6.ดา้ นบริหารจดั การ 6.1. วางแผนการทำ� งานตามฝา่ ย แผนก หรอื หนว่ ยงานของตน ใหบ้ งั เกดิ ผลตามแผนอภบิ าลของสงั ฆมณฑล โดยประยกุ ต์ใหเ้ ขา้ กับสนามงานท้องถน่ิ ความตอ้ งการเร่งด่วน สร้างสรรค์ และความจ�ำเปน็ เรง่ ด่วน ในการดำ� เนินงาน พร้อมทัง้ ตดิ ตามการด�ำเนนิ งานอยูเ่ สมอ (แถลงการณ์สมชั ชาข้อ 12, 13, 14, 15, 18, 28) 6.2. เน้นการท�ำงานรว่ มกันตามโครงสร้างการทำ� งานของสงั ฆมณฑล รับผดิ ชอบงานตามหน้าทข่ี องตนเอง สร้างความสัมพนั ธ์อนั ดีต่อกนั มคี วามรกั ฉันพ่นี ้อง เปน็ ครอบครวั เดยี วกัน รบั ฟังความคิดเห็นของกัน และกนั เออื้ อาทร เหน็ อกเหน็ ใจ ผอ่ นหนกั ผอ่ นเบา มที วี่ า่ งสำ� หรบั ทกุ ความคดิ เหน็ ตามจติ ตารมณแ์ หง่ การกา้ วเดนิ ไปด้วยกัน โดยไม่ทอดทงิ้ ผใู้ ดไว้ขา้ งหลงั (แถลงการณส์ มชั ชาขอ้ 12, 13, 14, 15, 18, 28) 6.3. ใช้งบประมาณและทรัพยากรท่ีมีอย่างรู้คุณค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุด โปร่งใส และ ดำ� เนินการตามขน้ั ตอนของสงั ฆมณฑลที่ได้กำ� หนดไว้ (แถลงการณส์ มชั ชาขอ้ 24, 28) ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 23 สร้างเครือข่ายในการท�ำงาน ตัวอยา่ ง กจิ กรรม/โครงการ 1. ประชมุ สมั มนา ผทู้ ที่ ำ� งานดา้ นตา่ ง ๆ ใหร้ จู้ กั กนั รบั ทราบบทบาทและหนา้ ทขี่ องตนเองและผอู้ นื่ สามารถ ท�ำงานรว่ มกันไดอ้ ย่างดี ตามเปา้ หมายและนโยบายของสว่ นรวม 2. ประชมุ ปรกึ ษาหารือ วางแผน กำ� หนดนโยบาย วธิ กี ารด�ำเนินงาน การตดิ ตามประเมนิ ผลการทำ� งาน ในระดับตา่ ง ๆ อย่างต่อเนอ่ื งและจรงิ จัง 3. ศกึ ษา ดงู าน เพอ่ื พัฒนาการท�ำงานให้สร้างสรรค์และดีข้ึนเสมอ 4. ส่งเสรมิ สนบั สนุนการทำ� งานร่วมกันแบบเชิงบูรณาการ และแบง่ ปันทรพั ยากรซ่งึ กนั และกัน ข้อคดิ เชิงสรุป วางแผนการท�ำงาน สรา้ งสรรค์ รบั ผดิ ชอบ ทำ� งานร่วมกนั ใชง้ บประมาณอยา่ งรู้คณุ คา่ 51
อภิธานศัพท์ 1. การประกาศขา่ วดี (Evangelization) การประกาศข่าวดี ถือเป็นพันธกิจของพระศาสนจักรและประชากรของพระเจ้าทุกคน อันอยู่บน พ้ืนฐานของค�ำส่ังของพระเยซูคริสตเจ้าก่อนท่ีพระองค์จะทรงเสด็จสู่สวรรค์ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอน นานาชาติให้มาเป็นศิษยข์ องเรา ท�ำพิธีลา้ งบาปใหเ้ ขา เดชะพระนามพระบดิ า พระบตุ ร และพระจติ จงสอน เขาใหป้ ฏบิ ตั ติ ามคำ� สงั่ ทกุ ข้อทีเ่ ราใหแ้ ก่ทา่ น แลว้ จงรเู้ ถดิ ว่าเราอยูก่ บั ท่านทกุ วันตลอดไปตราบจนสิน้ พิภพ” (มธ 28:19-20) โดยเนอ้ื หาของการประกาศขา่ วดคี อื การประกาศขอ้ คำ� สอนของบรรดาอคั รสาวกเรอื่ งพระเยซเู จา้ (Kerygma) ซึ่งมีศูนยก์ ลางอย่ทู ่พี ระธรรมล�ำ้ ลกึ ปัสกา คือ พระมหาทรมาน การสิน้ พระชนม์ และการกลับคืนพระ ชนมชีพ73 