Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มรดกธรรม เล่ม 4

มรดกธรรม เล่ม 4

Published by koranis9, 2020-11-05 03:27:26

Description: มรดกธรรม เล่ม 4

Search

Read the Text Version

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ กำรท่ีเรำได้มำภำวนำมำประพฤติปฏิบัติอย่ำงน้ี นับว่ำ เป็นโชควำสนำของเรำที่ ๑) เรำได้เกิดมำเป็นมนุษย์ว่ำเป็นของ ยำกแล้ว ๒) เรำได้เกิดมำพบพระพุทธศำสนำ ๓) เรำได้พบ หลักธรรมคำสอนขององค์พระศำสดำ ๔) เรำยังได้มำภำวนำมำ ประพฤติปฏิบัติ นับว่ำเป็นโชควำสนำของพวกเรำ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมของพวกเราน้ัน ขอให้พวกเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพราะชีวิตของเราน้ันกาลเวลาล่วงไป ๆ ชีวิตของเราก็แก่ชราลง ๆ เราจะเห็นได้ เราพิจารณาดูวันน้ีเราเป็นอย่างไรแตกต่างจากเมื่อ วานไหม เมอื่ วานแตกตา่ งจากอาทิตยก์ อ่ นไหม อาทติ ย์ก่อนแตกต่าง จากเดือนก่อนไหม เดือนก่อนแตกต่างจากปีก่อนไหม เม่ือเราคิด ย้อนไป ๆ เราจะเห็นว่าเราไม่มีอะไรเลย ชีวิตมีแต่กำรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน แล้วดับไป จากความมกี เ็ ป็นความไม่มี จากความ ไม่มีก็เป็นความมี เราพิจารณาดูเวลานี้ข้างหน้านั้นจะเป็นอย่างไร เราก็พิจารณาดูว่าชีวิตของเราน้ันต่อไปก็ต้องแก่ชราลง คร่าคร่าลง และในท่ีสุดร่ำงกำยนี้ก็ไม่พ้นจำกควำมเป็นธรรมชำติ ควำมเป็น อนิจจัง ควำมเป็นทุกขัง ควำมเป็นอนัตตำ วันหนึ่งเรำก็ต้องตำย จำกโลกนี้ไป เพรำะชีวิตของเรำแท้จริงนั้นอยู่ในโลกนี้เพียง เล็กน้อยเหลือเกิน โลกนี้เกิดมานั้นกว้างใหญ่ไพศาลอายุยืนนานนับ ไม่ไดเ้ ป็นกัปเป็นกัลป์เท่าไหร่ โลกนเี้ กดิ มาแลว้ นั้นมีความแปรปรวน อยู่ตลอดเวลา โลกนี้หมุนรอบตัวเอง ๒๔ ช่ัวโมง ก็คือ ๑ วัน หมุนรอบดวงอาทิตย์ ๓๖๕ วัน ก็คือ ๑ ปี ทาให้เกิดฤดูกาลต่าง ๆ และสิ่งน้นั ก็เปน็ ส่งิ ทก่ี ่อใหเ้ กดิ ความทกุ ข์ โลกนี้เต็มไปด้วยควำมทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจำกภัยธรรมชำติ นำ้ ทว่ ม ไฟไหม้ ควำมร้อน ควำมหนำว ทุกข์จำกฟ้ำผ่ำฟ้ำร้อง สงิ่ ๙๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ต่ำง ๆ เรำเกิดมำเรำก็มำอำศัยอยู่ในโลกแห่งควำมทุกข์นี่เอง เพราะฉะน้ันโลกกับเรามันอาศัยซึ่งกันและกัน โลกมันประกอบไป ด้วยธาตุท้ัง ๔ ส่ิงมีชีวิตจึงเกิดได้ประกอบไปด้วย ธาตุน้า ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ เราจะเห็นว่าดวงดาวอื่นแม้กระทั่งดวงอาทิตย์ ดวง จันทร์ จะไม่มีมนุษย์เกิดข้ึน ไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดได้เลย แต่โลกของเรา นั้นประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ที่พอเหมาะพอสมแล้ว สิ่งมีชีวิตอย่าง พวกเราจึงมาเกิดได้ เราอาศัยธาตุทั้งหลายมาหนุนกันอยู่ชีวิตของ เราสืบต่อเนื่องกันไป เพราะฉะน้ันร่างกายของเราจึงประกอบไป ดว้ ยธาตทุ ัง้ ๔ คือ ดนิ นา้ ลม ไฟ เช่นเดยี วกนั เวลาปฏิบัติไปแล้วพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามีจิตสงบ เป็นสมาธิ คาว่า “จิตสงบเป็นสมำธิ” น้ันเป็นอย่ำงไร คือ “จิตจะ เกิดพละกำลัง” จิตอย่ำงน้ีคือ “จิตพอเหมำะพอควร” ในกำรมำ พิจำรณำสภำวะธรรมต่ำง ๆ ให้เห็นตำมควำมเป็นจริง “จิตเป็น สมาธิ” เช่นเราบรกิ รรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆ หรอื เรากาหนดลมหายใจ เข้า-ออก จุดของความรู้ท่ีเราบริกรรม หรือกาหนดรู้น้ันจะรวมตัว เข้ามาแน่น ๆ จิตรวมตัวแน่นเข้ามา อาการเด่นชัดขึ้นมาอันน้ีเรา เรียกว่า “วิตก” ส่วนอาการกาหนดรู้เรียกว่า “วิจารณ์” องค์ของ สมำธิน้ันท่ำนเรียกว่ำ “สัมมำสมำธิ” พระพุทธเจ้ำท่ำนตรัสไว้ ต้องประกอบด้วยองค์ ๕ ประกำร วิตก วิจำรณ์ ปีติ สุข และ เอกคั คตำ เราจะรไู้ ดว้ ่าก่อนภาวนาน้นั จติ เราเป็นอย่างหนึ่ง แต่เวลา จติ เราจะเปน็ สมาธสิ งบรวมตัวเข้าไปน้ัน จติ จะมีอาการเปลี่ยนแปลง จดุ ทเ่ี รากาหนดรู้ หรอื จดุ ของความรู้ทแี่ นน่ ขนึ้ มา ๆ หรือคาบรกิ รรม ภาวนาพุทโธ พุทโธ เข้ามาท่ามกลางหน้าอกจนแน่นจนกระท่ังนึก คาบรกิ รรมไม่ออก ทา่ นเรยี กว่า “วิตก” ให้เห็นอยา่ งเด่นชดั ข้ึนมาท่ี ๙๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ เรากาหนดรู้ คือกาหนดรลู้ มเข้า-ลมออก หรือกาหนดบรกิ รรมพุทโธ เรยี กวา่ “วจิ ารณ์” สองอยา่ งน้ี ต้องเกิดขน้ึ ก่อนเสมอในการบาเพ็ญ ภาวนา “สมำธิ หรอื ฌำน” คอื อันเดยี วกัน “ฌำนงั แปลว่ำ กำร เพ่ง” สมำธิ หรือ กำรเพ่ง ก็อันเดียวกัน ต่างกันแค่ชื่อเรียกเฉย ๆ เวลากาหนดไปอย่างนี้อาการของจิตจะรวมตัวเข้ามา ๆ แน่นเข้ามา ๆ เรียกว่า วิตก วจิ ารณ์ เมอ่ื เรากาหนดต่อไป ไม่ขาดสติ ไมเ่ ผลอสติ จุดของความรู้นี้จะทาให้เรารู้สึกเข้าสู่ความสงบ จิตรวมตัวเข้าเป็น หน่ึงเรียกว่า “เอกัคคตำจิต” คือจุดท่ีรวมตัวเข้ามาเป็นหนึ่งเด่นชัด ขึ้นมา ต่อมา “ปีติ” ก็เกิดข้ึน รู้สึกกายเบา บางทีร่างกายใหญ่ข้ึน ๆ หรอื บางคนตัวเล็กลง ๆ บางทรี ้สู กึ วา่ มคี วามอ่มิ เอิบซาบซ่านอยู่ตาม ร่างกาย ขนพองสยองเกล้า บางทีก็รูสึกเหมือนมีอะไรมาไต่ตามเน้ือ ตามตัวตามใบหน้าของเรา หรือบางทีตัวโยกตัวคลอน อย่างนี้ท่าน เรียกว่าอาการของปีติ ต่อมาเม่ือปิติเกิดขึ้นความสุขก็เกิดข้ึน เม่ือ ครบองค์ ๕ ประกำร วิตก วิจำรณ์ ปตี ิ สขุ เอกัคคตำ ทำ่ นเรียกวำ่ จิตเป็น “ปฐมฌำน” คือ องค์เพ่งท่ีหนึ่ง ปฐม แปลว่ำ หนึ่ง เม่ือ จิตรวมตัวเข้าเป็นสมาธิแล้วเวลาเราภาวนาไปอย่างน้ี การภาวนาก็ ให้เราอยู่ในอารมณ์เดียว เพราะอารมณ์ วิตก วิจารณ์ เมื่อถึงเต็มท่ี เต็มรอบ เต็มอ่ิมแล้ว มันก็จะดับของมันไปเอง คาบริกรรมภาวนา นึกก็นึกไม่ออก ลมหายใจเบาลง ๆ ส้ันลง ๆ รวมตัวเข้ามาอยู่ ท่ามกลางหน้าอกมีความรู้เป็นหน่ึง อาการนั้นเรียกว่า “ละวิตก ละ วิจำรณ์”สุดท้ำยก็เหลือ “ปีติสุข” มันก็ไม่เท่ียงเหมือนกันอยู่ไม่ นำน ๙๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ ถ้าเราไม่ไปทาความสงสัย ทาความตื่นสะดุ้ง ต่ืนกลัว ต่ืนเต้นกับมันแล้ว ต่อไปมันก็ดับสุดท้ำยเหลือแต่จิตล้วน ๆ อยู่ อย่ำงนั้นเรียกว่ำ “อัปปนำสมำธิ หรือ อัปปนำฌำน” เกิดข้ึน มี แต่ควำมรู้อยู่อย่ำงน้ัน ลมหำยใจแทบไม่มี บำงเบำมำกท่ีสุด อำกำรอย่ำงน้ีจิตท่ีเป็นอย่ำงนี้เรียกว่ำอำกำร “จิตเป็นสมำธิ” ถ้า ผู้ปฏิบัติเคยปฏิบัติแล้วและเคยจิตเป็นสมาธิ เวลาครูบาอาจารย์พูด อย่างน้ีจะรู้ว่าน่ีแหละ คือสิ่งท่ีตัวเองเคยได้เคยมีเคยเป็นกัน ถ้าเรา ทาได้อย่างนี้บ่อย ๆ จิตของเราเป็นสมาธิ แต่ถ้ำเรำไม่ทำต่อเนื่อง เรำไม่ประพฤติปฏิบัติต่อเน่ืองจิตมันก็เส่ือมได้ เวลาจะทาให้ เข้าสมาธิก็เข้ายากเหลือเกิน แต่ถ้าเราทาบ่อย ๆ จนชานิชานาญ แลว้ จิตเราจะมคี วามแนน่ หนาม่นั คงภายในจติ ใจ อาการที่มันแน่นมันตงึ นั้นเขาเรียกวา่ “จิตเป็นสมาธิ” ไม่มี ความเส่ือมเราจะกาหนดเมื่อไหร่ได้เมื่อน้ัน แค่ตื่นนอนข้ึนมายังไม่ ทาอะไรเลย ไม่ต้องบริกรรมพุทโธ เราแค่กาหนดรู้แค่น้ันจิตจะ รวมตัวเข้ามาท่ามกลางหน้าอกแน่นขึ้นมา ถ้าจิตแบบน้ีเขาเรียกว่า “จิตเป็นสมาธิ” ไม่เสื่อม จิตมีพละกาลังมาก น่ีแหละเป็นจิตท่ี เหมาะในการพิจารณาค้นคว้าออกมา เราจะพิจารณาค้นคว้า อย่างไร ก็คือ “ถอนจิต” อย่ำไปอยู่ในภำวะอย่ำงนั้น เวลำเรำจะ พิจำรณำ คำว่ำ “พิจำรณำ” ต้องใช้ “ปัญญำและควำมคิด” เพรำะฉะนั้นถ้ำจิตอยู่ในควำมรู้อันเดียวนั้นมันไม่มีควำมคิด มัน คิดไม่ได้ เขำเรียกว่ำ เอกัคคตำจิต จิตต้องถอนออกมำอยู่ในข้ัน “อุปจำรสมำธิ” ในขั้นที่สงบพอเฉียด ๆ เวลำจิตอยู่ในขั้นนี้นั่น แหละทจ่ี ะพอคิดพอพจิ ำรณำได้ แล้วเราจะพจิ ารณาอะไร ๑๐๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “เรำหลงตรงใด เรำติดตรงไหน ให้พิจำรณำสิ่งเหลำ่ น้นั ” เวลาน้คี นเราตดิ อะไร เรำหลงวำ่ ร่ำงกำย ชีวิตจิตใจของเรำท่ีน่ังอยู่นี่ คือตัวตนของเรำเป็น “อัตตำ คือ ตัว กูของกู” ขึ้นมำ พอจิตของเรำมันหลงตัวหลงตนข้ึนมำแล้วกิเลส นอ้ ยใหญ่กต็ ำมข้ึนมำ เปรยี บเสมอื นเมลด็ พชื ปลูกลงไปแล้ว พอมัน ไดเ้ ชอื้ ได้ปยุ๋ ไดน้ ้ามนั ก็เจริญเติบโตขนึ้ ไป ตัวอัตตาของเราน่ีตัวสาคัญ เราทุกคนเกิดมาให้เรานึกดู พิจารณาย้อนหลังไปเอาตั้งแต่วันเกิด ก่อนที่เราจะเกิดมาน้ันเราอยู่ท่ีไหน กายกับจิตน้ีมีหรือไม่ มันไม่มี เราอยูใ่ นท้องแม่ ๘ เดือน ๙ เดอื น เกิดมาจากอะไร เกดิ มาจากกาม ของพ่อแม่ พ่อแม่เราเสพกามกันผสมกันแล้วมีก้อนเลือดออกมา จากนั้นถึงเวลา ๔ สัปดาห์ จิตดวงน้ีก้าวเข้าสู่ครรภ์ของมารดา ตามแต่วิบากกรรม บุคคลใดมีวิบากกรรมร่วมกันเป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นลูก ก็ ได้มาเกิดร่วมกันนั่นเอง จิตของเราท่ีมาอาศัยอยู่ในครรภ์ของแม่ ๘ เดือน ๙ เดือน อาศัยแม่ดูแลครรภ์น้ันขึ้นมา เพราะฉะน้ันกำรท่ีคน จะมำเกิดได้นั้นก็ต้องอำศัยกรรมและวิบำกกรรม พระพุทธเจ้ำจึง บอกว่ำ “สัตว์โลกทั้งหลำยเป็นไปตำมกรรม” คนจะเกิดมาเป็น ผหู้ ญิง เป็นผชู้ าย จะเกดิ มามผี วิ พรรณวรรณะอยา่ งไร จะพกิ ลพิการ จะมีร่างกายสมบูรณ์หรือไม่ก็แล้วแต่กรรม และวิบากรรมของสัตว์ เหล่านน้ั ทั้งของเราและของแมท่ ี่เคยกระทากนั มานั่นเอง เราจะเหน็ ว่าคนเราเกิดมาแตกต่างกัน บางคนเกิดมาอายุสั้นตายตั้งแต่อยู่ใน ท้องแม่ของตนแท้งตาย ไม่ได้เห็นแสงสว่าง ไม่ได้เห็นเดือนเห็น ตะวันอะไรเลย บางคนตายในขณะคลอด บางคนเกิดมาได้ ๗ - ๘ วันก็ตาย หรือบางคนเกิดมาได้ไม่กี่วันก็ตาย แต่บางคนเกิดมา ๑๐๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ สมบูรณ์พูนผล เกิดมาแล้วมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์ อาการ ๓๒ ครบหมด สิง่ ต่าง ๆ เหล่านี้ เกิดขน้ึ มาตามแต่วบิ ากกรรม กรรม เปน็ ตัวจาแนก พระพุทธเจำ้ ท่ำนบอกว่ำ “เรำมีกรรมเปน็ ของของ ตน มกี รรมเปน็ ผ้ใู หผ้ ล มีกรรมเป็นกำเนิด มกี รรมเปน็ ผตู้ ิดตำม มี กรรมเป็นเผ่ำพันธ์ุ มีกรรมเป็นที่พ่ึงอำศัย ใครจะทำกรรมอนั ใดไว้ ดหี รือชวั่ ย่อมไดร้ บั ผลของกรรมนน้ั สบื ไป” ท่านจึงว่าเราจะทาอะไรไว้ จึงได้รับผลของกรรมน้ัน พวก เรำเกดิ มำจงึ มีชวี ิตท่แี ตกตำ่ งกันแล้วแตก่ รรมและวิบำกกรรมที่สั่ง สมกนั มำ กรรมจะติดเนอื้ ตดิ ตวั เรำไปทั้งจำแนกให้มำเกิดเป็นเพศ หญิงเพศชำย ท้ังผิวพรรณวรรณะ ท้ังฐำนะ สติปัญญำ ควำม เฉลียวฉลำด เกิดมาจากพนี่ ้องเดยี วกันอายุแตกตา่ งกนั บางคนน้อง ตายกอ่ นพเ่ี พราะโรคภัยไข้เจ็บมากมายเหลือเกิน บางคนเกดิ มาเป็น ลูกเศรษฐีมหาเศรษฐี แต่พิกลพิการ ขี้ริ้วข้ีเหร่เหลือเกิน อันน้ีคือ “กรรมมันตกแต่งจำกส่ิงท่ีทำมำในอดีต” บางคนเกิดมาทาไม ยากจนเหลอื เกนิ ทรัพย์สมบัติไม่มี แต่ผวิ พรรณวรรณะเขาดี อายุยืน มีความสุขกายสบายใจ ชีวิตของคนเราเป็นอย่างน้ี เพราะกรรมเปน็ ตัวจาแนกสัตว์นั่นเอง เพราะเหตุอันน้ีพระพุทธเจ้าทราบด้วยพระ ญาณหยั่งทราบของพระองค์ว่า สิ่งเหล่านั้นเกิดมาจากกรรมของ สัตว์ทง้ั หลาย พระองค์เลง็ พระญำณหย่ังทรำบด้วย “วิปำกญำณ” รวู้ ำ่ วิบำกกรรมของสัตว์ท่ีมำเกิดเหล่ำนั้น เพรำะอะไรจึงได้มำเสวย วิบำกกรรมอย่ำงนี้ เพรำะฉะน้ันคนเรำเกิดมำต้องอำศัยกำรให้ ทำน กำรรักษำศีล กำรเจริญภำวนำ จึงได้มำเกิดเป็นมนุษย์ ได้ พบส่ิงต่ำง ๆ นำนำท่ีสมบูรณ์พูนผล ใครให้ทานมามากเกิดมาเปน็ ๑๐๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ เศรษฐีกุฎุมพี ทรัพย์สมบัติหาได้ง่ายในโลกน้ีปานประหน่ึงว่าคิดเอา ก็ได้แล้ว เกิดมาแล้วมีผิวพรรณวรรณะสวยงาม อายุยืนยาว โรคภัย ไข้เจ็บไม่เบียดเบียน เพราะรักษาศีลมาดี คนเจริญภาวนามาก็เป็น คนมีสัมมาทิฐิ มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงเรียกว่าภาวนา มา แต่คนส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้ส่ังสมส่ิงเหล่าน้ีมาเสมอกันทาอย่าง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะคนเรานั้นเวลากิเลสบีบค้ันแล้วก็ทาความช่ัว เวลามีสติระลึกได้ก็ทาคุณงามความดี เพราะฉะน้ันเรำเกิดมำ บำงครั้งที่ควำมดีให้ผลเรำจึงเสวยสุข ทุกส่ิงทุกอย่ำงอะไรก็ดีไป หมด แต่เวลำที่ควำมชั่วมำให้ผล มำถึงวำระกรรมควำมชั่วมำถึง แล้ว ชีวิตก็ตกต่ำมีควำมทุกข์และเร่ืองรำวต่ำง ๆ ก็ตำมมำ ชีวิต จงึ เป็นอย่ำงน้ี พระพุทธเจ้ำจึงสอนเรำทั้งหลำยว่ำ “สัพพะปำปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทำ” จงละควำมช่ัว ควำมช่ัว ท้ังหมดทั้งปวง จงละออกไปก่อนอย่ำกระทำอีก “กุสะลัสสูปะสัม ปะทำ” จงทำแต่ควำมดีใหส้ มบูรณพ์ นู ผล จำกน้ันกท็ ำจิตของเรำ ให้ผ่องใส ให้บริสุทธ์ิ ด้วยกำรเจริญจิตภำวนำ ถ้าเราทาอย่างน้ีได้ สมบูรณ์พูนผลสุด ๆ แล้ว ชีวิตของเราก็จะพบแต่ความสุขความ เจริญ และก็จะประพฤติปฏิบัติตนเองจนถึงความพ้นทุกข์ได้ แต่ เพราะเหตุว่าเราสั่งสมกรรมเหล่าน้ีมาต้ังแต่ในอดีตท้ังความดีความ ช่ัวปะปนกันไป แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยเสวยชาติ เป็นพระโพธิสัตว์ บางคราวพระองค์ทาความช่ัวเพราะไม่ได้พบ พระพุทธเจ้า ไม่ได้พบพระพุทธศาสนา และไม่มีครูบาอาจารย์สั่ง สอน บางชาติพระองค์ก็ไปตกนรกหมกไหม้ บางชาติพระองค์ก็มา ๑๐๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ เกิดเปน็ สัตวเ์ ดรจั ฉานอย่างที่เราอ่านในชาดก มาเกดิ เปน็ ช้างม้าบ้าง มาเกิดเปน็ เสอื สิงโต มาเกดิ เปน็ ลงิ บา้ ง แม้กระท่ังเหี้ยท่านยังเคยมาเกิด ในครั้งพุทธกาลเกิดเป็น เหี้ยถึง ๖ ชาติ พระพุทธเจ้าของเรา ท่ีพวกเราเรียกตัวเงินตัวทอง เป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจของพวกเราเนี่ยแหละ พระพุทธเจ้าสมัยท่ีเป็น พระโพธิสัตว์ก็เคยมาเสวย ดังน้ันเราจึงมีชาดกเรอ่ื งฤๅษีกินเห้ยี ฤๅษี ก็คือพระเทวทัตน่ันเอง สิ่งเหล่านี้เป็นส่ิงที่เราได้นามาพิจำรณำให้ มันสลดสังเวชว่ำ คนเรำเกิดมำน้ันทำทั้งควำมดีและควำมชั่ว เกิดมำจึงเป็นอย่ำงนี้ ชีวิตของพวกเรำที่เกิดมำอย่ำงนี้จึงลุ่ม ๆ ดอน ๆ เดยี๋ วกท็ ุกข์ เดยี๋ วกส็ ขุ ปะปนกนั ไปหำควำมสุขทเี่ ท่ียงแท้ แน่นอนไม่ได้เลยเพรำะวิบำกกรรมท่ีเรำสั่งสมกันมำนี่เอง ดังนั้น พระพทุ ธเจ้าจงึ สอนพวกเราให้ทาความดใี หส้ มบูรณ์ ละจากความช่ัว และเจริญภาวนา ทาจิตของเราให้ผ่องใสให้ถึงความบรสิ ุทธิ์ เราก็จะ พ้นจากความทกุ ข์ไปได้ สัตว์โลกบางตัวน้ันเกิดมากระทาแต่ทาน ศีลไม่รักษา เวลา เกิดมาน้ันเกิดมาเป็นลกู เศรษฐีกุฎมุ พี แต่เพราะศีลไม่รักษา ชอบฆ่า สัตว์ ชอบเบยี ดเบยี นสัตว์ ทาใหร้ ่างกายพิกลพิการ ตาบอด หูหนวก โรคภยั ไข้เจ็บเบียดเบยี นเยอะ บางคนรักษาแตศ่ ีล ไม่ใหท้ าน เกิดมา ผิวพรรณวรรณะดี อายุยืน แข็งแรง แต่ยากจนเหลือเกิน เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัยหาก็หาได้ยากลาบากเหลือเกินขัดสนจนใจ เพราะฉะนั้นส่ิงเหล่าน้ีเราต้องทา ถ้ำเรำเช่ือ มีควำมศรัทธำในองค์ พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำแล้ว เรำพึงปฏิบัติตนให้เต็มท่ีเต็มเม็ดเต็ม หน่วย ชีวิตของเราท่ีเกิดมาน้ันวันนึงก็ต้องตายไป ทรัพย์สมบัติ ทั้งหลายไม่ว่าอะไร สิ่งท่ีเป็นผลของความดีและความชั่ว บุญหรือ ๑๐๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ บาปที่เราเสวยกันอยู่ วันนึงก็ต้องทิ้งไปหมด แต่ว่าจิตใจของเรำน้นั เป็นของไม่ตำย จิตใจดวงน้ีนั้นจะต้องเวียนว่ำยตำยเกิดใน สังสำรวัฏเรำจะไปอยู่ท่ีใดเรำก็บอกไม่ได้ คนเรำจะไปเกิดท่ีไหน นนั้ กแ็ ล้วแต่จติ กอ่ นตำย หำกจิตก่อนตำยเศร้ำหมอง ทุคติย่อมเป็นท่ีไป หำกจิต กอ่ นตำยผอ่ งใส สคุ ตยิ อ่ มเปน็ ทไ่ี ป ดังนน้ั เราก็มาลองพิจารณาดูว่า ส่ิงเหล่านี้ถ้าเราประพฤติปฏบิ ัตติ นอย่แู ต่กับความชัว่ ชา้ ลามกต่าง ๆ นานา นั่นเป็นความเคยชินของจติ เรา เหมือนคนที่เขาฆ่าสัตวท์ ุกวนั ๆ เวลาก่อนตายนั้นเขาจะนึกถึงอะไร เขาก็นึกถึงส่ิงท่ีเขาทาอารมณ์ เหล่าน้ันอยู่เป็นประจา ๆ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเวลาคนฆ่าสัต วจะตายนั้นนะเขาจะร้องเสียงเหมือนสัตว์ที่เขาฆ่าน่ันเอง แต่ถ้าคน ทาบุญใส่บาตร ฟังธรรม เจริญจิตภาวนาทุก ๆ วัน บริกรรมภาวนา พุทโธ ๆ ทุกวัน ๆ สติได้รับการฝึกฝนอย่างนี้ ก่อนตำยสิ่งเหล่ำน้ีก็ จะมำเป็นที่พ่ึงพำทำงจิตใจ ก่อนตำยจะได้ระลึกถึงบุญกุศลท่ี ตัวเองได้กระทำอย่ำงนี้แล้วก็จะไปเกิดในสุคติน่ันเอง ปุถุชนเรำ เปน็ อย่ำงนีห้ ำควำมเท่ียงแทแ้ น่นอนไมไ่ ด้ในคติทีจ่ ะไป ดังนั้นพระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราทั้งหลายมาพิจารณา พิจารณาอะไร ก็มาพิจารณาร่างของเรานี้มีความเห็นว่าร่างกายนี้ มันคือตัวตน แล้วมันคือตัวตนแท้ของเราหรือไม่ ถ้าเป็นตัวตนแท้ ของเรา เราบอกไม่อยากแก่ ทาไมมันถึงแก่ ทาไมมันบอกไม่ฟัง เรา ไม่อยากเจบ็ ป่วย ทาไมมันเจบ็ ไข้ได้ปว่ ย เราบอกไม่อยากตาย ทาไม มันจะตายอย่างน้ี เอาเพียงเรื่องร่างกาย พิจารณาร่างกายน้ีว่ามัน เป็นอยา่ งไร ท่ำนสอนใหเ้ รำพจิ ำรณำดูรำ่ งกำยซึ่งประกอบไปด้วย ธำตุท้ัง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มันเป็นอย่ำงไร ลมหำยใจของเรำก็คือ ๑๐๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ธำตุลม ลมทพ่ี ัดไปภายในรา่ งกายของเรา ลมพดั ข้ึนเบ้ืองบน ลมพัด ลงเบื้องล่าง ลมเรอ ลมตด อย่างนี้เป็นตน้ ต่อมาก็ ธำตไุ ฟ คอื ควำม อบอุ่นของร่ำงกำย ไฟที่เผำผลำญร่ำงกำยให้แก่ลง ๆ เราแก่ก็ เพราะอันนี้เอง ไฟที่เผาผลาญย่อยอาหารของเรานี่แหละ ธาตุไฟทา ให้ร่างกายของเราอบอุน่ ต่อมาก็พิจารณาดู ธำตุดิน ก็คือส่วนต่ำง ๆ คือ อวัยวะ ต่ำง ๆ มันเปล่ียนรูปเป็นต่ำง ๆ มันเป็นอย่ำงน้ีได้อย่ำงไร มันเป็น น้าได้อย่างไร ให้เราดูว่าเวลาตายไป คนที่ตายไป ๗ วันเป็นยังไง เดือนนึงเป็นยังไง ปีนึงเป็นยังไง ส่ิงเหล่านี้เน่าเปื่อยสลายไป ๆ ก็ กลับสู่พื้นดินไม่มีอะไรเลย อวัยวะต่าง ๆ ท่ีมันเป็นรูปร่างต่าง ๆ เวลาสลายไปแล้วก็ไปเป็นอย่างเดียวกัน เป็นปุ๋ยเป็นดินเป็นอย่าง เดียวกันหมด น้าก็สลายเป็นน้า ไฟก็สลายเป็นไฟ ลมก็สลายเปน็ ลม ร่างกายเราเป็นอย่างนี้ เกิดข้ึนแล้ว ต้ังอยู่ แปรปรวน แล้วก็ดับไป หาความเท่ียงแท้แน่นอนอะไรไม่ได้ พระพุทธเจ้ำจึงตรัสว่ำมันเปน็ “อนัตตำ” เพรำะเกิดขึ้นมำแล้วหำควำมเท่ียงแท้แน่นอนไม่ได้ “ส่ิงไหนไม่เท่ียงส่ิงน้ันย่อมเป็นทุกข์ สิ่งไหนเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็น อนตั ตำ” มันเปน็ โจทย์ทีต่ อบใหเ้ ราได้อย่างน้ี เราก็แก้ความเห็นผิดของเราได้ ที่เราเคยเห็นผิดว่าน่ีคือ ตวั ตนของเรา ตวั กูของกู เมอื่ เราพจิ ารณาอย่างนแี้ ล้วเรากเ็ ห็นชัดว่า ส่ิงนี้หาความเป็นตัวตนแท้ของเราไม่ได้เลย เป็นส่ิงที่เกิดขึ้นตาม สภาวะธรรมอันหน่ึง เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ตั้งอยู่ตามเหตุตาม ปัจจัย และดับไปตามเหตุตามปัจจัย ดังที่ “พระพุทธเจ้ำสอนไวว้ ่ำ ธรรมทั้งหลำยเกิดแต่เหตุ เหตุทั้งหลำยเกิด และเหตุดับของธรรม เหลำ่ น้นั ” ท่านสอนเราอย่างน้ี สิ่งต่าง ๆ เกิดข้ึนตามเหตุตามปัจจัย ๑๐๖

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ร่างกายของเราก็เป็นอย่างน้ีเฉกเช่นเดียวกัน เมื่อเราพิจารณาอย่าง น้ีแล้วเราจะเห็นว่าร่างกายของคนเรานั้นหาความเที่ยงแท้แน่นอน ไม่ได้เลย เกิดขึ้นแล้วต้องมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในที่สุด เราก็จะเป็นอย่างน้ัน เม่ือเราเป็นอย่างนี้แล้วเราก็จะเห็นได้ชัด และ เกิดปัญญาความรู้แจ้งขึ้นมาว่า ร่างกายนี้หาเป็นอัตตาตัวตนอย่างท่ี เราเข้าใจไม่ อันน้ันเป็นความเห็นมิจฉาทิฐิเป็นความเห็นผิดของเรา อย่างแท้จริง เม่ือเราเห็นอย่างน้ีแล้วเราแก้ปัญหาตัวเองได้แล้วเป็น สัมมาทิฐิเกิดข้ึนเราก็เห็นชัดแจ้งว่าร่างกายน้ีไม่ใช่ตัวตนของเราเลย นี่แหละ เราพิจารณาดอู ย่างนี้ ควำมทกุ ข์ ทำไมจิตใจของเรำจึงทุกข์ ควำมทุกขเ์ กดิ จำก อะไร เกิดจากความเศร้าโศกเสียใจ ความไม่สมหวังสมปรารถนา ความปรารถนาอะไรไม่ได้ด่ังใจก็เป็นทุกข์ หรือส่ิงต่าง ๆ มา กระทบกระเทือนภายในจิตใจของเราทาให้เกิดความทุกข์ ความ ขัดข้องหมองใจภายในจิตใจของเรา เกิดการร้องไห้เสียอกเสียใจ ราพึงราพัน เหล่าน้ีเป็นความทุกข์ภายในจติ ใจของเรา พระพุทธเจ้า จึงสอนให้เรามาพิจารณาสิ่งเหล่าน้ี และหาทางแก้ไข ทุกอย่างมัน ต้องมีแต่เหตุ ธรรมท้ังหลายเกิดจากเหตุ เหตุที่เกิดสิ่งเหล่าน้ีคือ อะไร คือควำมเห็นผิดของเรำ เป็นมิจฉำทิฐิ อีกทั้งเกิดควำมยึด มั่นถือม่ัน มีอุปำทำนควำมยึดมั่นในสิ่งเหล่ำนี้ เพรำะฉะนั้นกำร ประพฤติปฏิบัติภำวนำเพื่อให้จิตเกิดสมำธิก็เพ่ือมำแก้ปัญหำ อยำ่ งนี้นนั่ เอง การเกิดของสัตว์ทั้งหลายนั้นมีคติไม่แน่นอน บุคคลใดที่มี คติไม่แน่นอนนั้นเราจะทาอย่างไร จึงสอนให้เราพิจารณาในส่ิง เหล่านี้ บุคคลใดที่ยังยึดม่ันถือมั่นในอุปำทำนขันธ์ ๕ อยู่ บุคคล ๑๐๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ นั้นต้องไปเวียนว่ำยตำยเกิดในสังสำรวัฏอีกยำวไกลหำท่ีสุดไม่มี ไมม่ ที ่ีสุดไมม่ ีประมำณ เราลองมาพิจารณาดูขันธท์ งั้ ๕ นน้ั ประกอบ ไปด้วยอะไร ชีวิตจิตใจอันนี้ที่เราเห็นว่าตัวตนน้ีคือขันธ์ทั้ง ๕ ของ เรา คนท่ีตายไปแล้วนัน้ คือจิตวญิ ญาณออกจากร่างไป ร่างกายน้ันมี แต่รูปขันธ์ท่ีใช้การไม่ได้แล้วเราจึงเรียกว่าคนตาย แต่พวกเราที่น่ัง อยู่น้ีประกอบไปด้วยชีวิตและจิตใจ ท่านจึงเรียกว่าประกอบไปด้วย ขันธ์ทั้ง ๕ และจิตของเราอาศัยอยู่ ดังน้ันเราลองพิจารณาดู สภาวะธรรมอันนี้เป็นของธรรมชาติที่มีอยู่ คาว่ารูปคืออะไร ขันธ์ แปลว่ากอง แปลว่ารูป แปลว่าหมวดหมู่ รูปขันธ์ที่เป็นยึดม่ันถือม่ัน คือรูปน้ันมันเป็นอย่างไร ก็คือรูปร่างกายของเราท่ีเราเห็นกันอยู่ ทนโท่นี่แหละ เราลองพิจารณาย้อนดูตั้งแต่ก่อนที่เรามาน่ังอยู่ตรงน้ี เราเป็นอย่างไร เวลาเราเกิดเราเกิดมาได้อย่างไรดังที่อธิบายมาแล้ว ตอ่ ไปภายหน้ารูปน้ีจะเปน็ อย่างไร เรากจ็ ะเห็นวา่ รูปร่างกายนี้ต่อไป ก็ต้องแก่และตายไปในท่ีสุด รูปร่ำงกำยน้ีก็เกิดมำด้วยควำม แปรปรวน เกิดขึ้น ต้ังอยู่ ดับไป เรำจะเห็นควำมเป็นอนิจจัง ควำมเป็นทุกขงั ควำมเปน็ อนัตตำของรูปอนั น้ี เพราะฉะน้ันเราก็เข้าใจว่ารปู อันน้ีทุกคนมีอยู่ เรายังไม่ตาย ก็ต้องอาศัยอยู่อย่างน้ี ร่ำงกำยของเรำน้ันเรียกว่ำ “รูปธรรม” ส่วนใจของเรำนั้นเรียกว่ำ “เวทนำ” คือควำมรู้สึก รู้สึกเป็นทุกข์ ก็ดี รู้สึกเป็นสุขก็ดี ทุกข์ทำงกำย ทุกข์ทำงจิต พวกเรำเคยเสวย กันมำแล้วทั้งนั้นท้ังควำมทุกข์และควำมสุข พระพุทธเจ้าท่าน เรียกว่าเวทนา “เวทนาขันธ์” ส่ิงเหล่านี้มาประกอบกันอยู่ ลอง พจิ ารณาดู เชน่ เวลาน้เี ราน่งั อยู่เราเจบ็ แขง้ ปวดขาอย่างนี้เขาเรียกว่า ทุกข์เวทนาเกิดข้ึน ถ้าเราไม่รู้วิธีการแล้วจิตของเราไปมีอุปทานยึด ๑๐๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ ม่ันถือม่ันในความเจ็บแข้งปวดขาอันน้ี น่ันแหละมันเป็นความทุกข์ จิตก็เสวยทุกข์เวทนาเกิดขึ้น เราก็มาพิจารณาดูว่าอาการเหล่าน้ีมัน เป็นยังไง “ทุกข์ทำงกำย” น้ันคืออะไร ทุกข์ท่ีเกิดจำกควำมแก่ ควำมเจบ็ ควำมตำย ส่งิ เหลา่ นเ้ี ราเกิดมาแลว้ เสมอภาคกนั หมด ไม่ ว่าจะเกิดมาเปน็ พระราชามหากษัตรยิ ์ เปน็ เศรษฐีกฎุ มุ พี คนยากจน เขญ็ ใจ คนขอทาน เกิดมาก็ได้รับทกุ ขเ์ วทนาประเภทเดียวกนั หมด ต่อมาคือ “ทุกข์ทำงด้ำนจิตใจ” หมำยถึงว่ำทุกข์ที่เรำมี อุปำทำนควำมยึดมั่นถือม่ัน ทำให้เกิดควำมเศร้ำโศกเสียใจในส่ิง เหล่ำนี้ หรือพลัดพรำกจำกสิ่งรักส่ิงท่ีพอใจของเรำ นี่ให้เรา พิจารณาดูอย่างนี้ เป็นธรรมชาติท่ีเราทุกคน ๆ มีกันอยู่ ต่อมาก็คือ ตัว “สัญญำ” คือควำมจำได้หมำยรู้ ธรรมชาติประทานให้เรามา เราเกิดมาจาได้ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์อันน่าพึง พอใจต่าง ๆ นานา ก็อาศัยสัญญา เวลาตาเห็นรูปเราจาได้ว่ารูปน้ัน คืออะไร เวลาหูได้ยินเสียงเราจาได้ว่าเสียงนั้นคืออะไร ก็เพราะ อาศัยสัญญา ท่ีเราจาสามีจาพ่อ จาแม่ จาน้อง จาสามีภรรยา บุตร ทรัพย์สมบัติของเราทั้งหลายได้ก็อาศัยตัวสัญญาน่ีเอง เราสังเกตดู สัญญามีการเกิดข้ึน ต้ังอยู่ แล้วก็ดับไป แต่เราอาศัยสัญญาในการ กระทาต่าง ๆ ในการดาเนินชีวิตของเราไปได้ ต่อมาก็ตัว “สังขำร” ควำมคิดควำมปรุงของเรำ เราตื่น เช้าขึ้นมาเราคิดอยู่ภายในจิตใจของเรา จะทาสิ่งน้ันสิ่งน้ี จะต้องไป พบปะคนนั้นคนนี้ ทาภาระอันนั้นอันน้ี น่ันคือตัวสังขาร ความคิด ความปรุง แต่ทำงธรรม คือ คิดดี คิดช่ัว คิดเป็นกลำง ๆ ถ้าคิดอยู่ ภายใน เรยี กวา่ “มโนสังขำร” ถา้ พูดออกมาทางวาจา เรยี กว่า “วจี สังขำร” ถ้ากระทาทางร่างกายเป็นสังขารทางกาย เรียกว่า “กำย ๑๐๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ สังขำร” เช่นลมหายใจเข้า-ออก เป็นต้น ให้เราพิจารณาอย่างน้ีเรา กจ็ ะรู้จักอาการของสงั ขารในขนั ธ์ ๕ ต่อมาก็คือตัว “วิญญำณ” คือกำรรับรู้รับทรำบ ที่เราเหน็ รูป ได้ยินเสียง ท่ีเราดมกล่ิน สัมผัสลิ้มรสต่าง ๆ เหล่าน้ี คืออาการ ของวิญญาณท่ีเกิดขึ้นในขณะ ๆ เกิดดับพร้อมในขณะที่เราเห็นรูป ในขณะท่ีเราได้ยินเสยี งน่นั เอง สิ่งเหล่าน้ีพระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเปน็ ขันธ์ ขันธแ์ ปลวา่ กอง แปลว่าหมวดหมู่ เพราะมหี ลายส่ิงหลายอย่าง มีหลายอาการมารวมกันอยู่ในสิ่งนั้น ๆ เราจะต้องใช้ปัญญามา พิจารณา เพราะสภาวะอันน้ีเป็นตัวของเราเอง สภำวะอันน้ีถ้ำเรำ ยังมำยึดมั่นถือม่ันอยู่ สัตว์โลกมำยึดม่ันถือมั่นอยู่ มีอุปำทำนยึด ม่ันถือมั่นอยู่ เรำต้องไปเกิดตำยในสังสำรวัฏอีกยำวไกล เม่ือเรา ทราบอยา่ งนี้เราจะทายังไง พระพุทธเจ้าสอนให้เรามาพิจารณาส่ิงเหล่าน้ีให้เห็นตาม ความเป็นจริงว่า รูป เวทนำ สัญญำ สังขำร วิญญำณ นี้ ให้เรา พิจารณาเห็นด้วยปัญญาของเรา สุดท้ายเราก็จะเห็นด้วยปัญญา ตามท่ีพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน พวกเราท้ังหลายเป็นสาวกคือผู้ ปฏิบัติตาม คือผู้รู้ตามส่ิงต่าง ๆ พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้ว ท่าน สอนให้เราพจิ ารณาอะไรให้เราพิจารณาอยา่ งนั้น สดุ ทำ้ ยเรำจะเห็น ได้ชดั วำ่ รปู เวทนำ สัญญำ สังขำร วญิ ญำณ ไม่วำ่ จะเปน็ อดีต ไม่ ว่ำจะเป็นอนำคต ไม่ว่ำเป็นปัจจุบัน ไม่ว่ำภำยนอกภำยใน สิ่ง เหล่ำนี้เกิดข้ึนแล้วดับไปท้ังนั้นเลย ไม่มีอะไรท่ีตั้งอยู่ได้จีรังยั่งยืน มน่ั คง ถ้าเราก็เห็นได้อย่างนเี้ ราจะเห็นว่าขนั ธ์ทงั้ ๕ นัน้ เกิดขึ้นแล้ว ดับไป หาความเทยี่ งแท้เปน็ ตัวเปน็ ตนไม่ไดเ้ ลย ๑๑๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ เราจะแยกระหว่างจิตกับขันธ์ท้ัง ๕ ได้อย่างน้ี ถ้าใคร กาหนดมีความพากความเพียร ประพฤติปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง และมีท้งั สมาธิ สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร เข้ามาแกแ้ ยกขันธ์ ๕ ออกจากจิตได้อย่างเด็ดขาด จนกระทั่งไม่มีอุปาทานความยึดม่ันถือ มั่นใดเลย บุคคลน้ันเรียกว่าหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดใน สังสารวัฏ ให้เราทาความเข้าใจอย่างนี้ แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติ ไม่ได้อย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าสอนว่าถึงพิจารณารู้อย่างน้ีก็กระทา กิเลสของเราให้เบาบาง ดังนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระองค์ก็ท้อพระทัยไม่ อยากจะสอน ธรรมะมันละเอียดอ่อนเหลือเกิน หาคนรู้ได้ยากตาม ได้ยาก แต่สุดท้ายพระองค์มาพิจารณาว่าคนท่ีมีธุลีมีมลทินในดวง จิตน้อยก็ยังมีอยู่ คนท่ีพอสั่งสอนได้ยังมีอยู่ เปรียบเหมือนบัว ๔ เหล่า สัตว์โลกท้ังหลำยเปรียบเหมือนบัว ๔ เหล่ำ บำงคนน้ัน เปรียบเหมือนบัวที่ตูมอยู่กำลังที่จะเบ่งบำนในวันพรุ่งน้ี บำง ประเภทเป็นบัวที่กำลังปร่ิมน้ำ บำงประเภทเหมือนบัวใต้น้ำ หรือ บำงประเภทเป็นบัวที่อยู่ในโคลนตม พระพุทธเจ้ำกำลังพิจำรณำ ให้รู้ว่ำจริตนิสัยของคนเรำนั้น ปฏิปทำของคนเรำนั้นท่ีจะรู้ธรรม น้ันมีแตกต่ำงกัน ประเภทที่จะรู้เหมือนบัวท่ีโผล่พ้นน้ากาลังเบ่ง บานเรียกว่า “อุคฆฏิตัญญู” ประเภทท่ีต้องได้ยินได้ฟังและ ประพฤติปฏิบัติตามเหมือนบัวที่อยู่ปริ่มน้าเรียกว่า “วิปจิตัญญู” ต่อมาก็พวก “เนยยะ” เช่นพวกเรานี้เป็นพวกที่ต้องฟังต้องมาคิด ต้องมาพิจารณาต้องปฏิบัติตาม แต่พอรู้ได้ นอกจากพวกที่เป็น มิจฉาทิฐิอย่างแรงกล้านับถือศาสดาอ่ืน นับถือศาสนาอ่ืน หรือลัทธิ อนื่ โปรดไมไ่ ดเ้ ลย พวกน้ันเรยี กว่าเป็น “ปทปรมะ” น่ันเอง ๑๑๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเราจะสอนแสดงธรรม ท่านสอนไว้ ให้ชาวพุทธพากันฟังไว้ให้ดี กิเลสท้ังหมดทั้งมวลที่พำสัตว์โลกมำ เกิดมำตำยนั้นจะมีอะไรก็ตำมแต่ย่อลงมำอยู่ ๑๐ ประกำร ท่ำน เรียกว่ำสังโยชน์ ๑๐ ประกำร ประการแรก “สักกำยทิฏฐิ” มีควำมเห็นผิดว่ำอันนี้คือตัวคือตน ประการที่สอง “วิจิกิจฉำ” มีควำมลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สงสัยว่าบาปมี ไหม บุญมีไหม นรกมีไหม สวรรค์มีไหม นิพพานมีไหม พรหมโลกมี หรือเปลา่ นี่แหละเรยี กว่าความลงั เลสงสัย ต่อมาก็ “สีลัพพตปรำมำส” คือกำรดูถูกดูหมิ่นศีลว่าไม่มี ความหมายว่าไม่มีความจริง ไม่ต้องประพฤติปฏิบัติ เราจะเห็นได้ คนไปติดคุกติดตารางก็เพราะไม่มีศีลดูหม่ินศีลน่ีเอง ต่อมาก็ “กำม รำคะ” พวกเราที่เสพกามกันอยมู่ ีลูกมเี ต้าเต็มบ้านเต็มเมอื ง สบื พันธ์ุ กันอยู่อย่างนี้ก็เพราะมาจากกามราคะ ต่อมาคือ “ปฏิฆะ” ควำม หงุดหงิดใจควำมไม่พอใจในส่ิงน้ันส่ิงนี้ เป็นความโกรธเบา ๆ พวก เรามอี ยู่เสมอ ๆ พอมอี ะไรมากระทบปบั๊ ไม่พอใจแล้ว ใจร้อนวบู วาบ ขึ้นมาถ้าอดรนทนไม่ได้ก็เป็นความโกรธขึ้นมา ต่อมา “รูปรำคะ” ควำมกำหนัดพอใจในรูปอันละเอียด อย่างเช่นเราไปเดินใน ห้างสรรพสินค้าพอใจในส่ิงนั้นสิ่งน้ีอยากจะกินอยากจะใช้สอย เรียกว่าพอใจกาหนัดในรูปราคะเกิดขึ้น หรือ “อรูปรำคะ” คือ ควำมหลงใหลอยู่ในอำรมณ์ของตนเอง มัวเมาอยู่ในอารมณ์ ปรารถนาอยู่ในอารมณ์ เพ้อเจ้ออยู่ในอารมณ์ของตนเอง ต่อมา “มำนะ” คือควำมถอื เขำถือเรำถือเน้ือถือตัว ทาใหเ้ กิดการแบ่งชั้น วรรณะต่าง ๆ นานา การดูถูกดูหมิ่นศักด์ิศรีกัน สุดท้ายคือ ๑๑๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ “อวิชชำ” อันเป็นเหตุให้สัตว์โลกทั้งหลำยมำเกิดมำตำย สงั โยชน์ ๑๐ ประการนี้ เป็นกเิ ลสท่รี อ้ ยรัดสัตว์ทงั้ หลายไว้ในสังสารวฏั นเ้ี อง พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราประพฤติปฏิบัติ มาเจริญสมาธิ เจรญิ ปญั ญาอย่างนี้แลว้ ถา้ เราไมม่ าพจิ ารณารา่ งกายจนกระทั่งเห็น วา่ รา่ งกายของเรานี้ เกดิ ข้นึ แลว้ ต้งั อยู่ ดบั ไป หาความเป็นตัวตนอัน แท้จรงิ ไมไ่ ด้เลย ไมใ่ ชต่ วั ใชต่ นของเรา เพยี งเราเห็นเท่านี้เราก็จับตัว “สักกายทิฐิ” ความเห็นผิดออกไปแล้ว ถ้าเราเห็นขันธ์ ๕ ของเรา ตามที่อธิบายว่ามานี้ว่าไม่ใช่ตัวใช่ตน ยังไม่ได้ถอดถอนกิเลสอะไร เลย แต่ความคิดเราเปล่ียน คาว่า “สักกำยทิฏฐิ , ทิฏฐิ แปลว่ำ ควำมเห็น” ความเห็นมันเปล่ียนไปไม่ใช่ว่าถอดถอนกิเลสได้ กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงยังคงมีอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะอะไร เพราะเราได้ยินได้ฟังธรรมะจากพระพุทธเจา้ ประพฤติ ปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมคาสงั่ สอนของพระพุทธเจา้ “เรำเช่ือว่ำบำปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี นิพพำนมีจริง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริง เรำจึงน้อมจิตน้อมใจถึง พระพุทธเจ้ำว่ำ เป็นสรณะท่ีพ่ึงของเรำตลอดจนวันตำย จนกระท่ังเข้ำสู่พระนิพพำน ไม่มีกำรแปรเปลี่ยน” ถ้าจิตของเรา ถึงตรงน้ี สิ้น “วิจิกิจฉำ” และเรามี พุทธัง ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ถึงจิตถึงใจของเราตลอดชีวิต ต่อมาส่ิงเหล่าน้ีเกิดจากคาสอนของ พระพุทธเจ้า เราประพฤติปฏิบัติ รักษาศีล ๕ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ตามกาลังของตน ทาให้ “สีลัพพตปรำมำส” ของเราไม่มี สาม ประการน้ี บุคคลใดท่ขี จดั ออกไปจากจติ จากใจใหเ้ บาบางเทา่ น้นั ใช้ ศรัทธา ใช้สัจจะ ใช้อธิษฐานของเรา ประพฤติปฏิบัติเพียงเท่าน้ี ก็ ทาให้ถึงขนึ้ ภูมธิ รรมพระโสดาปตั ติมรรค พระโสดาปตั ติผล ๑๑๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พระโสดำปัตติมรรค คือผู้กำลังเดินทำง ผู้กำลังลงมือ ปฏิบัติ เช่นเดียวกับพวกเราในเวลาน้ี ที่เรามาถือศีล ๕ เราเปล่ง วาจาถงึ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างเตม็ ที่วา่ พทุ ธัง สะ ระณัง คัจฉำมิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉำมิ สังฆัง สะระณัง คัจฉำมิ แล้วก็ตั้งใจรักษาศีล ๕ ถ้าเรารักษาจริง ๆ อย่างนี้ ก็คือเรากาลัง เดินทางอยู่ในทางมรรค ในเวลาที่เรามาฟังธรรม ถ้าเราเข้าใจว่าอัน น้ีคือร่างกายตัวตนของเราท่ีเราเคยเห็นผิดว่าน่ีเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ว่าเป็น “สักกายทิฏฐิ” เวลานี้เราเห็นแล้วว่า ส่ิงเหล่านี้มันไม่ใช่ตัว ใช่ตนของเราอย่างแท้จริง พอเกิดขึ้นแล้วต้องมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในที่สุดอย่างนี้ หาความเป็นตัวตนไม่ได้ เราก็ละ “สักกายทิฏฐิ” ได้ ถ้าใครละสามข้ออย่างน้ีได้ บุคคลน้ันก็ถือว่าเปน็ พระโสดาบันในพระศาสนาน้ี พระพุทธเจ้าสอนอย่างน้ี ถ้าบุคคลทา ได้อย่างนี้แล้วมีอานิสงส์มากสาหรับ “พระโสดาปัตติมรรค พระ โสดา-ปัตติผล” บุคคลอย่างน้ีเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ เพราะมี สัมมาทฏิ ฐแิ ล้ว เห็นไหมตกกระแส “โสตะ แปลว่า กระแส” เหมือนดวง อาทิตย์เวลาจะข้ึนในยามเช้า เรายังไม่เห็นดวงอาทิตย์เลย แต่เรา อาทติ ยอ์ ุทัยมาก่อนแล้ว เหน็ ความสว่างราไร ๆ แตด่ วงอาทติ ย์ยังไม่ ขึ้น เปรียบเสมือนพระโสดาบันเป็นอย่างนี้ “ตกกระแส” เพราะฉะนั้นเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติ หรือไม่เกิน ๓ ชาติ แล้วแต่ อินทรีย์ หรือบางทีเกิดอีกชาติเดียว บางท่านได้พระโสดาบันแล้ว บรรลุอรหันต์ในชาติน้ันเลย ยกตัวอย่างเช่น พระสารีบุตร ฟังธรรม พระอัสสชิ ได้พระโสดาบันแล้ว ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็บรรลุ พระอรหันต์ได้ในชาติเดียวกันน่ันเอง เป็นอย่างนี้ พระโสดำบันนี่ ๑๑๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ เป็นได้ ศรัทธำญำติโยมที่เป็นฆรำวำสก็เป็นได้ ในคร้ังพุทธกำลก็ มีมำกมำยเหลือเกิน ปิดอบำยภูมิทั้ง ๔ เกิดอย่ำงต่ำก็ไม่เป็น มนุษย์ เป็นสำมัญญผลในพระพุทธศำสนำ อย่ำงท่ีพวกเรำชำว พุทธปฏิบัติธรรมกัน อย่ำคว้ำน้ำเหลว อย่ำให้เป็นโมฆะ ถ้ำเรำรู้ วิถีทำงของจิตว่ำจิตเดินอย่ำงไร เรำปฏิบัติไปตำมพระพุทธเจ้ำ ไม่มเี ปน็ โมฆะ ไม่มีเป็นล้มเหลว หลักสอนในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ ทาความแจ้ง ประจักษ์ให้แก่พวกเราได้ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราไม่ได้ถึงขั้นอรหันต์ ถึง ไม่ไดห้ ลุดพ้นเหมือนท่านครูบาอาจารย์ เราเอาแคน่ ้ีเราไม่พอใจหรือ เกิดในท้องแม่อีกไม่เกิน ๗ ชาติ หรือบางทีอินทรีย์แก่กล้าไม่ต้องมา เกิดในครรภ์ ไปเกิดในสวรรค์บรรลุในสวรรค์ก็ได้ ปิดอบายภูมิทั้ง ๔ “มันเลิศวิเศษไหม ธรรมะพระพุทธเจ้ำนั้นเลิศวิเศษกว่ำสมบัติท่ี เรำมีอยู่ท่ีเรำหำอยู่ในเวลำนี้ ตำยไปเรำก็เอำทิ้งไป ๆ เอำไปไม่ได้ เลย แต่สมบัติอันนี้มันมำกมำยขนำดไหน มีคุณมหำศำลขนำด ไหน ท่ำนถึงเรียกว่ำ โสดำปัตติมรรค โสดำปัตติผล” ทีนี้ถ้าเรา ปฏิบัติแล้วละความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้เบาบางลง จิตเรา ก็ยกภูมิข้ึนมาเป็น “พระสกทาคามี” เห็นไหมทีน้ีนะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังไม่ได้หายไปเลย เพราะฉะนน้ั พระโสดาบัน จึงยังมีความเป็นฆราวาส ยังมีครอบครัวและยังแต่งงานได้ ยกตัวอยา่ งเชน่ นางวสิ าขา เป็นพระโสดาบันต้ังแตอ่ ายุ ๗ ขวบ เป็น ผู้หญิงแต่ทาไมจึงแต่งงานมีครอบครัว มีลูกมีเต้าเยอะแยะไปหมด ให้พวกเรารทู้ างรูค้ ณุ ธรรมอย่างน้ี พวกเราก็ปฏิบัติได้แม้จะยังมีกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังมีครอบครัวอยู่ก็ตาม แม้แต่พระอานนท์ตอน ๑๑๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานน้ัน พระอานนท์ยังเป็นพระ โสดาบันอยู่ ยังมีความโศกเศร้าเสียใจร้องไห้อยู่ เว้นแต่พระอรหันต์ เท่านั้นท่านจะไม่ร้องไห้ ท่านจะมีแค่ความสลดสังเวชในธรรม คือ ปลงธรรมสังเวชน่ันเอง จะแตกต่างกันอย่างนี้ “พระสกทาคามี” ท่านเป็นอย่างไร คุณธรรมของท่านเกิดอีกไม่เกินชาติเดียวท่านก็จะ ได้บรรลุออกมา ถ้าเราบาเพ็ญเพียรต่อไปและรู้จักขันธ์ ๕ ของเรา เป็นอย่างน้ี พิจารณาลดละและปล่อยวางจากกามราคะได้ จาก ปฏิฆะได้ คุณธรรมของ “พระอนาคามี”จะเกิดข้ึน เพราะฉะน้ัน กิเลสสังโยชน์เบ้ืองต่า ๕ ข้อน้ีสามารถประพฤติปฏิบัติละได้ ท้ังที่ เป็นฆราวาส ทั้งที่เป็นพระ ขอให้พวกเราปฏิบัติจริง ๆ ไปเถอะ ส่ิง เหล่านี้ไม่พ้นจากขันธ์ ๕ มันอาศัยขันธ์ ๕ เกิด กิเลสก็อาศัยขันธ์ ๕ เกดิ ที่เราเสพกามกันอยู่นี่ เราเอาอะไรไปเสพ ถ้าไม่ใช่เอารูป ร่างกายน้ีไปเสพ อาศัยจิตที่เกิดความกาหนัดยินดี อารมณ์มัน เพยี งพอพรอ้ มแลว้ มนั ก็เกดิ กาม เมือ่ เกิดกามแล้วก็เสพกาม เมื่อเสพ กามแล้วก็ต้องสร้างบ้านเรือนสร้างครอบครัว มีลูกมีเต้าเกิดขึ้นมา สืบพันธ์ุต่อเน่ืองกันมาอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น แล้วเกิดมาแล้วเป็นทุกข์ อย่างไร เห็นแล้วก็สังเกตได้เรามีครอบครัวเราก็มีความทุกข์อย่างนี้ เราก็พิจารณาดู ต่อไป “กำรเดินจิต” พระพุทธเจ้ำสอน “ละ รูป รำคะ อรูปรำคะ” แต่ในเวลาเข้ามาถึงขั้นนี้แล้วมันละเอียด ก็คือผู้ ติดในฌำน ติดสมำธิ ท่ำนเรียกว่ำ “รูปฌำน อรูปฌำน ๔” สิ่ง เหล่าน้ีสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติแล้วเราก็ จะเข้าใจว่าอาการสิ่งหล่านี้มันเป็นจริง ดังน้ันครูบาอาจารย์ท่าน ๑๑๖

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ปฏิบัติท่านถึงติดได้ ติดสมาธิ ติดฌาน พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่า “ส่ิงเหลำ่ นน้ี ้ันมนั ทำให้ลำ่ ช้ำในกำรท่ีจะถึงควำมวิมตุ หลุดพน้ ” ควำมฟุ้งซ่ำน คือกำรพิจำรณำธรรม คือกำรฟุ้งซ่ำนใน อรรถในธรรมน่ันเอง เช่นพระอานนท์ พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ ว่า ดูก่อนอานนท์ ล่วงไปสามเดือนหลงั จากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แล้ว อานนท์จะได้บรรลุพระอรหันต์นะ ท่านก็ประกอบความพาก ความเพียร เร่งรัดความพากความเพียรมากเกินไป เพราะอีกวันนึง ท่านจะได้ไปทาสังคายนา ท่านจึงเร่งทาความเพียรมากเกินไป แต่ก็ ยังไม่ได้บรรลุธรรม จิตจึงมีความฟุ้งซ่านแต่ฟุ้งซ่านในธรรม เพราะ ท่านเป็นผู้รู้มาก เรียนมาก ฟังมากจากพระพุทธเจ้า ท่านเป็น “พหูสูต” ธรรมข้อใดได้ยินได้ฟังมำก็นำมำคิดพิจำรณำจนมัน ฟุ้งซ่ำน สุดท้ายท่านก็พิจารณาว่าไม่ได้บรรลุก็ไม่เป็นไร ปล่อยวาง มันและนอนดีกว่า ใกล้จะนอนลงเท่านน้ั หัวยังไม่ทันถึงหมอน ขายัง ไม่ได้ยกจากเตียง ท่านก็ได้บรรลุในอิริยาบทท้ังสี่ เรียกว่าละควำม ฟุ้งซ่ำน “อุทธัจจะ” ต่อมาคือ“มำนะ” ควำมถือเน้ือถือตัวถือเขำ ถือเรำ คือขันธ์ท้ัง ๕ น้ีเอง ให้เราพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ ให้ชัด จนกระท่ัง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เป็นสักแต่ว่าส่ิงที่ เกดิ ขนึ้ แลว้ ตง้ั อยู่ แปรปรวน แล้วดบั ไปแตกสลายไป สุดท้ายเราก็ละส่ิงเหล่าน้ีออกไป ละควำมเป็นตัวเป็นตน เขำกับเรำก็เหมือนกัน ทีนี้ไม่ถือเน้ือถือตัวถือเขำถือเรำ ทุกสิ่งทุก อย่ำงเป็นอย่ำงเดียวกันหมด จะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี จะเป็นคน จนก็ตายเหมือนกันหมด เราจะไปถือเนื้อถือตัวถือเขาถือเราทาไม เพราะฉะน้ันมันก็ถอนอัตตาความยึดม่ันถือม่ัน ถอนมานะออกมา สุดท้าย “อวิชชำ” แปลว่ำ ควำมไม่รู้ ไม่รู้ว่ำอะไรคือทุกข์ ไม่รู้ว่ำ ๑๑๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ อะไรคือสมุทัย ไม่รู้ว่ำอะไรคือนิโรธ อะไรคือมรรค พวกเราเป็น ชาวพุทธเรารู้เร่ืองเหล่านี้มาต้ังแต่วันที่เราศึกษาธรรมะ เราได้ยินได้ ฟังมาตลอด เวลำนเี้ รำร้หู รอื ไมว่ ่ำอะไรคือทกุ ข์ แมค้ วำมเกดิ ก็เป็น ทุกข์ ควำมแก่ก็เป็นทุกข์ ควำมเจ็บควำมตำยก็เป็นทุกข์ ทุกข์ใน ขันธ์ ๕ น่ันเอง “สมุทัย” คืออะไร กิเลสทั้งหลำยมีตัณหำ กำมตัณหำ ภวตัณหำ วิภวตัณหำ สิ่งเหล่าน้ีเป็นตัวสมุทัย และ กเิ ลสน้อยใหญ่ทง้ั หลายดงั ทอี่ ธบิ ายมานีก้ ็คือตัวสมทุ ยั ทัง้ นั้นเอง มรรคมีองค์ ๘ คือข้อปฏิบัติ ปฏิบัติอะไร ปฏิบัติตัวของ เรำ กำย วำจำ ใจ ใจดี วำจำดี กำยดี กระทำดี มันเป็นควำมดี และเป็นมรรคของเรำนั่นเอง เพราะฉะน้ันมรรคมีองค์ ๘ ลอง พิจารณาดู คือการกระทาทาง “วำจำ” อย่างวาจานี่ท่านบอกให้ เว้นจากพูดชั่ว พูดโกหก พูดไม่ดี พูดใส่ร้ายป้ายสี พูดเหลวไหล พูด เพ้อเจ้อ แต่ถ้าเราไมพ่ ูดเลยละ่ องคม์ รรคมันก็จะเกิดขน้ึ “วำจำ” ก็ คือคาพูดของเรานี่เอง เราจะเอาอะไร เพียงแต่เราละเว้นไม่พูดจา อย่างน้ัน ไม่พูดโกหกตั้งเจตนาที่จะทาร้ายหลอกลวงกัน ไม่มีเจตนา ท่ีจะพูดใส่ร้ายป้ายสี ไม่เจตนาพูดเพ้อเจอเหลวไหลอย่างนั้น มันก็ เปน็ “สมั มำวำจำ” แลว้ เอางา่ ย ๆ ก่อน ต่อมาก็คือ “ร่ำงกำย” ถ้าเราละเว้นจากการฆ่า การ เบียดเบียนสัตว์ ถ้าเราละเว้นจากลักทรัพย์ จากการทุจริต เราละ เว้นจากการประพฤติผิดในกามในการผิดสามีภรรยาคนอ่ืนอย่างนี้ เป็น “สัมมำอำชีโว” “สัมมำกัมมันโต” เห็นไหม ลองพิจารณาดู ต่อมาเร่ือง “พลังจิต” ถ้าจิตของเราไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้าจิตเรามีสมาธิ ส่ิงเหล่าน้ีก็เป็น “สัมมำวำยำมะ” “สมั มำสติ” “สมั มำสมำธิ” ก็เกิดขนึ้ น่ันเอง มรรคมอี งค์ ๘ ปฏบิ ตั ิ ๑๑๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ ได้ ปฏิบัติได้อย่ำงนี้จะไปปฏิบัติที่ไหน ไม่ได้ปฏิบัติอยู่ท่ีดินฟ้ำ อำกำศ ไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้ภูเขำ แต่ปฏิบัติอยู่ที่กำย วำจำ ใจ ของ เรำนี่ เพรำะฉะน้ันถ้ำเรำปฏิบัติ กำยดี คิดดี พูดดี ทำดี มันก็เป็น องค์มรรคอยู่ในตัวของมนั แล้ว พระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ออกมาและนามา ส่ังสอนพวกเรา ก็ออกมาจากพระทัยของพระองค์เอง ออกมาจาก กาย ออกมาจากวาจานั้นเอง ถ้ากระทำผิดทำงกำยทำงวำจำทำง ใจ ท่ำนก็เรียกว่ำทำชั่ว “อกุศลธรรม” เกิดขึ้นทางกาย ทางวาจา ทางใจ แต่ถ้ากระทำดีทำงกำย ทำงวำจำ ทำงใจ อย่ำงน้ีเรียกว่ำ “กุศลธรรม” เกิดข้ึน น่ีเป็นองค์ประกอบของมรรคน่ันเอง เม่ือเรำ ปฏิบัติชำระกิเลสออกจำกจิตใจ ถอนอุปำทำนควำมยึดม่ันถือม่ัน ได้หมด “นิโรธ” ก็เกิดขึ้น “นิโรธ” แปลว่ำ ทำให้รู้แจ้ง เปรียบเสมือนเราเจ็บไข้ได้ป่วยเม่ือเรากินยาหายแล้วหายจากป่วย เราก็รู้ว่าป่วย คนที่แขนขาดก็รู้ว่าแขนขาด คนที่ตาบอดก็รู้ว่าตัวเอง ตาบอดนัน่ เอง การปฏิบตั ิเปน็ อย่างน้ี เพราะฉะน้นั คาวา่ “อวิชชำ” คือ ควำมไม่รู้ และเรำถำมตนเองเวลำน้ีเรำรู้ไหมว่ำอะไรคือ ทุกข์ สมทุ ัย นิโรธ มรรค ถ้ำเรำรู้อยำ่ งนี้ท่ำนเรยี กว่ำ “วิชชำ” วชิ ชานน้ั คืออะไร เหมือนกับเรารู้จักวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักวิชาประวัติศาสตร์ รู้จักวิชาภาษาอังกฤษอย่างนี้เหมือนกัน ในเม่ือเราไม่รู้ว่าอะไรคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ท่านเรียกว่ามี “อวิชชา” แต่เม่ือเรารู้แล้ว ท่านเรยี กวา่ มี “วิชชา” เพราะฉะน้ัน ถ้าเรามีความคิดปรุงแต่งอะไร ก็ตามแต่ส่ิงเหล่านั้นมันก็คิดปรุงแต่งไปตามอานาจของ “อวิชชา” ท้งั นน้ั ๑๑๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พระพุทธเจ้ำจึงสอนว่ำ “ทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้อง ละ นิโรธต้องทำให้แจ้ง มรรคต้องเจริญให้มำก” วิชชำนี้ต้อง ปฏิบัติสมดั่งท่ีพระพุทธเจ้ำตรัสว่ำ “เป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชำ และจรณะ” คือ วิชำ ควำมรู้ และข้อประพฤติปฏิบัติน่ันเอง เพรำะฉะน้ันกำร “ละอวิชชำ” ได้ คือเรำต้องมี “วิชชำ” เรารู้ แล้วว่าน่ีคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์ต้องกาหนดรู้ สมุทัยต้อง ละ นิโรธต้องทาให้แจ้ง มรรคต้องเจริญให้มาก เราก็ปฏิบัติตามนี้ เม่ือเราปฏิบัติตามแล้วเราก็ถึงวิมุตหลุดพ้นได้ ชาวพุทธท้ังหลายนั้น ตอ้ งรสู้ ่ิงเหล่าน้ี ความเปน็ ไปของจติ วถิ ีของจติ ถา้ เราทาดีแลว้ จิตจะ ไปไหน ถ้าเราทาชั่วแล้วจิตจะไปไหน แต่ถ้าเราไม่มีอุปาทานความ ยึดมน่ั ถอื ม่ันทั้งความดีและความชัว่ แลว้ จิตจะไปไหน ถ้าเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด “จิตพระอรหันต์” นั้น เม่ือปฏิบัติจนถึงท่ีสุดแล้ว ท่ำนละท้ังดีช่ัว ท่ำนละท้ังบุญท้ังบำป ท่ำนไม่เอำอะไรเลย เรียกว่ำ “ปุญ ปำปปหีนัสสะ” ท่ำนเป็นผู้มี บุญละบำปอันละได้แล้ว คนเรานั้นไม่มีใครสามารถกลับไปแก้อดีตของตนเองได้ ไม่ มใี ครสามารถไปแกก้ รรมชวั่ ของตนเองได้แม้แต่พระพุทธเจา้ เปน็ แต่ เพียงกาหนดรู้และหาสาเหตุของมัน แล้วก็ดับส่ิงท่ีจะเป็นเหตุเป็น ปัจจัยที่จะเกิดตอ่ ไปในภายภาคหน้า พระพุทธเจ้าท่านสามารถท่ีจะ รู้ในส่ิงนี้ได้ ท่านจึงละบุญละบาปน้ีเสีย และเม่ือท่านละบุญละบาป แล้วจิตก็ถึงความวมิ ตุ หลดุ พน้ ได้น่นั เอง ในการปฏบิ ตั เิ ป็นอย่างนี้ สง่ิ เหล่ำน้ีน้ันเรำต้องกระทำด้วยตนเองไม่มีใครกระทำแทนกันได้ สำมีก็ทำแทนภรรยำไม่ได้ ลูกก็กระทำแทนพ่อแม่ไม่ได้ ไม่ เหมือนกับงำนอื่น ๆ เพรำะฉะน้ันเรำต้องกระทำเอง ดังนั้น ๑๒๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้พวกเราต้องประกอบความพากความเพียร ทา่ นวา่ “ควำมเพยี รเปน็ สิง่ ที่ท่ำนทั้งหลำยต้องกระทำเอง คถำคต เป็นเพยี งผูบ้ อกทำง บคุ คลใดปฏบิ ัตติ ำมท่คี ถำคตบอกทำงตรัสไว้ ชอบแล้วบคุ คลนน้ั จะพ้นจำกมำร” ในเวลาน้ีพวกเราท้ังหลายนั้นอยู่ในอุ้งมือมาร อยู่ในเงื้อม มือมาร มารคืออะไร มาร คือ มำร ๕ “สังขำรมำร” คือควำมคิด ปรุงแต่งของเรำที่มันเห็นผิดน้ีแหละ เมื่อดาริผิดแล้วมันก็พาเราทา ในส่ิงที่ผิด ๆ คนถึงทาช่ัวกันเต็มบ้านเต็มเมือง เกิดจากสังขารมาร ตัวนี้เอง ต่อมาคือ “กิเลสมำร” คือควำมโลภ ควำมโกรธ ควำม หลง มันจรมาเป็นคร้ังเป็นคราวมาเผาจิตของเราน้ี เด๋ียวก็ไม่พอส่ิง นั้นส่ิงน้ี เดี๋ยวก็มีความติดในส่ิงน้ันสิ่งนี้อยู่เสมอ ๆ ทาให้จิตใจของ เรามีแต่ไฟ เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ภายในจิตใจของเราเอง ต่อมาคือ “ขันธ์มำร” คือร่ำงกำยและจิตใจของเรำนี้เอง เราก็คือขันธ์ ๕ สามี ภรรยา ลูกเต้าเหล่าเหลนก็มีขันธ์ ๕ ก็มาเป็นมารต่อกันและ บางทีมารก็มาเจ็บไข้ได้ป่วย มาขัดมาขวางคอยทะเลาะเบาะแวง้ กัน บางทพี อ่ กบั แม่ หรือสามกี บั ภรรยาก็ฆา่ กัน บางทีลกู กับพ่อฆ่ากันได้ แยง่ ทรพั ยส์ มบตั ิกัน ทะเลาะเบาะแว้งตบตีกนั เราจะเหน็ ในข่าวเต็ม บ้านเตม็ เมอื งอย่างน้ี แลว้ เวลาปฏบิ ัติธรรม ขนั ธท์ ง้ั ๕ นนั่ มาคอยขัด คอยขวาง จะประกอบคุณงามความดี อ้าว..มาเจ็บป่วยพิกลพิการ จะเดนิ จงกรมนั่งภาวนาก็เป็นไปไม่ได้ ตอ่ มาคือ “เทวบตุ รมำร” สง่ิ ท่ีเป็นอวมนุษย์ท้ังหลำยหรือว่ำมำรเป็นเทวดำที่เป็นมิจฉำทิฐิ คอยอิจฉาริษยาในการประกอบคุณงามความดีก็มาทาสิ่งต่าง ๆ นานา ทาให้เราล้มเลิกความพากเพียรไป เหมือนกับมารที่คอยมา ดลใจพระพุทธเจ้าอยา่ งนี้เปน็ ตน้ ๑๒๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ สุดท้ายคือ “มัจจุมำร” คือควำมตำย บางคนเกิดมาชีวิต กาลงั รุง่ โรจนร์ งุ่ เรอื ง หน้าที่การงานดี ราชการกด็ ี ทรพั ย์สมบัตกิ าลัง เยอะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ก็มาเกิดอุบัติเหตุตายแลว้ เครื่องบินตก บ้าง เกิดรถชนกันตายบ้าง ตกน้าไฟไหม้ตายบ้าง ส่ิงเหล่านี้แหละที่ เรียกว่าพวกเรากาลังอยู่ในอุ้งมือมารเวลาน้ี พระพุทธเจ้ำสอนให้ เรำอย่ำมัวเมำ อย่ำประมำท ให้พยำยำม พวกเรำยังมีร่ำงกำย มี พละกำลัง มีเรี่ยวแรง มีครูบำอำจำรย์ ให้เรำรีบเร่งขวนขวำยใน กำรประพฤตปิ ฏบิ ตั อิ ยำ่ งนี้ “สำมัญญผล” ในทางพระพุทธศาสนานั้น ถ้าเรายังมี ภาระหน้าท่ีการงานอยู่ และยังไม่สามารถออกไปประพฤติปฏิบัตไิ ด้ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมือนอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านทุ่มเท เต็มที่ในการประพฤติปฏิบัติ เราปฏิบัติเอาเพียงเท่าที่เราทาได้น่ี แหละ รักษาศีล ๕ ให้ดี นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่าง เต็มที่ หดั ทาความเพียรใหถ้ ูกต้องตามความเป็นจริงอยา่ งน้ี เราก็พอ เห็นแนวทางทจ่ี ะตดั ภพตัดชาตขิ องเราเขา้ มาได้ พวกเราท้ังหลายมา ประพฤติปฏิบัติธรรม ขอให้เรำท้ังหลำยได้น้อมนำเอำคำส่ังสอน ขององค์พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำไปประพฤติปฏิบัติ กำรที่เรำได้ ปฏบิ ัตอิ ยำ่ งน้เี ปน็ สง่ิ ทีม่ คี ณุ ค่ำมำกที่สดุ ในชวี ิตของเรำ ในเวลาที่เราปฏิบัติเราอาจจะไม่ได้มรรคได้ผลอะไร แต่เรา ร้จู ักขันธท์ งั้ ๕ อยา่ งท่คี รูบาอาจารย์แนะนา คือตัวของเราน้ี รปู เป็น อย่างไร เวทนาเปน็ อยา่ งไร สญั ญาเปน็ อย่างไร สงั ขาร และวญิ ญาณ เป็นอย่างไร เรารู้ประจาอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งเรารู้จักแจ้งชัดขึ้นมา ในเวลาท่จี ะตาย เวลาท่ีจะตายขน้ึ มาจรงิ ๆ นั้นนะ ขันธท์ ั้ง ๕ มนั จะ แตกดับแล้ว แต่จิตมันเป็นของไม่ตาย ขันธ์มันจะแตกแล้วเราจะ ๑๒๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ปล่อยวางมันในเวลาน้ี ปล่อยวางมันตามความเป็นจริง ในเวลำจะ ตำยข้ึนมำเรำปล่อยวำงอุปำทำนควำมยึดมั่นถือม่ันขันธ์ ๕ จิตก็ พ้นจำกอำสวะกิเลสได้บรรลุถึงธรรมพิเศษ คือพระนิพพำน ซ่ึง เป็นธรรมชำติทดี่ ับเพลิงกเิ ลสและกองทุกข์อันเป็นผลท่ีสุดในพระ ธรรมวินัย ดังน้ันในครั้งพุทธกาลจึงมีมากมายเหลือเกินท่ีศรัทธา ญาติโยม แม้กระทง่ั พระภิกษุท้งั หลายทา่ นปลอ่ ยวางขนั ธท์ งั้ ๕ ธรรมะของพระพุทธเจ้ำน้ีเป็นธรรมะที่มีคุณค่ำเป็น “อกำลิโก” ไม่จำกัดกำลเวลำ ในครั้งพุทธกาลบุคคลที่เป็นปุถุชน อยู่ ฆราวาสอยู่ เวลาจะตายข้ึนมาพระพุทธเจ้าไปโปรด ก็ปล่อยวาง ขันธ์ ๕ ได้ บรรลุพระอรหันต์ได้ อย่างเช่นพระเจ้าสุทโธทนะพระ ราชบิดาของพระพุทธเจ้าเป็นต้น แม้กระท่ังคนเมาพระพุทธเจ้ายัง สอนให้ได้เป็นพระอรหันต์เลย สันตติมหาอามาตย์ ดูซินั่น เมื่อพระ เจา้ ปเสนทิโกศลสมมุติให้เป็นพระราชามหากษัตริย์แทน ๗ วนั เป็น ผู้เมาสุราจนกระทั่งวันสุดท้าย และในวันที่ ๗ น้ัน นางฟ้อนรา สวยงามนางท่ีพระองค์พออกพอใจเกิดตายลงต่อหน้าต่อตา เกิด ความสลดสังเวชจนไม่มีใครจะปลดเปล้ืองจิตใจของเราได้เลย นอกจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมาไปหาพระพุทธเจ้า ตอนเช้า พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต และบอกกับพระอานนท์ว่า “สันตติมหาอามาตย์กาลังขี่ช้างมาหาเรา ในวันน้ีขณะกาลังเมาอยู่ สันตติมหาอามาตย์จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์” พระอานนท์บอก ว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรพระเจ้าข้าคนกาลังเมาอยู่” ข่าวน้ีแพร่ สะพัดออกไปท่ัวเมืองสาวัตถี คนก็โจษจันกันว่าพระพุทธเจ้าตรัส อย่างนี้จะเป็นไปไดอ้ ยา่ งไร ๑๒๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ทุกคนต่างก็รอดู พอตกเย็นก็เป็นอย่างน้ันจริง ๆ สันตติ มหาอามาตย์มาหาพระพุทธเจ้าและกาลังเมาอยู่ “ข้าพระพุทธเจ้ามี ความเศร้าโศกเหลือเกินในเวลานี้ ไม่มีใครท่ีจะนาความเศร้าโศก เสียใจของข้าพเจ้าออกไปได้” พระพุทธเจ้าตรัสเพียง ๔ บาทคาถา “กิเลสอันใดที่มำในอดีตจงปล่อยวำง กิเลสอันท่ีจะเกิดข้ึนใน อนำคตจงปล่อยวำง กิเลสอันใดที่มีมำในปัจจุบันจงปล่อยวำง เมื่อเธอละวำงขันธ์ท้ัง ๕ ได้แล้ว เธอก็เป็นผู้หลุดพ้น” เพียงเท่าน้ี สันตตมิ หาอามาตย์ก็ไดบ้ รรลุอรหนั ตข์ ้ึนมา เหาะขน้ึ ไป ๗ ชั่วลาตาล ลงมากราบพระพุทธเจ้า เห็นไหม คนเมาอยู่ก็ยังบรรลุธรรมได้ เพราะฉะน้ันธรรมะของพระพุทธเจ้ำเป็นของอัศจรรย์ เป็น “อกำลิโก” เป็น “เอหิปัสสิโก” เป็น “ปัจจัตตัง” รู้ได้เฉพำะตน ของเรำ ให้พวกเราปฏิบัติกันต่อไปอย่าน้อยเนื้อน้อยใจต่าอกต่าใจ เวลาน้ีเรายังพร้อมมูลทุกสิ่งทุกอย่าง สติปัญญายังดี ครูบาอาจารย์ ยังมี หลักธรรมคาสอนมี เพียงแต่เราทาความพากความเพียรเข้าไป เถอะ และที่สำคัญเร่ืองของขันธ์ทั้ง ๕ ฝำกไว้เลย ให้เอำไป พจิ ำรณำใหม้ ำก ๆ นคี่ ือตัวคือตนของเรำท่ีเรำเหน็ ผดิ มำนับตั้งแต่ วันท่ีเรำเกิด พิจำรณำให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ในรูป เวทนำ สญั ญำ สังขำร วิญญำณ เห็นบอ่ ย ๆ ขันธ์ทงั้ ๕ เกดิ ดับทุก ขณะ ๆ อย่างรูปร่างกายของเราน่ี ตาย เกิด ดับ ทุกขณะ ๆ ทุกลม หายใจเข้าอันนึงก็คือเกิด ลมหายใจออกอันนึงก็คือดับ ถ้าเราไม่เช่อื ก็ลองกลั้นลมหายใจดูจนกระท่ังมันจะตายจริง ๆ เราจะเห็นว่ามัน ตายจริง ๆ เราสืบต่อได้ เพราะมันเป็นสันตติ ๆ อาการของเวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ ก็เหมอื นกนั เกิดดบั ๆ ทุกขณะท่ี ตาเหน็ รปู ๑๒๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ล้ินสัมผัสรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง จิตสัมผัสธรรมารมณ์ ขันธ์ ๕ เกิดดับ ๆ ทุกขณะ ๆ นี่แหละ เรำละ วำงไม่ได้ ถอนไม่ได้ แต่เรำรู้จักมันก่อน พระพุทธเจ้ำจึงสอนว่ำ ทุกข์ต้องกำหนดรู้ และทุกข์นี้ก็คือทุกข์ในขันธ์ ๕ ให้กาหนดรู้ก่อน แต่เวลาเราจะตายจริง ๆ ถึงเวลาน้ันแล้วมันหมดทางไปแล้ว มีเงิน เท่าไหร่ก็ช่วยไม่ได้ มีหมออยู่รอบตัวก็ช่วยไม่ได้ สามีภรรยายืนอยู่ ข้างเตียงก็ช่วยไม่ได้ ไม่มีท่ีพึงแล้ว อัตตำ หิ อัตตโน นำโถ พ่ึงตนเองดีกว่ำ ปล่อยวางขันธ์ท้ัง ๕ เราเคยพิจารณาแล้วรู้จัก อาการของมันแล้ว ปล่อยวำงตรงน้ันจิตก็หลุดพ้นได้ในขณะนั้น นี่ คือธรรมะของพระพุทธเจ้ำให้พวกเรำไปพิจำรณำ ไม่มีเป็นโมฆะ เรำภำวนำไปอย่ำงน้ีถ้ำเรำรู้แนวทำงเท่ำน้ันแหละ ขอให้เรำรู้ แนวทำง ไม่ได้วันใดก็ต้องได้วันหนึ่ง ขอให้มีควำมพำกเพียร ปฏบิ ตั ไิ ปอย่ำงน้ี วันนี้ก็พูดธรรมะมาเห็นสมควรแก่เวลา ได้แสดงบาลีมา มากมายแต่ว่าก็แปลไปในตัวแล้ว ธรรมะป่ำก็เป็นอย่ำงนี้แหละ พระพุทธเจ้ำก็ประสูติในป่ำ ตรัสรู้ในป่ำ แสดงธรรมในป่ำ ปรินิพพำนในป่ำ ครูบาอาจารย์ท่ีเป็นองค์กรรมฐาน เช่น พระ มหากัสสปะ ท่านก็ปรินิพพานในป่า ท่านถือธุดงควัตรอย่าง เครง่ ครดั วัดนีก้ เ็ ป็นวดั หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเคยมาปฏิบัติเคยมาจา พรรษา ท่านเป็นพระป่า เวลานี้ครูบาอาจารย์ท่านเห็นว่าสถานท่ีน้ี ยังพอเหมาะสมที่จะเป็นที่พ่ึงให้กับชาวกรุงเทพมหานครได้ ท่านจึง ฟ้ืนฟูข้ึนมาให้เป็นท่ีปฏิบัติธรรม นิมนต์พระกรรมฐานมาประพฤติ ปฏบิ ตั ิมาสงั่ สอนพวกเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้นธรรมะเปน็ ธรรมะป่า พดู ให้เราฟงั ง่าย ๆ เขา้ ใจง่าย ๆ ถ้าใครเข้าใจเรอื่ งทอ่ี าตมาภาพสอน ๑๒๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ เพียง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ คนน้ันเป็นชาวพุทธแท้ แต่ถ้ามีคนฟังอาตมา ภาพพูดแล้วยังไม่เข้าใจคนน้ันท่านยังอีกไกลเหลือเกิน เหมือน ดอกบัวทย่ี งั อยูใ่ ตน้ า้ นน่ั เอง การแสดงธรรมวันน้เี ห็นสมควรแก่เวลา ขอให้ท่านท้ังหลายจงมีแต่ความสุขความเจริญ นึกคิด ปรารถนาส่ิงหนึ่งประการใด ที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรม จงสาเรจ็ สมตามความมุ่งมาดปรารถนา จงทุกประการเทอญ เอว ๑๒๖

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ พระเทพปริยัตมิ งคล (หลวงพอ่ โอภำส โอภำโส) วัดจองคำ พระอำรำมหลวง ต.บำ้ นหวด อ.งำว จ.ลำปำง แสดงเมอ่ื วันอำทติ ย์ ท่ี ๙ มิถุนำยน พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรทั ธำ วัดปทมุ วนำรำม รำชวรวหิ ำร อันดับแรก ขอแสดงความเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า อันดับสอง ขอแสดงความเคารพท่านเจ้าอาวาส วัดปทุมวนาราม และพระเถรานุเถระทุกรูปด้วยความนับถือ สวัสดี ญาตโิ ยมคณะศรัทธาทกุ สารทิศทง้ั หลาย จรงิ ๆ เราท่านนบั ถอื ศาสนาพุทธ พทุ ธศาสนิกชนทกุ ๆ คน ต้องนับถือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ผ่านความทุกข์ความสุข ทามา ปฏิบัติมา สร้าง บารมีมา ต้ังแต่สมัยท่ียังไม่เป็นพระพุทธเจ้า ในสมัยพระพุทธเจ้าที- ๑๒๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ ปังกรน้ัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเป็นสุเมธดาบส สมยั น้ันมีคาพยากรณจ์ ากพระพทุ ธเจ้าทีปังกรว่า สเุ มธดาบสอนาคต จะเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้เรียก สุเมธดาบส เรียกแต่ เหน้าสุเมธ ดาบส การคารวะน่ีดีมาก การคารวะสาคัญทส่ี ดุ นักภาวนาแคไ่ หนก็ ช่าง ไม่มีสัมมาคารวะ ปัญหาใหญ่ที่สุด อายุน้อยกว่าหรือมากกว่าก็ แลว้ แต่ เรารู้เองก็สมั มาคารวะ น่มิ นวลตลอด องค์ไหนก็ชา่ ง ถ้าอายุ น้อยกว่าเราไหว้ไม่ได้ ก็สวัสดี สัมมาคารวะไว้ก่อน แล้วก็เอาเร่ือง สัมมาคารวะเป็นตัวอย่างได้ ตัวอย่างจะต้องท่ีดี ๆ เร่ืองดี ๆ ก็เอา เป็นตัวอย่าง รู้ว่าไม่ดีไปเอาตัวอย่างก็เหลวไหลหมด เสียและ เหลวไหลหมด พระพุทธเจ้าก็ถามว่า สุเมธดาบส อยากจะเป็นอรหันต์ หรือไม่ ถ้าอยากเป็นอรหันต์ตอนนี้ก็ทาได้เลย แต่ว่าพระพุทธเจ้า ของเราซ่ึงสมัยนั้นเป็นมหาโพธิสตั ว์สุเมธดาบสทูลตอบวา่ กิง เม เอ เกนะ ติณเณนะ ปรุ เิ สนะ ถำมะทัสสินำ สัพพัญญตั ตงั ปำปณุ ิตวำ สันตำเรสสัง สะเทวะเก1 -- ในโลกนี้ หากผู้ชายเราทาคนเดียว ได้ คนเดียว ไปก่อน คว ามสามารถของผู้ช ายมีแค่นั้นไ ม่ ไ ด้ ความสามารถของผู้ชายต้องมากกว่านี้ กิง เม เอเกนะ ติณเณนะ ปุริเสนะ ถำมะทัสสินำ เราไปคนเดียวมีประโยชน์อะไร ผมเองก็ ตั้งใจเป็นพระพุทธเจ้า ปฏิบัติอยู่เป็นมหาโพธิสัตว์ สัพพัญญัตตัง ปำปุณิต๎วำ สันตำเรสสัง สะเทวะเก ถ้าสัมผัสโพธิญานได้แล้ว หลังจากน้ี ช่วยแก้ไข ช่วยทาให้ดีต่อประชาชน สรรพสัตว์ทั้งหลาย 1 แปล: จะมีประโยชน์อะไรแก่เราที่เป็นผู้ชายเห็นกาลังความสามารถ จะข้ามพ้นแต่เพียงผู้เดียว เราจักบรรลุพระสพั พญั ญุตญาณ ชว่ ยมนุษยโลกพรอ้ มท้ังเทวโลกใหข้ า้ มพ้นดว้ ย (พระไตรปฎิ กเล่ม ที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มท่ี ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ- จริยาปิฎก) ๑๒๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ช่วยแล้วประชาชนเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็น แล้วสรรพสัตว์ทั้งหลายจะไปนิพพานด้วยกัน ไม่อยากไปคนเดียว อันนี้เรียกว่าใจกล้ามาก เกง่ ได้คนเดียว อยไู่ ด้คนเดยี ว ไปได้คนเดียว มาไดค้ นเดยี ว ไมใ่ ช่อยา่ งน้ี ถ้าได้โสดาปัตติมรรคพละ สกิทาคามีมรรคพละ อนาคามี มรรคพละ อรหันตมรรคพละแล้ว ได้แล้วแต่สุดท้ายจะไม่ได้ สพั พัญญตุ ญาณ เพราะสพั พญั ตุ ญาณไดเ้ ฉพาะแต่พระพทุ ธเจ้าเท่าน้ี กเ็ ลยไปเกดิ ๔ อสงไขย แสนมหากัป ทาปฏปิ ทา ทรมานมาก ความ ทุกข์มาก ปฏิปทาแล้ว ชาติสุดท้ายเกิดเป็นลูกชายพระเจ้าสุทโธท นะ และพระนางสิริมหามายา มีช่ือว่าสิทธัตถะ พระเจ้าสุทโธทนะ อยากจะให้ราชสมบัติมาก แต่ท่านไม่เอา ราชสมบัติแค่ประเทศ เดียว ตอนน้ันประเทศอินเดียประเทศเดียวไม่ไดก้ ว้างมาก ก็เหมือน เป็นจงั หวดั เหมือนเชยี งใหม่ นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี ก็ ถามวา่ แคน่ ้ีเอง ผมเอาราชสมบตั ิแคน่ ้เี อาไมไ่ ด้ ผมตอ้ งเอาทั้งโลก ได้ ทั้งโลก ดีที่สุดต้องท้ังโลก เก่งกว่าต้องทั้งโลก สุดท้ายก็เลยเข้าป่า แล้วปฏิบัติจนได้เป็นพระพุทธเจ้า ต้องดูข้อน้ี พระพุทธเจ้านี่ ความ ทุกข์ความโศก หนาวกับร้อน ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาแล้วถึงเป็น พระพทุ ธเจ้าได้ ไม่ใช่ของงา่ ย ๆ ท่านเองกร็ ดู้ ว้ ยปัญญาแท้ ๆ ปฏิบตั ิ ด้วยเมตตาจิต สรรพสัตว์ท้ังหลายจึงพ้นจากโลก พ้นจากสงสารวัฏ ได้ ท่านกด็ ใี จมาก ปตี ิมาก ข้ันแรกขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าน้ี ผ่านท้ังหมดทุก สิ่งอย่าง จึงจารึกไว้ในพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีไตรปิฎกก็ไม่มีข้อมูล ไม่ มีวิธีการการปฏิบตั ิ มีพระไตรปิฎกจงึ มวี ธิ ีการการปฏิบตั ิ องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แล้วก็เผยแผ่สั่งสอน มี ๑๒๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ สาวกช่วยสอน พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสะ ปะ พระอุบาลี พระอานนท์ ฯลฯ ช่วยสอนให้ ท่านท้ังหลายก็เก่ง มาก คนเรำท้ังหลำยต้องคิดดี ๆ เก่งทำงเดียว เก่งคนเดียวทุก ประกำรเป็นไปไม่ได้ เก่งกันคนละอย่ำง ๆ เช่น พระสำรีบุตรเก่ง ด้ำนไหน เกง่ ด้วยปัญญำ ปญั ญำนี่เกง่ มำก ไมม่ ีใครสู้เทยี บได้ เก่ง ทส่ี ดุ พระโมคคัลลำนะเกง่ อะไร เกง่ ด้วยอิทธิฤทธิ์ เกง่ มำกที่สุดไม่ มีใครเทียบได้ ไม่มีใครสู้ได้ พระอำนนท์เก่งด้วยอุปัฏฐำก อุปัฏฐำกเก่งกว่ำพระอำนนท์นี่ไม่มี อันนี้แหละ ท่ำนไหนเก่งอะไร ก็สะสมอบรมไว้ ท่ำนละอย่ำง ๆ คนละอย่ำง เก่งกันไป พระองค์ เดียวเก่งทกุ อยำ่ งเป็นไปไมไ่ ด้ เกง่ เป็นด้าน ๆ อันน้ตี ้องเขา้ ใจไว้ เกง่ อยา่ งนเี้ พราะอะไร ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก เก่งไม่ได้ทุกเร่ือง องค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจา้ ตรสั สอนไว้มาก ท้งั สว่ นโลกและส่วนบคุ คล บนั ทึก ไว้ในพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ มีปริยัติศำสนำ ปฏิบัติ ศำสนำ ปฏิเวธศำสนำ สามอย่างน้ี ปริยัติศาสนา เป็นเรื่องของ ศาสนา ถ้าวันใดไม่มีปริยัติ ศาสนาหายแล้ว วันใดมีปริยัติ วันน้ัน ศาสนาอยู่ได้ เพราะอะไร ปริยัติเป็นเร่ืองเก่ียวกับนักภาวนา เกี่ยวกับทาบุญ เก่ียวกับช่วยเหลือสงเคราะห์ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ใน ไตรปิฎกมีอยู่แล้ว ถ้าไตรปิฎกหายไปก็ไม่มีวิธี ถ้าไม่มีวิธีก็ปรุงยา ไม่ได้ ปรุงอาหารกไ็ มไ่ ด้ ปรงุ เสรมิ สวยกไ็ มไ่ ด้ ตอ้ งมีวิธเี ป็นหลัก หลกั อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในพระไตรปิฎก องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสได้ ตรสั ไวแ้ ลว้ มบี นั ทกึ อย่ใู นพระไตรปิฎก พวกเราท่านท้ังหลายก็ต้องชว่ ยกันคนละไม้คนละมือ ไม่ให้ ใครเหยียบย่าพระไตรปิฎก ถ้าพระไตรปิฎกหาย ศาสนาก็หมดแล้ว ๑๓๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ไม่มีใครทาได้แล้ว องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ศำสนำน่ี รำกแก้วอยู่ที่ไหน อยู่ที่ปริยัติ ถ้ำมีปริยัติ ก็มีปฏิบัติต่อไป ปริยัติ เปน็ รำกแกว้ รำกแกว้ ตำย ตน้ ไมก้ ็ตำย ไม่งำม จะลำ้ งศำสนำก็ล้ม ปริยัติ ศำสนำก็ตำย สูญหำยเหมือนกัน โยมท้ังหลายต้องคิดดี ๆ ศาสนาอยู่มา พุทธภาษิต พระไตรปิฎก ต้ังแต่องค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจา้ ตรัสมาจนถึงทุกวันน้ี ๒,๕๖๒ ปีแล้ว พระไตรปิฎก ยังมีอยู่ ต้องเข้าใจพระเถรานุเถระที่ผ่านมาแล้วทุกองค์ ท่าน ท้ังหลายช่วยกันคนละไม้คนละมือ ช่วยยกย่องส่งเสริมปรับปรุงมา จนทุกวันน้ี วันน้ีวันท่ี ๙ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ศาสนาต้ังมา จน พ.ศ. ๒๕๖๒ แลว้ พระปรยิ ัตไิ มห่ าย พระไตรปิฎกยังมีอยู่ แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพ้นจากกิเลสไป แลว้ พุทธอรยิ ะก็ไม่ได้หายไปเพราะอะไร เพราะทา่ นไม่มีอคติ ไม่ได้ ถือว่านี่คนน้ี คนน้ัน คนนู้น ถือแต่สภาวะธรรมจริง ๆ คณะสงฆ์ ทั้งหลายก็ช่วยกันส่งเสริมคนละไม้คนละมือ ปริยัติจึงไม่หาย เมื่อ ปริยัติไม่หาย ปฏิบัติก็ทาได้ ปฏิเวธก็มีได้ ถ้าปริยัติหายไป ไม่มีใคร ดูแล ไม่มีใครค้นคว้า ไม่มีใครอ่านท่องจา ก็ศาสนาหายไปแน่นอน โยมท้ังหลายต้องเข้าใจข้อนี้ด้วย เวลาน้ียังมีปริยัติอยู่ก็ยังมีศาสนา อยู่แน่นอน เอตัง พุทธะสำสนะ คาสั่งสอนท่ีองค์สมเด็จพระ สมั มาสมั พทุ ธเจ้าตรสั มาเปน็ ความจริงท้งั นน้ั ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งในโลกน้ี เป็นอะไร อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ไม่ผิด จากสภาวะธรรม สภาวะธรรมอนั ไหนอยา่ งไร ทีส่ าคญั ใน ๓๘ มงคล อะเสวนำ จะ พำลำนัง ปัณฑติ ำนญั จะ เสวะนำ ปชู ำ จะ ปูชะนียำนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข้อน้ีต้องดู อะเสวนำ พำลำนัง คนพาลอย่าไปเป็นมิตรสหาย คนพาลไปเป็นมิตรสหาย ๑๓๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ไม่ได้ ถ้าไปเป็นมิตรสหายกับคนพาล เราก็เป็นคนพาลไปด้วย ใกล้ คนตกปลากต็ กปลา ใกลค้ นตรี ะฆังกต็ รี ะฆงั ไปด้วย อยกู่ ับคนตกปลา เราก็อยากจะตกปลาเหมือนกัน ใกล้คนตีระฆัง ใกล้คนอ่านหนังสือ เรากอ็ ยากตีระฆัง อยากอ่านหนงั สือเหมือนกนั ตอ้ งเขา้ ใจว่าคนเป็น อยา่ งน้ี อนั นีส้ าคัญมาก คนใกล้ชดิ สาคัญทส่ี ุด มากกว่าคนไกล คนน้ี ชอบอย่างนี้ เราอยใู่ กล้กช็ อบอยา่ งนี้ คนนีไ้ ม่ชอบอยา่ งน้ี เราอยู่ใกล้ ก็ไม่ชอบตาม องค์สมเด็จสัมมำสัมพุทธเจ้ำก็เลยบอกว่ำ อย่ำ ใกล้ชิดกับคนพำล อย่ำไปอยู่ด้วยกันกับคนพำล คนพาลอันตราย มาก สมัยน้ี ต้องคิดดี ๆ สมัยก่อน ไม่เคยมีคนฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ไม่มี ไม่ เคยได้ยินด้วย สมัยนี้ มีมาแล้ว ฆ่าพ่อฆ่าแม่มีแล้ว สมัยก่อนไม่เคยมี ฆา่ พ่อแม่ ขน้ึ โรงขึ้นศาลกับพ่อแม่ สมัยนมี้ แี ลว้ นา่ ประหลาดใจมาก ถ่อยมากแค่ไหน ขนาดไหน ไม่น่าจะเป็น ก็เป็นมาแล้ว ฆ่าพ่อก็ไม่ ลาบาก ฆ่าแม่กไ็ มล่ าบาก กเ็ ลยแยแ่ ล้ว แตเ่ ป็นบางคนบางส่วนเท่าน้ี เอง ส่วนมากนน้ั ยังดอี ยู่ แต่กย็ งั นา่ ประหลาดใจ พ่อแม่ไม่ใช่ธรรมดา พ่อแม่มีบุญคุณมำก มำกกว่ำพ่อแม่ ในโลกน้ีไม่มีแล้ว คนไหนนับถือพ่อแม่ คนนี้เจริญโตใหญ่แน่นอน คนไหนไม่นับถือพ่อแม่ แม้จะมีเงิน แต่ใจไม่สว่ำง ร่ำงกำยก็ไม่มี รำศี ไม่มีศักด์ิศรี เพรำะอะไร เพรำะเป็นอกุศลท่ีไม่นับถือพ่อแม่ อยู่ในท้องแม่ ๙ เดือน แม่ทรมานมาก ทรมานมากกว่าแม่ไม่มีแล้ว ตอนอยู่ในท้อง ๙ เดือน แม่ก็ไม่ได้บ่นว่าอะไร ลูกคนนี้ แกมาแล้ว มาทาอะไร แม่ไม่บ่น ยินดี รัก ยินดีรักษา องค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าก็ตรัสว่ามำตำปิตุ ไม่ใช่ปิตุมาตา ที่ว่ามำตำปิตุ คือแม่เป็น ผู้นำ พ่อเป็นผู้ตำม พ่อไม่มีบุญคุณหรือ -- มีบุญคุณ แต่ว่าแม่ ทรมาน บุญคุณมาก ในท้องแม่ ๙ เดือน ใครรับผิดชอบ -- แม่ ๑๓๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ รับผิดชอบ ใครทรมาน -- แมท่ รมานเอง ใครชว่ ยชวี ิตเรา -- แม่เป็น คนช่วยเรามากท่ีสุด พ่อไม่ได้มีก็ไม่ได้เป็นไร ก็หาข้าวให้เมียและลูก กิน องคส์ มเด็จสมั มาสัมพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่ามาตาปติ ุ ไม่ใช่ปติ มุ าตา ต้องเข้าใจ ต้องรู้จัก องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าตรสั ไว้วา่ อะไร พ่อ แมก่ ับพระพทุ ธเจา้ ระดับเดียวกัน พุทธะคุโณ อะนันโต ธัมมะคุโณ อะนันโต สังฆะคุโณ อะนันโต มำตำปิตุคุโณ อะนันโต อะจะริยะคุโณ อะนันโต --- ปัญจะนันตะริยะ ๕ อย่าง สังฆะทำนัง สังฆะโมเตหิ การถวาย สังฆทานก็เหมือนกัน เปรียบพ่อแม่เหมือนพระพุทธเจ้าในบ้าน พ่อ แม่มีอยู่แต่เราไม่ดูแล ไปหาแต่นอกบ้าน เจดีย์บ้าง พระพุทธรูปบ้าง พระสงฆ์บ้าง ครูบาอาจารย์ไปหมดเลย ในบ้านมีแม่ก็ทิ้งขว้างไว้ มี พ่อก็ทิ้งขว้างไว้ อันนี้ไม่ถูก ในบ้านพ่อแม่ต้องมาก่อน ภายในบ้าน พระพุทธเจ้าก็คือพ่อแม่ พ่อแม่เราต้องต้ังไว้ให้ดีก่อน แล้วจะไปหา อะไรทาค่อยไปได้ แต่ไม่ใช่ไม่สนใจพ่อแม่ในบ้าน มัวแต่ไปหาข้าง นอก อย่างนี้ไม่ถูกต้อง พ่อแม่ดูแลส่ังสอนลูก ลูกคนไหนส่ังสอนได้ พ่อแม่ก็ดีอกดีใจด้วย ลูกคนไหนสั่งสอนไม่ได้ พ่อแม่ก็เสียอกเสียใจ ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน ลูกศิษย์คนไหนส่ังสอนได้ ครูบาอาจารย์ กด็ ีใจมาก ลูกศษิ ยค์ นไหนส่ังสอนไม่ได้ ครบู าอาจารย์กก็ ล้มุ ใจตลอด ก็ต้องเข้าใจไว้ อะเสวะนำ จะ พำลำนัง ไม่รู้จักบุญคุณของพ่อแม่ ไม่รู้จักกตัญญูกตเวที ประเภทบุคคลนี้เจริญไม่ได้ คนประเภทน้ีไป คบเป็นเพอ่ื นไม่ได้ อะเสวะนำ จะ พำลำนัง ปัณฑิตำนัญจะ เสวะนำ ผู้มีปัญญาเราต้องอาศัย ต้อง เคารพ มีปัญหาเครียดมากเราต้องอาศัยปรึกษาผู้มีปัญญา จะอยู่ บ้านไหน จังหวดั ไหน ประเทศไหนกแ็ ล้วแต่ กเ็ ปน็ ที่ปรกึ ษาท่จี าเป็น ๑๓๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ ไม่มีท่ีปรึกษา เรารู้คนเดียวในโลกนี้เป็นไปไม่ได้ เรารู้ แต่ว่าคนท่ีรู้ ดีกว่าเราก็มี เรามีปัญญา คนที่มีปัญญามากกว่าเราก็มี ก็ไม่เป็นไร ปัญญาน้อยก็แล้วแต่ ปัญญากลางก็แล้วแต่ ปัญญาสูงสุดก็แล้วแต่ ต้องอาศัยและเคารพผู้มีปัญญา เช่น ถ้าเราทาบุญแล้วคิดว่าไม่มี ประโยชน์ ไม่ใช่อย่างน้ัน บางคร้ังเสียดาย บางคร้ังโลภ องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยตรัสไว้ว่า ผู้มีปัญญำต้องสนิทกัน ต้อง เคำรพ ต้องอำศัยท่ำนแนะนำ อย่ำงน้ีถูกต้อง อย่ำงนี้ไม่ถูกต้อง อย่ำงน้ีสบำย อย่ำงนี้ไม่สบำย ทุกอย่างเป็นคู่กันมา สมควรทา ไม่ สมควรทา คู่กัน ดี ไมด่ ี คกู่ นั ถูกต้อง ไมถ่ ูกต้อง คู่กนั อนั นี้คู่กัน ตอ้ ง พิจารณา บางครั้งสงสัยและว้าเหว่ ถ้าสงสัยและว้าเหว่ก็ไปหาผู้มี ปัญญา ถ้าอย่างนี้ถูกต้องไหม อย่างน้ีไม่ถูกต้องหรือ ช่วยช้ีแนะดว้ ย ถ้าชแ้ี นะมา เราก็ตาสวา่ งขน้ึ มา เราก็พิจารณาใหม่ คิดใหม่ ก็อาจจะ ทาให้ถูกต้องก็ได้ เราทาคนเดียว ทุกสิ่งทุกอย่าง เราทาเลย ถูกต้อง แน่นอน แต่เราถูกคนเดียว ไม่ใช่ถูกทุกสารทิศ ไม่ใช่ถูกด้วยทุก ชุมชน เราถูกด้วยแต่คนเดียวเท่านี้ ก็เลยต้องอาศัยปรึกษาผู้มี ปญั ญา ปชู ำ จะ ปูชะนยี ำนงั เคารพบูชาผู้ที่ควรแกก่ ารบชู า อย่าง ท่ีบอกไปแล้ว พระพุทธ พระธรรม คณะสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ บุคคล ๕ ประเภทน้ี ควรเคารพบูชา ทั้งด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ คุณวุฒิ คือมีคุณธรรมสูง ศีลธรรมสูง ส่วนวัยวุฒิ อายุแก่กว่าเราวันเดียวก็ ช่าง เราก็ต้องเคารพ ไม่เคารพไม่ได้ เรานับถือศาสนาพุทธ องค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราเคารพเป็นเลิศ บางทีไปกราบไหว้ พระ แต่ไม่เคารพ แปลว่าอะไร ค่าเดินทาง ค่าทาบุญ ค่าอาหาร ค่าท่ีพักนอนก็ต้องเสีย แต่พอเจอพระแล้วกราบไหว้ไม่ได้ แปลว่า ๑๓๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ อะไร อันนี้ต้องคิดดี ๆ ถ้าไม่อยากไหว้ ก็ไม่ต้องไปไหว้ อันน้ีไม่มี ปญั หาอยู่แล้ว อย่างน้ีไมม่ คี วามหมาย ทาโทษไม่ได้ แต่เราไปวดั แล้ว ไหวพ้ ระ ไหวธ้ รรมะ ไหวค้ ณะสงฆ์ ไหวค้ รูบาอาจารย์ แต่ไม่อยากจะ ไหว้ แล้วกลับมาคุยกัน พระอะไร (เป็นอย่างน้ี) แค่นี้ก็จบ ไปเอา อะไร ไปเอำกุศล ให้ได้กุศลกลับมำกับเรำ ไปเอำกุศลแล้วอกุศล ติดตำมเรำมำ ขำดทุนมหำศำล เงินเท่าไรหามาได้ เด๋ียวนี้หาไม่ใช่ ง่าย ๆ ยากมาก สมัยนี้ เศรษฐกิจไม่ดี ก็ย่ิงยากกว่าเม่ือก่อน ได้มา แลว้ ตอ้ งใช้ใหถ้ กู รู้ใช้เป็น ใช้งานถูกท่จี บก็สบาย พ่อแม่สูงขนาดไหน คิดสิ บูชาพุทธคุณอนันต์ บูชาธัมมะ คุณอนันต์ บูชาสังฆะคุณอนันต์ มาตาปิตุคุณอนันต์ อาจริยะคุณ อนันต์ อาจาริยะอยู่ท่ี ๕ พ่อแม่อยู่ท่ี ๔ คิดสิ เพราะอะไร ตั้งแต่ลูก เกิดมาแล้ว พ่อแม่เป็นอาจารย์คนแรก ลูกเอ๋ย อันน้ีข้าว อันนี้ขี้ อัน น้ีขนม คนไหนสอนมา -- แม่สอนมา พ่อสอนมา พ่อแม่ก็เป็น อาจารย์แล้ว พ่อแม่สอนมาไม่ใช่ธรรมดา โยมทั้งหลายในนี้ ดูแลพ่อ แม่แล้วหรือยัง คนไมด่ แู ลพอ่ แม่ก็น่าจะมีอยู่ จะต้องดแู ลสิ เร่มิ แก้ไข วันน้ี ก็สาเร็จวันนี้ ถ้าไม่แก้ไขก็ไม่สาเร็จ แก้ไขแล้วจึงสาเร็จก็ไม่มี ปญั หา ทุกเวลาท่สี าเร็จได้อยทู่ แ่ี กไ้ ขหรือไม่ แคน่ ้เี อง ขอ้ ตอ่ ไปก็ปะฏิรูปะเทสะวำโส จะ ปพุ เพ จะ กะตะปุญญะ ตำ อัตตะสัมมำปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ข้อนี้ ปะฏิรูปะ เทสะวาสะ เราอยู่บ้านเขาแล้ว เรารู้สมณะเขา เรารู้สานักงานเขา เรารูโ้ รงงานเขา ใกล้ตลาด ใกล้สถานรี ถไฟ ใกล้สถานรี ถเมล์ ถา้ ไกล ก็ปะฏิรูปะเทสะ เราจะทาอะไรได้ ไกลเกินไปจะมาหาสู่เขา เช่นถ้า อย่ตู รงนี้ แล้วเขาอยมู่ นี บรุ ี บางบวั ทอง ฯลฯ จะมาท่นี ่ี จะมาสกู่ ลาง เมอื ง ก็ยาก ค่ารถก็ตอ้ งเสยี ค่าอะไรต่ออะไรก็ต้องเสียแลว้ มาได้ อนั ๑๓๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ น้ีไม่ใช่ปะฏิรูปะ ปะฏิรูปะก็เช่นใกล้ตลาด ซ่ึงเขาก็ใกล้ด้วย ใกล้ รถไฟ ใกล้รถเมล์ ใกล้รถแท็กซ่ี ใกล้ท่ารถ เราทาอะไรสบาย ประเภทนี้เรียกวา่ “ปะฏริ ปู ะเทสะวำสะ” ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตำ เราชาติท่ีแล้วสร้างกุศลมา ต้องมี ถ้าไม่มีกุศล ไม่ได้สร้างกุศลมาชาติที่แล้ว ชาติน้ีทาอะไรต่อ อะไรกส็ าเร็จยาก จะไม่สาเรจ็ เลยหรือ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ เราอยากจะได้ สาเร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ สาเร็จก็แค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เอง แต่ถ้าชาติที่แล้วสร้างกุศลมามาก ชาตินี้ทาไป สาเร็จแน่นอน อาจจะเป็นกว่า ๑๐๐ ก็ได้ เพราะอะไร ชาติที่แล้วเราสร้างมา ถ้า ชาติที่แล้วไม่ได้สร้างมา ชาตินี้สร้างแค่ไหนก็แค่น้ัน ใครล่ะจะไม่ อยากจะมีเงิน ใครล่ะไม่อยากจะมีอานาจ ทุก ๆ คนอยากจะเป็น ท้ังน้ัน แต่ว่าหากชาติก่อนไม่ได้สร้างกุศลมา ชาติน้ีทาก็ได้แค่นี้เอง เกินกว่านี้ พิเศษกวา่ นีไ้ ม่ได้ เพราะอะไร ชาติท่ีแล้วไมม่ ีบารมี นักภาวนาก็เหมือนกัน ชาติท่ีแล้วไม่ได้สร้างบารมีกุศลนัก ภาวนา ชาติน้ีนั่งไปก็ไม่ได้ ได้แค่เท่าน้ีเอง มันไม่ได้จริง ๆ เพราะ อะไร ชาติที่แล้วไม่ได้สร้างมา บารมีไม่มี แค่ดูลมหายใจ อานา ปานะ หายใจเข้า หายใจออก เราทาไป เข้า-สะดือ ออก-จมูก สอง อย่างแคน่ ้เี อง หายใจเข้า-สะดอื แลว้ กไ็ ปแลว้ หายใจออก-จมกู แล้ว ก็ไปแล้ว ที่เราต้องการคือให้ลมหายใจกับอารมณ์คู่กันไป อารมณ์ เอก ๆ ไปเข้าไม่ได้ ถ้าเข้าไปก็สมาธิแตก เพราะอะไร อยากจะได้ มีโลภะ มีโทสะ มีโมหะ เป็นสมาธิไม่ได้ เป็นถีนมิทธะ (ความหดหู่ ซึมเซา) มีวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ไม่เชื่อบารมีตัวเอง ก็หายไป หายไปก็สมาธิไม่ได้ สมาธิไม่ได้ก็ปัญญาก็ไม่มา สมาธิทาให้สะอาด ปัญญาก็จะขึ้นมา ถ้าร่างกายไม่สะอาด มีโลภะ มีโทสะ มีโมหะ ถ้า ๑๓๖

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ยังมีอยู่ สมาธิไม่มี หรือสมาธิแตก ถ้าสมาธิแตกปัญญาก็เข้าไม่ได้ ดู ตวั อย่างสิ กระจก ถ้าไม่ได้เช็ดกส็ กปรกหมด ดอู ะไรไม่ได้ ดูแล้วกม็ วั เมา วาว ๆ เท่าน้ัน แต่ถ้ากระจกเช็ดแล้ว ข้ีมูกอยู่ที่ไหน จมูกอยู่ที่ ไหน ตาอยู่ที่ไหน หูอยู่ท่ีไหน เห็นหมดเลย เหมือนกัน เวลาสมาธิไม่ มีปญั ญาเกิดไมไ่ ด้ ต้องอาศัยขนั้ แรกได้สมาธิก่อน บางคนก็อยากจะได้โสดาบัน พรุ่งนี้คิดใหม่ นั่งมานานแล้ว ยังไม่ได้ อย่าเลย มันไม่ใช่หน้าท่ีของเรา หน้าที่ของเราต้องนั่งก่อน ยิ่งน่ังยิ่งดี ย่ิงน่ังยิ่งมีสติ ยิ่งมีสติย่ิงมีสมาธิ นั่งแค่ ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ จบแล้ว แล้วก็อยากจะได้เป็นโสดาบัน อยากจะเป็นอนาคามี อยาก เป็นอรหันต์ ไม่ได้ ไม่ใช่ของเล่น อย่างผ้า ถ้าไม่สะอาดแป๊บเดียว หายเลย ทาให้สะอาดไม่ใช่ง่าย ๆ ใจไม่สะอาดนี่ไม่ใช่ง่าย ๆ ใจเป็น ผู้สร้าง ร่างเป็นผู้ทา ใจสั่งทาถูก ร่างกายทาถูก ใจส่ังทาผิด ร่างกาย ทาผิด อยู่ท่ีใจ อยู่ที่ใจของเรา อย่ารีรอ ไม่ได้ไปไหน ค่อย ๆ ทาไป เราคิดอยู่อย่างเดียว เสียงดังก็ช่าง เสียงเบาก็แล้วแต่ ค่อย ๆ ปล่อย ไป หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก ตั้งใจทาไป สมาธิ ได้แน่นอน ถ้ามีสมาธิ โลภะลดลงไป โทสะลดลงไป โมหะลดลงไป เพราะอะไร รู้จักความทุกข์แล้ว มีเงินก็ทุกข์ต้องรักษา ไม่มีเงินก็ ทุกข์อยากจะได้ ความทุกข์ทั้งนั้น สัพเพ สังขำรำ ทุกขำ สังขาร ท้ังหลายเป็นทุกข์ ความทุกข์ทั้งนั้น ความทุกข์เราต้องรู้ เวลาได้ สมาธิขึน้ มา ถ้ายังไม่ได้สมาธิ กย็ ังกาหนดรคู้ วามทกุ ข์ไมไ่ ด้ โยมท้ังหลายคิดสิ เวลาน้ี ในคณะสงฆ์ไทยมีอยู่ประมาณ ๓ แสนเศษ ท้ังพระด้วยเณรด้วย มหานิกายด้วย ธรรมยุติด้วย แต่ว่า ประเทศไทยมีจานวนประชากรเท่าไร - ๗๐ ล้าน ใน ๗๐ ล้านมีแค่ ๓ แสนเศษ ๆ เอง คิดดี ๆ คิดสิ ศาสนาอยู่ได้ยากขนาดไหน คดิ ดู มี ๑๓๗

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ อยู่ ๗๐ ล้าน เข้ามาในศาสนาแค่ ๓ แสน ศาสนาอยู่ยากหรือไม่ ใน ๓ แสน พ่อเศรษฐี พ่อผู้มีอานาจ ลูกของพ่อเศรษฐี ลูกของผู้มี อานาจ มีกี่คน หาแทบไม่ได้ มีแต่ลูกชาวนากับลูกชาวสวนท้ังหลาย เพราะอะไร ลูกชาวนากับลูกชาวสวนมีความทุกข์ไม่เป็นไร เพราะ เคยชินกับความทุกข์มาแล้ว ทนได้ แต่ลูกมหาเศรษฐีมาบวชไม่ได้ เพราะตั้งแต่เกิด กินแต่ของอร่อย ๆ ใส่เสื้อผ้าสวย ๆ ผ้าจีวรของ พระบางทีก็เป็นผ้าข้ีร้ิว บางทีก็ไม่มีผ้าอะไร ก็ไม่อยากจะอยู่ ไม่ อยากจะบวช ๗๐ ล้านน่ีมีอยู่เท่าไร – ๓ แสนเอง อาจจะเป็น ๗๐ กว่าล้าน ๓ แสนก็สึกออกไปอีก อยู่ในศาสนาไม่ใช่ง่าย ๆ อยากจะ ใหอ้ ยูก่ อ็ ยไู่ ม่ได้ ลูกมหาเศรษฐี ลูกผู้มีอานาจน้อยท่ีสุด ถ้ามีแล้วไม่มา มาที กต็ ้องหาทม่ี ากทีส่ ุด อาจจะไมม่ กี ็ได้ แต่มาทกี ็มากท่ีสุด นอกจากนั้น ลูกคนยากคนจนทั้งหมด ไปดูสมัยพุทธกาล เทวทัต ลูกพ่ีลูกน้อง ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเข้าป่าไปปฏิบัติ จนได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เทวทัตก็ตามไป ทาอะไรต่อ ทาอะไร พระพุทธเจ้า พระสารีบุตรเป็นลูกของปุโรหิต พระโมคคัลลานะก็ เป็นลูกของปุโรหิต ทาไมไปตั้งเป็นอัครสาวกขวาซ้าย ฉันลูกของใน หลวง ทาไมไม่ตั้ง สมัยพุทธกาล ต่อหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัม พทุ ธเจ้า ต้องคิดดี ๆ ไม่ใช่งา่ ย ๆ สมัยพทุ ธกาลเองก็สว่ นมาก ไมไ่ ด้ เปน็ ชาวไร่ชาวนาก็แล้วแต่ แต่ว่ากม็ ีชาวไร่ชาวนากม็ าบวช อนั นี้ต้อง เขา้ ใจ พวกนแ้ี หละ ทนได้ บวชมาสไู้ ด้ ทานาสไู้ ด้ กเ็ ลยเป็นอาจารย์ ได้ ตอ้ งเขา้ ใจ โยมทงั้ หลาย ไมใ่ ช่งา่ ย ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตำ การเข้าชาติที่แล้วส่งผลมาชนิ กรรมต่อไป ต่อไปทาอะไร ๆ สาเร็จแน่นอน แต่ว่าไม่มีอุปสรรคใน ๑๓๘

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ โลกน้ีไม่มี แม้แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็เหมือนกัน สาวก ก็เหมือนกัน บางท่านเจ็บเอว บางท่านเจ็บขา องค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าก็เทียบได้กับองค์น้ี ก็เลยปุพเพ จะ กะตะปุญญะ ตา อันนี้ก็เร่ืองวาสนา เราต้องเชื่อด้วย ญาติโยมท้ังหลาย มาเป็น มนุษย์นี้ ไม่มีบารมีไม่มี ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา – กรรม หากไม่ มี มาเปน็ มนษุ ย์ไม่ได้ ที่มาเป็นมนษุ ย์ ทกุ คนมีบารมีอยู่ น้อยมากแค่ ไหนต่างกันแค่น้ีเอง บางคนน้อย บางคนมาก เป็นมนุษย์ทุก ๆ คน ทุก ๆ ท่านเป็นวาสนา มีกรรมเก่ามี ดูพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ไมใ่ ช่เทวดา ไม่ใชพ่ รหม พระพุทธเจ้าก็เปน็ มนษุ ย์ เราท้งั หลายก็เปน็ มนุษย์เหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร เราเชื่อ ปฏิบัติตามไปเราก็ได้ แต่ไม่ได้เท่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าเท่าน้ีเอง เทียบไม่ได้ แต่ไม่ได้แค่ไหนก็ช่าง ไม่มีเงิน สาม บ้านแปดบา้ น แตก่ ็มีทีอ่ ยู่ ไมม่ ีเงิน ๓๐๐ ล้าน กล้มุ ใจจะตาย อนั นนั้ เพราะอะไร ไมเ่ ชอื่ บารมีตวั เอง เขามีมืออยู่เขากห็ า เรามมี อื อยู่เราก็ หาสิ ลงทุน ๕ บาท กาไร ๗ บาท ลงทุน ๒๐ บาท กาไร ๒๐ บาท หากไม่ทาก็ไม่ได้ ถ้าทาก็ได้ท้ังน้ัน อยู่ที่ไม่ทา อยู่ที่ไม่เช่ือบารมี ตัวเอง ถ้าเช่ือบารมีตัวเอง ไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีไม่เป็นไร แต่ว่าอยู่ ได้ แก้ได้ ไปได้ มาได้ ต้องเช่ือตัวเอง ต้องเช่ือบารมีตัวเอง อะไรก็ ไม่ได้ ๆ สาวแก่อาจจะมีก็ได้ ถ้ามีในที่น้ีก็ขอโทษนะ สาวแก่ อายุ ๓๐ กว่า แต่งงานดีม้ัย จะ ๔๐ แล้ว ผู้ชายมาก็ไล่ไป ผู้ชายไปแล้วก็ ไปดึงเขา อยู่ ๆ ไป พอ ๔๕ ก็คิดอยู่ เราไม่แต่งงานก็ไม่เป็นไร ไม่มี ลูกก็ไปเป็นห่วงหลานอีก จนแก่เฒ่าตายเลย ไม่ได้แต่งงาน เพราะ อะไร คิดมากไป และไม่เช่ีอกายและใจตัวเอง ไม่เช่ือบารมี ก็ต้อง ๑๓๙

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ เขา้ ใจ ตอ้ งมสี ติ เพราะอะไร คนไหนรวย คนไหนไม่รวย องค์สมเด็จ พระสัมมาสัม-พุทธเจ้า คนไหนทาบุญคนน้ีคนก็รักมาก ถวายพระ ถวายเจดีย์ ไม่ใช่อย่างเดียว ให้ไปกับคนยากคนจน เหมือนกัน คน ไหนชอบทาบุญ คนนี้หน้าสว่างตลอด เมตตา คนไหนก็ไปชอบ ๆ ๆ ชอบด้วยเมตตา คนไหนไม่ทาบุญ คนนั้นแหละจนจะตาย ข้ีเหนียวตระหน่ี มาก ไม่มีเพ่ือน ก็ไม่มีใครไปหาเขา เพราะอะไร เพราะไม่ทาบุญ เรียนอะไรก็ชา่ ง รอู้ ะไรก็แลว้ แต่ คนไมม่ เี งิน เอาขา้ วโพดอันเดียวไป ช่วย คนรับเขาก็ดีใจมาก ขอให้แม่โชคดี ๆ ขอให้แม่สบาย ๆ หนอ ขอให้แม่อายุยืน ๆ หนอ ได้บุญอีกแล้ว เพราะไปหาเขา คนไหน ไม่ให้ เขาก็ว่า คนน้ีตระหน่ีข้ีเหนียว ไม่มีใครมาหาแล้ว แม้แต่ ลูกหลานก็เข้าไมต่ ิด แม่ขี้เหนียวมาก ลูกหลานก็ไมต่ ิด ไมต่ ้องไปทวง แม่แล้ว ไปหาแม่ท่ีบ้าน อันน้ีจะกิน อันน้ีจะใช้ท่ีไหน จะซ้ืออะไร ปวดหัว ไม่เอาแล้ว คนไหนทาบุญ คนน้ันยิ่งมีบริวารมาก อย่างน้ี ปุพเพ จะ กะตะปญุ ญะตำ เพราะอะไร คนน้ีก็อยากจะช่วย คนน้ัน ก็อยากจะช่วย ท้ัง ๆ ที่ไปก่อนแล้ว ไปมา ถ้าไม่ไปไม่มา อันนี้ต้อง เข้าใจ เราไปแล้วเขาก็มา ก็คนทาบุญนี่เป็นอะไร มีบริวารมาก คน ไม่ทาบุญกไ็ ม่มีบริวาร คนแก่เฒา่ ดไู ดเ้ ลย คนไหนอย่คู นเดยี ว เพราะ ไม่ได้สร้างบริวาร สร้างบริวารมาก็มีลูกหลานเต็มเลย ไม่มีลูกหลาน ก็มีบริวารเต็มเลย อันนี้เป็นสาคัญ อันนี้เรียก ปุพเพ จะ กะตะ ปุญญะตำ ชาติทีแ่ ลว้ กับชาตินร้ี วมกนั เราสร้างบารมกี ม็ บี ารมีขนึ้ มา ได้ อนั นต้ี ้องเขา้ ใจด้วย อัตตะสัมมำปณิธิ (กำรต้ังตนไว้ชอบ) ทาให้ใจสงบ ทาให้ ใจสบาย ทาให้ใจไม่สุรุ่ยสรุ ่ายจะทาให้ได้อย่างนี้วธิ ไี หน อำนำปำนำ ๑๔๐

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ หายใจเข้า หายใจออก ๆ ๆ ๆ ทาไปนาน ๆ ก็ใจสงบข้ึนมา ใจไม่ สงบเพราะอะไร อยากจะได้ อยากจะเป็น อยากจะเห็น ใจไม่สงบ เพราะอะไร ไม่อยากจะได้ ไม่อยากจะเห็น ไม่อยากจะเป็น ไม่ อยากจะเห็น นักภาวนาไม่อยากจะเห็นก็เป็นกิเลส แต่ว่าได้บารมี ได้กุศล แต่ว่าไม่ใช่ได้แท้ ๆ เพราะกิเลสยังไม่ไป กิเลสมีอะไร กาม ฉันทะนิวรณ์2 พยาปาทะนิวรณ์3 ถีนมิทธะนิวรณ์4 อุทธัจจะกุกกุจ จะนิวรณ์5 วิจิกิจฉานิวรณ์6 นิวรณ์ ๕ อย่างลดลงไป โลภะก็ลดลง โทสะก็ลดลง โมหะก็ลดลง ถีนะมิทธะ ก็ง่วงนอนก็ลดลง วิจิกิจฉำ สงสัยก็ลดลง ลดลงไปก็สมาธิข้ึนมา ถ้าสมาธิข้ึนมาก็ต่อไป ทุกข สจั จะ สมุทยสจั จะ นโิ รธสจั จะ มคั คสัจจะ สจั จะแห่งมรรค ถกู ต้อง ด้วยธรรมะแห่งมรรค ถ้าเห็นมรรคก็ตาสว่างแล้ว ต่อไปปฏิบัติไป ก็ โสดาบัน สะกิทาคา อนาคา อรหันต์ ได้หมด แน่นอน พระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสว่า สมัยนี้ไม่มีโสดาบัน ไม่มีสกิทาคามี ไม่มีอนาคามี ไม่มี อรหันต์ ทาได้ แต่ทาจริง ๆ ไหม ทาที่ถูกต้องมีไหม ทาจริงทา ถูกตอ้ งวิธี ได้อยู่แน่นอน ญาติโยมท้ังหลาย เวลานี้ที่ว่าไปน้ี สาคัญท่ีสุดอยู่ท่ีไหน ทา ให้ใจสะอาด ถ้ำใจสะอำด ญำติโยมทั้งหลำย ก็ทำให้คิดอะไรต่อ อะไรได้สบำยและถูกต้อง ถ้าใจไม่สะอาด ญาติโยมทั้งหลายทาแค่ ไหนกต็ ามก็อยา่ งง้นั ๆ วันน้ีอารมณ์ดี พรุง่ น้ี ไม่ดี เช้า ๆ เย็น ๆ ไม่ดี เพราะอะไร ใจไม่สงบ ใจไม่สะอาด ใจไม่สว่าง ทาให้ใจสงบสาคัญ 2 ความพอใจในกามคณุ 3 ความคิดร้ายตอ่ ผอู้ ่นื 4 ความหดหู่ซึมเซา 5 ความฟงุ้ ซา่ นและราคาญใจ 6 ความลงั เลสงสัย ๑๔๑

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ ท่ีสุด สุดท้ายนี้ ศรัทธา สติ วิริยะ ขันติ และอภัยด้วยเมตตาและ สัจจะ ต้องมีศรัทธา ศรัทธาคนเราพูดยาก บางคร้ังเจ้าตัวเองก็ไม่ ค่อยมีศรัทธา แต่ไปศรัทธาคนอื่น ๆ อย่างน้ีก็มี เจ้าตัวอยากจะสู้ สู้ ไม่ได้ เพราะอะไร ราคะ โมหะ พอมากต็ ้องให้ไป ศรัทธาเป็นไปแล้ว ก็เป็นปัญหา ศรัทธาด้วยดี ศรัทธาด้วยไม่ดี มีสองอย่าง ศรัทธา แปลว่าเช่ือ เชื่อทุกประเพณีเรียกว่า ศรัทธา ถ้ามีศรัทธาแล้วต้องมี สติ สติกากบั ร้วู ่าอยา่ งน้ีเกนิ ไป อย่างนโ้ี ลภไป อยา่ งนี้ปานกลาง เรา ต้ อ ง เ อ า ป า น ก ล า ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ต รั ส ไ ว้ แ ล้ ว ว่ า เ ร า ต้ อ ง มัชฌิมาปฏิปทา ในหลวงรัชกาลท่ี ๙ เองท่านก็รับส่ังอยู่แล้ว พอเพยี ง อย่างน้ีเรียกว่า มัชฌมิ าปฏิปทา ญาติโยมท้ังหลายตอ้ งมศี รัทธา มสี ติไป สตมิ า สตอิ ยู่ สตกิ ิน สตนิ อน สติเดิน สติ ถา้ มีสตทิ กุ สง่ิ ทุกอย่าง ญาตโิ ยมทั้งหลายกส็ บาย แล้ว แล้วก็ต้องมีวิริยะ อุตสาหะ ต้องขยัน วันนี้ มีงาน จะไปวัด เด๋ียวก็คิดใหม่ มาเทศน์เฉย ๆ เอง งานอะไรหรือวันนี้ แต่ว่ามา มาแลว้ ทา เออวนั นี้งานอะไร ไมไ่ ด้มงี านอะไรหรอก เทศนเ์ ฉย ๆ อ๋อ ดี ๆ ๆ วิริยะต้องมี หลวงปู่มาจากภาคเหนือไม่ใช่ง่าย ๆ ท้ังคืนต้อง นั่งรถมา วันน้ีกลางคืนก็ต้องกลับ แต่ยังพอมีอยู่ วิริยะก็ต้องมี ต้อง อดทน วันน้ไี มไ่ ด้ พรงุ่ นี้ก็ได้แน่นอน พรงุ่ นีไ้ ม่ได้วนั ต่อไปก็ต้องได้ ใจ เย็น ๆ เหมือนการขึ้นภูเขา ขึ้นภูเขาเป็นอย่างน้ี ไม่ถึงสักที เพราะ อะไร ก็ใจของเราไปอยู่แล้ว ตัวไปไม่ได้ แต่ลงมาจากเขาสบาย ข้ึน เขาเราก็ขึ้นได้ ขึ้นมาทางถูกอยู่แล้ว ข้ึนมาได้กลาง ๆ อีกนิดเดียวก็ จะถงึ แล้ว แตใ่ จของเราอยากจะถึงเรว็ กวา่ นี้ ก็เลยอดทน ตอ้ งอดทน อะไร ๆ ถึงเวลามาแน่ ต้องรอเวลา เท่าน้ีเอง ถ้าอดทนได้ อภัย คน น้ีว่าคนน้ันไม่ดี คนนี้กับคนน้ันทะเลาะกัน ถ้าให้อภัยไม่ทะเลาะกัน ๑๔๒

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ แน่นอน ต้องอภัย เห็นกันทั่ว พูดกันอยู่แล้ว ไม่ถูกก็ผิด ไม่ผิดก็ถูก ทุก ๆ คน แต่ว่าเราอภัยไม่ได้ไปทะเลาะกัน เสียเวลา เสียร่างกาย เสียใจ ก็อภัยได้ จะอภัยได้ อยู่ท่ีมีเมตตา ถ้ามีเมตตาก็อภัยได้ ถ้า ไม่มเี มตตาก็อภยั ไมไ่ ด้ ญาติโยมท้ังหลาย วันน้ีก็ช่ัวโมงกว่าแล้วที่มาพูด เกือบ ๒ ชั่วโมงแลว้ พูดไปแลว้ ก็ยงั ไงยงั งั้นแหละเนอะ อายกุ ็ ๘๘ แล้ว แตว่ ่า ก็พอไปได้ ใจยัง ๑๖ อยู่ ไปได้มาได้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายพบ ความสุขกายความสุขใจ มีโชคมีลาภมีอานาจ ไม่มีอันตราย ไม่มี อุบัติเหตุ ไม่มีศัตรู ไม่มีปัญหา ไม่มีข้อ ไม่มีไข้ ไม่มีเจ็บ ไม่มีป่วย สิ่ง ท่ีไม่ดีทุกส่ิงทุกอย่างให้หาย สิ่งที่ดี ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามา ทุก ๆ วัน สงิ่ ท่ที ่านคิด ปรารถนา ทุกส่งิ ทุกอยา่ งสาเรจ็ ด้วยดีเทอญ ๑๔๓

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ “มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา” วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ประธานบริหารศาลาพระราชศรัทธา พระธรรมธัชมุนี เจา้ อาวาสวัดปทุมวนาราม พระอดุลธรรมเมธี (โสฬส วีรญาโณ) ท่ีปรึกษา พิสจู นอ์ ักษรบาลี พระกิตตสิ ารสธุ ี (เชิดชยั สีลสัมปันโน) คณะทางาน พระมหาชาญชยั ชยปตุ ̣โต พระมหานนทรตั น์ ชยานฺนโท ออกแบบปก ปทั มา เจียระศิริสนิ ประสานงาน จิณณภสั ร์ จิตเสรีพิชยั พิมพ์คร้ังที่ ๑ ชฎาธาร โอษธศี และ พิมพ์ที่ คณะทางานศลิ ปวฒั นธรรม วิทยาลยั ประชากรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมศักด์ิ ตมุ้ ทอง สดุ ารัตน์ กันทะเนตร ตลุ าคม ๒๕๖๓ จานวน ๑,๐๐๐ เล่ม สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์- มหาวิทยาลยั ๑๔๔

มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ รำยนำมผ้รู ว่ มบญุ พมิ พห์ นังสือมรดกธรรม คณุ อภชิ ยั -คุณศริ พิ ร สสุ มาวตั นะกลุ ๕๐,๐๐๐ ผศ.ดร.ปัทพร สุคนธมาน ๑,๐๐๐ คณุ ธรี ะพงษ์ ศรีวมิ ลวฒั นา ๓,๐๐๐ ผศ.ดร.ยศ อมรกจิ วกิ ัย ๑,๐๐๐ คณุ พัชราพรรณ ภบู ญุ ศรี ๓,๐๐๐ ผศ.ดร.รกั ชนก คชานุบาล ๑,๐๐๐ ด.ญ.วรนนั ท์ สสุ มาวัตนะกลุ ๓,๐๐๐ ผศ.ดร.รตั ติยา ภูละออ ๑,๐๐๐ คุณวชิ ยั สขุ ในใบบุญ ๒,๐๐๐ ศ.ดร.วพิ รรณ ประจวบเหมาะ ๒,๐๐๐ คุณสาธิต สขุ ในใบบุญ คุณจันที โทบุตร คณุ ณฐั สขุ ในใบบญุ ๑,๐๐๐ คุณจริ าภรณ์ อานภุ าพ ๔๐ คณุ โชตริ ส ลขิ ิตเจรญิ พาณชิ ย์ ๕๐๐ คุณวรนิ ทร์พร ตงั ตระกูลไพศาล ๒๐๐ คุณวรรณวภิ า สทุ ธิไกร ๒๐๐ คณุ ณัฐวฒั น์ มว่ งประเสรฐิ ๕๐ คณุ กนกกร แย้มสงวนศกั ดิ์ ๓๐๐ คณุ ดวงกมล ผลเพม่ิ ๑๐๐ คุณภูมิพฒั น์ โภชฌงค์ ๓๐๐ คณุ บุศริน บางแก้ว ๒๐๐ คุณณชั ชากญั ญ์ ชูชืน่ ๓๐๐ วา่ ทร่ี อ้ ยตรี ประวตั ิ สายโน ๑๔๐ คณุ ประเทอื ง ล้ิมกลุ ๒๐๐ คณุ ปราณี แหวนทองคา ๓๐๐ คณุ สทิ ธ์ิ ยองประโคน ๒๐๐ คุณปาริชาติ เขตสมทุ ร ๑๐๐ คุณขยาวนิจ กมลศักดพ์ิ ทิ กั ษ์ ๑๐๐ คณุ วนิดา เซยี สกลุ ๑๐๐ คุณหนใู หม่ ตรบี าตร ๑๐๐ คุณวรรณวดี จันทรว์ ังโปง่ ๒๗๐ คุณธนภร เพช็ รกาจัด ๒๐๐ คณุ ชาตรี หาศริ ิ ๒๐๐ คณุ ลลิ ะวรรณ ธรรมชาติ ๕๐๐ คณุ วษิ ณุ ญาณเนตร ๑๐๐ คุณกชพร วงค์ชัย คุณสมศักดิ์ ตุม้ ทอง ๕๐๐ คุณชตุ กิ าญจน์ ธนาตย์ยศพล ๑,๐๐๐ คุณอรพนิ พยุงวงษ์ ๑๐๐ คุณเปมปัญญภา ปัญญาปวรี ์ ๒,๐๐๐ ดร.ชลธิชา อัศวนิรนั ดร ๑๐๐ คณุ สุวิมล หวังสมั ฤทธผิ์ ล ๑,๐๐๐ คุณวริ ัลพัชร มานติ ศรศกั ด์ิ ๕๐๐ คุณ รุ่งนภา ถริ เจรญิ สกลุ คุณรัชฎาภา แสงแกว้ ๑๐๐ ๕๐๐ ๑๔๕

มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ รำยนำมผู้ร่วมบุญพมิ พห์ นงั สือมรดกธรรม คุณกิมฮวย กลุ ตั ถน์ าม ๑,๐๐๐ คุณวลยั ลักษณ์ เบอหน์ ิง ๗๒๐ คณุ ณฐั นชิ เท่งฮะ ๓๐๐ คุณววิ ดาว พงษ์เรอื งเกยี รติ ๑,๑๕๒ คณุ เจนจิรา กติ ตกิ าร ๒๐๐ คุณวลัยพรรณ เพญ็ ชาติ ด.ช. ภาณุวชั ร กติ ตกิ าร ๑๐๐ คณุ ภทั รานุช เขมจรัส ๗๒๐ คณุ พิมพ์อัปสร งอนสวรรค์ ๑๐๐ คณุ ศริ วิ รรณ พลบั อนิ ทร์ ๑,๐๐๘ คณุ เพชรรตั น์ งอนสวรรค์ ๑๐๐ ผูไ้ ม่ประสงค์ออกนาม ADORA GEMS ๒๐๐ พีน่ ้อย วดั ปทุม ๗๒๐ คุณธีรเดช ศยามล ๑๐๐ คุณวายูน อดุ มสจั จานนั ท์ ๓๐๐ คณุ เครอื วลั ย์ งอนสวรรค์ ๑๐๐ คุณจาตรุ นต์ กติ ตสิ รุ นิ ทร์ ๕๐๐ ด.ญ.ภรรัมภา งอนสวรรค์ ๑๐๐ คณุ อรุณรัตน์ สวัสดท์ิ อง ๑,๐๐๐ คุณแม่เฮียง ศริ ิเทพ ๑๐๐ คณุ ธนยิ า หทโยดม ๒๐๐ คุณอนวุ ตั ร งอนสวรรค์ ๑๐๐ คณุ ณัฐา พิศภมู วิ ถิ ี ๓,๐๐๐ คุณแมท่ องสขุ กุสมุ าลย์ ๑๐๐ คุณสริ ินทร พลจันทร์ ๕,๐๐๐ คุณพอ่ ทองสู่ กุสุมาลย์ ๑๐๐ คุณวันทนีย์ ลอตระกูล ๑,๔๔๐ คุณณัฐกาญจน์ กุสมุ าลย์ ๑๐๐ คณุ เนาวรัตน์ ตนั ติเวทย์ ๗๒๐ คณุ กนั ยา กสุ ุมาลย์ ๑๐๐ คุณเอนก สสุ ุทธิ ๕๐๐ คุณจาลอง กุสุมาลย์ ๑๐๐ คณุ ชณุ ห์พมิ าณ ศภุ ธาเสฏฐ์ ๕๐๐ คุณสุรยิ า-คุณรกั เร่ บุญวสิ ัย ๑๐๐ คณุ ทพิ วรรณ พนั ธวงศ์ศภุ กร ๒๐๐ คุณวิยะดา แก้วเชยี งหวาง ๒๐๐ คุณถนอมศรี รัตนอนันต์ ๑,๐๐๐ คุณทง้ิ ตาคา ๑๐๐ คุณเพ็ชรี รกั ษาเสรี ๕๐๐ คณุ อุลัย ไชยะบุบผา ๑๐๐ คณุ กันยารตั น์ รกั ษาเสรี ๑,๐๐๐ คุณภทั ราพร ตาคา ๑๐๐ คุณจนั ทิมา รกั ษาเสรี ๕๐๐ คณุ สกุ ัญญา บุญวลิ ัย ๑๐๐ คณุ ทิพยว์ รรณ รกั ษาเสรี ๕๐๐ คณุ นฤพน สวัสดน์ิ ที ๑๐๐ คุณวรวรรณ โถทองคา ๕๐๐ ด.ญ.พณิ ญาดา สวสั ด์นิ ที ๑๐๐ คณุ สมรกั ษ์ โล่หว์ ิสัย ๒,๐๐๐ ๕๐๐ ๕๐๐ ๑๔๖


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook