มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ สงบกาย สงบวาจา สงบใจ พวกเรานากายมาทาคุณงามความดีมา ทาแตส่ ง่ิ ที่ดีทงี่ ามขน้ึ มา เมอื่ เรำหยดุ ดูกจ็ ะเห็นกำรกระทำของเรำด้วยกำย สิ่งไหน ที่ไม่ดีไม่ถูกไม่ต้องไม่ควร เรำก็เลิกละออกไป ส่วนไหนท่ีเรำทำดี แล้ว เรำก็ทำให้มำกข้ึน เรียกว่ำมำ “วัดกำย” ส่วน “วำจำ” ก็ เหมือนกันต้ังแต่ต่ืนเช้าขึ้นมาเราบ่นใส่สามี ภรรยา บุตรธิดา เพ่ือน บ้าน หรือเราพูดโกหกหลอกลวง พูดคาหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูด เหลวไหล พดู สอ่ เสยี ด ให้เกิดความแตกแยกแตกสามัคคี หรือเราพูด วจีไพเราะเสนาะโสต เม่ือเรำหยุดดูเรำก็จะเห็นควำมชัดเจนขน้ึ ว่ำ กำรพูดไมด่ เี ป็นส่ิงทไ่ี ม่ควรทำเหมือนกนั เหมือนคาสภุ าษิตโบราณ ท่านบอกว่า “ลมพัดยอดไม้ยังไหว วำจำท่ีเรำพูดออกไปก็ย่อมมี คนฟัง” เรำจะมำพูดแต่สิ่งท่ีดี กล่ำวสรรเสริญ คุณพระพุทธ คุณ พระธรรม คุณพระสงฆ์ ตั้งแต่เช้าเลยท่านเจ้าคุณท่านพาพวกเรา ท่านทัง้ หลายมาตง้ั แตเ่ ม่ือคนื อาตมามาตั้งแต่เม่ือคืน และมาทาวัตร เจริญพุทธมนต์ มากล่าวสรรเสริญ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณ พระสงฆ์ ตอนเช้าอีกพูดแต่ในสิ่งที่ดี ส่วนไหนที่ไม่ดีเรำก็เลิกละ ออกไป ส่วนไหนทีด่ ีเรำก็ทำให้มำกขึ้น เรยี กวำ่ มำ “วดั วำจำ” ส่วน “ใจ” ก็เหมือนกันตั้งแต่ตื่นเช้าข้ึนมาจนถึงขณะนี้ ใจ เราคิดอิจฉาพยาบาท ปองร้ายคนโน้นคนนี้อยากจะให้เขาวิบัติขัด สน หรือเราคิดสร้างสรรค์ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเราเอง ภายใน ครอบครวั สว่ นรวมชุมชนรวมไปถึงประเทศชาติ เม่ือเรำหยุดดู และ พิจำรณำเห็นแล้วว่ำส่วนไหนที่ไม่ดีเรำก็เลิกละออกไป ส่วนไหน เรำคิดว่ำดีแล้วก็ทำให้มำกขึ้น เรำเรียกว่ำมำ “วัดกำย วัดวำจำ วัดใจ” ถ้าเราอยู่บ้านเราจะสังเกตได้ง่ายว่ามองไปที่ไหนก็เป็นของ ๔๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ เรา บ้านของเราส่ิงของต่าง ๆ ของเรา สามีเรา ภรรยาเรา บุตรเรา มองไปไหนก็เป็นของเรา ความยึดม่ันถือม่ันเป็นตัวเป็นตนมากมาย ก่ายกอง แต่เม่ือพวกเรำท่ำนทั้งหลำยเข้ำมำสู่สถำนที่แห่งนี้ “วัด สระปทุม” ในขณะน้ี เรำมองไปที่ไหนจิตใจก็โล่งเบิกบำน ไม่มี ของเรำสักอย่ำง ใจก็เบิกบำน กำยก็เบิกบำน กำยก็เบำ วำจำก็ เบำ ใจก็เบำ เบิกบำนไปหมด ควำมยึดมนั่ ถอื มั่นไมม่ ี โดยเรำทำ่ น ทั้งหลำยไม่รู้สึกตัว ถ้ำเรำมำทำบ่อย ๆ ควำมยึดม่ันถือมั่นก็จะ หำยไปคลำยออกไป เหมือนอย่างพวกเราท่มี าในขณะนี้ เรยี กวา่ เรา มา “วดั กาย วดั วาจา วดั ใจ” ของพวกเรา ก่อนท่ีจะนาธรรมะขององคส์ มเดจ็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้ามา แสดงสู่พวกเราท่านท้ังหลายได้ฟัง อาตมาไปเทศน์ท่ีไหนก็จะเกริ่น ด้วย ลักษณะ ๔ ประกำร ๑) จงทำตัวเหมือนเต่ำ ๒) อย่ำเป็น เหมือนพ่อใหญ่ชูเลี้ยงแมว ๓) แม่ใหญ่แซวหำผ้ึง ๔) พ่อใหญ่ เตง่ิ หำไฟ ทาไมจึงว่าอย่างนนั้ ๑) จงทำตัวเหมือนเต่ำ เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าของพวกเรายังมีพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์เสด็จไปพร้อมกับ พระสาวกจานวน ๕๐๐ องค์ พระองค์ทอดพระเนตรไปเห็นเต่าเข้า ตัวหนึ่ง พระองค์ทรงหันพระพักตร์มาถามพระสาวกว่า “พวกเธอ เห็นอะไรไหม” พระสาวกกราบทูลว่า “เห็นเต่าพระเจ้าค่ะ” พระองค์ทรงถามอีกว่า “เมื่อเต่ามันเห็นคนมันทาอย่างไร” พระ สาวกกก็ ราบทลู วา่ “เมอื่ เต่ามนั เห็นคน มันจะหดหัว หดหาง หดเทา้ เข้าส่กู ระดองพระเจา้ ค่ะ” พระองค์ทรงตรัสต่อพระสาวก “พวกเธอ ควรเอำอย่ำงเต่ำ” โดยส่วนมำกแล้วคนเรำนั้นอยำกแก้ไขบุคคล อื่นให้เป็นอย่ำงที่ตนต้องกำร สามีก็อยากแก้ไขภรรยา ภรรยาก็ ๔๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ อยากแก้ไขสามี พ่อแม่ก็อยากแก้ไขลูก ลูกก็อยากแก้ไขพ่อแม่ให้ เป็นอย่างที่ตนเองต้องการ แต่ลืมนึกแก้ไขตนเองเหมือนอย่ำงองค์ สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจำ้ พระองค์ทรงแก้ไขตนเองก่อนจึงมำ แก้ไขบุคคลอ่ืน พระองค์ทรงออกผนวชเป็นเวลาถึง ๖ ปีได้ตรัสรู้เป็น อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ามาเทศนา สั่งสอนแก้ไขบุคคลอ่ืน สัตว์โลกต่าง ๆ ไม่ว่าอุบาสกอุบาสิกามีความ เดือดร้อนวุ่นวายใจขึ้นมา พระองค์ทรงแก้ไขโดยเทศนาสั่งสอนให้ สัตว์โลกเหล่านั้นพ้นจากความเร่าร้อนจนถึงความพ้นทุกข์ ไม่เห็น แก่ความเหน่ือยยากลาบาก เราพวกเราทุกผู้ทุกคนก็เหมือนกัน เรา มองดูพระประธานในโบสถ์ก็ดี หรือในศาลาการเปรียญก็ดี พระ เนตรมองไม่ไกล แปลว่ามองใกล้ ๆ ประมาณ ๔ ศอก หมายความวา่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงแก้ไขตนเองก่อนค่อย แก้ไขบุคคลอื่น ขอฝำกพวกเรำทุกผู้ทุกคนให้เรำมำมอง ดูกำย ดู วำจำ ดูใจ แก้ไขตัวตนของพวกเรำทุกผู้ทุกคนน้ี และค่อยไป แก้ไขบุคคลอ่ืน เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราทุกผู้ทุกคนว่า “จง ทาตัวเหมือนเต่า” เม่ือเห็นคนแล้วจะหดหัว หดตัว หดหาง หดเท้า เข้าส่กู ระดอง ๒) อย่ำเป็นเหมือนพ่อใหญ่ชูเล้ียงแมว พ่อใหญ่ชูน่ีชอบ เลยี้ งแมว เล้ยี งแมวไว้ ๓ ตัว ตวั เล็ก ตวั ใหญ่ ตวั กลาง เมอ่ื เลี้ยงแมว เสร็จแล้วพ่อใหญ่ชูก็จะทากรงใส่แมว ทากรงใหญ่ เม่ือทากรงเสร็จ แล้วพ่อใหญ่ชูก็จะเจาะรู ๓ รู รูเล็ก รูกลาง รูใหญ่ ความหมายของ แก คือรูเล็กก็ให้ตัวเล็กเข้าไป รูกลางก็ให้ตัวกลางเข้าไป รูใหญ่ก็ให้ ตัวใหญ่เข้าไป ในขณะที่ทาอยู่นั้นหลานชายมาเจอเข้าพอดี ๔๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ หลานชายก็ถามว่า “พ่อใหญ่ทาอะไร” พ่อใหญ่ก็ตอบว่า “ทากรง ใสแ่ มว แลว้ กจ็ ะเจาะรู ๓ รูใหแ้ มวเข้าไปอยู่ รเู ลก็ รกู ลาง รูใหญ่ คือ รูเล็กก็ให้ตัวเล็กเข้าไป รูกลางก็ให้ตัวกลางเข้าไป รูใหญ่ก็ให้ตัวใหญ่ เข้าไป” หลานชายก็บอกว่า “ทาไมพ่อใหญ่ต้องทาหลายรูด้วยล่ะ ทาไมไม่ทารูเดียว” พ่อใหญ่ก็ถามว่า “รูไหน” หลานชายก็ตอบว่า “รูใหญ่สิ ตัวเล็กก็เข้าได้ ตัวกลางก็เข้าได้ ตัวใหญ่ก็เข้าได้” เป็น ข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราท่านท้ังหลาย บางคร้ังบางโอกาสผู้เป็น เจ้าอาวาสก็ดี พ่อแม่ หรือหัวหน้าหน่วยราชการต่าง ๆ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก หรือผู้เป็นหัวหน้าในส่วนสาคัญต่าง ๆ ควรที่จะ ให้โอกำสผู้น้อย ผู้น้อยอำจจะมีควำมคิดท่ีดีกว่ำเรำ แต่เขำไม่มี โอกำสควรให้โอกำสแกเ่ ขำ อยา่ เป็นเหมอื นพ่อใหญ่ชูเลย้ี งแมว ๓) อย่ำเป็นเหมือนแม่ใหญ่แซวหำผึ้ง ทางภาคอีสานพอ ถึงเดือนหกฝนตกเต็มท้องไร่ท้องนา น้าใสสะอาดบริสุทธิ์ แม่ใหญ่ แซวแกชอบไปนาคอนกะต่ากะหยัง (ตะกร้า) แกไป พอไปในท้องนา น้าใสสะอาดก็ไปเห็นเงาของรงั ผึ้งเขา้ ความเขา้ ใจของแกวา่ ผึ้งคงอยู่ ในน้าในนา ก็วางกะต่ากะหยัง (ตะกร้า) ของแกไว้บนคันนาและลง ไปงม ไปงมเงาของผึ้ง งมไปงมมา ๆ มันก็ไม่เจอสิ น้ามันขุ่น แกก็ ข้ึนมาเค้ียวหมากจืดไปคาหน่ึง น้าก็ใส เงาของรังผึ้งก็โผล่ข้ึนมาอีก แกก็ลงไปงม ทาไปเถอะจนถึงเท่ียง หลานสาวมาเจอเข้าพอดี “ทา อะไรแม่ใหญ่” แม่ใหญ่ก็บอก “มานี่ อีหล่า ข้างมตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ เลย ยังไม่เจอเลยน่ี” ชี้ให้หลานสาวดูเงาของรังผ้ึง หลานสาวก็บอก ว่า “ยาย อันนั้นเงาของมัน ตัวผ้ึงแท้ ๆ น่ะมันอยู่บนกิ่งไม้นู่น ท่ีสูง นนู่ ” ชใ้ี หย้ ายดู “ยายจะงมทัง้ วนั น่ะก็ไม่เจอหรอก” ๕๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจท่ำนพุทธศำสนิกชน อุบำสก อุบำสิกำ คนเฒ่ำคนแก่ ผู้หลักผู้ใหญ่ บำงคร้ังบำงโอกำสพวกเรำ กห็ ลง หลงในอะไร บางคน “หลงในวัย”ว่าเรายงั ไมแ่ ก่ไม่เฒา่ หรอก ให้แก่ให้เฒ่าก่อนค่อยเข้าวัดฟังธรรม จาศีลเจริญภาวนา บางคน “หลงในควำมไม่มีโรค” ยังไมเ่ ป็นโรคเป็นภยั อะไรหรอกรา่ งกายยัง สมบูรณ์แข็งแรงอยู่ แต่ว่าโรคภัยไข้เจ็บมันมีอยู่ตลอดเวลา บางคน นั้นเห็นอยู่หลัด ๆ ตื่นเช้าข้ึนมาล้มหายตายจากไปก็มี บางคนก็ “หลงในทรัพย์สินเงินทอง” ข้าวของเรายังมีมากมายก่ายกอง ทาบุญเม่ือไหร่ก็ได้ ทรัพย์สินเงินทองน้ันบางทีมันก็วิบัติขัดสนไปถ้า เรารักษาไมด่ ี อันนีก้ ็เหมือนกนั บางคนนั้นก็ “หลงในลูก” ลูกมันยัง ไม่โต เดี๋ยวให้ลูกมันโตก่อนค่อยเข้าวัดฟังธรรม จาศีลเจริญภาวนา แต่เม่ือลูกโตข้ึนมาเป็นหนุ่มเป็นสาว มีสามีภรรยาแต่งงานได้บุตร ออกมา ได้หลานอกี หลงหลานยง่ิ กว่าลกู อกี คราวน้หี มดโอกาสที่จะ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเรา ทุกผู้ทุกคนเหมือนกัน ถ้ำเรำไม่มีโอกำสที่จะให้ทำน รักษำศีล เจริญภำวนำ นี่ก็ยำก เหมือนอย่างวันน้ีทางวัดได้จัดให้ มีการให้ ทาน มีการสมาทานศีล มีการทาใจของตนเองให้สงบด้วยการฟัง ธรรมเรียกว่าเป็นการภาวนา เป็นอย่างนั้น อย่าเป็นเหมือนแม่ใหญ่ แซวหาผึง้ ๔) อย่ำเป็นเหมือนพ่อใหญ่เติ่งหำไฟ พ่อใหญ่เต่ิงน่ีชอบ อยวู่ ดั รบั ใช้พ่อแมค่ รบู าอาจารย์ พ่อแม่ครบู าอาจารย์ใหท้ าอะไรก็ทา วันหนึ่งหลวงพ่อจะไปเจริญพระพุทธมนต์ในบ้านก็บอกพ่อใหญ่เติ่ง ว่า “พอ่ ใหญเ่ ติ่ง หลวงพ่อจะไปเจริญพระพทุ ธมนต์ในบ้าน ให้ต้มน้า ร้อนนะ หลวงพ่อกลับมาจะได้ชงน้าชากาแฟ” สมัยก่อนไม่มีรถต้อง ๕๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ เดินไป สมัยโบราณก็ไม่มีไม้ขีดไฟ สมัยของอาตมานี่ไม่มีไม้ขีดไฟ ตอ้ งเอาหนิ ตลี งไป บางทีกจ็ ุดขอนไมใ้ หญ่ ๆ ไว้ในท่ีนาไว้ เพราะไม่มี ไม้ขีดและไฟก็จะไหม้ขอนไปเร่ือย ๆ ก็ใช้ไฟท่ีขอนน่ันแหละ ใช้ได้ เป็นเดือนเหมือนกัน หลวงพ่อก็ท้ิงไม้ไผ่แห้งอันหน่ึงให้พ่อใหญ่เติ่ง บอกว่าน่ี “พ่อใหญ่เติ่ง ไฟอยู่ท่ีไม้ไผ่น่ีนะ” หลวงพ่อก็ข้ึนไปเจริญ พระพุทธมนต์ในบ้าน พอหลวงพ่อไป พ่อใหญ่เติ่งก็นาไม้ไผ่แห้ง ข้ึนมาดูว่า “หลวงพ่อว่าไฟอยู่กับไม้ไผ่แห้ง” พ่อใหญ่เติ่งก็ดูไปดูมา ก็ไมเ่ จอไฟ กน็ ามดี นาพรา้ มาผา่ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก็ยงั ไม่เจอไฟอีก แก ก็เอาพร้ามาขูดมาเหลาจนเป็นฝอย ก็ยังไม่เจอไฟอีก แกก็นาฝอย อนั นนั้ ไปใสค่ รกตาอกี ตายงั ไงกย็ ังไม่เจอไฟ จนหลวงพอ่ กลบั มาจาก เจริญพระพุทธมนต์ในบ้านก็บอกว่า “พ่อใหญ่เติ่งต้มน้าร้อนหรือยัง หลวงพ่อจะชงน้าชากาแฟ” พ่อใหญเ่ ต่ิง “ยงั เลยหลวงพ่อ หลวงพ่อ ว่าไฟอยูก่ ับไม้ไผ่แห้ง ผมดแู ล้วกไ็ มเ่ จอ ดูไปดูมา กย็ ังไม่เจอ ผมก็นา มีดนาพร้านี่มาผ่าเป็นช้ินเล็กชิ้นน้อย ก็ยังไม่เจอไฟเลย เมื่อไม่เจอ ผมก็นาช้ินเล็กช้ินน้อยมาขูดจนเป็นฝอย ก็ยังไม่เจอไฟอีก ผมก็นา ฝอยนั้นไปใส่ครกตา ก็ยังไม่เจอไฟอีก” หลวงพ่อก็บอกว่า “อุ๊ย ลูก ศษิ ย์เราเนี่ยมันโง่” คร้ันจะว่าโง่ปัญญามันจะหด หลวงพ่อก็เลยชมพ่อใหญ่เติ่ง ว่า “ โอ้ย พ่อใหญเ่ ติง่ เจา้ คือฉลาดนอ้ ยแท้” พ่อใหญเ่ ตงิ่ ยิ้มน้อยย้ิม ใหญ่ คิดว่าอาจารย์ตนเองชมว่าฉลาดน้อย ก็คือโง่น่ันแหละ หลวง พ่อก็ทาให้ดู เอาไม้ไผ่แห้งมาแล้วก็ผ่าเป็นสองชิ้น และก็เจาะรูตรง กลางอีกช้ินนึง อีกส่วนหนึ่งก็มาขูดมาเหลาจนเป็นฝอยเอามายัดใส่ ตรงรูนั่นแหละ อีกตรงหน่ึงก็มาทาเป็นคม ยิ่งช่วงน้ีอากาศมันแห้ง สมัยเราเป็นเด็กเรียนหนังสือ เราเรียนวิชาลูกเสือเนตรนารีก็จะทา ๕๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ อย่างน้ี ไม่มีไฟก็เอาอีกส่วนหน่ึง เอาไม้ไผ่อีกอันหน่ึงท่ีมันเป็นคมสี ตรงที่ตรงรูตรงที่มันมีฝอยไม้ไผ่ สีไปสีมามันก็เกิดความร้อน ไฟก็ เกิดข้ึน เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราทุกผู้ทุกคน บำงครั้งบำง โอกำสพวกเรำต้องกำรธรรมะจำกพ่อแม่ครูบำอำจำรย์ บำงทีเรำ ไปฟังธรรมะจำกหลวงปู่องค์น้ัน จำกพ่อแม่ครูบำอำจำรย์องค์น้ี สำนักโน้นสำนักน้ี แต่ถ้ำเรำหำธรรมะไม่ถูกที่มันก็ไม่เจอ เหมือน พ่อใหญ่เติ่งน่ีแหละหายังไงก็ไม่เจอ เราทาอย่างไรถึงจะเจอธรรมะ เกิดขน้ึ ในคร้ังหน่ึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไปจาพรรษาอยู่กับองค์ หลวงปู่ม่ัน ท่ีบ้านโคก ตองโขบ สกลนคร วันหน่ึงได้โอกาส พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ท่านก็ขอโอกาสหลวงปู่มั่นบอกว่า “หลวงปู่ ผมขอ โอกาส หลวงปู่ทาอย่างไรถึงได้ธรรมะมาส่ังสอนลูกศิษย์ลูกหา มากมายก่ายกอง” หลวงปู่ม่ันท่านก็บอกว่า “ไม่ต้องทำอะไรมำก หรอก ปักจิตลงในกำยดูมันท้ังวันทั้งคืน เด๋ียวควำมรู้ต่ำง ๆ มันก็ เกิดขึ้นมำให้เรำเห็น เรำทำจริง ๆ ได้ผลจริง ๆ ทำเล่น ๆ ได้ผล เลน่ ๆ” เหมือนอยา่ งพวกเราทุกผทู้ ุกคนน้ี เรามาปักจิตดกู าย ดูกาย ท่ีเรานั่งอยู่ เราไม่ต้องไปดูท่ีอ่ืน เรามาดูกายของเรา เราทาอย่างไร เราถึงจะดกู าย ถ้าเปรยี บเทียบใหพ้ วกเราไดเ้ หน็ ก็เปรียบเหมือนองค์ หลวงปู่ม่ัน เรามาย้อนระลึกถึงองค์หลวงปู่ม่ัน ทางซ้ายมือของ อาตมามีรูปเหมือนหลวงปู่ม่ัน สมัยหนึ่งองค์หลวงปู่ม่ันท่านเดิน จงกรมอยู่ทวี่ ัดทางภาคอีสาน สมยั โบราณเวลาจะมีงานกจ็ ะมีเครื่อง ขยายเสียง ทางบ้านอาตมาเรียกว่าหมากกะโหล เสียงดังไกลไม่รู้ก่ี บา้ นยง่ิ ดี เพราะเวลามีงานนน้ั นาน ๆ จะไดย้ ินเสยี งเคร่อื งขยายเสียง ๕๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ถ้ามีงานเขาก็จะมีการจ้างหมอลาและส่วนมากจะเป็นลา กลอน ผู้หญิงผู้ชายราเก้ียวพาราสีลาแก้กลอนกันไป ในขณะท่ีองค์ หลวงปู่ม่ันท่านเดินจงกรมอยู่ในวัดนั้น แต่เสียงเคร่ืองขยายเสียงนน้ั ก้องมาได้ยินถึงที่วัด หมอลาน้ันเขาลาว่า “ทุกข์อยู่ในขันธ์ ๕ รวม ลงมำเป็นขันธ์ ๔ ทุกข์อยู่ในโลกน้ีรวมข้ำอยู่ผู้เดียว” หลวงปู่ม่ัน ท่านเดินจงกรมอยู่ที่วัดท่านก็พิจารณาตาม ท่านก็บอก “อู้ย หมอ ลามันก็เก่ง มันได้ธรรมะ” ท่านก็มาพิจารณาว่า “ทุกข์อยู่ในขันธ์ ๕ รวมลงมาเปน็ ขันธ์ ๔ ทกุ ขอ์ ยใู่ นโลกน้รี วมข้าอยผู่ ้เู ดยี ว” หมายถงึ ว่า ทุกข์อยู่ในขันธ์ ๕ ก็คือ รูป เวทนำ สัญญำ สังขำร วิญญำณ ท่ี เปน็ ตวั เปน็ ตน รวมลงมาเป็นขนั ธ์ ๔ ก็คือต้องเกิดมำจำกธำตุท้ัง ๔ คือ ธำตุดิน ธำตุน้ำ ธำตุลม ธำตุไฟ ประชุมกันเข้าเป็นตัวเป็นตน ถึงได้มีขันธ์ ๕ ทุกข์อยู่ในโลกน้ีรวมข้ำอยู่ผู้เดียว หมำยควำมว่ำ ทุกส่ิงทุกอย่ำงนั้นก็รวมอยู่ที่จิตใจของพวกเรำอยู่ผู้เดียว ท่ีเป็น ทุกข์อยู่ทุกวันนี้ก็ท่ีจิตใจนี่แหละ เด๋ียวคิดดี คิดชั่ว คิดโน่นคิดน่ี จิปาถะ “ร้อนย่ิงกว่ำไฟ ไวยิ่งลม ซนยิ่งกว่ำลิงอีก” เห็นไหมมัน เกิดดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา มันทุกข์อยู่ตรงน้ีมันรวมอยู่ตรงน้ี จึงให้เรา มาพิจารณา การท่ีพวกเราท่านท้ังหลายมาพิจารณามาดูกาย ก็ เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ให้พวกเรามา พิจารณาดู มหำสติปัฏฐำน ๔ ดูกำย ดูเวทนำ ดูจิต ดูธรรม กาย เราเป็นอย่างไรท่ีเกิดเป็นร่างเป็นรูป เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ไม่ต้องดู อื่นไกลให้พิจารณาดูผมนี่ ผมบนศีรษะของพวกเราทุกผู้ทุกคนเม่ือ เราพิจารณาเข้าไปก็จะเห็นความชัดเจนข้ึนมาว่านานไป ๆ ผมก็ หงอกเป็นดอกเลา แต่บางคนไม่พอใจเอายาย้อมผมมาย้อมไม่ถึง ๕๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ อาทิตย์มันก็โผล่ข้ึนมา อันน้ีเฉพาะเร่ืองผมนะ เรื่องอื่นอีกมากมาย ก่ายกองท่ีเราเป็นทุกข์ เรำพิจำรณำดูกำยของเรำสักแต่ว่ำกำย ไมใ่ ชต่ ัวตนคนเรำ มนั เป็นอยา่ งนั้นพิจารณาดู เมือ่ เรำดกู ำยไปนำน เข้ำ ๆ เวทนำมันก็เกิด เหมือนอย่างท่ีพวกเราน่ังความเจ็บปวดมัน ก็เกิดขึ้น ครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้บอกว่าเวทนามันสุขหรือมันทุกข์ มัน หนกั มันค่อยอยา่ งไรไม่รู้ มนั กร็ ูอ้ ยทู่ ต่ี ัวของพวกเราน้ันตอ้ งพิจารณา สมยั หนึง่ พอ่ แมค่ รูบาอาจารย์หลวงปู่สิม หลวงป่แู วน่ หลวง ปู่ฝ้ัน ท่านมาฝึกภาวนาใหญ้ าติโยมที่อาเภอจักราช ญาติโยมก็มาฟัง ธรรม มีตาแป๊ะท่านหนึ่งมานั่งภาวนาเหมือนพวกเรานี่แหละ นั่งไป ๆ นานไป ๆ ความปวดมันก็เกดิ ข้ึน เวทนามนั กเ็ กิดขน้ึ ตาแปะ๊ ก็ร้อง บอกว่า “ท่านอาจารย์ผมปวดถึงขาแล้ว” มันน่ังนานมันก็ปวดขา ท่านอาจารย์ก็บอกว่า “ ให้มันถึงหัวเข่า” ตาแป๊ะก็นั่งไปเร่ือย ๆ “ทา่ นอาจารย์ถงึ หวั เข่าแล้ว” อาจารย์ก็บอกวา่ “ ให้มนั ถึงเอว” ตา แป๊ะก็นั่งไป ๆ ๆ “ท่านอาจารย์มันถึงเอวแล้วความปวดนะ” ท่าน อาจารย์ก็บอก “ให้มันถึงไหล่” ตาแป๊ะก็น่ังไปเร่ือย ๆ “มันถึงไหล่ ท่านอาจารย์” “เออ ให้มันถึงหัว” น่ังไป ๆ “ความปวดถึงหัวท่าน อาจารย์” “ดูมันไปเรื่อย ๆ ” ตาแป๊ะก็ดูไปเรื่อย ๆ ดูไป ๆ มันเกิด ความปั่นป่วนขึ้นมามืดขึ้นมา ขาช้ีฟ้าหัวลงดิน หมุนอยู่ติ้ว ๆ ๆ ไม่รู้ จะทายังไง แกก็ภาวนาว่า ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ พิจารณาดูความ ตายแค่น้ันนะ ปรากฏความหมุนต้ิวและความมืดต่าง ๆ มันหายไป จติ มนั กโ็ ลง่ สว่างวาบขน้ึ มาในจติ ในใจ เมือ่ ความสว่างวาบเข้ามาในจิตในใจ มองไปไหนเห็นทะลุปุ โปรง่ มองไปท่ีบา้ นก็เห็นภรรยา ทาอะไรก็เห็นหมด มองไปไหนเห็น หมด เมื่อจิตมันเกิดความผ่องใสขึ้นมามันเป็นอย่างน้ัน พวกเราทุก ๕๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ท่านก็เหมือนกัน เราทาจริง ๆ ได้ผลจริง ๆ ทาเล่น ๆ ได้ผลเล่น ๆ เป็นลักษณะน้ี เรามาดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรม ของเรานี่แหละ เวทนำมันเกิดขนึ้ ก็อย่ำไปสนใจ เรำตอ้ งต้งั สัจจะอธษิ ฐำนขน้ึ ในใจ เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของพวกเรา ท่านทั้งหลาย เม่ือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่าเดือน ๖ พระองค์นั่งภาวนา ก่อนที่จะได้สาเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ตั้งสัจจะ ขึ้นในใจบอกว่า “วันนี้ ข้ำพเจ้ำจะน่ังตลอดท้ังรุ่ง ถ้ำไม่ได้ตรัสรู้ อนุตตรสัมมำสัมโพธิญำณแล้วจะไม่ยอมลุกจำกที่นั่งเด็ดขำด แม้ เลือดเน้อื เชื้อไขเหือดแห้งเหลือแตห่ นงั หุ้มกระดูกกต็ ำมที ถ้ำไม่ได้ ตรสั ร้จู ะไมย่ อมลุกจำกท่เี ดด็ ขำด” ดูสิ น้าพระทัยใจของพระพุทธองค์ทรงหนกั แน่นขนาดไหน พวกเราก็เหมือนกัน แต่ว่าถ้าเราน่ังไป ๆ ความปวดมันเกิดขึ้น ถ้า เราพลิกไป ๆ คร้ังต่อไปกม็ าทเ่ี ดิม เราต้องต้งั สัจจะอธิษฐานขึ้นมาใน จิตในใจ มันจะเป็นยังไงก็ช่างมันไม่ใช่ขาเราหรอก ถ้าเราบอกว่าขา เรามันจะปวดเข้าไป ความปวดยิ่งเราเอาใจจดจ่อมันยิ่งปวด เรา อย่าไปสนใจมันไม่ใช่ขาเราหรอก ทาไมถึงไม่ให้สนใจ ถ้า เปรียบเทียบให้พวกเราเห็น เหมือนคนเล้ียงหมูอยู่ตามชนบท เจ้าของคอกหมูดมข้ีหมูอยู่ทุกวัน ๆ ก็เคยชิน พวกเราไปเยี่ยมเขา เน่ีย พอเหม็นเราก็ปิดจมูก พอเปิดมามนั ก็เหม็นอกี วิธีทจ่ี ะแก้จะทา ยังไง เราสูดเข้าไปให้เต็มปอดความเหม็นก็จะหายไป ลักษณะนี้ก็ เหมอื นกัน พอเรานั่งภาวนาไปความปวดมันเกิดขึน้ ถา้ เราวา่ ขาของ เราผลสุดท้ายเราไปพลิก ครั้งต่อไปมันก็อยู่แค่น้ีไม่ไปไหน ไม่ใช่ขา เรามันจะเป็นยังไงก็ช่างมันสิ พอเราไม่สนใจเร่ืองความเจ็บปวด มัน ก็เอาคัน มาคันย็อก ๆ แย็ก ๆ ตรงโน้นตรงนี้ อยากจะให้เกาเราก็ ๕๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ อย่าไปสนใจ มันจะเป็นยังไงช่างมัน พอเราไม่สนใจมันก็จะเอาเรื่อง อื่นมาอีก เอามึน เอาชาเข้ามาตามแข้งตามขา จิตมันก็จะบอกเรา จะพิการนะ เด๋ียวขาเราพิการ ก็อย่าไปสนใจ มนั เป็นอยา่ งนนั้ เมื่อเรำไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่ำงมันก็จะนิ่งสงบ เวทนำที่ มันเกิดขึ้นมันก็หำยไป เมื่อเรำพิจำรณำดูเวทนำนำนเข้ำ ๆ จิต พิจำรณำดูธรรมะมันก็เกิดขึ้น จิตใจของเรานี้เด๋ียวคิดดีคิดชั่ว คิด โน่นคิดนี่มากมายก่ายกอง เราก็พิจารณาไป เม่ือเราพิจารณาไปจิต เกิดความผ่องใสธรรมะมันก็เกิดข้ึน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าให้พวกเราได้นามาประพฤติปฏิบัติ ให้ทาอยู่อย่างน้ีนะจิตมันก็ เกดิ ความสงบเกิดขน้ึ เรียกวา่ เรำทำจรงิ ๆ ได้ผลจริง ๆ ทำเลน่ ๆ ได้ผลเล่น ๆ นี่แหละจึงเป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราทุกผู้ทุกคน แล้วพวกเราได้มานกึ ถึงบุญคุณของหลวงปู่มั่น ท่านเจ้าคุณพระท่ีวดั สระปทุมบอกว่า บุญเหลือเกินวัดน้ี องค์หลวงปู่มั่นได้มำจำ พรรษำถึงประมำณ ๔ พรรษำ อยา่ งท่อี าตมาไดบ้ อกเบื้องต้นว่าแม้ รอบข้างวัดจะวุ่นวายยังไงก็ตาม แต่เมื่อเราเข้ามาท่ี “วัดป่ากลาง กรุง” สงบกาย สงบวาจา สงบใจ อำศัยบญุ บำรมีของมอี งค์หลวงปู่ มัน่ ท่ำนนำพำให้พวกเรำประพฤติปฏบิ ตั ิ ถ้ำเป็นทำงวัดป่ำทำงสำยกรรมฐำน ท่ำนบอกว่ำเป็นข้อ วัตรปฏิบัติท่ีทำให้ศำสนำของพวกเรำม่ันคงถำวร อยากจะเล่าให้ พวกเราท่านท้ังหลายเป็นอุทาหรณส์ อนใจพวกเรา ฝ่ายพระก็ดี ฝา่ ย โยมก็ดีว่า ในคร้ังหน่ึงเพราะในจิตน้ันมีความผูกพันองค์หลวงปู่ม่ัน มากเลย แม้ไปอยู่ท่ีวัดป่าสุทธาวาสก็ยังได้ไปเฝ้าพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ ม่ันก่อนเพ่ือน และเป็นคนท่ีถือลูกกุญแจพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ม่ัน ดูแล ทาความสะอาดเป็นเวลาถึง ๕ ปี แล้วก่อนท่ีจะสร้างพิพิธภัณฑ์น้ัน ๕๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ พระธาตุที่ใส่อัฐิหลวงปู่มั่นอยู่ท่ีกุฎิเจ้าอาวาสหลวงปู่แว่น โทรมอยู่ ไม่มีใครสนใจ เม่ือดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์ ไปเห็นเข้าก็อยากจะสร้าง พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่แว่นท่านก็นาเอาผงอังคารน่ันมาแจกจ่ายให้ เพราะแต่กอ่ นไม่มใี ครสนใจ ท้าวบุญอุ้มและท้าวบุญอ้อมท่ีมาจากประเทศลาว บุญอุ้ม เป็นพ่ีบุญอ้อมเป็นน้อง เอาผงอังคารหลวงปู่ม่ันให้ท้าวบุญอุ้มและ ท้าวบุญอ้อม ท้าวบุญอุ้มและท้าวบุญอ้อมไปที่ประเทศลาว นาไป บูชา บุญอุ้มผู้เป็นพี่เอาไปบูชาเดือนหน่ึงยังไม่เป็นอะไร จึงเอาไปให้ ท้าวบุญอ้อม พอเอาไปให้น้องไม่ถึงเดือน อัฐิที่เป็นข้ีเถ้าก็รวมตัวกัน เป็นก้อน ๆ เรียกว่าเป็นเหมือนสีดอกพิกุล นี่แหละคนเราถ้าไปอยู่ กับคนไม่มีบุญก็ไม่เป็น ถ้ามาอยู่ที่คนท่ีมีบุญก็เป็น นะเป็นอย่างนั้น อาตมาก็ได้ในส่วนน้ันมาเก็บไว้ใส่ตลับเอาไว้ใต้พระพุทธรูปท่ีเป็น แก้วองค์แก้วมรกต พระพุทธรูปใต้โต๊ะหมู่บูชาตลอด ๕ ปี ไม่เคยดู พอออกจากวัดป่าสุทธาวาสปี ๒๕๑๓ จะเอาพระพุทธรูปไปอยู่ที่วัด ด้วย วัดท่าวังหินทุกวันน้ี พอยกฐานพระพุทธรูปออกมา อัฐิที่เป็น ข้ีเถ้ำก็กลับกลำยเป็นก้อน ๆ เป็นสีดอกพิกุลแห้งรวมตัวกันเข้ำ คนนั้นก็อยากได้คนน้ีก็อยากได้ก็แจกจ่ายกันไป ตอนนั้นไม่หวง แต่ ตอนนีน้ ึกเสยี ดาย อฐั ขิ องพ่อแม่ครบู ำอำจำรย์ท่ำนเปน็ อยำ่ งนั้น เมื่อประมาณ ๔๐-๕๐ ปีให้หลังได้ อาตมาหลับไปก็ฝันเห็น องค์หลวงปู่ม่ัน และเข้าไปกราบองค์หลวงปู่ม่ันเหมือนอย่างในรูปที่ เราเหน็ ดา้ นหนา้ น้ี พอไปกราบ รา่ งกายของเราส่นั เทาเหมือนกับนก ตกน้าเลย เรากลัวหลวงปู่มั่นมาก หลวงปู่มั่นว่า “อ้าว กลัวหลวงปู่ ทาไม” เรากบ็ อกว่า “กลวั สิหลวงปู่ หลวงปู่รู้นอกร้ใู น รู้ดีรู้ชัว่ รูห้ มด ทุกขุมขนของเกล้ากระผม หลวงปู่ว่าเกล้ากระผมทาอะไร ด้วยกาย ๕๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ดว้ ยวาจา ดว้ ยใจ ท้ังที่ลบั ท่แี จ้ง หลวงปู่รู้หมดแหละ ผมกก็ ลัวนะ่ สิ” หลวงปู่มั่นท่านก็ตอบว่า “ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้ำตรำบใดเรำยังคง ยึดมั่นในหลักคำสอนขององคส์ มเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ในข้อ วัตรปฏิบัติท่ีองค์หลวงปู่ที่ได้พำประพฤติปฏิบัติมำ ศำสนำเรำจะ ไม่เส่ือม แต่ถ้าตราบใดพวกเราไม่ว่าฝ่ายพระก็ดี ไม่ว่าอุบาสก อุบาสิกาก็ตาม ถ้าเราไม่ยึดมั่นในหลักคาสอนขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ในข้อวัตรปฏิบัติท่ีพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์หลวง ปู่ม่ันท่านพาประพฤติปฏิบัติ ศาสนาเราจะเสื่อมนะ” ท่านว่า “อ้าว ทาไมเป็นอย่างน้ัน” มีความกล้าข้ึน ก็ถามองค์หลวงปู่ม่ันว่าทาไม เป็นอย่างน้นั ท่านก็มีเมตตาตอบว่า “พระเราทุกวันน้ีนะ ไม่เป็นตัวของ ตนเอง” “อ้าว ทาไมไม่เป็นตัวของตนเองล่ะหลวงปู่” อันนี้เป็น คาพูดขององค์หลวงปู่มั่น ขออภัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์และศรัทธา ญาติโยม ที่ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นคาพูดของหลวงปู่มั่น ไม่ใช่ของ กระผมหรือของอาตมา อยากมาถ่ายทอดให้ได้เห็นว่าองค์ของหลวง ปู่มั่นท่านบอกว่า “เพราะพระทุกวันน้ีไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะ พระทุกวันน้ีโดนโยมจูงจมูก” อนั น้เี ป็นคาพูดขององค์หลวงปู่มัน่ ขอ อภัยด้วย “อ้าวทาไมเป็นอย่างน้ันหลวงปู่” หลวงปู่ก็มีเมตตาเล่า นิทานให้ฟัง อยากจะมาเล่าให้พวกเราท่านทั้งหลายได้ฟังเปน็ ข้อคิด สะกิดเตือนใจ หลวงปู่ม่ันท่านบอกว่า มีหลวงพ่อองค์หนึ่งอยู่ในวัด อยู่ในบ้าน ลาภสักการะก็ไม่เกิดขึ้น หลวงพ่อก็มีความคิดว่าทา อย่างไรถึงจะมีญาติโยมนาลาภสักการะมาเกิดข้ึนที่เรา หลวงพ่อมี ความคิดว่าเราต้องห่มผ้าสีดา ๆ ไปอยู่ในป่า ญาติโยมรู้พระ กรรมฐานไปอยกู่ ็จะแห่แหนไป หลวงพ่อคิดได้ดังน้นั ก็ย้อมผ้าสีดา ๆ ๕๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ทุกสิ่งบริขารดา ๆ แล้วก็แบกบาตรแบกกลดเข้าไปอยู่ในป่าลึก เดิน จงกรมภาวนา ญาติโยมได้ยินข่าวว่ามีพระธุดงค์มาปักกลดในป่าลึก เดินจงกรมภาวนา ก็พากันไปนาเครื่องของต่าง ๆ ไปถวาย ลาภ สกั การะกเ็ กิดข้นึ คณะไหนมาที่น่ีหลวงพ่อก็บอกว่า “เมื่อคืนมีเสือยาวแปด ศอกมาน่ังเฝ้าทางเดินจงกรมกุฏินี้” ญาติโยมก็ถามบอกว่า “หลวง พ่อไม่กลัวหรืออย่างน้ัน เสือยาวตั้งแปดศอก ตัวใหญ่” “ไม่กลัว อาตมากเ็ ดนิ อยู่อย่างน้ีแหละ” ข่าววา่ เสือยาวแปดศอกมาเดนิ มาน่ัง เฝ้ากุฏิทางเดินจงกรมหลวงพ่อธุดงค์ก็ขจรขจายไป ญาติโยมก็แห่ แหนกันมามากมายก่ายกองทั้งใกล้ทั้งไกล ลาภสักการะมากมาย ก่ายกอง ข่าวอันน้ีก็ไปถึงหูของนักเลงท่านหนึ่งเข้า นักเลงท่านน้ีก็ อยากจะมาคุยสนทนากับหลวงพ่อ พอมาคุยสนทนากับหลวงพ่อ แลว้ ปรากฏว่าหลวงพ่อไมร่ เู้ รื่องเสือเลย นกั เลงท่านนี้ก็แนะนาหลวง พ่อบอกว่า “หลวงพ่อ ตั้งแต่น้ีต่อไปอย่าไปพูดให้ใครฟังนะว่าเสือ ยาวแปดศอก” “อ้าวทาไมล่ะ” “กเ็ สือมันยาวอยู่แค่ศอกเดียว แปด ศอกไม่มีหรอก”ว่าง้ัน หลวงพ่อไม่รู้เร่ืองเสือคณะไหนมาก็บอกว่า เสือยาวแปดศอก แต่ทีน้ีพอมีนักเลงมาบอกว่ายาวแปดศอกไม่มี มี ยาวแค่ศอกเดียว โยมมาก็บอกโยม “เสือยาวอยู่ศอกเดียวมานั่งเฝ้า ท่ีเดนิ จงกรมกับทภี่ าวนา” คณะไหนมากเ็ ผ่นหมดจนถึงคณะสุดท้าย หลวงพ่อว่า “กลับมาก่อนโยม เสือตัวแรกของอาตมายาวแปดศอก อยู่ แต่มีคนมาลดใหเ้ หลืออย่ศู อกเดยี ว” หลวงปมู่ ัน่ ทา่ นเลา่ ใหฟ้ งั วา่ พระกไ็ ม่เปน็ ตวั ของตัวเอง พวก เราทุกผู้ทุกคนก็เหมือนกันให้เป็นตัวของตัวเอง อย่าให้คนอ่ืนจูง จมูก” ท่านว่า เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเรา ผู้เป็นพระก็ตำม ๖๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ หรือเป็นอุบำสกอุบำสิกำก็ตำม เรำต้องยึดม่ันในหลักคำสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ในข้อวัตรปฏิบัติของพ่อแม่ครู บำอำจำรย์ หลวงปู่ม่ันท่ำนรักษำอย่ำงเคร่งครัด พ่อแม่ครูบำ อำจำรย์ทำอย่ำงไรให้ทำอย่ำงน้ัน ศำสนำเรำจะคงท่ี นี่แหละเป็น ขอ้ คิดสะกดิ เตอื นใจพวกเราทุกผู้ทกุ คน มาอกี เดอื นหนึ่งหลวงปู่ม่ันก็ มาเข้าฝันอีก เอะ๊ หลวงพอ่ น่ชี อบฝันเหลือเกิน หลวงปู่มัน่ มาเข้าฝันก็ บอกว่า “ท่าน ผมมีผญาจะเลา่ ให้ท่านฟัง ไม่เคยเห็นท่ีไหน แต่วา่ ได้ ยินในความฝันน่ีแหละ” หลวงปู่ม่ันท่านก็เล่าผญา ภาษาอีสาน เรียกว่า ผญา (คากลอน/คาปรัชญา) ท่านบอกเป็นภาษาอีสานว่า “กรรมฐำนนอ้ ยหำงดอยปำนไกโ่ ซอยสู่ ุม่ พอแต่ออกส่มุ ได้ กุ่มไดก้ ็ บ่ฟัง” กรรมฐานน้อยหางดอยปานไกโ่ ซอยู่สุ่ม พอแต่ออกสุ่มได้ ก่มุ ได้ก็บ่ฟัง ถ้าแปลเป็นภาษากลางก็บอกว่า “กรรมฐานเล็กกรรมฐาน น้อยหรือผ้าเล็กผ้าน้อยเรา เหมือนกับไก่ที่เป็นโรค ไก่มันป่วยอยู่ใน สุ่ม สุม่ ไกน่ ะ หางมันดอยใชไ่ หม คือไมส่ ดชนื่ แตว่ า่ พอเปดิ ส่มุ แค่นั้น แหละ มันบินตรืดเลยทีน้ี ตอนแรก ๆ ก็ทาเหมือนป่วย แต่พอออก จากสุม่ ได้ บินตรดื เลย” “กรรมฐำนน้อยหำงดอยปำนไก่โซอยู่สุ่ม พอแต่ออกสุ่ม ได้ กุ่มได้ก็บ่ฟัง” ท่านว่า “หมายความว่ายังไงหลวงปู่” ท่านก็มี เมตตาอีกว่า “กรรมฐานน้อย เขาหมายถึงว่าผ้าเล็กผ้าน้อยเราทุก วันนี้ ต่อหน้าญาติโยม ขออภัยด้วย สารวมตา สารวมจมูก อู้ยดี ขนาด แต่ว่าพอออกจากสุ่มได้พอลับหลังนี่บินตรืด บินออกไปเลย ไม่เหมือนสมัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์” องค์หลวงปู่ม่ันท่านบอกว่า “สมัยก่อนพอจาพรรษากับองค์หลวงปู่มั่นแล้ว พอออกพรรษาแล้ว กบั พอ่ แม่ครูบาอาจารยว์ ัดไหนกต็ าม กจ็ ะมาขอโอกาสว่า ขอโอกาส ๖๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ พอ่ แม่ครบู าอาจารย์ จาพรรษากบั พอ่ แม่ครบู าอาจารยต์ ลอดพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วทางวัดมีส่ิงไหนท่ีจะพอให้กระผมช่วย แต่ถ้าไม่ มีผมก็ขอโอกาสพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ไปหาความสงบหาความวิเวก ถ้าท่านอนุญาตก็ไป แต่ถ้าท่านไม่อนุญาตก็ไม่ไป ไม่เหมือนทุกวันน้ี นะ ยังไม่ขอโอกาสยังไม่ลาจัดบาตรจัดกลดมาแล้ว ท่านบอก มาลา ไม่ให้ไปก็ไป เป็นลักษณะอย่างน้ันว่า “กรรมฐานน้อยหางดอยปาน ไก่โซอยู่สุ่ม พอแต่ออกสุ่มได้ กุ่มได้ก็บ่ฟัง” มานึกถึงคาองค์หลวงปู่ ม่นั “วัดสระปทุม” ของเรามายึดแนวองค์หลวงปู่ม่ันเป็นข้อ วัตรปฏิบัติ ให้พวกเราชาวพุทธท่ีอยู่ในกรุงเทพฯ ท่ีไม่มีโอกาสได้ไป สัมผัสในท่ีสงบ มาสงบกาย สงบวาจา สงบใจ ก็มาในสถานท่ีแห่งน้ี แม้จะอยู่กลางกรงุ เปน็ ปา่ กลางกรงุ ที่พวกเราจะนากาย นาวาจา นา ใจ ของเรามาทาให้เกดิ ความสงบ ให้ยดึ ม่ันในหลกั คำสอนขององค์ สมเดจ็ พระสมั มำสมั พทุ ธเจ้ำ ข้อวัตรปฏบิ ัตทิ ี่พอ่ แมค่ รูบำอำจำรย์ ท่ำนได้แนะนำส่ังสอน ถ้ำพระเรำและญำติโยมยังยึดม่ันในส่วนนี้ ก็จะทำให้ศำสนำเรำไม่เส่ือม แต่ถ้าพวกเราไม่ว่าบริษัททั้ง ๔ พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ยึดม่ันในส่วนนี้ ศาสนาเราก็ เส่ือมไป ๆ แต่ไม่ได้เส่ือมไปไหนหรอก ก็เข้าสู่ธรรมชาติ เพราะ ธรรมะก็เหมือนธรรมชาติ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เหมือนเกวียนน่ีล่ะ เกวียนทามาจากธรรมชาติ และเราใช้เกวยี นมาตลอดเวลา แตเ่ มื่อมี รถยนต์มีส่ิงต่าง ๆ มาอานวยความสะดวก เม่ือเราไม่ใช้เกวียนแล้ว เกวียนน้ันก็คืนสู่ธรรมชาติ แต่ไม่ได้หายไปไหน เม่ือสิ่งเหล่านี้มันล้ม หายตายจากไป มนุษย์เราล้มตายไปและเกิดขึ้นมาใหม่ เกิดศาสดา ใหม่ขึ้นมา เราก็สามารถคิดค้นเกวียนขึ้นมาใหม่ และนาข้ึนมาใช้ ๖๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ตามลาดับ ธรรมะก็เหมือนกันถ้ำพวกเรำไม่ยึดม่ันถือมั่น ก็ออก จำกจิตจำกใจของพวกเรำหำยเขำ้ สธู่ รรมชำติ กข็ อฝากพวกเราไว้ นะให้พวกเราได้เข้ามาสงบกาย สงบวาจา สงบใจ มาวัดกาย วัด วาจา วดั ใจ ของพวกเรา วันน้ีจะได้เอาธรรมะคาส่ังสอนขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรยายสู่พวกเรา มานึกถึงตรงน้ีมานึกถึง ธรรมะข้อน้ี ธรรมะข้อน้ีเรียกว่าเป็นธรรมะง่ายๆ เรียกว่า ธรรมะ เปรียบเสมือนกงล้อนำไปสู่ควำมเจริญ ท่ีพวกเราพากันเจริญพุทธ มนต์ในมงคลสูตรบอกว่า มีอยู่ ๔ ประการดว้ ยกัน คอื ๑) ปฏิรปู เท สะ การอยู่ในประเทศอันสมควร ๒) ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา การ คบนักปราชญ์บัณฑิต ๓) อัตตะสัมมาปะณิธิ การต้ังตนด้วยชอบ ๔) ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา ความเป็นผู้มีบุญมาแต่ชาติปางก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเปรียบธรรมะ ๔ ข้อน้ี เปรียบเสมือน กงจักรหมุนไปสู่ความเจริญฝ่ายเดียวไม่ลงสู่ที่ต่า ความเจริญนั้นเราจะเอาทางโลกหรือทางธรรม ถ้าท่านใดต้องการ ทางโลกเราก็ประพฤติปฏิบัติทางโลก ถ้าเราต้องการทางธรรมเราก็ ประพฤตปิ ฏิบตั ทิ างธรรม ถงึ จะนาพวกเราไปสูค่ วามเจรญิ ๑) ปฏิรูปเทสะ คือ กำรอยู่ในประเทศอันสมควร ถ้า “ทำงโลก” เรำต้องกำรอยำกจะให้เรำมีควำมสุข ม่ังมีศรีสุข มี บ้ำนท่ีดี มีรถ มีเสื้อผ้ำ มีทรัพย์สินเงินทองต่ำง ๆ ท่ีดี ก็ต้อง ประพฤติปฏิบัติอยู่ในที่ ๆเหมำะสม ถ้าเราเป็นแม่ค้าพ่อค้าก็ต้อง ดูก่อนว่า สถานที่เราจะทาการค้าน้ันมันเหมาะสมไหม การค้าเรา เจริญไหม เป็นที่ชุมชนไหม แต่ถ้าการค้าเราไปอยู่โน่นอยู่ท้ายเมือง อยู่ไปท่ีไกลจากชุมชน การค้าของเราไม่เจริญ แม้แต่ชาวนาเอง ๖๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ชาวนาต่าง ๆ ก็ต้องดูในพ้ืนท่ีนานั้นนะ เป็นนาลุ่มหรือนาดอน นา น้าท่วมไหม ถ้าตรงที่อาตมาปีที่แล้วน่ีท่วม ที่วัดก็ท่วมเป็นเวลาถึง เป็นเดือน ต้องใช้เรืออยู่ต้ังเดือนนึงอยู่เหมือนเป็นชาวเกาะเลย ได้รับความเดือดร้อนเหมือนกันนะเป็นอย่างน้ัน ชาวนาก็ต้องรู้ว่า ตรงไหนท่ีลุ่มท่ีดอน น้าท่วมไม่ท่วม แต่ก็ต้องรู้ละเอียดเข้าไปอีกว่า ข้าวที่เราจะปลูกน้ันเป็นข้าวอะไร ภาคกลางเขาเรียกว่าเป็นข้าว หนักหรือข้าวเบา ภาคอีสานเรียกว่าข้าวดอหรือข้าวงัน ถ้าเราเอา ข้าวดอไปปลูกตรงข้าวงัน และเอาข้าวงันไปปลูกตรงข้าวดอ หรือ เอาข้าวหนักไปปลูกตรงข้าวเบา และเอาข้าวเบามาปลูกตรงข้าว หนกั กไ็ ม่ได้อีก ต้องรใู้ ห้ละเอียดถึงจะทานาได้ผล แม้นักเรียนนักศึกษาก็เหมือนกันเราจะต้องอยู่ในที่ การศึกษาม่ันคงถาวร ไม่ไกล ถ้าเราเดินไปไกลการศึกษาก็ไม่เจริญ รวมความว่าเรำทำหน้ำท่ีอะไร ต้องดูให้มันเหมำะสมกับหน้ำที่น้ัน ในทำงโลกถึงจะเกิดควำมเจริญก้ำวหน้ำในหน้ำท่ีของแต่ละคน แต่สาหรับ “ทำงธรรม” องค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ พระองค์ว่ำ “ในสถำนที่ใดก็ตำมท่ีมี พระพุทธ มีพระธรรม มี พระสงฆ์เจริญอยู่ สถำนท่ีน้ันเรียกว่ำเป็นมงคล” “ปฏิรูปเทสะ” เหมือนกับ “วัดสระปทุม” หรือวัดปทุมวนำรำมแห่งน้ีเป็นท่ีท่ี เหมำะสม อาตมามาหลายสิบปีแล้วเข้ามาสถานท่ีแห่งน้ี ถ้าเรามอง ภายนอก สิ่งแวดล้อมวุ่นวายทั้ง ๔ ทิศเลย แต่เม่ือเราเข้าในสถานที่ แห่งน้ีมาเห็นความร่มรื่น ต้นไม้ สถานที่ แม้ข้างนอกจะเกิดความ วุ่นวาย แต่สถานที่แห่งนี้ร่มร่ืน เย็นกาย เย็นวาจา เย็นใจ เพราะ สถานทแ่ี หง่ นีม้ ใี หญ่โตพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เจริญอยู่ ๖๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ สถานที่ใดก็ตามมีตึกรามบ้านช่อมโหฬาร ความเจริญด้าน วัตถุมากมายก่ายกอง แต่ไม่มีพระพุทธ ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระสงฆ์ เจริญอยู่ สถานท่ีแห่งน้ันไม่เป็นมงคล เหมือนที่บ้านของอาตมาท่ี สกลนคร สมัยนั้นองค์หลวงปู่ฝ้ัน อาจาโร ยังมีชีวิตอยู่น้ัน ท่านอยู่ที่ วัดถ้าขาม วัดถ้าขามจะห่างจาก อาเภอพรรณานิคมไปไกล สถานที่ กไ็ ปลาบากเปน็ ทางเกวียน แต่วา่ ญาติโยมไปด้ันด้นไปจากกรงุ เทพฯ แมจ้ ะยากลาบากขนาดไหน ปีนเขาขน้ึ ไปคนกม็ ากมายก่ายกอง เปน็ เพราะอะไร เปน็ เพราะสถานทนี่ ้ันมีพระพุทธ มพี ระธรรม มพี ระสงฆ์ มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์อยู่ เรียกว่าเป็นที่อันเจริญมงคลในทางธรรม เหมอื นกบั สถานท่แี ห่งนี้ มีความชืน่ ใจ เยน็ กาย เย็นใจ เขา้ มาเปล่ียน กับโลกภายนอก เหมือนท่านพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณที่นั่งอยู่น่ี ท่านบอก อือ ๆ เรามาก็เออดี ต้นไม้ก็ร่มรื่น อะไร ๆ ก็ร่มร่ืน กายก็ ร่มรื่น ใจกร็ ม่ รน่ื นีแ่ หละเรียกวา่ “ปฏิรูปเทสะ” เปน็ สถานทอี่ ันเป็น มงคล เม่ือพวกเราท่านทั้งหลายมาอยู่ในสถานท่ีอันเป็น “ปฏิรูปเท สะ” อันเป็นมงคลแล้วในการประพฤติปฏิบัติเราต้องประพฤติ ปฏิบตั ใิ นธรรมขอ้ ทสี่ อง ๒) ปัณฑิตำนัญจะ เสวะนำ คือ กำรคบนักปรำชญ์ บัณฑิต สถานท่ีแห่งน้ีก็มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์นักปราชญ์บัณฑิต มากมายก่ายกอง แต่เม่ือเราอยู่ใกลน้ ักปราชญ์บณั ฑิต ใกล้พ่อแม่ครู บาอาจารย์ และเราไม่ได้มาสนทนาธรรม ไม่ได้มาประพฤติปฏิบัติ ธรรม ไม่ได้มาฟังธรรม โบราณท่านเปรียบว่าเหมือน“ทัพพีไม่รู้รส แกง” ทาไมจึงเปรียบอย่างน้ัน พวกเรามองไปน้ีเห็นแต่สุภาพสตรที ี่ เป็นแม่ครัว การทาครัวนั้นเราจะต้องมีอุปกรณ์อย่างหน่ึงก็คือทัพพี ในการตักอาหาร ทัพพีตักอาหารอยู่ทุกวัน ไม่รู้ว่าอาหารนั้นมัน ๖๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ เปร้ียว มันหวาน มันเคม็ อย่างไร พวกเราทุกผู้ทกุ คนก็เหมอื นกันเมื่อ เราใกล้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ใกล้นักปราชญ์บัณฑิต แต่เราไม่มา สนทนาธรรม ไม่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่มาฟังธรรม ก็ เปรียบเสมือนกับทัพพีไม่รู้รสแกง หรือโบราณท่านว่า “ใกล้เกลือ กินด่ำง ใกล้เกลืออยู่ แต่ไม่กินเกลือ แต่ไปกินด่ำง” เพราะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะสอนพวกเราทัง้ หลายใหป้ ระพฤติในทางท่ถี ูกที่ต้อง ที่ควร อาตมารับรองล้านเปอร์เซ็นต์เลยนะว่า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านจะแนะนาสั่งสอน ให้พวกเราประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ต้อง ท่ีควรด้วยการ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา น่ีเป็นอย่างนั้น ไม่ เหมือนคนพาลพาเราไปในทางเสียหาย น่ีเรียกว่าเราอยู่ในประเทศ อันสมควร เรำอยู่ใกล้นักปรำชญ์บัณฑิตแล้วเรำก็ควรมำฟังธรรม มำประพฤติปฏบิ ัติ และมำสนทนำธรรม ๓) อัตตะสัมมำปะณิธิ คือ กำรตั้งตนชอบ ตนมีอยู่ ๒ ลักษณะด้วยกัน คือ “ตนนอก และ ตนใน” คาว่า “ตนนอก” ก็คือ สภำพร่ำงกำยของพวกเรำ โดยส่วนมากแล้วพวกเราสนใจแต่เรื่อง ภายนอก เช่นหาอาหารไว้ให้รับประทาน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ท่ีอยู่อาศัยเป็นอย่างนั้น เราจะหามาอย่างนี้ บารุงบาเรอในส่วน ภายนอก ถ้าเรามาสวดเจริญพุทธมนต์ในหนังสือสวดมนต์ตามวัด ต่าง ๆนั้น ถ้าเราเปิดไป ๆ บางสานักก็มีคาถาอีก บางทีไปเจอคาถา ๆ หน่ึงเรยี กว่า “หัวใจเศรษฐี” คาว่า “หวั ใจเศรษฐี” คือ อุ อำ กะ สะ ถ้ำเรำทอ่ งรอ้ ยรอบ พนั รอบ หม่นื รอบ แต่ถ้ำเรำไมเ่ ขำ้ ใจ มนั ก็ไม่รวย เรำต้องมำทำควำมเข้ำใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจา้ พระองคใ์ ห้พวกเราสันโดษ และยนิ ดใี นส่งิ ทต่ี นเองมี แต่พระองค์ ไม่ได้บอกให้พอใจในส่ิงนั้นหรือพอแค่น้ัน ถ้าใครต้องการอยากจะ ๖๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ รวย หรือต้องการอยากจะสร้างฐานะของตนให้รวยข้ึนมา จะต้อง ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิในคาถา ๔ ขอ้ นี้ คอื อุ อำ กะ สะ มาดูข้อแรก “อุ” แปลว่ำ อุฏฐำนสัมปทำ คือรู้จักหมั่น เพียรในกำรประกอบอำชีพกำรงำน หนักเอา เบาสู้ หรือโบราณ ท่านบอกวา่ เปน็ คนเอาถา่ น สมัยกอ่ นนะถา่ นมนั ดา ถ้าใครเอาถ่านก็ ถือว่าใช้ได้ ท่ีเป็นงานสุจริตนะ อันนี้เป็นคนเอาถ่าน ทีนี้ข้อที่สอง “อำ” ก็คือ อำรักขสัมปทำ รู้จักรักษำทรัพย์ที่ตนเองหำมำได้ให้ มันคงอยู่ โดยส่วนมากแล้วคนเราขยันหาแต่ไม่รู้จักรักษา โบราณ ทา่ นจึงผูกเปน็ โครงไว้ ๔ โครงด้วยกันเม่ือไดท้ รัพยม์ ำให้แบ่งเปน็ ๔ ส่วน ๑) ฝังดนิ ไว้ ๒) ใชห้ นเ้ี ก่ำ ๓) ใส่ปำกงูเหำ่ ๔) เผำไฟทง้ิ นำ้ มาดขู ้อแรกเขาเรียกวา่ ๑) ฝังดินไว้ คนสมัยโบราณ สมัยสุโขทัย และสมัยอยุธยา มีศึกเหนือเสือใต้บ้านแตกสาแหรกขาด คนโบราณฉลาดเอาเงินอีก ส่วนหนึ่ง แก้วแหวนเงินทองใส่ไหปิดไว้ แล้วนาไปฝังไว้ และก็ ทาลายแทงไว้ เม่อื บ้านเมอื งสงบ กจ็ ะนาสิ่งนัน้ มาใช้เม่อื เวลาจาเป็น แต่ทุกวันน้ีถ้าเราไปฝังมันหาย เราต้องแบ่งอีกส่วนหน่ึงไปฝาก ธนาคารไวเ้ วลาจาเป็น อย่านาออกมาใชเ้ รยี กวา่ “ฝังดินไว้” เหมือน อย่ำงพวกเรำทุกผู้ทุกคนท่ีมำวันน้ี ด้วยกำรให้ทำน ด้วยกำร สมำทำนศีล ด้วยกำรทำใจของตนเองให้สงบ เรียกว่ำ “ภำวนำ” เรียกว่ำฝังฝำกควำมดีไว้ในพุทธศำสนำ พวกเราท่านท้ังหลายมา ฝากความดีไวใ้ นพุทธศาสนา อยา่ ได้ประมาท ๒) ใช้หน้ีเก่ำ คาว่า “หนีเ้ ก่า” ทุกคนมีหนี้ทง้ั น้ัน แตเ่ จ้าหน้ี ของเราเป็นใคร เจ้ำหนี้ของเรำก็คือพ่อแม่ พ่อแม่เป็นเจ้ำหน้ีของ พวกเรำ เรียกว่าพวกเราทุกคนท่ีเกิดเป็นตัวเป็นตนข้ึนมาอาศัย ๖๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ความเมตตาจากพ่อแม่ พอเกิดข้ึนมาถ้าพ่อแม่ไม่มีความเมตตาเรา เอาค้อนทุบหัวไปทิ้งถังขยะ หรือไปทิ้งลงคลอง หรือไม่ก็เหมือน ประมาณ ๔-๕ ปีให้หลัง วัดดังท่ีกรุงเทพฯ ที่เด็กไม่มีโอกาสเกิด หลายพันคน ถ้าพ่อแม่เราเป็นอย่างน้ันเราก็คงไม่มีโอกาสได้เกิด ข้ึนมา อาศัยว่าพ่อแม่มีความเมตตาต่อเรา ค่าไม่ได้ยืนคืนไม่ได้นั่ง หลังสู้ฟ้าหน้าสู้แดด กว่าจะเลี้ยงพวกเราเติบโตขึ้นมาถึงขนาดนี้ มากมายกา่ ยกองเป็นอย่างนนั้ ถ้าคิดเป็นปลาแถวบ้านนอกไม่รู้หมด ปลาไปกห่ี นอง หมดข้าวไม่ร้ไู ปกีย่ ุง้ พอเติบโตขนึ้ มาพ่อแม่บางผู้บาง คนนนั้ มีลูกหลายคน พอแบ่งทรัพยส์ มบตั ิลูกก็หาว่าพ่อแม่ไม่มีความ ยุติธรรม ให้คนนั้นมากคนน้ีน้อย ลูกสาวก็ให้หลายหาว่าพ่อแม่ไม่มี ความยุติธรรม ในคาสอนองค์หลวงปู่ม่ันที่ไปอ่านตรงที่ต้นไม้ ด้านหน้าศาลา ท่านบอกว่า “ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นช่ือว่ำดีเลิศ ได้ อะไรไม่ประเสริฐเท่ำได้ตน เพรำะตนเป็นบ่อเกิดของทรัพย์ ท้ังหลำย” รวมความคือตัวตนของพวกเรำทุกผู้ทุกคนเป็นมูล มรดกของพ่อแม่ ถ้ำมูลตัวน้ีมรดกตัวนี้ไม่มีส่ิงอื่นก็ไม่เกิดข้ึน ทรัพย์สมบัติภำยนอกก็ไม่เกิดข้ึน พ่อแม่แบ่งทรัพย์สมบัติให้อย่าง ละเท่า ๆ กนั แบง่ สมบัตอิ ะไรอยา่ งละเท่า ๆ กัน ตาคนขา้ ง หคู นละ หู จมูกคนละรู แขนคนละแขน ขาคนละขา ถึงเป็นตัวเป็นตนเป็นผู้ เป็นคน ถ้าพ่อแม่ไม่ให้สิ่งนี้ทรัพย์อย่างอื่นไม่เกิดข้ึนนะ พวกเราควร ที่จะภูมิใจว่าตัวของพวกเราทุกผู้ทุกคนนี้เป็นมูลมรดกของพ่อแม่ ทา่ นใหส้ มบัตอิ ันนี้ และพวกเราทุกผู้ทุกคนทีน่ ่ังฟงั ธรรมอยู่น้ีเป็นพ่อ เปน็ แม่ทง้ั นนั้ เรำไม่ไดอ้ ยำกไดอ้ ะไรจำกลกู แตเ่ มอ่ื ถึงวันพ่อวนั แม่ ควรทจี่ ะแสดงออก “อยำ่ ลมื ใชห้ นีเ้ ก่ำ” อันนี้เรยี กว่าใชห้ นี้เกา่ ๖๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ๓) ใส่ปำกงูเห่ำ คาว่า “งูเห่ำ” ก็คือ ภรรยำ ไม่ใช่ว่า ภรรยาคอยเป็นงูเหา่ คอยกัดสามี ไม่ใช่ ผ้หู ญงิ กต็ ้องกำรควำมสวย ควำมงำมเครื่องประดับตกแต่ง สามีบางผู้บางคนนั้น พอเงินเดือน ออกมาแทนที่จะนึกถึงภรรยา บุตรธิดา ก็เข้าผับเข้าบาร์ กลับบ้าน มางูเห่าก็เห่าฟ่อ ๆ นะ เตรียมไว้ พองูเห่ำ เห่ำฟ่อ ๆ ๆ ก็อุดปำก งูเห่ำนะ อย่ำลืมก็แล้วกัน ข้อสุดท้าย ๔) เผำไฟท้ิงน้ำ เปรียบเสมือนว่ำทุกวันพวกเรำต้องใช้จิปำถะ ไม่ว่าจะการอยู่การ กิน ทาโน่นทาน่ีในแต่ละวัน หรือบางผู้บางคนสูบบุหร่ีกินเหล้า ก็ เปรยี บเสมอื นเผำไฟทง้ิ นำ้ ไม่มปี ระโยชน์อะไร เรียกว่าเมื่อได้ทรัพย์ มาแบ่งเป็น ๔ ส่วน ฝังดินไว้ ใช้หนี้เก่า ใส่ปากงูเห่า เผาไฟทิ้งน้า เรียกวา่ “อารักขสัมปทา” มาดขู ้อท่สี าม “กะ” แปลวำ่ กลั ยำณมติ ตตำ คบคนดีเปน็ มิตร เราขยันหา เรารู้จักรักษา แต่เราไม่รู้จักคบหาทรัพย์ที่เราขยัน หา ทรัพย์ที่เรารู้จักรักษา ถ้าเราคบคนไม่ดีเขาก็พาไปเที่ยว ไปเล่น การพนัน ทาโน่นทานี่ ทรัพยท์ ี่เราขยันหากห็ ายไป จะไม่อธบิ ายมาก อธิบายส้ัน ๆ ว่า การคบคนก็สาคัญ “กัลยาณมิตตา” คบคนดีเป็น มติ ร อาตมาจะยกตวั อย่างเร่ืองหนงึ่ ให้ฟังง่าย ๆ ให้เราไดเ้ หน็ ว่าการ คบคนเช่นไรยอ่ มเปน็ เช่นนัน้ ในสมัยคร้ังโบราณพระราชาหรือทหาร ออกรบต้องใช้ม้า รบด้วยดาบชนะมา พระราชาองค์หน่ึงมีม้าคู่ พระทัย วันหนึ่งพระองค์เสด็จไปท่ีโรงม้า ไปเห็นม้าเดินขากะเผลก ๆ พระราชาก็เรียกแพทย์หลวงมาว่า “มาดูทีม้าของฉันเป็นอะไร นี่ จะออกรบแล้วทาไมเป็นอย่างน้ี” หมอหลวงก็มาดูมาตรวจดูขาม้า ตรวจไปตรวจมากระดกู ก็ไมห่ ักขาก็ไม่แพลง “มันเป็นอะไรล่ะหมอ” หมอหลวงก็บอกว่า “เปล่ียนคนเล้ียงใหม่พระเจ้าค่ะ” “อ้าวทาไม” ๖๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ “คนเลี้ยงเก่ามันขาแหย่ง (ขากระเผก) ม้ามันฉลาดมันนึกว่าให้เดิน แบบนั้น เอาคนขาดีมาเล้ียงมันก็ปกติ” เน่ียคบคนเช่นไรย่อมเป็น เช่นนนั้ “กลั ยาณมิตตตา” คบคนดีเป็นมิตร ส่วนข้อสุดท้าย “สะ” คือ สมชีวิตำ รู้จักใช้จ่ำยให้สมกับ รำยได้ของตน เราขยันหา รู้จักรักษา รู้จักคบหา แต่เราไม่รู้จักใช้ จ่าย ยิ่งพวกเราเป็นแม่บ้านถ้าเป็นคนก้นถุงรั่วเน่ียไม่รวย หามา ร้อยนึงใช้จ่ายห้าร้อย “อารักขสัมปทา” ต้องรู้จักรักษาทรัพย์เรา ตอ้ งรจู้ กั ใชจ้ ่าย คาถาพระพุทธเจ้า อุ อา กะ สะ เรียกว่า “เราตั้งตน ภายนอก” ถ้ำเรำประพฤติปฏิบัติตนในหลักนี้ก็จะเป็นคนร่ำรวย ม่ังมี ศรีสุข มีบ้ำน มีรถ มีท่ีดิน มีทุกสิ่งทุกอย่ำงอำนวยควำม สะดวก อันน้เี รียกว่ำ “เรำต้ังตนภำยนอก” แต่คนเรานั้นตนในคืออะไร “ตนใน” ก็คือ สภำพจิตใจ ของพวกเรำ ถ้าใจของเราเกิดความเดือดร้อนขึ้นมา เปน็ ทุกข์ขึ้นมา จะทาอย่างไร มันร้อนกระวนกระวายข้ึนมา ก็ต้องอาศัยธรรมะของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะถ้าสภาพจิตใจมันร้อนมันก็ ต้องอยากจะมีท่ีอยู่ มีบ้านเป็นที่อยู่ มีเสื้อผ้า เวลาเกิดหนาวใจ ขึ้นมา เกิดใจเป็นโรคข้ึนมำก็ต้องกำรยำรักษำโรค ถ้ำภำยนอกยัง พอหำยำอะไรมำทำได้ แต่ถ้ำเป็นโรคใจเน่ียเรำจะหำอะไรมำพึ่ง อยากรบั ประทานต้องหาอาหารเข้ามาใหม้ ันอีก ทีนี้ถา้ ใจมันเป็นโรค มันก็จะร้อนกระวนกระวายข้ึนมา สิ่งอ่ืนไม่สามารถท่ีจะแก้ได้นะ มันก็จะโทษไปหมด กินไม่ได้นอนไม่หลับใครก็แก้ให้ไม่ได้ ถ้าเราแก้ ไม่ถูกทางมันยิ่งไปใหญ่เลย พอใจมันเร่าร้อนมันกจ็ ะโทษไปหมดเลย บ้านไม่ดี สามีไม่ดี ภรรยาไม่ดี และอยากจะหนีออกจากบ้าน อาตมาก็เคยเป็นเหมือนกัน ใจเร่าร้อนตอนท่ีไปอยู่วัดท่าวังหินใหม่ ๗๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ พรรษา ๖ ไปอยู่ พอไปอยู่ปีแรกแค่นั้นก็ถูกชาวบ้านนินทา พอถูก เขานินทา หูยใจมันเร่าร้อนข้ึนมากระวนกระวายกินไม่ได้นอนไม่ หลับ โทษไปหมด กุฏิไม่ดี วัดไม่ดี ชาวบ้านไม่ดี ทาไมไม่เห็นความดี เรา อยากจะให้คนอนื่ เห็นความดี พวกเราในครอบครัวกเ็ หมอื นกัน ถา้ ในครอบครวั ของเราใจ เร่าร้อนข้ึนมา เหมือนอย่างเบื้องต้นบอกว่ามันจะโทษไปหมด บ้าน ไม่ดี สามีไม่ดี ภรรยาไม่ดี ก็อยากจะหนีออกจากบ้าน ภาคอีสาน บอกว่า ถ้าหนีออกจากบ้านมันเป็นทางจ่องป๋อง คือจะเย็นกายเย็น ใจ แต่มันป็นความคิดท่ีผิด หลวงปู่สิม พุทธำจำโร ท่ำนเปรียบให้ พวกเรำได้เห็นว่ำ “ถ้ำใจเร่ำร้อนเปรียบเทียบก็เหมือนช่ำงตี เหล็ก” ช่างตีเหล็กจะตีมีดตีพร้าตีเคียวตีขวานตีอะไร ๆ นี่เขาต้อง เอาเหล็กน้ันนะไปใส่ในเตา พอใส่ในเตาถ่านก็สูบ สูบจนถ่านแดง เหล็กก็แดง “เม่ือเหล็กแดงแล้วมันก็จะอ่อน เม่ือเหล็กอ่อนก็จะตี เป็นมีดเป็นเคียวเป็นพร้ำ แต่ถ้ำเหล็กเย็นตีไม่ได้ ใจคนเรำก็ เหมือนกัน ในช่วงขณะที่ใจเรำเร่ำร้อนนั้น อย่ำเพิ่งไปตัดสินใจ” ใจมันก็จะบอกเลิกเป็นเลิก เป็นไงเป็นกัน เหมือนเหล็กที่มันอ่อนตี เป็นมีดเป็นพรา้ ใจของพวกเราก็เหมือนกันในชว่ งขณะท่ีมันเร่ารอ้ น น้ันอย่าไปตัดสินใจ ให้มันเย็นก่อนเม่ือมันเย็นแล้วก็จะมีสติ นั่นเป็น ลกั ษณะแบบนี้ อาตมาก็เคยเป็นเหมือนกัน อยากจะเล่าให้พวกเราได้ฟัง อาจจะนาไปเป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเราเหมือนกัน แบบไหน อาตมาไปอยู่ครั้งแรกโดนชาวบา้ นนินทาดังกล่าวนี่แหละนะ บอกว่า พอถกู นนิ ทากเ็ กิดความเรา่ ร้อนขน้ึ ในใจ กินไมไ่ ดน้ อนไมห่ ลับกระวน กระวาย ใครแก้อะไรให้ก็ไม่ได้เลยนะเป็นอย่างนั้น ทายังไงหนอทีน้ี ๗๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ เผอิญว่าหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ท่านมาอยู่ด้วยและทากระท่อมไว้ คนละฟากแม่น้ามูล เราก็อยู่อีกฟากนึง แก้ไม่ได้หนีดีกว่าว่างั้นเถอะ พอตกกลางคืนขึ้นมาจัดบาตรจัดกลด ไม่บอกชาวบ้าน แต่จะไปลา หลวงปู่สิมแล้วหนีเลย คิดอย่างนั้น แต่ตอนน้ันไม่รู้ดอกว่าท่านรู้ วาระจิต เราคิดอะไรท่านก็รู้ พอถึงตอนเช้าขึ้นมาก็ไปลาหลวงปู่สิม พุทธาจาโร ข้ามแม่น้าไปท่ีกระท่อมของท่าน ท่านก็รู้ว่าเราไปท่านก็ ไมใ่ หก้ ราบ เดินออกมาจ๊ะเอ๋กันตรงลานวดั ดา้ นโน้น ชว่ งนน้ั เปน็ ชว่ ง เดือน ๖ เดือน ๗ ฝนตกเต็มท้องไร่ท้องนา กบเขียดร้องสน่ัน หว่ันไหวร้องระงมเลย พอไปถึงท่านก็ไม่ให้กราบ พอจ๊ะเอ๋กันแค่ นั้นน่ะ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ท่านทักบอกว่า “ท่านเชาว์ ห้ามกบ ห้ามเขยี ดไมใ่ หร้ อ้ งได้ไหม” ใจท่ีเราเร่าร้อนนะมันเย็นวาบลงไป ท่านก็บอกว่า “กบ เขียดมันร้องมันฆ่าตนเอง” “ฆ่าแบบไหน” ท่านก็พูดเป็นภาษา อีสานบอกว่า “กูอยู่นี่ กูอยู่น่ี” ใช่ไหม กบมันอยู่ไม่เป็นสุขบอกท่ีอยู่ ตนเอง บอกชาวบ้านว่า “กูอยู่น่ี กูอยู่นี่” ชาวบ้านก็จับเอาไปกินซิ ท่านว่าคนเรำก็เหมือนกัน กำรกระทำของพวกเรำ ด้วยกำย ด้วย วำจำ ด้วยใจ ถ้ำเรำทำถูกต้องแล้วไม่ต้องกลัวหรอก คนว่านั่น แหละมันจะเดือดร้อน เหมือนกบเหมือนเขียดนะ นี่ก็เป็นข้อคิด สะกิดเตือนใจอาตมาต้ังแต่โน่นถึงบัดน้ีก็ ๔๐ ปีแล้วก็ยังเย็นสบาย เย็นกายเย็นใจ เป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจพวกเรา เราจะต้องนาเอา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามาสู่จิตสู่ใจ เหมือน พวกเราทาน้ีถูกต้องแล้วล่ะ บางคนก็บอกว่า ท่านอาจารย์มี ธรรมะ ข้อไหนท่ีจะให้ประพฤติปฏิบัติเป็นทำงลัดนำไปสู่ควำมสงบ “ไม่ ม”ี ต้องประพฤตปิ ฏิบตั ิตำมนั้น ๗๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ แต่ท่านใดยังไม่สงบ อาตมาใหข้ ้อคิดอีกเปน็ อุบายน้อย ๆ ท่ี เกิดกับตนเอง ญาติโยมอาจจะนาเอาไปใชอ้ าจจะเปน็ ประโยชนก์ ไ็ ด้ อย่างท่ีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณท่านบอกว่าสมัยเป็นเณรเป็น เด็กมาอยู่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน อยู่กับองค์สมเด็จพระมหาวีร วงศ์ (พิมพ์ ธัมฺมธโร) สมัยโน้นเป็นทุ่งบางเขน ท่ีวัดพระศรีมหาธาตุ เป็นป่าร่มร่ืน สมัยน้ันมีคลองคณะเหนือและคลองคณะใต้ ในคลอง คณะเหนือและในคลองคณะใต้จะมีตะพาบน้า ภาคอีสานเรียกว่า ปลาฝา ตัวใหญ่ ๆ เท่ากับถาดกระด้ง ถ้าเราจับข้ึนมามันโยกแค่น้ัน นะสู้มันไม่ได้ เน้ือปลาฝาสมัยโน้นเม่ือปี ๒๕๑๑ ถ้าจับไปขาย ภัตตาคารจานหน่ึง ๓๐ บาท ก็มีพวกวัยรุ่นมาลักจับตะพาบที่วัด ๔ หรือ ๕ คน เพราะจากที่ประตูวัดเข้ามาตรงท่ีโค้งไปถึงกุฏิพระเป็น ป่าร่มร่ืน ห่างจากกุฏิพระประมาณ ๕๐๐ เมตรไม่มีใคร อาตมาเห็น วัยรุ่น ๕ คนเข้ามาดักจับตะพาบน้า อาตมาเป็นสามเณรน้อยก็ไม่ กล้าบอกกลัวเขาตีเอา วิธีเขาจับตะพาบน้าเขาทาอย่างนี้ เขาเอา เบ็ดใหญ่ ๆ แล้วก็เชือกยาว ๆ ใหญ่ ๆ ใส่เนื้อเข้าไปและท้ิงลงไปใน คลอง พอตะพาบมันเห็นเหย่ือมันก็กินเบ็ดเค้า พอติดเบ็ดเค้ามันก็ ดึงข้ึนมา ๆ แต่ถ้าดึงทีเดียวเชือกจะขาดเพราะตะพาบมีกาลังมาก เขาก็ดึงแค่พอมันตึงและเขาก็ปล่อย “ดึง ตึง ปล่อย” เหมือนเขา เล่นชักกะเย่อ ผลสุดท้ายดึงขึ้นมาตะพาบมันหมดแรง พอตะพาบ มนั หมดแรงเขากจ็ บั ได้ พอมาบวชเป็นพระที่วัดป่าสุทธาวาส พ่อแม่ครูบาอาจารย์ บอกให้นง่ั ภาวนา เอาขาขวาทบั ขาซ้าย มอื ขวาทับมอื ซ้าย ตง้ั กายให้ ตรง หลับตา งับปาก เหมือนอย่างพวกเราเน่ีย ลมหายใจเข้า - พุท ลมหายใจออก - โธ พุท - โธ ๆ ๆ อยู่อย่างนี้ พอเผลอทีน้ี ไปไหนก็ ๗๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ไม่รู้ เหมือนอย่างพวกเราพอเผลอ นู่นไปบ้านแล้วบางคน ไม่อยู่กับ ตัวหรอก ไม่อยู่วัดสระปทุมหรอกไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร ลองมานึกถึง เชือกยาว ๆ คาวา่ “เชอื กยำว ๆ ก็คือ สติ มนั ไปก็ปลอ่ ยมันไป พอ เรำมี สติ เม่ือไหร่ก็ดึงคืนมำ ดึงไปดึงมำ ๆ ๆ ผลสุดท้ำยจิตของ เรำก็หมดแรง พอหมดแรงเรำก็จับได้” เป็นธรรมดาของจิตที่พอ เรานั่งภาวนาพุทโธ ๆ มันไม่อยู่มันไป ปล่อยมันไปเถอะพอเรารู้ตัว เราก็ดึงคืนมา ขอให้พวกเรานาไปประพฤติปฏิบัติ จิตของพวกเราก็ จะเกิดความสงบ ถ้ามันมีกาลังเราดึงมาไม่ได้ มันเป็นอย่างน้ัน ขอ ฝำกพวกเรำไว้วำ่ นำเอำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธ เจำ้ เขำ้ มำส่จู ิตสใู่ จ เรยี กว่ำ “อัตตะสัมมำปะณธิ ิ” คอื “ต้งั ตนใน” และ “ตนนอก” ๔) ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตำ ควำมเป็นผู้มีบุญมำแต่ ชำติปำงก่อน เราทุกผู้ทุกคนได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบ พุทธศาสนา พบพอ่ แม่ครูบาอาจารย์ มโี อกาสได้มาให้ทาน มโี อกาส ได้มาสมาทานศีล และมีโอกาสได้มาฟังพระธรรมเทศนาด้วยการ ภาวนาทาใจตนเองให้สงบเพราะเราเคยทามาแต่ชาติปางก่อน “ถ้ำ พวกเรำไม่เคยให้ทำน ไม่เคยสมำทำนศีล ไม่เคยทำใจของตนเอง ให้สงบ เรำก็จะไม่สำมำรถมำเกิดเป็น มนุษย์ และพบ พระพุทธศำสนำได้” ถ้าเราไปเกิดเป็นมนุษย์ แต่ไปเกิดในท่ีไกล และท่ีไม่มีพระพุทธศาสนา โอกาสท่ีเราจะให้ทาน รักษาศีล เจริญ ภาวนาก็ไม่มี นับว่ำพวกเรำทุกผู้ทุกคนเป็นผู้ที่มีควำมโชคดีมำก เคยทำบญุ มำแต่ชำติปำงก่อน จงึ ไดม้ ำเกดิ เป็นมนุษย์ มำพบพุทธ ศำสนำ มำพบพ่อแม่ครูบำอำจำรย์ นับว่ำเป็นบุญเป็นกุศลอย่ำง มำก “เรำทำจริง ๆ ไดผ้ ลจริง ๆ เรำทำเล่น ๆ ไดผ้ ลเล่น ๆ” ๗๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ ขออนุโมทนาในเจตนาของท่านทั้งหลาย ทา่ นเจา้ อาวาสวัด ปทุมวนาราม และพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณผู้เป็นพิธีกร ท่ีได้ นาพาศรัทธาญาติโยมมาประพฤติปฏิบัติความดีทุกวัน ด้วยการให้ ทาน ดว้ ยการสมาทานศลี ดว้ ยการมาเจริญพุทธมนต์ และนงั่ ภาวนา ขอให้พวกเรำทุกคนจงรวมเป็นพลังจิต อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไป ให้แก่เปตชน (ชนผู้ล่วงลับไปแล้ว) ท้ังหลำย มีบิดำ มำรดำ ปู่ ย่ำ ตำ ยำย ญำติสนิท มิตรสหำย เจ้ำกรรมนำยเวร และสรรพสัตว์ ทั้งหลำย ท่ำนเจ้ำท่ีเจ้ำทำงท่ีอยู่บริเวณนี้ ท่ำนเหล่ำนั้นตกทุกข์ก็ ขอให้พ้นจำกทุกข์ ท่ำนใดมีควำมสุขแล้วก็ขอให้มีควำมสุขยิ่ง ๆ ขึน้ ไป ขอท่ำนเหล่ำนัน้ จงอนโุ มทนำ เปน็ ผลสะท้อนย้อนกลับมำสู่ พวกเรำท่ำนท้ังหลำยให้เจริญด้วย อำยุ วรรณะ สุขะ พละ ธนสำรสมบัติ อาตมาได้แสดงธรรมมาเห็นวา่ พอสมควรแก่เวลา เอว ก็มีด้วยประการฉะนี้ ๗๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ พระรำชสเุ มธำจำรย์ (โรเบริ ์ต สุเมโธ) วัดป่ำรัตนวัน ต.วังหมี อ.วงั นำ้ เขยี ว จ.นครรำชสีมำ แสดงเมื่อวนั เสำร์ ท่ี ๒๗ เมษำยน พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรทั ธำ วดั ปทุมวนำรำม รำชวรวหิ ำร วันน้ีเป็นโอกาสท่ีได้มาท่ีวัดปทุมวนาราม และมีญาติโยม หลาย ๆ คนมารวมกนั เพ่อื จะทาบุญ ฟงั เทศนฟ์ งั ธรรม เปน็ ประเพณี ของเราในเมืองไทย ในพระพุทธศาสนา เด๋ียวน้ี คาสอนของ พระพุทธเจ้าก็แผ่ไปทั่วโลก เราเคยอยู่เมืองนอก อยู่อังกฤษ ๓๐ กว่าพรรษา เผยแผ่คาสอนพระพุทธเจ้า คนอังกฤษ ทางยุโรป ทาง อเมรกิ าท่วั ไปก็เกิดศรทั ธาในคาสอน คาสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร เมื่อท่านตรัสรู้แล้ว ท่านไปพาราณสีเพ่ือจะอบรมพระปัจจวัคคีย์ ๕ รูป แล้วท่านก็ ๗๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ แสดงอริยสัจ ๔ นี่ก็น่าจะสนใจพิจารณาอริยสจั ๔ อย่างน้ี เป็นคาช้ี ทางท่ีจะพ้นจากทุกข์ทางโลก ว่าโลกเป็นส่ิงท่ีทาให้เรามีความทุกข์ ตลอดไป เราเป็นผู้สร้างโลกด้วยความนึกคิด แล้วพระพุทธเจ้ายก ความทุกข์เป็นอริยสัจที่ ๑ ตอนท่ีเราได้พบได้เจอคาสอน พระพุทธเจ้าคร้ังแรก เราก็สงสัยทาไมท่านอบรมเร่อื งความทุกข์ ซ่ึง เป็นสิง่ ที่พวกเราไม่ต้องการเลย ไม่มใี ครในโลกน้ี ในอดีต ในปจั จุบัน อยากได้ความทกุ ข์ แต่พระพุทธเจา้ ก็ยกความทุกข์เปน็ อรยิ สัจ ทาไม เป็นอย่างน้ี – ก็เพราะความทุกข์เป็นธรรมดา ทุกคน เศรษฐี คน ยากจน คนม่ังมี คนขอทาน ผู้หญิง ผู้ชาย ท่ัวไปทั่วโลกทุกคนมี ความทุกข์อยู่ ก็เห็นในปัจจุบันได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องความเชื่อ ศาสนา ส่วนมากเป็นเร่ืองเชื่ออะไรท่ีเราพิสูจน์ไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าก็ยก ความทุกข์เป็นอารมณ์ เป็นอาการธรรมดาที่เราจะพิจารณา ท่าน บอกว่าต้องเข้าใจ ต้องยอมรับความทุกข์เป็นอย่างนี้ น่ีเป็นโอกาส ของเราทจี่ ะพิจารณาความทุกขซ์ ่ึงมีอยู่ ความทกุ ข์เปน็ อยา่ งไร ทาง จิตใจก็ได้ ทางกายก็ได้ ความเจ็บปวด อารมณ์ไม่สบาย กังวล กลัว สงสยั อนาคตจะเป็นอย่างไร ระลกึ ถงึ อดตี กาล เกดิ อารมณ์ไม่สบาย ใจ เรือ่ งส่งิ ท่ีจาได้ในอดีต เรอ่ื งทีเ่ กดิ ขนึ้ ในปจั จุบนั และพระพทุ ธเจ้า ก็แนะนาให้พิจารณาท่ีจะให้เข้าใจความทุกข์ที่มีอยู่ก็ต้องพิจารณา จิตในปัจจบุ นั ว่าเปน็ อย่างไร ตอนท่ีเราไปพบหลวงพ่อชาครั้งแรก ท่านก็อบรม เอาคา บริกรรมพุทโธ เป็นชื่อพระพุทธเจ้า ผู้รู้ปัจจุบัน คาบริกรรมก็ บริกรรมพุทโธก็ได้เพ่ือไปสู่ความสงบได้ แต่สงบพอสมควรแล้วก็จะ พิจารณาพุทโธเพื่อรู้สงบปัจจุบัน ก็มีแต่สันทิฏธิกธัมม์ ธรรมะอยู่ใน ปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเร่ืองอดีต ไม่ได้เป็นเร่ืองอนาคตต่อไป ที่จะ ๗๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ พจิ ารณาความทุกข์ในปจั จบุ ันต้องยอมรับทนต่ออารมณ์นั้น จนเห็น ความดับของอารมณ์ได้ ความทุกข์เป็นสังขาร เป็นลักษณะของ สังขาร พวกเรำก็มีควำมสำมำรถที่จะพิสูจน์คำสอนอย่ำงน้ีได้ ไม่ ต้องเชื่อ พุทธศำสนำไม่ได้เป็นศำสนำที่สอนให้เชื่อถือ แต่เป็น ศำสนำท่ีจะแนะนำวิธีท่ีจะปฏิบัติเพื่อจะเห็นโดยตรง เห็นได้ ถ้ำ เหน็ ไดใ้ นควำมทกุ ข์ ไมต่ ้องเชอ่ื ควำมทุกข์ ควำมทุกขเ์ ปน็ ธรรมดำ สำหรับทุกคน อริยสัจที่ ๒ เหตุท่ีทาให้เกิดทุกข์ อวิชชา ไม่เห็นธรรม ไม่รู้ ธรรม หลงในโลกียะธรรมตลอดไป เห็นว่ารูปรา่ ง ร่างกายท่ีกาลังน่งั ในศาลานี้เป็นตัวเป็นตน นี่ก็เป็นธรรมดาเราก็ถือสังขารร่างกายเปน็ ตัวเป็นตน ความทรงจาท่ีเกิดข้ึนในปัจจุบันเราถือว่าเป็น memory เป็นความจาของตัวของตนได้ อาการเจ็บปวดทางกายเป็นเรื่องของ เรา เปน็ ของของเราจริง ๆ สรา้ งตัวตนดว้ ยความนึกคิด ความนึกคิด ก็เป็นอย่างนั้น มันสร้างโลกด้วยความนึกคิด สร้างตัวตนด้วย ความคิด เราจะพิจารณาในความนึกคิดได้อย่างไร เราก็เห็นความ นกึ คิดไดด้ ้วยพุทโธ ผ้รู ใู้ นปัจจบุ ัน เดี๋ยวน้ี ทกุ คนทกี่ าลงั นั่งในศาลานี้ ถ้ามีอาการคิดเกิดขึ้นก็รู้ว่าเรากาลังคิด ความนึกคิดมันเป็นสังขาร เกิดข้ึน ดับไป ไม่มีตัวตน เป็นสังขารที่เกิดขึ้น ดับไป ร่างกายเป็น สังขาร ตาหูจมูกร่างกายอารมณ์จิตใจ ความนึกคิด ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่ิงภายนอกภายในก็เป็นสังขาร ผู้รู้สังขารเป็นพุทโธ สติ ถ้าตามคา สอนภาษาบาลี สติสัมปชัญญะรู้กับปัจจุบัน ก็เป็นธรรมะ เป็น สันทฏิ ธกิ ธัมม์ ทใี่ นปัจจุบนั เดย๋ี วนี้ทกุ คนกาลงั นงั่ ในศาลาก็รู้ มสี ตดิ ี แล้วไม่ต้องแสวงหาสติ สติก็รู้ว่าตอนน้ีกาลังน่ัง น่ังก็เป็นอย่างน้ี แต่ เราก็ปรุงแต่งการนั่ง ส่ิงท่ีมันเป็นธรรมชาติธรรมดาในปัจจุบัน ปรุง ๗๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ แต่งด้วยความนึกคิดเป็นตัวเป็นตน แต่ผู้รู้พุทโธก็เห็นเป็นสังขาร สัพเพ สังขำรำ อะนิจจำ สัพเพ ธัมมำ อะนัตตำ สังขารท้ังหลาย เปน็ อนิจจงั ไม่เท่ียง ธรรมท้งั หลายไมม่ ีตัวตน เป็นอนัตตา อรยิ สจั ท่ี ๒ ก็เป็นเร่อื งตัณหา ตณั หามี ๓ อยา่ ง กำมตัณหำ ภวตัณหำ วิภวตัณหำ กามตัณหา ก็คืออยากได้ส่ิงที่เห็นด้วยตา ส่ิง ภายนอกที่เห็น ที่ได้ฟังเสียง ดมกลิ่น ชิมรส ก็เกิดกามตัณหาทางตา หูจมูกกาย อยากได้ความสขุ อยากไดค้ วามสบาย อยากไดส้ ิง่ เหล่านี้ สิ่งเหล่าน้ัน ภวตัณหำ อยากได้อยากเป็น ไม่มีความสันโดษใน ปัจจุบัน อยากไปข้างหน้า อยากพ้นจากความทุกข์ อยากเป็นพระ อรหันต์ ก็เป็นภวตัณหา ก็ดีแต่ก็เป็นภวตัณหา มันเกิดจากความนึก คิด วิภวตัณหา ไม่อยากให้เป็น เช่นมีความเจ็บปวดทางกายเกิดข้ึน เมื่อย ไม่อยากให้เปน็ อยา่ งนี้ก็เป็นวภิ วตัณหำ อารมณไ์ มด่ ี ไม่อยาก ให้เป็นอารมณ์ไม่ดีก็เป็นวิภวตัณหา ผู้รู้ตัณหาก็เป็นพุทโธ หมายความวา่ สติสัมปชญั ญะ สติกบั ปญั ญากับสติสมั ปชัญญะ ความ รู้ตัวทั่วพร้อมในปัจจุบัน ขอให้พิจารณาสิ่งเหล่าน้ีด้วยปัญญาใน ปัจจบุ ันได้ อริยสัจที่ ๓ เป็นเร่ืองนิโรธ ถ้าทนได้ ยอมรับความทุกข์มัน เป็นอย่างน้ี เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ต้องทาอะไร รับรู้ความทุกข์ว่า เป็นอย่างนี้ อดทนต่ออาการทุกข์ ทนแล้วมันก็ดับไปเอง เป็น ธรรมชาติ สังขารก็เป็นอย่างน้ัน ลักษณะของสังขารทุกอย่าง ท้ัง ร่างกายท้ังจิตใจภายนอกภายในก็เหมือนกัน เกิดขึ้นดับไป ผู้รู้ สังขารก็คือพทุ โธ รสู้ งั ขารดว้ ยเป็นการภาวนา แลว้ กฝ็ ึกอยา่ งน้ี แลว้ ก็ได้โอกาสอยู่เมืองไทย อยู่เมืองนอกด้วย แต่หลวงพ่อชาก็อบรมให้ พิจารณาอย่างน้ี เอาอริยสัจ ๔ มาเป็นหลัก เป็นตัวอย่างท่ีจะพิสูจน์ ๗๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ ได้ คร้ังแรกอยู่วัดป่าพง ๒๕๑๐ ได้พบหลวงพ่อชาท่ีวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลฯ ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่เป็น ภาษาอีสานไม่เป็น ไม่รู้ เร่ือง หลวงพอ่ ชาพดู อังกฤษไมเ่ ปน็ แล้วหลายคนกส็ งสยั วา่ หลวงพ่อ ชาอบรมพระฝรัง่ อย่างไร ไม่มีภาษาทีจ่ ะสนทนาธรรมอบรมดว้ ย เราเป็นคนมีอายุตอนน้ัน ๓๒ ปีแล้ว โตแล้ว ผ่านมาหลาย ส่ิงหลายอย่าง เป็นทหาร นักศึกษา เป็นครูสอน แล้วไปอยู่วัดป่าท่ี เครง่ ครัดมาก มเี รอ่ื งวนิ ัยด้วย เป็นอเมริกันท่อี ยูแ่ คลิฟอรเ์ นีย สมัยท่ี เราเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเป็นเรื่องไม่มีขอบเขต ในการกระทา ทาตามใจชอบก็ได้ ไม่มีใครบอก ไม่มีใคร criticize (วิพากษ์วิจารณ์) อะไร ทาตามความต้องการตัณหาทุกอย่าง ครั้ง แรกเราก็คิดว่านี่ก็เป็นอิสรภาพแลว้ ในการกระทา อยากทาอย่างน้ีก็ ทา อยากพูดอย่างไรก็พูด แต่ในความคิดที่เกิดจากความเป็นอย่าง นั้นมันเป็นทุกข์อยู่ อิสรภาพอย่างน้ัน ปล่อยให้ทาตามใจชอบก็ไม่มี ความสุขเท่าไร จนไม่อยากให้อยู่อย่างน้ันก็ไป แล้วก็มีศรัทธาในคา สอนของพระพุทธเจ้านานแล้ว ก็เรียนหนังสือส่วนมากก็เป็นเร่ือง นิกายเซน Zen Buddhism (ศาสนาพุทธนิกายเซน) มาจาก ประเทศญี่ปุ่น เกิดศรัทธา สนใจ เห็นว่าพระพุทธเจ้ารู้วิธีท่ีจะ แกป้ ญั หาความทุกขท์ างจติ ใจได้ ตอนทอ่ี ยูแ่ คลฟิ อร์เนีย ก็เห็นว่าภายนอกก็ทาบญุ ไมม่ ีอะไร อาหารที่อยู่อาศัย รัฐบาลก็ดี เรื่องส่ิงภายนอกไม่ได้เป็นเหตุให้มี ความทุกข์ ความทุกข์มันเกิดทางความนึกคิด เราสร้างความทุกข์ใน ใจ เราพิจารณาคาสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็เห็นว่าคงจะองค์นี้รู้ วิธีที่จะแก้ปัญหาความทุกข์ทางจิตใจก็เป็นไปได้ ก็อยากทดลองดู ไปแสวงหาอาจารย์ที่จะอบรมสอนกรรมฐาน สอนภาวนา ใน ๘๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ แคลฟิ อรเ์ นียในสมัยนัน้ กไ็ ม่เจอ ก็สนใจจรงิ ๆ อยากปฏบิ ัติ เคยอ่าน หนังสือมาพอสมควรแล้ว มีศรัทธาในคาสอนของพระพุทธเจ้า วิธีที่ จะปฏิบัติก็ทาได้แต่ก็ยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่ได้ทดลองดู ยังไม่ได้ภาวนา เรากร็ ู้วา่ เราต้องมีอาจารย์อบรมสอน แลว้ กม็ าทางเมืองไทย มาเพ่ือ แสวงหาอาจารย์ เมืองไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติ ก็คิดว่าน่าจะมีพระหลายรูปหลายองค์ในเมืองไทยที่มีปัญญามี ความสามารถทจี่ ะสอนทางพ้นทุกข์ได้ก็มาได้พบหลวงพ่อชาทีอ่ บุ ลฯ ท่านก็บอกว่า สุเมโธ ดูอารมณ์ คร้ังแรกสอนง่าย ๆ ตอนท่ี เรำมำอยู่ปีแรกก็เป็นทุกข์มำก เรำต้องเปล่ียนแปลงทุกสิ่งทุก อย่ำง ดินฟ้ำอำกำศ อำหำร ภำษำไทย ภำษำอีสำน อยู่แบบไม่รู้ เรื่องส่วนมำก เวลำหลวงพ่อแสดงธรรม เรำก็ต้องน่ังพับเพียบ แต่ฝร่ังไม่เคยนั่งพับเพียบในชีวิตเลย คร้ังแรกมันเจ็บปวดมำก แล้วระเบียบวินัยมันเคร่งมำกบังคับให้นั่งพับเพียบ มันเจ็บมัน ปวด ทำให้มีอำรมณ์เกิดขึ้น ไม่อยำกน่ัง อยำกหนี หลวงพ่อก็ แนะนำให้ดูอำรมณ์ ผู้รู้อำรมณ์ – พุทโธ เห็นอำรมณ์ เกิดข้ึนไม่ จบอย่ำงนี้ อำรมณ์กลัวก็เป็นอย่ำงน้ี อำรมณ์เกลียดก็เป็นอย่ำงน้ี จะปล่อยจะวำงอำรมณ์ได้ ผู้รู้อำรมณ์ ไม่ได้เป็นอำรมณ์ อำรมณ์ เป็นสงั ขำร เกิดข้ึนดับไป ท่ำนกแ็ นะนำใหพ้ สิ ูจน์ อยู่ที่นั่นก็ต้องอยู่ในระเบียบวินัยมาก ต้องทาตามข้อวัตร ด้วย ไม่มีกรณีพเิ ศษ หลวงพอ่ ชาไมใ่ ห้สิทธิพิเศษกับพระฝรั่ง ตอ้ งทา ทุกส่ิงทุกอย่างเหมือนพระบวชใหม่ หลวงพ่อก็ช่วยทาให้สุเมโธรู้ อารมณ์เป็นอย่างไร ให้เหน็ สังขาร เป็นอนิจจงั ทุกขัง อนตั ตำ ไมไ่ ด้ เป็นตัวเป็นตน เราก็ทาอย่างนี้ได้ พิจารณาได้ ก็ได้ผล ปัญญามัน เกิดขึ้นในปีแรก ก่อนท่ีจะเข้าใจคาสอนท่ีหลวงพ่อชาเทศน์ สมัยน้ัน ๘๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ท่านเทศน์ทุกวัน ฟังเทศน์ด้วย บางทีท่านก็เทศน์ ๕ ช่ัวโมง ก็เกิด อารมณ์หลายอย่าง ไม่รู้เรื่อง เสียเวลามาก วันหนึ่งเราไปหาหลวง พ่อชา บอกว่าฟังเทศน์หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจอะไรเลยก็ขอกลับกุฏิ ผม จะนั่งสมาธิท่ีนัน่ คงจะไดผ้ ลดกี วา่ หลวงพ่อไม่ตามใจลกู ศษิ ย์ บอกว่า สุเมโธก็ต้องน่ัง ๕ ชั่วโมง เราคิดว่าหลวงพ่อไม่แฟร์ เราไม่รู้ภาษา แต่เวลานั้นก็พิจารณาอาการ อารมณ์ที่เกิดขึ้นก็เห็นว่ามีอารมณ์ หลายอยา่ ง ความเกลยี ด ไมอ่ ยากน่ังอย่างน้ี มนั เกดิ ขน้ึ พระพุทธเจ้ำบอกว่ำส่ิงที่เกิดขึ้นมันก็ดับไป ก็ได้ญำณ เกิดข้ึน เห็นสังขำรเป็นอนิจจังจริง ๆ อำรมณ์ท่ีถือว่ำเป็นตัวเป็น ตนนนั้ ไมไ่ ดเ้ ปน็ ตวั เป็นตน เปน็ สงั ขำร ว่ำงเปลำ่ ไมม่ อี ะไร ควำม โกรธก็ไม่มีอะไร ไม่ได้ปรุงแต่งเป็นตัวเป็นตนเป็นของเรำ ไม่ได้ เป็นของพระสุเมโธ ไม่ได้สร้ำงด้วยควำมคิด อำกำรอำรมณ์โกรธ มันเป็นสังขำรเกิดขึ้น ดับไป ไม่โกรธก็เป็นอย่างนี้ ความสงบ ก็จะ เห็นจิตปราศจากอารมณไ์ ด้ ตวั จติ ไมไ่ ด้เป็นอารมณ์ จิตมนั บรสิ ทุ ธ์ิอยู่เสมอ รอู้ ยูก่ บั ปัจจบุ นั อำรมณเ์ กดิ ขน้ึ ใน จิต สังขำรจะเห็นสังขำรไม่ได้ แต่จิตไม่ได้เป็นสังขำร เป็นธรรม เปน็ ควำมจริง เป็นสง่ิ ทท่ี รงไวใ้ นปัจจบุ นั คอื อำรมณ์โกรธ อำรมณ์ หลง อำรมณ์อยำกได้อยำกมีอยำกเป็น เกิดข้ึนดับไป อำกำรทุก อย่ำงอำรมณ์ทุกอย่ำงดีช่ัวเกิดขึ้นดับไปในจิตในปัจจุบันได้ ท่ีจะ เห็นโลภะ โทสะ โมหะ ก็ต้องพิจารณาอารมณ์โลภะ โทสะ โมหะได้ จิตปราศจากความยึดม่ันถือม่ัน ปราศจากตัวตนท่ีเป็นอย่างน้ี จิต ว่าง จิตเดิม จิตไม่มีขอบเขต ไม่ได้เป็นของส่วนตัว แต่เป็นเร่ืองสติ เปน็ สมั ปชญั ญะปจั จุบนั เดย๋ี วน้ี ๘๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ เด๋ียวนี้ก็อายุมากแล้ว ก็เห็นว่าเป็นประโยชน์มากในชาตินี้ เกิดมาในชาติน้ี ได้พบคาสอนของพระพุทธเจ้า เป็นบารมีจริง ๆ แล้วก็ได้พบพระอาจารย์ท่ีดีด้วย หลวงพ่อชาในจังหวัดอุบลฯ ท่ีจะ อบรมวิธีปฏิบัติทาตามคาสอนได้เพื่อจะเห็น มีปฏิเวธ เร่ืองปฏิบัติ ผลในการปฏิบัติก็เป็นอย่างน้ี เพื่อจะเห็นทางพ้นทุกข์ทางจิตใจด้วย ในวันนี้ก็แสดงธรรมพอสมควรแล้ว แสดงความขอบคุณมาก พระ อาจารย์ท่านเจ้าคุณโสฬสและญาติโยมท่ีมาฟังเทศน์ฟังธรรมถวาย ทานในวันน้ี ขอให้ทุก ๆ คน มีความสุขความเจริญตลอดกาลนาน เทอญ ๘๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ พระครูสทุ ธญิ ำณโสภณ (พระอำจำรย์ธวชั ชัย สุตธมโฺ ม) วดั ดอยหลวง ต.ตำ้ อ.เมอื ง จ.พะเยำ แสดงเม่อื วนั เสำร์ ที่ ๑๙ พฤษภำคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศำลำพระรำชศรัทธำ วัดปทมุ วนำรำม รำชวรวิหำร นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พทุ ธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพุทธัสสะ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพุทธัสสะ ตมุ เหหิ กจิ จัง อำตปั ปงั อกั ขำตำโร ตะถำคะตำ ปฏปิ ันนำ ปะโมกขันติ ฌำยโิ น มำระพนั ธะนำติ ขอให้พวกเราท้ังหลายน่ังภาวนา ฟังธรรม ปฏิบัติบูชา เจริญจิตภาวนากัน สถานที่ได้มาเห็นก็มีความสัปปายะพอสมควร ๘๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ เหมาะแก่การท่ีพวกเราจะได้ฟังธรรมและเจริญจิตภาวนา หลาย ๆ ท่านเม่ือคืนนี้อยู่ปฏิบัติบูชาเน่ืองในวันวิสาขบูชากันตลอดรุ่ง แล้วก็ ยังขวนขวายในกุศลมาฟังธรรมกันต่อในวันน้ี ดังน้ันก็ขอให้พวกเรา ทาความพากเพยี รน่ังภาวนาฟงั ธรรมกัน ต้ังแตน่ ีไ้ ปขอให้ตง้ั จิตเจริญ จติ ภาวนากนั ขอกราบนมัสการท่านพระธรรมธัชมุนี เจ้าอาวาสวัดปทุม วนาราม ขอเจริญศรัทธาญาติโยมท้ังหลาย วันนี้นับเป็นกิจกรรม ตอ่ เนอ่ื งจากวนั วสิ าขบชู า ซึง่ ทราบกนั ดีว่าเป็นวนั สาคัญของพวกเรา ชาวพุทธทงั้ หลาย เปน็ วนั คล้ายวนั ประสตู ิ วันตรสั รู้ และวันเสด็จดับ ขันธปรินิพพานของพระศาสดาของพวกเรา ซ่ึงพวกเราได้มาระลึก นกึ ถงึ พระคุณของพระองค์ทา่ น พากนั ปฏิบตั บิ ูชาทั่วท้งั ประเทศไทย และก็อีกหลาย ๆ ประเทศเพราะองค์การยูเนสโก (UNESCO) นั้น ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสาคัญสากลของโลก ฉะนั้น จึงได้มี การปฏิบัติบูชากันนานาประเทศ วันนี้พวกเราถือว่าได้มาปฏิบัติ ต่อเนอื่ ง และจากนีไ้ ปกข็ อใหพ้ วกเรานั่งฟงั ธรรมกนั ในการเจรญิ จติ ภาวนาให้นั่งตามสบายตามถนัด บุคคลที่น่ัง ภาวนาได้ให้เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย ต้ังกายให้ ตรง ดารงสติไว้จาเพาะกรรมฐานที่เราเคยปฏิบัติต่อเนื่องกันมา หรือบุคคลใดท่ีร่างกายยังอาจจะมีความไม่สบายก็ให้น่ังเก้าอี้ และ น่ังให้สบาย เพราะกำรภำวนำนั้นเป็นกำรทำงำนภำยในจติ ใจของ เรำเอง กรรมฐำน “กรรม ก็คือ กำรงำน” “ฐำนะ ก็คือ ที่ต้ังของ กำรงำน” เพรำะฉะน้ัน “กรรมฐำน ก็คือ กำรประพฤติปฏิบัติ” กรรมฐานน้ันพระพุทธเจ้าสอนไว้ในการประพฤติปฏิบัติน้ันมีถึง ๔๐ กอง ๔๐ แนวทาง ทาไมท่านจึงสอนไว้มากมายขนาดนั้น ก็เพ่ือให้ ๘๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ ถูกจริตนิสัยของเวไนยสัตว์ท้ังหลาย เพราะคนเราเกิดมานั้นมี อุปนิสัยแตกต่างกันมา คาว่า “อุปนิสัย” “อัธยำศัย” หรือ “สนั ดำน” เป็นส่ิงท่จี ติ ใจเรำนส้ี ่งั สมไว้มำต้ังแต่ในอดีต เราเกิดตายมาในสังสารวัฏนี้ไม่รู้ก่ีภพ ก่ีชาติ กี่กัป ก่ีกัลป์ นบั เปน็ อสงไขยกน็ บั ไม่ได้ ดังนน้ั ส่ิงเหล่านก้ี ารกระทาของเราต่าง ๆ ทผี่ า่ นมาในอดตี ชาตจิ ึงสะสมอยภู่ ายในจติ ใจของเรา ท่านเรียก “อำ สวะ” “อำสวะกิเลส” อันเป็นเหตุให้สัตว์ท้ังหลำยมำเวียนว่ำย ตำยเกิดในสังสำรวัฏ และส่ิงเหล่านี้ก็เป็นสงิ่ ทฝี่ ังจมอยู่ภายในจิตใจ ของสัตว์ทั้งหลาย เวลาเราเกิดมาแล้ว ส่ิงเหล่าน้ีก็ติดเนื้อติดตัวเรา มา เพราะฉะนั้น ก็กลายเป็นจริตนิสัยของเรา จะเห็นว่าเราเกิดมา ทง้ั ทีเ่ กิดมาจากครรภม์ ารดาเดยี วกัน บางคนเกดิ มี “รำคะจริต” รกั สวยรักงาม รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย อะไรก็ต้องดีอะไรก็ต้อง งามไปหมด บางคนก็เป็น “โทสะจริต” มักโกรธง่าย ฉุนเฉียวเร็ว มี อะไรก็ไม่พอใจ ใจรุ่มร้อนอยู่เสมอ ๆ บางคน “โมหะจริต” มีความ ลุ่มหลงมัวเมา ประมาท บางคนก็ “พุทธจริต” เป็นคนท่ีมีความคิด อ่านไตร่ตรอง อะไรก็ต้องมีเหตุมีผล บางคนก็ “ศรัทธำจริต” เชื่อ ง่าย หูเบา และบางคน “วิตกจริต” คิดไปล่วงหน้าต่าง ๆ นานา กลัวน่ันกลัวนี่ กลัวเป็น กลัวตาย กลัวจน กลัวทุกข์ กลัวยาก กลัว ลาบาก ก็เอามาปรุงแต่ง เร่ืองยังไม่เกิดข้ึนก็เอามาคิดเอามาวิตก ลว่ งหนา้ ไปหมด อยา่ งนีท้ ่านเรียกว่าเปน็ วติ กจริต จริตเหล่านี้ติดมาในนิสัยของสัตว์ท้ังหลาย เวลา พระพุทธเจ้ามาตรสั รู้แลว้ ทา่ นมพี ระญาณหย่ังทราบถึงอัธยาศัยของ สัตว์ท้ังหลายเรียกว่า “นำนำธิมุติกญำณ” ท่านก็รู้ว่าอัธยาศัยของ สัตว์ทั้งหลายน้ันเป็นอย่างไร ถึงจะแสดงธรรมส่ังสอนโปรดได้ ๘๖
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ พระพทุ ธเจ้ำจะต้องเล็งพระญำณหย่ังทรำบใหแ้ ม่นยำแล้วท่ำนจึง อบรมสั่งสอน การภาวนาเบื้องต้นเราต้องมี “สติ” สติเป็นเรื่อง สาคัญ “สติ สพั พัตถะ ปตั ถยิ ำ” สติจำปรำรถนำในทท่ี ัง้ ปวง เวลา เราปฏิบัติเริ่มแรกน้ันเราต้อง “มีสติ” “ต้ังสติ” ของเราให้ได้ก่อน กำรต้ังสตินั้นพระพุทธเจ้ำก็ทรงสอนให้เรำตั้งใน “สติปัฏฐำน ๔ คือ มีสติระลึกรู้ ร้ใู นกำย ในเวทนำ ในจิต ในธรรมของเรำ” เวลาเราภาวนาจริง ๆ เราก็มาพิจารณาดูว่า เราเคยปฏิบัติ มาอย่างไร เราเคยได้รับความสงบอย่างไร เราก็ปฏิบัติอย่างนั้น อัน นั้นคือจริตนิสัยของเรา เช่นบางคนบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ มา อัน นี้เรียกว่า “เจริญพุทธำนุสติ” จิตมีความสงบมีสมาธิมากข้ึน มี ความสบายใจจากกรรมฐานอย่างน้ี ก็ถือว่าถูกจริตนิสัยของเรา แต่ บางท่านบริกรรมภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ จิตไม่เคยได้รับความ สงบเลยกม็ าเจริญอานาปานสติ ซึ่ง “อำนำปำนสติ” เปน็ กรรมฐาน ส่วนใหญ่ที่ถูกจริตนิสยั ของสัตว์ทั้งหลาย แม้แต่พระพุทธองค์ก็ได้มา เจริญอานาปานสติ ในวันท่ีตรัสรู้ หลังจากที่ประพฤติปฏิบัติผิดมา อย่ตู ้งั ๖ ปี ทาความทรมานลาบากในสิง่ ต่าง ๆ เปน็ “อตั ตกลิ มถำนุ โยค” จนกระท่ังสลบ ๓ หน ก็ไม่ได้ตรัสรู้ แต่เวลาที่มาระลึกถึงเมื่อ คร้ังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ตามเสด็จพระ บิดาไปงานแรกนาขวัญ แต่ไม่รู้จะทาอะไรจึงหลบหลีกจากหน้าท่ี การงานท่ีผู้ใหญ่กาลังวุ่นวายไปน่ังอยู่ใต้ร่มหว้า และมากาหนดรู้ลม หายใจเข้า-ออกโดยสัญชาติญาณ โดยไม่มีใครเป็นครูอาจารย์ส่ัง สอน กำหนดรูล้ มเข้ำ-ลมออก รู้เป็นปัจจบุ นั ทำใจเปน็ กลำง ๆ ให้ เป็นปกติ ไม่นานจิตของพระองค์ก็สงบถึงข้ัน “ปฐมฌำน” เกิด ความอศั จรรย์ขนึ้ มา ๘๗
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ พระองค์มาระลึกถึงในขณะที่พระเยาว์อย่างน้ันก็หวน กลับมาเจริญอานาปานสติ “อำนำปำนสติ” เป็น ๑ ในสติปัฏฐำน ๔ จัดอยู่ใน “กำยคตำสติ” เพราะลมหายใจของเรา คือร่างกาย ของเราน้ีเอง ร่างกายของเรานี้ ลมเป็นส่วนหนึ่ง เพราะร่ำงกำยน้ี ประกอบไปด้วยธำตุทั้ง ๔ เรียกว่ำ มหำภูตรูป ๔ มี ธำตุดิน ธำตุ น้ำ ธำตุลม ธำตุไฟ ชีวิตของเรำสืบต่อได้โดยอำศัยธำตุเหล่ำนี้มำ หนุนกัน เพราะลมหายใจน้ันเราต้องหายใจทุกขณะ ๆ สืบ ต่อเน่ืองกันไป ในขณะใดท่ีเราขาดลมหายใจ ในขณะน้ันเราก็คือคน ท่ีตาย และคนท่ีตายไปก็คือคนท่ีไม่หายใจแล้วน่ันเอง เวลาน้ีพวก เรายังเป็นคนท่ีมีชีวิตอยู่ ชีวิตร่างกาย และจิตใจนี้อาศัยลมหายใจ สืบต่อเน่ืองกัน หายใจเข้าก็เหมือนเราเกิด หายใจออกก็เหมือนเรา ตาย ถ้าเราไม่หายใจเข้าอีกก็ตายจริง ๆ เพราะฉะน้ัน ชีวิตของเรำ สืบต่อได้เรียกว่ำเป็น “สันตติ” เวลำเรำเจริญภำวนำมันจะมีอยู่ ๓ ประกำร ประกำรท่ี ๑ คือ ลมหำยใจเข้ำ ลมหำยใจออก ซึ่งเป็น ธรรมชาติที่ร่างกายต้องหายใจสืบต่อเนื่องกันไป ประกำรท่ี ๒ คือ จติ ของเรำ “จติ คือ ผ้รู ู้” คำวำ่ “ผูร้ ู้” ใหเ้ รำนกึ รู้ เรำนกึ รู้อยู่ท่ีใด ใจของเรำก็อยู่ท่ีน่ัน “จิตเป็นนำมธรรม” ไม่มีรูปร่ำงปรำกฏ เหมือนรูปร่ำงของเรำ รูปร่างของเรานี้ยังมองเห็นกันว่า เรารูปร่าง อย่างไร หน้าตาเปน็ อยา่ งไร ผมยาว ผมสัน้ เล็บเป็นอยา่ งไร ฟนั เป็น อย่างไร หนังเป็นอย่างไร สีสันวรรณะเป็นอย่างไร แต่จิตนั้นเป็น นามธรรมมองเห็นกันไม่ได้ แต่เรากาหนดรู้ความรู้สึกของเราได้ เพราะฉะนั้น ให้เรากาหนดรู้อยู่ที่ใดใจของเราก็อยู่ท่ีนั่นน่ันเอง ธรรมชำติของ “ใจแท้” นั้นเป็นธรรมชำติท่ีเป็นควำมรู้เฉย ๆ ๘๘
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มที่ ๔ เป็นกลำง ๆ ไมม่ สี ี ไม่มีแสง ไม่มีกำรไป ไมม่ กี ำรมำ ไมม่ เี กิด ไม่มี ดับ ใจแท้เป็นอย่ำงน้นั เพราะฉะนั้น เราก็กาหนดให้ เวลำเรำจะภำวนำเรำก็ต้อง เตรียมใจของเรำให้พร้อม ให้เป็นภำชนะที่พอเหมำะในกำรเจริญ ภำวนำ คือทำใจของเรำให้เปน็ กลำง ๆ วำงเปน็ ปกติ เราจะสังเกต ได้อย่างไรว่าใจเป็นกลางวางปกติ อารมณ์ของใจของคนเราน้ัน มี เวลาท่ีเราได้สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวรอบข้างไม่ว่า ตาเห็นรูป หู ไดย้ นิ เสยี ง จมูกดมกลิน่ ลิ้นสัมผสั รส กายสัมผัสความเยน็ ร้อน ออ่ น หนาว ความแข็ง ก็จะเกิดความยินดีและความยินร้าย ท่านเรียกว่า ทาจติ ของเรานั้นไมอ่ ยู่เปน็ กลาง ๆ เพราะฉะนนั้ เราก็ปรบั ความรูส้ ึก น้ัน ไม่ยินดีและไม่ยินร้าย ทาใจของเราให้เป็นกลาง ๆ สังเกต ความรู้สึกท่ามกลางจิตของเรา ท่ามกลางหน้าอกลงไปจนถึง ทอ้ งน้อย ทาใจใหส้ บาย ๆ ใจเปน็ กลาง ๆ ใหเ้ ราปรบั อย่างนเี้ สยี ก่อน เบ้ืองต้น “เรำต้องทำได้อย่ำงน้ี แต่ถ้ำเรำทำไม่ได้และเรำปฏิบัติ เบื้องต้นผิด วำงจิตผิดตั้งแต่แรกกำรปฏิบัติมันก็จะผิดไปหมด เหมือนกับเรำติดกระดุมเส้ือ ถ้ำเม็ดแรกผิดเม็ดต่อไปมันก็ผิด มัน ไมล่ งตัวของมนั ” เพราะฉะนั้น “ปฏิบัติธรรมทุกครั้ง ขอให้เรำปรับจิตปรับ ใจของเรำให้อยู่ในสภำวะที่เป็นธรรมชำติเดิมแท้ของเขำ คือเป็น ธรรมชำติทร่ี เู้ ป็นกลำง ๆ เปน็ ปกติ” ถ้าเราทาไดอ้ ย่างนแ้ี ล้ว ตอ่ ไป ให้เราทาความรู้ให้ทั่วตัว “ควำมรู้สึกท่ัวตัวนั้น เขำเรียกว่ำ สัมปชัญญะ” คือรู้ว่าเรากาลังน่ังอยู่ กาลังหายใจอยู่ ความรู้สึกก็ เป็นกลาง ๆ อยู่ จากน้ันก็ให้เรามีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้า-ออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ เป็น “ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม” คำ ๘๙
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ท่ี ๔ วำ่ “ปจั จบุ นั จิตคอื จิตร้ใู นปัจจบุ ัน” ขณะลมเขา้ กร็ ู้ ลมออกก็รู้ รใู้ น ปัจจุบนั คาว่า “ปัจจบุ ันธรรมคือสติธรรมและปัญญำธรรม” เรำก็ กำหนดรู้ด้วยใจเป็นกลำง ๆ วำงใจเป็นปกติ ให้กำหนดรู้อย่ำงนี้ ไปเรื่อย ๆ เม่ือลมเข้าก็รู้ ลมออกก็รู้ ให้รู้ชัด ลมเข้ายาวก็รู้ ลมออก ยาวก็รู้ ลมเข้าสั้นก็รู้ ลมออกสั้นก็รู้ ถึงมันออกสั้นออกยาวก็ตามแต่ แรก ๆ เราก็กาหนด อาจจะตามลมเข้าไปตั้งแต่ปลายจมูกเข้าไปถึง ท้องน้อยเพื่อทาความรู้สึกของกายของจิตเรา รู้ธรรมชาติของกาย ของจิต และปล่อยวางกายให้สบาย ๆ อย่ากด อย่าเกร็งส่วนใดสว่ น หน่ึง ส่วนจิตของเรานั้นก็ปล่อยให้เป็นกลาง ๆ ถ้าเราทาได้อย่างนี้ มันเป็นธรรมชาติที่ พระพุทธเจ้ำท่ำนเรียกว่ำ “มัชฌิมำปฏิปทำ คือเรำเดินทำงสำยกลำง” คำว่ำ “ใจ แปลว่ำ ควำมเป็นกลำง” เมื่อเรำปรับใจเป็นกลำงแล้วท่ำนเรียกว่ำ “มัชฌิมำ” เรำก็ ประพฤตปิ ฏิบัตไิ ป ประกำรท่ี ๓ คือ สติ เมื่อจิตเรำเป็นกลำงแล้วเรำก็ พยำยำม “ตั้งสติ” ของเรำให้อยู่กับลมหำยใจ หรือคำบริกรรม ภำวนำพุทโธ ๆ แล้วแต่จริตนิสัยของเรา แต่ให้เราทำต่อเนื่อง ๆ กันไป ที่สาคัญคือเรา อย่ำขำดสติ หรือ อย่ำเผลอสติ ของเรา ถ้า จะกาหนดลมก็ให้รู้ลมเข้า-ออกให้ชัดเจนท่ัวทั้งกองลม สังเกตดู อาการของจิตเรา ก่อนภาวนาก็เป็นอย่างหน่ึง จิตจะไปอยู่กับ อารมณ์ต่าง ๆ ท้ังที่เป็นธรรมชาติและเป็นสัญชาตญาณของจิตเรา นบั ตงั้ แต่ต่นื ข้นึ มา เราจะตอ้ งมีความคิดปรุงต่าง ๆ มสี ัญญาอารมณ์ ต่าง ๆ ในการเกย่ี วข้องสัมผสั สัมพนั ธ์กบั หนา้ ท่ีการงานต่าง ๆ การท่ี ต้องดูแลตนเอง ดูแลทั้งภาระและหน้าท่ีการงาน น่ันคือธรรมชาติ ของจิตก่อนท่ีจะภาวนา แต่เวลาเราภาวนาอย่างน้ี ถ้าเรามีสติ ๙๐
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ กาหนดจดจ่อต่อเนื่องกันไปเร่ือย ๆ นั้น จิตจะรวมตัวกันเข้ามาจุด ความรู้ท่เี รากาหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออกนั้น จะรวมตวั กันเข้ามาเป็น หน่งึ ลมเข้ากร็ ลู้ มออกกร็ ู้ และเราจะสงั เกตได้อย่างไร จิตของเรำกำหนดรู้ที่ปลำยจมูกก็ดี หรือท่ำมกลำง หนำ้ อก หรือท่ที อ้ งน้อยก็ดี มันจะรวมตัวเข้ำมำเปน็ หนง่ึ รสู้ กึ แนน่ ขึ้น ตึงขึ้น ๆ นี่แหละ อาการเร่ิมแปลกและผิดแผกไปจากที่เรายัง ไม่ได้ภาวนา เมอ่ื จิตมันรวมตัวตึงขน้ึ ๆ ควำมร้กู ็เด่นชดั ขน้ึ มำ สติ ก็ตั้งมั่นเด่นชัดขึ้นมำ เรำจะเห็นอำกำรอย่ำงนี้เรำจะเห็นควำม แตกต่ำง เรำกก็ ำหนดดว้ ยใจทเี่ ปน็ กลำง ๆ ดว้ ยควำมพอดิบพอดี ให้เป็นในกลำง ๆ เป็นมัธยัสถ์ พอดี ๆ อย่ากาหนดแรงเกินไป เพราะถ้ากาหนดแรงเกินไปหรือเพ่งแรงเกินไปจะทาให้เกิดความ ปวดหัวมัวเกล้า บางทีปวดที่กรามของเราเพราะฟันมันขบกันแน่น อยา่ งนีเ้ ป็นต้น หรือถ้าเรากาหนดดว้ ยความเบา ๆ สติมนั อ่อนเกนิ ไป ก็จะทาให้เกิดความง่วงหงาวหาวนอน เกิดความขาดสติและความ เผลอสติ และกลายเป็น “นวิ รณ์” ขึน้ มา “นิวรณ์” เป็นธรรมชำติที่คอยกำงก้ันไม่ให้จิตเกิดควำม สงบ ดังนั้น เราจึงจาเป็นต้องขจัดนิวรณ์ “นิวรณ์” ท่ำนว่ำเป็น “อำรมณ์ของจิต” ในเวลำท่ีเรำจะมำภำวนำน้ัน เรำต้องขจัด ควำมคิดควำมปรุง ที่เป็นอดีต ที่เป็นปัจจุบัน ที่เป็นอนำคต เรำ ต้องปล่อยวำงให้หมด มีแต่ควำมรู้ของเรำอยู่กับกรรมฐำนที่เรำ ตง้ั ไว้ เพราะฉะนน้ั ถา้ เราคดิ มาปรุงในเวลานี้จะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ท่านถือเป็น “นิวรณ์ธรรม” เช่นเกิด “กำมฉันทะนิวรณ์” มีความ ใคร่ความทะยานอยากใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สัมพันธ์อันน่า พึงพอใจ เรามาคิดปรุงเวลานี้มันก็เป็นนิวรณ์คอยกางก้ันทาให้จิต ๙๑
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ ของเราไม่สงบ เพราะเราไม่มีสติต่อเนื่องกับกรรมฐานที่เราต้ังไว้ หรือบางทีจิตใจของเราว้าวุ่นขุ่นมัวไม่พอใจส่ิงนั้นส่ิงน้ีข้ึนมาก็ กลายเป็น “พยำบำทนิวรณ์” เราก็ขจัดออกไป หรือเราประพฤติ ปฏิบัติมาต้ังแต่เมื่อคืนนี้จนกระท่ังสว่าง มาเวลานี้เกิดความง่วงหงา วหาวนอนทาให้เราเกิด (ถีนมิทธะ) นิวรณ์ข้ึนมา เราต้องต้ังสติของ เราใหก้ ล้าแข็งข้นึ มาขจัดนวิ รณอ์ อกไป หรือบางคนมีความคิดเรื่องนั้นเร่ืองน้ีต้องทามีความวิตก กังวล เรียกว่าเกิดความฟุ้งซ่านข้ึนมาเป็น “อุทธัจจกุกกุจจะ นิวรณ์” เราก็ขจัดออกไปโดยการมากาหนดรู้สติของเราอยู่กับ เฉพาะลมหายใจเข้า-ออก หรือคาบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ หรือบาง ทีก็เกิดความสงสัยไม่เข้าใจฟังธรรมไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือมีความคิด ความปรุงสงสัยในสิ่งนั้นส่ิงนี้ก็กลายเป็นตัวนิวรณ์ข้ึนมา อันน้ีเป็น เครื่องกางกั้นทาให้จิตไม่เป็นสมาธิได้ จะสงบก็ไม่สงบ เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็ลืม สุดท้ายแล้วเราก็เกิดความฟุ้งซ่าน เม่ือฟุ้งซ่านแล้วเราก็ ราคาญใจ ราคาญใจแล้วเราเป็นอย่างไร ร่างกายก็ได้รับความ กระทบกระเทือน พอนั่งแล้วมันเจ็บแข็งปวดขา ปวดหลัง ปวดเอว ขึ้นมา เพราะจิตไม่เข้าสู่สมาธิเราก็ไม่อาจต้านทานต่อเวทนาที่ เกิดขึ้นได้ ดังนั้น เราต้องขจัดนิวรณ์เหล่านี้ออกไป วิธีขจัดมีหลำย วิธีแต่เรำทำให้ดีท่ีสุด คือ มีสติสัมปชัญญะอยู่อำรมณ์เดียวพอ ปล่อยวางความนึกคิดปรุงต่าง ๆ ไม่ว่าอดีตอนาคตและปัจจุบัน เรา อยกู่ บั ความรู้เฉพาะกรรมฐานท่เี ราตง้ั ไว้ ทง้ั ลมหายใจเข้า-ออก หรือ กาหนดบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ นเ่ี ปน็ อุบายวิธีการท่จี ะทาใหจ้ ิตของ เราสงบตัง้ ม่นั ได้ แต่การทาอย่างนีไ้ ม่ใชว่ า่ เราเพียง ๕ นาที ๑๐ นาที แลว้ จะสงบได้ อาการตา่ ง ๆ จะเกิดได้ แตบ่ างคนทายงั ไงกไ็ ม่สงบ ๙๒
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วดั ปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ในการประพฤติปฏิบัติน้ันพระพุทธเจ้ำจึงบอกว่ำต้องมี “ควำมเพียร” คือ “เพียรรู้ เพียรละ เพียรถอด เพียรถอน เพียร ปล่อย เพียรวำง” ในส่ิงเหล่านี้ กรรมฐานที่เราตั้งไว้ด้วยความมสี ติ จดจ่อต่อเน่ือง เพียรละ ก็คือ “เพียรละอกุศล” ที่เป็นตัวนิวรณ์ คอยมำขัดขวำง เพียรเจริญให้มำกทำให้มำก ก็คือ ทำสติ ทำ สมำธิ ทำปัญญำ ของเรำให้เกิดขึ้น นี่จึงว่ำเรำเพียรให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ท่ีเป็นฝ่ายกรรมฐานน้ัน เวลาท่านปฏิบัติ ทา่ นเรง่ ความพากความเพยี รน้ัน ท่านจะทาอย่างตอ่ เนือ่ งกันไป บาง ทีต้องอดนอนผ่อนอาหาร หรืออดอาหารหลายวันหลายคืน เพราะ ท่านปรารถนา ท่านเห็นความทุกข์ เห็นทุกข์ในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เห็นความทุกข์ในการดารงชีวิตอยู่ เกิดแล้วมี แต่ความทุกข์ ความวุ่นวายเดือดร้อนใจ บุคคลที่เห็นทุกข์มำกมำย อย่ำงน้เี วลำท่ำนออกปฏบิ ัติ ทำ่ นจงึ มีควำมปรำรถนำถึงควำมพ้น ทุกข์ ทำ่ นถึงทุ่มเทกันอยำ่ งเต็มเมด็ เตม็ หนว่ ย ยกตัวอย่างเช่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวก เรา ท่านเป็นเจ้าชายเป็นลูกพระราชามหากษัตริย์ มีทรัพย์สมบัติ พร้อมมูลทุกสิ่งทุกอย่าง ท้ังอานาจและส่ิงที่พระราชบิดาสรรหามา ให้ อยากให้พระองค์เสวยพระราชสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ เวลาทพี่ ระองค์ออกไปท่องเทย่ี วในสวนและทา่ นเจอเทวทูต มีคนแก่ คนตาย และนักบวช เพียงเห็นเท่านั้นด้วยความท่ีท่านส่ังสมบารมี มา ๔ อสงไขย แสนมหากัป เกิดความสลดสังเวช “คนเรำเกิด มำแล้วต้องมำแก่อย่ำงนี้หรือ ทุกคนต้องมำแก่อย่ำงนี้หรือ ต้อง มำเจ็บไข้ได้ป่วยอย่ำงนี้หรือต้องมำตำยอย่ำงน้ีหรือ” คิดดูว่า สมยั กอ่ น สมยั โบรา่ โบราณโรงพยาบาลไม่มีคนแก่คนเจบ็ คนตาย ให้ ๙๓
มรดกธรรมศาลาพระราชศรทั ธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เลม่ ที่ ๔ เราเห็นกัน เห็นแล้วน่าสลดสังเวช ไม่เหมือนกับสมัยน้ี เพราะฉะน้นั พระองค์เกิดความสลดสังเวช คิดว่าทำอย่ำงไรเรำจะพ้นจำกกำร เวียนว่ำยตำยเกดิ พน้ จำกกองทุกข์อันน้ไี ปได้ มมี ดื ก็ต้องมีสวำ่ ง มี ดำก็ต้องมีขำว ดังน้ันพระองค์ทรงเห็นนักบวชจึงน้อมเข้ามาว่า ชะรอยเพศนักบวชอย่างน้ีจะเป็นเพศแห่งความพ้นทุกข์ได้อย่าง แน่นอน พระองค์ก็เฝ้าคิดอยู่เสมอว่าจะหาทางออกบวช แต่ก็ติดส่ิง ต่าง ๆ มีภาระหน้าท่ีจะต้องทาต่าง ๆ นานา อีกทั้งยังมีพระชายา และพระโอรส พระราหุลเกิดขึ้นวันน้ี พระองค์ร้องอุทานข้ึนมาว่า “บ่วงเกิดข้ึนแล้ว บ่วงเกิดขึ้นแล้ว” ตัดสินพระทัยถ้ารอช้าก็ไม่ได้ แล้วนะ ตัดสินพระทัยหนีออกบวช “ออกมหาภิเนษกรมณ์” การ ออกบวชพระองค์ไม่มีครูอาจารย์ พระองค์ไปศึกษาจากฤๅษีสานัก ต่าง ๆ ก็ไม่ได้ตรัสรู้ สุดท้ายแล้วก็บาเพ็ญเพียรผิดอยู่ต้ัง ๖ ปี บาเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฎ์อยู่ ๖ ปี ทรมานตนลาบากตน อดพระ กระยาหารถงึ ๔๙ วนั ผอมโซ อย่างที่เราเหน็ กนั อยูอ่ ย่างทเี่ ราทราบ กนั อยู่ สดุ ทำ้ ยกก็ ลบั มำ “เจริญอำนำปำนสติ” ในวันข้ึน ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เมื่อวำนนี้ เป็นวันคล้ำยวันที่พระองค์ตรัสรู้ ต้ังแต่ ปฐมยามขึ้นมา พระองค์น่ังภาวนากาหนดลมหายใจเข้า-ออกด้วย ความมีสติ ไม่ขาดสติ ไม่เผลอสติ จดจ่อต่อเน่ืองกันไปจนส้ิน ปฐมยาม จิตรวมสงบลงมาเกิดพระญาณหยั่งทราบเรียกว่า “ปุพเพ นิวำสำนุสสติญำณ” คือระลึกชำติหนหลังได้ พระองค์ระลึกไดว้ ่ำ “จิตดวงนี้นั้นไม่ใช่เกิดมำเพียงชำติน้ีชำติเดียว ใจดวงนี้เป็นของ ไม่ตำย ร่ำงกำยนั้นตำยเพียงร่ำงกำย เกิดภพไหนชำติไหนก็ตำย ทั้งน้ัน” เพราะฉะนั้นการตายเกิดชาติไหนก็เป็นทุกข์ท้ังน้ัน ๙๔
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวิหาร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ พระองค์เกิดความสลดสังเวชภายในพระทัยของพระองค์เองที่เกิด มาแล้วก็มีแต่ความตาย เกิดแล้วก็ตาย ย้อนหลังไปนับไม่ได้เป็น วิวัฏฏกัป สังวัฏฏกัป พระองค์ทรงระลึกชาติได้หมด ในชาติสุดท้าย เราเกิดมาอยู่ชมพูทวีปเกิดมาแล้วก็มาสร้างทานบารมีของพระองค์ และชาติสุดท้ายก่อนที่จะเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์อยู่ที่ ไหน เราเป็นเทวดาอยู่ช้ันดุสิตเรียกว่า “สันดุสิตเทวบุตร” เป็นผู้ท่ี สรา้ งสมบารมีมาถึง ๔ อสงไขย แสนมหากปั เต็มมากด้วยบารมีแล้ว ท่ีจะมาตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ระลึกถึงการเกิด การตายในสังสารวฏั เกิดสลดสังเวชในพระทัยอย่างย่งิ ยวดเหลือเกิน ว่า คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องมาตายอย่างน้ี ทุกข์อย่างนี้ทุกชาติ ๆ ร่า ไป ๆ เกิดความสลดสังเวชในพระทัย จึงน่ังค้นคว้าต่อไปในมัชฌิม ยาม จนส้ินมัชฌิมยามอีก ๔ ช่ัวโมง น่ังในอิริยาบถเดียว คิดดูว่า ความทุกข์ทรมานความเจ็บปวดนั้นจะเสียดแทงพระวรกายขนาด ไหน จิตรวมสงบอีกคร้ังหนึ่งเกิด “จุตูปปตญำณ” เห็นสัตว์ ทั้งหลำยเทียวเกิดเทียวตำยท่องเที่ยวในสังสำรวัฏ เกิดภพน้อย ภพใหญ่ ภพภูมิต่ำง ๆ พระองค์กร็ ู้ดว้ ยอันนเี้ องว่าชีวติ ของสัตว์โลก ทั้งหลายนั้นไปเกิดไปตาย ถ้าสร้างคุณงามความดีก็ไปเกิดในสวรรค์ บ้าง ถ้าได้ดาเนินสมาธิจนเกิดฌานก็ไปเกิดในพรหมโลกบ้าง สัตว์ที่ ทาความชั่วมัวเมาต่าง ๆ นานา นั้นก็ไปเสวยวิบากกรรมในนรกเป็น เปรตเปน็ อสรู กายบ้าง แม้กระทั่งสัตว์เดรจั ฉานทเ่ี ราเห็นด้วยสายตา ของเรา พระองค์ทรงรู้ภพภูมิต่ำง ๆ ด้วยญำณอย่ำงนี้ เกิดควำม สลดสังเวช และอะไรที่เป็นสำเหตุที่พำสัตว์มำเกิดมำตำย เพรำะ สัตว์ท้ังหลำยท่ีมำเกิดมำตำยนั้น “ตำยแต่เพียงร่ำงกำย แต่จิตนี้ ๙๕
มรดกธรรมศาลาพระราชศรัทธา วัดปทมุ วนารามราชวรวหิ าร ปี ๒๕๖๒ เล่มท่ี ๔ ไมต่ ำย” พระองค์กส็ าวเขา้ มาให้เห็นจิตดวงนี้อะไรพามาเกิดมาตาย ตั้งแต่ปัจฉิมยามขึ้นมาพระองค์สาวเข้ามา ๆ มาจนสุดท้ายแล้วใน ปลายปัจฉิมยามพระองค์ก็ทราบว่า “อวิชชำ ปัจจยำ สังขำรำ” รวมแล้วก็คือตัว “อวิชชำ” ที่พำจิตดวงนี้มำเกิดในสังสำรวัฏ พระองค์ทาลายอวิชชา สังหารอวิชชาขาดกระเด็นออกจากพระทัย ของพระองค์ และได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณมาเป็นพระ ศาสดาให้พวกเราได้กราบไหว้บูชาข้ึนมา พระองค์ทรงประพฤติ ปฏิบัติอย่างนี้ เห็นโทษเห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ นี้เอง ส่วนพวกเราน้นั เกดิ มาจนกระท่ังเวลานี้ เราเหน็ มามากมาย และไปงานศพคนตายมาก็มาก บางคนบรรพบุรุษก็ตายไปแล้วทั้งปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ บางคนพ่ีน้องก็ตายไปแล้ว เพื่อนฝูงก็ตายไป แล้ว แต่เราก็ยังไม่มีความสลดสังเวชมากมายเพียงพอนั่นเอง เวลา เหน็ คนตายคร้งั นึงกร็ ูส้ ึกสลดสังเวช รสู้ กึ เบ่อื หน่ายจากส่งิ ต่าง ๆ เรา ก็เห็นอยู่ ทรัพย์สมบัติท่ีเรามี ความเป็นอยู่อะไรต่าง ๆ เราก็ พอมีพอกิน แต่นึกถงึ ความตายแลว้ วนั นงึ ตายไปเราก็ตอ้ งทง้ิ ไป เอา อะไรไปไม่ได้เลยเหมือนคนท่ีตายไปก่อนล่วงหน้าพวกเรา ตายไปแต่ เพียงตัวเอง แต่สมบัติท้ังหลายก็ท้ิงไว้ให้ลูกหลานรวมถึงตัวพวกเรา นามาใช้สอยเป็นมรดกตกทอดกันมา เพราะฉะนั้น ทรัพย์สินส่ิง เหล่าน้ันก็เป็นเพียงแค่ทรัพย์ภายนอกไม่มีใครนามันไปได้เลย เมื่อ เรำพิจำรณำอย่ำงน้ีเรำต้องทำอย่ำงไร เรำจะหำทรัพย์ภำยในติด เน้ือติดตัวไปได้ “ทรัพย์ภำยใน” คือ คุณงำมควำมดี ไม่ว่ำศีล ทำน สติ ปัญญำ ศรัทธำ ควำมเพียร สิ่งเหล่ำน้ีท่ำนเรียกว่ำ “อริยทรัพย์” เป็นทรพั ยท์ ่จี ะติดเน้ือติดตวั ของเรำไปอย่ำงแท้จรงิ ๙๖
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154