอยตู่ ามทาง. ๕. ในเวลาอยใู่ นทมี่ อื ทแี่ ลไมเ่ ห็นกนั . ๖. ในเวลาทท่ี า่ นไมร่ ู้ คอื นอนหลบั หรือขลกุ ขลยุ่ อยดู่ ว้ ยธุระอยา่ ง หน่ึง หรือส่งใจไปอื่น แมไ้ หว้ ท่านกค็ ง ไมใ่ ส่ใจ. ๗. ในเวลาขบฉนั อาหาร. ๘. ในเวลาถา่ ยอจุ จาระ ถ่ายปัสสาวะ. ไหวใ้ นเวลาดงั กล่าวในขอ้ ๑-๓ ท่านปรับอาบตั ิทุกกฏ ไหวใ้ นเวลาอกี ๕ ขอ้ ท่านวา่ เพยี งไมด่ ีไม่งาม. การลกุ รับมงี ดในบางเวลาดงั น้ี ๑. เวลานง่ั อยใู่ นสาํ นกั ผูใ้ หญ่ ไม่ลุกรบั ผูน้ อ้ ยกวา่ ท่าน. ๒. เวลานง่ั เขา้ แถวในบา้ น. ๓. เวลาเขา้ ประชุมสงฆใ์ นอาราม. การประณมมือ และการทาํ สามีจิกรรม ทาํ ไดแ้ มแ้ ก่ภกิ ษุผูอ้ ่อนกว่า. การคารวะทีท่ ่านจัดไว้โดยประการอ่ืนอีก คือ ๑. ใหผ้ ูอ้ อ่ นเรียกผูแ้ ก่วา่ \"ภนฺเต\" ผูแ้ กเ่ รียกผอู้ อ่ นว่า \"อาวุโส.\" อน่ึง ผูอ้ อ่ นแมค้ นเดียว เมอ่ื พูดกบั ผูแ้ ก่ มกั นิยมใชพ้ หุวจนะ ส่วนผูแ้ กพ่ ดู กบั ผูอ้ อ่ น ใชเ้ อกวจนะตามปกต.ิ ๒. ผูน้ อ้ ยเมือ่ จะแสดงธรรม ตอ้ งอาปุจฉาให้ไดร้ ับอนุญาตจากผู้ ใหญ่ก่อน. ๓. อยใู่ นกุฎีเดียวกบั ภิกษุผแู้ กก่ วา่ จะสอนธรรม จะอธิบายความ จะสาธยาย จะแสดงธรรม จะจดุ จะดบั ไป จะเปิ ดจะปิ ดหนา้ ตา่ งตอ้ งบอกขออนุญาตทา่ นกอ่ น. ๔. อปุ ัชฌายะ อาจารย์ อปุ ัชฌายมตั อาจริยมตั เดินไมไ่ ด้ สวมรองเทา้ หา้ มไม่ให้เดินสวมรองเทา้ . ๕. จะเขา้ ไปในเจดียสถาน ไม่ก้นั ร่ม ไม่สวมรองเทา้ ไม่ห่มคลุม เขา้ ไป ไม่แสดงอาการดหู มนิ่ ต่าง ๆ เช่น พดู เสียงดงั และนง่ั เหยียด เทา้ เป็นตน้ ไม่ถ่ายอจุ จาระปัสสาวะและไมถ่ ่มเขฬะในลานพระ เจดีย์ หรือต่อ หนา้ พระปฏมิ า [น้ีนบั วา่ เคารพในพระศาสดา]. โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 83

84 ๖. จะทาํ วินยั กรรมตอ่ กนั ห่มผา้ เฉวยี งบ่า นง่ั กระหยง่ ประณมมือทาํ เม่อื ฟังวินยั กถาหรือธรรมเทศนา น่ิง ฟังไมพ่ ูดจากนั และระวงั เพื่อจะไม่ไอกลบเสียงผูแ้ สดง ไม่มเี หตุจาํ เป็นไมล่ ุกไปเสียในเวลา ท่ที า่ นกาํ ลงั แสดงคา้ งอย.ู่ อกั ษรจารึกพระธรรม ไมเ่ ดินขา้ มหรือ ยา่ํ เหยียบ [น้ีนบั วา่ เคารพในพระธรรม]. ๗. จะเขา้ ประชุมสงฆ์ ห่มผา้ เฉวียงบา่ เวน้ ไวแ้ ต่ละแวกบา้ น และ แสดงอาการสาํ รวมเรียบร้อยไม่วา่ ผูใ้ หญ่ ผนู้ อ้ ย [น้ีนบั ว่าเคารพ ในสงฆ]์ . คารวะ ๓ ประการน้ี มีในบาลแี ต่การห่มผา้ เฉวียงบ่า นงั่ กระหยง่ ประณมมอื ทาํ วนิ ยั กรรม นอกน้นั เป็น ธรรมเนียมบญั ญตั ขิ ้ึนภายหลงั . กณั ฑ์ท่ี ๑๖ จําพรรษา จาํ พรรษา ไดแ้ กก่ ิริยาทีห่ ยดุ อยทู่ ีเ่ ดียว ไม่ไปแรมคืนขา้ งไหนตลอดสามเดือนในฤดูฝน. ดิถีทกี่ าํ หนดให้เข้าพรรษา มี ๒ คือ ๑. ปุริมิกา วสฺสูปนายิกา วนั เขา้ พรรษาตน้ . ๒. ปจฺฉิมิกา วสฺสูปนายิกา วนั เขา้ พรรษาหลงั . ภิกษจุ ําพรรษา ต้องมเี สนาสนะทมี่ ุงทีบ่ งั มีบานประตเู ปิ ดปิ ดได้ ห้ามไม่ให้อยู่จาํ พรรษาในสถานเหล่าน้ี คือ ๑. ในกระทอ่ มผ.ี ๓. ในตุ่ม [กุฎีดินเผากระมงั ]. ๒. ในร่ม [เช่นกลดพระธุดงคห์ รือกฎุ ีผา้ เช่น ๔. ในโพรงตน้ ไม.้ เต๊นท]์ . ๕. บนคา่ คบตน้ ไม้ คาํ อธษิ ฐานพรรษาชนดิ กําหนดเขตอาวาสว่า \"อิมสฺมึ อาวาเส อมิ  เตมาส วสสฺ  อุเปม.ิ \" คําแปล เราเขา้ ถึงฤดูฝนในอาวาสน้ี ตลอดหมวดสามเดือน. คาํ อธษิ ฐานพรรษาชนดิ กําหนดเขตกฎุ ี ว่า \"อิมสฺมึ วิหาเร อมิ  เตมาส วสสฺ  อุเปม.ิ \" คาํ แปล เราเขา้ ถึงฤดฝู นในวิหารน้ี ตลอดหมวดสามเดือน. อธิษฐานพรรษาในพวกโคต่าง พวกเกวียน และในเรือ ว่า \"อธิ วสสฺ  อเุ ปม\"ิ เราเขา้ พรรษาในทน่ี ้ี. คราวจาํ พรรษาท่านห้ามไม่ให้ต้ังกติกาอันไม่เป็ นธรรม เช่น โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 84

85 ๑. หา้ มไม่ให้บอกไม่ให้เรียนธรรมวินยั . ๕. ห้ามไมใ่ ห้ใหน้ ิสัย. ๒. ไม่ใหส้ าธยายธรรม. ๖. ห้ามไม่ใหพ้ ดู กนั . ๓. ไม่ใหม้ เี ทศนา. ๗. เกณฑใ์ ห้ถือธุดงค.์ ๔. หา้ มไม่ใหใ้ ห้บรรพชาอุปสมบท. ๘. เกณฑใ์ ห้บาํ เพญ็ สมณธรรม ให้นดั หมายกนั แต่ในขอ้ อนั เป็นธรรม พูดชักนาํ เพอ่ื ใหเ้ กิดอุตสาหะในการบอกการเรียนธรรมวนิ ยั เป็นตน้ เพื่อ ขวนขวายในกิจพระศาสนา เพอื่ ให้รู้ประมาณในการพดู เพ่ือมแี กใ่ จสมาทานธุดงคแ์ ละบาํ เพญ็ สมณธรรมตามสติ กาํ ลงั เพ่อื เอ้ือเฟ้ือแนะนาํ กนั ในวตั รน้นั ๆ เพ่ือรักษาความสามคั คไี ม่ววิ าทแก่งแยง่ กนั เพอื่ รู้จกั นบั ถอื เกรงใจภิกษุ อนื่ เช่นจะสาธยายไมท่ าํ ความรําคาญแก่ภิกษุผบู้ าํ เพญ็ ภาวนา หลกี ไปทาํ ในโอกาสส่วนหน่ึง. ธุระเป็ นเหตุไปด้วยสัตตาหกรณียะ คือ ๑. สหธรรมกิ หรือบิดามารดาเจบ็ ไข้ รู้เขา้ ไปเพื่อรกั ษาพยาบาลก็ได.้ ๒. สหธรรมกิ กระสันจะสึก รู้เขา้ ไปเพ่อื ระงบั กไ็ ด.้ ๓. มกี ิจสงฆเ์ กิดข้ึน เป็นตน้ ว่าวิหารชาํ รุดลงในเวลาน้นั ไปเพ่ือหา เครื่องทพั พสมั ภาระมาปฏิสังขรณ์ไดอ้ ย.ู่ ๔. ทายกตอ้ งการจะบาํ เพญ็ กศุ ล ส่งมานิมนต์ ไปเพือ่ บาํ รุงศรัทธาของ เขาไดอ้ ย.ู่ [แมธ้ ุระอื่นนอกจากน้ี ท่เี ป็นกิจลกั ษณะ อนุโลมตามน้ี เกิดข้นึ ไปกไ็ ดเ้ หมอื นกนั ]. พรรษาขาดแต่ไม่เป็ นอาบตั ิ เพราะอนั ตรายเหล่านี้ คือ ๑. ถกู สตั วร์ ้าย โจร หรือปี ศาจเบียดเบียน. ๒. เสนาสนะถกู ไฟไหมห้ รือน้าํ ทว่ ม. ๓. ภยั เช่นน้นั เกิดข้ึนแกโ่ คจรคาม ลาํ บากดว้ ยการบณิ ฑบาต [ในขอ้ น้ี ชาวบา้ นเขาอพยพไป จะไปตามเขาก็ ควร]. ๔. ขดั สนดว้ ยอาหารโดยปกติ ไม่ไดอ้ าหารหรือเภสชั อนั สบาย หรือไมไ่ ดอ้ ปุ ัฏฐากทส่ี มควร [ในขอ้ น้ี ยงั ทน อยไู่ ด้ ควรทนอยตู่ อ่ ไป ถา้ ทนไมไ่ ดจ้ ริง ๆ จึงค่อยไป]. ๕. มหี ญงิ มาเกล้ียกล่อม หรือมีญาตมิ ารบกวน ล่อดว้ ยทรัพย์ [จิตเป็นธรรมชาตกิ ลบั กลอกเร็วสกั หน่อยจะเป็นอนั ตรายแก่พรหม-จรรย์ ไปเสียกไ็ ด้ เห็นทรัพยอ์ นั หา เจา้ ของมิได้ กด็ จุ เดียวกนั ]. ๖. สงฆใ์ นอาวาสอ่นื รวนจะแตกหรือแตกกนั แลว้ ไปเพือ่ จะหา้ ม หรือเพ่อื จะสมาน [ในขอ้ น้ี ถา้ กลบั มา ทนั ควรไปดว้ ยสตั ตาห- กรณียะ]. อานสิ งส์แห่งการจําพรรษา ๕ คือ ๑. เที่ยวไปไม่ตอ้ งบอกลาตามสิกขาบทท่ี ๖ แห่งอเจลกวรรค. ๒. เท่ียวจาริกไปไมต่ อ้ งถอื เอาไตรจีวรไปครบสํารับ. โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 85

86 ๓. ฉนั คณโภชนแ์ ละปรัมปรโภชน์ได.้ ๔. เก็บอติเรกจีวรไวไ้ ดต้ ามปรารถนา. ๕. จีวรอนั เกิดข้นึ ในทน่ี ้นั เป็นของไดแ้ กพ่ วกเธอ. ท้งั ไดโ้ อกาสเพ่ือจะกรานกฐิน และไดร้ ับอานิสงส์ ๕ น้นั ต่อไปอีก ๔ เดือน. กณั ฑ์ที่ ๑๗ อุโบสถ ปวารณา อโุ บสถ [การเข้าอย่]ู วนั อโุ บสถในพระพุทธศาสนาให้สําหรับทาํ กิจ ดงั น้ี ๑. ประชุมกนั กล่าวธรรมฟังธรรม. ๒. สมาทานอุโบสถของคฤหสั ถ.์ ๓. ทาํ อโุ บสถของพระภกิ ษุ [น้ีเฉพาะวนั ๑๔ หรือ ๑๕ คา่ํ ]. วันทําอุโบสถมี ๓ คือ ๑. วนั จาตุททสี [๑๔ คา่ํ ]. ๒. วนั ปัณณรสี [๑๕ ค่าํ ]. ๓. วนั สามคั คี. การกคือภิกษุผ้ทู าํ อุโบสถ มี ๓ คือ ๑. สงฆ์ ๒. คณะ ๓. บคุ คล. อาการทีท่ าํ อุโบสถ มี ๓ คือ ๑. สวดปาฏิโมกข.์ ๒. บอกความบริสุทธ์ิ. ๓. อธิษฐาน. บรุ พกรณ์ [กิจทพ่ี ึงทาํ ก่อนแต่สงฆ์ประชุม] มี ๔ คือ ๑. กวาดโรงอุโบสถ. ๒. ตามประทปี [ถา้ ทาํ ในเวลายงั ไม่คา่ํ ไมต่ อ้ งตามประทปี ]. ๓. ต้งั น้าํ ฉนั น้าํ ใช.้ โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 86

87 ๔. ต้งั หรือปูอาสนะไว.้ บรุ พกิจ ธุระที่พึงทาํ ก่อนสวดปาฏโิ มกข์ มี ๕ คือ ๑. นาํ ปาริสุทธิของภิกษุผูเ้ จบ็ มา. ๔. นบั ภิกษุ. ๒. นาํ ฉนั ทะของเธอมาดว้ ย. ๕. สง่ั สอนนางภิกษุณี ๓. บอกฤด.ู คาํ บอกมอบปารสิ ุทธใิ ห้แก่ผู้รับว่า \"ปาริสุทฺธึ ทมฺม,ิ ปาริสุทฺธึ เม หร, ปาริสุทฺธึ เม อาโรเจหิ.\" แปล \"ฉันมอบใหค้ วามบริสุทธ์ิของฉนั ขอเธอจงนาํ ความบริสุทธ์ิของฉนั ไป ขอเธอจงบอกความบริสุทธ์ิ ของฉัน\" [ถา้ ผบู้ อกออ่ นกวา่ ผูร้ บั ใชค้ าํ ว่า \"หรถ\" แทน \"หร\" \"อาโรเจถ\" แทน\"อาโรเจหิ\" ในส่วนคาํ แปล ใชค้ าํ ว่า \"ผม\" แทน \"ฉนั \" \"ทา่ น\"แทน \"เธอ\" ทกุ แห่ง]. คําบอกปาริสุทธขิ องภกิ ษผุ ู้รับปาริสุทธมิ า น่าจะว่า \"อายสฺมา ภนฺเต อุตฺตโร คลิ าโน ปริสุทฺโธติ ปฏิชานิ ปริสุทฺโธติ ต สงฺโฆ ธาเรตุ.\" แปล : \"ท่านเจา้ ขา้ ทา่ นอุตระอาพาธ ท่านปฏญิ ญาตนวา่ เป็นผบู้ ริสุทธ์ิ ขอสงฆจ์ งทราบทา่ นว่าเป็นผู้ บริสุทธ์ิ\" [แบบน้ี สมมติวา่ ภิกษุผอู้ าพาธชื่ออุตระและแก่กว่าผนู้ าํ ถา้ ผูน้ าํ แก่กว่า ใชค้ าํ วา่ \"อุตฺต โร ภิกฺขุ\" แทน \"อายสฺมา อตุ ฺตโร\" และใชค้ าํ เรียกอตุ รภกิ ษุวา่ \"เธอ\" แทน \"ทา่ น\"]. คําบอกมอบฉันทะให้แก่ผ้รู ับ ว่าดงั น้ี \"ฉนฺท ทมฺม,ิ ฉนฺท เม หร, ฉนฺท เม อาโรเจหิ.\" แปล : \"ฉนั ใหฉ้ ันทะของฉนั เธอจงนาํ ฉันทะของฉันไป เธอจงบอกฉันทะของฉัน\" [ถา้ ผใู้ ห้ออ่ นกว่า ผูร้ ับ ใชค้ าํ วา่ \"หรถ\"แทน \"หร\" \"อาโรเจถ\" แทน \"อาโรเจหิ\" ในส่วนคาํ แปลใชค้ าํ ว่า \"ผม\" แทน \"ฉนั \" \"ท่าน\" แทน \"เธอ\" ทุกแห่ง]. คาํ บอกฉันทะของภกิ ษผุ ้นู าํ ฉันทะมา ว่าดังน้ี \"อายสฺมา ภนฺเต อตุ ฺตโร มยฺห ฉนฺท อทาสิ, ตสฺส ฉนฺโทมยา อาหโฏ, สาธุ ภนฺเต สงฺโฆ ธาเรตุ.\" แปล : \"ท่านเจา้ ขา้ ทา่ นอตุ ระไดม้ อบฉันทะแกผ่ ม ผมนาํ ฉนั ทะของทา่ นมาแลว้ ขอสงฆจ์ งทราบ [แบบ น้ี สมมตวิ า่ ภกิ ษผุ ูใ้ หฉ้ นั ทะชื่ออุตระและแก่กว่าผนู้ าํ ถา้ ผนู้ าํ แกกว่าใชค้ าํ ว่า \"อุตฺตโรภิกฺข\"ุ แทน \"อายสฺ มา อตุ ฺตโร\" และใชค้ าํ เรียกอตุ รภกิ ษุว่า \"เธอ\"แทน \"ท่าน\"]. คําบอกฉันทะควบกับปาริสุทธิ ว่าดังนี้ \"อตุ ฺตโร ภนฺเต ภิกฺขุ คิลาโน มยฺห ฉนฺท�ฺจ ปาริสุทฺธิ�ฺจ อทาสิ, ตสฺส ฉนฺโท จ ปาริ สุทฺธิ จ มยา อาหฏา, สาธุ ภนฺเตสงฺโฆ ธาเรต.ุ \" แปล : \"ท่านเจา้ ขา้ อตุ รภิกษุอาพาธ ไดม้ อบฉนั ทะและปาริสุทธิแก่ผม ผมนาํ ฉนั ทะและปาริสุทธิของเธอ มาแลว้ ของสงฆจ์ งทราบ\" [แบบน้ี สมมตวิ ่าภกิ ษผุ บู้ อกมอบช่ืออตุ ระและอ่อนกว่าผนู้ าํ ถา้ ผนู้ าํ ออ่ นกวา่ ใช้ คาํ วา \"อายสฺมา อุตฺตโร\" แทน \"อตุ ฺตโรภิกฺข\"ุ และใชค้ าํ เรียกอุตรภกิ ษวุ า่ \"ทา่ น\" แทน \"เธอ\"]. โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 87

88 ฤดูท่ีนบั กันอยู่ในพทุ ธกาลมี ๓ คือ ๑. เหมนั ตฤดู ฤดูหนาว. ๒. คิมหฤดู ฤดูร้อน. ๓. วสั สานฤดู ฤดูฝน. การนับภกิ ษุ มี ๒ วิธี คือ ๑. เรียกชื่อ [เหมาะสาํ หรบั พระทป่ี ระชุมอยวู่ ดั เดียวกนั ]. ๒. ใส่คะแนน [เหมาะสาํ หรบั พระทป่ี ระชุมอยูต่ ่างวดั กนั ]. การทําสังฆอโุ บสถ ต้องประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ๑. วนั น้นั เป็นวนั ท่ี ๑๔ หรือ ๑๕ หรือวนั สามคั คี อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง. ๒. จาํ นวนภิกษุผปู้ ระชุม ๔ รูปเป็นอยา่ งนอ้ ย ตอ้ งเป็นปกตตั ตะ คือ ไมต่ อ้ งปาราชิกหรือถกู สงฆล์ งอกุ เขปนี ยกรรม น้ีหมายเอาว่าเป็น ท่ี ๔ อยใู่ นสงฆ์ จึงใชไ้ มไ่ ด้ ถา้ ไม่เป็นที่ ๔ ใชไ้ ด้ และเขา้ นงั่ ไมล่ ะหตั ถบา สแห่งกนั และกนั สาํ หรบั เป็นกิริยานง่ั ประชุม. ๓. เธอท้งั หลายไม่ตอ้ งสภาคาบตั ิ ถา้ มีอยา่ งน้นั ตอ้ งสวดประกาศ ก่อนว่า \"สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อย  สพฺโพ สงฺโฆ สภาค อาปตฺตึ อาปนฺโน ยทา อ�ฺ  ภกิ ฺขุ สทุ ฺธ อนาปตฺตกิ ปสฺสสิ ฺ สต,ิ ตทา ตสสฺ สนฺตเิ ก ต อาปตฺตึ ปฏกิ กฺ รสิ สฺ ต.ิ \" แปล : \"ท่านเจา้ ขา้ ขอสงฆจ์ งฟังขา้ พเจา้ สงฆท์ ้งั ปวงน้ีตอ้ ง สภาคาบตั ิ จกั เห็นภิกษอุ ื่นผบู้ ริสุทธ์ิไม่มี อาบตั เิ มอ่ื ใด จกั ทาํ คืน อาบตั ิน้นั ในสาํ นกั เธอเม่ือน้นั \" แลว้ จึงทาํ อุโบสถได.้ ๔. บคุ คลควรเวน้ ไมม่ ใี นหัตถบาส [คือไม่ไดอ้ ยใู่ นทปี่ ระชุม]. บุคคลควรเว้นมีประเภทดังน้ี ๑. คนไม่ใช่ภกิ ษุ [คืออนุปสัมบนั ภกิ ษณุ ีกน็ บั เขา้ ดว้ ย]. ๒. เป็นภกิ ษุอยกู่ ่อน แตข่ าดจากความเป็นภกิ ษุดว้ ยประการใดประ-การหน่ึงแลว้ [คอื ตอ้ งปาราชิก เขา้ รีต เดียรถยี ท์ ้งั เพศภิกษุหรือ ลาสิกขาแลว้ ]. ๓. เป็นภกิ ษุแต่ถกู สงฆล์ งอุกเขปนียกรรม. [จาํ พวกหลงั น้ี ไมเ่ ป็นที่ ๔ ในสงฆ์ ไมเ่ ป็นอะไร]. คําสมมติตนเองเพื่อเป็ นผ้ถู ามวินยั ดังน้ี \"สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺล, อห อติ ฺถนฺนาม วนิ ย ปุจฺเฉยฺย.\" แปล : \"พระสงฆเ์ จา้ ขา้ ขอจงฟังขา้ พเจา้ ถา้ ความพร้อมพรั่งของสงฆถ์ ึงท่แี ลว้ ขา้ พเจา้ ขอถามพระวินยั ต่อผูม่ ีช่ือน้ี\" [ชื่ออยา่ งไรกลา่ วออกในทีว่ า่ \"อติ ฺถนฺนาม\" เชน่ ชื่ออุตระ แกก่ วา กลา่ วว่า\"อายสมฺ นฺต  อุตฺตร\" ออ่ นกวา่ กลา่ วว่า \"อตุ ฺตร ภกิ ฺขุ \" ถา้ เป็นสงั ฆ-เถระ กล่าววา่ \"อาวโุ ส\" แทน \"ภนฺเต\"]. คาํ สมมติตนเองเพอ่ื เป็ นผ้วู ิสัชนาวนิ ัย ว่าดงั น้ี โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 88

89 \"สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺล, อหอติ ฺถนฺนาเมน วนิ ย ปุฏฺโ วสิ ชฺเชยฺย .\" แปล : \"พระสงฆเ์ จา้ ขา้ ขอจงฟังขา้ พเจา้ ถา้ ความพร้อมพรัง่ ของสงฆถ์ ึงทแ่ี ลว้ ขา้ พเจา้ อนั ผมู้ ชี ่ือน้ีถามถึง วินยั แลว้ ขอวสิ ัชนา\"[ถา้ ผูถ้ ามชื่อเรวตะ แก่กวา่ กลา่ ววา่ \"อายสฺมตา เรวเตน\" อ่อนกวา่ กล่าววา่ \"เรว เตน ภิกฺขุนา\" แทน \"อิตฺถนฺนาเมน\"]. คําทภ่ี กิ ษอุ ่ืนสมมติให้เป็ นผ้ถู ามประกอบช่ือ ว่าดังน้ี \"สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺล,อายสฺมาเรวโต อายสมฺ นฺต อุตฺตร วนิ ย ปุจฺ เฉยฺย. \" แปล : \" พระสงคเ์ จา้ ขา้ ฯ ล ฯ ขอท่านเรวตะถามวินยั ต่อทา่ นอตุ ระ. \" คําทภ่ี กิ ษุอ่ืนสมมติให้เป็ นผู้วสิ ัชนาประกอบช่ือ ว่าดังน้ี \" สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺล, อายสฺมา อตุ ฺตโร อายสมฺ ตา เรวเตน วนิ ย  ปุฏฺโ วสิ ชฺเชยฺย.\" แปล : \"พระสงฆเ์ จา้ ขา้ ฯ ล ฯ ขอทา่ นอุตระอนั ท่านเรวตะ ถามถงึ วินยั แลว้ วสิ ัชนา,\" [ธรรมเนียมน้ี ในบดั น้ีใชต้ ้งั เป็นแบบถามและวิสชั นากนั ดว้ ย บรุ พกรณ์ บุรพกิจ และองคแ์ ห่งความ พร้อมพรัง่ ของพระสงฆย์ นื ทีไ่ มย่ กั ยา้ ย กลายเป็ นพิธีไป]. การสวดปฏโิ มกขเ์ ป็นหนา้ ทขี่ องพระเถระช้ันผใู้ หญ่ แต่จะเชิญให้ภกิ ษุอนื่ ผสู้ ามารถสวดกไ็ ด้ ภิกษผุ จู้ ะ สวดน้นั ควรเลือกเอาผฉู้ ลาดจาํ ปาฏโิ มกขไ์ ด้ เขา้ ใจวา่ พากยแ์ ละอกั ษรถกู จงั หวะและชดั เจนและอาจสวด ได้ ไมใ่ ช่ผมู้ ีเสียงแหบเสียงเครือหรือเจบ็ คอเป็นหวดั ภกิ ษผุ ูส้ วดควรต้งั ใจสวดใหช้ ดั ใหด้ งั พอบริษทั ไดย้ ินทวั่ กนั แกลง้ ทาํ ออ้ มแอม้ อุบอิบเสีย ทา่ นปรับทกุ ฏ. [ในคาํ สวดท่มี ีเปล่ียนวนั แห่งหน่ึง ถา้ วนั ท่ี ๑๕ สวดวา่ \"อชฺชุ-โปสโถ ปณฺณรโส\" \"อโุ บสถวนั น้ีท่ี ๑๕\" ถา้ วนั ท่ี ๑๔ สวดวา่ \"อชฺชุโปสโถ จาตุทฺทโส\" \"อโุ บสถวนั น้ีที่ ๑๔\" ถา้ เป็นวนั ปรองดองสวดว่า \"อชฺชุ โปสโถ สามคฺค\"ี \"อโุ บสถวนั น้ีเป็นวนั ท่สี ามคั ค\"ี ]. ในปาฏิโมกข์ท่านจัดอุทเทสไว้โดยย่อ ๕ คือ ๑. นิทานุทเทส. ๒. ปาราชิกทุ เทส. ๓. สงั ฆาทิเสสุทเทส. ๔. อนิยตทุ เทส. ๕. วติ ถารุทเทส. อทุ เทสหลงั สงเคราะห์นิสสัคคยิ ทุ เทส ๑ ปาจิตตยิ ทุ เทส ๑ปาฏิเทสนิยทุ เทส ๑ เสขิยทุ เทส ๑ สมถุท เทส ๑ โดยพศิ ดารจึง เป็นอุทเทส ๘ น้ีสาํ หรบั จะไดร้ ู้จกั ตดั ตอนสวดปาฏโิ มกข์ เมือ่ ถงึ คราวทจ่ี าํ เป็น. คราวจาํ เป็ นอนั เป็ นเหตสุ วดปาฏิโมกข์ย่อน้ัน มี ๒ คือ ๑. ไม่มีภกิ ษจุ าํ ไดจ้ นจบ [สวดเท่าอุทเทสท่จี าํ ได]้ . โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 89

