Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สีส้มและสีเขียว สไตล์สนุกสนาน อาหารแนะนำ เมนู (1)

สีส้มและสีเขียว สไตล์สนุกสนาน อาหารแนะนำ เมนู (1)

Published by Chanidapha Duangnang, 2023-08-08 08:13:28

Description: นางสาวชนิดาภา ด้วงนาง ม.5/1 เลขที่20

Search

Read the Text Version

อาหาร 20 ภาคกลาง เมนู ยอดนิยม ภรวาคมกอลาาหงาร เมนูยอดฮิต

สารบัญ เรื่อง หน้า พะแนงเนื้อ 1 2 ผัดเผ็ดปลาหมึก ต้มข่าไก่ ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย แกงจืดมะระ แกงไก่หน่อไม้สด

พะแนงเนื้อ พะแนง เป็นอาหารไทยประเภทแกง โดยมีส่วนผสมหลักของเครื่องแกง คือ พริก ข่า ตะไคร้ รากผักชี เม็ดผักชี เม็ดยี่หร่า กระเทียม และเกลือ พะแนงเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย แต่คำว่า คุณพค่ะาแทานงงโภชนาการ พะแนงเนื้อเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันพอประมาณจากกะทิ ซึ่งเป็นไขมันคุณภาพดี ให้พลังงาน แก่ร่างกาย นอกจากนี้เนื้อแดงเป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก เครื่องแกง เช่น ข่า ตะไคร้ หอมแดง มีสรรพคุณ ช่วยขับลม แก้ อาการแน่น จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ วิธีการทำ 1. เคี่ยวหัวกะทิส่วนหนึ่งให้แตกมัน ใส่น้ำพริกแกงลงผัด ค่อยๆ ใส่หัวกะทิส่วนที่เหลือ ผัดจนเครื่องแกงหอมใส่เนื้อ ลงผัดให้เข้ากัน ใส่หางกะทิลงเคี่ยว 2. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ เคี่ยวต่อคนเนื้อนุ่ม และน้ำแกงงวด 3. ตักใส่จานเสิร์ฟ แต่งหน้าด้วยใบมะกรูดซอย และพริกชี้ฟ้าแดงซอย

ผัดเผ็ดปลาหมึก ผัดเผ็ดปลาหมึก ผัดเผ็ด เป็นเมนูที่ใช้พริกแกงแต่ไม่ใส่กะทิ นิยมปรุงกับของทะเลหรือเนื้อสัตว์ที่ มีกลิ่นแรง โดยจะมีสมุนไพรที่ดับคาวได้ดีเป็นส่วนประกอบ เช่น พริกไทยอ่อน กระชาย ใบยี่หร่า เป็นต้น ความอร่อยของผัดเผ็ดจึงอยู่ที่คุณภาพที่ดีของพริกแกงและความสดของเนื้อสัตว์ที่ใช้ เป็นหลัก วิธีการทำ 1.ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันรำข้าว ใส่พริกแกงลงไปผัดให้สุกและกลิ่นหอมดี ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ 2.ใส่ปลาหมึกลงไปผัด พร้อมกับกระชาย พริกไทยอ่อน 3.ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไป ใส่พริกชี้ฟ้าแดงซอยลงไป คนให้เข้ากันดี 4.ฉีกใบยี่หร่าใส่ลงไป ปิดไฟ ตักใส่จานเสิร์ฟพร้อมข้าวสวย แต่งหน้าด้วยพริกชี้ฟ้าแดง 5.**สามารถดูสูตรพริกแกงเผ็ดได้ที่ พริกแกงเผ็ดตัวแม่

ต้มข่าไก่ ต้มข่าไก่ เป็นอาหารประเภทเดียวกันกับกับต้มยำ ใช้เครื่องปรุงคล้ายกัน เพียงแต่เพิ่ม กะทิลงไปให้มี รสนุ่มนวลยิ่งขึ้น ปัจจุบันเป็นอาหารไทยที่ได้ไปรับความนิยมจากต่าง ชาติ เพราะมีรสเปรี้ยว เค็มหวานมัน ถูกปากคนทั่วไป นิยมใช้เนื้อไก่เป็นส่วนผสมหลัก บางครั้งอาจใช้ปลาสลิด หรือกุ้ง แต่ไม่รับความนิยมเท่าไก่ วิธีการทำ • ต้มน้ำต้มกระดูก ใส่ข่าอ่อน ต้มสักพักหนึ่ง ให้กลิ่นข่าออก แล้วใส่หัวกะทิลงไปคนให้เข้ากัน ระวังอย่าให้แตกมัน • พอเดือดใส่น้ำปลา เนื้อไก่ น้ำมะขามเปียก รอให้เดือดอีกรอบใส่เห็ดฟาง ใบมะกรูด พริกขี้หนู • ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว คนให้พอเข้ากัน โรยหน้าด้วยผักชี ตักใส่ชามเสิร์ฟ เคล็ดลับ • ควรใช้ไฟอ่อนเพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของต้มข่า • หากใช้ข่าแก่ ควรลดปริมาณลง เพราะจะทำให้มีรสปร่า • ไม่ควรใส่น้ำมะนาวไปต้ม เพราะจะทำให้เสียรสและกลิ่นมะนาว และเสียคุณค่าทางโภชนาการ