ซ่ึงแสดงออกได้ในงานอภิบาลและงานแพร่ธรรมเพ่ือการน�ำข่าวดีไปสู่ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเยซูคริสตเจ้า หรอื แมแ้ ตผ่ ทู้ เ่ี คยไดร้ บั ขา่ วดแี ลว้ กย็ งั ตอ้ งไดร้ บั การประกาศขา่ วดอี ยเู่ สมอ (Re-evangelization) เพอื่ มารจู้ กั และ เจรญิ ชวี ิตเปน็ ศิษยพ์ ระครสิ ต์มากยิง่ ขนึ้ 74 2. การปรับเขา้ สู่วฒั นธรรม (Inculturation) “การปรบั เขา้ สู่วฒั นธรรม” หรือ “การน�ำเขา้ สู่วฒั นธรรม” คอื กระบวนการของพระศาสนจักรท่ี จะพยายามปรับข่าวดีของพระเยซูครสิ ตเจ้า หรือคุณค่าของพระวรสารเข้าไปอยูใ่ นสภาพแวดล้อมทางสังคมและ วฒั นธรรมแหง่ ใดแหง่ หนงึ่ โดยเฉพาะ (A Specific Socio-Cultural Environment) พระศาสนจกั รยอมรบั ทกุ ความ ดงี ามและทุกคณุ ค่าทม่ี ีอย่ใู นวฒั นธรรมต่าง ๆ ทวั่ โลกทซ่ี ึ่งสอดคลอ้ งกบั จิตตารมณ์ของพระวรสาร กระบวนการ ปรับความเช่ือเข้าสู่วัฒนธรรมจึงเป็นการสื่อสารสองทางระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นน้ัน ๆ กับค�ำสั่งสอนของพระ ศาสนจักรสากล น่ันก็คือ การท�ำให้คุณค่าของพระวรสารไปบังเกิดในวัฒนธรรมต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน พระ ศาสนจักรก็รบั คณุ ค่าและความดีงามของวฒั นธรรมตา่ ง ๆ เข้ามาในชวี ิตของพระศาสนจกั รด้วย (เทยี บ พันธกิจ พระผ้ไู ถ7่ 5 ข้อ 2, การสอนค�ำสอนในโลกยุคปัจจุบนั 76 ข้อ 53, และกฤษฎีกาสมัชชาใหญ่ ค.ศ. 2015 ข้อ 27) 73 ดู กฤษฎีกาสมัชชาใหญ่ ค.ศ. 2015 ขอ้ 15 74 ดู กฤษฎีกาสมชั ชาใหญ่ ค.ศ. 2015, เชงิ อรรถทา้ ย ข้อที่ 1 75 สมณสาส์น “พันธกจิ พระผ้ไู ถ”่ (Redemptoris missio หรือ Mission of the Redeemer) โดยนกั บญุ พระสันตะปาปายอหน์ ปอลท่ี 2 ออกเมือ่ วนั ท่ี 7 ธันวาคม ค.ศ. 1990 ข้อ 2 76 สมณลิขติ เตอื นใจหลงั สมชั ชาบิชอปสากลเรื่อง “การสอนคำ�สอนในยคุ ปัจจบุ ัน” (Catechesi tradendae หรือ Catechesis in Our Time) โดยนักบุญ พระสนั ตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1979 ขอ้ 53 52
3. การศกึ ษาคาทอลกิ (Catholic Education) “สถานศึกษาคาทอลิก” เป็นสนามและฐานแห่งการประกาศข่าวดี เป็นแปลงเพาะบ่มคุณค่าชีวิต ตามแนวทางพระวรสาร เปน็ ขอบฟ้าแหง่ ความหวงั ทเี่ ปิดออก เป็นสถานทีท่ ี่ทำ� ให้เอกลกั ษณ์ (ดอู ภธิ านศพั ท์ ขอ้ 9) และอัตลักษณข์ องการศกึ ษาคาทอลกิ (ดอู ภธิ านศัพท์ ข้อ 10) ปรากฏอยา่ งชัดเจนเสมอ การสร้างความเข้าใจ ให้บุคลากรทุกระดับให้เห็นความส�ำคัญของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของสถานศึกษาคาทอลิกเป็นภารกิจที่เร่ง ดว่ น สถานศึกษาคาทอลกิ ตอ้ งบรหิ ารและจดั การเรยี นการสอนโดยบุคลากรทย่ี ดึ ถืออยา่ งมน่ั คงในคณุ คา่ แห่งพระ วรสาร ไดร้ ับการหลอ่ หลอมอบรมด้วยคณุ ค่าของพระวรสาร และวฒั นธรรมแบบคาทอลกิ อยา่ งต่อเนือ่ ง ผูบ้ รหิ าร ครูและบคุ ลากรทุกคนทกุ ระดับควรเจรญิ ชีวติ เป็นแบบอย่างแก่ทุกคน การศึกษาคาทอลกิ ต้องสอนและอบรมใน ทกุ สง่ิ ท่ีเป็นความจริง ความดีงามและความงดงามซงึ่ เป็นส่วนส�ำคญั ของมนษุ ย์ สถานศึกษาคาทอลกิ ยงั ต้องช่วย เหลอื ครอบครวั ของผเู้ รยี นใหร้ จู้ กั วธิ กี ารแนะนำ� ความเชอ่ื แกล่ กู ๆ พวกเขาตอ้ งทำ� งานดว้ ยความมน่ั คงในเปา้ หมาย แท้ เพ่ือให้ผู้เรยี นทุกคนได้รู้จักพระเจา้ สัมผสั ความรัก และความเมตตาของพระองค์ ก. เอกลกั ษณก์ ารศกึ ษาคาทอลกิ (The Uniqueness of Catholic Education) โรงเรยี นคาทอลกิ จะตอ้ งด�ำเนนิ การจดั การศกึ ษาอบรมตามหลกั ปรชั ญาการศกึ ษาคาทอลกิ โดย มุง่ เน้นพัฒนาผู้เรียนให้เปน็ คนดี มีคณุ ลกั ษณะนิสัยโดดเด่นตามอตั ลกั ษณผ์ ู้เรียน ข. อัตลักษณ์ของการศึกษาคาทอลกิ (The Identity of Catholic Education) การจดั การเรียนการสอนแบบบูรณาการให้เข้ากับคุณค่าพระวรสาร 21 ประการ ดงั น้ี คือ คณุ คา่ ท่ี 1 “ความเช่อื ” (Faith) อนั เป็นพืน้ ฐานของทุกคุณค่า คณุ ค่าที่ 2-10 คณุ คา่ ท่ีเป็นหน้าท่ตี ่อพระเจา้ และต่อตนเอง ได้แก่ ความจรงิ การไตรต่ รอง/ การภาวนา มโนธรรม/วิจารณญาณ/ความกล้าหาญเชงิ ศีลธรรม อสิ รภาพ ความยนิ ดี ความ เคารพ/ศักดศ์ิ รี ความสุภาพถอ่ มตน ความซ่อื ตรง และความเรยี บง่าย คณุ ค่าที่ 11 “ความรัก” (Love) อันเปน็ จุดหมายสูงสดุ ของทุกคุณค่า คณุ ค่าท่ี 12-20 คณุ คา่ ท่ีเป็นหน้าท่ีตอ่ ผู้อ่ืนและสง่ิ สร้าง ได้แก่ เมตตา ความกตัญญรู ู้คุณ การ งาน/หน้าท่ี การรับใช้ ความยตุ ธิ รรม สันติ/การคนื ดี การให้อภยั ความเปน็ หน่ึงเดียวกนั / ความเปน็ ชมุ ชน และการดูแลรักษาสงิ่ สร้าง/ธรรมชาติ คุณคา่ ที่ 21 “ความหวงั ” (Hope) เป็นความม่ันคงของทกุ คุณค่า 4. ขอบฟา้ ใหมข่ องการประกาศขา่ วดี (New Horizon of Evangelization) “ขอบฟ้าใหม่” หากเราไปยืนอยู่ท่ีริมทะเลแล้วมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าท่ีน้�ำทะเลกับท้องฟ้ามา บรรจบกัน เราเรียกว่า “เส้นขอบฟ้า” แต่เมื่อเรานั่งเรือออกไปเรื่อย ๆ เราจะรู้ว่าเส้นขอบฟ้าน้ันก็ถอยออกไป เร่ือย ๆ เช่นเดียวกัน ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อพระศาสนจักรได้แล่นเรือออกไปจากจุดเดิมก็จะท�ำให้เห็นขอบฟ้าใหม่ หรือเป้าหมายใหม่ของพระศาสนจักรท่ีจะต้องแล่นเรือไปในทิศทางนั้น เพ่ือน�ำความรอดพ้นไปสู่มวลมนุษย์ใน สถานการณโ์ ลกปัจจบุ นั ณ เวลาน้นั ดังนน้ั พระศาสนจักรทีก่ ้าวเดินไปขา้ งหน้า จงึ จำ� เป็นทจ่ี ะต้องมองไปยงั ขอบ ฟ้าใหมอ่ ย่ตู ลอดเวลา77 77 กฤษฎีกาสมชั ชาใหญ่ของพระศาสนจกั รคาทอลกิ ในประเทศไทย ค.ศ. 2015, เชิงอรรถทา้ ย ข้อท่ี 1 53
5. ความดสี ว่ นรวม (Common Good)78 ค�ำว่า “ดี” ในทางนิรกุ ติศาสตร์ (วิชาว่าดว้ ยท่ีมาและความหมายของคำ� ) สามารถแบ่งออกได้เปน็ 2 ประเภท คือ 1) “ความด”ี ท่เี ป็นค�ำนาม (Noun) หมายถงึ “การกระท�ำที่ดี” ตามกฎศีลธรรมหรือกฎของ ศาสนา และ 2) “ดี” ท่ีเป็นคำ� คณุ ศัพท์ (Adjective) หมายถงึ “การกระทำ� สงิ่ ต่าง ๆ ใหด้ ี” ใหถ้ กู ต้อง ตรงตาม วัตถุประสงคท์ ก่ี ำ� หนดไว้ จากแนวความคดิ นีท้ �ำใหเ้ หน็ ก) ความดที ี่เป็นเครอ่ื งมอื วิธีการ การทำ� งาน กระบวนการ เพ่อื มุ่งไปสู่ ข) ความดที แ่ี ทจ้ ริงตามทีไ่ ดต้ งั้ วัตถุประสงค์ หรือเป็นเป้าหมายสงู สดุ ส�ำหรบั พลาโต้ (Plato) แลว้ “ความดีสูงสุด” คอื “พระเจา้ ” สง่ิ สร้างท้ังหลายรวมถึงมนษุ ย์ เปน็ ภาพสะทอ้ นความดงี ามของพระองค์ ความคดิ ทดี่ ที ส่ี ดุ คอื การคดิ ดี สว่ นอรสิ โตเตล้ิ (Aristotle) ไดอ้ ธบิ ายความไมด่ ี ความบกพรอ่ ง ความเลวรา้ ย ทเี่ กดิ ขนึ้ ในโลกวา่ เปน็ “ความเลวรา้ ยทมี่ รี ากฐานอยใู่ นความด”ี (malum in bono fundatur) สรรพสง่ิ ในโลกล้วนสมั พนั ธ์กันตามกฎของพระผูส้ ร้างหรอื กฎธรรมชาติ ท้งั ความดแี ละความบกพรอ่ ง ตา่ งด�ำเนนิ ไปด้วยกัน แตล่ ะสรรพส่ิงสง่ ผลดใี ห้แก่กันและกัน (omne ens est bonum alteri) สะทอ้ นความเปน็ หนึ่งเดียวและความกลมกลืนระหว่างพระเจา้ และความดีงาม ท�ำให้เกดิ ความพยายาม (conatus) และการพัฒนา ตนเอง เพื่อมงุ่ ไปสคู่ วามสมบรู ณส์ ูงสดุ ในพระองค์ (เช่น การเติบโตของต้นไม้ ต้องอาศยั การรว่ งหลน่ ของใบไมแ้ ละ ก่ิงกา้ น, เมล็ดพชื ท่ตี กลงดนิ กลบั งอกข้ึนใหม่และเกดิ ผลมากมาย เทยี บ ยน 12:24) พระเจ้าจึงเปน็ อัลฟาและโอ เมกาแหง่ ความดี ดงั นั้น ความปรารถนาหรอื ความตอ้ งการที่จะมุ่งไปสคู่ วามดี จึงถอื ว่าเป็นความดปี ระการหนงึ่ โดยธรรมชาตแิ ท้ของมนุษย์ การตคี วามสิง่ ต่าง ๆ วา่ ดี ขึน้ อยูก่ ับความพึงพอใจของตนเอง หรือความ สุขส่วนตัวอันเกิดจากการครอบครอง เพลิดเพลิน และปรารถนาสืบทอดความรู้สึกน้ีต่อไป ความดีจึงมีหลาย ประเภท ไดแ้ ก่ ความดีทางร่างกาย ความดีทางจติ วญิ ญาณ ความดที ่ีมปี ระโยชน์ ความดที างศีลธรรม โดยมนุษย์ ใช้มโนธรรม (conscientia) ส่วนตัวในการตดั สินสงิ่ ตา่ ง ๆ ว่าดหี รือไม่ดี ดงั น้ัน ความดีในประเภทนี้จงึ เปน็ ความ ดใี นระดับสว่ นบคุ คลหรอื ปจั เจกบคุ คล นกั บญุ โทมัสอไควนสั กลา่ วว่า “มนษุ ยม์ ีเหตผุ ล (reason) ทมี่ าจากมโนธรรมของเขา เพอื่ ใชใ้ น การตัดสินใจเลือกอย่างเสรีภาพ (เจตจ�ำนงเสรี) กระท�ำหรือละเว้นการกระท�ำ ในส่ิงท่ีเห็นว่าเกิดประโยชน์ หรอื มีคุณค่าในระดับท่สี งู ขึน้ อยู่เหนอื ความต้องการในระดับธรรมชาตหิ รือเนือ้ หนงั เป็นแรงจงู ใจทผ่ี ลักดนั ให้แสวงหาความดีทางศีลธรรม หรอื ท�ำให้การกระท�ำธรรมดาในชีวติ ประจำ� วันมีความหมายมากยิง่ ขึน้ เช่น การอดเนอ้ื ในวันบังคบั ” เมอื่ การทำ� ความดสี อดคล้องกบั เป้าหมายดที ว่ี างเอาไว้ (bonum ex objecto) ยอ่ ม ท�ำใหเ้ กดิ ความสุขทางจติ ใจหรอื ในมโนธรรมของเขา ตรงกันข้ามหากเขาท�ำสิ่งทไี่ มด่ ีและไม่สอดคลอ้ งกับความดี ทีต่ ้ังเอาไว้ มโนธรรมกจ็ ะตเิ ตยี น เรยี กรอ้ งการลงโทษ และการชดเชยความผดิ ของตนทไ่ี ด้กระทำ� “ความดีส่วนรวม” จึงแตกต่างจาก “ความดีส่วนบุคคล” เป็นการกระท�ำที่ดีและท�ำความดี ที่ เร่ิมจากระดับบุคคลเพ่ือมุ่งไปยังความส�ำเร็จหรือเป้าหมายของส่วนรวมท่ีตั้งเอาไว้ร่วมกัน แต่ละบุคคลจะต้องใช้ เจตจำ� นงเสรขี องตน เลอื กกระทำ� เพอื่ ความดสี ่วนรวมมากกวา่ ความพึงพอใจในระดับส่วนบุคคลหรือเฉพาะกลมุ่ ความดสี ่วนรวมจึงมีหลายระดบั สอดคลอ้ ง กลมกลนื และเป็นไปในแนวทางเดียวกนั เร่มิ ตง้ั แตร่ ะดับครอบครวั ระดับวดั องค์กร หนว่ ยงาน ระดับแขวง ระดับสังฆมณฑล ระดับทวีป และระดบั สากล 78 ที่มา: https://www.newadvent.org/cathen/06636b.htm 54
6. ครสิ ตสมั พนั ธ์ (Ecumenism) คอื การสรา้ งความสัมพันธ์ที่ดรี ะหวา่ งพน่ี อ้ งครสิ ตชนนกิ ายต่าง ๆ เพราะวา่ คริสตชนทงั้ หลายไม่วา่ นกิ ายใดนอกจากจะเปน็ พนี่ อ้ งกนั ในพระเจา้ พระบดิ าองคเ์ ดยี วกนั แลว้ ยงั มสี ายสมั พนั ธก์ นั ในความเชอื่ และศลี ลา้ ง บาปหนงึ่ เดยี วกนั ดว้ ย ดงั นัน้ ในงานคริสตสมั พนั ธ์ จงอย่ารรี อทจี่ ะสนใจเอาใจใสต่ อ่ พีน่ ้องครสิ ตชนนิกายอ่ืน สวด ภาวนาใหแ้ กเ่ ขา พดู กับเขาถงึ เรื่องพระศาสนจกั รและก้าวไปหาเขาก่อน พร้อมร่วมกนั ภาวนาเพอ่ื เอกภาพ และ รว่ มมอื ร่วมใจในการกระท�ำกิจการตา่ ง ๆ เพ่อื ความดีสว่ นรวมร่วมกัน (กฤษฎกี าสมชั ชาใหญ่ ค.ศ. 2015 ขอ้ 28) 7. พระศาสนจักรระดับบา้ น (Domestic Church) “พระศาสนจักรระดบั บา้ น” ต้องเป็นจุดเร่ิมตน้ ส�ำคญั ท่ีสุดในการประกาศขา่ วดใี หม่ ครอบครวั มใิ ช่ เป็นเพียงหน่วยย่อย ๆ ท่ีพระศาสนจกั รจะให้การอภิบาลเท่าน้ัน แต่ตอ้ งเป็นแหลง่ เรยี นรู้ทจ่ี ะดำ� เนนิ ชีวติ ในความ เชื่อด้วยกันในความแตกต่างที่หลากหลาย และเป็นท่ีซึ่งบิดามารดาและผู้อาวุโสถ่ายทอดความเชื่อ วัฒนธรรม เปน็ แบบอยา่ ง เพาะบม่ และอบรมกระแสเรียกแก่บตุ รหลาน พระศาสนจักรตอ้ งให้ความส�ำคญั กับการเตรยี มสู่ ชวี ิตครอบครัวอยา่ งจริงจัง โดยเฉพาะอย่างย่ิงในปจั จบุ นั ซึ่งคสู่ มรสทม่ี ีความเชอื่ ตา่ งกนั มจี ำ� นวนมากข้ึน สำ� หรับ ครอบครัวทมี่ ีข้อขดั ขวางดา้ นศีลศกั ด์ิสทิ ธิ์และความถูกตอ้ ง พระศาสนจกั รต้องด�ำเนนิ การตามกฎเกณฑ์ของพระ ศาสนจักรอย่างรวดเร็ว เพื่อนำ� พาบุคคลเหลา่ นกี้ ลบั มาเป็นสว่ นหนึ่งของชุมชนวัด และเปน็ พลังแห่งการประกาศ ข่าวดใี หม่ (กฤษฎีกาสมชั ชาใหญ่ ค.ศ. 2015 ขอ้ 24) 8. วถิ ีชุมชนวดั (Basic Ecclesial Community หรอื B.E.C.) เป็นการรวมตัวกันของคริสตชนบา้ นใกลเ้ รือนเคียง ในบรรยากาศของอารยธรรมแหง่ ความรกั การ เปน็ ประจักษพ์ ยานถึงพระเยซูครสิ ตเจ้า และความรกั ของพระเจา้ เป็นกลมุ่ (Group) หรือชมุ ชน (Community) เพือ่ การมชี ีวิตชมุ ชนหรอื หมูค่ ณะอย่างเปน็ รปู ธรรม การมปี ฏสิ มั พันธ์ของสมาชิกในชมุ ชนครสิ ตชนย่อย ๆ อาทิ การพบปะกนั เพอ่ื การแบง่ ปนั พระวาจารว่ มกนั การภาวนา การเฉลมิ ฉลองโอกาสส�ำคญั ของสมาชกิ ในชมุ ชน ช่วย เหลอื กนั ทง้ั ต่อพี่น้องต่างความเชอื่ ดว้ ย (กฤษฎกี าสมชั ชาใหญ่ ค.ศ. 2015 ขอ้ 23) 9. ศาสนสมั พนั ธ์ (Interreligious Dialogue) คอื การสร้างความสัมพันธ์อนั ดรี ะหว่างพน่ี อ้ งต่างความเช่อื ต่างศาสนา เพราะครสิ ตชนคาทอลิกทกุ คนในประเทศไทยด�ำเนนิ ชวี ติ อยทู่ า่ มกลางพน่ี อ้ งทน่ี บั ถอื ศาสนาอน่ื ทงั้ ในระดบั ครอบครวั และสงั คมสว่ นรวม ศาสน สมั พนั ธจ์ งึ เปน็ เรอื่ งสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ดงั นน้ั เราตอ้ งเปน็ เครอ่ื งหมาย และเครอื่ งมอื ประกาศขา่ วดใี หม่ ดว้ ยการดำ� เนนิ ชวี ติ เปน็ ประจกั ษพ์ ยานถงึ ความรกั และความเมตตาของพระเยซเู จา้ และปฏบิ ตั พิ นั ธกจิ การเสวนาดว้ ยความเคารพ และให้เกียรติด้วยใจจรงิ ตามสภาพสังคมและวฒั นธรรม อนั จะนำ� ไปส่เู อกภาพ ความรัก ความจรงิ และการอยู่ รว่ มกันอย่างสันติ เป็นหนทางหน่งึ ที่น�ำไปสู่พระอาณาจักรของพระเจา้ (กฤษฎีกาสมชั ชาใหญ่ ค.ศ. 2015 ขอ้ 29) 55
56 แผนผังการบริหารงานบุคลากร “สภาอภิบาล” สงั ฆมณฑลจันทบุรี จ�ำ แนกตามโครงสร้างการบริหารงาน ฝ่าย แผนก กลมุ่ วดั โรงเรียน และหนว่ ยงานตา่ ง ๆ 1. “พระสงฆ”์ ผู้รบั ผดิ ชอบหน่วยงานตามโครงสร้างของสงั ฆมณฑล ดา้ นอภบิ าล ด้านธรรมทูต ด้านสังคม ดา้ นศกึ ษาอบรม ดา้ นสื่อสารสังคม ดา้ นบริหารจัดการ 1.1 ผชู้ ่วยพระสังฆราชฝ่ายอภิบาล 1.1 ผชู้ ่วยพระสังฆราชฝ่าย 1.1 ผู้ช่วยพระสงั ฆราชฝา่ ยสงั คม 1.1 ผ้ชู ว่ ยพระสงั ฆราชฝา่ ย 1.1 ผชู้ ว่ ยพระสงั ฆราชฝา่ ย 1.1 อปุ สงั ฆราช 1.2 พระสงฆห์ วั หน้าแผนก ธรรมทตู และศกึ ษาอบรม สอ่ื สารสังคม 1.2 เลขาธกิ ารสังฆมณฑล 1.2 พระสงฆห์ ัวหนา้ แผนกพิธีกรรม ธรรมทตู และศกึ ษาอบรม 1.3 เลขานกุ ารพระสงั ฆราช พฒั นาสังคม 1.2 พระสงฆ์หวั หนา้ แผนก 1.2 พระสงฆ์หวั หน้าแผนก 1.4 เหรัญญกิ สงั ฆมณฑล 1.3 พระสงฆห์ ัวหนา้ แผนกดนตรศี กั ด์ิสทิ ธิ์ 1.2 พระสงฆห์ วั หนา้ แผนก 1.3 พระสงฆ์หัวหนา้ แผนก โรงเรียนคาทอลกิ สงั กดั สอื่ มวลชน 1.5 ผู้ช่วยพระสังฆราชฝ่ายปกครองวัด สงั ฆมณฑลจันทบุรี (ร.ส.จ.) 1.6 ผู้ช่วยพระสังฆราชฝ่ายการเงนิ และทรพั ยส์ นิ 1.4 พระสงฆ์หัวหนา้ แผนกพระคมั ภรี ์ ธรรมทตู /ยวุ ธรรมทูต ยุตธิ รรมและสนั ติ 1.3 พระสงฆ์หวั หน้าแผนก 1.7 ผชู้ ว่ ยพระสงั ฆราชฝ่ายส�ำนกั สงั ฆมณฑล 1.4 พระสงฆห์ ัวหน้าแผนก เทคโนโลยีสารสนเทศ 1.8 พระสงฆ์หวั หน้าแขวง 1.5 พระสงฆ์หัวหน้าแผนกครสิ ตศาสนธรรม 1.3 พระสงฆห์ ัวหนา้ แผนก 1.9 พระสงฆห์ ัวหนา้ School Cluster ผู้อพยพย้ายถิ่น 1.10 พระสงฆห์ วั หนา้ แผนกอภบิ าลดูแลแขวง 1.6 พระสงฆ์หัวหน้าแผนกพระสงฆ์ คริสตชนสมั พันธ์ 1.5 พระสงฆห์ วั หนา้ แผนก 1.11 พระสงฆห์ วั หนา้ แผนกสภาอภบิ าล 1.7 พระสงฆห์ ัวหน้าแผนกสามเณราลัย 1.4 พระสงฆห์ วั หน้าแผนก เพอ่ื การท่องเทย่ี วและผเู้ ดนิ ทะเล สังฆมณฑล 1.6 พระสงฆ์หัวหนา้ แผนก 1.12 พระสงฆห์ วั หนา้ แผนกการเงิน และกระแสเรียก เสวนาและวัฒนธรรมสมั พนั ธ์ 1.13 พระสงฆ์หัวหนา้ แผนกบญั ชี ผู้ถูกคมุ ขงั 1.14 พระสงฆ์หัวหน้าแผนก 1.8 พระสงฆห์ ัวหนา้ แผนกสามเณรกลาง/ใหญ่ 1.5 พระสงฆ์หัวหนา้ แผนก 1.7 พระสงฆ์หวั หน้าแผนก ทรยั พ์สนิ และสิทธปิ ระโยชน์ ปีฝึกงานอภบิ าล/ไตร่ตรองกระแสเรียก มรดกและวัฒนธรรม สุขภาพอนามยั 1.15 พระสงฆผ์ ู้รับผิดชอบสำ� นกั งานวนิ ิจฉัยคดี 1.8 พระสงฆ์หวั หน้าแผนก 1.9 พระสงฆ์หวั หน้าแผนกครอบครวั สทิ ธิสตรี 1.10 พระสงฆห์ ัวหน้าแผนกสง่ เสริมวถิ ีชุมชนวดั 1.11 ตวั แทนคณะนักบวชแผนกผู้ถวายตน 1.12 พระสงฆ์ผู้ดแู ลกลุ่มโฟโคลาเร 1.13 พระสงฆ์ผู้ดแู ลกลมุ่ ผู้สูงอายุ 1.14 พระสงฆ์ผดู้ แู ลกลมุ่ ครู ์ซิลโล 1.15 พระสงฆ์ผู้ดแู ลกลุม่ วนิ เซนเดอปอล 1.16 พระสงฆ์ผู้ดูแลกล่มุ เซอรร์ า่ 1.17 พระสงฆ์ผดู้ แู ลกล่มุ พลมารยี ์ 1.18 พระสงฆผ์ ู้ดูแลกลุ่มพระเมตตา 1.19 พระสงฆผ์ ้ดู ูแลกลมุ่ เยาวชนใน/นอกโรงเรยี น 1.20 พระสงฆผ์ ดู้ แู ลกลมุ่ กองหนา้ รา่ เรงิ 1.21 พระสงฆ์ผดู้ แู ลกลมุ่ พลศีลฯ 1.22 พระสงฆ์ผู้ดูแลกลุ่ม Y.C.S. 1.23 พระสงฆ์ผดู้ แู ลกลมุ่ นสิ ติ นกั ศึกษาคาทอลกิ 1.24 พระสงฆผ์ ดู้ ูแลกลุ่มองคก์ รฆราวาส (งานโภชนาการ ครสิ ตชนฆราวาส)
2. “ครสิ ตชนฆราวาส” ที่มาจากการเลือกตั้งของชุมชนแหง่ ความเชอ่ื และจากการแตง่ ตัง้ ของคณุ พอ่ เจ้าอาวาส ดา้ นอภิบาล ด้านธรรมทูต ด้านสงั คม ด้านศกึ ษาอบรม ดา้ นสอื่ สารสังคม ด้านบริหารจัดการ 2.1. คุณครูค�ำสอน 2.1 กลมุ่ ศาสนสัมพนั ธ์ ยุวธรรมทตู 2.1 บคุ ลากรทางการแพทย์ 2.1 คุณพ่อ ซสิ เตอร์ 2.1 ผู้เชี่ยวชาญดา้ นเทคโนโลยกี าร 2.1 ผ้อู ำ� นวยการสภาอภบิ าล 2.2. คุณครูองคก์ รคาทอลิก 2.2 ผเู้ ชี่ยวชาญดา้ นวฒั นธรรม 2.2 นกั สังคมสงเคราะห์ ที่ท�ำงานในสถาบันการศกึ ษา สือ่ สาร 2.2 รองผู้อ�ำนวยการสภาอภบิ าล 2.3 เลขานกุ ารสภาอภบิ าล (กองหน้า พลศีลฯ Y.C.S. นิสติ นักศึกษา) ทอ้ งถ่นิ 2.3 นกั สังคมพฒั นา 2.2 คณุ ครูคาทอลิก 2.2 ชา่ งภาพ นกั ประชาสัมพนั ธ์ 2.4 เหรัญญิก 2.3. คณะเซอรร์ ่า 2.3 ผ้มู คี วามรูด้ ้านประวัติศาสตร์ 2.5 ผูน้ ำ� ชมุ ชน 2.4. วิถชี ุมชนวัด 2.6 ผู้อาวโุ ส 2.5. คณะโฟโคลาเร ของวดั ชมุ ชน และวัฒนธรรม 2.7 นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงนิ นกั วเิ คราะห์ 2.6. ครู ์ซลิ โล ทอ้ งถิน่ 2.8 ผเู้ ชยี่ วชาญพิเศษด้านต่าง ๆ 2.7. วนิ เซนเดอปอล 2.6 ทปี่ รกึ ษาดา้ นอ่นื ๆ 2.8. พลมารีย์ 2.9. พระเมตตา (ประธานสภาอภิบาลระดบั สังฆมณฑล 2.10. เยาวชน 1. เปน็ ตัวแทนของสงั ฆมณฑลในการประชุม 2.11. ครอบครวั แผนกคริสตชนฆราวาสระดบั ชาติ และ 2. เป็นประธานองคก์ รฆราวาสต่าง ๆ ในระดับสังฆมณฑล) 3. “หน้าท่คี วามรบั ผิดชอบ” เชิงประจักษ์ หรืองานหลัก ๆ จดุ เน้นการทำ� งานของทุกฝา่ ย 1) ทุกฝ่าย “ร่วมมอื กนั ท�ำงาน” 2) “สร้างผู้น�ำคริสตชนฆราวาส” ในทุกระดับ ทกุ ภาคส่วน 3) “ใช้เทคโนโลยกี ารสือ่ สาร” ในการท�ำงาน เผยแพร่ และประชาสัมพนั ธ์ ในชอ่ งทางและวธิ ีการต่าง ๆ มากขึ้น 4) ท�ำงานเพื่อเหน็ แก่ “ความดีของส่วนรวม” 5) เน้นการเสริมสรา้ ง “จติ ตารมณค์ รสิ ตชน” มากกว่าความเจริญทางด้านวัตถุ 6) ใช้ “ทรัพยากรธรรมชาติ” อย่างรู้คุณคา่ และรักษา “สิ่งแวดลอ้ ม” ดา้ นอภบิ าล ด้านธรรมทูต ด้านสงั คม ดา้ นศึกษาอบรม ด้านสอ่ื สารสงั คม ด้านบรหิ ารจดั การ 3.1 จดั เตรียมพธิ บี ูชาขอบพระคุณ พิธีกรรมตา่ ง ๆ 3.1 ประกาศขา่ วดี แพรธ่ รรมกบั 3.1 ชว่ ยเหลอื คนยากจน ผพู้ กิ าร 3.1 ใหส้ ถานศกึ ษาคาทอลิกเปน็ สนาม 3.1 ใชเ้ ทคโนโลยกี ารสื่อสารเพื่อ 3.1 ทำ� งานสอดคล้องกับนโยบาย ผปู้ ่วย ผดู้ ้อยโอกาส พธิ ีศีลศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ การกอ่ สวด ผู้ตา่ งความเช่อื งานอภิบาลและประกาศขา่ วดี เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ใหข้ ้อมลู และแผนงานอภบิ าลของสงั ฆมณฑล 3.2 ปกปอ้ งสทิ ธิเดก็ และสตรี 3.2 การสอนคำ� สอน 3.2 คริสตศาสนจักรสัมพนั ธ์ 3.3 ส่งเสริมความยตุ ิธรรม 3.2 ส่งเสริมคณุ ลกั ษณะและเอกลักษณ์ ขา่ วสาร ในช่องทางตา่ ง ๆ 3.2 ท�ำงานประสานความรว่ มมอื ระหว่าง 3.3 งานองคก์ รคาทอลกิ 3.3 ศาสนสัมพนั ธ์ ความเท่าเทียมกัน ตามปรัชญการศกึ ษาคาทอลกิ 3.2 จดั เก็บข้อมูลศลี ศักดส์ิ ิทธิ์ ส่วนกลางของสังฆมณฑล ระดับแขวง ความเสมอภาคในสงั คม 3.4 งานอภบิ าลเด็ก เยาวชน ส่งเสรมิ กระแสเรยี ก 3.4 การประยุกต์ความเชอ่ื 3.3 ส่งเสริมงานสอนค�ำสอนในโรงเรยี น ทะเบยี นวัดเรอื่ งต่าง ๆ ระดับวัด และหน่วยงานตามโครงสร้าง ผสู้ งู อายุ ผปู้ ่วย ผูท้ ุพพลภาพ ผอู้ พยพ เขา้ ส่วู ฒั นธรรมท้องถนิ่ ใหน้ ักเรยี นคาทอลกิ ได้รบั ศีลศักดิส์ ิทธิ์ ในระบบดจิ ิทัล การบรหิ ารงานของสังฆมณฑล ผูถ้ กู คมุ ขงั คริสตชนตา่ งชาติ ตามวยั ทเี่ หมาะสม 3.3 ใชท้ รพั ยากรอยา่ งรู้คุณคา่ 3.5 งานอภบิ าลครอบครัว 3.4 ช่วยเหลอื เดก็ นกั เรยี นยากจน และเกิดประโยชน์สงู สุด 3.6 เย่ยี มเยยี นสัตบรุ ุษท่ีไม่ปฏบิ ตั ิศาสนกิจ และด้อยโอกาส 3.4 บริหารจัดการงบประมาณ 57 ผู้ตา่ งความเชอื่ 3.5 จัดท�ำประวัตชิ มุ ชน วดั ด้วยความโปรง่ ใส ชดั เจน และหนว่ ยงานตา่ ง ๆ เปน็ ไปตามหลกั การของสงั ฆมณฑล
58
Search