90 ๒. เกิดเหตฉุ ุกเฉินท่ีเรียกว่าอนั ตราย [สวดยอ่ ได]้ . สวดย่อน้ันท่านวางแบบไว้ดงั น้ี สุตา โข อายสฺมนฺเตหิ เตรส สงฺฆาทิเสสา ธมฺมา, สุตา โข อายสฺมนฺเตหิ เทฺว อนิยตา ธมฺมา, ฯ เป ฯ แลว้ ลงทา้ ยว่า \"เอตฺตก ตสฺส ภควโต ฯ เป ฯ สกิ ฺขติ พฺพ\" [แบบน้ี สมมติวา สวดปาราชิกุทเทสจบ แลว้ จะยอ่ ต้งั แตส่ ังฆาทเิ สสไป]. [ตามนยั แห่งแบบทีท่ า่ นวางไวน้ ้ี ตามพระมติทรงเห็นวา่ น่าจะประกอบว่า \"สุตา โข อายสฺมนเตหิ เต รส สงฺฆาทเิ สสา ธมฺมา,ตตฺถายสฺมนฺเต ปุจฺฉามิ ฯ เป ฯ เอวเมต ธารยาม\"ิ ตอน อนิยตทุ เทสเป็นตน้ ก็ ประกอบเชน่ กนั ถา้ จะสวดเป็นตอนเดยี วกนั น่าจะตดั ศพั ทว์ ่า \"โข\" และบทว่า \"อายสมฺ นฺเตห\"ิ ขา้ ง หลงั ๆ เสยี คงไวแ้ ตข่ า้ งตน้ ดงั น้ี \"สตุ า โข อายสมฺ นฺเตหิ เตรส สงฺฆาทเิ สสา ธมฺมา สตุ า เทฺว อนิย ตา ธมฺมา ฯ เป ฯ ตตฺถายสฺมนฺเต ปจุ ฺฉามิ ฯ เป ฯเอวเมต ธารยาม\"ิ เชน่ น้ี คําตอ่ ทา้ ยจะตอ้ ง ว่า \"อุทฺทฏิ ฺ โข อายสมฺ นฺโต นทิ าน, อทุ ฺทฏิ ฺา จตฺตาโร ปาราชกิ า ธมมฺ า, สตุ าเตรส สงฆฺ าทเิ ส สา ธมฺมา, ฯ เป ฯ กอ่ นแลว้ จงึ ต่อคอวา่ \"เอตฺตก ฯ เป ฯ สกิ ฺขติ พฺพ\" จึงจะถกู ระเบียบ แตแ่ บบ เช่นน้ี จะใชไ้ ดเ้ ฉพาะในเวลาไม่มผี ูส้ ามารถสวดจบ จะใชเ้ ม่อื เกิดเหตฉุ ุกเฉินข้นึ หาไดไ้ ม]่ . คําสวดย่อแบบพระมติว่าดงั น้ี อุทฺทฏิ ฺ โข อายสฺมนฺโต นทิ าน, อทุ ฺทฏิ ฺา จตฺตาโร ปาราชกิ า ธมฺมา, สุตา เตรส สงฆฺ าทิ เสสา ธมมฺ า, ฯ เป ฯ สตุ า สตฺตาธกิ รณ-สมถา ธมฺมา, เอตฺตก ฯ เป ฯ สกิ ฺขติ พฺพ.\" [เช่นน้ี เขา้ ระเบยี บไม่ลกั ลนั่ และอาจใชไ้ ดใ้ นเวลาฉุกเฉินเมื่อกาํ ลงั สวดอทุ เทสใดคา้ งอยู่ เหตฉุ ุกเฉิน เกิดข้นึ เลิกอทุ เทสน้นั กลางคนั ได้ เวน้ แตน่ ิทานุทเทสตอ้ งสวดจนจบ และพึงยอ่ อทุ เทสน้นั ดว้ ยสุตบท]. เหตุฉุกเฉินท่เี รียกว่าอนั ตรายน้นั มี ๑๐ คือ ๑. พระราชาเสด็จมา [เลิกสวดปาฏโิ มกขเ์ พอ่ื รบั เสดจ็ ได]้ . ๒. โจรมาปลน้ [เลกิ สวดปาฏโิ มกขเ์ พ่ือหนีภยั ได]้ . ๓. ไฟไหม้ [เลกิ สวดปาฏโิ มกขเ์ พื่อดบั ไฟได]้ . ๔. น้าํ หลากมา [เลิกสวดปาฏิโมกขเ์ พอื่ หนีน้าํ ได้ สวดกลางแจง้ ฝนตกกเ็ หมอื นกนั ]. ๕. คนมามาก [เลิกสวดปาฏิโมกขเ์ พอื่ จะรู้เหตุ หรือเพอ่ื จะไดท้ าํ ปฏสิ นั ถารไดอ้ ย]ู่ . ๖. ผเี ขา้ ภิกษุ [เลกิ สวดปาฏโิ มกขเ์ พื่อขบั ผีไดอ้ ย]ู่ . ๗. สตั วร์ ้ายมเี สือเป็นตน้ เขา้ มาในอาราม [เลิกสวดปาฏโิ มกขเ์ พอื่ ขบั ไล่ สัตวไ์ ดอ้ ย]ู่ . ๘. งูร้ายเล้ือยเขา้ มาในที่ประชุม ก็เหมือนกนั . ๙. ภกิ ษอุ าพาธโรคร้ายเกิดข้ึนในท่ีประชุม อนั เป็นอนั ตรายแก่ชีวติ [เลกิ สวดปาฏโิ มกขเ์ พอื่ ช่วยแกไ้ ขได้ มี อนั ตรายลงในท่นี ้นั กเ็ หมอื นกนั ]. ๑๐. มอี นั ตรายแก่พรหมจรรย์ เช่นมใี ครมาเพ่ือจบั ภกิ ษรุ ูปใดรูปหน่ึง [เลกิ สวดปาฏโิ มกขเ์ พราะความอลหม่าน กไ็ ด]้ . โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 90

91 กาํ ลงั สวดปาฏโิ มกข์ มภี ิกษุพวกอ่ืนมาถงึ ถา้ มากกว่าภกิ ษผุ ชู้ ุมนุมอยู่ ตอ้ งต้งั ตน้ สวดใหม่ ถา้ เทา่ กนั หรือ นอ้ ยกวา่ ไม่ตอ้ ง ให้เธอเหล่าน้นั ฟังส่วนยงั เหลอื ตอ่ ไป ถา้ รู้อยกู่ อ่ นว่า จกั มภี กิ ษุมาอีก แต่นึกเสียว่าช่างเป็นไร แลว้ สวด ปรับอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั ถา้ ทาํ ดว้ ยสะเพร่านึกวา่ เมือ่ มาสวดถงึ ไหน กจ็ งฟังต้งั แต่น้นั ปรบั อาบตั ิทกุ กฏ ถา้ สวดจบแลว้ มีภิกษอุ ่นื มา ท่านใหบ้ อกปาริสุทธิในสาํ นกั ภกิ ษผุ สู้ วด ผฟู้ ังปาฏโิ มกขแ์ ลว้ . ภิกษุ ๓ รูป ท่านให้ทําปาริสุทธอิ ุโบสถ คือประชุมกนั ในโรงอุโบสถแล้ว รูปหนง่ึ ต้งั ญัตติว่าดงั นี้ \"สุณนฺตุ เม ภนฺเต อายสฺมนฺตา, อชฺชุโปสโถ ปณฺณรโสยทายสมฺ นฺตาน ปตฺตกลฺล, มย อยฺม� ◌ฺ  ปารสิ ทุ ฺธอิ ุโปสถกเรยฺยาม.\" แปล : \"ท่านท้งั หลายเจา้ ขา้ อุโบสถวนั น้ีที่ ๑๕ ถา้ ความพร้อมพรัง่ ของทา่ นถงึ ท่ีแลว้ เราท้งั หลายพึงทาํ ปาริสุทธิอุโบสถดว้ ยกนั .\" [ถา้ รูปทตี่ ้งั ญตั ติแก่กวา่ เพอ่ื น วา่ \"อาวุโส\" แทน \"ภนฺเต\"ถา้ เป็นวนั ๑๔ คา่ํ ว่า \"จาตทุ ฺท โส\" แทน \"ปณฺณรโส\"]. ภกิ ษผุ ้เู ถระพึงห่มผ้าเฉวยี งบานัง่ กระหย่งประณมมือ บอกปาริสุทธวิ ่าดงั น้ี \"ปริสุทฺโธ อห อาวุดส, ปรสิ ทุ ฺโธติ ม ธาเรถ.\" ๓ หน. แปล : \"ฉนั บริสุทธ์ิแลว้ เธอ ขอเธอท้งั หลายจงจาํ ฉนั ว่าผูบ้ ริสุทธ์ิแลว้ .\" ภกิ ษุนอกน้ี พงึ ทาํ อย่างน้ันตามลาํ ดบั พรรษา แล้วบอกปาริสุทธวิ าดังน้ี \"ปริสุทฺโธ อห ภนฺเต ปรสิ ทุ ฺโธติ ม ธาเรถ.\" แปล : \"ผมบริสุทธ์ิแลว้ ขอรบั ขอท่านท้งั หลายจงจาํ ผมว่าผบู้ ริสุทธ์ิแลว้ .\" ภกิ ษุมี ๒ รูปไม่ต้องต้งั ญัตติ บอกปาริสุทธิแก่กนั วาดังนี้ ผูแ้ กว่ ่า \"ปริสุทฺโธ อห อาวุโส, ปรสิ ทุ ฺโธติ ม ธาเรหิ\" ๓ หน. ผูอ้ ่อนว่า \"ปริสุทฺโธ อห ภนฺเต ปรสิ ทุ ฺโธติ ม ธาเรถ\" ๓ หน. ภิกษรุ ูปเดียว ท่านให้อธิษฐานว่าดงั นี้ \"อชฺช เม อุโปสโถ\" \"วนั น้ีอุโบสถของเรา.\" ตามความนิยม ภิกษจุ ะเลือกทาํ อุโบสถทง่ี ่ายกวา่ ทยี่ ากไมค่ วรจึงห้ามวา่ เมอื่ พึงวนั อโุ บสถ อยา่ หลีกไป ขา้ งไหนเสีย อธิบายวา่ ถา้ ในอาวาสอาจสวดปาฏิโมกขไ์ ด้ อยา่ ไปในทจ่ี ะไม่ไดฟ้ ังปาฏิโมกขใ์ นอาวาสไมม่ ี ภิกษุสวดปาฏโิ มกขไ์ ด้ ใหภ้ กิ ษผุ เู้ ถระส่งภิกษหุ นุ่มไปเรียนมาจากอน่ื โดยพสิ ดารหรือโดยยอ่ สุดแลว้ แตจ่ ะจาํ ได้ ถา้ จดั การเรียนปาฏิโมกขม์ าจากอน่ื ไม่สาํ เร็จ ห้ามไม่ใหอ้ ยจู่ าํ พรรษาในอาวาสเช่นน้นั อธิบายขอ้ น้ีวา่ ถา้ อาจไปทาํ สงั ฆอุโบสถกบั สงฆใ์ นอาวาสอ่นื ได้ อยจู่ าํ พรรษาในอาวาสเช่นน้นั ก็ควร. ปวารณา โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 91

92 คือบอกให้โอกาสแก่ภกิ ษุท้งั หลาย เพือ่ ปรารถนาตักเตือนว่ากล่าวตนได้ กิจเบ้อื งตน้ แห่งปวารณา เหมอื นอุโบสถ เป็นแต่ในส่วนบุรพกิจไมน่ าํ ปาริสุทธิ นาํ ปวารณาของภิกษุไข้ มาแทน คาํ มอบให้ปวารณาวา่ ดงั น้ี \"ปวารณ ทมฺม,ิ ปวารณ เม หร มมตฺถาย ปวาเรหิ.\" แปล : \"ฉนั มอบปวารณาของฉนั ขอเธอจงนาํ ปวารณาของฉันไป ขอเธอจงปวารณาแทนฉัน.\" น้ีเป็นคาํ ของผเู้ จ็บท่แี ก่กว่า ถา้ ออ่ นกวา่ ใชค้ าํ ว่า \"หรถ\" แทน\"หร\" \"ปวาเรถ\" แทน \"ปวาเรหิ\" พึง ถือเอาคาํ แปลโดยสมควรแกโ่ วหาร. วนั ทที่ าํ ปวารณามี ๓ คือ ๑. วนั ๑๔ คา่ํ [จาตุทฺทสี]. ๒. วนั ๑๕ คา่ํ [ปณฺณรสี วนั ปกต]ิ . ๓. วนั สามคั คี. การกคือผู้ทาํ ปวารณามี ๓ คือ ๑. สงฆ์ คอื ภกิ ษุต้งั แต่ ๕ รูปข้นึ ไป เรียกสังฆปวารณา. ๒. คณะ คอื ภกิ ษุ ๔-๓-๒ รูป เรียกคณะปวารณา. ๓. บคุ คล คอื ภกิ ษรุ ูปเดียว เรียกบคุ คลปวารณา. อาการทีท่ าํ ปวารณามี ๓ คือ ๑. ปวารณาตอ่ ทปี่ ระชุม. ๒. ปวารณากนั เอง. ๓. อธิษฐานใจ. สังฆปวารณา ธรรมเนียมวางไว้ ใหป้ วารณารูปละ ๓ หน โดยปกติ ถา้ มเี หตขุ ดั ข้อง จะทาํ อยา่ งน้นั ไม่ตลอดดว้ ย ประการใดประการหน่ึง จะปวารณารูปละ ๒ หน หรือ ๑ หน หรือพรรษาเท่ากนั ให้วา่ พร้อมกนั ก็ได้ จะ ปวารณาอยา่ งไร พงึ ประกาศแก่สงฆใ์ ห้รู้ดว้ ยญตั ตกิ ่อน วิธีต้งั ญตั ติน้นั ดงั น้ี ๑. ถา้ ปวารณา ๓ หน พึงต้งั ญตั ติว่า \"สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ, อชฺช ปวารณา ปณฺณรสี, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺ ตกลฺล, สงโฺ ฆ เตวาจกิ  ปวาเรยฺย\". แปล : \"ทา่ นเจา้ ขา้ ขอพระสงฆจ์ งฟังขา้ พเจา้ ปวารณาวนั น้ีที่ ๑๕ ถา้ ความพร้อมพรัง่ ของสงฆถ์ งึ ที่ แลว้ สงฆพ์ ึงปวารณา ๓ หน\" น้ีเรียกวา่ \"เตวาจิกา ตฺติ\" เมอ่ื ต้งั ญตั ติอยา่ งน้ีแลว้ ตอ้ ง ปวารณารูป ละ ๓ หน จะลดไม่ควร. ๒. ถา้ จะปวารณา ๒ หน พึงต้งั ญตั ตเิ หมอื นอยา่ งน้นั แต่งทา้ ยว่า \"สงฺโฆ เทฺววาจิก ปวาเรยฺย.\" โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 92

93 แปล : \"สงฆพ์ งึ ปวารณา ๒ หน\" น้ีเรียกว่า \"เทฺววาจิกา ตฺติ\" เช่นน้ี จะปวารณาเท่าน้นั หรือ มากกวา่ ได้ แตจ่ ะลดไม่ควร. ๓. ถา้ จะปวารณาหนเดียว พงึ ต้งั ญตั ตลิ งทา้ ยว่า \"สงฺโฆ เอกวาจกิ  ปวาเรยฺย.\" แปล : \"สงฆพ์ ึงปวารณาหนเดียว\" น้ีเรียกว่า \"เอกวาจิกา ตฺต\"ิ เชนน้ี ปวารณาหนเดียวหรือมากได้ ท้งั น้นั แตผ่ มู้ ีพรรษา เท่ากนั ปวารณาพร้อมกนั ไมค่ วร. ๔. ถา้ จะจดั ภกิ ษุมพี รรษาเท่ากนั ใหป้ วารณาพร้อมกนั พงึ ต้งั ญตั ติ ลงทา้ ยวา่ \"สงฺโฆ สมานวสฺสกิ  ปวา เรยฺย.\" แปล : \"สงฆพ์ งึ ปวารณามีพรรษาเทา่ กนั \" น้ีเรียกวา่ \"สมาน- วสฺสกิ า ตฺติ \" เช่นน้ี ภกิ ษุมีพรรษา เท่ากนั ปวารณาพร้อม กนั ๓ หน ๒ หน หนเดียว ไดท้ ้งั น้นั . วิธีต้งั ญตั ติ ๔ แบบขา้ งตน้ ระบุประการ. ๕. ถา้ จะไม่ระบุประการ พงึ ต้งั ครอบทว่ั ไป ลงทา้ ยเพียงว่า \"สงฺโฆ ปวาเรยฺย.\" แปล : \"สงฆพ์ ึงปวารณา\" น้ีเรียกว่า \"สพฺพสงฺคาหิกา ตฺติ\"เช่นน้ีจะปวารณากี่หนกไ็ ด้ แต่ทา่ นหา้ ม ไม่ให้ผูม้ พี รรษาเท่ากนั ปวารณาพร้อมกนั แตพ่ ระมตวิ า่ ควรจะได.้ อนั ตราย ๑๐ อยา่ ง โดยท่ีสุดทายกมาทาํ บุญ หรือมีธมั มสั สวนะ อยจู่ วนสวา่ ง ท่านให้ถือเอาเป็น เหตขุ ดั ขอ้ งได.้ คําปวารณาของสงฆ์ต่อภิกษผุ ู้เถระ ดังน้ี \"สงฺฆ อาวโุ ส ปวาเรมิ ทฏิ ฺเน วา สเุ ตน วา ปรสิ งกฺ าย วาวทนฺตุ ม อายสมฺ นฺโต อนุกมปฺ  อุปาทาย, ปสสฺ นฺโต ปฏกิ ฺกรสิ สฺ าม,ิ ทตุ ยิ มปฺ ิ อาวโุ ส สงฺฆ ปวาเรมิ ฯ เป ฯ ตติยมฺปิ ฯ เป ฯ ปฏิกฺกริสฺ สาม.ิ \" แปล : \"เธอ ฉนั ปวารณาต่อสงฆ์ ดว้ ยไดเ้ ห็นก็ดี ดว้ ยไดฟ้ ังกด็ ี ดว้ ยสงสัยก็ดี ขอท่านท้งั หลายจงอาศยั ความกรุณาวา่ กล่าวฉนั ฉันเห็นอยจู่ กั ทาํ คนื เสีย. ฉันจะปวารณาตอ่ สงฆค์ ร้ังทสี่ อง ฯ ล ฯคร้ังที่สาม ฯ ล ฯ จกั ทาํ คืนเสีย.\" ภิกษอุ ื่นพงึ ปวารณาตามลาํ ดบั พรรษาทลี ะรูป เวน้ ไวแ้ ตค่ ราวใหผ้ มู้ ีพรรษาเทา่ กนั ปวารณาพร้อม กนั โดยนยั น้นั เปลี่ยนใชค้ าํ วา่ \"ภนฺเต\" แทน \"อาวโุ ส.\" ในความที่มีนาํ ปวารณาของภกิ ษอุ ืน่ มา ผู้นําน่าจะปวารณาแทนเธอ เม่ือถึงลําดับของเธอ เช่นตัวอย่างดงั น้ี \"อายสฺมา ภนฺเต อตุ ฺตโร คิลาโน สงฺฆ ปวาเรติ ทฏิ ฺเ วาสุเตน วา ปรสิ งฺกาย วา, วทนฺตุ ต  อายสฺมนฺโต อนุกมปฺ  อุปาทาย,ปสสฺ นฺโต ปฏกิ ฺกรสิ สฺ ต.ิ ทุตยิ มฺปิ ภนฺฌต ฯ เป ฯ ตตยิ มปฺ ี ภนฺ เต อายสมฺ าอตุ ฺตโร คลิ าโน สงฆฺ  ปวาเรติ ฯ เป ฯ ปฏกิ ฺกริสฺสติ.' แปล : \"ท่านเจา้ ขา้ ทา่ นอตุ ระอาพาธ ปวารณาตอ่ สงฆด์ ว้ ยไดเ้ ห็นกด็ ี ดว้ ยไดฟ้ ังก็ดี ดว้ ยสงสยั กด็ ี ขอ ท่านท้งั หลายจงอาศยั ความกรุณาวา่ กลา่ วทา่ น ๆ เห็นอยู่ จกั ทาํ คืนเสีย. ทา่ นอุตระอาพาธ ปวารณาต่อสงฆค์ ร้ังท่ี สอง ฯ ล ฯ คร้งั ทีส่ าม ฯ ล ฯ จกั ทาํ คนื เสีย.\" โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 93

94 ถา้ ผนู้ าํ แก่กว่า กลา่ วว่า \"อุตฺตโร ภนฺเต ภิกฺขุ\" แทน \"อายสฺมา ภนฺเต อตุ ฺตโร\" ถา้ ชื่ออ่ืนกพ็ งึ เปลีย่ นไป ตามช่ือ และพึงถอื เอาความเขา้ ใจตามสมควรแกร่ ูปความ. ถา้ ในชุมนุมน้นั มีภิกษุผูไ้ มอ่ าจปวารณาได้ และมีจาํ นวนไมม่ ากกว่าภกิ ษุผูอ้ าจปวารณา ท่านให้บอกปาริ สุทธิ เมอื่ ภิกษุนอกน้ีปวารณาเสร็จแลว้ ถา้ มจี าํ นวนมากกวา่ ทา่ นใหส้ วดปาฏโิ มกขเ์ ม่ือจบแลว้ จึงใหภ้ กิ ษุนอก น้ีปวารณาในสาํ นกั ของเธอท้งั หลาย. เหตุเป็ นเคร่ืองยกขนึ้ อ้างในการเล่ือนปวารณาน้ันมี ๒ คือ ๑. มภี กิ ษจุ ะเขา้ มาสมทบปวารณาดว้ ย ดว้ ยหมายจะคดั คา้ นผูน้ ้นั ผูน้ ้ี ทาํ ให้เกิดอธิกรณ์ข้นึ . ๒. อยดู่ ว้ ยกนั เป็นผาสุก ปวารณาแลว้ ต่างจะจากกนั จาริกไปเสีย. คณะปวารณา ถ้ามีภิกษุ ๓-๔ รูป ก่อนปวารณา พึงต้ังญัตติว่าดังน้ี \"สุณนฺตุ เม ภนฺเต อายสฺมนฺโต, อชฺช ปวารณา ปณฺณรสี,ยทายสฺมนฺาน ปตฺตกลฺล, มย อ�ฺ ม�ฺ ปวาเรยฺยาม.\" แปล : \"ทา่ นเจา้ ขา้ ทา่ นท้งั หลายจงฟังขา้ พเจา้ ปวารณาวนั น้ีที่ ๑๕ ถา้ ความพร้อมพรัง่ ของท่านท้งั หลายถึงท่ี แลว้ เราท้งั หลายพึงปวารณากนั เถดิ \" ถา้ ๓ รูปว่า \"อายสฺมนฺตา\" แทน\"อายสฺมนฺโต.\" ปวารณา ๓ หน ตามลําดบั พรรษา ๓ รูปวา่ \"อห อาวโุ ส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ฯ เป ฯ วทนฺตมุ  อายสฺมนฺตา อนุกมฺปั อุปาทาย, ปสฺสนฺ โต ปฏิกฺกริสฺสาม.ิ ทุติยมฺปิ อาวุโส ฯ เป ฯ ตติยมฺปิ อาวุโส ฯ เป ฯ ปฏกิ ฺกริสฺสาม\"ิ น้ีสาํ หรบั รูปแก่ ส่วนรูป ออ่ นพงึ ว่า \"ภนฺเต\" แทน \"อาวโุ ส.\" ๔ รูปวา่ \"อห อาวุโส อายสมฺ นฺโต ปวาเรมิ ฯ เป ฯ วทนฺตมุ  อายสมฺ นฺโต อนุกมปฺ  อุปาทาย , ปสสฺ นฺโต ปฏกิ ฺกรสิ สฺ าม.ิ ทตุ ยิ มฺปิอาวโุ ส ฯ เป ฯ ตตยิ มปฺ  อาวุโส ฯ เป ฯ ปฏิกฺกริสฺสาม.ิ \" ถ้ามภี กิ ษุ ๒ รูป ไม่ต้องต้ังญตั ติ ปวารณาทีเดยี ว ว่าดงั นี้ \"อห อาวุโส อายสมฺ นฺต ปวาเรมิ ฯ เป ฯ วทตุ ม อายสฺมาอนุกมปฺ  อปุ าทาย, ปสฺสนฺ โต ปฏิกฺกริสฺสามิ.\" บุคคลปวารณา ถ้าอย่รู ูปเดยี วให้อธิษฐานว่าดงั น้ี \"อชฺช เม ปวารณา.\" แปล : \"ปวารณาของเราวนั น้ี.\" กณั ฑ์ที่ ๑๘ โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 94

95 อปุ ปถกิริยา อปุ ปถกริ ิยา ได้แก่การทาํ นอกรีตนอกรอยของสมณะมี ๓ คือ ๑. อนาจาร คือความประพฤตไิ มด่ ไี ม่งามและเลน่ มีประการต่าง ๆ. ๒. ปาปสมาจาร คอื ความประพฤติเลวทราม. ๓. อเนสนา คอื ความเล้ียงชีพไมส่ มควร. อนาจารแยกเป็ นประเภทใหญ่มี ๓ คือ ๑. การเลน่ ต่างอยา่ ง. ๒. การร้อยดอกไม.้ ๓. การเรียนดิรัจฉานวิชา. การเล่นต่างอย่างมี ๕ คือ ๑. เล่นอยา่ งเด็ก [เช่นเล่นเรือนนอ้ ย ๆ รถนอ้ ย ๆ เรือนอ้ ย ๆ ธนูนอ้ ย ๆ และเลน่ ตวงทราย ผิวปาก เลียนคน ตาบอด คน ง่อย เป็นตน้ ]. ๒. เล่นคะนอง [เช่นหกคะเมน ปล้าํ กนั ชกกนั วงิ่ ผดั ชา้ ง ผดั มา้ ขวา้ งปาอะไรเลน่ ]. ๓. เล่นพนนั คอื มีไดม้ เี สีย มีชนะมีแพ้ มถี ูกมผี ดิ [เช่นหมากรุก หมากไหว หมากแยก คือทใ่ี ชแ้ จง เบ้ยี สกา ขลบุ หรือคลี เลน่ ทายกนั . ๔. เล่นปู้ย้ีป้ยู าํ คือทาํ ความเสียหายให้แก่ผอู้ น่ื [เช่นจดุ ป่ าเล่น]. ๕. เล่นอึงคะนึง [เช่นแสดงธรรมดว้ ยเสียงขบั อนั ยาว การสวดพระ ธรรมและการเทศนาตลกคะนอง นบั เขา้ ใน ขอ้ น้ี]. การเล่นดงั ว่ามาน้ี ท่ีไมม่ ปี รับโทษสูงกวา่ ปรับอาบตั ิทุกกฏเสมอกนั . บุปผวกิ ัติอาการร้อยดอกไม้ ๖ อย่าง คือ ๑. คนฺถมิ  รอ้ ยตรึง [ไดแ้ กด่ อกไมท้ ่เี รียกวา่ ระเบยี บ เขาเอาดอก มะลเิ ป็นตน้ เสียบเขา้ ในระหวา่ งใบตองอนั เจียนไว้ แลว้ ตรึงให้ ตดิ กนั โดยรอบ แลว้ ร้อยประสมเขา้ กบั อยา่ งอื่นเป็นพวง เช่นพวงพู่ ช้นั เป็น ตวั อยา่ ง เอาดอกไมส้ ีตา่ ง ๆ ตรึงบนพ้ืนใบตองเป็นลาย ท่ีเรียกว่าแบบสี สาํ หรบั ทาํ พวง กลน่ิ สี ก็นบั เขา้ ใน ชนิดน้ี]. ๒. โคปผฺ มิ  รอ้ ยควบหรือร้อยคมุ [ไดแ้ กด่ อกไมท้ รี่ ้อยเป็นสาย ๆ แลว้ ควบหรือคมุ เขา้ เป็นพวง เช่นพวง อุบะ สาํ หรับร้อยปลายพู่ หรือสาํ หรบั หอ้ ยตามลาํ พงั และพวง \"พ่สู าย\" เป็นตวั อยา่ ง]. ๓. เวธมิ  รอ้ ยแทงหรือร้อยเสียบ [ไดแ้ ก่ดอกไมท้ ี่ร้อยสวมดอก เช่น สายแห่งอบุ ะ หรือพวงมาลยั บางอยา่ ง เช่นพวงมาลยั ดอก ปี บและดอกกรรณิกา และไดแ้ ก่ดอกไมท้ ใ่ี ชเ้ สียบไม้ เช่นพ่มุ ดอกพทุ ธชาด พ่มุ ดอกบานเยน็ เป็นตวั อยา่ ง]. โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงนิ โชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 95

96 ๔. เวถมิ  รอ้ ยพนั หรือร้อยผูก [ไดแ้ ก่ช่อดอกไมแ้ ละกลุ ม่ ดอกไม้ ที่เขาเอาไมเ้ สียบกา้ นดอกไมแ้ ลว้ เอาดว้ ย พนั หรือผูกทาํ ข้ึน]. ๕. ปูรมิ  รอ้ ยวง [ไดแ้ กด่ อกไมท้ ร่ี ้อยสวมดอก หรือร้อยแทงกา้ น เป็นสายแลว้ ผูกเขา้ เป็นวง น้ีคอื พวงมาลยั ]. ๖. วายมิ  รอ้ ยกรอง [ไดแ้ ก่ดอกไมร้ ้อยถกั เป็นตาเป็นผนื น้ีเรียกวา่ ตาขา่ ย]. บุปผวิกตั ิ ๖ น้ี บางอยา่ งสาํ เร็จดว้ ยอาการอยา่ งเดียว เช่นพุ่มดอกไมบ้ านเยน็ ใชเ้ สียบเท่าน้นั บางอยา่ งสาํ เร็จ ดว้ ยอาการกวา่ อยา่ งเดียว เช่นพวงมาลยั ใชร้ ้อยแทงแลว้ วงเขา้ เป็นพวง. ดิรัจฉานวิชาท่านแยกประเภทไว้ ๕ คือ ๑. ความรู้ในการทาํ เสน่ห์ เพือ่ ให้ชายน้นั หญิงน้ีรกั กนั . ๒. ความรู้ในการทาํ ให้ผนู้ ้นั ผนู้ ้ีถึงความวบิ ตั ิ. ๓. ความรู้ในทางใช้ภตู ผีอวดฤทธ์ิเดชตา่ ง ๆ. ๔. ความรู้ในทางทาํ นายทายทกั เช่นรู้หวยว่าจะออกอะไร. ๕. ความรู้อนั จะนาํ ใหห้ ลงงมงาย เช่นหุงปรอทให้มีอทิ ธิฤทธ์ิ หุง เงินหรือทองแดงให้เป็นทอง. เหล่าน้ีจดั เป็นดิรจั ฉานวิชาได้ เพราะเป็นความรู้ทเ่ี ขาสงสยั วา่ ลวงหรือหลง ไมใ่ ช่ความรู้จริงจงั ผบู้ อกเป็นผู้ ลวง ผูเ้ รียนก็เป็นผหู้ ดั เพ่ือจะลวง หรือเป็นผูห้ ลงงมงาย. ปาปสมาจร ความประพฤตทิ ่ีเนื่องด้วยการสมคบกับคฤหัสถ์อันมชิ อบมปี ระเภทดงั นี้. ๑. ใหข้ องกาํ นลั แก่สกลุ อยา่ งคฤหัสถเ์ ขาทาํ เช่นใหด้ อกไมห้ รือผลไม้ เป็นตน้ . ๒. ทาํ สวนดอกไมไ้ ว้ ตลอดถงึ ร้อยดอกไมเ้ พอ่ื บาํ เรอเขา ๓. แสดงอาการประจบเขา เมอ่ื เขา้ ไปในสกลุ พดู ประจ๋อประแจ๋ และอมุ้ ลูกเขา. ๔. ยอมตวั ลงให้เขาใชส้ อยไปนน่ั ไปโน่น ทาํ อยา่ งน้นั อยา่ งน้ีนอกกิจ พระศาสนา [แต่จะรับธุระเขาในทางกิจ พระศาสนา เช่นเขาจะบริจาคทาน ช่วยนิมนตพ์ ระให้ เขาจะฟังธรรม นิมนตพ์ ระ เทศนใ์ ห้ ไม่มีโทษ การตดิ ตอ้ ยห้อยตามเขาไปขา้ งไหน จดั เขา้ ในขอ้ น้ี] ธุระของมารดาบิดา คนเตรียมจะบวช เรียก บณั ฑุปลาส และ ไวยาวจั กรของตน แมน้ อกจากพระศาสนา ทา่ นอนุญาต แมอ้ ยา่ งน้นั ควรเลือกแต่กิจอนั ควร. ๕. รับเป็นหมอรักษาไขเ้ จบ็ ของคนในสกลุ คือเป็นหมอสาํ หรบั บา้ น [หมายเอาการยอมตวั ให้เขาใชใ้ นทาง หน่ึง]. ๖. รับของฝากอนั ไมค่ วรรบั เช่นรบั ของโจรและของตอ้ งห้าม [การ รบั ของฝากน้ี ทา่ นหา้ มดว้ ยประการท้งั ปวง เพื่อจะไม่ตอ้ งผกู ตน ดว้ ยความเป็นผสู้ าํ นองเพราะของน้นั เม่ือเพง่ เฉพาะเป็นปาป- สมาจาร ควรจะเป็น ของท่ีกล่าวแลว้ ]. ปาปสมาจารดงั ว่ามาน้ี ท่ีไมม่ ปี รับโทษสูงกว่า ปรับเป็นอาบตั ทิ ุกกฏเสมอกนั นอกจากน้นั เป็นฐานะทีส่ งฆ์ โดยพระธีรวฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงนิ โชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 96

97 จะทาํ การลงโทษอีก ๓สถาน คอื ๑. ตาํ หนิโทษ เรียกตชั ชนียกรรม. ๒. ถอดยศ คือถอนจากความเป็นผูใ้ หญ่ เรียกนิยสั สกรรม. ๓. ขบั เสียจากวดั เรียกปัพพาชนียกรรม. อกี อย่างหนึง่ เนื่องด้วยการรุกราน หรือตดั รอนคฤหสั ถ์ มีประเภทดังนี้ ๑. ขวนขวายเพือ่ ตดั ลาภของเขา. ๒. ขวนขวายเพื่อความเสื่อมเสียแห่งเขา. ๓. ขวนขวายเพือ่ เขาอยไู่ มไ่ ด้ ตอ้ งออกจากถน่ิ ฐาน. ๔. ดา่ วา่ เปรียบเปรยเขา. ๕. ยุยงให้เขาแตกกนั . ๖. พูดกดเขาให้เป็นคนเลว คอื พดู วาจาหยาบต่อเขา เช่นเรียกอา้ ย เรียกอี ข้นึ มงึ ข้ึนกู ทีถ่ อื เป็นคาํ เลวในกาลน้ี. ๗. ให้ปฏิญญาอนั เป็นธรรมแกเ่ ขาแลว้ ไมท่ าํ ใหส้ มจริง. ความประพฤตเิ ลวทรามเห็นปานน้ี นอกจากปรับอาบตั ติ ามวตั ถุเป็นฐานะที่สงฆจ์ ะลงโทษดว้ ยปฏิสารณียก รรม คอื ให้หวนระลึกถึงความผดิ และขมาคฤหสั ถท์ ีต่ นรุกรานหรือตดั รอน. อเนสนา ได้แก่กริ ิยาแสวงหาเลยี้ งชพี ในทางไม่สมควร แสดงโดยเค้ามี ๒ คือ ๑. การแสวงหาเป็นโลกวชั ชะ มโี ทษทางโลก เช่นทาํ โจรกรรม หลายลวงให้เขาเช่ือถือ ตวั อยา่ งใน บาลี เช่นภกิ ษุอวดอุตริ-มนุสสธรรมโดยตรงหรือโดยยอ้ ม และชกั สื่อในระหว่างชายกบั หญงิ เพราะเหตุแห่ง การเล้ียงชีพ. ๒. การแสวงหาเป็นปัณณตั ตวิ ชั ชะ มีโทษทางพระบญั ญตั ิ แสดง ไวใ้ นบาลีดว้ ยทาํ วิญญตั ิ คือออกปากขอ ของต่อคนไม่ควรขอ หรือในเวลาทีไ่ ม่ควรขอ. การแสวงหาท่ีท่านห้ามอกี บางประการ จัดเข้าในประเภทหลงั รวบรวมแสดง ดงั ต่อไปน้ี ๑. ทาํ วิญญตั คิ อื ออกปากขอของต่อคนท่ไี มค่ วรขอ หรือในเวลาท่ี ไม่ควรขอ [คฤหัสถผ์ มู้ ิใช่ญาตมิ ใิ ช่ ปวารณา ในเวลาปกติ เป็น คนไม่ควรขอ ในเวลามีจีวรหายหรือถกู ชิง ขอเขาไดเ้ ฉพาะ พอนุ่งห่ม ใน เวลาอาพาธ ขอโภชนะและเภสชั เขาได้ ขอใน เวลาไมค่ วรน้นั คือ ขอต่อคฤหสั ถเ์ ช่นน้นั ในเวลาปกติท่ี ไม่ได้ ทรงอนุญาต]. ๒. แสดงหาลาภดว้ ยกาล คอื หาในเชิงให้ของนอ้ ย หมายเอาตอบ แทนมาก. ๓. ใช้จ่ายรูปิ ยะ ไดแ้ กก่ ารลงทุนหาผมประโยชน์ เช่นทาํ การคา้ ขาย เป็นตวั อยา่ ง. ๔. หากินในทางเวชกรรมหรือการหมอ. โดยพระธีรวัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วดั ไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 97

98 ๕. การทาํ ปริตร ไดแ้ กก่ ารทาํ น้าํ มนตส์ ายสิญจนเ์ สกเป่ าต่าง ๆ [ทา่ น อนุญาตแตส่ วดปริตร] ขอ้ น้ีควรทาํ ไม่ ควรทาํ เพยี งไร พงึ รู้ดว้ ยนยั ดงั จะกล่าวในเวชกรรม ๓ ขอ้ ขา้ งหนา้ . ในอรรถกถาอนุญาตให้ทาํ ยาเฉพาะแก่คนเหล่านี้ ๕. คนปัณฑุปลาส. ๑. สหธรรมกิ . ๒. มารดาบิดา. ๖. ญาตขิ องตน. ๓. คนอปุ ฐากมารดาบดิ า. ๗. คนจรเขา้ มาในวดั เจ็บไข้ ๔. ไวยาวจั กรของตน. เวชกรรมท่ตี ้องห้าม ควรจะผ่อนลงมา ดังต่อไปน้ี ๑. เวชกรรมทห่ี ้ามไวใ้ นวนิ ีตวตั ถุแห่งตตยิ ปาราชิกสิกขาบท โดย ปรับเป็นอาบตั ทิ ุกกฏน้นั คอื ทาํ ในทาง นอกรีตนอกรอย เช่น กล่าวไวใ้ นทอ้ งเร่ือง อกี อยา่ งหน่ึง ผูท้ าํ ไมส่ นั ทดั รู้เลก็ ๆ นอ้ ย ๆ กร็ บั รักษา เขา วางยาผดิ ๆ ถูก ๆ. ๒. เวชกรรมที่ห้ามโดยความเป็นปาปสมาจาร ในวภิ งั คแ์ ห่งสงั ฆา- ทเิ สสสิกขาบทที่ ๑๓ น้นั คอื การที่ ทอดตนลงให้สกลุ เขาใชใ้ นการ รกั ษาไขเ้ จบ็ ของคนในสกลุ ดจุ เดียวกบั ยอมให้เขาใชไ้ ปขา้ งไหน น้ีผดิ จากการที่เขาเชิญให้รกั ษา. ๓. เวชกรรมท่ีห้ามโดยความเป็นอเนสนา ในอรรถกถาท้งั หลายน้นั คือการ รกั ษาโรคเรียกเอาขวญั ขา้ วค่ายาคา่ รกั ษา เป็นการหาผล หาประโยชน์. ภกิ ษรุ ับของท่ีเขาถวายเพ่ือเก้ือกลู แกพ่ ระศาสนามาแลว้ ไม่บริโภค ให้เสียแก่คฤหสั ถเ์ พื่อสงเคราะหเ์ ขา ทาํ ให้ทายกผูบ้ ริจาคเสียศรัทธา เรียกวา่ ทาํ ศรัทธาไทยให้ตกเสียเปลา่ ทา่ นแสดงอนามฏั ฐบิณฑบาตเป็น ตวั อยา่ ง โภชนะทีไ่ ดม้ ายงั ไมไ่ ดห้ ยบิ ไวฉ้ ันเรียกอนามฏั ฐบิณฑบาต ทา่ นห้ามไมใ่ หแ้ ก่คฤหสั ถอ์ น่ื นอกจาก มารดาบดิ า ส่วนมารดาบิดาน้นั เป็นภาระของภกิ ษุจะตอ้ งเล้ียงทา่ นอนุญาตเพ่ือให้ได้ สมณจีวรก็ เหมอื นกนั ให้แกม่ ารดาบดิ าได.้ กณั ฑ์ท่ี ๑๙ การิก ๔ ของท่จี ะพงึ กลนื กนิ ให้ล่วงลําคอไป ท่านเรียกว่ากาลิก เพราะเป็ นของมกี าํ หนดให้ใช้ชั่วคราวมี ๔ คือ ๑. ยาวกาลิก ของที่ให้บริโภคไดต้ ้งั แตเ่ ชา้ ถงึ เทย่ี งวนั . ๒. ยามกาลิก ของทใี่ ห้บริโภคไดช้ ว่ั วนั หน่ึงกบั คนื หน่ึง. ๓. สัตตาหกาลิก ของทใ่ี หบ้ ริโภคไดช้ ว่ั ๗ วนั . ๔. ยาวชีวิก ของทใ่ี หบ้ ริโภคไดเ้ สมอไป ไมม่ ีจาํ กดั กาล. ท่ชี ่ือวา่ กาลกิ น้นั คงเพ่งเอาของ ๓ อยา่ งขา้ งตน้ จะกล่าวใหส้ ิ้นเชิง จึงยกเอาของท่ีไมไ่ ดจ้ ดั เป็นกาลกิ มา กลา่ วดว้ ย เรียกว่ายาวชีวกิ . โดยพระธรี วฒั น์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ิดี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นักธรรมช้ันโท 98

99 ยาวกาลิก ของทใ่ี ช้บริโภคเป็ นอาหาร จัดเป็ นยาวกาลกิ มี ๒ อย่าง คือ ๑. โภชนะท้งั ๕ [นมสด นมส้ม จดั เขา้ ในโภชนะในทอี ื่นจาก โภชนะ ๕]. ๒. ขาทนียะ ของขบเค้ยี วคือผลไมแ้ ละเง่า มีมนั เป็นตน้ . โภชนะท้งั ๕ อย่าง คือ ๑. ขา้ วสุกทหี่ ุงจากธญั ญชาตทิ ้งั หลาย. ๒. ขนมกุมมาส ของทาํ ดว้ ยแป้งหรือถวั่ งา มีอนั จะบดู เมือ่ ลว่ งคนื แลว้ . ๓. สัตตุ คอื ขนมแห้ง เป็นของไม่บดู . ๔. ปลา. ๕. เน้ือ. พชื ท่ีใช้เป็ นโภชนะน้ัน ๒ ชนดิ คือ ๑. บพุ พณั ณะ ของจะพงึ กินก่อน [คอื ขา้ วทกุ ชนิด]. ๒. อปรณั ณะ ของจะพงึ กินในภายหลงั [คอื ถวั่ ตา่ งชนิดและงา]. พชื ๒ อยา่ งน้ี เป็นมลู แห่งขา้ วสุก และขนม ๒ อยา่ ง. บุพพพัณณะน้นั แสดงไว้ในบาลี ๗ ชนิด คือ ๕. กงฺคุ ขา้ วฟ่ าง. ๑. สาลี ขา้ วสาล.ี ๖. วรโก ลูกเดือย. ๒. วีหิ ขา้ วจา้ ว. ๗. กทู ฺรูสโก หญา้ กบั แก.้ ๓. ยโว ขา้ วเหนียว. ๔. โคธูโม ขา้ วละมาน. ๖. เน้ือสีหะ. เนื้อท่หี ้ามโดยกําเนดิ มี ๑๐ คือ ๗. เน้ือเสือโคร่ง. ๑. เน้ือมนุษย์ เลอื ดก็สงเคราะหเ์ ขา้ ดว้ ย. ๘. เน้ือเสือเหลอื ง. ๒. เน้ือชา้ ง. ๙. เน้ือหม.ี ๓. เน้ือมา้ . ๑๐. เน้ือเสือดาว. ๔. เน้ือสุนขั . ๕. เน้ืองู. เน้ือมนุษย์ เป็นวตั ถแุ ห่งถลุ ลจั จยั เน้ือนอกน้นั เป็นวตั ถแุ ห่งทุกกฏ เน้ือซ่ึงนกจากท่รี ะบชุ ื่อไวน้ ้ี แตห่ าก เป็นของดิบ ก็ห้าม แมเ้ น้ือท่ีเป็นกปั ปิ ยะโดยกาํ เนิดและทาํ ใหส้ ุกแลว้ แตห่ ากเป็นอทุ สิ สมงั สะ กห็ ้าม จดั เป็นวตั ถุ แห่งทุกกฏ เน้ืออนั บริสุทธ์ิโดยส่วน ๓ คอื ภกิ ษุไม่ไดเ้ ห็น ไมไ่ ดย้ นิ ไมไ่ ดส้ งสยั ว่าเขาฆ่าเฉพาะฉนั ไมม่ ี โทษ แมป้ ลาก็เหมอื นกนั . ของขบเคีย้ วชนิดทีม่ เี มด็ และงา อาจเพาะและปลกู เป็ นทรงอนุญาตให้อนุปสัมบันทําให้เป็ นกัปปิ ยะ ด้วยวธิ ี โดยพระธรี วัฒน์ จนฺทโสภโณ ฤทธ์ดิ ี : วัดไผ่เงินโชตนาราม | นกั ธรรมช้ันโท 99


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook