๕๐ บทที่ ๑ ประวัติศาสตรย์ ุโรป Part I History of Europe “ ” ยุคกลาง หรือ เรียกว่า ยุคแห่งศรัทธา เป็นยุคที่ยุโรปตกอยู่ในอํานาจของคริสตจักร อย่างเต็มที่ เร่มิ ตั้งแต่ ศตวรรษท่ี ๕ ถึง ศตวรรษที่ ๑๕ มรี ะบบการปกครองที่โดดเด่น คือ ระบบฟิวดัล ครอบคลุมต้ังแต่การปกครอง ไปจนถึงเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์แบบ มกี ารแบง่ ชนชั้นในสังคมอย่างชัดเจน ซึ่งยุคกลางนับว่าเป็นยุคที่อารยธรรมตะวันตก หยุดน่ิงไม่ได้มีการพัฒนาอย่างยิ่งใหญ่เช่นในยุคกรีกและโรมันท่ีผ่านมาแล้ว แต่ส่ิงที ผา่ นการพฒั นาอยา่ งเต็มทีก่ ลบั เปน็ เรอื่ งของศาสนามากกวา่ . หลังจากกรุงโรม (โรมันตะวันตก) ล่มสลายในปี ค.ศ. อาจจะมีที่ดินเป็นร้อย ๆ พัน ๆ หรือ หม่ืน ๆ เอเคอร์ ๔๗๖ ทําให้อารยธรรมของโรมันในดินแดนแมกนากรา แมนเนอร์ทําการเกษตรกรรมเปน็ หลักแม้แต่เมนเนอร์ท่ี เซีย หยุดชะงักลง และหันไปเฟื่องฟู ณ อาณาจักรไบ เล็กท่ีสุดก็มีขนาดมากถึง ๓๐๐-๔๐๐ เอเคอร์ แต่ละ แซนไทน์ แทน ในขณะเดียวกัน ยุโรปท้ังทวีปตกอยู่ใน แมนเนอร์อาจจะประกอบไปด้วยหมู่บ้านเดียวหรือ การครอบงําของคริสตจกั ร เน่อื งมาจากการปกป้องกรุง หลายหม่บู า้ นกไ็ ด้ มีระบบเศรษฐกิจท่ีสมบูรณ์ในตัวเอง โรมไว้จากการทําลายล้างของพวก Goth โดย Pope (Self-Sufficiency) ภายในแมนเนอร์จะมี Manor ทําให้สถานะของศาสนจักรน่าเชิดชูมากข้ึนและเป็นที่ House ของขุนนางอยู่ตรงกลาง ล้อมด้วยคูนํ้า เป็นท่ี ศกั ดิ์สทิ ธิและมีความสาํ คัญมากข้ึนกวา่ เดมิ อยู่ของครอบครัวของเจ้าของท่ีดิน และอัศวินท้ังหลาย ตลอดจนผู้จัดารท่ีดูแลแมนเนอร์ให้กับ Lord เรียกว่า ในระหว่างที่มีการยึดครองกรุงโรมโดยพวก Goth Bailiff และพระของหมู่บ้านเรียกว่า Parish Priest ถัด ชาวนาเจ้าของทด่ี ินผืนเล็ก ๆ เกดิ ความหวาดกลัว และ จากคูท่ีล้อมรอบ Manor House เป็นท่ีอยู่ของชาวไร่ ไม่สามารถป้องกันท่ีดินของตนเองได้ จึงยอมมอบท่ีดิน ชาวนา เลยจากที่อยู่ของชาวไร่ชาวนา จะเป็นพ้ืนท่ี บางส่วนของตนเองให้กับผู้ท่ีมีอํานาจมากพอที่จะ เพาะปลูก เป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด กันไว้เป็นสมบัติ ป้องกันท่ีดินได้ โดยเจ้าของที่ดินเดิมยอมตกอยู่ใน ส่วนตัวของ Lord และ Parish Priest ท่ีเหลือ Lord สถานะของผู้เช่าท่ีดินแทน ชาวนารายเล็ก ๆ เหล่าน้ี จะจดั แบ่งให้กับพวกทาสตดิ ทดี่ นิ แต่ละครอบครัวทํากิน เรียกกันว่า เสรีชน (Villein) ซ่ึงจะมีฐานะเป็นผู้เช่า กัน จะขยายหรือโยกย้ายไปไหนไม่ได้ เจ้า Lord ไม่ ตลอดชีวิต แต่ไม่มีภาระผูกพันกับท่ีดิน ต่างจากพวก ทาสติดทีด่ ิน (Self) ซ่งึ เป็นชาวนาที่อาศัยทํากินอยู่บน อนญุ าต. ที่ดินท่ีตกเป็นของเจ้านายมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ โดย ต้องมีสถานะเป็นทาสติดที่ดินไม่สามารถเคล่ือนย้ายไป ไหนได้ เวน้ แตจ่ ะได้รบั อนญุ าตจากเจ้าของทด่ี นิ ระบบเศรษฐกิจในยุคกลาง เรียกว่า ระบบเมน เนอร์ (Manorial System) โดยคําว่าระบบเมนเนอร์ มาจากคําว่า คฤหาสน์ โดยเจ้าหน้าท่ีในเขตปกครอง ของคฤหาสน์ เรียกว่า Lord of The Manor ขนุ นาง
บทที่ ๑ ประวัติศาสตรย์ ุโรป ๕๑ Part I History of Europe
๕๒ บทท่ี ๑ ประวัติศาสตรย์ ุโรป Part I History of Europe “ลกั ษณะของการถือครองท่ีดินใน MANOR” ดมี ีนส์ (Demesne) เป็นไร่นาส่วนท่ีดีที่สุด ซ่ึงขุนนางเจ้าของท่ีดินของแมน เนอร์ไดค้ รอบครองเป็นเจา้ ของ วลิ เลนเนเจียม (Villenagium) เป็นท่ีดินของขุนนางเจ้าของท่ีดินที่แบ่งไปให้ทาสติด ท่ีดินและชาวนานําไปทํากินได้ เป็นที่ดินในส่วนที่ไม่ ค่อยอดุ มสมบรู ณ์ จงึ ต้องอาศัยการเพาะปลูกในระบบที่ เรียกว่า Three-Field System โดยแบ่งที่นาออกเป็น ๓ สว่ น โดยมีกระบวนการคอื - ปีแรกจะทํานาในส่วนที่แปลงท่ี ๑ และแปลง ท่ี ๒ โดยทําใน Spring Planting & Autumn Planting เท่านั้น และค่อยเก็บ เก็บแปลงที่ ๓ เรียกว่า Fallow ผลัดเปลี่ยน หมนุ เวยี นกันอยา่ งนท้ี ุกปี โดยแปลงท่ีทงิ้ ไวจ้ ะ ใช้วิธีการปลูกพืชอื่น ๆ เพื่อบํารุงดิน และ เล้ยี งสตั ว์ (แทนปุย๋ ) - กระบวนการทํานาเชน่ น้เี รมิ่ ในยโุ รปประมาณ C.๘ ส่วนการทํานาในระบบแมนเนอร์ใช้ ระบบ Open-Field System คือการท่ีขุน นางแบ่งท่ีดินทั้ง ๓ ส่วนของตนเองออกให้ ชา ว น า เ พ า ะป ลู ก ไ ด้ โ ดย แ บ่ งเ ป็ น รู ป สี่เหล่ียมผืนผ้า ไม่มีการล้อมร้ัว แต่จะมีการ นําก้อนหินมาสางเพื่อแสดงอาณาเขต โดย ช า ว น า แ ต่ ล ะ ค น จ ะ ไ ด้ ร ะ บ ที่ ดิ น ค น ล ะ ประมาณ ๓๐ เอเคอร์ แต่สามารถสลับ เปล่ียนไปไดเ้ รื่อย ๆ กับชาวนาคนอ่ืน ๆ ตาม ความต้องการของเจา้ ของที่ดิน
บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป ๕๓ Part I History of Europe “อนารยชนเยอรมนั กบั การเปล่ยี นแปลงใน อารยชนเยอรมันได้เคล่ือนจํานวนเข้ามายึดครอง ”ทวปี ยโุ รป ดนิ แดนในทางตอนเหนือของยุโรป เข้ามาตั้งหลักแหล่ง อยู่ในพื้นที่ดินแดนเดิมของอาณาจักรมัน และกระจาย ๓. แซคซอน (Saxons) มีความชํานาญในการ ตัวออกไปทั่วยุโรป ทั้งดินแดนสแกนดิเนเวีย และใช้ เดินเรือ จึงอพยพมาต้ังรกรากแถบชายฝ่ังทะเล แล ภาษาของพวกอินโดยูโรเปียน ซึ่งเป่าพันธ์ุของกลุ่มอิน ตอ่ มาพวกแซคซอนในเกาะอังกฤษ โดยโู รเปยี นแบ่งออกเปน็ ๒ กล่มุ ใหญ่ ๆ ได้แก่ ๔. จัตส์ (Jutes) ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน อนารยชนเยอรมนั ตะวันออก บริเวณตอนเหนือของฝรั่งเศส และในดินแดนฮอน กลุ่มนี้ได้อพยพลงมาตั้งรกรากที่ทางใต้แถบทะเลบอล แลนด์ ติก และเขา้ มาอาศัยในเขตแม่นํ้าเอลเบ และแม่นํ้าวิสตู ลา อนารยชนเยอรมันตะวันออก ยังแบ่งออกไปเป็น ๕. แฟรงค์ (Franks) เข้ามาตั้งหลักแหล่งใน หลายเผา่ คอื บรเิ วณตะวันออกของแม่นํ้าไรน์ และใน C.๕ พวกน้ีเข้า มารุกรานแคว้นโกล (Gaul) ต่อมาได้จักตั้ง ๑. กอซ (Goth) เป็นเผ่าใหญ่ที่สุด แบ่งออกเป็น อาณาจกั รแฟรงค์ข้ึน ซึง่ เป็นอาณาจักรท่ียิง่ ใหญ่ที่สุดขอ อีก ๒ พวก คือ ออสโตรกอธ ตั้งรกรากแถบแม่นํ้าดนีป งอนารยชนเยอรมัน และพวกน้ีเป็นบรรพบุรุษของชาว เปอร์ และ วซิ ิกอธ ตั้งรกรากแถบแมน่ ํา้ ดานบู ฝร่งั เศส ๒. แวนดัล (Vandal) เป็นเผ่าที่ป่าเถ่ือนและ โหดร้ายท่ีสุดเมื่อเข้ามาโจมตีดินแดนใดก็จะทําลาย ดินแดนเหล่าน้ัน บ้านเมืองและฆ่าผู้คนอย่างทารุณ พวกแวนดัลได้ตั้งดินแดนของตนเองข้ึนท่ี อาณาจักร คาร์เทจโบราณ ๓. เบอร์กันเดียน (Burgandian) ตั้งถ่ินฐานแถบ แมน่ ํ้าเมนส์ ๔. ลอมบาร์ด (Lombard) ต้ังถ่ินฐานแถบอิตาลี ตอนเหนอื แหละแม่น้ําโป อนารยชนเยอรมนั ตะวนั ตก กลุ่มน้ีมีลักษณะแตกต่างจากกลุ่มตะวันออกคือ จัดตั้ง ถิ่นฐานของตนเองอย่างมั่นคงและขยายอําณาจักร ออกไปมาก และเร่ร่อนหาดินแดนใหม่อยู่เร่ือย ๆ แบ่ง ออกได้ คือ ๑. อเลมันนี (Alemanni) ต้ังหลักแหล่งทางตอน เหนอื ของแมน่ ้าํ ไรน์ ๒. แองโกล (Angles) มีลักษณะคล้ายพวกแซก ซอน เชยี่ วชาญในการเดนิ เรือ
๕๔ บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป Part I History of Europe “ ” การฟื้นฟูสิลปวิทยาการเร่ิมต้นเมื่อประมาณ C.๑๕ และส้ินสุดลงในราว C.๑๗ มี ระยะเวลายาวนานประมาณ ๓๐๐ ปี การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการมาจากคําว่า Renaissance แปลตามตัวอักษรในภาษาฝรั่งเศสว่า “การเกิดใหม่” โดยเน้นที่การ เกิดใหม่ของอารยธรรมกรีก และ อารยธรรมโรมัน ข้ึนมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อ เปลย่ี นแปลงปรับปรงุ ความคดิ จิตใจอันคบั แคบในยคุ กลางมาสู่ความเจรญิ ในสมยั ใหม่ ในยุคกลางนั้น ความเกรงกลัวอํานาจของศาสนาคริสต์ ศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมและการธนาคาร เมือง มีอย่มู ากรวมท้ังอิทธพิ ลของครสิ ต์จกั รกม็ ั่นคงอย่างที่สุด เหล่านี้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมกับ ประกอบกับความเช่ือของคริสต์ศาสนา ทําให้ชาวยุโรป ตะวันออกใกล้อยู่เสมอ บรรดาพ่อค้าและชนช้ันสูง มองเพ่ือนมนุษย์ด้วยกันในแง่ร้าน เพราะได้รับการ ร่ํารวยพอที่จะซ้ือศิลปวัตถุและวรรณกรรมสําคัญ ๆ อบรมสั่งสอนมาแต่สมัยโบราณว่า มนุษย์มีบาปกําเนิด จากกรกี และจักรวรรดไิ บแซนไทด์ วทิ ยาการในยุคฟ้ืนฟู ติดตัวมาจากอามัน และอีฟ ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว ศิลปวิทยาการแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะ เป็นสิ่งท่ีไม่ควรแสดงออกให้ผู้อ่ืนเห็น เพราะถือว่าเป็น ความเจริญของการพิมพ์ ทําให้ชาวยุโรปสามารถ ผลของจติ ใจที่เปน็ ชั่วทง้ั สิน้ ฉะน้ันจะต้องบังคับควบคุม แลกเปลี่ยนความร้คู วามคิดและวัฒนธณรมระหว่างชาติ ไว้ภายในและต้งั ใจแน่วแน่ในทางธรรมเท่านั้น หาทางท่ี ได้ดีย่ิงขึ้น ท่ีจริงยุโรปได้ความคิดในการสร้าง จะหลุดพ้นจากโลกแห่งบาปน้ีไปสู่ดินแดนแห่งพระเจ้า เครื่องพิมพ์ จากประเทศจีน และกระดาษลินินที่ใช้ แตอ่ ย่างเดียว พิมพ์จากพวกมุสลิม จอห์น กูเตนเบิร์ก (John Gutenberg) แห่งเมืองไมนซ์ ประเทศเยอรมนี เป็นผู้ แตใ่ นยคุ สมัยใหม่ มนษุ ย์ยกย่องความสามารถของ ประดิษฐ์แท่นพิมพ์เคลื่อนท่ีที่สามารถพิมพ์หนังสือ มนุษย์ มองโลกในแง่ดี ชื่นชมในชีวิตปัจจุบันมองเห็น จํานวนมาก ๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในปี ค.ศ. ๑๔๔๘ หลกั ความจรงิ ในชีวติ ตามธรรมชาติ และเห็นคุณค่าของ ได้พิมพ์ พระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ฉบับแรกในปี ค.ศ. คนเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด ไม่ยอมจํานนหรือคล้อยตาม ๑๔๕๔ และทําให้ต้ังแต่ ค.ศง ๑๕๐๐ เป็นต้นมา การ อํานาจหน้าที่ของฝ่ายศาสนาโดยไม่สมัครใจ เป็นยุคท่ี พิมพ์ได้แพร่หลายไปท่ัวยุโรปทําให้หนังสือราคาถูกลง มนุษย์ศึกษาวิทยาการต่าง ๆ เพ่ือนแสวงหาความรู้ใน มาก ประชาชนสามารถซ้ือมาอ่านได้ เป็นผลทําให้ พระเกียรติของพระผู้เป็นเจ้า หรือเพ่ือรอดพ้นจากบาป การศึกษาขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่อยู่เพียง กําเนิดอย่างในยุคกลาง อารยธรรมในยุคน้ีเน้นในเรื่อง ภายในขอบเขตของวัด และสังคมชนชั้นสูงเท่านั้น ของความเป็นปัจเจกชน นักคิดและศิลปินแต่ละคนได้ ความเจริญของการศึกษาทําให้ประชาชนคิดเป็นมาก สร้างสรรค์ผลงานให้แก่โลกในด้านต่าง ๆ ทั้งทาง ขึ้น และมีความคิดเป็นของตนเองมากข้ึน กล้า วรรณคดี ศิลปะ สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ การเมือง แสดงออกความคิดเหนขัดแย้งแบบชาวกรีกในยุค และศาสนา โดยอาศัยพลังของ นักมนุษยนิยม โบราณ การแย้งช่วยให้วิทยาการแตกฉานย่ิงขึ้น และมี (Humanist)และนักปัจเจกชนนิยม (Individualist) เป็นเครือ่ งจูงใจในการพฒั นาความเจรญิ ต่อไป การคิดนอกกรอบมากขึน้ เช่นกนั . ประเทศอิตาลีเป็นจุดเริ่มต้นในการฟ้ืนฟูศิลปะ วทิ ยาการ เพราะเป็นศูนยก์ ลางการค้าในยุโรป จึงม่ังคั่ง สมบูรณ์มากทสี่ ดุ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ เช่น เวนิส , เจนัว และเมืองสําคญั ทส่ี ุดก็คอื ฟลอเรนซ์ ซงึ่ เปน็
บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป ๕๕ Part I History of Europe “ ”นักมานษุ ยวทิ ยากบั การฟ้ืนฟศู ลิ ปวิทยาการ นักเขียนซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา ในอิตาลีในตอนต้น ของการฟ้ืนฟูศิลปะวิทยาการ (Early Renaissance) ทส่ี าํ คัญ ๆ เช่น เพทรารก์ (Petrarch) ซง่ึ เปน็ บดิ าแห่งวรรณคดีสมยั ฟื้นฟศู ลิ ปวิทยาการ บอกคาชิโอ (Boccaccio) นับว่า เป็นตัวแทนของชนชน้ั กลางยุคใหม่ใน อิตาลี ซ่ึงเป็นผู้ทีพยายามสร้าง ค่านิยม และปลุกฝังทัศนคติใหม่ ๆ ให้แกช่ นชั้นกลาง นิโคโล แมคเคียวเวลลี (Machiavelli) เป็นผู้เขียนเร่ือง เจ้า นคร (The Prince) อันมีช่ือเสียง โดยแมคเคียวเวลลี เสนอ แนวคิดว่า ผู้ปกครองควรเรียนรู้การกระทําท่ีคนทั่วไปเห็นว่า เลว และควรใช้นโยบายการแบ่งแยกแล้วปกครอง (Divide and Rule)
๕๖ บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป Part I History of Europe “กลุ่มนักเขียนชาวฝรัง่ เศส” ราเบเลส์ (Rabelais) ปแิ อร์ เดอ รงซาร์ต (Pierre de Ronsard) มิเชล เดอ มองตารด์ (Michel de Montaigne) “กลมุ่ นักเขยี นชาวสเปน” มิเชล เดอ เซอรบ์ นั เตส (Michael de cervantes) “กลุ่มนักเขียนยโุ รปเหนอื ” อีรัสมสั (Erasmus) นอกจากนีแ้ ลว้ ในเกาะองั กฤษ ก็มยี คุ ทเี่ รยี กวา่ ยุคทองของวรรณกรรมองั กฤษ ซ่ึงเร่ิมในรัชสมัยของพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ ๑ (ค.ศ. ๑๕๕๘-๑๖๐๘) ในยุคน้ีมีนักมนุษยนิยมที่สําคัญ ของอังกฤษ ๓ คน ได้แก่ เซอร์โทมัส มอร์ (Sir Thomas More) วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) เซอร์ฟรานซิส เบคอน (Sir Francis Bacon) ผลงานสําคญั ของเซอร์ฟรานซสิ เบคอน มากทส่ี ดุ กค็ ือเร่ือง Utopia ในขณะท่ี วิลเลียม เชคสเปียร์ นับได้ว่าเป็นมหา กวีท่ีมีช่ือเสียงมากท่ีสุดในยุโรป ต้ังแต่ เริ่มมีการริเริ่มยุควรรณกรรม และยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน โดย ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ เร่ืองเก่ียวกับ โศกนาฎกรรม เช่น โรมิโอจูเลียต และ แฮมเลต เป็นต้น โดยบทละครทุกเรื่องของ เชคสเปียร์ กลายเป็นที่ยกย่องในหมู่นัก วรรณคดี ส่วนเซอร์ฟรานซิส เบคอน น้ัน เบคอนแนะนําให้ชาวยุโรปทุกคนหันมาสนใจโลกวิทยาศาสตร์ และการศกึ ษา ศาสตร์ของโลกยุคใหม.่
บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยโุ รป ๕๗ Part I History of Europe “ศลิ ปะ ”กับการฟ้นื ฟศู ิลปวิทยาการ ยุคนี้เป็นยุคทองของสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรมของอิตาลีในด้าน สถาปัตยกรรม ได้มีการตัดแปลงสถาปัตยกรรมแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์แบบใหม่ ๆ มากมาย. ศิลปะโรมาเนสก์ (Romanesque art) หรือเรียกกันว่า ศิลปะนอร์มัน หมายถึง ศิลปะท่ีเกิดข้ึนในยุโรป ราว คริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ ถึงปลายคริสต์ศตวรรษ ๑๒ ศิลปะแบบโร มาเนสก์พ้ืนฐานของศิลปะแบบกอธิค ซ่ึงเร่ิมมีบทบาทเมื่อประมาณ คริสต์ศตวรรษ ๑๓ การศึกษาเรื่องศิลปะยุคกลาง เมื่อต้น คริสต์ศตวรรษ ๑๙ ทําให้มีการจัดแบ่งศิลปะเป็นสมัยๆ คําว่า โร ม า เน ส ก์ เ ป็ น คํ า ที่ ใ ช้ บ ร ร ย า ย ศิ ล ป ะ ต ะ วั น ต ก โ ด ย เ ฉ พ า ะ สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษ ๑๑ ถึง ๑๒ ซึ่งศิลปะ แบบโรมาเนสก์ไม่มีอะไรเก่ียวข้องกับความคิดของศิลปะแบบโรมัน นอกจากเป็นการฟ้นื ฟูวิธีการกอ่ สร้างแบบโรมัน โรมาเนสก์เป็นศิลปะท่ีมีความเก่ียวข้องโดยตรงก้บคริสต์ศาสนา สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ส่ือสารให้คริสต์ชนได้เห็นถึงแก่นของความ เชื่อทางศาสนา จากหน้าจ่ัวท่ีมักจะเป็นรูปสลักนูนต่ําของการตัดสิน คร้ังสุดท้าย เน้ือหาและความน่าเกรงขามของฉากน้ีทําให้ผู้เห็นมึ ความรู้สึกว่ากําลังเข้าสู่สถานท่ีศักด์ิสิทธ์ิ เมื่อเข้าไปภายในก็จะเห็น ภาพเขียนฉากต่าง ๆ จากพระคัมภรี ์ไบเบิล ท่ัวไปท้ังวัดไม่ว่าจะเป็นที่ ประตู บนเสาหรือผนัง ภาพเขียนโรมาเนสก์มีอิทธิพลโดยตรงมาจาก ศิลปะแบบไบแซนไทน์ แต่งานของศิลปินโรมาเนสก์จะมีความเป็น นาฏกรรมมากข้ึนและมีความอ่อนช้อยกว่าไบแซนไทน์เห็นได้จาก ความพร้ิวของเสื้อผ้า องค์ประกอบนี้ทําให้ผู้ดูเกิดความสะเทือนทาง อารมณ์มากกว่าศิลปะยคุ ก่อนหน้านัน้ สถาปตั ยกรรม เปน็ การก่ออิฐ ฉาบปูน มีหลังคาทรงโค้งกากบาท และมีลักษณะสําคัญ คอื ๑. มคี วามหนักแนน่ ทบึ คลา้ ยปอ้ มโบราณ ๒. มโี ครงสร้างวงโคง้ อยา่ งโรมนั ๓. มหี อสงู ๒ หอ หรอื มากกว่านัน้ ๔. มีช่องเปดิ ตามหนา้ ตา่ งหรือประตเู ปน็ วงโคง้ วางชิด ๆ กนั ๕. มีหวั คานยนื่ ออกนอกผนัง เปน็ คิ้วตามนอนนอกอาคาร ๖. มหี น้าตา่ งแบบวงล้อ เปน็ รูปวงกลมท่ถี กู แบ่งออกเปน็ ซี่ สําหรับงานศิลปกรรมอื่นๆ ส่วนมากมักเป็นงานแกะสลักงาช้าง ขนาดเล็กๆ หรือไม่ก็เป็นงานท่ีเขียนบนหนังสือแบบวิจิตร เร่ืองราว ของงานศิลปะจะนํามาจากพระคัมภีร์ฉบับเก่าและใหม่ ตํานาน โบราณ ชีวประวัตินักบุญ เปรียบเทียบความดีกับความชั่ว หรือ ลวดลายตา่ ง ๆ เป็นรปู ดอกไม้ และรปู เรขาคณติ
๕๘ บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป Part I History of Europe ศิลปะกอธิค (Gothic art) เร่ิมพัฒนาขนึ้ เมือ่ ประมาณปลาย C.๑๒ และมอี ทิ ธิพล อยู่ประมาณ ๓๕๐ ปีโดยพัฒนาต่อเน่ืองมาจาก ศิลปะแบบโรมาเนสก์ พบในศิลปะศาสนาการสร้าง มหาวหิ าร (Cathedral) พอถงึ ตน้ C.๑๔ ศลิ ปะแบบนี้ ก็เผยแพร่ไปยังศิลปะในประเทศอ่ืนในยุโรปตะวันตก โดยเรียกกันว่า ศิลปะกอธิคแบบนานาชาติ โดย ศิลปะกอธิคนิยมกันมาจนถึง c.๑๕ และจึงเร่ิม วิวัฒนาการมาเป็น ศิลปะยุคแรอเนสซองค์ ศิลปะ แขนงสําคัญของสมัยกอธิค คือ ประติมากรรม , งาน กระจกสี จิตรกรรมฝาผนัง กระเขียนลวดลายใน หนังสือวจิ ิตร ศิลปะกอธิคเริ่มต้นจากประเทศฝร่ังเศส และ แพร่หลายไปยังประเทศอ่ืน ๆ และมีลักษณะตาม ภูมิภาคนั้น ๆ ด้วย ลักษณะสาํ คญั ของ สถาปัตยกรรม มีผนังเปิดกว้าง มีส่วนสูงเด่นเป็นพิเศษและมีแบบท่ี ออกมาเป็นลายเส้นอันซับซ้อน ทุกส่วนล้วนประกอบ เข้าดว้ ยกนั เปน็ สัญลักษณน์ ิยม ทางศาสนา โครงสร้าง หลงั คาเปน็ โค้งแหลม ลกั ษณะตา่ งๆ เหล่านี้จะหาดูได้ จาก มหาวิหาร ในฝร่ังเศส , เยอรมนี และ อังกฤษ เชน่ มหาวิหารแซงเดอนี ประเทศฝร่งั เศส , มหาวิหาร โนยง ประเทศฝรั่งเศส , มหาวิหารลาออง ประเทศ ฝรง่ั เศส , มหาวหิ ารอาเมยี ง ประเทศฝรั่งเศส , มหาวิ ทหารกลอสเตอร์ ประเทศองั กฤษ และ มหาวิหารเอ็ก ซีเตอร์ ประเทศองั กฤษ เปน็ ต้น ศิลปะยุคกอธิคเป็นศิลปะที่เกิดในยุโรปช่วง ระหวา่ งครสิ ต์ศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ คําวา่ \"กอธิค\" เร่ิมใช้ ครั้งแรกโดยนักวิจารณ์ศิลปะสมัยเรอเนสซองค์ ตอน ปลายของอิตาลี เรียกรูปแบบของศิลปะ ท่ีเกิดใน ยุโรปในช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น ที่เป็นผลงานของ พวกกอธ แฟรงค์ ลอมบาร์ค สลาฟ และแซกซอน ซึ่ง ต่างเป็นชนเผ่าป่าเถื่อน ไร้ความเจริญทางศิลป วิทยาการ ประการสําคัญ เป็นชนเผ่าท่ีทําลาย จกั รวรรดิโรมนั และถงึ พรอ้ มดา้ นศิลปวิทยาการ
บทที่ ๑ ประวัติศาสตร์ยุโรป ๕๙ Part I History of Europe บารอก (Baroque) หรือบา น อ ก จ า ก จ ะ ห ม า ย ถึ ง ศิ ล ป ะ ที่ รุ่ ง เ รื อ ง ร ะ ห ว่ า ง คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ถึง คริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ แล้วก็ โรก ซ่ึงเริ่มประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ท่ีกรุง ยังหมายถึงความโอ่อ่าท่ีเต็มไปด้วยรายละเอียด โรม ประเทศอิตาลี บาโรกจะเนน้ ความเป็นนาฏกรรม บางครั้งคํานี้อาจจะพูดถึงศิลปะท่ีมีการตกแต่งจน ศิลปะจะแสดงความขัดแย้ง (tension) และความ หรูหรา โอ่อ่า บาโรกเป็นลักษณะของประติมากรรม คอ่ นขา้ งจะไปทางอลังการ จิตรกรรม วรรณกรรม นาฎศิลป์ และ ดนตรี ถ้า กล่าวถึงดนตรีแบบบารอกก็จะหมายถึงสมัยสุดท้าย ของเคาน์เตอร์พ็อยต์ (Counterpoint) ท่ีกล่าวถึง ความสัมพันธ์ของการเล่นระหว่างเสียงหรือเครื่อง ดนตรีมากกว่าสองชนิดที่อาจจะสะท้อนกันและกัน แต่คนละระดับเสียง หรือบางครั้งก็อาจจะสลับเสียง ส ะ ท้ อ น ห รื อ ไ ม่ อี ก ที ก็ อ า จ จ ะ ย้ อ น แ ก่ น ส า ร (reversing theme) ของดนตรีชน้ิ น้นั ไปเลย ยุคบารอกรุ่งเรืองขึ้นมาด้วยการสนับสนุนจาก คริสตจักรโรมันคาธอลิก ระหว่างการประชุมสภา สงั คายนาแหง่ เมอื งเทรนต์ เมอ่ื ปี ค.ศ. ๑๕๔๕-๑๕๖๓ ป ร ะ เ ด็ น ห น่ึ ง ที่ มี ก า ร ถ ก เ ถี ย ง กั น ท่ี นั่ น ก็ คื อ เ ร่ื อ ง ความหมายและความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและ ศาสนา ทางที่ประชุมตกลงกันว่าศิลปะควรจะส่ิงที่ ส่อื สารเรื่องศาสนาโดยใชว้ ิธีจงู ใจและสะเทอื นอารมณ์ ผู้ดูโดยตรง ในขณะเดียวกันอภิชน (Aristocracy) สมัยนั้นก็เห็นว่าแบบบารอกเป็นศิลปะที่สร้างความ ประทบั ใจใหก้ บั ผู้ดู เปน็ ศิลปะท่ีแสดงความถึงความมี อาํ นาจของเจ้าของ วังแบบบาโรกจะสร้างต่อเน่ีองกัน (sequence) จากห้องพักรอ (anterooms) ถึงบันได ใหญ่ (grand staircases) ไปจนถึงห้องรับรองใหญ่ (reception rooms) แต่ละตอนก็เพ่ิมความโอ่อ่าขึ้น ตามลําดับ รายละเอียดตกแต่งหรูหราและอลังการ เช่นน้ีเป็นลักษณะของศิลปะสมัยน้ี ลักษณะเช่นน้ี ครอบคลุมศิลปะทุกแขนง ศิลปินบาโรกจะนิยมใช้ รายละเอียดใกล้เคียงกัน (repeated and varied patterns) ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ๆละครั้งจะค่อยๆ แปรเปล่ียนลวดลายไปทีละเล็กละน้อย ลักษณะของ ศิลปะแบบบาโรกที่เด่นและแตกต่างจากสมัยอื่นคือ จะออกไปทางที่เรียกกันว่าอลังการ จะเต็มไปด้วย ลวดลายประดดิ ประดอย สีจัด หน้าตารูปป้ันจะไม่จง ใจให้เหมือนจริงแต่จะเปน็ หน้าอิม่ เอบิ เหมือนเทพ คําว่า Baroque เป็นภาษาฝร่ังเศสซ่ึงสันนิษฐาน กันว่ามาจากคําว่า barroco ในภาษาโปรตุเกส โบราณซ่ึงหมายถึงหอยมุกที่มีรูปร่างอ่อนไหวม้วนไป มา แต่ท่ีมาในภาษาอังกฤษไม่ทราบแน่ว่ามาจาก ภาษาใดหรือจะมาจากแหล่งอื่น คําว่าบาโรกเอง
๖๐ บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยโุ รป Part I History of Europe ศิลปะโรโคโค (Rococo) หรือ บางครั้งก็เรียกกันว่า \"ศิลปแบบหลุยส์ท่ี ๑๔\" (Louis XIV Style) ศิลปโรโคโคเริ่มพัฒนามาจากศิลป ฝร่ังเศส และการตกแต่งภายในเม่ือคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๘ ห้องท่ีออกแบบแบบโรโคโคจะเป็น เอกภาพ คือ ทุกส่ิงทุกอย่างในห้อง ไม่ว่าจะเป็นผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องประดับ จะออกแบบเพื่อให้กลมกลืนกัน อนั หนงึ่ อันเดยี วกันมิใช่จะอสิ ระต่อกนั คือไมม่ สี ่ิงใดใน ห้อ งนั้ น ท่ีน อก แ บบ ออ ก มา ภ า ยใ นห้ อ งจ ะ มี เฟอร์นิเจอร์ท่ีหรูหราและอลังการ รูปป้ันเล็กๆแบบ ประดดิ ประดอย ภาพเขียนหรอื กระจกก็จะเป็นกรอบ ลวดลาย และพรมแขวนผนัง ท่ีถ้าแยกอะไรออกมาก็ จะทําให้ห้องน้ันไมส่ มบูรณแ์ บบ คําว่าโรโคโคมาจากคําสองคําผสมกัน คําว่า rocaille จากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึงศิลปะการ ตกแต่งท่ีใช้ลวดลายคล้ายหอยหรือใบไม้ และคําว่า barocco จากภาษาอิตาลี หรือท่ีเรียกว่า ศิลปะแบบ บาโรก ศิลปินโรโคโคจะนิยมเล่นเส้นโค้งตัวซีและตัว เอส (S และ C curves) แบบเปลือกหอย หรือการ ม้วนตัวของใบไม้เป็นหลัก และจะเน้นการตกแต่ง ประดิดประดอย จนทําให้นักวิจารณ์ศิลปะค่อนว่า เป็นศิลปะของความฟุ้งเฟ้อและเป็นเพียงศิลปะสมัย นิยมเท่านั้น คําว่าโรโคโคเมื่อเร่ิมใช้เป็นคร้ังแรกท่ี ประเทศอังกฤษ เม่ือประมาณปี ค.ศ. ๑๘๓๖ เป็น ภาษาพดู ทห่ี มายความว่า โบราณล้าสมัย แต่พอมาถึง กลางคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๙ คําน้ีก็เป็นท่ียอมรับ โดยท่ัวไปโดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะ ถึงจะมีการ ถกเถียงกันถึงความสําคัญของศิลปะลักษณะนี้ โรโค โคก็ยังถือกันว่าเป็นสมัยของศิลปะที่มีความสําคัญ สมยั หนึง่ ในประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะตะวนั ตก
บทท่ี ๑ ประวัติศาสตร์ยุโรป ๖๑ Part I History of Europe “ศลิ ปนิ ”ท่มี ีชือ่ เสยี งในยคุ ฟนื้ ฟูศลิ ปวิทยาการ ในยุคฟ้ืนฟูศลิ ปะวทิ ยาการนัน้ ศลิ ปะทม่ี ชี อ่ื เสียงที่สุด เน้นเป็นศลิ ปะแบบบาโรก และ ศิลปะ แบบโกธิค ซ่งึ มตี ัวอย่างของศิลปินที่มชี ่ือเสยี งไดแ้ ก่ ผลงานสําคัญท่สี ุดในยคุ เรอเนสซองค์นนั้ คือ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ซึ่ง เป็นการรวมผลงานและฝีมือของศิลปินท่ีมีช่ือเสียงท่ีสุด ๓ ท่าน โดย ทํางานตามความถนัดของตนเอง ท้ัง จิตรกรรม ประติมากรรม และ สถาปตั ยกรรม โดย ไมเคิลแองเจโล เปน็ ศลิ ปนิ ที่มีความเชี่ยวชาญในทุก ด้านอย่างสมบูรณ์ ท้ัง สถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรม รวมท้ังเป็นกวี และวิศวกรเอกด้วย ส่วนจิตรกรรมของอิตาลีน้ัน เป็น ผลงานสําคัญของราฟาเอล ซานตีเป็นส่วนใหญ่ ในขณะท่ี งานด้าน ประตมิ ากรรมน้นั เป็นผลงานทโ่ี ดดเด่นของแบรน์ ินิ แตท่ ัง้ นท้ี งั้ น้ัน ผลงานทีค่ รอบคลุมความสําคัญของศิลปกรรมในทุก ด้านมากท่ีสุดน้ันเป็นของ ลีโอนาโด ดา วินชี ซึ่งเป็นมหาศิลปินท่ีมีช่ื เสียงทสี่ ดุ และมคี วามสามารถครบถ้วนในทกุ ศิลปะ ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการของยุโรปเสื่อมลงเม่ืออิตาลีสูญเสียความ เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ภายหลัง ปี ค.ศ. ๑๕๕๐ และการ คน้ พบโลกใหม่ในปี ค.ศ. ๑๔๙๓ ทําให้ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจย้ายฐาน ไปยังภาคพ้ืนแถบยุโรปมากข้ึน (เดิมอยู่ในเมดิเตอร์เรเนียน) จนกระทั่ง นาํ ไปสยู่ คุ ของการปฏริ ปู ศาสนาในทส่ี ุด.
๖๒ บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป Part I History of Europe “ ” ยุคแห่งการสํารวจทางทะเล เป็นสถานการณ์โลกท่ีเกิด Marco Polo เป็นบุคคลในตระกูลโปโลท่ีมีชื่อเสียง ต่อนเนื่องมาจากการฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ ซึ่ง หมายถึง การ และเป็นแรงผลักดันสําคัญที่ทําให้เกิดการเดินทาง เดินทางออกไปสํารวจยังดินแดนท่ีอยู่นอกเขตของทะเลเมดิ สํารวจทางทะเลในอนาคต โดยตระกูลโปโลเป็น เตอรเ์ รเนียน ซงึ่ เดิมทะเลเมดิเตอร์เรเนยี นเป็น แหลง่ รวมความ ตระกูลพ่อค้าวาณิชชาวเวนิส โดยในปี ค.ศ. ๑๒๗๑ มั่งค่ังและความสําคัญท้ังทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ นิโคไล โปโล ได้เดินทางมาทําการค้ายังดินแดนภาค ประกอบกับชาวยโุ รปกร็ ู้จักและเชือ่ ว่าโลกมีอยุแ่ คเ่ ฉพาะรอบ ๆ ตะวันตก ของจักรวรรดิตาร์ตาร์ (Tartar Empire) ทะเลเมดิเตอรเ์ รเนียนเทา่ น้ัน ดังน้ันความเชื่อโบราณจึงเช่ือกัน ซ่ึงมีอาณานิคมอยู่ในยุโรปตะวันออก เป็นการปูทาง ว่า ชาติหรือรัฐใดที่ควบคุมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ ก็ควบคุม ให้มาโคโปโล บตุ รชายของนกิ โคไล ไดเ้ ดนิ ทางมายัง โลกได้ ราชสํานักของ อยา่ งไรก็ตาม กุบไล ข่าน ชาวยโุ รปเองก็มี แหง่ กรงุ ปกั ความสนใจศึกษา กง่ิ ซง่ึ ไดร้ ับ เก่ยี วกบั โลกตัง้ แต่ การต้อนรบั สมับกรกี โบราณ เป็นอย่างดี เช่นอีราโทสเธเนส และมอบตํา (๒๐๐ BC) ทมี่ ี แหนง่ อนั มี ความเชือ่ ว่าโลก เกียรตใิ ห้กับ กลม และคาํ นวณ ว่า โลกมีเสน้ รอบ มาโคโปโลซงึ่ โลกราว ๒๕,๐๐๐ มาโคโปโลได้ ไมล์ และในปี ค.ศ. รับราชการใน ๑๕๐ โคลดอิ สุ จีนยาวนานถึง ปโตเลมี ก็ไดเ้ ขยี น ๑๗ ปี และได้ ตําราสารานกุ รม เดนิ ทางกลับ เกี่ยวกับภมู ศิ าสตรข์ ึ้น และคาํ นวณว่าเส้นรอบโลกยาวประมาณ ยโุ รปโดยทาง ๑๘,๐๐๐ ไมล์ จากเอกสารเหล่านี้ทําให้ ในสมัยฟื้นฟูศิลปะ เรือ นับเป็นความรู้ใหม่ของชาวยุโรปซึ่งเคยเดินทาง วิทยาการเมื่อ ความรู้จากกรีกโรมันได้หลั่งไหลออกมาอีกคร้ัง ไปยงั เอเชียทางบกเท่านั้น (เส้นทางสายใหม่) โดยมา เม่ือผู้คนได้ศึกษาก็ เกิดความเชื่อว่าโลกกลม แต่ไม่ได้มีขนาด โคโปโลได้บรรยายถึงดินแดนจีนว่าม่ังค่ังร่ํารวย และ ใหญ่โตมากมายนกั (ความเชอื่ ของอีราโทสเธเนส ใกล้เคียงมาก สวยงามจนทําให้ชาวยุโรปเกิดความรู้สึกว่า จีนคิอ ทีส่ ดุ แต่คนไมค่ ่อยยอมรับ) โดยข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับโลกได้รับ ตาํ นานท่ตี อ้ งพสิ ูจน์ ประกอบกับหลักฐานความมั่งคั่ง การเพิ่มเติมข้อมูลมาจากนักเดินเรือขาวมุสลิมและชาวคริส ที่มาโคโปโล ได้รับมาจากจีน ท้ังทรัพย์สินเงินทอง เตยี นในสมยั กลาง และเม่ือมีการทาํ แผนทท่ี ่ีมันสมยั ทสี่ ุดขึ้นมา ประกอบกับเอเชียเป็นแหล่งเคร่ืองเทศที่มีสําคัญ ทั้ง ดินแดนที่ปรากฏอยู่ก็มีเพียงเฉพาะ ภาคเหนือของแอฟริกา พริกไทย อบเชย และเครื่องเทศอ่ืน ๆ รวมทั้ง ยุโรป ภาคตะวันตกของเอเชีย และ มหาสมุทรอินเดีย เหล่าน้ี เคร่ืองประดับด่าง ๆ ซ่ึงเคยสร้างความร่ํารวยให้กับ แม้จะผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงแต่ก็สร้างความรู้สึกให้ พ่อค้าชาวเวนิส และเจนัว พ่อค้าอิตาลีทีเคยต้อง มนษุ ยอ์ ยากพสิ ูจน์ความเป็นจริง เรื่องของการเดินทางรอบโลก ค้าขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ซ่ึงเป็นกลุ่มมุสลิมท่ีเรียก โดยมีเป้าหมายสําคัญคือ เอเชีย โดยเฉพาะหลังการสิ้นสุด ภาษีอย่างมหาศาล รวมท้ังเส้นทางทางบกท่ีไกลมาก ไม่สามารถทําการค้าได้อย่างสมํ่าเสมอ การเดินทาง สงครามครูเสด และผลจากงานเขยี นของมาร์โคโปโล การเรือจึงเป็นทางเลือกใหม่ท่ีน่าสนใจสําหรับชาว ยโุ รปมาก
บทที่ ๑ ประวัติศาสตร์ยโุ รป ๖๓ Part I History of Europe “ ”แรงผลกั ดนั ใหเ้ กิดการสาํ รวจทางทะเล ผลจากงานเขียนของมาโคโปโล เน่ืองจากการบรรยายถึงความรํ่ารวยของชาวจีน ซึ่งเป็นแรง บันดาลใจใหก้ ับชาวยโุ รปอยากเดินทางมาเอเชียโดยตรง อทิ ธพิ ลจากยคุ ฟ้ืนฟศู ลิ ปวิทยาการ ผลจากการเกิดยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทําให้เกิดเทคโนโลยี ใหม่ ๆ มาใช่ในการประดิษฐ์เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์การเดินเรือ ที่สําคัญ คือ เขม็ ทิศ / เทคนคิ การตอ่ เรอื แบบใหม่ / อาวธุ ปนื / แผนที่โลก นอกจากนี้ กลมุ่ นักเดินเรือชาวยุโรปต้องการพสิ ูจนค์ วามคดิ เรือ่ งโลกกลมของตนเอง เชน่ Christopher Columbus ซึง่ มคี วามเชือ่ วา่ โลกกลม และม่นั ใจวา่ สามารถเดนิ ทางจากฝงั่ ตะวนั ตก เพื่อไปถึงฝั่งตะวันออกได้ อิทธิพลจากยคุ ฟ้นื ฟูฯ อีกประการกค็ อื การร้อื ฟืน้ เอาแนวคิดมนุษยนิยมมา ใชใ้ หม่ และทําให้มนุษยม์ ีความเช่อื มนั่ ใจตนเองสูงมาก ชอบผจญภยั กลา้ หาญ นอกจากน้ีการออกเดินทางสาํ รวจทางทะเลยังเป็นชอ่ งทางทีท่ ําใหร้ าํ่ รวยอีกด้วย เหตผุ ลทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากหลังจากท่กี ลุ่มออตโตมานเติรก์ ไดเ้ ข้ายดึ ครอง กรุงคอนสแตติโนเปิลแล้วทําให้ ดินแดนทางฝ่ังตะวันออก และชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่ง เป็นเสน้ ทางการคา้ ทสี่ าํ คัญ (เสน้ ทางสายไหม) ทาํ ให้เส้นทางการค้าทางบกไม่ปลอดภัย ประกอบ กับกลมุ่ พอ่ ค้าในเวนิส และ เจนวั ไดต้ ง้ั ตนเปน็ ผูค้ มุ้ ครองเสน้ ทางการคา้ ในเขตของอิตาลี และเรยี ก เก็บค่าผ่านด่านราคาสูง และเนื่องจากการเดินทางไม่ปลอดภัยมากขึ้น จนในที่สุดกลุ่มพ่อค้า จากเวนสิ และเจนวั ไดก้ ลายเป็นผผู้ ูกขาดการคา้ ในยโุ รปอย่างสมบูรณ์ เพราะชาตอิ ่นื ๆ ไมส่ ามารถ เดินทางไปค้าขายได้ ทําให้ชาติอื่น ๆ ในยุโรปไม่พอใจ และต้องการเดินทางไปค้าขายกับเอเชีย โดยตรง อิทธิพลทางด้านการเมืองการปกครองในยุโรป เนื่องจากในตอนต้นของสมัยใหม่ (ปลายสมัย กลาง) กษัตริย์ของประเทศต่าง ๆ ได้พยายามรวบรวมอํานาจเข้าสู่ราชสํานักและสถาปนาการ ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรอื ราชาธิปไตยขึ้น โดยการล้มล้างอํานาจของขุนนางตาม ทอ้ งถนิ่ ตา่ ง ๆ (ล้มล้างระบอบฟิวดลั ย)์ และ กษตั ริย์บางประเทศ เช่น สเปน ได้ทําการขับไล่พวก มัวร์ ออกไปจากดินแดนของตนเอง ทําให้เกิดความแตกแยกทางแนวคิดของศาสนาขึ้นอีกครั้ง และมคี วามคิดเรอื่ งการรวมชาติ เม่ือเกิดการรวมชาติได้สําเร็จแล้ว ความคิดเรื่องการสร้างความ มง่ั คง่ั ใหก้ ับประเทศก้เกดิ ตามมา ประกอบกบั อํานาจของกษัตริย์เข้มแข็งมาก ทําให้การตัดสินใจ ต่าง ๆ ทําไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เด็ดขาด และในเมื่อผลประโยชน์ทางการเงินและเศรษฐกิจเหล่านั้นมีท่ี ต้ังอยู่ใน เอเชีย ดังน้ันเส้นทางเดียวที่จะทําให้รัฐชาติเหล่าน้ันม่ังค่ังทางเศรษฐกิจได้ก็คือต้อง แสวงหาเส้นทางการเดนิ ทางเพ่ือการคา้ ใหม่ ๆ และเป็นเจ้าของเส้นทางการค้านั้นเอง นอกจากน้ี ยัง มีแนวคิดเร่ืองของศาสนามาด้วย คือการเผยแผ่ศาสนาคริสต์แข่งขันกับศาสนาอิสลาม เพ่ือ สรา้ งอาณาจักรครสิ เตยี นทางตะวนั ออกขน้ึ
๖๔ บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยโุ รป Part I History of Europe “” โปรตุเกส เป็นอาณาจักรเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับสเปนทาง ความก้าวหน้าทางการเดินเรือของโปรตุเกสท่ีสําคัญ ทิศตะวันตก และเคยอยู่ภายใต้การปกครองของพวก ได้แก่ มัวร์ มาตลอดสมัยกลาง เมื่อหลังจากท่ีสเปนได้ขับไล่ Bartholomew Dias พวกมัวร์ ออกไปจากดินแดนยุโรปได้หมดแล้ว ทําให้ ไดแอสสามารถเดินทางอ้อมแหลมทางใต้ของ โปรตุเกสเองก็มีโอกาสฟ้ืนฟูตนเองมาสู่ระบอบการ แอฟริกาได้สําเร็จในปี ค.ศ. ๑๔๘๗ และตั้งชื่อว่า ปกครองแบบกษัตริย์ และมีความคิดท่ีจะแสวงหา แหลมแห่งพายุ ซ่ึงภายหลังเปล่ียนช่ือใหม่เป็น ช่อื เสยี ง และความร่าํ รวยให้กบั ประเทศโปรตุเกส แหลมแห่งความหวังดี การเดินทางอ้อมแหลมแห่ง เน่ืองจากโปรตุเกสนั้นมีฟ้ืนท่ีติดกับทะเล ตลอด ความหวังดีได้สําเร็จของไดแอส เป็นการปูทาง ชายฝั่งมหาสมุทแอตแลนติก แต่ไม่มีฟ้ืนที่ติดต่อกับ สาํ หรับวาสโก ดา กามา ในเวลาต่อมาทีส่ าํ คญั มาก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเลย ทาํ ให้ ชาวโปรตเุ กสมีฟน้ื ฐาน Vasgo da Gama ท่ีมีความกล้าในการเดินทางออกสู่ทะเลกว้างมากกว่า ในปี ค.ศ. ๑๔๙๗ ห่างจากไดแอส ๑๐ ปี วาส ประเทศเกดิ ใหม่ในระยะน้ัน แต่ปัญหาของโปรตุเกสคือ โกดากามาได้นําเรือ ๔ ลําเดินทางตามเส้นทางของ โปรตุเกสเป็นประเทศขนาดเล็กและมีทุนน้อย กษัตริย์ ไดแอส และอ้อมแหลมแห่งความหวังดีมายัง ของโปรตุเกาจงึ สนบั สนนุ ใหก้ ับคนของพระองค์เดินทาง แอฟริกาใต้ และแล่นอ้อมชายฝ่ังทะเลไปยังทาง ออกสํารวจทางทะเลยังดินแดนใกล้ ๆ คือ ทางตอนใต้ ตะวันออกของแอฟริกา และว่าจ้างชาวอาหรับนํา ของแอฟริกา โดยเช่ือว่าเมื่อเดินทางลงทางใต้ไปเร่ือย ร่องเส้นทางเรือไปยังเมืองกาลิกัต ของอินเดีย และ ๆ ก็จะสามารถเดินทางไปถึงอินเดียได้ โดยจุดมุ่งหมาย ได้นาํ ไปสกู่ ารจัดตั้งสถานีการคา้ ของโปรตุเกสท่ีเมือง ของโปรตุเกสน้ันก็คือต้องการสํารวจทางทะเล เพื่อหา กัว ทําให้โปรตุเกสกลายเป็นชาติที่มีอิทธิพลทาง เส้นทางการค้าและเปา้ หมายทางศาสนาเปน็ สาํ คญั การค้าอย่างสูงเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพราะสามารถ ผู้นําคนสําคัญในการเดินทางสํารวจทางทะเลของ คุมเสน้ ทางการค้าของยุโรปได้สาํ เรจ็ โปรตเุ กสได้แก่ พระเจา้ เฮนรี่ นาวกิ บุตร Pedro Cabral (King Henry The Navigator) ซึ่งเปน็ คาบรลั ตั้งใจนําเรือไปยงั อนิ เดยี แต่ โอรสของพระเจา้ จอห์นท่ี ๑ ไดอ้ ทุ ศิ เวลา การเดินทางผดิ พลาดจากพายทุ ําให้ ยาวนานกวา่ ๔๐ ปี ในการพฒั นาการเดนิ เรอื เรอื โดนพดั จนออกนอกเส้นทางไปถึง ของโปรตุเกส ด้วยแรงจงู ใจในความอยากรู้ ตะวันออกของบราซิลและทาํ ใหใ้ น อยากเห็นในทางวทิ ยาศาสตร์ ตลอดจนความ บรเิ วณของบราซลิ กลายเป็นเขตปก ร้สู กึ เรอื่ งของชาตินยิ มทตี่ ้องการใหช้ าติของ ครองของโปรตเุ กสเปน็ แหง่ แรกและ ตนเองเปน็ ชาตทิ ่มี ีความม่งั คง่ั ทางดา้ น เดินทางกลับมาอนิ เดยี อีกครง้ั เศรษฐกจิ มากท่ีสุด โดยพระองคเ์ ชอื่ วา่ จะสามารถเดนิ ทางไปยังต้นแม่นํา้ ไนล์ จากการทโ่ี ปรตเุ กสสามารถตั้ง โดยผ่านทางตะวนั ตกของทวปี แอฟรกิ า ความมัน่ คงในอนิ เดยี ไดส้ าํ เรจ็ ก็ ซงึ่ แม้ว่าจะไม่ประสบความสาํ เร็จแต่ก็ ทาํ ใหโ้ ปรตุเกสกลายเป็นชาตทิ ม่ี ีความม่งั คัง่ สามารถทาํ ใหโ้ ปรตเุ กส ค้นพบเส้นทางการคา้ ที่สําคัญ และเลื่อนฐานะเป็นประเทศจักรวรรดิท่ีย่ิงใหญ่และ ของโปรตุเกส โดยตั้งหลกั แหลง่ ทางการค้าในเอเชยี ได้ ร่ํารวยอยา่ งรวดเร็วทําใหช้ าตอิ ่นื ๆ ต้องการรวยบ้าง
บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป ๖๕ Part I History of Europe “ ” สเปนเองก็เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของพวกมัวร์ สํารวจของโคลัมบัส มีการเดินทางไปสํารวจของ เช่นเดียวกับโปรตุเกส มาตลอดสมัยกลาง หลังจากท่ี นักผจยภัยอีกหลายคร้ัง แต่ที่มีช่ือเสียงที่สุดก็คือ การ สเปนได้ขับไล่พวกมัวร์ออกไปจากดินแดนสเปนได้ สาํ รวจแผน่ ดินของทวีปอเมริกาโดย อเมรโิ ก เวชปชุ ชี สําเร็จ และรวมชาติขึ้นเป็น ราชอาณาจักรสเปนได้ ชาวเมืองฟลอเรนซ์ ซ่งึ เป็นผู้ประกอบอาชีพนักสํารวจ สําเร็จ โดยมี ผู้นําคนสําคัญ คือ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ โดยได้สํารวจท้ังดินแดนของโปรตุเกส และดินแดน แห่ง อรากอน & พระนางอิซาเบลล่า แห่งคาสตีล ของสเปน ในระหว่าง ค.ศ. ๑๔๙๙-๑๕๐๐ โดยได้ จนสามารถตั้งอาณาจักรสเปนไดส้ าํ เรจ็ สํารวจไปจนถึงบริเวณปากแม่นํ้าอเมซอน ในอเมริกา ใต้ และจากการสํารวจอีกครง้ั ในอกี ๒ ปถี ัดมา ก็เป็น ก่อนท่ีจะมีชัยชนะต่อพวกมัวร์อย่างเด็ดขาดนั้น การพสิ ูจนไ์ ด้อย่างชัดเจนวา่ ดินแดนที่โคลัมบัสค้นพบ พระนางอิซาเบลล่าได้รับการติดต่อจาก คริสโตเฟอร์ น้นั ไมใ่ ชอ่ ินเดีย และไม่ใชด่ นิ แดนในทวปี เอเชยี โดย โคลมั บัส ซง่ึ เป็นชาวเมืองเจนัว และได้มีความสนใจใน การเดินทางท่องเที่ยวทางเรือมาตลอดในวัยเด็ก ในปี ต่อมา นักภมู ิศาสตรค์ นหนึ่งของเยอรมนั คือ วอล ค.ศ. ๑๔๗๖ โคลัมบสั ไดเ้ ดินทางไปกับเรือ เซอรม์ ิลเลอร์ ได้เขียนแผนที่โลกขน้ึ ใหม่ ในปี ลําหนึ่ง แตเ่ มื่อเรอื ไปแตกกลางทะเล ค.ศ. ๑๕๐๗ หลังจากโคลมั บสั ถึงแก่กรรมไป และโคลสั บัสสามารถมาข้ึนฝ่งั ได้ท่ี ไดม้ ีการประกาศให้ดินแดนทค่ี ้นพบใหม่ กรงุ ลสิ บอนของโปรตุเกส และพํานัก วา่ อเมริกา ตามชอ่ื ของ อเมรโิ ก เวสปชุ ชี อยใู่ นกรุงลิสบอน โดยโคลัมบสั ได้ และหลงั จากการปรบั ปรุงแผนท่ีใหม่ ศกึ ษาวชิ าภมู ศิ าสตร์ และวชิ า อกี ครงั้ ในปี ค.ศ. ๑๕๑๓ วอลเซอร์ แผนทีศ่ กึ ษา ซ่งึ ทาํ ใหโ้ คลัมบัสมี มิลเลอร์ ก็ได้ระบชุ ื่อ ดนิ แดนใหม่ ความเชือ่ ว่าโลกกลม และมีความ ว่า อเมรกิ า อยา่ งเปน็ ทางการ ต้องการพิสูจน์ให้ได้ว่า โลกกลม จรงิ ๆ ทําให้โคลัมบสั ไดเ้ สนอแผนการ “สญั ญาทอร์เดซลิ ลสั ค.ศ. ๑๔๙๔” การเดนิ ทางไปอินเดยี ในทิศตะวันตก แก่พระเจ้าจอห์น จากการลงสูก่ ารยดึ ครองดินแดนในโลกใหม่ ที่ ๒ แห่งโปรตุเกส แต่ถุกปฏิเสธ ทําให้โคลัมบัสหันไป และการสํารวจทางทะเล ทําให้ ๒ ชาติ ได้เกิดความ ขอความสนับสนุนจากพระนางอิซาเบลลาแห่งสเปน ขัดแย้งกัน คือ โปรตุเกสและสเปน ดังนั้นในปี ค.ศ. และได้รับการแต่งต้ังให้ดํารงตําแหน่งเป็น Lord ๑๔๙๓ พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ ๖ ได้ Admiral of The Ocean Sea และสัญญาว่า เมื่อพบ กําหนดแบ่งเขตแดนในการสํารวจโลกกัน ระหว่าง ดินแดนใดก็ตามโคลัมบัสจะได้เป็นอุปราชปกครอง สเปนและโปรตุเกส โดยกําหนดออกเป็นเส้นจาก ดินแดนเหล่านั้น และสอบเรือให้โคลัมบัส ๓ ลํา คือ เหนือลงสู่ใต้ เรียกว่า Line of Demarcation ซ่ึงเส้น ปนิ ตา มาเรีย และ นินา แบ่งเขตน้ีหมดความสําคัญไปเมื่อ อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอลันดาไดเ้ รม่ิ ต้นเข้ามามบี ทบาททางการค้าและ โดยกองเรอื ของโคลมั บสั ได้เดนิ ทางไปถึงดนิ แดนท่ี การสาํ รวจทางทะเลบา้ ง. โคลัมบัสเช่ือว่าเป็นอินเดียในปี ค.ศ. ๑๔๙๒ และ ประกาศให้ดินแดนเหล่าน้ันได้รับการประกาศเป็นเขต ปกครองของสเปน หลังเดินทางกลับ โคลัมบัสเดินทาง มาสเปน และเดนิ ทางไปสาํ รวจอีก ๓ ครง้ั หลังจากการ
๖๖ บทท่ี ๑ ประวัติศาสตรย์ ุโรป Part I History of Europe “ ” การสํารวจโลกใหม่นั้นมีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และสามารถเดินทางต่อไปไดถ้ ึงเกาะโมลกุ กะ หรือหมู่ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเดินทางทางทะเลก็ เกาะเคร่ืองเทศ และแล่นตัดมหาสมุทรอินเดีย อ้อม เพม่ิ พูนข้ึน โดยมี นักเดินเรอื เกิดขน้ึ จาํ นวนมาก เชน่ แหลมแหง่ ความหวงั ดี พร้อมกับเรือท่ีบรรทกุ เครื่อง Ponce De Leon Vasco Nunez De Balboa เดนิ ทางไปฟลอรดิ าในปี ๑๕๑๒ เดนิ ทางไปคอคอดปานามา ในปี ๑๕๑๓ และไดท้ ราบวา่ โลกใหมน่ ้นั ต้ังขวางทศิ เหนือใต้ และ โดยนกั สํารวจทม่ี ีชอ่ื เสียงมากอีกทา่ นหนง่ึ ก็คอื น่าจะเดนิ ทางไปถงึ อนิ เดียได้ เพียงแต่ยังหาทางไป เฟอร์ดนิ านด์ แมกเจลแลน ซง่ึ เปน็ นักสํารวจ ไม่เจอ จนกระท่งั แมกเจลเลนค้นพบในท่ีสดุ ชาวโปรตุเกส และเคยทํางานในบริษัท East India เทศเต็มลําเรือ โดยสามารถกลับมาถึงสเปนได้สําเร็จ ของอัลฟองซัว เดอ อัลบเู คิร์ก และได้เคยเดินทางมายัง ใน ปี ค.ศ. ๑๕๒๒ และขายเคร่ืองเทศจนกระทั่ง มะละกา ในปี ค.ศ. ๑๕๑๑ และได้ลาออกจาก VOC สามารถนําเงินทุนกลับคืนจากการเดินเรือไปได้ ในปี ค.ศ. ๑๕๑๔ และได้เดินทางไปสเปน และทํางาน ทง้ั หมด และยงั มีกําไรเหลอื อกี ดว้ ย ให้กับจักรพรรดิชาล์สท่ี ๕ แห่งอาณาจักรโรมันอัน การเดินทางของแมคเจลแลนเป็นการเดินทาง ศักด์ิสิทธ์ิ และกษัตริย์แห่งสเปน โดยได้รับมอบหมาย เส้นทางใหม่ มาสู่เอเชยี คือเสน้ ทางทางตะวันตกเฉียง หนา้ ที่ให้สํารวจเส้นทางผ่านอเมริกาใต้ เพื่อเดินทางไป ใต้ แม้ว่าจะไม่เป้นที่นิยมมากนัก แต่ก็มีความสําคัญ ยังหมู่เกาะเครื่องเทศ โดยไม่ต้องผ่านเส้นทางการ มากในเวลาต่อมา และท่ีสําคัญเป็นการพิสูจน์ความ สํารวจของโปรตเุ กส เช่ือของโคลัมบัสว่าเป็นจริง คือการเดินทางทางทิศ โดยทางสเปนได้จัดเรือให้แมคเจลแลนจํานวน ๕ ตะวนั ตกและเดนิ ทางมาถึงจุดเดิมได้ในท่สี ดุ ลํา พร้อมลูกเรือ ๒๓๐ คน และออกเดินทางในปี ค.ศ. ๑๕๑๙ และล่องลงใต้ของทวีปอเมริกาใต้ไปเร่ือย ๆ นอกจากการเดินทางของแมคเจลแลนแล้ว ยังมี เพื่อหาช่องทางในการเดินทางไปยังน่านน้ําตะวันตก การเดินทางคร้งั สําคญั ๆ อีก ซ่ึงเป็นผลงานของสเปน จนกระทั่งเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๕๒๐ จึงสามารถหา เป็นหลกั ได้แก่ เส้นทางในการเดินทางออกจากทางตอนใต้ของทวีป Hernando Cortez ยดึ ครองเอซแทค อเมริกาใต้ไปได้ จึงเรียกช่องแคบทางใต้สุดของทวีป Francisco Pizarro ยดึ ครองเปรู อเมริกาใต้ว่า ช่องแคบแมคเจลเลน ออกสู่น่านนํ้าที่ จากการเข้ามามอี ิทธพิ ลในดนิ แดนทางอเมริกาใต้ ทะเลสงบ จึงเรียกน่านนํ้าท่ีค้นพบว่า แปซิฟิก และ ทั้งหมดของสเปนนั้นทําให้สเปนมีความมั่งค่ังทาง เดินทางต่อไปถึง หมู่เกาะฟิลิปปินส์ ในปี ค.ศ. ๑๕๒๑ การเงนิ อยา่ งมาก เพราะ ไดน้ าํ เอาทองคาํ จากอเมริกา โดยไดม้ ีความขัดแย้งกับชนพน้ื เมอื งเรอ่ื งของการนับถือ ใต้มาใช้เป็นประโยชน์ในการดําเนินการทําสงคราม ศาสนาคริสต์ จนกระท่ังทําให้แมคเจลแลนถูกสังหาร ศาสนาอย่างมหาศาล ซง่ึ ทาํ ให้สเปนไม่ไดม้ คี วามเจริญ เสียชีวิตท่ีฟิลิปปินส์ และทําให้ผู้นํากองเรือของแมคเจ เป็นเวลายาวนานเพราะ การนําเงินไปทําสงคราม ลแลนตอ้ งเปล่ยี นแปลงเปน็ เซบาสเตียน เดลกาโน ได้ ศาสนา ไม่ได้ทําให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อ นาํ เรือช่อื วคิ ตอเรีย เดินทางต่อไปถึงเกาะบอร์เนยี ว ประเทศ หรอื รฐั ชาติแต่อย่างใด.
บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตร์ยโุ รป ๖๗ Part I History of Europe “ ”การสาํ รวจทางทะเลของประเทศอน่ื ๆ ประเทศองั กฤษ เร่มิ มคี วามมนั่ คงทางการเมอื งในสมัยราชวงศ์ทวิ เดอร์ ในปี ค.ศ. ๑๔๘๕ พระเจา้ เฮนรี่ที่ ๗ แห่งราชวงศท์ วิ เดอร์ ไดส้ ่ง จอหน์ & เซบาสเตยี น สองพน่ี อ้ งตระกลู คาบอด ชาวเจนัว ให้ออกไปสํารวจดินแดนทางชายฝง่ั ตะวันออกเฉยี งเหนือของทวีป อเมริกาเหนือ คือบริเวณ New Foundland / Labrador / Delaware แต่อังกฤษเองยังไม่มีความมั่นคงทางการเมืองระหว่างประเทศมากพอ ทําให้อังกฤษ ไม่กลา้ ประกาศลิทธิอย่างเปิดเผยในขณะน้ัน ประกอบกับอังกฤาเองยังไม่มีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง มากพอ จนกระท่ังในสมัยของพระนางอลิซาเบธท่ี ๑ ทําให้อังกฤษเร่ิมพัฒนากองทัพเรือให้ เข้มแขง็ มากขึ้น และประกอบกับมคี วามขัดแย้งทางการเมืองกยั สเปนในหลาย ๆ เร่อื ง องั กฤษจึง กล้าเผชญิ หน้ากับสเปนและในปี ค.ศ.๑๕๖๐ จอฟ์น ออว์กินส์ นักเดินเรือชาวอังกฤษได้เดินทาง นําทาสไปขายในดินแดนของสเปนมากถึง ๓ ครั้ง และต่อมา เซอร์ฟรานซิส เดรก ได้ตั้งกองเรือ โจรสลัด เพือ่ ปลน้ เรือของสเปน และได้เดนิ ทางไปถึงแคลฟิ อเนีย และประกาศว่าเปน็ ดินแดนของ ประเทศอังกฤษ และความขัดแย้งทําให้อังกฤษกับสเปนเร่ิม ซ่ึ ง ผ ล จ า ก ก า ร ท่ี อั ง ก ฤ ษ ก ล า ย เ ป็ น ช า ติ ขัดแย้งกันมากขึ้นเร่ือย ๆ และเม่ือ เซอร์วอเตอร์ ราเลท์ มหาอํานาจทางทะเลนั้นทําให้อังกฤษเริ่มจัดตั้ง พยายามจะจัดต้ังอาณานิคมขึ้นบนเกาะโรนอร์ค ในนอร์ทแคโร อาณานิคมของอังกฤษในทวีปอเมริกา เช่น ไรนา เกดิ ความลม้ เหลวขนึ้ เพราะไมม่ ีใครรอดชวี ิตจากเกาะเลย อาณานิคมเจมส์ทาวน์ / พลีมัธ และสนับสนุน ในปี ค.ศ. ๑๕๘๘ ความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับสเปน การจัดต้ังบริษัทอินเดียตะวันออกแห่งอังกฤษ รุนแรงมากขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นสงคราม เม่ือสเปนยก เพ่ือเป็นตัวแทนของรัฐบาลอังกฤษในการ กองทัพเรือขนาดใหญ่ คือ กองเรืออมาดา ประกอบด้วยเรือ ดําเนินการค้าขายกับชาติต่าง ๆ โดยใช้กองเรือ ๑๓๐ ลํา ทหาร ๑๙,๐๐๐ คน มาโจมตีเมืองพลีมัธ ของอังกฤษ รบของรฐั บาลเปน็ ฝา่ ยสนับสนนุ . ซ่ึงผลก็คือ อังกฤษสามารถเอาชนะได้ และต้ังแต่ปี ค.ศ.๑๖๐๐ เป็นต้นมา อังกฤษก็กลายเป็นชาติมหาอํานาจทางทะเลอย่าง สมบูรณ์ ฝรง่ั เศสเริ่มตน้ สนใจการสํารวจทางทะเลในสมยั พระเจา้ ฟรานซิสท่ี ๑ ซ่ึงได้สง่ นักสํารวจออกไปเดินทางไปคน้ หา เมืองจีน ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระองค์ ทําให้ จิโอแวนนี ดา เวอร์ราซาโน นักสํารวจชาวฟลอเรนซ์ ออกเดินทางไปสํารวจยังดินแดนฝ่ังอเมริกาเหนือ สํารวจบริเวณ ปากอ่าวเชสพีคไปถึงแถบรัฐเมน ในปี ค.ศ. ๑๕๒๔ และในปี ค.ศ.๑๕๓๔-๑๕๓๕ ฝรั่งเศสได้ส่งนักสํารวจอีกคน ออกไปสาํ รวจดินแดนในอเมริกา คือ จาร์ค คาร์ติแอร์ เดินทางไปสํารวจบริเวณแม่นํ้าเซนต์ลอเรนซ์ ต้ังแต่เมือง มอลทรีออล และยาวไปถึงตอนตน้ ของแม่นา้ํ จนกระทง่ั ปี ค.ศ.๑๕๔๑ พระเจา้ ฟรานซิสท่ี ๑ ได้ส่งคารต์ แิ อร์ให้นํา ชาวฝรงั่ เศสเดินทางไปต้งั รกรากแถบควิเบก แต่ดินแดนของฝรั่งเศสไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์มากเท่ากับดินแดน ของอังกฤษ และกษัตริย์ของฝร่ังเศสเองก็ไม่ได้กระตือรือร้นในการตั้งอาณานิคมอย่างจริงจังทําให้การต้ังอาณา นิคมของฝร่งั เศสไมไ่ ดม้ คี วามกา้ วหน้าเชน่ ดนิ แดนของอังกฤษและดนิ แดนของสเปน.
๖๘ บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป Part I History of Europe ประเทศเนเธอแลนด์ ซ่ึงเป็นชาติที่เริ่มต้นมีความสําคัญในทางการเดินเรือ ราว C.๑๗ ซึ่งเดิม ประเทศเนเธอรแ์ ลนด์อยู่ในการปกครองของราชวงศแ์ ฮปสเบริ ก์ แห่งออสเตรีย ตอ่ มาในสมยั ของ พระเจา้ ฟิลิปที่ ๒ แหง่ สเปน เนเธอแลนดต์ กอยู่ในการปกครอง ของสเปน และ ชาวดัตช์ ซึ่งอาศัย อยู่ทางตอนเหนือได้หันมานับถือลัทธิคาลวิน และใน C.๑๖ พระเจ้าฟิลิปแห่งสเปน ซ่ึงเคร่งครัด ในคาธอลิกมาก ได้ดําเนินการปราบปรามจนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองขึ้นในตอนปลาย C.๑๖ พวกดัตช์ ได้แยกตัวเป็นอิสระในที่สุด และเอกราชของดัตช์ หรือ เนเธอร์แลนด์ได้รับการรับรอง จากประเทศต่าง ๆ ในปี ค.ศ.๑๖๔๘ เนเธอแลนด์ได้ทางครามกับสเปนทําให้ชาวดัตช์ต้องหันมา พฒั นากองเรอื ของตนเองให้มีความเขม้ แข็งมากข้ึน จนกระทัง่ มคี วามพรอ้ มท่จี ะออกแสดวงหาดิน แดใหมท่ งั้ ในเอเชีย และ อเมริกา โดยในเอเชียอาณานิคมของชาวดตั ชส์ ว่ นใหญ่ได้รบั มอบต่อมา จากโปรตุเกส ซง่ึ ดัตชไ์ ปแยง่ ชงิ มาไดใ้ นชว่ งทโ่ี ปรตุเกสถูก ผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสเปน ในราว ค.ศ.๑๕๘๐-๑๖๔๐ ในทางเอเชีย อาณานิคมของชาวดัตล์ขยายออกไปถึง ญีป่ นุ่ ในดินแดนในทวปี อเมริกาก็มีการสํารวจโดย เฮนร่ี ฮัตสัน ที่ได้เดินทางไปสํารวจแม่นํ้าสายหน่ึง ในปี ค.ศ. ๑๖๐๙ และตั้งชื่อว่า แม่น้ําฮัตสันตามชื่อของผู้สํารวจ และชาวดัชต์ก้ได้เข้าไปต้ังรกรากอยู่ในดินแดนท่ีเรียกว่า นิวอัมสเตอร์ดัม และ ฟอร์ตออเรนจ์ แต่ดินแดนส่วน ใหญ่ถุกอังกฤษยึดครองเอาไปในราว ค.ศ.๑๖๖๐ หลังจากมกี ารทาํ สงครามแย่งชิงความเปน็ ใหญ่ทางทะเล
บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป ๖๙ Part I History of Europe “ ”ผลจากการสาํ รวจทางทะเล ประเทศที่มอี าณานคิ มในดนิ แดนโพ้นทะเลมีความร่ํารวยขน้ึ อยา่ งรวดเร็ว จากการค้าขายระหว่างยุโรปและเอเชีย ทําให้ประเทศโปรตุเกส / สเปน / อังกฤษ / ฝรงั่ เศส และเนเธอแลนด์ มีฐานะดีข้นึ อยา่ งมากมาย และสามารถ ต้ังตนเองขึ้นมาเป็นรัฐชาติท่ีมีอิทธิพลจนกระทั่งสามารถสร้างตนเองเป็น ประเทศมหาอาํ นาจทางทะเลได้ในบางประเทศ เช่น อังกฤษ เส้นทางและศูนย์กลางทางการค้าในยุโรปมีการเปลี่ยนแปลง จากการ ค้นพบเส้นทางการค้าใหม่ ทําให้ศูนย์กลางทางการค้าเปลี่ยนแปลงจากใน ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก ตลาดการค้าเกิดขึ้นท่ี ลิสบอน คาดิซ ลอนดอน นอร์มังดี และอ่ืน ๆ บริมาณสินค้าที่มีขายก็เพิ่ม มากขึ้น นับว่าเป็นการขยายตัวทางการค้าของยุโรป สินค้าฟุ่มเฟือยเกิดข้ึน อยา่ งมากในยโุ รป ทงั้ เครอ่ื งประดับ และประติมากรรมต่าง ๆ เกดิ การเปล่ยี นแปลงทางกระบวนการการค้าในยุโรป ซ่ึงสามารถแยกย่อยออกได้ อกี หลายประเภท ๑. เกิดการคา้ แบบสามเส้า ทําให้เกดิ ระบบทาสในยโุ รปและอาณานคิ ม ๒. เกิดการปฏวิ ัติทางการค้า ทําให้เมอื งสําคัญตา่ ง ๆ เกิดขนึ้ มากมาย ๓. เกิดเทคโนโลยใี หม่ ๆ ในการผลิตสนิ ค้าเพอื่ เพิม่ ปรมิ าณผลผลติ ๔. เกดิ ระบบธนาคาร ในระยะแรกเปน็ แบบต๋ัวแลกเงนิ เพอ่ื ความสะดวกในการค้า ๕. เกิดลัทธิการคา้ แบบ พานชิ ชาตนิ ยิ ม (Mercanntilism)
๗๐ บทที่ ๑ ประวัติศาสตรย์ โุ รป Part I History of Europe “ ” การปฏิรูปศาสนา (Reformation) หรือเรียกว่า การปฏิรูปศาสนาของฝ่ายโปรเตสเตนท์ (Protestant Refprmation) หมายถงึ ความเคลื่อนไหวของบคุ คลพวกหน่งึ ใน C.๑๖ ท่ตี ้องการจะปรับปรุงศาสนาคริสต์นิกายโรมัน คาธอลกิ ให้บริสทุ ธเิ์ หมอื นกบั ในระยะท่เี กิดศาสนาใหม่ ๆ แตป่ รากฏวา่ ผมู้ ีอิทธิพลในศาสนาไมเ่ หน็ ด้วย ทําให้เกิดการ แยกตนเองออกมาจากศาสนาคริสตน์ ิกายคาธอลิก และตั้งขึน้ เปน็ กลุ่มนิกายโปรเตสเตนท์ เป็นนิกายท่ี ๓ ความเสื่อมจากภายในวงการ ความสําคัญลง รายได้ของศาสนาลดลง ในขณะที่ ทางเมอื งอาวิญอง ก็เต็มไปด้วยอํานาจทางการเมือง พระสันตะปาปา เน่ืองจากในศาสนาคริสต์มีความ และมีการคอรัปช่ันในทางศาสนา จนกระท่ังพระใน อติ าลีต้องส่งคนไปเกลย่ี กลอ่ มให้พระสันตะปาปาเก เสอ่ื มจากภายในคอิ การมอี าํ นาจเกินขอบเขตของของพระใน รเกอร่ีที่ ๑๑ กลับมาประทบั ทีก่ รุงโรมจนกระท่ังเม่ือ สมัยกลางเน่อื งจากในสมยั กลาง ชาวยุโรปได้ตกเป็นทาสแห่ง Pope เกรเกอร่ีสิ้นพระชนม์ใน ๑๓๗๗ พระ ความเช่ือของศาสนาคริสต์อย่างงมงาย จนพวกพระใช้ สันตะปาปาเออร์บันท่ี ๖ เป็นชาวอิตาลี และไม่ได้ ศาสนาคริสต์เป็นเคร่ืองมือในการสร้างความร่ํารรวยอย่างไม่ รับการยอมรับจากพระในฝร่ังเศส จึงได้มีการ มีขอบเขต ความร่ํารวยได้ดึงพระลงมาเกี่ยวข้องกับทางโลก เลือกตง้ั Pope อกี คนข้ึนในฝร่งั เศส ที่เมืองอาวิญอง อย่างมาก ท้ังทางด้านสังคมและการเมือง จนําให้พระ ในระหว่าง ๑๓๗๘-๑๔๑๗ จึงมี Pope ๒ คน สันตะปาปาเกิดความขัดแย้งกบั กษัตรยิ ์ในประเทศต่าง ๆ ข้ึน เรียกวา่ “ยุคศาสนเภท” (Great Schism) ซ่ึงเป็น หลาย ๆครั้ง ในตอนปลายของสมัยกลาง และนําไปสู่ความ การนําเอาความเสื่อมกลับมาใช้ศาสนจักรอีกครั้ง วุน่ วายในวงการศาสนาในท่สี ุด นําไปสู่การเจรจาเพ่ือหาขอ้ ยตุ ิความขัดแยง้ ดงั น้ี ความวุ่นวายในวงการศาสนา เกิดขึ้นในสมัยของ พระ สนั ตะปาปาโบนิเฟซท่ี ๘ (๑๒๙๖-๑๓๐๓) ซ่งึ มคี วามขัดแย้ง กับ พระเจ้าฟิลิปที่ ๔ แห่งฝร่ังเศส จนกระท่ังเกิดแป็นการ ๑. การประชุมท่เี มอื งปิซา ในปี ๑๔๐๙ จลาจลในกรุงโรม จนกระท่ังมีการจับ Pope เป็นตัวประกัน ศาสนจักรเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งท่ีรุนแรง จนกระท่งั นาํ ไปสุก่ ารสงั หารพระองค์อยา่ งไร้เกียร และความ วุ่นวายเกิดข้ึนอีกคร้ังเมื่อในสมัยของ พระสันตะปาปาเบเน มากข้ึนจึงเลือกการเจรจากันระหว่างตัวแทนของ ดกิ ต์ที่ ๑๑ เน่ืองจากมกี ารรื้อเอาสาเหตทุ ีพ่ ระสันตะปาปาโบ Pope ท้ังสอง โดยมีพระระดับบิชอปมาเจรจา โดย นิเฟซที่ ๘ สิ้นพระชนม์มาหาคนผิด จน Pope เบเนดิกต์ที่ ท่ปี ระชมุ เลอื กให้ท้งั สอง ลาออกจากตําแหน่ง แต่ไม่ ๑๑ ต้องสนิ้ พระชนมือย่างกระทันหัน ในปี ค.ศ. ๑๓๐๔ ด้วย มีใครยอม จึงต้องประชุมอกี ครงั้ การวางยาพษิ จนนาํ ไปสู่ พระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ ๕ ไม่ ๒. การประชมุ ทีเ่ มืองคองสตงั ซ์ ในปี ๑๔๑๔ กล้าประทับท่ีกรุงโรมแต่ไปประทับที่ อาวิญองแทนจน กลายเป็นประเพณีปฏิบัติยาวนานถึง ๗๐ ปี นับเป็นช่วงที่ ในท่ีประชุมได้ตกลงให้ Pope เออร์บันที่โรม พระสันตะปาปาไม่มีความน่าเคารพนับถือจากชนชาติอ่ืน ยอมลาออกจากตําแหน่ง และ Pope ท่ีเมืองอาวิญ นอกจากชาวฝรัง่ เศส อง ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจึงต้องลาออกเช่นกัน และมีการเลอืก Pope คนใหม่คือ พระสันตะปาปา จากการทพ่ี ระสันตะปาปาไม่ได้ประทับในโรมทําให้โรม มาร์ตินท่ี ๕ และเลือกประทับที่กรุงโรม สภาวะ กลายเป็นเมืองท่ีไม่มีแบบแผน องค์กรของศาสนาลด ศาสนเภทจึงสน้ิ สดุ ลง ความสาํ คญั ลง รายไดข้ องศาสนาลดลง ในขณะท่ี ทางเมอื ง
บทที่ ๑ ประวัติศาสตร์ยโุ รป ๗๑ Part I History of Europe จากประสบการณ์ที่พระสันตะปาปาต้องประสบมา สาเหตุของการปฏิรูปศาสนา ท้ังหมดทําให้ Pope ไม่มีความมัน่ใจในความ ความแหลกเหลวในวงการศาสนา และพระ ปลอดภัยของตนเอง จึงต้องการสร้างฐานอํานาจ เนื่องจากพระในศาสนาคริสต์ (คาธอลิก) ประพฤติตน ให้กับตนเองอยา่ งมนั่ คง ซึ่งการสรา้ งอํานาจน้ีนาน ๆ ให้ไม่เป็นท่ีพอใจของประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่ได้กล่าว เ ข้ า ก็ ทํ า ใ ห้ พ ร ะ สั น ต ะ ป า ป า เ ข้ า ม า ยุ่ ง เ กี่ ย ว กั บ มาแล้ว แต่ที่ทําให้เกิดความขัดแย้งมากที่สุดก็คือการเข้า การเมืองการปกครอง และยุ่งเก่ียวกับเรื่องทางโลก แทรกแซง อํานาจของอาณาจักร โดยฝ่ายศาสนจักร เช่น อีก จนกระท่ังเร่ิมมพี ฤติกรรมที่ประชาชนสงสัยมาก การมีศาลศาสนา เพ่ือตัดสินคดีความต่าง ๆ แม้แต่คดี ข้ึน เน่ืองจากชาวยุโรปในยุคสมัยฟื้นฟูฯ นั้นมีความ เก่ียวกบั อาณาจกั ร หรือ การที่ Pope มศี าลสว่ นตัวไว้คอย ฉลาด และมีความรู้ทางศาสนามากข้ึน ทําให้เริ่ม ตัดสินคดีความต่าง ๆ เพ่ือเป็นการหารายได้เข้าพระคลัง สนใจในพฤตกิ รรมต่าง ๆ ของพระในคริสตจักรมาก ของ Pope หรือ เป็นเรื่องของการแต่งต้ังตําแหน่งต่าง ๆ ขึ้น และเริ่มสงสัยว่าพฤติกรรมเหล่าน้ันเป็น ทางศาสนา และ กรณีท่ีพระบางรูปขาดคุณธรรม ตลอดจน พฤตกิ รรมท่เี หมาะสมเหรือไม่ Pope เป็นผู้กักเก็บความรํ่ารวยของยุโรปไว้แต่เพียงผู้เดียว ทาํ ใหแ้ รงแหง่ ความไมพ่ อใจเพ่มิ มากข้ึนเรอ่ื ย ๆ โดยพระสันตะปาปาท่ีมีพฤติกรรมเป็นที่สงสัย ของชาวยุโรปได้แก่ พระสนั ตะปาปาคาลิกซ์ตัสท่ี ๓ อิทธพิ ลจากยุคฟนื้ ฟฯู (๑๔๕๕-๑๔๕๘) ซ่ึงมนี สิ ัยชอบใชร้ ะบบเครือญาติใน เนื่องจากการฟื้นฟูฯ ทําให้ชาวยุโรปมีการศึกษาท่ีดีขึ้น การสร้างฐานอํานาจ โดยมีการแต่งต้ังญาติมาเข้า มีความรู้ในทางศาสนาสูงข้ึน มีเหตุมีผลมากข้ึน และมีถึง ดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ต่าง ๆ ในศาสนา โดยไมได้ ข น า ด เ ร่ิ ม ต้ น ศึ ก ษ า พ ร ะ คั ม ภี ร์ สํ า ห รั บ ป ร ะ ช า ช น ท่ั ว ไ ป คํ า นึ ง ถึ ง ค ว า ม ส า ม า ร ถ แ ล ะ ค ว า ม เ ห ม า ะ ส ม จนกระทงั่ มกี ารนําเอาคัมภรี ์ทางศาสนามาตคี วามอย่างลึกซ้ึง จนกระทง่ั ทําให้ หลานของพระองค์ ได้ข้นึ สตุ่ าํ แหน่ง โดย อีราสมุส และนําไปสู่การเขียนพระคัมภีร์ The New พระสันตะปาปาได้ คือ พระสันตะปาปาอเล็กซาน Testament และแนะแนวทางในการศึกษาพระคัมภีร์เสีย เดอร์ท่ี ๖ , นอกจากน้ียังมีพระสันตะปาปาซิกซ์ตัส ใหม่ซ่ึงเม่ือพิจารณาจากคําสอนและการปฏิบัติตนของพระ ที่ ๔ (๑๔๗๑-๑๔๘๔) ซึ่งใช้ประโยชน์ในทาง แล้ว เข้ากันไม่ได้เลย ทําให้เกิดแนวคิดท่ีจะเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจ คือ การขายใบไถ่บาป (Indulgence) ความเชื่อเสยี ใหมใ่ ห้ดขี ้ึน โดยอา้ งวา่ นําเงนิ ไปสร้างวิหารเซนตป์ ีเตอร์ นอกจากน้ียุคฟ้ืนฟูฯ ยังได้กระตุ้นให้ชาวยุโรปมี ความรู้สึกสนใจท่ีจะเป็นอิสระจากการควบคุมของศาสนา โดยการขายใบไถบ่ าปเริ่มตน้ ในสมัยสงครามครู เปน็ อิสระจากการคกุ คามของพระ และหลุดพ้นออกจากการ เสด เพือ่ หาเงินชว่ ยเหลอื ผุ้เข้าสงครามแต่ภายหลังก็ ครอบงําของศาสนจักร ตามแนวคิด ปจั เจกชนนยิ ม ยังมีการขายใบไถ่บาปอยุ่เป็นระยะ ๆ โดยในสมัย ผลจากการรวมชาติเปน็ รัฐชาติ ของ Pope ซิกซ์ตัสที่ ๔ การขายใบไถ่บาป ในตอนปลายของสมยั กลางและตอนตน้ ของสมยั ใหมน่ ัน้ ครอบคลุมไปถึงคนทีต่ ายไปแล้ว ซึ่งการขายใบไถ่ กษัตริย์ของประเทศต่าง ๆ ท่ีได้สถาปนาการปกครองของ ตนเองขึ้น ต้องการท่ีจะผนวกเอาอนาจทุกอย่างมาไว้ในราช บาปนี้มาตนิ ลเู ธอร์ ได้โจมตอี ย่างมาก สาํ นกั ของตนเอง ทําให้ไมเ่ ห็นความจาํ เปน็ ที่จะตอ้ งใหศ้ าสนา ในรัฐชาติของตนเองขึ้นตรงกับโรมอีก แต่ต้องการให้อิสระ จากโรมและภาษีศาสนา โดยเฉพาะในดินแดนของรัฐ เยอรมนั เชน่ ในกรณขี อง เจ้าผูค้ รองแซกโซนี ใหก้ ารคุ้มครอง มาร์ติน ลเู ธอร์ เปน็ ต้น อิทธพิ ลจากแนวคิดมนุษยนยิ ม และชาตนิ ิยม ชาวยุโรปมคี วามกล้าหาญ อนั เป็นผลจากแนวคิดมนุษย นิยมในช่วงฟ้ืนฟูฯ โดยมีความกล้าคิด กล้าทํา และเชื่อมั่น ในการตัดสินใจของตนเองมาก กระหายในช่ือเสียง และ ตอ้ งการให้ชาติตนเองมีอาํ นาจมากท่สี ุดตามแนวคิดชาตินิยม นําไปสุ่ความต้องการหลุดออกจากอํานาจการปกครอง ของศาสนจกั ร.
๗๒ บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป Part I History of Europe “ความเคล่อื นไหวในระยะแรก” ความเคลอ่ื นไหวของศาสนาคริสต์ในการประท้วงต่อต้านศาสนาน้ันมีมานานแล้ว ต้ังแต่ราว C.๑๓ แต่จัดกลุ่ม รวมกนั เปน็ หม่คู ณะและไมไ่ ด้แสดงออกเปน็ รายบุคคล โดยมีหลายกลุ่ม เชน่ เป็นกลุ่มท่ีก่อตั้งขึ้นทางตอนใต้ของฝร่ังเศส ซ่ึงได้แสดงกิริยาท่ี ต่อต้านการท่ีพระเข้าไปยุ่งเก่ียวกับการเมืองการปกครองทาง โลก และทําตอนไม่เหมาะสมต่อสถานะของการเป็นพระของ ตนเอง เป็นกลุ่มท่ีก่อต้ังขึ้นทางภาคเหนือของอิตาลี ซ่ึงได้แสดงการ ต่อต้านกิริยาที่พระในคริสต์ศาสนาไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการ ปกครองทางโลก และทําตอนไม่เหมาะสมต่อสถานะของการ เปน็ พระของตนเอง ซง่ึ ทงั้ สองกลมุ่ ทร่ี เิ รมิ่ ขึน้ ตอ้ งยตุ บิ ทบาทลงเพราะไดร้ ับการตอ่ ตา้ นจากศาสนจักรอย่างรนุ แรงโดยการ “ เผาทง้ั เปน็ ทาํ ใหแ้ นวคดิ ในการต่อต้านศาสนจักรคาธอลกิ ต้องหยดุ นิ่งลงชั่วระยะเวลาหนง่ึ ”จนกระทั่งราว C.๑๔ และ C.๑๕ จงึ เริ่มมีการต่อตา้ นขึ้นมาอีกครั้ง และเร่ิมมกี ารต่อตา้ นเปน็ รายบุคคล (๑๓๒๐-๑๓๘๔) เป็นชาวอังกฤษ และเป็นอาจารย์ใน ม.ออกซ์ ฟอร์ด เคยทํางานเก่ียวกับศาสนาในราชสํานักของพระเจ้า เอดเวิร์ดท่ี ๓ ทําให้มองเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระ หลายประการ เช่น สะสมทรัพย์สินส่วนตัว / ยุ่งเกี่ยวเรื่องทาง โลก โดย วกิ ลฟิ ฟื เสนอแนวคิดว่า พระไมค่ วรมที รพั ย์สินส่วนตัว ศาสนาอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐ / การติดต่อระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าทําได้ในศาสนิกทุกคน / พิธีกรรมท่ี หรหู ราฟมุ่ เฟือยไมใ่ ชห่ ัวใจสาํ คญั ของการนบั ถือพระเจ้า / หัวหน้าของศาสนาท่แี ทจ้ ริงคือพระเยซูไมใ่ ช่ Pope วิกลิฟฟืได้รวบรวมเอาคณะบุคคลท่ีมีแนวคิดเดียวกันเรียกว่า คณะลอลลาร์ด (Lollard) โดยออกเผยแพร่ ความคิด และแปลคัมภรี ์ไบเบิลออกเป็นภาษาองั กฤษ ทําใหช้ าวองั กฤษสามารถรับรู้เรือ่ งของศาสนาได้มากข้ึน วิกลิฟฟ์ ได้รับการสนับสนุนพอประมาณในขระท่ียังดํารงชีวิต แต่เมื่อเสียชีวิตไปแล้วได้รับการประณามอย่าง มาก โดยเฉพาะจาก อาร์ชบชิ อปแห่งแคนเทนเบอร์รี่ ซึ่งไดม้ คี ําสงั่ ประหารชีวติ ให้เขาถกู เผาทัง้ เป็น.
บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป ๗๓ Part I History of Europe (๑๓๖๙-๑๔๑๕) เปน็ นักศกึ ษาชาวโบฮเี มีย เปน็ นักสอนศาสนา โดยมีความสนใจในแนวคดิ ของ จอห์น วกิ ลฟิ ฟ์ และไดน้ าํ ไปเผย แพรใ่ นดินแดนโบฮเี มยี และเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเรว็ นอกจาก นั้น ฮัสส์ ยงั ไมเ่ หน็ ด้วยกับการขายใบไถบ่ าป ซง่ึ เริม่ แพรห่ ลายมาก ขึ้นเร่อื ย ๆ โดยฮสั ส์ ได้เขยี นหนงั สอื ช่ือว่า On The Church และกลา่ วว่า เป็นคมั ภรี ส์ ูงสดุ ของศาสนา โดยมี การเสนอวา่ พระควรมีชวี ติ อย่างบรสิ ทุ ธ์ิ / ไม่เหน็ ด้วยกับการท่ี Pope มอี ํานาจมากเกนิ ไป ซึ่งกระบวนการเหล่า น้ีทําให้ศาสนจักรเร่ิมมองว่าไม่สามารถเพิกเฉยได้ และนําไปสู่การเรียกตัวฮัสส์ ออกไปสอบสวนท่ี ศาลศาสนา ณ เมอื งคองสตงั ซ์ (Council of Constance) ทางเหนอื ของสวิตเซอร์แลนด์เมอ่ื ฮสั ส์ ไม่ยอมปฏเิ สธความเชือ่ ของตนเอง กท็ ําให้ศาลศาสนาตัดสินประหารชีวิตโดยการเผาท้ังเป็น ซึ่งทําให้กระแสการต่อต้านศาสนจักรคาธอลิกกลับรุนแรง มากยิง่ ขนึ้ และประมาณ ๑๐๐ ปตี ่อมา กน็ าํ ไปส่กู ารประท้วงของมาร์ตนิ ลูเธอร์ (๑๔๖๖-๑๕๓๖) โดยอรี าสมสุ หรอื เดซิเดอรอิ สั อรี าสมสุ (Desiderius Erasmus) เป็นชาวดตั ช์ เกดิ ท่ีรอตเตอดัมส์ เป็นพระ และได้ ศกึ ษาปริญญาเอกทางศาสนศาสตร์ เปน็ นักมนุษยธรรมทม่ี ีชอ่ื เสียงมาก จนไดร้ บั ฉายาว่า “เจา้ ชายแหง่ นกั มานุษยธรรม” โดยใช้ เวลาจาํ นวนมากในการเดนิ ทางไปยังประเทศตา่ ง ๆ ในยโุ รป เพื่อคน้ หา หลักฐานต่าง ๆ ทัง้ ภาษากรีก และ ละติน โดยงานเขียนสว่ นใหญเ่ ขยี นเป็นการเสยี ดสพี ระสันตะปาปา พระช้ันผู้ใหญ่ และนักสอนศาสนา ผลงานสําคัญ ได้แก่ จูเลียสผู้ถูกขับจากสวรรค์ (Julius Excluded from Heaven) ซ่ึงถาง ถาก Pope จูเลียสที่ ๒ ว่าประกอบกิจการท่ีไม่ได้เกี่ยวกับพระมามากมาย เช่น ฝึกทหาร นําทหารออกรบ เป็นต้น และมีการเขียนอีกชิ้นซึ่งมีชื่อเสียงมาก คือ บทสรรเสริญความโง่ (Praise of Folly) เป็นงานเสียดสีพวกนักสอน ศาสนา ที่ชอบทําตนเป็นผู้รู้ทุกอย่าง แต่จริง ๆ หารู้อะไรไม่ ต่อมาอีราสมุสได้เขียนหนังสืออีกเล่มคือ The New Testament ซึ่งรวบรวมมาจากภาษากรกี และฮบิ รู โดยเขยี นเปน็ ภาษากรกี พรอ้ มบรรยายเปน็ ภาษาละตนิ โดยระบุ ในคํานาํ วา่ ทกุ คนท่ีอ่านควรจะจดจาํ และพิเคราะหใ์ หถ้ ถ่ี ้วน ไม่เชอ่ื ตามทพี่ ระสอนเสมอไป โดยอีราสมสุ ไดเ้ สนอแนวคดิ เรอื่ งพระคมั ภีร์กบั Pope สีโอที่ ๑๐ ซงึ่ ไม่ได้รบั ความสนใจใด ๆ จนกระท่ังต่อมาลู เธอรไ์ ดน้ ําไปแปลเปน็ ภาษาเยอรมนั และเผยแพรจ่ นเกดิ กระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในที่สุด “” ผู้ที่ทําใหเ้ กิดการปฏริ ูปศาสนาอย่างจรงิ จัง น้นั กค็ อื มาร์ดิน ลูเธอร์ (๑๔๘๓-๑๕๔๖) เป็นชาวเยอรมัน เกิด ทเี่ มอื ง ไอซเ์ ลเบน ในแคว้นแซกโซนี ลูเธอร์ใชเ้ วิลาในการศึกษาศาสนศาสตรต์ งั้ แต่อายุ ๑๔ ปี จนกระทัง่ ปี อยุ่ท่ีแซกโซนี ค.ศ. ๑๕๐๕ หลังจากสาํ เร็จปริญญาโททางศาสนศาสตร์ กไ็ ดบ้ วชเป็นพระ และใชช้ วี ิตสว่ นใหญ่ และได้รับเชิญให้ไปสอนวิชาปรัชญา ให้กับคณะอักษรศาสตร์ ของ ม.เมืองวิตเตนเบิร์ก และได้รับเลือกให้เป็นคณะ ผู้แทนศาสนาเดินทางไปยังกรุงโรม ซ่ึงลูเธอร์จิตนาการว่า โรมต้องเป็นเมืองที่มีระเบียบวินัยท่ีดี และพระอยุ่ในศีลใน ธรรม แต่สิ่งทลี่ ูเธอร์พบ กลับเป็นสง่ิ ท่ตี รงกนั ข้ามกบั ทีค่ ดิ ไวท้ ้งั หมด และทาํ ใหผ้ ิดหวัง ทําใหเ้ ดินทางกลบั เยอรมนั และ เข้าศกึ ษาต่อจนจบปรญิ ญาเอกทางศาสนศาสตร์ ต่อมาได้เริ่มศึกษางานของอีราสมุส และสนใจในคัมภีร์ ฉบับของอีราสมุส โดยเช่ือว่า ศาสนิกจะต้องศรัทธาใน พระเจา้ เช่อื ในความเป็นไปไดข้ องการไถบ่ าปของพระองค์ และมนษุ ย์ไมส่ ามารถล้างบาปได้อย่างหมดจด ดังนั้นความ ศรทั ธาในพระเจ้า จงึ เปน็ หลกั การสาํ คัญของศาสนาของลูเธอร์
๗๔ บทท่ี ๑ ประวัติศาสตรย์ โุ รป Part I History of Europe สิ่งท่ีทาํ ให้การประท้วงของลูเธอร์เกิดขึ้นในท่ีสุด ก็คือ ราบคาบ จนกระท่ังเกิดเป็นสงครามขึ้นในระหว่าง การขายใบไถ่บาป ซึ่งลูเธอร์ได้สนใจเร่ืองนี้มาต้ังแต่ ปี ๑๕๔๖-๑๕๕๕ ซ่ึงพระเจ้าชาร์สก็ไม่สามารถ ๑๕๑๔ และในวันแห่งนักบุญ (All Saint’s Day) ในปี ปราบปรามได้ ทําให้ในท่ีสุดต้องยอมสงบศึกและ ๑๕๑๖ ลูเธอร์ได้เทศส่ังสอนในเรื่องการขายใบไถ่บาปท่ี ทําสญั ญาสนั ตภิ าพกับกลุ่มลูเธอร์รัล ที่เมือง ออกซ์ โบสถ์ เมืองวติ เตนเบริ ก์ ซ่ึงมีพระจากเมืองอื่น นําเอาใบไถ่ เบิร์ก เรียกว่า สนธิสัญญาออกซ์เบิร์ก (Peace of บาปมาขายบ่อย ๆ และเม่ือ จอห์น เทตเซล (John Augsburg : ๑๕๕๕) ซ่ึงเป็นการยินยอมให้กลุ่มลู Tetzel) พระคณะโดมนิ กิ นั ไดร้ ับมอบหมายจาก อลั เบิร์ต เธอรัล นับถือลัทธิของตนเองได้อย่างเสรีและ แห่ง แบรนเดนเบิร์ก ให้ไปขายใบไถ่บาปที่เมืองวิตเต ถกู ต้องตามกฏหมาย นเบิรก์ เพอื่ หาเงินนําไปใช้หนี้ธฯคารฟุกเกอร์ ทําให้ลูเธอร์ ซ่ึงนับได้ว่าเป็นการทําให้ การปกิรุปศาสนา ไม่พอใจมาก และตัดสินใจประท้วง โดย เขียนคําประท้วง ของลูเธอร์ประสบความสําเร็จโดยสมบูรณ์ และ ๙๕ ข้อ (95 Theses) วิจารย์เร่ืองของการขายใบไถ่บาป ลัทธิของลูเธอร์ก็ขยายตัวออกไปกลายเป็นลัทธิที่ ติดไว้ที่ประตุโบสถ์ ซึ่งลูเธอร์ให้เหตุผลว่า การขายใบไถ่ สมบูรณ์ แต่ยังคงมีปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีก บาปน้นั เป็นเร่อื งทขี่ ัดกบั คําสอนของคัมภีร์ และนอกจากน้ี โดยมากมักเป็นเง่ือนไขที่ไม่ได้ระบุเอาไว้ใน ลูเธอรย์ ังไดส้ ง่ คําประท้วงออกไปยัง อาร์ชบิชอปแห่งไมนซ์ สนธสิ ญั ญาออกซ์เบิรก์ เช่น ลัทธิคาลวิน เป็นต้นว่ึง อกี ๑ ฉบบั ดว้ ย ความขดั แยง้ เหลา่ นนั้ ได้ขยายออกเปน็ สงครามใหญ่ จากการประท้วงของลูเธอร์ ทําให้ จักรพรรดิแม็กซิม ในยโุ รปเรียกว่า สงครามสามสบิ ป.ี เมอเลียน เรียกประชุมรัฐสภาในปี ๑๕๑๙ เพ่ือพิจารณา การกระทําของลเุ ธอร์ และ Pope มีคําสั่งใหล้ ูเธอรเฺ ดินทาง มาโรมภายใน ๖๐ วัน เพ่ือแก้ข้อกล่าวหา แต่ถูกปฏิเสธ จากลเู ธอร์ ในปี ๑๕๒๐ ลเู ธอร์ออกหนังสือพิมพ์สองเล่มแรก คือ The Address of the Christian Nobility of the German nation ซ่ึงเป็นการจําลองจดหมายโต้ตอบ ระหว่างขุนนางชาวเยอรมัน ถึงขุนนางคริสเตียน กล่าวว่า โรมนั คาธอลิก ถกู ปิดลอ้ มด้วยกําแพง ๓ ชนั้ คือ ๑. อาํ นาจทางศาสนาอย่เู หนืออาํ นาจทางโลก ๒. POPe มีอํานาจตคี วามคมั ภีร์โดยลาํ พัง ๓. POPe มีอาํ นาจเรยี กประชุมสภาสงฆ์คนเดยี ว The Babylonian Captivity of the Church เป็น การโจมตีการคดโกงของ Pope และพระอิตาลี โดย เปรียบเทียบว่า ชาวคริสเตียนถูกกักขังไว้ด้วยความเชื่อที่ ผิด ๆ เหมือนชาวยิวท่ีถูกกักขังไว้เป็นนักโทษในกรุงบาบิ โลน ความเชอื่ ท่ีผิด ๆ น้นั เชน่ เร่ืองของ ศลี ๗ ประการ ที่ เห็นว่า ฟุ่มเฟือยเกินไปที่สามัญชนจะมาถือศีลถึง ๗ ข้อ ถือว่า ควรถือเพียง ๒ ข้อ คือ ศีลล้างบาป และ ศีลมหา สนิท หลังการออกหนังสือเล่มที่ ๒ ของลูเธอร์ทําให้เกิด กระแสท้ังสนับสนุนและต่อต้านลูเธอร์มาก โดยกลุ่มท่ี สนับสนุนลูเธอร์รวมตัวกันเรียกว่า ลูเธอร์รัล ในขณะที่ กลุ่มผู้ต่อต้านซึ่งนําโดยพระเจ้าชาร์ลท่ี ๕ แห่งจักรวรรดิ โรมันอนั ศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ ทม่ี ่งุ มั่นจะปราบปรามลเู ธอรแ์ ละคณะ
บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป ๗๕ Part I History of Europe อุลริค ซวิงกลิ เป็นพระชาวสวิส ที่ได้รับการศึกษา โดยการเผยแพร่แนวคิดทางศาสนาของซวิงกลิน้ัน เบื้องต้นจากเมืองบาเซล และเป็นนักมนุษยธรรม แพร่หลายมากในดินแดนทางตอนเหนือของยุโรป โดยเลือกเอาอีราสมุส เป็นแนวทางในการดําเนิน โดยเฉพาะในสก๊อตแลนด์ โดยซวิงกลิเป็นผู้ ชีวิต โดยได้บวชเป็นพระในช่วงเวลาใกล้เคียงกับลู วางรากฐานทางการศึกษาศาสนศาสตร์ แบบ เธอร์ และเริ่มต้นศึกษาผลงานของลูเธอร์ จนกนะ แนวคดิ โปรแตสเตน์ แตผ่ ู้ท่ีทาํ ใหแ้ นวคิดทางศาสนา ทั่งกลายเป็นนักสอนศาสนาที่มีชื่อเสียง เกิดการ ของซวงิ กลนิ ั้น ได้รบั การเผยแพรจ่ นเป็นนกิ ายโปร กระตนุ้ ให้เร่มิ ตน้ การปฏริ ปู ศาสนา โดย เลือกเอาเมอื งซูรกิ ของสวิตเซอรแ์ ลนด์ แตสเตนทอ์ ยา่ งสมบรู ณ์แบบนั้น เกดิ จาก ซงึ่ ซวงิ กลิ ประจาํ อยู่ที่นี้ แนวคดิ ทาง นักสอนศาสนาทีม่ ีชื่อเสยี งอกี คนคือ การเมอื งของซวิงกลิ มีลกั ษณะเช่นเดยี ว จอห์น คาลวิน (John Calvin) กับอีราสมุส และลูเธอรฺ โดยให้ยดึ เอา คัมภีรเ์ ป็นหลกั ในการสอนศาสนา / คัดค้านแนวคิดเรอ่ื งพระท่มี ี อาํ นาจเหนอื ธรรมชาติ / ไมส่ นบั สนุนใหพ้ ระมีการแตง่ งานได้ คาลวินเปน็ ชาวฝรงั่ เศส เกดิ ในตระกูลชนชั้นกลาง ได้รับการศึกษา ฝรงั่ เศส เรียกว่า Huguenot วิชาคลาสสิกจากมหาวิทยาลัยแห่งปารีส จนมีควมเช่ียวชาญใน อังกฤษ เรียกวา่ Puritan ภาษาละตินและภาษาพื้นเมือง นอกจากนี้ยังได้รับการศึกษาวิชา สก๊อตแลนด์ เรยี กวา่ Presbyterian กฎหมายอยา่ งดอี ีกด้วย เมื่อสําเร็จการศึกษาไม่นาน ก็เปล่ียนการ นับถือศาสนาจากคาธอลิกมาเป็นนิกายใหม่ท่ีปฏิรุปแล้ว โดยเริ่ม ศึกษางานของอีราสมุส และ ลูเธอร์ แต่ฝร่ังเศส ณ เวลาน้ันยังไม่ พร้อมท่ีจะเปิดเสรีทางการนับถือศาสนา ทําให้คาลวิน ต้องลี้ภัย ออกมาอยยุ่ ังประเทศสวติ เซอรแ์ ลนดแ์ ละเรม่ิ เขียนงานทางศาสนา คือ “Institues of The Christian Religion” โดยหนังสือ คาลวินเขียนเป็นภาษาละติน และต่อมาแปลเป็นภาษาฝร่ังเศส และเร่ิมตน้ เรยี กกนั ว่า “ลทั ธิคาลวิน” (Calvinism) โดยคาลวินได้ เผยแพร่แนวคิดของตนเองใน เมืองเจนีวา และเริ่มสนับสนุนการ เผยแพร่แนวคิดของ ซวิงกลิ ในสวิตเซอร์แลนด์ไปพร้อมกัน ซ่ึง เผยแพรศ่ าสนาของคาลวินไดแ้ พรห่ ลายออกไปอยา่ งกว้างขวางทั่ว ยโุ รปและมีชเื่ รยี กแตกตา่ งกันดงั น้ี
๗๖ บทท่ี ๑ ประวัติศาสตรย์ ุโรป Part I History of Europe พระเจ้าเฮนรี่ท่ี ๘ เป็นกษัตริย์องคท่ี ๒ ในราชวงศ์ทิว โดยพระเจ้าเฮนรท่ี ่ี ๗ ทรง เดอร์ โดยทรงปกครองอังกฤษมาตั้งแต่ ปี ๑๔๘๕ และ ใช้เหตผุ ลในการแยกตัว เป็นกษัตริย์ที่มีอํานาจเกือบสูงสุด โดยได้รับเสียง ออกจากศาสนาครสื ต์ สนับสนุนจากสภา โดยในอังกฤษได้รับอิทธิพลจากศา สนจักรอยู่ไมน้อย เร่ิมตั้งแต่วิกลิฟฟ์โจมตีความร่ํารวย ในโรมโดยอา้ งเหตุวา่ ทรงตอ้ งการหย่า และการมีอํานาจทางโลกของพระ โดยคําสอนของ กบั พระนางแคธเธอรีนแหง่ อรากอน ซงึ่ วกิ ลฟิ ฟ์ ยงั มอี ยทู่ ัว่ ไป สูญเสียพระโอรสทกุ พระองคท์ เี่ กดิ จาก พระนาง ทําให้พระองค์เชื่อว่า เป็นคําสาบจาก โดยพระเจ้าเฮนร่ีท่ี ๘ เองก็เคยมีความเชื่อและ การที่พระองค์ทรงเสกสมรสกับชายาของพระ ศรัทธาอย่างมากในนิกายคาธอลิก จนพระสันตะปาปา เชษฐา จงึ ทรงขอคําอนุมตั กิ ารหย่าจากโรม แต่ถูก ลีโอท่ี ๑๐ เคยประกาศให้พระองคืเป็น Defender of ปฏิเสธ ซึ่ง Pope ไม่ทรงอนุมัติ พระองค์จึง the Faith หรือผู้พิทักษ์ความเชื่อ จนกระทั่งต่อมา ประกาศให้การสมรสกับพระนางแคธเธอรีนเป็น พระองค์พบว่า ในอังกฤษเสียผลประโยช์ทางเศรษฐกิจ โมฆะ และสมรสใหม่กับพระนางแอนด์ โบลีน ทํา จาํ นวนมากให้กับวาติกัน และพระองค์เชื่อว่า พระองค์ ให้ Pope ประกาศ Interdict และพระองค์ตอบ จะมีอํานาจอย่างเต็มท่ีไม่ได้ถ้าไม่สามารถควบคุมพระ โต้ดว้ ยการออกประกาศ Act of Succession ในอังกฤษได้ โดยทรงเล็งเห็นว่า ความรํ่ารวยของวัดใน อังกฤษควรจะเป็นประโยชน์ต่ออังกฤษมากกว่าแป็น หลักการส่วนใหญ่ของนิกายอังกฤษ ท่ีตั้งข้ึน ประโยชนต์ อ่ พระสนั ตะปาปาทโ่ี รม ประกอบกับเหตุผล ใหม่ไม่ได้แตกต่างกับคาธอลิกมากนัก แต่เปล่ียน ในเร่ืองการส่วนพระองค์ที่ต้องการพระโอรสในการ ผู้ นํ า ศ า ส น า ใ ห้ เ ป็ น ก ษั ต ริ ย์ อั ง ก ฤ ษ แ ท น พ ร ะ สืบราชสมบัติ ทําให้พระองค์เริ่มวางแผนแยกตัวออก สันตะปาปา โดยนิกายอังกฤษ หรือ Church of จากศาสนจกั รโรมนั คาธอลกิ ที่กรงุ โรม England ได้ฝังรากลึกลงในประเทศอังกฤษ เมื่อ ในสมัยของ พระนางเจา้ อลิซาเบธท่ี ๑.
บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป ๗๗ “Part I History of Europe ” เวลาผ่านไปประมาณ ๕๐ ปี หลังจากท่ีลุเธอร์ได้ปิดคํา ประทว้ งที่ประตโู บสถ์ท่ีเมืองวิตเตนเบิร์ก การปฏิรูปของ โปรแตสเตนท์ก็แพร่หลายออกไปเรื่อย ๆ จนยากจะ เพิกเฉยไดท้ ําใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงบางประการ เรยี กว่า การปฏิรปู คาทอลิก (Catholic Reformation) หรือ การตอ่ ต้านการปฏิรูปศาสนา (Counter-Reformation) หรือ การฟื้นฟูคาทอลิก (Catholic Revival) เป็นช่วง ระยะเวลาที่ศาสนจักรโรมันคาธอลิก โดยการสร้างการ ฟื้นฟคู าธอลิกจากภายใน โดยการนาํ ของพระสันตะปาปา ไพอุสท่ี ๔ ระหว่างปี ๑๕๖๐-๑๖๔๘ ในตอนปลายสมัย ของสงคราม ๓๐ ปี การปฏิรูปที่ว่ารวมท้ังการวางพื้นฐานในการก่อต้ัง สถาบนั การฝึกนักบวช (Seminary) เพ่อื ใหม้ ีการฝึกผู้ท่ีจะ เป็นนักบวชอย่างเป็นระเบียบแบบแผนท้ังในด้านความ ศรทั ธาและทางดา้ นเทววิทยาของสถาบันศาสนา สว่ นการ ปฏิรูปทางด้านลัทธินิกายก็เป็นการพยายามหันกลับไปสู่ จดุ หมายดงั้ เดมิ ของการก่อต้ัง การปฏิรูปด้านความศรทั ธา เป็นการเน้นการอุทิศตนทางด้านความศรัทธาและ ความสมั พนั ธข์ องแตล่ ะบคุ คลกับพระเยซู โดยมีคณะพระ ในคาธอลิกท่ีสาํ คัญ ๆ เช่น เป็นตัวแทนของศาสนจักรคาธอลกิ ทป่ี ระพฤตตนดีงาม และสรา้ งภาพลกั ษณข์ องคาธอลกิ ใหน้ ่าเคารพนบั ถือมากขนึ้ คณะเยซูอติ “สภุ าพออ่ นโยน / ประหยดั มธั ยสั ถ์ / แตง่ กายเคร่งขรมึ ” คณะฟราสซิสกนั คณะโดมนิ ิกัน
๗๘ บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป Part I History of Europe “ สงครามศาสนา ในยโุ รป ” เกดิ ข้นึ ในชว่ งเวลา ระหวา่ ง ๑๕๕๙-๑๖๔๙ โดยมสี าเหตุ สําคญั มาจาก ผลจากการปฏริ ูป ศาสนา แตม่ เี รอื่ งของการเมืองเข้า มาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวคือ การปฏิรูปศาสนาในยุโรป ก่อให้เกิด ระบบ แนวคิด One Church One State และแนวคิดชาตนิยม ซ่ึงระบบแนวคิดท้ังสองประการ นี้ ทําให้เกิดความอยากท่ีจะ ทําใหร้ ฐั ชาติของตนเองมีความเจริญและมีความยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป น้ันหมายความถึงการที่รัฐชาติน้ัน จะมคี วามมั่นคงในทุกด้าน ซงึ่ ลกั ษณะเช่นน้ีส่งผลให้กษัตริย์ มีอํานาจในการปกครองอย่างเด็ดขาด และ เม่ือกษัตริย์มีอํานาจในการเมืองการปกครองอย่างเด็ดขาดแล้ว กษัตริย์ก็อ้างอิงแนวคิดชาตินิยมอีกครั้ง โดยการต้องการกขยายอาณาเขตของประเทศของตนเองออกไปให้กว้างขวางมากขึ้น โดยเงื่อนไขเรื่อง One Church One State ก็จะกลับมาอีกครั้ง คือดินแดนที่ถูกยึดครองต้องรับเอาศาสนาเดียวกันไปใช้ ในการแสดงความเคารพตอ่ พระเจา้ ซง่ึ เมื่อทําเช่นน้ี ความขัดแย้งระหว่างประชาชนในรัฐ กับผู้ปกครอง หรอื ประชากรในเมอื งอ่ืน ๆ ก็หนไี มพ่ ้น อันนาํ ไปสู่การเกิดสงครามศาสนานน้ั เอง สงครามชมาลคาลเดน (Schmalkalden War : 1547 – 1555) เกดิ เพราะพระเจ้าชารล์ สท์ ี่ ๕ ต้องการใหผ้ ู้ ครองแคว้นเยอรมนีทงั้ หมดกลับมานับถือศาสนาคริสต์นิกาย (Catholic) อีกคร้ังจึงดําเนินสงครามเพ่ือแก้ไข ปัญหา แต่ไม่สามารถเอาชนะได้ เน่ืองจาก กลุ่มรัฐเยอรมนีทั้งหลายท่ีนับถือโปแตสเตนท์ ได้ร่วมมือกันต่อ ตา้ นการรกุ ราน ผลจากการเขา้ สสู่ งครามคร้ังนีท้ าํ ใหเ้ กดิ เปน็ สนธิสญั ญาอ๊อกเบริ ์ก ซง่ึ รายละเอยี ดในสนธสิ ญั ญาออ๊ กเบริ ์ก มดี งั น้ี ผู้ปกครองแคว้น หรือรัฐนับถือนิกายใด ประชาชนต้องนับ ถือนิกายน้ัน และยอมรับ ความเช่ือแบบลูเธอร์ (Lutheranism) เท่านั้น นั้นหมายความว่า นิกายอื่น ๆ ท่ี ไมใ่ ชล่ ุเธอร์ เช่น คาลวิน หรอื ซวงิ กลิ ไม่ได้รับการยอมรบั ในสนธสิ ญั ญาออ๊ กซเ์ บริ ก์ .
บทที่ ๑ ประวัติศาสตร์ยโุ รป ๗๙ Part I History of Europe หรอื สงครามศาสนาใน ฝรั่งเศส เกดิ ข้ึนในระหว่างประ ๑๕๖๗-๑๕๙๓ โดยมสี าเหตมุ าจาก การแข่งขนั ทางการเมอื ง เกิดจากเมื่อ พระเจ้าเฮนรี่ท่ี ๒ แห่งวาลัวร์ (Henry II of Valois) สิ้นพระชนม์ลง และรัชทายาทยังมีพระชนม์มายุน้อยมาก (ทารก) ไม่สามารถ ปกครองประเทศได้ พระราชชนนีของรัชทายาทคือ พระนางแคธเธอรีน เดอ เมดิซี (Catherine de Medici) ได้เข้าดํารงตําแหน่งผู้สําเร็จราชการแทน เพ่ือป้องกันการแย่งราชบัลลังค์ของ ตระกูลกีส (Catholic) & ราชวงศ์บูร์บอง (Protestant) ซงึ่ ตา่ งก็มีอํานาจ บทบาท และสิทธิในราชบัลลัง จึงเกิดการแข่ง ขนั ทางด้านการเมืองกันระหวา่ ง ๓ กล่มุ ตระกลู ใหญ่ในฝรงั่ เศส ความขดั แย้งทางศาสนา เกิดจากการที่ พระนางแคธเธอรีน เดอ เมดิซี ทรงวางพระทัยให้ ตระกูลกีสซึ่งนับถือคาธอลิก เป็นท่ีปรึกษาทางราชการต่าง ๆ ทําให้ ฝ่าย ตระกูลบูร์บองไม่พอใจ และพระนางพยายามไกล่เกลี่ย โดยเรียกประชุมฝ่าย ศาสนาและให้ ไมเคิล โดโลปตื าล อัครมหาเสนาบดี ประกาศ ยอมรบั สทิ ธิของ Huguenot และอนญุ าตให้ฝ่ายโปรแตสเตนท์ สามารถทําพธิ ใี นโบสถ์ได้ หรือใน กรณีที่ไม่กล้าทําเพราะเกรงอิทธิพลของฝ่ายคาธอลิก ก็อนุญาตให้ทําในบ้านได้ ดังนนั้ ตระกูลกสี จึงไม่พอใจมาก และไม่ยอมรับ จนนําไปสู่สงครามกลางเมือง ซงึ่ มที ั้งหมด 3 ครัง้ ครั้งที่ 1 : Duke of Francis (ตระกูลกีส) ได้จัดต้ังกองทัพโดยมี Philip II สนับสนุน และเริ่มต้นรบกับ Huguenot ท่ี วาสชี อันเป็นท่ีอยู่ของ Huguenot โดยมี นายพลปาสกา เดอโลลญิ ญี และ เจา้ ชายคองเด เป็นผู้นํา Huguenot ที่มี อังกฤษสนับสนุน สงครามครั้งน้ียุติลงด้วย สัญญาสงบศึกแห่งอังบัวส์ ในปี 1563 เพราะ Duke Francis ตายในการรบ และ เจ้าชายคองเด ถูกจับ โดยมี รายละเอียดของสนธิสัญญาคือ ยอมให้ขุนนาง Huguenot มีสิทธิในทรัพย์สิน และปราสาทของตนเอง และ ยอมให้ Huguenot มีสิทธิประกอบพิธีในโบสถ์มี ศาลของตนเอง คร้ังท่ี 2 : เกดิ ข้ึนในปี 1567 มกี ารจดั ต้ัง สันนิบาติคาธอลิก เจ้าชายคองเด จึงรวมกาํ ลงั Huguenot เข้าตอ่ ตา้ นการจดั ตัง้ สนั นิบาติคาธอลกิ ระหว่างน้ันเกิด เหตการณ์ความวนุ่ วายคอื พระนางแคธเธอร์รีน เร่มิ หันมาวางใจตระกูลบรู ์บอง แทนตระกูลกีส โดย จัดใหพระธิดา คือ พระนางมากาเรต (Margaret) ไปเสก สมรส กับ เฮนรี่แห่งนาร์วาร์ (Henry of Navar) ซ่ึงต่อมาคือ พระเจ้าเฮนร่ีที่ ๔ และพระนางแคธเธอรีน ไดม้ คี วาม ขัดแย้งกับ นายพลโคลิญญี เพราะต้องการ ให้โคลิญญีสนับสนุนการรบกับสเปน แต่โคลิญญีไม่สนับสนุนและกลับต่อต้าน ด้วย ดังน้ันพระนางจึงหันมาร่วมมือกับตระกูลกีส อีกคร้ัง เพื่อกําจัดโคลิญญี แต่แผนไมส่ ําเร็จ ทาํ ใหฝ้ ่าย Huguenot เรียกร้องการสอบสวนหาผู้กระทํา พระ นางหวาดกลัวจึงดําเนินการ รุนแรงข้ันต่อไป เกิดเป็น The St. Bartholomew’s Day Massacre of The Huguenot เมื่อ 23 – 24 ธันวาคม 1572 เพราะพระนาง ต้องการปิดปากผู้เรียกร้องและเอาใจพวก Catholic , Henry of Navar ซ่ึงเปลี่ยนจาก Huguenot มาเป็น Catholic และเมื่อ พระเจ้า เฮนรที่ ี่ ๓ ครองราชย์ต่อจาก พระเจา้ ฟรานวสิ ที่ ๒ ท่สี ิ้นพระชนม์ไป แต่
๘๐ บทท่ี ๑ ประวัติศาสตร์ยุโรป Part I History of Europe เนื่องจากพระองค์ทรงเติบโตในโปแลนด์ ทําให้พระองค์ไม่ได้รับสนับสนุน ประชาชน เมอื่ ดุ๊กเฮนรี่แห่งกีส (Duke Henry of Quise) ได้จัดตั้งสันนิบาติคาธอ ลิก โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการเพิ่มอํานาจทางการเมืองในองค์กรสันนิบาต คาธอลิกอีก จึงจัดตั้งเป็นระบบ feudalism ที่แยกอํานาจขุนนางออกมาจาก กษัตริย์ ดังนั้น พระเจ้าเฮนร่ีที่ ๓ จึงไม่พอประทัย และต่อต้านการจัดต้ังองคืการ ดงั กล่าว และเมื่อพระเจ้าเฮนรี่ท่ี ๓ ทรงหันไปร่วมมือกับ เฮนร่ีแห่งนาร์วาร์ ท่ี ได้เปลี่ยนมาเป็น Huguenot แล้ว และร่วมมือกันต่อต้านนโยบายของเฮนรี่ แหง่ กีส คร้งั ท่ี 3 : เมอื่ พระเจา้ เฮนรี่ที่ ๓ ส้ินพระชนม์โดยไม่มีรัชทายาท เฮนรี่แห่ง นาร์วาร์ และ เฮนร่ีแห่งกีส จึงแย่งบัลลังค์กัน โดยสรุปได้ว่าเฮนร่ีแหงนาร์วาร์ สามารถเอาชนะ สถาปนาตนเองเป็น พระเจ้าเฮนร่ีท่ี ๔ (Henry IV) เปลี่ยนการ นับถือเป็คาธอลิก และ ออกประกาศ โองการแห่งมืองนองค์ (Edict of Nantes of 1593) โดยเปน็ การใหเ้ สรภี าพในการนับถือศาสนา ตามความเช่อื ของตนเอง น้นั หมายถงึ เปน็ การประนปี ระนอมระหว่าง 2 นกิ าย และยุตสิ งคราม : The Netherland Revolt of 1568 - 1609 เนื่องจากในดินแดนเนเธอรแ์ ลนดเ์ ดิมมีการนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิก ประกอบกับดินแดนทางตอน เหนือเป็นกลุ่มประกอบอาชีพประมงและต่อเรือ ในขณะที่แคว้นทางใต้ เป็นกลุ่มทีประกอบอาชีพ อุตสาหกรรม และนายธนาคาร (Flemish) ซ่ึงเดิมดินแดนของเนเธอร์แลนด์ เป็นส่วนหน่ึงของ อาณาจักร โรมนั อันศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ (Holy Roman Empire) ตอ่ มาเม่อื พระเจ้าชาร์ลส์ท่ี ๕ (Charles V) ทรงมอบให้ พระนางแมร์ รี่ แห่ง ฮังการี (Marry of Hungary) เข้ามาปกครอง เท่ากับเป็นการปล่อยให้เนเธอร์แลนด์ปกครองกันเอง เนเธอร์แลนด์จึงรู้สึกว่าตนเองเป็นอิสระไม่มีผู้ปกครอง ทําให้แนวคิด protestant แพร่หลาย จนกระทั่ง เนเธอร์แลนด์ เปน็ แหล่งอพยพมาของพวกโปรแตสเตนท์ เพราะเป็นดินแดนเสรี ไม่ถูกกดข่ี และ กวาดล้าง ซึง่ ในสมยั ของพระเจา้ ฟิลิปส์ท่ี ๒ (Philip II) พระโอรสของพระเจ้าชารล์ ส์ท่ี ๕ มนี โยบายสาํ คัญ 2 ประการคอื ๑. ใหส้ เปน มีอํานาจสงู สุดในยโุ รป ๒. The Holy Roman Empire ต้องมศี าสนาเดียว และเรม่ิ ปราบปรามพวกมัวร์ / ยิว อยา่ งรุนแรง พระเจ้าฟลิ ปิ ที่ ๒ทรงเปลยี่ นการปกครอง Netherland โดยปลดพระนางแมร์รี่แห่งฮังการี ออก และให้ พระนางมากาแรต แห่งแองมาร์ (Margaret of Angmar) ไปปกครองแทน ซึ่งพระนางเป็น Catholic ที่เคร่งครัด และนําเอาระบบ ศาลพิเศษมาใช้ในการปกครอง และเร่ิมปราบปราม Protestant ภายใต้การสนับสนุนของ พระเจา้ ฟิลิปท่ี ๒ จนเกดิ ความว่นุ วานใน Netherland พระเจ้าวิลเลียมแห่งออร์เรนจ์ (William of Orange) ทรงเป็น Catholic และเคยเป็นมหาดเล็กของพระ เจา้ ชาร์ลสท์ ี่ ๕ แต่ลาออกเมื่อพระเจ้าฟิลิปที่ ๒ ทรงครองราชย์ แต่ยืนยันว่ายังภักดีต่อพระเจ้าชาร์ลส์ท่ี ๕ อยู่ พระองค์ทรงไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามของฟิลิปที่ ๒ เพราะเห็นว่าจะเกิดความวุ่นวายในสเปน จึง ดําเนินการตอ่ ต้าน และเกดิ เป็นสงคราม เพราะ Protestant มีผนู้ ําขบวนการต่อตา้ นแล้ว พระเจ้าฟิลิปที่ ๒ แห่งสเปน (Philip II of Spain) ส่งกองทัพภายใต้การนําของ ดุ๊กแห่งเอลบา (Duke of Alba) ไปปราบปราม Protestant ในปี 1567 ซ่งึ ด๊กุ แห่งเอลบา ดําเนินนโยบายแบบเผด็จการและทารุณ ปล้ม เมืองท่ามากมายเก็บภาษี ทุกอย่างในบ้าน 1 % มรดก เก็บ 5 % ค้าขาย เก็บ 10 % ทําให้ธนาคารและ อุตสาหกรรมในตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ เดือดร้อนมาก และร่วมมือกันต่อต้านสเปน โดยสนับสนุนทาง การเงินแกก่ ล่มุ ขอทาน (Beggars) ใหก้ อ่ ความวนุ่ วายในเมือง ขณะเดียวกันกองทัพของพระเจ้าวิลเลียมแห่ง ออร์เรนจ์ ไมส่ ามารถเอาชนะได้ เพราะเป็นทหารจ้าง และหนีออกจากเนเธอรฺแลนด์ไป ทาํ ให้ ดกุ๊ แห่งเอลบา มคี วามสะดวกมากขึ้นในการ เขา้ ปล้นเมืองท่าทัว่ ไป จนเป็นทีเ่ กลยี ดชังไปท่วั
บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป ๘๑ Part I History of Europe กองทัพของเนเธอร์แลนด์ สามารถเอาชนะได้บ้างเมื่อฟิลิปที่ ๒ เปลี่ยนแม่ทัพเป็น แม่ทัพดอนจอน (Don John) ในปี 1573 กองทหารขาดเงินจงึ เข้าปลน้ เมืองทา่ แอนเทริ ป์ ทาํ ให้เนเธอร์แลนด์ ท้ัง เหนือและใต้ รว่ มมือกันตอ่ ต้านสเปน ฟลิ ิปท่ี ๒ ทรงวางกลยทุ ธ์ิ คอื แกลง้ เสนอสงบศกึ กับวลิ เลยี มแหง่ ออร์เรนจ์ แต่ ถูกปฏิเสธ เพราะทราบ เปา้ หมายทแี่ ทจ้ รงิ ทาํ ให้พวกทางใต้ของเนเธอรแ์ ลนด์ไม่พอใจ และตัดสินใจแยกตัวออกมา ตั้งเป็น สหภาพ แหง่ อาร์เรส (โดยอยู่ในอํานาจของ Spain) พวกตอนเหนือของเนเธอร์แลนด์ก้ได้แยกออกมาต้ัง สหภาพแห่ง อเู ทรคท์ (เป็นสหพนั ธรัฐ 7 แห่ง คอื ออลแลนด์ – ซีแลนด์ – เกลนเดอร์แลนด์ – ฟรีสแลนด์ – โอเวอร์ลาซิล – อูเทรคท์ – โกลนวิ เยน) ซ่งึ ในเหตการณ์ดงั กลา่ ว มกี ารต่อสู้ โดยมเี รือ่ งของ ศาสนา ชาตินิยม การเมอื งเศรษฐกจิ และสงั คม มา เก่ยี วข้อง เนเธอร์แลนด์ สามารถชนะ ต้ังก่อตั้งประเทศเนเธอร์แลนด์ ส่วนเบลเยี่ยม (Belgaum) อยู่ในปกครอง ของ Spain ต่อไป ผลของสงครามปฏวิ ัตเิ นเธอร์แลนด์ ๑. เศรษฐกจิ การคา้ ของ Netherland ขยายกว้างขวางและเร็ว มบี ทบาททางทะเล ๒. ชนชั้นกางที่เคยอปุ ถัมป์ทางการเงินระหวา่ งสงครามมบี ทบาททางการเมอื ง ๓. ทําลายลา้ ง Divine Right the King ประชาชนมิทธปิ ฏิวัติ เปน็ แบบอยา่ ง ๔. Spain เสยี แหล่งเงินแหลง่ ทองเพราะ Netherland มั่งคั่ง → สน้ิ สุดยคุ ทองของ Spain ๕. แสดงถงึ อาํ นาจความตอ้ งการเสรีภาพทางศาสนาและการเมอื งของประชาชน
๘๒ บทที่ ๑ ประวัติศาสตร์ยุโรป Part I History of Europe : Thirth Years’ War of 1618 – 1648 สรปุ ไดว้ ่า เน่ืองจาก ตําแหน่งกษัตริย์แห่งโบฮีเมีย ว่างลง สงครามสามสิบปี นับเป็นสงครามศานาครั้งใหญ่ใน ซึ่ง Bohemia เป็นรัฐ Protestant และเป็น ๑ ใน 7 ของ Europe เปน็ รองเพียงสงครามครูเสด โดยมสี นามรบอยู่ใน แควน้ ที่เป็น Elector ซึ่งขณะน้ัน เสียงเป็น 3 : 3 คือเป็น บริเวณ The Holy Roman Empire ซึ่งเป็นแหล่งวาง Protestant 3 แคว้น เป็น Catholic 3 แคว้น น้ัน รากฐานของลทั ธิ Lutheranism หมายความว่า กษัตริย์ ท่ีจะมาปกครอง Bohemia จะ สาเหตขุ องสงคราม เป็น เสียงสําคัญท่ีจะกําหนดว่า กษัตริย์ ของ The Holy ๑. ขอ้ บกพรอ่ งของสนสิ ญั ญา ออ๊ กเบริ ก์ ซึง่ กล่าวคือ Roman Empire คนต่อไปจะเป็น Protestant / Catholic ๑.๑ กลุ่มลัทธิ Calvin ถูกกดข่ีจากพวก Catholic และ และพระเจ้าแม๊กซิมเมเลียน (Maximilian of the Holy Lutheranism เรื่องเสรีภาพทางศาสนา คือกําหนดให้ Roman Empire) สนันสนุนให้ Duke Ferdinand ท่ีเป็น สิทธิต่าง ๆ แก่กลุ่มลัทธิ Lutheranism เท่าน้ันส่วนกลุ่ม Catholic มาเป็นกษัตริย์ของ Bohemia แต่เนื่องจาก ลัทธิ Calvin ไม่ได้รับสิทธิทางศาสนาใด ๆ เลย ท้ัง ๆ ท่ี ประชาชนใน Bohemia เป็น Protestant จึงไม่ยอมรับ กลุ่มศาสนิกของลัทธิ Calvin เพิ่มจํานวนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ และต้องการให้ Frederick of Palatinate ที่เป็น Protestant กลบั ไมม่ ีสทิ ธิในดา้ นศาสนาใด ๆ มาเปน็ กษตั ริย์ ๑.๒ แนวคิดเกี่ยวกับสาธารณสมบัติ คือ พระท่ีเป็น แต่ท้ังน้ีท้ังน้ันกษัตริย์ของ Bohemia ก็เป็นพระเจ้า Protestant เม่ือเปล่ียนมาเป็น Catholic จะได้รับสมบัติที่ เฟอรด์ ินานด์ อยู่ จนมีการเลอื กต้งั จกั รพรรดิแหง่ โรมันอีก เคยถูกริบทรัพย์ไปคืนมา แต่ถ้าจากเป็นการเปลี่ยนจาก ครั้งในปี 1619 พระองค์ก็เดินทางไปโรม แต่ กลุ่มแนวคิด Catholic เป็น Protestant จะไม่ได้สมบัติท่ี ขณะเดียวกันวันที่ 19 สิงหา สภากรุงปร๊าก ท่ี Bohemia ถูกริบไปคืนและยังถูกริบทรัพยเ์ พิ่มเตมิ ด้วย ประกาศปลดพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ โดยมติของรัฐ ซึ่งณ ๑.๓ ผลจากการเกิดแนวคิด One church one State เวลานั้น ประทับอยู่ท่ี Rome ไมทราบเร่ืองการปลด ทาํ ให้ผู้ใตป้ กครองทไ่ี ม่ไดน้ ับถือตามผู้ปกครอง ถูกบังคับ พระองค์ออกจากตําแหน่ง ทําให้พระองค์ได้เลือกตั้ง จนไมพ่ อใจและมคี วามขัดแยง้ กนั ตัวเองเป็น Emperor of The Holy Roman Empire ท้ัง ๆ ท่ี ๒. ความพยายามในการรวมกลุ่ม The Holy Roman พระองค์ไม่ได้มีฐานะเป็นกษัตริย์ของ Bohemia แล้วเมื่อ Empire ให้มนั่ คงดังเดมิ ของ พระเจา้ เฟรดเดอรกิ ท่ี ๒ แหง่ ทราบก็คือสายไปแลว้ และต้องประกาศว่า Bohemia กบฏ อาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธ์ิ (Ferdinand II of the Holy น้นั คอื การประกาศสงคราม 30 ปีอยา่ งเป็นทางการ Roman Empire) เพราะเดิมพระเจ้าชาร์ลสท์ ี่ ๕ มอบหมาย ให้อนุชาของพระองค์ทรงปกครองอยู่แต่เนื่องจาก พระองค์ทรงออ่ นแอ ทําให้อาณาจักรย่อย ๆ แตกแยกไป เมื่อมีความพยายามรวมกลับเข้ามาอีกครั้งก็เลยเกิดการ ต่อต้าน ๓. การที่ทั้งฝ่าย Catholic และทางฝ่าย protestant ต่างก็ มผี ้นู าํ และกองทัพคือ สันนิบาตคิ าธอลิก นําโดย Duke of Bavaria (Maximilian) รวมกล่มุ รฐั Catholic และ สันนิบาติ โปรแตสเตนท์ / สหภาพอีเวนเจอริคัล นําโดย King Frederick of palatinate
บทที่ ๑ ประวัติศาสตรย์ โุ รป ๘๓ “Part I History of Europe ความหมายของการ “การปฏิวตั ทิ างวิทยาศาสตร”์ ความสําคัญของการปฏิวัตทิ างวทิ ยาศาสตร์” การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ คือ การพัฒนาความ ทําให้มนุษย์เช่ือมั่นในสติปัญญาและ เจริญก้าวหน้าในวิทยาการขอโลกตะวันตก ใน ความสามารถของตน เช่ือมั่นในความมี คริสต์ศตวรรษที่ 17 มีการค้นคว้างแสวงหาข้อเท็จจริง เหตุผล และนําไปสู่การแสวงหาความรู้โดยไม่มี เก่ียวกับธรรมชาติ โลก และจักรวาล ทําให้ความรู้ทาง สนิ้ สุด วิทยาศาสตร์เจริญรุ่งเรือง เป็นผลให้ชาติตะวันตกพัฒนา กอ่ ใหเ้ กดิ ความร้แู ละความเจริญก้าวหน้าใน ความเจริญกา้ วหน้าในดา้ นต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว วิทยาการด้านต่าง ๆ และทําให้วิทยาศาสตร์ ปัจจัยทีก่ อ่ ใหเ้ กิดการปฏวิ ตั ิทางวิทยาศาสตร์ กลายเป็นศาสตร์ท่ีมีความสําคัญ โดยเน้นศึกษา เรอ่ื งราวของธรรมชาติ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทําให้มนุษย์เชื่อม่ันใน ทําให้เกิดการค้นคว้าทดลองและแสวงหา ความสามารถของตน มีอิสระทางความคิด หลุดพ้นจาก ความรู้ดา้ นตา่ ง ๆ ซ่ึงนําไปสู่การประดิษฐ์คิดค้น อิทธิพลการครอบงําของคริสต์จักร และมุ่งม่ันท่ีจะ ส่ิงใหม่ ๆ อย่างต่อเน่ือง และเป็นพ้ืนฐานของ เอาชนะธรรมชาติเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิต และความ การปฏวิ ัตอิ ตุ สาหกรรมในสมัยตอ่ มา เปน็ อยู่ของตนให้ดีขึน้ ทําให้ชาวตะวันตกมีทัศนคติเป็นนัก การพัฒนาเทคโนโลยีในดินแดนเยอรมันตอน คิด ชอบสังเกต ชอบซักถาม ชอบค้นคว้า ใต้ โดยเฉพาะการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์แบบใช้วิธีเรียง ทดลอง เพื่อหาคาํ ตอบ และนําความรู้ท่ีได้รับไป ตัวอักษรขอกูเตนเบิร์ก ในปี ค.ศ.1448 ทําให้สามารถ ประยกุ ต์ใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนต์ อ่ การดําเนินชวี ิ พิมพ์หนงั สอื เผยแพร่ความรูต้ า่ ง ๆ ได้อยา่ งกวา้ งขวาง การสํารวจทางทะเลและการติดต่อกับโลก ตะวันออก ตั้งแต่คริสต์สตวรรษท่ี 16 เป็นต้นมาทําให้ อารยธรรมความรู้ต่าง ๆ จากจีน อินเดีย อาหรับ และ เปอร์เชีย เผยแพรเ่ ข้ามาในสงั คมตะวันตกมากขึ้น
๘๔ บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป Part I History of Europe การปฏิวตั ิทางวทิ ยาศาสตรใ์ นระยะแรก การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ในระยะแรก เป็นการ ค้นพบความรู้ทางดาราศาสตร์ ทําให้เกิดคําอธิบาย เกีย่ วกบั ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นการท้า ทายความเชื่อดง้ั เดมิ ของครสิ ตศ์ าสนา สรุปไดด้ ังน้ี การค้นพบทฤษฎีระบบสุริยจักรวาลของนิโคลัส (Nicholaus Copernicus) ชาวโปแลนด์ ในต้น คริสต์ศตวรรษท่ี 17 สาระสําคัญ คือ ดวงอาทิตย์เป็น ศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีโลกและดาวเคราะห์ดวง อ่ืน ๆ โคจรโดยรอบ ทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสขัดแย้งกับหลักความ เช่ือของคริสต์จักรอย่างมากที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลาง ของจักรวาล แม้จะถูกประณามอย่างรุนแรง แต่ถือว่า ความคิดของโคเปอร์นิคัสเป็นจุดเร่ิมต้นของการปฏิวัติ ทางวิทยาศาสตร์ ทําให้ชาวตะวันตกให้ความสนใน เร่อื งราวลล้ี บั ของธรรมชาติ การประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ของกาลิเลโอ (Galileo Galilei) ชาวอิตาลีในปี ค.ศ. 1609 ทําให้ความรู้เร่ืองระบบสุริยจักรวาลชัดเจน ย่ิงขึ้น เช่น ได้เห็นจุดดับในดวงอาทิตย์ได้สังเกตการ เคลื่อนไหวของดวงดาว และได้เห็นพ้ืนขรุขระของดวง จนั ทร์ เป็นต้น การค้นพบทฤษฎีการโคจรของดาวเคราะห์ ของ โจฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) ชาว เยอรมัน ในช่างต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 สรุปได้ ว่า เส้นทางโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์เป็น รูปเข่หรือรูปวงรี มิใช่เป็นวงกลมตามทฤษฎีขอโคเปอร์ นิคสั
บทท่ี ๑ ประวัติศาสตรย์ โุ รป ๘๕ Part I History of Europe การเสนอวิธสี ร้างความร้แู บบวทิ ยาศาสตร์ ในช่วงกลางครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 17 มีนักคณิตศาสตร์ 2 คน ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับวิธีสร้างความรู้เพื่อ การศกึ ษาค้นคว้าทางวทิ ยาศาสตร์ สรปุ ได้ดังน้ี เรอเนส์ เดส์การ์ตส์ (Rene Descartes) ชาว ฝร่ังเศส และเซอร์ ฟรานซิส เบคอน (Sir Francis Bacon) ชาวอังกฤษ ได้ร่วมกันเสนอหลักการใช้ เหตุผล วธิ ีการทางคณติ ศาสตร์ และการคน้ คว้าวิจัยมาใช้ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและการแสวงหาความรู้ทางด้าน วทิ ยาศาสตร์ ความคิดของเดส์การ์ตส์ เสนอว่าวิชาเรขาคณิตเป็น หลักความจริง สามารถนําไปใช้สืบค้นข้อเท็จจริงทาง วิทยาศาสตร์ได้ ซึง่ ไดร้ บั ความเชื่อถอื จากนกั วิทยาศาสตร์ ในสมัยตอ่ มาเปน็ อย่างมาก ความคิดของเบคอน เสนอแนวทางการค้นคว้าวิจัย ทางวทิ ยาศาสตร์ โดยใช้ “วิธีการทางวิทยาศาสตร์” เป็น เครอื่ งมือศึกษา ทําใหว้ ิทยาศาสตร์ได้รับความสนใจอย่าง กว้างขวาง การจดั ตง้ั สถาบันวิทยาศาสตรแ์ ห่งชาติ การเสนอทฤษฏีการศึกษาค้นคว้าด้วย “ วิธีการทาง วิทยาศาสตร์ ” ทําให้เกดิ ความตืน่ ตวั ในหมปู่ ญั ญาชนของ ยุโรป มีการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติข้ึนใน ประเทศต่าง ๆ หลายแห่ง ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษท่ี 17 เพื่อสนับสนุนงานวิจัย การประดิษฐ์อุปกรณ์ เคร่ืองมือเครื่องใช้ต่าง ๆ และแลกเปล่ียนความรู้ซึ่งกัน และกัน ทําให้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าโดยลําดับ ความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับนักประดิษฐ์ นําไปสู่การพัฒนาส่ิงประดิษฐต์ ่าง ๆ มากมาย ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์จึงเป็นรากฐานของความเจริญก้าวหน้าทาง เ ท ค โ น โ ล ยี ด้ า น ต่ า ง ๆ จึ ง มี ผู้ ก ล่ า ว ว่ า ก ร ป ฏิ วั ติ วิทยาศาสตรใ์ นครสิ ต์ศตวรรษที่ 17 เป็นยุคแห่งอัจฉริยะ (The Age of Genius) เพราะมีการค้นพบความรู้ทาง วทิ ยาศาสตร์ใหม่ ๆ เกิดขนึ้ มากมาย การคน้ พบ “กฎแหง่ ความโนม้ ถ่วง” ของนิวตัน การคน้ พบความร้หู รือทฤษฎีใหม่ของ เซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ใน ตอนปลายคริสตส์ ตวรรษที่ 17 มี 2 ทฤษฏี คือ กฎแรงดงึ ดูดของจกั รวาลและกฎแหง่ ความโน้มถ่วง ผลจากการค้นพบทฤษฏีทั้งสองดังกล่าว ทําให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดโลกและดาว เคราะห์จึงหมุนรอบดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์จึงหมุนรอบโลกได้โดยไม่หลุดจากวงโคจร และสาเหตุท่ีทําให้วัตถุ ต่าง ๆ ตกจากทีส่ ูงลงสพู่ น้ื ดินโดยไม่หลุดลอยไปในอวกาศ ความรู้ที่พบกลายเป็นหลักของวิชากลศาสตร์ ทําให้นักวิทยาศาสตร์เข้าในเร่ืองราวของเอกภพสะ สาร พลงั งาน เวลา และการเคล่อื นตัวของวตั ถใุ นท้องฟ้า โดยใชค้ วามร้แู ละวธิ ีการทางคณิตศาสตรช์ ว่ ยค้นหาคาํ ตอบ
๘๖ บทที่ ๑ ประวัติศาสตร์ยโุ รป Part I History of Europe ผลจากการปฏวิ ัตวิ ิทยาศาสตร์ ในคริสต์ศตวรรษท่ี 17 การปฏิวัติวิทยาศาสตร์เป็นสาเหตุผลักดันให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทําให้ประเทศ ต่าง ๆ ในยุโรปพฒั นาความเจริญก้าวหน้าในด้านการผลิตจนกลายเปน็ ประเทศอุตสาหกรรมชนั้ นําของโลก การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ทําให้เกิด “ยุคภูมิธรรม” หรือ “ยุคแห่งการรู้แจ้ง” ทําให้ชาวตะวันตกเชื่อม่ันใน เหตผุ ล ความสามารถ และภูมิปัญญาของตน เชื่อม่ันวา่ โลกจะกา้ วหน้าพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีความมั่นในว่าจะ สามารถแสวงหาความรู้ต่อไปไม่มีวนั สน้ิ สุด โดยอาศัยเหตผุ ลและสตปิ ญั ญาของตน “ ” ความหมายของการปฏวิ ัตอิ ตุ สาหกรรม ? การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปล่ียนแปลงวิถีการ ผ ลิ ต จ า ก เ ดิ ม ท่ี เ ค ย ใ ช้ แ ร ง ง า น ค น แ ล ะ สั ต ว์ พ ลั ง ง า น ธรรมชาติ หรือเครอื่ งมืองา่ ย ๆ ในสังคมเกษตรกรรมมาเป็น ใช้เคร่ืองจักรกลผลิตสินค้าในระบบโรงงานอุตสาหกรรม ทํา ใหไ้ ด้ผลผลิตในปริมาณมาก ก า ร ป ฏิ วั ติ อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ กิ ด ขึ้ น ที่ ป ร ะ เ ท ศ อั ง ก ฤ ษ กอ่ น เมอื่ ประมาณ ค.ศ.1760 หรอื ในคริสตศ์ ตวรรษที่ 18 และคอ่ ย ๆ แพรข่ ยายไปยงั ประเทศยุโรปและชาติตะวันตก อ่ืน ๆ เป็นเหตุการณ์สําคัญท่ีมีผลกระทบต่อประชากรโลก อย่างมาก ทั้งในดา้ นเศรษฐกจิ การเมืองการปกครอง สังคม และวฒั นธรรม
บทท่ี ๑ ประวัติศาสตร์ยโุ รป ๘๗ Part I History of Europe การปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรม ระยะแรก การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก ประมาณ ค.ศ.1760 1860 เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอนํ้า” เนื่องจากมีการค้นพบพลัง ไ อ น้ํ า แ ล ะ นํ า เ ค รื่ อ ง จั ก ร ไ อ น้ํ า ม า ใ ช้ ใ น อุ ต ส า ห ก ร ร ม ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอตุ สาหกรรมทอผา้ ท้ังนี้ เป็นเพราะอังกฤษมีแหล่งถ่านหินและเหล็ก ซ่ึงเป็น เ ช้ื อ เ พ ลิ ง แ ล ะ วั ต ถุ ดิ บ ท่ี อุ ด ม ส ม บู ร ณ์ ร ว ม ทั้ ง มี ก า ร ป ร ะ ดิ ษ ฐ์ เครื่องจักรกลใหม่ ๆ ซึ่งนํามาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอย่าง ตอ่ เนื่อง เคร่ืองจักรกลและอุตสาหกรรมที่สําคัญของการปฏิวัติ อตุ สาหกรรมระยะแรก มดี งั น้ี อุตสาหกรรมทอผ้า ส่ิงประดิษฐ์ในระยะแรก ๆ เป็น เคร่ืองจกั รกลทีน่ าํ มาใชใ้ นอุตสาหกรรมทอผ้า เชน่ เครือ่ งทอผา้ ที่เรียกว่า “ก่ีกระตุก” ของ จอห์น เคย์ (John Kay) เคร่ืองป่ันด้าย “สปินนิง มูล” (Spinning Mule) ของแซมมวล ครอมป์ตัน (Samuel Crompton) ป่ันด้ายได้ รวดเรว็ และมปี ระสิทธิภาพสงู เครื่องทอผ้า ท่ีเรียกว่า หูกทอผ้า “พาเวอร์ ลูม” (Power Loom) ของเอ็ดมันด์ คาร์ตไรท์ (Edmund Cartwright) ทําใหอ้ ตุ สาหกรรมทอผ้าขยายตัวอยา่ งรวดเรว็ เคร่ืองจักรไอน้ํา เป็นผลงานของ เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวสก็อต ในปี ค.ศ.1786 โดยนําเคร่ืองจักร ไอนํ้าท่ีมีมาแต่เดิมนํามาปรับปรุงแก้ไขให้ใช้ถ่านหินเป็นพลังงาน เชื้อเพลิงทดแทนการใช้เคร่ืองจักรกลจากพลังงานน้ํา เป็นผลให้ อุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายของอังกฤษประสบความสําเร็จอย่าง งดงาม อุตสาหกรรมเหล็ก มีการนําเหล็กมาใช้ในอุตสาหกรรม อยา่ งกวา้ งขวาง โดยเฉพาะด้านการคมนาคม เช่น ทํารางรถไฟ ตู้ รถสินค้าของรถไฟ ฯลฯ จึงมีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมใน ชว่ งแรกวา่ “การปฏิวตั อิ ุตสาหกรรมยุคเหล็ก” (Age of Iron)
๘๘ บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตรย์ ุโรป Part I History of Europe การปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรม ระยะท่สี อง ผลของการปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม ก า ร ป ฏิ วั ติ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ใ น ร ะ ย ะ ท่ี ส อ ง ป ร ะ ม า ณ ก า ร ป ฏิ วั ติ อุ ต ส า ห ก ร ร ม ข อ ง โ ล ก ปี ค.ศ.1860-1914 มีการนําความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา ประยุกต์ใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง เป็นยุคที่ใช้ ตะวันตก นับต้ังแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 พลังงานเช้ือเพลิงจากก๊าซธรรมชาติ นํ้ามันปิโตรเลียม และไฟฟ้า เป็นต้นมา มีผลกระทบต่อสังคมและ (สว่ นถ่านหนิ และเคร่อื งจกั รไอนํ้าลดความสาํ คัญลง ) ประชากรโลก ดงั นี้ อตุ สาหกรรมท่ีสาํ คญั คือ อุตสาหกรรมผลิตเครอื่ งจกั รกลที่ทํา ด้วยเหล็กกล้า (Steel) และอุตสาหกรรมเคมี จึงมีผู้เรียกการ ก า ร เ พ่ิ ม ข อ ง จํ า น ว น ปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรมในชว่ งที่สองนีว้ า่ “การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุค ประชากร โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและ เหลก็ กลา้ \" (Age of Steel ) เยอรมนีมีอัตราการเพิ่มของประชากร สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากการ ความกา้ วหนา้ และการขยายตวั ของการปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรม เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจาก นับต้ังแต่ตอนปลายครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 19 เปน็ ตน้ มา การปฏิวัติ เกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม เกิดการ ขยายตัวของชุมชนเมือง และความ อุตสาหกรรมมีการขยายตัวและความเจริญก้าวหน้าในประเทศ เ จ ริ ญ ก้ า ว ห น้ า ด้ า น ก า ร แ พ ท ย์ แ ล ะ ภาคพ้นื ยุโรป ดังนี้ สาธารณสขุ การค้นพบวิธีการผลิตเหล็กกล้า ในปี ค.ศ.1856 และ การขยายตัวของสังคมเมือง เกิด การใช้พลังงานใหม่ ๆ แทนที่ ถ่านหิน ได้แก่ พลังงานจาก เมืองใหม่ ๆ เพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็วจากการ กา๊ ซ นํา้ มนั ปิโตรเลยี ม และไฟฟ้า เปน็ ผลให้อุตสาหกรรมของทวีป อพยพของผู้คนในชนบทเข้ามาทํางานใน ยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อเหล็กกล้ามีราคาถูกลง เ มื อ ง ทํ า ใ ห้ เ กิ ด ปั ญ ห า สั ง ค ม ทําให้อุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ การคมนาคม และการ ตามมา โดยเฉพาะปัญหาชุมชนแออัด และ ผลิตเครอื่ งจกั รกลต่าง ๆ พฒั นากา้ วหน้ามากยิ่งขนึ้ เกิดอาชีพใหม่ ๆ อยา่ งหลากหลาย ในขณะ ท่ีชนช้ันกลางหรือพ่อค้านายทุนเข้ามามี การขยายตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป ใน บทบาทในสงั คมมากขนึ้ ตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีประเทศในภาคพื้นยุโรปหลาย ป ร ะ เ ท ศ ป ร ะ ส บ ผ ล สํ า เ ร็ จ ใ น ก า ร พั ฒ น า เ ศ ร ษ ฐ กิ จ การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะเยอรมนีกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรม จักรวรรดนิ ยิ ม ประเทศยโุ รปท่มี ีการปฏวิ ัติ ก้าวหน้าและเป็นค่แู ข่งทส่ี ําคญั ของอังกฤษ ก า ร ผ ลิ ต ด้ า น อุ ต ส า ห ก ร ร ม มี ค ว า ม จําเป็นต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบป้อน การเกิดประเทศผู้นําด้านอุตสาหกรรมของโลก ก่อน โรงงานอุตสาหกรรม และขยายตลาด สงครามโลก ครั้งที่ 1(ค.ศ.1914-1918) อังกฤษยังคงมีฐานะ ระบายสินค้าที่ผลิตจึงเกิดการแข่งขันกัน เป็นประเทศผู้นําทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนําของ แสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาและ โลก โดยเยอรมนีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมาก เอเชีย ท่ีสุด จนกระท้ังในปี ค.ศ.1920 จึงเกิดประเทศคู่แข่งสําคัญ เพิม่ ขึ้น ไดแ้ ก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญ่ปี ุ่น ความเจริญก้าวหน้าทาง อุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษท่ี 20 การ ก า ร เ กิ ด ร ะ บ บ ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ ก า ร จั ด ก า ร ท า ง ปฏิวัติ อุตส าหก รรมทํ าให้ โลก มีกา ร อุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทําให้เกิดการบริหารงานใน พัฒนาการผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้า ระบบโรงงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการแบ่งงานกันทําเป็นฝ่าย ต่อไปไม่หยดุ ยง้ั เชน่ มกี ารนําวสั ดอุ น่ื ๆ มา หรือแผนก โดยรับผิดชอบงานเฉพาะส่วนของตน มีการระดมเงิน ใ ช้ ผ ลิ ต ท ด แ ท น ก า ร ใ ช้ วั ส ดุ ที่ เ ป็ น ลงทุนในรูปของการซื้อหุ้น และมีคณะผู้บริหารดําเนินการบริหาร ธรรมชาติ เช่น พลาสติก และโลหะ อย่างเปน็ ระบบ ฯลฯ ทาํ ให้การผลติ มีประสิทธภิ าพ ประเภทอัลลอยที่มีน้ําหนักเบา ตลอดจน เกดิ การผลิตในระบบโรงงานท่ใี ช้เครื่องจักร หุ่ น ย น ต์ ห รื อ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ค ว บ คุ ม ก า ร ทาํ งาน เปน็ ต้น.
บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตรย์ ุโรป ๘๙ “Part I History of Europe ” ยคุ สมัยแหง่ การร้แู จ้ง ( Age of Enlightenment ) หรือ ผลที่ตามมาของความอุตสาหะดังกล่าว คือ ยุคสมัยแห่งภูมิธรรม เป็นยุคสมัยที่มีการเน้นหนักในเรื่อง ความเข้าใจในวิชาคณติ ศาสตร์และวทิ ยาศาสตร์ ของ ทฤษฎีอิสรภาพนยิ ม ( Libertarian Theory ) ซง่ึ มกี าร สมัยน้ันพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และความคิดท่ี อธิบายถงึ คาํ ว่า เสรีภาพ ว่าหมายถึง สภาพการณ์ที่บุคคลมี อาจหาญใหมๆ่ เก่ียวกบั สิทธิมนษุ ยชนข้นั พ้ืนฐาน อิสระในการท่ีจะกระทําการอย่างอย่างหนึ่งได้โดยท่ี และระบอบประชาธิปไตยไดเ้ กดิ ขนึ้ ซึ่งความคิด อาณาจักรเปิดเสรีภาพทางความคิดอย่างเต็มกําลัง แต่ ดังกล่าวน้ี เป็นสิ่งหนึ่งท่ีจุดประกายให้เกิดการ ในทางศาสนจกั รก็ได้รบั การต่อตา้ นบางประการ ปฏิวัติทางการเมืองทั้งในสหรัฐอเมริกาและ ฝร่ังเศส โดยกอ่ นหน้าท่ีมนุษย์จะสถาปนาสังคมตัวเองว่าเป็นยุค สมยั แห่งการรู้แจง้ (The Age of Enlightenment) หรือยุค สมัยใหม่ (Modern Age) มนุษย์ได้มอบศรัทธาทั้งหมด ตลอดจนการดําเนินชีวิตไว้กับอํานาจสูงสุดท่ีมีเทพเจ้าเป็น ศูนย์กลาง มนุษย์เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในจักรวาล อํานาจ ดงั กล่าวถกู ใช้โดยผา่ นการตีความของผู้มีความรู้และอํานาจ สูงกว่า ผลจากการท่ีมนษุ ยฝ์ ากชวี ติ ไวก้ บั อาํ นาจสงู สุดและ อํานาจสูงสุดถูกนําไปใช้โดย ผ่านการตีความของผู้มีความรู้ และอํานาจสูงกว่าเพ่ือเข้าข้างตัวเองดังกล่าว ทําให้เกิด การกดข่ีขมเหงระหว่างผู้ใช้อํานาจกับผู้ได้รับผลแห่งการใช้ อาํ นาจ นั้น เมอื่ การกดข่ขี ่มเหงน้นั เลยขีดจํากัด การลกุ ข้นึ ตอ่ สูเ้ พือ่ ความสมดุลของอํานาจจึงปะทุขึน้ ในแผ่นดนิ นน้ั ยคุ แห่งภูมิธรรม ยุคเรืองปัญญา หรือยุคสมัยแห่งการ รแู้ จ้ง (Age of Enlightenment) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า ยคุ แห่งเหตผุ ล (The Age of Reason) เป็นช่ือท่ีเรียก ยุคสาํ คญั ยุคหนึง่ ของอารยธรรมตะวันตก ต่อจากยุคฟื้นฟู ศิลปะวิทยาการ (The Renaissance) ยุคเรืองปัญญาน้ี ดําเนินมาต้ังแต่กลางช่วง ค.ศ.1600 จนสิ้นสุดที่ท้ายของ ช่วงปี ค.ศ.1700 ซ่ึงเป็นยุคที่ความสามารถในการใช้ เหตุผลของมนุษย์ไดร้ ับการยกย่องเชดิ ชู คําว่า “Enlightenment” มีความหมายว่า “ช่วงเวลาแห่งความกระจ่าง” (a time of illumination) เหตุเพราะเป็นยุคสมัยท่ีนักวิชาการ นกั เขียน ศิลปนิ และนักวิทยาศาสตรใ์ ชเ้ หตุผล หรอื ข้นั ตอน การคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล (Rational Thought) เป็น แ ส ง ส ว่ า ง ส่ อ ง ท า ง เ พื่ อ กํ า จั ด ค ว า ม เ ช่ื อ ง ม ง า ย (Superstition) และความเขลา (Ignorance) ออกไป
๙๐ บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตรย์ โุ รป Part I History of Europe “ลกั ษณะการปกครองทีด่ ําเนนิ อยู่ในโลก” จาํ นวนผ้ปู กครอง ชอบธรรม / สว่ นรวม ฉอ้ ฉล / สว่ นตน คนเดียว Monarchy Tyranny กล่มุ น้อย Aristocracy Oligarchy กล่มุ ใหญ Democracy Polity*** (ดีสดุ ) “การปกครอง และระบบแนวคดิ ในยโุ รป ตลอดจนเอเชีย มีการสร้างสรรค์พฒั นาการยาวนานมาต้ังแต่ ยคุ กรกี โรมัน โดยเมือ่ เขา้ สู่ยุคสมยั ใหม่ จึงมีการเปล่ยี นแปลงจนแตกต่างอย่างชัดเจนจากยุคโบราณ เราจึง เรยี กวา่ ยคุ แห่งภูมปิ ัญญา” โทมสั ฮอบส์ เป็นผู้นําแนวความคิดทางด้านการเมือง และระเบียบ ทํ า ใ ห้ เ กิ ด ก า ร พั ฒ น า อ ง ค์ ก า ร สั ง ค ม ใ น กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เรียกว่า เป็นสัญชาตคล้ายสัตว์ของ อนาคต ฮอบส์เขียนงานปรัชญาที่แนะนํากระตุ้น มนุษย์ ฮอบส์เป็นผู้ที่มีแนวความคิดค่อนข้างทางลบหรึอมอง ความคิดเพ่ือนการศึกษาวิจัยสังคม เป็นแนวทาง โลกในแงร่ ้าย ซ่งึ ฮอบส์ จบการศกึ ษาจากออกฟอร์ด เป็นผู้ท่ี สําหรับการพัฒนามนุษย์ในสังคมโดยเฉพาะสังคม มีความเช่ียวชาญทางตรรกวิทยา และระเบียบวิธีการทาง อุตสาหกรรมมท่จี ะเกดิ ข้นี ใหม่ในอนาคต สังคมศาสตร์ ฮอบส์มีชีวิตอยู่ในระยะที่สังคมอังกฤษกําลังมี ปัญหาเก่ียวกบั กฎระเบียบในสังคมมีคําถามท่ีถกเถียงเก่ียวกับ อํานาจหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษ และ เรื่องราวท่ีเกี่ยวข้องกับสิทธิหน้าท่ีของบุคคลในสังคม ฮอบส์ ทําหน้าที่เป็นพระอาจารย์ของราชวงศ์อังกฤษมีโอกาส แลกเปล่ียนความคิดกับบบรรดาราชวงศ์อังกฤษด้วย เมื่อมี การสําเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ฮอบส์จึงต้องออกจาก อังกฤษไปอาศัยอยู่ท่ีปารีสต้ังแต่ปี ค.ศ. 1640 ถึงปี ค.ศ. 1651 จึงได้รับอนุญาตให้กลับมาอยู่อังกฤษ เม่ือสังคมมีการ ปฏิวัติ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ฮอบส์ได้มีโอกาสแสดงความ คิดเห็นเก่ียวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเร่ืองแรง จูงใจของมนุษย์ งานท่ีสําคัญของฮอบส์คือ \"Leviathan\" ฮอบส์ได้พูดถึงความแตกต่างระหว่างสังคมมนุษย์และซีวิตใน สังคมของแมลงและฝูงสัตว์ต่างๆ ฮอบส์เห็นว่ามนุษย์มักจะ แ ข่ ง ขั น กั น เ พ่ื อ มุ่ ง ห วั ง เ กี ย ร ติ ย ศ แ ล ะ ชื่ อ เ สี ย ง ค่ า นิ ย ม ที่ อยู่ภายในของมนุษย์ มนุษย์พยายามใฝ่หาชื่อเสียงและ ผลประโยชน์ แต่ผลประโยชน์ร่วมที่มีอยู่ในสังคมมีไม่เพียงพอ กับจําน วนบุค คลใน สังคม มนุษ ย์จึงพ ยายา มปล่ีย น แปลง เนอ่ื งจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ การใช้ตัวหนังสือ จะ ทํ าให้ ม นุษ ย์ ส าม า รถ กํ า หน ด ร ะเ บี ยบ พ ฤ ติก ร ร ม ระหว่างคนในสังคม เม่ือมนุษย์ต้องการมีชีวิตท่ีมั่นคง ปลอดภยั โดยใชก้ าํ ลงั บังคบั ผลก็คอื ทาํ ใหเ้ กดิ สงครามต่อตา้ น ซ่ึงกันและกันฮอบส์เสนอความคิดเห็นท่ีทําให้มีการพัฒนา ความคดิ ทางสงั คมมาก ทฤษฎีสัญญาประชาคมพูดถึงเหตุผลที่
บทท่ี ๑ ประวัติศาสตร์ยโุ รป ๙๑ Part I History of Europe จอหน์ ล็อค ทฤษฎกี ฏแห่งธรรมชาติของจอห์น ลอ็ ค(คริสตศักราช 1632- นอกจากนี้ล็อคยังได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งด้วยว่า 1704) กรรมสิทธ์ิส่วนบุคคลนี้จะ ต้องไม่ใช่เพ่ือเอา จอห์น ล็อค (John Locke) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ เปรียบกดขี่ผู้อื่น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็น จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดแนวคิดท่ีน่าสนใจ หลักการท่ีจะช่วยส่งเสริมมนุษย์มีความอิสระ ของเขาปรากฎอยใู่ น หนงั สอื หลายเล่มท่ีเขาเขียนขึ้นขณะท่ีไป กระทํา การต่างๆได้ ในทัศนะของล็อค อยู่ในประเทศฮอแลนด์ เช่น Two Treatises of กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลจึงเป็นเคร่ืองสนับสนุน Government เป็นหนังสือที่กล่าวถึงสิทธิมูลฐานของมนุษย์ เสรีภาพ มิใช่เคร่ืองมือสําหรับบังคับกดขี่ An Essay Concerning the True Original,Extent,and จะเห็นได้ว่า ในสภาพธรรมชาติ ล็อคเห็นว่า End of Civil Government ซ่ึงเสนอทฤษฎที ี่ ว่ารัฐบาลจัดต้ัง มนุษย์มีเสรีภาพและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินธ์ิ ขึ้นโดยความยินยอมของประชาชน และต้องรับผิดชอบต่อ สิทธิทั้ง 2 ประการน้ีมนุษย์มีมาแต่เกิด มิใช่ สวัสดิการของประชาชน นอกจากน้ันยังมีหนังสือเรื่อง เป็นสิทธิที่ได้มาจากรัฐบาล ปัญหาจึงมีว่า Letters on Toleration เกี่ยวกับการเมือง และ Essay ทําไมมนุษย์จึงละทิ้งสภาพทางธรรมชาติก่อตั้ง Concerning Human Understanding ซ่ึงเก่ียวกับทฤษฎีว่า สังคมการเมือง(political society)และรัฐบาล ด้วยความรู้ของมนุษย์ในหนังสือ Two Treatises of ขน้ึ Government ล็อคช้ีให้เห็นว่า อิสระภาพและเสรีภาพเป็น สิทธมิ ูลฐานของมนษุ ย์ สิทธ์ินี้เกิดจากความเป็นผู้มีเหตุผลของ ล็อคอธบิ ายว่า มนษุ ยอ์ ธิบายว่าสภาพธรรมชาติ มนุษย์ มนุษย์เกิดมาเป็นอิสระเพราะมนุษย์เกิดมามีเหตุผล ขาดความสมบูรณ์ 3 ประการคือ เหตุผลคือเสียงของพระเจ้าในตัวมนุษย์ เหตุผลเป็นส่ิงท่ีทําให้ 1. มนุษย์ อาจเห็นกฎข้อบังคับซึ่งเกิดจาก มนุษยต์ ดั สินใจได้เองและเลอื กไดเ้ องโดยคาํ นงึ ถึงหลัก การโดย เหตุผลไม่เหมือนกัน มนุษย์อาจเข้าข้างตนเอง ไม่ต้องมีการบังคับ ในสภาพธรรมชาติที่ไม่มีรัฐบาล กฎแห่ง เพราะผลประโยชน์ และถือเอาผลประโยชน์ เหตผุ ลเปน็ กฎของสังคม โดยที่เหตผุ ลน้ีพระเจา้ ให้มากบั มนุษย์ ของตนเองเปน็ กฎธรรมชาติ ทุกๆคน ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงเป็นอิสระแก่กันและเท่าเทียม 2. เม่ือเกิดความขดั แย้ง ขาดฝ่ายที่สาม ซ่ึง กัน พระเจ้าไม่ได้ปรารถนาที่จะให้มนุษย์ผู้ใดได้สิทธิจากพระ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนได้เสียเป็นผู้พิพากษา เจ้ามากกว่าผู้อ่ืนล็อคเช่ือว่าก่อนที่จะมีรัฐ มนุษย์อยู่ในสภาพ การให้มนุษย์ตัดสินข้อขัดแย้งท่ีเกี่ยวข้องกับ ธรรมชาติ ซ่ึงมีกฎแหง่ ธรรมชาตทิ ี่มีระเบยี บแบบแผน มีเหตผุ ล ตนเองอาจทําใหเ้ กดิ การใช้ อารมณ์และการแก้ แม้มนุษย์ในสภาพธรรมชาติจะมีเสรีภาพท่ีมีเสรีภาพและเท่า แค้น เทียม กฎแห่งเหตุผลก็จะบอกมนุษย์ว่าจะต้องเคารพเสรีภาพ 3. ฝ่ายท่ีเสียหายอาจไม่มีความเข้มแข็ง และไม่ก้าวก่ายสิทธิของผู้ อ่ืน สภาพธรรมชาติจึงไม่ใช่สภาพ พอท่ีจะจัดการให้มีการลงโทษตามความ สงครามซึ่งมนุษย์ทําลายล้างแย่งชิงซ่ึงกันและกัน แต่เป็น ยุตธิ รรมได้ สภาพท่ีมีการบังคับให้ปฏิบัติตามกฎโดยมีการลงโทษผู้ที่ ดว้ ยเหตนุ ้ีทาํ ให้มนุษย์ยอมที่จะละออกจาก ละเมดิ ดว้ ย อํานาจในการลงโทษกบั ผกู้ ระทาํ ผดิ กระจายอยู่กับ สภาพธรรมชาติและก่อต้ังสังคมการเมืองข้ึน สมาชิกของสังคมในสภาพธรรมชาติน้ีมนุษย์ยังมีสิทธ์ิในการ โดยความยินยอม(consent)ของสมาชิก ล็อค เป็นเจ้าของทรัพย์สินด้วย สิทธิในการเป็นเจ้าของเกิดจาก ยังได้อธิบายว่าการยินยอมอยู่ในสังคมการเมิง แรงงานของมนุษย์ เม่ือมนุษย์ใช้แรงงานเข้าผสมผสานกับ เดียวกันหมายความว่า สมาชิกยินยอมที่จะอยู่ ธรรมชาติที่พระเจ้าให้มาก็เท่ากับว่าเขา ทําให้เกิดสิ่งใหม่ ส่ิง ใตก้ ฎแหง่ เสยี งขา้ งมาก มิฉะนั้นสังคมการเมือง นั้นควรเปน็ สมบตั ิของเขาแต่ผู้เดียว เพราะแรงงานท่ีลงไปเป็น กจ็ ะทาํ อะไรไม่ได้เลย ของมนุษย์ผู้นั้น สิทธิท่ีจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินจึงเป็นสิทธิมูล ฐานตามธรรมชาติของมนษุ ย์แต่ ละคน มิใช่มนุษย์ได้รับสิทธ์ิน้ี จากรัฐ ความคิดของล็อคในเรื่องสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินน้ี แย้งกับลัทธิศักดินาที่มอบให้เจ้านายหรือกษัตริย์ เท่านั้นเป็นเจ้าของ ที่ดิน ความคิดของล็อคจึงเป็นพ้ืนฐาน สนบั สนนุ หลกั กรรมสิทธิ์ส่วนบคุ คล(private proverty)
๙๒ บทท่ี ๑ ประวัติศาสตร์ยโุ รป Part I History of Europe มองเตสกเิ ออร์ เป็นหน่ึงในบรรดาตัวแทนท่ีทรงอิทธิพลและเป็นท่ีรู้จักในยุค มองเตสกิเออร์ยังเป็นต้นแบบในเศรษฐศาสตร์ ภูมิธรรมในฝรั่งเศส ความสนใจในศาสตร์ต่างอันหลากหลาย การเมืองจากการศึกษาความแตกต่างของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย และการเมือง เศรษฐกิจของยุโรปและเอเชียรวมทั้งให้ความสําคัญ ส่งผลให้เขาโลดแล่นอยู่บนเส้นทางอาชีพอันโดดเด่น ไม่ว่าจะ กับการแข็งขันในตลาดเสรีเพื่อกําหนดราคาท่ีถูกต้อง เป็นผู้พิพากษา นักการเมือง นักประพันธ์รวมทั้งนักคิดทาง ใหแ้ กส่ ินค้า การเมือง ในฐานะนักวิชาการผู้ประสบความสําเร็จใน ประวตั ศิ าสตรก์ ารเมืองโบราณ เขาไดป้ ระพนั ธง์ านเรื่อง “The Guardeur and Decadence of Romans” (1734) ในขณะเดินทางอย่างต่อเน่ืองเพื่อศึกษาการพัฒนาทาง การเมืองของยุโรป หลังจากพํานักอยู่ในอังกฤษเป็นเวลา 2 ปี และเป็นที่ช่ือชมของจอห์น ล็อค (John Lock) และรัฐสภา อังกฤษ มองเตสกิเออร์ได้ประพันธ์งานท่ีโด่งดังไปทั่วเรื่อง “The Spirits of the Laws” ซ่ึงเป็นหนังสือที่เป็นท่ี กล่าวขวัญทั่วยุโรปหลังจากได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1748 เป็นช่วงเวลาท่ีเขาได้สร้างสิ่งที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันน้ี กล่าวคือ ทฤษฎีแบ่งแยกอํานาจในระบอบการปกครองที่เสรี และใช้ได้จริง หากปราศจากการการคานอํานาจกันระหว่าง อาํ นาจนติ บิ ัญญตั ิ บรหิ าร และตลุ าการก็จะไม่เกิดเสรีภาพและ การป้องกันการใช้อํานาจในทางท่ีผิด พ้ืนฐานแนวคิดดังกล่าว กลายเป็นต้นแบบของแนวคิดประชาธิปไตยเสรีที่นํามาใช้ใน ประเทศท่ีมีอารยะท่ัวโลก แม้ว่าระบอบเผด็จการยังอยู่รอด อย่างดมี าด้วยก็ตาม ความสนใจในแนวคิดเสรีนิยมโดยเฉพาะเป็นเคร่ืองเน้นยํ้า ให้เห็นถึงเสรีภาพทางการเมือง หลายคนมองว่าผลงานเร่ือง “Spirit of the Laws” ของเขาน้ันเป็นการเร่ิมต้นอย่างชาญ ฉลาดของแนวคิดการเมืองเสรีนิยมและให้ความสําคัญกับ อิทธิพลของมองเตสกิเออร์ท่ีมีต่อหลักการของการตรวจสอบ และคานอํานาจในรฐั ธรรมนูญของสหรฐั อเมรกิ า มองเตสกิเออร์กล่าวไว้อย่างน่าเช่ือถือว่าการมองอํานาจ ทางการเมืองจากความเป็นจริงว่ามีแนวโน้มท่ีจะนําไปใช้ ในทางท่ีผิดจากผู้มีอํานาจในมือทําให้เกิดการลดการตัดสินใจ และการเพิ่มเติมระเบียบของกฎหมายที่ไม่สามารถอธิบายได้ ไม่เพียงในด้านความปลอดภัยส่วนตัวและพลประโยชน์ของ พลเมืองเท่าน้ัน แต่รวมถึงผลประโยชน์และข้อได้เปรียบจาก การแขง่ ขนั ท่ีมีตอ่ รัฐดว้ ย มองเตสกิเออร์กล่าวไว้อย่างน่าเช่ือถือว่าการมองอํานาจ ทางการเมืองจากความเป็นจริงว่ามีแนวโน้มที่จะนําไปใช้ ในทางท่ีผิดจากผู้มีอํานาจในมือทําให้เกิดการลดการตัดสินใจ และการเพ่ิมเติมระเบียบของกฎหมายท่ีไม่สามารถอธิบายได้ ไม่เพียงในด้านความปลอดภัยส่วนตัวและพลประโยชน์ของ พลเมืองเท่าน้ัน แต่รวมถึงผลประโยชน์และข้อได้เปรียบจาก การแขง่ ขนั ท่มี ีต่อรัฐดว้ ย
บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตร์ยโุ รป ๙๓ Part I History of Europe รุสโซ ปรับเปลี่ยนทางด้านจิตวิทยา และได้เริ่ม ปรัชญาของรุสโซ ให้ความสําคัญกับความคิดเห็นของคน อื่น ๆ ว่าเป็นส่ิงสําคัญต่อการมีชีวิตท่ีดี คาํ สอนของเขาสอนให้คนหันกลับไปหาธรรมชาติ ของตนเอง รุสโซได้เรียกความรู้สึกใหม่น้ี { back to nature } เป็นการยกย่องคุณค่าของคนว่า ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิบานของ \"ธรรมชาติของคนดีอยู่แล้วแต่สังคมทําให้คนไม่เสมอ มนุษย์ ภาคกัน\" เขาบอกว่า \"เหตุผลมีประโยชน์ แต่มิใช่ คําตอบของชีวิต ดังน้ันเราจึงต้องพึ่งความรู้สึก สัญชาตญาณและอารมณ์ของเราเอง ให้มากกว่า เหตุผล\" ทฤษฎี 'คนเถ่ือนใจธรรม'รุสโซเช่ือว่ามนุษย์น้ัน เป็นคนดีโดยธรรมชาติ หรือเป็น \"คนเถื่อนใจธรรม\" (noble savage) เม่ืออยู่ในสภาวะธรรมชาติ (สภาวะ เดียวกันกับสัตว์อื่นๆ และเป็นสภาพท่ีมนุษย์อยู่มา ก่อนที่จะมีการสร้างอารยธรรม และสังคม) แต่ถูกทํา ให้แปดเป้ือนโดยสังคม เขามองสังคมว่าเป็นสิ่งที่ถูก ประดิษฐ์ข้ึน และเชื่อว่าการพัฒนาของสังคม โดยเฉพาะการเพ่ิมขึ้นของการพ่ึงพากันในสังคมน้ัน เป็นสิง่ ท่อี นั ตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเรียงช่ือ \"การบรรยายเกี่ยวกับศิลปะและ วิทยาศาสตร์\" (พ.ศ. 2293) ท่ีได้รับรางวัลของเมือง ได้อธิบายว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลป ศาสตร์นั้น ไม่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ เขาได้เสนอว่า พัฒนาการของความรู้ทําให้รัฐบาลมีอํานาจมากข้ึน และทําลายเสรีภาพของปัจเจกชน เขาสรุปว่า พัฒนาการเชิงวัตถุนั้น จะทําลายโอกาสของความเป็น เพ่ือนท่ีจริงใจ โดยจะทําให้เกิดความอิจฉา ความกลัว และ ความระแวงสงสยั งานชนิ้ ถัดมาของเขา การบรรยายว่าด้วยความไม่ เสมอภาค ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการทําลาย ของมนุษย์ ตั้งแต่ในสมัยโบราณ จนถึงสมัยใหม่ เขา เสนอว่ามนุษย์ในยุคแรกสุดนั้น เป็นมนุษย์คร่ึงลิงและ อยู่แยกกัน มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เน่ืองจากมีความ ต้องการอย่างอิสระ (free will) และเป็นส่ิงท่ีสามารถ แสวงหาความสมบูรณ์แบบได้ เขายังได้กล่าวว่ามนุษย์ ยุคบุคเบิกนี้มีความต้องการพื้นฐาน ที่จะดูแลรักษา ตนเอง และมีความรู้สึกห่วงหาอาทรหรือความสงสาร เมื่อมนุษย์ถูกบังคับให้ต้องมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เนื่องจากการเพิ่มข้ึนของประชากร จึงได้เกิดการ
๙๔ บทท่ี ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป Part I History of Europe วอลแตร์ (Voltaire) l’esprit critique) ผลงานของเขาส่วนใหญ่เป็น นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีชื่อเดิม การเผยแพร่ความคิดทางปรัชญาไปสู่สาธารณชน วา่ ฟรองซวั ส์ มารี อรูเอต์(François-Marie-Arouet) เกิด ใน เพือ่ ปลกุ ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ให้แก่ชาวฝร่ังเศส ตระกูลคนช้นั กลาง เพ่ือต่อต้านความคิดระบบสถาบันแบบเก่า การ ต่อสู้เพ่ือขจัดความ อยุติธรรมในสังคม ผลงานท่ี วอลแตร์เป็นคนมีการศึกษาดี ฉลาด มีไหวพริบ และมี สําคัญ เป็นผู้นําเสนอความคิดออกมาในงาน ความสามารถพิเศษทางวรรณศิลป์ เมื่อเขาเข้าศึกษาใน เขียนแนววิจารณ์การเมือง งานเขียนที่มีช่ือเสียง โรงเรียนหลุยส์-เลอ-กรอง (Louis-le-Grand) ที่มีชื่อของพระ คือ Letters on the English(จดหมาย นิกายเยซูอิต ทําให้วอลแตร์มีความสนใจเร่ืองประวัติศาสตร์ ปรัชญา) ร่วมสมัย การเมือง ตลอดจนวรรณกรรมของนักเขียนกรีก โรมนั ซงึ่ มีอิทธพิ ลทําให้เขามีรสนิยมแบบคลาสสิก เม่ือเขาจบ จดหมายจากอังกฤษ หรือเรียกอีกช่ือหน่ึงว่า การศึกษาวอลแตรก์ ็ทาํ งานเปน็ ทนายความ แต่ความท่ีเขาเป็น จดหมายปรัชญา ซ่ึงเป็นผลงานชิ้นแรกท่ีสร้างชื่อ คนหวั แข็ง จึงไม่ชอบอาชีพนี้เลย เพราะเขาคิดว่าเป็นตําแหน่ง ให้วอลแตร์นั้น เขียนในรูปจดหมายสมมุติ ๒๕ ที่ “ซอ้ื เอาได”้ เขาอยากทาํ งานที่ “ไม่ตอ้ งซ้อื หา” ฉบับ เน้ือหาเล่าถึงสังคมอังกฤษผ่านสายตาของ ผู้เขียน โดยที่วอลแตร์ใช้สังคมดังกล่าว เป็น เมื่ออายุ 20 “วอลแตร์” หันมาเขียนหนังสือเสียดสีสังคม เคร่ืองกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดเปรียบเทียบกับสังคม แม้ว่าเขาจะคบหาสมาคมกับชนชั้นสูง ปี พ.ศ. 2260 เขา ฝรั่งเศส จึงเป็นธรรมดาท่ีดินแดนอังกฤษ ตามบท เขียนกลอนล้อเลียนผู้สําเร็จราชการแผ่นดิน (Duc d’Orlรฉ พรรณนาในจดหมาย จะเลอเลศิ ไปด้วยเสรีภาพใน ans) ของพระเจ้าหลุยส์ท่ี 15 จึงถูกจําคุกบาสตีย์ ขณะอยู่ใน การนับถือศาสนา ความสมดุลของอํานาจทาง คุกเขาเขียนบทละครโศกนาฏกรรมเรื่องแรกข้ึนชื่อ เออดิปป์ การเมือง สภาพปลอดอภิสิทธิในท่ีดิน ความเสมอ (ล’dipe) ละครเร่ืองนี้ประสบความสําเร็จ และทําวอลแตร์มี ภาคในการเสียภาษี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีล้วนตรงกัน ฐานะทัดเทียมกับกอร์เนย และ ราซีน นักเขียนบทละคร ข้ามกับสภาวะทเ่ี ปน็ อยใู่ นฝรง่ั เศส (และแน่นอนว่า โศกนาฏกรรมแห่งศตวรรษที่ 17 ผเู้ ขียนจดหมายย่อมมองข้ามข้อบกพร่องทั้งหลาย ของสังคมอังกฤษ เพื่อขับเน้นแต่ด้านที่เป็นอุดม “วอลแตร์” ได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราในราชสํานัก และใช้ช่ือ คต)ิ วอลแตรไ์ ด้สอดแทรกการโจมตีการเอารัดเอา ว อ ล แ ต ร์ ( Voltaire) ช่ื อ ที่ เ ข า คิ ด ขึ้ น แ ท น ช่ื อ เ ดิ ม เปรียบประชาชน ในระบอบศักดินาเอาไว้ไม่น้อย ปี พ.ศ. 2269 วอลแตรถ์ กู ขงั คกุ อีก และถูกเนรเทศไปอังกฤษ เราลองมาฟงั ตัวอย่างคารมของเขาดงั ตอ่ ไปน้ี ทําให้เขาได้มีศึกษาปรัชญาของ จอห์น ล็อก (John Locke) และผลงานของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ที่มีอิทธิพลต่อ \"สามัญชนอันเป็นคนจํานวนมากท่ีสุด มี งานละครและผลงานอื่นของเขาในเวลาต่อมาเป็นอย่างมาก คุณธรรมท่ีสุด และควรแก่การเคารพยกย่องที่สุด บ ท ล ะ ค ร ข อ ง ว อ ล แ ต ร์ ที่ ไ ด้ รั บ อิ ท ธิ พ ล จ า ก เ ช็ ค ส เ ปี ย ร์ อันประกอบไปด้วยผู้ศึกษากฎหมาย และ คือ Zaïre และ Brutus เพียงปีเดียวในประเทศอังกฤษ เขาก็มี วิทยาศาสตร์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และชาวนา ผู้ ผลงานเขียนเป็นภาษาอังกฤษชื่อ Essay Upon Epic ประกอบอาชีพอันสูงส่งแต่ไร้เกียรติ สามัญชน Poetry นอกจากน้ีในปี พ.ศ. 2271 (ค.ศ. 1728) เขาก็ได้ เหล่าน้ี เคยได้รับการเหยียดหยามจากเจ้า และ พิมพ์มหากาพย์ชื่อ La Henriade เพ่ือสดุดีพระเจ้าอองรี พระราวกับว่าเป็นสัตว์ (...) ต้องใช้เวลานับเป็น ท่ี 4 แห่งฝรั่งเศส ในฐานะกษัตริย์ที่ทรงขันติธรรมในด้าน ศตวรรษทีเดียว ท่ีจะสร้างความยุติธรรมให้แก่ ศาสนา เน่ืองจากทรงเป็นผู้บัญญัติ “L’Edit de Nantes” ซ่ึง มนุษยชาติ ในอันที่จะทําให้ประจักษ์ว่า เป็นความ เป็นกฎหมายที่ช่วยให้สงครามระหว่างพวกคาธอลิกและโป สยดสยองยิ่ง ที่คนส่วนใหญ่เป็นผู้หว่านไถ แต่คน รแตสแตนท์ยุติลงได้ ซึ่งมหากาพย์นี้ไม่สามารถตีพิมพ์ใน ส่วนน้อย เป็นผู้ชุบมือเปิบเอาพืชผลน้ันไป\" เมื่อ ประเทศ ฝรั่งเศสเนอ่ื งจากไม่เป็นท่ีพอใจของราชสาํ นกั รัฐสภา หนังสอื ดงั กล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ วอลแตร์ และพระสันตะปาปา ก็ถกู หมายจบั ทนั ทศี าลสูงฝรง่ั เศส สั่งใหเ้ ผาหนงั สือ ท้ังหมดด้วยข้อหา \"ยุยงให้เส่ือมศีลธรรม เป็น ผลงานของวอลแตรม์ จี าํ นวนมากมาย หลากหลายประเภท อันตรายต่อศาสนา และสังคมอันเป็นระเบียบ\" ทั้งบทละคร นิยายนิทานเชิงปรัชญา ประวัติศาสตร์ และบท จดหมายจากอังกฤษ เป็นเพียงจุดเร่ิมต้นของงาน กวี เขาได้รับยกย่องจากคนร่วมสมัยว่าเป็นนักเขียนบทละคร เขยี นเสยี ดสสี ังคม ต่อมา วอลแตรไ์ ด้ลบั ปากกาให้ ชั้นนําและกวีชั้นนํา แต่ในปัจจุบันเขากลับเป็นที่ยกย่องใน ฐานะนกั เขียนเชงิ เสียดสี วพิ ากษว์ จิ ารณ์ (Le symbole de
บทที่ ๑ ประวัตศิ าสตร์ยุโรป ๙๕ Part I History of Europe คมขึ้นอีก เม่ือเขาหันมาใช้รูปแบบนิยาย ที่ให้ตัว ละครเอก ผจญวิบากกรรมในดินแดนไกลโพ้น ซ่ึง นิยายรูปแบบนี้เรียกว่า ไพรัชนิทาน (exotic tale) แน่นอนว่า ประเทศไกลตัวท้ังหลาย ถูกใช้ เป็นเครื่องบังหน้า สําหรับวิพากษ์วิจารณ์ฝรั่งเศส น่ันเอง นอกจากนี้ วอลแตร์ยังได้ผสมผสานแนว ผจญภัยลุ่ม ๆ ดอน ๆ เข้ากับแนวเรียนรู้ชีวิตไว้ใน นิยายของเขาได้อยา่ งน่าทงึ่ อิทธพิ ลของวอลแตร์ ผลงานตลอดชวี ติ ของวอลแตร์ได้ก่อใหเ้ กิดส่งิ ท่ี เรียกว่า “ความคิดวิพากษ์วิจารณ์” (L‘esprit critique) แก่ชาวฝรั่งเศสโดยรวม ความคิด วิพากษว์ ิจารณน์ ที้ าํ ให้ชาวฝรั่งเศสต้ังคําถามต่อทุก เร่ืองทุกเหตุการณ์ที่ปรากฏในสังคมของตน ไม่ว่า จะเปน็ ทางด้านสถาบันการเมืองการปกครอง โดย เ ข า ไ ด้ โ จ ม ตี ร ะ บ อ บ ก า ร ป ก ค ร อ ง แ บ บ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สถาบันกษัตริย์ การใช้ อํานาจตามอําเภอใจของกษัตริย์ สถาบันศาสนา โจมตีคาํ สอนความเชอ่ื ทีง่ มงาย เป็นตน้
๙๖ บทท่ี ๒ ประวัติศาสตร์องั กฤษ Part II History of England อังกฤษ เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด และมี กลุม่ ชนชาตทิ ตี่ งั้ รกรากกล่มุ แรก บนั ทึกเกยี่ วกบั หม่เู กาะบรเิ ตนจากหลกั ฐานค้นพบ ปรากฏมี ประชากรมากท่ีสุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ ข้ึนครั้งแรกโดยพ่อค้าชาวกรีกโบราณในศตวรรษที่ 6 ก่อน อ่ื น ๆ ใ น ก ลุ่ ม ป ร ะ เ ท ศ ท่ี เ รี ย ก ว่ า ส ห ร า ช คริสตกาล โดย พีธีแอสแห่งมาสซิเลีย (Pytheas of อาณาจักร ซึ่งประวัติศาสตร์อังกฤษเร่ิมขึ้นเม่ือมี Massiia) นักสํารวจชาวกรีกมาเยือนเกาะอังกฤษใน 325 การตั้งถ่ินฐานของมนุษย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ปีก่อน ค.ศ. พลีนีผู้พ่อ (Pliny the Elder) นักสํารวจชาว ภูมิภาคท่ีปัจจุบันคือ อังกฤษ ภายใน สหราช โรมันกล่าวว่าเกาะอังกฤษเป็นแหล่งดีบุกสําคัญ แทคซิ อาณาจักร อันเป็นที่ต้ังถ่ินฐานของ มนุษย์นีแอล ตุส (Tacitus) ชาวโรมันเป็นคนแรกที่กล่าวถึงชาวบริตัน เดอร์ทัล เม่ือราว 230,000 ปีมาแล้ว ขณะที่ (Britons) ท่ีอาศัยบนหมู่เกาะบริเตน ว่าไม่มีความแตกต่าง มนุษยโ์ ฮโม เซเป้ยี น ซงึ่ เป็นมนษุ ยส์ มยั ใหม่เรม่ิ เข้า กบั ชาวโกล (Gaul) ในฝรงั่ เศส (คือเปน็ ชาวเคลทเ์ หมือนกนั ) มาต้ังถิ่นฐานราว 29,000 ปีมาแล้ว แต่การอยู่ ในดา้ นรปู รา่ งหนา้ ตาขนาดร่างกาย ต่อเน่ืองกันโดยตลอดเริ่มข้ึนราว 11,000 ปี มาแลว้ ในปลายยุคนํ้าแข็ง ในบริเวณภูมิภาคนี้ยัง จูเลียส ซีซาร์ ในฐานะของจักรพรรดิของอาณาจักรมัน มรี ่องรอยของมนษุ ย์สมัยต่างๆ ที่เข้ามาต้ังถ่ินฐาน ได้พยายามจะพิชิตอังกฤษในปีที่ ๕๕ BC และ ๕๔ BC แต่ ท่ีเร่ิมตั้งแต่ยุคหินกลาง , ยุคหินใหม่ และ ยุค ไมส่ าํ เรจ็ จนจกั รพรรดคิ ลอดิอสุ ส่งทัพมาพิชิตอังกฤษใน ปี สัมฤทธ์ิ เช่น สโตนเฮนจ์ และเนินดินที่ เอฟ ค.ศ. ๔๓ ชาวโรมันปกครองตั้งแต่ อังกฤษ เวลส์ และ บรี ในยุคเหล็ก อังกฤษก็เช่นเดียวกับบรเตน ต่อเนื่องไปถึง สก๊อตแลนด์ ต้ังเมืองสําคัญต่างๆ เช่น ท้ังหมดทางใต้ของ เฟิร์ธออฟฟอร์ธ เป็นที่ต้ังถ่ิน ลอนดอน แต่ชาวโรมันไม่สามารถต้านทานการรุกรานของ ฐานของชน เคลต์ ทีเ่ ปน็ กลุ่มชนที่เรียกว่า บริเตน เผ่าเยอรมันต่างๆ ได้ จึงได้ถอนกําลังออกไปใน ค.ศ. (Briton) หรือเผ่าเบลแจ ในปี ค.ศ. 43 ชาว ๔๑๐ ชาวแองโกล ชาวแซกซัน และชาวจูทส์ มาปักหลักต้ัง โรมันก็เร่ิมเข้ามารุกรานบริเตน ซึ่งอาณาจักร ถิ่นฐานในอังกฤษ ต่อสู้กับชาวบริตันเดิม ผลักให้ถอยร่มไป โรมัน ปกครองเขตปกครองบริเตน ในฐานะ ทางตะวนั ตกและเหนอื จังหวัดหนึ่งของอาณาจักรโรมัน มาจนถึง คริสต์ศตวรรษท่ี 5
บทที่ ๒ ประวัติศาสตร์องั กฤษ ๙๗ Part II History of England ชนเผ่าทต่ี ้ังรกรากในอยา่ งมัน่ คงในเกาะองั กฤษ ในระยะแรกหลังจากท่ีโรมันถอนกําลังออกไป เผ่าต่างๆในอังกฤษ เจ้าฮาราลด์ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก สะสมกําลัง อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย จนกระท่ังรวบรวมเป็นยุค ๗ มาบุกองั กฤษอกี ใน ค.ศ. ๑๐๔๐ พระเจ้าเอ็ด อาณาจกั ร (Heptarchy) ซงึ่ ประกอบด้วย มันด์ที่ ๒ (Edmund Ironside) พระโอรส นอรท์ ธมั เบอร์เรีย พระเจ้าแอเธลเรด ทรงพยายามจะต้านพระ เมอรเ์ ซีย เ จ้ า ค า นู ท แ ต่ ไ ม่ สํ า เ ร็ จ จ น ใ น ค . ศ . อสี ต์แองเกลีย ๑๐๔๐ พระเจ้าเอ็ดมันด์สิ้นพระชนม์ พระ เอสเซก็ ซ์ เจ้าคานุทจงึ ไดเ้ ป็นกษัตริยอ์ ังกฤษอีกครั้ง เค้นท์ ซ่ึงพระเจ้าคานุทยังทรงได้เป็นกษัตริย์แห่ง ซสั เซ๊กซ์ นอร์ เวย์ และ เดน มา ร์กอี กด้ว ย ทํ าใ ห้ เวสเซ็กซ์ อาณาจักรของพระเจ้าคานุทแผ่ขยายทั่ว อาณาจกั รเหลา่ นี้ ไดร้ ับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแพร่ใน ยโุ รปเหนือ ราชวงศ์ไวกิ้งยังคงถูกทวงบัลลังก์ องั กฤษ ตั้งแต่ ประมาณ ค.ศ. ๖๐๐ โดยนกั บุญออกัสติน แห่งแคน จากพวกแองโกล-แซ็กซอนอยู่ ใน ค.ศ. เทนเบอรร์ ่ี จากอาณาจกั รเมอร์เซีย ซง่ึ เรอื งอาํ นาจตลอดศตวรรษท่ี ๑ ๐ ๓ ๖ อั ล เ ฟ ร ด แ อ เ ธ ล ลิ ง ( Alfred 8 ในสมัยพระเจา้ เพนดา พระเจ้าแอเธลเบิรต์ และพระเจ้าออฟฟา Ætheling) พยายามจะยึดบัลลังก์จากพระ แห่งเมอรเ์ ซีย จนเวสเซก็ ซข์ น้ึ มามอี าํ นาจแทน เจ้าฮาโณลด์ แฮร์ฟุต แต่ถูกจับได้และสังหาร ต่อมา กลุ่มชาวไวกิง หรือท่ีชาวอังกฤษเรียกว่าเดนส์ (Danes) พระเจ้าฮาร์ธาคานูท ทรงปกครองอังกฤษไม่ ได้เข้าโจมตีอังกฤษคร้ังแรกที่ลินดิสฟาร์น จากหลักฐานตาม ดี ชาวอังกฤษจงึ เชญิ น้องชายของอัลเฟรดคือ พงศาวดารแองโกล-แซกซอน กลา่ วถึงการคกุ คามของชาวไวกงิ โดย เอ็ดวารด์ มาครองราชย์เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด กล่าวว่าน่าจะมีอยู่ก่อนหน้าแล้ว เพราะชาวไวกิงตั้งรกรากอยู่แถบ ผสู้ ารภาพ ใน ค.ศ.๑๐๔๒ ออร์คนยี่ ์ ทางตอนเหนือของสกอตแลนด์ ในปีค.ศ. ๗๖๕ ชาวไวก้ิง แต่พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงไม่มีทายาท เม่ือ จากเดนมาร์กยกทัพป่าเถ่ือนอันย่ิงใหญ่ (Great Heathen สิ้นพระชนม์ใน ค.ศ.๑๐๖๖ ก็เกิดการช่วงชิง Army) มาบกุ องั กฤษ ยดึ อาณาจกั รนอร์ทธัมเบอร์เบรีย ในปี ค.ศ. บัลลังก์ระหว่างเอิร์ลแห่งเวสเซ็กซ์ (Earl of ๘๖๖ อาณาจักรอีสต์แองเกลีย ใน ปี ค.ศ. ๘๗๐ และอาณาจักร Wessex) พระเจ้าฮาราล์ดแห่งนอร์เวย์ และ เมอร์เซยี ใน ค.ศ.๘๗๑ แตพ่ ระเจ้าอัลเฟรดมหาราช กท็ รงสามารถ ดุ๊ควิลเลียมแห่งนอร์มังดี จากฝร่ังเศส (สอง เอาชนะไวกิงได้ในปี ค.ศ. ๘๗๘ แบ่งอังกฤษระหว่างแองโกล-แซก คนหลังเป็นทายาทของพระเจ้าคานุท)เอิร์ล ซอน และไวกิง ดินแดนของไวกิงในอังกฤษเรียกว่า เดนลอว์ ชาว แหง่ เวสเซ็กซ์ครองราชย์เป็นพระเจ้าฮาโรลด์ ไวกงิ ก็หล่ังไหลมาตงั้ ถิน่ ฐานในอังกฤษ กอดวินสัน (Harold Godwinson) ชนะพระ โอรสของอลั เฟรดมหาราช คือ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้อาวุโส ทรง เจ้าฮาราล์ดแห่งนอร์เวย์ท่ีสะพานสแตม ต่อสู้เพื่อขับไล่พวกไวกิงให้พ้นจากอังกฤษ พระโอรส คือ พระเจ้า ฟอร์ด (Stamford Bridge) แต่แพ้ดยุควิล เอเธลลูตัส พระเจ้าอเธลสตาน (Athelstan) รวมอาณาจักรเมอร์ เลียมท่ีเฮสติงส์ (Hastings) ดยุควิลเลียมขึ้น เซยี (ท่ีหลงเหลอื ) กบั อาณาจกั รเวสเซก็ ซ์ ตอ่ มา พระเจ้าเอด็ การ์ด ครองราชย์เป้นพระเจ้าวิลเลียมท่ีหนึ่งแห่ง ผรู้ กั สงบ ทรงยึดนอรท์ ธมั เบรียจากเดนส์ และขับไล่ไวกิงออกไปได้ อังกฤษ เปน็ ปฐมกษัตริยร์ าชวงศน์ อรม์ ัน เปน็ การรวมอังกฤษเป็นครง้ั แรก อังกฤษจึงสงบสุขไปอีกร้อยปี แต่ใน ค.ศ.๙๘๐ ชาวไวก้ิงก็บุก มาระลอกใหม่ นําโดยพระเจ้าสเวน ฟอร์คเบียร์ด แห่งเดนมาร์ก พระเจ้าแอเธลเรด (Æthelred) ต้องทรงจ่ายเงินติดสินบนเพื่อไล่ ทัพไวก้ิงกลับไป เรียกว่า เดนเกลด์ (Danegeld) แต่พวกไวก้ิงก็ กลบั มาอกี และเรียกเงินมากกวา่ เดมิ จนพระเจ้าสเวนยึดอังกฤษได้ ใน ค.ศ.๑๐๓๐ เนรเทศพระเจ้าแอเธลเรดไปฝรั่งเศส ใน ค.ศ. ๑๐๔๐ พระเจ้าคานูทมหาราช พระโอรสพระเจ้าสเวน ฟอร์ค เบียร์ด ข้ึนเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ เป็นกษัตริย์ไวก้ิงพระองค์แรก ในอังกฤษ แต่พระองค์ก็ทรงถูกพระเจ้าแอเธลเรดกลับมายึด บัลลงั ก์ปีเดียวกัน พระเจ้าคานูททรงหนีไปหาพระเชษฐา คือ พระ
๙๘ บทท่ี ๒ ประวัตศิ าสตรอ์ ังกฤษ Part II History of England อังกฤษในสมัยกลาง ในสมัยของพระเจ้าวิลเลียมทรงนําเอาระบอบ กับซาลาดิน เพ่ือแย่งชิงดินแดนศักด์ิสิทธิ พระเจ้าริ ฟิวดลั (Feudalism) มาสอู่ ังกฤษ ทรงกดี กันขนุ นางแองโกล- ชาร์ดทรงปราบปรามสังหารพวกยิวในอังกฤษจน แซกซอนเดิมและให้ขุนนางนอร์มันมาปกครองอังกฤษ พระ เกือบหมด พระอนุชาคือ พระเจ้าจอห์น ทรง เจ้าวิลเลียมทรงเป็นดุ๊คแห่งนอร์มังดีด้วย ในทางทฤษฎีจึง อภิเษกกับอิซาเบล แห่งอองกูแลม (Isabel of ทรงเปน็ ขนุ นางฝรั่งเศสคนหนึ่ง แต่ก็ทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษ Angoulême) ซึ่งหม้ันหมายกับผู้อ่ืนก่อนแล้ว ซ่ึง ด้วย ทรงให้มีการสํารวจท่ีดินและสํามะโนประชากรไว้ใน การกระทําของพระเจ้าจอห์นผิดหลักคริสต์ศาสนา หนังสือบันทึกทะเบียนราษฎรดูมสเดย์ (Domesday พระเจา้ ฟิลิปจึงเรียกพระเจ้าจอห์นมาเฝ้าให้ยกเลิก Book) ใน ค.ศ.๑๐๘๖ เพื่อสะดวกแก่การเก็บภาษีและ การแต่งงานของพระองค์กับอิซาเบล แต่พระเจ้า เกณฑ์แรงงาน ทรงให้มีการสร้างปราสาท ต่างๆมากมายทั่ว จอห์นทรงปฏิเสธ พระเจ้าฟิลิปจึงทรงอ้างว่าพระ อังกฤษ อันเป็นสัญลักษณ์ของระบอบศักดินา แต่ระบอบ เจ้าจอห์นมีความผิดในฐานะลูกน้อง (vassal) ที่ไม่ ศักดินาไม่ได้ทําให้อังกฤษแตกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ฟงั คําสั่งของนาย (lord) ตามหลกั ศักดนิ าสวามิภักดิ์ เหมือนฝรั่งเศส เพราะพระเจ้าวิลเลียมทรงมีอํานาจควบคุม จึงยกทัพยึดนอร์มังดี และอากีแตน ทําให้อังกฤษ ขุนนางอังกฤษได้มากกว่าที่กษัตริย์ฝร่ังเศสควบคุมพระองค์ เสียดนิ แดนในฝรงั่ เศสไปเหลอื แต่แคว้นกาสโคนี ซึง่ เป็นขุนนางฝร่งั เศส พระเจา้ จอห์นทรงพ่ายแพ้พระเจ้าฟิลิปและสูญเสีย ในสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ ท่ี ๑ ทรงมีทายาทแต่ ดินแดนมากมาย ทําให้บรรดาขุนนางเห็นว่า สิ้นพระชนม์ไปเสีย สตีเฟนแห่งบลัวส์ (Stephen of Blois) พระองค์ทรงใช้อํานาจไปในทางท่ีไม่ควร จึงร่วมกัน ลูกชายของเคานท์แห่งบลัวส์ ซ่ึงแต่งงานกับพระธิดาของ บบี บังคบั ให้พระองค์ทรงพระปรมาภิไธยในมหากฎ พระเจ้าวิลเลียมท่ี 1 จึงข้ึนครองราชย์เป็น พระเจ้าสตี บัตร (Magna Carta) ใน ค.ศ.๑๒๑๕ จํากัดพระ เฟน แต่ พระนางมาทิลดา (Empress Matilda) พระธิดา ราชอํานาจของกษัตริย์อังกฤษว่าจะต้องไม่ขัดต่อ ของพระเจ้าเฮนรี ซึ่งสามีของพระนางคือเจฟฟรีย์ เคานท์ กฎหมายและพวกขุนนางต้องยินยอม ทําให้อังกฤษ แห่งอังชู (Geoffrey, Count of Anjou) ยกทัพมาทวงสิทธิ เป็นระบอบกษตั ริยภ์ ายใตร้ ัฐธรรมนญู เป็นประเทศ ในบัลลังกใ์ น ค.ศ. ๑๑๓๙ ทําให้อังกฤษตกอยู่ในอนาธิปไตย แรกเป็นต้นมา แต่พระเจ้าจอห์นก็มิได้ทรงให้ (Anarchy) จนพระนางมาทิลดาทรงถูกขับออกไปใน ค.ศ. เสรีภาพตามสัญญาเพราะทรงถูกบังคับทํา บรรดา ๑๑๔๗ แต่พระเจ้าสตีเฟนทรงมีทายาทแต่ก็ส้ินพระชนม์อีก ขุนนางจึงก่อกบฎทําสงครามบารอน (Barons' ใน ค.ศ.๑๑๕๓ จึงทรงเจรจากับพระนางมาทิลดา ให้ War) จะยกบัลลังก์ให้เจ้าชายหลุยส์แห่ง พระโอรสของพระนาง ขึ้นครองราชย์เปน็ พระเจา้ เฮนรี่ท่ี ๒ ฝร่ังเศส องค์ชายหลุยส์นําทัพบุกอังกฤษแต่ไม่ เนื่องจากพระเจ้าเฮนรีที่ 2 ทรงเป็นเคานท์แห่งอังชูมา สาํ เรจ็ ก่อน เม่ือทรงครองอังกฤษ จึงเท่ากับผนวกแคว้นอังชูกับ พระเจ้าเอนร่ีท่ี ๓ ครองราชย์ต่อจากพระบิดาพระ อั ง ก ฤ ษ เ ป็ น ป ฐ ม ก ษั ต ริ ย์ ร า ช วง ศ์ แ พ ล นตา เจ น เจ้าจอห์น ทรงเคร่งศาสนามาก และโปรดปรานขุน เนต (Plantaganet) หรอื องั ชู และเน่ืองจากทรงอภิเษกกับ นางต่างชาติ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี ทําให้บรรดาขุน เอเลเนอร์แห่งอากีแตน (Eleanor of Aquitaine) ซ่ึงครอง นางอังกฤษตําหนิพระองค์ ซิโมน เดอ มงฟอร์ต แคว้นอากีแตน ทําให้แคว้นอากีแตนอันกว้างใหญ่ตกมาเป็น (Simon de Montfort) ขุนนางฝร่ังเศสในอังกฤษ ของอังกฤษ เม่ือพระเจ้าเฮนรีทรงขึ้นครองราชย์ ทรงมิได้ ใช้อํานาจบาตรใหญ่เกินพระเจ้าเฮนรีในการ ปกครองแต่อังกฤษเท่านั้น แต่ดินแดนอันกว้างใหญ่ใน ปกครองแคว้นกาสโคนี ทําให้พระเจ้าเฮนรีไม่ทรง ฝร่ังเศสอีกด้วย พระเจ้าเฮนรีทรงช่วยเหลือเจ้าชายจาก พอพระทัย ฝ่ายมงฟอร์ตก็รวบรวมขุนนางก่อกบฎ ไอร์แลนด์ นําทัพไปทวงบัลลังก์คืน แต่สุดท้ายก็ทรงยึด ตอ่ พระเจ้าเฮนรี เกดิ สงครามบารอนอกี ครงั้ จนตอ้ ง ดนิ แดนในไอร์แลนดเ์ ป็นของพระองคเ์ อง ทรงปราบดาภิเษก ทรงถกู บงั คบั ให้ยํ้ามหากฎบตั ร พระราชอาํ นาจก็ถูก พระองค์เองเป็น ลอร์ดแห่งไอร์แลนด์ (Lord of Ireland) ลดลงไปอีก รัฐสภาอังกฤษ (Parliament) ยัง เปน็ ครัง้ แรกท่ีองั กฤษไดด้ นิ แดนในไอรแ์ ลนด์ ประชุมกันคร้ังแรกใน ค.ศ.๑๒๓๖ ในสมัยพระเจ้า ในสมัยของ พระเจ้าริชาร์ดท่ี ๑ ทรงให้เวลาในรัชสมัย เฮนรี ของพระองค์ส่วนใหญ่หมดไปกับสงครามครูเสดคร้ังท่ี ๓ ทรงได้รับฉายาว่าริชาร์ดใจสิงห์ (Richard the Lionheart) เพราะทรงเปน็ นกั รบท่กี ล้าหาญและทําสงคราม
บทที่ ๒ ประวัตศิ าสตร์อังกฤษ ๙๙ Part II History of England พระเจ้าเฮ้ดเวิร์ดท่ี ๑ พระโอรสพระเจ้าเฮนรี ทรงยึดแคว้น ในค.ศ. 1415 จนยึดฝร่ังเศสทางเหนือไว้ได้หมด เวลส์ในค.ศ. 1277เหลือดินแดนเล็กน้อยให้กษัตริย์เวลส์ ในค.ศ. 1419 และบังคบั พระเจ้าชาร์ลส์ท่ี 6 แห่ง ปกครอง และถูกลดข้ันเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์(Prince of ฝร่ังเศสที่ทรงพระสติไม่สมประกอบ ให้ยกบัลลังก์ Wales) แต่ก็ยึดตําแหน่งมาให้พระโอรสในท่ีสุด กลายเป็น ให้พระโอรส พระเจ้าเฮนรีที่ 6 ทรงข้ึนครองราชย์ ตําแหน่งรัชทายาทอังกฤษในปัจจุบัน และยังทรงยึด แต่พระเยาว์ ทางฝรั่งเศสก็พลิกขึ้นมาชนะในค.ศ. สกอตแลนด์เปน็ เมืองขน้ึ ในค.ศ. 1293 แตช่ าวสกอตไม่ยอม 1429 และยึดดินแดนคืน พระเจ้าเฮนรีท่ี 6 ทรง สองอาณาจักรจึงขับเขี่ยวกันในสงครามประกาศอิสรภาพ พระสติไม่สมประกอบอีกเช่นกัน ทําให้ดยุคแห่ง สกอตแลนด์ (War of Scottish Independence) แต่ทรง ยอร์ค (Duke of York) เป็นผู้สําเร็จราชการแทน พ่ายแพ้วิลเลียม วาเลซ (William Wallace) วีรบุรุษสกอต ในค.ศ. 1453 ทําให้สกอตแลนด์แยกตัวออกไป พระโอรสคือพระเจ้าเอ็ด ในค.ศ. 1453 ฝร่ังเศสพ่ายแพ้อังกฤษในการรบที่ วาร์ดท่ี 2 ทรงพ่ายแพ้พระเจ้าโรเบิร์ตแห่งสกอตแลนด์ที่บัน คาสติลโลญ ส้ินสุดสงครามร้อยปี ในค.ศ. นอคเบิร์น (Bannockburn) ในค.ศ. 1314 ทําให้ 1455 พระเจ้าเฮนรีตกอยภู่ ายใต้อิทธิพลของพระ สกอตแลนดเ์ ปน็ เอกราชอยา่ งสมบูรณ์ ราชินีมาร์กาเรตแห่งอังชู (Margaret of Anjou) พระเจ้าเอ็ดวาร์ดท่ี 3 ทรงเริ่มสงครามคร้ังใหม่กับ ทําให้ฝ่ายพระเจ้าเฮนรี หรือฝ่ายลางคัสเตอร์ นํา สกอตแลนด์ในค.ศ. 1333 แต่ไม่ประสบผลเท่าที่ควร ทรง โดยพระนางมารก์ าเรต และฝา่ ยยอร์ค นําโดยดยุค เล็งเห็นว่าเป็นเพราะฝรั่งเศสให้การสนับสนุนสกอตแลนด์ แห่งยอร์ค ทําสงครามดอกกุหลาบ (War of the ตามสัญญาพันธมิตรเก่า (Auld Alliance) ระหว่าง Roses) พวกยอร์คชนะพวกลงั คาสเตอร์ท่ีนอร์แธม สกอตแลนด์กับฝรั่งเศส ในฝรั่งเศสราชวงศ์กาเปเชียงสิ้นสุด ตันในค.ศ. 1460 ดยุคแห่งยอร์คปราบดาภิเษก พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงมีสิทธิในบัลลังก์ฝรั่งเศสผ่านทางพระ ตนเองเป็นกษัตริย์ในค.ศ. 1460 แต่ส้ินชีวิตใน มารดา แต่ขุนนางฝรั่งเศสอ้างกฏบัตรซาลลิคกันพระเจ้าเอ็ด การรบในค.ศ. 1461 ยังไม่ทันจะขึ้นครองราชย์ วาร์ดมิให้ครองฝร่ังเศส สงครามร้อยปี (Hundred Years' ลูกชายคือเอ็ดวาร์ด ข้ึนครองราชย์แทนเป็นพระ War) จึงเริ่มขึ้น ในค.ศ. 1337 พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงนําทัพ เจ้าเอ็ดวาร์ดท่ี 4 และชนะพวกลางคัสเตอร์ท่ีทาว บกุ ข้นึ บกฝร่ังเศส ถูกพระเจ้าฟิลิปท่ี 4 แห่งฝรั่งเศสโจมตีแต่ ตัน (Towton) ทําให้พระนางมาร์กาเรตและพระ ไม่สามารถต้านได้ ทําให้พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงต้ังม่ันบน เจ้าเฮนรีทรงหลบหนีไปสกอตแลนด์และฝร่ังเศส ฝร่ังเศสได้ แต่สงครามก็หยุดชั่วคราว เม่ือกาฬโรคระบาด แต่เอิร์ลแห่งวาร์วิค (Earl of Warwick) พระ มาถงึ องั กฤษในค.ศ. 1349 ทาํ ให้ประชากรลดลงมาก จนใน อาจารย์ของพระเจ้าเอ็ดวาร์ดเองก่อกบฎ แต่ไม่ ค.ศ. 1358 องค์ชายเอ็ดวาร์ด (Edward, the Black สาํ เรจ็ หนไี ปฝร่งั เศส Prince) พระโอรสพระเจ้าเอ็ดวาร์ด นําทัพบุกยึดฝรั่งเศสได้ เอิร์ลแห่งวาร์ลิคนําทัพมาบุกอังกฤษในค.ศ. เกือบท้ังประเทศ ในค.ศ. 1360 สนธิสัญญาบริติญญี 1470 ทําให้พระเจ้าเอ็ดวาร์ดทรงหลบหนีไป (Bretigny) ยกฝรัง่ เศสคร่งึ ประเทศให้องั กฤษ แคว้นเบอรก์ ันดี พระเจ้าเฮนรีกลับมาครองบัลลังก์ แต่ในพ.ศ. 1912 (ค.ศ. 1369) พระเจ้าชาร์ลส์ท่ี 5 แห่ง แต่ไม่นานพระเจ้าเอ็ดวาร์ดก็กลับมายึดบัลลังก์อีก ฝร่ังเศสทรงสามารถยดึ ดนิ แดนคนื แก่ฝร่งั เศสได้จนเกอื บหมด ในค.ศ. 1471 พระโอรส พระเจ้าเอด็ วาร์ดที่ 5ขนึ้ จนทําสัญญาอีกครั้งในค.ศ. 1375 อังกฤษเหลือแต่ดินแดน ครองราชย์ ในค.ศ. 1483 แต่พระเจ้าเอ็ดวาร์ดท่ี ตามชายฝ่ัง สงครามท่ีหนักหน่วงทําให้รัฐสภาข้ึนภาษีอย่าง 5 ทรงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตระกูลวูดวิลล์ มาก ชาวบ้านและทาสก่อจลาจลในพ.ศ. 1924 (ค.ศ. (Woodwille) ทําให้บรรดาขุนนางอ่ืนๆไม่พอใจ 1381) เรียกว่ากบฎชาวนา (Peasant's revolt) นําโดยวัต พระอนุชาคือ เอิร์ลแห่งกลอสเตอร์ (Earl of ไทเลอร์ (Wat Tyler) โจมตกี รงุ ลอนดอน พระเจ้าริชารด์ ท่ี 2 Gloucester) จับพระเจ้าเอ็ดวาร์ดมาขังที่หอคอย ทรงปกครองอังกฤษอย่างอ่อนแอ ทําให้ทรงถูกยึดอํานาจใน ลอนดอน ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าริชาร์ดที่ พ.ศ. 1942 โดยดยุคแห่งแลงคาสเตอร์ (Lancaster) ขึ้น 3 ฝ่ายลางคัสเตอร์ท่ีเงียบไปนาน ก็โผล่ข้ึนมาอีก เปน็ พระเจ้าเฮนรีท่ี 4 แต่รชั สมยั ของพระองคเ์ ต็มไปด้วยการ ภายใต้การนําของเฮนรี ทิวดอร์ (Henry Tudor) กบฎ โดยเฉพาะกบฎเวลส์ นําโดยโอเวน กลินดอร์ (Owain กลับมาอังกฤษสังหารพระเจ้าริชาร์ดท่ีทุ่ง Glyndwr) ในพ.ศ. 1943 และยังทรงถูกพระโอรสคือพระ บอสวอร์ธ (Bosworth Field) ข้ึนครองราชย์เป็น เจ้าเฮนรีที่ 5 ยึดอํานาจไปจากพระองค์ในพ.ศ. 1953 ใน พระเจา้ เฮนรที ่ี 7 เป็นปฐมกษัตรยิ ร์ าชวงศท์ วิ ดอร.์ ฝร่ังเศส ตระกูลเบอร์กันดีและตระกูลอาร์มัญญัคขัดแย้งกัน แย่งอํานาจ ตระกูลเบอร์กันดีขอให้พระเจ้าเฮนรีท่ี 5 ทรง ช่วยเหลอื พระเจา้ เฮนรีที่ 5 ทรงนาํ ทพั บุกฝร่ังเศสอกี ครงั้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148