ต้มยำกุ้ง ต้มยำกุ้ง เป็นอาหารไทยภาคกลางประเภทต้มยำ ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานไปทุกภาค ในประเทศไทย เป็นอาหารที่รับประทานกับข้าวและ มีรสเปรี้ยวและเผ็ดเป็นหลักผสม เค็มและหวานเล็กน้อย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ต้มยำน้ำใสและ ต้มยำน้ำข้น วิธีการทำ 1 เทน้ำเปล่าใส่หม้อ ตั้งไฟพอเดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และหอมแดงลงไปพอหอม ใส่เห็ดฟาง ต้ม พอสุก 2 ปรุงรสด้วย น้ำพริกเผา ผงปรุงรสอาหาร ตราแม็กกี้ เชฟซีเคร็ท และน้ำปลา จากนั้น ใส่กุ้ง ต้ม พอสุก ตามด้วยพริกขี้หนูบุบ ปิดไฟ 3 ปรุงรสด้วย น้ำมะนาว (จาก แม็กกี้ ผงรสมะนาว 1 ช้อนชา ต่อ น้ำ 4 ช้อนชา) และ นมข้นจืด คนให้เข้า กัน 4 ตักใส่ถ้วย แต่งหน้าด้วยผักชี พร้อมจัดเสิร์ฟ

แกงเขียวหวานลูกชิ้น ปลากราย แกงเขียวหวาน เป็นอาหารไทยแท้ ที่มีกำเนิดในประเทศไทย แต่ได้รับอิทธิพลการใช้ เครื่องเทศ และกะทิจากอินเดียและอาหรับ มีเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว ปลา ไก่ หรือหมู เป็น ส่วนประกอบหลัก ใส่ผัก ปรุงรสด้วยกะทิ มะเขือ น้ำตาล น้ำปลา ใบมะกรูด และใบโหระพา นิยมรับประทานกับข้าวสวยหรือขนมจีนน้ำพริกแกงมีสีเขียวเพราะใช้พริกขี้หนูสดสีเขียว บางท้องที่ใส่ใบพริกลงไปตำด้วย วิธีกา รทำ 1) ผัดหัวกะทิให้แตกมัน ใส่เครื่องแกงลงผัดกับหัวกะทิให้หอม จากนั้นใส่ลูกชิ้นปลาก รายลงผัด 2) ใส่หางกะทิลงไป ตั้งให้เดือด เคี่ยวให้เนื้อสุกนุ่ม ใส่มะเขือเปราะ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ 3) ใส่พริกชี้ฟ้า ใส่ใบมะกรูดฉีก ใส่ใบโหระพา 4) ตักใส่ชามเสิร์ฟ

แกงจืดมะระ แกงจืดมะระยัดไส้หมูบด หรือจะเป็นต้มมะระใส่หมูสามชั้น ใส่กระดูกหมู จะเลือกใส่เนื้อสัตว์อะไรก็แล้วแต่ความชอบ ของแต่ละบ้าน เวลาต้มมะระที่รัยต้มกันเป็นหม้อใหญ่ วันนี้เสือหิวขอชวนเพื่อน ๆ ได้ลองทำเมนูต้มมะระยัดไส้ทาน กันในครอบครัวทานคู่กับน้ำพริกกะปิขอบอกว่าอร่อยมาก เป็นเมนูที่ต้องทานคู่กัน แต่ถ้าใครไม่มีน้ำพริกกะปิจะ ทานต้มมะระยัดไส้เพียงอย่างเดียวก็อร่อยต้องลองแล้วค่ะสำหรับเมนูนี้ ถ้าพร้อมแล้วเราไปตลาดกันดีกว่า เลือก ซื้อมะระที่มีลักษณะตรง สีเขียวอ่อน เนื้อแน่น ถ้ามะระมีสีเขียวอมเหลืองแบบนั้นถือเป็นมะระแก่ นำมาต้มจืดจะมีรส ขมมากแล้วจะไม่อร่อย วิธีการทำ 1. เริ่มต้นล้างทำความสะอาดมะระให้เรียบร้อย 2. ทำการหมักหมูบด กระเทียม พริกไทย รากผักชี ที่เราโขลกรวมกัน ปรุงรสชาติด้วย ซอสปรุงรส ซอส หอยนางรม เสร็จแล้วนำไปพักไว้ก่อน 3. มะระหั่นเป็นท่อนประมาณ 4 ชิ้น เสร็จแล้วใช้ปลายช้อนขูดเอาไส้และใยของมะระออกให้หมด หลังจาก นั้นนำเกลือป่นไปทูที่ผิวของมะระทั้งด้านในและด้านนอกจะช่วยลดความขมของมะระ เสร็จแล้วนำไปล้าง ผ่านน้ำ จากนำหมูที่หมักไว้ยัดไส้ที่ตัวมะระได้เลย 4. ตั้งน้ำให้เดือด พอน้ำเริ่มเดือดแล้วใส่เกลือป่นลงไป ตามด้วยเห็ดหอมแห้งที่เราแช่น้ำไว้ กระเทียมจีนบุบ ราก ผักชี พริกไทยดำ ผงปรุงรส รอให้น้ำเดือดและปรุงรสตามใจชอบ ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย รสชาติต้มมะระยัดไส้จะออกรสชาติขมเล็กน้อย รสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มจนเกินไป หมั่นช้อนฟองเรื่อยๆ 5. ได้รสชาติตามที่ต้องการแล้ว ใส่มะระยัดไส้ลงไปแล้วต้มให้มะระและหมูบดสุกก็เป็นอันใช้ได้ โรยหน้าด้วยผักชี พริกไทยป่นเพิ่มความหอม

แกงไก่หน่อไม้สด แกงเผ็ด เป็นแกงกะทิที่สามารถเลือกสรรเนื้อสัตว์และผักในแกงได้หลายแบบ ใส่ได้ หลากหลาย ทั้งปลา ไก่ เป็ด เป็นต้น ชื่อของแกงเผ็ดก็จะมีชื่อตามชนิดของเนื้อสัตว์ แกงชนิดนี้เมื้อใส่ไก่เป็นส่วนผสมหลัก จึงเรียก แกงเผ็ดไก่ เป็นต้น สำหรับผักก็ สามารถใส่ได้หลากหลายตามชนิดที่ชอบ เช่น ใส่มะเขือเปราะ มะเขือพวง มะเขือยาว หน่อไม้ ยอดมะพร้าว และเห็ดฟาง วิธีทำ 1. แบ่งหัวกะทิส่วนหนึ่งผัดให้แตกมัน ใส่เครื่องแกงเผ็ดลงผัด แล้วใส่หัวกะทิ ส่วนที่เหลือผัดจนหอม 2. ใส่เนื้อไก่ลงผัดต่อจนเริ่มสุก เทลงในหม้อ ใส่หางกะทิ พอเดือดปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ พอเดือดใส่หน่อไม้ที่เตรียมไว้ ทิ้งไว้สักพักให้เดือด แล้วฉีก ใบมะกรูดใส่ 3. ใส่พริกชี้ฟ้าและใบโหระพา คนให้เข้ากันตักใส่ชามเสิร์ฟ

แกงมัสมั่นไก่ แกงมัสมั่น เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารมลายู ชาวไทยมุสลิมเรียกแกงชนิดนี้ ว่า ซาละหมั่น แกงมัสมั่นแบบไทย ออกรสหวานในขณะที่ตำรับดั้งเดิมของชาวมุสลิม ออกรสเค็มมัน เอกลักษณ์ที่สำคัญของแกงชนิดนี้คือหอมเครื่องเทศนานาชนิด ได้แก่ ลูก ผักชีป่น ยี่หร่าป่น กานพลู อบเชย สามารถแกงกับเนื้อสัตว์หลายชนิด คนไทยนิยมแกง มัสมั่นไก่ เนื้อวัว และหมู วิธีการทำ 1. เคี่ยวกะทิให้แตกมัน ใส่เครื่องแกงมัสมั่น ผัดให้หอม แบ่งหางกะทิเป็น 2 ส่วน นำครึ่งหนึ่งผัด กับเครื่องแกง พอเดือด ใส่ไก่ลงไป เติมหางกะทิที่เหลือ 2. ใส่น้ำต้มกระดูก พอเดือด ใส่ลูกกะวาน ใบกะวาน ถั่วลิสง มันฝรั่ง เคี่ยวจนเนื้อไก่นุ่ม มันฝรั่ง สุก แล้วจึงปรุงรสด้วย เกลือป่น น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก 3. ใส่หัวหอมแขก เคี่ยวต่อจนน้ำงวด 4. ตักใส่ภาชนะเสิร์ฟ

แกงเลียงกุ้งสด แกงเลียงเป็นแกงไทยโบราณมีน้ำแกงไม่ใส หรือข้นเกินไป รสชาติเค็มพอดี มีรส เผ็ดร้อน จากพริกไทย แต่ไม่เผ็ดจัดจนเกินไปเหมือนแกงเผ็ด เครื่องแกงเลียง ประกอบด้วย พริกไทย หอมแดง และกะปิ เป็นหลัก ส่วนประกอบหลักเน้นที่ผัก มากกว่าเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้าน ที่หาง่าย เช่น ฟักทอง บวบ น้ำเต้า อ่อน ตำลึง หัวปลี และใบแมงลักซึ่งทำให้แกงเลียงมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ วิธีการทำ 1. นำส่วนผสมน้ำพริกแกงไปโขลกให้เข้ากัน 2. ต้มน้ำในหม้อ ใส่น้ำพริกแกงเลียงลงไป คนให้เครื่องแกงละลาย 3. เมื่อน้ำซุปเดือด ปรุงรสด้วยน้ำปลา รอสักพักจึงใส่กุ้งและผักสดลงไป 4. เมื่อกุ้งและผักสุกดีแล้ว ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย และเสิร์ฟร้อนๆ

ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน ขนมจีนน้ำยา เป็นอาหารประเภทเส้นของไทยที่นิยมรับประทานมาตั้งแต่โบราณ มีหลักฐานกล่าวถึง ขนมจีนน้ำยามาตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าได้รับอิทธิพลจากชาติใด ปัจจุบันขนมจีน น้ำยา ยังเป็นอาหารจานเดียวที่นิยมกันทุกภาค และเป็นอาหารที่นิยมทำเลี้ยงแขกในงานบุญงานพิธี คุณตค่่าาทงา ๆงโภชนาการ ขนมจีนน้ำยาเป็นแหล่งของใยอาหาร เพราะมีผักเครื่องเคียงจำนวนมาก แต่มีไขมันอิ่มตัวค่อนข้างสูง เนื่องจากมีกะทิ เป็นส่วนประกอบหลัก จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคความดัน โรคหัวใจ และผู้ที่มีโคเลสเตอรอลสูง แต่ทั้งนี้น้ำยาประกอบ ด้วยเนื้อปลาซึ่งให้โปรตีนที่ย่อยง่าย ทั้งยังมีเครื่องแกงที่เป็นสมุนไพรหลายชนิด ที่มีสรรพคุณให้ระบบต่างๆในร่างกาย ทำงานได้ดีขึ้น วิธีการทำ 1. ตั้งหม้อต้มน้ำพร้อมทั้งใส่เครื่องน้ำพริกทั้งหมด เมื่อน้ำเดือดให้ใส่ปลาที่ล้างสะอาดแล้วลงไปต้มให้สุก ตักเครื่องน้ำ พริกและปลาขึ้นมาแกะก้างและหนัง โขลกเนื้อปลาให้ละเอียด แล้วพักไว้ 2. โขลกเครื่องน้ำพริกให้ละเอียด หรือนำไปใส่เครื่องปั่นให้ละเอียด ใส่น้ำพริกลงในน้ำต้มปลา เติมหัวกะทิตั้งไฟพอเดือด แล้วใส่เนื้อปลาลงไป 3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา และปลาร้ากรองเอาเฉพาะน้ำ เคี่ยวด้วยไฟอ่อน จนน้ำยาเริ่มข้น ชิมรสให้ได้ที่ 4. เมื่อจะรับประทาน นำขนมจีนใส่จานนำใส่จาน ตักน้ำยาราด รับประทานกับเครื่องเคียงที่เตรียมไว้

หมูสะเต๊ะ สะเต๊ะ เป็นคำเรียกอาหารประเภทเนื้อเสียบไม้ย่าง ในหลายภาษาหลายวัฒนธรรม สะเต๊ะ ในประเทศไทย นั้นมีจุดกำเนิดมาจากเกาะชวา หรือเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย และได้รับความนิยมไปทั่ว ภูมิภาค เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ตลอดจนประเทศอื่นๆทั่วโลกวัฒนธรรมอาหารเชื่อมโยง ถึงกัน เดิมสะเต๊ะนิยมใช้เนื้อวัวและเนื้อแพะ เนื่องจากมาจากวัฒนธรรมของชาวมุสลิม แต่ใน ประเทศไทยนิยมรับประทานสะเต๊ะหมู เนื้อหมู เป็นแหล่งของสารอาหารโปรตีน ไขมัน คแุณละคฟ่าทอาสงฟโ ภอชรันสากส่าวรนถั่วลิสงซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำจิ้มมีคุณค่า ทางการบำ รุงร่างกายสูง วิธีการทำ 1. ล้างเนื้อหมู หั่นเป็นชิ้นบางพอประมาณ 2. โขลกข่า ตะไคร้ ให้ละเอียด ผสมกับลูกผักชี ยี่หร่าคั่วป่น ขมิ้นผงคนให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำกะทิลงไปเล็กน้อยคนให้เข้ากัน 3. ใส่เกลือป่น กะทิที่เหลือและนมข้น คนให้เข้ากัน ให้เกลือป่นละลาย แล้วใส่เนื้อหมูลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 30 นาที แล้วนำหมูเสียบไม้ 4. นำไปปิ้งใช้ไฟแรงปานกลาง ขณะปิ้งพรมด้วยหางกะทิ จนไก่สุก นำเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มและอาจาด วิธีทำน้ำจิ้ม 1. เคี่ยวหัวกะทิจนแตกมัน ใส่เครื่องแกงทั้งหมดลงผัดจนหอม ใส่ลูกผักชีป่น ยี่หร่าป่น ขมิ้นผง ลงผัดต่อ ค่อยๆ ใส่หางกะทิลงจนหมด 2. พอเดือดปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือป่น น้ำมะขามเปียก คนให้เข้ากันให้น้ำตาลละลาย ใส่ถั่วลิสงคั่วป่น เคี่ยวงวดเล็กน้อย ให้ถั่วนิ่ม ใส่ลูกกระวาน พอได้ที่ตั ถ้วย

ทอดมันปลากราย ทอดมันปลากรายหรือบางภูมิภาคเรียกว่าปลาเห็ด เป็นการนำเนื้อปลามานวดให้เหนียว มาผสมเครื่อง ปรุงพริกแกง ไข่ไก่ แล้วนำมาทอดรับประทานเป็นกับข้าว นิยมใช้เนื้อปลากรายขูด บางคนอาจใช้ปลา หลายชนิดมาสับรวมกัน ด้วยรสชาติที่ถูกปากจึงเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่นิยมกันทุกภูมิภาค คุณค่าท างโภชนาการ คุณค่าที่สำคัญของอาหารจานนี้ คือโปรตีนจาก เนื้อปลาและไข่ ซึ่งเป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยให้ พลังงานและสร้างความเจริญเติบโตแก่ร่างกาย และในน้ำจิ้มที่มีส่วนประกอบหลักคือแตงกวา และ พริกชี้ฟ้าที่มีเส้นใยอาหารและวิตามินเกลือแร่ วิธีการทำ 1. นวดเนื้อปลากรายขูดที่เตรียมไว้ จนเนื้อปลาเริ่มจับตัวเป็นก้อน 2. ผสมไข่ไก่ เกลือป่น น้ำตาลทราย เครื่องแกงคั่ว คนให้เข้ากัน เทผสมลงในเนื้อปลากรายที่นวดเตรียมไว้ ผสมให้เข้ กันโดยใช้มือนวด และฟาดไปมาจนเนื้อปลากรายเหนียว ใส่ใบมะกรูดซอย คลุกเคล้าให้เข้ากัน 3. ปั้นส่วนผสมเป็นก้อนกลม แล้วกดให้แบนพอประมาณ นำไปทอดในน้ำมันร้อน ใช้ไฟแรงปานกลาง จนสุกเหลืองพ ประมาณ

น้ำพริกกะปิ น้ำพริก มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยคำว่า \"น้ำพริก\" มีความหมายมาจากการปรุงด้วยการนำสมุนไพร พริก กระเทียม หัวหอม เครื่องเทศกลิ่นแรง มาโขก บด รวมกัน เพื่อใช้สำหรับจิ้ม กับผักต่างๆ น้ำพริกกะปิ คือน้ำ พริกอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นการนำกะปิมาตำรวมกับพริก กระเทียม กุ้งแห้ง แล้วนำมารับประทานกับผักสด ผักทอด คุณแลค่ะาปท ลางาโทภูชนาการ น้ำพริกกะปิ พร้อมเครื่องเคียง 1 ชุด ให้คุณค่าทางอาหารที่คร บถ้วน ตั้งแต่กะปิและกุ้งแห้ง มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กระดูก และฟันแข็งแรง พริกมีสารเคปซินช่วยกระตุ้นความอยากอา หาร และมีเบต้าแคโรทีน กับวิตามินซี ที่ช่วยบำรุงผิว และ ป้องกันความชรา กระเทียมมีเซเลเนียม ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีโปรเตสเซียม ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่ามี คุณสมบัติช่วยให้เซลล์แข็งแรง และยังจะได้น้ำมันจากกระเทียม ซึ่งเป็นสารแอนตี้เซปติก ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และลด ไขมันในเส้นเลือด ส่วนปลาทู แหล่งโปรตีนชั้นดีช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต รวมถึงมีโอเมก้า 3 ที่จะช่วยบำรุงสมองและ ร่างกายให้แข็งแรง รวมทั้งผักสดและผักต้มที่ให้วิตามินและเกลือแร่ แก่ร่างกาย วิธีการทำ 1. โขลกกะปิกับพริกขี้หนู กระเทียม พอละเอียดแล้ว ใส่กุ้งแห้งป่น โขลกให้เข้ากัน ซอยมะเขือเปราะ มะอึก ใส่ครก โขลก เบา ๆ ให้เข้ากัน 2. ปรุงรสด้วย น้ำตาลปี๊บ น้ำมะนาว ชิมให้ได้รสตามชอบ 3. ตักใส่ถ้วย รับประทานร่วมกับปลาทูทอด ชะอมชุบไข่ทอด ผักสดผักลวกชนิดต่างๆ

น้ำพริกมะขาม คนไทยนำมะขาม มาเป็นส่วนประกอบอาหารหลายชนิด ทั้งใบอ่อนมะขาม มะขามอ่อน มะขามสด มะขาม เปียก หนึ่งในนั้นคือ น้ำพริกมะขาม ซึ่งเป็นการนำฝักมะขามอ่อนๆ มาตำรวมกับกะปิ กระเทียม พริกขี้หนู ผัดกับหมูสับ ปรุงรสให้เข้าที่ รับประทานกับกับผักสดนานาชนิด นับเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็น คุณอยค่่าาทง ายงิ่โงภชนาการ มะขามมีวิตามินซีสูงมาก มีฤทธิ์เป็นยาระบาย และยังมีกรดผลไม้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ผักอื่นๆ ล้วนแต่มีประโยชน์สูง เช่น ขมิ้นขาว เป็นสมุนไพรที่ดีต่อระบบขับถ่าย ขับลม แตงกวา ถั่วพู เป็นผัก ซึ่งให้พลังงานต่ำ แต่ให้วิตามิน แร่ธาตุ และให้สารลดอนุมูลอิสระ ช่วยในการป้องกันโรค วิธีการทำ 1. นำมะขามอ่อนไปขูดผิวล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาใส่ครกตำพร้อมกับเกลือให้ละเอียด ตักออกจากครกพักไว้ 2. ตำพริกกระเทียมในครกพอแหลกดี เติมกะปิลงไป ตำให้เข้ากัน ใส่มะขามที่ตำไว้ละเอียดแล้ว 3. ใส่น้ำตาลปี๊บและหมูสับ ตำส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี 4. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน พอร้อนตักน้ำพริกจากครกลงไปผัดด้วยไฟอ่อน จนสุก และแห้งดี 5. ตักใส่ถ้วยรับประทานพร้อมผักสด เช่น ขมิ้นขาว แตงกวา ถั่วพู

ปลาทูต้มเค็ม ปลาทูต้มเค็ม เป็นอาหารไทยโบราณของชุมชนชายฝั่งทะเล โดยการใช้ปลาทูสด ที่จับได้มาปรุงทีละ จำนวนมาก สามารถอุ่นเก็บไว้กินได้หลายวัน จนก้างนิ่มสามารถรับประทานได้ทั้งก้าง แม้จะเรียก ว่าต้มเค็ม แต่อาหารชนิดนี้มีรสชาติหวานนำเค็ม เหมาะสำหรับรับประทานเป็นกับข้าว คุณค่าทา งโภชนาการ ปลาทู เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือด ตีบ และโรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดอื่นๆ นอกจากนี้การกินปลาทั้งก้าง ช่วยให้เราได้แคลเซียม ซึ่งมี ส่วนช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง วิธีการทำ 1. ปลาทูสดผ่าท้องควักไส้ออกให้สะอาด 2. โขลกรากผักชี พริกไทยเม็ด ให้ละเอียด พักไว้ 3. ใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงไปในชาม ผสมกับน้ำตาลปี๊บ เกลือป่น น้ำกระเทียมดอง น้ำมะขามเปียก ซีอิ้วดำ น้ำเปล่า ผสม ให้เข้ากัน พักไว้ 4. ใส่กระเทียมดอง ขิงซอย และพริกทั้งเมล็ดบนตัวปลา 5. นำเครื่องปรุงที่ผสมไว้ในชาม ราดบนตัวปลา นำขึ้นตั้งไฟพอเดือด แล้วลดไฟลงเคี่ยวไฟอ่อนๆ เวลาเคี่ยวถ้าน้ำใน หม้องวดลง สามารถเติมน้ำเปล่า ใช้เวลาประมาณ 4 - 8 ชม. เอามือบี้ก้างดู ถ้าก้างเปื่อยจึงใช้ได้

ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ผัดไทยเป็นอาหารไทยที่เกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 เป็นผลจากการรณรงค์ให้ประชาชนมานิยมรับประทานก๋วยเตี๋ยว เพื่อลดการบริโภคข้าว เนื่องจากใน ช่วงนั้นสภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ข้าวมีราคาแพง แต่ด้วยกระแสชาตินิยมที่มองว่าก๋วยเตี๋ยวเป็น อาหารจีน จึงได้คิดส่วนผสมขึ้นใหม่ และเรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย” คุณค่าท าง โภชนาการ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง เนื่องจากส่ วนผสมหลักคือการนำเส้นแป้งข้าวจ้าวมาผัด กับน้ำมัน มี โปรตีนได้จากเต้าหู้แข็ง กุ้งแห้ง ถั่วลิสง และถั่วงอก ใยอาหารมาจากใบกุยช่าย หัวไชโป๊ ซึ่งมีแคลเซียมและ ฟอสฟอรัสสูงซึ่งช่วยบำรุงกระดูก และฟัน วิธีการทำ 1. แช่เส้นจันทร์อบแห้งในน้ำจนเส้นนิ่ม (ประมาณ 30 นาที) 2. ใส่น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย ตั้งไฟคนให้ละลาย ใส่พริกป่นพอเดือดพักไว้ 3. ใส่น้ำมันพืชลงกระทะเล็กน้อย นำกุ้งรวนพอสุก ราดน้ำปรุงรสที่เตรียมไว้บางส่วนบนตัวกุ้งคลุกเคล้าเล็กน้อยพอให้กุ้งดูดซับน้ำ ปรุงรสจนทั่ว ใส่จานพักไว้ 4. รวนเต้าหู้ด้วยน้ำมันจนสุก จึงใส่หอมแดงสับ และหัวผักกาดเค็มสับลงผัดจนหอมจากนั้นใส่เส้นจันทร์ลงผัดจนเส้นเหนียวนุ่ม ราด น้ำปรุงรสที่เหลือลงบนเส้น ผัดจนเส้นเหนียวนุ่ม ผัดให้ทั่ว ให้เข้ากัน 5. เกลี่ยเส้นกันไว้ด้านหนึ่งของกระทะ จากนั้นใส่น้ำมันเล็กน้อย ต่อยไข่ใส่ ยีเล็กน้อย พอเกือบสุก ตลบเส้นมากลบทับบนไข่ แบ่งกุ้ง ที่พักไว้ส่วนหนึ่งลงผัดรวมกัน ใส่ถั่วลิสงคั่วป่น และกุ้งแห้งผัดต่อให้เข้า กันดี ใส่ถั่วงอกบางส่วน และใบกุยช่าย ผัดให้เข้ากัน 6. ตักใส่จานเสิร์ฟ แต่งหน้าด้วยกุ้งที่เหลือ เสิร์ฟพร้อมมะนาว ถั่วงอก ต้นกุยช่ายและหัวปลี

ผัดเปรี้ยวหวานหมู ผัดเปรี้ยวหวานเป็นอาหารลูกผสมที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารจีน และปรุงแต่งรสชาติแบบชาวตะวันตก แต่นำมา ปรุงรสให้เปรี้ยวและหวานเพิ่มขึ้นตามรสนิยมการรับประทานอาหารของคนไทย เกิดขึ้นในยุคที่คนไทยนิยมไปรับ ประทานอาหารตามร้านอาหารที่มีพ่อครัวชาวจีนที่เรียกกันว่า “กุ๊ก” เป็นผู้ปรุง ปัจจุบันจัดเป็นอาหารที่รู้จักกัน อย่างแพร่หลาย และเป็นที่นิยมทั่วไป โดยอาจดัดแปลงเนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงตามความชอบ เช่น หมู กุ้ง ปลากะพง คุณค่าเทป็ านงตโ้ภนชนาการ ผัดเปรี้ยวหวานมีส่วนผสมหลายอย่าง ทำให้ได้สารอาหารต่าง ๆ ทั้งวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร สารแคโรทีน และ ยังได้ประโยชน์จากสารฟลาโวนอยด์จากผัก โดยเฉพาะจากหัวหอมใหญ่ มีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ซึ่งให้ พลังงานพอเหมาะสม วิธีการทำ 1. ผัดหมูพอสุกพักไว้ 2. ผัดสับปะรด แตงกวา มะเขือเทศ หอมใหญ่ พักไว้ 3. ผสมเครื่องปรุง ได้แก่ ซอสมะเขือเทศ น้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำต้มกระดูก ผสมให้เข้ากันพักไว้ 4. ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดกระเทียมให้หอม แล้วใส่ผักที่เตรียมไว้ ใส่กุ้งและเครื่องเทศ ผัดให้ เข้ากัน ใส่ต้นหอม ส่วนหนึ่ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน 5. ตักใส่จานเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยต้นหอมส่วนที่เหลือ

พะแนงเนื้อ พะแนง เป็นอาหารไทยประเภทแกง โดยมีส่วนผสมหลักของเครื่องแกง คือ พริก ข่า ตะไคร้ รากผักชี เม็ดผักชี เม็ดยี่หร่า กระเทียม และเกลือ พะแนงเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย แต่คำว่า คุณพค่ะาแทานงงโภชนาการ พะแนงเนื้อเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันพอประมาณจากกะทิ ซึ่งเป็นไขมันคุณภาพดี ให้พลังงาน แก่ร่างกาย นอกจากนี้เนื้อแดงเป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก เครื่องแกง เช่น ข่า ตะไคร้ หอมแดง มีสรรพคุณ ช่วยขับลม แก้ อาการแน่น จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ วิธีการทำ 1. เคี่ยวหัวกะทิส่วนหนึ่งให้แตกมัน ใส่น้ำพริกแกงลงผัด ค่อยๆ ใส่หัวกะทิส่วนที่เหลือ ผัดจนเครื่องแกงหอมใส่เนื้อ ลงผัดให้เข้ากัน ใส่หางกะทิลงเคี่ยว 2. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ เคี่ยวต่อคนเนื้อนุ่ม และน้ำแกงงวด 3. ตักใส่จานเสิร์ฟ แต่งหน้าด้วยใบมะกรูดซอย และพริกชี้ฟ้าแดงซอย

ผัดพริกขิงหมู ผัดพริกขิง เป็นอาหารไทยโบราณที่นิยมทำสำหรับเก็บไว้กินนานๆ หรือยามเดินทาง มีลักษณะ คล้ายแกงเผ็ดที่ผัดจนแห้ง รสชาติออกหวาน สามารถทำเก็บไว้จำนวนมาก เวลารับประทานจึง นำมาเติมผัก เช่นถั่วฝักยาว ทำให้ได้รสชาติอร่อยและได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น เรียก ว่าผัดพริกขิงเนื่องจากสูตรดั้งเดิมใส่ขิงแก่ลงไปในเครื่องแกงด้วย เพื่อให้มีรสหอมซ่าของขิง ปัจจุบันนิยมใช้เครื่องแกงคั่วแทน คุณค่าทาง โภชนาการ การรับประทานอาหารจานนี้กับข้าวสวย ทำให้ได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และประโยชน์จาก เครื่องแกงช่วยขับลมในกระเพาะ แก้อาการจุดเสียด ท้องอืดท้องเฟ้อ และวิตามิน เกลือแร่จาก ถั่วฝักยาว วิธีการทำ 1. ลวกถั่วฝักยาวให้สุก นำขึ้นแช่ในน้ำเย็น ยกขึ้นให้สะเด็ดน้ำ พักไว้ 2. ผัดเครื่องแกงคั่วกับน้ำมันให้มีกลิ่นหอม 3. ใส่หมูลงผัดให้สุก ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและน้ำปลา ใส่ถั่วฝักยาวที่ลวกไว้ ใส่ใบมะกรูดซอยฝอย ส่วนหนึ่ง ผัดให้เข้ากัน 4. จัดใส่จานเสิร์ฟ ตกแต่งด้วยพริกชี้ฟ้าแดง และใบมะกรูดซอย

หมูทอดกระเทียม หมูทอดกระเทียมเป็นอาหารไทยกึ่งสมัยใหม่ ที่นิยมรับประทานกันทั่วไป โดยเฉพาะเด็กๆ หมูทอดนับ เป็นอาหารยอดนิยม ด้วยรสชาติอร่อยถูกปาก ปรุงง่าย เครื่องปรุงไม่ซับซ้อน สามารถหาเครื่องปรุง ได้ทุกที่ หมูทอดกระเทียมสามารถนำมารับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ได้ทันที หรือใช้เป็นเครื่องเคียง แนมกินกับแกงเผ็ดแกงส้มก็อร่อยเช่นเดียวกัน คุณค่าทางโภชนาการ หมูทอด นับเป็นอาหารที่มีไขมันค่อนข้างสูง ทั้งจากเนื้อหมูและน้ำมันที่ใช้ทอด แต่เนื้อหมูเป็นแหล่ง โปรตีน และมีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และทองแดง ส่วนกระเทียมเป็นเครื่องปรุงที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล ได้ดื การรับประทานหมูทอดให้ได้คุณค่าทางอาหาร ควรรับประทานคู่กับข้าวอื่นๆ ที่มีส่วนผสมของผัก ด้วย วิธีการทำ 1. เจียวกระเทียมสับในน้ำมันใช้ไฟอ่อน ค่อยๆ เจียวจนกระเทียมมีสีเหลืองทองสะเด็ดน้ำมันแล้วพักไว้ 2. หั่นหมูเป็นแผ่นหนาประมาณ 1 ชม. 3. โขลกรากผักชี พริกไทยป่น กระเทียม จนละเอียด เติมซีอิ้วขาว นำไปคลุกกับหมูหมักไว้ ประมาณ 15 นาที 4. นำหมูลงทอดในน้ำมันร้อนจนสุก ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน 5. หั่นเป็นชิ้นพอคำ เรียงใส่จานเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook